ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น!  
คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
คนอาจจะเป็นฝ่ายแพ้ในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย,ผลการวิจัยชี้
โพสต์เมื่อ: 17:54 วันที่ 25 เม.ย. 2551         ชมแล้ว: 49,834 ตอบแล้ว: 0
มันอาจจะไม่ใช่หัวข้อที่เป็นแบบอย่างที่ดีนักสำหรับการสนทนากันอย่างสุภาพ แต่ว่าตัวมนุษย์นั้นมีแบคทีเรียยั้วเยี้ยเต็มไปหมดอยู่ภายใน แม้กระทั้งผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีนั้นโดยเฉลี่ยแล้วเป็นที่อาศัยให้กับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กประมาณ 100 ล้านล้านตัวได้ ซึ่งการติดเชื้อก็จะเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถควบคุมแบคทีเรียเหล่านี้ได้

ตอนนี้ , นักวิจัยจาก University of Kensas ได้ลงมือเขียนประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และแบคทีเรีย และได้เตือนว่าซักวันหนึ่งมนุษย์นั้นอาจสูญเสียความได้เปรียบไป
ในวารสาร American Chemical Society’s Journal of Natural Products ฉบับของวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา Lester A. Mitscher , ศาสตราจารย์ด้านวิชาเคมีเวชภัณฑ์นั้นได้เรียกร้องให้มีการพัฒนายาปฏิชีวนะที่มีฤิทธิ์ยามากขึ้นซึ่งจำเป็นต่อมนุษย์โลกที่จะจัดการกับสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่ดื้อยาได้

“ยาปฏิชีวนะนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นยาพิษที่เลือกเฟ้นมาเพื่อฆ่าแบคทีเรียและไม่ฆ่าเรา” Mitscher กล่าว

ในบทความของเขา, “Coevolution : Mankind and Mictobes” นั้น, Mitscher ได้บันทึกเหตุการณ์การถือกำเนิดขึ้นของยาปฏิชีวนะในศตวรรษที่ 20 Sulfonamides, ยาฆ่าเชื้อโรคตัวแรกนั้นได้ถูกนำเข้ามาเมื่อกลางปี 1930 ส่วน Penicillin - ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่แท้จริงตัวแรกนั้น - ได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลายทศวรรษนับจากนั้น ยาปฏิชีวนะที่สำคัญๆจำนวนมากได้ถูกพัฒนาและถูกส่งออกสู่ตลาดไปทั่วโลก

“พวกมันถูกเรียกว่า ‘ยามหัศจรรย์’ ” Mitscher กล่าว “ โชคไม่ดีว่ามันก็มีด้านลบด้วย พวกมันค่อนข้างที่จะปลอดภัยและมีประสิทธิผลมากจนเราไม่ระมัดระวังในการใช้งานมันรวมถึงพฤติกรรมส่วนตัวของพวกเราเอง ซึ่งนั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์การดื้อยาที่เราประสบอยู่ในวันนี้”

การดื้อยาของพวกจุลินทรีย์ต่อยาเหล่านี้นั้นเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดเพราะว่าการแพร่พันธุ์และการวิวัฒนาการที่รวดเร็วของเชื้อจุลินทรีย์ “เชื้อแบคทีเรียที่รอดพ้นจากการจู่โจมรอบแรกของยาปฏิชีวนะนั้นก็ภายหลังจะดื้อยามากขึ้น” Mitscher กล่าว “ส่วนที่อ่อนแอของประชากรแบคทีเรียก็จะตายไป แต่หลังจากนั้นพวกที่รอดมาก็จะแตกตัวอย่างรวดเร็ว -- และพวกมันก็มีการตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะที่น้อยลงด้วย ซึ่งการตอบสนองที่น้อยลงนั้นก็จะมีไปตั้งแต่การใช้ระยะเวลาการบำบัดที่ยาวนานขึ้นหรือใช้ปริมาณยาที่มากขึ้นจนถึงว่าไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากยาปฏิชีวนะเลยก็มี”

มนุษย์ได้ใช้ยาปฏิชีวะมากเกินไปในหลายๆด้านเช่น อุตสาหกรรมทำให้สภาวะลำบากเรื่องแบคทีเรียที่มีการดื้อยาสูงนั้นเลวร้ายลงไปอีก

“ผู้คนนั้นประหลาดใจเมื่อได้รู้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของยาปฏิชีวนะทั้งหมดที่ผลิตขึ้นในโลกนั้นถูกใช้ในการทำปศุสัตว์” Mitscher กล่าว “ผมไม่ได้กำลังอ้างอิงถึงการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับการรักษาอาการติดเชื้อของสัตว์นะ - สิ่งที่ผมหมายถึงก็คือการใช้ยาปฏิชีวะในปริมาณยาที่ค่อนข้างน้อยในฐานะอาหารเสริมสำหรับสัตว์ซี่งทำให้สัตว์นั้นโตเร็วขึ้นจนถึงขนาดที่ทำตลาดได้ และเรื่องนี้ก็ถูกมองเป็นสินค้าสากลเสียด้วย เรื่องยุ่งยากก็คือการใช้ยาปฏิชีวนะในสภาพแวดล้อมแบบนั้นเป็นการเชื้อเชิญไปสู่การต้านยา โชคไม่ดีที่ว่ามนุษย์นั้นได้รับการติดเชื้อของสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสัตว์จากวิธีนี้ด้วย”

ทุกวันนี้, ด้วยสิ่งที่เรียกกันว่า “Super Bugs” เช่น Methacillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) กำลังเป็นข่าวอยู่นั้น,ทำให้การต้านยากำลังกลายเป็นปัญหาหลักทางด้านสาธารณสุขไป

“การต้านยาที่เริ่มจากสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลนั้นจะกระจายไปสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว , และโดยหลักแล้ว ตอนนี้การต้านยานั้นอยู่รอบตัวเรา” Mitscher กล่าว “ นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเรากำลังจะตายด้วยความทรมานในอนาคตอันใกล้นี้ แต่นี่เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่เราจะต้องจัดการกับมันด้วยความระมัดระวังที่มากขึ้นกว่าที่เรามีในอดีต”

ส่วนหน่ึงของการแก้ปัญหาก็คือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างจำกัดจำนวนสำหรับด้านอุตสาหกรรม , เกษตรกรรม และ จุดประสงค์ทางการแพทย์ เมื่อยาปฏิชีวะตัวหนึ่งได้ถูกเรียกใช้เพื่อการรักษาการติดเชื้อนั้น ,ตัวที่ดีที่สุดควรจะถูกใช้ด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสม

Mitscher กล่าวว่าบริษัทยานั้นต้องพัฒนายาปฏิชีวนะที่มีศักยภาพที่จะไม่เพียงแต่จะฆ่าจุลินทรีย์เท่านั้นแต่ยังยับยั้งความสามารถในการกลายพันธุ์ของพวกมันด้วย โดยยาพวกนี้นั้นยังถูกทำให้มีประสิทธิผลมากขึ้นได้ด้วยถ้าพวกมันขอความช่วยเหลือจากระบบภูมิคุ้มกันจากร่างกายของมันเองเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ

แต่อนิจจา, เพราะเรื่องเศรษฐศาสตร์ของอุตสาหกรรมยา , Mitscher กล่าวว่ายาปฏิชีวนะที่ “รักษาได้สามเท่า”นั้น อาจจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมา

“ระยะก้าวของการค้นพบยาปฏิชีวนะนั้นได้ตกลง, ส่วนหนึ่งก็เพราะการค้นคว้าวิจัยที่ละเอียดในตัวมันนั้นได้นำไปสู่ผลตอบแทนที่น้อยลงมากขึ้น” Mitscher กล่าว “ด้วยหลากหลายเหตุผลทางด้านการค้านั้นได้ทำให้บริษัทด้านเภสัชกรรมนั้นลดการให้ความสำคัญกับการวิจัยเรื่องยาปฏิชีวนะลงในลายทศวรรษที่ผ่านมา”






ที่มา : http://www.sciencedaily.com/releases/2008/04/080423181124.htm

faceoffact เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.