วิชาการดอทคอม ptt logo

ญาณวิทยา

โพสต์เมื่อ: 18:08 วันที่ 12 ต.ค. 2551         ชมแล้ว: 13,136 ตอบแล้ว: 3
วิชาการ >> กระทู้ >> สายศิลป์

ญาณวิทยา

         ญาณวิทยา คือ ทฤษฎีความรู้  ทฤษฎีความรู้ คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องความรู้เกิดจากสิ่งใด

        ความรู้ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการมองเห็น สัมผัส ชิม ฟัง และคิด ซึ่งเป็นความรู้ในเชิงสงสัยและความรู้ในเชิงสงสัยนี้ทำให้เกิดความรู้ในเชิงค้นหาคำตอบว่าความรู้ที่เราสงสัยนั้นถูกหรือผิด และในที่สุดความรู้ที่ได้จากการค้นหาคำตอบอาจจะเป็นความรู้ที่ถูกหรือผิดก็ได้  เพราะความรู้ที่ผิดอาจทำให้เราได้พบความรู้ที่ถูกหรือนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความรู้ที่ถูก หรือ อาจเป็นความรู้ที่ถูกที่ทำให้เกิดความรู้ที่ผิดหรือนำไปประยุกต์ใช้ทำให้ความรู้ที่ถูกอยู่แล้วอาจเป็นความรู้ที่ผิด  ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่ถูกหรือผิด ความรู้ก็ยังเป็นความรู้วันยังค่ำ

         ความรู้เกิดจากอะไร

         ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับความคิด เมื่อความคิด คิด ความรู้ก็จะเกิด  ดังนั้นความรู้กับความคิดจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ด้วยเหตุและผล  เหตุ คือ การที่ความคิดได้คิดว่า ตัวเรานี้น่าจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน ไม่ต้องมาล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าอีกจากการคิดนี้ทำให้เกิดความรู้ในเชิงการค้นหาคำตอบ และในที่สุดการค้นหาคำตอบนี้จึงกลายเป็นความรู้   ส่วนผล คือ ความรู้   จึงสรุปได้ว่าความรู้เกิดจากความคิด

         ความรู้นั้นมิอาจเกิดขึ้นได้เองถ้าไม่มีความคิด  เพราะความคิดกับความรู้เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้  ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถ้ามีความคิดความรู้ก็จะเกิด  ซึ่งเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ที่สุดที่มิอาจจะมีสิ่งใดที่ทำให้เกิดความรู้ได้นอกจากความคิด

         ความรู้มี 2 ประเภท

         1. ความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรก คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากความคิดเท่านั้น ไม่มีการมองเห็น การฟัง และการสัมผัสมาทำให้ความรู้ประเภทนี้เกิดขึ้น เพราะว่าถึงแม้จะมีสัญชาน หรือ สัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย ความรู้ก็มิอาจเกิดขึ้นได้เองโดยปราศจากความคิด  ความรู้ประเภทนี้นั้นเป็นความรู้ในเชิงเริ่มแรก เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดอะตอม ซึ่งอะตอมเป็นสิ่งที่ความคิดได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้อะตอมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจักรวาล และโลก  และความรู้ประเภทนี้ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และทำให้เกิดสัญชาน หรือ สัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐาน  แต่ความรู้ที่เกิดความคิดเริ่มแรกนั้นก็ยังมีข้อเสียก็คือ ความรู้ที่เกิดความคิดเริ่มแรกนั้นกว่าจะทำให้เกิดเป็นความรู้อันแท้จริงนั้นต้องใช้แล้วนานคือ กว่าจะทำให้ความรู้ในเชิงสงสัยเกิดขึ้นนั้นต้องใช้เวลานาน และพอเกิดความสงสัยขึ้นแล้วกว่าจะเกิดความรู้ในเชิงค้นหาคำตอบก็นานเช่นกัน และกว่าจะเป็นความรู้อันแท้จริงนั้นก็ใช้เวลานานแสนนานเหมือนกัน ก็เหมือนดังที่ความคิดทำให้เกิดอะตอม และกว่าอะตอมจะรวมตัวกันเป็นธาตุต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีอันทำให้เกิดจักรวาล และโลก ที่เราเห็นดังปัจจุบันนี้ต้องใช้เวลาเป็น ล้าน ๆ ปี ดังนั้นความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกจึงมีข้อดี คือ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจักรวาล โลก และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ถ้าไม่มีความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกก็คงไม่มี จักรวาล โลก และสิ่งมีชีวิต ส่วนข้อเสีย คือ ความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกนั้นต้องใช้เวลานานกล่าจะเกิดความรู้อันแท้จริงได้

         2.ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐาน คือ ความรู้ที่เกิดจากความคิด และมีสัญชานหรือ สัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย เป็นตัวเสริมหรือเป็นตัววิเคราะห์ว่าเป็นความรู้อันแท้จริงรึเปล่า  เมื่อความคิดเกิดข้อสงสัยขึ้น ก็จะเกิดการค้นหาคำตอบว่าข้อสงสัยนี้เป็นจริงหรือไม่ โดยผ่านการวิเคราะห์และเสริมของสัญชานหรือ สัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย ซึ่งทำให้ความรู้ในเชิงการค้นหาคำตอบนี้ได้ข้อสรุปว่าว่าข้อสงสัยนี้อาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานเป็นความรู้ที่ทำให้เกิด อารยธรรม ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และสรรพศาสตร์วิทยาต่าง ๆ ที่ทำให้โลกเราพัฒนาขึ้น และ อาจจะทำให้โลกเราแย่ลงก็ได้ ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานไม่เหมือนกับความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกตรงที่ว่ามีข้อดีกับข้อเสียไม่เหมือนกัน ข้อดีของความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานนั้นก็คือ ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานนั้นจะใช้เวลาน้อยในการเกิดความรู้อันแท้จริง คือ ใช้เวลา 2 10 ปี หรือ ก็อาจใช้เวลา 200 300 ปี หรือมากกว่านั้นแต่อาจจะไม่เกินกว่า ล้าน ปี ส่วนข้อเสีย ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐาน อาจจะทำให้เกิดความรู้อันไม่แท้จริงขึ้นก็ได้ และกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องอาจต้องเวลานานหน่อยเพราะกว่าจะให้มนุษย์ยอมรับว่าความรู้นั้นไม่ใช่ความรู้อันแท้จริงแต่ความรู้นี้เป็นความรู้อันแท้จริงกว่าเพราะการปรับให้เข้ากับความรู้อันแท้จริงนั้นมันต้องเวลาเพราะเกิดจากการเข้าใจความรู้อันไม่แท้จริงนั้นเป็นความรู้อันแท้จริงและมันทำให้เกิดความเคยชิดขึ้นซึ่งต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับความรู้อันแท้จริง

         ปัจจุบัน ความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้ขึ้น โดยที่ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานนำความรู้นั้นมาประยุกต์เพื่อให้เกิดความรู้อันแท้จริงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ดังนั้นความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานสามารถพัฒนาความรู้อันแท้จริงให้ถูกต้องสมบูรณ์และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

         ไม่ว่าความรู้ที่เกิดจากความคิดเริ่มแรกก็ดี หรือ ความรู้ที่เกิดจากความคิดพื้นฐานก็ดี ความรู้ก็ยังเกิดจากความคิดอยู่วันยังค่ำ



bmhon1992
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 50 ดวง





จำนวน 3 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ต.ค. 2551 (18:43)

 สำหรับความเห็นเกี่ยวกับกระทู้นี้  ก็มีทั้งส่วนที่มี เหตุ-ผล ที่ดี  เเละส่วนที่ยังอาจจะดูทะเเม่ง    คือ 

สิ่งที่มีอยู่เเล้วที่มี  เหตุ-ผล   กับ   สิ่งที่เราคิดขึ้นมาเเละด้วย เหตุ-ผลของเราเอง    เวลาเอามาเชื่อมกันอาจจะยังดูต่อไม่ค่อยติดสักเท่าไหร่ 

เเนวทางนี้ส่วนใหญ่จะมี  3  เเบบ  คือ 

1. ทำสิ่งที่มีอยู่เเล้ว  ให้เข้ากับสิ่งที่เราคิดขึ้น  เช่น  การนิยามให้เข้าที่เข้าทางเตรียมสิ่งที่มีอยู่เเล้วทำให้มี  "สภาพ"  ใกล้เคียงกับความคิดของเรา  

เช่น   จะผสมน้ำที่มีอยู่เเล้วกับน้ำมันสูตรพิเศษให้เป็นเนื้อเดียวกัน   เราก็อาจจะผสมสารเคมีบางอย่างเพื่อปรับสภาพน้ำธรรมดาให้มี "คุณสมบัติ "  ใกล้เคียงกับน้ำมันสูตรพิเศษของเรา  (  เเต่ต้องไม่มากเกินไป )   เมื่อผสมกันก็พอจะเป็นเนื้อเดียวกันได้อยู่  หรือ 

2. ปรับนำมันสูตรพิเศษของเรา  ให้มีคุณสมบัติเข้าใกล้กับน้ำให้มากยิ่งขึ้น  ไม่ว่าจะวิธีใดก็เเล้วเเต่  (  เเต่ต้องไม่มากเกินไปเช่นกันเพราะจะทำให้ความคิดนั้นเสียเอกลักษณ์ของเราไป )   เเละเมื่อนำมาผสมกัน  มันก็เป็นเนื้อเดียวกันได้อยู่

3. ปรับทั้ง 2 อย่างอย่างละครึ่ง  วิธีนี้ดีที่สุด  เพราะนอกจากจะได้ เหตุ-ผล จากสิ่งที่มีอยู่เเล้วมาสนับสนุน  ในขณะเดียวกัน  ยังไม่เสียความคิดของตัวเองไปด้วย   เรียกว่าไปคนละครึ่งทาง  ผสมกันได้เป็นอย่างดี 

เเต่วิธีการที่จะทำให้ได้เช่นนั้น    "  มิใช่ง่าย  "

โดยรวมอ่านเเล้วก็เข้าใจนะครับก็ต้องพยายามต่อไปให้ดียิ่งๆขึ้น
หวังว่าความเห็นตรงนี้คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสวัสดีครับ  


yoshisuku
ร่วมแบ่งปัน304 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 ต.ค. 2551 (09:05)

ความคิด ก็คือ ความคิด (การปรุงแต่ง - สังขาร)

เมื่อเราใช้ความคิด พิจารณา วิเคราะห์ เพื่อตอบ หรืออธิบายอะไรบางอย่าง

หากจะเรียกสิ่งนั้นว่า ความรู้  ความรู้ชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ความเข้าใจ (ความเห็น - ทิฏฐิ) ในตัวบุคคลนั้นๆ โดยวิธีการคิด สังเคราะห์บ้าง วิเคราะห์บ้าง เชื่อมโยง เทียบเคียงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันบ้าง

ความเห็น หรือความเข้าใจ จากการคิดของคนๆหนึ่ง เมื่อมีการนำไปใช้งาน มีการถ่ายทอด มีการจดบันทึก มีการนำไปบอกเล่า สอนคนรุ่นเดียวกัน หรือคนรุ่นต่อๆมา มีการปรับแต่ง มีการติติง วิพากษ์วิจารณ์ จนเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง
ก็จะค่อยๆ ถูกยกระดับเป็น ความรู้ ชนิดที่มีการสั่งสม มีส่วนร่วม มีการยอมรับ หรือรับรอง

ความรู้ ที่เป็นความคิดร่วม ที่สั่งสม ถ่ายทอดในสังคมมนุษย์ จึงกลายเป็นสมบัติร่วมกัน และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องให้มีการศึกษาแก่รุ่นลูกหลานต่อไป ... ความรู้ชนิดนี้จึงมีอายุยาวนานได้เป็นหลาย 10 ปี เป็นหลาย 100 ปี เป็นพันๆปี

........................................................................................

ความรู้ จากความคิด ของคนๆหนึ่ง (ปราชญ์ นักคิดคนสำคัญ) หรือที่ได้สั่งสมกันมา มีลักษณะที่สำคัญคือ ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ทั้งหมด บางความคิดเป็นเพียงแนวคิดกว้างๆ บางแนวคิดเป็นแนวคิดแคบๆ ใช้ได้ในบางเรื่อง บางกรณีเท่านั้น และบางแนวความคิด ก็ใช้แทบจะไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

ความรู้ชนิดที่เป็นความคิด จึงไม่ใช่คำตอบของคนเราในทุกเรื่อง และไม่ใช่คำตอบในเรื่องที่สำคัญๆของชีวิต เช่น เรื่องความทุกข์ ความสุข การตาย จิตใจ ล้วนเป็นสิ่งที่ความคิดรู้จักน้อยมาก

........................................................................................

ความรู้ที่ได้จากความคิด มีความสำคัญในระดับพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้ความคิดอย่างซับซ้อนในการค้นพบ การค้นคว้า การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ หากขาดการคิดอย่างเป็นระบบ ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

........................................................................................

แต่นั่นเป็นความรู้ที่มุ่งทางด้านวัตถุ ความรู้ทางกายภาพ ความรู้จากเครื่องมือ จากการวัดต่างๆ

ยังมีความรู้ (อีกมาก) ที่ไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากการคิด

หากญาณวิทยา จะสนใจเฉพาะการคิด ก็นับว่าเป็นที่น่าเสียดาย ที่จำกัด ความรู้ไว้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปรุงแต่งของความคิดเท่านั้น

ความคิด กับ ความรู้สึก เป็นองค์ประกอบสำคัญของ ร่างกาย และจิตใจมนุษย์

ไม่ว่าเราจะสามารถเรียนรู้ธรรมชาติภายนอก เรียนรู้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รู้จักโลก ดาวต่างๆ มากมายเพียงใด

ก็ยังมีส่วนสำคัญ ที่อยู่กับเราตลอดเวลา ที่เรายังไม่ได้รู้จักกันเพียงพอ
เรายังไม่ได้รู้จัก ร่างกาย และ จิตใจ เราดีพอ ... นี่คือ ความรู้ ที่สำคัญที่เราควรได้ศึกษา

ไม่ใช่เพียงการคิด และไม่ใช่เพียงตามแนวทางของวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ทำไมเราจึงโกรธ ทำไมเราจึงหงุดหงิด เบื่อ หรือเหงา
ทำไมเราจึงสนุก ตื่นเต้น พอใจ ชอบใจ
ทำไมเราอยากทำสิ่งนี้ ไม่อยากทำสิ่งนี้ ทำไมเราเกลียด ไม่พอใจสิ่งนี้
ทำไมเราจึงเห็นแก่ตัว ... เป็นต้น


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 ต.ค. 2551 (21:20)
เมื่ออ่านแล้ว  เอาเป็นว่า  ข้าพเจ้าเห็นด้วย 
บางทีก็อยากตอบ  อยากโต้ตอบ  กระทู้
ก็เลยค้นหาจาก Google  อื่นเผื่อว่า จะให้อะไรได้บ้าง
ก็พบ  ความเห็นของอาจารย์ท่านนี้  เป็นความเห็นอีกแนวหนึ่ง  ซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจ
.......................................................................................
คัดมาให้อ่าน  จาก http://gotoknow.org/blog/guopai/176635

ความไม่รู้เกิดจากการ “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้”





ความหมกมุ่นที่ เกี่ยวกับเรื่องงานของผม ในระยะหลังๆ คนหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้คนมี “ปัญญา” กันมากขึ้น และมีอย่างมีคุณภาพ


แน่นอน การมีปัญญาประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ซึ่งเท่าที่สรุปเอง ได้แก่



  1. การคิดอย่างเสรี ไร้กรอบ

  2. การคิดอย่างวิพากษ์ มีเหตุผล ลึกซึ้ง

  3. การคิดอย่างมีข้อมูล


ในที่นี่จะขอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การคิดอย่างมีข้อมูล” โดยปัญหาที่พบคือ คนจำนวนมากคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนา (aka ไม่มีปัญญา) คำอธิบายพื้นฐานที่ตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็คือคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูล


ลองมาคิดดูว่าคำอธิบายนี้เป็นจริงหรือไม่ ในโลกที่ข้อมูลอยู่ใกล้ หยิบจับได้เพียงแค่คลิก เรายังเห็นคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะหยิบจับ หรือแม้แต่ “เริ่มคิด” ที่จะหยิบจับข้อมูลเหล่านั้น มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตัวเองและสิ่งรอบข้าง ส่วนจำนวนมากทำอะไรซ้ำซาก ไม่ขวนขวายหาสิ่งใหม่ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะขวนขวาย ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้มาง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจากการถาม จากสื่อ ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต


นั่งคิดๆ ก็สรุปพอได้ว่า ปัญหาไม่ใช่คนเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้ แต่ปัญหาคือคน “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงข้อมูลและความรู้” กล่าวคือ ไม่เห็นความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น


แล้วทำอย่างไรคนถึงจะกระตือรือร้นในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ แก้ปัญหา และพัฒนา ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าคนเราจะทำอะไร ต้องเกิดจากแรงกระตุ้น “ภายใน” มากกว่าแรงกระตุ้นภายนอก เช่น ทำตามๆ กัน หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนเราจะทำอะไรจริงๆ จังๆ เพราะ “อยากทำ” จากข้างใน เช่น อยากเล่นดนตรีเพราะฟังเพลงแล้วมีความสุข มากกว่าอยากเล่นเพราะทำเป็นอาชีพได้ อยากทำอาหารเพราะมีความสุขเวลาผัดกับข้าว มากกว่าอยากทำเพราะราคาถูกกว่าซื้อ อยากทำงานเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงิน อยากเรียนรู้เพราะการได้คิดและได้รู้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มากกว่าอยากรู้เพราะจะทำให้เราดูฉลาดในสายตาเพื่อน


ดังนั้น การให้การศึกษาเพื่อทำให้คนมีทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อเรียนรู้ จึงควรมุ่งเน้นไปที่การชี้ให้เห็นว่า “การรู้” ทำให้เราเข้าใจโลก ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนา มากกว่าการรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือรู้เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จอื่น


ขออภัยที่เขียนสั้นมาก จริงๆ อยากขยายความเกือบทุกบรรทัด แต่หมดแรงแล้วตอนนี้ ขอให้อ่าน between-the-line ละกันครับ
................................................................................

ข้อสังเกตุ  ความรู้   กับ ความไม่รู้  ดูเหมือนจะไม่พอเสียแล้ว
คงต้องใช้คำว่า  ความรู้อย่างเข้าถึง  กับ  ความรู้อย่างไม่เข้าถึง
(ความรู้อย่างไม่เข้าถึง  คือ  รู้แบบทื่อ ๆ  นำไปใช้งานต่อไปโดยตนเอง  ไม่ได้   เช่นนี้เรียกว่า  ไม่รู้(นะ)  (ได้แต่นิยาม  ได้แต่รายงาน  ได้แต่บอกต่อ ๆ กันไป)
..................................................................................
ความรู้บางครั้ง  เราก็ต้องเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น  ให้มาก
บางครั้งตนเอง  ก็จะรู้ตัวว่า  ยังมีคนอื่นเก่งกว่าเราอีกมาก 
เพียงแต่เขาจะแสดงออกให้เราเห็น  หรือไม่
และเพียงแต่ท่านจะเห็นด้วยกับความเก่งกาจของเขา  หรือไม่
เป้าหมาย  คือ  สิ่งสำคัญ  มากกว่า  การนิยามความหมาย
เพราะความหมาย  บางครั้งทำให้เรายึดติดอยู่กับหลักการมากเกินไป  จนทำอะไรไม่ได้  เพราะกลายเป็นนักภาษาศาสาตร์มากเกินไป  จนไม่รู้จะตัดสินใจทำอะไรลงไปดี  
เพราะคนไทยบางคน  ไม่ได้คาดหวังอะไรกับความหมาย  มากไปกว่า  การทำมาหากินได้  การทำเป็น  การทำให้บรรลุจุดประสงค์ของลูกค้าหรือตนเอง
...............................................................................






bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม