ความเป็นตัวของตัวเองที่สูงบ่อยครั้งมักให้ผลด้านลบ

ความเป็นตัวของตัวเองที่สูงบ่อยครั้งมักให้ผลด้านลบ


 


มันเป็นเรื่องธรรมดา หากคนเราเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ มีอิสระเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความสามารถ ผลร้ายที่ตามมาก็คือความขัดแย้งกันเองของคนเหล่านั้นอันสืบเนื่องมาจากต่างฝ่ายต่างก็แข่งขันกันเอง บุคคลที่มีความคิดเห็นตรงกันก็จะรวมกลุ่มกันและปะทะกับฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามกัน


 


ในหมู่นักจิตวิทยาเช่น ซิกมัด ฟรอยด์ คาร์ล กุสต๊าฟ จุง อัลเฟรด แอดเลอร์ ฯลฯ ต่างก็มีแนวคิดที่ขัดแย้งกัน และบุคคลอื่นๆที่มีความคิดขัดแย้ง ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เจ้าของแนวคิดในทางลบซึ่งเป็นสาเหตุของการแบ่งแยกทางแนวคิดของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกับเรื่องการเมือง ทุกฝ่ายนั้นมีอิสระและความเป็นตัวของตัวเองสูง ย่อมสามารถที่จะคิดขัดแย้งกันได้เสมอ


 


  ธรรมชาติของความมีอิสระมันควบคู่กับด้านดีและด้านร้ายซึ่งด้านร้ายก็คือการที่คนผู้นั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองจนเกินไปจนมองข้ามความคิดคนอื่นไปเสียทั้งหมด ดังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่การวิพากษ์วิจารณ์มักเกิดขึ้นเสมอและมักเกิดได้มากกว่าการเห็นพ้องเวลามีใครก็ตามเสนอแนวคิดหรือทำงานอะไรขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพราะว่า


 


มนุษย์ทุกคนล้วนมีเสรีภาพในการคิดเท่ากันทุกคน ต่างคนต่างก็มีแนวคิดเป็นของตนเอง ซึ่งการจะรับฟังข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย


 


แต่ว่ามนุษย์ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่เท่ากัน ซึ่งก็เป็นได้ในหลายปัจจัยไม่ว่าจะสถานการณ์ สถานภาพของคนนั้น บุคลิกนิสัยฯลฯ จึงมีบางกรณีที่ความขัดแย้งต้องลงเอยด้วยการใช้กำลัง




ความคิดเห็นที่ 11

Vedora-Kingdom
7 ต.ค. 2551 20:56
  1. ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ ผมเองก็เข้ามาติดตามบ้างเหมือนกันในบางครั้งและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการหลายท่านที่เข้ามาในปล็อกของผม มีบางอย่างที่ผมอาจไม่ได้เขียนหรือมองข้ามไปก็ขออภัยด้วยครับ ขอบคุณครับ




ความคิดเห็นที่ 4

thanit_khom
28 ก.ย. 2551 03:07
  1. ผมเชื่อว่า คนที่ [เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองจนเกินไปจนมองข้ามความคิดคนอื่นไปเสียทั้งหมด] คนกลุ่มนี้ไม่แน่อาจเป็นต้นกำเนิดของการวิวัฒนาการในมนุษย์ก็ได้

    ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นอาจมีสภาพเหมือนน้ำ กับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้ แต่ว่าน้ำหรือน้ำมัน ดีกว่ากันเราตอบได้หรือไม่?

    น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ มันหมายความว่า พวกเขาต้องแยกกันอยู่ เราไม่ต้องใช้ภูเขา หรือแม่น้ำ หรือระยะทางมาขวางกันมนุษย์ แต่เรามี "แนวความคิด" เป็นตัวขวางกั้นกันเอง เราลองพิจารณาซิว่า นอกจากนี้เรายังมีอะไรอีกบ้างที่ขวางกั้ แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน สิ่งเหล่านั้นบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างได้หรือไม่?
    เชื้อชาติ ศาสนา  วัฒนธรรม สีผิว ฐานะทางสังคม ฯลฯ 

    เมื่อมนุษย์มีความแตกต่างกัน วิถีชีวิต แนวคิด ย่อมแตกต่างกัน เมื่อแตกต่างกัน เราก็ไม่สุงสิงไม่คบหากัน เมื่อไม่สุงสิงไม่คบหากัน โอกาสที่ชายหญิงในกลุ่มที่แตกต่างกันจะแต่งงานกันก็ไม่มี ยีนโฟลว์ระหว่างกันไม่มี เวลาผ่านไปพันธุกรรมของทั้งสองกลุ่มก็มีโอกาสที่จะไม่เหมือนกัน และเข้ากันไม่ได้ในที่สุด

    พวกเราจะปรับตัวอย่างไร เมื่อเห็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา เราก็คงทำลายล้าง เข่นฆ่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นให้หมดไป นี่แหล่ะสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์แท้จริง

    แต่มนุษย์เราถูกสร้างมาสมบูรณ์แบบกว่านั้น กล่าวคือ เราเปลี่ยนแปลงความคิดได้ เราสร้างวรรณกรรมเพื่อให้พวกเราอยู่ร่วมกันได้ เราทำลายกำแพงที่แบ่งแยกกันและกันได้ เราทำลายชั้นวรรณะ เราทำลายการแบ่งแยกสีผิว และเราสร้างองค์กรสันติภาพเพื่อหวังว่าองค์กรเหล่านั้นจะทำให้เราจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมโลก

    เราวิวัฒนาการสูงสุดแล้วหรือยัง นี่คือข้อท้าทายของมนุษย์




ความคิดเห็นที่ 5

thanit_khom
28 ก.ย. 2551 04:01
  1. สงครามลิง...ฤาวิวัฒนาการ

    ............(ตัด)พิกเกอร์รู้จักการใช้หินแทนไม้เพื่อทุบเปลือกถั่ว พิกกี้ช่วยพี่ขัดหินให้คมแหลมเพื่อใช้ตัดใช้เฉือนผลไม้ ผลไม้ที่ทั้งสองกินนิ่มเละ เพราะฟันไม่แหลมคม และท้องย่อยไม่ดี ลิงในฝูงเห็นแล้วได้แต่ขยะแขยงรังเกียจ ไม่ต่างจากที่เราเห็นคนกินอุดจาระ ดื่มซดน้ำลายและเสมหะของคนอื่น พอถึงหน้าหนาวต้องเอาซากศพหมีส่วนที่เป็นหนังมาห่มคลุมตัว กลิ่นเหม็นเน่าติดตัวคละคลุ้งไปทั่ว สร้างความสะอิดสะเอียดให้ลิงในฝูง

         พิกเกอร์มีนิสัยดุดันออกจะก้าวร้าว มันมักจะทะเลาะกับลิงตัวอื่นๆ เสมอ กัดกันบ่อยๆ ส่วนพิกกี้ก็ได้แต่แอบมองพี่ชายอยู่ด้านหลัง เรื่องที่ทะเลาะกันก็มีหลายเรื่องโดยเฉพาะที่โดนดูถูกเหยียดหยาม พิกเกอร์จะทนไม่ได้อย่างยิ่งเมื่อโดนเรียกว่า ไอ้พิลึก หรือ ไอ้เหม็น ทั้งๆที่เป็นเรื่องจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเรื่องยิบๆย่อยๆ ก็เช่น เรื่องการหาอาหาร หรือลักษณะของอาหารที่ควรกิน เช่น มีอยู่วันหนึ่ง พิกกี้แต่งนิทานเรื่อง อาหารเละๆ เพื่อสุขภาพที่ดี พิกกี้เล่าดังๆ ให้ตัวเองฟัง และหวังว่าลิงที่เดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยินและเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ปรากฎว่าลิงตัวอื่นได้ยินเข้า กลับเอามะเขือเทศเละๆ มาขว้างปาใส่เธอ เมื่อพิกเกอร์เห็นน้องโดนรังแก จึงกัดหูลิงตัวนั้นจนเลือดออก ลิงตัวอื่นเห็นเข้าจึงเอาก้อนหินมารุมปาใส่

         พิกกี้เป็นเจ้าทฤษฎี เรื่องที่เธอสร้างขึ้นมา ล้วนเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดภายในใจของตัวเองล้วนๆ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องที่เธอคิดขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นในสายตาผู้อื่น มันเป็นการบำบัดจิตใจของเธอเอง ให้เธอยังคงอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกใบนี้ ซึ่งมีเพียงเธอ และพี่ชายของเธอเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้น...

         ลิงในฝูงเริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของทั้งสอง ต่างรวมตัวกันขับไล่ ด่าทอ ทุบตี ไล่กัด จนกระทั่งเรื่องถึงลิงจ่าฝูง ลิงจ่าฝูงได้ชื่อว่ายุติธรรมและแข็งแรงที่สุดในฝูง เมื่อจ่าฝูงเห็นลิงทั้งสองก็ร้อง เจี๊ยกกก ดังลั่นด้วยความสะอิดสะเอียน ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีลิงอัปลักษณ์เช่นนี้อยู่ในฝูง ลิงจ่าฝูงแนะนำให้ลิงทั้งสองใช้ยาสมุนไพรในป่าทึบเพื่อปลูกขน ลดความอัปลักษณ์ แต่พิกเกอร์และพิกกี้ไม่ยอมทำตามอย่างเด็ดขาด เพราะหัวรั้น และก้าวร้าว ลิงทั้งสองไม่เคารพที่ต่ำที่สูง ไม่เคารพลิงผู้ใหญ่ใดๆ ในฝูง ลิงทุกตัวต่างพูดว่า นอกจากรูปลักษณ์ที่ไม่พึงประสงค์แล้ว นิสัยของลิงทั้งคู่ยังย่ำแย่ต่ำทรามกว่ารูปรูปลักษณ์ภายนอกของมันเสียอีก เรียกได้ว่า รูปชั่ว นิสัยเสีย วานรสัมพันธ์เลวทราม (คล้ายๆ มนุษยสัมพันธ์แย่) สุดท้ายพิกเกอร์และพิกกี้ก็ถูกขับออกจากฝูง.........(ตัด)

    (thanit_khom, 2008. สงครามลิง...ฤาวิวัฒนาการ)




ความคิดเห็นที่ 9

yoshisuku vcharkarn veditor
1 ต.ค. 2551 19:48
  1.  เเฮะ  เเฮะ  โทษทีที่เข้ามาช้าครับ   คุณ mathguy   นี่คงเป็นคอมเม้นเล็กๆสำหรับคนช่างสังเกตจริงๆครับ  

    ที่จริงเเล้วสำหรับความเห็นของผม  ก็ไม่ได้มีอะไรต้องตีความมากหรอกครับ  คนอื่นอาจจะข้ามไปด้วยซ้ำ    ก็มีคุณ mathguy ที่สังเกตเจอ   

    ถ้าจะพูดเรื่องเจตนาก็ไม่เชิง   เเต่มันเป็นสไตล์ความคิดของผมมากกว่า  ที่ว่าเป็นศิลปะหรือที่เรียกว่า " อุบาย"  ก็น่าจะใช่ครับ   เพียงเเต่ว่าเนื้อเรื่องโดยส่วนใหญ่จะไปเเบบ 
      "ตามน้ำ"   เสียมากกว่า  หมายความว่าบังเอิญมันคิดไปในทางถนัดนี้เเล้วมันเลยเถิดมา   เลยต้องพยายามต่อให้เป็นเรื่องเป็นราวให้จบลงให้ได้เพราะฉะนั้นบางส่วนจะเกี่ยวกับเรื่อง   ในขณะที่บางส่วนอาจจะนอกเรื่อง  ซึ่งถ้ามาดูรวมๆ ก็อาจจะงงได้ง่ายครับ  เพราะบางตอนมันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจริงๆ 
    ( ถึงเเม้จะดูเหมือนมี )   

    ทีนี้ถ้าจะมีใครได้อะไร     หนึ่งก็คงต้องเป็นคนช่างคิด  ช่างสังเกต มากกว่าคนอื่น   สองนั้นการตีความก็จะได้เเตกต่างกันไป    เช่น   ถ้ามีพื้นฐานด้านลบเกี่ยวกับเรื่องนี้   ก็อาจจะได้ผลเป็นลบ   ถ้ามีพื้นฐานเป็นบวก   ก็อาจจะได้ด้านบวก   ทั้งนี้ที่บอกว่า  "อาจจะ"  เพราะว่ามี   เรื่องของความรู้สึกเเละอารมณ์   เข้ามาเกี่ยวข้อง  วิธีนั้นคือต้องพยายามเเยกออกจากความคิดออกมาจากสิ่งเหล่านั้น      หมายความว่า  

    ถ้าความคิดใดส่งผลลบต่อเรา   ในเชิงความรู้สึกเเละอารมณ์เราก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น   เเละค่อยๆให้มันจางลงไปในระยะเวลาพอสมควร   เเต่ประโยชน์จากความคิดนั้นยังคงมี   ซึ่งสิ่งนี้  "จะไม่"   (จางหายไป)   สำหรับผู้ที่เห็นคุณค่าของของ  "ความคิด"  สำคัญมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกด้านลบเพียงชั่ววูบที่เกิดขึ้นเเละหายไป   ซึ่งเเน่นอนว่าผู้ที่มีปัญญาย่อมรู้จักเเยกเเยะว่าสิ่งใดมีความสำคัญมากกว่ากันเเละเราควรจะไปอยู่ตรงไหนเป็นหลักในระยะยาว    

    จากประสบการร์ของผม
    1. ใช้อารมณ์อย่างมีความคิด    เเต่   2. อย่าใช้ความคิดเเบบมีอารมณ์         
    1. คือ  ความคิด  เเล้วเกิดอารมณ์ขึ้นในความคิด  ความคิดยังคอนโทรลอารมณ์มากกว่า  จะออกมาอย่างหนึ่ง
    2. มีอารมณ์นำเเล้วความคิดเล็กกว่า   อารมณ์นำหน้าความคิด  อารมณ์มีอิทธิพลมากกว่าความคิด  จะออกมาอีกอย่าง

    เป็นข้อคิดชวนปวดหัวจนผมชักจะเลยเถิดนอกเรื่องอีกเเล้วเเค่นี้ก่อนละกันครับ                     

     




ความคิดเห็นที่ 7

yoshisuku vcharkarn veditor
29 ก.ย. 2551 13:24
  1. เรื่องนี้จริงๆเป็นเรื่องที่กว้างมาก   กว้างมากเกินกว่าจะสรุปอะไรได้อย่างชัดเจนโดยการหว่านเเหเอา  ( หมายความว่า   ถึงเเม้เรามีเเห  เเละ  รู้วิธีการใช้  ก็มิใช่ว่าจะได้ปลาเสมอไป  )    

    เพราะผืนน้ำน้ำกว้างใหญ่นัก   เเละใต้ผืนน้ำนี้ก็ยังมีความลึกที่เรามิอาจหยั่งถึง   อีกตั้งเท่าไร    

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้หลังจากหว่านเเหลงน้ำนั่นคือ   หวังว่าจะได้ปลาอย่างที่เราหวัง   หรือ  พูดง่ายๆคือ   เราคิด  เเละ  เดาเอาว่า  เราจะได้ปลานั่นเอง  

    เเล้วเรื่องนี้มีอะไรที่พิเศษหรือไม่   ก็คงต้องตอบว่าไม่มีอะไรพิเศษ  คนทั่วไปก็สามารถทำได้   อย่างเรื่องของการทอดเเห  เพื่อจับปลา  เพียง  

    1.  คุณมีเเห  
    2.  มีการฝึกทอดเเห  

    คนปกติทุกคนเมื่อได้รับการฝึกฝนระยะเวลาหนึ่ง   ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า  ทักษะในการทอดเเห   ซึ่งบางคนอาจจะเป็นเร็วเป็นช้า  เเต่นั่นก็ถือว่าทำให้คนๆนั้น  มีความเเตกต่างจากคนที่ไม่เคยฝึกทอดเเหมาก่อน   

    ต่อมาคนทุกคนที่ฝึกทอดเเห   ก็ย่อมจะเเสดงการทอดเเหออกมาเหมือนๆกัน  เเละความรู้ที่สั่งสมมาก็จะทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า   สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มานั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อพวกเขาเพื่อให้ได้ปลา  

    พวกเขาหว่านเเหไปทั่วผืนน้ำที่กว้างใหญ่เเละลึกไม่สิ้นสุด   โดยยึดการการมีเเห   เเละ  วิธีหว่านเเห  เเละเพื่อให้ได้ปลาที่พวกเขากินได้ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชนิด เเละได้ได้ปลาที่ซ้ำๆกัน  ไปเรื่อยๆ  

    (นิทาน)  จนวันหนึ่งมีคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัย    พวกเขาเหล่านั้นอาศัยจับปลาเช่นเดียวกัน    เเต่เเปลกที่พวกที่เข้ามาใหม่นั้นจับปลาด้วยมือเปล่า   ราวกับปาฏิหาร์ย  
    เเล้วปลาที่จับได้นั้น   ไม่ใช่ปลาธรรมดาเเต่เป็นปลาดึกดำบรรพ์   ที่เป็นบรรพบุรุษของเหล่าปลาทั้งหมดในผืนน้ำกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น   

    พวกที่จับปลาด้วยเเหถามพวกที่จับปลาด้วยมือเปล่าด้วยอดสงสัยมิได้ว่า   
       พวกคุณสามารถที่จะสัมผัส (จับ) กับปลาได้โดยตรงโดยไม่ต้องมี  
        " เเห "  มาคั่นกลางได้อย่างไร 

    พวกจับปลาด้วยมือเปล่าบอกว่า    พวกผมจับปลาด้วยมือเปล่าเพราะผมรู้ว่าปลาอยู่ตรงไหน  เเละกำลังทำอะไร  รวมถึงสามารถคาดคะเนได้อย่างเเม่นยำว่ามันกำลัง(จะ)ทำอะไร    
     
    หลังจากพวกจับปลาด้วยเเหกลับบ้าน   พวกที่มีเเหต่างรู้สึกเสียความมั่นใจ   เเละพยายามกลับมาทบทวน   ว่าทำไมพวกที่ใช้มือเปล่าจับปลา  ถึงสามารถได้ปลา  ที่พวกเขาไม่เคยหว่านเเหได้มาก่อน  ปลาที่มีค่าเเละเป็นต้นตอ( เป็นเหตุ) ที่เเท้ของเหล่าปลากระจ้อยที่พวกเขาหว่านเเหกันมาตลอด  

    บางคนอ้างว่าเป็นเพราะเเหไม่ดี   เลยพยายามปรับปรุงเเห  ให้ดีขึ้น 

    เเต่บางคนว่า   " วิธีการหว่านเเหไม่ดี"  จึงมีการพัฒนาวิธีการหว่านเเห  

    เเต่ไม่มีใครสักคน  " คิดจะจับปลาด้วยมือเปล่า"   

    เพราะพวกที่หว่านเเหถูกทำให้เชื่อว่า  "  เเหใช้จับปลาเเละมันเป็น way ในชีวิตของพวกเขา"   

    เมื่อต้องมาเจอกับพวกที่จับปลาด้วยมือเปล่า   ทำให้ความยึดมั่นใน way ของพวกตนเองนั้นเเข็งมากขึ้น "    

    เมื่อนานวันเข้าพวกที่ใช้เเหจึงเริ่มเกิดอคติกับพวกที่ใช้มือเปล่า   เพราะพวกที่ใช้เเห   ไม่สามารถเข้าถึงปลาได้โดยตรง   เเละง่ายๆ  เหมือนกับพวกใช้มือเปล่า
    เเม้ผืนน้ำนั้นจะกว้างใหญ่เเละลึกไม่มีสิ้นสุดเพียงใดก็ตาม  

    สิ่งที่ทำให้พวกหว่านเเหไม่มีทางไปถึงต้นตอของปลาบรรพบุรุษที่เป็นเหตุให้เกิดปลาชนิดต่างๆตามมาเป็นผลนั้นได้ก็เพราะว่า   

    พวกที่จับปลาด้วยเเห   ถูกทำให้เชื่อในเเห  เเละวิธีการหว่านเเห  มากกว่าที่จะเข้าใจความสัมพันธ์  "ปลา"  " น้ำ" เเละ " ตัวเรา"  

    พวกเขาจะ  " คิด "  ก็ต่อเมื่อได้เห็นปลา   ติดมากับเเห    พวกเขามั่นใจในเเหเเละวิธีการของเขาว่าจะต้อง  " ถูก"  เเละ  " ดี"  

    ขณะที่พวกจับปลาด้วมมือเปล่า    จะเห็นตัวเองที่สัมพันธ์กับปลาเเละผืนน้ำ  
    เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง    พวกเขาจึงสามารถมองเห็น  เเละไปถูกจุด  โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง  "ตัวกลาง"  ที่คอยบิดเบือน  " ความจริง  "  อยู่ตลอดเวลา      
      
    หวังว่าข้อความนี้น่าจะช่วยเสริมให้กระทู้นี้ลึกขึ้นได้โดยอาศัยการตีความประกอบ   
              

       

                     

             
      

     
     




ความคิดเห็นที่ 1

MathGuy vcharkarn veditor
27 ก.ย. 2551 09:44
  1. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ อิสระภาพ
    แต่อยู่ที่ "ความไม่เป็นอิสระ"

    - ความคิดที่ไม่เป็นอิสระ
    - ชีวิตที่ไม่เป็นอิสระ

    เราไม่เป็นอิสระ แม้แต่ จากตัวของเราเอง ชีวิต ครอบครัว คนที่เกี่ยวข้อง
    ความขัดแย้ง ที่เห็นภายนอก ที่เห็นกับคนอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก
    หากเทียบกับ ความขัดแย้งที่อยู่ภายใน ตัวของเราเอง ของแต่ละคน

    หากทุกคน พร้อมที่จะทำความดี ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ให้ มีชีวิตเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ติดในลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง ผลประโยชน์ต่างๆ

    เป็นคนที่ต้องการทำประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงๆ ... นี่จึงจะเริ่มนับได้ว่า เริ่มจะมีความเป็นอิสระ

    หากเรามีรายได้จำนวนมาก(จะโดยวิธีใดก็แล้วแต่) มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แปลกแยก จากคนอื่นๆจำนวนมาก มีฐานะที่ดีกว่ามากๆ ความเป็นอยู่ ค่าครองชีพที่สูงกว่ามาก รสนิยมที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ... นี่ไม่ใช่ความเป็นอิสระ

    ในทำนองเดียวกัน หากเรามีรายได้น้อยมาก มีที่อยู่ มีความเป็นอยู่ ที่มีคุณภาพน้อยมาก ... นี่ก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็นอิสระ

    การเป็นอิสระ หรือ ไม่อิสระ จึงกล่าวลอยๆ ไม่ได้

    อิสระ หรือ ไม่อิสระ คือ ความเข้าใจ ในสิ่งที่เราไปให้ความสำคัญ สิ่งที่ชีวิตเราไปผูกไปแขวนเอาไว้

    ความเข้าใจที่แท้จริงนี่ เกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทุกฐานะ ปัจจัยที่แตกต่างกัน
    แต่ความเข้าใจที่แท้จริงนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

    เราจึงหาคนที่จะเป็น อิสระอย่างแท้จริงได้น้อยมาก

    ปัญหาในสังคมต่างๆ นั้น เกิดจาก คนจำนวนมาก ที่ต่างก็ไม่เป็นอิสระกันทั้งนั้น




ความคิดเห็นที่ 3

MathGuy vcharkarn veditor
28 ก.ย. 2551 01:17
  1. "ความเป็นตัวของตัวเองที่สูง"

    เกิดจากความรู้ จากอำนาจ ที่ได้มาโดยขาดความเข้าใจ ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

    เกิดจากความพยายามที่ต้องการปกป้องตัวเอง ในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยการบิดเบือนความจริง โดยใช้สิ่งต่างๆเป็นเครื่องมือในทางที่ไม่ชอบ

    มักเกิดขึ้นกับคนที่เก่ง ฉลาด ได้รับโอกาส ได้รับอำนาจ แต่ขาดปัญญา ขาดคุณธรรม ไม่มีจิตใจที่ดีงาม




ความคิดเห็นที่ 2

bad&good
27 ก.ย. 2551 10:04
  1. ความเป็นของตัวเองมากเกินไป  มีทั้งด้านบวกมากที่สุด  และลบมากที่สุด
    ............................................
    ถ้าเป็นเรื่องของสถิติ  ก็ให้นึกถึงกราฟระฆังคว่ำ  ที่ปลายสุดข้างหนึ่งจะเป็นบวกที่สุด  และที่ปลายสุดข้างหนึ่งจะเป็นลบ
    ข้อสังเกตุคือ ถ้านับเป็นจำนวนคนแล้ว  ตรงปลายสุดในแต่ละข้างจะมีจำนวนน้อยคน
    .............................................
    ก็เห็นด้วยที่ว่า  เมื่อสุดขั้วแล้ว  ส่วนใหญ่จะให้ผลด้านลบ
    เพราะดูได้จากประวัติศาสตร์  ผู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก  ในด้านศาสนา(โลกุตรธรรม)  มีน้อยกว่า  ผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านโลกียธรรม
    และอีกมากมายที่ไม่มีชื่อเสียงระดับโลก  ปรากฎในประวัติศาสตร์ คือ พวกปักเจกดี  และพวกปักเจกเลว
    ...................................................
    ความสุดขั้วของทั้งสองขั้ว  ในประวัติศาสตร์ก็เห็นแล้วว่า  มีทั้งผู้ต่อต้าน และเห็นดีเห็นงาม  เจริญรอยตามไปด้วย
    ....................................................
    ดั้งนั้น จะเห็นว่า ความสุดขั้วของเขาเหล่านั้น  จะสำเร็จได้  จะไปได้ไกลมากแค่ไหน นั้น
    1.ขึ้นอยู่ความสุดขั้วของตัวเขาเอง (มีความวิเศษสุดโดยตัวเขาเอง)  คือ เขาหรือท่านเหล่านั้นเก่งสุดขั้วจริง
    2.ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลาย  เป็นผู้สนับสนุน   ความสุดขั้วของเขาจึงเกิด
       หรือ ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลายเป็นผู้ต่อต้าน  ความสุดขั้วของเขาจึงไม่เกิด
       ซึ่งประการหลังนี้  อาจเป็นคนเดียวกันกับคนกลุ่มแรกก็ได้
    ........................................................
       ข้อสังเกต คือ ผู้ที่สุดขั้วในแบบโลกียธรรม  ก็จะสุข ๆ ทุกข์ ๆ ผสมกันไป
    เพราะต้องวนเวียนอยู่กับความต้องการและไม่ต้องการของตนเอง 
    และความต้องการ ความไม่ต้องการของผู้อื่น 
    (คือวนเวียนอยู่กับความทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นเอง)


     




ความคิดเห็นที่ 8

MathGuy vcharkarn veditor
1 ต.ค. 2551 02:15
  1. ไม่ค่อยเชื่อมโยง เรื่องคนหว่านแห กับกระทู้เท่าไหร่นัก (อาจจะเป็นเพราะเดาเจตนาของคุณ yoshi ไม่ออกก็ได้)

    แต่เป็นเรื่องเล่าที่ดีครับ ... อ่านแล้ว เอาไปคิดพิจารณาตีความเอง ก็เป็นศิลปะการสื่อสาร อีกลักษณะหนึ่ง

    มันก็แปลกเหมือนกันว่า บางเรื่องเราก็ใช้การสื่อสารตรงๆได้ แต่บางเรื่องเราก็ต้องมีลีลา หรืออุบายในการสื่อออกไป

    .............................................................................

    ขอลองหว่านแห ที่เนื้อความตอนท้ายของกระทู้


    " มนุษย์ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่เท่ากัน " 

    ได้พยายามก่อนหน้านี้ ที่จะให้เข้าใจความหมายคำว่า "เสรีภาพ" หรือ "อิสระภาพ" อย่างที่เป็นความหมายที่ดีงามที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ จะต่างกันคือ วิธีการ ช่องทางในการแสดงความคิดเห็น ... แต่ก่อนที่จะแสดงนั้น เราต้องมีความคิดเห็นก่อน หากพิจารณาเพียง อิสระในการมีความคิดเห็น (หากเรามีสติ ) จะเห็นได้ว่า ทุกคนมีเท่าเทียมกัน มีอิสระที่จะมีความคิดเห็น เว้นเสียแต่ว่า จะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนั้นๆ ... ส่วนการแสดงออกนั้น ย่อมแตกต่างกันแน่นอน คนที่พูดทางรายการทีวี หรือทางวิทยุได้ ย่อมแสดงได้มากกว่า คนที่ไม่มีช่องทางเหล่านั้น


     


     




ความคิดเห็นที่ 10

MathGuy vcharkarn veditor
1 ต.ค. 2551 23:29
  1. ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ คือรู้ว่า คุณ yoshi ก็มักจะมีสไตล์ การคิด การให้ข้อคิดเห็น ถ้าเนื้อหาไม่ยาวมาก ก็จะพยายามอ่านให้เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจ ก็ต้องขออนุญาตถามกลับคืน หรือทักทายกลับกันนิดหน่อย

    จริงๆ แนวคิดเรื่อง "หว่านแห" นี่ พอเอามานึกๆดู ก็ให้ประโยชน์ เช่น ช่วยในการวิเคราะห์ว่า

    - กระทู้ ที่นำเสนอข้อคิดเห็นนั้น ตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือมีปริมาณของการหว่านแหอยู่บ้างพอสมควร

    ( หว่านแห ในที่นี้คือ เหตุ และ ผล ไม่ได้ลงตัวกันดีนัก หรือเป็นคนละเรื่องไปเลย ... ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่ายหาก เราเริ่มด้วย คำ ที่เป็นแนวคิดที่สำคัญ แล้วเราก็ไม่ชัดเจนในแนวคิดนั้น หรือถึงกับบิดเบือนความหมายที่ควรจะเป็น เช่น การพูดถึง อิสรภาพ เสรีภาพ เราก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกที่ควร เป็นพื้นฐานพอสมควร )

    - เมื่อกระทู้ มีภาพของการหว่านแห การร่วมตอบกระทู้ การแสดงความคิดเห็น ก็จะพลอยมีอาการของการหว่านแหไปด้วย

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยชน์ที่จะได้ ก็จะเป็นการหว่านแหอีกเช่นกัน ซึ่งก็คงหวังผลอะไรจริงๆจังได้ยาก


    หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า มีการแสดงความคิดเห็นในทำนอง หว่านแห นี้มากทีเดียว ในสังคมของเรา

    จะทำสิ่งนี้ แต่ไปยกเอาเรื่องโน้น เรื่องนี้ ที่ไม่ได้เป็นเหตุ เป็นผลกันโดยตรง มากล่าวอ้าง ให้ฟังดูดี ให้มีความชอบธรรม

    เหมือนการพูดของนักการเมือง(จำนวนมาก?) ที่ยังพูดให้ฟังดูดี ยกคำดีๆ มากล่าวอ้าง พูดถึงประชาชน ประชาธิปไตย (ในขณะที่จิตใจเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่มาก)




ความคิดเห็นที่ 6

bad&good
28 ก.ย. 2551 10:24
  1. กับความเห็นที่ 4
    มนุษย์มีทั้งเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเก็บตัว  (ประมาณว่าทำเองกินเอง)
    มนุษย์มีทั้งเชื่อมั่นในตัวเองสูงและไม่เก็บตัว (ประมาณว่าเพื่อสังคม เพื่อฝูงชน)
    ........................................
    มนุษย์กลุ่มแรกจะเป็นความเห็นที่ 4
    มนุษย์กลุ่มสองจะเป็นสิ่งที่ตรงข้าม  ก็มี
    คนมักจะหยั่งถึงได้ยาก  คิดว่าไม่ทำ  ก็ทำ
    คิดว่า น้ำกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้
    แต่คนดี  คนเลว  ก็เข้ากันได้  ในบางสถานการณ์
    คนต่างพฤติกรรม  ก็มารวมอยู่ในบริษัท เดียวกันได้  ต่างทำงานกันได้ หลาย ๆ ปี
    .........................................
    คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ผู้นำตนเองดี  มาก ๆ
    ในเวลาเดียวกัน  คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ผู้นำของเขา  ไม่ดี  มาก ๆ  ก็มี
    ด้วยว่า  ต่างฝ่ายต่างมองเห็น  โลกธรรม 8  ของแต่ละฝ่าย
    ฝ่ายหนึ่ง ปล่อย  วางลง  ไม่ได้
    ฝ่ายหนึ่ง  ให้   วางลง  ไม่ได้
    ...............................


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น