พองหนอ..ยุบหนอ เป็นวิปัสสนาตรงไหน..? | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

พองหนอ..ยุบหนอ เป็นวิปัสสนาตรงไหน..?

โพสต์เมื่อ: 20:22 วันที่ 15 ก.ค. 2551         ชมแล้ว: 2,666 ตอบแล้ว: 1
วิชาการ >> กระทู้ >> วิทยาศาสตร์






ประโยชน์ของการเจริญสุทธวิปัสสนา


ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิภาวนามีมากมาย จนยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเอง  พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้


๑.  ทำให้จิตใจเกิดความสงบเยือกเย็นเป็นสุข[1] 


.  ปิดประดูอบาย คือ  เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปจะไม่ตกนรก ไม่เกิดเป็นเปรต อสุรกาย  และสัตว์เดรัจฉานอีกเลย[2]      


โสดาบัน  แปลว่า  เข้าถึงกระแส ที่ไหลไปสู่ความไม่เกิดอีกภายใน ชาติเป็นอย่างยิ่ง[3]           


. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑)  จนแก่กล้าแล้ว     ทำให้โรคบางอย่างหายได้  เช่น  โรคมะเร็ง  โรคหัวใจ  ต่อมไทรอย  โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก[4]  ..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ   


. ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะเกิดปัญญาญาณ  ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้   ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามี ภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง  (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ)


. แก้อาถรรพ์ มนต์ดำได้  ไม่ว่าจะถูกของ หรือโดนยาพิษ  ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว  อาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์)


 ๖.  บรรลุมรรค ผล นิพพานได้[5]  ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกใน ๓๑ ภูมิ หรือในสังสารวัฎฎ์อีก  อันเป็นจุดประสงค์สูงสุดอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนา[6]






 


                    วิธีเจริญวิปัสสนาล้วน ๆ จากประสบการณ์ตรง  ( เบื้องต้น  )


 )  การเจริญภาวนาในอิริยาบถเเดิน   เดินกลับไปกลับมา  ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไปอย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อย ๆ ยกขึ้น ค่อย ๆ ย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรดแนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวะนั้น ๆ   เช่น   ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบา ๆ ของเท้า  พอเหยียบลงอาการลอย ๆ เบา ๆ ก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่  พอยกเท้าขึ้นอาการตึง ๆแข็ง ๆ ก็ดับไป กลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัด


 และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น  หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิดโดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร  พร้อมกับบริกรรมในใจว่าคิดหนอๆๆๆจนกว่าความคิดจะเลือนหายไปเอง หากมีคิดซ้อนคิดก็ให้ตามดูอาการไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะดับสนิท  จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ  อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อย  ๆ เคลื่อนไปเท่านั้น  ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่  เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด    การปฏิบัติเช่นนี้  เรียกว่าเดินจงกรมต้องเดิน ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย           

                                    
) การเจริญาภวนาในอิริยาบถนั่ง   ควรนั่งตัวตรง   แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น  จนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น   ให้ส่งจิตไปดูอาการไหว ๆ นั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ  นั่งกำหนดดูอย่างจดจ่อ  ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ  ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่  จนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อย ๆ ชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่าพองหนอ  ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่ายุบหนอ   ถ้าหากท้องพอง-ท้องยุบเบา หรือสั้น ก็ให้กำหนดเพียง พอง ยุบ  ไม่ต้องใส่หนอต่อท้าย  บางครั้งท้องนิ่ง พอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น  รู้หนอๆๆ  หรือ  นิ่งหนอๆๆ  บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น  รู้หนอๆๆ 
 


 ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพอง-ยุบไว้ก่อน ส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่าคิดหนอๆๆแรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร  พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการที่หายไปรู้หนอๆๆแล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที  อย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด


ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่าปวดหนอๆๆพยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง  แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น 

montasavi
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 153 ดวง





จำนวน 1 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ก.ค. 2551 (20:26)
101958
........ปุจฉา วิธีปฏิบัติดังกล่าวมานี้ เป็นวิปัสสนาได้อย่างไร วิปัสสนาท่านให้กำหนดรู้รูป-นาม ขันธ์ ๕ ที่ปรากฏในขณะปัจจุบันเป็นอารมณ์มิใช่หรือ?



......วิสัชชนา ....ขอตอบพอเป็นตัวอย่างดังนี้ ขณะที่ส่งจิตจดจ่อไปที่อาการค่อย ๆ พองออกของท้อง พร้อมกับบริกรรมสำทับลงไปว่า “พองหนอ” ให้บริกรรมกับอาการพองสิ้นสุดลงพอดีกันนั้น อาการค่อย ๆ เคลื่อนออก ขยายออกของวาโยธาตุในท้อง เป็นรูปขันธ์(ในขันธ์๕) ความรู้สึกอึดอัดขณะธาตุลมขยาย หรือชอบใจที่กำหนดได้คล่อง เป็นเวทนาขันธ์ ความจำได้ว่าอาการเช่นนี้เรียกว่าพอง เป็นสัญญาขันธ์ การบริกรรมในใจว่า “พองหนอ” ความตั้งใจในการกำหนดและความปีติ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เป็นสังขารขันธ์ ความรับรู้อาการพองและรู้ว่ารู้ เป็นวิญญาณขันธ์ รูปนาม ขันธ์ ๕ ที่เป็นวิปัสสนาภูมิปรากฏขณะปฏิบัติดังนี้แล ฯ



..........ส่วนการตามเห็นอาการพองไม่คงที่ เปลี่ยนแปลง ดับไป เห็นอาการยุบ ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลง ดับไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง แนบสนิทกับอารมณ์นั้น ๆ ที่จิตเข้าไปรับรู้ในปัจจุบันขณะนั้น นั่นเป็นวิปัสสนา เพราะวิปัสสนา แปลว่า



.....อนิจฺจาทิวเสน วิวิเธน อากาเรหิ ธมฺเม ปสฺสตีติ วิปสฺสนา

.....ปัญญาใด ย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่าง ๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่อว่า วิปัสสนา
montasavi
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0267 seconds !