|
อยากจะขอแรงทุกท่านร่วมกันสร้างวารสารฟิสิกส์
โพสต์เมื่อ:
15:40 วันที่ 1 ก.ค. 2546 ชมแล้ว:
2,692
ตอบแล้ว:
38
เป็นที่รู้ๆกันว่าวงการฟิสิกส์บ้านเรานั้นยังไม่ค่อยไปไกลเท่าไหร่นัก อาจจะเนื่องจากการขาดความสนใจจากประชาชนหมู่มาก และนักเรียนส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะทุกคนจะรู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่ยากมากๆ ไร้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันไม่รู้จะเรียนไปทำไม ซึ่งไม่จริงอย่างรุนแรงมาก
ผมเองเลยมีความคิดว่าจะทำวารสารที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องฟิสิกส์โดยเฉพาะและสู่มหาชน กล่าวคือเนื้อหาต้องไม่เฉพาะทางจนเกินไป แต่ก็ไม่ใช่นิยายเพ้อฝัน และอยู่ในระดับที่นักเรียน ม.ปลาย จนถึงนักเรียนมหาวิทยาลัยสามารถเข้าใจได้ อาจจะเป็นเรื่องฟิสิกส์ระดับสูงๆแต่เขียนให้คนทั่วไปได้ไอเดีย (เพราะอย่างผมนี่ที่มาเรียนฟิสิกส์ก็เพราะตอนเด็กๆได้อ่านบทความเกี่ยวกับสัมพัทธภาพทั่วไปในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจได้และเป็นแรงบันดาลใจสืบมา) หรืออาจจะเป็นเทคนิค หรือ วิธีลัดในการทำปัญหา หรือการมองปัญหาทางฟิสิกส์ในแนวทางใหม่ๆ หรือคนที่เป็นครูอาจจะมาช่วยแบ่งปันประสบการณ์การสอนส่วนตัว อาจจะอภิปรายกันในแง่การทดลองว่ามีเทคนิคพิเศษต่างๆ เพื่อครูท่านอื่นจะได้นำไปใช้ได้ แต่ต้องมีจุดหมายว่า "เพื่อฟิสิกส์จริงๆ" ไม่ใช่เพื่อไปทำข้อสอบเอนทรานซ์อะไรพวกนั้น ทีนี้ปัญหาก็มีอยู่ว่าผมต้องการการระดมสมองและข้อคิดเห็นจากทุกๆท่านในเวปนี้ การที่มีเวปนี้นับว่าดีเยี่ยมแต่ผมเองก็ไม่ทราบว่ามันไปทั่วถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆอย่างแท้จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงคิดว่าจะหาทุนในการพิมพ์เป็นเล่มซึ่งอาจจะไม่สวยงามนักแต่ "ฟรี " แจกฟรีครับ จุดหมายคือเป็นวิทยาทานจริงๆ เพราะผมเห็นในเมืองนอกเขามีวาสารอย่างเช่น Physics Teacher หรือ Physics Educations ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือการพัฒนาวิชาฟิสิกส์ในสังคมเขาจากพื้นฐาน และในเมืองไทยเวลานี้ผมไม่ทราบจริงๆว่ามีวารสารใดที่เข้าข่ายอย่างที่ผมว่ามานะ ใครทราบช่วยบอกหน่อยจะได้ไม่ซ้ำซ้อนครับ ยังไงก็ขอคำแนะนำจากท่านทั้งหลายนะครับทั้งนักเรียนและอาจารย์ จำนวน 38 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- เห็นด้วยกับคุณนภค่ะ ครูไผ่เคยถามอาจารย์ท่านหนึ่งถึงเหตุผลทางฟิสิกส์อันหนึ่ง (ลืมไปแล้วว่าเรื่องอะไร) ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ท่านตอบว่า มันเป็น "กฎ" แล้วก็พูด "กฎ" นั้นให้ครูไผ่ฟังซึ่งไม่ได้ทำให้ครูไผ่เข้าใจอะไรมากไปกว่าเดิม ครูไผ่รู้สึกขัดใจกับคำตอบของท่านมาก ท่านทำราวกับว่า "กฎ" นั้นเป็นบัญญัติจากสวรรค์ที่ครูไผ่ต้องเชื่อ โดยไม่ได้แสดงเหตุผลหรือตัวอย่างในเชิงประจักษ์ หรืออุปมาอุปไมยกับอะไรสักอย่างที่ประจักษ์ได้ในชีวิตประจำวันให้ครูไผ่เห็นจริงเห็นจังกับ "กฎ" นั้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 6 ก.ค. 2546 (16:34) คุณนภครับ ดีเลยครับ แบบนี้คือสื่งที่เราต้องการ ขอเชิญเลยครับเขียนๆไว้ ที่คุณบอกนั้นเห็นด้วยเต็มๆเลย ผมโพสต์หัวข้อนี้ในหน้าข่าววิชาการด้วยนะครับลองไปอ่านดูล่าสุดคุณอ๊อฟ เจ้าของเวปอยากจะช่วยคงมันส์ล่ะทีนี้ ครูไผ่ครับ ปัญหาการเรียนฟิสิกส์ของเรามีมากเพราะครูมักจะไม่ได้รู้จริงไม่ได้เข้าใจจริงๆที่เขาตอบไม่ได้เพราะเขาขาดความเข้าใจไงครับ แต่อย่างว่าแหละครับฟิสิกสืเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินรกว่าใครจะเข้าใจได้ง่ายๆ หวังว่าการร่วมมือกันทำแบบนี้จะทำให้วงการคึกคักขึ้นมาได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 7 ก.ค. 2546 (10:07) ข้าพเจ้า เจริญเติบโต เป็นผู้เป็นคนมาได้ด้วยข้าวจากครกกระเดื่อง เครื่องมือทางด้านฟิสิกส์ของภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อโตมาได้ระยะหนึ่งก็หนีมาอยู่กรุงเทพและลืมครกกระเดื่องอย่างสนิท เมื่อกลับไปบ้านเกิดพบว่ามีโรงสีมาแทนครกกระเดื่อง ซึ่งทำงานได้รวดเร็ว เรียบร้อย แยกรำ แยกแกลบได้ดีกว่าครกกระเดื่องหลายเท่า เมื่อเร็วๆนี้กลับไปถิ่นเดิมอีก เดินซอกแซกไปตามละแวกบ้าน พบครกกระเดื่องเข้าอย่างจัง รู้สึกตื่นเต้นมากและแปลกใจที่ยังมีครกกระเดื่องหลงเหลืออยู่ สนทนากับชาวบ้านได้ความว่าเขามีไว้เพื่อใช้ตำข้าวเม่า เพราะข้าวเม่า สีด้วยเครื่องสีข้าวไม่ได้ จากอดีต ถึงปัจจุบัน รูปลักษณ์ของครกกระเดื่องยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ใช้มอเตอร์หมุนลูกเบี้ยวให้ลูกเบี้ยวไปดันปลายคานของครกกระเดื่องให้กระดกขึ้น พอพ้นระยะเบี้ยวคานก็จะหล่นลงมา สากที่ติดอยู่ที่ปลายคนอีกด้านหนึ่งก็จะกระแทกลงบนข้าวเปลือก(เม่า)ที่อยู่ในครก ก็นับว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ถ้านักฟิสิกส์บางส่วนบางคนหันเหจากการคิดเรื่องการส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลก หรือคิดกฎ คิดสูตรทางฟิสิกส์ที่นำมาใช้ฝึกสมองอย่างเดียว(นำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้) มาคิดเรื่องการนำฟิสิกส์มาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ครกกระเดื่องอาจจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ได้ นภ (IP:169.210.11.50,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 7 ก.ค. 2546 (22:28) คุณสุรัชน์ครับ ฟิสิกส์สาร ของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าไปดูได้ที่ "http://physics.science.cmu.ac.th/ps/" ครับ *************************************************** ครูไผ่ครับ ตามความคิดเห็นของผมนะครับผมว่า ครูฟิสิกส์ที่ตอบว่ามันเป็นกฎนั้น ส่วนใหญ่ก็ถูกของท่านนะครับ ผมว่าโดยทั่วไป เรา(ฟิสิกส์) จะอธิบายกลไกของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร บางครั้งคำถามว่าทำไมนี่ก็ยากที่จะตอบนะครับ เพราะบางเรื่องเรายังไม่ค่อยมีความรู้มากพอครับ เช่นถามว่าทำไมประจุบวกกับประจุบวกถึงผลักกัน ประจุลบกับประจุลบถึงผลักกัน ประจุบวกและลบถึงดูดกัน มันตอบยากครับ เพราะเมื่อเริ่มต้นศึกษา เขา(เบนจามิน แฟรงคลิน)กำหนดกำหนดว่าประจุบนแทงแก้วที่ถูด้วยผ้าไหมเป็นประจุบวก และประจุบนอำพันถูด้วยผ้าขนสัตว์เป็นประจุลบ (โดยที่ประจุบนแท่งแก้วและอำพันมันดูดกันให้เห็นก่อนแล้วจึงกำหนดชนิดประจุครับ) เป็นต้น อย่างนี้เราจะอธิบายว่าทำไมมันดูดหรือผลักกันนี่ผมว่ายากนะครับ หรืออย่าง ทำไมวัตถุถึงดูกกัน(แรงโน้มถ่วง) นั้น นิวตันพบแล้วว่ามีนดูดกันแล้วอธิบายกลไกของการดูดกันว่ามีอะไรอย่างไร แต่เรา(โดยเฉพาะผม -ฮิฮิ)คงไม่รู้หรอกว่าทำไมมันดูดกันน่ะครับ ผมว่าเราแค่พอจะอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรเท่านั้นแหละครับ ไม่ทราบว่าใครมีความคิดเห็นอย่างไร พิทยา (IP:203.113.51.5,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 7 ก.ค. 2546 (23:29) การที่ท่านตอบว่า มันเป็น "กฎ" เพราะว่าท่านตันอยู่แค่นั้น อย่าไปว่าท่านเลยครับ คนเราตันง่าย ตันยากไม่เท่ากัน ถ้าเจอทางตันก็ "กฎ" หรือ "ธรรมชาติ" นั่นแหละเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด ถาม "น้ำ ทำไมจึงเย็น " ตอบ "เพราะน้ำระเหยได้ " แต่ถ้าตันก็ตอบ "มันเป็นธรรามชาติของน้ำ" ถาม"ทำไมใบไม้จึงมีสีเขียว" ตอบ(ได้หลายอย่าง) "เพราะใบไม้ดูดกลืนแสงสีอื่นไว้แล้วสะท้อนแสงสีเขียวออกมา" ถ้าตันก็ตอบว่า"มันเป็นธรรมชาติของใบไม้" นภ (IP:169.210.12.19,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 8 ก.ค. 2546 (16:45) เรื่องครกกระเดื่อง ต่อ นะครับ มีหลายเรื่องที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นักฟิสิกส์เห็นแล้ว ทึ่ง มีหลายเรื่องเช่นกัน ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นักฟิสิกส์เห็นแล้วหัวเราะเยาะ(ในใจ)แล้วต่อยอดให้จนชาวบ้านทึ่ง เนื่องจากตัวเองไม่ใช่นักฟิสิกส์ ไม่มีภาระหน้าที่ที่จะต้องไปค้นคว้า ทดลองทางด้านฟิสิกส์ แต่เนื่องจากชอบสังเกต ชอบคิด เมื่อพบคนงานตอกเสาเข็มโยกคานไปมา สามารถที่ยกลูกตุ้มหนักๆ(กว่าสากตำข้าวหลายเท่า) ตอกลงบนหัวเสาเข็ม ไม่มีโอกาสได้ไปดูใกล้ๆว่าเขาทำอย่างไร มีกลไกอะไร ถ้านำหลักการนี้มาทำเป็นครกตำข้าวเม่า มันจะคุ้มค่าหรือไม่ นภ (IP:169.210.12.147,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 ก.ค. 2546 (13:57) ตาเ ฒ่า ...... แกมา เรียน รู้ จาก ฉัน แล้ว มา เนรคุณ ..... ทำได้ งัยยย 5555 (IP:202.28.6.18,10.15.2.5,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 9 ก.ค. 2546 (18:00) ขอขอบคุณที่เห็นว่าสติปัญญาของผมยังพอมีประโยชน์แก่คนไทยด้วยกัน ส่วนใหญ่ งานสอนของผมก็มักสาละวนอยู่กับของเล่นต่าง ๆ และวิดีโอ ถ้าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างก็จะหาทางช่วยครับ คนละไม้ละมือ คนที่เอาจริงเอาจังกับการคำนวณอย่างคุณ 5555 คงรับความรู้อย่างที่ผมมีไม่ได้ เท้าใช้เหยียบกระเดื่องในครกตำข้าวเป็นเท้าที่ทรงคุณค่ามากกว่าศรีษะบางคนที่คอยสั่งเท้าให้ราน้ำเวลาคนเข้าจ้ำพายเป็นศรีษะที่ควรตัดทิ้งครับ นิรันดร์ (IP:203.148.159.60,203.148.159.34,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 9 ก.ค. 2546 (18:15) สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 20 คุณ paganini ครับ ในความเห็นของผม ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไรที่ว่าฟิสิกส์เป็นเรื่องลึกซึ้ง หากเป็นพวก quantum relativity ละก็ใช่ ลึกซึ้งมาก แต่ฟิสิกส์พื้นฐานพวกกลศาสตร์ ไฟฟ้า ผมว่ามันเป็นธรรมชาติที่ทุกคนรู้โดยเนื้อหนังตัวเองอยู่แล้วด้วยซ้ำไป ถ้าเราสามารถสอนฟิสิกส์โดยไม่เอาคณิตศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก ผมหมายถึงฟิสิกส์ระดับมัธยมและระดับชาวบ้านนะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่เราจะเอาเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านมาใช้ประกอบการสอนฟิสิกส์(รวมถึงของเล่นที่ผมชอบด้วย ถึงแม้แก่แล้วก็ยังชอบเล่นของเล่นอยู่ เป็นยาอายุวรรฒนะครับ) พวกเครื่องมือไฮเทค มองไม่ออกว่ามันทำงานอย่างไร ถึงให้ผลการทดลองตรงตามทฤษฎีเป๊ะ ๆ แต่ก็ไม่เข้าไปอยู่ในหัวใจของนักเรียนได้ เด็กไทยกลัวฟิสิกส์ก็เพราะจะต้องมาคิดเลขกันมากกว่าวิชาคณิตศาสตร์เสียอีก ถ้าเป็นไปได้ลองทำวิจัยกับนักเรียนมัธยมที่เรียนฟิสิกส์ดูก่อนก็ได้ว่าเขารู้สึกต่อวิชาที่เรียนกันอย่างไรบ้าง แต่ถ้าคิดจะเป็นบัณฑิตทางฟิสิกส์โดยตรงนั่นแหละครับ ถึงจะลึกซึ้งมาก ต้องแอ็พพลายด์แม็ทมาก ๆ อย่างที่คุณ 5555 ถนัด นิรันดร์ (IP:203.148.159.60,203.148.159.34,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 9 ก.ค. 2546 (18:20) อาจารย์ พิทยา ครับ ผมเห็นว่า บางครั้ง เราก็จำเป็นต้องยอมรับข้อกำหนดเบื้องต้นที่ไม่รู้ว่าทำไมไปก่อน และพอเรายอมรับข้อกำหนดนั้นแล้ว เราก็สามารถที่จะอธิบายเรื่องราวอื่นจากข้อกำหนดนั้น ๆ ได้ ก็เหมือนกฎหมาย ถ้ายอมรับมัน ก็อยู่ในสังคมได้ ถ้าไม่ยอมรับก็อยู่ไม่ค่อยสุขเท่าไร ถ้ายอมรับกฎแรงระหว่างมวล ก็อธิบายการเคลื่อนไหวได้ทั้งจักรวาล ถ้าไม่ก็ลำบาก เราไม่สามารถรู้ไปหมดทุกอย่างที่อยากรู้หรอกครับ บางครั้งก็ต้องทำใจยอมรับเหมือนกัน นิรันดร์ (IP:203.148.159.60,203.148.159.34,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 10 ก.ค. 2546 (00:08) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 10 ก.ค. 2546 (00:08) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 10 ก.ค. 2546 (00:09) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 10 ก.ค. 2546 (00:09) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 10 ก.ค. 2546 (00:09) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 10 ก.ค. 2546 (00:09) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 10 ก.ค. 2546 (00:09) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 11 ก.ค. 2546 (02:21) คุณ paganini หมดแรงแล้วหรือครับ asd (IP:169.210.10.70,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 11 ก.ค. 2546 (11:44) เมื่อไม่ 2-3 วันมานี้ เห็นกี่เหล็กใน ทีวี ใช้งานได้ดีมาก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ถอด-ประกอบได้ง่าย นับเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง(ที่แช่มช้อย)ของเทคโนโลยี่ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไถ (ที่ใช้ไถนา) เมื่อก่อนก็ทำด้วยไม้ ปัจจุบัน ไม่มีแล้ว เพราะไม้ที่โค้งงอแบบนั้นหายากมาก ไถจึงเปลี่ยนจากไม้มาเป็นไถเหล็กมานานแล้ว และไถเหล็ก ก็กำลังจะหมดไปเพราะมีการเปลี่ยนแปลงมิติใหม่ มาเป็น รถไถ ซึ่งทำงานได้ดี เร็วกว่าไถเหล็ก(ที่ใช้ควายลากหลายเท่า) ถ้านักฟิสิกส์มาคิดค้นเรื่องอย่างนี้ คงจะดีสู้การคิดวิธีทำโจทย์ฟิสิกส์โอลิมปิกไม่ได้หรอกนะ นภ (IP:169.210.13.227,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 29 ก.ค. 2546 (16:06) อ้าว ! เนื้อหาที่จะลงในวารสารฟิสิกส์ หมดแล้วหรือ คุณ Paganini Np (IP:203.118.118.67,203.118.118.67,) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |