คำคมไอสไตน์

[COLOR="Magenta"]บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเอง[/COLOR]
A person starts to live when he can live outside himself.



 



ความคิดเห็นที่ 1

นาคราช
27 ส.ค. 2551 14:20
  1. บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำ เนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเอง A person starts to live when he can live outside himself. มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่ การมีชีวิต Only a life lived for others is a life worth while. มีสองทางในการใช้ชีวิต คือทางหนึ่งไม่มีอะไรที่มหัศจรรย์เลย กับอีกทาง ทุกสิ่งล้วนเป็นความมหัศจรรย์ There are only two ways to live your life. One is as though nothing is a miracle. The other is as though everything is a miracle. คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้ แต่ไม่ใช่ความสามารถในการแสวงหา The value of a man resides in what he gives and not in what he is capable or receiving. สิ่งที่เรารู้มีเพียง 1 ใน 1000 ของ 1%ของสิ่งที่ธรรมชาติเผยให้เราพบเห็น We still do not know one thousandth of one percent of what nature has revealed to us. มีความเป็นไปได้ที่จะอธิบายสรรพสิ่งด้วยวิทยาศาสตร์ แต่มันจะมีความหมายอะไรเหมือนกับที่ท่านอธิบายบทเพลง ซิมโฟนีของบีโธเฟนว่าเป็นความแปรเปลี่ยนของคลื่นเสีย ง It would be possible to describe everything scientifically, but it would make no sense; it would be without meaning, as if you described a Beethoven symphony as a variation of wave pressure. กฎ 3 ประการของการทำงาน ได้แก่ ภายใต้ความสลับซับซ้อนมีความเรียบง่ายแฝงอยู่ ภายใต้ความขัดแย้งไม่สอดคล้อง มีความเป็นเอกภาพแฝงอยู่ และท่ามกลางปัญหา อุปสรรคความยากลำบาก มีโอกาสและช่องทางออกใหม่ๆแฝงเร้นอยู่ด้วย Three rules of work: Out of clutter find simplicity; from discord find harmony; in the middle of difficulty lies opportunity. ข้าพเจ้าไม่เคยสอนลูกศิษย์ ข้าพเจ้าเพียงแต่สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้พวกเ ขาสามารถเรียนรู้ได้ I never teach my pupils; I only attempt to provide the conditions in which they can learn. สิ่งที่เข้าใจได้ยากมากในโลกคือ -โลกเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้. The most incomprehensible thing about the world is that it is comprehensible **************************************

ความคิดเห็นที่ 2

นาคราช
29 ส.ค. 2551 11:10
  1. ผู้หญิงท้องแก่คนหนึ่งเดินอุ้ยอ้ายขึ้นมาบนรถเมล์ พอเดินพ้นบันได เด็กนักเรียนอายุเจ็ดขวบก็รีบลุกขึ้น หญิงมีครรภ์เห็นว่านักเรียนอายุยังน้อย แถมถือกระเป๋าใบใหญ่ จึงสั่นหัวให้เด็กและพูดยิ้ม ๆ ว่า "ไม่ต้องดอก หนูนั่งเถอะ" เด็กน้อยจึงนั่งลงใหม่ พอผ่านไปสักครู่ เด็กนักเรียนก็ลุกขึ้นอีก หญิงมีครรภ์จึงพูดขึ้นว่า "น้าบอกว่าไม่ต้อง น้ายืนได้ อีกไม่นานก็ลงแล้ว" พูดพลางเอื้อมมือกดไหล่เด็กเบา ๆ เด็กน้อยจึงนั่งลงอีกครั้งหนึ่ง ผ่านไปสักพัก เด็กน้อยลุกขึ้นมาอีก หญิงมีครรภ์ซาบซึ้งน้ำใจเด็กน้อย ที่อุตสาห์สละที่นั่งให้ "หนูน่ารักจริง ๆ หนูนั่งเถอะ" เธอกล่าวซ้ำ แล้วกดหัวไหล่เด็กนักเรียนให้นั่งลงอีก คราวนี้เด็กนักเรียนทำตาละห้อย แล้วพูดว่า "คุณน้าครับ ขอผมลงรถได้ไหมครับ บ้านผมเลยมาสามป้ายแล้วครับ" ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ 'คุณน้า' ปรารถนาดีต่อเด็กน้อย ไม่อยากให้เด็กน้อยลำบากเพราะเธอ แต่ความปรารถนาดีต่อเธอกลับสร้างปัญหาให้เด็กน้อย ความเมตตาและกรุณาบางครั้งก็อาจทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้

    ดังนั้น ในการให้ความ กรุณาจึงต้องมีปัญญาควบคู่ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง


ความคิดเห็นที่ 3

นาคราช
29 ส.ค. 2551 11:18
  1. ขณะที่นัสรูดินกำลังเดินผ่านสระน้ำ ก็เห็นคนออกันริมฝั่งส่งเสียงดัง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ "ยื่นมือมา ยื่นมือมา" เสียงจากคนริมฝั่งร้องเรียกชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังผลุบ ๆ โผล่ ๆ และสำลักน้ำอยู่ในสระนัสรูดินเห็นหน้าชายผู้นั้น ก็จำได้ว่าเป็นพ่อค้าซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียวหนึบ แต่ไม่ว่าจะเรียกให้ยื่นมือมาเท่าไร พ่อค้าผู้นั้นก็ไม่ยอมทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังแย่ นัสรูดินเห็นท่าไม่ได้การ จึงยื่นมือไปหาชายผู้นั้นแล้วบอกว่า "คว้ามือฉันสิ คว้ามือฉันสิ" คราวนี้ได้ผล ชายผู้นั้นคว้ามือนัสรูดินอย่างว่าง่าย นัสรูดินจึงดึงชายผู้นั้นขึ้นฝั่งรอดตายในที่สุด ชาวบ้านพากันสงสัยว่านัสรูดินมีอะไรดีหรือ ชายผู้นั้นจึงยอมทำตามนัสรูดิน นัสรูดินตอบว่า "ก็ไม่ยากอะไร หมอนี่เป็นพ่อค้าหน้าเลือด คนแบบนี้ไม่ยอมยื่นอะไรให้ใครหรอก มีแต่จะคว้าจากคนอื่น ดังนั้นแทนที่ผมจะเรียกให้เขายื่นมือมาให้ผม ผมก็เรียกให้เขาคว้ามือผมแทน ก็เท่านั้นเอง" ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ การช่วยเหลือใครนั้น นอกจากเมตตา หรือความปรารถนาดีแล้ว ยังต้องมีกุศโลบายด้วยจึงจะประสบผลสำเร็จ

    ความรักของพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์นั้น แม้จะยิ่งใหญ่แต่หากไม่มีปัญญากำกับ ก็อาจจะเป็นโทษต่อลูกหรือศิษย์ได้หรือบางครั้งอาจจะเป็น 'โมฆะ' เพราะไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนที่ตนต้องการช่วยเหลือ หรือไม่เข้าใจปัญหาของเขาเพียงพอ


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น