|
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ:
23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
6,895
ตอบแล้ว:
50
ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า
เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก
แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ
นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ
พูดถึงวงการวิจัย สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า
จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ
หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข
ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม
จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด -------------------------
จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง
(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 พ.ค. 2551 (19:46) ดิฉันลืมบอกว่า เมื่อวานฟังวิทยุ เขามีข่าวว่า ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะวิทยาศาสตร์มีทุนยกเว้นค่าหน่วยกิตให้นักศึกษา ใหม่ จำนวน 80 ทุน และมีเงินปีละ 10,000 บาท แต่ไม่ทราบว่า จะเป็นทุนรวมกันไหม คือ ยกเว้น ค่า หน่วยกิต ด้วย และ ให้เงินด้วย ให้กี่ปี ให้จนจบหรือไม่ ฯลฯ ถ้าใครสนใจคงต้องรบกวนให้ติดต่อไปที่ ม.รามฯ โดยตรง สาเหตุที่คณะ วิทย์ฯ รามฯ ให้ทุน นี่น่าสนใจค่ะ อาจารย์ที่ คงเป็นคณบดี ท่านบอกว่า ต้องการส่งเสริม ให้คนสนใจ การเรียนในคณะนี้ค่ะ .............................. เรื่องรายละเอียด ของคณะ กับ ภาพถ่ายคณะ เราอาจขอความร่วมมือไปที่คณะเลยค่ะ ไม่ต้องขอคนรู้จักหรอก หรืออาจเริ่มขอข้อมูลจากเพื่อนที่เรียนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ได้ เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และ ความอึด อย่างที่ว่ามา เพราะบางที่อาจไม่ได้รับความสนใจ ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ถ้าเขาคิดให้ดี มันเป็นการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยด้วย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 6 พ.ค. 2551 (20:36) สงสัยอีกแล้วว่า หากรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อ การเผยแพร่ข้อมูลจะใช้ที่ใดในการเผยแพร่ ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 พ.ค. 2551 (08:19) ผมส่งเมลล์เสนอแนะไปแล้วนะครับ หัวข้อ 'ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ???' ถ้าเห็นว่าพอจะมีประโยชน์พอจะพิจารณาเผยแพร่ ก็ตามสบายเลยครับ
คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้++ 555 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 พ.ค. 2551 (11:08) ทุกย่างก้าวมีประสบการณ์ให้เราค้นหา โลกในอุดมคติเกิดขึ้นได้ยาก หากลองปรับโลกอุดมคติให้เหมาะกับชีวิต ชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น การฝืนธรรมชาติคือจุดจบของมนุษย์ เวลาทำอะไรเล็กๆ ยังไม่จำเป็นที่จะห้ามไม่ให้คิดใหญ่ๆ การจะเป็นคนตัวเล็กแต่ใจใหญ่ก็น่าจะดีนี่ครับ แม้มิได้เป็นผู้มีบารมีหรือเก่งกล้าสามารถ ก็สามารถทำเพื่ออุดมคติได้ ไม่เฉพาะเรื่องของนักวิทย์เท่านั้น จะจะเป็นใครก็เหมือนกัน คงไม่ดูก้าวร้าวไปถ้าผมจะบอกว่า ตัวผมนี้ก็เป็นคนไทย เป็นนักศึกษาคณะวิทย์ และก็เป็นลูกทหารเรือ... ทหารเรือเคยกอบกู้แผ่นดินสยามคืนจากพม่ามาแล้ว ถึงต้องยอมฝืนเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลกบ้าง ก็เพื่อความสงบสุข แต่นี่ผมก็คิดว่าคงไม่ผิดจนเกินไป ที่พวกเราแค่จะทำงานเขียนเล็กๆ เสนอแนะต่อสังคม ไม่ได้ทำอะไรรุนแรง (กลัวอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีคนลุกขึ้นมาทำสงครามคงไม่ดีแน่) ...ผมนอกเรื่องไปแล้วครับ จริงๆ จะเป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ ขอกลับเข้าเรื่อง ขอตอบท่านหน้าใหม่ครับ (ใช้ภาษาแบบนักการเมืองไปไหมครับ) เรื่องที่ท่านหน้าใหม่ และอีกหลายคนคิดเหมือนกันก็คือ งานเขียน มองคณะวิทย์ ที่ผมเขียนไปแล้วนิดหน่อยนั้น ไม่ดึงดูดชาวบ้านเอาเสียเลย เช่น มีแต่ประโยคยาวๆ บ้าง ใช้ภาษาที่จริงจังไม่สื่อกับเด็กรุ่นใหม่ ฯลฯ ซึ่งคงเป็นเพราะผมเน้นความครอบคลุมมากเกินไป (ข้อมูลใดๆ ที่รวบรวมได้ ผมก็จะขอเก็บไปรวบรวมในงานเขียน มองคณะวิทย์) ผมคงทำได้แค่นั้น ดังนั้น คงจะดี ถ้าจะมีคนที่ช่วยเอาข้อมูลที่เราจะรวบรวมได้ ไปเขียนใหม่ "มองคณะวิทย์" ออกแนววิชาการ ก็ยกเอาเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นวิชาการตรงนั้น ไปเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มเล็กที่อ่านง่าย และแพร่หลายมากกว่านั้น {อาจจะแยกเป็น แนะนำสำหรับคนที่จะเลือกคณะวิทย์ และสำหรับคนที่มุ่งเป็นอาจารย์และนักวิจัยโดยเฉพาะก็ได้ แบบที่ตอนผมอายุ ๑๔ คิดจะทำแผ่นพับหนังสือเล่มเล็ก เรื่อง คำถาม-ตอบเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ (ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาชีพนี้มีจริงหรือในสังคม)} ก็คงตามแต่คนทำจะหาสำนักพิมพ์ได้ละครับ ใครคิดจะทำก็เชิญ ข้อมูลที่ผมพยายามรวบรวมก็จะไม่หวงถ้าใครจะคัดลอกไปทำหนังสือของตัวเองครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 7 พ.ค. 2551 (18:58) ก็อ่านเเล้วอยากช่วย เสนอเเนะนิดนึง ที่เอาไปเปรียบกะเรื่องคอม เด็กที่ไม่ค้นหาบางคนก็จะท้อตั้งเเต่เริ่มเเล้ว ทำให้เหมาะสม ทำไมจะใช้งานเครื่องไม่ได้ล่ะ หาเหตุผลตรงนี้ก่อน เเล้วตอนซื้อทำไมเราเลือกเเบบนี้ ถ้าเป็นของบริจาคจะได้เปรียบกว่าเพราะเราต้องหาเหตุผลตั้งเเต่เรื่มล้างประกอบใหม่ เตรียมงาน ถ้าเริ่มต้นด้วยการดูถูกเเบบนี้ งานต่อไปยังไงก็ไม่พร้อม ไม่อยากทำ โทษเครื่องโทษอุปกรณ์ MP# (IP:118.174.88.250) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 7 พ.ค. 2551 (19:13) ลุยต่อไป surat (IP:124.120.167.139) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 7 พ.ค. 2551 (20:46) ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นเลยครับ
มีคนเสนออีกกิจกรรมที่น่าสนใจครับ chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: โดยส่วนตัวนะ ผมว่าการสื่อสารผ่านการเขียน สำหรับสังคมไทย คงเป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างยาก peerakitk@hotmail.com พูดว่า: ใช่แล้ว peerakitk@hotmail.com พูดว่า: งานเขียนก็คงเป็นข้อมูลสำหรับใครที่สนใจข้อมูลครับ chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: ถ้าเป็นไปได้ แนวคิดที่จะจัดเป็นการร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น น่าจะเป็นความคิดที่มีคนสนใจเยอะนะครับ peerakitk@hotmail.com พูดว่า: แต่ที่ผมจะทำ คงอ่านยาก เหมาะกับหนอนหนังสือ chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: เท่าที่เพื่อนๆ ผมได้อ่านในบอร์ด scimu.com ก็มีหลายคนที่สนใจ อยากให้มี session แบบนี้เกิดขึ้นจริง chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาเป็นแกนหลักในการตกผลึกซะที peerakitk@hotmail.com พูดว่า: วงสนทนา พี่นึกถึงแบบในอินเทอร์เน็ตหรือว่า แบบเห็นหน้าตาครับ chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: เห็นหน้าตาเลยครับ peerakitk@hotmail.com พูดว่า: ถ้าเกิดขึ้นได้จริง คงทำให้หลายคนมีความสุข peerakitk@hotmail.com พูดว่า: ปกติคนสมัยนี้ไม่ค่อยมีการจับกลุ่มคุยอะไรแบบนี้เลย chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: เท่าที่เห็น เราจะคุยกันก็ต่อเมื่อมีงาน "อะตอมเกมส์" แค่นั้นแหละ chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้อะไรขึ้นมา chem_crazy@hotmail.com พูดว่า: จริงๆ ถ้ามันเริ่มขึ้นจากการสร้างเครือข่าย เพียงมหาลัยละ 1 คน ก็น่าจะสานต่อได้
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 8 พ.ค. 2551 (15:19) ขอให้กำลังใจครับ อ่านสิ่งที่เจ้าของกระทู้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพสะท้อนของปัญหาต่างๆ เห็นภาพได้ชัดเจนดีมากครับ แต่ภาพที่เราต้องให้ชัดเจนจริงๆ ไม่ใช่ภาพที่อยู่ภายนอกตรงโน้น ตรงนั้น ตรงนี้ ภาพที่ชัดเจนควรต้องเป็นภาพที่อยู่ภายใน ภาพที่อยู่ในใจของเรา ผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ เข้าใจธรรมชาติของโลกทางวิทยาศาสตร์ ควรจะเข้าใจธรรมชาติของโลกทางสังคม และที่สำคัญ คือ ความเข้าใจธรรมชาติของโลกใบเล็กๆ คือร่างกายและจิตใจของเราเอง แต่ละคน ผมคงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเชื่อมโยงเรื่องทางวิทยาศาสตร์ กับเรื่องทางธรรมะ หรือเรื่องทางด้านจิตใจ (คุณธรรม จริยธรรม และที่สูงไปกว่านั้น) ... แต่หากขาด หรือ เพิกเฉยการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ความเข้าใจของเราก็จะคับแคบ และอาจจะนำพาไปในทิศทางที่เกิดผลได้จริงน้อย ได้ประโยชน์น้อย มองดูกันจริงๆ ทุกวงการ ทุกสาขาวิชา ต่างก็มีปัญหากันทั้งนั้น ต่างก็ถูกเล่นงานด้วย กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ(อำนาจ) ความหลง (เกียรติ ตำแหน่ง ฯลฯ) กันอย่างถ้วนหน้า เพียงแต่บางสาขาที่ได้รับการสร้างสมสมมติทางสังคมที่แข็งแกร่งเอาไว้ ก็เลยดูเหมือนว่าจะอยู่เหนือกลุ่มอื่น เวลาผมฟังข่าวต่างๆที่ไม่ดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเยาวชน และคนแก่ๆที่ทำตัวไม่สมควร ก็ให้รู้สึกขึ้นในใจอยู่เสมอว่า การศึกษาของเรานี่มันช่างล้มเหลวอะไรเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการตำหนิการศึกษา แต่เป็นความเข้าใจโดยพื้นฐาน การศึกษานี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะการศึกษาต้องรับผิดชอบสังคม ถัดมา ก็กลุ่มผู้บริหารประเทศ เพราะนี่คือกลุ่มคนหลักที่ต้องรับผิดชอบปัญหาสังคม หากมีข่าวเยาวชนทำสิ่งที่ไม่ดี(หรือข่าวไม่ดีอื่นๆ) แล้วนายก หรือรัฐมนตรีไม่รู้สึกอะไรเลย ผมว่าเขาก็น่าจะขาดสำนึกของการดำรงตำแหน่งเช่นนั้น ถัดมา ก็กลุ่มนักการเมือง นักกฏหมาย กลุ่มผู้ออกกฎระเบียบ และ ตำรวจ ทหาร ผู้รักษาให้เป็นไปตามกติกา หากคนในกลุ่มนี้ ยังตกอยู่ในอำนาจยศ อำนาจเงิน ... นี่แหละคือต้นตอของปัญหาที่สำคัญ ถัดมา ก็กลุ่ม ของพระสงฆ์ นักบวช ผู้อบรมด้านจริยธรรม ผู้อบรมการพัฒนาจิตใจ ... หากกลุ่มนี้ ไม่รู้บทบาทของตัวเอง แต่ยังเป็นไปเหมือนทางโลก มันก็จะผสมโรงกันหนักเข้าไปอีก พอวิเคราะห์ จากภายนอกเช่นนี้แล้ว เราก็กลับมาดูที่ตัวเราเอง ดูที่ครอบครัวของเรา นักอุดมการ นักอะไรก็แล้วแต่ ที่ลืม หรือเพิกเฉยตัวเขาเอง ไม่สนใจคนที่อยู่ใกล้ๆตัวเขาเอง ผมว่า มันก็คล้ายหลุดเข้าไปในสิ่งสมมติอีกตัวหนึ่งเช่นกัน ผมเองก็คลุกคลีกับวิทยาศาสตร์(คณิตศาสตร์) ถึงแม้ไม่ได้ประสบผลสำเร็จทางโลกอย่างมากมาย แต่ก็ได้ฝึกใช้ตรรกศาสตร์ ฝึกคิด พิจารณา (โยนิโสมนสิการ)อยู่เสมอ ชีวิตของแต่ละคนนั้นอัศจรรย์ยิ่งนัก (ดีก็ดีได้มากๆ เลวก็เลวได้มากๆ ... เพราะจิตใจอันเดียวกันนี้เอง) เรามีหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ เรียนรู้จักตัวเราเอง (ร่างกายและจิตใจ) ให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะจบชีวิตลง (มีวิชาอะไรในโรงเรียนที่ไหนสอนความจริงข้อนี้ให้เด็กบ้าง?) การช่วยแก้ปัญหาให้กับโลก ให้กับสังคม เป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งที่เราจะได้พัฒนาเรียนรู้ตัวเราเองไปด้วย แต่การช่วยเหลือนั้นจะมีคุณค่าเพียงใด หากเราเองยังช่วยตัวเราเองไม่ได้ หากเรายังไม่เข้าใจความเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ในตัวของเราเอง เราคงจะไปสร้างอะไรที่จะให้ผู้คนมาช่วยกันอุทิศตนได้ยาก สุดท้ายแล้ว เราก็จะหนีการพัฒนาที่อยู่ภายในตัวของเราเองไปไม่พ้น ขอเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่ หากมีอะไรพอช่วยได้ ก็ยินดียิ่งครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 พ.ค. 2551 (18:48) ยังไงดิฉันก็ยัง ทึ่ง และ อึ้ง กับความคิดของท่าน จอมยุทธ เพียวเคม (ขอเรียกแบบนี้นะ) .. ท่าน เจ้าของกระทู้ เป็นอันมาก เคยบอกไปแล้ว ก็ขอบอกอีกที นี่ยังคิดอยู่เลยว่า เห็นทีจะต้องหาเวลากลับไปคณะสักครั้ง ติดกล้องถ่ายรูปไปด้วย แล้ว ไปสำรวจเบื้องต้นก่อนว่า จะฉวยอะไรมาได้บ้าง ท่าจะดีนะคะ ท่านก็อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากนัก บางทีไม่ได้ดังใจอย่าท้อเชียวนะ ดิฉันเป็นบ่อยมาก เวลาคิดเรื่องการเมืองทีไร วนเวียนไปมา แล้วมันมาถึงทางตัน ที่หาทางออกไม่เจอ แล้วซึมทุกทีเลย ท่านยังเพิ่งเริ่มต้นเอง ยังมีเวลาที่จะสานฝันได้อีกนาน รวมทั้ง มีเวลาจะซึมด้วยเหมือนกัน หากพบทางตันเข้า สิ่งที่จะทำให้เราไม่ท้อก็คือ ตั้งใจทำให้ดีที่สุด โดยไม่ไปหวังอะไรเกินจริง เพราะว่าหากทำแบบนั้นมันจะทำให้เราทำด้วยใจรัก และ มีความสุขกับมัน ให้มันรู้ไปว่า คนตั้งใจกันขนาดนี้แล้ว คนอื่นจะเมิน มองข้ามไปได้ตลอดกาล นี่ดิฉันฟังข่าว ราคาข้าวเมืองไทยแล้วยิ่งรันทด จริงๆ แล้ว เรื่องความตกต่ำน่ะ มิได้มีแต่วงการวิทยาศาสตร์บ้านเราเท่านั้น แต่การเมือง การศึกษา ความรู้ ความคิด ความเป็นอยู่ในภาคประชาชน ยิ่งสลดเข้าไปใหญ่ เหมือนกับอย่างที่เคยบ่นไปหลายคราวว่า เห็นทีจะต้องตั้งศูนย์กันใหม่ ให้เด็กรุ่นใหม่คิดได้ตามที่ควรเป็น ดิฉันจะไม่ติติงว่า เขาคิด ถูกหรือผิด แต่จะบอกว่าให้มีสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ของการเป็นเยาวชน รู้จักว่าหน้าที่คืออะไร มีความรักและเข้าใจ ภาระของผู้ปกครอง ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรก่อให้เกิด รู้จักประหยัด เลิกรักหน้าตา ว่าจะมีของไม่ทัดเทียมเพื่อนๆ แล้วจะอายเพื่อน อะไรทำนองนี้ บอกแล้วไงล่ะว่าเขียนไปหรือคิดมากไป แล้วมันจะเริ่มออกอาการซึม ...วกกลับไปในประเด็นที่ ท่าน จขกท ได้ตอบ...(การเมืองเหมือนกัน) ....ดิฉันมิได้ติงเรื่องสำนวน และ วิธีการนำเสนอของท่านหรอกนะ ที่เขียนเรื่องการเขียนเรียบเรียงการนำเสนอให้อ่านเข้าใจง่าย เป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้น ที่แว่บขึ้นมา เพราะวันหนึ่งฟังรายการวิทยุ แล้วผู้จัดรายการเขาก็ตินักการเมืองบ้านเรา พวกที่ จบปริญญาเอกมา แล้วก็ มักจะพูดภาษายากๆ ศัพท์สูง จนชาวบ้านไม่เข้าใจ เขาแซวนักการเมืองเหล่านั้นว่า พยายามพูดจาให้ชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ เพื่อแสดงภูมิปัญญาของตนเอง ส่วนหนึ่งดิฉันก็เห็นด้วยนะ เพราะมันจริง ดิฉันว่าสาเหตุหนึ่งที่ คนไทยมักไม่ค่อยพูดในที่ประชุม แต่จะมาพูดหลังจากนั้น อาจเป็นเพราะไม่ถนัดในการถกเถียง ระดมความเห็น ในระดับเฉพาะหน้า หรือพูดไม่เก่ง เถียงไม่ทันเขานั่นเอง ยิ่งถ้าเป็นการประชุมระหว่าง ชาวบ้าน กับ นักวิชาการ แบบเชิงสัมมนา โดยที่ชาวบ้านมาน้อยกว่าละก้อ ยิ่งอึ้งเลย คือมันอยู่ที่ฝ่ายไหนมากกว่าด้วยละค่ะ ซึ่งแล้วแต่กลุ่ม ภูมิภาค พื้นฐานเชิงเศรษฐกิจด้วย เช่น หากไปสัมมนา กับ เกษตรกรสวนปาล์ม กับ เกษตรกรนาข้าว การแสดงออกผิดกันเลย แต่ดิฉันก็ยังเทใจให้ ฝ่ายหลังอยู่ดี เอาใจช่วยมากๆ โดยเฉพาะเวลานี้ ที่จะรอดูสิว่า นักการเมืองหน้าไหนจะออกมาคว้าโอกาสให้ชาวนาไทยได้บ้าง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 8 พ.ค. 2551 (19:15) เลียนแบบ เรเนซองค์ ดีมั้ยครับ มารวบรวมวิทยาการที่เป็นของไทยกัน สร้างความเป็นเอกลักษณ์ทางเทคโนโลยี และการพัฒนา เพื่อสักวัน ต่างชาติจะได้ต้องซื้อเทคโนโลยีเรามั่ง :D ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 8 พ.ค. 2551 (19:51) เช้น ของอะไรที่ทำได้ในเมืองไทย ให้ช่วยกันสนับสนุน ไม่จำเป็นต้องซื้อของต่างชาติ ดีหรือไม่ โดย ยกจาก ทฤษฎีขึ้นมาก่อน แล้วก็ยกตัวอย่างให้เป็นเป็นรูปธรรม หรือคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 8 พ.ค. 2551 (19:57) อยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้าด้านวิทย์มานานแล้วค่ะ ศักยภาพคนไทยเราไม่ได้ด้อยกว่าต่างชาติเลย อีกอย่างคนเก่งๆของเราอาจไปทำงานให้ต่างประเทศด้วย Brain drain อ่ะค่ะ เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่าต่างประเทศได้เงินดีกว่า ปัจจุบันหมอและวิศวะก็ยังคงมาเป็นที่หนึ่ง (แต่ตอนนี้หมอก็ยังขาดแคลนอยู่ดี เพราะคนอยากเรียนน้อยลง แถมเสีย่งต่อการฟ้องอีกต่างหาก) นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ติดอันดับฮิตกับเค้าซักที ทั้งๆที่ต่างประเทศอย่างเยอรมันเขาสนับสนุน เมื่อไหร่รัฐบาลจะเห็นความสำคัญซักทีมัวแต่จ้องจะแก้... กันอยู่นั่นแหละ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 8 พ.ค. 2551 (21:18) เพราะวิ่งตาม เลยไม่เคยถึงก่อน ตอบพี่หน้าใหม่นะครับ ผมว่า บางทีอาจไม่ใช่แค่ ของ วิทยาการ เทคโนโลยีบางอย่างก็ใช่นะครับ มองความได้เปรียบให้ออก และไม่ยึดกรอบ ไม่มองข้าม เราสมควรจะทำได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 8 พ.ค. 2551 (21:35) ผมเชื่อว่า พระองค์ท่านชี้ทางออกให้แล้ว เพียงคนไทยคิดตาม เข้าใจ ต้องแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยีด้วยแน่นอนครับ ตอนนี้ผมยังไม่แตกฉานนัก แต่ก็พอมองเห็นหนทาง พัฒนาตามแนวทางนั้นแล้ว
เท่าที่เห็นจากกระทู้ ว่ามีผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าอยู่หลายท่าน อยากเสนอว่า ควรจะมีอุดมการณ์แบบพอเพียงด้วย คือ ยั่งยืน อยู่ได้ พึ่งตนเองได้ เพื่อจะไม่กอดอุดมการณ์ตาย หรือไม่ก็ ล้มเลิกเสียก่อน
ด้วยความปราถนาดีขอรับ ^^ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 9 พ.ค. 2551 (09:52) ![]() ชักร้อนวิชา กับ คันมือ (แต่อาจหมดตัวได้) อยากทำหนังสือ ที่ว่านี่เสียแล้ว สงสัยต้องลองหาข้อมูลสักตั้ง หมายถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำ ต้นทุน โรงพิมพ์ เป็นการทำที่มิได้มุ่งค้าหากำไร แล้วทำทำไม ? ทำอะไรสักอย่างให้เป็นรูปธรรม ว่า เรารู้คุณวิชาที่เรียนมา กับ ทำให้แผ่นดินเกิด แหมฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่มันไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ว่า รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้นเกิดเมื่อเรามองเห็น คนที่อยู่ในฐานะที่เขาควรทำงานสนองคุณแผ่นดิน แต่เขาก็ยังทำไม่เต็มที่ เขียนแบบดีๆ ก็ คือ เขาอาจยังไม่พร้อมที่จะทำเต็มตัว เพราะปัจจัยการเมือง ไม่เอื้ออำนวย (คนการเมืองมักอ้างเหตุ ประมาณนี้ค่ะ) ทีนี้ในฐานะ ที่เป็น รากหญ้า ก็เฝ้า บ่นว่า ทำไมเขาจึงไม่ทำ แล้วเราก็รันทด ก็เลยคิดว่า เราควรทำในส่วนที่ทำได้ สมมติ เหตุการณ์เลวร้ายนะ ขายไม่ออก ก็ทำไงดี เอาเป็นว่า ทำใจไว้เลยว่า อาจต้องเสียเงินไปเปล่าๆ (ดังนั้นควรตั้งต้นตรงที่ลงทุนน้อยที่สุด เท่าที่จะแบกไหว) ก็ นำไปแจกจ่าย ตามคณะ วิทยาศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัย เลย เป็นไง วันนี้วันพืชมงคลค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 พ.ค. 2551 (09:55) ![]() รัฐบาลก่อน มีการกำหนดเรื่องยุทธศาสตร์ข้าวไทยค่ะ แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีการสานต่อหรือไม่ เราปลูกข้าวได้เป็นลำดับหกของโลก แต่ส่งออกลำดับ 1 และปีนี้ ก็ควรเป็นที่หนึ่ง หากไม่มีเหตุอะไรเสียก่อน เช่น ชาวนาเริ่มท้อใจ จากอุปสรรค ที่คนพยายามเข้ามาขอแบ่งกำไรไปแบบ หน้าตาเฉย ภาพนี้บอกว่า ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เขาสูงกว่าเขาอื่น และ ที่เจ็บปวดก็คือ ผลผลิตต่อไร่ก็ยังต่ำกว่าเขาอีก แบบว่าเจอสองเด้งเลย แล้วยังมีเด้งสาม คนจะมาแบ่งกำไรตามที่ว่ามาแล้วเสียอีก ขออนุญาต ถอนใจ 1 เฮือก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 10 พ.ค. 2551 (22:47) ถ้าใครอยากจะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเรื่องนี้ คงมีหลายแบบ แล้วแต่ใครจะริเริ่มครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกค่อนข้างราบรื่นครับ บางทีอาจฟังดูเหมือนท้อใจแต่จริงๆ ไม่ได้ท้อ เพราะว่าผมเป็นคนคิดมาก แต่เรื่องการเมืองนี่นึกถึงแล้วท้อจริงๆ และผมก็อยากจะออกไปจากการคิดอะไรเกี่ยวกับการเมืองเร็วๆ จะได้ไปศึกษาเคมีคนเดียวให้สบายใจซะที (คิดอย่างนี้มาห้าปีแล้ว แต่เรื่องแจ๋วๆ ที่อุตส่าห์คิดและทำไว้ยังไม่ได้เรียบเรียงให้จบเสียที เลยออกไม่ได้) กระผมดีใจที่คุณหน้าใหม่สนใจงานหนังสือและอีกหลายอย่างๆ ผมลองส่งไฟล์ "มองคณะวิทย์ บทที่ ๑ คณะวิทยาศาสตร์" ครับ เรื่องโรงพิมพ์และต้นทุนเอาไว้ค่อยคิดทีหลังดีกว่า เพราะว่ามันหายากครับ โครงเรื่องหนังสือผมนี่เป็นการรวมเอาสารพันเรื่องเข้าด้วยกัน
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 พ.ค. 2551 (22:58) มองคณะวิทย์ บทที่ ๒ คิดให้ดีก่อนเลือก (ข้างบนเป็นบทที่ ๑) บทความนี้อาจต้องปรับปรุงในตัวแนวคิด เพราะคุณตุเช่เคยชี้ให้เห็นข้อที่แตกต่างจากความคิดของผมที่ว่าให้เลือกอาชีพโดยดูจุดมุ่งหมายชีวิต คือว่า คนเราไม่ได้ "ตั้งจุดมุ่งหมายแล้วทำตามนั้น" เสมอไป แต่ควรจะ "เป็นอะไรก็ได้" คือแม้ไม่มีโอกาสเลือก ก็ให้พยายามเป็นได้ทุกอย่าง อย่ามีข้อแม้กับชีวิตมากนัก ประมาณนี้คือจุดที่ผมยังไม่ได้เอาไปแก้ในบทความเลยครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 190 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 11 พ.ค. 2551 (00:37) ![]() คุณพีรกิตต์ คงทราบดีว่า มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคณะวิทยาศาสตร์โดยตรงคือ ที่ประชุมคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ มีมาหลายปีแล้วครับ แต่อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนได้ยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากใช้คำพูดที่รุนแรง พาลจะไม่ได้รับความร่วมมือ เหมือนกับที่ผมเคยประสบมา ผมจะเล่าเรื่องจากประสบการณ์บางเรื่องให้ฟัง ผมเคยทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร ในโครงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาเป็นอาจารย์ หลายปีมาแล้วครับ ขณะนั้นผมเคยจัดประชุมหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ (สมัยนั้นเขาเรียกอย่างนี้ครับ) มีหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์และผู้บริหารโรงเรียนเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน ก่อนสิ้นสุดการประชุม ผมทำแบบประเมิน และได้ผลการประเมินข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ร่วมประชุมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ทราบว่ามีคณะวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งๆที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ผมจะไม่โทษว่าใครหรือฝ่ายไหนนะครับ แต่ผมสรุปได้ว่าการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อ่อนมาก มีรุ่นน้องสมัยเรียนที่จุฬาฯ ไม่ได้พบกันมา 20 กว่าปี เมื่อมาพบกัน ผมบอกว่าตอนนี้ทำงานที่ ม.ศิลปากร น้องกลับถามว่า พี่จบวิทยาศาสตร์ แลวทำไมไปทำงานที่ศิลปากร คนทั่วไปยังเข้าใจว่าศิลปากรคือมหาวิทยาลัยทางศิลปะอยู่ ยังมีเรื่องมหัศจรรย์อีกหลายเรื่องที่ไม่อยากเล่าในที่สาธารณะนี้ อ้อ! มีอยู่เรื่องหนึ่งพอเล่าสู่กันฟังได้ ราว 30 ปีก่อนที่ผมเรื่มทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง การเมืองในมหาวิทยาลัยสูงมาก อาจารย์ในคณะทะเลาะ แตกแยกกัน แบ่งพวก กันผลประโยชน์กันอย่างน่าเกลียด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวคณบดี มีการแข่งขันสูง มีการเล่นไสยศาสตร์ด้วย ผู้สมัครท่านหนึ่งใช้ไสยศาสตร์ มีการอุ้มวัตถุมงคลรอบอาคารคณะวิทยาศาสตร์ตอนเช้ามืด เพื่อเอาเคล็ดข่มคู่ต่อสู้ พวกเรานึกสนุกไปแอบดูเหมือนกัน ถ้าได้คนนี้มาเป็นคณบดี ประเทศไทยคงเจริญอีกมาก โชคดีที่แพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น (แต่โชคร้ายที่ต่อมาได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย) ผมได้อ่านบทความ fsci01.pdf และ fsci02.pdf แล้ว มีข้อสังเกตุบางประการ หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นความคิดโง่ๆของคนๆหนึ่งก็ได้นะครับ ข้อคิดเห็นมีดังนี้ครับ |