|
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ:
23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
29,195
ตอบแล้ว:
90
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > เคมี วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ชีววิทยา ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า
เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก
แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ
นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ
พูดถึงวงการวิจัย สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า
จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ
หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข
ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม
จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด -------------------------
จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง
(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 16 พ.ค. 2551 (21:18) เรื่องเมื่อกี้ผมต้องขอโทษสำหรับข้อความนะครับ บางทีผมก็อยากจะแสดงตัวว่าผมก็เป็นโรคจิต เพราะอยากจะเรียกร้องให้สังคมเข้าใจคนโรคจิตบ้าง ไม่ใช่เอาแต่รังเกียจ (แต่เรื่องที่ผมว่าเกิดขึ้นกับผมนั้นไม่ใช่เพราะความโรคจิต แต่เป็นความไร้เหตุผลขณะที่ผมยึดมั่นในความถูกต้องจริงๆ จนบางทีอยากจะไล่คนรุ่นหลังว่า อย่าเข้ามาในวงการวิทยาศาสตร์เลย มันมีแต่ความแย่) ผมเคยรู้จักเด็กหลายคนที่มีศักยภาพสูง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ความสามารถให้เกิดประโยชน์ เพราะต้องแปลกแยกจากสังคม เด็กเหล่านี้อาจจะมีพฤติกรรมต่อต้านอะไรๆ ที่คนในสังคมยึดถือกัน จนเกิดโทษได้ ถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้นก็น่าจะดี คนบางคนไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมาเลว อีกอย่างคนโรคจิตเขาก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน (หรือเปล่า?) บางทีผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องประนามกันขนาดนั้น เพียงแค่โครงสร้างทางความคิดหรือสมองไม่เหมือนกัน
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 17 พ.ค. 2551 (13:20) ดิฉันไปจำมาจากไหนก็ไม่ทราบว่า คนเป็นโรคจิต น่ากลัว กว่าเป็นบ้าเสียอีก คิดแล้วมันก็ใช่นะ เพราะว่าถ้าบ้าไปแล้วจะมีอาการให้เราเห็น แต่โรคจิตนี่ บางทีแฝงอยู่....อ้าว นี่เผลอคิดดังไปไหมเนี่ย นั่งคิดเรื่องหนังสือแล้วก็ฟุ้งซ่าน เพราะว่า ช่วงนี้มีข่าวการเมือง เยอะมาก แล้วก็ เป็นเรื่องที่ไม่ชอบใจนัก ดิฉันต้องขออภัย ท่านผู้ที่มาอ่านด้วยค่ะ เพราะมักจะนำเรื่องการเมืองมาปะปนอยู่ร่ำไป แต่จะเรียนว่า มันเกี่ยวข้องกัน ทุกเรื่องแหละ ไม่ว่าจะเป็นการคิดแบบคนรุ่นใหม่ ความพยายามในการเลียนแบบวัฒนธรรมที่มิใช่ของดั้งเดิมของประเทศเรา กับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น เป็นสิ่งทีเหมือนกับอยู่ในวงกลมเดียวกัน หาจุดเริ่มต้นไม่พบว่ามันเริ่มเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องหนังสือ คิดแบบแผลงๆ ว่า ถ้าทำเล่มแรก ควรเขียนชื่อปกให้มันเปรี้ยงปร้างไปเลย ชนิดที่คนเห็น ไม่หยิบไม่ได้ ส่วนจะซื้อหรือไม่ต้องมีปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ราคา การจัดทำรูปเล่ม เนื้อหาข้างใน แนวทางการนำเสนอ ให้น่าอ่าน ที่คิดแบบนี้ไม่ได้ต้องการความดัง แต่ต้องการบอกให้สังคมรับรู้สิ่งที่มันเกิดอยู่ในประเทศนี้ต่างหาก ทำไมต้องประกาศให้สังคมรู้ว่ามีคนสงสัย (ก็ที่ถามว่า คุณรู้กันไหมว่า วิทยาศาสตร์ไทยมีอยู่จริงหรือเปล่า ? ) แล้วก็อยากถามใจ คนไทยว่า คุณรู้อะไรในประเทศคุณเองบ้าง ว่าอะไรมันไปถึงไหนแล้ว ที่อยากถามก็เพราะว่า ฉุกใจคิด และ ละอายกับคำถามของคนไทยในต่างประเทศ ที่เขาเคยถามคนไทยในเมืองไทยว่า " พวกคุณปล่อยให้นักการเมืองเขาทำอย่างนี้กับประเทศ ได้อย่างไร ? " เขาถาม แล้วดิฉันก็ตอบในใจว่า จริงสินะ เราทำอะไรบ้าง ไม่เฉพาะที่เขาทำกับการเมืองไทยเท่านั้น แต่หลากหลายเรื่องในบ้านเรา เป็นแบบนี้กันมาเรื่อยๆ แล้วคนทั่วไปก็เฉย มีนักวิชาการบางคนออกมาพูด โดนค่อนขอด จนเริ่มชินชา .... แต่บางคนซ้ำร้ายกว่านั้นคือ กลับขั้วไปเข้าข้างนั้นเฉยเลยก็มี .... ภาคประชาชนไม่มีบทบาทอะไรที่ทำได้ สมมติเกิดมีคนบ้าๆ ขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง มันก็อาจเป็น แค่เศษเสี้ยว ที่หายไปในไม่เวลาแป๊บเดียว แต่ก็ยังดีที่ได้ทำแล้ว ดิฉันไม่อยากสั่นหน้าให้กับคำถามนั้น แต่อยากตอบดังๆ ชัดๆ ว่า ทำแล้วเท่าที่จะทำได้ แต่บังเอิญ แรงไม่พอ ก็เลยคงแค่ทำเท่านั้น ซึ่งยังดีกว่า อยู่เฉยๆ ....ไปๆ มา ๆ คุณพีรกิตติ์ ...ประทานโทษที่เอ่ยนาม (แบบ สส เปี๊ยบเลย) ....อาจดีใจที่ได้เพื่อน ซึ่งอาจอาการหนักกว่าก็เป็นได้...
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 18 พ.ค. 2551 (13:19) ชักจะเริ่มมีแบบนี้หลายคนแล้ว ผมเผ่นดีกว่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 18 พ.ค. 2551 (19:12) ประชาสัมพันธ์หน่อยค่ะ... ตอนนี้ ตรงด่านเก็บเงิน เดาว่า เป็นหน่วยงานการทางพิเศษ กำลังรับหนังสือ เพื่อส่งไป ให้เด็กๆ ที่ภาคใต้ เขาใช้คำ ปชส ว่า ส่งหนังสือดับไฟใต้ ...ใจความทำนองนี้ วันนี้ก็เลยส่งไป แต่ไปซื้อจากร้านที่เป็นลูกค้าประจำ ซึ่งก็มีส่วนลด นิดหน่อย ประมาณ 5 % เหตุที่ต้องจัดใหม่ เพราะ หนังสือเก่า มันเหม็น ตัวเองก็ไม่ชอบอ่านเลย คนอื่นก็คงเหมือนกัน ถ้าเก่ามากๆ อ่านไป จามไป ไม่ดีแน่ อีกอย่างหนึ่งหนังสือใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ทำได้น่าอ่าน และ ต้องหาที่เหมาะกับเด็กๆ ด้วย ตัวอย่างที่ส่งไป เน้นการ์ตูนวิทยาศาสตร์ ซึ่งหน้าปก มีคำรับประกันว่า ตรวจทานข้อมูลโดย... ชื่อ นักวิชาการ ในสาขานั้นๆ อาทิ โลกร้อน 1 และ 2 ธรณีภิบัติภัย หนังสือชุดวิทยาศาสตร์ กบนอกกะลา ร่างกายมนุษย์ อวกาศ ฯลฯ หนังสือ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายเล่ม ที่เป็นเกร็ด เล่า จาก ผู้ที่เป็น ข้าราชบริพาร เป็นแนวที่น่าอ่าน มีสาระที่เราอาจไม่ค่อยทราบกันมาก่อน แนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และ ปรัชญา ของพระองค์ฯ เล่าสู่กันฟัง เพื่อร่วมด้วยช่วยกัน ตามความสะดวกของแต่ละท่าน .... ปรัชญา ของ บู๊ลิ้ม บอกว่า ยอดฝีมือที่คิดเร้นกาย เพื่อหลบหลีกผู้ท้าประลองยุทธ ไปกายสุดขอบฟ้า ก็ทะยานไปได้ แต่ที่มิอาจหลีกพ้น คือ ใจตนเอง .... พรุ่งนี้วันวิสาขบูชา แล้ว ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือน หก เป็นวันสำคัญ ทางพุทธศาสนา ที่จำได้โดยสรุปคือ เป็นวันที่พระพุทธองค์ ทรง ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน แล้วคำสอนในหลักพุทธศาสนาที่ยึดถือคือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส เมื่อตีความก็เลยมักจะไปลงตรงที่ว่า ศาสนาของเรานี่ท่านสอนให้เราเป็นคนดี ที่ไม่โง่ด้วยค่ะ เพราะเมื่อจิตใจผ่องใส มีสติ ก่อสมาธิ และ มีปัญญาตามมา มองทุกอย่างด้วยใจ และยังไม่ประมาทอีก .... ดีได้ โดยไม่โง่ นั่นเอง ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 18 พ.ค. 2551 (19:41) วันนี้ เห็นข้อความหนึ่ง เขาบอกว่า The world will be a better place if people believe in ... heaven & hell ! ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ไหม บอกว่าไม่ขัด เพราะ heaven คือ สวรรค์ในอก และ hell คือนรกในใจ เชื่อหลักการว่า หากทำดีมีใจดี ก็มีสุข กว่าลุกนั่งยังสวรรค์ชั้นดุสิต หากคิดชั่วมั่วอบาย มาใกล้ชิด ฉุดให้จิต ราวติดบ่วง ห้วงโลกันต์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 19 พ.ค. 2551 (22:44) สวัสดีวันวิสาขบูชาครับ ช่วงสามวันที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมสำรวจและเก็บตัวอย่าง ไปบุกป่าฝ่าดงกับเพื่อน รวมเป็น ๔-๕ คน ที่มุ่งจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ได้ไปเจอและผจญภัยด้วยกัน (ใช้คำว่าผจญภัย เพราะมีช่วงหนึ่ง ถ้าพลาดก็คงได้ตายอยู่บนยอดดอยที่ต้นสลัดได รายรอบ(ต้นสลัดไดมีหนามแบบกระบองเพชรและยางที่กัดแบบอันตรายมาก) และมีแต่หินแหลมๆ แบบ "คุนหมิงแพทเทอร์น") ยังไม่ทันไร ผมก็เจอเรื่องของคนโรคจิตอีกคน ที่ทำผมอกสั่นขวัญหายกลางดึก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกลัวผีมากขนาดนี้เลย ผมนึกถึงทีไรยังสยองกลัวไม่หายเลยครับ ไม่ใช่ผีที่ไหน แต่เป็นเพื่อนผมเอง เขามีงานวิจัยทางวิทย์มากมายและความสามารถไม่ใช่น้อย แต่ความเป็นไปหลายอย่างล้วนประหลาดลึกล้ำ น่าเสียดายที่โครงการที่ควรจะดูแลเขากลับทอดทิ้งและมองว่าเขาเป็นแค่เด็กมีปัญหา ขอเอาเรื่องของเขามาเล่านะครับ คืนวันก่อน เขานอนอยู่ๆก็ส่งเสียงกรี๊ดกลางดึก (คนที่อยู่อีกห้องบอกว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงใครกรี๊ดดังมากแต่เหมือนมาจากบนภูเขานอกบ้าน) เสียงนี่สยองขวัญมากๆ พอผมจับมือและเรียกชื่อ เขาก็ยิ่งดิ้นและตวาดแบบน่ากลัว แล้วก็หลับต่อเฉยๆ ซะอย่างนั้น เป็นอยู่สามครั้งตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสี่กว่าๆ ผมก็เพลียและไม่ค่อยสบายอยู่เลยใจสั่นพั่บๆ ทั้งคืน กลัวผีเอามากๆ พอครั้งที่สามนี่ผมปลุกให้เขาตื่น เขาก็งงว่าผมเป็นใคร บอก พี่อาม พีรกิตติ์ไง เขาก็ไม่รู้จัก (เขาเล่าว่าเขาต้องการให้ผมดึงกลับไปสู่โลกความเป็นจริง แต่พอผมเข้ามาเขาก็ถูกดึงสลับกลับไปหาโลกความฝันที่เขาจำไม่ได้เลยว่าเขาเป็นใครอายุเท่าไร รู้แต่ว่ากำลังเล่นกับเพื่อนในวัยเด็กที่ตายไปแล้ว ซึ่ง "เขาในความฝัน" ไม่รู้จักผม จึงตกใจเตรียมจะต่อสู้) ต่อมาพอได้คุยกันเขาก็เล่าว่าเขาเป็นแบบนี้ทุกคืนถ้านอนก่อนเที่ยงคืน บางทีก็ฝันว่ามีคนจะมาทำร้ายก็เลยละเมอบีบคอเพื่อน หรือบางครั้ง ก็มีเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนที่สนิทกับเขาสมัยเด็กแต่ตายไปแล้ว (ไม่ใช่คนเดียวเสียด้วย) เขาบ่นอยู่มากมายว่าการหลับอย่างปกติสุขเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาก แต่เขาก็ไม่รู้สึกตัวเลยว่าละเมออะไรไปบ้างในทุกคืนที่ละเมอ ที่ผมกลัวก็เพราะตอนกลางวัน ทั้งเขาและผมได้ไปจับทั้งกระดูกคนตายที่ขุดพบบริเวณนั้น และก็ไปเก็บก้อนหิน (ที่เต็มไปด้วยฟอสซิล) กลับเข้ามา พวกเรามุดถ้ำลอดถ้ำกันสนุก พื้นที่นี้เป็นภูเขาหินปูน เวลาเข้าถ้ำต้องมีไฟฉายกันเกือบทุกคนไม่งั้นไม่ต้องไปไหนกันเลย วันต่อมาก็เดินหลงป่ากันอีกรอบ แทนที่จะเจอทางออก ต้องฝ่าดงหนามไปออกไร่ข้าวโพดข้างเขตวนอุทยาน พอใกล้ค่ำพวกเราลงไปในถ้ำลึก ที่เคยมีการประกอบพิธีกรรมที่น่ากลัว เขาก็ยังมุดเข้าไปดูในซอกใต้ดินเล็กๆ เกือบจะขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว ไปเจอกระดูก ก็ยังเก็บขึ้นมาจะเอาไปวิเคราะห์ แล้วตอนกลางคืนก็เขาเล่าเรื่องอารยธรรมมนุษย์ต่างดาว ผมรู้สึกยินดีด้วยกับเรื่องที่คุณหน้าใหม่เล่ามาครับ (เรื่องข้อความหน้าปกหนังสือ ผมก็พอจะมองออก แต่ยังคิดไม่ออก ส่วนที่คิดไว้บ้างแล้วก็มี แต่มันมีหลายเรื่อง จนอาจจะต้องทำเป็นหลายบรรทัดครับ)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 20 พ.ค. 2551 (17:58) สงสัยว่า ตอนไปจับ และสำรวจ สิ่งที่ท่านเล่ามานั้น มีอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคหรือเปล่า ....อาจเป็นไปได้ว่า เป็นไข้ หรือ ติดเชื้ออะไรสักอย่าง ระหว่างวันอาจเหนื่อยเกินไป แล้วนำสิ่งที่จดจ่อในช่วงที่สำรวจ มาฝันเป็นเรื่องเป็นราว ...กรณี นอนไม่หลับ จะด้วยจิตฟุ้ง หรือ อะไรก็ตาม น่าจะลองสวดมนต์ดูค่ะ การสวดมนต์มีข้อดีหลายอย่าง เพราะทำให้สงบ ที่สำคัญคือมีสมาธิ จากนั้น ก็จะมีปัญญาตามมาด้วย แต่ก็ต้องเริ่มที่มีศีลเสียก่อน ดิฉันแนะนำได้ แต่ตัวเองก็ไม่ถนัดการสวดมนต์ค่ะ ที่ยังไม่ต้องใช้ในเวลานี้เพราะว่า งานหนักมาก และสังขารเริ่มร่วงโรยค่ะ แค่นั่งก็ยังฟุบหลับได้เลย ...กรณีกลัวผี หรือ สิ่งที่มองไม่เห็น ให้พยายามทำจิตให้ว่างแบบที่ท่านพุทธทาสสอนเวลาทำงานด้วยจิตว่าง แต่นำมาประยุกต์ ได้เหมือนกันนะ (ดิฉันคิดเอง) คือ เมื่อเราจะทำอะไรก็คิดว่าเราทำด้วยใจบริสุทธิ์ ในเรื่องนั้นๆ และเมื่อจะเผชิญอะไรเข้า ก็ตั้งสติให้ดี จะพบทางออกเอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 20 พ.ค. 2551 (18:13) เมื่อวานนี้ดิฉันส่งหนังสือไปอีก แบบว่ามันยังไม่สะใจเลย เพราะเขาไม่ค่อยจะรณรงค์ให้ ปชช ในเขตอื่นมีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ เล่มหนึ่ง เป็นการ์ตูน ทฤษฎี ควอนตัม...หน้าปก เขาบอก คุยกับลุงไอน์สไตน์เรื่องควอนตัม อะไรแบบนี้แหละ มีนักวิชาการลงนามรับรองข้อมูล ก็เลยมั่นใจว่าในนั้นไม่มั่ว ใครจะรู้ว่าหนังสือพวกนี้ อาจไปจุดประกายให้มีไอน์สไตน์ ในบ้านเราก็ได้ ไม่ทราบใครฟังข่าวที่น่าเศร้าใจมาก ๆ เกี่ยวกับ นักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ทางบ้านขาดทุนทรัพย์ ไม่มีเงินส่งให้เรียน เลยไปมอบตัวไม่ได้ แล้ว นักเรียนก็คิดสั้น บางทีก็มีคำถามที่หาคำตอบยากมาก ว่า 1. เรื่องนี้จะแก้ไขอย่างไร ....... 2. ถูกต้องหรือเปล่า ที่เราคิดว่า เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้น จึงถือว่าประสพความสำเร็จในการเรียน ระดับมัธยม หากเด็กเข้าไม่ได้ แปลว่าล้มเหลว ..... 3. อาจมีคำตอบว่า ก็รู้อยู่ ในเรื่องค่านิยมผิด ๆ แต่ที่ ผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลานเข้าเรียน ในมหาวิทยาลัยของรัฐ( รัฐ ที่ว่านี้ดิฉันหมายถึงรัฐ ที่แปลว่าประเทศ ไม่ได้ไปนึกถึง รัฐบาลนะ) ได้เพราะว่า ค่าใช้จ่ายถูก แต่ก็อย่าลืมว่า มหาวิทยาลัยเปิด ที่ค่าหน่วยกิตไม่แพงมาก ก็มีให้เลือก ดิฉันไม่ทราบว่า เดี๋ยวนี้ค่าหน่วยกิตของ ม.รามคำแหง แพงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากหรือเปล่า ...... หากเป็นแบบนั้น รัฐบาลก็ควรส่งเสริมให้มีมหาวิทยาลัยเปิด ขึ้นมาหลายๆ ที่ เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีมาช่วยให้การเรียนการสอนทำได้ง่ายขึ้น และประหยัดต้นทุน ตั้งหลายช่องทาง เพียงแต่ว่า ผู้เรียนต้องใฝ่ใจในการเรียนมากกว่าการไปเข้าชั้นเรียนเท่านัน ......4. หากทุกคนรู้ว่า ไม่ควรทำร้ายเด็กๆ แบบนั้น ทั้งครู พ่อแม่ คนที่บ้าน เลิกเน้นกันเสียทีไห้ไหมว่า ต้องเอ็นให้ได้นะ (เดี๋ยวนี้เขาเรียกอะไรไม่รู้) มันเป็นการกดดันเด็กๆ มากไปหรือเปล่า หากคิดได้ ก็ต้องถามว่า ถึงเวลาเริ่มเปลี่ยนความคิดกันได้หรือยัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 20 พ.ค. 2551 (18:27) พอดีอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ จิตพิกล คนพิลึก ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ มีเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับความฝัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทุกชนิดจะมีการฝันกันทั้งนั้น วัว สามารถยืนหลับได้ แต่ถ้าจะให้ฝัน ต้องนอน จึงสานฝันต่อได้ (โรแมนติกเสียอีก) นก อาจฝันได้นิดหน่อย แต่สัตว์เลื้อยคลานฝันไม่เป็น การฝันเรื่องซ้ำๆ ที่ฝังใจ อาจเป็นเพราะสมองส่วนหนึ่งเก็บมันไว้ก็ได้ค่ะ ทางที่ดีให้พยายามลืมเรื่องพวกนั้นไป หรือหากใครที่ฝันร้ายในเรื่องซ้ำๆ เช่น มีการต่อสู้แล้วในฝันเราต้องเป็นฝ่ายกลัวอยู่ทุกครั้ง ต้องทำใจให้เข้มแข็ง แล้วตั้งใจไว้ลึกๆ เลยว่า คราวหน้าชั้นจะไม่แพ้แล้ว ฯลฯ ในหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการฝัน แล้วเกิดการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกัน เป็นวงการเคมี เลยแหละ ปี 1825 ไมเคิล ฟาราเดย์ พิสูจน์ได้ว่า benzene ประกอบด้วยอะตอมของ ธาตุ คาร์บอน (C) และ ไฮโดรเจน (H) เท่านั้น ในจำนวนเท่าๆ กัน เพียงแต่ว่า มันมีโครงสร้างอย่างไร ยังคิดไม่ออก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 20 พ.ค. 2551 (18:38) ![]() สามปีต่อมา ค.ศ. 1865 ฟรีดริช เอากุสท์ เคคูเล ฟอน ชตราโดนิทซ์ ชื่ออ่านยาก สะกด..Friedrich August Kikule von Stradonitz นักเคมีชาวเยอรมัน ก็อาจเหมือนเพื่อนท่านก็ได้ คือ เขาครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง คิดจนหลับไปข้างเตาผิง แล้วความฝันอันบรรเจิดก็เกิดขึ้น .... กำลังมึน งัวเงีย ครึ่งหลับตื่น...ก็ฝันเห็นงูหลายตัวเลื้อยตามพื้น.... แล้วตัวหนึ่งก็ยื่นหน้า จากนั้นขดตัวเป็นวงกลม แล้วก็งับหางตัวเอง ...บางตำราบอกว่า งูมีหกตัว แล้วก็งับหางกันเป็นทอดๆ เป็นวงกลม จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา รีบร่างโครงสร้าง benzene ring แบบที่เราเรียนกันมานี่แหละค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 20 พ.ค. 2551 (18:59) ![]() Friedrich August Kekule von Stradonitz (Kekule อ่านว่า เคคูเลอ) - ดูรูปในแสตมป์เยอรมันตะวันออก http://en.wikipedia.org/wiki/Friedrich_August_Kekul%C3%A9_von_Stradonitz#Benzene ก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอีกหลายคนที่ได้รับแนวคิดจากความฝัน เช่น Niels Bohr ฝันเห็นโครงสร้างของอะตอมขณะนั่งหลับบนรถเมล์ในกรุงลอนดอน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 20 พ.ค. 2551 (22:37) ผมเคยฝันว่า ตัวเองเปิดตำราเคมีอินทรีย์ มีตัว h กับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า "รู้ไหม คาร์บอนไดออกไซด์ก็เกิดพอลิเมอร์ได้" แล้วก็ตื่นครับ หลังจากนั้น ก็ยังไม่พบคำตอบว่า CO2 จะเกิดพอลิเมอร์ได้อย่างไร เพิ่งจะลองสืบค้นดูเมื่อกี้นี้จึงเพิ่งรู้ว่ามีคนเคยคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ในนี้ครับ http://www.halfbakery.com/idea/Poly-CO2 เรื่องปัญหาที่เยาวชนต้องสอบชิงเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็คิดว่าหนังสือ มองคณะวิทย์ เป็นอะไรที่น่าจะช่วยได้ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะวิทย์ครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 24 พ.ค. 2551 (16:52) ![]() หนังสือเรื่อง ควอนตัม ...ควันตัม ... ที่ส่งไป ให้นักเรียนในภาคใต้ หน้าปกเป็นแบบนี้ ในเล่มเป็น เรื่องเล่า ของลุง กับ หลาน ในเรื่อง วิทยาศาสตร์ (บางส่วน) ดิฉันยังไม่ได้อ่านให้จบ เลยยังให้ข้อมูลมากกว่านี้ไม่ได้ อ่านไปไม่กี่หน้า ก็คิดว่า น่าอ่านดีไม่น้อย (สำหรับเด็กๆ มันคงน่าสนุก)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 24 พ.ค. 2551 (16:57) ![]() ส่วนเล่มโลกร้อน 1,2 เป็นการ์ตูน ที่ ได้นำเรื่องราวในชีวิตประจำวัน แล้วเชื่อมโยงไปถึงปัญหาโลกร้อน ว่าการใช้ชีวิต ทั่วไป ของแต่ละคน มีส่วนร่วมในการสร้าง CO2, CO ...etc ...อย่างไรบ้าง ข้อความหนึ่งในบทสรุปของเล่มหนึ่ง ก็คือ โลกจะร้อนหรือเย็น....เกิดทุกข์เข็ญ จนข้นแค้น....สุขเฉกเช่นเมืองแมน... อยู่ที่ all mankind...อันสุดท้ายขออนุญาตใช้ทับศัพท์ เพราะคำสัมผัสพอดี และ คำก็เพราะด้วย ** ข้อสังเกต ** หนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ที่ให้ความรู้เด็กๆ ในรูปแบบ กึ่งบันเทิง (การ์ตูน) ก็มีผลิตออกมาไม่น้อย อยากรู้จริงๆ ว่าเด็กๆ อ่านกันบ้างไหม และ หลังจากที่เขาอ่านจบแล้ว มีความคิดที่จะสนใจ การเป็นนักวิทยาศาสตร์ สักเพียงไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 24 พ.ค. 2551 (17:23) ,, ผมว่านะ แรงจุงใจ สำหรับเด็กไทย ที่จะให้เป็นนักวิทยาศาสตร์อาจจะยังน้อยไป
มีไม่กี่คนที่จะมีความคิดคล้ายๆ จขกท. นะครับ แต่อย่างไรก็ ช่วยๆกันนะครับ โลกเราจะได้พัฒนา หรืออาจจะมาช่วยกันยับยั้งภาวะโลกร้อนันด้วยนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 26 พ.ค. 2551 (18:10) <P>เป็นความคิดเห็นที่ ดีมากเลยคะ ตัวของดิฉันเองก็เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา ตอนเรียนก็เรียนทุนทางวิทยาศาสตร์ จบมาด้วยการทำโครงงานที่ทำแทบเป็นแทบตายแต่ความหมายของมันไม่เข้าใจ คณะวิทยาศาสตร์เมื่อเรียนจบมาแล้วทำไม่เราจะทำงานมันหางานยากมาก ตอนเเรกอยากเป็นนักวิจัยแต่ทำไม่ต้องเก่งแต่ภาษาอังกฤษหรอถึงจะเจริญก้าวหน้าทางวิทย์ อยากมีสถาบันที่นำเอาภมูิปัญญาท้องถิ่นของชาติเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเรียนวิทยาศาสตร์มากเท่าใดเรายิ่งตกเป็นทาสของต่างชาติ มากขึ้นเท่านั้น เพราะตำราของเขาครอบงำความคิดของเราจนชาติเราไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง เราไม่ค่อยจะรักชาติเรา เพราะเราว่าชาติเราล้าหลังแต่ความจริงเเล้วชาติไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกร เงินถือว่าเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ความคิดอยากทำงานวิทย์แต่ชาติไทยมี่เรื่องทำงานด้านนี้น้อยทำไงดี อาจารย์สอนวิทย์มีเงินใช้แต่คนเรียนวิทย์กลับตกงาน การตกงานมันทรมานนะ คนไม่เคยเจอคงไม่รู้หลอก สงสารเด็กเรียนวิทย์ เพราะตัวเองก็ประสบเหมือนกัน ตอนนี้มาเป็นคุณครูอัตราจ้าง ไม่รู้เมื่ิอไรนักวิทยาศาสตร์ไทยจะมีงานหนอสวรรค์</P> wwwww@hotmail.com (IP:58.147.85.3) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 27 พ.ค. 2551 (22:34) การจูงใจให้เด็กอยากเป็นนักวิจัย หรืออยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์ หรืออยากทำโครงงาน เป็นสิ่งที่ดีจริงหรือไม่ ผมก็ต้องถามตัวเองมาหลายครั้ง เพราะกลัวว่ามันจะเหมือนกับ...เมื่อกองทัพกำลังเกรงจะขาดแคลนน้ำ มีแม่ทัพสองสามคนประกาศว่าตนจะเดินทางไปทางทิศเหนือเพื่อไปขุดหาแหล่งน้ำมาให้ บรรดานักรบที่สนใจจะไปหาน้ำทางนั้นอยู่แล้ว ก็บอกต่อๆ กัน และตามกันมาไม่น้อย ครั้นเมื่อเดินทางผ่านทะเลทรายและภูเขาหินปูนมากมาย ก็ยังไม่พบแหล่งน้ำ พบเพียงเล็กน้อย นักรบทั้งหลายก็อิดโรย ตัวแม่ทัพยังพอเอาตัวรอดได้เพราะเชี่ยวชาญภูมิประเทศและศึกษาข้อมูลมามากกว่า สามารถตีฝ่าข้าศึก เอาชีวิตรอดได้ และอาจจะนำน้ำกลับมาได้ด้วย แต่นักรบทั้งหลายที่ตามมา เท่ากับว่าถูกพามาตาย เส้นทางเดินที่พยายามทำให้ราบรื่น ก็ถูกข้าศึกทำให้ลำบาก อุปมาเหมือนการชวนเด็กให้สนใจวิทยาศาสตร์ ผลลัพธ์อาจจะแย่กว่าเดิมเพราะเสียแรงไปกับวงการที่ไม่เอื้อ...หรือไม่ พอดีมีคนเปิดภาพยนตร์เกี่ยวกับการรบให้ผมดูจึงนึกเปรียบเทียบกับการรบสมัยโบราณ อีกอย่างหนึ่ง...ถ้าเราเขียนแผนที่องค์ความรู้ (ทั้งเพื่อการเรียนและการวิจัย) เปรียบวิชาแต่ละวิชาก็เหมือนภูเขาใหญ่แต่ละลูก สุดแท้แต่นักวิทย์จะเข้าไปสำรวจตรงไหน ถ้าเข้าถึงทฤษฎีแก่นของวิชาก็เหมือนอยู่บนยอดที่มองเห็นการศึกได้กว้างไกล ปล. ถูกใจความคิดเห็นที่ 66 ผมกำลังเตรียมพื้นที่ สำหรับความคิดเห็นและข้อมูล เกี่ยวกับสาขาวิชาต่างๆ (ข้อมูลแนะแนวในแต่ละสาขาครับ) ใครอยากจะแนะนำว่า เรียนจบสาขานี้แล้วคนเขาไปที่ไหนกันต่อ หรือสาขานั้นน่าประทับใจ เตรียมไว้เลย
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 30 พ.ค. 2551 (17:34) เราก็อยากเรียนวิทย์นะ เราว่ามันน่าสนุกและเราก็จะเรียน จริงๆ
เด็กวิทย์หลับในชั่วโมงวิทย์
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 30 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 30 พ.ค. 2551 (20:11) Hmm ดูผ่านๆครับ ส่วนใหญ่ของปัญหาที่เจ้าของกระทู้ว่ามานั้น ผมว่ารากของปัญหามาจากสังคมมากกว่าครับ เช่นเรื่องน้ำเสีย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ไม่รู้ว่าน้ำเสียมีผลอย่างไร" แต่อยู่ที่การใส่ใจของสังคม และการอยู่ร่วมกันในสังคมมากกว่า(ไม่เห็นแก่ตัว เป็นต้น) การพัฒนานั้น ต้องไม่ใช่แค่คนสองคนเก่งๆ ลากไป แต่ต้องเป็นคนสองคนเก่งๆนำไปที่เหลือต้องเดินไปด้วยกัน
อ๋อ วิทยาศาสตร์ กับเทคโนโลยี ต่างกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 31 พ.ค. 2551 (20:34) พื้นที่ทดลองสำหรับกรอกข้อมูลแต่ละสาขาวิชา น่าจะเป็นรูปแบบประมาณนี้ครับ http://peerakitk.myokhost.com/pkboard/ ยังทำไม่เสร็จครับ จึงอัพโหลดหน้าอันแรกสุด "คณิตศาสตร์/ทั่วไป" เพียงหน้าเดียว (ผมทำได้อย่างเชื่องช้ามากๆ เพราะปัญหาส่วนตัว+เรื่องที่ต้องคิดหนักเร่งด่วน+เรื่องไม่เป็นเรื่อง มีมาก หวังว่าคงไม่ทำให้คนอ่านเครียดตามนะครับ) เรื่องที่ยกมาตอนแรกคงไม่เกี่ยวกับวงการวิทย์โดยตรง แต่ว่าเวลาจะตัดสินใจเรื่องที่ว่า ควรปลูกต้นยูคาลิปตัสหรือไม่ ผมก็คิดว่าควรจะมีการรู้จักอ้างอิงข้อมูล และบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ถ้ามีการรักษาระบบที่ดีๆ ไว้ เวลาเกิดปัญหาในสังคมก็จะสะท้อนออกมาว่า พวกเรามีระบบข้อมูลส่วนกลาง หรือมีคนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีพอ บางทีคนส่วนใหญ่ไม่เห็นแก่ตัว แต่พอมีปัญหาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะไม่สามารถส่งปัญหาให้นักวิทย์ไปวิเคราะห์ได้ครับ อันนี้คือส่วนที่เกี่ยวกับสังคม จึงเรียกรวมๆ ว่า วงการวิทย์ไทย เรื่องที่ผมยกมาเหมือนไม่ค่อยมองถึงวงการของนักวิทย์จริงๆ แต่เนื่องด้วยนักวิทย์ในสังคมก็ควรที่จะทำงานเพื่อมวลมนุษย์และรายงานผลให้สังคม สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นภาพสะท้อน ...เรื่องที่ออกมาแย่ๆ ความจริงนักวิทย์คงไม่ค่อยเห็นแก่ตัว แต่ว่า "ยากจน" ก็เลยไม่สะดวกที่จะไปทำอะไรๆ เพราะระบบของสังคมของวงการวิทย์ยังปิดกั้นอยู่ ส่วนตัวผมเองก็ชอบมองวิทยาศาสตร์ในแง่ของ การพยายามที่จะรู้ความจริงในธรรมชาติ (ซึ่งเป็นความรู้สึกคล้ายกับความรู้สึกทางศิลปะและศาสนา) มากกว่าที่เป็นแง่เทคโนโลยี เรื่องที่ผมกล่าวมา อาจจะเป็นการเขียนแบบงงๆ นะครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |