| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
|
เด็กเป็นออทิสติกมากขึ้น....จริงหรือ?
โพสต์เมื่อ:
10:34 วันที่ 30 เม.ย. 2551 ชมแล้ว:
47,687
ตอบแล้ว:
5
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > วิทย์ทั่วไป วิชาการ.คอม > สุขภาพ วิชาการ.คอม > สุขภาพ > แม่และเด็ก ทุกวันนี้แฟชั่น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องของเสื้อผ้า การแต่งกาย หรือคำพูด แต่มันระบาดไปในทุกๆวงการ รวมทั้ง วงการแพทย์ด้วย ในช่วงยี่สิบ สามสิบปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคออทิสติกเพิ่มขึ้นทุกปี เกือบจะนับได้ว่าเป็นแฟชั่นที่แพทย์จะให้ความเห็นว่า เด็กเป็นโรคออทิสติก แพทย์จากหลายประเทศกล่าวว่าวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมันและคางทูมสำหรับเด็ก มีส่วนทำให้เด็กมีอาการของโรคนี้ แพทย์ในอังกฤษได้ให้คำอธิบายว่าวัคซีนดังกล่าวไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท ในขณะที่แพทย์จากอเมริกาเห็นว่าสารปรอทที่เจือปนอยู่ในวัคซีนเป็นตัวต้นเหตุของโรค อย่างไรก็ดี บทสรุปเหล่านี้ก็เป็นเพียงความพยายามที่จะอธิบายการเพิ่มขึ้นของเด็กออทิสติกเสียมากกว่าความจริง ในตอนนี้ เราแน่ใจได้แล้วว่าเรื่องเล่าที่วัคซีนเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคออทิสติกนั้นไม่เป็นความจริง แต่การที่จำนวนเด็กที่เป็นโรคออทิสติกเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง ในประเทศอังกฤษ จำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติกเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จาก 50 คนใน 100,000 คน ในปี 1990 เป็น 400 คนใน 100,000 คนในปีนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? สาเหตุของการเพิ่มของจำนวนเด็กที่ป่วยเป็นโรคออทิสติกนั้นก็คือ วิธีการวินิจฉัย ถึงแม้ว่า การพิสูจน์สาเหตุนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยของ Dorothy Bishop และทีมวิจัยของเธอจาก Oxford University ที่ลงตีพิมพ์ใน Developmental Medicine & Child Neurology ก็ทำได้สำเร็จ ดร. Bishop ได้กล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้แพทย์ในสมัยก่อนจะมองว่าคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติกว่าเป็นคนปกติ แต่มันก็เป็นไปได้ว่าแพทย์อาจจะวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคอื่น ด้วยความคิดนี้ เธอจึงเริ่มศึกษากับเด็กที่มีอาการผิดปกติบางอย่างที่ไม่ใช่ออทิสติกแล้วเปรียบเทียบคำอธิบายของโรคออทิสติกที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เธอเริ่มต้นจากอาสาสมัครผู้ใหญ่และวัยรุ่น 38 คนที่เคยได้รับการวินิจฉัยเมื่อสมัยเป็นเด็กว่ามีความผิดปกติด้านการพัฒนาของภาษา (Developmental Language Disorder) แต่ไม่ใช่ออทิสติก (ข้อแตกต่างของความผิดปกติสองอย่างนี้ก็คือ โรคออทิสติกจะมีความผิดปกติอื่นๆรวมอยู่ด้วย เช่นความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น) การวินิจฉัยใหม่ประกอบด้วยสองขั้นตอน ขั้นตอนแรก กลุ่มนักวิจัยจะทำการสัมภาษณ์อาสาสมัคร และ หลังจากนั้นก็สัมภาษณ์พ่อแม่ของอาสาสมัครเหล่านั้น โดยใช้คำถามตามหลักการวินิจฉัยโรคออทิสติกในปัจจุบัน จากการสัมภาษณ์พบว่า เกือบหนึ่งในสามของอาสาสมัคร ตามหลักการในปัจจุบันแล้วได้รับการวินิจฉัยที่ผิด อาสาสมัครถึง 8 คนมีลักษณะอาการเป็นออทิสติกเต็มขั้น ในขณะที่อาสาสมัครอีก 4 คนมีลักษณะอาการสอดคล้องกับออทิสติก เพียงแต่อาจจะไม่แสดงอาการเต็มรูปแบบ ก่อนหน้านี้ได้มีการทำวิจัยในลักษณะที่ใกล้เคียงกันแล้ว แต่บทสรุปของผลการวิจัยกลับกลายเป็นว่า อาการของโรคจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ แต่จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองของอาสาสมัครของ ดร. Bishop อาการของออทิสติกในอาสาสมัครมีให้เห็นได้ตั้งแต่วัยเด็ก ถึงแม้ว่า เรื่องเล่าจะมีการผิดเพี้ยนหรือแต่งเติมได้บ้าง แต่ความชัดเจนในหลายๆเรื่องที่ผู้ปกครองของอาสาสมัครเล่านั้นก็ทำให้ ดร. Bishop เชื่อได้ว่าเรื่องเหล่านี้ถูกต้อง จากงานวิจัยชิ้นนี้ ดร. Bishop ก็มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงของหลักการวินิจฉัยมีผลต่อจำนวนเด็กที่เป็นออทิสติกที่มากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เธอก็ได้ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้จะแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของหลักการวินิจฉัยมีผลต่อจำนวนเด็กออทิสติก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้จำนวนเด็กออทิสติกเพิ่มขึ้น แต่ ณ ตอนนี้เราก็สบายใจได้ว่า จำนวนเด็กออทิสติกในปัจจุบันไม่ได้มีมากขึ้นกว่าในอดีตมากนัก และมันก็เป็นเรื่องของ แฟชั่น เท่านั้นเอง แปลจากคอลัมน์ "Not more, just different" Science and Technology: The Economist ฉบับ 12-18 เมษายน 2008 หน้า 89
จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ค. 2551 (13:58) =___= อยากอ่านทั้งหมดอ่าค่ะ แค่นี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 พ.ค. 2551 (15:28) ไม่เก็ต เลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 พ.ค. 2551 (22:02) <P>แปลออกมาแล้วอ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ</P> <P>คุณต้องอ่านให้จบประโยคแล้วแปลออกมาสิครับ</P> <P>คำว่า fashion ของฝรั่งหนะ มันเป็นแบบ นิยามทางโลกที่ฝรั่งมองว่า "ของสิ่งนี้ยังคงมีอยู่ มากกว่า"</P> <P>ถ้าแปลมาแล้วใช้คำว่า fashion เมื่อคนไทยอ่าน เค้าก้อไม่เข้าใจหรอกครับ ว่าความหมายจริงๆว่าต้องการสื่ออะไร</P> งานแปลบกพร่อง (IP:121.216.102.153) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 6 พ.ค. 2551 (15:17) ขอโทษด้วยนะคะ ถ้าแปลแล้วทำให้เกิดความสับสน จริงๆแล้ว ผู้แต่งพยายามบอกว่า การที่มีเด็กเป็นโรคออทิสติกมากขึ้นนั้น เกิดจากวิธีการวินิจฉัยของหมอที่เปลี่ยนไปค่ะ ในอดีต ผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะเดียวกันอาจจะถูกมองว่าเป็นโรคอื่น แต่ถ้านำมาวินิจฉัยตามตำราแพทย์ปัจจุบันแล้ว ก็จะนับได้ว่าเป็นออทิสติกค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 พ.ค. 2551 (15:22) ตอบคุณ"งานแปลบกพร่อง"นะคะ คำว่าแฟชั่น ตามความหมายของบทความนี้ เราเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงเป็นอะไรที่ใครๆก็ทำ ผู้แต่งพยายามจะบอกว่าแพทย์ในแต่ละสมัยก็มีแฟชั่นในการวินิจฉัยต่างๆกันค่ะ ในยุคนี้ การจะวินิจฉัยว่าใครสักคนเป็นออทิสติกก็ออกจะง่ายกว่าโรคอี่นๆอ่ะค่ะ ขออภัยมาด้วยจริงๆค่ะ |