|
ทฤษฎีคางคก
โพสต์เมื่อ:
21:17 วันที่ 16 พ.ค. 2551 ชมแล้ว:
4,162
ตอบแล้ว:
11
ทฤษฎีคางคกกล่าวว่า
ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถฆ่าคางคกโดยจับมันโยนลงไปในหม้อต้มน้ำเดือดๆ ล่ะก็ คุณคิดผิดเสียแล้ว เพราะว่าคางคกจะดีดตัวขึ้นจากหม้อน้ำเดือดเร็วยิ่งกว่าตอนที่คุณจับมันโยนลงไปเสียอีก ด้วยความร้อนขนาดนั้นคางคกมันจะรู้โดยสัญชาตญาณว่ามันอยู่ที่นั่นไม่ได้ถ้ามันไม่อยากตาย ดังนั้น วิธีที่จะทำร้ายคางคกให้ถูกวิธีก็คือจับมันลงไปไว้ในหม้อที่บรรจุน้ำเย็นๆ ให้มันแหวกว่ายอย่างสบาย คางคกรู้สึกสบายใจมาก เพราะว่ามันจะกระโดดออกมาจากหม้อน้ำเย็นนั้นช่างง่ายดายยิ่งนัก ที่นี่ไม่มีอันตรายอะไรที่มันต้องระวังสักหน่อย และแล้วเราก็ต้มน้ำให้ร้อนอย่างช้าๆ ทีละนิด ๆ ทีละสองสามองศา
โอ ในสถานที่เช่นนี้ช่างอบอุ่นเหลือเกิน คางคกรำพึงด้วยความรู้สึกที่พอใจมากยิ่งขึ้น มันรู้สึกว่าดีกว่าตอนที่น้ำยังเย็นอยู่ด้วยซ้ำไป คางคกคิดเช่นเดิมว่ามันจะกระโดดออกไปเมื่อไหร่ก็ได้แต่น้ำก็ยังคงร้อนมากขึ้นทีละนิดๆ ต่อไป อนิจจา กว่ามันจะรู้ตัวว่ามันไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ มันก็หมดโอกาสที่จะกระโดดหนีออกไป และสุกตายอยู่ในหม้อน้ำเดือดในที่สุดนั่นเอง แม้ตอนที่มันกำลังจะตาย มันยังไม่เชื่อเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับมันได้ สมมุติว่าบุหรี่เพียงมวนเดียวหรือเหล้าเพียงแก้วเดียวสามารถทำร้ายให้มนุษย์ถึงตายได้ แน่นอนว่าจะไม่มีใครริอาจสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าเพราะว่าเขาคงไม่อยากตายด้วยสาเหตุจุ๋มจิ๋มเช่นนั้นแน่ และจะไม่มีใครติดบุหรี่หรือเหล้าได้เลยเพราะว่าผู้คนจะล้มตายก่อนที่พวกเขาจะติดบุหรี่หรือติดเหล้า หากเป็นไปตามข้อสมมุตินี้ บุหรี่และเหล้าย่อมหมดสิทธิ์ทำร้ายมนุษย์เพราะว่าไม่มีใครกล้าสูบหรือดื่มมัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นบุหรี่มวนเดียวหรือเหล้าแก้วเดียวฆ่าคนไม่ได้ ดังนั้น มันจึงทำร้ายคนได้อย่างมหันต์ พวกเรามักเชื่อว่าไม่เป็นไรหรอกน่า แต่แล้วเราก็พบว่ามีผู้คนตั้งมากมายติดบุหรี่หรือเหล้างอมแงม และที่ต้องตายด้วยโรคมะเร็งในปอดและตับแข็งไปแล้วก็เยอะมาก ด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกัน คนจำนวนมากสร้างนิสัยไม่ดีมากมายโดยไม่รู้ตัวก็เพราะว่าพวกเขาริไปทำมันเข้าโดยไม่เชื่อว่าจะมีอันตรายร้ายแรงอะไร พวกเขามักคิดว่าไม่เป็นไรหรอก คนที่คิดว่า ขอผลัดอีกวันเถอะน่า โกหกอีกครั้งเดียวเท่านั้นเอง คงไม่เป็นไรหรอก เรายังมีโอกาสดีอีกเยอะ ทำแค่อีกครั้งเดียวก็จะเลิกแล้ว ฯลฯ มันจะก่อตัวสร้างความเสียหายทีละนิดๆ กว่าจะรู้ตัวก็ติดนิสัยนั้นจนยากจะเยียวยาแก้ไขได้ และแล้วความเสียหายอันร้ายแรงย่อมมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับใครก็ตามที่เสพนิสัยเสียจนถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไป จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 16 พ.ค. 2551 (21:24) เป็นการอุปมาอุปไมยที่ชัดเจนยอดเยี่ยมมากค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 พ.ค. 2551 (21:34) สุดยอดมาดเลยครับ คุณจูโม ไม่ทราบว่าคุณจูโมอุปมาขึ้นมาเอง หรือนำเสนอมาจากที่ใดครับ ^^ ผมเองก็คงจะเป็นคางคก ที่ยังตกอยู่ในวังวนแห่งความขี้เกียจ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 พ.ค. 2551 (23:06) ของเดิมเป็นกบหรือเปล่าครับ? คุ้นๆ ว่าเคยดูจากในเรื่อง An Inconvenience Truth ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 พ.ค. 2551 (06:04) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 17 พ.ค. 2551 (08:38) อ้อ ลืมบอกไปครับ ผมนำมาจากบทความเก่า ๆ ของ sudipan ของคุณ koalar เห็นมันดีครับผมเลยเอามาลง ของเดิมน่าจะเป็นกบนะครับ คิดว่าถ้าพูด "ทฤษฏีกบ" มันก็อาจจะแปลก ๆ เขาเลยดัดแปลงเป็นคางคก บางที่มีคนเอากบตัวเป็น ๆ ใส่เข้าไปในหม้อที่มีน้ำเย็น ๆ อยู่แล้วค่อยเพิ่มอุณหภูมิ กบก็มัวแต่อยู่ในหม้อโดยหารู้ไม่ว่ามันนำลังจะเป็นอาหารมื้อใหญ่ "ซุบกบ" เข้าไปอยู่ในกระเพาะซะแล้ว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 17 พ.ค. 2551 (10:09) อืม.... เข้าใจครับ เเต่ในความเป็นจริงการที่กบจะกระโดดไม่ได้มีเพียงปัจัยคือ อุณหภูมิของน้ำเพียงอย่างเดียว หมายความว่า
โดยปกติกบก็จะไปๆมาๆระหว่างบนบกเเละในน้ำอยู่เเล้ว เเต่เข้าใจว่าการที่กบถูกปล่อยลงไป 1. น้ำร้อนทันที กับ 2. น้ำที่ค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิ น่าจะมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีก คือ ระดับของน้ำในหม้อถ้าระดับน้ำต่ำจากปากหม้อค่อนข้างมาก
ถ้าตามข้อ 1 คุณปล่อยกบลงไปในน้ำร้อนทันที สัญชาตญาณที่ว่าเเละระบบประสาทที่ถูกกระตุ้นด้วยระดับอุณหภูมิของน้ำที่เป็นอันตราย ทันทีทันใดอาจจะทำให้มันเกิดรีเฟลคอย่างรุนเเรงทำให้มีเเรงกระโดดสูงสุดฉับพลัน ผลนั้นคือทำให้มันสามารถกระโดดออกจากหม้อได้
เเต่ถ้าในข้อ 2 การที่อุณหภูมิน้ำค่อยๆเปลี่ยน ก็ต้องดูที่ระยะเวลาของอุณหภูมิน้ำเริ่มต้น (ปกติ) จนถึงอุณหภูมิระดับเทรชโฮล์ที่กระตุ้นให้กบเริ่มกระโดดหนีจากหม้อนั้นนานเพียงใด (สมมุติว่าประมาณ 5 นาที) ในระหว่างพีเรียด 5 นาที ถ้ากบลอยอยู่ในหม้อ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเเน่นอนคือ มันต้องว่ายน้ำไปรอบๆเพื่อสำรวจเพื่อหาทางออก มันอาจจะพยายามกระโดด ซึ่งเเน่นอนมันเป็นความจริงที่ต้องเกิดขึ้น เพราะไม่มีกบตัวไหนที่ถูกปล่อยลงในหม้อที่มีน้ำเเล้วจะไม่พยายามว่ายน้ำหรือกระโดดหาทางออก เลยสักครั้งในช่วงเวลา 5 นาที ตรงนี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีก 2 อย่างที่ทำให้กบเสียชีวิต คือ 1. เเรงกระตุ้นที่ทำให้กบสำเหนียกถึงอันตรายนั้นน้อยเกินไปสืบเนื่องมาจากอุณหภูมิที่ค่อยๆเพิ่มทีละนิด ทำให้เเรงกระตุ้นไม่สูงพอที่จะกระตุ้นให้กบกระโดดหนีออกจากหม้อ หรือ ( ถึงจะกระโดดก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะพ้นปากหม้อได้ ) อาจจะกลายเป็นการว่ายน้ำ เเละ กระกระโดดไปมาหลายๆ เเละผลจากตรงนี้จะมาประกอบกับข้อ 2 คือ 2. การที่กบไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณอันตรายที่รุนเเรงฉับพลันทำให้การตอบสนองไม่มากตามไปด้วย มันจึงกระโดดได้ไม่สูงพอจะพ้นปากหม้อ ถ้าใน 5 นาที มันว่ายน้ำ เเละกระโดดปกติไปเรื่อยๆ (มันจะเริ่มหมดเเรง) หมายความว่า " กว่าน้ำจะร้อนกบก็จะหมดเเรง พอน้ำร้อนถึงจุดอันตรายถึงมันจะพยายามกระโดดตามสัญชาตญาณ มันก็ไม่มีเเรงพอเสียเเล้ว " มันเลยกลายเป็นซุปกบในที่สุด ถ้าจะพูดถึงเรื่องของคนก็เช่น ถ้าไฟไหม้บ้านด้วยความตกใจอะดรีนาลินหลั่งทำให้คนผอมเเห้งมีเเรงยกโอ่งได้ทั้งๆที่ในภาวะปกติไม่สามารถทำได้ เเต่ถ้าบ้นปลวกกินค่อยๆทรุดช้าๆหลายปี ให้เเบกโอ่งยังไงก็ไม่ไหว สาระสำคัญของเรื่องนี้จึงน่าจะอยู่ที่เเรงกระตุ้นเเบบเฉีบพลันกับเเบบเรื้อรังหรือถ้ายกตามอาการป่วย ก็เหมือนเป็นโรคที่ระยะฟักตัวสั้นมันก็เป็นเเรงกระตุ้นให้คนนั้นรีบรักษารีบดูเเลสุขภาพ เเต่ถ้าเป็นโรคที่ระยะฝักตัวยาวก็ทำให้คนประมาทคิดว่ายังไม่มีอาการที่ (เเสดงออกมาเลยไม่จำเป็นต้องรักษาหรือหาหมอดูเเลสุขภาพในทันที) เเต่เมื่ออาการของโรคเเสดงออกมากว่าจะรู้ตัวนั้นก็สายเสียเเล้ว เรื่องนี้ยังรวมถึงการดูเเลลสุขภาพการใช้ชีวิตดังกระทู้อื่นๆข้างต้น ไม่ว่าจะเหล่า บุหรี่ ที่ไม่ได้กระตุ้นให้เเสดงพิษภัยของมันในทันที เเต่กว่าจะรู้จะเเสดงอาการ (มะเร็ง) ก็สายเกินเเก้เเล้ว คนเราจึงควรตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ป้องกันไว้ดีกว่าเเก้เเย่เเล้วเเก้ไม่ทัน หรือ วัวหายล้อมคอกเป็นต้น สวัสดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 17 พ.ค. 2551 (11:19) ซากคางคก หรือโบราณเรียกว่า "คางคกตายซาก" ใช้ประกอบเป็นยาแก้โรคผิวหนังเรื้อรังได้ การเติมพิษเข้าร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่โง่เขลา เช่น ดื่มเหล้าจนเสพย์ติดเมามาย เป็นต้น ถ้าหากรู้จักใช้แอลกอฮอลล์ดองสมุนไพร เพื่อรักษาโรคก็เป็นคุณอนันต์ ได้เช่นกัน หลวงปู่ชา สุภัทโท เคยสอนไว้ว่า "มีดที่คมนั้นจะใช้ปอกเปลือกผลไม้ ก็เป็นประโยชน์ จะใช้ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน ก็เป็นโทษ เหมือนปัญญาความรู้ของมนุษย์ ถ้าไม่มีศีลธรรมกำกับแล้ว ป์ญญานั้นจะกลายเป็นปัญญาทราม ทำร้าย เบียดเบียน ตนเองและมนุษย์ด้วยกัน ให้ได้รับความเดือดร้อน" นอกจากนี้ การอพยพของคางคกจำนวนมากออกมาจากที่ซ่อนของมัน เป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนเกิดแผ่นดินไหวในมณฆลเสฉวนครั้งล่าสุดด้วย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 24 พ.ค. 2551 (09:49) ผมจำว่าเคยได้ยินคนใช้อุปมา กบในน้ำร้อน ในแง่พฤติกรรมทางสังคมอ่ะครับ อย่างเช่น การที่รัฐบาลบางประเทศตีกรอบสิทธิเสรีภาพทางความคิดและการศึกษาของคน ตอนแรกๆคนอาจจะทนไม่ได้ แต่พอนานๆไปก็เคยชินคือลืมไปเลยว่าเป็นสิ่งที่เคยมีอยู่ในสังคมก่อนรุ่นเขา กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หรือเข้าใจผิดไปว่าเป็นรากเหง้า เป็นเรื่องธรรมดา(ลองดูประเทศเพื่อนบ้านเราเป็นตัวอย่างก็ได้) เรื่องนี้ใช้ได้กับมาตรฐานทางศีลธรรม,การใช้ความรุนแรง,ความชอบธรรมเหมือนกัน แต่การด่วนตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี(น้ำร้อน..น้ำเย็น)อาจดูมักง่าย เรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างของการปรับตัวของสิ่งมีชิวิตมากกว่านะครับ คือถ้าไม่หนักหนาสาหัสก็อาจจะทนต่อไป ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 24 พ.ค. 2551 (10:57) ไม่ทราบว่า เหมือน หรือ แตกต่าง กับ สุภาษิต ที่ว่า... น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 24 พ.ค. 2551 (11:04) คิดในอีกแง่ก็คงเหมือนกันกระมังครับ เพราะถ้าเป็นในกรณีที่ทำให้น้ำเย็นร้อนขึ้นรื่อยๆก็คงตาย แต่คิดในอีกมุมหนึ่ง ผมว่ามันก็ตายทั้งสองน้ำ ทั้งร้อนทั้งเย็นนั้นแหละครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 30 พ.ค. 2551 (09:43) เคยได้ยินเหมือนกันครับ ... เป็นเวอร์ชันของ "กบ" รู้สึกว่า จะเป็นเรื่องเล่าของหัวหน้า หรือผู้บริหาร ซึ่งจะเอามาใช้กับการ "เปลี่ยนแปลง"
ผู้บริหารก็จะอ้างว่า มีความจำเป็นที่เราต้องทำการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ล้มกระดาน ทำใหม่ โดยไม่สนใจที่จะปรับปรุงของเก่า
เขาจะอ้างว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ก็จะรับมือไม่ได้ และจะตายเหมือนเจ้ากบ หรือคางคกที่อยู่ในน้ำที่ค่อยๆอุ่นให้ร้อนขึ้น
เวลาผมนั่งฟัง ก็จะคิดเชิงสอบสวนย้อนกลับไปว่า ... อะไรคือสิ่งที่ทำให้น้ำอุ่นหรือร้อนขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์เป็นเช่นนั้นจริงหรือ ?
- ดังนั้น ในอันดับแรก เราต้องวิเคราะห์ว่า กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงที่ว่ามาจากไหน เข้ามาบังคับเราได้อย่างไร - หากมีสิ่งที่กำลังเข้ามาคุกคาม ท้าทายเราจริงๆ ก็ต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า เราจะรับมืออย่างไร ที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้มีภูมิคุ้มกัน พอจะรับมือได้หรือไม่ - ขนาดของปัญหา หรือสิ่งที่วิตก มันมีขนาดใหญ่โตจริงๆหรือไม่ หรือเป็นเพียงการทำให้มันดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว - ปัญหา หรือความวิตกดังกล่าว มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ มีต้นตอ หรือสาเหตุ ที่เป็นอย่างอื่น หรือไม่ - เมื่อเข้าใจปัญหา ก็กลับมาพิจารณาที่ตัวของเราว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ - หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนแปลงโดยความเข้าใจ ความสมัครใจ และโดยวิธีการที่เราเลือกเองได้หรือไม่
การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นธรรมชาติ แต่การเปลี่ยนแปลงไปตามกิเลส ความต้องการ (อำนาจ ความโลภ ความหลง) มักจะเป็นการทับถมปัญหา สร้างปัญหาใหม่ ... และผู้ที่มีอำนาจ มีโอกาสมากกว่า ก็มักจะได้ผลประโยชน์เสียมากกว่า |