ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 30 ก.ย. 2551 (23:08) #18 จากรูป 13 เกือบหาครูไผ่ไม่เจอ..............
ครูไผ่ดีใจแย่เลยค่ะ ^^
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 1 ต.ค. 2551 (06:01) ขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ
ข้อความใน#18 ...จากรูป 13 เกือบหาครูไผ่ไม่เจอ..............
ช่างเป็นคำพูดที่ไพเราะเสียนี่กระไร
ครูไผ่ก็งง ๆ ว่า ทำไมจึงหน้าขาวเท่าเด็ก ๆ ได้ (ครูไผ่เป็นผู้หญิงที่ไม่ทาแป้ง หน้ามันมะเมื่อมทั้งวัน)
หรือความมันสะท้อนแสงแฟลชซึ่งตกลงตรงตำแหน่งนั้นพอดี
ขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในความเห็นที่ 14, 15
ความเห็นที่ 15 ได้แสดงให้เห็นลักษณะที่เกิดจากการตกลงมากองกันเป็นทรงซึ่งมีลักษณะสมมาตรคล้ายทรงของภูเขาไฟฟูจิมาก
ลองเอาทรายมาหยอดลงตรง ๆ บนพื้น ณ จุดเดิม หยอดเพิ่มไปเรื่อย ๆ กองทรายที่โตขึ้นจะมีลักษณะอย่างไร โดยที่เราไม่ต้องไปตบแต่งผิวของมัน
ลองหยอดกองใหม่อีกหลาย ๆ กอง ให้ได้กองใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ไม่เท่ากัน ทรงของแต่ละกองมีลักษณะคล้ายกันหรือไม่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 1 ต.ค. 2551 (09:25) เช่นกันครับ Congratulation !
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 2 ต.ค. 2551 (13:05) ขอบคุณค่ะ
จากความเห็นที่ 21
ในการทดลองหยอดทรายที่ละเอียดเท่ากัน หลาย ๆ กอง กองเล็กบ้างใหญ่บ้าง แล้วลองวัดเส้นรอบวงฐานและความสูงของแต่ละกอง คำนวณความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางและรัศมี เปรียบเทียบรัศมีที่ฐานกับความสูงของแต่ละกอง ดูว่า เป็นอย่างไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 2 ต.ค. 2551 (21:52) และวัดมุมที่ผิวข้างกรวยทำมุมกับพื้นของแต่ละรูป เปรียบเทียบกัน ว่ามุมที่วัดได้เป็นอย่างไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 2 ต.ค. 2551 (23:53) ขอแสดงความยินดีกับครูไผ่ ด้วยครับ สดวกการ สมนามสกุลจริงเชียว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 3 ต.ค. 2551 (04:38) ขอบพระคุณค่ะ และต้องขอบพระคุณคณะกรรมการประเมินผลงานที่เห็นประโยชน์และคุณค่าของงานที่ดิฉันสั่งสมมา
ดิฉันทำงานตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ ซึ่งคนรอบข้างมองว่าหนักและน่าจะเป็นทุกข์มาก
แต่ตัวดิฉันเองกลับรู้สึกสนุกและทำอย่างมีความสุขค่ะ เพราะทำด้วยความสมัครใจเอง
ไม่มีใครมาบังคับให้ต้องทำงานตลอดเวลาที่ตื่นอยู่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 3 ต.ค. 2551 (09:49) ภาพประกอบความเห็นที่ 24 ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 4 ต.ค. 2551 (07:21) หุ ๆ
ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจความรู้ที่แท้จริง หรือความรู้ในธรรมชาติ สักเท่าไร
ส่วนใหญ่สนใจแต่ข้อสอบ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 4 ต.ค. 2551 (08:07) ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับครูไผ่ (ผมทราบข่าวช้าไปหน่อย) แต่ยังไงขอให้ครูไผ่หมั่นเข้ามาให้ความรู้ในเว็บนี้ต่อไปนาน ๆ นะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 4 ต.ค. 2551 (13:10) ขอบคุณค่ะ และสัญญาค่ะว่ายังคงเป็น V Team ต่อไป
การทดลองในความเห็นที่ 21, 23, 24, 26 และ 27 นั้น ถ้าใครไม่มีทราย เนื่องจากที่บ้านไม่ได้ทำก่อสร้าง ก็ใช้วัสดุอื่นที่เล็ก ๆ แทนได้นะคะ เช่น น้ำตาลทราย เกลือป่น แต่อย่าใช้พริกป่นนะคะ เดี๋ยวจะแสบจมูกแสบตาน้ำหูน้ำตาไหลไม่สบายเอา
อาจใช้ดินร่วนแห้ง ๆ ทุบให้เป็นผง ๆ แทนก็ได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 5 ต.ค. 2551 (16:56) ได้ให้ข้อเสนอแนะไปบ้างแล้วค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 5 ต.ค. 2551 (21:01) ยินดีด้วยกับโอกาสดีๆที่ครูไผ่ได้รับ ชอบบรรยากาศในห้องเรียนมากๆ รูปครูไผ่กับเด็กๆก็กลมกลืนกันได้ดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 6 ต.ค. 2551 (07:23) มาขอร่วมแสดงความยินดีด้วยครับในการเลื่อนขั้น (มาช้าไปหน่อย) 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 6 ต.ค. 2551 (10:45) ยินดีตามหลังมาอีกคน
เรื่องทรงกรวยและ มุมของการไหล มีตัวอย่างประยุกต์ให้ดังนี้
เพื่อนของอัศวินเพลิง เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร วันหนึ่งต้องไปตรวจสอบหลักประกันของลูกค้า ซึ่งเป็นโรงสีขาว เมื่อเข้าไป ก็พบกองข้าวเปลือกกองโต หากต้องนำทั้งหมดมาชั่ง ดงต้องใช้เวลาทั้งวัน เขาจึงเดินนับก้าวรอบกองข้าว เพื่อวัดเส้นรอบวง และเอาไม้ปักกองข้าว เพื่อวัดความสูงเทียบกับระยะจากเส้นรอบวง เพื่อหามุมยกของกองข้าว
เขาสามารถหาปริมาตรข้าวทั้งกอง และแปรเป็นน้ำหนักได้ ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่งโมง ด้วยความรู้ของหลักคณิตศาสร์ เมื่อค่าที่ได้ ใกล้กับตัวเลขในบัญชี ก็ถือว่าหลักประกันยอมรับได้ ไม่ได้ถูกหลอก
อีกเรื่องเป็นเรื่องของการใช้มุมไหลเท เมื่อเรากองของแข็ง ที่มีลักษณะเป็นชิ้นเล็ก และไหลเทได้ เราจะพบว่า โดยลักษณะของผิวที่หยาบหรือลื่น มวลของวัสดุ จะทำให้เกิดมุมที่ฐานกอง เป็นมุมที่ค่อนข้างจะคงที่ เราจึงสามารถทำที่ให้อาหารไก่ หรือหมูได้ น่าจะทำให้เด็กๆเห็นภาพได้ง่ายกว่า
อัศวินเพลิง (IP:125.25.141.66)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 6 ต.ค. 2551 (11:13) มุมทรงตัว (ใช้ศัพท์ตาม คหพต.27) ของกองของวัตถุน่าจะเกี่ยวข้องกับ สปส.ของแรงเสียดทานของวัตถุ และรูปร่างของชิ้นส่วนของวัตถุ นะครับ
ถ้านำสิ่งต่อไปนี้มากองเพื่อหามุมทรงตัว มุมทรงตัวจะมีค่าเท่ากันหรือไม่
ทราย น้ำตาลทราบ เกลือ ข้าวสาร ข้าวเปลือก ปลายข้าว เม็ดสาคูเม็ดเล็ก เม็ดสาคูเม็ดใหญ่ เมล็ดกาแฟ เมล็ดมะขาม
คนที่มองหาโครงงานที่จะทำ น่าจะลองดูนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 6 ต.ค. 2551 (11:54) ขอบพระคุณทุกท่านมาก ๆ ค่ะ
ถ้าเด็ก ๆ อ่านความเห็นต่าง ๆ ที่ผ่านมา และตระหนักที่จะคิด (มีไหวพริบบ้าง) ก็จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากความเห็นต่าง ๆ ไปทำการทดลอง (ทำเป็นโครงงาน) ให้เกิดข้อค้นพบ ในแง่มุมต่าง ๆ ได้หลายเงื่อนไข เชียวล่ะค่ะ
เช่น
- กองวัสดุชนิดเดียวกัน (สมบัติเหมือนกัน) กองขนาดเท่ากัน มุมทรงตัวเป็นอย่างไร ?
- กองวัสดุชนิดเดียวกัน (สมบัติเหมือนกัน) กองขนาดไม่เท่ากัน มุมทรงตัวเป็นอย่างไร ?
- กองวัสดุต่างชนิดกัน (สมบัติต่างกัน) กองขนาดเท่ากัน มุมทรงตัวเป็นอย่างไร ?
- กองวัสดุต่างชนิดกัน (สมบัติต่างกัน) กองขนาดไม่เท่ากัน มุมทรงตัวเป็นอย่างไร ?
ฯลฯ
ผลจากการทดลองโดยใช้เงื่อนไขที่ต่าง ๆ กัน ได้ข้อสรุปอย่างไร ?
ข้อสรุป (ความรู้) ที่ได้จากการทดลอง (วิเคราะห์ วิจัย) นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ?
(ความเห็นที่ 35 เป็นตัวอย่างของการนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 7 ต.ค. 2551 (03:16) ขอบพระคุณค่ะ
รูปในความเห็นที่ 38 และ 40 เป็นภาพประกอบความเห็นที่ 21 และ 23
หาความสูงของเนินทรายกับความยาวเส้นผ่านศูนย์กลาง (หรือรัศมี) ที่ฐานเนิน ของเนินทรายแต่ละกอง เปรียบเทียบกัน ว่าเป็นอย่างไร?
ความสัมพันธ์ที่ได้เกี่ยวข้องกับมุมทรงตัว (รูปในความเห็นที่ 27) อย่างไร?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 ต.ค. 2551 (04:00)
ครูไผ่เคยเจอเด็กตอบคำถามโจทย์ข้อสอบทำนองนี้บ้างไหมครับ
จงหา x
ตอบ >>>> อยู่นี่ไง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 7 ต.ค. 2551 (04:20) ฮ่า ๆ เอิ๊ก ! 
เคยเห็นความเห็นที่ 47 ค่ะ
ความเห็นที่ 46 ดูแล้วขำกลิ้ง (ลงไปนอนกลิ้งเหมือนคำตอบเลย)
ความเห็นที่ 45, 48 คงเป็นเชื้อสายศรีธนญชัย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 8 ต.ค. 2551 (22:13) น่าลองทำดูบ้างเหมือนกันนะคะ 
จะว่าไปก็เหมือนกับเป็นความคิดสร้างสรรค์อีกแบบหนึ่ง
ถึงจะแปลกๆไปหน่อยก็ตาม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 9 ต.ค. 2551 (05:50)
หลายท่านคงอยากฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของครูไผ่ที่ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ครูไผ่คงอาจจะไม่มีเวลาเล่า ผมขอถือโอกาสเปิดประเด็นสนทนาเกี่ยวกับโรงเรียนญี่ปุ่น หากครูไผ่ว่างๆก็ขอเชิญมาเล่าสู่กันฟัง และ หากเพื่อนสมาชิกเข้ามาร่วมสนทนาด้วยก็จะยิ่งสนุกครับ
ผู้คนจำนวนมากเมื่อไปญี่ปุ่น ก็อยากมีโอกาสเห็น 2 สิ่งที่หาดูไม่ได้ทุกเวลา ต้องอาศัยโชคช่วยด้วยจึงจะได้เห็น คือ ผู้เขาไฟฟูจิ และดอกซากุระ
ดังที่ครูไผ่เล่ามาว่าได้เห็นภูเขาไฟฟูจินั้น นับว่าโชคดีมาก ผมไปญี่ปุ่นหลายครั้งยังไม่มีโอกาสดีๆได้เห็นชัดๆสักครั้ง อากาศไม่อำนวยทุกครั้งไป สำหรับดอกซากุระนั้น ก็จะบานให้เห็นในช่วงสั้นๆราว 1 สัปดาห์แล้วก็ร่วงไป เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในรอบปี ซากุระเป็นเสมือนสัญญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น
เชิญชมภาพและฟังเพลงซากุระอันไพเราะได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=IKTRnO7SV68&feature=related
J TOUR :: Sakura :: www.japankiku.com
ซากุระ - วิกิพีเดีย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 9 ต.ค. 2551 (05:55) แม้ว่าจะไม่ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่ผมก็ยังโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นดอกซากุระ ผมอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2004 เป็นเวลา 5 วัน เป็นช่วงที่ซากุระบานและร่วงพอดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 9 ต.ค. 2551 (06:21)
ซากุระเป็นสัญญลักษณ์ที่ดูจะมีความหมายที่สำคัญของญี่ป่น แม้แต่วีซ่าที่เข้าประเทศญี่ป่นจะต้องติดสติ๊กเกอร์โฮโลแกรมกันปลอมที่เป็นรูปซากุระด้วย ดูเปรียบเทียบกับดอกซากุระจริงภาพบนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 9 ต.ค. 2551 (06:27)
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนเก่าทั้งของผมและของอาจารย์นิรันดร์ที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งชานกรุงโตเกียว เพือ่นคนนี้ชื่อ "วาโกะ ทาคาฮาชิ-Wako Takahashi" เรารู้จักันมาสิบกว่าปีแล้วตั้งแต่สมัยผมกับอาจารย์นิรันดร์ไปประชุมฟิสิกส์ที่ ฮังการี สเปน จีน (ปีหน้านี้ 2009 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติฟิสิกส์ศึกษาอีกครั้ง ที่ผมเคยจัดเมื่อ 12 ปีก่อน-รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบทีหลังครับ)
ผมถ่ายรูปร่วมกับวาโกะหน้าโรงเรียนในกรุงโตเกียว สังเกตดูดอกซากุระกำลังบาน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 9 ต.ค. 2551 (06:36)
วาโกะเล่าให้ฟังว่าโรงเรียนของเขาเป็นโรงเรียนเล็กๆชานกรุงโตเกียว เป็นเขตที่ผู้คนยากจนอยู่อาศัย มาตั้งรกรากตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาชนย่านนี้ลำบากมากในช่วงหลังสงคราม แต่ปัจจุบันนี้ดีกว่าแต่ก่อนมาก
โรงเรียนของเขาสอนทั้งภาคปกติ(ตอนกลางวัน) และภาคค่ำ สำหรับผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ที่ต้องทำงานตอนกลางวัน
ภาพที่เห็นเป็นภาพถ่ายทางอากาศของโรงเรียน โรงเรียนของเขาไม่มีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่แบบโรงเรียนในประเทศไทยหลายโรงเรียน (ที่เน้นความยิ่งใหญ่เฉพาะทางด้านป้ายชื่อโรงเรียน) เราจะสามารถมองเห็นอาคารเรียนต่างๆ สนามกีฬาขนาดเล็ก นักเรียนกำลังแปลอักษรเป็นสัญญลักษณ์ของโรงเรียนที่มีรูปดอกซากุระ และสระว่ายน้ำ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 9 ต.ค. 2551 (06:50) ภาพที่เห็นคือภาพห้องเรียนต่างๆ จะเห็นได้ว่าโรงเรียนนี้ไม่นิยม White board เป็นกระดานดำที่ใช้ชอร์คเขียน แต่เป็นกระดานที่สามารถให้แม่เหล็กดูดได้ (สมัยที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เขาก็ไม่นิยมใช้ White board เช่นกัน ห้องบรรยายทุกห้องเป็นกระดานดำและใช้ชอร์คเขียนทั้งหมด เวลาProfessor เข้ามาสอนก็มักจะหิ้วถังน้ำเล็กๆพร้อมที่ลบกระดานแบบที่ใช้เช็ดกระจกตามปั๊มน้ำมันมาด้วย)
มีเครื่องเล่น Video แบบโบราณด้วย เขาก็ยังนิยมใช้กันอยู่ ดูเหมือนว่าโรงเรียนไทยของเรายังทันสมัยกว่า เพราะมีเครื่องเล่น VCD หรือ DVD หมดแล้ว ความเห็นของผมคิดว่า เรื่องเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ทันสมัยต่างๆยังสำคัญน้อยกว่า ทัศนคติและคุณภาพของครูผู้สอน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 9 ต.ค. 2551 (06:56) ภาพบนเป็นห้องเรียนวิชาเคมี ผู้อำนวยการ (คนซ้ายมือ)พาชมห้องเรียนต่างๆร่วมกับวาโกะ ส่วนภาพล่างเป็นที่ล้างมือของนักเรียนตามมุมระเบียงตึกต่างๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 9 ต.ค. 2551 (07:04) ภาพบนเป็นภาพของห้องเรียนวิชาคหกรรม สังเกตเห็นว่ามีจักรเย็บผ้ามากมาย ส่วนภาพล่างเป็นภาพห้องโรงงาน (Workshop) ทำให้ผมนึกถึงโรงเรียนประถมของผมสมัยก่อน โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่สอนเย็บปักถักร้อย เขียนแบบ ช่างทำหนัง หรือโรงเรียนในโครงการมัธยมแบบประสม -โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยที่ผมเคยเรียน ที่มีห้องเรียนต่างๆแบบนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 9 ต.ค. 2551 (07:08)
ภาพบนเป็นภาพห้องศิลปะ (ห้องพักครู) มีการสอนการปั้นรูปเหมือนด้วยปูนปลาสเตอร์ ภาพล่างเป็นห้องดนตรี ท่านผู้อำนวยการกำลังนำชม ท่านเป็นครูสอนดนตรีมาก่อน และเล่นดนตรีออกแผ่นซีดีเผยแพร่ด้วย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 9 ต.ค. 2551 (07:14) เนื้อที่โรงเรียนของญี่ปุ่นมีน้อยต่างจากประเทศไทย ในการสอนวิชาเกษตรกรรม หรือ วิชาไม้ดอกไม้ประดับ (สมัยก่อนที่ผมเรียนชั้นประถมโรงเรียนวัดพลับพลาชัยมีวิชานี้ด้วย เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่ามีหรือเปล่า เพราะใช้หลักสูตรท้องถิ่น) ภาพบนเป็นภาพการใช้พื้นที่ดาดฟ้าเป็นที่ปลูกพืชพันธุ์ไม้ต่างๆในวิชาเกี่ยวกับการเกษตร
ภาพล่างเป็นภาพห้องเรียนคอมพิวเตอร์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 9 ต.ค. 2551 (07:16) ภาพบนเป็นภาพห้องพยาบาลของโรงเรียน
ภาพล่างเป็นภาพมุมหนึ่งของห้องสมุด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 9 ต.ค. 2551 (07:17) ภาพหอประชุมและโรงยิมของโรงเรียน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 9 ต.ค. 2551 (07:23) วาโกะสอนนักเรียน ม.1 ที่เข้ามาใหม่ วิธีการของวาโกะคือแจกSheet ที่เป็นช่องวางให้นักเรียนกรอกโดยแนะนำตนเองอย่างอิสระตามแต่จินตนาการของนักเรียน โดยเขียนรูปหรือคำบรรยายต่างๆ หลังจากนั้นก็เอามาปิดไว้หน้าห้องให้นักเรียนอ่านกันเอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 9 ต.ค. 2551 (07:28) ขอบพระคุณค่ะ
วันที่ 23 กันยายน 2551 ต้องนับว่าเป็นวันดีวันหนึ่งของครูไผ่
เป็นวันที่หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยลงข่าวที่ครูไผ่ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้เลื่อนวิทยฐานะ
ในขณะที่ครูไผ่โชคดีได้เห็นภูเขาไฟฟูจิอย่างชัดเจน ในการไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
ช่วงวันที่ 22-27 กันยายน 2551 ซึ่งฝนตกทุกวัน แต่หยุดตกในวันที่ 23 กันยายน 2551
ภาพนี้ถ่ายเมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นจุดพักชมวิว ได้เห็นยอดภูเขาไฟฟูจิอย่างชัดเจน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 9 ต.ค. 2551 (07:56) ญีปุ่นให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็ก ๆ มาก
พยายามออกแบบข้าวของเครื่องใช้ที่ส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ๆ
เช่น ในห้องเรียนจะมีเด็กที่มีพัฒนาการทางกายไม่เท่ากัน
โต๊ะ เก้าอี้ รุ่นใหม่ ได้รับการออกแบบให้สามารถปรับขนาดของความสูงตามพ้ฒนาการของเด็กได้
ในภาพ เด็กที่ใส่เสื้อสีส้ม นั่งโต๊ะที่ปรับขนาดได้ตามความสูงของเธอ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 9 ต.ค. 2551 (09:09)
ห้องเรียนทุกห้องจะมีผลงานวิจัยของนักเรียนปิดอยู่บนแผ่นป้ายนิเทศ
ญี่ปุ่นใช้คำว่า วิจัย ให้เด็กคุ้นเคยตั้งแต่ชั้นประถมเลยค่ะ
ที่เห็นในภาพคืองานวิจัยอิสระประจำภาคฤดูร้อนของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4 ในโรงเรียนประถมศึกษา
สังกัดมหาวิทยาลัยสตรีแห่งเกียวโต (เมืองหลวงเก่า) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 9 ต.ค. 2551 (09:41) ในประเทศไทย ครูทั่วไปกลัวคำว่า วิจัย มาก
แต่เด็กญี่ปุ่นคุ้นเคยกับคำว่าวิจัยมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม
ซึ่งความยากง่ายของการวิจัยก็แปรเปลี่ยนไปตามระดับชั้น
งานวิจัยระดับประถมย่อมง่ายกว่าระดับมัธยมและชั้นสูงขึ้นไป
ครูญี่ปุ่นทำวิจัยทุกคน เพราะการวิจัยในชั้นเรียนคืองานในหน้าที่ของเขา
ของไทยเราก็ได้ตราเรื่องการสอนด้วยกระบวนการวิจัยไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แล้ว
ใครไม่ทำอาจจะถือว่าผิดกฎหมายก็ได้นะคะ
ดร.สมหวัง พิธิยานุว้ฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) กล่าวว่า
การประเมินคุณภาพภายนอก รอบ 3 ปี 2554-2559 ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเน้นการพัฒนาที่ผูกโยงกับงานวิจัย
(หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ปีที่ 17 ฉบับที่ 6279 หน้า 28 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 9 ต.ค. 2551 (14:13)
เด็ก ๆ โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยสตรีแห่งเกียวโต
ลงจากรถที่ไหนก็ไม่ทราบแล้วเดินมาเองบนถนนที่จะเข้าโรงเรียน
โดยมีครูใหญ่ยืนทักทายสวัสดีตอนเช้ากับนักเรียนทุกวัน (โค้งคำนับกัน)
ห้ามรถทุกชนิดเข้ามาในถนนเส้นที่จะเข้าโรงเรียน
คณะที่ดูงานก็ต้องลงจากรถที่ถนนอีกเส้นหนึ่งแล้วเดินเท้าเข้ามา
ถนน บริเวณโรงเรียน และห้องเรียนสะอาดมาก ๆ
ตามฝาห้อง กำแพงโรงเรียนไม่มีรอยเปื้อนเลยแม้แต่น้อย
ตรงด้านหน้าของอาคารเรียน มีชั้นวางรองเท้าของนักเรียนแต่ละคนสำหรับสวมใส่ในอาคาร
(เป็นรองเท้าหุ้มส้นเช่นเดียวกับที่สวมข้างนอกอาคาร)
เมื่อจะเข้าไปในอาคารเรียนต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อน
สำหรับแขกที่มาเยือนโรงเรียนมีรองเท้าแตะให้เปลี่ยน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 9 ต.ค. 2551 (14:27) เก้าอี้ในห้องปฏิบัติการได้รับการออกแบบให้สามารถเก็บขึ้นเพื่อทำความสะอาดพื้นได้อย่างเรียบร้อยไม่เกะกะตา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 9 ต.ค. 2551 (14:53) การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่นใช้วิธีการแบบเปิด (open approach)
ครูจะทำวิจัย (lesson study : ศึกษาและพัฒนาบทเรียนที่ออกแบบเอง) ตลอดเวลา
โดยมีการเปิดชั้นเรียน (open classroom) ให้เพื่อนครูเข้าไปสังเกตการสอน
และร่วมประชุม แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หลังการสอน เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าของบทเรียนสามารถโต้แย้ง แสดงเหตุผลในการออกแบบของตนได้ ว่าดีกว่าข้อเสนอแนะของเพื่อนหรือไม่ อย่างไร ต้องสามารถอธิบายให้เพื่อนเข้าใจได้ หลังจากการถกแถลงและอภิปรายแล้ว ถ้าข้อเสนอของเพื่อนดีกว่า ก็ต้องยอมรับเพื่อปรับปรุง แต่ถ้าเหตุผลของเจ้าของบทเรียนดีกว่า เพื่อน ๆ ก็จะยอมรับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 9 ต.ค. 2551 (21:20)
ครูปิดแผ่นช่องสี่เหลี่ยมดังกล่าวบนกระดานด้วย
(กระดานแม่เหล็ก สีเขียว แปะสื่อได้ เขียนด้วยชอลค์สี และชอล์คขาวได้)
ครูเริ่มข้อ 1 บนกระดาน
โดยนำบัตรจำนวน 1, 2, 3 มาปิดลงใน 3 ช่องของแถวล่าง
ครูชี้ที่ 1 และ 2 ถามนักเรียน ป.1 ว่ารวมกันได้เท่าไร
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนตอบ นักเรียนตอบ 3
ครูชี้ที่ 2 และ 3 ถามนักเรียนว่ารวมกันได้เท่าไร
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนตอบ นักเรียนตอบ 5
ครูทวนถามนักเรียนว่า 3 ได้มาจากไหน
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนตอบ นักเรียนตอบ 1+2=3
ครูเขียนลงบนกระดาน
ครูทวนถามนักเรียนว่า 5 ได้มาจากไหน
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนตอบ นักเรียนตอบ 2+3=5
ครูเขียนลงบนกระดานดังรูป
และให้นักเรียนเขียนลงในใบงานของนักเรียน
และทำช่องบนสุดต่อเอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 9 ต.ค. 2551 (21:31) เมื่อนักเรียนทำเสร็จแล้ว
ครูถามนักเรียนว่า ใครได้แถวบนสุดเท่าไรกันบ้าง
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนคนหนึ่ง ออกมานำบัตรที่เป็นคำตอบปิดในช่องบนสุด
ที่หน้ากระดานมีเก้าอี้สำหรับให้นักเรียนต่อขาด้วย ในกรณีที่เอื้อมไม่ถึง
คำตอบคือ 8
ครูทวนถามนักเรียนว่า 8 ได้มาจากไหน
นักเรียนแย่งกันยกมือ ครูเลือกนักเรียนคนหนึ่ง ออกมาเขียนที่มาของ 8
คือ 3+5=8
ครูพยายามเลือกนักเรียนที่ไม่ซ้ำคนเดิม หรือบางครั้งเลือกคนที่ไม่เคยยกมือเลย
กิจกรรมนี้ยังไม่จบนะคะ ยังไม่ถึงตอนค้นหาความสัมพันธ์ค่ะ
โปรดรอสักครู่ ต้องวาดรูปประกอบค่ะ
ชักจะขี้เกียจแล้วสิ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 10 ต.ค. 2551 (05:10)
ต่อจากนั้น ครูนำช่องสี่เหลียมชุดที่สอง (รูปในความเห็นที่ 75) มาปิดบนกระดาน
ให้นักเรียนช่วยกันออกมาเติมจำนวนลงในช่องสี่เหลี่ยมทีละคน
โดยแถวล่างสุด ให้นำจำนวน 1, 2, 3 มาจัดเรียงให้แตกต่างไปจากชุดแรก
แล้วทำแถวกลางและแถวบนสุดด้วยกรรมวิธีเดิม
เด็ก ๆ สนุกกันมาก แย่งกันยกมืออาสาออกมาทำ
เมื่อมีเพื่อนคนใดทำผิด ก็แย่งกันยกมืออาสาออกมาแก้
ถึงแม้เด็กจะส่งเสียงอุทาน ยกมือ นั่งไม่ติด อยากตอบ อยากออกมาทำ
แต่ก็มีวินัยมาก เคารพกติกา ถ้าครูยังไม่ระบุชื่อตน ก็ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ครูให้นักเรียนลอกผลงานบนกระดานลงในใบงาน
แล้วเติมจำนวนลงในช่องสี่เหลี่ยมชุดอื่น ๆ ในใบงาน
โดยนำจำนวน 1, 2, 3 มาจัดเรียงในแถวล่างของแต่ละชุดให้แตกต่างกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ครูแจกแผ่นกระดาษช่องสี่เหลี่ยมสำหรับปิดบนกระดาน (รูปในความเห็นที่ 75)
ให้นักเรียนที่ทำเสร็จแล้วคนละใบ
ให้เลือกผลงานของตนเองมาชุดหนึ่ง เขียนลงในกระดาษแผ่นนั้น นำมาปิดบนกระดาน ทีละคน
คนที่จะมาปิดเป็นคนต่อไปต้องไม่ซ้ำกับคนที่ปิดไว้แล้ว
เมื่อนักเรียนปิดผลงานที่ไม่ซ้ำกันบนกระดานเรียบร้อยแล้ว
ครูให้นักเรียนช่วยกันตรวจดูว่ามีแผ่นไหนซ้ำกันบ้าง
ให้นักเรียนอาสาออกมาหยิบแผ่นที่ซ้ำกันออก
จากนั้น ครูให้นักเรียนอาสาออกมาหยิบแผ่นที่มีคำตอบแถวบนสุดเท่ากันมาปิดไว้ใกล้กัน นักเรียนช่วยกันจัดอย่างสนุกสนาน
จัดได้ดังนี้

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 10 ต.ค. 2551 (05:59) 
ครูถามนักเรียนว่า
มีชุดของใครที่มีการจัดเรียงจำนวน 1, 2, 3 ในแถวล่างสุดแตกต่างจากนี้อีกหรือไม่
ถ้ามีก็ให้นำออกมาปิดเพิ่มบนกระดาน
ปรากฏว่ามีนักเรียนบางคนอาสาออกมาปิดเพิ่ม
และมีนักเรียนอาสาออกมาชี้ว่าซ้ำกับชุดใด
ในที่สุดสรุปว่า ไม่สามารถจัดเรียงจำนวน 1, 2, 3 ให้แตกต่างไปจากที่แสดงอยู่แล้ว
ดังนั้น จัดได้มากที่สุดเพียง 6 แบบเท่านั้น
นี่ครูกำลังสอนเด็ก ป.1 ให้มีประสบการณ์กับ การเรียงสับเปลี่ยน เชียวนะ
เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นสรุปออกมาเป็นสูตร เพราะเด็กยังไม่มีความรู้เรื่อง "การคูณ"
แต่ก็ทำให้เด็กมีประสบการณ์จริงกับการจัดเรียงตั้งแต่เล็ก ๆ
ซึ่งจะเป็นต้นทุนสะสมสำหรับการเรียนรู้เรื่องการเรียงสับเปลี่ยน (permutation) ในอนาคตได้เป็นอย่างดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 10 ต.ค. 2551 (07:20) ครูเดินดูผลงานในใบงานของนักเรียน
แล้วถามว่า ใครจัดเรียง จำนวน 1, 2, 3 ได้ครบทั้ง 6 แบบบ้าง
นักเรียนยกมือกันมากมาย
ครูเลือกนักเรียนให้ออกมาอธิบายประกอบการชี้แผ่นงานบนกระดาน ว่า
เขามีแนวคิดในการจัดอย่างไร จึงไม่ซ้ำกัน และได้ครบทั้ง 6 แบบ
และถามว่า ใครมีแนวคิดในการจัดที่แตกต่างกับนักเรียนคนแรกบ้าง
ตัวอย่างแนวคิดในการจัดของนักเรียนคนหนึ่ง เขาอธิบายว่า
ให้ 1 อยู่ในช่องแรกก่อน แล้วสับเปลี่ยนระหว่าง 2 กับ 3 ในช่องถัดไป ได้เป็น 1, 2, 3 กับ 1, 3, 2
ต่อไปให้ 2 อยู่ในช่องแรก แล้วสับเปลี่ยนระหว่าง 1 กับ 3 ในช่องถัดไป ได้เป็น2, 1, 3 กับ 2, 3, 1
ต่อไปให้ 3 อยู่ในช่องแรก แล้วสับเปลี่ยนระหว่าง 1 กับ 2 ในช่องถัดไป ได้เป็น 3, 1, 2 กับ 3, 2, 1
ครูไผ่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ แต่เดา ๆ เอาจากการชี้ของเด็กผนวกกับความเข้าใจของครูไผ่เอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 10 ต.ค. 2551 (07:45) ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมต่อไป ดังนี้
1. สังเกตและเปรียบเทียบการจัดเรียงจำนวน 1, 2, 3 ในชุดที่มีคำตอบบรรทัดบนสุดเท่ากัน
ว่ามีการจัดเรียงที่สัมพันธ์กันอย่างไร ?
2. คำตอบแถวบนสุด เป็นผลบวกของ จำนวนในแถวล่างสุด ใช่หรือไม่? เพราะเหตุใด?
3. ให้นักเรียนนำจำนวนอื่นอีก 3 จำนวน เช่น 4, 5, 6 มาจัดเรียงในแถวล่างสุดของช่องสี่เหลี่ยมชุดที่เหลือในใบงาน
และหาคำตอบของแถวบนสุดด้วยกระบวนการเดียวกัน
จะเห็นว่า ครูสอนให้นักเรียนค้นหาความสัมพันธ์ และคิด วิเคราะห์ ตั้งแต่ชั้น ป.1 เลย
คำถามในความเห็นนี้ เว้นไว้ให้นักเรียนไทยเข้ามาตอบบ้างค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 10 ต.ค. 2551 (09:19) ญี่ปุ่น สู้ ไทย ไม่ได้ครับ
ที่ผมเคยเจอมาดังนี้ครับ
ครูแจกใบงานให้เด็ก(ชั้นมัธยม) แล้วปล่อยให้เด็กคิดเอง แล้วครูก็นั่งเฉย ๆ อยู่หน้าห้องเรียน โดยไม่อธิบายอะไรเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 10 ต.ค. 2551 (09:25) แบบนี้เขาเรียกว่าระบบ Child Centre, Teacher Central
คือให้งานเด็ก แล้วครูก็ไปเดินช้อปปิ้งที่ห้าง Central พอกลับมาเด็กก็ทำงานเสร็จพอดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 10 ต.ค. 2551 (09:45) สวัสดีค่ะ อาจารย์พิทยา
พฤติกรรมของครูที่อาจารย์พิทยากล่าวถึงในความเห็นที่ 82
เป็นที่มาของคำว่า "ควายเซ็นเตอร์"
ซึ่งตัวแทนนักเรียนบางคนเคยกล่าวต่อหน้าครู อาจารย์และนักการศึกษา
ในที่ประชุมใหญ่แห่งหนึ่งเมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อนใช่ไหมคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 10 ต.ค. 2551 (20:52) สวัสดีครับ ครูไผ่
นี่แหละครับ คือสาเหตุ(หนึ่งและเป็นสาเหตุสำคัญ) ที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของไทยยังย่ำเท้าอยู่กับที่ (เผลอ ๆ จะถอยหลังซะอีก เพราะคนอื่นเขาก้าวไปข้างหน้า) เราไม่ไปถึงไหน หลังการปฏิรูปมา 9 ปี เรา(ประเทศไทย)ได้อะไรบ้าง นอกจาก ข้าราชการระดับ 11 เพิ่มจาก 1 เป็น 5 ครูที่สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประถมและมัธยมก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน (ไม่อยากใช้คำว่าทะเลาะกันครับ มันแสลงใจ - ฮิฮิ) ครูทั้งหลายถูกเกลี้ยกล่อมให้ออกแบบการสอนใหม่(ท่ามกลางการบ่นในใจไม่เห็นด้วย)แบบที่เรียกว่า Backward design กันทั่วประเทศ แล้วก็ลอกตาม ๆ กันมา จนไม่รู้ว่าใครเป็นต้นฉบับ ถึงแม้ฝรั่งมังค่าเขาจะวิจัยแล้วว่าBD นั้นให้ผลดี(สำหรับสังคมของเขา) แต่ของเราถ้าจะให้ได้ผลเหมือนของเขาคงต้องเพิ่มทรัพยากร สื่อให้นักเรียนค้นคว้าอีกมาก และที่สำคัญคือต้องปรับทัศนคติของคนเป็นครูว่า ความรู้นั้นสามารถหาได้อย่างหลากหลายไม่ใช่มีแต่ในตำราอย่างเดียว
ในการประชุมคราวนึง อาจารย์แขชนะ(ถ้าจำผิดคนก็ต้องขออภัยครับ คนแก่ความจำก็ไม่ดีอย่างนี้แหละ ฮิฮิ) เคยยกตัวอย่างว่า ขณะที่ครูกำลังสอนอยู่หน้าห้อง นักเรียน(ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดที่เมืองไทย)ที่นั่งอยู่หลังห้องได้ลุกขึ้นแล้วบอกว่าที่ครูบรรยายมานั้นในอินเตอร์เนตที่เขาเปิดเจอบอกว่าข้อเท็จจริงมันเปลี่ยนไปแล้ว ..... ผมนึกไม่ออกว่า เหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ฮิฮิ
ว่าที่จริง น่าอิจฉา(ภาษาเหนือหรือคำเมืองพูดว่า "ขอย" ซึ่งความหมายเบากว่าอิจฉาหน่อยนึง) อาจารย์แขชนะ ที่ได้ทำงานที่(ผมเห็นว่า)เป็นอิสระดี ได้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 10 ต.ค. 2551 (23:08)
ดีใจที่ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์พิทยาอีกครั้งครับ หลังจากห่างหายกันไปนาน
ขอร่วมวงด้วยครับ เนื่องจากถูกพาดพิง....
ถูกต้องแล้ว ผมเองครับที่เล่าให้ฟัง แต่เรืองที่เล่านั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่คณะทันตแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากที่อาจารย์พิทยาทำงานอยู่นัก
อาจารย์ยังใช้ตำราโบราณสอนนักศึกษาเกี่ยวกับการผ่าตัดในช่องปาก ซึ่งนักศึกษาคนหนึ่งบังเอิญได้ไปค้นเจอทางอินเตอร์เน็ตจากเว็ปไซต์ที่เชื่อถือได้ว่า มีวิธีใหม่ที่ดีกว่านั้นอีกหลายวิธี แถมยังมี Video clip (อย่าเข้าใจผิด)ที่แสดงการผ่าตัดให้ดูด้วย อาจารย์อาวุโส(แก่ๆ)ท่านนั้น ซึ่งสมัยนั้นค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตไม่เป็น ก็เลย "อึ้งกิมกี่" ไปครับ
อาจารย์พิทยายังใช้ "ลูกโป่ง" สอนสารพัดฟิสิกส์อยู่หรือเปล่าครับ เดี๋ยวนี้ผมไม่ใช้ลูกโป่งเล็กๆแล้วครับ มันเห็นไม่ชัด ที่ชัดๆต้องดูที่รูปนี้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 11 ต.ค. 2551 (05:35) 
สภาพห้องเรียนทั่วไปทั้งระดับประถมและมัธยม
เด็ก ๆ จะยกมือกันสลอน กระตือรือร้นที่จะตอบคำถาม
และเมื่อครูเรียกให้ตอบ จะตอบและอธิบายความคิดได้ยาว ๆ
เด็กไทยส่วนใหญ่ตอบเป็นคำ
แม้กระทั่งครู ในห้องอบรมครูของครูไผ่จะดำเนินการด้วยคำถาม
ครูมักตอบทีละคำ ครึ่งคำ ทั้ง ๆ ที่หลายคนมีความคิดดี ๆ อยู่ในใจมากมาย
แต่ปัจจุบันเด็กโรงเรียนในฝันของไทย ได้รับการฝึกให้ตอบและอธิบายได้ยาว ๆ
ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญอันหนึ่งในการประเมินโรงเรียนให้เป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 11 ต.ค. 2551 (05:37) การสอนเศษส่วนในชั้น ป.2 ของญี่ปุ่น อาจเริ่มด้วยการพับกรเดาษ เช่น
พับกระดาษให้เป็น 1/2 ของกระดาษแผ่นเดิม
พับกระดาษให้เป็น 1/4 ของกระดาษแผ่นเดิม
พับกระดาษให้เป็น 1/8 ของกระดาษแผ่นเดิม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 11 ต.ค. 2551 (09:54) คุณครูอาวุโสผู้เชี่ยวชาญในการสอนแบบเปิด (open approach) ซึ่งมีประสบการณ์และผลงานวิจัยมากมายท่านหนึ่ง
เล่าให้ฟังว่า
แม้แต่การลากเส้นแบ่งครึ่งรูปปิดใด ๆ ครูก็สามารถกระตุ้นให้นักเรียนคิดลากให้แตกต่างกันหลาย ๆ แบบ
เช่น กำหนดให้ลากส่วนของเส้นตรงหรือส่วนโค้ง 1 เส้น แบ่งรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่ง
ออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน จะมีวิธีลากอย่างไรบ้าง ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 11 ต.ค. 2551 (10:24) อ.แขชนะครับ
ตอนนี้หลักสูตรของ สสวท.เปลี่ยนไป(อีกแล้ว) เอาแม่เหล็กไฟฟ้า ฟิสิกส์อะตอม นิวเลียร์มาอยู่ ม. 6 ผมก็เลยได้อาศัยข้อมูลที่ท่านนำเสนอในเวบนี้ไปให้เด็ก ๆ ดู โดยเฉพาะ เรื่องสนุกกับไฟฟ้าสถิต นักเรียนทึ่งมากเลยครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 11 ต.ค. 2551 (10:35) อ.พิทยา
ยังมีอีกเยอะครับ ต้องหอบเอาของไปโชว์ที่เชียงรายจึงจะมันกว่านี้
ช่วยหาเรื่องเชิญผมไปฝอยหน่อยสิครับ อันที่จริงผมมาเชียงรายหลายรอบแล้ว ไม่มีโอกาสได้เยี่ยมอ.พิทยา ช่วยบอกเบอร์โทรศัพท์ติดต่อมาหน่อยสิครับ
dr.janchai@hotmail.com
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 11 ต.ค. 2551 (11:23)
นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งในประสบการณ์ของคุณครูอาวุโสท่านหนึ่ง
ที่ได้จากการให้นักเรียนลากส่วนของเส้นตรงหรือเส้นโค้ง 1 เส้น
แบ่งรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 11 ต.ค. 2551 (11:34) และทุกครั้งที่มีผลงานการคิดออกมาต่าง ๆ กันมากมายภายใต้เงื่อนไขอันหนึ่ง
ครูจะต้องให้นักเรียนสังเกต พิจารณา หาความสัมพันธ์ สมบัติหรือลักษณะร่วม ของความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้น
เด็ก ๆ (หรือผู้ใหญ่) ลองช่วยกันคิด พิจารณาดูซิคะว่า
เส้นต่าง ๆ ที่แบ่งรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากในความเห็นที่ 96 ออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน
มีสมบัติร่วมหรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 11 ต.ค. 2551 (16:43) ถ้าเด็ก ๆ ค้นพบความสัมพันธ์ สมบัติหรือลักษณะร่วม ของเส้นต่าง ๆ
ที่แบ่งรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน ในความเห็นที่ 96 แล้ว
เด็ก ๆ ก็จะสามารถใช้เส้น 1 เส้น แบ่งรูป 6 เหลี่ยมข้างล่างนี้ออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันได้อย่างแน่นอนค่ะ

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 12 ต.ค. 2551 (10:27)
ยอดเขาฟูจิซึ่งสูงเหนือเมฆ (3776m/12,385ft) ปรากฏตัวให้เห็นในวันดี ๆ ของใครบางคน
Japan's highest mountain Fuji-san is a perfectly symmetrical volcanic cone which last blew its top in 1707.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 12 ต.ค. 2551 (19:30) ชอบหุ่นไล่กา แบบ ญี่ปุ่น น่ารักจัง เขาใช้แบบนี้จริงๆหรือคะ
คำถามที่ 98 ของคุณครูไผ่ ให้เด็กตอบดีกว่านะ เพราะเราไม่ใช่เด็กแล้ว(ตอบไม่ได้ด้วยละ) 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 13 ต.ค. 2551 (11:42) สวัสดีค่ะ คุณ Knowarp
ครูไผ่ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมไร่ ก็เลยไม่มีโอกาสเห็นหุ่นไล่กาค่ะ ว่าเขาใช้แบบน่ารัก ๆ นั้นจริงหรือเปล่า
เอ้า เด็ก ๆ (หรือผู้ใหญ่) ขยับเส้นสมอง เข้ามาร่วมตอบคำถามที่ 97, 98 กันหน่อย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 13 ต.ค. 2551 (21:33) ครูไผ่และทุก ๆ ท่าน ครับ
ไม่นานมานี้ (เมื่อ 2531 เพิ่งผ่านมายี่สิบปีเอง ฮิฮิ) ผมและคณะ(มีด้วยกัน 4 คน)เคยศึกษา Case Study กับนักเรียน(ที่ได้รับการจัดว่ามีปัญหาด้านการเรียน เป็น Slow Learners)คนหนึ่ง เราให้เขาลากเส้นขนานกันให้ดู เขาก็ลากเส้นตามรูปที่ 1 หลังจากคุยไปคุยมา ผมนึกอย่างไรก็ไม่รู้ หมุนรูปเส้นขนานที่เด็กเขาลาก(คู่เดิมนั่นแหละครับ) ให้เขามองดูในลักษณะดังรูปที่ 2 แล้วถามเขาว่า 2 เส้นนี้ขนานกันไหม คำตอบของเขาทำเอาคณะของเราอึ้งเลยครับ เพราะคำตอบของเขาคือ "เส้น 2 เส้นตามรูปที่ 2 ไม่ขนานกันครับ"
ลองคาดคะเนกันไหมครับว่า "ทำไมเด็กคนนั้นถึงตอบอย่างนี้"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 13 ต.ค. 2551 (22:16) ผมคิดว่า เขาคงเข้าใจผิดว่า เส้นขนานต้องขนานกับพื้นเท่านั้น
แต่ รูปที่ 2 ไม่ขนานกับพื้น จึงไม่ใช่เส้นขนาน เขาอาจคิดว่าเป็นเส้นตั้งฉากก็ได้
ใช่ไหมครับ อาจารย์พิทยา
เด็กไทยใจดี (IP:118.174.173.29)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 14 ต.ค. 2551 (20:15) ที่คุณเด็กไทยใจดี ว่ามาถูกแล้วครับ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ ทำไมเขาคิดอย่างนั้น ใครเป็นคนทำให้เขาคิดอย่างนั้น
ก่อนจะได้คำตอบ คณะของผมเราทดสอบเขาโดยการหมุนกระดาษให้เขาตอบหลายรอบ เกือบสิบรอบ จนสรุปได้แน่ว่าเขาคิดอย่างนี้จริง ๆ ลองคาดคะเนกันหน่อยไหมครับว่า "อะไร หรือใคร เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาคิดอย่างนี้"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 14 ต.ค. 2551 (20:48) เคยเห็นศึกษานิเทศไปทดสอบเด็กประถมที่ รร.อนุบาลแห่งหนึ่ง ดังนี้
1. ศน.ส่งดินน้ำมันให้เด็กถือ ลูบๆคลำๆ พลิกไปพลิกมา สัครูหนึ่ก็ขอคืน
2. ศน.ปั้นดินน้ำมันเป็นก้อนกลมๆ แล้วส่งให้เด็ก ถามเด็กว่า ดินนำมันก้อนนี้จะมีน้ำหนักเท่าเดิมหรือไม่ เด้กตอบว่าไม่เท่า
ทำไมเด็กจึงตอบว่าไม่เท่า คิดเอาเอง
กรณีเส้นขนาน ขอแสดงความคิดเห็นว่า มี 2 กรณ๊ คือ
กรณีที่ 1 คงจะเหมือนกับที่เรายืนตรงกลางรางรถไฟ แล้วมองไปข้างหน้า
จะเห็นคล้ายกับรางรถไฟจะไปบรรจบกัน
กรณีที่สอง เหมือนกับที่เด็กตอบคำถามของ ศน. เรื่องดินน้ำมัน น่ะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 15 ต.ค. 2551 (00:16) ขอแสดงความยินดีกับคุณครูไผ่ด้วยค่ะ ^^
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 15 ต.ค. 2551 (12:31) ขอบคุณ คุณ ornyupa ค่ะ
ตอบคำถามคุณพิทยาในความเห็นที่ 104 นะคะ
สาเหตุที่ทำให้เด็กคิดว่าเส้นสองเส้นในรูปที่ 1 ของความเห็นที่ 102 เป็นเส้นที่ขนานกัน ส่วนรูปที่ 2 ไม่ขนานกัน คงจะเป็นเพราะว่า
1. เวลาครูสอนเรื่องเส้นขนาน เมื่อกล่าวถึง "เส้นตรงเส้นหนึ่งตัดเส้นขนานคู่หนึ่ง" ครูมักเขียนเส้นตรงคู่หนึ่งขนานกับขอบกระดานในแนวนอน
2. รูปในหนังสือเรียน ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรูปที่ประกอบนิยามหรือสัจพจน์เกี่ยวกับเส้นขนาน ก็มักอยู่ในแนวที่ขนานกับขอบหนังสือในแนวนอน
ส่วนคำถามของคุณ Np ในความเห็นที่ 105
ที่เด็กอนุบาลบอกว่าดินน้ำมันก้อนที่เขาลูบ ๆ คลำ ๆ กับดินน้ำมันก้อนเดิมที่ ศน. เอามาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน คงจะเป็นเพราะเด็กเข้าใจว่า น้ำหนักต้องแตกต่างกันตามรูปร่าง ถ้ารูปร่างไม่เหมือนกัน น้ำหนักก็ต้องไม่เท่ากันด้วย เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของความเป็นดินน้ำมันก้อนเดิมเดียวกัน ที่มีรูปร่างเปลี่ยนไป แต่ยังเป็นเนื้อเดิมและยังมีเนื้ออยู่เท่าเดิม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 15 ต.ค. 2551 (16:28) ที่ครูไผ่ ว่ามานั้นถูกเผงเลยครับ เด็กเขาบอกว่า " เวลาครูพูดถึงเส้นขนาน ครูจะลากเส้นขนานในแนวนอนเท่านั้น เขาไม่เคยเห็นครูผู้สอนลากเส้นขนานแบบอื่นเลย " เขาเลยจำเอาว่าเส้นขนานมีรูปแบบอย่างนี้ โดยที่ไม่ได้เรียนรู้จากนิยามหรือความหมายของคำว่าเส้นขนาน " ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 16 ต.ค. 2551 (14:39) การพูดคุยกับนักเรียน จะทำให้ครูทราบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของนักเรียนหลายอย่างที่ครูคาดไม่ถึงค่ะ
ดังนั้น การวิจัยการเรียนการสอนของครูอาจเริ่มต้นจากการศึกษาสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของนักเรียน ก่อนที่จะคิดหาวิธีแก้ปัญหาการเรียนการสอนเพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแต่ละอย่าง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 18 ต.ค. 2551 (21:47) ขอบคุณมากค่ะที่นำความรู้มาให้อ่านค่ะ
เห็นเรื่องการคิดนึกถึงลูกสาวเรียนชั้น ป.6
ครูผู้สอน สอนให้เด็กคิดโดยเขียนแผนผังความคิด
แล้วบอกให้นักเรียนคิด นักเรียนนคิดไม่ออก
ก็บอกให้นักเรียนคิด โดยไม่มีการนำพาให้นักเรียนคิดเลย
น่าสงสารเด็กไทย ที่มีครูไทยแบบนี้ค่ะ
spk2456@hotmail.com (IP:61.19.65.98)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 19 ต.ค. 2551 (20:05) ตามไปอ่านมาแล้วคะ ครูไผ่
การฝึกสอนเด็กๆคิดตั้งแต่เล็กๆเหมือนจะยาก แต่จริงๆแล้วไม่ค่อยยากหรอกคะ
การสอนคนอายุมากๆแล้วในเรื่องความคิด ความเชื่อ ยากกว่ามากเลยคะ
คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วมั้งคะ 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 19 ต.ค. 2551 (22:21) เด็กเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ก็จริง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 21 ต.ค. 2551 (09:58) การนำรูปจาก clipart มาประกอบในเอกสารนวัตกรรมโดยไม่อ้างอิง ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์หรือเปล่าคะ
p_neo_pt@hotmail.com (IP:125.24.132.165)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 21 ต.ค. 2551 (11:35) ถ้าเอามาใช้ในลักษณะตกแต่งตามหน้าต่าง ๆ หลาย ๆ หน้า ไม่ใช่รูปที่เกี่ยวข้องกับเนื่อหา อาจจะอ้างโดยรวมพียงครั้งเดียวในบรรณานุกรม
แต่ถ้าเป็นรูปสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง และเราไม่ได้เป็นผู้สร้างรูปนั้น ๆ ขึ้นมาเอง ก็ต้องมีการอ้างอิงใต้รูปแต่ละรูปและในบรรณานุกรมด้วยค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 17 ก.พ. 2553 (16:24) เรียน ครูไผ่
เดี๋ยวนี้มีหลายโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เหมือนญี่ปุ่น (ความจริงเราเอาตัวอย่างมาจากเขา และเอาตำราที่เขาสอนมาใช้ด้วย) โดยม.ขอนแก่น ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ได้พัฒนาให้ทั้งครูและศึกษานิเทศก์ ขยายผลไปหลายโรงเรียน และได้นำเสนอผลและเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมาแล้ว ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งทำให้เห็นว่าถ้าครูใช้สื่อให้ถูกต้อง เหมาะสม และมีความเข้าใจในกระบวนการสอนแล้วเด็กของเราก็เก่งใช่ย่อย(ซะที่ไหน) ต่อไปญี่ปุ่นก็ญี่ปุ่นเถอะเจอพี่ไทยแล้วจะหนาว วันผลังจะโชว์ฝีมือเด็กไทยให้ดู(บวกเลขจากหลักหมืนมาหาหลักหน่วยได้ด้วยแถมถูกต้อง รวดเร็วอีกต่างหาก)
Kubum_8@hotmail.com (IP:202.143.164.163)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 19 ก.พ. 2553 (04:39) เด็กไทยที่คิดเก่งและครูไทยที่สอนเก่งก็มีมานานแล้ว
เพียงแต่เราไม่รู้จักเขา จะเหมาว่าไม่มีไม่ได้ค่ะ
ครูไผ่ก็ใช่ย่อย (ซะที่ไหน) สอนตัวเอง และน้อง ๆ ให้ "คิด" ก่อนที่จะเรียนครูเสียอีก !
รอดูฝีมือเด็กไทยจาก kubum_8 ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 22 ก.พ. 2553 (05:14) เเชิญร่วมแบ่งปันสานฝันกับศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนโรงเรียนในฝัน
http://www.curric.net/center/dream_sharing_tools.pdf
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 29 พ.ค. 2553 (05:59) คุณดาก้าช่วยพูดถึงที่มาของคำถามในความเห็นฯ 131 ด้วยค่ะ
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับดินน้ำมันในความเห็นฯ ใดหรือในกระทู้ใดคะ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 29 พ.ค. 2553 (12:21) ครูไผ่ครับ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ดูหนังเรื่อง front of the class เป็นเรื่องจริงของคนที่เป็นโรค ทูเรทซินโดรม(ขออภัยที่ไม่สามารถเขียนเป็นภาษอังกฤษได้ กลัวผิด ฮิฮิ) ซึ่งเขาจะต้องส่งเสียงประหลาดออกมา แต่ตัวเขามุ่งมั่นที่จะเป็นครูโดยไม่ย่อท้อ ในที่สุดเขาก็ได้เป็นครู(ผู้บริหาร คณะครู กรรมการโรงเรียน - ไม่อยากใช้คำว่า "กรรมการสถานศึกษา" กลัวจะไปเหมืิอนบางประเทศ ฮิฮิ ให้โอกาสเขา)สมใจ และได้รับคัดเลือกให้เป็นครูดีเด่นของรัฐเลยครับ ใครสนใจลองไปหาดู(บางส่วนใน youtube นะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 14 ก.ค. 2553 (15:10) โรคที่อาจารย์พิทยาพูดถึงเขียนอย่างนี้ค่ะ Tourette Syndrome (เห็นจากคำแนะนำหนังเรื่องนี้ใน youtube ค่ะ)
ได้ตามไปดูบ้างแล้ว ที่
http://www.youtube.com/watch?v=EuhyVHLlfXE
http://www.youtube.com/watch?v=tJLlTC8cBC8
ชื่นชมมากค่ะ และสงสารมากเลย โดยเฉพาะตอนที่เขายังเป็นเด็ก
ขอบคุณอาจารย์พิทยาที่นำหนังดี ๆ มาแนะนำค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 8 ก.ย. 2553 (11:40) วันนี้ได้ดูหนังเรื่อง Front of the class จากแผ่นวีดิทัศน์เต็มเรื่องแล้วค่ะ
อยากให้คุณครูที่กำลังรู้สึกท้อถอยคิดว่าตัวเองทำงานหนักเกินไปได้ดูกัน
ดูความพยายามของคนที่มีสภาพไม่ปกติแล้วคนที่มีสภาพปกติน่าจะเกิดแรงฮึดที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขวางหน้าได้ดีกว่าค่ะ