|
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ:
23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
4,236
ตอบแล้ว:
42
ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า
เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก
แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ
นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ
พูดถึงวงการวิจัย สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า
จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ
หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข
ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม
จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด -------------------------
จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง
(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 8 พ.ค. 2551 (19:57) อยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้าด้านวิทย์มานานแล้วค่ะ ศักยภาพคนไทยเราไม่ได้ด้อยกว่าต่างชาติเลย อีกอย่างคนเก่งๆของเราอาจไปทำงานให้ต่างประเทศด้วย Brain drain อ่ะค่ะ เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่าต่างประเทศได้เงินดีกว่า ปัจจุบันหมอและวิศวะก็ยังคงมาเป็นที่หนึ่ง (แต่ตอนนี้หมอก็ยังขาดแคลนอยู่ดี เพราะคนอยากเรียนน้อยลง แถมเสีย่งต่อการฟ้องอีกต่างหาก) นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ติดอันดับฮิตกับเค้าซักที ทั้งๆที่ต่างประเทศอย่างเยอรมันเขาสนับสนุน เมื่อไหร่รัฐบาลจะเห็นความสำคัญซักทีมัวแต่จ้องจะแก้... กันอยู่นั่นแหละ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 8 พ.ค. 2551 (21:18) เพราะวิ่งตาม เลยไม่เคยถึงก่อน ตอบพี่หน้าใหม่นะครับ ผมว่า บางทีอาจไม่ใช่แค่ ของ วิทยาการ เทคโนโลยีบางอย่างก็ใช่นะครับ มองความได้เปรียบให้ออก และไม่ยึดกรอบ ไม่มองข้าม เราสมควรจะทำได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 8 พ.ค. 2551 (21:35) ผมเชื่อว่า พระองค์ท่านชี้ทางออกให้แล้ว เพียงคนไทยคิดตาม เข้าใจ ต้องแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยีด้วยแน่นอนครับ ตอนนี้ผมยังไม่แตกฉานนัก แต่ก็พอมองเห็นหนทาง พัฒนาตามแนวทางนั้นแล้ว
เท่าที่เห็นจากกระทู้ ว่ามีผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าอยู่หลายท่าน อยากเสนอว่า ควรจะมีอุดมการณ์แบบพอเพียงด้วย คือ ยั่งยืน อยู่ได้ พึ่งตนเองได้ เพื่อจะไม่กอดอุดมการณ์ตาย หรือไม่ก็ ล้มเลิกเสียก่อน
ด้วยความปราถนาดีขอรับ ^^ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 9 พ.ค. 2551 (09:52) ![]() ชักร้อนวิชา กับ คันมือ (แต่อาจหมดตัวได้) อยากทำหนังสือ ที่ว่านี่เสียแล้ว สงสัยต้องลองหาข้อมูลสักตั้ง หมายถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำ ต้นทุน โรงพิมพ์ เป็นการทำที่มิได้มุ่งค้าหากำไร แล้วทำทำไม ? ทำอะไรสักอย่างให้เป็นรูปธรรม ว่า เรารู้คุณวิชาที่เรียนมา กับ ทำให้แผ่นดินเกิด แหมฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่มันไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ว่า รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้นเกิดเมื่อเรามองเห็น คนที่อยู่ในฐานะที่เขาควรทำงานสนองคุณแผ่นดิน แต่เขาก็ยังทำไม่เต็มที่ เขียนแบบดีๆ ก็ คือ เขาอาจยังไม่พร้อมที่จะทำเต็มตัว เพราะปัจจัยการเมือง ไม่เอื้ออำนวย (คนการเมืองมักอ้างเหตุ ประมาณนี้ค่ะ) ทีนี้ในฐานะ ที่เป็น รากหญ้า ก็เฝ้า บ่นว่า ทำไมเขาจึงไม่ทำ แล้วเราก็รันทด ก็เลยคิดว่า เราควรทำในส่วนที่ทำได้ สมมติ เหตุการณ์เลวร้ายนะ ขายไม่ออก ก็ทำไงดี เอาเป็นว่า ทำใจไว้เลยว่า อาจต้องเสียเงินไปเปล่าๆ (ดังนั้นควรตั้งต้นตรงที่ลงทุนน้อยที่สุด เท่าที่จะแบกไหว) ก็ นำไปแจกจ่าย ตามคณะ วิทยาศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัย เลย เป็นไง วันนี้วันพืชมงคลค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 พ.ค. 2551 (09:55) ![]() รัฐบาลก่อน มีการกำหนดเรื่องยุทธศาสตร์ข้าวไทยค่ะ แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีการสานต่อหรือไม่ เราปลูกข้าวได้เป็นลำดับหกของโลก แต่ส่งออกลำดับ 1 และปีนี้ ก็ควรเป็นที่หนึ่ง หากไม่มีเหตุอะไรเสียก่อน เช่น ชาวนาเริ่มท้อใจ จากอุปสรรค ที่คนพยายามเข้ามาขอแบ่งกำไรไปแบบ หน้าตาเฉย ภาพนี้บอกว่า ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เขาสูงกว่าเขาอื่น และ ที่เจ็บปวดก็คือ ผลผลิตต่อไร่ก็ยังต่ำกว่าเขาอีก แบบว่าเจอสองเด้งเลย แล้วยังมีเด้งสาม คนจะมาแบ่งกำไรตามที่ว่ามาแล้วเสียอีก ขออนุญาต ถอนใจ 1 เฮือก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 10 พ.ค. 2551 (22:47) ถ้าใครอยากจะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเรื่องนี้ คงมีหลายแบบ แล้วแต่ใครจะริเริ่มครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกค่อนข้างราบรื่นครับ บางทีอาจฟังดูเหมือนท้อใจแต่จริงๆ ไม่ได้ท้อ เพราะว่าผมเป็นคนคิดมาก แต่เรื่องการเมืองนี่นึกถึงแล้วท้อจริงๆ และผมก็อยากจะออกไปจากการคิดอะไรเกี่ยวกับการเมืองเร็วๆ จะได้ไปศึกษาเคมีคนเดียวให้สบายใจซะที (คิดอย่างนี้มาห้าปีแล้ว แต่เรื่องแจ๋วๆ ที่อุตส่าห์คิดและทำไว้ยังไม่ได้เรียบเรียงให้จบเสียที เลยออกไม่ได้) กระผมดีใจที่คุณหน้าใหม่สนใจงานหนังสือและอีกหลายอย่างๆ ผมลองส่งไฟล์ "มองคณะวิทย์ บทที่ ๑ คณะวิทยาศาสตร์" ครับ เรื่องโรงพิมพ์และต้นทุนเอาไว้ค่อยคิดทีหลังดีกว่า เพราะว่ามันหายากครับ โครงเรื่องหนังสือผมนี่เป็นการรวมเอาสารพันเรื่องเข้าด้วยกัน
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 พ.ค. 2551 (22:58) มองคณะวิทย์ บทที่ ๒ คิดให้ดีก่อนเลือก (ข้างบนเป็นบทที่ ๑) บทความนี้อาจต้องปรับปรุงในตัวแนวคิด เพราะคุณตุเช่เคยชี้ให้เห็นข้อที่แตกต่างจากความคิดของผมที่ว่าให้เลือกอาชีพโดยดูจุดมุ่งหมายชีวิต คือว่า คนเราไม่ได้ "ตั้งจุดมุ่งหมายแล้วทำตามนั้น" เสมอไป แต่ควรจะ "เป็นอะไรก็ได้" คือแม้ไม่มีโอกาสเลือก ก็ให้พยายามเป็นได้ทุกอย่าง อย่ามีข้อแม้กับชีวิตมากนัก ประมาณนี้คือจุดที่ผมยังไม่ได้เอาไปแก้ในบทความเลยครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 11 พ.ค. 2551 (00:37) ![]() คุณพีรกิตต์ คงทราบดีว่า มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคณะวิทยาศาสตร์โดยตรงคือ ที่ประชุมคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ มีมาหลายปีแล้วครับ แต่อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนได้ยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากใช้คำพูดที่รุนแรง พาลจะไม่ได้รับความร่วมมือ เหมือนกับที่ผมเคยประสบมา ผมจะเล่าเรื่องจากประสบการณ์บางเรื่องให้ฟัง ผมเคยทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร ในโครงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาเป็นอาจารย์ หลายปีมาแล้วครับ ขณะนั้นผมเคยจัดประชุมหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ (สมัยนั้นเขาเรียกอย่างนี้ครับ) มีหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์และผู้บริหารโรงเรียนเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน ก่อนสิ้นสุดการประชุม ผมทำแบบประเมิน และได้ผลการประเมินข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ร่วมประชุมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ทราบว่ามีคณะวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งๆที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ผมจะไม่โทษว่าใครหรือฝ่ายไหนนะครับ แต่ผมสรุปได้ว่าการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อ่อนมาก มีรุ่นน้องสมัยเรียนที่จุฬาฯ ไม่ได้พบกันมา 20 กว่าปี เมื่อมาพบกัน ผมบอกว่าตอนนี้ทำงานที่ ม.ศิลปากร น้องกลับถามว่า พี่จบวิทยาศาสตร์ แลวทำไมไปทำงานที่ศิลปากร คนทั่วไปยังเข้าใจว่าศิลปากรคือมหาวิทยาลัยทางศิลปะอยู่ ยังมีเรื่องมหัศจรรย์อีกหลายเรื่องที่ไม่อยากเล่าในที่สาธารณะนี้ อ้อ! มีอยู่เรื่องหนึ่งพอเล่าสู่กันฟังได้ ราว 30 ปีก่อนที่ผมเรื่มทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง การเมืองในมหาวิทยาลัยสูงมาก อาจารย์ในคณะทะเลาะ แตกแยกกัน แบ่งพวก กันผลประโยชน์กันอย่างน่าเกลียด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวคณบดี มีการแข่งขันสูง มีการเล่นไสยศาสตร์ด้วย ผู้สมัครท่านหนึ่งใช้ไสยศาสตร์ มีการอุ้มวัตถุมงคลรอบอาคารคณะวิทยาศาสตร์ตอนเช้ามืด เพื่อเอาเคล็ดข่มคู่ต่อสู้ พวกเรานึกสนุกไปแอบดูเหมือนกัน ถ้าได้คนนี้มาเป็นคณบดี ประเทศไทยคงเจริญอีกมาก โชคดีที่แพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น (แต่โชคร้ายที่ต่อมาได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย) ผมได้อ่านบทความ fsci01.pdf และ fsci02.pdf แล้ว มีข้อสังเกตุบางประการ หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นความคิดโง่ๆของคนๆหนึ่งก็ได้นะครับ ข้อคิดเห็นมีดังนี้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 11 พ.ค. 2551 (06:26) เรื่องพิเศษที่น่าจะมี ในงานเขียน คือ {ภารกิจสำคัญ การให้สังคมเข้าใจ เพื่อเปิดทาง ต้องบอกถึงประโยชน์ ความสุขของครอบครัว เงินรายได้ ความมั่นคง สุขภาพ อาหารใจ กิจกรรมที่ดึงดูด} ต่อไปนี้เป็นโครงบทคร่าวๆ ของหนังสือมองคณะวิทย์ บางอันอาจจะซ้ำซ้อนกันนะครับ ท่านผู้สนใจสามารถขออาสาเป็นนักเขียนในบางช่วงที่ท่านถนัดก็ได้ครับ มุม ทั่วไป บทที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ 1.1 คณะวิทยาศาสตร์ มีไว้ทำไม? 1.2 คณะวิทย์ดูแลประเทศชาติ 1.3 คณะวิทยาศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับอะไร? 1.4 เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ทำอะไรได้บ้าง? 1.5 เรียนจบไปแล้วได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาหรือไม่? 1.6 ถ้าไม่มีคณะวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไร? 1.7 คนเลือกเรียนในคณะวิทยาศาสตร์เพราะความมุ่งหมายใด? มุม ก่อนเลือกคณะ บทที่ 2 คิดให้ดีก่อนเลือก (ถ้าไม่รัก แล้วมาหลอกกันทำไม) บทที่ 3 เรียนคณะวิทย์ผิดตรงไหน (+พัวพันปัญหาทำอย่างไร-บางส่วน) บทที่ 4 สาขาวิชา บทที่ _ สถานที่เรียน,เรียนที่ไหนดี บทที่ _ อาชีพ บทที่ _ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยว (แหล่งความรู้เกี่ยวกับความสนใจทั่วไป ไว้สำรวจตัวเอง และทำกิจกรรมล่วงหน้าเช่น แหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติ ...ที่ๆ จะได้เห็นแร่ในท้องที่ต่างๆ มีที่ไหนบ้าง) บทที่ _ โครงการพิเศษที่เปิดโอกาส, โครงการพิเศษช่วยสานฝัน บทที่ _ ทุน บทที่ _ เตรียมตัวก่อนเข้ามหาวิทยาลัย (มีแหล่งความรู้ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย) +ประสบการณ์จากผู้ใหญ่ (ถ่ายทอดเรื่องในอาชีพ อาจจะเป็นเรื่องตื่นเต้นแต่ไม่ยาวนัก -ไว้บทอาชีพ) +คุยกับคนในคณะ (ประมาณว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกว่า ที่สถาบันนี้มีเพื่อนที่คิดแบบนี้นะ เผื่อเค้าสนใจ จะได้อีเมลไปคุย ทำความรู้จักต่อๆ ไป เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือกัน -ไว้บทที่3) +อะไรที่จะแนะนำเด็กที่สนใจให้สามารถค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ต้องไปแย่งชิงกันเข้า JSTP มุม ระหว่างเรียน บทที่ _ การเรียน บทที่ _ เครื่องมือประกอบการค้นคว้า บทที่ _ กิจกรรม (หมายถึงกิจกรรมในฐานะนักศึกษาทั่วไป) บทที่ _ (เกี่ยวกับสุขภาพ) บทที่ _ หลังจากนั้น, หมายถึงการเรียนต่อโทเอกและการหางานทำ มุม ปัญหาในคณะ (รวมเอาสารพัดเรื่อง มาแสดงว่า เรื่อง... มันไม่ดีตรงไหน, แล้วที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร, ทางแก้ และ แก้แล้วได้อะไร) (ไม่เฉพาะภารกิจของคณะวิทย์เท่านั้น แต่อาจรวมถึงการส่งเสริมและความเป็นไปด้านวิทย์ของประเทศด้วย) มุม ปัญหาสังคม (คือเอาสิ่งที่สังเกตเห็นมาสะท้อนปัญหาในสังคม) (รวมปัญหาของสังคม, ทางแก้, ช่วยกันคิดแก้) มุม กิจกรรม (รวบรวมข้อมูลเบื้องหลังสำหรับกิจกรรม สำหรับนักศึกษาที่อยากจะทำอะไรเพื่อคณะวิทย์หรือเพื่อคนไทย) (อันนี้เป็นงานสังคมศาสตร์ ไม่ใช่งานวิทยาศาสตร์) {เช่น ค่ายและโครงการพิเศษต่างๆ, กลุ่มนักศึกษา, การทำแผ่นพับ, การทำหนังสือ, การจัดอะไรต่อมิอะไรแล้วแต่จะคิด การทำเวบไซต์สำหรับคุยเรื่องวิจัยหรือเรียนรู้ร่วมกัน, ชมรมวิทยาศาสตร์ช่วยโลกฯ} มุม วงสังคมเพื่อการวิจัย (ดูความเหมาะสมเนื้อหาทีหลังครับ) {เรื่องวิชาชีพวิชาการ, เคมีกับสังคม, ความต้องการของประเทศ, มนุษยชาติ, ลดรายจ่ายชาติ, การส่งเสริมเด็กเก่ง, มองวงการวิทยาศาสตร์โลก, วิทยาศาสตร์ที่มีศาสนา} (มุม?) เพื่อถิ่นไทยงาม มุม ภาคผนวก -สถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง(แค่ข้อมูลทางกายภาพ) -รวมเวบไซต์(ที่แนะนำถึงในเรื่อง) -บทความพิเศษ -บันทึกผู้เขียน(ความสนใจทางเคมี,จัดแล็บ,สอวน.,โอลิมปิก,JSTP,สอบผ่านข้ามไปเรียนกับรุ่นพี่แล้วข้อสอบหาย,โครงงานทำอะไรผ่านมาประสบความเจ๊งทุกเรื่อง,เรียนแย่มาก,เอาตัวไม่รอดอย่างไรบ้าง) -คุยกับพีรดนย์(ผู้รอบรู้ด้านเทคโนโลยี)? -เอกสารอ้างอิง
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 11 พ.ค. 2551 (06:44) ถึง อ.แขชนะ ขอบคุณครับสำหรับรูปประกอบ ผมเองก็พยายามหาอยู่ชอบกลัวว่าจะติดลิขสิทธิ์ของที่อื่นครับ บทแรกนั้นผมไม่อยากให้เป็นวิชาการเลย แต่เขียนออกมาแล้วมันกลายเป็นแนววิชาการมาก จริงๆ ตอนแรกเขียนแบบการเมือง แต่ว่ามีแต่คนตำหนิว่าเด็กไม่อ่านแน่นอน ก็เลยเขียนแบบเป็นกลางสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม ส่วนบทที่สอง (fsci02.doc) จะเริ่มเป็นส่วนที่ให้เยาวชนอ่านโดยเฉพาะครับ สำหรับงานเขียน "มองคณะวิทย์" ผมหวังว่า งานเขียนนี้เป็นการรวบรวมข้อมูล ไว้ให้ใครที่อยากจะจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขเรื่องนี้เอาไปใช้ประโยชน์ครับ เหตุผลที่ชื่อใช้คำให้สั้นๆ ว่ามองคณะวิทย์ เพราะว่างานเขียนนี้เป็นเรื่องแนวความคิดเห็นส่วนตัวทั้งนั้น ที่จับหลายอย่างมารวมกัน เกรงว่าจะฟังดูเป็นการก้าวก่ายหรือลบหลู่สถาบันมากเกินไปถ้าใช้ชื่อเต็ม และเป็นตัวบอกว่าเป็นเรื่องในสังคมด้วยคำเรียกติดปากสั้นๆ ด้วยครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 11 พ.ค. 2551 (06:51) ![]()
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 11 พ.ค. 2551 (06:55) ![]()
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 11 พ.ค. 2551 (06:57) ![]()
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 186 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 11 พ.ค. 2551 (07:47) ถ้าใครอยากจะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเรื่องนี้ คงมีหลายแบบ แล้วแต่ใครจะริเริ่มครับ คำถามข้างบนนี่สิคะ สำคัญที่สุด จะเริ่มตรงไหนดี อ่านสองบทความ 01,02 แล้ว โดยรวดเร็ว นึกภาพประกอบที่เป็นรูปการ์ตูน กับลดตัวหนังสือบางตัวออกไป แทนด้วยภาพ ทำให้น่าอ่านขึ้น(มั้ง) เพราะกลุ่มเป้าหมายของดิฉันที่ฝันถึง คือ คนวัยเรียน ก็เพราะดิฉันยังอยากได้คนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น อาจไม่ต้องคิดใหม่ก็ได้ คิดเก่าให้เก่ง และ เป็นก่อน ก็ปลื้มแล้วละ ดูหัวข้อแล้วเนื้อหาเยอะมาก กำลังนึกว่า จะไม่ทำเล่มเดียวจบ เพราะว่ามันอาจอัดแน่นเกินไป คิดไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็มาจบตรง เริมยังไงดี ? หมายเหตุ .... ตอนที่เรียน ปีที่ 1 ที่คณะ จำได้ว่า ดร.สันต์ ที่ท่านเป็นครูสอนในตอนนั้น ชม.แรกของการเรียน อาจารย์หยิบ Conical Flask แบบหน้าปกนี่แหละค่ะ มาด้วย 1 ขวด ในนั้นมีสารเคมี บรรจุอยู่ เป็นสีหนึ่ง อาจารย์เกริ่นนำ ไป แล้วท่านก็ เขย่าขวด เบา เจ้าของเหลวในนั้นก็เปลี่ยนสีไปเป็นอีกสีหนึ่ง พอตั้งไว้มันก็กลับเป็นสีเดิม .... เป็นการเปิดตัว ชม. แรกได้น่าประทับใจค่ะ ... เล่าสู่กันฟัง ในเรื่องเก่าๆ ที่คณะ ฯ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 11 พ.ค. 2551 (07:51) นี่ถ้าดิฉันเขียนศัพท์แสงทางวิชาการผิดไปก็ให้อภัยด้วย เป็นคนไทยที่แย่ไม่แพ้คนอื่นในเรื่องการเรียนรู้ กับ ความลึกซึ้ง ทางความคิด เช่นกัน อีกนิดหนึ่ง ดิฉันมีความเห็นว่า ถ้าท่านจัดทำเป็นหนังสือเชิงวิชาการมากไป มันอาจมีปัญหาเรื่อง ความถูกต้อง กับ การรับรอง ความถูกต้อง หรือ อะไรต่างๆ ในแง่ กม. ได้ หากจัดทำเป็นแง่ความเห็น น่าจะปลอดภัยเรื่อง ข้อ กม. มากกว่าละค่ะ แค่ความเห็นก็ ต้องกรองหลายชั้นอยู่แล้วในการนำเสนอต่อสาธารณะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 11 พ.ค. 2551 (12:16) จะทำอะไรอย่าไปกลัวมากนักครับ กลัวอย่างนั้น กลัวอย่างนี้ กลัวปัญหาลิขสิทธิ์ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข หากแก้ไม่ได้ทั้งหมด ประนีปนะนอมก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย คนเราถ้าจะทำงานจริงๆ ทุกปัญหามีทางออกครับ แต่คนที่คิดเผ้อฝันอย่างเดียว ทุกทางออกมีแต่ปัญหา ลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งของอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยก็คือ ไม่ว่าใครจะเสนอความคิดหรือโครงการอะไรใหม่ๆออกมา เขาจะทางหนทางนับร้อยนับพันเหตุผลว่าระวังจะเกิดปัญหาอย่างนั้น อย่างนี้ มีแต่ข้อเสนอปัญหา น้อยคนนักที่จะเสนอว่าจะทำอย่างไร ชี้แนะว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ผมเคยได้เงินสนับสนุนจาก IUPAP และ UNESCO จัดการประชุมนานาชาติมาหลายครั้ง แต่พอไปช่วยงานคณะวิทยาศาสตร์บางแห่ง ผมเสนอให้จัดประชุมนานาชาติเพื่อกระตุ้นบรรยากาศทางวิชาการ ผมกลับได้รับข้อเสนอแนะมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการจัดประชุม (ซึ่งผมรู้และเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมไม่ได้คุยว่าเคยจัดมาก่อนหลายครั้ง) และบรรดาพวกที่เสนอความคิดทั้งหลายก็ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดมาก่อน สุดท้ายผมเลยไม่อยากไปยุ่งให้เสียเวลา ผมมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยเป็นคณบดี (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) ท่านเคยสอนผมว่า หากผมเป็นผู้บริหารในอนาคต และต้องการให้โครงการใดล่มแต่ดูเหมือนว่าเราให้การสนับสนุน ให้ตั้งกรรมการเยอะๆและแต่ละคนเป็นพวกพูดมากๆและชอบเสนอความคิดเยอะๆ ในที่สุดโครงการจะล่มไปเองเพราะมีแต่คนชอบเสนอความคิด ชอบพูด แต่ไม่ชอบทำ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 11 พ.ค. 2551 (12:51) ก่อนอื่นดิฉันจะต้องไปถามต้นทุนที่โรงพิมพ์ก่อน เพื่อดูว่า เราต้องมีอะไรบ้าง จากนั้นก็มาดูสิ่งที่มีในมือ เช่น เนื้อหาสาระ ดูความเป็นไปได้ในระดับที่หยาบมากๆ ต้องใช้กำลังสักเท่าไหร่ (ทุกด้าน ทุกปัจจัย ทางเศรษฐกิจ สติปัญญา กำลังแรงกาย ฯลฯ) ดิฉันคิดผิดเรื่องกลุ่มเป้าหมาย เป้าหมายหลัก ๆ เริ่มที่วัยรุ่น ที่ยังไม่มีกำลังซื้อ แต่ มีอำนาจสั่งซื้อ จะสร้างนามธรรมก่อน คือ ความสนใจในวิทยาศาสตร์ วิทยาการ รองลงไป วัยผู้ใหญ่ ผู้มีกำลังซื้อ แต่ อยู่ระหว่างตัดสินใจ กลุ่มนี้เป็นเป้าในการจัดการให้เกิดนามธรรมจาก เป้าหมายหลัก เป็น รูปธรรม ลำดับสาม ส่วนที่เหลือ เพื่อเป็นแรงสนับสนุนในภายภาคหน้า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 11 พ.ค. 2551 (13:38) อยากขอความเห็น ผู้ที่เข้ามาอ่านหัวข้อนี้เช่นกัน ว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง อยากเห็นหนังสือเป็นแบบไหน อยากพูดอะไรถึงวิทยาศาสตร์ บ้านเรา ฯลฯ ไม่จำกัดคุณสมบัติผู้ให้ความเห็น ต้องบอกว่า เรียนเชิญ ชวนเชิญด้วย เป็นการร่วมด้วยช่วยกัน ถือว่าคือจุดเริ่มต้นของการช่วยกันสานฝัน จะดีไหม ? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 11 พ.ค. 2551 (13:52) ![]() นอกจากวารสารแล้ว พวกเรายังทำ Pocket book วิทยาศาสตร์อีกหลายเล่ม หลังจากวารสารวิทยาศาสตร์ไทยเจ๊ง แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานหลักของตัวเอง นิสิตฟิสิกส์รุ่นหลังๆก็ไม่ได้สานต่อความตั้งใจเดิมที่รุ่นพี่ได้ทำกันไว้ น่าเสียดาย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 12 พ.ค. 2551 (09:49) สวัสดีรุ่นพี่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ ครับ หนังสือด้านบนดูจากปี พ.ศ. แล้วผมยังไม่เกิดเลยนะครับ ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสือชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์มากๆ ปัจจุบันก็ได้หายไปจากท้องตลาดแล้ว ส่วนเล่มด้านบนไม่เคยเห็นเลยครับ เกิดไม่ทัน ยุคต่อไปคงจะเป็นหนังสือที่กำลังจะเกิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่มีวิศัยทัศน์เยี่ยม ที่อยู่ในเวปวิชาการดอทคอมแห่งนี้ เอาใจช่วยครับ |