ความเป็นตัวของตัวเองที่สูงบ่อยครั้งมักให้ผลด้านลบ

ความเป็นตัวของตัวเองที่สูงบ่อยครั้งมักให้ผลด้านลบ


 


มันเป็นเรื่องธรรมดา หากคนเราเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ มีอิสระเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความสามารถ ผลร้ายที่ตามมาก็คือความขัดแย้งกันเองของคนเหล่านั้นอันสืบเนื่องมาจากต่างฝ่ายต่างก็แข่งขันกันเอง บุคคลที่มีความคิดเห็นตรงกันก็จะรวมกลุ่มกันและปะทะกับฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามกัน


 


ในหมู่นักจิตวิทยาเช่น ซิกมัด ฟรอยด์ คาร์ล กุสต๊าฟ จุง อัลเฟรด แอดเลอร์ ฯลฯ ต่างก็มีแนวคิดที่ขัดแย้งกัน และบุคคลอื่นๆที่มีความคิดขัดแย้ง ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เจ้าของแนวคิดในทางลบซึ่งเป็นสาเหตุของการแบ่งแยกทางแนวคิดของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกับเรื่องการเมือง ทุกฝ่ายนั้นมีอิสระและความเป็นตัวของตัวเองสูง ย่อมสามารถที่จะคิดขัดแย้งกันได้เสมอ


 


  ธรรมชาติของความมีอิสระมันควบคู่กับด้านดีและด้านร้ายซึ่งด้านร้ายก็คือการที่คนผู้นั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองจนเกินไปจนมองข้ามความคิดคนอื่นไปเสียทั้งหมด ดังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่การวิพากษ์วิจารณ์มักเกิดขึ้นเสมอและมักเกิดได้มากกว่าการเห็นพ้องเวลามีใครก็ตามเสนอแนวคิดหรือทำงานอะไรขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพราะว่า


 


มนุษย์ทุกคนล้วนมีเสรีภาพในการคิดเท่ากันทุกคน ต่างคนต่างก็มีแนวคิดเป็นของตนเอง ซึ่งการจะรับฟังข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย


 


แต่ว่ามนุษย์ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่เท่ากัน ซึ่งก็เป็นได้ในหลายปัจจัยไม่ว่าจะสถานการณ์ สถานภาพของคนนั้น บุคลิกนิสัยฯลฯ จึงมีบางกรณีที่ความขัดแย้งต้องลงเอยด้วยการใช้กำลัง



ความคิดเห็นที่ 1

MathGuy
27 ก.ย. 2551 09:44
  1. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ อิสระภาพแต่อยู่ที่ "ความไม่เป็นอิสระ"- ความคิดที่ไม่เป็นอิสระ- ชีวิตที่ไม่เป็นอิสระเราไม่เป็นอิสระ แม้แต่ จากตัวของเราเอง ชีวิต ครอบครัว คนที่เกี่ยวข้องความขัดแย้ง ที่เห็นภายนอก ที่เห็นกับคนอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากหากเทียบกับ ความขัดแย้งที่อยู่ภายใน ตัวของเราเอง ของแต่ละคนหากทุกคน พร้อมที่จะทำความดี ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ให้ มีชีวิตเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ติดในลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง ผลประโยชน์ต่างๆเป็นคนที่ต้องการทำประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงๆ ... นี่จึงจะเริ่มนับได้ว่า เริ่มจะมีความเป็นอิสระหากเรามีรายได้จำนวนมาก(จะโดยวิธีใดก็แล้วแต่) มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แปลกแยก จากคนอื่นๆจำนวนมาก มีฐานะที่ดีกว่ามากๆ ความเป็นอยู่ ค่าครองชีพที่สูงกว่ามาก รสนิยมที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ... นี่ไม่ใช่ความเป็นอิสระในทำนองเดียวกัน หากเรามีรายได้น้อยมาก มีที่อยู่ มีความเป็นอยู่ ที่มีคุณภาพน้อยมาก ... นี่ก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็นอิสระการเป็นอิสระ หรือ ไม่อิสระ จึงกล่าวลอยๆ ไม่ได้อิสระ หรือ ไม่อิสระ คือ ความเข้าใจ ในสิ่งที่เราไปให้ความสำคัญ สิ่งที่ชีวิตเราไปผูกไปแขวนเอาไว้ความเข้าใจที่แท้จริงนี่ เกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทุกฐานะ ปัจจัยที่แตกต่างกันแต่ความเข้าใจที่แท้จริงนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆเราจึงหาคนที่จะเป็น อิสระอย่างแท้จริงได้น้อยมากปัญหาในสังคมต่างๆ นั้น เกิดจาก คนจำนวนมาก ที่ต่างก็ไม่เป็นอิสระกันทั้งนั้น


ความคิดเห็นที่ 2

bad&good
27 ก.ย. 2551 10:04
  1. ความเป็นของตัวเองมากเกินไป  มีทั้งด้านบวกมากที่สุด  และลบมากที่สุด............................................ถ้าเป็นเรื่องของสถิติ  ก็ให้นึกถึงกราฟระฆังคว่ำ  ที่ปลายสุดข้างหนึ่งจะเป็นบวกที่สุด  และที่ปลายสุดข้างหนึ่งจะเป็นลบข้อสังเกตุคือ ถ้านับเป็นจำนวนคนแล้ว  ตรงปลายสุดในแต่ละข้างจะมีจำนวนน้อยคน.............................................ก็เห็นด้วยที่ว่า  เมื่อสุดขั้วแล้ว  ส่วนใหญ่จะให้ผลด้านลบเพราะดูได้จากประวัติศาสตร์  ผู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก  ในด้านศาสนา(โลกุตรธรรม)  มีน้อยกว่า  ผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านโลกียธรรมและอีกมากมายที่ไม่มีชื่อเสียงระดับโลก  ปรากฎในประวัติศาสตร์ คือ พวกปักเจกดี  และพวกปักเจกเลว...................................................ความสุดขั้วของทั้งสองขั้ว  ในประวัติศาสตร์ก็เห็นแล้วว่า  มีทั้งผู้ต่อต้าน และเห็นดีเห็นงาม  เจริญรอยตามไปด้วย....................................................ดั้งนั้น จะเห็นว่า ความสุดขั้วของเขาเหล่านั้น  จะสำเร็จได้  จะไปได้ไกลมากแค่ไหน นั้น1.ขึ้นอยู่ความสุดขั้วของตัวเขาเอง (มีความวิเศษสุดโดยตัวเขาเอง)  คือ เขาหรือท่านเหล่านั้นเก่งสุดขั้วจริง2.ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลาย  เป็นผู้สนับสนุน   ความสุดขั้วของเขาจึงเกิด   หรือ ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลายเป็นผู้ต่อต้าน  ความสุดขั้วของเขาจึงไม่เกิด   ซึ่งประการหลังนี้  อาจเป็นคนเดียวกันกับคนกลุ่มแรกก็ได้........................................................   ข้อสังเกต คือ ผู้ที่สุดขั้วในแบบโลกียธรรม  ก็จะสุข ๆ ทุกข์ ๆ ผสมกันไปเพราะต้องวนเวียนอยู่กับความต้องการและไม่ต้องการของตนเอง และความต้องการ ความไม่ต้องการของผู้อื่น  (คือวนเวียนอยู่กับความทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นเอง) 


ความคิดเห็นที่ 3

MathGuy
28 ก.ย. 2551 01:17
  1. "ความเป็นตัวของตัวเองที่สูง"เกิดจากความรู้ จากอำนาจ ที่ได้มาโดยขาดความเข้าใจ ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องเกิดจากความพยายามที่ต้องการปกป้องตัวเอง ในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยการบิดเบือนความจริง โดยใช้สิ่งต่างๆเป็นเครื่องมือในทางที่ไม่ชอบมักเกิดขึ้นกับคนที่เก่ง ฉลาด ได้รับโอกาส ได้รับอำนาจ แต่ขาดปัญญา ขาดคุณธรรม ไม่มีจิตใจที่ดีงาม


ความคิดเห็นที่ 4

thanit_khom
28 ก.ย. 2551 03:07
  1. ผมเชื่อว่า คนที่ [เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองจนเกินไปจนมองข้ามความคิดคนอื่นไปเสียทั้งหมด] คนกลุ่มนี้ไม่แน่อาจเป็นต้นกำเนิดของการวิวัฒนาการในมนุษย์ก็ได้ ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นอาจมีสภาพเหมือนน้ำ กับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้ แต่ว่าน้ำหรือน้ำมัน ดีกว่ากันเราตอบได้หรือไม่? น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ มันหมายความว่า พวกเขาต้องแยกกันอยู่ เราไม่ต้องใช้ภูเขา หรือแม่น้ำ หรือระยะทางมาขวางกันมนุษย์ แต่เรามี "แนวความคิด" เป็นตัวขวางกั้นกันเอง เราลองพิจารณาซิว่า นอกจากนี้เรายังมีอะไรอีกบ้างที่ขวางกั้ แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน สิ่งเหล่านั้นบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างได้หรือไม่?เชื้อชาติ ศาสนา  วัฒนธรรม สีผิว ฐานะทางสังคม ฯลฯ เมื่อมนุษย์มีความแตกต่างกัน วิถีชีวิต แนวคิด ย่อมแตกต่างกัน เมื่อแตกต่างกัน เราก็ไม่สุงสิงไม่คบหากัน เมื่อไม่สุงสิงไม่คบหากัน โอกาสที่ชายหญิงในกลุ่มที่แตกต่างกันจะแต่งงานกันก็ไม่มี ยีนโฟลว์ระหว่างกันไม่มี เวลาผ่านไปพันธุกรรมของทั้งสองกลุ่มก็มีโอกาสที่จะไม่เหมือนกัน และเข้ากันไม่ได้ในที่สุดพวกเราจะปรับตัวอย่างไร เมื่อเห็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา เราก็คงทำลายล้าง เข่นฆ่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นให้หมดไป นี่แหล่ะสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์แท้จริงแต่มนุษย์เราถูกสร้างมาสมบูรณ์แบบกว่านั้น กล่าวคือ เราเปลี่ยนแปลงความคิดได้ เราสร้างวรรณกรรมเพื่อให้พวกเราอยู่ร่วมกันได้ เราทำลายกำแพงที่แบ่งแยกกันและกันได้ เราทำลายชั้นวรรณะ เราทำลายการแบ่งแยกสีผิว และเราสร้างองค์กรสันติภาพเพื่อหวังว่าองค์กรเหล่านั้นจะทำให้เราจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมโลก เราวิวัฒนาการสูงสุดแล้วหรือยัง นี่คือข้อท้าทายของมนุษย์


ความคิดเห็นที่ 5

thanit_khom
28 ก.ย. 2551 04:01
  1. สงครามลิง...ฤาวิวัฒนาการ ............(ตัด)พิกเกอร์รู้จักการใช้หินแทนไม้เพื่อทุบเปลือกถั่ว พิกกี้ช่วยพี่ขัดหินให้คมแหลมเพื่อใช้ตัดใช้เฉือนผลไม้ ผลไม้ที่ทั้งสองกินนิ่มเละ เพราะฟันไม่แหลมคม และท้องย่อยไม่ดี ลิงในฝูงเห็นแล้วได้แต่ขยะแขยงรังเกียจ ไม่ต่างจากที่เราเห็นคนกินอุดจาระ ดื่มซดน้ำลายและเสมหะของคนอื่น พอถึงหน้าหนาวต้องเอาซากศพหมีส่วนที่เป็นหนังมาห่มคลุมตัว กลิ่นเหม็นเน่าติดตัวคละคลุ้งไปทั่ว สร้างความสะอิดสะเอียดให้ลิงในฝูง      พิกเกอร์มีนิสัยดุดันออกจะก้าวร้าว มันมักจะทะเลาะกับลิงตัวอื่นๆ เสมอ กัดกันบ่อยๆ ส่วนพิกกี้ก็ได้แต่แอบมองพี่ชายอยู่ด้านหลัง เรื่องที่ทะเลาะกันก็มีหลายเรื่องโดยเฉพาะที่โดนดูถูกเหยียดหยาม พิกเกอร์จะทนไม่ได้อย่างยิ่งเมื่อโดนเรียกว่า ไอ้พิลึก หรือ ไอ้เหม็น ทั้งๆที่เป็นเรื่องจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเรื่องยิบๆย่อยๆ ก็เช่น เรื่องการหาอาหาร หรือลักษณะของอาหารที่ควรกิน เช่น มีอยู่วันหนึ่ง พิกกี้แต่งนิทานเรื่อง อาหารเละๆ เพื่อสุขภาพที่ดี พิกกี้เล่าดังๆ ให้ตัวเองฟัง และหวังว่าลิงที่เดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยินและเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ปรากฎว่าลิงตัวอื่นได้ยินเข้า กลับเอามะเขือเทศเละๆ มาขว้างปาใส่เธอ เมื่อพิกเกอร์เห็นน้องโดนรังแก จึงกัดหูลิงตัวนั้นจนเลือดออก ลิงตัวอื่นเห็นเข้าจึงเอาก้อนหินมารุมปาใส่      พิกกี้เป็นเจ้าทฤษฎี เรื่องที่เธอสร้างขึ้นมา ล้วนเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดภายในใจของตัวเองล้วนๆ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องที่เธอคิดขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นในสายตาผู้อื่น มันเป็นการบำบัดจิตใจของเธอเอง ให้เธอยังคงอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกใบนี้ ซึ่งมีเพียงเธอ และพี่ชายของเธอเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้น...      ลิงในฝูงเริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของทั้งสอง ต่างรวมตัวกันขับไล่ ด่าทอ ทุบตี ไล่กัด จนกระทั่งเรื่องถึงลิงจ่าฝูง ลิงจ่าฝูงได้ชื่อว่ายุติธรรมและแข็งแรงที่สุดในฝูง เมื่อจ่าฝูงเห็นลิงทั้งสองก็ร้อง เจี๊ยกกก ดังลั่นด้วยความสะอิดสะเอียน ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีลิงอัปลักษณ์เช่นนี้อยู่ในฝูง ลิงจ่าฝูงแนะนำให้ลิงทั้งสองใช้ยาสมุนไพรในป่าทึบเพื่อปลูกขน ลดความอัปลักษณ์ แต่พิกเกอร์และพิกกี้ไม่ยอมทำตามอย่างเด็ดขาด เพราะหัวรั้น และก้าวร้าว ลิงทั้งสองไม่เคารพที่ต่ำที่สูง ไม่เคารพลิงผู้ใหญ่ใดๆ ในฝูง ลิงทุกตัวต่างพูดว่า นอกจากรูปลักษณ์ที่ไม่พึงประสงค์แล้ว นิสัยของลิงทั้งคู่ยังย่ำแย่ต่ำทรามกว่ารูปรูปลักษณ์ภายนอกของมันเสียอีก เรียกได้ว่า รูปชั่ว นิสัยเสีย วานรสัมพันธ์เลวทราม (คล้ายๆ มนุษยสัมพันธ์แย่) สุดท้ายพิกเกอร์และพิกกี้ก็ถูกขับออกจากฝูง.........(ตัด) (thanit_khom, 2008. สงครามลิง...ฤาวิวัฒนาการ)


ความคิดเห็นที่ 6

bad&good
28 ก.ย. 2551 10:24
  1. กับความเห็นที่ 4มนุษย์มีทั้งเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเก็บตัว  (ประมาณว่าทำเองกินเอง)มนุษย์มีทั้งเชื่อมั่นในตัวเองสูงและไม่เก็บตัว (ประมาณว่าเพื่อสังคม เพื่อฝูงชน)........................................มนุษย์กลุ่มแรกจะเป็นความเห็นที่ 4มนุษย์กลุ่มสองจะเป็นสิ่งที่ตรงข้าม  ก็มีคนมักจะหยั่งถึงได้ยาก  คิดว่าไม่ทำ  ก็ทำคิดว่า น้ำกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้แต่คนดี  คนเลว  ก็เข้ากันได้  ในบางสถานการณ์คนต่างพฤติกรรม  ก็มารวมอยู่ในบริษัท เดียวกันได้  ต่างทำงานกันได้ หลาย ๆ ปี.........................................คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ผู้นำตนเองดี  มาก ๆในเวลาเดียวกัน  คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ผู้นำของเขา  ไม่ดี  มาก ๆ  ก็มีด้วยว่า  ต่างฝ่ายต่างมองเห็น  โลกธรรม 8  ของแต่ละฝ่ายฝ่ายหนึ่ง ปล่อย  วางลง  ไม่ได้ฝ่ายหนึ่ง  ให้   วางลง  ไม่ได้...............................


ความคิดเห็นที่ 7

yoshisuku
29 ก.ย. 2551 13:24
  1. เรื่องนี้จริงๆเป็นเรื่องที่กว้างมาก   กว้างมากเกินกว่าจะสรุปอะไรได้อย่างชัดเจนโดยการหว่านเเหเอา  ( หมายความว่า   ถึงเเม้เรามีเเห  เเละ  รู้วิธีการใช้  ก็มิใช่ว่าจะได้ปลาเสมอไป  )    เพราะผืนน้ำน้ำกว้างใหญ่นัก   เเละใต้ผืนน้ำนี้ก็ยังมีความลึกที่เรามิอาจหยั่งถึง   อีกตั้งเท่าไร    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้หลังจากหว่านเเหลงน้ำนั่นคือ   หวังว่าจะได้ปลาอย่างที่เราหวัง   หรือ  พูดง่ายๆคือ   เราคิด  เเละ  เดาเอาว่า  เราจะได้ปลานั่นเอง  เเล้วเรื่องนี้มีอะไรที่พิเศษหรือไม่   ก็คงต้องตอบว่าไม่มีอะไรพิเศษ  คนทั่วไปก็สามารถทำได้   อย่างเรื่องของการทอดเเห  เพื่อจับปลา  เพียง  1.  คุณมีเเห  2.  มีการฝึกทอดเเห  คนปกติทุกคนเมื่อได้รับการฝึกฝนระยะเวลาหนึ่ง   ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า  ทักษะในการทอดเเห   ซึ่งบางคนอาจจะเป็นเร็วเป็นช้า  เเต่นั่นก็ถือว่าทำให้คนๆนั้น  มีความเเตกต่างจากคนที่ไม่เคยฝึกทอดเเหมาก่อน   ต่อมาคนทุกคนที่ฝึกทอดเเห   ก็ย่อมจะเเสดงการทอดเเหออกมาเหมือนๆกัน  เเละความรู้ที่สั่งสมมาก็จะทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า   สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มานั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อพวกเขาเพื่อให้ได้ปลา  พวกเขาหว่านเเหไปทั่วผืนน้ำที่กว้างใหญ่เเละลึกไม่สิ้นสุด   โดยยึดการการมีเเห   เเละ  วิธีหว่านเเห  เเละเพื่อให้ได้ปลาที่พวกเขากินได้ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชนิด เเละได้ได้ปลาที่ซ้ำๆกัน  ไปเรื่อยๆ  (นิทาน)  จนวันหนึ่งมีคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัย    พวกเขาเหล่านั้นอาศัยจับปลาเช่นเดียวกัน    เเต่เเปลกที่พวกที่เข้ามาใหม่นั้นจับปลาด้วยมือเปล่า   ราวกับปาฏิหาร์ย  เเล้วปลาที่จับได้นั้น   ไม่ใช่ปลาธรรมดาเเต่เป็นปลาดึกดำบรรพ์   ที่เป็นบรรพบุรุษของเหล่าปลาทั้งหมดในผืนน้ำกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น   พวกที่จับปลาด้วยเเหถามพวกที่จับปลาด้วยมือเปล่าด้วยอดสงสัยมิได้ว่า       พวกคุณสามารถที่จะสัมผัส (จับ) กับปลาได้โดยตรงโดยไม่ต้องมี      " เเห "  มาคั่นกลางได้อย่างไร พวกจับปลาด้วยมือเปล่าบอกว่า    พวกผมจับปลาด้วยมือเปล่าเพราะผมรู้ว่าปลาอยู่ตรงไหน  เเละกำลังทำอะไร  รวมถึงสามารถคาดคะเนได้อย่างเเม่นยำว่ามันกำลัง(จะ)ทำอะไร     หลังจากพวกจับปลาด้วยเเหกลับบ้าน   พวกที่มีเเหต่างรู้สึกเสียความมั่นใจ   เเละพยายามกลับมาทบทวน   ว่าทำไมพวกที่ใช้มือเปล่าจับปลา  ถึงสามารถได้ปลา  ที่พวกเขาไม่เคยหว่านเเหได้มาก่อน  ปลาที่มีค่าเเละเป็นต้นตอ( เป็นเหตุ) ที่เเท้ของเหล่าปลากระจ้อยที่พวกเขาหว่านเเหกันมาตลอด  บางคนอ้างว่าเป็นเพราะเเหไม่ดี   เลยพยายามปรับปรุงเเห  ให้ดีขึ้น เเต่บางคนว่า   " วิธีการหว่านเเหไม่ดี"  จึงมีการพัฒนาวิธีการหว่านเเห  เเต่ไม่มีใครสักคน  " คิดจะจับปลาด้วยมือเปล่า"   เพราะพวกที่หว่านเเหถูกทำให้เชื่อว่า  "  เเหใช้จับปลาเเละมันเป็น way ในชีวิตของพวกเขา"   เมื่อต้องมาเจอกับพวกที่จับปลาด้วยมือเปล่า   ทำให้ความยึดมั่นใน way ของพวกตนเองนั้นเเข็งมากขึ้น "    เมื่อนานวันเข้าพวกที่ใช้เเหจึงเริ่มเกิดอคติกับพวกที่ใช้มือเปล่า   เพราะพวกที่ใช้เเห   ไม่สามารถเข้าถึงปลาได้โดยตรง   เเละง่ายๆ  เหมือนกับพวกใช้มือเปล่าเเม้ผืนน้ำนั้นจะกว้างใหญ่เเละลึกไม่มีสิ้นสุดเพียงใดก็ตาม  สิ่งที่ทำให้พวกหว่านเเหไม่มีทางไปถึงต้นตอของปลาบรรพบุรุษที่เป็นเหตุให้เกิดปลาชนิดต่างๆตามมาเป็นผลนั้นได้ก็เพราะว่า   พวกที่จับปลาด้วยเเห   ถูกทำให้เชื่อในเเห  เเละวิธีการหว่านเเห  มากกว่าที่จะเข้าใจความสัมพันธ์  "ปลา"  " น้ำ" เเละ " ตัวเรา"  พวกเขาจะ  " คิด "  ก็ต่อเมื่อได้เห็นปลา   ติดมากับเเห    พวกเขามั่นใจในเเหเเละวิธีการของเขาว่าจะต้อง  " ถูก"  เเละ  " ดี"  ขณะที่พวกจับปลาด้วมมือเปล่า    จะเห็นตัวเองที่สัมพันธ์กับปลาเเละผืนน้ำ  เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง    พวกเขาจึงสามารถมองเห็น  เเละไปถูกจุด  โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง  "ตัวกลาง"  ที่คอยบิดเบือน  " ความจริง  "  อยู่ตลอดเวลา        หวังว่าข้อความนี้น่าจะช่วยเสริมให้กระทู้นี้ลึกขึ้นได้โดยอาศัยการตีความประกอบ                                              


ความคิดเห็นที่ 8

MathGuy
1 ต.ค. 2551 02:15
  1. ไม่ค่อยเชื่อมโยง เรื่องคนหว่านแห กับกระทู้เท่าไหร่นัก (อาจจะเป็นเพราะเดาเจตนาของคุณ yoshi ไม่ออกก็ได้)แต่เป็นเรื่องเล่าที่ดีครับ ... อ่านแล้ว เอาไปคิดพิจารณาตีความเอง ก็เป็นศิลปะการสื่อสาร อีกลักษณะหนึ่งมันก็แปลกเหมือนกันว่า บางเรื่องเราก็ใช้การสื่อสารตรงๆได้ แต่บางเรื่องเราก็ต้องมีลีลา หรืออุบายในการสื่อออกไป .............................................................................ขอลองหว่านแห ที่เนื้อความตอนท้ายของกระทู้" มนุษย์ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่เท่ากัน " ได้พยายามก่อนหน้านี้ ที่จะให้เข้าใจความหมายคำว่า "เสรีภาพ" หรือ "อิสระภาพ" อย่างที่เป็นความหมายที่ดีงามที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ จะต่างกันคือ วิธีการ ช่องทางในการแสดงความคิดเห็น ... แต่ก่อนที่จะแสดงนั้น เราต้องมีความคิดเห็นก่อน หากพิจารณาเพียง อิสระในการมีความคิดเห็น (หากเรามีสติ ) จะเห็นได้ว่า ทุกคนมีเท่าเทียมกัน มีอิสระที่จะมีความคิดเห็น เว้นเสียแต่ว่า จะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนั้นๆ ... ส่วนการแสดงออกนั้น ย่อมแตกต่างกันแน่นอน คนที่พูดทางรายการทีวี หรือทางวิทยุได้ ย่อมแสดงได้มากกว่า คนที่ไม่มีช่องทางเหล่านั้น

     

     


ความคิดเห็นที่ 9

yoshisuku
1 ต.ค. 2551 19:48
  1.  เเฮะ  เเฮะ  โทษทีที่เข้ามาช้าครับ   คุณ mathguy   นี่คงเป็นคอมเม้นเล็กๆสำหรับคนช่างสังเกตจริงๆครับ  ที่จริงเเล้วสำหรับความเห็นของผม  ก็ไม่ได้มีอะไรต้องตีความมากหรอกครับ  คนอื่นอาจจะข้ามไปด้วยซ้ำ    ก็มีคุณ mathguy ที่สังเกตเจอ   ถ้าจะพูดเรื่องเจตนาก็ไม่เชิง   เเต่มันเป็นสไตล์ความคิดของผมมากกว่า  ที่ว่าเป็นศิลปะหรือที่เรียกว่า " อุบาย"  ก็น่าจะใช่ครับ   เพียงเเต่ว่าเนื้อเรื่องโดยส่วนใหญ่จะไปเเบบ    "ตามน้ำ"   เสียมากกว่า  หมายความว่าบังเอิญมันคิดไปในทางถนัดนี้เเล้วมันเลยเถิดมา   เลยต้องพยายามต่อให้เป็นเรื่องเป็นราวให้จบลงให้ได้เพราะฉะนั้นบางส่วนจะเกี่ยวกับเรื่อง   ในขณะที่บางส่วนอาจจะนอกเรื่อง  ซึ่งถ้ามาดูรวมๆ ก็อาจจะงงได้ง่ายครับ  เพราะบางตอนมันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจริงๆ ( ถึงเเม้จะดูเหมือนมี )   ทีนี้ถ้าจะมีใครได้อะไร     หนึ่งก็คงต้องเป็นคนช่างคิด  ช่างสังเกต มากกว่าคนอื่น   สองนั้นการตีความก็จะได้เเตกต่างกันไป    เช่น   ถ้ามีพื้นฐานด้านลบเกี่ยวกับเรื่องนี้   ก็อาจจะได้ผลเป็นลบ   ถ้ามีพื้นฐานเป็นบวก   ก็อาจจะได้ด้านบวก   ทั้งนี้ที่บอกว่า  "อาจจะ"  เพราะว่ามี   เรื่องของความรู้สึกเเละอารมณ์   เข้ามาเกี่ยวข้อง  วิธีนั้นคือต้องพยายามเเยกออกจากความคิดออกมาจากสิ่งเหล่านั้น      หมายความว่า  ถ้าความคิดใดส่งผลลบต่อเรา   ในเชิงความรู้สึกเเละอารมณ์เราก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น   เเละค่อยๆให้มันจางลงไปในระยะเวลาพอสมควร   เเต่ประโยชน์จากความคิดนั้นยังคงมี   ซึ่งสิ่งนี้  "จะไม่"   (จางหายไป)   สำหรับผู้ที่เห็นคุณค่าของของ  "ความคิด"  สำคัญมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกด้านลบเพียงชั่ววูบที่เกิดขึ้นเเละหายไป   ซึ่งเเน่นอนว่าผู้ที่มีปัญญาย่อมรู้จักเเยกเเยะว่าสิ่งใดมีความสำคัญมากกว่ากันเเละเราควรจะไปอยู่ตรงไหนเป็นหลักในระยะยาว    จากประสบการร์ของผม1. ใช้อารมณ์อย่างมีความคิด    เเต่   2. อย่าใช้ความคิดเเบบมีอารมณ์          1. คือ  ความคิด  เเล้วเกิดอารมณ์ขึ้นในความคิด  ความคิดยังคอนโทรลอารมณ์มากกว่า  จะออกมาอย่างหนึ่ง2. มีอารมณ์นำเเล้วความคิดเล็กกว่า   อารมณ์นำหน้าความคิด  อารมณ์มีอิทธิพลมากกว่าความคิด  จะออกมาอีกอย่างเป็นข้อคิดชวนปวดหัวจนผมชักจะเลยเถิดนอกเรื่องอีกเเล้วเเค่นี้ก่อนละกันครับ                      


ความคิดเห็นที่ 10

MathGuy
1 ต.ค. 2551 23:29
  1. ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ คือรู้ว่า คุณ yoshi ก็มักจะมีสไตล์ การคิด การให้ข้อคิดเห็น ถ้าเนื้อหาไม่ยาวมาก ก็จะพยายามอ่านให้เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจ ก็ต้องขออนุญาตถามกลับคืน หรือทักทายกลับกันนิดหน่อยจริงๆ แนวคิดเรื่อง "หว่านแห" นี่ พอเอามานึกๆดู ก็ให้ประโยชน์ เช่น ช่วยในการวิเคราะห์ว่า- กระทู้ ที่นำเสนอข้อคิดเห็นนั้น ตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือมีปริมาณของการหว่านแหอยู่บ้างพอสมควร( หว่านแห ในที่นี้คือ เหตุ และ ผล ไม่ได้ลงตัวกันดีนัก หรือเป็นคนละเรื่องไปเลย ... ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่ายหาก เราเริ่มด้วย คำ ที่เป็นแนวคิดที่สำคัญ แล้วเราก็ไม่ชัดเจนในแนวคิดนั้น หรือถึงกับบิดเบือนความหมายที่ควรจะเป็น เช่น การพูดถึง อิสรภาพ เสรีภาพ เราก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกที่ควร เป็นพื้นฐานพอสมควร )- เมื่อกระทู้ มีภาพของการหว่านแห การร่วมตอบกระทู้ การแสดงความคิดเห็น ก็จะพลอยมีอาการของการหว่านแหไปด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยชน์ที่จะได้ ก็จะเป็นการหว่านแหอีกเช่นกัน ซึ่งก็คงหวังผลอะไรจริงๆจังได้ยากหากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า มีการแสดงความคิดเห็นในทำนอง หว่านแห นี้มากทีเดียว ในสังคมของเราจะทำสิ่งนี้ แต่ไปยกเอาเรื่องโน้น เรื่องนี้ ที่ไม่ได้เป็นเหตุ เป็นผลกันโดยตรง มากล่าวอ้าง ให้ฟังดูดี ให้มีความชอบธรรมเหมือนการพูดของนักการเมือง(จำนวนมาก?) ที่ยังพูดให้ฟังดูดี ยกคำดีๆ มากล่าวอ้าง พูดถึงประชาชน ประชาธิปไตย (ในขณะที่จิตใจเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่มาก)


ความคิดเห็นที่ 11

Vedora-Kingdom
7 ต.ค. 2551 20:56
  1. ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ ผมเองก็เข้ามาติดตามบ้างเหมือนกันในบางครั้งและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการหลายท่านที่เข้ามาในปล็อกของผม มีบางอย่างที่ผมอาจไม่ได้เขียนหรือมองข้ามไปก็ขออภัยด้วยครับ ขอบคุณครับ


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น