ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ

จะสะกดจิตตนเองได้ไหมครับ

8 ต.ค. 2551 22:18
41 ความเห็น
81117 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย bad&good

ท่านจงถามตนเองเถิดว่า 
เหตุใดท่านจึงอยากระลึกชาติได้
เหตุนั้น  เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านดับทุกข์ได้หรือไม่
เหตุนั้น  ทำให้ท่านพ้นจากความน่าหลงใหลต่อ โลกธรรม8 ได้หรือไม่
เหตุนั้น  จะส่งผลให้ท่านเป็นโสด  หรือ  ถือพรหมจรรย์ต่อจากนี้ไป  ได้หรือไม่
ถ้าตอบแล้ว  ส่วนใหญ่จะไม่ได้   ท่านจะเรียนรู้เพื่ออะไร
อย่าอ้างเรื่องอื่นเลย   เพื่อการระลึกชาติ  ระลึกอดีตได้
อดีตเป็นเพียงบทเรียน   ทำให้กลุ่มจิตนิยมรู้จักหาวิธีการทำอย่างไรให้สงบสุข
อดีตหากระลึกชาติได้แล้ว  ไม่รู้จักใช้ประโยชน์เพื่อการสร้างวิธีสงบสุข  เพื่อการสร้างนิพพาน  สร้างวิธีการดับทุกข์ขั้นสูง  ระลึกชาติเหล่านั้นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
สิ่งเหล่านี้  พระพุทธเจ้า ได้ตรัสวิธีการ  อย่างมากมายแล้ว
ไม่ว่าจากการระลึกชาติ  หรือไม่  ก็ตาม
สิ่งเหล่านั้น  มีเขียนไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว   ท่านเห็นว่ายังไม่เพียงพออีกหรือ
ปีหนึ่งอ่านได้สักกี่เล่ม
................................................
ท่านเชื่อหรือไม่  ต่อไป จักต้องมีผู้ตอบว่า  สามารถให้วิธีระลึกชาติได้
ไม่สื่อใด  ก็สื่อหนึ่ง
แต่หากวิธีการนั้น  ทำแล้วไม่ใช่เพื่อการดับทุกข์   ท่านคิดว่าท่านมีสุขหรือทุกข์
(ตอบให้ก็ได้ว่า  ท่านสุข  เพราะท่านทำสำเร็จได้   มิจฉาทิฎฐิ  จริง ๆ  เวรกรรม  เวรกรรม)  

9 ต.ค. 2551 00:42


ความคิดเห็นที่ 2 โดย วิมม์

แหม............... คุณ bad&good ตอบได้อย่างชัดเจน เจ๋งเป้ง ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม


ชื่นชมครับ  ชื่นชมจริง ๆ


 


นี่คือสิ่งที่ ชาวพุทธ พึงจะเป็น  ศรัทธา เชื่อมั่น อย่างมีปัญญา เป็น ตัวชี้นำ


มิได้หลงไหล ไปกับสิ่งที่เรียกว่า อิทธิ ต่าง ๆ จนมากเกินไป


 


แต่ผมก็ เข้าใจประเด็น ของผู้ถาม


กับข้าว ล้วนมีหลายหลาก  จะไปให้คนชอบเหมือน ๆ กัน คงจะไม่ได้หรอกนะ


แต่ว่า กับข้าวบางอย่าง อาจจะอร่อย แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์  จะไปโทษคนทำก็ไม่ได้ ต้องปล่อยให้คนชอบกิน   ก็คงกินต่อไป  พูดได้ บอกได้ ไม่ฟัง ก็ช่างมัน ฮิ ฮิ ฮิ


 


เอาเถอะ..............วิธีการ ระลึกชาติได้มีหลาย ๆ วิธี


มโนมยิทธิ เป็นหลัก ธรรมะ


สะกดจิต เป็นรอง ธรรมะ (วิทยาศาสตร์ หน่อยนึง)


Hypnosis นี่เป็นวิธีแบบฝรั่ง (จริง ๆ ก็เหมือนกันแหละ แต่เรียกให้มันเท่)


 


คงไม่ต้องบอกนะว่า ทำยังไง


เพิ่มพลังจิต ของตนให้ได้ขนาด แล้วน้อมนำ ไปในแนวทางแห่งการระลึกชาติ
เมื่อจิตมีอำนาจ ความสามารถแห่งการหยั่งรู้ ก็จะเกิดขึ้นมาได้เอง


ใช้ให้เป็นหล่ะ เพราะเป็น ดาบสองคม บาดคนอื่นได้ ก็บาดเจ้าของได้เช่นเดียวกันนะ


แค่นี้แหละ


 


 

9 ต.ค. 2551 21:46


ความคิดเห็นที่ 3 โดย นาคราช

10 ต.ค. 2551 07:56


ความคิดเห็นที่ 4 โดย yoshisuku

 ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ  

ก่อนที่จะตอบตรงนี้ผมต้องขอบอกไว้ก่อนว่า   ถ้าเกี่ยวกับความเชื่อล้วนๆผมไม่เชื่อเรื่องนี้  เเต่..... 

ถ้าเป็นการระลึกชาติในเชิงเเห่งความเป็นจริงเเละมี เหตุ-ผล    ผมคิดว่าพอสามารถอธิบายได้คร่าวๆ  

การระลึกชาติตามที่ผมเข้าใจ   นั้นหมายถึง  
  
            " การคาดคะเนย้อนไปในอดีตเป็นเวลานานมากๆ "  

ซึ่งอาจจะทำได้ใกล้ได้เเค่ไหนเพียงใดน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้  
1.  เรื่องของกรรม 
2.  เรื่องของสมาธิ     
3.  xxxxxx

ด้วยความคิดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด  3  ความคิด  

1.  สิ่งที่เห็นในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากอดีต  ( อันนี้จะเกี่ยวโดยตรงกับเรื่องกรรม  )  
2.  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันสัมพันธ์กัน   
3.  ทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง   

เเปลกหน่อยที่จะอธิบายจากข้อ  3  อยู่ท้ายเเต่ครอบคลุม 2 ข้อที่เหลือ  
ทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหวเเละเปลี่ยนเเปลงไป   

"  ไม่อยู่นิ่งเคลื่อนไหว   ทุกสิ่งจึงเปลี่ยนเเปลง"    หมายความว่า   มันไม่นิ่งมันจึงต้องเปลี่ยน    เเลการเปลี่ยนของมันนั้น   จะสัมพันธ์กับข้อ  2  คือ  ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด   สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ได้เปลี่ยน   เฉพาะตัวมัน  หรือ  เปลี่ยนเพราะปัจจัยที่มากระทำ   เเต่เปลี่ยนทั้งหมดไปพร้อมๆกัน  

((("  ทุกสิ่งไม่นิ่ง   มันเคลื่อนไหวเลย  " กระทำต่อกัน "  อย่างสัมพันธ์กัน  ทำให้มันเปลี่ยน ))) 

หรือพูดง่ายๆ คือ   ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเเละความสัมพันธ์กันอยู่บนหลัก 
   "  การกระทำต่อกัน "     
 
ถึงตรงนี้น่าจะปิ๊งเเล้ว   

ต่อมาเมื่อเรารู้ดังนี้เเล้วเราจึงพอจะบอกกว้างๆได้ว่า 
  
 "ตัวเรา"    ย่อมสัมพันธ์กับทุกสิ่งบนหลัก  "  การกระทำต่อกัน  "  เช่นเดียวกัน

ต่อมาข้อ 1.    สิ่งที่เห็นในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากอดีต  

สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน  จึงเป็นสิ่งที่  "ถูกเปลี่ยนเเปลง"  จากความสัมพันธ์ของทุกสิ่งบนหลัก   " การกระทำต่อกัน"  ที่ผ่านมาในอดีต  

ต่อมามาดูเรื่องนี้กันบ้าง  

ถ้าชีวิตทุกชีวิตในโลกดับสูญ     เเต่  " มวล "  หรือ  " อนุภาค" ของสิ่งมีชีวิตที่ดับสูญยังคงอยู่ในโลก   

  " เปลี่ยนเเปลงไป "  เเต่  " ยังคงอยู่"   เเละเมื่อมันเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กันบนหลัก   " การกระทำต่อกัน "  เมื่อเวลาผ่านไปอย่างไม่สิ้นสุด   ทุกอย่างย่อม  " เกิดขึ้นได้อีก"  (  ดูกระทู้เก่า )    

เเล้วการระลึกชาติคือ   อะไร....  

2.  สมาธิ   จริงๆผมก็ยังไม่เเจ่มเเจ้งในเรื่องนี้   เเต่อยากยกตัวอย่างเวลาพูดถึงเรื่องของ  "  ความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง "  

มันเหมือนกับเรายืนอยู่บนถนนสายหนึ่งในเมืองเล็กๆ   โดยที่เราอยากจะเห็นความสัมพันธ์การเชื่อมโยงของถนนทุกสี่เเยกในเมืองนี้   เเต่การที่เรายืนอยู่กลางถนน   เราจึงไม่สามารถมองเห็นภาพรวมความสัมพันธ์ของถนนที่เชื่อมโยงกันอยู่ได้  

( มีต่อ )    

    

10 ต.ค. 2551 17:36


ความคิดเห็นที่ 5 โดย yoshisuku

(ต่อนะครับ ) 

วิธีที่จะทำให้เห็นความสัมพันธ์นั้น    เราจึงต้อง 

ออกมาให้พ้นจากสิ่งนั้นเสียก่อน   ในกรณีตัวอย่างนี้ก็เช่น 

ถ้าเราอยากเห็นความสัมพันธ์ของถนนสายต่างๆในเมือง 

เราก็เอาตัวเราออกมาจากตรงนั้นเสีย   ออกมาให้พ้นจากการอยู่บนถนน

เเล้วไป ( อยู่บนที่สูงเเละมองลงมาได้ )  ถ้าต้องการมองเห็นความสัมพันธ์เราต้องเปลี่ยนเปลี่ยนต่ำเเหน่งในการมอง   ออกมาถนนนั้นเสีย  เเล้วขึ้นไปอยู่ที่สูง
เเละลองมองลงมาอีกครั้ง  

เมื่อเราอยู่เหนืออยู่สูงขึ้นไปเเล้วมองกลับลงมา    เราจะเห็นถนนทุกสายที่เชื่อมโยงกันอยู่ได้อย่างชัดเจน   เห็นได้หมดว่า   ถ้ารถติดขัดที่สี่เเยกไหน  จะมีผลกับถนนเส้นใด  รวมถึงการคาดคะเน  ปริมาณรถ  เเละเส้นทาง   ย่อมเป็นไปได้อย่างถูกต้องเเม่นยำมากขึ้น  

ที่เราสามารถคาดคะเนได้นั้นก็เพราะเราสามารถมองเห็นภาพรวมของถนนเส้นต่างๆได้นั่นเอง   

กลับมาที่เรื่องของสมาธิ    
สมาธินั้นก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญจากหลายๆปัจจัย   ที่สามารถทำให้เราอยู่เหนือ  อยู่สูงขึ้นไปจากถนน  หลุดออกไป   พาเราไปอยู่ที่สูง  เเละมองกลับลงมาจนสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของถนนเส้นต่าวงๆนั้นได้ 

เมื่อมองเห็นความสัมพันธ์  การทำนายหรือคาดคะเน  จากความสัมพันธ์นั้นจึงเป็นไปได้ไม่ยากเลย  

มาถึงหัวเรื่องการระลึกชาติ   

ถ้าเปรียบกับเรื่องของถนนเอาให้เห็นภาพง่ายๆ   เมื่อเราสามารถเอาตัวเราออกมามอง   จากที่สูง   เราจะเห็นถนนที่เชื่อมโยงกันหมดทุกสาย   เห็นรถทุกคันที่กำลังวิ่งอยู่   

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการรถสีฟ้าคันหนึ่งมันมาจากที่ไหน    นั่นคือเราสามารถจะคาดการณ์ย้อนกลับไปได้อย่างถูกต้อง   เช่น    ถ้ามาจากถนนสาย  2  มุ่งหาสี่เเยก  6   เราก็สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้ต้องวิ่งมาจากถนนสาย 1  เเละที่ถนนสายหนึ่ง  นั้นก็เป็นถนนที่เเยกออกมาจากสี่เเยก 0  ถึงเเม้จะไม่ตรง 100 เปอร์เซ็นต์   เเต่ก็มีความใกล้เคียงสูง   

เเต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ   การเอาตัวเราออกมาให้พ้น  ให้อยู่หนือสิ่งเหล่านั้น   ให้อยู่สูง  เเล้วสามารถ (มองกลับมา) เห็นภาพรวมเเห่งความสัมพันธ์
นั้นของความจริงที่  " กระทำต่อกัน" ต่างหากที่ยากที่สุด   เเละหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่จะนำไปสู่การทำให้เราเห็นความสัมพันธ์นั้นได้ก็คือ   สมาธินั่นเอง  

ถึงตรงนี้หวังว่าคงจะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับเรื่องของ " การระลึกชาติ "  ไม่มากก็น้อย   สวัสดี 

11 ต.ค. 2551 11:22


ความคิดเห็นที่ 6 โดย bad&good

มาถึงตรงนี้
ก็รู้สึกว่า  กระทู้ข้างต้น  จะทำให้เพื่อนสมาชิก(ท่านYoshi)เริ่มเกิดทุกข์  คือ เริ่มอยากเป็น  อยากมี  เริ่มดิ้นรนค้นหาวิธีการระลึกชาติ
................................................................................
ช่างน่าเวทนา  น่าสงสาร  เสียจริง
................................................................................
กองความรู้แห่งพระไตรปิฎก  ที่ว่า  45 เล่ม หรือ 91 เล่ม
ข้าพเจ้าว่า  มากมาย  เกินกว่า  อายุขัย ที่ตนเองจะเรียนรู้ได้หมด
(คือ  อ่านจบ  ถ้าไม่เข้าใจ  ก็ไม่นิพพาน   ต่อจากนั้น  ก็ต้องลาโลกไปเสียก่อน
ต้องเกิดใหม่  จูนความคิดใหม่กับพระไตรปิฎก  หรือไม่ ก็หลงไปอยู่ศาสนาอื่น)
...................................................................................
กองธรรมะ  1 กอง
กับกองวิธีการทำ  การปฏิบัติให้ระลึกชาติได้   1  กองนี้  เชื่อว่า  คงมากมาย
ซึ่งอาจมากมายกว่า กองธรรมะ 1 กอง
ที่กล่าวอย่างนี้  ไม่ได้สรรเสริญกองการระลึกชาติ
แต่ผู้นั้นจะเสียเวลาค้นหา   อีกมาก
และเมื่อทำได้แล้ว  ก็จะค้นหาไปทั่ว   เพราะมันสนุก  อย่างท่านYoshiสนุก
แต่แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้ดังเดิม   เพราะเหตุที่ยังคงสนุกไปกับสิ่งนั้น
(สิ่งอื่นที่เป็นทุกข์มาประกอบด้วย  ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมาก  ใช่หรือไม่ 
กายและจิต  นี้หนอ  ถูกความทุกข์หลอกเข้าแล้วหนอ  เมื่อไรหนอเธอจักพบกองธรรมะ  ซึ่งถูกทับด้วยกองความรู้  อีกมากมายหลายกอง) 

12 ต.ค. 2551 16:37


ความคิดเห็นที่ 7 โดย yoshisuku

เฮ้อ........................................เอาเถอะ !       

13 ต.ค. 2551 09:33


ความคิดเห็นที่ 9 .. (Guest)

ความอยาก ตัณหา .... เป็นกิเลส ครับ

ตราบใด ที่อยาก ไม่พอ แรงขับ ก็น้อย ..... อยากมาก  กิเลส หนา

อย่าไป อยาก เลยครับ เปลืองเวลา และความพยายามเปล่า ๆ

ถึงรู้ ก็ไม่เกิด ประโยชน์ อะไร ... รังแต่จะสะสม ความโลภ โทษะ โมหะ 

ไม่ เมาอดีต ไม่หลงอนาคต ... ไม่หลงบุญ ไม่เมาบาป 

ตั้งจิต กลาง ๆ ไว้ เป็นอุเบกขารมณ์ ... รู้ สภาวะจิต ทุกเมื่อ ทุกข์ สุข อทุข มสุข

 



 

16 ต.ค. 2551 23:34


ความคิดเห็นที่ 10 โดย วิมม์

ท่าน yo  ชอบเที่ยว ถอนหายใจ ใส่ใคร ๆ เขา ทั่วไปเลยน้อ........................ หุ หุ หุ


 


เอาน่า..... อย่าเพิ่งท้อใจ  กับ ความคิดที่หลากหลาย  และแตกต่าง


 


ตาม สไตล์ และหนทาง  ที่ พระเจ้า (กรรม) อาจสร้าง ไว้เป็นแนวทาง แห่งการต่อสู้ และคงอยู่


 


ต่อไป ในวันข้างหน้า  นะจ๊ะ   ใจเย็น ๆ


 


 

17 ต.ค. 2551 00:40


ความคิดเห็นที่ 11 โดย yoshisuku

  ตอบคุณวิมม์    ผมก็ไม่ได้คิอะไรไปมากหรอกครับ   มันเป็นเพียงสิ่งที่ต้องการจะสื่ออกไป   อย่างสัญลักษณ์ทางภาษาบางอย่าง    เเละในกรณีที่ผูเข้ามาอ่านเจอ   เขาทั้งหลายย่อมเกิดความรูสึกกับมันเเตกต่างกันไป   ตามเเต่ข้อมูลที่ได้รับ  เเละประสบการณ์ของเเต่ละคนที่ได้ปฏฺสัมพันธ์กับข้อมูลนั้น  ออกมาเป็นมาตรฐานในการกำหนดอารมณ์เเละความรู้สึก  " ที่ควรจะเป็น"  ของคนอื่น  โดยใช้มาตรฐานของตัวเองก็เท่านั้น

อีกอย่างเราต้องเข้าใจ  เเละยอมรับ  ถึงเเม้จะต้องกัดฟันบ้างว่า  

เด็กวัยรุ่นก็มักจะเเสดงพฤติกรรมเเละความคิดเเบบเด็กวัยรุ่น   ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นทางการเขียน    ผู้ใหญ่ก็เเบบหนึ่ง   คนชราก็เเบบหนึ่ง    ถ้าถามว่ามันสำคัญยังไง  หรือเกี่ยวกันยังไง    คงจะตอบยากเเต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ    " ความพยายาม "  ในการคิด   เช่นว่า  ถ้าคิดอะไรออกมาเพียงเเต่สิ่งที่ดูเหมือนมี เหตุ-ผล  เเต่ขาดการอธิบายในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับมัน  โดยที่เราอาจจะไม่รู้  หรือยังไม่เเน่ใจ   การพยายามในการคิดของเราจึงเเสดงออกมา  ด้วยการพยายามตั้งสมมุติฐานที่เชื่อมโยงกับตรงนั้นได้   รวมถึงการไตร่ตรองถึงระดับความมี เหตุ-ผล ก็เช่นเดียวกัน  มันจะต้องถูกกลั่นกรอง  ออกมาในระดับหนึ่งก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นภาษา  การกลั่นกรองนั้น   จึงถือเป็นส่วนหนึ่งที่เเสดงให้เห็นถึง  " ความพยายามเช่นเดียวกัน "    

การมีความพยายามในการคิด  จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเราใช้เรื่องของภาษาในการยกเหตุ-ผลให้ดูดี   เเต่ความพยายามนั้นมันจะเเสดงออกโดยตัวของมันเอง  คือ   เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายที่ชัดเจนมี เหตุ-ผล  มากกว่าภาษาในเชิงสละสลวย  เเต่มีเพียง เหตุ-ผล หยาบๆ  สิ่งนี้ถ้าเป็นนักอ่านจะรู้ได้ไม่ยากเลย       

17 ต.ค. 2551 11:56


ความคิดเห็นที่ 12 waterboy_998@hotmail.com (Guest)

คนทุกคนสามารถระลึกชาติได้ทุกคนแหละครับ..ถ้าหากเราฝึกจิตให้แน่วแน่พอ..
แต่จะระลึกชาติได้มากแค่ไหน..แล้วแต่กำลังบุญของแต่ละคน..ลองนั่งสมาธิดูนะครับ..แต่ต้องได้น้องๆปฐมญาณนู้นแหละครับ..การระลึกชาติสามารถดับทุกข์ได้ครับ..รู้ว่าชาติก่อนเราเป็นอะไร.ทำกรรมไว้อย่างไรจึงปรากฏเป็นตัวเราเป็นลักษณะของตัวเราในชาตินี้..เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราจะไม่กลับไปทำกรรมอย่างนั้นอีก..สมควรจะอโหสิกรรมให้ใครในชาตินี้..อันเป็นหนทางดับทุกข์อีกหนทางหนึ่ง..เมื่อมีเข้าใจในภพภูมิของตนแล้ว..ไม่มีความสงสัยในตัวเราอีก..ก็จะเข้านิพพานได้เลยครับ..เมื่อระลึกชาติได้แล้วอย่ายึดมั่นถีอมั่นในอดีตชาติ..แต่จงจำเอาอดีตชาติมาแก้ไขในภพปัจจุบัน..อันเป็นแนวทางหลุดพ้นเข้าสู่ดินแดนนิพพาน...( พระปัจเจกพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า )

18 ต.ค. 2551 00:51


ความคิดเห็นที่ 13 โดย วิมม์

อืม...............

การระลึกชาติได้นั้น ต้องใช้ อำนาจ ของจิตที่ แน่วแน่สูงเอาการเลยทีเดียว

ปฐมฌาณ นั้น ยังใช้ไม่ได้หรอกครับ

ต้องใช้ จตุตถฌาณ เป็นบทนำ แล้วถอยลงมาอยู่ใน ทุติยฌาณ นะครับ จึงจะใช้ได้

แต่ถ้า ปฐมญาน หมายถึง อตีตังสญาน ก็คงต้องตอบว่าใช่  ใช้ได้
แต่ว่า....................
เขาไม่ค่อยเรียกกันว่า ปฐมญาน เพราะมันไม่ได้มีลำดับขั้น เหมือน ฌาณ นะครับ

ใครจะได้อะไรก่อนกันก็ได้ไม่ว่ากันใน บรรดา ญาน ทั้งหลาย
แต่ใน ฌาณ นั้น ต้องเป็นไปตามลำดับ ๆ งับ

19 ต.ค. 2551 21:07


ความคิดเห็นที่ 14 นายนิว (Guest)

ผมว่าการระลึกไม่ยากเลยครับเมื่อนาทีก่อนก็เป็นอดีต เราก็นึกได้ เมื่อ2นาทีก่อนก็เป็นอดีตเราก็ระลึกได้ เมื่อคืนก่อนเราก็ระลึกได้ เมื่อวันก็พยายามทบทวนระลึกให้ได้
ผมเคยระลึกชาติ(สิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตซึ่งเคยเกิดขึ้น) เชื่อไหมครับผมนึก(ระลึกชาติ)ได้แบบนาทีต่อนาที ชั่วโมงต่อชั่วโมง ผมเสียเวลาเป็นวันๆเพื่อระลึกถึงเมื่อวันก่อนจนถึงสัปดาห์ก่อน พอจบวันใหม่ผมก็ทำอีกระลึกเป็นวันๆไปจนถึงเมื่อเดือนก่อน ทำไปเรื่อยๆ ทำทุกวันๆจะย้อนไปถึงตอนเราเกิด จนถึงก่อนเราเกิด จนถึงชาติก่อน 2-3ชาติก่อนหน้านี้ 10ชาติก่อน 100ชาติก่อน พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ อสงขัยก่อน มหากัลป์ก่อน แสนมหากัลป์ก่อน
คุณแบดบอย พูดก็ใช้ได้ครับ คิดถึงให้มันเสียเวลาทำไมถ้ามันไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้
แต่ไม่ต้องห่วงนะครับในระหว่างทางเดินสู่พระนิพพานของแต่ละคนก็จะผ่านการระลึกชาติด้วย เป็นของแถม อย่าหมกมุ่นกับอดีต อย่าพะวงอนาคต แต่จงทำทุกขณะจิตนี้ให้ปราศจากจิตที่เป็นทุกข์  เป็นใบไม้กำมือเดียวในความหมายของพระพุทธเจ้า แน่นอน หลังจากท่านปรินิพานแล้วธรรมะจะเป็นศาสดาของท่าน ท่านจงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท(อย่าจิตใจต้องหม่นหมองเพราะเกิดความทุกข์)เถิด

19 ต.ค. 2551 21:58


ความคิดเห็นที่ 16 โดย เจมส์

ถ้าว่าตามหลักฟิสิกส์  เราก็ต้องย้อนรอยบิ๊กแบงและหลุมดำในจิตวิญญาณของเราก่อน  โดยบิ๊กแบงก็คือจักรวาลของจิตวิญญาณของเราในชาตินี้  ส่วนหลุมดำคือประสบการณ์ของเราก่อนตายในชาติปางก่อน  ซึ่งวิธีที่จะทำได้ก็คือการนั่งสมาธิเพื่อทำเอนโทรปีให้มีระเบียบ  ซึ่งเป็นการย้อนลูกศรของเวลา  ซึ่งนั้นคือการระลึกชาตินั้นเอง

21 มี.ค. 2552 21:49


ความคิดเห็นที่ 17 รวิสรา (Guest)

งงคะเขียนมาเยอะมากอ่านไม่หมด ขอโทศด้วย

19 เม.ย. 2552 11:04


ความคิดเห็นที่ 18 เขื่อนคีรี (Guest)

เจ้าของกระทู้ถามว่า...ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ จะสะกดจิตตัวเองได้ไหมครับ ตอบว่า ได้ครับ
19 เม.ย. 2552 16:03


ความคิดเห็นที่ 19 นภ cssgundum@hotmail.com (Guest)

ระลึกชาติ เนี่ย ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่ ก่อนจะ มีสมาธิ ต้องมีความคิดที่ถูกต้องก่อน จะได้ไม่ชักนำสมาธิไปในทางที่ผิด เพราะ ฌาน ทำให้เราเพิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน

เท่าที่เคยอ่านๆมานะครับ ก็
1.เพ่งจน บรรลุ กสิณแห่งแสงสว่าง
2.เข้า ฌาน 4
3.น้อมจิต ค่อยๆย้อนจาก นาที เป็น ชม. วัน เดือน ปี 10ปี 20ปี... ชาติ 2ชาติ .... กัป ... อสงไขย... โดยมองผ่านกสิณนั้นๆ

แต่จะทำได้ ต้องมี ศีล 5 เป็นฐานนั่นคือ รักษาอย่าให้ขาด ปราศจากศีล 5 แล้ว นั่งไปเถอะฟุ้งซ่านทั้งวัน

จะเอาแต่เรื่องที่คนส่วนมากยังรู้ไม่กระจ่างในศีล 5 มาพูดๆ นิดๆหน่อยๆ นะครับ
ศีลข้อ 1. ไม่ฆ่า + ไม่ทำร้าย สัตว์ ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน
2. ไม่ขโมย ไม่จิ๊ก ไม่ทำเพื่อให้ได้มาโดยมิชอบ ไม่หลอก ตะล่อมจนเค้ายอมให้ ไม่ใช่ของก๊อบ ( ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ) << ข้อนี้ ต้องระวังหน่อย
3. ไม่มีกิ๊ก << มีกิ๊ก ก็ผิดแล้ว หอมแก้มคนที่ เรายังไม่ได้แต่งงาน ศีล ทะลุ 20 % เข้าข่ายผู้หญิง 20 ประเภท แบบ มีพ่อแม่ ดูแล มีคนดูแล ยังหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้
4.ไม่แช่งในใจ ไม่รู้สึกอยากให้ใครก็ตามซวยๆตายๆไป ไม่เพ้อเจ้อ ไม่เจตนาพูดให้ผู้อื่นตีความคาดเคลื่อน ( ชอบทำตัวหัวหมอ บอกว่าไม่ได้โกหก )
5. บ้าคอนเสริ์ต จน ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง บ้าดารา จนไม่เป็นอันกินนอน

5 ข้อนี้ ถ้า ไม่ครบ สมาธิ ก็ เสื่อม เพราะจิตมัน ไม่รวมอะครับ ติดอยู่กับกิเลส
ปฏิบัติ ไม่ได้ เพราะ มันจะมีแต่ความโลภ อยากได้ ไม่อยู่ในทางสายกลาง
คนส่วนมาก คิดว่า ละๆๆ ไม่มีตัวตน อันนั้น เรียกว่า การยึดมั่นถือมั่นในความว่าง

พระพุทธเจ้า ยังเห็นชาติที่แล้วของตัวเองเลย แล้ว ก็ คิดได้ว่า การเกิดนั้น เป็นทุกข์ เมื่อรู้ก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็ ปล่อยวาง แล้วก็ หลุดพ้น

แต่ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ทุกคนนะครับ อย่างที่ เค้าว่าไว้ว่าพระอรหันต์ มี 4 ประเภท แล้วแต่คน จะฝึกแบบไหน ก็ นิพพาน เหมือนกัน
13 ก.ค. 2552 02:31


ความคิดเห็นที่ 20 meow@hotmail.com (Guest)

ถ้าคนเราสนใจและอยากระลึกชาติได้ก็ไม่แปลก แต่คนพวกคิดว่าตัวเองฉลาด แล้วก็ไม่เข้าใจความหมายง่ายๆ� เขาก้รู้เกิดความอยากก็คือทุกข์ แต่เขาอาจมีเหตุผลก็ได้ที่อยากระลึกชาติ ถ้าไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ทำเป้นยกธรรมคำสอน เวรกรรม มากมาย อะไรของคุณก็ไม่รุ้ ปัญญาอ่อนมากๆ�� ผมมีความเห็นแตกต่าง แต่ก็นำคำสอนบางส่วนของศาสนาพุทธ สิ่งดีดี มาใช้ เช่น เหตุและผล� สมาธิ�
���� ผมว่าการที่คุณ คุยแต่เรื่อง ธรรมมะ คุยกับคนกลุ่มเดียวกัน คิดแบบเดียวกัน ไปไหนก็ไป แบบเดียวกัน มันก็ไม่ต่างกับธุรกิจ แชลูกโซ่ เป็นการครอบงำทางจิต ชนิดหนึ่ง�แต่ถ้าให้เถียงกันทางพุทธ ก็น่าจะเรียกว่า หลง หมกมุ่น�
�� มีพวกทางกลุ่มจิตนิยม(ชอบมากคำนี้) คงหมายถึงคนกลุ่มคุณ อยากพ้นทุก อยู่เป็นโสด ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ผมว่า มันเป็นการกลัวมีภาระ หมกมุ่น จิตตก� หรือไม่ก็รู้ตัวว่าไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้
��������� ตามความคิดผม ใช้ชีวิตอย่างเป้นธรรมชาติให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด�
ท่านๆลองสังเกตดูพวกมาทางธรรมมากๆ เขาจะคุยแต่เรื่อง ธรรมมะ
บอกกับตัวเองเรื่องธรรมมะ�� คุยกับพวกเดียวกันที่ชอบเรื่องธรรมมะ� และชวนไปหาพระครูโน่นนี่ เรื่องธรรมมะ สรุปคือ ตกอยู่ในวังวน� ของการครอบงำทางจิต หรือ เหมือนสะกตจิตตัวเอง โดยไม่รู้ตัว� สุดท้ายก็จำคนอื่นมาพูดมาสอน วางมาดว่ารู้ แต่การที่จะครอบงำคนอื่น ก็ทำได้เฉพาะพวกสภาพจิตใจอ่อนแอ�เช่นพวกหมดที่พึ่ง หมดหนทาง สังเกตได้พวกที่ไปทางธรรมแบบ ระลึงชาติ อดีต หรือ ไถ่บาป� มักหน้าตาเพี้ยนๆ�� ส่วนพวกที่สอนก้มักทำตัวว่ารุ้ว่าเห็น เป็นเจ้าของคนที่หมดหนทาง
��� ผมว่า พวกเราควรมีสติ� เอาแต่สิ่งดีดีมาใช้ การนั่งสมาธิก็เหมือนกับเล่นกับจิตตัวเอง ผมก็นั่ง เพราะมันแปลกดี ส่วนเรื่องระลึกชาตินั้นเพื่อนผมบอกว่าได้ แต่ ทำไมมันเกิดเป็นแต่คนสำคัญในบ้านเมือง ไม่เกิดเป็นหมา เป็นแมวบ้าง เห้อ
� ถึงคุณแบดกูด��พวกกลุ่มจิตนิยม��� คนบางคนเขาก็พร้อมที่จะสนุกและใช้ชีวิตกับกิเลสและตัญหา(ทางกลุ่มคุณเรียกว่า กิเลส และบาป) เพราะฉนั้นอย่าได้พูดว่าทางคุณดีสุด ประเสริฐสุด��เพราะมันเหมาะกับคนแบบคุณ แต่ไม่เหมาะกับคนบางคน
��� คนเราก็นะ มีสมองแต่ไม่คิด ท่องคาถา ภาวนา ก็ เรียกว่าได้บุญละ
ฝึกธรรมมะ ภาวะนา� สอนคนโน้นคนนี้ แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย(หรือไม่มีความสามารถ)�
��� เลิกซะเถอะครับ�การอยากได้รับการยอมรับบนโลกไซเบอร์ ขอเป้นที่หาความรู้ข้อมูลดีกว่า� รู้บอกรู้ ไม่รู้บอกไม่รู้� ในโลกไซเบอร์ คุณ แบด กู๊ด รู้ไหมเขาจะเรียกคุณว่า� เกรียน� และกาก

��� คุณเกิดมาก็ถูกครอบงำด้วย บทสวดตั้งแต่เกิด เพลงชาติ ตั้งแต่เกิด เป่าใส่หูคุณว่า ชั่วแบบนั้นดี แบบนี้ สิ่งเหล่านี้คุณไม่ได้คิดเอง แต่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิด แต่ตอนนี้คุณกลับคิดว่าคุณมีปัญญา� คิดได้เอง ช่างน่าขำ ทั้งที่จริงถูกครอบงำด้วยวิธีการที่แยบยลตั้งแต่เกิด�� โง่แล้วไม่รู้ตัวว่าโง่
�� ผมว่า คุณน่าจะไปหาลงวิชาจิตวิทยา เรียนให้สูงๆเลยนะ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว หัวรั้น� คิดแต่จะสอนคนอื่นทั้งๆที่ไม่ได้เรื่อง�
�� เกรียน นะเกรียน กาก แท้ๆ
��

25 พ.ย. 2552 04:08


ความคิดเห็นที่ 21 อวตาร (Guest)

การระลึกชาติไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีวิธีการมากมายในพุทธศาสนา ขอเพียงมีความตั้งใจและพยายาม ส่วนผู้ที่ติติง เป็นการไม่สมควร เพราะแต่ละสิ่งที่จะได้รับอาจเหมาะกับจริตที่ไม่เหมือนกัน บางท่านเห็นอดีตแล้วสละความยึดมั่นได้ บางท่านกลับหลงยึดติด แต่อาหารนั้นๆ ถ้าไม่ชิมเองใครจะรู้รส ในทางธรรมควรส่งเสริมให้ท่านเหล่านั้นอุตสาหะที่จะชิมเถิด เมื่อชิมแล้วถ้าบุญมีท่านย่อมหลุดพ้นได้

18 ธ.ค. 2552 17:02


ความคิดเห็นที่ 22 หมา (Guest)

ไปขี้ไป รับรองได้ผล
29 พ.ค. 2553 21:52

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น