คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ: 23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551         ชมแล้ว: 24,056 ตอบแล้ว: 87

ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า


 


เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน  มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้


 


นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก


 


แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ



  • โรงงานบำบัดน้ำเสียจ้างนักวิจัยโกหกผลว่าบำบัดได้ ทั้งที่จริงมันใช้ไม่ได้

  • เกษตรกรแทบขาดทุนเพราะใช้สารเคมีมากมายที่สั่งซื้อเข้ามา

  • พื้นที่ป่าไม้ลดลงมาก ภัยธรรมชาติเริ่มถาโถม เห็นตามหนังสือพิมพ์เยอะครับ

  • ทรัพยากรธรรมชาติ (มันเยอะมากขอพูดรวมๆ) ที่ควรจะดูแลให้ดี กลับสะเป๊ะสะปะ และผลกำไรไปเป็นของต่างชาติ

  • ต่างชาติเป็นใหญ่ อะไรๆ ก็ต้องเสียเงินนำเข้า อะไรๆ ก็ชื่อฝรั่ง

  • เวลาชาวบ้านจะทำอะไรดีๆ เพื่อความยั่งยืน กลับถูกปฏิเสธ ถูกถอนทิ้ง ไม่มีโอกาสเผยแพร่ให้เกิดการสานต่อ

  • พืชพรรณของไทยเราหายไปไหนหมด มะลิ กรรณิการ์ กระดังงา สายหยุด พุดซ้อน จันทน์ และพืชพรรณที่ใช้ประโยชน์ต่างๆ โดนถอนทิ้งกันหมดแล้วหรือ

  • สารปนเปื้อนใช้ในอาหารทั่วไป

  • ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเกิดเหตุผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเพราะสารพิษจากกิจการใหญ่ๆ ผู้มีอำนาจล้วนปกป้องให้มันปล่อยสารพิษต่อไป  นักวิทยาศาสตร์หายไปไหนหมดทำไมไม่ออกมาปกป้องประชาชน

  • สิ่งแวดล้อม ก็เห็นๆ กันอยู่  และบางคนก็รู้ว่าเวลาโรงงานปล่อยสารพิษน่ะจับไม่ได้หรอก ตอนตรวจวัดก็ใช้กลโกงเล็กน้อยให้ผ่าน

 



  • กรณีแคดเมียมปนเปื้อนหลายตำบลรอบเหมืองสังกะสี ทำร้ายชาวแม่สอดนับพันนับหมื่น นักวิทย์ไม่อยู่ข้างประชาชน โดยเฉพาะสถาบันของจุฬาฯกับมหิดล กลับเข้ากับพวกทรราช เห็นๆ กันอยู่ ตำราที่ไหนๆ ก็เขียน ใครๆ ก็รู้ ว่าแคดเมียมไม่ปนเปื้อนจากธรรมชาติ หน่วยงานต่างๆ กลับอ้างหน้าตาเฉยว่าผลการวิจัยระบุว่ามาจากธรรมชาติ (ไม่กล้าเขียนเอกสารอ้างอิงล่ะสิ) หน่วยงานเพื่อชุมชนแห่งหนึ่งเอารูปมาชี้ ว่าแคดเมียมมาจากภูเขาสองลูกตามธรรมชาติ  แต่ยังดีที่มีคนเปรียบเทียบให้ดู ว่าปริมาณแคดเมียมเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อน้ำไหลผ่านกิจการของบริษัท  แต่แล้ว ยังมีคนเห็นว่า สารแคดเมียมถูกปล่อยอยู่เช่นเดิม พืชรอบๆ ลำน้ำมีอันเป็นไปให้เห็นชัด

 


 


นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ  แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ



  • วิทยาศาสตร์เป็นเพียงวิชาที่ให้ท่องๆ ไปสอบ จำไปทั้งย่อหน้ายิ่งได้คะแนนมาก (ใครทำความเข้าใจจะตกต่ำ) ที่สุดก็เพื่อแย่งชิงเกียรติยศ ฐานะทางสังคมและโอกาสในการหาเงิน

  • งานวิจัยจะน่าทำ จะได้รับการสนับสนุน ต้องมุ่งหาค่า impact factor ทำอะไรๆ ตามต่างประเทศ ไม่มองที่จุดมุ่งหมายของงานจริงๆ  ใครไม่ทำตามนั้นก็โดนไม่ใช่น้อย

  • คณะวิทยาศาสตร์ รากฐานกำเนิดคณะอื่น ถูกเหยียบย่ำไม่มีชิ้นดีจากคนส่วนใหญ่

  • คนเรียนคณะวิทย์นี่หารู้ไม่แม้กระทั่งว่า เรียนไปเพื่อการอันใด เรียนจบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง

  • โครงการเพื่อเด็กเก่งวิทย์เกิดขึ้นมากมาย แต่มีซักกี่ที่ที่รู้จักใช้เหตุผลและกระจายโอกาส  ผมอยากถามเค้าว่า คุณเป็นอัจฉริยะนักหรือ ถึงเที่ยวไปตัดสินคนอื่นว่าไม่ใช่อัจฉริยะ

  • โครงการเพื่ออนาคตของชาติด้านวิทย์ บางโครงการคัดเลือกให้ทุนกันโดยคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่นักการเมืองจะเห็น เป็นหลัก - เพื่อนผมเพิ่งจบมัธยม ทุ่มทำโครงงานทั้งปี ทำแล็บฝีมือดีเหนือนิสิตป.โทป.เอก คิดค้นวิธีการใหม่มากมายที่ทำการทดลองเอง และถึงกับจะได้ยาแก้โรคมะเร็งตัวใหม่  กลับไม่ได้รับคัดเลือกเหมือนอีกคนที่ไม่ได้คิดอะไรใหม่ ทำตาม lab direction เหมือนคนอื่นตลอด หัวข้อก็ซ้ำซาก ทำแป๊บเดียวจบง่ายดาย กลับได้รับคัดเลือกทุนอันยิ่งใหญ่ (คนหลังนี้ได้เกรด 4.00) ทั้งที่ได้ทุนโอลิมปิกอยู่แล้ว

  • เพื่อนผมที่ทำแล็บเก่ง กำลังโดนไล่ออกจากห้องแล็บ เพราะทำงานดีเกินอาจารย์คนอื่นๆ ถูกเยาะเย้ยต่างๆ  เด็กเก่งที่สุด ช่วยอาจารย์มากที่สุด กลับโดนผู้มีอิทธิพลมากมายไล่ออกด้วยบอกว่า หมดเวลาของโครงการแล้ว ทั้งที่งานนี้เป็นงานที่ทำให้อาจารย์ กำลังจะได้ตีพิมพ์ผลวิจัยอยู่แล้วแต่ยังทำไม่เสร็จ

  • นักเรียนมัธยมต้น หรือประถมปลายโดยผู้ปกครองบอก เตรียมแห่กันไปสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทย์ฯ  พอผมถามว่า นั่นโรงเรียนสำหรับเด็กที่จะเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือ กลับบอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เรื่องนี้มีมาหลายปีแล้ว

  • เด็กที่เรียนร.ร.วิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลทำซะหรูๆ นั้น มีสักเท่าใดที่จะเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ และมีสักเท่าใดที่จะเรียนสาขาอื่น แพทย์กับวิศวะนี่แหละได้ยินว่ายังคงยอดฮิต  ผมแค่ข้องใจว่า ทำลายชาติกันได้ไม่สะทกสะท้านเลยนะ เคยคิดถึงบรรพชนที่ปกป้องบ้านเมืองเราบ้างไหม

  • ตำราคนไทยเรียนมีน้อย อะไรๆ ก็ต้องพึ่งต่างประเทศ ตามต่างประเทศ สอนตามต่างประเทศ ค้นคว้าเพื่อส่งผลให้ต่างประเทศเท่านั้นถึงจะชื่อว่าเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ด้วยจุดมุ่งหมายของต่างประเทศทั้งหมด ใครกล้าคิดค้นคว้าเองเตรียมโดนไม่ใช่น้อย ต่อให้มีเอกสารอ้างอิงและหลักการสมบูรณ์ก็เถอะ ยังไม่ทันฟังอะไรก็โดนถากถางขัดขวางเยาะเย้ยขับไล่กันมามากมายและหลายครา (เจอมาแล้วในสถาบันหรูหนักเลยครับ)

  • เพื่อนเล่าว่า "เรียนปริญญาโท ก็เสนอหัวข้อที่ค้น paper มาทำตามๆ ปรับปรุงแก้ไขนิดหน่อย ทำเสร็จก็ลง paper ที่ไม่เห็นจะใช้ได้จริง ถึงได้ผลก็ต้องขายงานวิจัยให้บริษัทยาต่างชาติ ไทยไม่มีทางใช้ประโยชน์"  ผมก็ว่ามันไม่ดีเลยที่ใครๆ ก็บังคับให้ทำวิจัยในหัวข้อแบบนั้นเท่านั้น

  • แต่จุดที่มันแย่จริงๆ ผมว่าอยู่ที่ระบบการศึกษาของไทยเกือบทั้งหมดครับ

 


พูดถึงวงการวิจัย  สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย  เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ  ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า


 


จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่  แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง  จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ


 


หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา  ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข


 


ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ


 


ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้  เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม


 


จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด


-------------------------


 


จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง



  • ช่วยผมรวบรวมข้อมูลทำงานเขียน มองคณะวิทย์

  • ใครมีเรื่องราว, คำแนะนำ, ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อ "คนที่จะเรียนคณะวิทย์" หรือ "คนที่เกี่ยวข้องกับคณะวิทย์" หรือต่อประเทศไทย จะมาเป็นนักเขียนใน มองคณะวิทย์ ก็ได้ครับ อีเมลผม peerakitk@hotmail.com

  • ช่วยคุณ Blueocynia ทำ บอร์ดคณะวิทย์ ที่รวมคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

  • ช่วยกันคิด ว่า วงการวิทยาศาสตร์จะอยู่ได้ต้องอาศัยอะไร เช่น ระบบวารสาร, ห้องแล็บ, การให้ทุนวิจัย, ตำรา, สื่อเพื่อประชาชน, กระดานให้ชาวบ้านชาวเมืองสนทนาพาที

  • (ผมนึกถึงว่า ที่ผมออกแบบกระดาน "วิทย์ช่วยไทย" ซึ่งเป็นสภาประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ คือที่ปรึกษากันของประชาชนในนโยบายต่างๆ ให้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือกันเองไม่ต้องง้อนักการเมือง เป็นที่เสนอหัวข้อวิจัย และประมาณว่าเป็นตัวกลางระหว่างนักวิทย์ กับประชาชน กับนักเรียนนักศึกษาและครูอาจารย์ ในหลายแง่มุม รวมถึงการแลกเปลี่ยนหัวข้อโครงงานที่อาจช่วยโลกได้)

  • เวลาจะทำโครงงาน เลือกแบบที่หัวข้อของแต่ละคนจะมาประสานกันได้ แทนที่จะสะเปะสะปะ

  • หาคำตอบเรื่องที่ตัวเองสงสัย เป็นงานค้นคว้าทางวิทย์ (มานำเสนอในบล๊อกก็ได้)  สนุกกับมันไปถึงจุดหนึ่งจะเริ่มก้าวสู่การวิจัยแจ๋วๆ เอง

  • ให้นักวิทย์ และว่าที่นักวิทย์ ทำงานเขียนที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ให้ประชาชนมีความเข้าใจ แบบที่ค่อนข้างมั่นคงยั่งยืน เป็นสื่อที่เรียบง่าย อ่านง่ายสวยงาม ควบคู่ไปกับการศึกษาทฤษฎีลึก เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเรียนได้ง่ายขึ้น

  • ร่วมกันสร้าง ชมรมวิทยาศาสตร์ช่วยโลก http://www.vcharkarn.com/varticle/34070/1

  • ทำให้คนที่ดูหมิ่นคณะวิทย์เห็นว่า ในยามภัยพิบัติ นักวิทย์นี่ละที่ปกป้องชาวโลก

  • ฯลฯ แล้วแต่จะทำ

 


(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)



พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 83 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 9 พ.ค. 2551 (09:52)
91019

ชักร้อนวิชา กับ คันมือ (แต่อาจหมดตัวได้)  อยากทำหนังสือ ที่ว่านี่เสียแล้ว  สงสัยต้องลองหาข้อมูลสักตั้ง   หมายถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำ   ต้นทุน  โรงพิมพ์   เป็นการทำที่มิได้มุ่งค้าหากำไร    


แล้วทำทำไม ?


ทำอะไรสักอย่างให้เป็นรูปธรรม   ว่า เรารู้คุณวิชาที่เรียนมา กับ ทำให้แผ่นดินเกิด  แหมฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่   แต่มันไม่ขนาดนั้น  เพียงแต่ว่า รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ


ความรู้สึกแบบนั้นเกิดเมื่อเรามองเห็น  คนที่อยู่ในฐานะที่เขาควรทำงานสนองคุณแผ่นดิน  แต่เขาก็ยังทำไม่เต็มที่  เขียนแบบดีๆ  ก็  คือ  เขาอาจยังไม่พร้อมที่จะทำเต็มตัว  เพราะปัจจัยการเมือง ไม่เอื้ออำนวย (คนการเมืองมักอ้างเหตุ ประมาณนี้ค่ะ)    ทีนี้ในฐานะ ที่เป็น รากหญ้า ก็เฝ้า บ่นว่า ทำไมเขาจึงไม่ทำ  แล้วเราก็รันทด   ก็เลยคิดว่า  เราควรทำในส่วนที่ทำได้


สมมติ  เหตุการณ์เลวร้ายนะ  ขายไม่ออก   ก็ทำไงดี   เอาเป็นว่า ทำใจไว้เลยว่า อาจต้องเสียเงินไปเปล่าๆ  (ดังนั้นควรตั้งต้นตรงที่ลงทุนน้อยที่สุด เท่าที่จะแบกไหว)    ก็ นำไปแจกจ่าย ตามคณะ  วิทยาศาสตร์  ทุกมหาวิทยาลัย  เลย เป็นไง 


วันนี้วันพืชมงคลค่ะ 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 พ.ค. 2551 (09:55)
91021

รัฐบาลก่อน มีการกำหนดเรื่องยุทธศาสตร์ข้าวไทยค่ะ  แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีการสานต่อหรือไม่   เราปลูกข้าวได้เป็นลำดับหกของโลก แต่ส่งออกลำดับ 1


และปีนี้ ก็ควรเป็นที่หนึ่ง  หากไม่มีเหตุอะไรเสียก่อน  เช่น   ชาวนาเริ่มท้อใจ  จากอุปสรรค ที่คนพยายามเข้ามาขอแบ่งกำไรไปแบบ หน้าตาเฉย


ภาพนี้บอกว่า ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เขาสูงกว่าเขาอื่น  และ ที่เจ็บปวดก็คือ ผลผลิตต่อไร่ก็ยังต่ำกว่าเขาอีก


แบบว่าเจอสองเด้งเลย  แล้วยังมีเด้งสาม  คนจะมาแบ่งกำไรตามที่ว่ามาแล้วเสียอีก


ขออนุญาต ถอนใจ 1 เฮือก


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 10 พ.ค. 2551 (22:47)

ถ้าใครอยากจะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเรื่องนี้ คงมีหลายแบบ แล้วแต่ใครจะริเริ่มครับ


ช่วงนี้ผมรู้สึกค่อนข้างราบรื่นครับ บางทีอาจฟังดูเหมือนท้อใจแต่จริงๆ ไม่ได้ท้อ เพราะว่าผมเป็นคนคิดมาก  แต่เรื่องการเมืองนี่นึกถึงแล้วท้อจริงๆ และผมก็อยากจะออกไปจากการคิดอะไรเกี่ยวกับการเมืองเร็วๆ จะได้ไปศึกษาเคมีคนเดียวให้สบายใจซะที  (คิดอย่างนี้มาห้าปีแล้ว แต่เรื่องแจ๋วๆ ที่อุตส่าห์คิดและทำไว้ยังไม่ได้เรียบเรียงให้จบเสียที เลยออกไม่ได้)


กระผมดีใจที่คุณหน้าใหม่สนใจงานหนังสือและอีกหลายอย่างๆ ผมลองส่งไฟล์ "มองคณะวิทย์ บทที่ ๑ คณะวิทยาศาสตร์" ครับ  เรื่องโรงพิมพ์และต้นทุนเอาไว้ค่อยคิดทีหลังดีกว่า เพราะว่ามันหายากครับ  โครงเรื่องหนังสือผมนี่เป็นการรวมเอาสารพันเรื่องเข้าด้วยกัน


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 พ.ค. 2551 (22:58)

มองคณะวิทย์ บทที่ ๒ คิดให้ดีก่อนเลือก (ข้างบนเป็นบทที่ ๑)


บทความนี้อาจต้องปรับปรุงในตัวแนวคิด เพราะคุณตุเช่เคยชี้ให้เห็นข้อที่แตกต่างจากความคิดของผมที่ว่าให้เลือกอาชีพโดยดูจุดมุ่งหมายชีวิต คือว่า คนเราไม่ได้ "ตั้งจุดมุ่งหมายแล้วทำตามนั้น" เสมอไป แต่ควรจะ "เป็นอะไรก็ได้" คือแม้ไม่มีโอกาสเลือก ก็ให้พยายามเป็นได้ทุกอย่าง อย่ามีข้อแม้กับชีวิตมากนัก ประมาณนี้คือจุดที่ผมยังไม่ได้เอาไปแก้ในบทความเลยครับ


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 11 พ.ค. 2551 (00:37)
91419

คุณพีรกิตต์ คงทราบดีว่า มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคณะวิทยาศาสตร์โดยตรงคือ ที่ประชุมคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ มีมาหลายปีแล้วครับ แต่อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนได้ยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากใช้คำพูดที่รุนแรง พาลจะไม่ได้รับความร่วมมือ เหมือนกับที่ผมเคยประสบมา ผมจะเล่าเรื่องจากประสบการณ์บางเรื่องให้ฟัง ผมเคยทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร ในโครงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาเป็นอาจารย์ หลายปีมาแล้วครับ ขณะนั้นผมเคยจัดประชุมหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ (สมัยนั้นเขาเรียกอย่างนี้ครับ) มีหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์และผู้บริหารโรงเรียนเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน ก่อนสิ้นสุดการประชุม ผมทำแบบประเมิน และได้ผลการประเมินข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ร่วมประชุมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ทราบว่ามีคณะวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งๆที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ผมจะไม่โทษว่าใครหรือฝ่ายไหนนะครับ แต่ผมสรุปได้ว่าการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อ่อนมาก มีรุ่นน้องสมัยเรียนที่จุฬาฯ ไม่ได้พบกันมา 20 กว่าปี เมื่อมาพบกัน ผมบอกว่าตอนนี้ทำงานที่ ม.ศิลปากร น้องกลับถามว่า พี่จบวิทยาศาสตร์ แลวทำไมไปทำงานที่ศิลปากร คนทั่วไปยังเข้าใจว่าศิลปากรคือมหาวิทยาลัยทางศิลปะอยู่ ยังมีเรื่องมหัศจรรย์อีกหลายเรื่องที่ไม่อยากเล่าในที่สาธารณะนี้ อ้อ! มีอยู่เรื่องหนึ่งพอเล่าสู่กันฟังได้ ราว 30 ปีก่อนที่ผมเรื่มทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง การเมืองในมหาวิทยาลัยสูงมาก อาจารย์ในคณะทะเลาะ แตกแยกกัน แบ่งพวก กันผลประโยชน์กันอย่างน่าเกลียด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวคณบดี มีการแข่งขันสูง มีการเล่นไสยศาสตร์ด้วย ผู้สมัครท่านหนึ่งใช้ไสยศาสตร์ มีการอุ้มวัตถุมงคลรอบอาคารคณะวิทยาศาสตร์ตอนเช้ามืด เพื่อเอาเคล็ดข่มคู่ต่อสู้ พวกเรานึกสนุกไปแอบดูเหมือนกัน ถ้าได้คนนี้มาเป็นคณบดี ประเทศไทยคงเจริญอีกมาก โชคดีที่แพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น (แต่โชคร้ายที่ต่อมาได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย)



ผมได้อ่านบทความ fsci01.pdf และ fsci02.pdf แล้ว มีข้อสังเกตุบางประการ หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นความคิดโง่ๆของคนๆหนึ่งก็ได้นะครับ ข้อคิดเห็นมีดังนี้ครับ
1. โดยทั่วไปคนเราเวลาอ่านเรื่องใดๆ มักจะใช้จินตนาการวาดภาพในมโนภาพตามท้องเรื่อง ไม่เชื่อท่านสมาชิกลองนึกถึงตัวเองเวลาอ่านเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายหรือเรื่องใดๆ เรามักจะวาดภาพตัวละครใกล้เคียงหรือตามประสบการณ์ของแต่ละคน เช่นผู้อ่านบางคนไว้หนวด ตัวละครก็อาจมีหนวดตามไปด้วย อันนี้เป็นธรรมชาติของสมองนมุษย์เราครับ แต่ละคนก็จะวาดภาพต่างกันออกไป เพื่อให้บทความอ่านแล้วได้อรรถรสและดื่มด่ำซาบซึ้งในเรื่อง ผมขอเสนอให้มีภาพประกอบด้วยครับ เช่น ในบทแรกที่กล่าวถึง กำเนิดคณะวิทยาศาสตร์แห่งแรก พูดถึง บันทึกความคิดสำหรับการจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรายงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ที่ส่ง ถึงพระตีรนสาร วันที่ 7 มีนาคม 2474 น่าจะมีรูปประกอบของท่านหรืออนุสาวรย์ของท่าน เช่นแสดงดังรูป  หรืออาจมีภาพอาคารคณะวิทยาศาสตร์หลังแรก บัณฑิตวิทยาศาสตร์รุ่นแรก หรือรูปอื่นๆที่จะทำให้บทความดูน่าอ่านยิ่งขึ้น ถ้าเป็นผม ผมจะเขียนแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นบทความเชิงวิชาการก็มีรูปได้ครับ จากการวิจัยทางด้านการสื่อสารการศึกษาของประเทศยุโรป พบว่า ผู้อ่านบทความที่มีแต่ตัวหนังสือ หรือได้ฟังอย่างเดียว จะรับข้อมูลได้เพียง 16 % (เข้าไปอยู่ในหน่วยความจำชั่วคราวในสมอง) แต่ถ้าได้เห็นหรือมีรูปประกอบจะช่วยให้จำได้ 85 % (จะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำถาวรของสมองได้มากกว่า) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นเพียงความคิดโง่ๆของผมเอง ขึ้นอยู่กับบรรณาธิการครับ ผมไม่อยากไปก้าวก่าย
2. ผมมีความเห็นว่าถ้าเป็นบทความทางวิชาการมาก ควรใช้ชื่อเต็ม เช่น "มองคณะวิทยาศาสตร์" หรือในหน้าที่ 4 ย่อหน้า 2 หัวข้อ "คณะวิทย์ดูแลประเทศชาติ" น่าจะใช้คำเต็ม  "คณะวิทยาศาสตร์ดูแลประเทศชาติ" แต่ถ้าเป็นบทความอ่านเล่นๆสนุก ใช้คำว่า "คณะวิทย์" ก็แลดูเป็นกันเองครับ อันที่จริงยังมีเรื่องเกี่ยวกับคณะวิทยาศาสตร์ที่สนุกอีกหลายเรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง คงต้องหาเวลาว่ามาเล่าสู่กันฟัง
3. การใช้บทความหรือเอกสารเพื่อกระตุ้นให้คนอ่านเห็นความสำคัญของคณะวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย คนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือ 7 บรรทัดต่อเดือน อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ไม่ค่อยอ่านหนังสือ ที่ผมกล้าพูดเพราะเรามีกลุ่มเพื่อนอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ที่มีความคิดเห็นเหมือนคุณพีรกิตต์ เราพูดคุยสัมมนาและวิพากย์วิจารณ์กันอยู่เสมอ แต่ทำอะไรไม่ได้ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ไม่ชอบเปิดอีเมล์ ไม่ชอบอ่านเรื่องราวต่างๆในอินเตอร์เน็ต ผมติดต่อกับผู้คนจำนวนมากด้วยอีเมล์ แต่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์หลายท่าน กว่าจะเปิดดูกล่องอีเมล์และตอบจดหมายมาก็เป็นเดือน หรือมากกว่า เพราะไม่ค่อยได้ใช้

ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง แต่เอาไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันครับ

แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 11 พ.ค. 2551 (06:26)
เรื่องพิเศษที่น่าจะมี ในงานเขียน คือ {ภารกิจสำคัญ การให้สังคมเข้าใจ เพื่อเปิดทาง ต้องบอกถึงประโยชน์ ความสุขของครอบครัว เงินรายได้ ความมั่นคง สุขภาพ อาหารใจ กิจกรรมที่ดึงดูด}

ต่อไปนี้เป็นโครงบทคร่าวๆ ของหนังสือมองคณะวิทย์   บางอันอาจจะซ้ำซ้อนกันนะครับ
ท่านผู้สนใจสามารถขออาสาเป็นนักเขียนในบางช่วงที่ท่านถนัดก็ได้ครับ

มุม ทั่วไป
บทที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์
1.1 คณะวิทยาศาสตร์ มีไว้ทำไม?
1.2 คณะวิทย์ดูแลประเทศชาติ
1.3 คณะวิทยาศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับอะไร?
1.4 เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ทำอะไรได้บ้าง?
1.5 เรียนจบไปแล้วได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาหรือไม่?
1.6 ถ้าไม่มีคณะวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไร?
1.7 คนเลือกเรียนในคณะวิทยาศาสตร์เพราะความมุ่งหมายใด?

มุม ก่อนเลือกคณะ
บทที่ 2 คิดให้ดีก่อนเลือก
(ถ้าไม่รัก แล้วมาหลอกกันทำไม)
บทที่ 3 เรียนคณะวิทย์ผิดตรงไหน (+พัวพันปัญหาทำอย่างไร-บางส่วน)
บทที่ 4 สาขาวิชา
บทที่ _ สถานที่เรียน,เรียนที่ไหนดี
บทที่ _ อาชีพ
บทที่ _ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยว (แหล่งความรู้เกี่ยวกับความสนใจทั่วไป ไว้สำรวจตัวเอง และทำกิจกรรมล่วงหน้าเช่น แหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติ ...ที่ๆ จะได้เห็นแร่ในท้องที่ต่างๆ มีที่ไหนบ้าง)
บทที่ _ โครงการพิเศษที่เปิดโอกาส, โครงการพิเศษช่วยสานฝัน
บทที่ _ ทุน
บทที่ _ เตรียมตัวก่อนเข้ามหาวิทยาลัย (มีแหล่งความรู้ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย)

+ประสบการณ์จากผู้ใหญ่ (ถ่ายทอดเรื่องในอาชีพ อาจจะเป็นเรื่องตื่นเต้นแต่ไม่ยาวนัก -ไว้บทอาชีพ)
+คุยกับคนในคณะ (ประมาณว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกว่า ที่สถาบันนี้มีเพื่อนที่คิดแบบนี้นะ  เผื่อเค้าสนใจ จะได้อีเมลไปคุย ทำความรู้จักต่อๆ ไป เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือกัน -ไว้บทที่3)
+อะไรที่จะแนะนำเด็กที่สนใจให้สามารถค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ต้องไปแย่งชิงกันเข้า JSTP

มุม ระหว่างเรียน
บทที่ _ การเรียน
บทที่ _ เครื่องมือประกอบการค้นคว้า
บทที่ _ กิจกรรม (หมายถึงกิจกรรมในฐานะนักศึกษาทั่วไป)
บทที่ _ (เกี่ยวกับสุขภาพ)
บทที่ _ หลังจากนั้น, หมายถึงการเรียนต่อโทเอกและการหางานทำ

มุม ปัญหาในคณะ
(รวมเอาสารพัดเรื่อง มาแสดงว่า เรื่อง... มันไม่ดีตรงไหน, แล้วที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร, ทางแก้ และ แก้แล้วได้อะไร)
(ไม่เฉพาะภารกิจของคณะวิทย์เท่านั้น แต่อาจรวมถึงการส่งเสริมและความเป็นไปด้านวิทย์ของประเทศด้วย)

มุม ปัญหาสังคม
(คือเอาสิ่งที่สังเกตเห็นมาสะท้อนปัญหาในสังคม)
(รวมปัญหาของสังคม, ทางแก้, ช่วยกันคิดแก้)

มุม กิจกรรม
(รวบรวมข้อมูลเบื้องหลังสำหรับกิจกรรม สำหรับนักศึกษาที่อยากจะทำอะไรเพื่อคณะวิทย์หรือเพื่อคนไทย)
(อันนี้เป็นงานสังคมศาสตร์ ไม่ใช่งานวิทยาศาสตร์)
{เช่น ค่ายและโครงการพิเศษต่างๆ, กลุ่มนักศึกษา, การทำแผ่นพับ, การทำหนังสือ, การจัดอะไรต่อมิอะไรแล้วแต่จะคิด การทำเวบไซต์สำหรับคุยเรื่องวิจัยหรือเรียนรู้ร่วมกัน, ชมรมวิทยาศาสตร์ช่วยโลกฯ}


มุม วงสังคมเพื่อการวิจัย
(ดูความเหมาะสมเนื้อหาทีหลังครับ)
{เรื่องวิชาชีพวิชาการ, เคมีกับสังคม, ความต้องการของประเทศ, มนุษยชาติ, ลดรายจ่ายชาติ, การส่งเสริมเด็กเก่ง, มองวงการวิทยาศาสตร์โลก, วิทยาศาสตร์ที่มีศาสนา}

(มุม?) เพื่อถิ่นไทยงาม

มุม ภาคผนวก
-สถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง(แค่ข้อมูลทางกายภาพ)
-รวมเวบไซต์(ที่แนะนำถึงในเรื่อง)
-บทความพิเศษ
-บันทึกผู้เขียน(ความสนใจทางเคมี,จัดแล็บ,สอวน.,โอลิมปิก,JSTP,สอบผ่านข้ามไปเรียนกับรุ่นพี่แล้วข้อสอบหาย,โครงงานทำอะไรผ่านมาประสบความเจ๊งทุกเรื่อง,เรียนแย่มาก,เอาตัวไม่รอดอย่างไรบ้าง)
-คุยกับพีรดนย์(ผู้รอบรู้ด้านเทคโนโลยี)?
-เอกสารอ้างอิง
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 11 พ.ค. 2551 (06:44)

ถึง อ.แขชนะ


ขอบคุณครับสำหรับรูปประกอบ ผมเองก็พยายามหาอยู่ชอบกลัวว่าจะติดลิขสิทธิ์ของที่อื่นครับ  บทแรกนั้นผมไม่อยากให้เป็นวิชาการเลย แต่เขียนออกมาแล้วมันกลายเป็นแนววิชาการมาก จริงๆ ตอนแรกเขียนแบบการเมือง แต่ว่ามีแต่คนตำหนิว่าเด็กไม่อ่านแน่นอน ก็เลยเขียนแบบเป็นกลางสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม  ส่วนบทที่สอง (fsci02.doc) จะเริ่มเป็นส่วนที่ให้เยาวชนอ่านโดยเฉพาะครับ


สำหรับงานเขียน "มองคณะวิทย์" ผมหวังว่า งานเขียนนี้เป็นการรวบรวมข้อมูล ไว้ให้ใครที่อยากจะจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขเรื่องนี้เอาไปใช้ประโยชน์ครับ 


เหตุผลที่ชื่อใช้คำให้สั้นๆ ว่ามองคณะวิทย์ เพราะว่างานเขียนนี้เป็นเรื่องแนวความคิดเห็นส่วนตัวทั้งนั้น ที่จับหลายอย่างมารวมกัน เกรงว่าจะฟังดูเป็นการก้าวก่ายหรือลบหลู่สถาบันมากเกินไปถ้าใช้ชื่อเต็ม และเป็นตัวบอกว่าเป็นเรื่องในสังคมด้วยคำเรียกติดปากสั้นๆ ด้วยครับ


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 11 พ.ค. 2551 (06:51)
91444
ตอนแรกทำปกไว้เล่นๆ (ฉากหลังถ่ายรูปมาตั้งแต่ปี 2547 ที่คณะวิทย์ จุฬาฯ)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 11 พ.ค. 2551 (06:55)
91445
ข้างบนนี่ย่อขนาดรูปทีไรจะไม่ได้อารมณ์เท่ารูปจริง (ทำใน PowerPoint)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 11 พ.ค. 2551 (06:57)
91446
รูปข้างบนเหล่านั้นเป็นของทำเล่นๆ นะครับ เดี๋ยวพอจะทำจริงคงเปลี่ยนครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 11 พ.ค. 2551 (07:47)

ถ้าใครอยากจะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเรื่องนี้ คงมีหลายแบบ แล้วแต่ใครจะริเริ่มครับ


คำถามข้างบนนี่สิคะ สำคัญที่สุด  จะเริ่มตรงไหนดี


อ่านสองบทความ 01,02  แล้ว โดยรวดเร็ว   นึกภาพประกอบที่เป็นรูปการ์ตูน   กับลดตัวหนังสือบางตัวออกไป  แทนด้วยภาพ   ทำให้น่าอ่านขึ้น(มั้ง)    เพราะกลุ่มเป้าหมายของดิฉันที่ฝันถึง   คือ  คนวัยเรียน   ก็เพราะดิฉันยังอยากได้คนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น  อาจไม่ต้องคิดใหม่ก็ได้   คิดเก่าให้เก่ง และ เป็นก่อน ก็ปลื้มแล้วละ


ดูหัวข้อแล้วเนื้อหาเยอะมาก   กำลังนึกว่า จะไม่ทำเล่มเดียวจบ เพราะว่ามันอาจอัดแน่นเกินไป  คิดไปเรื่อยเปื่อย  แต่ก็มาจบตรง   เริมยังไงดี ? 


หมายเหตุ .... ตอนที่เรียน ปีที่ 1 ที่คณะ    จำได้ว่า  ดร.สันต์  ที่ท่านเป็นครูสอนในตอนนั้น  ชม.แรกของการเรียน    อาจารย์หยิบ Conical  Flask แบบหน้าปกนี่แหละค่ะ มาด้วย 1 ขวด  ในนั้นมีสารเคมี  บรรจุอยู่ เป็นสีหนึ่ง   อาจารย์เกริ่นนำ ไป แล้วท่านก็ เขย่าขวด เบา   เจ้าของเหลวในนั้นก็เปลี่ยนสีไปเป็นอีกสีหนึ่ง   พอตั้งไว้มันก็กลับเป็นสีเดิม  .... เป็นการเปิดตัว ชม. แรกได้น่าประทับใจค่ะ     ... เล่าสู่กันฟัง ในเรื่องเก่าๆ   ที่คณะ ฯ 


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 11 พ.ค. 2551 (07:51)

นี่ถ้าดิฉันเขียนศัพท์แสงทางวิชาการผิดไปก็ให้อภัยด้วย   เป็นคนไทยที่แย่ไม่แพ้คนอื่นในเรื่องการเรียนรู้ กับ ความลึกซึ้ง ทางความคิด  เช่นกัน


อีกนิดหนึ่ง  ดิฉันมีความเห็นว่า  ถ้าท่านจัดทำเป็นหนังสือเชิงวิชาการมากไป  มันอาจมีปัญหาเรื่อง ความถูกต้อง กับ การรับรอง ความถูกต้อง  หรือ อะไรต่างๆ ในแง่ กม. ได้   หากจัดทำเป็นแง่ความเห็น  น่าจะปลอดภัยเรื่อง ข้อ กม. มากกว่าละค่ะ  


แค่ความเห็นก็  ต้องกรองหลายชั้นอยู่แล้วในการนำเสนอต่อสาธารณะ 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 11 พ.ค. 2551 (12:16)

จะทำอะไรอย่าไปกลัวมากนักครับ กลัวอย่างนั้น กลัวอย่างนี้ กลัวปัญหาลิขสิทธิ์ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข หากแก้ไม่ได้ทั้งหมด ประนีปนะนอมก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย คนเราถ้าจะทำงานจริงๆ ทุกปัญหามีทางออกครับ แต่คนที่คิดเผ้อฝันอย่างเดียว ทุกทางออกมีแต่ปัญหา


ลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งของอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยก็คือ ไม่ว่าใครจะเสนอความคิดหรือโครงการอะไรใหม่ๆออกมา เขาจะทางหนทางนับร้อยนับพันเหตุผลว่าระวังจะเกิดปัญหาอย่างนั้น อย่างนี้ มีแต่ข้อเสนอปัญหา น้อยคนนักที่จะเสนอว่าจะทำอย่างไร ชี้แนะว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร


ผมเคยได้เงินสนับสนุนจาก IUPAP และ UNESCO จัดการประชุมนานาชาติมาหลายครั้ง แต่พอไปช่วยงานคณะวิทยาศาสตร์บางแห่ง ผมเสนอให้จัดประชุมนานาชาติเพื่อกระตุ้นบรรยากาศทางวิชาการ ผมกลับได้รับข้อเสนอแนะมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการจัดประชุม (ซึ่งผมรู้และเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมไม่ได้คุยว่าเคยจัดมาก่อนหลายครั้ง) และบรรดาพวกที่เสนอความคิดทั้งหลายก็ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดมาก่อน สุดท้ายผมเลยไม่อยากไปยุ่งให้เสียเวลา ผมมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยเป็นคณบดี (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) ท่านเคยสอนผมว่า หากผมเป็นผู้บริหารในอนาคต และต้องการให้โครงการใดล่มแต่ดูเหมือนว่าเราให้การสนับสนุน ให้ตั้งกรรมการเยอะๆและแต่ละคนเป็นพวกพูดมากๆและชอบเสนอความคิดเยอะๆ ในที่สุดโครงการจะล่มไปเองเพราะมีแต่คนชอบเสนอความคิด ชอบพูด แต่ไม่ชอบทำ


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 11 พ.ค. 2551 (12:51)

ก่อนอื่นดิฉันจะต้องไปถามต้นทุนที่โรงพิมพ์ก่อน   เพื่อดูว่า เราต้องมีอะไรบ้าง  จากนั้นก็มาดูสิ่งที่มีในมือ   เช่น เนื้อหาสาระ   ดูความเป็นไปได้ในระดับที่หยาบมากๆ   ต้องใช้กำลังสักเท่าไหร่  (ทุกด้าน  ทุกปัจจัย  ทางเศรษฐกิจ  สติปัญญา  กำลังแรงกาย ฯลฯ)   


ดิฉันคิดผิดเรื่องกลุ่มเป้าหมาย  


เป้าหมายหลัก ๆ เริ่มที่วัยรุ่น  ที่ยังไม่มีกำลังซื้อ แต่ มีอำนาจสั่งซื้อ    จะสร้างนามธรรมก่อน  คือ  ความสนใจในวิทยาศาสตร์   วิทยาการ


รองลงไป วัยผู้ใหญ่ ผู้มีกำลังซื้อ แต่ อยู่ระหว่างตัดสินใจ  กลุ่มนี้เป็นเป้าในการจัดการให้เกิดนามธรรมจาก  เป้าหมายหลัก  เป็น รูปธรรม


ลำดับสาม ส่วนที่เหลือ  เพื่อเป็นแรงสนับสนุนในภายภาคหน้า


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 11 พ.ค. 2551 (13:38)

อยากขอความเห็น  ผู้ที่เข้ามาอ่านหัวข้อนี้เช่นกัน   ว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง  อยากเห็นหนังสือเป็นแบบไหน   อยากพูดอะไรถึงวิทยาศาสตร์ บ้านเรา    ฯลฯ  


ไม่จำกัดคุณสมบัติผู้ให้ความเห็น   


ต้องบอกว่า เรียนเชิญ  ชวนเชิญด้วย  เป็นการร่วมด้วยช่วยกัน ถือว่าคือจุดเริ่มต้นของการช่วยกันสานฝัน จะดีไหม ?


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 11 พ.ค. 2551 (13:52)
91534
30 กว่าปีมาแล้ว พวกที่จบฟิสิกส์จากจุฬาฯ รุ่นพี่รุ่นน้องหลายคนรวมตัวรวมทุนกันทำวารสารฉบับหนึ่งชื่อ "วิทยาศาสตร์ไทย" (ดูรูปหน้าปก) คล้ายๆกับที่คุณพีรกิตต์กำลังจะทำอยู่นี้แหละครับ หุ้นส่วนคนสำคัญหลายคนปัจจุบันนี้ก็ยังทำงานอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ต่างๆ ตำแหน่งในขณะนี้ที่เป็นคณบดีก็หลายคน เป็นรองอธิการบดีก็หลายคน ผมเองก็เป็นนักเขียนประจำ เราทำกันอยู่หลายปี ในที่สุดก็เจ๊ง! คนที่เป็นกำลังสำคัญเป็นบรรณาธิการของวารสารนี้คือ อาจารย์มานิต รุจวโรดม ท่านได้รับรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติด้วย ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์ ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ คุณพีรกิตต์ ว่างๆก็ลองไปคุยกับอาจารย์มานิตดูก็ได้ เผื่อว่าจะได้แนวคิดเกี่ยวกับ การพิมพ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิต หรืออื่นๆที่อาจเป็นประโยชน์ครับ

นอกจากวารสารแล้ว พวกเรายังทำ Pocket book วิทยาศาสตร์อีกหลายเล่ม หลังจากวารสารวิทยาศาสตร์ไทยเจ๊ง แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานหลักของตัวเอง นิสิตฟิสิกส์รุ่นหลังๆก็ไม่ได้สานต่อความตั้งใจเดิมที่รุ่นพี่ได้ทำกันไว้ น่าเสียดาย
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 12 พ.ค. 2551 (09:49)
สวัสดีรุ่นพี่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ ครับ
หนังสือด้านบนดูจากปี พ.ศ. แล้วผมยังไม่เกิดเลยนะครับ
ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสือชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์มากๆ
ปัจจุบันก็ได้หายไปจากท้องตลาดแล้ว ส่วนเล่มด้านบนไม่เคยเห็นเลยครับ
เกิดไม่ทัน ยุคต่อไปคงจะเป็นหนังสือที่กำลังจะเกิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่มีวิศัยทัศน์เยี่ยม
ที่อยู่ในเวปวิชาการดอทคอมแห่งนี้
เอาใจช่วยครับ
Tanmodify เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 552 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 243 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 12 พ.ค. 2551 (19:31)
คือเคยได้ยินมาว่า พวกที่ได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วเวลาทำวิจัยจนได้ผลงานออกมาแล้ว ลิขสิทธิ์ของผลงานนั้นจะเป็นของมหาลัยที่เราไปเรียน ส่วนตัวเราก็จะได้การรับรองว่าจบการศึกษาจากที่นั้น ไม่ทราบว่าเป็นความจริงรึป่าวคะ (ถ้าเป็นอย่างงั้นประเทศไทยคงเสียเปรียบแย่เลย)
... (IP:125.25.10.52)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 12 พ.ค. 2551 (19:47)

เราเสียเปรียบมานานแล้วครับ มีงานวิจัยมากมายทางการเกษตรที่ทำที่เมืองไทย ข้อมูลต่างๆของประเทศไทยก็เป็นของมหาวิทยาลัยต่างชาติหมด นักเรียนทุนบางคนแทบจะไม่ได้อยู่ในต่างประเทศ เก็บข้อมูลจากประเทศไทย แล้วบินไปอยู่ต่างประเทศ 1 หรือ 2 ภาคการศึกษาก็ได้รับปริญญาของเขาแล้ว โก้มากเลยได้ปริญญาของนอก ข้อมูลทางการเกษตรของไทยจำนวนมากก็ไปนอกด้วยครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายไปหมดนะครับ มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ดีๆก็มี เราก็เอาของเขามาเหมือนกัน เรียกว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยเพราะเป็นโครงการความร่วมมือกัน


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 13 พ.ค. 2551 (23:52)

การสู่จุดหมาย ก็ด้วยก้าวเล็กๆ...


ซึ่งเรื่องที่คุณพีรกิตติ์ อยากจะทำมีมากมาย ถ้ามองภาพรวมแล้วอาจจะทำให้ท้อ


แต่ถ้าเริ่มจากก้าวเล็กๆ เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว คุณพีรกิตติ์ เองน่าจะดี


สำหรับเรื่องนี้ ผมเห็นว่า ก้าวนึง ที่น่าจะมีประโยชน์ สำหรับผู้ที่จะเรียนวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่บัณฑิตย์จบใหม่ คือ ความกระจ่าง ต่อคำถามทีว่า เรียนวิทย์ฯ จบแล้วไปทำอะไรได้บ้าง นอกจาก ครู อาจารย์ ไปทำงานที่หน่วยงานไหน มีผลงาน(ของจริง)อะไรบ้าง รับใช้สังคมได้อย่างบ้าง... ทุกๆเรื่องที่ผู้จบ ควรจะรู้เกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น


หรือนำหัวข้อใน คห.29 มาแยกหาข้อมูล ทีละหัวข้อ แล้วนำมาเผยแพร่ ในวิชาการคอทคอมก่อน


เป็นความเห็นจากผู้รู้น้อย ด้วยความปราถนาดี และขอเป็นกำลังใจให้ครับ...


สิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 256 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 65 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.