อภิปรัชญา

อภิปรัชญา


         อภิปรัชญา  หมายถึง  แก่นแท้ของสรรพสิ่งคือสิ่งใด  และทำไมสิ่งนี้ถึงเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง


         แก่นแท้  หมายถึง  ความจริงสูงสุดของทุกสิ่ง  ความจริงสูงสุดนั้น คือ สิ่งที่สรรพสิ่งทั้งหลายจะได้เผชิญกับมันเมื่อดับสลายและก่อนที่จะอุบัติขึ้นใหม่  เมื่ออุบัติขึ้นใหม่สรรพสิ่งที่อุบัติขึ้นใหม่ก็ไม่รู้แล้วว่า แก่นแท้คืออะไร และเป็นอย่างไร  เพราะก่อนจะอุบัติขึ้นใหม่  อะตอมอันเก่าที่ดับสลายไปจะทำให้สิ่งเก่าที่ได้เจอก่อนดับสลาย  และหลังดับสลาย  และก่อนอุบัติขึ้นใหม่จะหายไป  และเมื่ออุบัติขึ้นใหม่แล้วจะไม่เหลืออะตอมอันเก่าและสิ่งที่ได้เห็นหลังดับสลาย และก่อนจะอุบัติใหม่เลยแม้สักนิดเดียว  แก่นแท้ของสรรพสิง่นั้นต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีทั้งจุดเกิดและจุดดับ  เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วก่อนที่จักรวาลจะเกิด และ ไม่กินพื้นที่ ไม่มีพื้นที่ และไม่สามารถสัมผัสได้  แต่สามารถเห็นได้ และรู้สึกถึงได้เมื่อสรพพสิ่งดับสลายและก่อนจะอุบัติใหม่


         แก่นแท้ของสรรพสิ่ง  คือ ความว่างเปล่า  ความว่างเปล่านั้นไม่มีจุดเกิดและจุดดับ  ความว่างเปล่านั้นมีมานานก่อนจักรวาลจะเกิดและทำให้ความคิดได้ให้กำเนิดจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมา  ความว่างเปล่านั้นสรรพสิ่งจะได้เจอเมื่อสรรพสิ่งดับสลาย และก่อนที่จะอุบัติขึ้นใหม่  ความว่างเปล่านั้น ไม่กินพื้นที่  ไม่มีพื้นที่  และไม่สามารถสัมผัสได้  แต่สามารถเห็นได้  และรู้สึกได้  เมื่อสรรพสิ่งดับสลายและก่อนจะอุบัติขึ้นใหม่  ความว่างเปล่าเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้  เพราะอย่างไรก็ตามเราก็ได้เห็นและรู้สึกถึงเมื่อเราดับสลายหรือก่อนจะอุบัติขึ้นใหม่


         ในอดีตนั้นนักปรัชญาหลาบท่าน อันได้แก่ ธาเลส โสเครตีส เพลโต อริสโตเติล เป็นต้น  ได้พูดถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่งควรมีลักษณะเป็นอย่างและแบบไหน  เป็นสิ่งที่กินพื้นที่หรือเปล่าหรือเป็นสิ่งไม่กินพื้นที่  เป็นสิ่งที่สัมผัสได้หรือไม่ได้ ถ้าได้ จะได้สัมผัสถึงสิ่งนี้ได้ตอนไหน  ซึ่งการได้พูดถึงสิ่งเหล่าทำให้อภิปรัชญาเจริญรุ่งเรืองขึ้น  แต่เป็นที่น่าเสียดาย  หลังจากที่ผ่านสมัยของ ธาเลส โสเครตีส เพลโต อริสโตเติล ไปแล้ว ไม่มีผลงานทางด้านอภิปรัชญาอีกเลย  แม้จะมีผลิตขึ้นมาบ้างแต่ไม่ใช่เพื่ออภิปรัชญาแต่เพื่อวิชาอื่นหรืออาจจะมาขยายวิชาอื่น  ปัจจุบันอภิปรัชญาเป็นสาขาวิชาย่อยของวิชาปรัชญาที่เก่าแก่ที่สุดของสาขาวิชาย่อยของวิชาปรัชญา  เราอาจจะกล่าวได้ว่า อภิปรัชญานั้นได้ให้กำเนิดวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ทางดานดาราศาสตร์และฟิสิกส์บางสาขาก็ได้  ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีผลางานทางด้านอภิปรัชญามากหนัก  แม้ผลงานทางด้านอภิปรัชญาจะน้อยแต่อย่างไงอภิปรัชญาก็ดำรงอยู่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งเป็นวิชาที่ผู้ที่สนใจวิชาปรัชญาต้องรู้จักและศึกษามัน


        


 




ความคิดเห็นที่ 11


2 พ.ย. 2551 15:50
  1. ท่านบอกว่า ความว่างคือไม่ยึดติดสิ่งอื่นแต่ก็ไม่ใช่ละเลยไปเสียหมด หมายถึงความพอดีและสมดุล.....ฯลฯ

    เท่านี้ ความว่างของท่านก็ไม่ว่างแล้วครับ




ความคิดเห็นที่ 4

SaLaSs
16 ต.ค. 2551 13:12
  1. ยังเห็นว่าว่าง
     จะว่างได้อย่างไร




ความคิดเห็นที่ 23

14 ธ.ค. 2553 11:32
  1. ความมีจึงว่าง



ความคิดเห็นที่ 1

yoshisuku
13 ต.ค. 2551 19:28
  1. จริงๆเเล้วมีความเห็นมากมาย  เเต่มันจะมากเกินไป  ไม่เเน่ใจว่าจะเข้าใจถูกหรือไม่   เพราะผมเองเคยเขียนเอาไว้เรื่องของ  " ความจริง "  คือ  ช่องว่าง  เเต่ถ้าพูดถึงความว่างเปล่า  มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น  เพราะมันอาจจะเป็นได้ทั้งความหมายทั้งใน  "เชิงรูปธรรม"  เเละความหมายในเชิง  "นามธรรม"  อย่างความว่างในทางคำสอนศาสนาพุทธก็ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมาก    
     
    ถ้าเราจะเชื่อมโยงก็อาจเป็นไปได้ว่า  

    1.  ช่องว่าง  หรือ  ความว่าง  ในทางรูปธรรม  เป็นเรื่องของฟิสิกส์  เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้   นิยามได้   เป็นอัตตา   ในขณะที่  

    2.  ความว่าง  ในทางศาสนาพุทธ  " ความว่าง "  อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือมีความเป็นนามธรรมมากกว่า   เป็นเรื่องทางศาสนา   นิยามไม่ได้ คิดเองไม่ได้   เป็นอนัตตา   
     
      ถึงตอนนี้คิดว่า  " ความว่างในทางรูปธรรมอาจจะไม่ใช่ความจริง  "  อาจจะไม่ใช่เเก่นเเท้ของทุกสรรพสิ่งก็เป็นได้
     
     




ความคิดเห็นที่ 10

2 พ.ย. 2551 15:42
  1. ผิดแล้วความว่างคือไม่ยึดติดสิ่งอื่นแต่ก็มิใช่ละเลยไปเสียหมด    หมานถึงความพอดีและสมดุล ทั้งการงาน ครอบครัว  สงคม และ เพื่อน มนุษย์  แต่ จากที่เราศึกษาหลายศาสนาแล้วมีเพียงศาสนาเดียว ศาสนาแรกเก่าแก่ และ มิเสื่อมคลาย




ความคิดเห็นที่ 3

MathGuy
15 ต.ค. 2551 13:06

  1. แค่ "ปรัชญา" ก็ทำเอาเราสับสน หลุดลอยออกไปได้มากแล้ว

    มาปรับแต่งเป็น "อภิปรัชญา" ยิ่งจะชวนให้หลุดโลกกันไปใหญ่




ความคิดเห็นที่ 8

Gravitivist
31 ต.ค. 2551 12:18
  1. เป็นวิชาที่มั่วมากคับ




ความคิดเห็นที่ 12

Sirichut B.
11 เม.ย. 2552 23:36
  1. อ่านะ ทุกๆสิ่ง ในทุก สิ่ง



ความคิดเห็นที่ 17

3 เม.ย. 2553 00:57
  1. แค่เพียงเราสนใจเราอาจมีจุดหมายของเราร่วมกัน อยากรู้จริงๆว่าปรัชญาทำไมเข้าใจยากจัง



ความคิดเห็นที่ 7

วิมม์
28 ต.ค. 2551 17:07
  1. เป็นความสามารถเฉพาะตัวครับ

    พูดให้คนอื่นงงได้ เนี่ย

    พูดให้เข้าใจ ง่ายกว่ากันเยอะ

    ฮา ฮา ฮา




ความคิดเห็นที่ 9

วิมม์
2 พ.ย. 2551 15:15

  1. ประทานโทษ นะครับ คุณ gravitivist

    การที่ คนหนึ่งคน ไม่สามารถเข้าใจ ในสิ่งที่อีกคนถ่ายทอด

    มันมิได้หมายความ ว่า  เขาถ่ายทอดไม่ดี เสมอไปนะครับ

    บางครั้ง คนถ่ายทอด อาจจะดี  วิชากที่ถ่ายทอด ก็ดี

    แต่......................................................

    คนรับการถ่ายทอด ไม่สามารถที่จะเข้าไปถึงสิ่งที่ถ่ายทอดไปต่างหาก

    คำว่า "เป็นวิชาที่มั่วมาก"  มีความหมายหลาย ๆ นัย ด้วยกัน

    ผมมอง โลกในแง่ดี ว่า คงจะหมายความว่า เป็นวิชาที่เข้าใจยากนะครับ

    งั้น คุณ ถึงได้มั่วกับมัน ได้

    แต่....................................

    สำหรับ ตัวผม เอง  เมื่อสามารถอธิบาย ออกไปได้ นั่นแปลว่า ผมก็เข้าใจในสิ่งที่อธิบาย ล่ะครับ  มิได้มั่ว กับสิ่งที่คิด นะครับ

    ถ้าคุณบอกว่า คุณมั่วกับมัน  ผมก็ไม่ว่ากะไร

    แต่ถ้าคุณหมายถึง ผมอธิบาย มั่ว ๆ ล่ะก็ ผมขอบอกว่า ผมอธิบาย ตามความเข้าใจของผมครับ  มิได้มั่ว นะจ๊ะ  จะบอกให้

    หุ   หุ   หุ




ความคิดเห็นที่ 2

14 ต.ค. 2551 23:32
  1. * แก้วไม่ว่าง มีน้ำเต็ม  

    เรารู้ว่า  แก้วไม่ว่าง  เพราะเห็น น้ำที่เต็ม  ไม่ได้เห็นแก้วที่ไม่ว่าง

    * แก้วว่าง ไม่มีน้ำ

    เรารู้ว่า  แก้วว่าง  เพราะ ไม่เห็น น้ำ  ไม่ได้เห็น ความว่าง ของแก้ว

    แก้ว ไม่มีความเต็ม  และความว่าง 

    แก้ว เป็นเพียงสื่อกลาง ทำให้เห็น และ อนุมาน เอาได้ว่า มันควรจะเป็น

    ความว่าง  หรือ ความเต็ม 

    ***** ทั้ง ความว่าง  และ ความเต็ม  ล้วนมีอยู่  มิได้ไม่มี

    แต่  ความหมายของ ความว่าง ในพระพุทธศาสนา  

    คือ การไม่มี ทั้ง ความมี และ ความไม่มี ต่างหาก

    งง น้อ...................... เขียน เอง  งง เอง  อ่ะป่าว
    หุ หุ หุ




ความคิดเห็นที่ 5

วิมม์
17 ต.ค. 2551 00:50
  1. แหม.................. ที่ ยังเห็นว่าว่าง  แล้วจะว่าง ได้อย่างไร

     

    ก็ ว่างตาม ที่เห็น อ่ะครับ  ขึ้นอยู่กับว่า  เห็นว่า ว่าง จากอะไร

     

    ว่าง จาก สิ่งที่ต้องการจะเห็น

    หรือ ว่าง จาก การที่จะเห็น 

     

    * เห็นแก้วว่าง   เพราะ สิ่งที่ต้องการจะเห็น ในแก้ว  ไม่มีอยู่   แ้ก้วนั้น จึงว่าง

    *เห็นแก้วว่าง   เพราะ การที่จะเห็น ความว่างของแก้ว ได้ถูกระงับลง  แก้วนั้น จึงว่างโดยสิ้นเชิง

     

    มันเป็น  ความว่าง  ที่ แตกต่าง แต่เป็นสิ่งเดียวกัน

     

    เพียงแค่............... คนละชั้น กัน ก็เท่านั้นเอง

     

     

     




ความคิดเห็นที่ 6

28 ต.ค. 2551 16:34
  1. แหมคุณวิมนี้เก่งจังนะครับ

     

    อธิบายซะงงเลย

     

    ^^

     

     




ความคิดเห็นที่ 13

25 ก.ค. 2552 23:30
  1. ถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้นมี แต่สิ่งนั้นไม่มี ก็จะเห็นเป็นของว่าง� ถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้นไม่มี แต่สิ่งนั้นมี ก็จะเห็นเป็นของว่างเช่นกัน แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้นมี และสิ่งนั้นมีอยู่ สิ่งนั้นก็มิได้ว่างป่าว� ในสิ่งมี มีสิ่งที่ไม่มี มีอยู่� ในสิ่งที่ไม่มี มีสิ่งที่มี มีอยู่��

    แต่ตอนนี้ ท้องมีส่วนว่างมาก� หิว� อ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ เรื่องว่างเนี้ยะ




ความคิดเห็นที่ 14

15 ก.ย. 2552 15:48
  1. ทุ่มเถียงกันน่าสนใจ แต่

    คงลืมไปว่าเราอยู่และมีความคิดได้แค่ในโลกสี่มิติเท่านั้น

    มาเถียงกันเรื่องที่เราไม่อาจรู้และไม่อาจเข้าใจได้

    ก็มีแต่ต่อยกันเท่านั้นละก้า

    ส่วนผมขอกลับไปดูเวปโป๊ต่อละนะ

     

     

     

     




ความคิดเห็นที่ 15

17 ก.ย. 2552 14:06
  1. วิชานี้หน้าเรียนดีนะครับชอบวิเคราะห์......HAHAHAHA




ความคิดเห็นที่ 16

21 ก.ย. 2552 16:14
  1. คนเราจะตายก็เพราะภาษาละครับ คนเราจะถ่ายทอดกันได้ก็ด้วยภาษา ไม่ว่า

    ภาษาพูด ภาษากาย ถ้าเข้าใจได้ไม่ตรงกับคนถ่ายทอดก็เท่านั้น

    อีกทั้งมีหลายอย่างที่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยภาษาทางกายภาพ

    เช่น ความรู้สึกลึกๆๆๆๆๆๆๆ ความคิดลึกๆๆๆๆ ที่มันคล้ายๆกับ

    ไฟมอดจุดเล็กๆอยู่ได้กองขี้เถ้าละงับ

    ขี้เถ้ากองเบิ้ม มันอุ่นๆ เหมือนกับมีไฟอยู่ข้างใต้  .... รึป่าววะ ??




ความคิดเห็นที่ 18

5 พ.ค. 2553 07:49
  1. ความว่าง ตรงข้ามกับ สภาวะชองโซฟาที่บ้านในวันหยุด



ความคิดเห็นที่ 19

6 ก.ค. 2553 08:18
  1. ความว่างคือความที่ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งยึดติดอยู่ นั่นก็คือความไม่มีตัวตนนั่นเอง เพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงสิ่งที่สมมุติว่าให้มันเกิดขึ้นมาเท่านั้นเอง อย่างเช่นน้ำในแก้วที่ว่านั้น น้ำคืออะไร มีอะไรประกอบ เมื่อเราไล่ลึกลงไป ทำไมมันถึงได้ชื่อว่าน้ำ พ่อแม่ปู่ย่าตายายทวด โคตรทวดของเราก็พากันเรียกว่าน้ำทั้งนั้น ก็เพราะเรากำหนดขึ้นเองมันไม่ได้มีตัวตนอย่างที่เราเห็น สมมุติว่าถ้าคนเราไม่มีตา เราจะคิกว่ามันเป็นน้ำหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัสได้มันก็เป็นสิ่งๆๆหนึ่งที่เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป จนกลายเป็นความว่าง นั่นก็คืความไม่มีตัวไม่มีตนนั้นเอง อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ปรึกษาได้ครับ อันนี้เอาแค่ย่อๆๆ โย่โฮ่ โย่โฮ่ โย่โฮ่ โย่โฮ่ โย่โฮ่ เอาเหล้าบิงส์มาส่ง............

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น