วิชาการดอทคอม ptt logo

โลกเกิดมาได้ไง

โพสต์เมื่อ: 13:08 วันที่ 12 ส.ค. 2551         ชมแล้ว: 24,789 ตอบแล้ว: 7
วิชาการ >> กระทู้ >> วิทยาศาสตร์ >> วิทย์ทั่วไป







โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร ในโลกนี้มีอะไร
ก่อนจะกล่าวถึงโลก น่าจะกล่าวถึงจักรวาลเสียก่อน เพราะโลกเป็นส่วนเล็กมากๆๆในจักวาล� ชนิดที่ว่าเมื่อคิดขนาดเทียบกันแล้วไม่มีความหมายอะไรเลย

�ทฤษฎีการเกิดจักรวาล มีมายมาย แต่จะยกตัวอย่างที่สำคัญ ดังนี้

ทฤษฎี บิกแบง (การระเบิดครั้งใหญ่)

เป็นทฤษฎีที่ ได้รับการยอมรับ และมีหลักฐานสนับสนุนมาที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่ายังหาทฤษฎีอื่นมาลบล้างยังไม่ได้� เริ่มจากการคิดตั้งของ� Abbe George Lemaitre พระและนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยียม เป็นผู้เสนอทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang เมื่อปี ค..1927 (ลองเทียบเป็น พ.ศ .ดู)

Lemitre ได้ความคิดกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang จากการค้นพบโดย Edwin Hubble ว่า จักรวาลประกอบด้วยกาแล็กซีต่างๆ มากมาย และกาแล็กซีต่างๆ ก็กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกัน Lemaitre จึงเสนอเป็นความคิดต่อว่า เป็นไปได้ที่บรรดากาแล็กซีต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกันนั้น� จริงๆ แล้ว ก็กำลังเคลื่อนที่ออกจากจุดกำเนิดในอดีตเดียวกัน

Lemaitre�

กล่าวคือ ถ้ามนุษย์สามารถหมุนเวลาย้อนสู่อดีตได้ ก็เป็นไปได้ที่จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในปัจจุบัน มีจุดกำเนิดร่วมกันในอดีต เมื่อประมาณ สองหมื่นล้านปีมาแล้ว (ตัวเลขอายุของจักรวาลในปัจจุบัน คือ ประมาณหนึ่งหมื่นสามพัน หรือหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีในอดีต) กล่าวคือ จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ถอยหลังวิ่งเข้าหาจุดเดียวกัน และจุดกำเนิดเดียวกันนั้น ก็คือ จุดกำเนิดจักรวาลที่รุนแรงเป็นแบบ Big Bang.

ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang ของ Lemaitre ได้รับการปรับปรุงต่อๆ มา โดยนักวิทยาศาสตร์ เช่น George Gamovv และ Stephen Hawking

ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล ที่แข่งขันกันมาพักใหญ่ มี 2 ทฤษฎี คือ Big Bang Theory และ Steady State Theory แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะยอมรับ Big Bang Theory มากกว่า... เหตุผลสำคัญ คือ การขยายตัวของจักรวาล ซึ่ง Edwin Hubble ได้ยืนยันการขยายตัวของจักรวาล ในปี ค..1929 และการค้นพบพลังงานความร้อนระดับไมโครเวฟที่ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาล ซึ่งคำอธิบายดีที่สุด คือ เป็นพลังงานที่หลงเหลือจาก Big Bang ในอดีตถึงปัจจุบัน

ทฤษฎีสำคัญที่อธิบายกำเนิดหรือความเป็นมาของจักรวาลมีอยู่สองทฤษฎี คือ ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ หรือ บิกแบง ( Big Bang ) และ ทฤษฎีสภาวะคงที่ ( Steady State Theory )

นักดาราศาสตร์และพระชาวเบลเยียม ชื่อ อับเบ จอร์ช ลือเมตเทรอ ( Abbe Georges Lemaitre ) เป็นผู้ตั้งทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อปี ค.. 1927 ส่วนทฤษฎีสภาวะคงที่ เป็นทฤษฎีตั้งขึ้นมาโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษสามคน คือ เฟรด ฮอยล์ ( Fred Hoyle ) เฮอร์แมน บอนได ( Herman Bondi ) และ โทมัส โกลด์ ( Thomas Gold ) เมื่อปี ค.. 1948 ตามทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่

Stephen Hawking นักฟิสิกส์ ที่เก่งกาจที่สุดในปัจจุบัน� เขาเป็นโรคต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา พูดไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยพูดแทน เคลื่อนไหวได้ลำบาก แต่เขาคืออัจฉริยะเท่าที่โลกเคยมามาผู้หนึ่ง

และเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุน ทฤษฎีบิกแบง

จักรวาลมีกำเนิดมาจากการระเบิดของวัตถุดิบต้นกำเนิดจักรวาล เมื่อประมาณ 12,000 ล้านปีมาแล้ว ส่วนทฤษฎีสภาวะคงที่ กล่าวว่า จักรวาลไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีวาระสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงภายในจักรวาลเกิดขึ้นได้ ดวงดาวมีการเกิดและตายได้ แต่โดยภาพรวมแล้ว จักรวาลมีสภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมานานแล้ว และจะมีสภาพเป็นดังนี้ตลอดไปชั่วนิรันดรมาถึงปัจจุบันนี้

แต่ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล จากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับในวงการดาราศาสตร์มากกว่า เพราะข้อมูลหลักฐานทางดาราศาสตร์ถึงปัจจุบัน สนับสนุนทฤษฎีกำเนิดจักรวาล จากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ มากกว่าข้อมูลหลักฐานที่สำคัญ มีอยู่ 2 ประการ คือ :

(1) การขยายตัวของจักรวาล ซึ่งตามทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ อธิบายว่า เป็นผลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ในอดีตนั่นเอง ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล เคลื่อนที่หนีออกจากกัน จนกระทั่งทุกวันนี้สำหรับทฤษฎีสภาวะคงที่ ก็อธิบายการขยายตัวของจักรวาลได้เช่นกัน ว่า เป็นผลจากการเกิดของอนุภาคใหม่ ซึ่งอาจเกิดจากการสลายตัวของพลังงาน แล้วเปลี่ยนไปเป็นสสาร ตามสมการ E = mc 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงานของไอน์สไตน์ เมื่อมีอนุภาคใหม่เกิดขึ้น ก็ดันพื้นที่ของอวกาศรอบตัวอนุภาค ทำให้อนุภาคอื่นๆ ขยับ เคลื่อนที่ห่างออกไป ผลคือทำให้จักรวาลขยายตัว แต่คำอธิบายนี้ไม่ชัดเจนและหนักแน่นเท่าคำอธิบายการขยายตัวของจักรวาลตามทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่

(2)การค้นพบคลื่นรังสีความร้อนระดับไมโคร เวฟ มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลอย่างสม่ำเสมอ โดยนักวิทยาศาสตร์สองคน คือ โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) และ อาร์โน เพนเซียส ( Arno Penzius ) เมื่อปี ค.. 1965 ซึ่งทำให้จักรวาลมีสภาพคล้ายจมอยู่ในทะเลพลังงานความร้อน

ภาพจำลองการเกิดบิกแบง

คลื่นรังสีความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลนี้ สอดคล้องรับกับทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ได้อย่างดีว่า เป็นพลังงานของการระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน เพราะเมื่อคำนวณจากขนาดของพลังงานความร้อนที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ย้อนหลังไปสู่จุดกำเนิดที่มา ก็จะลงตัวได้อย่างค่อนข้างดี จนกระทั่งคลื่นรังสีความร้อนประมาณ 3 เคลวินนี้ ถูกเปรียบเทียบเรียกเป็น เสียงจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ให้ได้ยินกันในปัจจุบัน

สำหรับทฤษฎีสภาวะคงที่ ไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับกำเนิดที่มาของพลังงานความร้อนประมาณ 3 เคลวินที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลทำให้ทฤษฏีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับกัน และนับวันจะมีผู้เชื่อน้อยลง

กำเนิดโลก

ผลจากการศึกษาพบว่าโลกเป็นสมาชิกหนึ่งของระบบสุริยะ โดยมีดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลางของระบบ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะนั้น มีหลายทฤษฎีที่กล่าวไว้เช่น

เมื่อประมาณปี พ..2339 คานท์ และ ลาพลาส ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะไว้ โดยเขาเชื่อว่าดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์และสิ่งต่าง ๆ ในระบบสุริยะมีกำเนิดมาจาก กลุ่มแก๊สที่ร้อนจัด� และหมุนอยู่แรงเหวี่ยงจากการหมุน ทำให้ เกิดเป็นลักษณะ วงแหวนหมุนกระจายออกจากจุดศูนย์กลาง ต่อมาบริเวณศูนย์กลางของวงแหวน ก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนกลุ่มแก๊สในแต่ละวงแหวนก็จะรวมตัวกันแล้วหดตัว กลายเป็นดาวเคราะห์ และสิ่งอื่น ๆ ในระบบสุริยะ ซึ่งรวมทั้งโลก ที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยแต่ ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงเมื่อดาวเคราะห์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ควร จะหมุนเร็วขึ้นแต่กลับปรากฏว่า ดวงอาทิตย์นั้นหมุนช้ามาก ทฤษฎีนี้จึงต้องมีการปรับปรุง



- ในปี พ.2493 เฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะขึ้นอีก โดยอาศัยทฤษฎ๊ของลาพลาส และหลักฐานจากการศึกษาปรากฏการณ์ท้องฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งสรุปความได้ว่ามีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน จากการรวมตัวของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดใหม่นี้เริ่มมีแสงสว่าง และยังคงมีกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่ โดยหมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ กลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองเหล่านี้ถูกดึงดูดให้อัดตัวแน่นขึ้น และรวมตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนวัตถุขนาดใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือดาวเคราะห์นั่นเอง

ให้สังเกตข้อแตกต่างของทั้งสองทฤษฏีนี้ ซึ่งดูเผินๆจะเหมือนกัน แค่ความจริงต่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีอื่นๆอีก แต่ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเท่าไร เช่น เจม ยีนส์กล่าวว่ามีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่โคจรเฉียดมาใกล้ดวงอาทิตย์ และ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ทำให้บางส่วนของดวงอาทิตย์หลุดออกมา กลายเป็นดาวเคราะห์


ใครสงสัยถามได้นะ หรือ หาไหนเว็บ www.google.co.th ก็ได้นะ











105317


nettyok
ร่วมแบ่งปัน8 ครั้ง - ดาว 20 ดวง





จำนวน 7 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ส.ค. 2551 (13:24)
ถ้าทุกคนไม่เข้าใจ หรืออยากอ่านให้ง่ายนั้นก็คือฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งสรุปความได้ว่ามีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน จากการรวมตัวของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดใหม่นี้เริ่มมีแสงสว่าง และยังคงมีกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่ โดยหมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ กลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองเหล่านี้ถูกดึงดูดให้อัดตัวแน่นขึ้น และรวมตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนวัตถุขนาดใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือดาวเคราะห์นั่นเองให้สังเกตข้อแตกต่างของทั้งสองทฤษฏีนี้ ซึ่งดูเผินๆจะเหมือนกัน แค่ความจริงต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีอื่นๆอีก แต่ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเท่าไร เช่น เจม ยีนส์ กล่าวว่ามีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่โคจรเฉียดมาใกล้ดวงอาทิตย์ และ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ทำให้บางส่วนของดวงอาทิตย์หลุดออกมา กลายเป็นดาวเคราะห์ ใครสงสัยถามได้นะ หรือ หาไหนเว็บ www.google.co.th ก็ได้นะ
nettyok
ร่วมแบ่งปัน8 ครั้ง - ดาว 20 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 ต.ค. 2552 (22:46)
บทความต่อไปนี้ เป็นบทความที่เขียนขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของข้าพเจ้า มิได้ต้องการจะขัดแย้ง หรือ คัดค้านสิ่งใด หากแต่ต้องการนำเสนอ (Show my power) ความนึกคิดที่แปลกออกไปจากสิ่งที่มีอยู่ในกาลปัจจุบัน (อนาคตกาลคงเกิดขึ้นแล้ว ณ ขณะนี้) อาจมีเนื้อหาที่พิสดาร สะเทือนใจ ไม่ใส่ใจความเชื่อเดิม กระทบจิตใจความรู้สึกของผู้ได้พบได้อ่านทุกท่าน หากท่านผู้อ่าน จะว่ากล่าว ตักเตือน ติชม ด่าว่า หรือต้องการจะฉีกบทความนี้แล้วขยำย่ำยีให้ป่นปี้ยี่ยับ พับตลบ ตบสักสามที ให้มีน้ำเลือดไหลออกมา น้ำตาคลอ รอจะไหลลงพื้นพสุธา หรือกล่าวหาข้าพเจ้าว่าบ้าหรือเปล่า เชิญได้ตามแต่ใจทุกท่านปรารถนา

คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บิ๊กแบง (Big Bang Theory) ที่คุณหลงใหลถูกต้องแล้วหรือ!

เอกภพ (Universe) นั้น กว้างใหญ่ไพศาลนัก (สำหรับผู้ที่ไม่คิดจะออกจากมันไป) ไม่มีเขตขันธสีมาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ (เขาว่ากันแบบนั้น) ประกอบด้วยกาแลกซีแสนล้านกาแลกซี และแน่นอนมีผม และพวกเราๆคุณๆ ทั้งหลายรวมอยู่ด้วย ได้พลันอุบัติขึ้นจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า บิ๊กแบง ซะเมื่อไหร่!
ทฤษฎีบิ๊กแบง กล่าวว่า จักรวาล หรือทั้งหมดทั้งมวล ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ในคราเดียวกันหลังจากเกิดการระเบิดขึ้นเมื่อ 13700 ล้านปี ที่แล้ว โดยคุณพี่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า จักรวาลจะขยายตัวออก หรือพองตัว เนื่องจากการระเบิด โดยจะขยายตัวไปเรื่อยๆด้วยอัตราการขยายตัวเท่ากับความเร็วแสง (300000 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง) จนถึงขณะหนึ่ง จักรวาลจะเสียสมดุล ทำให้เกิดการยุบตัวเข้ารวมกัน เรียกว่า บิ๊กครั้นช์ (Big crunch) จนเกิดแรงมหาศาล แล้วระเบิด อีกครั้ง ที่เรียกว่า บิ๊กแบง (Big Bang) เกิดขึ้นแบบนี้ เกิดดับแบบนี้อยู่เรื่อยไป เอาง่ายๆเลยคือว่า จักรวาลเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการระเบิดครั้งใหญ่ที่เดียวทั่วทั้งหมด (กำปั้นทุบดินว่ะ)
ความจริงแล้วการเกิดดับของจักรวาลนั้น (อันนี้ของผมนะครับ) ไม่ใช่เกิดดับแบบที่คุณพี่เขาบอกกัน แล้วเราก็เชื่อกันจนไม่ทันคิดหัวจมน้ำอยู่ไม่โผล่ซักที การเกิดดับของจักรวาลนั้นเป็นไปในรูปแบบที่ว่า มีบางจักรวาลเกิดพร้อมๆกับบางจักรวาลที่กำลังพังทลายลง อ๋อ ! ผมลืมบอกไปว่า ที่ที่ผม และพวกเราๆคุณๆ อาศัยอยู่ นอนหลับฝันดีฝันร้าย บอกรักบอกเลิกกันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง หรือ จักรวาลหนึ่ง (Universe) จาก อนันตจักรวาล (Multiverse)




รูปที่ 1 แสดงจักรวาลที่เป็นอนันตจักรวาล (multiverse)

โดย 1 หน่วยจักรวาลที่ดำรงอยู่นั้น จะประกอบด้วย 3 จักรวาล วางอยู่ใกล้กันมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม (ดังรูปที่ 2) เป็นจักรวาลคู่ขนานกันไป โดยจะมีช่องว่าตรงกลางระหว่างสามจักรวาลนี้ เรียกว่า ช่องว่างระหว่างจักรวาล หรือ Porosity of Universe











รูปที่ 2 แสดงระบบ 1 หน่วยจักรวาล ที่ประกอบด้วยจักรวาล 3 จักรวาล โดยจะมีช่องว่างอยู่ตรงกลางที่เรียกว่า โลกันตนรก

พระพุทธศาสนา เรียกช่องว่างนี้ว่า โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษ เป็นขุมยิ่งใหญ่ แปลกประหลาดกว่าบรรดาขุมนรกทั้งหลายเพราะอยู่ภายนอกจักรวาล สถานที่ตั้งของโลกันตนรกนี้อยู่ระหว่างจักรวาล 3 จักรวาล ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาฟุตบอลสามลูกมาวางชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้น ตรงช่องว่างเว้นอยู่ในระหว่าง 3 จักรวาลนั้นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งนรกขุมพิเศษนี้ มาเข้าเรื่องกันต่อ จักรวาลนั้นมีการเคลื่อนที่และขยายตัวออกเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ตามที่พีเขาบอก เนื่องด้วยการขยายออกนี้ ทำให้ขอบจักรวาลเกิดการชนกัน เกิดการสปาร์ค ถ้าเราตัวใหญ่พอที่ สา-มา-รด ยืนมองการขยายตัวชนกันของขอบจักรวาลได้ เราก็จะเห็นเป็นประกายไฟ คล้ายๆกับเราเอาขั้วไฟฟ้ามาช็อตกัน แล้วก็มีเสียงประมาณนั้นแหละ ถ้าเราตัวใหญ่นะ แต่ความจริงแล้วเราตัวเล็กมาก จึงทำให้การสปาร์คกันของขอบจักรวาลนั้น เป็นเสมือนการระเบิด แล้วก็ได้ปฏิสาร ก่อกำเนิด เป็นจักรวาลใหม่ ไอ้ที่เขาทดลอง LHC ที่ยุโรปมันก็คิดแบบนี้แหละ แต่มันไม่บอกใคร แต่ผมรู้ ด้วยความคิดนี้ จึงพากันสร้างเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนให้มีความเร็วให้ใกล้เคียงแสง แล้วให้ชนกัน ก็เพราะที่ขอบจักรวาลที่กำลังขยายออกด้วยอัตราเท่ากับความเร็วแสงเต็มไปด้วยอนุภาคโปรตอน หรือเอาง่ายๆ โปรตอนก็คือธาตุไฮโดรเจน นี่แหละ ซึ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่งในจักรวาล ถ้าถามว่าทำไมมันมากที่ล่ะ ก็เพราะว่ามันเกิดง่ายสุดก็คือ อนุภาคโปรตรอนอิสระมาเจอกันกับอิเล็กตรอนอิสระ ก็เกิดการเข้าคู่กัน อิเล็กตรอนก็วิ่งรอบโปรตอนกลายเป็นไฮโดรเจนอะตอม (ง่ายป่าว) มาเข้าเรื่องต่อ พอขอบจักรวาลขยายไปชนกันก็เปรียบเสมือนว่าอนุภาคโปรตรอนชนกันด้วยความเร็วแสงแล้วก็เกิดปฏิสารก่อตัวเป็นจักรวาลใหม่ตามที่ผมได้โม้มา ฝรั่งก็เลยพากันสร้าง LHCขึ้นไงล่ะแต่มันไม่บอกหรอกว่ามันเอาแนวคิดใดมาทำ แต่ผมรู้เองเชื่อป่าว ในอีกแง่หนึ่งการดับของจักรวาลนั้นไม่ได้ หมายความว่าทุกๆจักรวาลต้องพังทลายดับไปหมด โดยการยุบรวมกัน แล้วระเบิดใหม่แบบที่พี่เขาพูด แล้วคุณๆเราๆก็เชื่อกันหัวจมน้ำไม่โผล่อีกตามฟอร์ม แต่ว่าจะมีรูปแบบการเกิดแบบที่ผมได้พรรณนาไว้ แล้วก็มีการพังสลายดับสูญไปโดย ที่ภายในจักรวาลเอง กาแลกซี จะเกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มกาแลกซี และแต่ละกลุ่มกาแลกซีก็จะพันกันอยู่เป็นเกรียวคู่แบบหน่อแนวที่บอกลักษณะเรา หรือเรียกง่ายๆว่าคล้ายๆ DNA ภายในกลุ่มกาแลกซีนั้นจะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลซึ่งกัน เมื่อเกิดการเคลื่อนที่เข้าใกล้กันมากๆจะเกิดการชนกันแล้วเกิดการหมุนอัดตัวรวมกัน การดึงดูแล้วยุบรวมกันของกาแลกซีนั้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมดจักรวาล หรือเฉพาะบางกลุ่มกาแลกซี อาจจะแค่สองกาแลกซี หรือกาแลกซีเดียวยังเห็นจะได้ เมื่อกาแลกซีเกิดการชนกัน ดึงดูดกัน



รูปที่ 3 แสดงแบบจำลองจักรวาลที่มีกลุ่มกาแลกซีเกาะพันกันเป็นเกรียวคู่ คล้ายๆ DNA (Universe)

หมุนยุบตัวรวมกัน ก็ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจึงเกิดการระเบิดที่ยิ่งกว่าซุปเปอร์โนวา กระจายออกจากกันเป็นก๊าซ เป็นฝุ่นกระจายเป็นบริเวณกว้าง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าบริเวณนี้ก็เกิดการเย็นตัว และมืดมิด และก็เกิดแรงดึงระหว่างมวลอีกครั้งเพราะว่า แรงจากการระเบิดลดลงมาก เกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มฝุ่นกลุ่มก๊าซ ในกลุ่มฝุ่นกลุ่มก๊าซก็มีการยุบตัวเป็นดวงดาว ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ไปตามเรื่อง กลายเป็นกาแลกซี่ใหม่ หากการก่อกำเนิดแบบที่ผมกล่าวมาเมื่อกี้ มันมีมากพอพร้อมๆกัน ก็จะทำให้ขอบจักรวาลหดเข้ามาเกิดดึงดูดอัดรวมกันของการแลกซี เป็นรูปแบบที่คล้ายๆกับ ลูกโซ่ เนื่องจากแรงที่บีบเข้ามาของขอบจักรวาล จนทำให้มีการบีบอัดที่เล็กลง ทำให้เกิดแรงอัดอย่างมากแล้วก็เกิดการระเบิดผลักกันออกเป็นก๊าซ เป็นฝุ่น เมื่อเวลาผ่านไปก็เย็นลงกลายเป็นกลุ่มกาแลกซี ดังที่ผมโม้ไว้เมื่อกี้ โดยที่ขอบจักรวาลก็ขยายออกไป และอยู่เป็นจักรวาลคู่ขนานกับอีกสองจักรวาล เป็นหน่วยจักรวาล 3 จักรวาลดังที่ผมได้โม้มา นี่คือการเกิดดับที่แสดงให้เห็นความผิดพลาดของทฤษฎีบิ๊กแบง ที่กล่าวแบบกำปั้นทุบดิน ตุ๊บๆ ว่าทั้งหมดทั้งมวล พลันอุบัติขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เดียวทั่วทั้งหมด

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความกรุณาอ่าน คิดของผม หากสนใจ โปรดติดตามบทความหน้า เร็วๆนี้
21.32 น วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Marton’s Law
แบงค์วงกบ/ vongkob_vk@hotmail.com (IP:124.157.149.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 18 ม.ค. 2553 (06:03)
.....จักรวาลและโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร.....
...................................................................................................................................
...ผมตั้งคำถามนี้ในใจมาตลอดที่เกิดจำความเป็นมนุษย์มาได้
สงสัยโคตะระ สงสัยหาใน Google ก็ได้คำตอบแบบ
ยังต้องสงสัยต่อไปเรื่อยๆบทสรุปก็คือ...ไม่มีใครรู้ แน่นอน
แต่แล้วใน วันหนึ่ง...ขณะที่ผมกำลังขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อไปทานอาหารเจ
ฉับพลันหัวสมองของผมก็ตั้งคำถามเดิมๆมาอีกว่าสิ่งต่างๆที่เราเห็นและสัมผัส
ความเจ็บปวด ความจน ความทรมาน ความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ เมียลูก
พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่ เจ้าทาง พระพรหม...
จนถึงโลกนี้จักรวาลนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ถามย้ำๆกับสมองตัวเอง
ช่วงหลังๆไม่รู้เป็นอะไร สมองของผมนั้น จะหาคำถาม และหา คำตอบเองแบบว่า
ส่วนมากจะเกี่ยวกับธรรมมะครับ ถามเองแล้วก็ตอบเองไม่ต้องคิดเข้าข้างตัวเองถามแล้ว
ก็รอคำตอบไม่ต้องคิดให้สมองเค้าตอบมาเองซึ่งก็ได้คำตอบที่น่าพอใจหลายๆครั้งครับ
ขณะที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า...โลกนี้จักรวาลนี้เกิดขึ้นได้ยังไง
เหมือนกับว่าหัวสมองมันอึ้งไปเลยคล้ายกับว่าคำถามนี้มันยากเหลือเกิน
สมองมันคิดของมันเองตอนแรกมันจะอื้อๆครับผมเองไม่ได้คิดช่วยครับผมก็ทำใจสบายๆ
ถามมันไปเรื่อยๆคิดเล่นๆว่าคงจะไม่ได้คำตอบหรอกครับ
เพราะตัวผมเองก็ไม่รู้คำตอบครับ แล้วก็คิดว่าไม่มีใครรู้แน่ชัดอยู่แล้ว ผมคิดอย่างงี้
แต่แล้วเหมือนมีเสียงมาจากไหนไม่รู้พรวดใสแจ๋วเข้ามาในสมองผม ปัง
เสียงดังฟังชัด พอได้ฟังคำตอบ ปั๊บ ขนทั้งตัวผมลุกไปหมดครับ
มันเป็นคำตอบ ที่ถูกใจ ถูกต้อง ที่สุด เท่าที่ผมหามาตลอดชีวิตผมเลยครับ
.....เสียงฟังดังใสชัดแจ๋วในสมองว่า.....
..........................................................................................................................................
( ก็มึ-งตื่นไง ไ-อ้ควาย มันถึงมีโลกมีจักรวาลนี้ ขึ้นมา ถ้ามึ-งหลับ..หลับในที่นี้หมายถึงตายนะครับ..
โลกนี้จักรวาลนี้ มันก็ไม่มีหรอก ไ-อ้ควายคำถามง่ายๆ รู้หรือยังหล่ะทีนี้)
............................................................................................................................................
โล่งครับ พอผมได้คำตอบขนหัวลุกโล่งเบาทันทีครับมันเหมือนผมตอบโจทย์ถูกต้องเถียงไม่ออกเลยครับ
พอผมได้คำตอบอย่างนี้ก็ถึงร้านอาหารเจ พอดีครับจอดรถลงไปหาข้าวกิน
ผมนั่งกินอาหารเจ อย่างมีความสุขที่สุดครับเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันใช่เลย
นี่แหละคือคำตอบที่ถูกใจถูกต้องที่สุดในโลกครับ ใช่เลยๆๆๆๆ สมองผมว่าอย่างนี้โล่งครับโล่ง
จริงๆ คำว่าตื่นแล้วถึงมีโลกนี้จักรวาลนี้ ขึ้นมา มันก็มาคิดต่ออีกว่า เราก็ไม่ใช่คนที่ตื่นมาคนแรกของโลกนี่หว่า
.....แล้วใครหล่ะ???
(ความคิดของผม การตื่นคือ...การตื่นขึ้นมารับรู้สรรพสิ่งรอบตัวรับรู้ดินน้ำลมไฟหนาวร้อนอ้างว้าง)
ทุกๆคนที่ตื่นขึ้นมาในโลกนี้ขณะนี้ไม่ใช่คนแรกที่ตื่นขึ้นมารับรู้ โลกนี้ จักรวาลนี้ ใช่ไหมครับ
แล้วถามว่าถ้ายังงั้นจะต้องมีคนที่ตื่นเป็นคนแรกของจักรวาลของโลกนี้
ตื่นขึ้นมารับรู้สิ่งรอบตัว...พรวดปิ๊ง...ใครปลุกก็ไม่รู้ ตื่น...
เป็นคนแรกของโลก แล้วใครหล่ะที่ตื่นเป็นคนแรกของโลกนี้เป็นสัตว์หรือเป็นคน
มีร่างกายหรือไม่มีร่างกาย หรือเป็นพลังงานที่ตื่น มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตัวนี้หล่ะคือคำตอบ
ว่าโลกนี้จักรวาลนี้ และจักรวาลอื่นๆกาแล็คซี่อื่นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบต้องถาม เจ้าคนที่ตื่นเป็นคนแรกของโลกนี้ นี่แหละตื่นเพราะอะไรใครปลุกมา
คนที่ตื่นขึ้นมาเห็นรับรู้คนแรกของโลกของจักรวาลนี้ ต้องมีแน่นอน ต้องมีคนตื่นก่อนเราแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นอะไรสิ่งนี้เป็นตัวสร้างสรรพสิ่งอย่างแน่นอนที่สุด ชัวร์ป๊าด
สมมุติว่า...ตัวของเราไม่รู้ว่ามีตัวเรานี้อยู่ อยู่ๆก็ตื่นขึ้นมาโพ๊ะเป็นคนแรกของโลกของจักรวาลนี้ มัวเงียๆ
หลังจากหลับไหลหรือนิ่งเงียบมานานเท่าไรไม่รู้อะไรก็แล้วแต่ ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ที่หลับอยู่
พอ ใส่กุญแจ Start เครื่องตื่นปุ๊บก็ต้องมารับรู้สัมผัสรู้เราก็จะสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยว
มืดสุดกู่ สุดลูกหูลูกตามีแต่เราคนเดียวนี่หว่าพอตื่นมาแล้วก็ไม่อยากหลับ แต่ว่าเรามีพลังนะมีมากเสียด้วยซิ
ถ้าเราไม่มีแรงคงตื่นขึ้นมาไม่ได้หรอกใช่ไหมครับตอนตื่นมา ต้องมีพลัง ไม่มีพลังก็ตาย
แม้แต่รูปร่างยังไม่รู้เป็นยังไงมองก็มองไม่เห็นได้แต่ว่ารับรู้ อะไร อะไรและอะไรและอะไร งง งง
สักพักก็ต้งหลักได้สบาย ก็เกิดความอยากขึ้นมา ไอ้ความอยากนี่หล่ะจะสร้างสรรพสิ่งต่อๆไป
ไม่ยังงั้นมนุษย์คงไม่เจริญมาถึงขนาดนี้หรอกครับ มีรถมีเครื่องบิน แล้วจะมีแปลกๆมาอีกเรื่อยๆครับผมว่า
ความอยากของผมนั้นสมองของผมแปลบอกว่ามันก็คือ...วิวัฒนาการ...นี่เองพออยากปุ๊บ
วิวัฒนาการมันก็เกิดของมันไปเรื่อยๆซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆยากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ภูเขาไฟมันยังอยากมีรูเลยครับ
ตั้งแต่เจ้าตัวที่ตื่นคนแรกเค้าอยากวิวัฒน์มันก็ต้องสร้างใช่ไหมครับ
เจ้าคนที่ตื่นคนแรกนี้มันคงจะมีพลังมากจริงๆครับสร้างดาวโน้นดาวนี้ใหญ่บ้างเล็กบ้าง
ร้อนบ้างเย็นบ้างแล้วก็ไม่ไปอยู่ซักทีสร้างดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ไม่ไปอยู่
ไอ้ความร้อนความเย็นเค้าคงไม่กลัวหรอกครับเพราะเค้ายังไม่มีกายเนื้อ เผลอๆจักรวาลนี้ทั้งหมดคือตัวเค้าเองด้วยซ้ำ
ก็เลยสร้างดวงดาวต่างๆมากมายสร้างมันไปเรื่อยๆก็ยังไม่ชอบใจในที่สุดเอาก็เอาว่ะโลกใบนี้หล่ะว่ะ
ดีที่สุดแล้วมีร้อนอุ่นมีมืดมีสว่างกำลังดีเป็นความอยากแห่งวิวัฒนาการของคนที่ตื่นคนแรกของจักรวาลและของโลกนี้
พออยู่มาไม่ชอบตรงนี้ก็ทำตรงนั้นไม่ชอบตรงนั้นก็ทำตรงนี้ ทุกวันนี้เจ้าตัวหรือคนหรือพลังงานอะไร
ก็แล้วแต่ที่ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรกของโลกเค้าก็ยังไม่พอใจครับเค้าก็ยังวิวัฒน์ของเค้าไปเรื่อยๆซักวันหนึ่ง
เค้าวิวัฒน์จนเค้าคิดว่ามันไม่ดีนี่หว่าเอาใหม่ดีกว่าเมื่อนั้นก็จะถึงวันสิ้นสุดของมนุษย์โลกครับ
เค้าจะลบทำลายแล้วสร้างใหม่อย่างนี้เค้าเรียกว่า หนึ่งกัลป์ ครับเพราะเค้าคิดว่ามันไม่ดี ทำใหม่ดีกว่าแป๊บเดียวเอง
ก็เพราะพวกเรานี่แหละทำเกินกว่าที่เค้ากำหนดเค้าก็จะหันมาทำลายเราเราต้องปรับปรุงตัวเพื่อให้เค้าเห็นว่า
เค้าทำดีแล้วสุขแล้วเรากับเค้าก็จะอยู่ร่วมกันได้อีกนานอย่าให้เค้าต้องสร้าง กัลป์ ใหม่ๆเลยเราต้องปรับปรุงตัวนะ
ทุกวันนี้มนุษย์เราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติผู้ซึ่งเป็นคนสร้างเรามาและสรรพสิ่งต่างๆขึ้นมา
สิ่งที่มนุษย์เราต้องการเอาชนะมากที่สุดที่สุดก็คือการเอาชนะความตายอยู่เป็นอมตะ นิรันดร
ไม่แก่ไม่ตาย แต่เจ้าคนที่ตื่นคนแรกเค้าคงไม่ยอมหรอกครับเมื่อไหร่ถ้าเราเอาชนะความตายได้
เมื่อนั้นหล่ะเจ้าคนที่ตื่นคนแรกเค้าจะยอมแพ้เราเอง เราก็จะรู้เองว่าเจ้าคนนี้มันเป็นใครกันแน่
การจะเอาชนะความตายได้มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นก็คือจิตที่หลุดพ้นจากพันธนาการจากเจ้าคนที่ตื่นเป็นคนแรก
เค้าสร้างให้อะไรเรามามากมายเราก็ไม่เอาทั้งนั้น ไม่ยึดไม่หมายไม่เอาเค้าก็ทำอะไรเราไม่ได้มาบังคับเราก็ไม่ได้
เค้าจะไม่ใช่เจ้านายเราอีกต่อไปเมื่อนั้นเราก็ไม่ต้องกลับมาให้เค้ามาวิวัฒนาการเราอีกต่อไป
ตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายนี่คือสิ่งหนึ่งในวิวัฒนาการของเค้าครับไม่รู้จบสิ้นเป็นลูกน้องเค้าไปตลอดไม่รู้กี่ชาติแล้ว
เพราะความอยากนี่แหละครับทำให้พวกเราต้องวิวัฒนาการกันไม่รู้จักจบจักสิ้น อาจจะหลายกัลป์แล้วนะ
แต่ถ้าเมื่อใดที่เค้าคนที่ตื่นคนแรกของโลกนี้หมดความอยากไม่มีวิวัฒน์เมื่อนั้นไม่มีโลกนี้ไม่มีจักรวาลนี้
กลับไปเหมือนตอนที่คนตื่นคนแรกของโลกคนนี้เค้ายังไม่ตื่นขึ้นมา นั่นล่ะจบ หมดโลก หมดคำถาม
ถ้าพวกเราทิ้งความอยากได้เราก็จะหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งวิวัฒนาการของเค้าผมคิดว่าเค้าคงอยาก
ให้พวกเราทั้งหมดในโลกนี้หลุดพ้นจากพันธนาการของเค้าจนไม่เหลือในโลกนี้แม้แต่คนเดียว
เมื่อนั้นแหละเค้าก็จะได้หลับไปตลอดกาลเค้าคงจะเริ่มเบื่อหน่ายในสิ่งที่เค้าตื่นแล้วอยากคือวิวัฒนาการ
แล้วหล่ะ สังเกตุในสิ่งที่เค้าทำซิ ภัยภิบัติต่างๆในโลกนี้ มันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ
เค้าอยากให้พวกเรากลับบ้านเก่ากลับไปอยู่กับเค้าอยู่ด้วยกันกับเค้าแล้วเค้ากับเราจะหลับไปด้วยกันชั่วนิรันดร์..
................................................
......โอม..ถึง..นิพพานัง เถิด...พวกเรา......
.........................................................................................................................................................
ป.ล.หากสิ่งที่ผมเขียนนี้พอจะยังมีประโยชน์บ้าง
ขอให้เป็นปัจจัยส่งผลให้ตัวผมหลุดพ้นจากวังวนแห่งวิวัฒนาการนี้ด้วยเถิด...สาธุ
หากผมใช้คำพูดใดไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกใจใครได้โปรดอภัยให้ผมด้วยนะครับ
ข้าพเจ้านาย วิรัติ สีหะนาม ผู้เขียน
.โอ...ระยอง....
Ho_music@hotmail.com (IP:125.27.74.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 18 ม.ค. 2553 (09:52)
อ่นแล้วเข้าใจดีครับ เรื่องนี้น่าสนใจ และเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์คงกำลังเตรียมตอบคำถามต่อไปว่า แล้วกลุ่มแกสเหล่านั้นเกิดมาได้อย่างไรนะครับผม
manit peuksakondh
ร่วมแบ่งปัน179 ครั้ง - ดาว 52 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 ธ.ค. 2553 (13:18)
ดีมากเลยค่ะที่มีให้อ่านแบบนี้ เพราะทำให้คนอื่นๆที่ไม่รู้เกี่ยวกับโลกของเรารู้เรื่องค่ะ และไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียวนะคะต้องเติมคำว่า
รู้เยอะมากๆๆเลยค่ะ และอยากให้มีที่ให้อ่านแบบนี้อีกค่ะ ขอบคุณมากเลยค่ะ


ขอบคุณค่ะ
แฟ้บ
yadakorn2001@hotmail.com (IP:118.172.235.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 21 ธ.ค. 2553 (23:17)
โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร

มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดของโลก แต่ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับที่สุด เชื่อว่า โลกเกิดขึ้นพร้อมกับระบบสุริยะจักรวาล เมื่อราว ๆ 4,560 ล้านปีที่แล้ว

ระบบสุริยะจักรวาล เกิดจากกลุ่มก๊าซและธุลีที่เรียกว่าเนบิวลา (nebula) ภายในเนบิวลานั้น ๆ กลุ่มสสารได้จับกลุ่มกันตรงกลาง จากแรงโน้มถ่วง เกิดเป็น protostar หรือดาวดวงแรก ความร้อนจากกระบวนการดังกล่าว ทำให้เนบิวลาเปลี่ยนสภาพเป็นแผ่นแบน ๆ ที่หมุนได้เหมือนแผ่นเสียง สสารจำนวนมากไปกระจุกตัวอยู่ตรงกลางของแผ่นแบน ๆ นั้น ต่อมาเกิดระเบิดอย่างรุนแรง ดวงอาทิตย์ถือกำเนิดขี้นตรงใจกลางนั้น พร้อมกับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวส์ชั่น (nuclear fusion) ที่ปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ก๊าซและอนุภาคของฝุ่นธุลีต่าง ๆ หมุนเป็นวงรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ และเกิดเป็นดาวเคราะห์ต่าง ๆ ส่วนที่ล้อมรอบอยู่ด้านนอก ของระบบสุริยะจักรวาล ประกอบไปด้วยกลุ่มของก้อนหินและก้อนน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนเป็นดาวหาง (comets) โดยที่ดาวหางจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในองศาที่ต่างกันไป ในระหว่างวงโคจรระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี มีวงของแนวกลุ่มหิน ที่เรียกว่า กลุ่มดาวเคราะห์น้อย (asteroids) โคจรอยู่ ซึ่งบางครั้งชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อยหลุดจากวงโคจร พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ของโลกเหมือนลูกไฟตกลงมาจากท้องฟ้า ดังที่เรียกกันว่าดาวตกหรือผีพุ่งไต้ ส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ใน ชั้นบรรยากาศที่ตกลงมาถึงเปลือกโลกจะเรียกว่า อุกกาบาต หรือ อุกาบาต (meteorites)

เมื่อโลกเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ นั้น โลกมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบันมาก แต่ด้วยชิ้นส่วนของดาวเคราะห์และดาวหางจำนวนมหาศาลที่ตกลงสู่โลก ในช่วง 2-3 ล้านปีแรก ทำให้โลกมีขนาดเท่ากับปัจจุบัน

หลังจากนั้นประมาณ 100 ล้านปี โลกได้มีการแบ่งเป็นชั้น ๆ เนื่องจากแรงโน้มถ่วง โดยที่ส่วนที่หนักที่สุด (เหล็ก-นิเกิล) เป็นแกนกลาง (core) ส่วนที่เบากว่าเช่นเหล็ก แมกนีเซียม ซิลิเกต อลูมิเนียม และแคลเซียมเป็นผิวโลกในชั้นแมนเทิล (mantle) และเปลือกโลก (crust) ส่วนที่เบาที่สุดได้แก่พวกก๊าซต่าง ๆ ห่อหุ้มโลกไว้

เมื่อโลกค่อย ๆ เย็นตัวลง ไอน้ำเริ่มจับตัวกันเกิดเป็นเมฆ และฝนตกลงมาสู่พื้นโลก เกิดเป็นทะเล แม่น้ำ และ มหาสมุทร

โลกเมื่อ 4,000 ล้านปีที่ผ่านมา มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเด่น มีก๊าซออกซิเจนเพียงเล็กน้อย สิ่งมีชีวิตในยุคแรกมีองค์ประกอบทางเคมีที่หลากหลาย แต่องค์ประกอบที่สำคัญคือ น้ำ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และ ไนโตรเจน

ซากดึกดำบรรพ์ขนาดเล็กที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้มีการค้นพบ มีอายุประมาณ 3,500 ล้านปี เป็นซากของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ที่เกาะติดกันเป็นสายเหมือนเส้นเชือกหรือลูกปัด โดยโครงสร้างมีลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิตพวกสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (cyanobacteria) ซึ่งสามารถสังเคราะห์แสงได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตออกซิเจนให้กับโลกในอดีต


กำเนิดโลก
ผลจากการศึกษาพบว่าโลกเป็นสมาชิกหนึ่งของระบบสุริยะ โดยมีดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลางของระบบ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะนั้น มีหลายทฤษฎีที่กล่าวไว้เช่น

-พ.ศ.2339 คานท์ และ ลาพลาส ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะไว้ โดยเขาเชื่อว่าดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์และสิ่งต่าง ๆ ในระบบสุริยะมีกำเนิดมาจาก กลุ่มแก๊สที่ร้อนจัด และหมุนอยู่แรงเหวี่ยงจากการหมุน ทำให้ เกิดเป็นลักษณะ วงแหวนหมุนกระจายออกจากจุดศูนย์กลาง ต่อมาบริเวณศูนย์กลางของวงแหวน ก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนกลุ่มแก๊สในแต่ละวงแหวนก็จะรวมตัวกันแล้วหดตัว กลายเป็นดาวเคราะห์ และสิ่งอื่น ๆ ในระบบสุริยะ ซึ่งรวมทั้งโลก ที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยแต่ ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงเมื่อดาวเคราะห์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ควร จะหมุนเร็วขึ้นแต่กลับปรากฏว่า ดวงอาทิตย์นั้นหมุนช้ามาก ทฤษฎีนี้จึงต้องมีการปรับปรุง

-พ.ศ 2493 เฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะขึ้นอีก โดยอาศัยทฤษฎ๊ของลาพลาส และหลักฐานจากการศึกษาปรากฏการณ์ท้องฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งสรุปความได้ว่ามีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน จากการรวมตัวของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดใหม่นี้เริ่มมีแสงสว่าง และยังคงมีกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่ โดยหมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ กลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองเหล่านี้ถูกดึงดูดให้อัดตัวแน่นขึ้น และรวมตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนวัตถุขนาดใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือดาวเคราะห์นั่นเอง

ให้สังเกตข้อแตกต่างของทั้งสองทฤษฏีนี้ ซึ่งดูเผินๆจะเหมือนกัน แค่ความจริงต่างกัน

-ทฤษฎีของเจมส์ ยีนส์ พ.ศ.2444 กล่าวว่า มีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ทำให้มวลบางส่วนของดาวฤกษ์และดวงอาทิตย์หลุดออกมากลายเป็นดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกและวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะ
ทฤษฎีเจม ยีนส์ ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเท่าไร

***แต่ในปัจจุบันนี้เรายังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใด

เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ได้หลักฐานและข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย
สุมาลี แก้วกอง (IP:1.46.255.129)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 24 มิ.ย. 2554 (09:50)
ดีครับ โลกเรานี้ช่างร้อนเหลือเกิน




เราทุกคนควรช่วยกันเต้น
pangdeno120@hotmail.com (IP:125.25.86.63)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม