คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ: 23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551         ชมแล้ว: 6,903 ตอบแล้ว: 50

ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า


 


เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน  มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้


 


นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก


 


แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ



  • โรงงานบำบัดน้ำเสียจ้างนักวิจัยโกหกผลว่าบำบัดได้ ทั้งที่จริงมันใช้ไม่ได้

  • เกษตรกรแทบขาดทุนเพราะใช้สารเคมีมากมายที่สั่งซื้อเข้ามา

  • พื้นที่ป่าไม้ลดลงมาก ภัยธรรมชาติเริ่มถาโถม เห็นตามหนังสือพิมพ์เยอะครับ

  • ทรัพยากรธรรมชาติ (มันเยอะมากขอพูดรวมๆ) ที่ควรจะดูแลให้ดี กลับสะเป๊ะสะปะ และผลกำไรไปเป็นของต่างชาติ

  • ต่างชาติเป็นใหญ่ อะไรๆ ก็ต้องเสียเงินนำเข้า อะไรๆ ก็ชื่อฝรั่ง

  • เวลาชาวบ้านจะทำอะไรดีๆ เพื่อความยั่งยืน กลับถูกปฏิเสธ ถูกถอนทิ้ง ไม่มีโอกาสเผยแพร่ให้เกิดการสานต่อ

  • พืชพรรณของไทยเราหายไปไหนหมด มะลิ กรรณิการ์ กระดังงา สายหยุด พุดซ้อน จันทน์ และพืชพรรณที่ใช้ประโยชน์ต่างๆ โดนถอนทิ้งกันหมดแล้วหรือ

  • สารปนเปื้อนใช้ในอาหารทั่วไป

  • ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเกิดเหตุผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเพราะสารพิษจากกิจการใหญ่ๆ ผู้มีอำนาจล้วนปกป้องให้มันปล่อยสารพิษต่อไป  นักวิทยาศาสตร์หายไปไหนหมดทำไมไม่ออกมาปกป้องประชาชน

  • สิ่งแวดล้อม ก็เห็นๆ กันอยู่  และบางคนก็รู้ว่าเวลาโรงงานปล่อยสารพิษน่ะจับไม่ได้หรอก ตอนตรวจวัดก็ใช้กลโกงเล็กน้อยให้ผ่าน

 



  • กรณีแคดเมียมปนเปื้อนหลายตำบลรอบเหมืองสังกะสี ทำร้ายชาวแม่สอดนับพันนับหมื่น นักวิทย์ไม่อยู่ข้างประชาชน โดยเฉพาะสถาบันของจุฬาฯกับมหิดล กลับเข้ากับพวกทรราช เห็นๆ กันอยู่ ตำราที่ไหนๆ ก็เขียน ใครๆ ก็รู้ ว่าแคดเมียมไม่ปนเปื้อนจากธรรมชาติ หน่วยงานต่างๆ กลับอ้างหน้าตาเฉยว่าผลการวิจัยระบุว่ามาจากธรรมชาติ (ไม่กล้าเขียนเอกสารอ้างอิงล่ะสิ) หน่วยงานเพื่อชุมชนแห่งหนึ่งเอารูปมาชี้ ว่าแคดเมียมมาจากภูเขาสองลูกตามธรรมชาติ  แต่ยังดีที่มีคนเปรียบเทียบให้ดู ว่าปริมาณแคดเมียมเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อน้ำไหลผ่านกิจการของบริษัท  แต่แล้ว ยังมีคนเห็นว่า สารแคดเมียมถูกปล่อยอยู่เช่นเดิม พืชรอบๆ ลำน้ำมีอันเป็นไปให้เห็นชัด

 


 


นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ  แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ



  • วิทยาศาสตร์เป็นเพียงวิชาที่ให้ท่องๆ ไปสอบ จำไปทั้งย่อหน้ายิ่งได้คะแนนมาก (ใครทำความเข้าใจจะตกต่ำ) ที่สุดก็เพื่อแย่งชิงเกียรติยศ ฐานะทางสังคมและโอกาสในการหาเงิน

  • งานวิจัยจะน่าทำ จะได้รับการสนับสนุน ต้องมุ่งหาค่า impact factor ทำอะไรๆ ตามต่างประเทศ ไม่มองที่จุดมุ่งหมายของงานจริงๆ  ใครไม่ทำตามนั้นก็โดนไม่ใช่น้อย

  • คณะวิทยาศาสตร์ รากฐานกำเนิดคณะอื่น ถูกเหยียบย่ำไม่มีชิ้นดีจากคนส่วนใหญ่

  • คนเรียนคณะวิทย์นี่หารู้ไม่แม้กระทั่งว่า เรียนไปเพื่อการอันใด เรียนจบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง

  • โครงการเพื่อเด็กเก่งวิทย์เกิดขึ้นมากมาย แต่มีซักกี่ที่ที่รู้จักใช้เหตุผลและกระจายโอกาส  ผมอยากถามเค้าว่า คุณเป็นอัจฉริยะนักหรือ ถึงเที่ยวไปตัดสินคนอื่นว่าไม่ใช่อัจฉริยะ

  • โครงการเพื่ออนาคตของชาติด้านวิทย์ บางโครงการคัดเลือกให้ทุนกันโดยคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่นักการเมืองจะเห็น เป็นหลัก - เพื่อนผมเพิ่งจบมัธยม ทุ่มทำโครงงานทั้งปี ทำแล็บฝีมือดีเหนือนิสิตป.โทป.เอก คิดค้นวิธีการใหม่มากมายที่ทำการทดลองเอง และถึงกับจะได้ยาแก้โรคมะเร็งตัวใหม่  กลับไม่ได้รับคัดเลือกเหมือนอีกคนที่ไม่ได้คิดอะไรใหม่ ทำตาม lab direction เหมือนคนอื่นตลอด หัวข้อก็ซ้ำซาก ทำแป๊บเดียวจบง่ายดาย กลับได้รับคัดเลือกทุนอันยิ่งใหญ่ (คนหลังนี้ได้เกรด 4.00) ทั้งที่ได้ทุนโอลิมปิกอยู่แล้ว

  • เพื่อนผมที่ทำแล็บเก่ง กำลังโดนไล่ออกจากห้องแล็บ เพราะทำงานดีเกินอาจารย์คนอื่นๆ ถูกเยาะเย้ยต่างๆ  เด็กเก่งที่สุด ช่วยอาจารย์มากที่สุด กลับโดนผู้มีอิทธิพลมากมายไล่ออกด้วยบอกว่า หมดเวลาของโครงการแล้ว ทั้งที่งานนี้เป็นงานที่ทำให้อาจารย์ กำลังจะได้ตีพิมพ์ผลวิจัยอยู่แล้วแต่ยังทำไม่เสร็จ

  • นักเรียนมัธยมต้น หรือประถมปลายโดยผู้ปกครองบอก เตรียมแห่กันไปสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทย์ฯ  พอผมถามว่า นั่นโรงเรียนสำหรับเด็กที่จะเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือ กลับบอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เรื่องนี้มีมาหลายปีแล้ว

  • เด็กที่เรียนร.ร.วิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลทำซะหรูๆ นั้น มีสักเท่าใดที่จะเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ และมีสักเท่าใดที่จะเรียนสาขาอื่น แพทย์กับวิศวะนี่แหละได้ยินว่ายังคงยอดฮิต  ผมแค่ข้องใจว่า ทำลายชาติกันได้ไม่สะทกสะท้านเลยนะ เคยคิดถึงบรรพชนที่ปกป้องบ้านเมืองเราบ้างไหม

  • ตำราคนไทยเรียนมีน้อย อะไรๆ ก็ต้องพึ่งต่างประเทศ ตามต่างประเทศ สอนตามต่างประเทศ ค้นคว้าเพื่อส่งผลให้ต่างประเทศเท่านั้นถึงจะชื่อว่าเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ด้วยจุดมุ่งหมายของต่างประเทศทั้งหมด ใครกล้าคิดค้นคว้าเองเตรียมโดนไม่ใช่น้อย ต่อให้มีเอกสารอ้างอิงและหลักการสมบูรณ์ก็เถอะ ยังไม่ทันฟังอะไรก็โดนถากถางขัดขวางเยาะเย้ยขับไล่กันมามากมายและหลายครา (เจอมาแล้วในสถาบันหรูหนักเลยครับ)

  • เพื่อนเล่าว่า "เรียนปริญญาโท ก็เสนอหัวข้อที่ค้น paper มาทำตามๆ ปรับปรุงแก้ไขนิดหน่อย ทำเสร็จก็ลง paper ที่ไม่เห็นจะใช้ได้จริง ถึงได้ผลก็ต้องขายงานวิจัยให้บริษัทยาต่างชาติ ไทยไม่มีทางใช้ประโยชน์"  ผมก็ว่ามันไม่ดีเลยที่ใครๆ ก็บังคับให้ทำวิจัยในหัวข้อแบบนั้นเท่านั้น

  • แต่จุดที่มันแย่จริงๆ ผมว่าอยู่ที่ระบบการศึกษาของไทยเกือบทั้งหมดครับ

 


พูดถึงวงการวิจัย  สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย  เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ  ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า


 


จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่  แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง  จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ


 


หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา  ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข


 


ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ


 


ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้  เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม


 


จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด


-------------------------


 


จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง



  • ช่วยผมรวบรวมข้อมูลทำงานเขียน มองคณะวิทย์

  • ใครมีเรื่องราว, คำแนะนำ, ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อ "คนที่จะเรียนคณะวิทย์" หรือ "คนที่เกี่ยวข้องกับคณะวิทย์" หรือต่อประเทศไทย จะมาเป็นนักเขียนใน มองคณะวิทย์ ก็ได้ครับ อีเมลผม peerakitk@hotmail.com

  • ช่วยคุณ Blueocynia ทำ บอร์ดคณะวิทย์ ที่รวมคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

  • ช่วยกันคิด ว่า วงการวิทยาศาสตร์จะอยู่ได้ต้องอาศัยอะไร เช่น ระบบวารสาร, ห้องแล็บ, การให้ทุนวิจัย, ตำรา, สื่อเพื่อประชาชน, กระดานให้ชาวบ้านชาวเมืองสนทนาพาที

  • (ผมนึกถึงว่า ที่ผมออกแบบกระดาน "วิทย์ช่วยไทย" ซึ่งเป็นสภาประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ คือที่ปรึกษากันของประชาชนในนโยบายต่างๆ ให้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือกันเองไม่ต้องง้อนักการเมือง เป็นที่เสนอหัวข้อวิจัย และประมาณว่าเป็นตัวกลางระหว่างนักวิทย์ กับประชาชน กับนักเรียนนักศึกษาและครูอาจารย์ ในหลายแง่มุม รวมถึงการแลกเปลี่ยนหัวข้อโครงงานที่อาจช่วยโลกได้)

  • เวลาจะทำโครงงาน เลือกแบบที่หัวข้อของแต่ละคนจะมาประสานกันได้ แทนที่จะสะเปะสะปะ

  • หาคำตอบเรื่องที่ตัวเองสงสัย เป็นงานค้นคว้าทางวิทย์ (มานำเสนอในบล๊อกก็ได้)  สนุกกับมันไปถึงจุดหนึ่งจะเริ่มก้าวสู่การวิจัยแจ๋วๆ เอง

  • ให้นักวิทย์ และว่าที่นักวิทย์ ทำงานเขียนที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ให้ประชาชนมีความเข้าใจ แบบที่ค่อนข้างมั่นคงยั่งยืน เป็นสื่อที่เรียบง่าย อ่านง่ายสวยงาม ควบคู่ไปกับการศึกษาทฤษฎีลึก เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเรียนได้ง่ายขึ้น

  • ร่วมกันสร้าง ชมรมวิทยาศาสตร์ช่วยโลก http://www.vcharkarn.com/varticle/34070/1

  • ทำให้คนที่ดูหมิ่นคณะวิทย์เห็นว่า ในยามภัยพิบัติ นักวิทย์นี่ละที่ปกป้องชาวโลก

  • ฯลฯ แล้วแต่จะทำ

 


(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)



พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 48 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 พ.ค. 2551 (21:38)

ขอสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ถ้าเห็นว่ามันไม่ดี ก็ทำให้มันดีขึ้นครับ"


เรื่องการรวมกลุ่มคนที่สนใจวิทยาศาสตร์ ถ้าจะมีขึ้นที่ใด ผมขอเสนอว่า ควรมีการประชุมว่า ๑.ใครมุ่งสาขาอะไรกันบ้าง  ๒.ใครทำงานวิจัยอะไรกันบ้าง  เพื่อจะได้รวบรวมแนวการวิจัยให้ช่วยผสานกันได้บ้างครับ และคงได้วางแผนให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น


เรื่องงานเขียน มองคณะวิทย์ ต้องการ



  • ข้อมูลสาขาวิชาต่างๆ ว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปทำอะไรได้บ้าง มีอะไรแจ๋ว และข้อควรระวัง และสิ่งที่มีคนอยากจะแนะนำ

  • รวมปัญหาในคณะวิทย์  เสนอแนวทางแก้ไข (สิ่งที่เป็น  สิ่งที่ควรจะเป็น  แนวทางแก้ไข และถ้าแก้แล้วได้อะไร)

  • ตัวอย่างหัวข้อโครงงานแจ๋วๆ

  • ใครช่วยเอาปัญหาในวงการวิทย์ มาสะท้อนระบบการศึกษาไทยก็ได้

และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องคณะวิทย์ และวงการวิทย์ในสังคมไทย ถ้าใครมีข้อมูลส่งมาให้ผมแม้น้อยนิดก็ได้ หรือจะส่งมาเป็นบทความของท่านเองก็ได้  อีเมลของกระผม peerakitk@hotmail.com ครับ


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 4 พ.ค. 2551 (16:06)

ผมยังอ่านความเห็นของเจ้าของกระทู้ไม่จบหรอกนะครับแต่พอจะเข้าใจว่าคิดอย่างไร
ผมเห็นด้วยกับบางปัญหาเช่นปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทย
แต่ประเด็นก็คือเราไม่ได้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ เหล่านั้น
เราอาจจะมีทางแก้อื่นอย่างวิธีนึงที่ผมเลือกทำก็คือการเข้ามาตอบปัญหาในเว็บวิชาการแห่งนี้
ผมเข้าใจว่าปัญหาส่วนใหญ่ต้องแก้ที่ทัศนคติของคนครับอย่างน้อย ๆ ถ้าเราแก้ไข
ของคนรุ่นก่อนไม่ได้เราก็ควรจะเริ่มปลูกฝังที่คนรุ่นใหม่ให้มีความคิดที่คอย
คิดถึงสังคมสิ่งแวดล้อมรอบข้างและมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนเท่านี้ก็น่าจะมากพอแล้วครับ


Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1650 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 199 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 4 พ.ค. 2551 (20:09)
90222

ดิฉัน  เคยเข้าไปกระทู้ ที่ท่านบอกแล้ว   มีอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ การรวบรวมข้อมูล คณะวิทยาศาสตร์   ในประเทศไทย  มาเป็นศูนย์ข้อมูลกลาง แล้วก็ อาจทำการเผยแพร่  หรืออะไรสักอย่าง   ตามนั้น


ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรกับตรงนี้


แต่เพิ่งมาคิดออกเมื่อสักครู่นี้เอง   ว่า  มันก้ดีเหมือนกัน  และชักจะมีแนวคิดที่จะดำเนินการได้    รู้สึกว่าตรงนั้น ท่านจะมีผู้เป็นหัวหน้าคณะทำงานอยู่ (เรียกได้หรูดีไหมคะ)   คือ ดิฉันอาจแย่ไปสักนิด  ที่ไม่ได้จดจำรายละเอียดมากพอ


เอาเป็นว่า  ความคิดก็คือ  ควรค้นจาก web มหาวิทยาลัย แล้วก็ติดต่อไปที่คณะ ฯ  ของแต่ละที่โดยตรง   แจ้งความจำนงให้เขารู้  จากนั้น ขอความร่วมมือ อาจารย์ในคณะ หรือ นิสิต นักศึกษา  พวกที่เป็นคนทำกิจกรรม น่าจะหลงเหลืออยู่บ้างนะ    ให้เขาส่ง ข้อมูลของคณะที่เป็นข้อมูลปัจจุบันที่สุด  เพื่อนำมาเผยแพร่    เช่น  รูปถ่ายในมุมมองต่างๆ  ที่น่าสนใจ   ห้องแล็บ  ห้องสมุด  ภาพห้องเลคเชอร์  ห้องเรียน   บรรยากาศการเรียน การสอน   ความเห็นของนักศึกษา  ที่กำลังเรียนอยู่     แล้วมาเผยแพร่  เพราะมันจะเกิดประโยชน์ กับ มหาวิทยาลัย   ผู้เรียน   ผู้ที่สนใจด้วย   แต่มันคงไม่ได้มาง่ายๆ  


ดิฉันไม่อยากได้ภาพที่ไปค้นจากเว็บ  เป็นภาพครั้งพระเจ้าเหายังไม่สร้างโลก  !!  ??  คือเก่ายกกรุ   มันก็ไม่มีอะไรใหม่  


มาลองดูจากตรงนั้นก่อน  ท่านเห็นด้วยไหมคะ  หรือจะเสริมอย่างไร  ติติงยังไง  เพราะอาจดำเนินการอยู่ก็ได้ 


ท่านในที่นี้คือ เจ้าของเรื่อง  ผู้อ่านท่านอื่นๆ  ไม่จำกัดจำนวน วงการ  เพศ วัย  


หมายเหตุ .... ดิฉันทำงานนอกวงการไปแล้ว และ การจัดการเรื่องเวลาอาจมีปัญหา   เพราะเวลาว่างน้อยมาก  แต่จะพยายามเต็มที่  ในการให้ความร่วมมือผลักดันเรื่องนี้ ค่ะ


เพราะดิฉันเซ็ง คนบริหารบ้านเมือง  ที่สามารถ จัดการอะไรได้หลายอย่าง  แต่เรื่องการพัฒนาประเทศ กับ  ความรู้ขั้นพื้นฐาน   ความรู้คิด ให้คนในประเทศตัวเองแท้ๆ   กลับเป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับรั้งท้าย   ไม่มีทีท่าว่าจะถึง  บัตรคิว ที่พวกเรากดรอไว้ หลายสิบปีมาแล้ว เลยค่ะ


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 5 พ.ค. 2551 (19:33)
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ใครอยากจะเสนอรูปถ่ายหรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องก็ส่งเข้ามาให้พวกเราได้เลย แต่ว่าผมยังไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากตั้งกระทู้แบบนี้ และขอจากคนรู้จักซึ่งนานๆ จะมีคนที่สามารถให้ข้อมูลได้สักที  เรื่องการขอความร่วมมือผมยังไม่มีแผนเลยครับ (เรื่องที่กังวลที่สุดคือเวลากับแรงยิ่งน้อยกันอยู่)

ถ้าใครมีอะไรจะถ่ายทอดเก็บไว้ในเรื่องการฝึกงานของนักศึกษาคณะวิทย์ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ ให้ดูกระทู้ต่อไปนี้ครับ  [ข้อมูลที่จะรวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ของคนที่จะเรียนคณะวิทย์ ในหนังสือมองคณะวิทย์ ในส่วน "ระหว่างเรียน" แบ่งย่อยเป็น "การฝึกงาน"]
ในกระทู้ http://www.vcharkarn.com/vcafe/143620

ส่วนเนื้อหาในหนังสือ มองคณะวิทย์ สองบทแรกที่ยังไม่เรียบร้อยซะทีเดียว เป็นไฟล์ PDF อยู่ในเว็บ http://se-ed.net/peerakitk

งานเขียนชุด มองคณะวิทย์ ผมมีโครงเรื่องไว้แล้วว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งยังต้องการข้อมูลปลีกย่อยในเรื่องนั้นเรื่องนี้ และความคิดถึงวิธีแก้ปัญหาที่ยังต้องการความชัดเจน ส่วนนี้ผมคงต้องเป็นคนรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่เองก่อน ไม่งั้นจะสะเปะสะปะ ถ้าผมจัดส่วนแรกๆ เข้าเป็นงานเขียนได้แล้วค่อยเอามาดูว่ามีอะไรจะเพิ่มเติมกันทีหลังครับ

ปล.ขอบคุณคุณหน้าใหม่มากครับที่ช่วยเหลือ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 5 พ.ค. 2551 (20:11)
มีใครประสบปัญหาอะไรเกี่ยวกับการเรียนหรือคณะวิทย์ไหมครับ และคิดว่าน่าจะแก้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะให้ถามเล่น
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 6 พ.ค. 2551 (12:11)
<P>อ่านะ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ</P>
bandwagon` (IP:222.123.138.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 6 พ.ค. 2551 (19:11)

เห็นด้วยทุกอย่างกับทุกรีด้านบนครับ


ทุกคนรู้ว่านักวิทย์มีความสำคัญและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากเพียงใด แต่หลายคนโดยเฉพาะผู้มีอำนาจอาจลืมไปว่านักวิทย์ก็ต้องกินข้าว ไม่ได้อิ่มทิพย์!! พวกเค้ามีครอบครัวต้องดูแล เมื่อทุนทรัพย์ไม่เอื้อต่อความอยู่รอด ใครมันอยากจะเป็นนักวิทย์กันครับ อยากทราบว่าเด็กเก่งวิทยาศาสตร์สักกี่คนที่จะมาเรียนคณะวิทย์ ส่วนใหญ่ก็ไปแพทย์ ไม่ก็วิศวะ  นั่นเป็นเพราะสองอาชีพนี้สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขา และสามารถอยู่รอดได้ในโลกแห่งความเป็นจริง บางคนมีอุดมการณ์มีความตั้งใจอยางหนักแน่นที่จะเรียนคณะวิทย์เพื่อที่จะจบออกมาเป็นนักวิจัย ทำงานให้ประเทศ สมัยเรียนม.ปลาย มีเยอะครับที่คิดอย่างนี้ รวมทั้งผมด้วย แต่เมื่อโตขึ้นพบว่าโลกแห่งความเป็นจริง มันอยู่ไม่ได้ด้วยอุดมการณ์  พูดง่ายๆคือ พบว่าอุดมการณ์มันกินไม่ได้ โตขึ้นเพื่อพบว่า นักวิทย์นักวิจัยหลายคน ละทิ้งอุดมการณ์ ทำวิจัยเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของตัวเอง ผมไม่ต่อว่าบุคคลเหล่านี้นะครับ เพราะเข้าใจว่า เพราะสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้พวกเค้าต้องเปลี่ยนแนวคิด  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักวิจัยเก่งๆ รวมทั้งนักเรียนทุนหลายคน ยอมชดใช้ทุนเพื่อทำงานที่เมืองนอก ไม่กลับมารับใช้ประเทศ  ตราบใดที่สังคมไทยและผู้มีอำนาจยังเพียงแค่ "เห็นความสำคัญ"  แต่ไม่ "ให้ความสำคัญ"  กับนักวิจัย วงการวิทยาศาสตร์ไทยคงเป็นเพียง"บอนไซ" ที่ดูสวยงามแต่ "แคระเกร็น"


ในมุมมองปัจจุบันของผม ผมเห็นว่า "คณะวิทย์ เป็นเพียงที่รองรับเด็กเรียนดีแต่ยากจน โดยใช้ทุนมาหลอกล่อให้เด็กเข้ามาเรียนจนเรียนจบเพื่อพบว่า เงินเดือนป.ตรี โท เอก ของคณะวิทย์รวมกัน ยังไม่เท่ากับเงินเดือนป.ตรี ของบางคณะด้วยซ้ำ"


 


Parott_Herry เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 68 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 พ.ค. 2551 (19:36)

มันจะไม่สุภาพไหม ที่ดิฉันจะเรียน ท่าน เจ้าของ กระทู้นี้ว่า   ตอนนี้ท่านอยู่ปีที่ 3  ปีหน้าท่านจะต้องเรียนหนัก แล้วก็ กดดันเรื่องการเรียนให้จบ


ดิฉันอยากให้ท่านมุ่งเข็มไปที่ตรงนั้นเป็นลำดับแรกก่อน  อย่าเพิ่งกังวลหลายด้าน  เพราะปัญหาที่ท่านกำลังเป็นกังวลนั้น  มันใหญ่มาก    ที่ท้วงติง  มิใช่จะเป็นการปรามาสท่านนะ   เพราะดิฉันเคยผ่านเหตุการณ์นั้นมา เลยใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานมากไปหน่อย ในการประเมินผู้อื่น  แต่ท่านอาจสามารถจัดการ  จัดสรรเรื่องราวในชีวิตได้ดีกว่าดิฉัน  แยกแยะเวลาได้ชัดเจนก็เป็นได้  


การร่วมมือกันดำเนินการเรื่องราวแบบนี้  มันต้องอาศัยใจที่มุ่งมั่น และ อดทนในการทำอย่างต่อเนื่อง  จึงได้ผล    ทั้งอึด และ ทน    เพราะ อด กับ ทน ไม่พอค่ะ


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคณะวิทยาศาสตร์สมัยก่อนก็คือ


1. เป็นคณะที่นักเรียนจะเลือกสำรอง เพื่อไปเอ็นใหม่ในปีต่อไป  เพราะการเรียนในปีที่ 1 ของคณะเรานั้น   เหมือนกับ  คุณมาเรียน ม 5-6 ใหม่  แบบเข้มข้นด้วย  ดังนั้น ปีต่อไปหากจะไปเอนใหม่ ในสมัยโบราณ  ละก้อ   มีโอกาสติดคณะที่อยากเรียนได้มาก   แม้แต่บางทีไม่ต้องอ่านหนังสือเลย  ก็ยังติดได้


2. คนในสังคม  มองไม่ออกว่า  เรียนจบ คณะเราแล้ว จะไปประกอบอาชีพอะไร   รายได้จะดีไหม   แล้วสถานภาพในสังคม จะมีคุณค่าหรือไม่    พูดง่ายๆ  ว่า  เงินก็น้อย   เสียงก็ไม่ดัง  แบบนั้น


3.  ที่เป็นเช่นนั้น  เพราะว่า   ประเทศเรามีการส่งเสริม วิทยาการในด้านนี้น้อย  ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร  เพราะว่า ประเทศเรา ไม่เคย มีจุดยืนที่ควรยืน    ทำเกษตร แต่อยากเป็นนิคส์   แล้วอยากทำอะไรเกินตัวเป็นส่วนใหญ่   วิ่งตามกระแสเขาไปเรื่อย ๆ  จนตอนนี้ กระแสมันหมุนย้อนกลับ เหมือน กำลังภายใน  ลมปราณย้อนกลับ   ข้าวมีราคาแพง  สินค้าเกษตรเริ่มได้รับการเหลียวแล  คนชักจะคิดออกว่า   น้ำมันปิโตรเลียมนั้น  มีแต่  เครื่องจักร  รถยนต์  เครื่องยนต์ รูปแบบต่างๆ  ที่มีตัวแปลงพลังงานไปใช้   แต่คนยังไม่สามารถ   ต้องกินข้าว  กินแป้ง  กินน้ำตาล   กินผลไม้  กินผัก  หันมาเห็นความสำคัญของอาหาร   กันทั้งโลก   ซึ่งก็แปลก ที่ต้องรอให้ ประเทศมหาอำนาจ  คิดออก แล้ว มาตะโกนก่อน   คนทั้งโลกจึงค่อยร้องว่า  จริงด้วย.... แบบนั้น    แต่ก็ยังมีปัญหาจนได้  เพราะว่า  ก่อนหน้าไม่เคยคิดจะพัฒนาการอุตสาหกรรมการเกษตรเลย   มีแต่ว่า พออะไรราคาตก  คนการเมืองก็ออกมาบอกว่า  ถ้าราคาตก  จะปลูกทำไม  นำเข้าดีกว่า  ....นี่คือตัวอย่าง....ที่แสดงให้เห็นว่า  การขาดจุดยืน  มันส่งผลอย่างไร


ญี่ปุ่นเขากำลังจะพัฒนา การปลูกข้าวให้มีผลผลิตสูง   มีรอบการเจริญเร็ว (ดิฉันฟังข่าวเมื่อวาน)   ฟังแล้วก็หดหู่ใจ  เพราะ บ้านเรายังปล่อย เกษตรกรให้อยู่ในเงามืด ของการมีหนี้สินพ้นตัว  ช่วยตัวเอง  ด้วยการหาเงินนอกระบบ  โดยที่คนการเมืองจะสนใจก็ตอนหาเสียง


ก็อย่าว่าแต่ช่วยชาวนาเลย  แค่ข้าวที่เก็บรักษาในสต็อค  ยังปล่อยให้หายไปได้เลยนี่คะ


ขออภัยด้วย  มานอกกรอบเกินไปค่ะ  อาจโดนนักวิชาการ ท่านมาตำหนิได้ แต่มันรู้สึกหดหู่จริงๆ 


 


 


 


 


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 พ.ค. 2551 (19:46)

ดิฉันลืมบอกว่า   เมื่อวานฟังวิทยุ  เขามีข่าวว่า  ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง   คณะวิทยาศาสตร์มีทุนยกเว้นค่าหน่วยกิตให้นักศึกษา ใหม่  จำนวน 80 ทุน และมีเงินปีละ 10,000 บาท  แต่ไม่ทราบว่า  จะเป็นทุนรวมกันไหม  คือ ยกเว้น ค่า หน่วยกิต ด้วย และ ให้เงินด้วย  ให้กี่ปี  ให้จนจบหรือไม่   ฯลฯ    ถ้าใครสนใจคงต้องรบกวนให้ติดต่อไปที่ ม.รามฯ  โดยตรง


สาเหตุที่คณะ วิทย์ฯ  รามฯ  ให้ทุน นี่น่าสนใจค่ะ  อาจารย์ที่ คงเป็นคณบดี ท่านบอกว่า ต้องการส่งเสริม ให้คนสนใจ การเรียนในคณะนี้ค่ะ  


..............................


เรื่องรายละเอียด ของคณะ กับ ภาพถ่ายคณะ   เราอาจขอความร่วมมือไปที่คณะเลยค่ะ  ไม่ต้องขอคนรู้จักหรอก   หรืออาจเริ่มขอข้อมูลจากเพื่อนที่เรียนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ได้   เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และ ความอึด  อย่างที่ว่ามา  เพราะบางที่อาจไม่ได้รับความสนใจ  ไม่ให้ความร่วมมือ   แต่ถ้าเขาคิดให้ดี  มันเป็นการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยด้วย  


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 6 พ.ค. 2551 (20:36)

สงสัยอีกแล้วว่า  หากรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว  จะดำเนินการอย่างไรต่อ  การเผยแพร่ข้อมูลจะใช้ที่ใดในการเผยแพร่ ?


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 พ.ค. 2551 (08:19)

ผมส่งเมลล์เสนอแนะไปแล้วนะครับ  หัวข้อ 'ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ???'‏  ถ้าเห็นว่าพอจะมีประโยชน์พอจะพิจารณาเผยแพร่  ก็ตามสบายเลยครับ 


 


คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้++  555


ตุเช่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 193 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 พ.ค. 2551 (11:08)

ทุกย่างก้าวมีประสบการณ์ให้เราค้นหา


โลกในอุดมคติเกิดขึ้นได้ยาก


หากลองปรับโลกอุดมคติให้เหมาะกับชีวิต


ชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น


การฝืนธรรมชาติคือจุดจบของมนุษย์


Tanmodify เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 502 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 193 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 7 พ.ค. 2551 (15:06)
เวลาทำอะไรเล็กๆ ยังไม่จำเป็นที่จะห้ามไม่ให้คิดใหญ่ๆ การจะเป็นคนตัวเล็กแต่ใจใหญ่ก็น่าจะดีนี่ครับ แม้มิได้เป็นผู้มีบารมีหรือเก่งกล้าสามารถ ก็สามารถทำเพื่ออุดมคติได้ ไม่เฉพาะเรื่องของนักวิทย์เท่านั้น จะจะเป็นใครก็เหมือนกัน

คงไม่ดูก้าวร้าวไปถ้าผมจะบอกว่า ตัวผมนี้ก็เป็นคนไทย เป็นนักศึกษาคณะวิทย์ และก็เป็นลูกทหารเรือ... ทหารเรือเคยกอบกู้แผ่นดินสยามคืนจากพม่ามาแล้ว ถึงต้องยอมฝืนเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลกบ้าง ก็เพื่อความสงบสุข  แต่นี่ผมก็คิดว่าคงไม่ผิดจนเกินไป ที่พวกเราแค่จะทำงานเขียนเล็กๆ เสนอแนะต่อสังคม ไม่ได้ทำอะไรรุนแรง (กลัวอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีคนลุกขึ้นมาทำสงครามคงไม่ดีแน่) ...ผมนอกเรื่องไปแล้วครับ จริงๆ จะเป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ

ขอกลับเข้าเรื่อง ขอตอบท่านหน้าใหม่ครับ (ใช้ภาษาแบบนักการเมืองไปไหมครับ)

เรื่องที่ท่านหน้าใหม่ และอีกหลายคนคิดเหมือนกันก็คือ งานเขียน มองคณะวิทย์ ที่ผมเขียนไปแล้วนิดหน่อยนั้น ไม่ดึงดูดชาวบ้านเอาเสียเลย  เช่น มีแต่ประโยคยาวๆ บ้าง ใช้ภาษาที่จริงจังไม่สื่อกับเด็กรุ่นใหม่ ฯลฯ ซึ่งคงเป็นเพราะผมเน้นความครอบคลุมมากเกินไป (ข้อมูลใดๆ ที่รวบรวมได้ ผมก็จะขอเก็บไปรวบรวมในงานเขียน มองคณะวิทย์) ผมคงทำได้แค่นั้น

ดังนั้น คงจะดี ถ้าจะมีคนที่ช่วยเอาข้อมูลที่เราจะรวบรวมได้ ไปเขียนใหม่

"มองคณะวิทย์" ออกแนววิชาการ ก็ยกเอาเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นวิชาการตรงนั้น ไปเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มเล็กที่อ่านง่าย และแพร่หลายมากกว่านั้น

{อาจจะแยกเป็น แนะนำสำหรับคนที่จะเลือกคณะวิทย์ และสำหรับคนที่มุ่งเป็นอาจารย์และนักวิจัยโดยเฉพาะก็ได้  แบบที่ตอนผมอายุ ๑๔ คิดจะทำแผ่นพับหนังสือเล่มเล็ก เรื่อง คำถาม-ตอบเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ (ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาชีพนี้มีจริงหรือในสังคม)}

ก็คงตามแต่คนทำจะหาสำนักพิมพ์ได้ละครับ ใครคิดจะทำก็เชิญ ข้อมูลที่ผมพยายามรวบรวมก็จะไม่หวงถ้าใครจะคัดลอกไปทำหนังสือของตัวเองครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 7 พ.ค. 2551 (18:58)
ก็อ่านเเล้วอยากช่วย
เสนอเเนะนิดนึง ที่เอาไปเปรียบกะเรื่องคอม เด็กที่ไม่ค้นหาบางคนก็จะท้อตั้งเเต่เริ่มเเล้ว

ทำให้เหมาะสม ทำไมจะใช้งานเครื่องไม่ได้ล่ะ หาเหตุผลตรงนี้ก่อน เเล้วตอนซื้อทำไมเราเลือกเเบบนี้
ถ้าเป็นของบริจาคจะได้เปรียบกว่าเพราะเราต้องหาเหตุผลตั้งเเต่เรื่มล้างประกอบใหม่ เตรียมงาน

ถ้าเริ่มต้นด้วยการดูถูกเเบบนี้ งานต่อไปยังไงก็ไม่พร้อม ไม่อยากทำ โทษเครื่องโทษอุปกรณ์
MP# (IP:118.174.88.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 7 พ.ค. 2551 (19:13)
ลุยต่อไป
surat (IP:124.120.167.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 7 พ.ค. 2551 (20:46)

ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นเลยครับ


 


มีคนเสนออีกกิจกรรมที่น่าสนใจครับ


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


โดยส่วนตัวนะ ผมว่าการสื่อสารผ่านการเขียน สำหรับสังคมไทย คงเป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างยาก


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


ใช่แล้ว


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


งานเขียนก็คงเป็นข้อมูลสำหรับใครที่สนใจข้อมูลครับ


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


ถ้าเป็นไปได้ แนวคิดที่จะจัดเป็นการร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น น่าจะเป็นความคิดที่มีคนสนใจเยอะนะครับ


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


แต่ที่ผมจะทำ คงอ่านยาก เหมาะกับหนอนหนังสือ


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


เท่าที่เพื่อนๆ ผมได้อ่านในบอร์ด scimu.com ก็มีหลายคนที่สนใจ อยากให้มี session แบบนี้เกิดขึ้นจริง


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาเป็นแกนหลักในการตกผลึกซะที


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


วงสนทนา พี่นึกถึงแบบในอินเทอร์เน็ตหรือว่า แบบเห็นหน้าตาครับ


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


เห็นหน้าตาเลยครับ


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


ถ้าเกิดขึ้นได้จริง คงทำให้หลายคนมีความสุข


peerakitk@hotmail.com พูดว่า:


ปกติคนสมัยนี้ไม่ค่อยมีการจับกลุ่มคุยอะไรแบบนี้เลย


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


เท่าที่เห็น เราจะคุยกันก็ต่อเมื่อมีงาน "อะตอมเกมส์" แค่นั้นแหละ


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้อะไรขึ้นมา


chem_crazy@hotmail.com พูดว่า:


จริงๆ ถ้ามันเริ่มขึ้นจากการสร้างเครือข่าย เพียงมหาลัยละ 1 คน ก็น่าจะสานต่อได้


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 8 พ.ค. 2551 (15:19)
ขอให้กำลังใจครับ อ่านสิ่งที่เจ้าของกระทู้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพสะท้อนของปัญหาต่างๆ เห็นภาพได้ชัดเจนดีมากครับ

แต่ภาพที่เราต้องให้ชัดเจนจริงๆ ไม่ใช่ภาพที่อยู่ภายนอกตรงโน้น ตรงนั้น ตรงนี้ ภาพที่ชัดเจนควรต้องเป็นภาพที่อยู่ภายใน ภาพที่อยู่ในใจของเรา

ผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ เข้าใจธรรมชาติของโลกทางวิทยาศาสตร์ ควรจะเข้าใจธรรมชาติของโลกทางสังคม และที่สำคัญ คือ ความเข้าใจธรรมชาติของโลกใบเล็กๆ คือร่างกายและจิตใจของเราเอง แต่ละคน


ผมคงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเชื่อมโยงเรื่องทางวิทยาศาสตร์ กับเรื่องทางธรรมะ หรือเรื่องทางด้านจิตใจ (คุณธรรม จริยธรรม และที่สูงไปกว่านั้น) ... แต่หากขาด หรือ เพิกเฉยการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ความเข้าใจของเราก็จะคับแคบ และอาจจะนำพาไปในทิศทางที่เกิดผลได้จริงน้อย ได้ประโยชน์น้อย


มองดูกันจริงๆ ทุกวงการ ทุกสาขาวิชา ต่างก็มีปัญหากันทั้งนั้น ต่างก็ถูกเล่นงานด้วย กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ(อำนาจ) ความหลง (เกียรติ ตำแหน่ง ฯลฯ) กันอย่างถ้วนหน้า


เพียงแต่บางสาขาที่ได้รับการสร้างสมสมมติทางสังคมที่แข็งแกร่งเอาไว้ ก็เลยดูเหมือนว่าจะอยู่เหนือกลุ่มอื่น


เวลาผมฟังข่าวต่างๆที่ไม่ดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเยาวชน และคนแก่ๆที่ทำตัวไม่สมควร ก็ให้รู้สึกขึ้นในใจอยู่เสมอว่า การศึกษาของเรานี่มันช่างล้มเหลวอะไรเช่นนี้


ไม่ใช่เป็นการตำหนิการศึกษา


แต่เป็นความเข้าใจโดยพื้นฐาน การศึกษานี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ


เพราะการศึกษาต้องรับผิดชอบสังคม



ถัดมา ก็กลุ่มผู้บริหารประเทศ เพราะนี่คือกลุ่มคนหลักที่ต้องรับผิดชอบปัญหาสังคม

หากมีข่าวเยาวชนทำสิ่งที่ไม่ดี(หรือข่าวไม่ดีอื่นๆ) แล้วนายก หรือรัฐมนตรีไม่รู้สึกอะไรเลย ผมว่าเขาก็น่าจะขาดสำนึกของการดำรงตำแหน่งเช่นนั้น



ถัดมา ก็กลุ่มนักการเมือง นักกฏหมาย กลุ่มผู้ออกกฎระเบียบ และ ตำรวจ ทหาร ผู้รักษาให้เป็นไปตามกติกา หากคนในกลุ่มนี้ ยังตกอยู่ในอำนาจยศ อำนาจเงิน ... นี่แหละคือต้นตอของปัญหาที่สำคัญ


ถัดมา ก็กลุ่ม ของพระสงฆ์ นักบวช ผู้อบรมด้านจริยธรรม ผู้อบรมการพัฒนาจิตใจ ... หากกลุ่มนี้ ไม่รู้บทบาทของตัวเอง แต่ยังเป็นไปเหมือนทางโลก มันก็จะผสมโรงกันหนักเข้าไปอีก


พอวิเคราะห์ จากภายนอกเช่นนี้แล้ว เราก็กลับมาดูที่ตัวเราเอง ดูที่ครอบครัวของเรา

นักอุดมการ นักอะไรก็แล้วแต่ ที่ลืม หรือเพิกเฉยตัวเขาเอง ไม่สนใจคนที่อยู่ใกล้ๆตัวเขาเอง ผมว่า มันก็คล้ายหลุดเข้าไปในสิ่งสมมติอีกตัวหนึ่งเช่นกัน



ผมเองก็คลุกคลีกับวิทยาศาสตร์(คณิตศาสตร์) ถึงแม้ไม่ได้ประสบผลสำเร็จทางโลกอย่างมากมาย แต่ก็ได้ฝึกใช้ตรรกศาสตร์ ฝึกคิด พิจารณา (โยนิโสมนสิการ)อยู่เสมอ

ชีวิตของแต่ละคนนั้นอัศจรรย์ยิ่งนัก (ดีก็ดีได้มากๆ เลวก็เลวได้มากๆ ... เพราะจิตใจอันเดียวกันนี้เอง)



เรามีหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ เรียนรู้จักตัวเราเอง (ร่างกายและจิตใจ) ให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะจบชีวิตลง (มีวิชาอะไรในโรงเรียนที่ไหนสอนความจริงข้อนี้ให้เด็กบ้าง?)



การช่วยแก้ปัญหาให้กับโลก ให้กับสังคม เป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งที่เราจะได้พัฒนาเรียนรู้ตัวเราเองไปด้วย

แต่การช่วยเหลือนั้นจะมีคุณค่าเพียงใด หากเราเองยังช่วยตัวเราเองไม่ได้


หากเรายังไม่เข้าใจความเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ในตัวของเราเอง เราคงจะไปสร้างอะไรที่จะให้ผู้คนมาช่วยกันอุทิศตนได้ยาก

สุดท้ายแล้ว เราก็จะหนีการพัฒนาที่อยู่ภายในตัวของเราเองไปไม่พ้น





ขอเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่

หากมีอะไรพอช่วยได้ ก็ยินดียิ่งครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1558 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 พ.ค. 2551 (18:48)

ยังไงดิฉันก็ยัง ทึ่ง และ อึ้ง กับความคิดของท่าน จอมยุทธ เพียวเคม (ขอเรียกแบบนี้นะ) ..


ท่าน เจ้าของกระทู้ เป็นอันมาก  เคยบอกไปแล้ว ก็ขอบอกอีกที  


นี่ยังคิดอยู่เลยว่า เห็นทีจะต้องหาเวลากลับไปคณะสักครั้ง  ติดกล้องถ่ายรูปไปด้วย แล้ว ไปสำรวจเบื้องต้นก่อนว่า  จะฉวยอะไรมาได้บ้าง    ท่าจะดีนะคะ


ท่านก็อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากนัก  บางทีไม่ได้ดังใจอย่าท้อเชียวนะ  ดิฉันเป็นบ่อยมาก  เวลาคิดเรื่องการเมืองทีไร   วนเวียนไปมา แล้วมันมาถึงทางตัน  ที่หาทางออกไม่เจอ   แล้วซึมทุกทีเลย    ท่านยังเพิ่งเริ่มต้นเอง   ยังมีเวลาที่จะสานฝันได้อีกนาน   รวมทั้ง มีเวลาจะซึมด้วยเหมือนกัน  หากพบทางตันเข้า


สิ่งที่จะทำให้เราไม่ท้อก็คือ   ตั้งใจทำให้ดีที่สุด  โดยไม่ไปหวังอะไรเกินจริง  เพราะว่าหากทำแบบนั้นมันจะทำให้เราทำด้วยใจรัก  และ มีความสุขกับมัน    ให้มันรู้ไปว่า  คนตั้งใจกันขนาดนี้แล้ว   คนอื่นจะเมิน  มองข้ามไปได้ตลอดกาล


นี่ดิฉันฟังข่าว ราคาข้าวเมืองไทยแล้วยิ่งรันทด   จริงๆ แล้ว เรื่องความตกต่ำน่ะ  มิได้มีแต่วงการวิทยาศาสตร์บ้านเราเท่านั้น     แต่การเมือง   การศึกษา  ความรู้  ความคิด  ความเป็นอยู่ในภาคประชาชน  ยิ่งสลดเข้าไปใหญ่      


เหมือนกับอย่างที่เคยบ่นไปหลายคราวว่า   เห็นทีจะต้องตั้งศูนย์กันใหม่  ให้เด็กรุ่นใหม่คิดได้ตามที่ควรเป็น   ดิฉันจะไม่ติติงว่า เขาคิด ถูกหรือผิด   แต่จะบอกว่าให้มีสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ของการเป็นเยาวชน   รู้จักว่าหน้าที่คืออะไร    มีความรักและเข้าใจ ภาระของผู้ปกครอง   ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรก่อให้เกิด   รู้จักประหยัด  เลิกรักหน้าตา ว่าจะมีของไม่ทัดเทียมเพื่อนๆ  แล้วจะอายเพื่อน  อะไรทำนองนี้


บอกแล้วไงล่ะว่าเขียนไปหรือคิดมากไป แล้วมันจะเริ่มออกอาการซึม


...วกกลับไปในประเด็นที่ ท่าน จขกท  ได้ตอบ...(การเมืองเหมือนกัน)  ....ดิฉันมิได้ติงเรื่องสำนวน และ วิธีการนำเสนอของท่านหรอกนะ   ที่เขียนเรื่องการเขียนเรียบเรียงการนำเสนอให้อ่านเข้าใจง่าย    เป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้น  ที่แว่บขึ้นมา


เพราะวันหนึ่งฟังรายการวิทยุ  แล้วผู้จัดรายการเขาก็ตินักการเมืองบ้านเรา พวกที่ จบปริญญาเอกมา   แล้วก็ มักจะพูดภาษายากๆ  ศัพท์สูง จนชาวบ้านไม่เข้าใจ   เขาแซวนักการเมืองเหล่านั้นว่า  พยายามพูดจาให้ชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ เพื่อแสดงภูมิปัญญาของตนเอง     ส่วนหนึ่งดิฉันก็เห็นด้วยนะ   เพราะมันจริง


ดิฉันว่าสาเหตุหนึ่งที่  คนไทยมักไม่ค่อยพูดในที่ประชุม แต่จะมาพูดหลังจากนั้น อาจเป็นเพราะไม่ถนัดในการถกเถียง ระดมความเห็น ในระดับเฉพาะหน้า  หรือพูดไม่เก่ง  เถียงไม่ทันเขานั่นเอง    ยิ่งถ้าเป็นการประชุมระหว่าง ชาวบ้าน กับ นักวิชาการ แบบเชิงสัมมนา  โดยที่ชาวบ้านมาน้อยกว่าละก้อ  ยิ่งอึ้งเลย  


คือมันอยู่ที่ฝ่ายไหนมากกว่าด้วยละค่ะ    ซึ่งแล้วแต่กลุ่ม ภูมิภาค  พื้นฐานเชิงเศรษฐกิจด้วย  เช่น หากไปสัมมนา กับ เกษตรกรสวนปาล์ม  กับ  เกษตรกรนาข้าว  การแสดงออกผิดกันเลย    แต่ดิฉันก็ยังเทใจให้ ฝ่ายหลังอยู่ดี  เอาใจช่วยมากๆ  โดยเฉพาะเวลานี้  ที่จะรอดูสิว่า   นักการเมืองหน้าไหนจะออกมาคว้าโอกาสให้ชาวนาไทยได้บ้าง 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 8 พ.ค. 2551 (19:15)

เลียนแบบ เรเนซองค์ ดีมั้ยครับ  มารวบรวมวิทยาการที่เป็นของไทยกัน 


สร้างความเป็นเอกลักษณ์ทางเทคโนโลยี  และการพัฒนา  เพื่อสักวัน ต่างชาติจะได้ต้องซื้อเทคโนโลยีเรามั่ง  :D


ตุเช่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 193 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 8 พ.ค. 2551 (19:51)

เช้น ของอะไรที่ทำได้ในเมืองไทย  ให้ช่วยกันสนับสนุน  ไม่จำเป็นต้องซื้อของต่างชาติ ดีหรือไม่  โดย ยกจาก ทฤษฎีขึ้นมาก่อน แล้วก็ยกตัวอย่างให้เป็นเป็นรูปธรรม


หรือคะ


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 66 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.