วิชาการดอทคอม ptt logo

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเขียนสะกดคำ ป. 3

โพสต์เมื่อ: 10:11 วันที่ 9 ก.ย. 2551         ชมแล้ว: 104,661 ตอบแล้ว: 52
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง 
   รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3

ผู้รายงาน   นางสาวเสาวลักษณ์  ฉลาดเชิงค้า ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ

ปีที่รายงาน 2551

     การพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์
     1. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
     2. เพื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนสะกดคำให้สูงขึ้นร้อยละ 75
     
     กลุ่มประชากรที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีที เขต 1 จำนวน 33 คน
     ผู้รายงาน ได้สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกคือ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ

     ผลการดำเนินการพบว่า
     1. แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 92.98/83.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80
     2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80.20 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดคื ร้อยละ 75



Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง





จำนวน 50 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ก.ย. 2551 (10:41)
109758

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 ก.ย. 2551 (10:47)
109760

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 ก.ย. 2551 (11:01)
109766

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 12 ก.ย. 2551 (11:13)
109769

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ก.ย. 2551 (11:21)
109771

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 12 ก.ย. 2551 (11:22)
109772

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 12 ก.ย. 2551 (11:22)
109773

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 12 ก.ย. 2551 (11:23)
109774

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 12 ก.ย. 2551 (11:24)
109775

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 12 ก.ย. 2551 (11:24)
109776

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 ก.ย. 2551 (11:25)
109777

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ก.ย. 2551 (11:26)
109778

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 ก.ย. 2551 (11:27)
109779

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 ก.ย. 2551 (11:28)
109780

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 ก.ย. 2551 (11:29)
109781

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 12 ก.ย. 2551 (11:29)
109782

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 12 ก.ย. 2551 (11:30)
109783

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 12 ก.ย. 2551 (11:31)
109785

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 12 ก.ย. 2551 (11:32)
109786

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 12 ก.ย. 2551 (11:32)
109787

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 12 ก.ย. 2551 (11:34)
109789

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 12 ก.ย. 2551 (11:35)
109791

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 12 ก.ย. 2551 (11:36)
109793

อ้างอิง แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 23 ก.ย. 2551 (22:24)

กระทู้นี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับส่วนร่วมครับ...


สิง
ร่วมแบ่งปัน811 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 26 ก.ย. 2551 (15:44)

ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาเยี่ยมชม


Saowalakc
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 29 ก.ย. 2551 (11:33)

ชื่อเรื่อง:          รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ        


                            พลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง


ผู้วิจัย:            นายประยูร   แลกันทะ


สังกัด:                 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง   เขต 1


ปีการศึกษา:        2550


 


 


บทคัดย่อ


               


                การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง  เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง             สวัสดิภาพในชีวิต   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา


                ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง  เขต 1 จำนวน 25 คน


                เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย


                1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่


                เล่มที่ 1 เรื่อง  เฉียดความเสี่ยง


                เล่มที่ 2  เรื่อง  หลีกเลี่ยงอันตราย


                เล่มที่ 3  เรื่อง  สุขภาพกับสารเสพติด


                2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต  เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91


                การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง       สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง  และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน


               


                ผลการวิจัยพบว่า


                1.  เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง        สวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ  80/80


                2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05


prayoon77@gmail.com (IP:222.123.31.176)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 ต.ค. 2551 (10:39)

ผลงานที่ทำ ทำได้ดีมาก  เมื่อนำไปใช้กับนักเรียน  จะทำให้นักเรียนไม่เบื่อ

ผลงานแบบนี้ต้องผ่านแน่นอน


tawee_wangpat@hotmail.com (IP:202.183.129.209)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 13 ก.พ. 2552 (15:03)

 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 




บบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่าง


ก่อนและหลังโครงการ



สมมุติฐานการประเมินโครงการ



ผลการประเมินโครงการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังการ


ดำเนินโครงการต่างกัน



วิธีดำเนินการประเมินโครงการ



การประเมินโครงการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินการในระหว่าง



16



 


พฤษภาคม 2550 - 31 มีนาคม 2551

โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูผู้สอน

นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย



จำนวน



 


520

คน ชื่อกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตัวอย่าง จากประชากรประกอบด้วย

ผู้บริหาร จำนวน



 


2

คน

ครูผู้สอน จำนวน



 


23

คน

นักเรียน จำนวน



 


131

คน

เครื่องมือที่ใช้ประเมินโครงการคือ แบบประเมินโครงการและแบบนำเสนอผลสัมฤทธิ์


ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ




X


, S.D. และ

T, TEST




ผลการประเมินโครงการ



ผลการประเมินโครงการเป็นไปตามสมมุติฐานที่กำหนด คือ ผลการประเมินโครงการ


ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังการประเมินโครงการแตกต่างกันอย่างมี



นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ



 


0.05

โดยผลการประเมินหลังการดำเนินโครงการโดยภาพรวมอยู่ใน

ระดับมาก และสูงกว่าก่อนการประเมินโครงการทุกด้าน




อภิปรายผล



การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินตามรูปแบบการประเมิน


ทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผลการประเมินมีความเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนด คือ


การดำเนินงาน มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาการดำเนินงาน การศึกษาความต้องการของบุคลากรที่ร่วม


ดำเนินโครงการ โดยประสานกับนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด วางแผนและจัดทำโครงการให้


ตรงตามสภาพที่แท้จริงมากที่สุด ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างมี


ประสิทธิภาพ


จากการประเมินผลโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กล่าวได้ว่าประสบ


ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการการ คือ โรงเรียนมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยมี



กระบวนการ วิธีการ และเครื่องมือที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบได้ ครูประจำชั้น



 


/



ครูที่ปรึกษา บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานและองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการ


ดูแลช่วยเหลือนักเรียน และนักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เป็นคนที่


สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จึงพออภิปรายผลด้านต่าง ๆ ของโครงการดังนี้



1.



 


ด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ พบว่าสภาพแวดล้อมของโดยรวมอยู่ในสภาพที่

สอดคล้องเหมาะสมในระดับ มาก ซึ่งผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ จึงชี้ให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสม


สามารถดำเนินการได้ เพราะโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย


เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองในการเข้ามามีส่วนร่วม


ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้




2.



 


ด้านปัจจัยในการดำเนินโครงการ โครงการมีความพร้อมในการผ่านเกณฑ์การประเมิน

ที่กำหนด คือ มีความพร้อมในการดำเนินโครงการได้ มีบุคลากรที่พร้อมดำเนินโครงการในระดับมาก ทั้งนี้


เนื่องจากผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมการดูแลช่วยเหลือ


นักเรียนในสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เป็นคนที่สมบูรณ์


ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา




3.



 


ด้านกระบวนการของโครงการ พบว่าขั้นตอนการเตรียมการก่อนการประเมิน

โครงการ โดยการศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการนำมาจัดทำ


กรอบแนวความคิดและกำหนดจุดพัฒนาตามสภาพปัญหาและความต้อการ การวางแผนการดำเนินงาน


การติดตามและประเมินผลโครงการเพื่อนำมาวิเคราะห์และนำผลการประเมินมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง




4.



 


ด้านผลผลิตของโครงการ พบว่านักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี




maungngai@hotmail.com (IP:117.47.125.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 13 ก.พ. 2552 (15:14)

บทคัดย่อ


ชื่อเรื่อง : การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย


อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่


ผู้เขียน : นายสุทัศน์ วรรณขาว


ระยะเวลาการประเมินโครงการ 16 พฤษภาคม 2550 - 31 มีนาคม 2551


วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ


1. เพื่อประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน


2. เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินโครงการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่าง


ก่อนและหลังโครงการ


สมมุติฐานการประเมินโครงการ


ผลการประเมินโครงการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังการ


ดำเนินโครงการต่างกัน


วิธีดำเนินการประเมินโครงการ


การประเมินโครงการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินการในระหว่าง


16 พฤษภาคม 2550 - 31 มีนาคม 2551 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูผู้สอน


นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย


จำนวน 520 คน ชื่อกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตัวอย่าง จากประชากรประกอบด้วย


ผู้บริหาร จำนวน 2 คน


ครูผู้สอน จำนวน 23 คน


นักเรียน จำนวน 131 คน


เครื่องมือที่ใช้ประเมินโครงการคือ แบบประเมินโครงการและแบบนำเสนอผลสัมฤทธิ์


ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติX , S.D. และ T, TEST


ผลการประเมินโครงการ


ผลการประเมินโครงการเป็นไปตามสมมุติฐานที่กำหนด คือ ผลการประเมินโครงการ


ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังการประเมินโครงการแตกต่างกันอย่างมี


นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการประเมินหลังการดำเนินโครงการโดยภาพรวมอยู่ใน


ระดับมาก และสูงกว่าก่อนการประเมินโครงการทุกด้าน


อภิปรายผล


การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินตามรูปแบบการประเมิน


ทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผลการประเมินมีความเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนด คือ


การดำเนินงาน มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาการดำเนินงาน การศึกษาความต้องการของบุคลากรที่ร่วมดำเนินโครงการ โดยประสานกับนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด วางแผนและจัดทำโครงการให้ตรงตามสภาพที่แท้จริงมากที่สุด ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างมี


ประสิทธิภาพจากการประเมินผลโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กล่าวได้ว่าประสบ


ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการการ คือ โรงเรียนมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยมี


กระบวนการ วิธีการ และเครื่องมือที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบได้ ครูประจำชั้น /ครูที่ปรึกษา บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานและองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และนักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จึงพออภิปรายผลด้านต่าง ๆ ของโครงการดังนี้


1. ด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ พบว่าสภาพแวดล้อมของโดยรวมอยู่ในสภาพที่


สอดคล้องเหมาะสมในระดับ มาก ซึ่งผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ จึงชี้ให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสมสามารถดำเนินการได้ เพราะโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงายเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


2. ด้านปัจจัยในการดำเนินโครงการ โครงการมีความพร้อมในการผ่านเกณฑ์การประเมิน


ที่กำหนด คือ มีความพร้อมในการดำเนินโครงการได้ มีบุคลากรที่พร้อมดำเนินโครงการในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เป็นคนที่สมบูรณ์


ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


3. ด้านกระบวนการของโครงการ พบว่าขั้นตอนการเตรียมการก่อนการประเมินโครงการ โดยการศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการนำมาจัดทำ


กรอบแนวความคิดและกำหนดจุดพัฒนาตามสภาพปัญหาและความต้อการ การวางแผนการดำเนินงานการติดตามและประเมินผลโครงการเพื่อนำมาวิเคราะห์และนำผลการประเมินมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


4. ด้านผลผลิตของโครงการ พบว่านักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี


ขึ้น เช่น นักเรียนมีสัมพันธภาพกับครูดีขึ้น รู้จักควบคุมตนเองทั้งทางด้านอารมณ์และร่างการ


มีคุณธรรมและจริยธรรม มีวินัยในตนเองและปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน มีความใฝ่รู้ในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส มีความเสียสละ มีสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ อารมณ์ร่าเริงแจ่มใส มีสุขภาพจิตและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี


maungngai@hotmail.com (IP:117.47.125.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 29 ก.ค. 2552 (23:20)

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ภาษา
                      ต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 
                      ปีการศึกษา 2550
ผู้วิจัย               นายชัยรัตน์ โชติสิทธิเมธา
อาจารย์ที่ปรึกษา   รองศาสตราจารย์ ดร.ลักขณา สริวัฒน์
                      รองศาสตราจารย์ ดร.เผชิญ กิจระการ
                      ดร.สันติ แสงสุข
วิทยฐานะ           ชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน           สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปี                    2550 

                                             บทคัดย่อ

                คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจัดว่าเป็นสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ค้นพบ แนวทางใหม่ ๆ ในการหารูปแบบของการสอนที่มีประสิทธิภาพ ในการสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากสามารถนำเสนอได้ทั้งรูปภาพนิ่ง รูปภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียงได้
ในเวลาเดียวกัน มีการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับทั้งตัวผู้เรียนและตัวครูผู้สอนโดยเฉพาะ เป็นผลช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้
มากขึ้น เพิ่มความก้าวหน้าทางการเรียนได้มากขึ้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (3) ศึกษาความคงทนการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียน
วัดนางพิมพ์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 มีประสิทธิภาพ 83.56/87.24 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) ของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเท่ากับ 0.7000 หมายความว่า
ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากก่อนเรียนร้อยละ 70 3. นักเรียนมีความคงทนในการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 4. ความพึงพอใจของนักเรียน
ที่เรียนด้วยบทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดีมาก 
                จากผลการวิจัยที่พบครั้งนี้ แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถ นำไปใช้ในการเรียนการสอนเพ่อให้ผู้เรียนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมาย และจะใช้
รูปแบบวิธี การเรียนแบบรายบุคคลหรือแบบกลุ่มก็ได้ตามความเหมาะสม


ccr2552
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 24 ส.ค. 2552 (22:57)


บทคัดย่อ



หัวข้อ ��������������������� รายงานการพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ


����������������������� ������ �โรงเรียนบ้านตลาดเหนือ(วันครู 2502) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต


ผู้ดำเนินการ ������������ นางนงนภัส พิกุลผล



รายงานการพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนบ้านตลาดเหนือ(วันครู 2502) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน�� เพื่อให้การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้โรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือชุมชน มีการทำงานร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการทำงานที่ชัดเจน พร้อมด้วยเอกสาร หลักฐานการปฏิบัติงาน สามารถตรวจสอบหรือมีการประเมินได้


ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบ้านตลาดเหนือ(วันครู2502)จำนวน 1041 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบบันทึกมาตรฐาน แบบบันทึกข้อมูลด้านส่วนตัว แบบบันทึกข้อมูลด้านครอบครัว แบบบันทึกข้อมูลด้านความสามารถ แบบบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพ แบบบันทึกแผนที่แสดงการเดินทางจากโรงเรียนไปบ้าน แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน แบบประเมินตนเอง(SDQ ) ฉบับนักเรียนประเมินตนเองแบบประเมินตนเอง(SDQ) ฉบับครูประเมินนักเรียนแบบประเมินตนเอง(SDQ) ฉบับผู้ปกครองประเมินนักเรียน แบบบันทึกความฉลาดทางอารมณ์ บันทึกการคัดกรอง แบบบันทึกการช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคลแบบสรุปการคัดกรองนักเรียนรายบุคคลแบบบันทึกการส่งต่อภายในแบบบันทึกการส่งต่อภายนอก


แบบบันทึกกิจกรรมโฮมรูม
��������� ผลการประเมินพบว่า
�������� 6.1. นักเรียนรู้จักพัฒนาตนเองได้��


พบว่า นักเรียนมีรู้ความถนัดความสามารถความสนใจจุดเด่นจุดด้อย กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์สามารถวิเคราะห์ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทั้ง 4ระดับ มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 46.52����



�������� 6.2. นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตและสุขนิสัยที่ดี


ในด้านนักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตและสุขนิสัยที่ดี จากตาราง พบว่า นักเรียนได้ระดับ ร้อยละ 91 ขึ้นไปได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนัก/ ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยร่วมกิจกรรมการดูแลสุขภาพป้องกันตนเอง ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.81��


��������� 6.3. นักเรียนมีทักษะชีวิต สามารถหลีกเลี่ยง ป้องกันอันตรายและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์


ในด้านนักเรียนมีทักษะชีวิต สามารถหลีกเลี่ยง ป้องกันอันตรายและพฤติกรรมไม่พึง ประสงค์จากตารางพบว่า นักเรียนที่มีผลการประเมิน 4 ระดับ มีระดับ 3 และสามารถชักชวนหรือส่งเสริมให้เพื่อนประพฤติตนตามแนวทางที่เหมาะสม มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 73.90



��������� 6.4. นักเรียนเป็นสมาชิกของครอบครัวชุมชนและสังคม


นักเรียนที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและสังคมและเต็มใจให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อผู้อื่น คิดเป็นร้อยละ 76.83






นางนงนภัส พิกุลผล (IP:117.47.86.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 27 ส.ค. 2552 (23:17)

ชื่อเรื่องที่ศึกษา       รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


                               สาระศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา


                               ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง


                               สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2


ชื่อผู้ศึกษา               นางดรุณี     สิงหศักดิ์    ตำแหน่ง ครู ชำนาญการ


                               โรงเรียนบ้านป่าลาน  อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 2


บทคัดย่อ


                              การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2   ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80   (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่   เขต 2    (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2   ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงรียนบ้านป่าลาน   อำเภอสะเมิง  จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 17 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน      8 คน นักเรียนหญิงจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา   ได้แก่


(1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 40 ข้อ(3) แบบทดสอบระหว่างเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  4  ตัวเลือก จำนวน 8 หน่วย  จำนวน 100  ข้อ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  จำนวน  14  ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  (1) การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์  ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา   (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้ค่าที (t-test)  (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการศึกษาพบว่า


ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพ / เท่ากับ 82/83 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน         มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก


 


 


 


 


k.air
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 19 ก.ย. 2552 (10:09)

ชื่อเรื่อง         รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  กลุ่มสาระการเรียนรู้
                        การงานอาชีพ
 และเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์


ผู้รายงาน          นายวัชระ  บุญจันทร์ 


ปีการศึกษา       2551


บทคัดย่อ
 การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระ


การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์


ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์ 
3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน 
ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์


                         กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านทุ่งหันตราสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 การศึกษา 2551  จำนวน 16  คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบ แบบฝึกหัด และแบบสอบถาม


ความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าประสิทธิภาพ E / E  ค่า   t - test  


และค่าร้อยละ      


               ผลการพัฒนาสรุปได้ว่า


                   1.  ผลการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์พบว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.24 / 85.00  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80 ที่ตั้งไว้


                   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์  ปีการศึกษา 2551  โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


                   3. พบว่าความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   งานประดิษฐ์  ปีการศึกษา 2551  ส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ร้อยละ 98.12  เห็นด้วยร้อยละ 1.88  ไม่แน่ใจ  ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคิดเป็นร้อยละ 0  นักเรียนมีความสนใจในรูปภาพประกอบและเนื้อเรื่องที่ใช้ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ นักเรียนเข้าใจในบทเรียนดีขึ้นและมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์


 


นายวัชระ บุญจันทร์ mv@89sanook.com (IP:118.172.202.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 22 ก.ย. 2552 (07:22)

นวัตกรรม������������ สิ่งประดิษฐ์


ชื่อผลงาน������������ นวัตกรรมยางล้อสปริง เพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า


������������������������������� วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน


ชื่อผู้ผลิต�������������� นายวัฒนาศรีตุลา


ตำแหน่ง��������������� ครูชำนาญการ


โรงเรียน��������������� บ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5



ความเป็นมาและความสำคัญ


��������������� การเล่นกีฬาทุกประเภทจะก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายจิตใจอารมณ์และสังคมได้ถ้าผู้เล่นเล่นกีฬาด้วยความเหมาะสมกับสภาพร่ากาย โอกาสและกาลเทศะแล้ว ผู้เล่นกีฬาก็จะได้รับประโยชน์จากการเล่นอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามการเล่นกีฬาที่ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเองก็อาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันวิชายิมนาสติกจัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังจะช่วยให้ร่างกายของผู้เล่นมี ความอ่อนตัว มีความคล่องแคล่วว่องไว มีการทรงตัว มีความอดทน มีพลัง ตลอดจนทำให้มีจิตใจเข้มแข็ง มีความสุขุมรอบคอบ มีความคิดริเริ่ม


กล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเป็นต้น อันจะทำให้ผู้เล่นมีสมรรถภาพทางกายและจิตที่ดี สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


��������������� การจัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติก จะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่า ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง และต้องเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถฝึกปฏิบัติได้ นอกจากนี้แล้วการจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเล่นที่เหมาะสมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสนใจตระหนักถึงความสำคัญและความกล้าที่จะกระทำ อันจะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้


��������������� ในการจัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติกในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น ผู้เรียนทุกคนมีทักษะพื้นฐานในการเรียนวิชายืดหยุ่นผ่านมาแล้วและเมื่อมาเรียนในวิชายิมนาสติกนั้น เป็นทักษะที่ต่อจากยืดหยุ่นเช่น การม้วนหน้า การม้วนหลัง การพุ่งม้วน การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า โดยเฉพาะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่เกณฑ์การปฏิบัติของนักเรียนอยู่ในขั้นต่ำ ผู้สอนได้วิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนพอสรุปได้ คือ


1.������ ผู้เรียนยังมีทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่ไม่ดีพอ


2.������ ผู้เรียนไม่กล้าที่จะกระโดดพุ่งม้วนหน้า เพราะไม่มีอุปกรณ์ในการช่วยฝึก


3.������ เนื่องจากผู้เรียนมีความสามารถที่แตกต่างกันโดยเฉพาะเพศหญิงและชาย


4.������ มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการเรียนรู้ตามโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา


5.������ ผู้เรียนขาดอุปกรณ์ในการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ขาดความสนใจ และไม่กระตือรือร้นใน


การทักษะปฏิบัติ



จากปัญหาจึงมีผลที่ตามมา คือ


1.������ ท่าทางการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่ไม่ถูกต้อง


2.������ คาดคะเนจุดกระโดดลงเท้าคู่ตัวไม่ได้


��������������� จากปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการประดิษฐ์นวัตกรรมยางล้อสปริง


เพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน ร่วมกับแบบฝึก ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียน นอกเวลาเรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ สนุกสนาน กระตือรือร้นในการฝึกปฏิบัติ อยากเรียนกับสื่อการเรียนแบบใหม่ ยังเป็นการท้าทายความสามารถของผู้เรียนที่ต้องมีความปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ด้วยตนเอง นักเรียนมีโอกาสฝึกได้ตามเวลาที่ต้องการ


เป็นการเสริมสร้างความมีระเบียบวินัยการเคารพกฎ กติกาให้แก่ผู้เรียน และเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะในขั้นสูง ต่อไป



วัตถุประสงค์


1. เพื่อประดิษฐ์ยางล้อสปริง พัฒนาทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า
วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต
5


2. . เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้ นวัตกรรมยางล้อสปริง พัฒนาทักษะ


การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต
5



ลักษณะเด่นของนวัตกรรม


1.�� เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับฝึกทักษะยิมนาสติกขั้นพื้นฐาน


�������������� 2.�� สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก


3.�� ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกทักษะได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน


4.�� นำไปใช้กับแบบฝึกต่าง ๆ ในวิชายิมนาสติกได้


5.�� ราคาประหยัดกว่าอุปกรณ์ยิมนาสติกที่มีขายในท้องตลาด


6.�� นำวัสดุที่ไม่ใช้มาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์




Wattana@hotmail.com (IP:112.142.57.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 24 ก.ย. 2552 (23:39)
ชื่อรายงาน รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออก
เสียงคำควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ปีการศึกษา 2551
ชื่อผู้รายงาน นางนงนุช พระเกตุ ตำแหน่ง ครู ชำนาญการ โรงเรียนระหานวิทยา
อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
กำแพงเพชร เขต 2
ปีที่ดำเนินงาน ปีการศึกษา 2551

บทคัดย่อ

รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงคำ
ควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียง คำควบกล้ำ ร ล ว โดยเทียบเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำจากการทดสอบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 /4 โรงเรียนระหานวิทยา ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร จำนวน 10 แบบฝึก แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ล จำนวน 10 แบบฝึก และ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ว จำนวน 10 แบบฝึก และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน เพื่อใช้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว 3. เพื่อสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ปรากฏผลดังนี้
1. ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นใช้มีค่าประสิทธิภาพของ
กระบวนการ : ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดในระดับ 94.80 / 96.88
2. การจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว
ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.5
3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ในระดับค่าเฉลี่ยที่ 4.71 เป็นค่าระดับความพอใจอยู่ในเกณฑ์มาก
nong_nuch2550@yahoo.co.th (IP:222.123.248.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 25 ก.ย. 2552 (10:39)
ชื่อเรื่อง : ผลการพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
ผู้ศึกษา : นางสาวอารียา กาซา ครูชำนาญการ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2551

บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ กับเกณฑ์ และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 36 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) สถิติทดสอบ t-test Dependent และค่าสถิติ t-test One Sample
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์จำนวน 11 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 โดยมีค่า 80.18/79.20
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E อยู่ในระดับมาก
sulaiman_baka@hotmail.com (IP:122.154.32.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 25 ก.ย. 2552 (13:26)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาสุขภาพอนามัยแบบยั่งยืนของนักเรียนโรงเรียน
วัดใหม่ทางข้าม
ผู้ศึกษา นายวิทยา มีสกุล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน ชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนวัดใหม่ทางข้าม อำเภอวิเศษชัยชาญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเหมาะสมของโครงการ ระดับการดำเนินกิจกรรม เปรียบเทียบผลการดำเนินกิจกรรม และศึกษาสถิติจากการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาสุขภาพอนามัยแบบยั่งยืนของนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่ทางข้าม ปีการศึกษา 2550-2551 ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในปีการศึกษา 2550 และปีการศึกษา 2551 รวม 95 คน
และ 109 คน ตามลำดับ เครื่องมือที่เก็บรวบรวม ข้อมูล ได้แก่ แบบประเมิน จำนวน 2 ฉบับ และ
แบบเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพนักเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบด้วยค่า t ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
1. บุคลากร เห็นว่า การประเมินโครงการโดยรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
2. บุคลากร เห็นว่า ก่อนดำเนินงานมีการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนหลังดำเนินงาน บุคลากร เห็นว่า กิจกรรมพัฒนาสุขภาพอนามัยนักเรียนโดยรวม ดำเนินงานอยู่ในระดับมาก กิจกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ กิจกรรมสุขาน่าใช้ รองลงมาคือ กิจกรรมการป้องกันและแก้ไขสารเสพติด
3. บุคลากร เห็นว่า การพัฒนาสุขภาพอนามัยแบบยั่งยืนของนักเรียนโดยรวมและทั้ง
12 กิจกรรม หลังดำเนินงานมีการปฏิบัติมากกว่าก่อนดำเนินงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. สถิติการพัฒนา คือ 1) นักเรียนได้รับบริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2550
(ร้อยละ 60.37-100) ถึงปีการศึกษา 2551 (ร้อยละ 90.63-100) 2) สมรรถภาพทางกายของนักเรียน คือ
ปีการศึกษา 2550 ต้นปีนักเรียนมีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 12 คน สิ้นปีการศึกษาเหลือเพียง 3 คน หรือลดลงร้อยละ 16.98 ส่วนปีการศึกษา 2551 ต้นปีนักเรียนมีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 8 คน สิ้นปีการศึกษาเหลือเพียง 1 คน หรือลดลงร้อยละ 10.93 และ 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมคิดเป็นร้อยละ 77.30 และ 79.78 ผ่านเกณฑ์พัฒนาร้อยละ 75 ทุกปี
นายวิทยา มีสกุล (IP:125.26.16.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 26 ก.ย. 2552 (15:50)

ชื่อเรื่อง                  รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ                        วัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข


ชื่อผู้วิจัย                นางทวินันท์  พวงชน


หน่วยงาน            โรงเรียนบ้านโนนม่วง


ปีการศึกษา           2550


 


บทคัดย่อ


                รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องหลักธรรมนำสุข นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การเรียนร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ตามเกณฑ์มามาตรฐาน 80/80 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนม่วง  ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข จำนวน 7 เล่ม   แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.83  และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ  0.76  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และ การหาค่าดัชนีประสิทธิผล E.I.


                ผลการวิจัยพบว่า


                1)  นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข จำนวนร้อยละ 84.62 ของนักเรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนเท่ากับ 33.72  คิดเป็น 84.29 ของคะแนนเต็ม


                2)  บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง  หลักธรรมนำสุข  ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/84.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.630 หมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จากก่อนเรียน


                3) นักเรียนมีความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18


                โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนเพิ่มขึ้น มีพัฒนาการทางการเรียนดีขึ้น ดังนั้นบทเรียนสำเร็จรูปนี้จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป


               


นางทวินันท์ พวงชน (IP:113.53.168.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 27 ก.ย. 2552 (08:31)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ผู้วิจัย กษมน มังคละคีรี
สถาบัน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ปีที่วิจัย 2550-2551

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ ครูโรงเรียนบ้านกุดฮู ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ
ผลการวิจัย พบว่า
1. จากการดำเนินการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริงและการนิเทศ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพิจารณาได้จาก
2.1 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดและการพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยแผนการเรียนรู้นั้นมีความเหมาะสม
2.2 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด การฝึกทักษะ และการแสวงหาความรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น โดยพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในมาตรฐานที่ 4 “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์” มาตรฐานที่ 5 “ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร” และมาตรฐานที่ 6 “ ผู้เรียนมีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง” อยู่ในระดับดี
2.3 นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ ด้านมาตรฐานผู้เรียน หลังเรียน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น อยู่ในระดับดี โดยพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในมาตรฐานที่ 4 “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์” มาตรฐานที่ 5 “ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร” และมาตรฐานที่ 6 “ ผู้เรียนมีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง”
การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู พบว่า กลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริง และการนิเทศ สามารถพัฒนาให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับดี
kasamon51@ymail.com (IP:125.26.241.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 ก.ย. 2552 (12:36)
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้
ผู้รายงาน : นายประสิทธิ์ สานต๊ะ

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk.) และหลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์กับหลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์
กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 17 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ แบบทดสอบวัดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (Semo Agility Test) นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การทดสอบแบบ t – test
ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
1. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที เวลาลดลง 1.33 วินาที คิดเป็นร้อยละ 5.35
2. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 2.26 วินาที คิดเป็นร้อยละ 9.08
3. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 1.13 วินาที คิดเป็นร้อยละ 4.76
3. ผลการเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไว
3.1 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนฝึก (Pre-test) กับผลการทดสอบหลังจากทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ปรากฏว่า มีความความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (p<.01) แสดงว่า การฝึกความคล่องแคล่วว่องไวโดยใช้โปรแกรมการฝึกได้ผลดี ทำให้ใช้เวลาการทดสอบน้อยกว่าเดิม
3.2 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนฝึก (Pre-test) กับ ผลการทดสอบหลังจากทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk.) ปรากฏว่า มีความความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (p<.01) แสดงว่า การฝึกความคล่องแคล่วว่องไวโดยใช้โปรแกรมการฝึกได้ผลดี ทำให้ใช้เวลาการทดสอบน้อยกว่าเดิม
3.3 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) กับ หลังจากทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk.) ปรากฏว่า มีความความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (p<.01) แสดงว่า การฝึกความคล่องแคล่วว่องไวโดยใช้โปรแกรมการฝึกได้ผลดี ทำให้ใช้เวลาการทดสอบน้อยกว่าเดิม
see_pe353@hotmail.com (IP:118.172.162.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 27 ก.ย. 2552 (14:12)
ชื่อรายงาน : รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม
ไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ
จังหวัดสุรินทร์
ชื่อผู้รายงาน : นายศุภชัย ชูโฉม

บทคัดย่อ

การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ 1)เครื่องมือที่ใช้ในการสอน ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผลการศึกษา พบว่า 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.88/85.83 2)ค่าดัชนีประสิทธิผล ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6807 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
anamuang@hotmail.com (IP:119.42.110.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 28 ก.ย. 2552 (15:06)
หัวข้อรายงาน รายงานการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี
ชื่อผู้ศึกษา นางรวีวรรณ อัมพะวา
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
ปีที่รายงาน 2552
บทคัดย่อ

การรายงานครั้งนี้ เป็นการรายงานเชิงทดลอง (experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 : 80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะ
การแต่งกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานและ
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ปีการศึกษา 2551
จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการแต่งกาพย์ยานี 11
โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง กาพย์ยานี 11 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้
แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน ที่ผู้รายงาน
สร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
การหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานมี
ประสิทธิภาพ( E1 : E2) เท่ากับ 87.00 : 82.22 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนหลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11
สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน
3. ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน มีความพึงพอใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก
patrawan.1823@hotmail.com (IP:125.25.108.84)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 30 ก.ย. 2552 (16:39)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา นายยุทธนา เกริกการัณย์
ปีที่ศึกษา 2552

การศึกษาเรื่อง ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาจัดทำและพัฒนาขึ้น
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 19 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะทั้งหมดจำนวน 5 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 25 แผน เวลาเรียน 25 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะ
ผลการศึกษาสามารถสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะได้ดังต่อไปนี้
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 85.22/82.37
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 80 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 82.37
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.63)
นายยุทธนา เกริกการัณย์ (IP:118.172.67.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 30 ก.ย. 2552 (20:03)

โครงการพัฒนาและส่งเสริมคุณธรรม


จริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านน้ำแคม


---------------------------------------------------------------------------------------------


หลักการและเหตุผล


                          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย    พุทธศักราช  2540    หมวด 4    แนวนโยบายพื้นฐานมาตรา  81 รัฐต้องจัดการศึกษาอบรม  และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษา  อบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม    สร้างเสริมความรู้    และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้อง   เกี่ยวกับการเมือง    การปกครอง    ในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2 )  พ.ศ. 2545   หมวด 1  บททั่วไป   กล่าวถึงความมุ่งหมาย   และหลักการจัดการศึกษา   ไว้ในมาตรา 6   “ การจัดการศึกษาต้องเป็นไป  เพื่อพัฒนาคนไทย  ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย  และจิตใจ  สติปัญญาความรู้คุณธรรม  จริยธรรม  และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ”   นอกจากนี้   การประเมินคุณภาพของสถานศึกษา   ที่ใช้สำหรับการประสานภายนอก    โดยสำนักงานรับงานรับรองมาตรฐาน  และประเมินคุณภาพการศึกษา   ได้กำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน  มาตรฐานที่ 1  ไว้ว่า   “  ผู้เรียนมีคุณธรรม   จริยธรรม   และค่านิยมที่พึงประสงค์ ” กระทรวงศึกษาธิการ   จึงได้กำหนดนโยบายและแนวทางในการจัดการศึกษา  เพื่อพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรมนักเรียนให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติ  และกำหนดให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น  อบรมจริยธรรมประจำสัปดาห์  การเข้าแถวเคารพธงชาติ  อมรมและแก้ไขพฤติกรรมนักเรียน  การสอน  และอบรมธรรมศึกษากิจกรรมพัฒนาคุณธรรม   จริยธรรม   ที่หลากหลาย  โดยให้ผู้ปกครอง  ชุมชน  และบุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินการ


โรงเรียนบ้านน้ำแคมตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ..  2496  โดยนายอ่วม วงศ์เจริญ


กรรมการการศึกษา  เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมูลศึกษา  มีนายกองสิน   ไชยเจริญ  รักษาการตำแหน่งครูใหญ่ ทำการสอนคนเดียวโดยการใช้ศาลาวัดสีชมภู เป็นสถานที่เรียน  ใน ปี พ..  2524  โอนไปสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ปัจจุบันมีนักเรียนในระดับชั้น  อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่  3   ทั้งสิ้น  460  คน 


ครู – อาจารย์ 25  คน   ตั้งอยู่ในเขตตำบลน้ำแคม แบ่งเขตพื้นที่บริการเป็น 6 หมู่บ้าน   คือบ้านน้ำแคม


หมู่ที่  1 และ 3  บ้านปากยาง  บ้านห้วยด้าย  บ้านห้วยผุก  บ้านหาดเจริญ  ซึ่งเป็นตำบลที่มีอาณาเขตติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียน มีลักษณะหมู่บ้าน ได้แก่  ครัวเรือนของชาวบ้านและวัด  อาชีพหลักของชุมชน คือ ทำนา  ทำสวน  ทำไร่   ส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธ  ประเพณี/ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป  คือ  ประเพณีบุญประจำปี    ประเพณีเข้าพรรษา  ออกพรรษา  ลอยกระทง  การเลี้ยงบ้านของเจ้าบ้าน   ประเพณีทำบุญข้าว  ประเพณีสู่ขวัญบายศรีผู้ปกครองส่วนใหญ่ จบการศึกษาระดับ   .4 / .6  ประกอบอาชีพ ทำไร่ทำนาทำสวน  ประมาณร้อยละ    95.00  ต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่มเติมด้วยการไปทำงานรับเหมาก่อสร้างในกรุงเทพฯจึงมีเวลาอบรมดูแล นักเรียนไม่มากนัก  ดังนั้นโรงเรียนจะพบนักเรียน  จำนวนประมาณ  ร้อยละ  10   ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพและคุณลักษณะอันพึงประสงค์   เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีเวลาควบคุมดูแลให้การอมรม   สั่งสอนนักเรียนอย่างใกล้ชิด


 ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน     โดยเฉพาะพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา  ม. 1 – ม. 3   จะมีอายุอยู่ระหว่าง   12 – 15  ปี    ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ เพราะนักเรียนวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง อยากโชว์ อยากโอ้อวดมีลักษณะการรวมกลุ่ม  ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่ตนเองชื่นชอบ   ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย  ยังไม่มั่นคงมากนัก  อาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของนักเรียน   ทำให้นักเรียนบางส่วนไม่สามารถปรับตัวได้  จึงก่อให้เกิดปัญหามากมาย  เช่น  ปัญหาการหนีเรียน  ปัญหาการขาดเรียน   ปัญหาการทะเลาะวิวาท  ปัญหาการแต่งกายผิดระเบียบ  ปัญหาความซื่อสัตย์สุจริต  ปัญหาเรื่องมีวินัย  ปัญหาในการขาดความรับผิดชอบ  ปัญหาขาดความมีเมตตากรุณา  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  และเสียสละเพื่อส่วนรวม  และปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด  จากสภาพปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า     สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมทางคุณธรรม  จริยธรรม  เพราะคุณธรรม  จริยธรรม   เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต  จากสภาพการณ์ดังกล่าวโรงเรียนบ้านน้ำแคมได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับนักเรียนจำนวนหนึ่งจึงได้จัดโครงการพัฒนาและส่งเสริมคุณธรรม  จริยธรรมนักเรียน  โรงเรียนบ้านน้ำแคมขึ้น เพื่อปรับพฤติกรรมดังกล่าว


 


วัตถุประสงค์


1.เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีจิตสำนึกในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา


                2.เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม  จริยธรรมและมีมารยาทที่ดีงาม


                3.เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง  สังคมและประเทศชาติ


                4.เพื่อให้นักเรียนได้ประพฤติปฏิบัติศาสนพิธี  พิธีการทางศาสนาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม


                5.เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจและปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาโดยนำไปใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข


                6.เพื่อให้นักเรียนรักและเทิดทูนสถาบันการศึกษาที่ตนเองศึกษาอยู่อย่างภาคภูมิใจชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างมีความสุข


                7.เพื่อให้นักเรียนมีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่  เช่น เรื่องการแต่งกายทรงผม


                8.เพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหายาเสพติด


 


ด้านปริมาณ


                    1.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม  จำนวน   221  คน   เข้าร่วมกิจกรรมค่ายคุณธรรม


                    2.     นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   จำนวน  47  คน   เข้าร่วมกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน


                    3.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   จำนวน  300  คน   ได้เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระทำนองสรภัญญะวันศุกร์สุดสัปดาห์


                    4.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   จำนวน  460  คน   เข้าร่วมกิจกรรมเด็กดีมีคุณธรรม


ประจำเดือนตามวิถีพุทธ               


                5.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   จำนวน  460  คน   เข้าร่วมกิจกรรมบริหารจิตประยุกต์


ด้วยธรรมโอสถตามวิถีพุทธ


                    6.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   จำนวน  460  คน   เข้าร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตรวัน


พระ


 


ด้านคุณภาพ


                    1.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   และนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมที่ต้องการได้รับการแก้ไขได้เข้าร่วมกิจกรรม


                    2.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   เป็นผู้มีวินัย  มีความรับผิดชอบ  ปฏิบัติตามระเบียบ  และหลักธรรมของศาสนาได้


                    3.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   เป็นผู้มีความกตัญญู  ซื่อสัตย์สุจริต


                    4.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   เป็นผู้มีเมตตากรุณา  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เสียสละเพื่อส่วนรวม


                    5.    นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคม   รู้จักประหยัด  รู้จักใช้ทรัพย์สิ่งของส่วนตน  และ


ส่วนรวมอย่างคุ้มค่า


 


 


 


 


 


ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง


คณะที่ปรึกษา


             1.  พระครูประสิทธิ์วรญาณ                    รองเจ้าคณะอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย


คณะกรรมการดำเนินโครงการ


ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำแคม  หัวหน้าโครงการ                           หัวหน้าโครงการ


รองผู้อำนวยการ                                                                                                  รองหัวหน้า


หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ                                                       กรรมการ


หัวหน้ากลุ่มบริหารงบประมาณ                                                                กรรมการ


หัวหน้ากลุ่มบริหารงานทั่วไป                                                          กรรมการ


หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคล                                                                               กรรมการ


ครูที่ปรึกษาทุกระดับชั้น                                                                                  กรรมการ


คณะครู – อาจารย์ที่ได้รับมอบมาย                                                    กรรมการ


หัวหน้าโครงการพัฒนาคุณธรรม  และจริยธรรม                                             กรรมการ และเลขานุการ


นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำแคมทั้งหมด                                                              จำนวน  460  คน


พระวิทยากร  มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยเขตศรีล้านช้าง  จ.เลย


คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านน้ำแคม


ปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนในการดำเนินการ


ด้านบุคลากร


                1.           คณะกรรมการดำเนินงานโครงการ


                2.           นักเรียน


                3.           พระวิทยากร


                4.    คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน


                5.    คณะกรรมการติดตามประเมินผล


ด้านงบประมาณ


1.   เงินรายได้สถานศึกษา


2.   เงินจากผู้ปกครอง และครูโรงเรียนบ้านน้ำแคม


3.  เงินสนับสนุนจากองค์การบ

คณิต ธาราวดี (IP:113.53.179.126)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 1 ต.ค. 2552 (21:04)
abstract
sunthon.hom@hotmail.com (IP:125.26.132.43)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 29 ต.ค. 2552 (06:13)
ชื่อผลงาน รายงานการพัฒนาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ชื่อผู้รายงาน นางยุพิณ วงษ์วิไล ตำแหน่งครู โรงเรียนบ้านโรงเข้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
ปีการศึกษา 2550
………………………………………………………………………………………………………
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3 บทเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสมการและการแก้สมการ เรื่องมุมและส่วนของเส้นตรง เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติและปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คนผ่านการทดลองใช้(Try Out) จนเครื่องมือมีคุณภาพ หลังจากนั้นนำไปใช้จริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโรงเข้ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ในปีการศึกษา 2550 และเก็บรวบรวมคะแนน เพื่อคิดคำนวณค่าสถิติ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย( )ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD)และผลการทดสอบที(t-test for Dependent)
ผลจากการศึกษาพบว่า
1) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.97/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05
2) ประสิทธิภาพของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องสมการและการแก้สมการ เรื่องมุมและส่วนของเส้นตรง เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติและปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าสูงกว่า 75/75 3) นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สร้างขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 3.85 และ
SD = 0.35 ) ผ่านเกณฑ์ความคาดหวัง ที่กำหนด
yupin_wli@hotmail.com (IP:125.27.174.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 19 ธ.ค. 2552 (15:31)
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการโรงเรียนวิถีพุทธของโรงเรียนวัดจระเข้ผอม
อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร
ผู้ประเมิน นายอดิศร ทิพย์ทำ
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

บทคัดย่อ

การประเมินโครงการโรงเรียนวิถีพุทธของโรงเรียนวัดจระเข้ผอม อำเภอสามง่าม
จังหวัดพิจิตร ปีการศึกษา 2549 ในระยะเวลา 1 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการแบบซิปป์โมเดล (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 7 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 21 คน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 61 คน จำนวนทั้งสิ้น 89 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสภาวะแวดล้อม
ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ลักษณะเป็นแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 สำหรับประเมินผู้บริหารและครูผู้สอน ฉบับที่ 2 สำหรับนักเรียน ฉบับที่ 3 สำหรับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการประเมินโครงการ
ผลการประเมินโครงการโรงเรียนวิถีพุทธของโรงเรียนวัดจระเข้ผอม พบว่า ผู้ตอบแบบ
ประเมินโดยภาพรวมมีความเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินตามวัตถุประสงค์ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต สรุปได้ดังนี้
1. ด้านสภาวะแวดล้อม ได้แก่ นโยบาย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ สภาพแวดล้อมของโครงการ ผลการประเมินในภาพรวมของผู้บริหารและครูผู้สอน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก


2. ด้านปัจจัย ได้แก่ บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ อาคารสถานที่
ผลการประเมิน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ผู้บริหาร และครูผู้สอน เห็นด้วยในระดับปานกลาง
3. ด้านกระบวนการ ได้แก่ กิจกรรมในการดำเนินการ การนิเทศ กำกับ ติดตาม
ผลการประเมินในภาพรวมของผู้บริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต ได้แก่ พฤติกรรมของนักเรียน โครงการดำเนินงานกิจกรรมของโครงการ ผลการประเมินในภาพรวมของผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก
โดยสรุป ผลการประเมินโครงการโรงเรียนวิถีพุทธในภาพรวม เป็นไปตามวัตถุประสงค์
มีความเหมาะสมในทุกด้าน สมควรให้มีการพัฒนาและดำเนินการโครงการต่อไป
thipnakon@thaimail.com (IP:114.128.82.118)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 12 เม.ย. 2553 (10:26)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนวัดทองหลาง
ปีการศึกษา 2552
ชื่อผู้ประเมิน นายประชุม ขุนรงณ์
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนวัดทองหลาง ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินสภาพแวดล้อม (Context Evaluation) ด้านความชัดเจน/ความเหมาะสม เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของโครงการ 2) เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) ด้านความเพียงพอ/ความเหมาะสมของทรัพยากรโครงการ 3) เพื่อประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เกี่ยวกับการปฏิบัติของกระบวนการดำเนินงานโครงการ 4) เพื่อประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เกี่ยวกับด้านความพึงพอใจผลผลิต
ของโครงการ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากร ผู้ให้ข้อมูลในการประเมินครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหาร ครูผู้สอน จำนวน 18 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 58 คนและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 58 คนรวมทั้งสิ้น 147 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินเกี่ยวกับ การดำเนินการโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนวัดทองหลาง ปีการศึกษา 2552 ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แล้ววิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการประเมิน พบว่าปัจจัยพื้นฐานด้านสภาพแวดล้อมของโครงการตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยเบื้องต้น ของโครงการตามความคิดเห็นของ ผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก กระบวนการดำเนินงานของโครงการตามความคิดเห็นของ ผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับการประเมินในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ด้านผลผลิตของโครงการตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีระดับการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ประชุม ขุนรงณ์ (IP:118.172.198.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 21 ส.ค. 2553 (14:03)
แบบฝึกทักษะดีมากเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อนำไปพัฒนาในด้านการเรียนการสอน
วราภรณ์
w.duangbal@hotmail.com (IP:114.128.104.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 25 ต.ค. 2553 (20:00)
น่าสนใจนะคะ

มีความสุขกับการคิด
taeylove_04@hotmail.com (IP:124.121.194.182)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม