|
โพสต์เมื่อ:
15:55 วันที่ 7 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
26,953
ตอบแล้ว:
124
วิชาการ.คอม > พักผ่อนหย่อนใจ
วิชาการ.คอม > สายศิลป์ วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์ วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ดาราศาสตร์ วิชาการ.คอม > เยาวชน วิชาการ.คอม > อื่นๆ ผมมีโอกาสไปประชุมที่กรีซ และได้แวะไปเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ได้ชมวิหารแห่งเจ้าสมุทร (Temple of Poseidon) ขณะถ่ายภาพนี้ แลเห็นแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลอดช่องเล็กๆของเสาวิหาร ประกอบกับลมเย็นๆที่พัดเอื่อยๆโบกโบยมา อดไม่ได้ที่จะทำให้นึกถึงอำนาจอันทรงพลังของดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังงานอันสำคัญยิ่งที่ป้อนให้แก่โลกและดาวเคราะห์ต่างๆในระบบสุริยะ เป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้พืชสร้างอาหารแก่สรรพสัตว์ต่างๆ เป็นแหล่งพลังงานปฐมภูมิที่ถูกแปรไปเป็นน้ำมันดิบและถ่านหินด้วยกระบวนการอันซับซ้อนและยาวนาน เป็นแหล่งพลังงานความร้อนที่ทำให้เกิดลมทั้งแผ่วเบาและรุนแรง เป็นแรงบันดาลใจให้กวีทั้งหลายได้ประมวลจินตนาการกลั่นกรองออกมาเป็นคำประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นวัตถุบนฟากฟ้าที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงหลายตอนในพระไตรปิฎก จึงเป็นที่มาของการตั้งกระทู้นี้ เพื่อเชิญชวนเพื่อนสมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและภาพถ่ายเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ในหลายๆแง่มุม ![]() ![]() ตัวดวง(Photosphere)ของดวงอาทิตย์ถ่ายทอดพลังงานจากภายในและแผ่ออกเป็นแสงสว่างที่มีสเปกตรัมแบบต่อเนื่อง เมื่อแสงสว่างผ่านบรรยากาศของดวงอาทิตย์ คือชั้น Chromosphere และ เราอาจทดลองทำสเปคโตรสโคปอย่างง่ายใช้ส่องดูเส้นเฟราน์โฮเฟอร์ได้จากกระทู้ สนุกกับสเปคโตรสโคป มีอยู่หลายตอนในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เกี่ยวกับพระอาทิตย์........ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สุริยสูตร [๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน ใกล้ พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควร เบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลง ในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ...ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆคือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูมหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่ว ต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้น ตาลก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ...ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิปราศจากความกำหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะพึงเป็นผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพไม่สมควรเลย ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป เมื่อโลกวิบัติเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่าง ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้ พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุยืนนาน ดำรงมั่นอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริย- *ศีล ๑ อริยสมาธิ ๑ อริยปัญญา ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุติ เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหาในภพได้แล้ว ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ http://d71233.u23.bangkokserver.net/tipitaka/read/v.php?B=23&A=2162&Z=2259 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 11 พ.ค. 2551 (08:00) เป็นคนที่ชอบภาพถ่ายดวงอาทิตย์เหมือนกัน สวยมาก วานนี้ฟ้าใส เราจึงได้ภาพใสๆมาให้รับชมกันขอรับ เริ่มด้วยภาพแรก มุมเดิม แต่เปลี่ยนบรรยากาศ ![]() สำหรับภาพนี้ ออกจะดวงใหญ่ผิดปรกติไปนิด สงสัยแสงเข้ามากเกินไปหน่อย ต้องขออภัยเป็นอยางยิ่งครับ (โค้ง) ![]() รูปนี้ ถ่ายที่บ้านหลังหน้า ติดถนนเลยขอรับ สายไฟพะรุงพะรังเชียว ติดมะขามมาฝักนึงนิ ฮ่าๆๆๆๆ ![]() รูปสุดท้ายครับ ซูมเข้าไปอีกนิด ชิดๆเข้าไปอีกหน่อย ที่แหลมๆไม่ใช่กระไร รั้วบ้านผมเอง ![]() โอ๋ ลืมไปรูปหนึ่งขอรับ โผล่ๆแพลมๆออกมา ท้ากล้องเสียด้วย ![]() ![]() 1. สภาพอากาศขณะนั้นเป็นอย่างไร ฟ้าใส หรือมีเมฆหมอกบางๆปกคลุมหรือเปล่า 2. หน้ากล้องสะอาดหรือเปล่า มีฝ้าไหม เช่น กล้องอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แล้ว เอาออกมาถ่ายรูปข้างนอกทันที ไอน้ำข้างนอกกลั่นตัวเป็นละอองน้ำฝ้าขึ้นที่หน้ากล้องชั่วคราว ปรากฏการณ์นี้คือจะเกิด Diffration เนื่องจากอนุภาคเล็ก ขนาดอนุภาคไม่เท่ากัน จะทำให้เห็นวงแหวนไม่เท่ากัน ![]() ![]() ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 12 พ.ค. 2551 (18:50) อ๋อ ใช่แล้วขอรับอาจารย์แขชนะ ภูมิอากาศแตกต่างกันจริงๆครับ ภาพที่มีวงแหวนเล็กนั้น เพราะมีการกระจายแสงน้อย อันเนื่องมาจากสภาวะอากาศเบื้องบนอันแจ่มใส ราวๆ 4 โมงเย็นครับ ส่วนภาพที่สอง ถ่ายหลังจากพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ จึงโดนหมองบางๆที่มีอยู่แล้ว บดบังไป การกระจายตัวของแสงจึงมีมากกว่าครับ แล้วก็ รูป 1 2 และ 5 ถ่ายพร้อมกัน ตอนประมาณ 4 โมงเย็น รูป 4-5 ถ่ายประมาณ 5 โมงครึ่งครับ -*-*-*-*-*-*-*-*- จะว่าไปแล้ว เปลวบางเปลวของดวงอาทิตย์นี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวของมันอีกนะครับ น่าสงสารดาวพุธเสียจริง ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 14 พ.ค. 2551 (18:46) โอ๋? หากว่าเรามีกล้องดีดี บวกกับเวลาที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเช่นนี้แล้ว จะสามารถเกิดเป็นเส้นรังสีแบบนี้ได้จริงหรือครับ แล้วมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ไหมครับ วันนี้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ยามเย็นมาอีกแล้ว ผมเป็นเด็กน้อยตื่นสาย เลยถ่ายรูปสวยๆทางตะวันออกไม่ได้สักที T^T เริ่มด้วยภาพนี้ ขอตั้งชื่อภาพว่า ลอดลายลีลาวดีหมายเลข 1 ![]() และตามมาติดๆ ด้วยลอดลายลีลาวดี หมายเลข 2 ![]() สำหรับภาพนี้ จะเกิดจากแสงสะท้อนจากแสงอาทิตย์ ไปตกกระทบกับก้อนเมฆ เลยกลายเป็นเหมือนเงาดวงอาทิตย์บนแม่น้ำ ที่จะเป็นริ้วๆไปเลยน่ะครับ ![]() หลังจากนี้แล้ว จะเป้นพระอาทิตย์กลมๆ ล้านเลี่ยนไประยะหนึ่งนะครับ เริ่มด้วยภาพแรกเลยครับ ![]() ![]() หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |