ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 มิ.ย. 2551 (02:19) ผู้คนที่เมืองยะลา อยู่กันอย่างระแวดระวัง ใครที่จำเป็นต้องอยู่เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็ต้องทนอยู่แต่ส่งพ่อแม่ที่แก่เฒ่าหรือลูกหลานไปอยู่ที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า บ้างก็จำต้องปล่อยให้บ้านร้าง ไม่มีคนอยู่ หลายคนเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส คือแทนที่จะปล่อยให้บ้านร้าง ก็จัดทำให้เป็นที่อยู่ของนกนางแอ่น เราจะสังเกตุเห็นนกนางแอ่นบินกันอย่างหนาตาบริเวณใจกลางเมืองยะลา (ดูรูปประกอบ) รายได้จากการเก็บรังนกนางแอ่นขายก็มิใข่น้อย เล่ากันว่าวิธีชักชวนให้นกนางแอ่นมาอยู่นั้นคือใช้เครื่องกำเนิดเสียงแหลมที่พอเหมาะกับการรับรู้ของนกนางแอ่นติดไว้บริเวณบ้านที่จัดสรรให้นกอยู่ ปล่อยเสียงวันละ 2 เวลา นกจะรับรู้และเข้ามาอยู่ เมื่อมีกลิ่นนกที่เคยมาอยู่แล้ว นกตัวใหม่ๆก็จะกล้าเข้ามาอยู่มากขึ้น
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 มิ.ย. 2551 (23:36) ไม่มีใครเข้ามาคุยเลยหรือครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดในรูปแรก มันแลดูคล้ายๆ UFO แต่ไม่ใช่ครับ ที่เห็นคือ มหาธรรมกายเจดีย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ห่างจากสนามบินดอนเมือง ไปทางทิศเหนือประมาณ 16 กิโลเมตรครับ

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 มิ.ย. 2551 (06:55) ความจริงรูปนี้เคยลงให้ดูนานแล้ว แต่ลองเอามาให้ดูใหม่ สำหรับสมาชิกท่านอื่นๆที่ยังไม่เคยเห็น กรุณาช่วยผมบรรยายภาพนี้ให้หน่อยนะครับ คนละสัก 2-3 บรรทัดก็พอ เอาให้ซึ้งๆหน่อยนะครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 27 มิ.ย. 2551 (15:38) ^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
เป็นไปดั่งที่ใจคุณคิดหรือเปล่าครับ
ที่น่าสนใจคือแต่ละท่านอาจได้ข้อมูลมาไม่ครบถ้วน ก็ใช้จินตนาการจากข้อมูลที่มีจำกัดนั้นเขียนออกมาตามความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์เดิมของตนเอง ซึ่งมีทั้งแง่ลบและแง่บวก
สังคมไทยเราทุกวันนี้น่าเป็นห่วง ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยคิดถึงคนอื่นแต่ในแง่ลบ พอได้ข้อมูลอะไรมา (ซึ่งไม่ครบถ้วน) มักจะคิดว่าคนนั้น คนนี้ชั่วไว้ก่อน ทั้งๆที่ได้ข้อมูลมาเพียงน้อยนิด หรือ ได้ยินเขาเล่าว่า ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ยังแถมบอกเล่าความชั่ว(ชึ่งไม่จริง)นั้นต่อไป สื่อมวลชนก็มีส่วนทำให้สังคมเป็นเช่นนั้น น่าเสียดายที่สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก สังคมที่มีแต่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีมุทิตาจิตมันหายไปหมดแล้ว ผมเคยทำการทดลองตัดข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆประมาณ 1 สัปดาห์ แล้ววิเคราะห์ว่ามีข่าวใหญ่อะไรบ้าง ผมตกใจมากทีเป็นข่าวความชั่วของคนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ บางทีก็เป็นเรื่องเทปลับความชั่วของคนนั้น ต่อมาอีกฝ่ายก็มาแก้ต่างและบอกว่าฉันก็มีเทปลับความชั่วของแกเหมือนกัน แล้วสื่อมวลชนก็ชอบลงอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายวัน
ยังไม่เคยเห็นมาใครออกมาเปิดเผยเทปลับของคนที่ทำความดีเลย (หรือมี ก็น้อยมาก) เช่น มีการแอบถ่ายวิดีโอเทปลับการสอนของครูที่สอนเก่งละทุ่มเทแรงกาย แรงใจให้แก่นักเรียนมาก แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนดูเป็นเยี่ยงอย่าง! เป็นต้น
ผมจำได้ว่าตอนที่เรียนหนังสือในเยอรมัน ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็จะมีอยู่เพียงเล็กน้อยแล้วก็หยุดเร็ว ส่วนเรื่องที่เป็นคุณงามความดีของคนในประเทศจะเป็นข่าวใหญ่ และนานอยู่หลายวัน เช่น ข่าวการได้รับรางวัลโนเบลของคนเยอรมันเป็นต้น ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นเช่นเดียวกัน มันจึงหล่อหลอมทำให้ Norm ของสังคมเป็นสังคมที่เกื้อหนุนคนดี และทำให้เยาวชนมีบุคคลตัวอย่างที่ดียึดถืออยู่ในใจ
เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสทำการวิจัยเกี่ยวกับเจตคติของคนที่มีต่อบุคคลและงานทางวิทยาศาสตร์ของไทย ผลการวิจัยส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อถือของคนกรุงเทพที่มีต่อพระสงฆ์นั้นอยู่อันดับที่ 10
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 มิ.ย. 2551 (17:19) 
ผมเคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า ประตูผี) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากีนศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดพลับพลาชัย วัดโคกอีแร้งเดิมนั้นเป็นที่ประหารนักโทษ จะเอารูปและเรื่องราวตัวอย่างจริงของการประหารที่วัดพลับพลาชัยในอดีตสมัย ร.5 มาให้ดูกัน โดยคัดลอกจาก หนังสือ "หญิงชาวสยาม" โดย คุณอเนก นาวิกมูล
...จาก จดหมายเหตุของจมื่นเก่งศิลป์ (หรุ่น) ซึ่งรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่๘ แต่บันทึกเพียงสั้นๆไว้ว่า " ปีมะเส็ง จ.ศ ๑๒๔๓ วันเสาร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ ประหารชีวิตอีเมียพระบันภาเอาไม้ตำอีเล็กทาสตาย " ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับบพิเศษที่ผู้เขียนเก็บเรื่องอีอยู่มาเรียบเรียงท้ายสุดของเรื่องได้ลงข่าวประหารชีวิตอีอยู่สั้นๆว่า..." ข่าวการประหาร.. ณ วันเสาร์ เดือนสิบเอจ แรมเจดค่ำ เจ้าพนักงานกรมพระนครบาลได้เอาตัวอีอยู่ผู้ร้ายลงพระราชอาญา ๓ ยก ๙๐ ที แล้วเอาตัวไปประหารเสียที่วัด พลับพลาไชย แลได้เอาตัวอ้ายฮาน อ้ายสด อีเทียนผู้ช่วยอีอยู่ที่ทำกับอีเกลี้ยงจนตายนั้น ลงพระราชอาญาคนละ ๒ ยก ๖๐ ที แล้วเอาตัวจำไว้ในคุก แลได้เอาตัวอ้ายเอี่ยม อ้ายเทือง อ้ายลา อ้ายเยื้อ ผู้สมรู้ลอบเอาศพอีเกลี้ยงไปฝังแลยังช่วยป้องกันมิให้สัปเหร่อตรวจตรา ลงพระราชอาญาคนละ ๓๐ ทีที่น่าหับเผยนั้นเสรจแล้ว."
....ในกรุงเทพฯตื่นเต้นตกใจกันมาก เพราะเกิดฆาตรกรรมอันน่าสยดสยองเกิดขึ้นรายหนึ่ง ผู้ต้องหาเป็นภรรยาของชายผู้มีตระกูลคนหนึ่ง ได้กระทำการฆาตรกรรมคนรับใช้ของตนเอง...มีหลักฐานอยู่พร้อมมูลว่า ความหึงหวงเป็นเหตุ และผลที่เกิดขึ้นก็คือการฆาตรกรรมอันโหดร้ายไร้มนุษย์ธรรมที่สุดครั้งนี้ ในที่สุดได้มีการพิจารณาคดีกันจนเรียบร้อยและพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งปกติไม่ค่อยได้เต็มพระทัยในการลงพระปรมาภิไธยในคำสั่งประหารชีวิตนัก ก็มิได้ทรงรีรอในคดีรายนี้ ตามธรรมเนียมการประหารชีวิตจะต้องนำหญิงนักโทษจำโซ่ตรวนไปเดินร้องประจานความชั่วร้ายและโทษฑัณฑ์ของตนเสียก่อนจึงจะประหาร ๓ วัน
....นักโทษประหารนั่งอยู่กับพื้น ที่คอมีท่อนไม้ท่อนยาวๆผูกกระหนาบทั้งสองข้าง และยังมีท่อนไม้สั้นสอดขวาระหว่างไม้สองท่อนอีกทีหนึ่งอยู่ที่ใต้คางท่อนหนึ่งจนยื่นศีรษะออกมาไม่ได้ ปลายไม้นั้นยาวจนถึงพื้นแล้วยังมีไม้มาขัดไว้อย่างเดียวกันอีก ที่ข้อมือนักโทษใส่กุญแจเหล็ก และข้อเท้าก็ตีตรวนล่ามโซ่ไว้
....นักโทษนั่งก้มหน้าดูพื้น มีครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นที่เหลียวไปมองรอบๆ ดูคล้ายกับจะมีการให้ยาระงับประสาท อย่างแรงแก่นักโทษด้วย เพราะดูนักโทษซบเซาแทบจะไม่รู้สึกตัวเอาเลย มีเพื่อนหญิง ๓ คนนั่งอยู่รอบข้างคอยพูดปลอบประโยมไม่ให้ตกใจกลัว และบอกว่าอีกไม่ช้าก็จะได้เป็นสุขแล้ว นอกจากนั้นมีพระองค์หนึ่งเทศน์อยู่ตรงหน้า แต่นักโทษไม่สนใจฟังแม้แต่น้อย ส่วนที่น่าสงสารที่สุดของนักโทษก็คือหลัง เพราะหล่อนถูกเฆี่ยนอย่างแรงที่สุดด้วยเชือก ๓ ยกมาแล้วเป็นจำนวน ๙๐ ที ซึ่งนับว่าเป็นการลงโทษอย่างหนักที่สุดที่เคยมีมาและเป็นการลงโทษขนาดหนักที่หลายคนถึงกับไม่รอด
....ผู้คุมนำนักโทษ มีทหารคุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง นำนักโทษออกมาจากศาลาเมื่อเวลาบ่าย ๓ โมงตรง ทหารต้องไปยืนกั้นคนให้มีที่ว่างไว้ตรงกลางเพื่อให้เป็นที่นั่งของนักโทษ เจ้าหน้าที่ถอดขื่อคาที่สวมคอนักโทษออกให้หันศรีษะได้สะดวกแล้ว ออกคำสั่งให้นักโทษนั่งลงกับพื้น หันหลังให้เสาร์ไม้เล็กๆสองต้น เพชรฆาตรคนหนึ่งตรงเข้ามัดตัวและแขนนักโทษติดไว้กับเสาร์สองต้นนั้น มีเพขรฆาตรทำหน้าที่ประหารถึง ๖ คนด้วยกัน ทุกคนจะใส่เสื้อแดงติดดอกไม้สีทองที่ชายเสื้อและใส่หมวกแดง ที่หน้าผากเจิมด้วยฝุ่นหรือดินสอพองสีขาว
...เมื่อเพชรฆาตรคนแรกผูกนักโทษติดกับเสาแล้วก็เตรียมตัวตัดศีรษะ โดยการตัดผมยาวของนักโทษหญิงนั้นออกเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นคอได้ถนัด ต่อจากนั้นก็หยิบดินเหนียวมาคลึงกับฝ่ามือ แล้วแบ่งออกเป็นก้อน ส่วนหนึ่งเอาอุดหูนักโทษไว้เพื่อไม่ให้ได้ยินเยงต่างๆที่เกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งอุดจมูกนักโทษ แล้วเอาดินเหนียวอีกก้อนแปะไว้ตรงตำแหน่งที่จะลงดาบ ตลอดเวลาที่เตรียมการอยู่นี้ หญิงนักโทษก็ตะโกนร้องอยู่ว่า " ฆ่าฉันเสียเร็วๆ..ฆ่าฉันเสียเร็วๆ "
...ต่อจากนั้นก็มีการรำดาบก่อนประหาร พวกเพชรฆาตรพากันเดินไปอยู่ไม่ไกลจากนักโทษ แกว่งดาบอยู่ไปมาแล้วรำดาบถอยหน้าถอยหลังสักครั้งหรือสองครั้ง แล้วเพชรฆาตรที่หนึ่งก็วิ่งเข้ามาฟันอย่างแรงทีเดียว ศีรษะขาดเลือดพุ่งออกจาก ร่างที่ไม่มีหัวราวกับน้ำพุ ส่วนหัวก็กลิ้งตามพื้นดิน ผู้คนเริ่มทยอยออกไปกันอย่างช้าๆ มีเสียงพูดกันพึมพำว่า " มันได้รับผลกรรมของมันแล้ว " ไม่มีคำพูดแสดงความสงสารหญิงคนนั้นสักคำเดียว แม้แต่ในหมู่ญาติพี่น้องของหล่อนเองก็ไม่มี
...พวกเพชรฆาตได้จัดการทำธุระให้เสร็จต่อไป แทนที่จะถอดโซ่ตรวนรอบข้อเท้าหญิงผู้ตายออก เขากลับตัดข้อเท้าออกโซ่ตรวนก็หลุดลงมาเอง แล้วจึงตัดร่าง ออกเป็นชิ้นๆแล่เนื้อออกจากกระดูก เช่นเดียวกับศพคนเข็ญใจที่วัดสระเกศที่เคยได้เล่าให้ฟังแล้ว ตับไตใส้พุงก็ทิ้งไว้ให้เป็นทานแก่ฝูงแร้งกา แต่ศีรษะผู้ตายเอาไปเสียบไม้ไผ่ลำยาวปักประจานไว้ให้มองเห็นได้ไกลๆตามที่เคยปฏิบัติกันมา.
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 27 มิ.ย. 2551 (18:22) ตกใจเลยครับ นึกว่า UFO ของจริง ที่แท้ก็มหาธรรมกายเจดีย์นี่เอง
คห.7 ทำไมเขาต้องโบยก่อนด้วยครับ เพราะยังไงก็ต้องโดนประหารอยู่แล้ว
jumo
ร่วมแบ่งปัน3680 ครั้ง - ดาว 351 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 27 มิ.ย. 2551 (18:31) ผมคิดว่าคงจะเป็นการทำให้คนที่ได้พบเห็นกลัวการลงโทษ จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างน่ะครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 มิ.ย. 2551 (22:26) 
เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมได้รับทุนรัฐบาลเยอรมันไปศึกษาต่อที่นครเบอร์ลิน (ในสมัยก่อนที่ยังไม่รวมประเทศ ผมอยู่ฝั่งเบอร์ลินตะวันตก) ผมได้รับแต่งตั้งจากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมนี ให้เป็นผู้แทนนักเรียนไทยในเบอร์ลิน นับเป็นโชคดีของคนไทยและนักเรียนไทยในนครเบอร์ลินที่ไดเข้าเฝ้าสมเด็จพระพี่นางฯ พระองค์ท่านเสด็จมาพระราชทานช้างให้แก่สวนสัตว์แห่งนครเบอร์ลิน เป็นช้างเพศเมียชื่อ "พังผา" และนอกเหนือการนี้ก็โปรดให้คนไทยในนครเบอร์ลินเข้าเฝ้า หลังจากนั้นก็ให้เฉพาะผู้แทนคนไทยและผู้แทนนักเรียนไทยร่วมโต๊ะเสวย ที่เห็นในรูป ท่านที่หันหน้ามามองกล้องคือคุณธวัชชัย ทวีศรี กงศุลใหญ่ประจำนครเบอร์ลิน ขณะนั้น (ปัจจุบันเกษียณอายุแล้วในตำแหน่งเอกอัครราชฑูตประจำเกาหลีใต้) ตรงข้ามคือภรรยาของท่าน และถัดมาคือ คุณนิด Michalke ผู้แทนชาวไทยในเบอร์ลิน ส่วนผมนั่งตรงข้ามกับคุณนิด
ท่านตรัสถามความเป็นมาของแต่ละคน พอถึงผม ผมก็กราบทูลไปว่าเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง ท่านตรัสตอบอย่างไม่ถือพระองค์ ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "บังเอิญปีนี้ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบังเขามอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ให้แก่ฉัน" ท่านแย้มพระสรวลเล็กน้อย แล้วตรัสต่อไปว่า "ฉันก็รู้ว่า หลายๆแห่งพยายามเอาชื่อของฉันไปใช้งานของเขา แต่ถ้ามันจะเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ๋ฉันก็ยินดี" หลังจากนั้นท่านก็ตรัสเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับงานทางวิชาการมากมาย จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรานั่งฟังอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ สั่งสอนด้วยความเอ็นดู ในลักษณะที่เป็นกันเองโดยไม่ถือพระองค์
ผมมาเรียนปริญญาเอกทางเลเซอร์ฟิสิกส์ แต่ก็สนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาก ขณะนั้นทราบว่าพระองค์ท่านได้มีพระนิพนธ์เรื่อง "แม่เล่าให้ฟัง" http://www.rspg.org/mom/kmom.htm ผมก็ไปหามาอ่านก่อนหน้านี้แล้ว พระองค์ท่านตรัสต่อไปว่า ต้องการรวบรวมเรื่องราวของ สมเด็จพระบรมชนก สมัยที่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ท่านตรัสขอให้พวกเราที่เรียนในเยอมนี หากพบข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมชนก ช่วยส่งไปที่วังเลอดิส ที่กรุงเทพ

อันที่จริงพระองค์ท่านทรงทราบข้อมูลมากมายกว่าพวกเรานัก แต่ก็เผื่อไว้ว่าอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเป็นพิเศษ พวกเราที่เป็นนักเรียนในกรุงเบอร์ลินสมัยนั้น เหมือนเรียนอยู่ในเกาะที่ล้อมรอบด้วย คอมมิวนิสต์ เยอรมันตะวันออก และถูกจำกัดขอบเขตด้วย "กำแพงเบอร์ลิน" จะได้รับอนุญาติให้ไปเที่ยวได้ใกล้ๆภายในวันเดียว ก็ได้แก่ นครเบอร์ลินตะวันออก หรือ เมือง Potsdam เราก็มักจะไปเที่ยวกันที่เมือง Potsdam เพราะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เมืองนี้มีพระราชวังที่มีชื่อว่า "Sanssouci" ซึ่งแปลว่า "ไร้กังวล" (ดูรูปประกอบ) ทำให้เรานึกถึงพระราชวังที่เมืองไทยที่มีชื่อคล้ายกันในภาษาไทยว่า "พระราชวังไกลกังวล"
จากการสืบค้นข้อมูล ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมเด็จพระบรมชนกทรงศึกษาที่ Royal Prussian Military College, Gross Lichterfelde หรือ โรงเรียนเตรียมนายร้อย ณ เมือง Potsdam นี้ เมื่อปีพ.ศ. 2450 จากนั้นทรงย้ายไปเรียน ณ Imperial German Naval College Fensburg ในปีพ.ศ. 2454 ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือ โดยทรงสอบไล่ปีสุดท้ายได้ที่ 2 และทรงชนะการประกวดออกแบบเรือดำน้ำ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 29 มิ.ย. 2551 (14:18) อยากจะเล่าเรื่องที่แม่ของผมเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะเกิดราว 60 กว่าปีมาแล้ว......เราอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งริมคลองหลอด ข้างวัดราชบพิธ แถวๆบ้านหม้อ ในซอยศรีอยุธยา ซึ่งสมัยก่อนเป็นที่ตั้งของโรงหนังศรีอยุธยา (ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปนานแล้ว) ข้างๆบ้านมีรั้วสังกะสีกั้นสูงแต่มีรอยตะปูและส่วนที่เป็นสนิมผุพังอยู่บ้าง หลอดไฟให้แสงสว่างริมทางก็พอมีบ้างแล้ว เพราะทางราชการเพิ่งเอามาติดตั้ง แต่ก็ติดๆดับๆ บางวันมี บางวันไม่มี.....
อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านลือกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นบนต้นไม้ใกล้ๆบ้าน ถามไถ่ดูปรากฏว่าชาวบ้านเห็นแสงเรืองเป็นจุดสว่างอยู่บนใจกลางต้นไม้ในตำแหน่งที่สูง ต้องมาคอยดูกันตอนกลางคืน บริเวณนั้นจะมืดมากแต่ก็จะสามารถแลเห็นแสงสว่างเรืองๆเป็นจุดเฉพาะบนต้นไม้ได้ ชาวบ้านเริ่มเอาสิ่งของสักการะบูชามาวาง บ้างก็มาบนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วย เรื่มมีผ้าสีต่างๆมาผูกรอบต้นไม้ แต่ชาวบ้านบอกว่า ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์บางวันก็มาประทับ บางวันท่านก็ไม่มา แล้วแต่ว่าวันใดใครจะโชคดีเอาของมาถวายก็จะได้เจอท่าน ท่านจะมาปรากฏตัวเป็นแสงเรืองๆบนต้นไม้ ผู้ใดโชคไม่ดี มาก็จะไม่เจอท่าน คือมองไม่เห็นแสงเรือง
แม่ผมก็ไปดูกับเขาเหมือนกัน โชคดีที่วันนั้นท่านเสด็จมาประทับ แม่จึงมองเห็นแสงเรืองนั้น แต่แม่ผมมองเห็นต่างไปจากชาวบ้าน แม่เป็นครู และรู้ดีว่าการที่แสงจะไปปรากฏบนฉากได้จะต้องมีแหล่งกำเนิดแสง ท่านก็รอถึงเวลาดึกจนกระทั่งชาวบ้านกลับไปกันหมดแล้ว ท่านก็แอบมาดูท่านผู้วิเศษคนเดียว ท่านลองเอาแผ่นกระดาษขาวติดปลายไม้ไปวางตำแหน่งที่เกิดแสงเรืองนั้น ปรากกฏว่า "ท่านผู้วิเศษ" ก็มาประทับบนแผ่นกระดาษของแม่ แม่ก็เลื่อนแผ่นกระดาษออกมาเพื่อหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง ท่านก็ไล่มาเรื่อยๆจนมาถึงรูตะปูผุๆบนแผ่นสังกะสีริมรั้ว และท่านก็ไล่ไปจนพบที่มาของ "ท่านผู้วิเศษ" ก็คือหลอดไฟฟ้าริมทางที่ทางราชการเพิ่งเอามาติดตั้ง ดังนั้นการที่ท่านผู้วิเศษบางวันเสด็จมา บางวันท่านก็ไม่เสด็จมาก็เพราะหลอดไฟฟ้าริมทางวันนั้นไม่ติดนั่นเอง
แต่แม่ก็ไม่กล้าไปบอกชาวบ้าน เพราะชาวบ้านศรัทธากันมาก ผมว่าแม่คงกลัวชาวบ้านจะทำร้ายเอาด้วยนะครับ...............สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... เฮ้อ!
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 29 มิ.ย. 2551 (23:38) วันนี้ไปเดินเล่นกับลูกชายแถวๆวัดตึก จำได้ว่าเคยมีป้ายจอดรถรางหลงเหลืออยู่ เพราะสมัยเด็กเคยนั่งรถรางมาซื้อของกับกับแม่ ป้ายนั้นก็ยังคงอยู่ ก็เลยถ่ายรูปเอามาให้ดู ผมเคยโทรศัพท์ไปแจ้งทางเขตแล้ว ทางเขตบอกว่ามีคนมาแจ้งลงทะเบียนเป็นของเก่าของเมืองที่ยังมีหลงเหลืออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว