|
ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
โพสต์เมื่อ:
23:30 วันที่ 2 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
29,194
ตอบแล้ว:
90
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > เคมี วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ชีววิทยา ผมไม่รู้จะพูดรู้เรื่องไหม เพราะเรื่องแบบนี้คิดแล้วเหนื่อยใจ อยากจะระบายว่า
เวลานี้โลกของเรามีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และปัญหาความขาดแคลน มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยชาวโลกให้พ้นภัย และผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างชาวไทยเท่านั้น ที่น่าจะทำได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยเกษตรกรไทย เลี้ยงชาวโลก แก้ไขเรื่องอาหารที่มีแต่สารพิษให้สังคมมากด้วยสิ่งดีต่อสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้กันได้อีกมาก
แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ วงการวิทย์ไทย เมื่อมองที่สังคมไทย ดูตัวอย่างทางกายภาพคือ มลพิษและสารพิษเต็มประเทศ
นี่แค่ส่วนหนึ่งครับ แล้ววงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะ
พูดถึงวงการวิจัย สิ่งรองรับไม่มี ต่อให้มีนักวิจัย นักวิจัยก็ต้องเหนื่อยเปล่าโดยเกิดผลน้อย เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ CPU แจ๋ว แต่ RAM ต่ำ ซีพียูก็เหนื่อยเปล่า
จะเหลืออะไร คณะวิทย์ อาจเป็นเพียงที่ที่เหมาะกับ วีรชนผู้พร้อมยอมหล่นลับหาย เสี่ยงเพื่อชาติเข้าไปสะสางเท่านั้นหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร เราจะยอมให้ความสิ้นชาติเกิดขึ้นหรือ ไทยอาจจะไม่สิ้น แต่ความสิ้นชาติกำลังก่อตัวในวงการวิทย์ไทย ให้ไทยต้องเป็นทาสในอีกสารพัดเรื่อง จะยอมให้อาณาจักรที่ชนรุ่นก่อนหน้าเฝ้าเพียรรักษาด้วยชีวิตอันแรงกล้าต้องกลายเป็นแบบนี้หรือ
หากจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็น่าสงสัยว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นจริงไม่ใช่หรือ ดังนั้น ความทุกข์ของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์ของเรา ขอให้สัตว์โลกทั้งมวลบนพื้นพิภพจงอยู่เป็นสุข
ผมเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้มีเมตตา ย่อมไม่ยอมปล่อยให้ชาวโลกตกอยู่ในห้วงทุกข์เหมือนยุคนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารของชาวโลกทั้งมวลก็จะบำบัดได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าวงการวิทย์ไทยเจริญ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะมาชักชวน เราคนไทย ต้องแก้ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจ ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เมื่อนักการเมืองไม่ทำให้เราจะไปง้อทำไม
จะได้ช่วยวงการวิทย์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร มาร่วมกันเอาใจช่วยให้โลกเป็นสันติภาพ ให้มวลมนุษย์ปลอดภัยมากขึ้น และได้เห็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลกันเถิด -------------------------
จะทำอะไรพิเศษได้บ้าง
(ถ้าผมทำให้งงก็ขอโทษด้วยครับ ผมเบลอๆ นอนน้อยมาหลายคืนด้วยวิตกเรื่องนี้)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 31 พ.ค. 2551 (20:38) ต้องค่อยๆ คิดทีละอย่าง เรื่องแต่ละเรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย คงต้องเรียงลำดับให้ดีค่ะว่า จะเริ่มตรงไหนก่อน แต่ต้องเป็นการจุดประกาย ที่ทำหน้าที่เหมือน ติดเครื่องรถยนต์เลยนะ คือ สตาร์ทแล้วต้องติด เรื่องสำคัญๆ ส่วนตัวต้องรีบทำเป็นอันดับแรก เพราะว่าจะได้มีแรงและพละกำลังในการไปสานเรื่องอื่นต่อไปได้ ดิฉันว่านะ.... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 2 มิ.ย. 2551 (17:12) ใครรู้จัก คนที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานอย่างรุ่งโรจน์ ... ช่วยไปขอข้อมูลมาหน่อยครับ (น่าจะเป็นส่วนประชาสัมพันธ์คณะวิทย์ที่ดี) คณะวิทย์เป็นคณะที่คณะต่างๆ ต้องเข้ามาเรียนวิชาพื้นฐานที่นี่ (แพทย์ วิศวกรรม ฯลฯ) วันก่อนมีนักเรียนที่เพิ่งเข้าคณะครุศาสตร์บอกว่า คณะครุศาสตร์ยังเรียนเหมือนคณะวิทย์ ต่างกันที่เปลี่ยนวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาครู และนิสิตคณะครุฯ ส่วนใหญ่ก็ต้องมาเรียนที่คณะวิทย์ทั้งนั้นครับ "มองคณะวิทย์" อาจจะเป็นหลายๆ คนช่วยกันมอง ...แต่การสื่อสารก็ยากตรงที่จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในรูปแบบที่ผู้อ่าน/ผู้ดูใช้ประโยชน์ได้นี่ละครับ ถ้าท่านมีรูปใต้ท้องทะเลสวยๆ ก็นำมาประกอบในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ครับ รูปชั้นหินชั้นดินในธรรมชาติ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ก็เป็นของภาคธรณีฯ ภาพปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติน่าจะเป็นตัวสะท้อนภารกิจของคณะวิทย์ที่ดีครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 2 มิ.ย. 2551 (20:29) พื้นที่สำหรับรวมข้อมูลแนะแนว สาขาวิชาต่างๆ ในคณะวิทย์ http://peerakitk.myokhost.com/pkboard/index.htm ระบบสามารถใช้ได้แล้วเฉพาะหัวข้อ "ทั่วไป" ของแต่ละสาขาวิชา
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 2 มิ.ย. 2551 (20:38) ข้างบนนี้ อีกไม่กี่วันนี้น่าจะใช้ได้ครับ (สร้างด้วยโปรแกรม Notepad กับ Windows หมดเลย) ส่วนอื่นๆ ขอฝากคำถามพิเศษครับ...
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 10 มิ.ย. 2551 (22:32) ใคร "อยาก" ทำอะไร เสนอตัวมาได้เลยครับ เรื่องที่ผมบอกว่าจะทำ... ขอรายงานว่าคงจะเหมือนผิดสัญญาไปอีก ช่วงนี้เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมมีมากมายลึกซึ้ง สามวันเหมือนสามเดือน หลายเรื่องก็ดี แต่บางเรื่องน่าใจหาย จึงกลายเป็นเหมือนเดิมว่า หาเวลาทำได้ยากนักครับ ถึงมีเวลาก็ไม่พร้อม
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 11 มิ.ย. 2551 (07:58) รมต . พลังงาน ไงล่ะคะ หน้าใหม่ (IP:58.136.94.43) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 15 มิ.ย. 2551 (18:48) คุณ พีรกิตต์ รบกวนไปช่วยคนด้วยค่ะที่นี่...http://www.vcharkarn.com/vcafe/147192.... เป็นงานแก้ 0 ....กฎข้อ 1 ของนิวตัน เสียด้วย F = MA ก็ได้ 0 ตัวหนึ่งต้องทำเอ สัก อินฟินิตี้มั้ง จึงแก้ได้ ช่วยคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะ (ถ้าว่างพอ หรือ จะยุ่งอยู่ก็ไม่ทราบ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 18 มิ.ย. 2551 (13:55) คุณหน้าใหม่ครับ เรื่องงานแก้เกรดศูนย์นั้น การช่วยคนถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ผมคงต้องดู ว่า ช่วยแล้วทำให้เขาดีขึ้นหรือไม่ มันคลายทุกข์ของเขาได้ก็จริง แต่ถ้าคนเราจะสอบผ่านกันง่ายๆ ปริญญาบัตรก็คงยิ่งกลายเป็นของไร้ค่า (ผมเพิ่งไปอ่านเล่นเจอในหนังสือธรรมะ ว่า การจะช่วยใครให้พิจารณาว่าทำให้เขามี หรือมีโอกาสมีคุณธรรมมากขึ้น) การสร้างเจดีย์อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตใครดีขึ้นโดยพลัน แต่ก็ได้บุญตรงที่เป็นแรงบันดาลใจโดยไม่รู้ตัวนะครับ กรณีคนนั้นน่าจะเปลี่ยนจากการทำโจทย์ให้ เป็นการสอนวิธีการคำนวณมากกว่า ถ้าตัดหน่วยได้ก็ไม่ยากเลยแค่จับเศษส่วนมาคูณกัน เรื่องเหล่านี้เขาต้องทำเพราะว่าเขาเป็นคนได้เกรด
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 20 มิ.ย. 2551 (15:01) <P>ปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถทำอะไรตามใจชอบได้ เนื่องจาก</P> <P>1. ผู้ขอรับทุนวิจัย และเป็นหัวหน้าวิจัยได้จะต้องเป็นอาจารย์หรือ นักวิจัยระดับปริญญาเอกขึ้นไป (สมัยก่อนไม่เห็นต้องเรียนสูงยังคิดค้นอะไรต่อมิอะไรได้เลย เพราะอาศัยประสปการณ์ต่างหากละครับ)</P> <P>2.งานวิจัยที่จะได้รับทุนสนับสนุนจะต้องทำแล้วได้ผลจริงๆ คือผลที่ได้จะต้องสำเร็จ ดังนั้นถ้าเป็นงานวิจัยที่โอเวอร์มากมักจะไม่ได้เพราะเขากลัวทำไม่ได้ (ที่จริงสมควรให้พวกเวอร์ๆนี่แหละครับ เพราะได้ไม่ได้มันก็มีผลอยู่แล้ว ถ้าได้ก็ดังไปเลยครับ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)</P> <P>3. งานวิจัยผูกขาดและซำซ้อนกัน งานวิจัยไทยมักผูกขาดอยุ่กับความเฉพาะด้าน และศึกษาตามกัน ส่วนใหญ่มักไม่กล้าเดินออกนอกทางเดิน จึงทำให้งานเกิดการซ้ำซ้อนเกิดขึ้น ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ทำให้ขาดความหลากหลายของผู้เชี่ยวชาญ (จริงๆแล้วควรจะหาสิ่งใหม่เสียมากกว่า)</P> <P>4. เทคโนโลยีไม่เอื้ออำนวย รวมไปถึงงบประมาณภายในและนอกประเทศ คนไทยมีความสามารถในการลอกเลียนแบบค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องซ่อมและแก้ไขงานด้านจักรกลยิ่งเป็นเลิศ แต่เหตุใดจึงไม่เลียนแบบแบบประยุกต์ ไม่ผิดกฏหมายแน่นอนเพราะเป็นการนำเทคโนโลยีและความรู้ที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ต่อ แล้วพัฒนาเป็นเทคโลยีของตัวเอง (เทียบได้กับหนังสือเรียน) อาทิเช่น รถยนต์ เครื่องจักร อิเลกทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ซอร์ฟแวร์ สิ่งเหล่านี้เลียนแบบองค์ประกอบพื้นฐานได้ แต่ต้องประยุกต์ให้ดีกว่าที่เขาทำ เช่น รถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยอะไร เราก็พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้นขึ้นเองภายใต้พื้นฐานระบบองค์ประกอบนั้นๆ แต่น่าเสียดายขาดนักลงทุนนั่นเอง (ในเมื่อคนไทยบริโภคของนอกอยู่ อิอิ)</P> <P>5. สุดท้ายวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ว่าเก่งแล้วต้องทำได้ มันต้องอาศัยความบังเอิญ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์ดังๆจะพบอะไรต่อมิอะไรโดยบังเอิญ มีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆหลายคนต้องพ่ายแพ้แก่งานวิจัยที่ตัวเองทำ เพราะแก้โจทย์ที่เจอไม่ได้หรือแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้น วิทยาศาสตร์เป็นงานที่ทำกับความแน่นอนที่มันอาจจะไม่แน่นอนเสมอไป</P> <P>หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่สนใจเส้นทางการเดินแบบนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป</P> malimas45@hotmail.com (IP:203.185.133.16) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 20 มิ.ย. 2551 (16:30) เราไม่รู้จักเขา แต่ถ้าเราไม่คิดว่าจะเป็นฝ่ายขอเริ่มนับ 1 ในการเปิดโอกาสให้เขาได้เริ่มต้น หรือ ได้คิด แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า คนคนนั้นมีโอกาส ที่จะพลิกฟื้นได้ เรายังมิได้ฝึกถึงขั้น ที่เป็นเอกในฌานสมาบัติ มิได้มีญาณแก่กล้า เท่ากับ พระอรหันต์ จึงมิอาจทำได้ ดังทีเคยมีเล่าใน พุทธประวัติว่า ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จโปรดผู้ใดนั้น ทรงตรวจดูด้วยญาณ เสียก่อน ค่อยเสด็จพระดำเนินไปโปรดเขา ในฐานะของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สิ่งหนึ่งที่เราพึงทำได้ก็คือ ทำเท่าที่เราทำได้ แบบที่ดิฉันทำไปแล้วก็คือ ดิฉันทำในส่วนหนึ่ง ไม่ได้ทำทุกข้อ แล้วดิฉันก็ส่งสารต่อให้ผู้อื่นเพื่อมีส่วนร่วม รวมทั้ง ได้ส่งสารให้ เจ้าของงาน ท่านรับทราบ เพราะดิฉันเขียนคำถามลงไปหลายอย่าง อาทิ ถามว่าเขาติดข้ออะไรบ้าง รวมทั้งในรายละเอียด หากมีการตอบรับ ดิฉันอาจจะดำเนินการต่อไป ตามกำลัง เคยอ่านคำพูดหนึ่งของ ปธน สหรัฐ เขาบอกว่า คนเราไม่อาจจะฉลาดได้เท่ากันหมด แต่ก็มิควรจะถูกปิดกั้นโอกาสในการหาความรู้ ความไม่รู้ในห้องเรียน ความไม่เข้าใจในบทเรียน ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ไม่ใช่ความผิดของผู้เรียนทั้งหมด และก็ไม่ผิดอีก ที่แม้ว่าอาจจะตั้งใจแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจบทเรียนนั้นๆ ในเวลานั้นๆ หากทุกคนสามารถเท่ากันหมด อัจฉริยะคงมีล้นโลก และแน่นอน โลกจะป่วนกว่านี้อีกมาก ขอเรียนตามตรงว่า ดิฉันไม่ค่อยพอใจกับคำพูดหลายๆ คำในที่นี้ ไม่ใช่กระทู้นี้ ในกระดานสนทนานี้ ที่มีการกล่าวต่อว่า ผู้ตั้งคำถาม ในลักษณะการไม่ใช้ความพยายามในการคิด จริงอยู่ เขาอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ถ้าไม่มีปัญหา เขาจะมาตั้งคำถามให้โดนตำหนิทำไม เคยฟังเพลงอื่นๆ อีกมากมายของเฉลียงไหม ถ้าไม่เคย ลองไปหามาฟังดูบ้าง โลกนี้ไม่มีใครอยากมีปัญหา แต่ หากมีปัญหาแล้ว จากปัญหาเล็ก กลายเป็นปัญหาใหญ่ ก็เพราะว่า คนมองว่าปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหา แท้จริงที่จริง คนมองว่าไม่ใช่ปัญหานั่นแหละ มีปัญหา สิ่งหนึ่งที่ดิฉันมองว่า มันสำคัญในการคิดจะแสดงความพยายามช่วยใครสักคนหนึ่งที่เราไม่รู้จัก นั่นคือ จะช่วยสร้างกำลังใจให้คนผู้นั้น ดังนั้น บ่อยครั้งที่ดิฉัน ได้พยายามทำอะไรบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการเขียนกลอน กาพย์ คำนวณวิชาพื้นฐาน ที่ตัวเองยังไม่ลืม แม้ว่ามันจะไม่ได้ดีเด่น หรือมีผิดๆ ถูกๆ แต่นั่นก็คือ สิ่งที่ผู้รู้จริง ควรมาชี้แนะ ไม่งั้นกระดานนี้จะมีเพื่ออะไรคะ....ขายสินค้าหรือคะ.... หรือตอบเฉพาะเรื่องที่สร้างสรรค์ เป็นการคุยกันเฉพาะผู้รู้ ด้วยภาษา ที่คนสามัญไม่เข้าใจ ท่านอย่าลืมนะว่า จำนวนคนที่มีความรู้ระดับสามัญ มีจำนวนมากกว่าอัจฉริยะ แหม ดูเหมือนกำลังไฟลุกท่วมหัวดิฉันใช่ไหม แต่เปล่านะ นี่คือการแสดงความเห็นที่มันดูโหด และกร้าวไปสักนิด ขออภัยจริงๆ ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 21 มิ.ย. 2551 (08:14) ผมอ่านเรื่องที่คุณหน้าใหม่กล่าวมาแล้วก็ยิ้ม (จะว่าคล้ายๆ เพิ่งเคยเจอคนประเภทเดียวกันก็ได้ครับ) ความเมตตาและความพยายามของคุณหน้าใหม่นั้น เป็นสิ่งที่มีค่า และผมรู้สึกว่าผมเห็นด้วยกับคุณหน้าใหม่มากกว่าที่คนอื่นเห็นด้วยเสียอีก ในสังคม ซึ่งผมรู้สึกว่าโหดร้าย คนมากมายมักจะท้าทายคนด้วยการ ไม่ให้โอกาส และยังซ้ำเติมคนที่เป็นคนไม่เก่ง ซึ่งใครๆ อาจจะบอกว่า มันช่วยทำให้คนเข้มแข็ง แต่สำหรับผมแล้วมันทำให้วนเวียนกับการตอกย้ำตัวเองว่าเราเลวแบบไม่มีวันพัฒนาได้มากกว่า ผมเองก็โดนเพื่อนทิ้งมาไม่ใช่น้อย เพียงเพราะหาว่าผมไม่พัฒนา ในขณะที่ผมรู้สึกว่า ผมให้โอกาสคนอื่นจนผมหมดแรงแต่ทำไมคนอื่นไม่ให้โอกาสเลย ความจริงผมก็เพิ่งสอบตกได้เกรด F ซึ่งคนที่เรียนนี่ เกรดอย่างสูงได้แค่ C ใครทำข้อสอบได้คือต้องท่องคำตอบในข้อสอบเก่าไปเป็นย่อหน้า (โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่อง) แล้วก็เพิ่งได้ยินอาจารย์อีกคนบอกว่า มีคนสอบตก หนึ่งในสามของจำนวนคนที่เรียนทั้งหมด! วิชานี้คือวิชา Physical Chemistry แต่ก็ยอมรับว่า ไม่ผ่านก็เดี๋ยวเรียนใหม่คงพอผ่าน แต่วิชานี้ก็เพิ่งมีคนซ้ำชั้นหลายปีครับ (น่ากลัวมาก) สิ่งหนึ่งที่ผมเคยพยายามจะทำ ก็คือเวบไซต์ที่อธิบายความรู้ทางเคมีแบบให้เด็กมาอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะรู้สึกว่าภาษาที่สอนๆ กัน มันไม่สื่อความหมายต่อมนุษย์ซักเท่าใด แต่ว่าความตั้งใจที่จะทำที่สะสมในใจมากๆ แล้วมันเครียด พอเวลาเจอเด็กที่มีปัญหาแล้วอธิบายไม่ค่อยออก ผมก็เคยสอนรุ่นน้องคนหนึ่งที่มาขอให้ช่วย อธิบายให้ละเอียดแจ่งแจ้ง ตั้งแต่ให้วาดรูปโมเลกุลในจินตนาการ จนครอบคลุมเนื้อหาหมด เขาบอกให้อธิบายอันนั้นนี้ผมก็พูดเทียบกับความรู้รอบตัวให้เข้าใจ ผมพูดแค่สามชั่วโมง แต่หลังจากนั้นผมก็อาการทรุดสะสางงานไม่ได้ไปหลายวันเพราะผมมีปัญหาในการใช้จมูกหายใจอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ ตอนอธิบายให้เขาฟังไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ตอนเขาฟังเขาก็เข้าใจแต่หลังจากนั้นเขาก็ลืมเอาง่ายๆ ไม่ได้นำความรู้ไปใช้เลย แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ผิดที่สมองเขาเป็นแบบนั้น ถึงจะเสียดายแรงกายในการทำประโยชน์อย่างอื่นมากๆ ความขัดแย้งมากมายในโลกนี้ มาจากการมองว่าคนทุกคนสามารถจัดให้อยู่ในระดับเดียวกันได้ (และพวกอัจฉริยะก็คือคนที่มีปัญหามากที่สุด - คำว่าอัจฉริยะนี้ควรใช้กับคนที่มีคุณูปการต่อชาวโลกอย่างใหญ่หลวงในสาขาวิชานั้นๆ ครับ) เรื่องนี้ผมก็ว่าผมก็ทำผิดพลาดเหมือนกัน สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมมีเรื่องเสียใจมากที่เพื่อนคนหนึ่งตายไปแบบไม่ค่อยดีนัก (แบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเสียใจ) หลายครั้งผมเองก็ไม่มีกำลังใจ บางอารมณ์ก็ประมาณว่า ถึงเราจะมีความสุขความเจริญ แต่จะมีความหมายอะไรเมื่อเพื่อนของเราตกอยู่ในภาวะแบบนั้น ผมเชื่อว่าเวลาคนตาย สิ่งที่ตายคือร่างกาย แต่ความรู้สึกนึกคิดไม่หายไปแน่ๆ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 21 มิ.ย. 2551 (08:33) เพื่อนของผมตายไปเพราะความรู้สึกว่าตัวเองไร้ความรับผิดชอบ คิดโทษตัวเองว่าชีวิตตนมีแต่จะทำให้คนรอบข้างเสียใจ เพราะเค้ารู้สึกจิตใจแบกภาระที่เขาไม่มีแรงจะทำเพราะอาการป่วย แต่สำหรับผมเค้าเป็นคนที่มีน้ำใจมากที่สุด และเคยรับฟังผมอย่างไม่หนีไปไหนเลยในเวลาที่ผมดูเครียดๆ เหมือนนางฟ้าที่มีชีวิต และก็เรียนเก่งที่สุดในภาควิชาเคมีเลย ถ้าไม่ป่วยเสียก่อน เพราะค่านิยมที่บีบให้คนเรียนเก่งต้องมามัวอัดเนื้อหาความรู้เพื่อเกรดเพียงอย่างเดียว ในมหาลัยแห่งนี้ ค่านิยมแบบพวกโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งผมเคยคิดจะทำการต่อต้าน ด้วยหนังสือมองคณะวิทย์นี้ จะได้ไม่มีใครต้องมาเสียใจอีก (เคยเขียนไว้เยอะแต่คนไม่อ่าน) หลายสัปดาห์ผ่านไป เวลาผมเห็นใครเดินมาก็ยังคงหลงดีใจเพราะคิดว่าเป็นเค้า เพื่อนเดินเข้ามาหาผมก็หลงดีใจเพราะเคลิ้มไปว่าเค้ามาหา เที่ยงวันก่อนผมอ่อนเพลียฟุบกับโต๊ะในห้องเรียน ใจก็เคลิ้มไปคิดประมาณว่า จะบอกเค้าว่าให้ส่งหัวข้อสัมมนาได้แล้ว (วิชาสัมมนาปริญญาตรีของปีสี่) สักครู่ก็งงและขำตัวเองว่า อาจารย์ตัดชื่อเค้าออกไปแล้วเพราะตายไปแล้ว ผมยังจะคิดไปบอกเค้าให้เรียนต่อได้ยังไงนี่ เคยมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าห้องสอบ คณะวิทย์ ม.เชียงใหม่ นักศึกษา : อาจารย์ครับ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก อาจารย์ : สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ผมเชื่อว่าความรักความเมตตาเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง จึงเห็นด้วยกับคุณหน้าใหม่ แต่ก็มีคนเตือนว่า เมตตามากแล้วเราจะทุกข์ รักมากแล้วจะทุกข์ แต่ยังไงก็ดีใจที่เจอคนที่ให้โอกาสคนอื่นแบบนี้ สาธุอนุโมทนาด้วยครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 21 มิ.ย. 2551 (08:55) ![]() วิชา Physical Chemistry....สมัยเรียน เราเรียกกันย่อๆ ว่า ฟีเคม... สมัยดิฉัน เรียน รู้สึกเรียนตอนปี 1 ตอนนั้นยังไม่แยกภาควิชา เราต้องไปเรียนที่ภาควิชาเคมี อาจารย์ที่สอนคือ ดร.ชูชาติ เป็นวิชาที่ยาก พวกเราก็คิดว่า เอาแค่ผ่านก็พอ เลยได้มาด้วย B หรือ C จำไม่ได้แล้ว จะบอกว่าการได้เอฟ แม้จะเหมือนเป็นฝันร้าย ก็อย่าได้นำมันมาฝังใจเป็นอันขาด เพราะว่า มันผิดหลักการของศาสนาพุทธ อย่านำมาเป็นตัวสัญญา ในที่สุดจะทำให้เราขยาดมัน มีคำแนะนำ ซึ่งไม่อยากจะแนะนำ วิธีการนี้ ซึ่งอาจขัดกับหลักการของท่าน ก็ได้ แต่จะเรียนทีหลังว่าทำไมต้องแนะอย่างนี้ .... เนื่องจากการเรียนในบ้านเรา มันจำกัดด้วยงบประมาณ เราเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ดิฉันเน้นอีกที ว่ารัฐ ในความหมายของดิฉันคือ ประเทศไทย แต่รัฐบาล มิใช่รัฐ เพราะเป็นเรื่องของคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่มันจะเป็นสิ่งเดียวกันได้ หากคนกลุ่มนั้น เขามาเพื่อส่วนรวม....เรามีงบของพ่อแม่ที่จำกัด ไม่มีใครอยากเสียเวลาไปอีกหนึ่งปี หรือ ครึ่งปี ในการแก้ กฎข้อ 1 ของ บิ๊กตัน (นิวตัน F=MA) .... แต่จะทำยังไงได้หากมันจำเป็น ถ้าคนนั้นมีอุดมการณ์ในการเรียน ว่า ชั้นจะต้องเข้าใจมันให้ทะลุ จึงยอมสอบผ่าน แต่กรณีที่เรามีข้อจำกัดเรื่องเวลา หรือ สงสารความรู้สึกพ่อแม่ ในการที่เราอาจจำเป็นต้องจบช้าไปนิดหนึ่ง ก็คงต้องใช้วิชามาร แบบ เรียนให้สอบผ่าน กรณีซ่อม ก็ไม่ต้องคิดอะไรกับมันมาก เราเน้นๆ ดูมันอย่างเดียวเลย เลือกว่า เราจะทำให้ได้สักกี่ข้อ ส่วนไหนที่ทำความเข้าใจง่ายที่สุด ทำแบบฝึกหัดตรงนั้นทุกรูปแบบ ตรงไหนที่มันยาก โคตร (หยาบคายอีกแล้ว) ช่างมันไป เขาคงไม่ออกหินทุกข้อ ไม่รู้ว่าตอนนี้อาจารย์ที่สอนชื่ออะไร อาจเป็นคนรุ่นดิฉันก็ได้ นั่นคือเราเรียนเพื่อสอบ มันไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ผิดปกติจนเกินไป หากเราจะไม่เข้าใจทุกวิชา บางวิชาเราอาจเข้าใจ แต่บางอย่างอาจไม่เข้าใจ อย่างตัวดิฉันเอง ตอนที่เรียนวิชาฟิสิกส์ ไม่เข้าใจเลย พอแก่ขึ้นมา แล้ว ค่อยๆ ไปคิดเรื่องเก่าๆ ในหลักวิชา ก็พอจะเข้าใจมากขึ้น มันเป็นอะไรที่แปลกเหมือนกัน อาจเหมือนฟุตบอลเยอรมันก็ได้ ที่ เครื่องติดช้า แต่ยามจำเป็นก็ติดได้เหมือนกัน ..... เลยชนะโปรตุเกส 3 : 2 ดับฝัน น้องหนู โรนัลโด (คริสฯ) ไปได้ อย่างที่ดิฉันเคยบอก คนเราจะมีวงจรชีวิตที่ไม่เหมือนกัน และความสามารถของสมอง กับ พัฒนาการทางความคิด ของแต่ละคนก็เช่นกัน มันมีวงจรของมัน ในการแข่งขันร้องเพลง การแข่งขันกีฬา หรือ แม้กระทั่งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนแต่ละคนที่เข้าแข่งขัน อาจมีจุดที่เรียกว่า ท็อปฟอร์ม ต่างกัน ในวันนั้น วันตัดสิน ใครอยู่จุดที่สุดของวงจรชีวิต เขาจะเป็นผู้ชนะ บางคนเก่งแสนเก่ง แต่ก็ยังเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็มี นี่คือสมัยก่อนที่การแข่งขันไม่ได้มีการรวมคะแนนสะสมเหมือนระบบปัจจุบัน บางคนตอนเรียนไม่เอาไหนเลย แต่พอมาทำงาน รุ่งกว่าคนที่เคยสอบได้ที่หนึ่ง สิบปีต่อเนื่อง ดิฉันว่ามันมาจาก เรื่อง วงจรชีวิตเราทั้งิสิ้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 21 มิ.ย. 2551 (09:09) เล่าประสพการณ์ส่วนตัวบ้างดีกว่า ตอนที่เรียนชั้น ม.ศ. 4 ใหม่ๆ ปัจจุบันคือ ม 4 การเรียนการสอนมันต่างจากตอนที่เราเรียนมัธยมต้นมาก ดิฉันมีปัญหากับวิชาชีววิทยา และมีกับแนวการสอน ที่เปลี่ยนไป ของหลายวิชาด้วย เวลาสอบมันจึงตามมาด้วย ทำให้เราทำข้อสอบ แบบไม่ตรงวัตถุประสงค์ของคำถาม การอ่านหนังสือ ก็ไม่ได้อ่านตามแนวทางที่เขาอยากให้เราคิด...... เขาว่า ครูไม่ได้เป็นคนสอนให้นักเรียนว่าจะต้องรู้อะไร แต่ครูที่แท้จะเป็นคนสอนให้นักเรียนคิดเป็น ต่างหาก.... ไม่ได้โทษครู เพราะมีครูก็เหมือนอาชีพอื่น มีคละเคล้ากันไป ครูคือคน ดังนั้น จะสอนดีไม่ดี มีความอดทนในการสอนให้ศิษย์เข้าใจมากหรือน้อย ก็ถือเป็นคุณสมบัติของครูได้ทั้งสิ้น โดยที่ นักเรียนจะไม่ต้องมาคิดว่า ใครผิดใครถูก เทอมแรก ดิฉันเรียนได้ เกรดแย่มาก ประมาณ 2.3 แต่ก็พยายาม ทำความเข้าใจกับปัญหาของตัวเอง แล้วก็ดูจากแนวทางที่ครูสอน กับ เฉลยข้อสอบ พยายามปรับตัว ความฝังใจ กับวิชาชีววิทยา ซึ่งได้ D ก็ยังมาหลอนเหมือนกัน แต่กัดฟัน สู้กับมันเต็มที่ เทอมที่สองดีขึ้น พอมาเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกก็มีปัญหาอีกแล้ว เดิมๆ เลย คือเราไม่เข้าใจแนวทาง ก็ปรับตัวอีกเหมือนกัน แต่น่าแปลกไหมคะ ที่วิชาชีววิทยาในปีแรก ทำได้ดีสุดๆ วิชาที่คลั่งไคล้ชอบเรียนมากๆ ขนาดว่ายืมหนังสือในห้องสมุดแทบทุกเล่ม ในวิชาที่เรียนแต่ละเทอม คือ แคลคูลัส แต่อนิจจา ตอนนี้ลืมสิ้นแล้ว ต้องคุ้ย ๆ ขึ้นมาก็พอจะจำได้ ไม่อยากคุย (ขอสักนิดนะ) CAL I, II,III ได้ 4 หมด ขอบอก เพราะชอบจริงๆ แล้วก็การทำแบบฝึกหัดมันช่วยได้มาก ใครที่คิดว่ามันยาก ลองวิธีนี้ดูจะช่วยท่านได้เยอะเลย โดยเฉพาะตำราภาษาฝรั่งนั้น เขาดีตรงที่มีตัวอย่างให้เรามาก มีภาพประกอบให้เราเข้าใจได้ อย่าไปติดว่า ต้องเสียเวลาแปลความหมาย เพราะทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้ใช้ภาษายากเย็นขนาด ที่ใช้ในการเขียนวิชาปรัชญา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ค่ะ ลองดูแล้วจะรู้ว่าจริง จนกระทั่งเรียนผ่านมาได้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นเด็กดี ที่ตั้งใจเรียน เพราะตัวเองทำกิจกรรม ค่ายอาสาพัฒนาด้วย ดังนั้นก็เลยพยายามเรียนให้ผ่าน แต่วิชาที่ทำคะแนนได้ดี จะเป็นพวก แล็บค่ะ เช่น Unit Operation I,II ได้ 4 อีกเหมือนกัน เพราะว่า เวลาเขียนรายงาน จะเขียนเอง โดยไม่ได้ลอกของรุ่นพี่ มันก็เลยซึมซับ โดยไม่ต้องท่องหนังสือตอนสอบ ภาควิชาของดิฉัน จะมีพี่รหัส( เราเรียกพี่โบว์) แล้วเขาก็จะให้มรดกตกทอดกันมาคือ รายงานแล็บ ทุกวิชาที่ต้องเรียนเหมือนๆ กัน น้องๆ ก็ลอกจากพี่ ส่วนผลการทดลองก็มาทำตามจริง แต่ดิฉันไม่เคยลอกเลย ไม่ใช่เก่ง แต่ไม่ชอบทำอะไรเลียนแบบใคร คิดสิคะ อาจารย์คงเซ็งแย่เลย ที่อ่านแล้วก็เหมือนกับปีก่อนๆ เลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 21 มิ.ย. 2551 (09:25) มันสิ้นสีสัน โดยสิ้นเชิง ..... เรื่องความเก่งของคนกับคะแนนที่ได้ บางทีมันเหมือน นรกชัง สวรรค์แช่ง (แบบหนังคู่กรรม) ทุกรุ่น น่าจะมีคล้ายๆ กัน คือ จะมีเพื่อนที่เขาเก่งๆ แล้วก็ติวให้เพื่อนที่ ไม่ค่อยเข้าใจหลักวิชา โดยเฉพาะพวกวิชาหินๆ ที่อาจารย์อาจตั้งมาตรฐานสูง ว่าทุกรอบต้องมี F ( ขออภัย ภาษาพูดของพวกเรา บอกว่าโรคจิต ...) แต่ครั้นคะแนนออกมา กลับกลายเป็นว่า พวกที่เขาติว ได้คะแนน B, C , ขณะที่พี่แก ได้ D dog ... มีมาแล้ว ก็อย่างว่า บางทีความคิดเรากับอาจารย์ไม่ตรงกัน ก็เป็นได้ แล้วช่วงเวลาสั้นๆ สภาพที่มีความกดดัน เพราะประกาสิต ว่า วิชาข้าต้องมี F ประมาณนั้น บางทีคนเก่งอาจเกร็งเพราะว่า คนมักจะคาดหวังกับเขาไว้มากว่า ต้องทำคะแนนได้ดี ปัจจัยแวดล้อมเยอะแยะค่ะ กลับมาที่เรื่องนามธรรมบ้างดีกว่า ...เตรียมตัวเครียดได้เลย.... ดิฉันชอบอ่านหนังสือท่านพุทธทาสมาก ๆ แม้จะเป็นพุทธบริษัท ที่ไม่ได้ทำตัวเหมาะสมนัก คือ ไม่สวดมนต์ ก่อนนอน ไม่เคยฝึกการนั่งสมาธิ (เพราะใจไม่นิ่ง จับไม่ทันจริงๆ) จำคำสอนบาลีไม่ค่อยได้ จำได้แต่หลัก สามอย่างที่ท่านสอนว่า ทำความดี ละเว้นชั่ว และ ทำใจให้ผ่องใส มันเป็นคำพื้นๆ และคำไทย ที่ไม่ต้องแปล จึงจำได้แม่น แต่ทำยากน่าดู ตรงใจผ่องใสนี่แหละ เพราะบ่อยครั้งที่มันมัว อยู่ได้ทั้งวัน ในความพยายามทำความเข้าใจกับ ศาสนาพุทธ หลักปรัชญาอันแท้จริงของพุทธ พบว่า จะให้เข้าไปถึงจริงๆ นั้นยากแสนยาก แต่หากทำความเข้าใจได้ในประเด็นหลักๆ เราจะไม่ค่อยเป็นทุกข์ กับ เรื่องราวมากนัก การเกิดการตาย ถือเป็นสองอย่างที่ปกติ เพราะขนาดพระศาสดา ท่านยังต้องเสด็จปรินิพพานเลย นับประสาอะไรกับเรา คนปกติ ไม่จากกันวันนี้ก็ต้องมีวันหนึ่ง เราเองก็เช่นกัน ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น คนบนโลกนี้ ที่เราบอกว่าคนนั้นคนนี้คือญาติเรา คนที่เรารัก คนที่รักเรา คนที่เราชัง คนที่ชังเรา ต่างก็เป็นตัวละครสมมติ ในเวทีขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ในวันที่เราไม่อยู่บนโลกนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ตามสิ่งที่จะไปกับเราด้วยได้มีเพียงบุญ กับ บาป ที่เราทำไว้เท่านั้น คนที่เรารักที่สุด รักเราที่สุด พ่อแม่ ฯลฯ ทุกอย่างไม่อาจนำไปด้วย แม้แต่ร่างกายของเรา ดังนั้น อยู่ที่เราเลือกว่าจะนำอะไรไป หากเราเรื่องที่จะนำบุญไปด้วย ก็ต้องทำดีให้มาก ๆ ในยามที่อยู่บนโลกนี้ การทำความดี ให้ทำแบบมีสติ มีปัญญา การจะช่วยเหลือคนอื่น ต้องช่วยได้ในระดับที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ช่วยเพื่อให้เขาคิดได้ ไม่ใช่คิดให้เขา โดยที่บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรกับเรา เพียงแค่เขาร้องขอมา และเราอยู่ในฐานะที่พอจะทำอะไรได้บ้าง แม้จะช่วยไม่ได้ แต่แค่ความคิดจะช่วย และ หวังดีกับผู้อื่น ก็ถือว่า ทำดีแล้วละค่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ดิฉันก็พยายามเข้าใจว่า ท่านเตือนให้เรากระทำความดีในเวลาที่ยังมีลม เพราะเราไม่ทราบว่าเมื่อไร ปราณของเราจะสิ้นไป ตอนนั้นจะทำดีก็ไม่ทันแล้ว และสิ่งหนึ่งที่เราชาวพุทธต้องตระหนักคือ เราจะต้องเป็นคนดีที่ไม่โง่ด้วยค่ะ ตอนแรกว่าจะเลิก เขียนในบอร์ดนี้แล้วนะ เพราะรู้สึกตัวเองก้าวร้าว (บ่อยๆ ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 21 มิ.ย. 2551 (09:29) ดิฉันลืมให้ที่มาของรูป THAILANDSUSU ไป เพราะเห็นว่า ตอนนี้ คนไทยตื่นเต้นกับ บอลยูโรเหลือเกิน (พวกเล่นบอลนอกสนามนี่ตัวแสบ ... แล้วพวกฟรีทีวีก็เอาใจเหลือเกินกับแฟนบอลกลุ่มนี้ ซึ่งจะรู้ไหมก็ไม่รู้ว่า แต่ละทีมมีผู้เล่นกี่คน ) ในขณะที่สัปดาห์ก่อน บอลไทย แข่ง กับ ญี่ปุ่น ในรอบตัดเชือก โซนเอเซีย ไปแข่งบอลโลก แฟนญี่ปุ่นเขามาเชียร์กันกระหึ่ม ส่วนพี่ไทย บอก ไม่ว่าง จะรอลุ้น ยูโร 2008 ทั้งที่ บอลไทยแข่งห้าโมงเย็น ค่าตํวไม่เกิน 200 ไม่ดู ซะงั้น..... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 21 มิ.ย. 2551 (16:02) ดิฉันไปค้น คำว่า physical chemistry ... เจอ link นี้ หลายอย่างทั้ง ข้อความ คำเฉลย ด้วยลายมือ ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่ท่านเรียน เอาเป็นว่า ลองอ่านดู เผื่อแก้เซ็ง ได้บ้าง เขาบอกว่า ถ้าเราจดจ่อกับอะไรมากๆ บางทีจะตีบตัน ต้องดึงตัวออกมาจากวงจรที่ จำเจ จะช่วยให้เห็นอะไรขัดขึ้น เหมือนกับ reset ความคิด และ อารมณ์ http://rutchem.rutgers.edu/Courses_f01/Chem323b/ อย่าหวังสาระจากดิฉันมากนัก มันค่อนข้างจะพร่องไปมากเลยค่ะ เอ๊ะแต่ว่า ในกระดานนี้มีผู้ชำนาญทาง ฟิสิกส์ มากอยู่หลายท่านนี่นา เผื่อจะมีคำชี้แนะเด็ดๆ ได้บ้าง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 13 ก.ค. 2551 (13:10) ขอแวะเข้ามารายงานตัว
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 22 ส.ค. 2551 (11:01) สวัสดีครับ บทความ "วิทยาศาสตร์ไทย ถึงไม่ใหญ่ แต่มีคุณค่า" ในไฟล์แนบ น่าจะเป็นข้อเสนอแนะให้คนไทยที่ทำงานด้านนี้มีกำลังใจ และคงทำให้เรารู้สึกว่า วิทยาศาสตร์ไทยไม่ด้อยค่าอีกต่อไป หากท่านมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อบทความ หรือต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย สามารถเสนอมาได้ที่ peerakitk@hotmail.com ครับ เคยถามบ้างไหมว่า จะมีสักวันไหมที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยสิ่งดีงามและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ ถ้าไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 23 พ.ย. 2551 (14:52) หนังสือ มองคณะวิทย์ (ฉบับร่าง ส่วนต้น)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 217 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |