|
ชีวิตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์
โพสต์เมื่อ:
22:00 วันที่ 23 เม.ย. 2551 ชมแล้ว:
10,177
ตอบแล้ว:
38
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > เคมี วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ชีววิทยา ๑. ชีวิตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษา, คุณคิดหรือรู้สึกว่าไง ๒. มีเวลาปลีกตัวไป ค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ตกอยู่ใต้การจับตามองของคนอื่นไหม (เช่น แอบทำคนเดียว สมมุติว่าจะพิสูจน์ความชั่วของนักการเมือง ด้วยเทคนิค เอ็กซเรย์ดิฟแฟรกชันผลึกเดี่ยว) ๓. เรื่องเงินเดือน หรือรายได้ของอาชีพนี้ ใครมีข้อมูลช่วยเปรียบเทียบให้ดูหน่อย ๔. ภาวะของ ชีวิตอาจารย์คณะวิทย์ ที่เป็นอยู่ และภาวะที่ควรจะเป็นในสังคมไทย หากเห็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร และคิดว่าทำแล้วเกิดผลดีอย่างไร ๕. เรื่องที่อยากจะเล่า จะตอบส่วนไหนก็ตามสบายนะครับ เนื่องด้วยกระผมอยากรู้มานานแล้วครับ จึงขอความอนุเคราะห์ ผมอยากเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุ ๙-๑๐ ขวบ และไม่เปลี่ยนใจเลย แต่ผมเป็นคนเรื่องมาก (ขออภัย) เดี๋ยวก็ติดปัญหาส่วนตัวเรื่องสุขภาพบ้างเรื่องโรคจิตบ้างเรื่องนั้นเรื่องโน้นบ้างที่เป็นอุปสรรคเวอร์ๆ และก็ยังไม่หายสงสัยว่าจะทำอาชีพนี้รอดไหม จึงต้องขอรายละเอียด คิดว่าอาจจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว จำนวน 37 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ถามต่อครับ ๖. เหตุของการมาเป็นอาจารย์ในคณะวิทย์คืออะไร ๗. คิดอะไร, รู้สึกอย่างไร กับเอกสารการเรียน และการเขียนตำราที่มีในด้านนี้ของเมืองไทย ๘. อาชีพนี้ เกี่ยวข้องกับกฎหมาย หรือกฎระเบียบของสังคมส่วนไหน ๙. อาจารย์มหาวิทยาลัย คณะวิทย์ จำเป็นต่อประเทศชาติอย่างไร หรือจำเป็นไหม ถ้ามีมากๆ จะดีไหม คิดว่าควรมีจำนวนมากแค่ไหน ด้วยความสงสัยมีมาก พอได้ถามจึงถามมากมาย จะแสดงความคิดเห็นส่วนไหนในข้อไหนก็ตามสบายนะครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความจริงอยากตอบคำถามเหล่านี้ทั้งหมด แต่ไม่สามารถตอบในที่สาธารณะได้ เพราะคำตอบหลายคำตอบมีผลทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย คิดอยู่นานว่าจะออกดีไหม ไปสอนเป็น Visiting Professor ที่ประเทศจีน สนุกกว่ามาก http://www2.gxnu.edu.cn/rise/ZXYJS06/shownews.asp?newsid=219 ตอนแรกคิดว่าดีที่ลาออก แต่พอลาออกแล้วดีกว่าที่คิด ขอร้องไห้ ให้ตัวเอง กับ เด็กไทย สักห้านาที ร้องจริงๆ ไม่ได้พูดให้ขำเลย บางทีก็อยากถามเสียจริงว่า คนมีอำนาจในการบันดาลให้อะไรเป็นไปได้ ไม่ยักทำอะไรสักอย่าง ดิฉันไม่ต้องการคำตอบ แต่ดิฉันว่าเรื่องทั้งหลายในบ้านของดิฉัน ใช่ คำพูดนี้แสดงความเป็นเจ้าของ ก็ดิฉันเป็นคนไทย ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้นี่นา แล้วไม่คิดว่าจะไปไหนได้นอกจากที่นี่ด้วยละ ถือว่าเป็นการบ่นเชิงเสียดสี หน้าใหม่ (IP:58.136.100.61) ขี้เกียจกลับไป login ทนให้ตัวอักษรมันประหลาด แบบนั้นแหละ บอกให้ จขกท สบายใจหน่อย ดิฉันเองเป็นคนเรื่องมาก เป็นที่สุด รวมทั้งยังงี่เง่าอีกต่างหาก อันนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของคนแต่ประเภท เพราะว่าแต่ละคนก็มีข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งบางทีคนนอกอาจไม่เข้าใจ ก็เหมือนกับผู้อื่นก็ย่อมมีมุมมัว ในชีวิตเขาที่ไม่อาจเข้าใจได้เหมือนกัน หน้าใหม่ (IP:58.136.100.61) คำถามหลายคำถาม ดิฉันอยากให้ความเห็น แต่ว่า ในฐานะ คนเคยเรียน คณะวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน แต่ต้องใช้เวลากับสมาธิ เรียบเรียงให้ ออกสู่สายตาสาธารณะได้ ที่ต้องเรียบเรียง เพราะดิฉันมิใช่นักวิชาการ ดังนั้น ข้อเขียนของดิฉํน อาจจะเป็นแนวชาวบ้าน คนอ่านก็จะได้ประโยชน์น้อย พูดง่ายๆ ว่า สาระจะอ่อนไป ประมาณนั้น ต้องรอบรรดามือวาง (อันดับ ฯ ไม่ใช่มือลอกแล้วมาวาง นะ) ท่านบรรเลงก่อน หน้าใหม่ (IP:58.136.100.61) ขอพูดนอกเรื่องนะครับ ความคิดและการเขียนแบบวิชาการ มาจากคนไม่กี่คนเท่านั้นเองครับ ข้อมูลที่มาจากภาษาชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ออกมาจากใจได้มากกว่า ขอบคุณมากครับที่ช่วยผม ดีใจที่มีบางเรื่องที่รู้สึกเหมือนกันเลยครับ คือเรื่องการร้องไห้ที่เกี่ยวกับบางเรื่องในสังคม (ตอนนี้ผมต้องขอระบายเรื่องนี้ออกมาก่อนครับ) ช่วงนี้ผมก็มีวิธีระบายความเครียดด้วยการร้องไห้ ก็เลยรู้สึกดี แค่น้ำตาตกในบางเวลาสั้นๆ ส่วนหนึ่งคือแผลใจส่วนตัว แต่บางครั้งก็เป็นเพราะประมาณว่า เห็นความแย่ในสังคมแล้วพยายามอะไรๆ ก็ไม่เกิดผลเลย (ไม่มีใครสานต่อเลยด้วย) ทั้งยังรู้สึกว่าทำไมประเทศของเราต้องฝากเรื่องนี้ไว้กับคนแย่ๆ ที่ไว้ใจไม่ได้อย่างผม (ใครหลายคนก็ล้วนบอกและตอกย้ำ ว่าผมนี่จิตใจอ่อนแอ ไม่สู้ชีวิตเอาเสียเลย) ผมได้แต่ร้องให้ ผมมีแต่ "ใจวิเศษ" (ล้อเพลง "ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ") กับมีความสามารถที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง แต่เกิดมาเป็นเหมือนคนพิการที่ยังแก้ไม่ได้ซักที ก็เท่านั้น แล้วชาตินี้จะไปทำอะไรได้ [เป็นความพิการทั้งในร่างกายและจิตใจที่ยากที่จะมีใครมองเห็น เคยพยายามอธิบายเมื่อจำเป็นต้องพูด ก็กลับไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเข้าใจ ทุกคนแม้แต่คนใกล้ชิดก็มีแต่การประนามการตอกย้ำความเลวของผมอย่างเจ็บแสบให้ยิ่งจมหนัก มีแต่ความเข้าใจผิด มีเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ ในสารพัดรูปแบบมาตลอดทั้งชีวิต ภาพอดีตเป็นร้อยๆ เรื่องที่มีอะไรชวนให้นึกถึงทีไรก็มีแต่น้ำตาตก และจะได้บำบัดโรคอะไรทีไรก็มีแต่เหตุผิดพลาดให้ไม่ได้วินิจฉัยเสียที ] แต่อย่างน้อย เมื่อได้ตั้งใจและมีความพยายามที่ดีแล้วก็ดีใจเถอะครับ เรื่องที่ผ่านไปถือว่าเป็นประสบการณ์ก็แล้วกัน อีกเรื่องนึง ในยามที่บ้านเมืองมีการประกาศว่า ขาดนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วงนั้นผมแม้ยังไม่ได้รู้เรื่องนี้ ก็พยายามอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ที่จะประดิดประดอยเวบไซต์ด้วยภาษา HTML อย่างประณีตมาก คิดทำรูปแบบของอะไรมากมาย เพียงเพื่อให้เด็กทื่ต้องการเรียนรู้ ได้เรียนรู้ มันเป็นความเหนื่อยยากที่ผมได้แต่ผิดหวังที่ตัวเองทำไม่สำเร็จเลยสักอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่สำเร็จในอีกหลายปีต่อมาก็คือ หนังสือนักอยากวิจัย ช่วงที่ผมพยายามทำงานเขียนพวกนั้น ผมยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าประเทศเราขาดแคลนบุคลากรด้านนี้ จนผมได้ตระเวนหาข้อมูล ได้ซื้อหนังสือ "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย จากอดีตสู่อนาคต" มาอ่าน จึงได้รู้ว่าบ้านเมืองเราขาดแคลน ตอนนั้นผมอยู่ม.๒ ซึ่งผมก็ทำอยู่แล้ว คือพยายามแนะแนวและสร้างสื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งที่ตอนนั้นแทบไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แม้จะค้นคว้าทดลองเคมีเองมากมายจนคิดค้นอะไรได้เอง ตั้งแต่อยู่ม.๑-๒ และพยายามทำเรื่องพวกนั้น และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะค้นคว้าเรื่องเคมีต่างๆ จากวงการวิจัยแม้ยังไม่รู้จักสื่อก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ JSTP ของ สวทช. ในขณะที่เด็กที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งผมสงสัยว่า พวกเขาคงจะอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์กันมาก ต่อมาภายหลังผมกลับเสียใจที่มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย เด็กที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่ดี กลับไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองได้รับ เด็กแห่กันไปแย่งชิงโอกาส เพื่อให้ตัวเองได้ดี โดยไม่มีแม้แต่ความต้องการที่จะเรียนรู้ ไม่มีใครสนใจที่จะคุยกับผมในเรื่องวิทยาศาสตร์ หรือสนับสนุนผมสานต่อความตั้งใจที่จะกระจายโอกาสในสังคมเลย กลับมีมากมายหลายคราที่ตามมาด้วยการทำลายจิตใจของผม ให้ใจสั่นจนไม่มีแรงทำอะไรในเวลาที่ควรจะได้ทำ หรือบางทีก็แม้แต่เข้ามาเอาผลประโยชน์แล้วก็ฟาดฟันผมหรือปิดกั้นงานของผม (แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น) ผมขอเล่าเพียงเท่านี้นะครับกลัวจะยาว แต่ดีใจที่วันนี้ได้เห็นว่ามีคนไม่น้อยที่มีความตั้งใจที่ดี
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว เรื่องวงการวิทยาศาสตร์ไทยนี่ ใครไปเจออะไรมาบ้าง มาแฉกันเลยดีไหมครับ ก่อนที่จะรวบรวมกำลังใจคิดการใหญ่ต่อไปเบื้องหน้า ผมสังเกตจากที่เคยเห็นๆ มา คนที่เห็นปัญหา หรือมีความตั้งใจที่ดี มักจะมีอุปสรรคหรืออะไรมาขวางด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ในขณะที่คนรวยมักจะไม่มีความคิดที่จะเอาเงินมาหาทางแก้ไขอะไรด้านนี้ คนที่มีอุปกรณ์และแหล่งความรู้พร้อมอยู่แล้ว หรือรู้จักอาชีพนักวิทย์และสามารถเข้าสู่วงการวิจัยอยู่แล้วก็ทำนองนั้น (นี่ไม่ได้ด่าใคร แต่ผมน้อยใจมาก่อน ว่าสมัยผมอยู่ม.ต้น ผมเคยไม่รู้จักใครสักคนในวงการวิทย์ ผมพยายามเต็มที่ที่จะสร้างแหล่งความรู้เปิดโอกาสในการเข้าถึงความรู้ดีๆ ให้แก่เด็กทุกคน สามารถหาทางวิจัยในเรื่องที่ตัวเองอยากวิจัยได้ แต่เด็กที่ได้รับโอกาสอยู่แล้วกลับเฉยเมย ไม่มีความคิดเลย และพูดทำร้ายจิตใจผมเสียด้วยซ้ำ -ขออภัยครับที่พูดเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องเมื่อ ๘-๙ ปีที่แล้ว) มองในเรื่องดีๆ ว่าวันนี้เรามีวิชาการดอทคอม อันที่จริง ในยามบ้านเมืองมีปัญหา ก็คงมีคนมากมายที่คิดและตั้งใจอยากจะแก้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังทำไม่สำเร็จเท่านั้นเอง คนไทยเรามีเมตตา คงไม่กล้าปล่อยให้ชาวเมืองต้องจมอยู่ในปัญหาตลอดไปเป็นแน่ แต่ในวงการวิทย์ยังน้อยอยู่ อย่างเรื่องการใช้สารเคมีในการเกษตร ก็เพิ่งมีการผลักดันให้มาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในระดับประเทศ แต่ว่ามาจากนโยบายการเกษตร แทนที่จะมาจากวงการวิทย์ซึ่งเรียนมามากกว่า วงการวิทย์ยังแก้ปัญหาในวงการตัวเองไม่ได้เลย ดีใจด้วยครับ ที่ข้อความคุณ "หน้าใหม่" หายประหลาดแล้ว
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 24 เม.ย. 2551 (23:14) ผมกดแก้ไขให้เองแหละ ช่วงนี้วิชาการ.คอมเป็นไรไม่รู้ ท่าทางงานหนักโถมเข้ามาอีกแล้ว ^^" ดีใจที่ได้เจอคุณเนยสด ผมบ่นมากไปเลยลืมเรื่องที่คิดจะมาโพส ก็คือ แบบเดียวกับที่คุณหน้าใหม่บอก ว่า ก็เราเป็นคนไทย ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้ แผ่นดินสยามที่ผ่านมา ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายมากมาย เพื่อรักษาอาณาจักร ให้ชาวเมืองได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข มาบัดนี้ ประชากรมาก แต่ก็เต็มไปด้วยค่านิยมทำเพื่อความอยู่รอดและสุขสบายของตนเองและครอบครัวเพียงอย่างเดียว ราษฎรที่เดือดร้อนถูกปล่อยให้ยากเข็ญ ทั้งที่การร่วมกันคิดเพื่อส่วนรวมแม้เพียงน้อยนิด ก็อาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ ผมเคยรู้สึกผิดที่ผมใช้คำว่า "อาชีพนักวิทยาศาสตร์" ในงานเขียนที่เผยแผ่สู่วงกว้าง ทำให้คนจำนวนไม่น้อย "กล้า" ที่จะมาในสายนี้ แต่หลายคนพอได้ยินถึงความไม่เป็นที่นิยม ก็ถอยไปโดยอัตโนมัติ คืออาจจะเห็นว่านักวิทย์เป็นของโก้หรู กลายเป็นว่า คนที่ยังมีใจกล้าดั่งวีรชนก็ยังคงอยู่ และก็ต้องอยู่อย่างลำบากแบบแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ กลายเป็นว่าผมทำให้คนดีๆ ที่ควรจะมีแรงทำสิ่งดีๆ ต้องมาลำบากและหมดแรงกับการอยู่ในวงการนี้ ผมจึงอยากถามให้รู้ ว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในคณะวิทย์ มันไม่น่าพิสมัยจริงหรือ หากเป็นจริงจักได้บอกกล่าวไปตามตรง และเก็บไว้เขียนรวบรวมปัญหาไว้ ในหนังสือ "มองคณะวิทย์" ครับ (http://se-ed.net/peerakitk)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ผมเคยสอนในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง 30 ปีที่ผ่านมานี้ ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระ ไม่(อยาก)สังกับคณะวิทยาศาสตร์ที่ไหนครับ หลายเรื่องอาจไม่สมควรนำมาเล่าหรือปรับทุกข์ในที่สาธารณะ ลองเขียนมาคุยกันสิครับ ที่ dr.janchai@hotmail.com ผมก็อยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย โลกเปลี่ยน ผมจะไม่เปลี่ยน ผมจะเปลี่ยน ต่อให้โลกไม่เปลี่ยน ก่อนจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนตนก่อน ก่อนจะเปลี่ยนตน เปลี่ยนใจก่อน โลกต้องดีขึ้น ถ้าเราอยู่รอด ถ้าเราอยู่รอด เราจะทำให้โลกดีขึ้น เพราะมีอุดมการณ์ จึงต้องรักษาตัว คิดถึงตัวเองให้มาก ๆ นะครับ ถ้าเราช่วยตัวเองได้ เราก็ช่วยคนอื่นได้ บ่อยครั้งที่ ดิฉันชอบนำหลักวิทยาศาสตร์ มา เทียบเคียง กับคำสอนทางพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่หลักลึกล้ำอะไร มักเป็นเรื่องง่ายๆ บางทีก็มีคนหาว่า มันคนละเรื่อง เปรียบกันมิได้ หลักหนึ่งที่ว่านั้นก็คือ กฎข้อสามของนิวตัน action = reaction นิวตันจะล้ำลึก อย่างไร ดิฉันไม่รู้ แต่ดิฉันคิดง่ายๆ ว่าเหมือนกฎแห่งกรรม กรรมคือการกระทำ ดิฉันเชื่อว่า ผลรวมของกรรมดี กับ กรรมไม่ดี บนโลกนี้ ณ เวลาหนึ่งๆ มันอาจจะเท่ากัน แต่การนำกฎข้อสามมาคิด ดิฉันก็จะคิดว่า หากใครกระทำอย่างไร ก็พึงที่จะได้รับอย่างนั้น คืนมา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการล้างแค้น เช่น บางคนอาจบอกว่า ประยุกต์ไปแนว ดาบนั้นคืนสนอง นั่นอาจใช่ เราคนที่จะสนอง มิใช่ตัวเราเอง เป็นกลไกแห่งธรรมชาติ เรื่องราวบนโลกมันซับซ้อน และ เขียนสั้นๆ ไม่ได้ แต่ก็อยากเล่าความรู้สึกในฐานะคนที่อยู่บนโลกนี้มาตั้งนานแล้วว่า ตัวเองมีมุมมองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาประเทศ เรื่องใหญ่ๆ ลงไปถึงเรื่องระดับเล็กๆ ครอบครัว และ จิ๋ว คือ ตัวเราเอง ก็เกี่ยวพันกันทั้งนั้น บางทีมันเป็นผลสะท้อน กลับไปกลับมา ก่อนจะจบข้อความ ก็ต้องเรียนว่า จงอย่าหมดกำลังใจ กับการมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นฝัน เป็นจินตนาการ และ เป็นความใฝ่ดีเป็นอันขาด แต่การที่จะไม่หมดกำลังใจ ในเรื่องดีๆ ได้นั้น ต้องใช้ความเข้มแข็ง ของจิตใจ มาก พร้อมกับมีการดูแลตัวเอง ตามที่ท่าน คห. ก่อนหน้านี้เขียนไว้ เป็นสิ่งหนึ่งที่พึงมี เมื่อตัวเองมีกำลังยืนได้แล้ว จึงจะมีแรงสานฝันที่ดีได้ต่อไป การที่ดิฉันบอกว่า ต้องมีใจแกร่งเหมือนเพชร เพราะว่าโลกทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับค่าทางวัตถุ และ ฐานะเชิงเศรษฐกิจ มากกว่า คุณค่าความดีในคน ดังนั้นคำว่า คนรวยทำอะไรไม่น่าเกลียด จึงได้ยินแทบทุกวงการ การที่มีใจแกร่ง แปลว่า ท่านอาจจะต้อง ทำสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของคนรอบตัว คนในสังคม และคนส่วนใหญ่ที่เขามองกัน แบบที่เรียกว่าคนขวางโลกนั่นแหละ แต่ท้ายที่สุด ทำใจเตรียมไว้ได้เลยว่า หากไม่ได้รับอะไรตอบแทนคืนมา ก็ต้องกลับไปที่คำถามว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ? บางคนอาจบอกว่า ใช้กรรม.... เพื่อสุขสบาย... เกิดตามวัฐจักร ของการเวียนว่ายตายเกิด แต่หากคิดแบบคนที่ทำจิตว่าง เพื่อจะไม่ต้องไม่สบายใจ กับ สิ่งที่เราจะได้รับ หากเราทำในสิ่งที่คิดว่าถูก แต่ไม่ได้รับความเข้าใจจากคนอื่น ...ก็ต้องคิดว่า...คนเราเกิดมาเพื่อสร้างความดี.... แล้วเราจะไม่ต้องไปหาคำตอบอะไรมากมาย ในบางเรื่องที่ไม่มีหลักฐานมาอ้างอิง
ลืมค่ะ ขอบคุณ คุณเนยสด ที่กรุณาแก้ไข ความประหลาดในข้อความของดิฉัน หมายเหตุ - นามของท่าน อ่านแล้ว ทำไมนึกถึงขนมปังเนยสด ทุกคราวเลย (อ่านแล้วหิวเลย) ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และสมาชิกกวิชาการดอทคอมคนหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ครู สามารถเป็นได้ทุกที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในสถานศึกษา ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพใด แต่การถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆให้กับคนรอบข้าง สามารถทำได้ในทุกช่วงเวลา ผมเคยใฝ่ฝันว่าอนาคตผมจะเป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็กมัธยม ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการผมจึงไม่ได้ทำอาชีพนั้น ในปัจจุบันผมกลับค้นพบว่าเราไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนั้นก็ได้ แต่เราสามารถเป็น ครู ได้ หากเราได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีให้ผู้อื่นได้ นั่นแหละ ครู โดยส่วนตัวผม ผมนับถือทุกคนไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร แต่ละท่านต่างมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เชี่ยวชาญในส่วนที่เขาปฏิบัติหรือทำบ่อยๆ แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกันไปหากสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ได้ ช่วยแก้ไขข้อข้องใจให้เราได้ ผมก็นับถือเขาแล้วว่าผู้นั้นคือ ครู ของผม เหมือนกับน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าครับ ผมจึงคิดว่า อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์นั้นเป็นมุมหนึ่งที่เป็นได้ แต่ความอิสระในการกระทำหรือถ่ายทอดสิ่งต่างๆยังมีขอบเขต ขออ้างอิงคุณแขชนะ ผู้ที่เป็นนักวิชาการอิสระ ผู้รู้สึกชื่นชมและนับถือท่านมาก การแบ่งปันและถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนไทยเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังลึกๆว่า เด็กเหล่านี้จะมีความรักและช่วยกันพัฒนาประเทศชาติของเรา เราได้แต่หวังครับแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นอยู่ที่ตัวของน้องๆเหล่านี้ ปลูกฝังในสิ่งที่ดี มีความรู้ที่หลากหลาย ทำชีวิตให้ผ่อนคลาย ทุกอย่างยังไม่สายเกิน ประเทศชาติของเราในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้าเราไม่เข้มแข็ง เราไม่มั่นคง ก็อาจจะดำเนินชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุขเท่าไรนัก ทุกคนควรจะช่วยกัน เริ่มกับคนใกล้ตัวก่อนครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ขอบคุณครับ
ขอเสริมอีกนิดครับ ผมมองการศึกษาเมืองไทยในปัจจุบันมันเป็นธุรกิจไปแล้ว ผมอยากให้ทุกคนเอาการศึกษาออกมาจากธุรกิจ การศึกษาไม่ควรเคลื่อนที่ไปกับการหวังผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การให้ที่แท้จริงคือการให้ความรู้ การพัฒนาที่แท้จริงคือการพัฒนาคนให้มีความรู้ สถาบันกวดวิชาต่างๆที่ทำกำไรอย่างล้นพ้นถึงเวลาตอบแทนประเทศแล้วหรือยัง เงินไม่ใช่สิ่งที่พัฒนาคนได้อย่างยั่งยืนผมเชื่อว่าอย่างนั้น ขอบคุณครับ
Tanmodify! เห็นด้วยกับทุกคห.เลยครับ และเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนที่มีใจสู้ และใจเสียสละครับ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาถึงตอนนี้วงการวิทยาศาสตร์ และการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ไม่ได้รับการเอาใจใส่ทั้งยังเอาไปทำในเชิงการค้าเสียอีก ซึ่งเป็นการลดจิตวิญาณความเป็นครู ซึ่งนั่นหลายท่านมองว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหา ของการศึกษาไทย แต่แท้ที่จริงแล้วปัญหานั้นไม่ได้ถูกแก้เพราะในที่สุด ปัญหาทั้งหลายก็ตกกับเด็กตามเคย อาชีพนักวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน ปีหนึ่งๆเนี่ยมีนักศึกษาจบจากคณะวิทยาสาสตร์เนี่ยมากมาย แต่คุณภาพต้องยอมรับครับว่าไม่ได้สูงตามเลย คนที่เค้ามีศักยภาพส่วนมากเค้าไม่เลือกเรียนกันครับ หรือถ้าจะเรียนประเทศไทยก็คงจาไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่เขาจะเรียนกันครับ เหตุผลทุกท่านก็น่าจะรุ้เหตุใดค่านิยมประเทศเราถึงเป็นเช่นนี้ อีกทั้งคนที่จบมาก็ไม่ได้ประกอบอาชีพเปนนักวิทย์ หรือนักวิจัยหรอกครับ ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องถึงต้นตอครับโดยไม่ใช่เพียงแต่ส่งเสริมให้เด็กรักวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีอาชีพ ความเป็นอยู่ที่ดีที่จะรองรับพวกเขาด้วย อย่าให้ต้องมาวิจัยฝุ่นเล่นกัน เพราะเอาตามสภาพจริงแล้ว เงินเดือนคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ หรือ คนเป็นครูเนี่ย ได้น้อยกว่าหมอ(นวด)อีกน้าครับ
จากเด็กที่เรียนวิทยาศาสตร์ และเคยคิดจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 25 เม.ย. 2551 (18:39) อย่าไปคาดหวังกับสถาบันกวดวิชา เพราะว่า ขนาด หน่วยงานราชการที่กำกับดูแลเองก็ยังมีอะไรไม่รู้ กท.ที่เป็น กท. เรื่องการเรียนการสอน ก็ยังทีข่าวคราว การไม่โปร่งใส ในการจัดการเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ อยู่ที่ใครมาเป็น CEO ของกระทรวง (ตามข่าวที่เคยอ่านไม่ได้คิดเอง) วิชาที่สมัยก่อนเคยเรียน ก็หายไปหมด เมื่อก่อนเคยเรียนไหมคะ หน้าที่พลเมือง กับ ศีลธรรม แยกสองวิชานะ การใช้ภาษาไทย เรียนเกี่ยวกับวรรณคดี หลักภาษาไทยเรียน ด้านไวยากรณ์ไทย คำประพันธ์ ต่างๆ เขียนไทย ย่อความ คัดไทย เรียงความ เห็นไหมล่ะ ว่าหลากหลายแค่ไหน ภาษาอังกฤษ มีวิชา Grammar , แยกคนละอันกับ Comprehension แล้วยังมี เขียนอังกฤษ Dictation , คัดอังกฤษ Hand - Writing อีก นั่นสมัยยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ดังนั้นอย่าได้แปลกใจหาก เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ สะกดคำที่เราไม่คุ้น เพราะแม้เราคนรุ่นโบราณ ก็ยังสะกด คำยากๆ ผิดได้เลย หากไม่ได้ใช้นานๆ การออกเสียงไม่ต้องพูดถึง ฝรั่งที่อยู่เมืองไทยนานๆ พูดชัดกว่าคนไทยที่ไม่เคยไปเมืองนอก บางคนเสียอีก ต้องถามว่าทำไม คนไทยจึงมีอาการเป็นแบบทุกวันนี้ ซึ่งเป็นอาการที่ดิฉันว่ามันเข้าขั้นโคม่า คือ 1. มีอาการคลั่งคนรวย กับ ความเจริญทางวัตถุมากๆ ประเทศไหนที่มีสองอย่างนี้ คนบ้านเราแทบอยากจะโอนสัญชาติไปเป็นชาตินั้นเลย ไม่อยากเขียนแรงๆ ว่า ถ้าเป็นอาณานิคมเขาได้ รีบยกประเทศให้เขาแล้ว ...เขียนแบบนี้น่ะ เจ็บใจไปด้วยนะ 2. ขาดความภูมิใจในชาติ เหมือนกับ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปเสียแล้ว อะไรที่สุขสบาย ฉาบฉวย ได้ง่ายๆ ก็จะรีบเข้าไปวัดดวงทันที ดิฉันมีหลักฐานยืนยันได้จาก ข่าวอีกตามเคย ก็บรรดาแชร์ต่างๆ เช่น แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์รถตู้ ฯลฯ ซึ่งจริงๆ ก็คือ แชแม้ ซึ่งภาษาจีนแปลว่า ตาถั่ว นั่นเอง อยากได้เงินง่ายๆ โดยมองข้ามกฎพื้นฐานอันสำคัญ คือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้ง่ายขนาดนั้น หากได้ง่ายๆ ไม่มาถึงมือเราหรอก ทำไมคนตั้งเขาไม่ทำเอง หรือระดมญาติ เขามาทำกันเองล่ะ ...ได้มาก เสี่ยงมาก .... หลักการการลงทุนที่ปกติจริงๆ 3. ทั้งหลายทั้งปวง ก็เลยทำให้ เราไม่มีอะไรเป็นจุดยึดให้พอใจ เห็นคนอื่นเขาเจริญทางวัตถุ มีอุปกรณ์ทันสมัยใช้ ก็อยากมีมั่ง โดยไม่ดูความจำเป็น กับ พื้นฐานของประเทศตัวเอง เป็นเหยื่อให้นักลงทุน ที่รู้จักสร้างโอกาส กับ ฉกโอกาสให้ตัวเอง ตัวอย่างง่ายๆ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เมื่อก่อน เราใช้โทรศัพท์บ้านกันมาหลายสิบปี ไม่มีเรื่องอะไรที่ด่วนขนาดรอไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีเรื่องอะไรที่รอได้ ทุกอย่างด่วนไปหมด จะเข้าบ้านก็ต้องโทรมาถามที่บ้านว่า จะซื้อกับข้าวอะไรดี เด็กบางคนไม่มีรายได้ แต่มีค่าบริการรายเดือนแพงกว่า ผู้ใหญ่ทำงานแล้วแบบดิฉันอีก บางคนหนักข้อ เวลาเดินอยู่บนพื้น ไม่โทร พอก้าวขึ้นรถปุ๊บ หยิบโทรศัพท์ออกมาเลย ไม่ได้รังเกียจ เจ้ามือถือ นี่ เพราะประโยชน์ก็พอมีเหมือนกัน แต่ หากใครว่าง ก็ลองเก็บข้อมูลซิคะ ว่าอัตราการใช้งานน่ะ เป็นเรื่อง จำเป็น สมควร เร่งด่วน และ สำคัญ กับ เรื่องคิขุ โนเนะ อันไหนมากกว่ากัน แล้วเราจ่ายเงินค่าไร้สาระ ค่าลมปาก แบบเกินจำเป็นกันไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย เรื่องนี้เป็นหนังยาว นี่แค่ไตเติ้ลเอง
ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยกันแนะนำ เรื่องในสังคมที่ว่าแย่ๆ ผมได้ยินแล้วก็มักจะไม่เชื่อ ว่ามันเป็นได้อย่างไรขนาดนั้น หรือแม้แต่ความแค้นต่างๆ ที่ผมมี ก็มิได้แค้นเพราะต้องการให้ใครเจ็บปวด แต่แค้นเพราะต้องการจะรู้ความจริง ว่าเหตุที่คนนั้นทำอย่างนั้นคืออะไร เพราะว่าผมมีความเชื่อในใจลึกๆ ว่า พื้นฐานของคนทุกคน คือ ความดีงาม ใจผมเชื่อว่า เนื้อแท้ของใจของทุกคนคือ ความดีงามเท่านั้น (แต่พอความเป็นจริงที่พบมันน่าตกใจก็เลยหวาดระแวงว่าความเลวร้ายที่ถูกตอกย้ำมาจะเป็นจริง สะสมให้ใจเราหนักด้วยความหวาดระแวงฝังอยู่ มองดูภายนอกเหมือนคนโกรธแค้นคนอื่น) สมัยโบราณ ผู้นำของสังคมที่ปกครองแผ่นดิน จะเป็นผู้เลี้ยงดูส่งเสริมคนบางกลุ่มให้ถ่ายทอดวิชาและฝึกฝนในด้านพิเศษต่างๆ เป็นผู้เปิดให้ตัวผู้มีความสามารถพิเศษเหล่านั้นสามารถใช้ความสามารถมาช่วยสังคมได้โดยตรง (ต่างกับสมัยนี้ที่การส่งเสริมคนเก่งใช้วิธีแย่งชิงกันเอง และไม่มีค่านิยมช่วยชาวโลกเพราะนักการเมืองทำอยู่แล้ว) เพราะหากราษฎรไร้ที่พึ่ง ตัวผู้นำก็ย่อมเดือดร้อนด้วยเช่นกัน ที่ว่าดีกว่าสมัยนี้ก็เพราะว่า คนที่ได้ตำแหน่งปราชญ์หรือผู้สืบทอดภูมิปัญญา ก็จะได้เรียนกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ถูกกลืนให้เหมือนๆ กันไปหมด แต่สมัยนี้อำนาจไม่ได้อยู่ในมือของคนที่รู้จักใช้ และความคิดเด็กไทยก็ถูกกลืนให้มีลักษณะเหมือนๆ กัน ถูกบังคับให้เสียสมองไปกับการมุ่งไปในกระแสเดียวกัน จะหาส่วนใดส่วนหนึ่งมาช่วยประเทศในเวลาที่มีปัญหาได้ยากนัก แล้วตอนนี้ สารเคมีสกปรกทั่วประเทศ แม้แต่โรงงานบำบัดน้ำเสียใหญ่ก็ยังจ้างนักวิจัยให้โกหกว่าบำบัดน้ำได้สะอาด บ้านเมืองแม้ไม่เกิดจลาจล แต่ชีวิตคนก็หาความสงบสุขยาก ฯ หากเราจะมัวฟังเสียงบ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกจากคนที่เรียนคณะวิทย์ เห็นทีเรามารวบรวมข้อมูลเพื่อเก็บไว้ต่อสู้กับมันเลยดีกว่า
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 25 เม.ย. 2551 (22:38) ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่สงสัยว่าทำไมจึงหาความยุติธรรมได้อยาก อย่างตัวอย่างที่จะเล่านี้ บ้านข้าพเจ้าอาศัยอยู่แถวๆกับโรงงานอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าตั้งได้อย่างไรทั้งที่ประกาศเป็นพื้นที่สีเขียว ครั้งแรกตอน ป.3 ข้าพเจ้ากำลังร้องเพลงชาติเกิดเป็นลมไป เพราะสูดดมกลิ่นที่โรงงานปล่อยมานและก็ไม่รู้ว่ากลิ่นของอะไร แต่เหม็นแสบคอเลยที่เดียว พ่อข้าพเจ้าได้ไปร้องเรียนเรื่องนี้ คุณทราบไหมว่าอีกสามสี่วันมีโทรศัพท์มาที่โรงเรียนว่าทางโรงงานจะมาบริจาคของ และจัดงานวันเด็กให้โรงเรียน และยังมีมียายขายขนมคนหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ยายได้ไปตักน้ำในแม่น้ำเพื่อจะมาล้างหน้าเพียงยายจุ่มมือไปรู้สึกคัน ยายจึงไม่ล้างหน้า จากนั้นมือยายก็ก็เป็นผื่นแดงอักเสบ ยายต้องไปรักษาอยุ่เป็นเดือน (รู้สึกว่ายายแกหายไปตั้งสองเดือนกว่า อดกินข้าวต้มมัด กับใส่ไส้ตั้งนาน) ที่รู้ๆบ้านยายอยู่ในแนวทางตอนใต้ของท่อระบายน้ำเสียลับๆของโรงงานนี้ แถมในปัจจุบันยังปล่อยเศษเถ้าถ่านจากการเผาถ่านหินในโรงไฟฟ้าเล้กๆของมัน ชาวบ้านหลายต่อหลายท่านต้องไปหาหมอเพื่อแคะถ่านหินออก(ครั้งหนึ่ง 200-300 บาท มีในในบ้านโดนมาแล้ว ) และเสียงรบกวนอันดังสนั่น เวลามันเดินเครื่อง มีหน่วยงานเข้ามาตรวจแล้วด้วยว่าเป็นมลพิษทางอากาศหรือไม่ แกเอาเครื่องตรวจไปตั้งริมแม่น้ำหน้าวัด ซึ่งเป็นที่พักผ่อนลมเย็นจะอากาศดีมาก(แล้วทำไมไม่ไปตั้งแถวๆโรงงานเนี่ยสงสัย) แล้วเวลามามีคนมาตรวจนะไม่เห็นจะทำงานเสียงเงียบ ไม่เหม็น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ร้องเรียนไปหลายรอบก็ไม่เกิดผล ก็เงินมันค้ำอยู่ แต่หลายๆเสียงบอกว่าถ้าโรงงานปิดคนเกือบครึ่งหมู่บ้านจะต้องตกงาน และที่รู้ๆเค้าเสียภาษีให้กับอบตปีล่ะเจ็ดหลัก แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพัฒนา บ่นซะยาว ที่รู้ๆเคยไปถ่ายรูปโรงงานจะทำรายงานส่งอาจารย์ มันส่งยามมากวดหนีแทบตาย เฮ้อนี่หรือชีวิต ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 26 เม.ย. 2551 (18:18) แง๊วแง๊ว..No Comment ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 26 เม.ย. 2551 (20:17) เห็นเรื่องน่าหนักใจอย่างนี้ อยากขอชี้แจงนะครับว่า การที่มีคนมาเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยดีในสังคม หาเป็นเพื่อตอกย้ำความสิ้นหวังไม่ เราพูดกันในฐานะคนที่มีความใฝ่ฝันความหวัง เผื่อว่าจะมีทางช่วยประเทศไทย เมื่อชาวไทยยังไม่สงบสุข ใครฤๅอาจนิ่งเฉย ถึงช่วยไม่ได้ก็ปล่อยวาง ถึงรู้แล้วจะแก้ไม่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้พยายามครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |