ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ

จะสะกดจิตตนเองได้ไหมครับ



ความคิดเห็นที่ 1

bad&good
9 ต.ค. 2551 00:42
  1. ท่านจงถามตนเองเถิดว่า  เหตุใดท่านจึงอยากระลึกชาติได้เหตุนั้น  เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านดับทุกข์ได้หรือไม่เหตุนั้น  ทำให้ท่านพ้นจากความน่าหลงใหลต่อ โลกธรรม8 ได้หรือไม่เหตุนั้น  จะส่งผลให้ท่านเป็นโสด  หรือ  ถือพรหมจรรย์ต่อจากนี้ไป  ได้หรือไม่ถ้าตอบแล้ว  ส่วนใหญ่จะไม่ได้   ท่านจะเรียนรู้เพื่ออะไรอย่าอ้างเรื่องอื่นเลย   เพื่อการระลึกชาติ  ระลึกอดีตได้อดีตเป็นเพียงบทเรียน   ทำให้กลุ่มจิตนิยมรู้จักหาวิธีการทำอย่างไรให้สงบสุขอดีตหากระลึกชาติได้แล้ว  ไม่รู้จักใช้ประโยชน์เพื่อการสร้างวิธีสงบสุข  เพื่อการสร้างนิพพาน  สร้างวิธีการดับทุกข์ขั้นสูง  ระลึกชาติเหล่านั้นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรสิ่งเหล่านี้  พระพุทธเจ้า ได้ตรัสวิธีการ  อย่างมากมายแล้วไม่ว่าจากการระลึกชาติ  หรือไม่  ก็ตามสิ่งเหล่านั้น  มีเขียนไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว   ท่านเห็นว่ายังไม่เพียงพออีกหรือปีหนึ่งอ่านได้สักกี่เล่ม................................................ท่านเชื่อหรือไม่  ต่อไป จักต้องมีผู้ตอบว่า  สามารถให้วิธีระลึกชาติได้ไม่สื่อใด  ก็สื่อหนึ่งแต่หากวิธีการนั้น  ทำแล้วไม่ใช่เพื่อการดับทุกข์   ท่านคิดว่าท่านมีสุขหรือทุกข์(ตอบให้ก็ได้ว่า  ท่านสุข  เพราะท่านทำสำเร็จได้   มิจฉาทิฎฐิ  จริง ๆ  เวรกรรม  เวรกรรม)  


ความคิดเห็นที่ 2

วิมม์
9 ต.ค. 2551 21:46
  1. แหม............... คุณ bad&good ตอบได้อย่างชัดเจน เจ๋งเป้ง ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม

    ชื่นชมครับ  ชื่นชมจริง ๆ

     

    นี่คือสิ่งที่ ชาวพุทธ พึงจะเป็น  ศรัทธา เชื่อมั่น อย่างมีปัญญา เป็น ตัวชี้นำ

    มิได้หลงไหล ไปกับสิ่งที่เรียกว่า อิทธิ ต่าง ๆ จนมากเกินไป

     

    แต่ผมก็ เข้าใจประเด็น ของผู้ถาม

    กับข้าว ล้วนมีหลายหลาก  จะไปให้คนชอบเหมือน ๆ กัน คงจะไม่ได้หรอกนะ

    แต่ว่า กับข้าวบางอย่าง อาจจะอร่อย แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์  จะไปโทษคนทำก็ไม่ได้ ต้องปล่อยให้คนชอบกิน   ก็คงกินต่อไป  พูดได้ บอกได้ ไม่ฟัง ก็ช่างมัน ฮิ ฮิ ฮิ

     

    เอาเถอะ..............วิธีการ ระลึกชาติได้มีหลาย ๆ วิธี

    มโนมยิทธิ เป็นหลัก ธรรมะ

    สะกดจิต เป็นรอง ธรรมะ (วิทยาศาสตร์ หน่อยนึง)

    Hypnosis นี่เป็นวิธีแบบฝรั่ง (จริง ๆ ก็เหมือนกันแหละ แต่เรียกให้มันเท่)

     

    คงไม่ต้องบอกนะว่า ทำยังไง

    เพิ่มพลังจิต ของตนให้ได้ขนาด แล้วน้อมนำ ไปในแนวทางแห่งการระลึกชาติ เมื่อจิตมีอำนาจ ความสามารถแห่งการหยั่งรู้ ก็จะเกิดขึ้นมาได้เอง

    ใช้ให้เป็นหล่ะ เพราะเป็น ดาบสองคม บาดคนอื่นได้ ก็บาดเจ้าของได้เช่นเดียวกันนะ

    แค่นี้แหละ

     

     


ความคิดเห็นที่ 3

นาคราช
10 ต.ค. 2551 07:56
  1. [[113502]]


ความคิดเห็นที่ 4

yoshisuku
10 ต.ค. 2551 17:36
  1.  ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ   ก่อนที่จะตอบตรงนี้ผมต้องขอบอกไว้ก่อนว่า   ถ้าเกี่ยวกับความเชื่อล้วนๆผมไม่เชื่อเรื่องนี้  เเต่.....  ถ้าเป็นการระลึกชาติในเชิงเเห่งความเป็นจริงเเละมี เหตุ-ผล    ผมคิดว่าพอสามารถอธิบายได้คร่าวๆ  การระลึกชาติตามที่ผมเข้าใจ   นั้นหมายถึง                 " การคาดคะเนย้อนไปในอดีตเป็นเวลานานมากๆ "  ซึ่งอาจจะทำได้ใกล้ได้เเค่ไหนเพียงใดน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้  1.  เรื่องของกรรม  2.  เรื่องของสมาธิ      3.  xxxxxxด้วยความคิดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด  3  ความคิด  1.  สิ่งที่เห็นในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากอดีต  ( อันนี้จะเกี่ยวโดยตรงกับเรื่องกรรม  )  2.  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันสัมพันธ์กัน   3.  ทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง   เเปลกหน่อยที่จะอธิบายจากข้อ  3  อยู่ท้ายเเต่ครอบคลุม 2 ข้อที่เหลือ  ทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหวเเละเปลี่ยนเเปลงไป    "  ไม่อยู่นิ่งเคลื่อนไหว   ทุกสิ่งจึงเปลี่ยนเเปลง"    หมายความว่า   มันไม่นิ่งมันจึงต้องเปลี่ยน    เเลการเปลี่ยนของมันนั้น   จะสัมพันธ์กับข้อ  2  คือ  ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด   สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ได้เปลี่ยน   เฉพาะตัวมัน  หรือ  เปลี่ยนเพราะปัจจัยที่มากระทำ   เเต่เปลี่ยนทั้งหมดไปพร้อมๆกัน   ((("  ทุกสิ่งไม่นิ่ง   มันเคลื่อนไหวเลย  " กระทำต่อกัน "  อย่างสัมพันธ์กัน  ทำให้มันเปลี่ยน )))  หรือพูดง่ายๆ คือ   ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเเละความสัมพันธ์กันอยู่บนหลัก     "  การกระทำต่อกัน "      ถึงตรงนี้น่าจะปิ๊งเเล้ว   ต่อมาเมื่อเรารู้ดังนี้เเล้วเราจึงพอจะบอกกว้างๆได้ว่า     "ตัวเรา"    ย่อมสัมพันธ์กับทุกสิ่งบนหลัก  "  การกระทำต่อกัน  "  เช่นเดียวกันต่อมาข้อ 1.    สิ่งที่เห็นในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากอดีต   สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน  จึงเป็นสิ่งที่  "ถูกเปลี่ยนเเปลง"  จากความสัมพันธ์ของทุกสิ่งบนหลัก   " การกระทำต่อกัน"  ที่ผ่านมาในอดีต  ต่อมามาดูเรื่องนี้กันบ้าง  ถ้าชีวิตทุกชีวิตในโลกดับสูญ     เเต่  " มวล "  หรือ  " อนุภาค" ของสิ่งมีชีวิตที่ดับสูญยังคงอยู่ในโลก     " เปลี่ยนเเปลงไป "  เเต่  " ยังคงอยู่"   เเละเมื่อมันเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กันบนหลัก   " การกระทำต่อกัน "  เมื่อเวลาผ่านไปอย่างไม่สิ้นสุด   ทุกอย่างย่อม  " เกิดขึ้นได้อีก"  (  ดูกระทู้เก่า )    เเล้วการระลึกชาติคือ   อะไร....  2.  สมาธิ   จริงๆผมก็ยังไม่เเจ่มเเจ้งในเรื่องนี้   เเต่อยากยกตัวอย่างเวลาพูดถึงเรื่องของ  "  ความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง "  มันเหมือนกับเรายืนอยู่บนถนนสายหนึ่งในเมืองเล็กๆ   โดยที่เราอยากจะเห็นความสัมพันธ์การเชื่อมโยงของถนนทุกสี่เเยกในเมืองนี้   เเต่การที่เรายืนอยู่กลางถนน   เราจึงไม่สามารถมองเห็นภาพรวมความสัมพันธ์ของถนนที่เชื่อมโยงกันอยู่ได้  ( มีต่อ )        


ความคิดเห็นที่ 5

yoshisuku
11 ต.ค. 2551 11:22
  1. (ต่อนะครับ )  วิธีที่จะทำให้เห็นความสัมพันธ์นั้น    เราจึงต้อง  ออกมาให้พ้นจากสิ่งนั้นเสียก่อน   ในกรณีตัวอย่างนี้ก็เช่น  ถ้าเราอยากเห็นความสัมพันธ์ของถนนสายต่างๆในเมือง  เราก็เอาตัวเราออกมาจากตรงนั้นเสีย   ออกมาให้พ้นจากการอยู่บนถนนเเล้วไป ( อยู่บนที่สูงเเละมองลงมาได้ )  ถ้าต้องการมองเห็นความสัมพันธ์เราต้องเปลี่ยนเปลี่ยนต่ำเเหน่งในการมอง   ออกมาถนนนั้นเสีย  เเล้วขึ้นไปอยู่ที่สูงเเละลองมองลงมาอีกครั้ง   เมื่อเราอยู่เหนืออยู่สูงขึ้นไปเเล้วมองกลับลงมา    เราจะเห็นถนนทุกสายที่เชื่อมโยงกันอยู่ได้อย่างชัดเจน   เห็นได้หมดว่า   ถ้ารถติดขัดที่สี่เเยกไหน  จะมีผลกับถนนเส้นใด  รวมถึงการคาดคะเน  ปริมาณรถ  เเละเส้นทาง   ย่อมเป็นไปได้อย่างถูกต้องเเม่นยำมากขึ้น   ที่เราสามารถคาดคะเนได้นั้นก็เพราะเราสามารถมองเห็นภาพรวมของถนนเส้นต่างๆได้นั่นเอง    กลับมาที่เรื่องของสมาธิ     สมาธินั้นก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญจากหลายๆปัจจัย   ที่สามารถทำให้เราอยู่เหนือ  อยู่สูงขึ้นไปจากถนน  หลุดออกไป   พาเราไปอยู่ที่สูง  เเละมองกลับลงมาจนสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของถนนเส้นต่าวงๆนั้นได้  เมื่อมองเห็นความสัมพันธ์  การทำนายหรือคาดคะเน  จากความสัมพันธ์นั้นจึงเป็นไปได้ไม่ยากเลย   มาถึงหัวเรื่องการระลึกชาติ   ถ้าเปรียบกับเรื่องของถนนเอาให้เห็นภาพง่ายๆ   เมื่อเราสามารถเอาตัวเราออกมามอง   จากที่สูง   เราจะเห็นถนนที่เชื่อมโยงกันหมดทุกสาย   เห็นรถทุกคันที่กำลังวิ่งอยู่   เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการรถสีฟ้าคันหนึ่งมันมาจากที่ไหน    นั่นคือเราสามารถจะคาดการณ์ย้อนกลับไปได้อย่างถูกต้อง   เช่น    ถ้ามาจากถนนสาย  2  มุ่งหาสี่เเยก  6   เราก็สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้ต้องวิ่งมาจากถนนสาย 1  เเละที่ถนนสายหนึ่ง  นั้นก็เป็นถนนที่เเยกออกมาจากสี่เเยก 0  ถึงเเม้จะไม่ตรง 100 เปอร์เซ็นต์   เเต่ก็มีความใกล้เคียงสูง   เเต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ   การเอาตัวเราออกมาให้พ้น  ให้อยู่หนือสิ่งเหล่านั้น   ให้อยู่สูง  เเล้วสามารถ (มองกลับมา) เห็นภาพรวมเเห่งความสัมพันธ์นั้นของความจริงที่  " กระทำต่อกัน" ต่างหากที่ยากที่สุด   เเละหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่จะนำไปสู่การทำให้เราเห็นความสัมพันธ์นั้นได้ก็คือ   สมาธินั่นเอง  ถึงตรงนี้หวังว่าคงจะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับเรื่องของ " การระลึกชาติ "  ไม่มากก็น้อย   สวัสดี 


ความคิดเห็นที่ 6

bad&good
12 ต.ค. 2551 16:37
  1. มาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่า  กระทู้ข้างต้น  จะทำให้เพื่อนสมาชิก(ท่านYoshi)เริ่มเกิดทุกข์  คือ เริ่มอยากเป็น  อยากมี  เริ่มดิ้นรนค้นหาวิธีการระลึกชาติ................................................................................ช่างน่าเวทนา  น่าสงสาร  เสียจริง................................................................................กองความรู้แห่งพระไตรปิฎก  ที่ว่า  45 เล่ม หรือ 91 เล่มข้าพเจ้าว่า  มากมาย  เกินกว่า  อายุขัย ที่ตนเองจะเรียนรู้ได้หมด(คือ  อ่านจบ  ถ้าไม่เข้าใจ  ก็ไม่นิพพาน   ต่อจากนั้น  ก็ต้องลาโลกไปเสียก่อนต้องเกิดใหม่  จูนความคิดใหม่กับพระไตรปิฎก  หรือไม่ ก็หลงไปอยู่ศาสนาอื่น)...................................................................................กองธรรมะ  1 กองกับกองวิธีการทำ  การปฏิบัติให้ระลึกชาติได้   1  กองนี้  เชื่อว่า  คงมากมายซึ่งอาจมากมายกว่า กองธรรมะ 1 กองที่กล่าวอย่างนี้  ไม่ได้สรรเสริญกองการระลึกชาติแต่ผู้นั้นจะเสียเวลาค้นหา   อีกมากและเมื่อทำได้แล้ว  ก็จะค้นหาไปทั่ว   เพราะมันสนุก  อย่างท่านYoshiสนุกแต่แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้ดังเดิม   เพราะเหตุที่ยังคงสนุกไปกับสิ่งนั้น(สิ่งอื่นที่เป็นทุกข์มาประกอบด้วย  ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมาก  ใช่หรือไม่  กายและจิต  นี้หนอ  ถูกความทุกข์หลอกเข้าแล้วหนอ  เมื่อไรหนอเธอจักพบกองธรรมะ  ซึ่งถูกทับด้วยกองความรู้  อีกมากมายหลายกอง) 


ความคิดเห็นที่ 7

yoshisuku
13 ต.ค. 2551 09:33
  1. เฮ้อ........................................เอาเถอะ !       


ความคิดเห็นที่ 9

16 ต.ค. 2551 23:34
  1. ความอยาก ตัณหา .... เป็นกิเลส ครับตราบใด ที่อยาก ไม่พอ แรงขับ ก็น้อย ..... อยากมาก  กิเลส หนา อย่าไป อยาก เลยครับ เปลืองเวลา และความพยายามเปล่า ๆ ถึงรู้ ก็ไม่เกิด ประโยชน์ อะไร ... รังแต่จะสะสม ความโลภ โทษะ โมหะ ไม่ เมาอดีต ไม่หลงอนาคต ... ไม่หลงบุญ ไม่เมาบาป ตั้งจิต กลาง ๆ ไว้ เป็นอุเบกขารมณ์ ... รู้ สภาวะจิต ทุกเมื่อ ทุกข์ สุข อทุข มสุข  


ความคิดเห็นที่ 10

วิมม์
17 ต.ค. 2551 00:40
  1. ท่าน yo  ชอบเที่ยว ถอนหายใจ ใส่ใคร ๆ เขา ทั่วไปเลยน้อ........................ หุ หุ หุ

     

    เอาน่า..... อย่าเพิ่งท้อใจ  กับ ความคิดที่หลากหลาย  และแตกต่าง

     

    ตาม สไตล์ และหนทาง  ที่ พระเจ้า (กรรม) อาจสร้าง ไว้เป็นแนวทาง แห่งการต่อสู้ และคงอยู่

     

    ต่อไป ในวันข้างหน้า  นะจ๊ะ   ใจเย็น ๆ

     

     


ความคิดเห็นที่ 11

yoshisuku
17 ต.ค. 2551 11:56
  1.   ตอบคุณวิมม์    ผมก็ไม่ได้คิอะไรไปมากหรอกครับ   มันเป็นเพียงสิ่งที่ต้องการจะสื่ออกไป   อย่างสัญลักษณ์ทางภาษาบางอย่าง    เเละในกรณีที่ผูเข้ามาอ่านเจอ   เขาทั้งหลายย่อมเกิดความรูสึกกับมันเเตกต่างกันไป   ตามเเต่ข้อมูลที่ได้รับ  เเละประสบการณ์ของเเต่ละคนที่ได้ปฏฺสัมพันธ์กับข้อมูลนั้น  ออกมาเป็นมาตรฐานในการกำหนดอารมณ์เเละความรู้สึก  " ที่ควรจะเป็น"  ของคนอื่น  โดยใช้มาตรฐานของตัวเองก็เท่านั้นอีกอย่างเราต้องเข้าใจ  เเละยอมรับ  ถึงเเม้จะต้องกัดฟันบ้างว่า  เด็กวัยรุ่นก็มักจะเเสดงพฤติกรรมเเละความคิดเเบบเด็กวัยรุ่น   ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นทางการเขียน    ผู้ใหญ่ก็เเบบหนึ่ง   คนชราก็เเบบหนึ่ง    ถ้าถามว่ามันสำคัญยังไง  หรือเกี่ยวกันยังไง    คงจะตอบยากเเต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ    " ความพยายาม "  ในการคิด   เช่นว่า  ถ้าคิดอะไรออกมาเพียงเเต่สิ่งที่ดูเหมือนมี เหตุ-ผล  เเต่ขาดการอธิบายในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับมัน  โดยที่เราอาจจะไม่รู้  หรือยังไม่เเน่ใจ   การพยายามในการคิดของเราจึงเเสดงออกมา  ด้วยการพยายามตั้งสมมุติฐานที่เชื่อมโยงกับตรงนั้นได้   รวมถึงการไตร่ตรองถึงระดับความมี เหตุ-ผล ก็เช่นเดียวกัน  มันจะต้องถูกกลั่นกรอง  ออกมาในระดับหนึ่งก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นภาษา  การกลั่นกรองนั้น   จึงถือเป็นส่วนหนึ่งที่เเสดงให้เห็นถึง  " ความพยายามเช่นเดียวกัน "    การมีความพยายามในการคิด  จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเราใช้เรื่องของภาษาในการยกเหตุ-ผลให้ดูดี   เเต่ความพยายามนั้นมันจะเเสดงออกโดยตัวของมันเอง  คือ   เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายที่ชัดเจนมี เหตุ-ผล  มากกว่าภาษาในเชิงสละสลวย  เเต่มีเพียง เหตุ-ผล หยาบๆ  สิ่งนี้ถ้าเป็นนักอ่านจะรู้ได้ไม่ยากเลย       


ความคิดเห็นที่ 12

18 ต.ค. 2551 00:51
  1. คนทุกคนสามารถระลึกชาติได้ทุกคนแหละครับ..ถ้าหากเราฝึกจิตให้แน่วแน่พอ..แต่จะระลึกชาติได้มากแค่ไหน..แล้วแต่กำลังบุญของแต่ละคน..ลองนั่งสมาธิดูนะครับ..แต่ต้องได้น้องๆปฐมญาณนู้นแหละครับ..การระลึกชาติสามารถดับทุกข์ได้ครับ..รู้ว่าชาติก่อนเราเป็นอะไร.ทำกรรมไว้อย่างไรจึงปรากฏเป็นตัวเราเป็นลักษณะของตัวเราในชาตินี้..เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราจะไม่กลับไปทำกรรมอย่างนั้นอีก..สมควรจะอโหสิกรรมให้ใครในชาตินี้..อันเป็นหนทางดับทุกข์อีกหนทางหนึ่ง..เมื่อมีเข้าใจในภพภูมิของตนแล้ว..ไม่มีความสงสัยในตัวเราอีก..ก็จะเข้านิพพานได้เลยครับ..เมื่อระลึกชาติได้แล้วอย่ายึดมั่นถีอมั่นในอดีตชาติ..แต่จงจำเอาอดีตชาติมาแก้ไขในภพปัจจุบัน..อันเป็นแนวทางหลุดพ้นเข้าสู่ดินแดนนิพพาน...( พระปัจเจกพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า )


ความคิดเห็นที่ 13

วิมม์
19 ต.ค. 2551 21:07
  1. อืม...............การระลึกชาติได้นั้น ต้องใช้ อำนาจ ของจิตที่ แน่วแน่สูงเอาการเลยทีเดียวปฐมฌาณ นั้น ยังใช้ไม่ได้หรอกครับต้องใช้ จตุตถฌาณ เป็นบทนำ แล้วถอยลงมาอยู่ใน ทุติยฌาณ นะครับ จึงจะใช้ได้แต่ถ้า ปฐมญาน หมายถึง อตีตังสญาน ก็คงต้องตอบว่าใช่  ใช้ได้แต่ว่า.................... เขาไม่ค่อยเรียกกันว่า ปฐมญาน เพราะมันไม่ได้มีลำดับขั้น เหมือน ฌาณ นะครับใครจะได้อะไรก่อนกันก็ได้ไม่ว่ากันใน บรรดา ญาน ทั้งหลาย แต่ใน ฌาณ นั้น ต้องเป็นไปตามลำดับ ๆ งับ


ความคิดเห็นที่ 14

19 ต.ค. 2551 21:58
  1. ผมว่าการระลึกไม่ยากเลยครับเมื่อนาทีก่อนก็เป็นอดีต เราก็นึกได้ เมื่อ2นาทีก่อนก็เป็นอดีตเราก็ระลึกได้ เมื่อคืนก่อนเราก็ระลึกได้ เมื่อวันก็พยายามทบทวนระลึกให้ได้ผมเคยระลึกชาติ(สิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีตซึ่งเคยเกิดขึ้น) เชื่อไหมครับผมนึก(ระลึกชาติ)ได้แบบนาทีต่อนาที ชั่วโมงต่อชั่วโมง ผมเสียเวลาเป็นวันๆเพื่อระลึกถึงเมื่อวันก่อนจนถึงสัปดาห์ก่อน พอจบวันใหม่ผมก็ทำอีกระลึกเป็นวันๆไปจนถึงเมื่อเดือนก่อน ทำไปเรื่อยๆ ทำทุกวันๆจะย้อนไปถึงตอนเราเกิด จนถึงก่อนเราเกิด จนถึงชาติก่อน 2-3ชาติก่อนหน้านี้ 10ชาติก่อน 100ชาติก่อน พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ อสงขัยก่อน มหากัลป์ก่อน แสนมหากัลป์ก่อนคุณแบดบอย พูดก็ใช้ได้ครับ คิดถึงให้มันเสียเวลาทำไมถ้ามันไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้แต่ไม่ต้องห่วงนะครับในระหว่างทางเดินสู่พระนิพพานของแต่ละคนก็จะผ่านการระลึกชาติด้วย เป็นของแถม อย่าหมกมุ่นกับอดีต อย่าพะวงอนาคต แต่จงทำทุกขณะจิตนี้ให้ปราศจากจิตที่เป็นทุกข์  เป็นใบไม้กำมือเดียวในความหมายของพระพุทธเจ้า แน่นอน หลังจากท่านปรินิพานแล้วธรรมะจะเป็นศาสดาของท่าน ท่านจงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท(อย่าจิตใจต้องหม่นหมองเพราะเกิดความทุกข์)เถิด


ความคิดเห็นที่ 16

เจมส์
21 มี.ค. 2552 21:49
  1. ถ้าว่าตามหลักฟิสิกส์  เราก็ต้องย้อนรอยบิ๊กแบงและหลุมดำในจิตวิญญาณของเราก่อน  โดยบิ๊กแบงก็คือจักรวาลของจิตวิญญาณของเราในชาตินี้  ส่วนหลุมดำคือประสบการณ์ของเราก่อนตายในชาติปางก่อน  ซึ่งวิธีที่จะทำได้ก็คือการนั่งสมาธิเพื่อทำเอนโทรปีให้มีระเบียบ  ซึ่งเป็นการย้อนลูกศรของเวลา  ซึ่งนั้นคือการระลึกชาตินั้นเอง


ความคิดเห็นที่ 17

19 เม.ย. 2552 11:04
  1. งงคะเขียนมาเยอะมากอ่านไม่หมด ขอโทศด้วย


ความคิดเห็นที่ 18

19 เม.ย. 2552 16:03
  1. เจ้าของกระทู้ถามว่า...ถ้าอยากระลึกชาติได้ต้องทำอย่างไรครับ จะสะกดจิตตัวเองได้ไหมครับ ตอบว่า ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 19

13 ก.ค. 2552 02:31
  1. ระลึกชาติ เนี่ย ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่ ก่อนจะ มีสมาธิ ต้องมีความคิดที่ถูกต้องก่อน จะได้ไม่ชักนำสมาธิไปในทางที่ผิด เพราะ ฌาน ทำให้เราเพิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน เท่าที่เคยอ่านๆมานะครับ ก็ 1.เพ่งจน บรรลุ กสิณแห่งแสงสว่าง 2.เข้า ฌาน 4 3.น้อมจิต ค่อยๆย้อนจาก นาที เป็น ชม. วัน เดือน ปี 10ปี 20ปี... ชาติ 2ชาติ .... กัป ... อสงไขย... โดยมองผ่านกสิณนั้นๆ แต่จะทำได้ ต้องมี ศีล 5 เป็นฐานนั่นคือ รักษาอย่าให้ขาด ปราศจากศีล 5 แล้ว นั่งไปเถอะฟุ้งซ่านทั้งวัน จะเอาแต่เรื่องที่คนส่วนมากยังรู้ไม่กระจ่างในศีล 5 มาพูดๆ นิดๆหน่อยๆ นะครับ ศีลข้อ 1. ไม่ฆ่า + ไม่ทำร้าย สัตว์ ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน 2. ไม่ขโมย ไม่จิ๊ก ไม่ทำเพื่อให้ได้มาโดยมิชอบ ไม่หลอก ตะล่อมจนเค้ายอมให้ ไม่ใช่ของก๊อบ ( ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา )

ความคิดเห็นที่ 20

25 พ.ย. 2552 04:08
  1. ถ้าคนเราสนใจและอยากระลึกชาติได้ก็ไม่แปลก แต่คนพวกคิดว่าตัวเองฉลาด แล้วก็ไม่เข้าใจความหมายง่ายๆ� เขาก้รู้เกิดความอยากก็คือทุกข์ แต่เขาอาจมีเหตุผลก็ได้ที่อยากระลึกชาติ ถ้าไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ทำเป้นยกธรรมคำสอน เวรกรรม มากมาย อะไรของคุณก็ไม่รุ้ ปัญญาอ่อนมากๆ�� ผมมีความเห็นแตกต่าง แต่ก็นำคำสอนบางส่วนของศาสนาพุทธ สิ่งดีดี มาใช้ เช่น เหตุและผล� สมาธิ����� ผมว่าการที่คุณ คุยแต่เรื่อง ธรรมมะ คุยกับคนกลุ่มเดียวกัน คิดแบบเดียวกัน ไปไหนก็ไป แบบเดียวกัน มันก็ไม่ต่างกับธุรกิจ แชลูกโซ่ เป็นการครอบงำทางจิต ชนิดหนึ่ง�แต่ถ้าให้เถียงกันทางพุทธ ก็น่าจะเรียกว่า หลง หมกมุ่น��� มีพวกทางกลุ่มจิตนิยม(ชอบมากคำนี้) คงหมายถึงคนกลุ่มคุณ อยากพ้นทุก อยู่เป็นโสด ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ผมว่า มันเป็นการกลัวมีภาระ หมกมุ่น จิตตก� หรือไม่ก็รู้ตัวว่าไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้��������� ตามความคิดผม ใช้ชีวิตอย่างเป้นธรรมชาติให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด�ท่านๆลองสังเกตดูพวกมาทางธรรมมากๆ เขาจะคุยแต่เรื่อง ธรรมมะบอกกับตัวเองเรื่องธรรมมะ�� คุยกับพวกเดียวกันที่ชอบเรื่องธรรมมะ� และชวนไปหาพระครูโน่นนี่ เรื่องธรรมมะ สรุปคือ ตกอยู่ในวังวน� ของการครอบงำทางจิต หรือ เหมือนสะกตจิตตัวเอง โดยไม่รู้ตัว� สุดท้ายก็จำคนอื่นมาพูดมาสอน วางมาดว่ารู้ แต่การที่จะครอบงำคนอื่น ก็ทำได้เฉพาะพวกสภาพจิตใจอ่อนแอ�เช่นพวกหมดที่พึ่ง หมดหนทาง สังเกตได้พวกที่ไปทางธรรมแบบ ระลึงชาติ อดีต หรือ ไถ่บาป� มักหน้าตาเพี้ยนๆ�� ส่วนพวกที่สอนก้มักทำตัวว่ารุ้ว่าเห็น เป็นเจ้าของคนที่หมดหนทาง��� ผมว่า พวกเราควรมีสติ� เอาแต่สิ่งดีดีมาใช้ การนั่งสมาธิก็เหมือนกับเล่นกับจิตตัวเอง ผมก็นั่ง เพราะมันแปลกดี ส่วนเรื่องระลึกชาตินั้นเพื่อนผมบอกว่าได้ แต่ ทำไมมันเกิดเป็นแต่คนสำคัญในบ้านเมือง ไม่เกิดเป็นหมา เป็นแมวบ้าง เห้อ� ถึงคุณแบดกูด��พวกกลุ่มจิตนิยม��� คนบางคนเขาก็พร้อมที่จะสนุกและใช้ชีวิตกับกิเลสและตัญหา(ทางกลุ่มคุณเรียกว่า กิเลส และบาป) เพราะฉนั้นอย่าได้พูดว่าทางคุณดีสุด ประเสริฐสุด��เพราะมันเหมาะกับคนแบบคุณ แต่ไม่เหมาะกับคนบางคน��� คนเราก็นะ มีสมองแต่ไม่คิด ท่องคาถา ภาวนา ก็ เรียกว่าได้บุญละฝึกธรรมมะ ภาวะนา� สอนคนโน้นคนนี้ แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย(หรือไม่มีความสามารถ)���� เลิกซะเถอะครับ�การอยากได้รับการยอมรับบนโลกไซเบอร์ ขอเป้นที่หาความรู้ข้อมูลดีกว่า� รู้บอกรู้ ไม่รู้บอกไม่รู้� ในโลกไซเบอร์ คุณ แบด กู๊ด รู้ไหมเขาจะเรียกคุณว่า� เกรียน� และกาก��� คุณเกิดมาก็ถูกครอบงำด้วย บทสวดตั้งแต่เกิด เพลงชาติ ตั้งแต่เกิด เป่าใส่หูคุณว่า ชั่วแบบนั้นดี แบบนี้ สิ่งเหล่านี้คุณไม่ได้คิดเอง แต่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิด แต่ตอนนี้คุณกลับคิดว่าคุณมีปัญญา� คิดได้เอง ช่างน่าขำ ทั้งที่จริงถูกครอบงำด้วยวิธีการที่แยบยลตั้งแต่เกิด�� โง่แล้วไม่รู้ตัวว่าโง่�� ผมว่า คุณน่าจะไปหาลงวิชาจิตวิทยา เรียนให้สูงๆเลยนะ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว หัวรั้น� คิดแต่จะสอนคนอื่นทั้งๆที่ไม่ได้เรื่อง��� เกรียน นะเกรียน กาก แท้ๆ��


ความคิดเห็นที่ 21

18 ธ.ค. 2552 17:02
  1. การระลึกชาติไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีวิธีการมากมายในพุทธศาสนา ขอเพียงมีความตั้งใจและพยายาม ส่วนผู้ที่ติติง เป็นการไม่สมควร เพราะแต่ละสิ่งที่จะได้รับอาจเหมาะกับจริตที่ไม่เหมือนกัน บางท่านเห็นอดีตแล้วสละความยึดมั่นได้ บางท่านกลับหลงยึดติด แต่อาหารนั้นๆ ถ้าไม่ชิมเองใครจะรู้รส ในทางธรรมควรส่งเสริมให้ท่านเหล่านั้นอุตสาหะที่จะชิมเถิด เมื่อชิมแล้วถ้าบุญมีท่านย่อมหลุดพ้นได้


ความคิดเห็นที่ 22

29 พ.ค. 2553 21:52
  1. ไปขี้ไป รับรองได้ผล

ความคิดเห็นที่ 25

7 ก.ค. 2553 14:31
  1. อื่มได้อ่านข้อความขอเจ้าของกระทู้ และผู้ตอบคำถามแล้ว นึกดีใจแทนเจ้าขอกระทู้ว่า สิ่งที่คุณอยากรู้นั้นไม่ใช่กิเลศหรือตันตาแต่ประการใด แต่คุณกำลังศึกษาธรรมมะอยู่ หากทุกคนสามารถระลึกชาติได้ เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าทำชั่ว เหมือนว่าเรารู้แล้วว่าสิ่งนี้คือยาพิษ กินแล้วตาย หากรู้เช่นนี้แล้ว เราจะประสงค์กินมันเข้าไปมั้ย การระลึกชาติก็เช่นเดียวกัน...หากชาตินี้คนโดนเค้าไล่ฆ่า แต่คุณก็ไม่เข้าใจว่ามาทำคุณทำไม แต่หากคุณระลึกชาติได้ คุณก็จะเข้าใจว่า เราเคยทำเค้ามาชาติที่แล้ว ทุกอย่างมีเหตุมีผลทั้งนั้น ***ยังไงขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 26

12 ก.ค. 2553 21:35
  1. ไม่เห็นอยากจะระลึกชาติได้เลย

ความคิดเห็นที่ 27

26 ก.ค. 2553 23:16
  1. สรุปอ่านมาหลายที่ไม่มีใครรู้จริงเลย คนรู้จริงว่าการระลึกชาติมีจริงต้องให้วิธีการที่พิศูจน์ได้ผมว่าที่ตอบๆกันมาตอบแบบเลี่ยงๆรู้ไม่จริงคนเราไม่เหมือนกัน กระทู้นี้คนที่ต้องการระลึกชาติเข้ามาหาข้อมูล คนที่ไม่อยากระลึกชาติไม่น่ามาตอบ สรุปใครเคยทำมาแล้วช่วยแนะนำได้ไหมครับ ขอที่ทำได้จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 28

14 ส.ค. 2553 02:15
  1. การระลึกชาติได้นั้นผู้นั้นต้องได้ ฌาณ 5 ขึ้นไป และต้องเป็นผู้ที่ได้ฝึกปฎิบัติธรรมและคนผู้นั้นจะต้องมีกำลังแห่งผลบุญ ทั้งใน ทาน ศีลและเจริญภาวนา มามากพอสมควร จึงทำให้บุญส่งผลให้ระรึกชาติให้ เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้วถ้าหากเราเป็นผู้มีบุญอยู่พอสมควรทั้งมีศีลธรรมที่สูงแล้ว การระลึกชาติก็เป็นเพียง สิ่งที่ทำให้รู้ถึง ต้นสายปลายเหตุของชีวิตในปัจจุบันเป็นเพียงส่วนประกอบที่ซ้ำซากน่าเบื่อของตัวเองที่เวียนมาหลายภพหลายชาติแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เห็นแต่ตัวเราแต่จะพลอยทำให้เห็นของผู้อื่นด้วย มีข้อดีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง 1 ในนั้นก็คือ ทำให้เรามีสติมากขึ้นปลงและเห็นสัจ- ธรรมได้ เอาเป็นว่าถ้าอยากระลึกชาติได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือ 1.พยายามนั่งสมาธิให้บ่อยๆ ทุกๆ วันวันละไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ใช้คำภาวนาในใจ หายใจเข้าพุท หายใจออก โธ หรือ สัมมาอะระหัง แล้ว แต่ว่าตนเองเหมาะกับจริต เเบบไหน ในการปฏิบัติ นั่งสมาธิ ควรถามพระอาจารย์ สายกรรมฐานจะดีกว่า ก่อนนั่งสมาธินั้นควรทำให้จิตใจสงบก่อนอย่าคิดฟุ้งซ่าน ถ้าหากวันนั้นอารมณ์เสียอย่านั่งเด็ดขาด เพราะจะเสียเวลาเปล่า ทำให้บั่นทอนพลังสมาธิซะเปล่าๆ เพราะว่าการนั่งสมาธิจุดเป้าหมายที่แท้จริง คือทำให้สงบ (ในเวลาที่นั่งห้ามหลับเด็ดขาด) 2.พยามทำบุญ ในบุญทั้งหลาย 10 ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบอกไว้ สะสมไว้ให้มากที่สุด (อยากรู้ต้องไปหาเอาเอง เหตุเพราะ ขี้เกียจพิมพ์) 3. พยายามทำติดต่อกันอย่างที่กล่าวมาให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ปีหรือมากกว่านั้น แต่อาจจะน้อยกว่านั้นในบุคคลที่มีบุญเก่าสั่งสมมาดีแล้ว บางท่านใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน ก็ระลึกได้แล้ว 4.เวลานั่งสมาธิควรไปหาเหรีญหลวงพ่อมาใส่คล้องคอไว้ หรือไม่เลือกที่จะนั่งสมาธิในห้องพระ เพราะป้องกันวิญญานแร่ร่อนมาสิงร่าง ในขณะที่จิตว่าง 5. ในขณะที่นั่งหากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ใจสั่น รู้สึกถึงธาตุทั้ง สี่ เปลี่ยนแปลงวิ่งชนกันไปมา ควรรีบลืมตาทันทีและดึงจิตกลับมาทันที หลังจากนั้นก็รีบสวดมนต์ เอาบทสวดชินบัญชร หรือตามหนังสือสวดมนต์ บทใดก็ได้ ที่แน้นให้พระท่านคุ้มครอง เมื่อเสร็จแล้วก็ควรไปทำกิจธุระส่วนตัวที่อยากทำ เช่นทำงาน หรือไม่ก็นอน แต่ไม่แนะนำให้นั่งสมาธิต่อ ห้ามนั่งต่อเด็ด ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม อย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อถึงกระบวนการนั้นมันเป็นไปในการ นั่งสมาธิเพื่อถอดจิต ไม่ใช่นั่งเพื่อการระลึกชาติ ที่ไม่แนะนำให้ทำเพราะการถอดจิตนั้น เป็นอันตรายมากหากฝึกเองคนเดียวโดยไม่มีพระอาจารย์กรรมฐานเป็นคนส่งกระแสจิตไปควบคุมนั้น จะทำให้วิญญานแร่ร่อนเข้ามาสิงร่าง หรือดวงจิตหลุดออกไปที่อื่นกลับเข้าร่างไม่ได้ต้องให้ท่านผู้รู้ตามดวงวิญญานกลับเข้าร่างให้ ซึ่งลำบากพอสมควร หรืออาจจะเป็นบ้าไปเลย เพราะในขณะจิตหลุดออกไปนั้น ดวงจิตได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นเช่นมิติ วิญญาน วิญญานที่แร่ร่อนไปมาในอากาศ วิญญานผีตายโหง ผีเจ้าที่เจ้าทางในบ้านที่สิงสถิต อยู่ใกล้ตัวเรา หากใจไม่แข็งพอ ถามตัวเองว่าคุณกล้าพอแล้วหรือที่จะเจอความจริงเหล่านี้ แต่ถ้าหากอยากถอดจิตได้ด้วย ก็ต้องภาวนาจิตขอให้ คุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ท่านคุ้มครอง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าท่านจะกรุณาหรือไม่ ซึ่งแล้วแต่ การสั่งสมบุญไม่ว่าจะทำบุญ รักษาศีล หรือเจริญภาวนาที่ตัวของท่านได้ทำมามากน้อยเพียงใด ว่าท่านจะมีกระแสแห่งบุญที่จะทำให้พระบรมศาสดาและพระอรหันต์สาวกเห็นในความตั้งใจจริงของท่านมากน้อยเพียงใด เมื่อพระองค์เห็นความตั้งใจของท่านแล้วรับรองได้ว่าพระองค์เหล่านั้นคุ้มครองเราแน่นอน แต่การจะเป็นไปในกรณีนี้นั้นยากมากแต่มีนะไม่ใช่ไม่มีบุคคลประเภทนี้ในโลกนี้มีอยู่แยอะเสียด้วย หากเป็นบุคคลประเภทนี้ไม่ว่าแต่จะระลึกชาติเลยคิดจะข้ามโลกข้ามกาแล็กซี่ไปพูดกับท่านที่อยู่ในโลกอื่นในจักวาลอื่นด้วยกระแสจิต ก็ยังทำได้ แต่กว่าจะถอดจิตได้นั้นต้องเป็นไปตามกระบวนการ อีกหลายขั้นตอน อย่างเช่น พิจรณาร่างกายเเพ่งกระแสจิตดูส่วนประกอบของร่างกาย ที่จะเห็นได้ด้วยจิตเท่านั้น ว่าร่างกายประกอบไปด้วยอะไรในลักษณะไหน เป็นแบบอย่างไร ดวงจิตต้องมองทะลุร่างกายของตนและผู้อื่นได้ยิ่งกว่าเครื่องเอ็ซเรย์ใน รพ.ซะอีก การที่คนธรรมดาจะฝึกได้นั้นยากมาก จึงไม่ขอขยายความ ต่อในเรื่องนี้ แต่ท่านผู้รู้เหล่านี้จะไม่บอกให้ใครรู้หรอก เพราะอะไรเล่าเพราะกลัวคนอื่นจะหาว่าบ้า เหตุที่ว่าเราเห็นแต่คนอื่นไม่เห็น เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ จะเอาอะไรมากหล่ะท่าน ก็อย่างที่เห็นกันว่าคนในสมัยนี้ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม อะไรกันหรอก เห็นได้จากสิ่งง่ายๆ ในปัจจุบัน คือคำพูดที่ว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่คนส่วนใหญ่กลับเปลี่ยน คำเป็น ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป มันจึงเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันถ้าหากไปพูดบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องธรรมมะ ท่านผู้รู้จึงพูดกันแค่พวกท่าน และอีกอย่างก็เป็นไปเพื่อกันมนุษย์ บางพวกที่มีกิเลสหนาหวังประโยชน์จากเรื่องอย่างนี้ และอีกอย่างถ้าหากจะรู้เรื่องต่างๆ จากท่านผู้รู้ ให้มากหล่ะก็ จะต้องเป็นผู้ที่มีศีลเสมอกันเท่านั้นท่านถึงจะบอกแบบที่ว่าต่างคนก็ต่างมาเล่ากันให้ฟัง หรือเป็นไปในแบบว่าเมตตา โปรตญาติโยมจึงเล่าให้ฟัง และที่สำคัญก็คือพระพุทธเจ้าสั่งห้ามไม่ให้พูดอวดผู้อื่น ท่านเหล่านั้นจึงไม่พูด เป็นเพราะเหตุใดเล่า ? เพราะพระองค์เกรงว่าถ้าหากพูดไปแล้วจะไม่ได้รับความเชื่อถือและจักพลอยโดนหาว่าบ้า และอีกอย่างก็คือป้องกันกิเลสจะกลับเข้าหาท่านผู้รู้เพราะใจก็บอกว่าเรารู้แล้ว เราตื่นแล้ว เราเบิกบานแล้ว เราหลุดจากกิเลสแล้ว แต่ถ้าใจและปากกับการกระทำยังอวดตนว่าข้ารู้ คนอื่นไม่รู้ คนอื่นโง่ อะไรอย่างนี้เป็นการอวดอ้างตนอยู่อีก ก็เท่ากับสูญเปล่าในการปฏิบัติธรรม เพราะว่ากิเลสยังมีอยู่ในใจอีก ไหนเล่าที่ว่าหมดไปแล้ว ด้วยประการนี้พระพุทธเจ้าจึงห้ามให้อวด อุตริธรรมจึงไม่แนะนำให้ทำ และถือเป็นข้อห้าม (กลับมาเรื่องของเรา) ถ้าหากท่านยังไม่พร้อมที่จะเจออย่างที่กล่าว ควรจะสงบจิตสงบใจซะแล้วกลับมานั่งใหม่ในวันถัดไป 6. พยายามเข้าวัดไปสนทนากับท่านเจ้าอาวาสเลือกวัดที่เหมาะสมอย่างเช่นวัดป่า ถ้าหากอยากรู้และอยากระลึกให้ได้เร็วแบบทัน ใจ ก็ไปถามพระซะ ฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิทย์กับท่าน แต่คุณต้องเป็นคนดีน่ะ พระท่านจึงจะแน่ะนำให้ 7. ถ้านั่งไปในระดับเริ่มแรกนั้น ผลบุญที่ทำมานั้นอาจจะส่งผลให้เห็นพระในตัวที่มีอยู่ในตัวของเรากลางลำตัวก่อน เป็นพระพุทธรูป ปางนั่งสมาธิ มีลักษณะที่ใส เป็นสีขาวงดงาม พยามรักษาท่านไว้ให้นาน ไม่ว่าจะตื่น หรือทำอะไร ก็หมั่นระลึกไว้ไม่ให้ท่านหลุดลอยไป ไม่ต้องตกใจไปให้ถือว่า เราทำแบบทดสอบข้อแรกผ่านแล้ว 8. เมื่อนั่งสมาธิไปนั้นในระดับหนึ่ง หลังจากที่นั่งเสร็จแล้ว เราไปทำงาน ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน หรือใช้ชีวิตอย่าง อย่างเป็นปกติ แต่ถ้าหากการมีสิ่งที่ปกติ เหมือนอยู่ทุกอย่างที่ผ่านมานั้นก็ดี แต่ที่ต่างออกไปก็คือ ท่านจะได้พบเห็นในสิ่งที่แปลกๆ อยู่เสมอ อาทิเช่นนั่งที่โต๊ะทำงาน และมีคนคนหนึ่งที่เราเห็นเขา นั่งและหันมายิ้มให้กับเรา นั่งอยู่ตรงหน้าเราแท้ ๆ เราเห็นเต็มๆ แต่คนอื่นไม่เห็น หรือเวลาอื่นไม่ว่าจะกินจะนอนจะอาบน้ำ หรือทำอะไรที่เป็นส่วนตัว แต่กลับเห็นคนพวกนั้น เสมอ บางที ก็เดินทะลุบ้าน ทะลุห้องนอนไปบ้าง หรือแม้กระทั้งทำเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่เรายังเห็นเขาอยู่อีก และเขาก็ตามอยู่ได้ร่ำไป หรือบางทีก็เห็นบางท่านมีสภาพเลือดท่วมตัว ลอยไปลอยมาอยู่ตามท้องถนน ก็ไม่ต้องตกใจกลัว ไป ยังมีอะไรยิ่งกว่านี้อีกเยอะแยะ ให้เราได้อิ้งกัน เมื่อเห็นอย่างนั้นจะทำอย่างไร ก็แค่ตั้งสติและกำหนดจิตบอกไปว่า เอาหล่ะพวกท่านทั้งหลายเดี๋ยวไว้รอจะไปทำบุญอุทิศ ส่วนบุญส่วนกุศลให้นะ ไปเสียเถอะ อย่ามาตามกันเลยนะ กล่าวและทำตามนี้ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือ พวกเขาจะไม่กวนใจเราอีก แต่อาจจะมีบ้างที่ยังคงตามขอส่วนบุญอีก ให้พูดไปว่าท่านอยู่ส่วนท่านเราอยู่ส่วนเราไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าหากทำบุญเมื่อไหร่จะอุทิศไปให้เอง กลับไปที่ส่วนของท่านเถอะ แค่นี้เป็นอันจบเรื่องแล้วพวกเขาก็จะไปเอง ไม่ต้องกลัวไปหรอกพวกนี้แค่มาขอส่วนบุญเท่านั้นเอง และเพราะคุณเห็นเขาเขาจึงมาขอบ่อย เนื่องจากเหตุที่ว่าคนอื่นมองไม่เห็นพวกเขาเหมือนคุณงัย หรือบางครั้งอาจจะมีข้อติดขัดเมื่อมามากเข้า รบกวนให้ทำบุญให้บ่อยเกิน (จนกระเป๋าฉีก) ไม่ต้องถึงกับอดมื้อกินมื้อเพื่อสละเงินทำบุญเพื่ออุทิศให้กับพวกเขาหรอก แค่ว่าคุณนั่งสมาธิสวดมนต์บทต่างๆ และอุทิศกรวดน้ำในข้อนี้ให้พวกเขาไปก็ได้แล้ว นอกจากประหยัดตังค์แล้วการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธินี้ยังเป็นการเพิ่มพลังบุญให้แก่ตัวเราเองอีกด้วย จะว่าไปแล้วไม่มีปัญหาในข้อนี้เพราะเป็นข้อบังคับตายตัว ที่ต้องนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่แล้ว ให้ถือซะว่า คุณผ่านแบบทดสอบ ข้อสองแล้ว แต่ถ้าปัญหาเกี่ยวกับดวงวิญญานตามมากเกินและบางครั้งอาจจะคอยแกล้ง เมื่อไม่ทำตามที่เขาประสงค์ วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือ หาเหรีญหลวงพ่อจากสำนักไหนก็ได้ที่เป็นของจริงมาใส่คล้องคอไว้ หรือตัดสินใจเข้าไปขอคำแนะนำจากพระท่านผู้รู้ซะ แล้ววัดไหนหล่ะ คำตอบก็คือวัดแถวบ้านที่ใกล้ๆนั้นแหล่ะ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ ก็ต้องวัดป่า ไม่ต้องไปไกลไม่ต้องไปหาที่ดังๆๆๆ ที่ไหนให้ไกล หรอก วัดป่าในจังหวัดที่ตัวเองอยู่นั้นแหละ เพราะอะไรหรือ เพราะพระวัดป่า โดยส่วนมากท่านจะรู้เรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น เผลอๆไปไม่ทันจะได้กล่าว นมัสการเลย ท่านก็ตอบในสิ่งที่เราข้องใจให้แล้ว ชนิดที่ว่าเห็นหน้า ของเรา ปุ๊บ ท่านก็รู้เรื่องต่างๆซะแล้ว อย่างนี้แหล่ะเขาเรียกว่าของจริง ส่วนมากพระวัดป่าเขาจะรู้กันทั้งนั้น แหล่ะว่าญาติโยมที่ไปทำบุญหรือไปหามีวัตถุประสงค์มีความคิดอย่างงัยไปหาท่านเพื่อประการใด แต่เขาไม่เลือกที่จะตอบ เป็นเพราะเหตุผลในข้อข้างต้นที่ได้เกริ่นเอาไว้ เราก็ควรที่จะทำความเข้าใจเรื่องกฏข้อนี้ของท่านหน่อย และถ้าหากมัวแต่จะมาพูดในเรื่องอื่นที่ไม่มีสาระเนื้อหาที่สมควรพูด ใดๆแล้วมันเป็นการเสียเวลาเปล่า แถมเป็นตัวการขัดขวางในทางพระนิพานของท่านเสียด้วย เพราะฉนั้นเราจึง ควรรู้ในข้อจำกัดของเรื่องนี้ ของท่านด้วย อย่าไปโกรธ หรือไปน้อยใจท่านเลย ถ้าอย่างเช่น ในกรณีไหนที่เราถามท่านไปแล้วท่านเลือกที่จะ ไม่ตอบ และที่ผู้เขียนกำลังเป็นห่วงอยู่ก็คือสมัยนี้มักจะได้ยิน เรื่องพระ ผิดวินัยกันแยอะ และข่าวล้วนแต่ประโคมกันแต่เรื่องเสียหายเกี่ยวกับพระ ในสังคมไทย แต่เรื่องพระที่ดีๆ อีกมากมายในสังคมไทยก็มีเช่นกัน แต่เรื่องดีมักจะไม่ได้ถูกกล่าวถึง ผู้เขียนอยากให้เรานึกถึง ว่า พระที่ไม่ดีในสังคมไทยนั้นมีอยู่แค่ไม่กีเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อเปรียบกับสัดส่วน มีอยู่แค่ไม่ถึง ร้อยละ สาม เปอร์เซ็นแค่นั้น ที่ทำตัวเป็นมารศาสนา ที่เหลือเขาเป็นพระที่ดีทั้งนั้น อย่าให้พระที่ไม่ดีเหล่านั้นมาทำให้พระที่ดี ๆๆๆๆ ต้องมัวหมองไปเลย นะจะบอกให้ อย่าให้คนแค่ไม่กี่คนมา ทำลาย สิ่งที่ควรค่าแก่การ รักษาไว้ นั้นก็คือศาสนาพุทธของเรา อย่าให้พวกคนไม่กี่คนเหล่านี้มาบ่อนทำลายไป ชาวพุทธ ควรจะเป็น หนึ่งเดียวกันนะ ***ด้วยเหตุที่กล่าวถึงการระลึกชาตินั้น ที่ข้าพเจ้าได้เขียนสาธยายลงไปนั้น ไม่ใช่เป็นการเขียนลงไปเพื่ออวดอ้างตัว แต่เป็นไปเพื่อกระจายความรู้ให้แก่ผู้ที่อยากรู้ เป็นไปเพื่อการศึกษาธรรมมะเท่านั้น ถ้าหากมีท่านผู้รู้ท่านใดแวะมาเยื่ยมชมที่บล็อกนี้ ขอให้วางใจได้ เพราะข้าพเจ้ามีเจตนาที่บริสุทธิ์ไม่คิดอวดอ้างตนแต่ประการใด แต่อาจจะมีบางท่านที่หวังดีเป็นห่วงว่าถ้าหากคนไม่ดี เขาเอาไปปฏิบัติ แล้วหากเกิดความวุ่นวาย เอาประโยชน์จากเรื่องอย่างนี้ที่ตนไปเห็นไปรู้มาทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามให้เกิดขึ้น หล่ะจะทำอย่างไร ก็ต้องบอกไว้ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกว่าคนเหล่านั้นสวรรค์หรือเรื่องลี้ลับจะเปิดทางให้รู้ได้ ผู้ที่รู้นั้นจะต้องมีใจที่ใสพอสมควร ดีเสียอีก ถ้าหากคนไม่ดีหัดมานั่งสมาธินั้นโลกของเราคงจะมีคนดีเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลย และที่ตัดสินใจตอบคำถามนี่เพราะรู้สึกสงสารคนที่เขาอยากรู้จริงๆ และอีกอย่างก็เข้าใจด้วยว่า การที่อยากรู้อะไรสนใจอะไรแล้วถามใครเขาก็ไม่ตอบ หรืออาจจะตอบไม่ได้ มันมีความรู้สึกอย่างไร ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าตอบ เพื่อให้เป็นธรรมทาน นะ เพราะรู้หรือเปล่าว่ากว่า จะตอบเสร็จมันพิมพ์กัน เหนื่อย กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปนาน ไม่ได้หลับได้นอน แต่ก็ทำให้ได้ข้อคิดเพิ่ม อีกประการ หนึ่ง ว่าเป็นเพราะเหตุนี้เป็นข้อประกอบด้วยหรือเปล่า ที่ทำให้ท่านผู้รู้ท่านอื่น เลือกที่จะไม่ตอบคำถามในข้อนี้ สำหรับหัวข้อนี้ ขอจบไว้แค่นี้นะ ขอตัวไปนอนก่อน

ความคิดเห็นที่ 29

14 ส.ค. 2553 03:13
  1. ลืมบอกไปว่า ถ้าหากทำได้ครบ อย่างที่กล่าวไว้ รับรองได้เลยว่าในชาตินี้คุณ ประสบผลสำเร็จในการระลึกชาติได้เลยทีเดียว ขอเพียงต้องตั้งใจเด็ดเดี่ยว และพยายามอย่าท้อ อย่าถอย แต่การระลึกในขั้นแรก ๆๆ นั้นจะได้ไม่เกิน 5 ชาติ ถ้าอยากจะรู้ให้ได้ มากกว่านี้ก็ต้อง ปฏิบัติต่อไป มันแล้วแต่ กระแสจิตว่าของเรามีพลังมากน้อยเพียงใด บางคนอาจมีอยู่ค่อนข้างอ่อน บ้างก็แค่กลางๆ จะหาที่ระลึกได้ตั้งแต่ชาติแรก ๆๆๆ นั้นหาได้ยาก มาก แต่ก็มีเหมือนกันนั้นแหล่ะ ตัวอย่าง ก็คือ พระพุทธเจ้าของเรางัย อย่าว่าแต่ระลึกชาติเลย ขนาดจำนวน โมเลกุล อะตอม ที่มีอยู่ในอากาศท่านยังรู้เลย ว่ามีกี่ล้าน กี่ล้านตัว ชนิดแบบว่าบอกได้ อย่างอัศจรรย์ ไม่ขาดไม่เกิน อย่าว่าแต่กะไรเลยขนาด อวกาศและจักวาล ท่านยังรู้ระเอียดยิบ ว่าประกอบไปด้วย ทั้งหมด มี กี่จักวาล ไม่ว่า จักวาลขนาดใหญ่ที่สุด จักวาลขนาดกลางรองลงมาจากขนาดใหญ่ หรือแม้แต่จักวาลขนาดเล็กที่สุดอย่าง จักวาลที่เราอยู่อาศัย ในกาแล็กซี่แห่งนี้ ท่านก็ยังรู้ ไม่ใช่รู้แบบธรรมดาเเต่รู้ไปถึงต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้เลยหล่ะ แถมยังรู้วิธีแก้ วิธีดับสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งที่เรียกไว้ว่าการ ตรัสรู้นั้นเอง ไม่ต้องน้อยใจไปหาก ว่าเราไม่สามารถ ระลึกชาติได้เหมือนพระองค์ คงไม่ต้องตอบก็รู้ ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร

ความคิดเห็นที่ 30

10 ต.ค. 2553 18:20
  1. test

ความคิดเห็นที่ 31

31 ต.ค. 2553 15:57
  1. ท่านคอรับ การระลึกชาตินั้นจะมีจริงหรือไม่ เท่าที่ผมทราบนั้น ไม่มี เพราะชาติของมนุษย์นั้นย่อมต้องมีความหมาย และจุดหมายปลายทาง โดยมิใช่การเวียนที่เสมอคอรับ

ความคิดเห็นที่ 32

10 มิ.ย. 2554 22:26
  1. เราเองก้ออยากระลึกชาติด้าย เพราะว่าอยากหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตจัย รู้ว่าทุกอย่างมีเหตผลในตัวของมันเอง เช่นโลกหมุนรอบตัวเอง แรงดึงดูดของโลกทำให้ของที่หล่นจากที่สูงลงที่ตำ แต่กฎของการเปนมนุดธรรมดาอย่างเราเรา คือ ดำเนินชีวิตไปแต่ละว้นก้อสุขแล้วหละ

ความคิดเห็นที่ 33

19 มิ.ย. 2554 01:18
  1. ทุกคนมีกรรมเป็นตัวกำหนด มีกรรมเป็นของๆตน

ความคิดเห็นที่ 34

myschool
19 มิ.ย. 2554 07:51
  1.  

    ผมมีวิธีระลึกชาติมาแนะนำครับ ง่ายๆ และทำได้เองเราจะใช้วิธี "วิทยาศาสตร์" ผสมกับ "พุทธศาสตร์"

    วิธีนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และใช้เวลานานพอสมควร ดังนี้

    วันที่ 1 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อวานนี้ นึกเท่าที่จะนึกได้ (นึกอย่างเดียวไม่ต้องจดบันทึก)

    วันที่ 2 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อวันที่ 1 ว่าทำอะไรไปบ้าง

    วันที่ 3 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อวันที่ 1 และ 2

    วันที่ 4 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อวันที่ 1, 2 และ 3

    (ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 เดือน)

    เดือนที่ 2 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อเดือนที่ 1

    เดือนที่ 3 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อเดือนที่ 1 และ 2

    เดือนที่ 4 : ให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำไปเมื่อเดือนที่ 1, 2 และ 3

    (ในระดับเดือนไม่ต้องนึกย้อนหลังเป็นรายวัน แต่ให้นึกว่าในเดือนนั้นๆ ทำอะไรไปบ้าง)

    บางคนจะเริ่มฝันแปลกๆ มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าเคยเห็นหรือเคยทำอะไรบางอย่างมาก่อนวิธีนี้ถ้าจะให้มีประโยชน์ต่อ "การเจริญปัญญา" เวลานึกย้อนหลัง ก็ควรจะนึกถึงสิ่งดีๆที่ทำไปแล้วและสิ่งชั่วๆที่เผลอทำลงไป

    ขอให้สนุกกับการระลึกชาติ..นะครับ {#emotions_dlg.d1}

     


ความคิดเห็นที่ 35

24 ก.ค. 2554 09:57
  1. เคยได้ยินว่า. ให้ทำใจให้สงบ คิดถึงแต่ความว่างเปล่า จากนั้นก็ให้มีบันไดที่ลงไปลึก..ในจิตใจ ให้เดินตามทางนั้นไป แล้วจะพบกล่องที่ท่านต้องเลือกว่าจะเปิดหรือไม่ มันอาจจะเป็นการเริ่มต้นก็ได้จริงไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 37

25 ก.ค. 2554 03:34
  1. สวดมนต์ก่อนนอน

ความคิดเห็นที่ 38

StarFall1
25 ก.ค. 2554 09:59
  1. ผมมีคอมพิวเตอร์อยู่เครื่องนึง ที่ CPU (ชิ้นส่วนที่เปรียบเสมือนสมองของมนุษย์) พังเนื่องจากโดนฟ้าผ่า (ในทางการแพทย์ สมองหยุดทำงาน เท่ากัน ตาย) แต่ว่า HDD ยังใช้งานได้ ผมเลยไปซื้อคอมตัวใหม่ มี CPU และอุปกรณ์ทุกอย่างเป็นของใม่ แต่ใส่ HDD เดิม พบว่า คอมใหม่ของผมมีข้อมูลเดิมทุกประการ แบบนี้เรียกว่า คอมพิวเตอร์ ระลึกชาติ ???? ดีไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 39

2 ส.ค. 2554 20:14
  1. แล้วถ้า รู้เห็น ในชาติที่แล้วๆ แบบสะบัดซบที่สุดและจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แล้วสมองเราเมื่องรับรู้สิ่งนั่นขึ้นมาได้แล้ว มันจะวกกลับความทรงจำไปอยู่ที่เดิม เราจะทำอย่างไรดีเมื่อ เราเป็นแค่คน เดินบนรองเท้าแตะทั่วไป และเมื่อนึกย้อนๆภาพที่มันขึ้นมาทีไรว่าทำไมเราทำแบบนั่นด้วยเพราะอะไร มีใครอีกใหม มันจะปวดสมองมากๆ ถ้าเป็น HDD com มันคง error ไปแล้วแหละครับดีที่เป็นคน แต่ก็ปวดสมองเหมือนกัน แต่ผมเหมือนจำเหตุการไม่ได้หมด แต่ผมพยายามนึก เท่าไหรก็นึกไม่ออกว่าก่อนหน้านั่นทำไมถึงทำแบบ สาเหตุอะไร ใครมีวิธีให้ช่วยคิดมงั่ครับ

ความคิดเห็นที่ 40

2 ส.ค. 2554 20:27
  1. เออลืมอ่านบทความ ผมนึกว่านานเป็นปีแล้ว เอางี้คุณเคยจะไปอะไรหรือ ลืมว่าทำอะไรไปแล้ว แต่ พยายามนึกเท่าไหรก็นึกไม่ออก แต่รู้สึกได้ว่า อะไรมันสะกิดใจอยู่ ทุกวันเลื่อยไป แต่เคยดูผมใครดูหนังเรื่องหนึ่งจำไม่ได้แล้ว พอดูฉากที่ใกล้เคียงกับความทรงจำปั๊ป มันจะ ปวดหัวมาก และอยู่ดีน้ำตาก็ไหล ไม่ได้อิน แต่ความรู้สึกเหมือนผ่านมาแล้วแต่จำไม่ได้ เจ็บก็ไม่ ปวดก็คล้ายๆ ผมอ่านมานะคนที่ทำใจไม่ได้ อาจจะบ้าเลยทีเดียว มีคนบอกผม ว่าปล่อยแมร่งเหอะทำขึ้นมาใหม่ให้มันดีกว่าเดิม และถ้าผมไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้วละ ผมไม่ได้ คิดโดดตึกนะครับ แต่อยากจะผ่อนของเก่าให้มันน้อยกว่าเดิม

ความคิดเห็นที่ 41

15 มี.ค. 2557 20:19
  1. นั้งสมาธิไปเรื่อยๆ จนจิตไม่ปรุงเเต่งเเละนิ่ง จากนั้นให้คิดถึงเรื่องราวปจุบันเเล้วค่อยๆ นึกย้อนไปตอนเป็นเด็ก เเล้วปล่อยจิตเลย เราก็จะเห็นภาพในอดีตเเต่จะยังไม่ชัด ถ้าฝึกทุกวัน เดี่ยวมันก็จะชัดเอง เหมือนดูTV

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น