|
ตอบแล้ว:
11
โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร
โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
โรคมะเร็ง
จัดเป็นโรคร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
ถือเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมาอย่างไม่รู้ตัว
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มีการพัฒนาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับ
การวินิจฉัยที่แม่นยำ จึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
มีโอกาสหายขาดได้

เป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน
จึงเปลี่ยนจากการรักษาให้หายขาด
เป็นการรักษาให้หายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีการพัฒนาต่อเนื่อง
ทั้งการใช้ยา การผ่าตัด และการฉายรังสี
โดยเฉพาะการใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จึงทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
และเพิ่มความหวังแก่ผู้ป่วยมะเร็ง
โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางในการรักษาโรคมะเร็ง
ที่เน้นการรักษาเชิงวิจัย เหมือนในสหรัฐอเมริกา
ที่เลือกการรักษาที่น่าจะมีประโยชน์
โดยพิจารณาจากแนวโน้มในการรักษาว่าน่าจะเป็นไปในทิศทางใด
จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้
ขณะเดียวกันด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย
พร้อมบุคลากรที่มีศักยภาพ
จึงถือได้ว่าโรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
เป็นศูนย์การรักษาโรคมะเร็งที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน

การรักษาทางด้านรังสีได้เปลี่ยนจากการฉายรังสี
2 มิติ เป็นรังสี 3 มิติ ซึ่งเริ่มมีบริการแล้วในหลายแห่งของประเทศไทย
การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะใช้การวางแผนด้วยระบบ 3 มิติ
ทำให้การวางแผนการกำหนดลำรังสีมีความถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น โดยใช้
ระบบการสร้างภาพ
หาทิศทางที่เหมาะสมของลำรังสีและปรับลำรังสีที่ได้ให้เป็นไปตามรูปร่างของก้อนเนื้องอกมากที่สุด
ทำให้สามารถให้ปริมาณรังสีสูงเฉพาะในรอยโรค
และลดรังสีที่จะถูกกระทบในเนื้อเยื่อที่ดี
นำไปสู่ผลการรักษาที่ดีลดผลข้างเคียงระยะเฉียบพลันและระยะยาวลงได้
ต่อมามีการพัฒนาอีกระดับหนึ่งของรังสีสามมิติ
ที่ปรับความเข้มของรังสีตามสัดส่วนความหนาบางของก้อนมะเร็งในแนวทางเข้าของลำรังสีนั้นๆ
เรียกว่ารังสีแปรความเข้มสามมิติ (IMRT) ทั้งนี้ในแต่ละแนวของการฉายรังสี
จะมีเทคนิคในการฉายต่าง ๆ กัน
เพื่อให้เกิดรูปร่างและความเข้มของรังสีที่ต่างกัน
โดยคำนึงให้เกิดการกระจายรังสีที่แตกต่างกันเป็นจุด หรือช่อง (voxel)
หรือเรียกส่วนย่อย ๆ นี้ว่า beamlets ตามความเหมาะสมของรอยโรค
ทั้งนี้จะอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ในการกำหนดความเข้มของรังสี
ซึ่งจะให้สูงที่สุดในตำแหน่งที่ก้อนมะเร็งหนาที่สุด
และต่ำสุดในตำแหน่งที่ก้อนมะเร็งบางที่สุด
แม้ว่า
การวางแผนการรักษาด้วยเทคนิครังสี 3 มิติ และ รังสีแปรความเข้มสามมิติ
จะเป็นภาพ 3 มิติที่ได้มาจากการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์
แต่เป็นภาพนิ่งในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริง ก้อนเนื้องอกในบางส่วนหรือบางอวัยวะก็อาจสามารถเปลี่ยนแปลง
ทั้งในระหว่างการฉายรังสีแต่ละครั้ง และการฉายรังสีครั้งต่อครั้ง
ซึ่งอาจเนื่องจากอวัยวะภายในมีการเคลื่อนไหว และผลกระทบจากการหายใจ เช่น
มะเร็งบริเวณปอด ตับ หรือตับอ่อน
อาจทำให้ก้อนเนื้องอกหลุดออกจากตำแหน่งที่วางแผนไว้
ดังนั้นเนื้องอกอาจไม่ได้รับปริมาณรังสีตามที่วางแผนไว้ ขณะเดียวกัน
อาจจะทำให้เนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีสูงกว่าระดับที่จะทนทานได้
ปัจจุบัน โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงมีการพัฒนาการรักษาทางรังสีเป็นการรักษา 4 มิติ
หรือ การรักษาด้วยเทคนิค ที่เรียกว่า รังสีรักษาภาพนำวิถี หรือ Image guided radiation therapy ( IGRT ) ซึ่งเป็นการรักษาในมิติที่ 4
ที่นอกเหนือจากความแม่นยำในเป้าหมายหรืออวัยวะที่จะรักษาในระบบ 3 มิติแล้ว
ยังควบคุมถึงมิติที่ 4
ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของก้อนเนื้องอก เช่น
มะเร็งปอด มะเร็งตับ ตับอ่อน เป็นต้น
โดยการใช้ภาพของเนื้องอกหรือบริเวณที่ต้องการได้รังสีสูงมาร่วมในการวางแผนการรักษา
และใช้ในการตรวจสอบตำแหน่งของเนื้องอกในแต่ละวันของการรักษา
โดยสร้างภาพจากการหมุนเครื่องเร่งอนุภาคหรือเครื่องฉายรังสีรอบผู้ป่วย 1
รอบ ก็จะได้ข้อมูลที่แท้จริงในขณะที่จะฉายรังสีมาสร้างภาพเพื่อการตรวจสอบ
ซึ่งถ้าคลาดเคลื่อนก็จะมีการแก้ไขโดยอัตโนมัติ
ในขณะเดียวกันระบบจับการเคลื่อนไหวจากการหายใจของผู้ป่วย
ก็จะถูกบันทึกด้วยกล้องอินฟราเรด ที่ได้จากระหว่างการจำลองการรักษา
ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทำให้ได้ภาพเนื้องอกที่มีการเคลื่อนไหว
ตลอดช่วงการหายใจ ที่เรียกว่าได้เป็นภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สี่มิติ หรือ Gated 4D CT ภาพดังกล่าวจะถูกนำมาวางแผนการรักษา และเครื่องเร่งอนุภาคจะปล่อยรังสี
เมื่อก้อนเนื้องอกหรือภาพบริเวณที่ต้องการได้รังสี
ปรากฏอยู่ในตำแหน่งการรักษาที่วางแผนไว้ เท่านั้น
ทำให้มั่นใจได้ว่าการยิงรังสีถูกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแน่นอน
ด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจึงสามารถหายใจตามธรรมชาติได้
โดยไม่ต้องกลั่นหายใจหรือกดกระบังลม เพื่อบังคับการหายใจ
ดังนั้น
IGRT จึงเป็นเทคนิคที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน
ที่เพิ่มโอกาสการหายของผู้ป่วยมะเร็ง และ
ลดภาวะแทรกซ้อนของเนื้อเยื่อปกติจากรังสีได้
นับเป็นการฉายรังสีเฉพาะเป้าหมายที่ต้องการรักษาอย่างแท้จริง
IGRT หรือ รังสีภาพนำวิถี จึงเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่จะต้องได้รับการรักษาทางรังสี
http://www.besthealthy4u.com/
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |