|
ก้นใหญ่ ใครว่าไม่ดี
โพสต์เมื่อ:
20:36 วันที่ 8 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
1,686
ตอบแล้ว:
1
นักวิทย์เผย ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะตรงส่วน ก้น อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวานประเภทที่สองได้ งานนี้นักวิทย์ได้เปรียบเทียบระหว่างไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (subcutaneous fat) กับไขมันที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน (visceral fat) ว่า ไขมันบริเวณใดเป็นต้นตอของโรคมากกว่ากัน เป็นที่รู้กันดีว่าไขมันใต้ชั้นผิวหนังจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ อะดิโพไคน์ (adipokine) กระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึม (metabolism) ของร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองโดยปลูกถ่ายไขมันจากบริเวณหนึ่งของร่างกายหนูทดลองไปยังบริเวณอื่น ๆ พบว่าเมื่อย้ายไขมันใต้ชั้นผิวหนังไปยังบริเวณท้อง จะทำให้น้ำหนักหนู มวลไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดลดลง นอกจากนั้นยังพบว่าร่างกายหนูตอบสนองต่อฮอร์โมน อินซูลิน ได้ดีขึ้น ซึ่งหากร่างกายไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนชนิดนี้จะส่งผลให้เป็นเบาหวานประเภทสองได้ โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ครับ เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย ทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด ในทางกลับกันเมื่อย้ายไขมันจากส่วนท้องไปยังบริเวณอื่นของร่างกายกลับไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้น ศาสตราจารย์ Ronald Khan ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า หัวใจสำคัญมิใช่ตำแหน่งของไขมัน แต่เป็นชนิดของไขมันที่มีความสำคัญแตกต่างกันไป แม้การย้ายไขมันส่วนท้องจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็มิได้หมายความว่าไขมันที่ส่วนท้องให้ผลลบ แต่หมายความว่าไขมันใต้ชั้นผิวหนังให้ค่าดีกว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า คนอ้วนที่มีไขมันบริเวณท้องและใต้ชั้นผิวหนังมากทั้งคู่จะตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่าคนอ้วนที่มีไขมันบริเวณท้องหรือใต้ชั้นผิวหนังเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมากเท่านั้น ศาสตราจารย์ Khan กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ที่ไขมันใต้ชั้นผิวหนังจะไปชดเชยส่วนของไขมันที่อวัยวะภายใน ดร. David Haslam จากงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติอังกฤษ กล่าวว่า การค้นพบนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การตรวจวัดดรรชนีมวลร่างกายที่เรียกว่า Body Mass Index (BMI) จะสามารถตรวจวัดว่าใครเป็นคนอ้วนสุขภาพไม่ดีได้จริงหรือ ในเมื่อดรรชนีนี้ไม่สามารถแยกไขมันแต่ละชนิดออกจากกันได้ ดร. Haslam เสริมว่า คนทั่วไปเลือกวิธีคุมน้ำหนักโดยทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติเช่นนี้ มีผลโดยตรงต่อไขมันที่อวัยวะภายใน มิใช่ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง แถมผู้หญิงยังผลิตไขมันใต้ชั้นผิวหนังโดยเฉพาะที่ต้นขาและก้น ได้มากกว่าผู้ชายอีกด้วยครับ ดร. Ian Campbell หัวหน้าแพทย์ของมูลนิธิ Weight Concern กล่าวว่า หากมีหลักฐานแน่ชัดว่าไขมันใต้ชั้นผิวหนังมีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินได้จริง คงจะต้องเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับบทบาทของไขมันต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกายแล้วล่ะครับ
ไขมันใต้ชั้นผิวหนังมักจะสะสมอยู่ที่ก้นและขา ที่มา http://news.bbc.co.uk/1/hi/health/7386405.stm เพิ่มเติม http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99 http://news.bbc.co.uk/1/hi/health/7378349.stm จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 พ.ค. 2551 (18:52) อุ๊ย!! อย่างนี้ก็ไม่ต้องอายเวลาใครหาว่าก้นใหญ่แล้วสิคะ หุหุ ^^" แหล่มเลย ถ้าใครบ่นมา เดี๋ยวจะย้อนกลับไปเลยว่า "ชั้นไม่กลัวเป็นโรคเบาหวานก็แล้วกัน" |