มีเรื่องแปลก น่าสนใจ ตื่นเต้น เชิญมาคุยกันที่นี่เลยครับ | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

มีเรื่องแปลก น่าสนใจ ตื่นเต้น เชิญมาคุยกันที่นี่เลยครับ

โพสต์เมื่อ: 23:57 วันที่ 24 มิ.ย. 2551         ชมแล้ว: 26,061 ตอบแล้ว: 32
วิชาการ >> กระทู้ >> พักผ่อนหย่อนใจ

เมื่อเช้านี้ไปสอนหนังสือที่จังหวัดยะลา มีระเบิดที่ตลาดกลางเมือง บาดเจ็บกันระนาว ผมหลบระเบิดมาได้ ตอนบ่ายรีบออกจากยะลามาหาดใหญ่เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ขณะอยู่บนเครื่องบินตอนค่ำ มองออกไปนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นก็มองเห็นภาพที่น่าทึ่งบางอย่าง เลยคว้ากล้องมาถ่ายอย่างรวดเร็ว นี่คือภาพที่เห็นครับ เพื่อนๆสมาชิกช่วยบอกหน่อยครับว่าคืออะไร?

98518


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 22 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 มิ.ย. 2551 (02:19)
98528

ผู้คนที่เมืองยะลา อยู่กันอย่างระแวดระวัง ใครที่จำเป็นต้องอยู่เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็ต้องทนอยู่แต่ส่งพ่อแม่ที่แก่เฒ่าหรือลูกหลานไปอยู่ที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า บ้างก็จำต้องปล่อยให้บ้านร้าง ไม่มีคนอยู่ หลายคนเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส คือแทนที่จะปล่อยให้บ้านร้าง ก็จัดทำให้เป็นที่อยู่ของนกนางแอ่น เราจะสังเกตุเห็นนกนางแอ่นบินกันอย่างหนาตาบริเวณใจกลางเมืองยะลา (ดูรูปประกอบ) รายได้จากการเก็บรังนกนางแอ่นขายก็มิใข่น้อย เล่ากันว่าวิธีชักชวนให้นกนางแอ่นมาอยู่นั้นคือใช้เครื่องกำเนิดเสียงแหลมที่พอเหมาะกับการรับรู้ของนกนางแอ่นติดไว้บริเวณบ้านที่จัดสรรให้นกอยู่ ปล่อยเสียงวันละ 2 เวลา นกจะรับรู้และเข้ามาอยู่ เมื่อมีกลิ่นนกที่เคยมาอยู่แล้ว นกตัวใหม่ๆก็จะกล้าเข้ามาอยู่มากขึ้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 มิ.ย. 2551 (23:36)

ไม่มีใครเข้ามาคุยเลยหรือครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดในรูปแรก มันแลดูคล้ายๆ UFO แต่ไม่ใช่ครับ ที่เห็นคือ มหาธรรมกายเจดีย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ห่างจากสนามบินดอนเมือง ไปทางทิศเหนือประมาณ 16 กิโลเมตรครับ



98526


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 มิ.ย. 2551 (06:55)
71019
ความจริงรูปนี้เคยลงให้ดูนานแล้ว แต่ลองเอามาให้ดูใหม่ สำหรับสมาชิกท่านอื่นๆที่ยังไม่เคยเห็น กรุณาช่วยผมบรรยายภาพนี้ให้หน่อยนะครับ คนละสัก 2-3 บรรทัดก็พอ เอาให้ซึ้งๆหน่อยนะครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 27 มิ.ย. 2551 (15:38)

^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^



^71262



เป็นไปดั่งที่ใจคุณคิดหรือเปล่าครับ



ที่น่าสนใจคือแต่ละท่านอาจได้ข้อมูลมาไม่ครบถ้วน ก็ใช้จินตนาการจากข้อมูลที่มีจำกัดนั้นเขียนออกมาตามความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์เดิมของตนเอง ซึ่งมีทั้งแง่ลบและแง่บวก

สังคมไทยเราทุกวันนี้น่าเป็นห่วง ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยคิดถึงคนอื่นแต่ในแง่ลบ พอได้ข้อมูลอะไรมา (ซึ่งไม่ครบถ้วน) มักจะคิดว่าคนนั้น คนนี้ชั่วไว้ก่อน ทั้งๆที่ได้ข้อมูลมาเพียงน้อยนิด หรือ “ได้ยินเขาเล่าว่า” ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ยังแถมบอกเล่าความชั่ว(ชึ่งไม่จริง)นั้นต่อไป สื่อมวลชนก็มีส่วนทำให้สังคมเป็นเช่นนั้น น่าเสียดายที่สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก สังคมที่มีแต่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีมุทิตาจิตมันหายไปหมดแล้ว ผมเคยทำการทดลองตัดข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆประมาณ 1 สัปดาห์ แล้ววิเคราะห์ว่ามีข่าวใหญ่อะไรบ้าง ผมตกใจมากทีเป็นข่าวความชั่วของคนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ บางทีก็เป็นเรื่องเทปลับความชั่วของคนนั้น ต่อมาอีกฝ่ายก็มาแก้ต่างและบอกว่าฉันก็มีเทปลับความชั่วของแกเหมือนกัน แล้วสื่อมวลชนก็ชอบลงอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

ยังไม่เคยเห็นมาใครออกมาเปิดเผยเทปลับของคนที่ทำความดีเลย (หรือมี ก็น้อยมาก) เช่น “มีการแอบถ่ายวิดีโอเทปลับการสอนของครูที่สอนเก่งละทุ่มเทแรงกาย แรงใจให้แก่นักเรียนมาก แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนดูเป็นเยี่ยงอย่าง!” เป็นต้น

ผมจำได้ว่าตอนที่เรียนหนังสือในเยอรมัน ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็จะมีอยู่เพียงเล็กน้อยแล้วก็หยุดเร็ว ส่วนเรื่องที่เป็นคุณงามความดีของคนในประเทศจะเป็นข่าวใหญ่ และนานอยู่หลายวัน เช่น ข่าวการได้รับรางวัลโนเบลของคนเยอรมันเป็นต้น ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นเช่นเดียวกัน มันจึงหล่อหลอมทำให้ Norm ของสังคมเป็นสังคมที่เกื้อหนุนคนดี และทำให้เยาวชนมีบุคคลตัวอย่างที่ดียึดถืออยู่ในใจ

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสทำการวิจัยเกี่ยวกับเจตคติของคนที่มีต่อบุคคลและงานทางวิทยาศาสตร์ของไทย ผลการวิจัยส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อถือของคนกรุงเทพที่มีต่อพระสงฆ์นั้นอยู่อันดับที่ 10



 

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 มิ.ย. 2551 (17:19)
70118


ผมเคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากีนศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย” วัดโคกอีแร้งเดิมนั้นเป็นที่ประหารนักโทษ จะเอารูปและเรื่องราวตัวอย่างจริงของการประหารที่วัดพลับพลาชัยในอดีตสมัย ร.5 มาให้ดูกัน โดยคัดลอกจาก หนังสือ "หญิงชาวสยาม" โดย คุณอเนก นาวิกมูล

...จาก จดหมายเหตุของจมื่นเก่งศิลป์ (หรุ่น) ซึ่งรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่๘ แต่บันทึกเพียงสั้นๆไว้ว่า " ปีมะเส็ง จ.ศ ๑๒๔๓ วันเสาร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ ประหารชีวิตอีเมียพระบันภาเอาไม้ตำอีเล็กทาสตาย " ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับบพิเศษที่ผู้เขียนเก็บเรื่องอีอยู่มาเรียบเรียงท้ายสุดของเรื่องได้ลงข่าวประหารชีวิตอีอยู่สั้นๆว่า..." ข่าวการประหาร.. ณ วันเสาร์ เดือนสิบเอจ แรมเจดค่ำ เจ้าพนักงานกรมพระนครบาลได้เอาตัวอีอยู่ผู้ร้ายลงพระราชอาญา ๓ ยก ๙๐ ที แล้วเอาตัวไปประหารเสียที่วัด พลับพลาไชย แลได้เอาตัวอ้ายฮาน อ้ายสด อีเทียนผู้ช่วยอีอยู่ที่ทำกับอีเกลี้ยงจนตายนั้น ลงพระราชอาญาคนละ ๒ ยก ๖๐ ที แล้วเอาตัวจำไว้ในคุก แลได้เอาตัวอ้ายเอี่ยม อ้ายเทือง อ้ายลา อ้ายเยื้อ ผู้สมรู้ลอบเอาศพอีเกลี้ยงไปฝังแลยังช่วยป้องกันมิให้สัปเหร่อตรวจตรา ลงพระราชอาญาคนละ ๓๐ ทีที่น่าหับเผยนั้นเสรจแล้ว."

....ในกรุงเทพฯตื่นเต้นตกใจกันมาก เพราะเกิดฆาตรกรรมอันน่าสยดสยองเกิดขึ้นรายหนึ่ง ผู้ต้องหาเป็นภรรยาของชายผู้มีตระกูลคนหนึ่ง ได้กระทำการฆาตรกรรมคนรับใช้ของตนเอง...มีหลักฐานอยู่พร้อมมูลว่า ความหึงหวงเป็นเหตุ และผลที่เกิดขึ้นก็คือการฆาตรกรรมอันโหดร้ายไร้มนุษย์ธรรมที่สุดครั้งนี้ ในที่สุดได้มีการพิจารณาคดีกันจนเรียบร้อยและพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งปกติไม่ค่อยได้เต็มพระทัยในการลงพระปรมาภิไธยในคำสั่งประหารชีวิตนัก ก็มิได้ทรงรีรอในคดีรายนี้ ตามธรรมเนียมการประหารชีวิตจะต้องนำหญิงนักโทษจำโซ่ตรวนไปเดินร้องประจานความชั่วร้ายและโทษฑัณฑ์ของตนเสียก่อนจึงจะประหาร ๓ วัน

....นักโทษประหารนั่งอยู่กับพื้น ที่คอมีท่อนไม้ท่อนยาวๆผูกกระหนาบทั้งสองข้าง และยังมีท่อนไม้สั้นสอดขวาระหว่างไม้สองท่อนอีกทีหนึ่งอยู่ที่ใต้คางท่อนหนึ่งจนยื่นศีรษะออกมาไม่ได้ ปลายไม้นั้นยาวจนถึงพื้นแล้วยังมีไม้มาขัดไว้อย่างเดียวกันอีก ที่ข้อมือนักโทษใส่กุญแจเหล็ก และข้อเท้าก็ตีตรวนล่ามโซ่ไว้

....นักโทษนั่งก้มหน้าดูพื้น มีครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นที่เหลียวไปมองรอบๆ ดูคล้ายกับจะมีการให้ยาระงับประสาท อย่างแรงแก่นักโทษด้วย เพราะดูนักโทษซบเซาแทบจะไม่รู้สึกตัวเอาเลย มีเพื่อนหญิง ๓ คนนั่งอยู่รอบข้างคอยพูดปลอบประโยมไม่ให้ตกใจกลัว และบอกว่าอีกไม่ช้าก็จะได้เป็นสุขแล้ว นอกจากนั้นมีพระองค์หนึ่งเทศน์อยู่ตรงหน้า แต่นักโทษไม่สนใจฟังแม้แต่น้อย ส่วนที่น่าสงสารที่สุดของนักโทษก็คือหลัง เพราะหล่อนถูกเฆี่ยนอย่างแรงที่สุดด้วยเชือก ๓ ยกมาแล้วเป็นจำนวน ๙๐ ที ซึ่งนับว่าเป็นการลงโทษอย่างหนักที่สุดที่เคยมีมาและเป็นการลงโทษขนาดหนักที่หลายคนถึงกับไม่รอด

....ผู้คุมนำนักโทษ มีทหารคุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง นำนักโทษออกมาจากศาลาเมื่อเวลาบ่าย ๓ โมงตรง ทหารต้องไปยืนกั้นคนให้มีที่ว่างไว้ตรงกลางเพื่อให้เป็นที่นั่งของนักโทษ เจ้าหน้าที่ถอดขื่อคาที่สวมคอนักโทษออกให้หันศรีษะได้สะดวกแล้ว ออกคำสั่งให้นักโทษนั่งลงกับพื้น หันหลังให้เสาร์ไม้เล็กๆสองต้น เพชรฆาตรคนหนึ่งตรงเข้ามัดตัวและแขนนักโทษติดไว้กับเสาร์สองต้นนั้น มีเพขรฆาตรทำหน้าที่ประหารถึง ๖ คนด้วยกัน ทุกคนจะใส่เสื้อแดงติดดอกไม้สีทองที่ชายเสื้อและใส่หมวกแดง ที่หน้าผากเจิมด้วยฝุ่นหรือดินสอพองสีขาว

...เมื่อเพชรฆาตรคนแรกผูกนักโทษติดกับเสาแล้วก็เตรียมตัวตัดศีรษะ โดยการตัดผมยาวของนักโทษหญิงนั้นออกเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นคอได้ถนัด ต่อจากนั้นก็หยิบดินเหนียวมาคลึงกับฝ่ามือ แล้วแบ่งออกเป็นก้อน ส่วนหนึ่งเอาอุดหูนักโทษไว้เพื่อไม่ให้ได้ยินเยงต่างๆที่เกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งอุดจมูกนักโทษ แล้วเอาดินเหนียวอีกก้อนแปะไว้ตรงตำแหน่งที่จะลงดาบ ตลอดเวลาที่เตรียมการอยู่นี้ หญิงนักโทษก็ตะโกนร้องอยู่ว่า " ฆ่าฉันเสียเร็วๆ..ฆ่าฉันเสียเร็วๆ "

...ต่อจากนั้นก็มีการรำดาบก่อนประหาร พวกเพชรฆาตรพากันเดินไปอยู่ไม่ไกลจากนักโทษ แกว่งดาบอยู่ไปมาแล้วรำดาบถอยหน้าถอยหลังสักครั้งหรือสองครั้ง แล้วเพชรฆาตรที่หนึ่งก็วิ่งเข้ามาฟันอย่างแรงทีเดียว ศีรษะขาดเลือดพุ่งออกจาก ร่างที่ไม่มีหัวราวกับน้ำพุ ส่วนหัวก็กลิ้งตามพื้นดิน ผู้คนเริ่มทยอยออกไปกันอย่างช้าๆ มีเสียงพูดกันพึมพำว่า " มันได้รับผลกรรมของมันแล้ว " ไม่มีคำพูดแสดงความสงสารหญิงคนนั้นสักคำเดียว แม้แต่ในหมู่ญาติพี่น้องของหล่อนเองก็ไม่มี

...พวกเพชรฆาตได้จัดการทำธุระให้เสร็จต่อไป แทนที่จะถอดโซ่ตรวนรอบข้อเท้าหญิงผู้ตายออก เขากลับตัดข้อเท้าออกโซ่ตรวนก็หลุดลงมาเอง แล้วจึงตัดร่าง ออกเป็นชิ้นๆแล่เนื้อออกจากกระดูก เช่นเดียวกับศพคนเข็ญใจที่วัดสระเกศที่เคยได้เล่าให้ฟังแล้ว ตับไตใส้พุงก็ทิ้งไว้ให้เป็นทานแก่ฝูงแร้งกา แต่ศีรษะผู้ตายเอาไปเสียบไม้ไผ่ลำยาวปักประจานไว้ให้มองเห็นได้ไกลๆตามที่เคยปฏิบัติกันมา.


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 27 มิ.ย. 2551 (18:22)

ตกใจเลยครับ นึกว่า UFO ของจริง ที่แท้ก็มหาธรรมกายเจดีย์นี่เอง



คห.7 ทำไมเขาต้องโบยก่อนด้วยครับ เพราะยังไงก็ต้องโดนประหารอยู่แล้ว


jumo
ร่วมแบ่งปัน3680 ครั้ง - ดาว 351 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 27 มิ.ย. 2551 (18:31)
ผมคิดว่าคงจะเป็นการทำให้คนที่ได้พบเห็นกลัวการลงโทษ จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างน่ะครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 มิ.ย. 2551 (22:26)
70426


เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมได้รับทุนรัฐบาลเยอรมันไปศึกษาต่อที่นครเบอร์ลิน (ในสมัยก่อนที่ยังไม่รวมประเทศ ผมอยู่ฝั่งเบอร์ลินตะวันตก) ผมได้รับแต่งตั้งจากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมนี ให้เป็นผู้แทนนักเรียนไทยในเบอร์ลิน นับเป็นโชคดีของคนไทยและนักเรียนไทยในนครเบอร์ลินที่ไดเข้าเฝ้าสมเด็จพระพี่นางฯ พระองค์ท่านเสด็จมาพระราชทานช้างให้แก่สวนสัตว์แห่งนครเบอร์ลิน เป็นช้างเพศเมียชื่อ "พังผา" และนอกเหนือการนี้ก็โปรดให้คนไทยในนครเบอร์ลินเข้าเฝ้า หลังจากนั้นก็ให้เฉพาะผู้แทนคนไทยและผู้แทนนักเรียนไทยร่วมโต๊ะเสวย ที่เห็นในรูป ท่านที่หันหน้ามามองกล้องคือคุณธวัชชัย ทวีศรี กงศุลใหญ่ประจำนครเบอร์ลิน ขณะนั้น (ปัจจุบันเกษียณอายุแล้วในตำแหน่งเอกอัครราชฑูตประจำเกาหลีใต้) ตรงข้ามคือภรรยาของท่าน และถัดมาคือ คุณนิด Michalke ผู้แทนชาวไทยในเบอร์ลิน ส่วนผมนั่งตรงข้ามกับคุณนิด

ท่านตรัสถามความเป็นมาของแต่ละคน พอถึงผม ผมก็กราบทูลไปว่าเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง ท่านตรัสตอบอย่างไม่ถือพระองค์ ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "บังเอิญปีนี้ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบังเขามอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ให้แก่ฉัน" ท่านแย้มพระสรวลเล็กน้อย แล้วตรัสต่อไปว่า "ฉันก็รู้ว่า หลายๆแห่งพยายามเอาชื่อของฉันไปใช้งานของเขา แต่ถ้ามันจะเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ๋ฉันก็ยินดี" หลังจากนั้นท่านก็ตรัสเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับงานทางวิชาการมากมาย จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรานั่งฟังอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ สั่งสอนด้วยความเอ็นดู ในลักษณะที่เป็นกันเองโดยไม่ถือพระองค์

ผมมาเรียนปริญญาเอกทางเลเซอร์ฟิสิกส์ แต่ก็สนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาก ขณะนั้นทราบว่าพระองค์ท่านได้มีพระนิพนธ์เรื่อง "แม่เล่าให้ฟัง" http://www.rspg.org/mom/kmom.htm ผมก็ไปหามาอ่านก่อนหน้านี้แล้ว พระองค์ท่านตรัสต่อไปว่า ต้องการรวบรวมเรื่องราวของ สมเด็จพระบรมชนก สมัยที่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ท่านตรัสขอให้พวกเราที่เรียนในเยอมนี หากพบข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมชนก ช่วยส่งไปที่วังเลอดิส ที่กรุงเทพ



70427


อันที่จริงพระองค์ท่านทรงทราบข้อมูลมากมายกว่าพวกเรานัก แต่ก็เผื่อไว้ว่าอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเป็นพิเศษ พวกเราที่เป็นนักเรียนในกรุงเบอร์ลินสมัยนั้น เหมือนเรียนอยู่ในเกาะที่ล้อมรอบด้วย คอมมิวนิสต์ เยอรมันตะวันออก และถูกจำกัดขอบเขตด้วย "กำแพงเบอร์ลิน" จะได้รับอนุญาติให้ไปเที่ยวได้ใกล้ๆภายในวันเดียว ก็ได้แก่ นครเบอร์ลินตะวันออก หรือ เมือง Potsdam เราก็มักจะไปเที่ยวกันที่เมือง Potsdam เพราะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เมืองนี้มีพระราชวังที่มีชื่อว่า "Sanssouci" ซึ่งแปลว่า "ไร้กังวล" (ดูรูปประกอบ) ทำให้เรานึกถึงพระราชวังที่เมืองไทยที่มีชื่อคล้ายกันในภาษาไทยว่า "พระราชวังไกลกังวล"

จากการสืบค้นข้อมูล ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมเด็จพระบรมชนกทรงศึกษาที่ Royal Prussian Military College, Gross Lichterfelde หรือ โรงเรียนเตรียมนายร้อย ณ เมือง Potsdam นี้ เมื่อปีพ.ศ. 2450 จากนั้นทรงย้ายไปเรียน ณ Imperial German Naval College Fensburg ในปีพ.ศ. 2454 ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือ โดยทรงสอบไล่ปีสุดท้ายได้ที่ 2 และทรงชนะการประกวดออกแบบเรือดำน้ำ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 29 มิ.ย. 2551 (14:18)

อยากจะเล่าเรื่องที่แม่ของผมเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะเกิดราว 60 กว่าปีมาแล้ว......เราอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งริมคลองหลอด ข้างวัดราชบพิธ แถวๆบ้านหม้อ ในซอยศรีอยุธยา ซึ่งสมัยก่อนเป็นที่ตั้งของโรงหนังศรีอยุธยา (ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปนานแล้ว) ข้างๆบ้านมีรั้วสังกะสีกั้นสูงแต่มีรอยตะปูและส่วนที่เป็นสนิมผุพังอยู่บ้าง หลอดไฟให้แสงสว่างริมทางก็พอมีบ้างแล้ว เพราะทางราชการเพิ่งเอามาติดตั้ง แต่ก็ติดๆดับๆ บางวันมี บางวันไม่มี.....



อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านลือกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นบนต้นไม้ใกล้ๆบ้าน ถามไถ่ดูปรากฏว่าชาวบ้านเห็นแสงเรืองเป็นจุดสว่างอยู่บนใจกลางต้นไม้ในตำแหน่งที่สูง ต้องมาคอยดูกันตอนกลางคืน บริเวณนั้นจะมืดมากแต่ก็จะสามารถแลเห็นแสงสว่างเรืองๆเป็นจุดเฉพาะบนต้นไม้ได้ ชาวบ้านเริ่มเอาสิ่งของสักการะบูชามาวาง บ้างก็มาบนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วย เรื่มมีผ้าสีต่างๆมาผูกรอบต้นไม้ แต่ชาวบ้านบอกว่า ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์บางวันก็มาประทับ บางวันท่านก็ไม่มา แล้วแต่ว่าวันใดใครจะโชคดีเอาของมาถวายก็จะได้เจอท่าน ท่านจะมาปรากฏตัวเป็นแสงเรืองๆบนต้นไม้ ผู้ใดโชคไม่ดี มาก็จะไม่เจอท่าน คือมองไม่เห็นแสงเรือง



แม่ผมก็ไปดูกับเขาเหมือนกัน โชคดีที่วันนั้นท่านเสด็จมาประทับ แม่จึงมองเห็นแสงเรืองนั้น แต่แม่ผมมองเห็นต่างไปจากชาวบ้าน แม่เป็นครู และรู้ดีว่าการที่แสงจะไปปรากฏบนฉากได้จะต้องมีแหล่งกำเนิดแสง ท่านก็รอถึงเวลาดึกจนกระทั่งชาวบ้านกลับไปกันหมดแล้ว ท่านก็แอบมาดูท่านผู้วิเศษคนเดียว ท่านลองเอาแผ่นกระดาษขาวติดปลายไม้ไปวางตำแหน่งที่เกิดแสงเรืองนั้น ปรากกฏว่า "ท่านผู้วิเศษ" ก็มาประทับบนแผ่นกระดาษของแม่ แม่ก็เลื่อนแผ่นกระดาษออกมาเพื่อหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง ท่านก็ไล่มาเรื่อยๆจนมาถึงรูตะปูผุๆบนแผ่นสังกะสีริมรั้ว และท่านก็ไล่ไปจนพบที่มาของ "ท่านผู้วิเศษ" ก็คือหลอดไฟฟ้าริมทางที่ทางราชการเพิ่งเอามาติดตั้ง ดังนั้นการที่ท่านผู้วิเศษบางวันเสด็จมา บางวันท่านก็ไม่เสด็จมาก็เพราะหลอดไฟฟ้าริมทางวันนั้นไม่ติดนั่นเอง



แต่แม่ก็ไม่กล้าไปบอกชาวบ้าน เพราะชาวบ้านศรัทธากันมาก ผมว่าแม่คงกลัวชาวบ้านจะทำร้ายเอาด้วยนะครับ...............สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... เฮ้อ!


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 29 มิ.ย. 2551 (23:38)
100233

วันนี้ไปเดินเล่นกับลูกชายแถวๆวัดตึก จำได้ว่าเคยมีป้ายจอดรถรางหลงเหลืออยู่ เพราะสมัยเด็กเคยนั่งรถรางมาซื้อของกับกับแม่ ป้ายนั้นก็ยังคงอยู่ ก็เลยถ่ายรูปเอามาให้ดู ผมเคยโทรศัพท์ไปแจ้งทางเขตแล้ว ทางเขตบอกว่ามีคนมาแจ้งลงทะเบียนเป็นของเก่าของเมืองที่ยังมีหลงเหลืออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว





 



 



 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 29 มิ.ย. 2551 (23:40)
100234

ป้ายจอดรถรางที่ยังเหลืออยู่ ฝังอยู่บนตึกหลังหนึ่งแถวสะพานหัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 30 มิ.ย. 2551 (00:39)

ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.4 ครูเคยออกข้อสอบมาว่ารถรางไทยมีใช้ที่จังหวดใดบ้าง เราเคยเรียนกันมาว่า มีเพียง 2 จังหวัดคือ จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) และจังหวัดลพบุรี เรื่องราวเกี่ยวกับรถรางไทยอาจค้นหาอ่านได้จาก Google ผมกับเพื่อนรักที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล คือ อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูลมีประสบการณ์เก่าๆเกี่ยวกับรถรางพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความซุกซนประสาเด็ก เด็กๆสมัยนั้นมักจะทำของเล่นจากฝาจีบน้ำอัดลม เราจะเอาฝาจีบมาทุบให้เป็นแผ่นกลมบางๆ แล้วเจาะรู 2 รู เอาเชือกคล้องปั่นเล่นกัน การทุบฝาจีบมักไม่ค่อยเรียบ เรามักจะเอาไปให้รถรางทับ มันจะเรียบกลมสวยงามมาก อาจารย์นิรันดร์ยังไม่พอใจ อยากให้เรียบมากกว่านี้ เราก็เลยเอาไปให้รถไฟทับ คราวนี้ผลปรากฏว่าเรียบบางจริง แต่เบี้ยวไม่กลม เพราะรถไฟหนักกว่ารถรางมากเวลาทับแล้ว ขบวนยาวมากทับแล้วทับอีกจนเบี้ยวหมด แต่รถรางมีคันเดียวทับออกมาแล้วสวยมากกว่า





 



รถรางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เท่าที่ผมจำได้ผู้รับผิดชอบคือการไฟฟ้านครหลวง ด้านบนรถรางจะมีเสาเป็นก้านยาวออกมาติดกับสายไฟฟ้าที่ส่งกำลังยาวไปตลอดทาง ผมชอบดูตอนที่เสาเคลื่อนที่ไปชนรอยต่อของสายไฟฟ้าส่งกำลัง มันจะสปาร์คเสียงดังและมีไฟแลบออกมาสีเขียวๆสวยงามมาก



ค่าโดยสารจะมี 2 ราคา ราคาถูกหน่อยจะเป็นที่นั่งทำด้วยไม้ธรรมดา อีกราคาหนึ่งสูงขึ้นมาหน่อย ที่นั่งจะเป็นเบาะนั่งนุ่มๆ



ขณะที่วิ่งบนถนน รถรางไม่มีแตร แต่ใช้ระฆังเคาะเตือน พอรถรางวิ่งสุดสาย พนักงานขับรถรางจะลงมาใช้เชือกดึงเสานำไฟฟ้าบนตัวรถรางให้หันกลับทิศ ด้านหัวกับด้านท้ายรถรางเหมือนกัน จึงวิ่งได้ 2 ทางโดยไม่ต้องหันตัวรถกลับ







รถรางคันที่เห็นอยู่นี้จะวิ่งแถวๆวรจักร วิ่งไปทางวัดตึก สะพานหัน และเคยจอดประจำที่ป้ายจอดรถรางที่ยังหลงเหลือให้เห็นที่ผมถ่ายรูปมาให้ดู รถรางคันนี้จอดที่หน้าวัดสระเกศด้วย ช่วงเดือนสิบสอง ก่อนเทศกาลลอยกระทงราว 1 สัปดาห์จะมีงานภูเขาทองที่วัดสระเกศ รถรางจะแน่นมาก สมัยเด็กนั่งรถรางไปเที่ยวงานภูเขาทองกับคุณยาย คนเบียดเสีดกันมากหายใจแทบไม่ออก แต่ยังจำได้ว่าคนสมัยก่อนนั้นมีน้ำใจมากกว่าตนสมัยนี้มาก เวลาเห็นเด็กหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ขึ้นรถ เขาจะรีบลุกให้นั่งทันที ไม่เหมิอนสมัยนี้ ที่ทำเป็นนั่งหลับไม่รู้ไม่ชี้









รถรางที่วิ่งในกรุงเทพจะมีสีเหลือง-แดง แต่รถรางที่วิ่งที่จังหว้ดลพบุรีจะมีสี เหลือง-เขียว ที่จำได้เพราะพ่อเคยให้ดูความแตกต่างตอนที่พ่อพาไปเที่ยวดูลิงที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 30 มิ.ย. 2551 (22:05)
100387

วันนี้ไปเป็นวิทยากรอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร บรีเวณใกล้เคียงมีที่น่าศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากมาย สามารถเยี่ยมชมป่าชายเลน ดูโลมา ดูนกนานาชนิด ที่น่าสนใจคือนกเวลาบินเป็นฝูง ทำไมจะต้องบินเป็นรูปตัววี "V" ใครทราบบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าให้ฟังกันหน่อยครับ http://en.wikipedia.org/wiki/V_formation



Canadian geese in V formation. Source: NASAexplores 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 1 ก.ค. 2551 (13:46)

การที่นกบินเป็นตัว V ในความคิดนะค่ะ น่าจะเป็นเพราะว่า มันจะต้องมีหัวหน้าฝูง บินนำ และเมื่อหัวฝูงตัวนั้นหรือนกในฝูงตัวใดตัวหนึ่งเหนื่อยหรือหมดแรง ก็จะมีนกตัวที่บินอยู่ด้านหลังหรือตัวที่แข็งแรงกว่าก็จะบินขึ้นมานำฝูงแทน ส่วนนกตัวที่เหนื่อยก็จะบินถอยมาอยู่ด้านหล้ง สลับกันไปมาจนถึงรัง เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน


iamSpy
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 1 ก.ค. 2551 (14:56)

นักกรีฑา วิ่งทางไกล เวลาวิ่งจะเกาะกลุ่มเหมือนกัน
นอกจากนั้น การขับรถแข่งก็จะเป็นคล้าย ๆ กัน
คือด้านหลังอากาศจะมีความดันต่ำกว่า
ทำให้ผู้ที่อยู่หลังใช้แรงในการวิ่งหรือบินฝ่าอากาศน้อยกว่าตัวข้างหน้า



พอตัวหน้าเริ่มอ่อนแรงก็ผลัดกันขึ้นนำเป็นการรักษาพลังงานโดยรวม


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24849 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 23 ก.ค. 2551 (11:31)
103147 103148


 

103096

มีเรื่องประหลาดที่อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆสมาชิกครับ เรื่องมีอยู่ว่า.......
ในซอยที่บ้านของผม ตามปกติจะมีคนหาบของมาขาย หรือ เอาผักผลไม้ใส่รถมาขาย หรือ พ่อค้าบางคนก็หาบเอาไม้กวาดแบบต่างๆมาขาย หรือสินค้าอื่นๆ อยู่เป็นประจำ ในซอยก็จะมีสุนัขจรจัดไม่มีเจ้าของมาอาศัยอยู่มากมาย เวลาขับรถเข้ามาในซอยจะพบเห็นสุนัขเดินอยู่ไปมาตลอดทั้งซอย ที่น่าสนใจคือ สุนัขจะอยู่เป็นกลุ่ม เป็นช่วงๆในซอย ถ้ามีตัวใดพลัดหลงล้ำเขตแดนไปในกลุ่มอื่น ก็จะถูกรุมกัด ถ้ามีคนแปลกหน้าเดินมาในซอย เช่นเข้ามาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือคนเลี้ยงช้างเอาช้างมาเล่ขายอ้อย มันก็จะเห่าเสียงดังเป็นช่วงๆที่คนหรือช้างเดินผ่านไป

เคยมีลูกสุนัขจรจัดตัวหนึ่งอยู่หน้าบ้านผม ด้วยความสงสารก็ให้อาหารกินบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่สม่ำเสมอ ผมกับลูกชายทดลองสนุกๆ เวลาคลุกข้าวให้สุนัข ก็มักจะเอามือช่วยกันคลุกปนกับเหงื่อไคล แถมทั้งสองพ่อลูกยังบ้วนน้ำลายผสมลงไปด้วย โดยหวังว่ามันจะจำกลื่นเราได้ดียิ่งขึ้น พอเรากลับมาถึงหน้าบ้านทุกวันมันจะวิ่งพรวดออกมาจากไหนไม่ทราบ กระโดดเข้าหาด้วยความดีใจ พอมันโตขึ้นมาสัหน่อยมันก็หายหน้าไหนก็ไม่ทราบ ไม่ได้พบเห็นเป็นเวลาหลายเดือน ก็นึกว่ามันล้มหายตายจากไปเสียแล้ว ต่อมาไม่นานมีร้านค้าสะดวกซื้อเปิดใหม่ 2 ร้านติดกันห่างไปจากบ้านของผมราว 300 เมตร ร้านหนึ่งมีชื่อคล้ายตัวเลข 2 จำนวนในภาษาอังกฤษ อีกร้านหนึ่งมีชื่อแปลว่าดอกบัว อยู่มาวันหนึ่งเราก็มาหาซื้อของที่ร้านทั้งสองนี้ ปรากฏว่าพบเจ้าลูกสุนัขจรจัดตัวนี้อาศัยอยู่ที่หน้าร้าน มันโตขึ้นมากจนเป็นสุนัขหนุ่มไปเสียแล้ว อยู่รวมกับเพื่อนๆสมาชิกสุนัขตัวอื่นๆในกลุ่มประมาณ 4-5 ตัว ทันที่ที่มันพบเราสองพ่อลูก มันก็กระดิกหายส่งเสียงร้องและกระโดดเข้าหาอย่างดีใจสุดชีวิตเลยก็ว่าได้ มันเดินวนเวียนตามเราตลอดเวลาราวกับว่าไม่ได้พบเจ้านายเก่ามาเป็นแรมปี ที่น่าแปลกใจคือ เพื่อนๆสมาชิกสุนัขของมันอีก 4-5 ตัวก็กระดิกหางและเข้ามาเราเหมือนกับสนิทสนมกันมาก่อนเป็นเวลานาน ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยพบเห็นเพื่อนๆหมาของมันทั้ง 4-5 ตัวนั้นเลย มีความรู้สึกเหมือนกับว่า มันได้สื่อสารกับเพื่อนๆสุนัขว่า "เฮ้ย! นี่ไงเจ้านายเก่าที่เคยเลี้ยงดูกูมาก่อนตอนเล็กๆ พวกมึงควรจะมาทักทายหน่อย" ผมสังเกตุดูเห็นว่าสุนัขระแวกนั้นก็มีอยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีอาณาเขตของตัวเอง พอเราจะเดินกลับบ้าน เจ้าหมาน้อยคัวนี้มันก็จะเดินมาส่งเราจนถึงเขตแดนกลุ่มของมัน ที่มันได้ฉี่กำหนดเขตไว้แล้ว หลังจากเขตนี้มันก็จะไม่กล้าล้ำเข้ามา เพราะเป็นที่อยู่ของสุนัขเจ้าถิ่นอีกกลุ่มหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันอาทิตย์ตอนสาย ได้ยินเสียงสุนัขหอนเป็นกลุ่มดังมาก แล้วหอนไล่กันมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งมาถึงกลุ่มสุนัขหน้าบ้าน ซึ่งก็หอนอย่างโหยหวนเช่นกัน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนมากดกระดิ่งหน้าบ้าน ผมลงมาจากบ้านไปที่หน้าประตู พบกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่งมากดกริ่งหน้าประตู สอบถามดูปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาเรี่ยไรบอกบุญให้ซื้อโลงศพให้กับศพไม่มีญาติ หลังจากเจ้าหน้าที่คนนี้จากบ้านผมไป เขาก็เดินเข้าไปตามบ้านต่างๆในซอยลึกเข้าไปอีก ที่ผมว่าน่าสนใจมากมี 2 เรื่อง คือ ถ้าเป็นคนอื่นมาขายของ สุนัขก็จะเห่าคนแปลกหน้าเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่เรี่ยไรบริจาคหีบศพ บรรดาหมาทั้งหลายจะหอนดังอย่างโหยหวน และเมื่อเจ้าหน้าที่เดินผ่านไปเรื่อยๆ ไปถึงหมากลุ่มใดมันก็จะส่งเสียงหอนกันทั้งกลุ่ม ฟังดูคล้ายๆว่าบรรดาหมาทั้งหลายในกลุ่มต่างๆ มันมองเห็นอะไรบางอย่างที่เคลื่อนที่ตามเจ้าหน้าที่บอกบุญบริจาคหีบศพไปเรื่อยๆ ! 









แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 10 ส.ค. 2551 (10:05)

คห.21 ดูน่าสนใจดีนะครับ ทีหลังผมจะบ้วนน้ำลายใส่จานข้าวหมาบ้าง (คนอื่น : เฮ้ย !)


jumo
ร่วมแบ่งปัน3680 ครั้ง - ดาว 351 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 ส.ค. 2551 (14:05)

อ่านแล้วจะ...ทนไม่ไหว
ผมเคยแต่เคี้ยวข้าวป้อนลูกสุนัขตอนที่มันยังเล็กอยู่ มันก็รักและซื่อสัตย์ต่อเรา
เคยนำสุนัขโตแล้ว มาเลี้ยง  กันก็รักเราเหมือนกัน
(คงไม่ต้องลงทุนถึงขนาดนั้นหรอกกระมังครับ)


NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 10 ส.ค. 2551 (14:46)

.......(คงไม่ต้องลงทุนถึงขนาดนั้นหรอกกระมังครับ)
ขอประทานโทษครับ ลงทุนอะไรหรือครับ ผมตามไม่ค่อยทัน เป็นมุขอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าหมายถึงน้ำลาย น้ำลายของผมราคาไม่แพงมากครับ{#emotions_dlg.a7}


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 10 ส.ค. 2551 (15:31)

ผมคิดว่า คำว่าหมา ไม่ใช่คำหยาบคาย
สงสัยว่าทำไมต้องเรียก หมา ว่า สุนัข(เล็บงาม)ด้วย
เวลาเรียนเรื่องคำสุภาพในวิชาภาษาไทย
ผมก็มักไม่ได้คะแนนดี เพราะ ผมมักนึกเถียงครูในใจอยู่ตลอดเวลา

ต่างจากการเรียนเรื่องอื่นที่ผมมักเชื่อฟังครูโดยดุษฎีอยู่เสมอ

จะเป็นคำหยาบหรือไม่ น่าจะอยู่ที่วิธีใช้ หรือการใช้น้ำเสียงด้วย

ผมไม่เคยเลี้ยงหมาแมวโดยการให้มันกินน้ำลายเราในทุกกรณี
แค่ข้าวคลุกหรืออาหารเม็ด ผมก็เชื่อว่าหมา(ผมเชื่อใจหมา)จะจงรักษ์ภักดี
ไม่แพ้หมาของพี่ np หรือของดร.แขชนะ
ผมเลี้ยงหมา แต่ลูกผมเลี้ยงปลา
ปรากฏว่า หมาของผมแอบไปทำลายตู้ปลาของลูกชาย
แล้วเอาปลา(หมอสี)มากิน
เจ้าลูกชายจะตีหมา ผมก็เข้าไปขวางให้ตีผมแทน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24849 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 10 ส.ค. 2551 (17:08)

นับว่าอาจารย์นิรันดร์มีความกตัญญูต่อหมามาก (ที่ช่วยเฝ้าบ้านและอื่นๆ)ถึงขนาดยอมเจ็บตัวแทน ครับเมตตาธรรมค้ำจุนโลก มิเสียดายที่เราคบกันมากว่า 50 ปี

อันที่จริงความคิดเรื่องเอาน้ำลายให้หมากินนี้มีที่มาครับ สมัยก่อนมีคนเฒ่าคนแก่เล่าเรื่องสุนัขบางแก้วให้ฟังว่ามันดุแต่กตัญญูรู้คุณเจ้านายมาก เวลาเลี้ยงเพื่อให้มันรักเจ้านายมากต้องบ้วนน้ำลายใส่ในอาหาร (คุณnp อย่าเพิ่ง....นะครับ) สมัยก่อนผมฟังผู้ใหญ่พูดแล้วก็มาลองกับหมาทั่วๆไป พอบ้วนน้ำลายมันก็จะตามมากินครับ ผมก็ลองทำตามผู้ใหญ่สมัยก่อน ฟังดูแล้วมันก็น่าที่จะ.... เหมือนกันนะครับ

เรื่องภาษาไทย สมัยที่เรียนโรงเรียนเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ผมก็รู้สึกเช่นเดียวกันครับ ผมเห็นตรงกับอาจารย์นิรันดร์ที่ว่าอยู่ที่วิธีใช้และน้ำเสียงมากกว่า ตัวอย่างเช่น คนไข้ที่โรงพยาบาลรอพยาบาลเรียกชื่อเข้าตรวจ สมมุติว่าชื่อนางสมศรี บังเอิญไปเข้าห้องน้ำพอดี พยาบาลเรียกชื่อ"นางสมศรี" อยู่ตั้งนาน ไม่มีใครขานรับ จนพบาบาลหยุดหงิด เรียกเป็นครั้งสุดท้าย "นังสมศรี" เห็นไหมครับน้ำเสียงต่างกัน ความหมายต่างกันเยอะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 8 มี.ค. 2553 (14:15)
ผมขอพักกระทู้ของผมไว้เพียงเท่านี้ครับ ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับเว็ปวิชาการเพิ่ม และคงไม่กลับเข้ามาอีก จนกว่า "วิชาการ.คอม" จะจัดระบบให้เรียบร้อยก่อน หรือ ไม่ก็ "ปิดบอร์ด" หวังว่าคงได้พบกันอีกในเว็ปอื่นถ้ามีโอกาส สวัสดีครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.2887 seconds !