คำคมไอสไตน์

[COLOR="Magenta"]บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเอง[/COLOR]
A person starts to live when he can live outside himself.



 

27 ส.ค. 2551 14:00
3 ความเห็น
6453 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย นาคราช

บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำ เนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเอง

A person starts to live when he can live outside himself.





มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่ การมีชีวิต

Only a life lived for others is a life worth while.





มีสองทางในการใช้ชีวิต คือทางหนึ่งไม่มีอะไรที่มหัศจรรย์เลย กับอีกทาง ทุกสิ่งล้วนเป็นความมหัศจรรย์

There are only two ways to live your life. One is as though nothing is a miracle. The other is as though everything is a miracle.



คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้ แต่ไม่ใช่ความสามารถในการแสวงหา

The value of a man resides in what he gives and not in what he is capable or receiving.



สิ่งที่เรารู้มีเพียง 1 ใน 1000 ของ 1%ของสิ่งที่ธรรมชาติเผยให้เราพบเห็น

We still do not know one thousandth of one percent of what nature has revealed to us.



มีความเป็นไปได้ที่จะอธิบายสรรพสิ่งด้วยวิทยาศาสตร์ แต่มันจะมีความหมายอะไรเหมือนกับที่ท่านอธิบายบทเพลง ซิมโฟนีของบีโธเฟนว่าเป็นความแปรเปลี่ยนของคลื่นเสีย ง

It would be possible to describe everything scientifically, but it would make no sense; it would be without meaning, as if you described a Beethoven symphony as a variation of wave pressure.



กฎ 3 ประการของการทำงาน ได้แก่ ภายใต้ความสลับซับซ้อนมีความเรียบง่ายแฝงอยู่ ภายใต้ความขัดแย้งไม่สอดคล้อง มีความเป็นเอกภาพแฝงอยู่ และท่ามกลางปัญหา อุปสรรคความยากลำบาก มีโอกาสและช่องทางออกใหม่ๆแฝงเร้นอยู่ด้วย

Three rules of work: Out of clutter find simplicity; from discord find harmony; in the middle of difficulty lies opportunity.



ข้าพเจ้าไม่เคยสอนลูกศิษย์ ข้าพเจ้าเพียงแต่สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้พวกเ ขาสามารถเรียนรู้ได้

I never teach my pupils; I only attempt to provide the conditions in which they can learn.





สิ่งที่เข้าใจได้ยากมากในโลกคือ -โลกเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้.

The most incomprehensible thing about the world is

that it is comprehensible





**************************************
27 ส.ค. 2551 14:20


ความคิดเห็นที่ 2 โดย นาคราช

ผู้หญิงท้องแก่คนหนึ่งเดินอุ้ยอ้ายขึ้นมาบนรถเมล์ พอเดินพ้นบันได
เด็กนักเรียนอายุเจ็ดขวบก็รีบลุกขึ้น

หญิงมีครรภ์เห็นว่านักเรียนอายุยังน้อย แถมถือกระเป๋าใบใหญ่
จึงสั่นหัวให้เด็กและพูดยิ้ม ๆ ว่า

"
ไม่ต้องดอก หนูนั่งเถอะ"

เด็กน้อยจึงนั่งลงใหม่

พอผ่านไปสักครู่ เด็กนักเรียนก็ลุกขึ้นอีก หญิงมีครรภ์จึงพูดขึ้นว่า

"
น้าบอกว่าไม่ต้อง น้ายืนได้ อีกไม่นานก็ลงแล้ว"

พูดพลางเอื้อมมือกดไหล่เด็กเบา ๆ เด็กน้อยจึงนั่งลงอีกครั้งหนึ่ง

ผ่านไปสักพัก เด็กน้อยลุกขึ้นมาอีก หญิงมีครรภ์ซาบซึ้งน้ำใจเด็กน้อย
ที่อุตสาห์สละที่นั่งให้

"
หนูน่ารักจริง ๆ หนูนั่งเถอะ" เธอกล่าวซ้ำ แล้วกดหัวไหล่เด็กนักเรียนให้นั่งลงอีก

คราวนี้เด็กนักเรียนทำตาละห้อย แล้วพูดว่า

"
คุณน้าครับ ขอผมลงรถได้ไหมครับ บ้านผมเลยมาสามป้ายแล้วครับ"


♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥



'
คุณน้า' ปรารถนาดีต่อเด็กน้อย ไม่อยากให้เด็กน้อยลำบากเพราะเธอ
แต่ความปรารถนาดีต่อเธอกลับสร้างปัญหาให้เด็กน้อย
ความเมตตาและกรุณาบางครั้งก็อาจทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้



ดังนั้น ในการให้ความ กรุณาจึงต้องมีปัญญาควบคู่ด้วย
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

29 ส.ค. 2551 11:10


ความคิดเห็นที่ 3 โดย นาคราช

ขณะที่นัสรูดินกำลังเดินผ่านสระน้ำ ก็เห็นคนออกันริมฝั่งส่งเสียงดัง
จึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ

"
ยื่นมือมา ยื่นมือมา" เสียงจากคนริมฝั่งร้องเรียกชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังผลุบ ๆ
โผล่ ๆ และสำลักน้ำอยู่ในสระนัสรูดินเห็นหน้าชายผู้นั้น
ก็จำได้ว่าเป็นพ่อค้าซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียวหนึบ

แต่ไม่ว่าจะเรียกให้ยื่นมือมาเท่าไร พ่อค้าผู้นั้นก็ไม่ยอมทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังแย่

นัสรูดินเห็นท่าไม่ได้การ จึงยื่นมือไปหาชายผู้นั้นแล้วบอกว่า

"
คว้ามือฉันสิ คว้ามือฉันสิ"

คราวนี้ได้ผล ชายผู้นั้นคว้ามือนัสรูดินอย่างว่าง่าย นัสรูดินจึงดึงชายผู้นั้นขึ้นฝั่งรอดตายในที่สุด

ชาวบ้านพากันสงสัยว่านัสรูดินมีอะไรดีหรือ ชายผู้นั้นจึงยอมทำตามนัสรูดิน

นัสรูดินตอบว่า "ก็ไม่ยากอะไร หมอนี่เป็นพ่อค้าหน้าเลือด คนแบบนี้ไม่ยอมยื่นอะไรให้ใครหรอก มีแต่จะคว้าจากคนอื่น ดังนั้นแทนที่ผมจะเรียกให้เขายื่นมือมาให้ผม ผมก็เรียกให้เขาคว้ามือผมแทน ก็เท่านั้นเอง"

♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥

การช่วยเหลือใครนั้น นอกจากเมตตา หรือความปรารถนาดีแล้ว ยังต้องมีกุศโลบายด้วยจึงจะประสบผลสำเร็จ



ความรักของพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์นั้น แม้จะยิ่งใหญ่แต่หากไม่มีปัญญากำกับ ก็อาจจะเป็นโทษต่อลูกหรือศิษย์ได้หรือบางครั้งอาจจะเป็น 'โมฆะ' เพราะไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนที่ตนต้องการช่วยเหลือ หรือไม่เข้าใจปัญหาของเขาเพียงพอ

29 ส.ค. 2551 11:18

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น