กฤษณะมูรติ (Krishnamurti) - เราจะรู้จักตัวเอง และ เป็นอิสระได้อย่างไร | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

กฤษณะมูรติ (Krishnamurti) - เราจะรู้จักตัวเอง และ เป็นอิสระได้อย่างไร

โพสต์เมื่อ: 02:48 วันที่ 11 พ.ย. 2551         ชมแล้ว: 100,180 ตอบแล้ว: 237
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา





ในบรรดาผลงานปรัชญา แนวคิด คำสอน ของชาวต่างชาติ ที่ได้มีโอกาสศึกษาอยู่นานพอสมควร
งานของท่านกฤษณะมูรติ นับได้ว่า โดดเด่น และมีคุณค่าต่อชาวโลก
คงเป็นที่น่าเสียดาย หากเราไม่ได้มีโอกาสรู้จักท่านและผลงานของท่าน

สิ่งที่ท่านทำนั้น มีเป้าหมายสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ให้เรารู้จักตัวเองและเป็นอิสระ
สามารถสังเกต เรียนรู้ เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขของชีวิตด้วยตัวของเราเอง

อิสระจากความคิด จากตำรา คำสอน จากคนอื่น สังคม ความเชื่อ อิทธิพล การครอบงำต่างๆ

........................................

มีท่านใดได้มีโอกาสอ่าน ศึกษางานของท่านบ้างครับ

ขออนุญาตใช้กระทู้นี้ เป็นการแบ่งปันและเผยแพร่ ให้รู้จักกับงานของท่าน ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

และขอเรียญเชิญร่วมสนทนา ร่วมแสดงความคิดเห็น



MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง





จำนวน 237 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 3 ก.ค. 2555 (22:20)

หากอาจารย์จะลองสังเกตเด็กให้ดี อาจารย์จะเห็นว่าเด็กเล็กๆนั้น เขาไม่ได้เพียงเล่นสนุกเท่านั้น
แต่เขากับลังเรียนรู้ที่จะลอกแบบพฤติกรรมบางอย่างจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา
เด็กเล่น พ่อ แม่ ลูกกับตุ๊กตา หรือกับพี่น้อง เป็นการศึกษาพฤติกรรมการอยู่ในสังคมเล็กๆ
เด็กเล่นขายของ เด็กเล่นผจญภัย ต่อสู้ วิ่งไล่จับ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นการศึกษาอย่างหนึ่งของเขา
ผู้ใหญ่ที่มองไม่ออก มักจะคิดว่าเด็กเล่นไร้สาระ ควรมาอ่านหนังสือมากกว่า
เมื่อตัดการเรียนรู้เรื่องหนึ่งไป การศึกษาการเข้าสังคมของเด็กสมัยนี้จึงแตกต่างจากเด็กที่ดูเหมือนเล่นสนุก
รู้จักแต่เรื่องการเรียนหนังสือที่น่าเบื่อ แต่ผู้ใหญ่ชอบบังคับให้ทำ
ผู้ใหญ่บางคนเลี้ยงเด็กด้วย TV เด็กก็เลียนแบบการพูดจาก้าวร้าว ไม่เกรงใจใครจาก TV
เลียนแบบพฤติกรรมรุนแรง การกระทำที่ทำเพื่อสะใจ
สำหรับผมแล้วเห็นว่า TV บางรายการเป็น"พาล"สำหรับเด็ก(และผู้ใหญ่บางคนด้วย)
วิธีที่ถูกต้องสำหรับการเล่นของเด็กก็คือ พ่อแม่ ครู ควรเข้าไปเล่นกับเด็กด้วย
เล่านิทานดีดีให้เด็กฟัง หารายการ TV ที่เป็นกัลยาณมิตรให้เด็กดู และผู้ใหญ่ก็ดูไปพร้อมกับเด็กด้วย
ขอบคุณที่กรุณาอ่านครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 4 ก.ค. 2555 (12:46)
เห็น อ.นิรันดร์ พูดว่า เด็กเล่นขายของ เด็กเล่นผจญภัย ต่อสู้ วิ่งไล่จับ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นการศึกษาอย่างหนึ่งของเขา
ผู้ใหญ่ที่มองไม่ออก มักจะคิดว่าเด็กเล่นไร้สาระ อันที่จริงผมว่า เด็กก็คิดว่า ผู้ใหญ่ไร้สาระ หรือค่อนข้างโง่เหมือนกันนะครับ
อย่างเวลาเด็กทำแบบนี้ ผู้ใหญ่ชอบไปถามว่าทำไม?หนูถึงวิ่งไปมาไม่อยู่นิ่งๆๆเฉยๆๆ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร?เลย หนูทำไปทำไม?ล่ะ ทำไม?ไม่ไปอ่านหนังสือ เรียนหนังสืออะไรที่มันมีประโยชน์นะ เด็กก็จะคิดว่า แล้วทำไม?มันต้องมีเหตุผลด้วยนะก็แค่สนุกไปกับชีวิตมันก็น่าจะพอแล้วนี่ พวกผู้ใหญ่นี่ชอบคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ชั้งตวงวัดว่านั้นว่านี้ ทำแบบนี้ถึงจะคุ้มค่า ดูมีเหตุมีผลดี เป็นประโยชน์ อะไรทำนี้ นั้นแหละครับ เพราะพอเราโตขึ้นเราก็ชอบชั้งตวงวัด หรือขัดๆๆเขินที่จะทำอะไรบางอย่างเสียด้วยซ้ำ กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่คุ้มจะไม่ดูดี จะเสียภาพพจน์ อะไรทำนองนี้ ดังนั้นผู้ใหญ่เลยดูมีปัญหาร้อยแปดประการตลอดเวลา และซีเรียสตลอดนั้นแหละครับ สังเกตุดูว่าเด็กนั้นไม่ค่อยเป็นโรคประสาท(เพราะความเครียด หรือ ฆ่าตัวตาย)หรอกครับน้อยจริงๆๆ


ทีนี้เห็นพูดกันถึงเรื่องนี้เลยนึกถึงทัศนะชีวิตมนุษย์ของชาวเต๋าขึ้นมา ก็ขอแปลมาให้ฟังกัน จากคัมภีร์เลี่ยจื่อ ดังนี้
อันว่ามนุษย์นั้น ตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ย่อมมีความแปรเปลี่ยนอย่างคร่าวๆ สี่ประการ การแปรเปลี่ยนในยามเด็ก ยามเจริญวัย(วัยรุ่น) ยามชรา แลยามมอดม้วยมรณา

ในวัยเด็กนั้น ปราณจักรวมศูนย์ ปณิธานจักเป็นหนึ่ง สอดคล้องบรรสาน จิต(ความคิด)นั้นมิได้ยุ่งเหยิงอันใด? อ่อนโยนอย่างถึงที่สุด มิมีสิ่งใดมารบกวนแผ้วผาน บริสุทธิ์สมบูรณ์ มิได้เสริมปรุงแต่งด้วยสิ่งใด?

แลเมื่อเริ่มโตขึ้นจนจำเริญวัย โลหิตแลลมปราณกับพลุ่งพล่าน แรงปรารถนาและความหมกมุ่นทะยานอยากเข้ามาปกคลุม สรรพสิ่งมุ่งกลุ่มรุมโจมตี ความบริสุทธิ์สัมบรูณ์มาแต่เดิมทีเริ่มเสื่อมถอย

แลเมื่อแปรเปลี่ยนเข้าสู่วัยชรา ความปรารถนาแลหมกมุ่นทะยานอยากอ่อนตัวลง ร่ายกายเตรียมสู่การพัก มิได้ดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งใด ปราศจากการต่อสู่ขัดขืนกับสรรพสิ่ง แม้(จิต)จะมิอาจกลับมาสมบรูณ์ เช่นทารก แต่ก็ยังสงบกว่าวัยเจริยวัย

แลยามเมื่อความตายเข้ามาถึง นั้นแลคือการกลับสู่ถิ่นเก่า ที่ได้จากมาเมื่อครั้งแรกเริ่ม เป็นการกลับมาพักผ่อนอย่างสงบ(นิรันดร์)อีกครา..
dr.date (IP:61.90.165.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 4 ก.ค. 2555 (13:38)
คราวที่แล้ว อ. MG ทิ้งท้ายไว้เรื่อง รู้และไม่รู้ เลยอยากจะแปลเรื่องนี้มาให้อ่านกัน จากคัมภีร์จางจื่อ(ฝากไว้ให้พิจารณานะครับ)

ความว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอ.เต๋าท่านหนึ่งนามว่าเก็งสังชู แกมีศิษย์ชายอยู่คนหนึ่งซึ่งอยู่ๆๆวันหนึ่งศิษย์คนนี้ ก็ถามคำถามกับแกขึ้นมาว่า "อันว่าตาของมนุษย์นั้น ศิษย์ก็เห็นว่ามันเหมือนๆๆกัน แต่ทำไมจึ่งมีตาของคนหนึ่งที่บอดและอีกคนที่ไม่บอด หูของมนูษย์ดูๆๆแล้วก็คล้ายกันทำไม?จึ่งมีหูที่หนวกและไม่หนวก แล้วจิตของมนุษย์เล่าอ.สอนว่ามีธรรมชาติดุจเดียวกัน แต่ทำไม?จึ่งมีจิตของคนบ้ากับคนปกติ และ ข้าพเจ้าเองก็เป็นศิษย์ของท่านอ.เช่นคนอื่นๆๆทำไม? พวกเขาจึ่งเข้าใจคำสอนท่าน เอาไปปฏิบัติได้ แต่ข้าพเจ้าถึงไม่อาจจักทำได้ ท่านอ.สอนว่า จงดำรงตนอยู่ในความว่าง แลความเงียบ ปล่อยให้ชีวิตนั้นเป็นผู้นำทาง จิตเป็นสมาธิไม่แส่ส่ายมีสติอยู่ในทุกๆๆขณะ แม้ข้าพเจ้าพยายามทำความเข้าใจคำสอนนี้อย่างไร? ก้ได้เพียงถ้อยคำ(ของเต๋า)ที่ปรากฏในหู หาได้เข้าถึงจิตวิญญาณไม่"

ท่าน อ. เก็งสังชู ตอบว่า "อันว่าไก่แจ้นั้นฟักไข่ห่านไม่ได้ แต่ไก่แคว้นหลูนั้นทำได้ แม้จักเป็นไก่เหมือนกันมีธรรมชาติไม่แตกต่างกัน แต่ศักยภาพต่างหากที่ไม่เท่ากัน อันตัวข้านั้นด้อยความสามารถ มิมีสิ่งใดจักสอนท่านอีก และไม่อาจจะช่วยเหลือแปรเปลี่ยนท่านได้ จงเร่งรุดไปหาท่านเล่าจื่อที่ทางใต้เถิด"

ชายผู้นี้ได้ยินดังนั้นจึ่งรุดไปคนเดียวเพื่อไปหาเล่าจื่อ
เมื่อพบท่านเล่าจื่อ ท่านเล่าจื่อพูดว่า"ท่านมาจากอ.เก็งสังชูหรือ?"
"ขอรับ"ชายผู้นี้ตอบ
ท่านเล่าจื่อยิ้มแล้วพูดว่า"แค่มาหาชายแก่ๆๆคนหนึ่ง ทำไม?ท่านต้องพากันมามากมายเช่นนี้ล่ะ"
ชายผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็ตกใจ หันไปรอบๆๆ พร้อมเกิดความสงสัยว่าก็เรามาคนเดียวนี่ทำไม?ท่านเล่าจื่อจึ่งพูดว่า"แค่มาหาชายแก่ๆๆคนหนึ่งทำไม?ต้องพากันมามากมายเช่นนี้ล่ะ"

ท่านเล่าจื่อเห็นดังนั้นจึ่งพูดว่า "ท่านไม่เข้าใจหรือ?"
สิ่งนี้ได้สร้างความสับสนขึ้นแก่เขาเป็นอันมาก จนกระทั้งเขานิ่งไปสักครู่และพูดขึ้นมาว่า "ข้าพเจ้ามาที่นี่เพื่อใคร่ขอคำตอบจากท่านในคำถามหนึ่ง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าท่านจักทำให้ข้าพเจ้าลืมคำถามนั้นไปเสียแล้ว"
ท่านเล่าจื่อพูดว่า "ท่านว่าอย่างไร?นะ"
ชายคนนี้พูดว่า" ข้าพเจ้ามาที่นี่เพื่อขอคำตอบจากท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่รู้สึกพึงพอใจนักที่จะให้มีคนมาพูดกันว่าข้าพเจ้าเป็นคนไม่รู้ในเรื่องนั้นๆ ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นคนโง่ในสายตาใคร? แต่อย่างไร?ก็ตามยิ่งข้าพเจ้ามีความรู้มากเท่าไร? กับพบว่าข้าพเจ้ายิ่งยุ่งยาก เหมือนเรื่องความดี เมื่อข้าพเจ้าไม่อาจจะทำมันได้ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่เมื่อข้าพเจ้าทำมันได้ มันกับสร้างความเจ็บช้ำให้ตัวเอง เป็นความขัดแย้งยิ่ง ดังนั้นจึ่งมาแสวงหาคำตอบจากท่านว่าจะหลีกเลี่ยงจากความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร?"
เล่าจื่อกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจท่าน ตั้งแต่ท่านก้าวเข้ามาและข้าพเจ้ามองเข้าไปในดวงตาของท่าน แลเห็นความขัดแย้งในนั้น ยิ่งท่านพูดยืนยันข้าพเจ้ายิ่งมั่นใจว่าท่านนั้นเป็นเช่นเด็กน้อยที่กำลังทุกข์ร้อนเพราะสูยเสียบิดาทมารดา เป็นชายโง่ที่พยายามวัดความลึกของมหาสมุทรด้วยไม้บรรทัด และ เป็นผู้กำลังหลงทางเมื่อแสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง และการทำเช่นนี้ย่อมจะทำให้ท่านจักไม่พบอะไร?ทั้งนั้นนอกจาก ไม้บอกทาง(มากมาย)ที่ท่านอ่านไม่ออกและมันดันชี้ไปทุกทิศทุกทางจนท่านไม่รู้ว่าจักไปทางไหน?ดี"
ชายผู้นั้นได้ยินดังนั้น จึ่งพูดว่า "ข้าพเจ้าจักขออยู่ที่นี่กับท่าน"

หลังจากนั้นชายคนนี้ก็พยายามที่จะทำความเข้าใจคำพุดของเล่าจื่อ พยายามฝึกสมาธิ พยายามปลูกฝังในสิ่งที่เขาคิดว่าควรจะมี เอาชนะสิ่งที่ตนรังเกียจ แต่ทว่าทำอย่างนั้นไปได้สิบวัน เขาก็พบว่าไม่มีอะไร?เปลี่ยนไปเขาสับสนหนักขึ้น และ เลิกล้มทุกๆๆสิ่งอย่าง
เล่าจื่อเห็นดังนั้นจึ่งพูดว่า "ท่านเห็นหรือไม่ ยิ่งทำอย่างนี้ทุกอย่างยิ่งอุดตัน ดังเชื่อกที่ผูกเป็นปมยิ่งพยายามแก้ปมแต่ทว่าปมนั้นยิ่งซับซ้อน ถ้าอุปสรรคอยู่ที่นั้นจงอย่าได้พยายามจะหยิบฉวยมันทิ้งไป อย่าได้พยายามแยกย่อยเป็นชิ้นๆๆเพื่อทำลาย วิธีนั้นทำไม่ได้ดอก นอกจากพยายามเรียนรู้วิธีที่จะไม่ต่อต้านมัน มิใช่ไปยึดเหนี่ยวเต๋า แต่จงปล่อยให้เต๋านั้นแหละที่หลั่งไหลมาครอบงำท่าน"
ชายผู้นั้นพูดว่า "ในการแสวงหาเต๋าของข้าพเจ้านั้น ทำให้ข้าพเจ้า เปรียบประดุจคนป่วยวึ่งได้ยินยาหลายขนาน แต่ทว่ายิ่งกินยิ่งเจ็บป่วย ขอท่านจงบอกข้าพเจ้าด้วยเถิดว่า ควรทำเช่นไร? อะไรคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ข้าพเจ้าควรก้าวไป เมื่อได้รู้ถึงสิ่งนี้ข้าพเจ้าย่อมพึงพอใจ"

เล่าจื่อพูดว่า"ท่านจักโอ้บอุ้มความเป็นหนึ่งเอาไว้ แล้วปล่อยให้มันสูญเสียไปได้ไหม? ทำนายโชคโดยไม่อาศัยกระดองเต๋าได้ไหม? จะรู้ได้ไหม?ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดนิ่ง แล้วกิจของท่านเล่า ท่านจักทำโดยไม่วิตกได้ไหม? ไม่ห่วงว่าคนอื่นจะพูดถึงกิจนั้นว่าอย่างไร?ได้ไหม? ไม่กังวลว่าเขาจะก้าวหน้าในกิจนั้นไปมากกว่าท่านเท่าไร?ได้ไหม? ยืนอยู่บนสองเท้าได้ไหม? ดำคิ่งลึกลงไปในแม่น้ำด้วยตัวท่านเองได่ไหม? และ จะเป็นดังทารกที่ร้องไห้โดยไม่คอแห้ง หรือชูกำปั้นทั้งวันแต่ไม่ปวดมือ ได้ไหม? หากท่านอยากรู้คำตอบที่ได้ถามไป จงเรียนรู้จากทารก กระทำทุกกิจประดุจดังไม่ได้กระทำ ไม่ได้ใส่ใจในผลของมันมากนัก ไม่สนใจว่าตัวเองจะได้อะไร? เพียงแต่เบิกบานไปกับมัน กระทำกิจนั้นเพื่อที่จะกระทำ ทำโดยปราศจากความคิด แลแบ่งแยก ไม่ต้องสนใจว่าทำไปทำไม? ให้ชีวิตนั้นได้จัดวางตัวของท่านให้มันได้นำทางท่านไป เป้นดั่งสายลมที่เพียงแค่พัดพา นี้แลคือก้าวแรก"
ชายคนนั้นถามว่า "นี้คือการบรรลุใช่ไหม?"

เล่าจื่อตอบว่า "เปล่าเลย นี่เป็นเพียงก้าวแรก และ จะต้องใช้กี่ก้าวหาใช่สิ่งสำคัญไม่? เพราะทุกๆๆก้าวย่อมเป็นก้าวแรกและสุดท้ายเสมอๆ ชีวิตคือการเดินทาง ปล่อยให้ทุกสิ่งไหลเลื่อนไป ดังเช่นน้ำแข็งย่อมค่อยๆๆละลายไปเป็นน้ำ จนถอนตัวให้พ้นจากทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เพื่อที่เต๋าจักได้นำทางท่าน เพื่อที่ท่านจะได้เป็นทารกของเต๋า ยิ่งท่านขืนพยายามที่จะบรรลุ ท่านไม่รู้หรือว่าสิ่งที่ท่านพยายามจะลุให้ถึงอยู่นั้น ไม่อาจจะลุถึงได้ ท่านเพียงแต่แค่พยายามที่จะเข้าถึงในสิ่งที่ความเพียรเข้าถึงได้ หาเหตุผลในสิ่งซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ ท่านย่อมถูกทำลาย โดยสิ่งที่ท่านเองนั้นแหละมัวแต่แสวงหา สมหวังทุกประการโดยการหยุดนิ่ง รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดจึ่งหยุด รู้ว่าเมื่อไหร่การกระทำของเรามิอาจจะไปต่อ นั้นแลคือการเริ่มต้นที่ถูกต้อง"
dr.date (IP:202.44.70.56)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 4 ก.ค. 2555 (16:07)
อ้อ... ตอนท้าย ต้องแปลว่า ท่านเพียงแต่แค่พยายามที่จะเข้าถึงในสิ่งที่ความเพียรเข้าถึงไม่ได้ ตกคำว่าไม่นะครับ
dr.date (IP:61.90.165.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 4 ก.ค. 2555 (16:37)

ได้อ่านงานแปลเรื่อง Buddha -dasa,Theravada Buddhism and Modernist Reform in Thailand  ของผู้แต่งคือ Peter A. Jackson ไปได้บางส่วนแล้วครับ (จบบทที่ 4 แต่รู้สึกว่าผมจะหาบทที่ 2 ไม่เจอ แต่ไม่เป็นไรครับ)

ต้องบอกว่า คุณ Peter เป็นคนที่น่าทึ่งมากครับ ไม่ทราบว่า อ.Date มีข้อมูลบ้างรึเปล่าว่าเขาเป็นใคร (อยากรู้เพราะชื่นชม) และงานชิ้นนี้ เป็นหนังสือธรรมดา หรือว่าเป็นงานวิชาการเชิงวิทยานิพนธ์อะไรรึเปล่าครับ

แล้วผมก็รู้ตัวว่า ผมรู้จักท่านพุทธทาสน้อยกว่าคุณ peter มากกว่ามาก อ่านแล้วได้อะไรหลายๆอย่าง
1) เทคนิควิธีวิพากษ์แบบเข้ม (ไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร)ก่อน แล้วตามด้วยการวิพากษ์แบบโอนอ่อนตาม (หรือแบบเห็นใจ เข้าข้าง คุ้นเคย) ... คิดไปนิดนึงว่า การปะทะกันทางความคิด ของคนที่ยังไม่คุ้นเคยกัน น่าจะเป็นตัวอย่างของการวิพากษ์แบบเข้ม
2) การศึกษาอย่างเป็นระบบอย่างที่คุณ Peter ทำ เป็นวิธีการที่ดีมาก อ่านแล้วอยากลองไปเรียนทางมนุษศาสตร์ สังคมศาสตร์บ้าง ... เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ ในการประมวล วิพากษ์ สะท้อนข้อมูล ความรู้ต่างๆ ... ถ้าบ้านเรามีงานวิชาการแบบนี้ น่าจะเป็นประโยชน์มากนะครับ

ผมว่างานแปลของคุณ Peter น่าจะทำเป็นหนังสือ ให้คนไทยได้อ่านศึกษากัน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 4 ก.ค. 2555 (16:49)

หนังสือเต๋า ผมมีอยู่สองสามเล่ม แต่ไม่ได้อ่านจบสักเล่มเลยครับ จับมาอ่านแบบเพลินๆ โทนออกเชิงบทกวี เชิงปรัชญา บางอันก็เข้าใจพอได้บ้าง บางอันก็ยังไม่เข้าใจ ก็เลยเป็นการซื้อแบบเก็บสะสมไว้ ที่เป็นหนังสือแปลของปราชญ์จีนที่อ่านจบ คือ โอวาท 4 ของท่านเหลี่ยวฟาน อ่านสนุก และเข้าใจง่ายดีครับ ... ไปพ้องกับ หนังสามก๊กตอนจู่ล่ง (ที่ลองเช่ามาดู) ที่จู่ลงบอกว่า "ชีวิตของข้า อยู่ในกำมือของข้าเอง" (แต่สุดท้าย จูล่งก็ต้องเป็นตามที่ขงเบ้ง วางเอาไว้อยู่ดี)

ท่านเหลี่ยวฟานทำบัญชีคะแนนดี-ไม่ดีประจำวัน ไปพ้องกับวิธีการที่ท่านพุทธทาสก็เคยทดลองทำบัญชีประจำวันตรวจสอบสภาพจิตใจของท่านเอง

ส่วน ... เล่าจื่อตอบว่า "เปล่าเลย นี่เป็นเพียงก้าวแรก และ จะต้องใช้กี่ก้าวหาใช่สิ่งสำคัญไม่? เพราะทุกๆๆก้าวย่อมเป็นก้าวแรกและสุดท้ายเสมอๆ ชีวิตคือการเดินทาง ... คล้ายๆว่าจะพ้องกับแนวทางของเซ็นนะครับ (อะไรสักอย่าง ... เซ็นที่ไร้นิพพาน)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 4 ก.ค. 2555 (17:14)
ครับถ้าสังเกตุดีๆๆ จะพบว่าแกตีบริบทสังคมไทยแตกครับ ตีวัฒนธรรมไทยแตก และดูจะรู้ดีกว่าคนไทยส่วนใหญ่(และพวกที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในสังคมนี้)เสียอีก แกเป็นprofessorทางปรัชญาที่ Australian National University ครับ หลังๆๆแกหันไปศึกษาหรือไปจับเรื่องทัศนะทางศาสนากับเพศที่3(น่าจะตีพิมพ์แล้ว) เล่มนั้น(วิพากษ์ผลกระทบของการปกิรูปพุทธศาสนาในสังคมไทย)ก็เป็นงานวิจัยครับ ข้อมูลรายละเอียดหาได้ง่ายครั้บในระบบอินเทอร์เน็ต ตอนที่ราชบัณฑิตยสถานจะขอแปลช่วงปี2006-2007(ตอนนั้นผมยังไม่ได้กลับเข้ามาในประเทศไทยเป็นหลักแหล่งแบบช่วงปีสองปีหลังนี้เลย) แกก็ยินดีมอบให้แปลโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์แต่อย่างใดด้วยครับ เขียนขึ้นตอนแกมาอยู่ที่เชียงใหม่ครับ แกรู้ภาษาไทยดีมากครับ ผมเคยพบแกไม่กี่ครั้งครั้งล่าสุดที่มช.และไม่ได้พูดคุยกันเท่าไหร่ด้วย คนที่แนะนำครั้งแรกคือ ผศ.ธนพล สมหวัง แต่ขอให้สังเกตว่าแก เขียนในเชิงปรัชญา เพื่อให้นักปรัชญา หรือ นักวิชาการทั่วๆๆไป ไม่ใช่คนทั่วๆๆไปอ่าน สำนวนก็จะมีศัพท์ทางปรัชญาค่อนข้างมาก หรือจัดระบบความคิด(ของท่านพุทธทาส)แบบปรัชญาตะวันตกครับ และก็ดูจะขาดเรื่องผลงานในช่วงท้ายๆๆของท่านพุทธทาสคือ อตัมมยตา และ ทัศนะทางศาสนาเชิงเปรียบเทียบ(โดยเฉพาะที่ท่านแสดงไว้ถึงคริสต์ กับ เต๋า) อ้อ....คือแล้วก็เรื่องตอนที่่ท่านกับทะไลลามะ พบกันไป

แต่โดยรวมๆๆ ถือว่าใช้ได้ครับ ตอนเห็นครั้งแรกก็ค่อนข้างชอบเลยครับ บ้านเรามีน้อยครับ งานวิชาการแบบนี้ หลังๆๆก็ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นงานเขียนแบบ(ชุ่ยๆๆ เสียมากครับ อาจจะเพราะภาครัฐไม่ให้การสนับสนุน ด้วยแหละครับ อย่างน้อยก็มี อ.สิทธิชัย โภไคยอุดมเห็นด้วยกับผมอีกคนหนึ่งละครับ555 ปีที่แล้วเห็น อ.แกพูดตอนแกโปรโมทหนังสือเล่มล่าสุดของแก)
dr.date (IP:61.90.165.230)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 4 ก.ค. 2555 (17:37)
ครับ เพราะเซนมันเป็นลูกผสม ครับ คือพุทธมหายานแบบอินเดียกับเต๋าและขงจื่อเสียด้วยซ้ำื เลยมีการเอาคำสอนที่เรียบง่ายแบบเต๋าเข้ามาขัดเกลาพุทธธรรมซึ่งลึก แต่จับต้องได้ยาก แต่ทัศนะโดยรวมๆๆจะเหมือนกันมาก และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไม? ชาวจีนจึ่งรับพุทธศาสนาได้ง่าย เพราะคัมภีร์เต๋า(ทั้งสามเล่ม) ที่ชาวจีนไม่เข้าใจ การเข้ามาของพุทธทำให้ชาวจีนสามารถเข้าใจลัทธิเต๋าได้มากขึ้นเพราะแกเขียนในเชิงรหัสนัย เช่นทัศนะความว่างในแบบเต๋า คัมภีร์เต๋าไม่ได้อธิบายไว้มากนักเพียงแต่พูดถึงผ่านนิทานคติ แต่พุทธธรรมมีการพัฒนาอธิบายอย่างละเอียด(โดยเฉพาะยุคท่านนาครชุน)
และอีกประการก็มีชาวจีนที่เข้าใจเต๋าอยู่แล้ว พอพุทธศาสนาเข้ามาและพูดไปในเรื่องเดียวกัน ก็เลยถูกจริตึคนจีนเข้าใจได้ทันทีครับ และมีการพัฒนา(ทางความคิด)ขึ้นสู่จุดสูงสุดในยุคจูสี(แนวคิดของทั้งสองสำนักที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันไปมาถ้าจำสูตรเว่ยหล่างได้จะเห็นว่ามีนักศึกษาเต๋าเข้ามาฟังท่านเว่ยหล่างด้วย พุทธในจีนขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ยุคท่านโพธิธรรม(ท่านผนวชรวมทุกนิกายในยุคนั้นและชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนาคือมรรคแห่งการปฏิบัติไม่ใช่ปรัชญา) จากนั้นได้หลอมรวมกับเต๋าอย่างสมบรูณ์ในยุคท่านซุงซาน(ท่านสังฆปริณายกเซนองค์ที่3)ครับ)

จากนั้นลัทธิเต๋าก็เสื่อมลง กลายเป็นลัทธิบ้าๆๆบอๆๆ แสวงหาความเป็นอมตะไปครับ พุทธในจีนก็เหลือเพียงการสวดนามอมิตาภะเพื่อไปสุขาวดี(แม้ว่าจะเคยทำอะไรมากก็ตามที) ทุกวันนี้พุทธศาสนาในจีนกับลัทธิเต๋า(แท้ๆๆ) แทบจะไม่เหลือแล้วครับ เพราะรัฐบาลจีนตั้งใจจะทำลายเพราะถ้าคนบรรลุอิสรภาพทางจิตวิญาณ เขาก็คงไม่ยอมอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐอีกและเห็นว่าความคิดแบบชาตินิยม อะไรทำนองนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ส่วนขงจื่อทุกวันนี้ได้รับการนำกลับมาใหม่ครับ เพราะว่าทัศนะของขงจื่อคือรับใช้รัฐ ยอมอยู่ภายใต้การปกครองอย่างแข็งขื่น เรียนรู้หน้าที่ตนที่สังคมจารีตบอกมาและทำๆๆตามไป มันก็สอดคล้องดีกับนโยบายของเขา เขาก็สนับสนุน
dr.date (IP:202.44.70.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 4 ก.ค. 2555 (17:58)

แสดงว่า เราหนีเรื่อง การเมือง การปกครอง ที่มีบทบาทเข้าไปในเรื่องปรัชญา ศาสนา การแสวงหาทางด้านจิตใจ ไปไม่พ้นใช่มั้ยครับ ... อ่านงานของคุณ Peter ผมต้องกลับมาพิจารณามุมมองที่เคยมีต่อพระสายวัดป่าว่า ผมอาจจะมองตั้งไว้ในทางที่ดีจนเกินไป ... จริงๆ การเกิดขึ้นของธรรมยุตินิกาย น่าจะเกิดจากเหตุผลทางการเมืองเป็นต้นเหตุหลักรึเปล่าครับ แม้เราๆที่ชื่นชอบ พระสายปฏิบัติ ควรต้องระวังเป็นอย่างมาก ... เพราะหากเราเองยังไม่มีความเข้าใจเรื่อง "การปฏิบัติที่ถูกต้อง" ที่ดีพอ ก็ไปจับยึดว่า แนวทางนั้นๆ เป็นแนวทางทางที่ถูกต้อง หรือดีกว่าแนวทางอื่น... สังเกตเห็นว่า ตอนนี้ พุทธศาสนาบ้านเรา มาถึงจุด ที่มีสำนักปฏิบัติต่างๆ และดูจะอ้างวิธีปฏิบัติ วิธีการตีความตามแนวทางของสำนักนั้นๆ ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งมีการโจมตีกันพอสมควร เช่น ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายวิปัสสนา ก็พูดเชิงดูหมิ่นดูแคลน ฝ่ายที่เน้นการทำสมาธิ เป็นต้น คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ หากการช่วยกันเผยแพร่ศาสนา ถูกแปรเปลี่ยนเป็นการสร้างกลุ่มลัทธิความเชื่อตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งเท่านั้น และพยายามปกป้องตัวเอง สร้างกำแพงหรือสังคมแคบๆเฉพาะกลุ่มคนที่ศรัทธาเห็นด้วย ... รวมทั้งการเกิดกลุ่มที่มีอัตลักษณ์พิเศษ(ที่น่าตั้งคำถาม)เช่น กลุ่มธรรมกาย เป็นต้น

แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องของ ความหลากหลาย เสรีภาพทางความคิด ... แต่ว่า เราจะมีอะไร (หรือจำเป็นต้องมีรึเปล่า) ในการมีส่วนร่วมช่วยกัน ระแวดระวัง ไม่ให้เกิดสิ่งที่ กลายเป็นความแตกแยก หรือความบิดเบือนที่ไม่ควร ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนา หรือเหมือนถูกนำไปปลอมแปลงใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ควร


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 5 ก.ค. 2555 (09:47)
ครับ เรื่องการเมืองนี่มีส่วนอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองของรัฐจะต้องพยายามไม่ให้ศาสนาเติบโตขึ้นมามีอำนาจเหนือตน
เพราะนักบวชเป็นกลุ่มที่สามารถครอบงำความคิดคนได้ไม่ต่างจากนักการเมือง แต่บางครั้งก็มีการใช้ศาสนานี่แหละเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ผู้ปกครอง เช่นเรื่องโอรสสวรรค์ทำนี้ครับ
ธรรมยุติก็คล้ายๆๆ Protestantism นั้นแหละครับเน้นระเบียบวินัย เพราะต้องการปฏิรูปในด้านความย่อนในพระวินัยของสงฆ์ในยุคนั้น ก่อตั้งโดยร.4 เพราะท่านต้องการหลบภัยการเมือง แต่ก็ไม่อยากจะเอาตัวเองให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของผู้นำสงฆ์กระแสหลักในยุคนั้น คือท่านอยากจะเป็นเจ้าลัทธิเองอะไรทำนองนี้ครับอีกทั้งในยุคนั้นกระแสความคิดของตะวันตกเริ่มไหลเข้ามา จึ่งมีความพยายามที่จะปฏิรูปทางความคิดในเมืองไทย(จะพูดถึงแค่ในแง่ของศาสนานะครับ)
ซึ่ง ถูกครอบงำ
ด้วยไสยเวทวิทยา รวมทั้งความคิดแบบลังกา และไตรภูมิพระร่วง(ซึ่งเขียนขึ้นโดยชนชั้นบนเพื่อครอบงำคนชั้นล่าง) (ท่านมีหัวทางด้านนั้นด้วยแหละครับ เพราะท่านมีเพื่อนเป็นมิชชันนารีเยอะ)เพื่อรับมือกับการเข้ามาของชาติมหาอำนาจตะวันตก ถ้าไม่ทำลายความคิดทำนองนี้คนในสังคมก็จะไม่มีศักยภาพพอที่จะรู้ทันหรือสู้รบปรบมือกับชาติตะวันตกได้
เช่น การริเริ่มให้มีการแต่พุทธประวัติของพระพุทธองค์ในรูปแบบมนุษย์ธรรมดาสามัญ แบบในหนังสือLight of Asiaของ Sir Edwin Arnold การก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ เน้นทางด้านปริยัติธรรม ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือมีการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้เป็นระบบมากขึ้น และ มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ แต่ทว่าในด้านสมาธิภาวนาก็ถูกละเลยไป ดังนั้นการศึกษาจึ่งเป็นไปในลักษณะ เน้นสมอง ความรู้ แต่ไม่ใช่หัวใจ และ ปัญญา

ทีนี้เราก็จะเห็นว่า ก็เกิดสองกลุ่มขึ้น คือสงฆ์กลุ่มเดิมหรือมหานิกาย กับกลุ่มใหม่คือธรรมยุติ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ลงรอยกันเท่าไหร่? มีการกีกกันแก่งแย่งกันทางสมณะศักดิ์ มีการวิ่งเต้นวุ่นวายมากครับ แต่ถ้าสังเกตุให้ดีๆๆจะพบว่า ทุกวันนี้ธรรมยุติก็ไม่ต่างจากมหานิกายเดิมที่ตนเองเคยพยายามจะปฏิรูป คืออ่อนแอค่อนข้างมาก และ ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยม วัตถุนิยม ครับ คือใช้ความเชื่อและไสยเวทวิทยา เพื่อครอบงำความคิดคนกลุ่มหนึ่ง(ซึ่งใหญ่)เพื่อลาภสักการะ ทุกวันนี้ไม่มีการปลงอาบัติกันเลยนะครับ ไม่เว้นแม้แต่วัดของเจ้าคุณประยุตต์

และความอ่อนแอนี้ ก็เลยทำให้เกิดกลุ่มซึ่งนำมาซึ่งหายนะอย่างยิ่ง อย่างธรรมกาย(รวมทั้งพวกสายพระป่าบางพวกที่เน้นไปทางไสยเวท ผู้วิเศษ มากกว่าที่จะเป็นพระธรรมวินัย) ซึ่งมีทุนมหาศาล และ มีความรู้ที่จะใช้สื่อต่างๆๆทางเทคโนโลยีได้ดียิ่ง และไม่มีใครจัดการเพราะ ธรรมกายมีการแบ่งปันกันทางผลประโยชน์ค่อนข้างมากกับสงฆ์กระแสหลัก(โดยเฉพาะมีจุดร่วมเดียวกับคืออาศัยไสยศาสตร์และพุทธพาณิชย์เป็นเครื่องมือ) รวมทั้งรัฐด้วย มีคนมีอำนาจมากมายที่อาศัยผลประโยชน์จากกลุ่มนี้ขึ้นมามีอำนาจ ไม่เว้นแม้แต่กระทั้งผู้บริหารบางคนในมหาวิทยาลัยรัฐ
ถ้าสังเกตุให้ดีจะเข้าใจว่าทำไม?สันติอโศกถึงถูกจัดการ(ก็เพราะแกไม่ได้ยอมแบ่งปันผลประโยชน์กับกระแสหลักรวมทั้งออกแนวโจมตีเปิดโปงเสียด้วยซ้ำ)ทีนี้ทุกวันนี้สันติอโศกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆๆครับ เพราะต้องพึ่งตนเองครับ
แต่สันติอโศกมีปัญหาตตรงที่ไม่มีมิตรทีดีที่คอยตักเตือนจึ่งออกแนวลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆๆและก็สุดโต่งไปด้วยในบางแง่
แต่บางทีสันติอโศกนี่แหละจะกลายมาเป็นคณะสงฆ์หลักในประเทศอนาคต ถ้าคณะสงฆ์กระแสหลักทุกวันนี้ยังคงนิ่งนอนใจ

การมีเสรีภาพทางความคิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรอกครับ ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ก็มีสำนักคิดนิกายมากมายเกิดขึ้นแม้แต่ศาสนาเดียวกันจนนับไม่ไหว(ซึ่งเป็นทั้งส่วนที่ช่วยให้มีการพัฒนามาขึ้น และก็ตกต่ำด้วย รวมทั้งมีการหลอมรวมความคิดหรือหักล้างกันเหมือนหินในแม่น้ำที่ไหลไปด้วยกันและขัดสีขัดเกลากันและกันไป)ตราบใดที่เขาเหล่านั้นมีจุดยืนที่การแสวงหาสัจจะ และเข้าใจว่าธรรมะมีขึ้นเพื่อปกป้องศีกดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สัจจะเป็นเหมือน ลูกของเราเขาใช้เราเป็นทางผ่าน แต่ไม่ใช่ของๆๆเรา(เพราะเขาเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิตแห่งธรรมชาติ มีจิตวิญญษณเป็นของเขาเอง)
ไม่ใช่สมบัติของกลุ่มก้อนใด? หรือ ของใครคนหนึ่ง
ก็ไม่น่าจะต้องกังวลอะไร? สัจจะย่อมเป็นเอกภาพ หาได้ขึ้นอยู่กับความเห็นของมนุษย์ มันเป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้ว มีแต่แค่เพียงเห็นหรือไม่เห็น ถ้าคนเห็นมันก็ต้องเป็นสิ่งเดียวเหมือนรสชาติของชาแก้วเดียวกันไม่ว่าชิมกี่ครั้งรสของมันย่อมเหมือนกัน ดังนั้นจึ่งไม่มีปัญหาครับ
Dr.date (IP:202.44.70.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 5 ก.ค. 2555 (10:07)
เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ผมมีความเห็นในทำนองที่ไม่ได้มีจิตจะกระตือรือร้นที่จะปกป้องคำสอนของใครเท่าไหร่?
บางคนอาจจะมองในทำนองว่า เป็นพวกนอกศาสนา ไม่ภักคดีพวกอะไรก็แล้วแต่ก็ช่างเขาและกัน
อย่างบางคนพูดว่าเราทุกคนต้องมาร่วมกันรักษาปกป้องพระศาสนา(แต่จริงๆๆน่าจะพูดว่าเราควรจะปกป้ององค์กรนั้นนี้ที่เราใช้เป็นตัวแทนของศาสนา)ให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆๆ แต่จริงๆๆมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับไม่มีองค์กรไหนมันจะอยู่ยั่งยืนตลอดไปได้หรอก
เป็นความเข้าใจส่วนตัวและเป็นความเชื่อว่า ทุกๆๆคนต้องหาหนทางด้วยตัวเขาเอง เรียนรู้ตัวเขาเอง มันเป็นความรับผิดชอบของตัวเขาเองว่าจะยอมให้ตัวเองได้บรรลุวุฒิภาวะ หรือ จะค่อยๆๆปล่อยให้ชีวิตร่วมโรยไปและไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย? (บางทีนะครับ ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง สาเหตุหนึ่งที่ธรรมชาติ หรือ พระเจ้า อะไรทำนองนี้ ให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ ในการส่งเรากลับมาก็คงเพราะอยากให้เรากับมาสอบซ่อมเรื่อยๆๆ จนกว่าจะผ่าน จนกว่าจะได้เรียนรู้อะไรกลับไป)
องค์ทะไลลามะ พูดสิ่งหนึ่งไว้ว่า "ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า บางทีโลกใบนี้อาจจะต้องมีศาสนานับล้านรูปแบบ ตามจำนวนของมนุษย์บนโลก เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งที่แต่ละคนนั้นเป็น)
ถ้ามนุษย์ทุกคนยังมีความขัดแย้งลึกๆๆในใจ ความทุกข์ระทม ก็ไม่ต้องห่วงว่าศาสนาจะหายไป
มันจะอยู่ที่นั้นถ้ามีคนแสวงหานิรันดร์ภาพ ความรัก ความงาม สัจจะ อิสรภาพ
ในอนาคตอาจจะไม่มีใครรู้จักพระพุทธเจ้า พระเยซู ศาสนานั้นนี้ก็ได้ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าจะยังคงที่จะมีคนที่ได้สัมผัส
ศาสนาเหล่านี้ที่จิตวิญญาณของเขาเอง เขาอาจจะพุดในสิ่งซึ่งดูเป็นสิ่งใหม่แปลกประหลาดแต่โดยแก่นแท้แล้วก็คือ สิ่งที่พุ่งตรงมาจากชีวิต จากการได้ประสบพบเจอนิรันดร์ภาพ เป็นสิ่งเดียวกับที่มีอยู่ในคำพูดของพระพุทธเจ้า เล่าจื่อ ซาธารุสตรา อะไรทำนองนี้
Dr.date (IP:202.44.70.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 5 ก.ค. 2555 (16:38)

สมัยเรียน ป.โท เคยดูหนังเรื่อง One Groundhog Day ดูตอนแรกๆก็แปลกๆดี ตัวละครพระเอก จะตื่นขึ้นมา พบกับวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ วัน Grounghog day ในแต่ละวันบริบท สิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือ ตัวเขาเองต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ในแต่ละช่วงเหตุการณ์ของวัน เขาจึงมีวันเดิมซ้ำๆ ที่จะกลับไปแก้ช่วงเวลาที่เขาทำอะไรผิดพลาด หรือยังไม่เกิดผลตามใจปรารถนา ... เทียบกับชีวิตจริง เราอาจไม่ได้มีวันเดิมๆ ที่เหมือนกัน ที่เราจะหวนกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ดูจริงๆ ช่วงชีวิต เราก็ยาวพอ ที่จะพิจารณาเป็นช่วงๆ ที่เหมือนให้โอกาสเราหวนไปพิจารณาว่า ที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วช่วงปัจจุบัน และต่อไปที่ยังเหลืออยู่นั้น จะทำอะไรได้บ้าง

ผมชื่นชมหลายๆคนที่ประสบผลสำเร็จ (ตามภาพภายนอกที่เรารับรู้) ทางการศึกษา หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ... บังเอิญหน้าหมู่บ้านผม ตรงข้ามเยื้องๆ กับวัดที่มักจะมีงานฌาปนกิจของคนสำคัญๆ ก็เห็นทั้งความชื่นชม บุคคลเช่น พลเอก ... เป็นต้น และก็จะเห็นว่า เราไม่สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยได้เลย ... ในงานเช่นนี้ บางทีก็เห็นการกระทำในสิ่งที่ขาดสติ เช่น ยังมีการจัดลำดับ คนสำคัญๆ มาถวายผ้าบังสกุล เป็นต้น (ไม่นับการสวดพระอภิธรรม ที่ อ.Peter ยังรู้ว่า เป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์) ... ผมเองก็เดินทางอยู่บนเส้นทางของ อาจารย์ นักวิชาการ ยังนับไม่ได้ประสบผลสำเร็จอะไร ... แต่ถ้าพิจารณาอะไรเล็กๆน้อยๆ ที่เราได้มีโอกาสทำเพื่อคนอื่น ก็ยังพอมีให้เราได้รู้สึกดีบ้าง ... แต่บางครั้งก็ปลอบใจตัวเราเองว่า ... เมื่อถึงวัยหนึ่ง เช่น อายุประมาณ 70 (สำหรับชาย) ทักษะ ความสามารถ ที่อาศัย การทำงานของสมอง ก็คงจะลดน้อย แทบจะไม่เหลืออะไรมาก ... ที่เหลืออยู่บ้าง น่าจะเป็น "จิตใจ" ของเรา ซึ่งก็คง ไม่ค่อยจะมีพลังแล้วเช่นกัน

ความเข้าใจผม ผมคงมีเวลาไม่มากนัก คือ ประมาณ 10 ปี ที่ร่างกายจะยังคงพอช่วยสนับสนุนได้ค่อนข้างดี เป็นปกติ ... อ. Date มีความคิดเห็น เกี่ยวกับช่วงวัย และการเตรียมตัวอย่างไรบ้างครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 6 ก.ค. 2555 (08:56)

เมื่อเย็นวาน ผมสอนนักศึกษาภาคสมทบ ... เด็กกลุ่มนี้ว่าตามจริง จะเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานไม่แน่น ซึ่งจำนวนมากทีเดียว ผู้ปกครองค่อนข้างจะมีฐานะดี ... เป็นกลุ่มเด็ก ที่หากเราดูจากฐานะการงาน หรือทางสังคมของพ่อแม่ น่าจะเป็นเด็กที่เรียนได้ดี เพราะน่าจะมีปัจจัยเอื้อค่อนข้างมาก ... ถ้าเราใช้ศัพท์ตามเพลง "ลูกเทวดา" เด็กกลุ่มนี้ กำลังจะเป็นลูกเทวดาที่ทำท่าจะตกกระป๋อง ... แต่หากดูในอีกมุมมองหนึ่ง เขาเหมือนกับเป็นเด็กดื้อ ที่กำลังค้นหาอะไรในตัวของเขาเอง ... แน่นอนล่ะ พวกเขาไม่ใช่กลุ่มเด็กเรียน ... สิ่งที่น่าสังเกตคือ เขาจะค้นหาได้รวดเร็วทันการหรือเปล่า ในขณะที่สิ่งอื่นๆภายนอก ก็จะดึงความสนใจพวกเขาออกไปจากห้องเรียน มากขึ้นๆ ... การได้เรียนภาคสมทบ เป็นเครื่องสะท้อนเล็กๆ ถึงความไม่ค่อยจะสมดุล ของการใส่ใจต่อการเรียนในช่วงที่ผ่านมา

การสอน จริงๆก็ต้องบอกว่า แตกต่างจากปกติบ้างพอสมควร เมื่อผู้เรียนพื้นฐานไม่แน่น การสอน เนื้อหา การนำเสนอ ก็ต้องปรับกันชุดใหญ่ คำอธิบายเชิงนามธรรมที่ซับซ้อน ที่สัมพันธ์กับทักษะที่เกี่ยวข้อง ก็อธิบายได้ลำบากมากขึ้น ... ต้องเน้นการให้ตัวอย่าง เน้นการค่อยๆให้ได้ลงมือทำเอง ... ซึ่งต้องใช้เวลา และการคลุกคลีอยู่กับผู้เรียน

การที่มีการศึกษาภาคสมทบ มองได้หลายอย่าง เป็นการขยายโอกาสการศึกษา และในขณะเดียวกันก็เป็นเชิงพาณิชย์ด้วย ... ก็เริ่มเห็นอาจารย์หลายๆท่านไม่ประสงค์ที่จะรับสอน ถึงแม้ว่ามีค่าตอบแทนพิเศษ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 6 ก.ค. 2555 (09:34)

กลับมา คุยเรื่องของ เด็กตัวเล็กๆ อีกหน่อยนะครับ ซึ่งตัวที่มีบทบาทสำคัญต่อเด็กมากๆ คือ ระบบการศึกษา (และระบบของสังคมด้วย) ... เมื่อวันสองวันก่อนมีข่าวเด็กประถมที่พกอาวุธไปทำร้ายเพื่อนจนถึงแก่ชีวิต
---

ดูเหมือนว่า เราไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็ก และเยาวชน (ซึ่งก็สะท้อนว่า ผู้ใหญ่กำลังทำอะไรที่ผิดพลาดกันอยู่) ลูกชายตัวเล็กของผมอยู่ ป.3 มีการบ้านกลับมาทำทุกวัน เยอะด้วยครับ และเป็นทำนองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองต้องพาเด็กทำงาน (ซึ่งผมว่า น่าจะทำที่โรงเรียน ก็พอแล้ว) ก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ปกครองแต่ละคนจะจัดการกันอย่างไร ได้ดีมากน้อย (ผมวันไหนเหนื่อยๆ ก็ปล่อยให้เขาทำกันเองกับพี่ชาย ดูบ้าง ปล่อยบ้าง อยู่ห่างๆ) ... เขาเป็นเด็กที่มีอะไรแปลกๆเหมือนกัน เหมือนจะมีความคิด อะไรเคลื่อนไหวอยู่ในหัวตลอดเวลา ดังนั้นจะให้อยู่นิ่งๆไม่ได้ แต่ถ้าได้อ่านหนังสือที่ชอบก็จะอยู่ได้สักพักใหญ่ๆเลย ว่างๆก็จะเดินๆไปมา สนุกอยู่คนเดียวก็ได้ ... หลังเลิกเรียนๆ จริงๆ ผมอยากให้เด็กได้ทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ (การเรียนส่วนใหญ่ หรือทั้งหมด ถ้าทำได้ น่าจะเสร็จสมบูรณ์ที่โรงเรียน) เด็กควรจะได้มีเวลากับกิจกรรมที่สร้างสรรค์อื่นๆ การสัมผัสกับอะไรๆ ที่ต่างจากที่โรงเรียนด้วย

คงจะกลายเป็นเพียงเรื่อง อุดมคติ ที่เราจะมีโรงเรียน มีระบบการศึกษาที่เน้นการฝึกจิตใจพื้นฐานที่ดี (เอาสาระวิชาการ ออกไปบ้าง แต่แทนด้วย การปฏิบัติ การกระทำ ที่จะทำให้เกิดจิตใจพื้นฐานที่ดีงามกับเด็ก ... เอาเรื่องการวัดการประเมิน การแข่งขัน และเรื่องเชิงพาณิชย์ออกไป) ... เคยเข้าไปดู web ดูข้อมูลโรงเรียนสัตยาไสยของ อ.ดร.อาจอง ... น่าเสียดาย ที่ยังไม่ได้เปิดกว้าง และรับเด็กได้จำนวนจำกัด ... ทำไมเราไม่ทำเป็นวาระระดับชาติ ที่จะทำให้เกิดโรงเรียนทางเลือก ที่สร้างสรรค์ อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ปกครองมีทางเลือก ให้เด็กมีทางเลือกสำหรับชีวิตของเขา ... อย่างกรณีโรงเรียนพุทธ หรือการบวชเรียน(เป็นเณรน้อย) ถ้าทำกันจริงๆจังๆ ผมคิดว่า น่าจะมีผู้ปกครองหลายๆคน เต็มใจและยินดีที่จะสนับสนุนบุตรหลานของเราเอง ตามแนวทางนี้เหมือนกัน

ไม่รู้ว่า ในทิเบต ภูฐาน หรือศรีลังกา มีการจัดการเรียนการศึกษาให้กับเด็กเยาวชนของเขาอย่างไรบ้าง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 6 ก.ค. 2555 (13:51)

ได้อ่านต่อ ผลงานวิจัยของ อ.Peter ที่ศึกษาวิพากษ์งานของท่านอาจารย์พุทธทาส สรุปแนวทางสำคัญ (ตาม อ.Peter) ได้ดังนี้ครับ

ท่านพุทธทาสเจตนา และต้องการปฏิรูป เพื่อให้แนวทางใหม่ในการตีความ ศึกษา และปฏิบัติธรรม ของพุทธศาสนา (เถรวาท)

1) การให้หลักการตีความแบบ "ภาษาคน - ภาษาธรรม" จุดเน้นคือ การตีความข้อความธรรมะ ไม่ควรตีความตามตัวอักษรไปทุกกรณี ผู้ตีความควรเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางธรรมะ  ปัญญา หรือคุณภาพจิต ให้เหมาะพอกับเรื่องนั้นๆด้วย และต้องตีความมุ่งไปที่เจตนา และความสอดคล้องกับเป้าหมายของหัวใจของเรื่องนั้นๆ

2) การใช้หลักในข้อหนึ่ง ขจัดสิ่งที่ แปลกปลอม ไร้สาระ ไม่จำเป็น หรือเกินเลย จากหลักการที่สำคัญ ... เช่น การไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพระอภิธรรมอย่างที่เชื่อและถือปฏิบัติกันมา (ของกลุ่มที่ชอบศึกษาพระอภิธรรม)

3) การใช้หลักในข้อหนึ่ง พิจารณาตีความประเด็นที่สำคัญๆของหลักคำสอน เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท (การเวียนว่ายตายเกิด) จิตว่าง  นิพพาน

4) ให้ความหมายใหม่ ของคำว่า "จิตว่าง" คือ จิตที่ว่างจากตัวตน ความยึดมั่น (ว่างจากกิเลส) และใช้ในระดับของจิตสำนึก (สติ) และเชื่อมโยงจิตว่างเช่นนี้เข้ากับนิพพาน (พ้องบางส่วนกับเซน และปรับใหม่ให้สอดคล้องกับเถรวาท ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ศาสนาเป็นเรื่องทันสมัย ใช้ได้กับทุกคน)

5) เน้นการปฏิบัติธรรมร่วมกับการทำงานทุกอย่างในชีวิตประจำวัน คือ การทำงานด้วยจิตว่าง ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลธรรมดา หรือฆราวาส (พ้องกับเซน ตามแนวทางของท่านติช นัท ฮัน)

6) จาก 4) และ 5) ท่านได้ยกสิทธิและสถานะของฆราวาส หรือคนธรรมดา (ที่ไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระ) ที่จะสามารถปฏิบัติธรรม และได้ผลดี ไม่แตกต่างกัน ... รวมทั้ง ปรับตีความ "นิพพาน" ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ... อย่างน้อย ด้วย "นิพพานชั่วขณะ" จากจิตว่าง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 6 ก.ค. 2555 (15:03)
ครับ เรื่องการศึกษาก่อนนะครับอยากจะพูดในบริบทของประเทศไทยก่อน แล้วครั้งหน้าๆๆจะพูดถึงในระดับของต่างประเทศอย่างใน ทิเบต ภูฐาน หรือ ศรีลังกา (ซึ่งออกแนวให้ควบคู่ไปกับเรื่องทางจิตวิญญาณ) รวมทั้งการศึกษาที่แท้จริงว่าควรจะมีความหมายอย่างไร? อ้อเรื่องการสวดพระอภิธรรม ถ้าแปลได้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ไม่งั้นคนที่ไม่รู้บาลีก็ฟังไม่รู้เรื่องครับ มหายานนี้เขาก็แปลและสวดน่าจะทำแบบนั้นนะครับ

เรื่องการศึกษานี้ เราต้องมามองที่รากฐานกันก่อนว่า ทุกวันนี้เรามองว่าการศึกษาคืออะไร? จริงไหม?ครับว่าเรามองว่าการศึกษาคืออะไร?บางอย่างที่ใช้เพื่อจัดเตรียมอาชีพให้มนุษย์ในสังคม เพื่อแรงงาน เพื่อหล่อหลอมอัตลักษณ์บางอย่าง และ ยัดอะไรบางอย่างที่สังคมคาดหวังลงไปในตัวเด็ก เช่น เธอต้องเก่ง ต้องมีจริยธรรม รอบรู้ นี่คือความคิดพื้นฐานของเรา จากนั้นเราก็ส่งต่อมันจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่น คือ เราถูกบ่มเพาะมาอย่างไร? เราก็เอาสิ่งนั้นส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป เป็นกระบวณการซ้ำๆๆ จากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะพูดได้ว่า การศึกษาทุกวันนี้กำลังถูกใช้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ แต่ในคนรุ่นใหม่ที่เราอ้างว่าสร้างกันจริงๆๆก็คือ ทัศนะของคนรุ่นเก่าๆๆ ที่เราเอาสวมเข้าไปในตัวเขานั้นแหละครับ การสืบถอดจารีตต่างๆๆจากเรา
เช่น โรงเรียนคาดหวังที่จะสร้างเด็กที่เก่ง ในด้านอะไรก็แล้วแต่ แต่อันที่จริง ทุกวันนี้ก็ดูเหมือนว่า จะเอาทุกๆๆด้านแบบครอบจักรวาล555 (แม้ว่าอาจจะเน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งที่โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้)มากกว่าด้านอื่นๆๆที่เป็นประโยชน์น้อยกว่า และอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ล่ะสังคม) เขาก็จะไปร่างหลักสูตรขึ้นมาและจับเด็กโยนเข้าใส่ลงไปแบบหลับหูหลับตา โดยไม่สนใจว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขามีความถนัด ความชอบ ทัศนคติ ความคิดต่างกัน เธอมีหน้าที่ผ่านให้ได้ก็แล้วกันเราไม่สนว่าเอจะผ่านหรือไม่? เธอแค่ต้องเก็บมันให้หมด
อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วจะใช้ระบบครอบจักรวาลสำเร็จรูปสร้างคนได้อย่างไร? เรากำลังสอนเด็กไม่ใช่คอมพิวเตอร์ซึ่งจะป้อนอะไร?ลงไปก็ได้ ด้านต่างๆๆอย่างเท่าๆๆกัน (ผมสงสัยเหมือนกันว่าคนคิดมันรู้แบบครอบจักรวาลหรือเปล่า? ถึงมาสร้างหลักสูตรแบบนี้)

อย่างที่อ.พูดนั้นแหละเป็นตัวอย่างที่ดีครับ ... ลูกชายตัวเล็กของผมอยู่ ป.3 มีการบ้านกลับมาทำทุกวัน เยอะด้วยครับ และเป็นทำนองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองต้องพาเด็กทำงาน (ซึ่งผมว่า น่าจะทำที่โรงเรียน ก็พอแล้ว) ก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ปกครองแต่ละคนจะจัดการกันอย่างไร? เห็นไหม?ครับ โรงเรียนตั้งความคาดหวังไว้ที่เด็กแล้วก็ใช้ระบบของเขาบังคับเด็กให้ทำนั้นทำนี่ ซึ่งไม่สนใจว่าเด็กจะชอบหรือไม่ เธอต้องเชื่อฟังและทำหน้าที่ของเธอไป? ถ้าเธอทำได้เรายอมรับเธอ เธอก็ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่เธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แม้ทุกคนจะมีสมองเหมือนกัน แต่มีศักยภาพต่างกัน มีความชอบ ความถนัดไม่เหมือนกัน
เด็กบางคนอาจจะชอบศิลปะ บางคนอาจจะชอบดนตรี บางคนก็วิทยาศาสตร์ อะไร?ก็แล้วแต่? เพราะเขาไม่ได้รักมัน มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะคนที่ไม่รักในสิ่งใด?เขาก็ย่อมไม่ได้ใส่ใจในสิ่งนั้น
จากนั้นเราก็พูดว่า เป็นเพราะเด็กไม่ได้สนใจเอง ไม่ตั้งใจ ถ้าเราเป็นผู้ปกครองเราก็จะบอกครูไม่ดี เป็นครูก็ผู้ปกครองไม่ดีไม่กวดขัน (แต่ถ้าคุณเป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆๆกันคุณก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้) ถ้าเป็นรัฐก็อาจจะโทษเด็ก ผู้ปกครอง ครู หลักสูตร คือต่างก็ผลักภาระไปมา เพราะ ลึกๆๆดูเหมือนคำตอบจะพุ่งมาที่ตัวพวกเรานั้นแหละที่ไม่ดี ซึ่งจริงๆๆแล้วไม่ใช่ ไม่ได้มีใครที่บกพร่องในหน้าที่

แต่ต่างก็บกพร่องที่วิธีคิด นั้นคือเราไม่วางใจในตัวเด็กว่าเขาจะเติบโตไปได้ด้วยตัวเขาเอง เขาจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขา ดังนั้นเรา(ครู พ่อแม่ สังคม รัฐ สื่อ ศาสนา) จึ่งพยายามที่จะแทรกแซงตลอดเวลา โดยเราจับเด็กโยนเข้าไปในระบบหนึ่งนั้นคือการศึกษา เพื่อให้หล่อหลอมออกมาเป็นในสิ่งที่เราคาดหวัง เช่น เรากลัวเด็กจะไม่มีจริยธรรม เราจึ่งสอนจริยธรรมให้เด็ก แต่คุณเห็นประเด็นไหม? ในทางกลับกันทำไม?เราถึงต้องสอนก็เพราะเราคิดมาก่อนแล้วว่า เด็กเป็นผู้ไม่มีจริยธรรม ดังนั้นจึ่งต้องสอน เรามองด้วยสายตาที่วิพากษ์ตัดสินมาแล้วตั้งแต่ต้นเอาฉลากว่าคุณเป็นเด็กที่ไม่มีจริยธรรมดังนั้นคุณจึ่งต้องมาฝึกมัน แต่เอาเข้าจริงเรารู้จริงๆๆหรือ? ว่าเขาเป็นแบบนั้นหรือโตมาแล้วจะเป็นอย่างไร? อีกประการหนึ่งไอ้การคิดแบบนี้ลึกๆๆมันก็สะท้อนบางอย่างด้วยครับ ของทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอๆ ยกตัวอย่าง ว่าทำไม?ผู้คนถึงอยากให้คนอื่นรอบๆๆตัวเขามีจริยธรรม มันก็เพื่อเขาจะได้อยู่อย่างไม่ต้องหวาดระแวง จริงไหม?ครับ เขาตะหนักว่าโลกใบนี้ผู้คนไม่มีจริยธรรม ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตัวเขาเองด้วยที่ตระหนักถึงสิ่งนั้น ดังนั้นจึ่งเริ่มกลัวขึ้นมา และความกลัวก็ผลักดันความเห็นแก่ตัวของเขาขึ้น ดังนั้นเขาจึ่งพูดทำนองว่าพวกคุณต้องมีจริยธรรม เพราะถ้ามีคนเชื่อและกลายเป็นคนมีจริยธรรมขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเขาได้ผลประโยชน์ไปด้วยคือไม่ต้องมาหวาดระแวงคนนั้นอีก

ผมเห็น อ.พูดเกี่ยวกับลูกอ.ว่า เขาเป็นเด็กที่มีอะไรแปลกๆเหมือนกัน เหมือนจะมีความคิด อะไรเคลื่อนไหวอยู่ในหัวตลอดเวลา ดังนั้นจะให้อยู่นิ่งๆไม่ได้ แต่ถ้าได้อ่านหนังสือที่ชอบก็จะอยู่ได้สักพักใหญ่ๆเลย ว่างๆก็จะเดินๆไปมา สนุกอยู่คนเดียวก็ได้ ... หลังเลิกเรียนๆ จริงๆ ผมอยากให้เด็กได้ทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ (การเรียนส่วนใหญ่ หรือทั้งหมด ถ้าทำได้ น่าจะเสร็จสมบูรณ์ที่โรงเรียน) เด็กควรจะได้มีเวลากับกิจกรรมที่สร้างสรรค์อื่นๆ การสัมผัสกับอะไรๆ ที่ต่างจากที่โรงเรียนด้วย

ผมก็อยากจะแสดงความเห็นว่า(ซึ่งอ.อาจจะทำอยู่แล้วเป็นประจำก็ถือว่าพูดซ้ำๆๆไป) อ.ควรจะสังเกตดูว่าเด็กชอบสิ่งไหน?ตามธรรมชาติของเขา และ สนับสนุนไปในสิ่งนั้น ฟังเขาให้มากๆๆ เพราะส่วนใหญ่เด้กจะเป็นผู้ฟังเราเสียมากเราไม่ค่อยฟังเขาหรอกครับอย่างเขาถามคำถามเราซ้ำๆๆไปมาเราก็เริ่มรำคราญที่จะตอบแล้ว แต่จริงๆๆเขากำลังพยายามที่จะเรียนรู้ ทีนี้สมมุติเขาชอบอ่านหนังสืออะไรเป็นพิเศษ อ.ก็ลองพูดคุยดูเพื่อดูว่าเขามีพัฒนาการในเรื่องที่อ่านจริงๆๆหรือไม่? อย่างอ.นิรันดร์พูดว่าเราต้องทำตัวให้เป็นเด็กอีกครั้งคือไปคลุกคลีกับเขา ดูว่าเขาสนใจจริงๆๆหรือไม่? แล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด? ชอบไหม? หากเป็นอย่างนั้นก็สนับสนุนไปทางนั้น และน่าจะเฉพาะด้านนั้นไปเลยก็ได้หากเขาชอบจริงๆ เพราะบางคนนี้ส่งเสริมมันทุกด้านเรียนพิเศษดนตรี ศิลปะ นั้นนี่ที่โรงเรียนไม่ได้เน้นเสริมอีกเด็กก็สับสนไปไม่ถูกเหมือนกันครับ ยิ่งทุกวันนี้คนรุ่นหลังๆๆยิ่งเป็นแบบนี้ครับ แต่ต้องระวังไม่ให้อคติเพราะความรักของเราเข้ามา(ผมพูดหมายถึงทั่วๆๆไปนะครับว่าพ่อแม่มักมีอคติต่อลูกของตนเพราะรักและหวังดีอยู่แล้ว) อย่างเขาชอบอย่างนี้แต่เราไม่ชอบเราไม่ได้คาดหวังให้เขาชอบมัน ดังนั้นเราก็เลยพยายามจะดึงเขาออก อย่างบางคนลูกชอบวาดภาพ แต่แกมองว่าถ้าวาดภาพเพื่อผ่อนคลายก็ได้นะ แต่ถ้าเป็นอาชีพไม่ได้นะ(เพราะกลัวจะไม่มีงานทำ อะไรทำนองนี้) ยิ่งแกเห็นลูกแกหัวดี แกก็จะพูดว่าเป็นหมอเถอะ เป็นจิตรกรจะมีอะไร? ยิ่งลูกแกวาดภาพไม่สวยหรือดีแค่พอใช้(ในสายตาแก)ยิ่งแล้วใหญ่ แกยิ่งมั้นใจ อะไรทำนองนี้

ลูกเทวดาที่อ.พบนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจครับ โดยเฉพาะในทุกวันนี้ยิ่งรุ่นหลังๆๆลูกเทวดาจะพบมากเป็นพิเศษ ทีนี้เราต้องมาดูเด็กแบบนี้ ด้วยความเข้าใจค่อนข้างมาก

ประการแรกก็คือ ธรรมชาติของเขาคือ พ่อแม่เขาจะจัดการให้ทุกอย่างดังนั้นเขาจึ่งไม่มีศักยภาพที่จะรับผิดชอบตัวเองเลย และ หวังแต่เพียงที่จะพึ่งพาตลอดไป แต่ทว่าเราต้องไม่ลืมครับว่า วันหนึ่งเด็กพวกนี้จะต้องรับผิดชอบตัวเอง ดังนั้นนั้นจึ่งเป็นเวลาเรียนรู้ของเขาเอง ซึ่งเขาอาจจะเรียนรู้ช้ากว่าคนอื่นๆในกรณีนี้ แต่มันก็เป็นบททดสอบของเขาเอง ที่นี้เราต้องคิดว่าเราจะทำให้พ่อแม่ของเด็กพวกนี้เข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร? อันที่จริงก็ต้องตัวเด็กด้วยเราต้องทำให้เขาตระหนักว่าหลังจากนี้ยังมีบททดสอบรออยู่ซึ่งเขาต้องรับผิดชอบมัน ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นหน้าที่ครูครับ แต่ครูจะต้องไม่คาดหวังเกินไปว่าลูกเทวดาจะต้องเข้าใจถึงสิ่งนี้นะ บางคนก็อาจจะเข้าใจบางคนก็ต้องถึงเวลาของเขาจริงๆ ดังนั้นก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร?กับครูครุจะไม่ทุกข์ใจนักถ้าเด็กไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย เพราะครูย่อมมีความเมตตา กรุณา มุฑิตา เป็นฐานอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องวางอุเบกขาในสิ่งนี้ด้วย ประการต่อมาเราจะช่วยให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอด้วยตัวเขาเองได้ไหม?ซึ่งไม่มีคำว่าสายไปหรอกครับมีแต่ถอดใจหรือเปล่า? คือตระหนักว่าอะไรที่ใช่?สำหรับเขา

ต้องเข้าใจนะครับว่า ลูกเทวดานี้บางทีก็คือมีพ่อแม่ประสบความสำเร็จ(ในทางโลก) ดังนั้นจึ่งต้องการให้ลูกเป็นแบบตน พยายามจะสนับสนุนทุกอย่างแต่เขาไม่เข้าใจว่าเด็กไม่ใช่ของๆๆเขา เขามีชีวิตของเขาเอง เราไม่อาจจะบังคับเขาได้ แต่เนื่องจากเด็กพวกนี้หัวอ่อนครับ เขาไม่กล้าค้านเพราะว่า พ่อแม่มีไพ่ในมือคือ ถ้าแกไม่ฟังฉันแกก็พึ่งตัวเองไปและกันฉันจะไม่สนับสนุนไม่สนใจอะไรแกทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึ่งต้องเลือกเรียนในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ทั้งๆๆที่ไม่มีศักยภาพทางด้านนั้น(ซึ่งถ้าไปอีกทางที่เขารักเขาก็อาจจะไปได้ไกลมากทีเดียวไม่มีใครวัดศักยภาพคนๆๆหนึ่งได้หรอกครับ) ดังนั้นเขาก็เลยไม่สนใจ มันไม่จดจำด้วยครับสมองของเรามันเป็นแบบนี้ครับถ้าเราไม่ได้ชอบไปทางนั้นมันจะไม่จดจำเลย หรือ น้อยมาก ช้ามาก แต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร?ดี เขาเข้าใจเพียงแต่ว่า แค่เข้าไปในระบบเดี๋ยวก็จบได้ตามที่พ่อแม่คาดหวัง เดี๋ยวก็จะได้เป็นอิสระจากการบงการของพ่อแม่ไปเอง ซึ่งเขาอาจจะจบหรือไม่จบ ในกรณีที่จบเขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเหมือนที่พ่อแม่หวัง นี่เป็นเรื่องที่เราต้องมองดูเขาให้ลึกซึ้งครับ บางทีเราอาจจะต้องลงทุนคุยกับเขาหรือพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ เพื่อที่จะฟังให้รู้จริงๆ ถ้าอ.เป็นกังวลเพราะหว่งอนาคตของเด็กพวกนี้ก็ลองนึกถึงท่าน เค ไว้ก็ได้ครับ ไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบแต่เพื่อเตือนตัวเองว่าชีวิตเป็นเรื่องแปลกประหลาดครับ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ได้ ท่านเคนี้สอบตกซ้ำๆๆไม่ประสบผลอะไรเลยนะครับ ไม่จบมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ็เพราะส่งกระดาษเปล่า... แต่ทุกวันนี้ท่านกลายเป็นศาสดา คำสอนของท่านนักคิดทั้งหลายยอมรับ แม้กระทั้งคนที่จบดร.ยังดูขัดๆๆเขินๆเมื่อถกกับท่าน ทั้งๆๆที่ท่านไม่ได้มีความรู้อะไรเลยสู้คนพวกนั้นได้ ...แต่ท่านมีชีวิตของท่านเป็นครูของท่านเอง

อีกอย่างเราต้องไม่พยายามที่จะไปตั้งความคาดหวังในตัวเด็กจนเกินไป ปล่อยให้เขาพัฒนาไปตามธรรมชาติ(ซึ่งยังไม่ค่อยได้เห็นนักในทุกวันนี้) อย่าไปคิดแทนว่าถ้าเราไม่ใส่ใจไม่เอาความคาดหวังใส่เข้าไปเขาจะโตมาเป็นคนเลื่อนลอยหรือเปล่า? ไม่เอาไหนหรือเปล่า? เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ อีกอย่างหนึ่งเราไม่เคยเลยสักครั้งกันจริงที่จะไม่เข้าไปยุ่งหรือจัดการ ดังนั้นจึ่งไม่มีเด็กที่โตขึ้นมาด้วยธรรมชาติจริงๆๆของเขาสักคนในสังคมนี้ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาไปตามธรรมชาติของเขาแล้วอะไร?จะเกิดขึ้น เราเพียงแต่เดาไปเองทั้งนั้น อีกประการคือผมเข้าใจว่า เราต้องไม่เปรียบเทียบเขากับใคร? อย่างขอให้สังเกตดูก่อนว่า เรามักกลัวว่า เด็กเราจะสู้เด็กคนอื่นไม่ได้ ในกรณีพ่อแม่เรากลัวลูกเราจะเก่งสู่ลูกคนอื่นไม่ได้ ในกรณีครูเราก็กลัวว่าจะสู้นักเรียนโรงเรียนหรือมหาลัยอะไรก็แล้วแต่ไม่ได้ ในกรณีรัฐเราก็อาจจะกลัวว่า เขาจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้(แต่จริงๆๆก็มีเหตุผลอีกมากมายโดยเฉพาะการทำไปเพราะต้องการการเชื่อฟัง ต้องการครอบงำทางความคิด เพื่อไม่ให้เขามีเสรีทางความคิด เพราะไม่งั้นสิ่งฉ้อฉลทั้งปวงที่เราสร้างขึ้นรักษามันไว้ย่อมถูกทำลายเช่น ความเป็นชาตินิยม ) แล้วเราก็ใช้ความรักความหวังดีของเรามาเป็นข้ออ้าง ว่าเราทำไปเพื่อเขา แต่ทว่าถ้าเรารักเขาจริงทำไม?เจึ่งต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบ เรารักเขาโดยไม่เปรียบเทียบ แต่อย่างที่เขาเป็นไม่ได้หรือ? ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร? ไม่ว่าเขาจะพาตัวเองให้จมดิ่ง หรือ รุ่งโรจน์ มันเป็นชีวิตของเขา ไม่ใช่ของเราหรือของใคร? ในระดับรัฐเด็กไทยโง่กว่าเด็กมะกัน เด็กยุ่น ดังนั้นเราจะยอมไม่ได้ เราต้องอัดลงไปให้มากกว่าเขา ซึ่งดูเป็นตรรกะดี แต่ดูสิครับยิ่งอัดเด็กยิ่งโง่(เขาว่างี้นะ) คือยิ่งอัดเด็กยิ่งสอบวัดผลระดับชาติได้คะแนน้อย ระบบมหาวิทยาลัยยังพอทนครับ ดูเด็กมัธยมเด็กประถมสิครับ อังกฤษหลัก มีเสริมด้วย คณิตศาสตร์หลัก มีเสริมด้วย ฟิสิกส์หลัก มีเสริมด้วย ไล่ไปจนครบ ทุกวิชา คนเรียนมันก็สับสนครับ(ไม่นับคุณภาพตำรานะครับ) เพราะเวลาสอบวัดผลมันวัดหมดหลักเสริม มันก็บ้าได้ครับ

อีกประเด็นคือในทุกวันนี้ เรื่องระบบคุณค่า เราให้ระบบคุณค่าต่ออาชีพหนึ่งมากกว่าอาชีพหนึ่ง เช่น การยกย่อง ผลตอบแทน ทั้งๆๆที่ทุกๆๆอาชีพล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคมทั้งสิ้น แต่อาจจะสร้างคุณประโยชน์บางอย่างหรือตอบแทนสิ่งที่เราคาดหวังได้ไม่เท่ากัน ใช้ความชำนาญไม่เท่ากัน ดั้งนั้นเราจึ่งให้คุณค่าต่ออาชีพหนึ่งสูงกว่าอีกอาชีพหนึ่ง และ ปลูกฝังความคิดนี้ลงไปในความคิดของคนทุกๆๆคนสังเกตุได้จากพ่อแม่ย่องต้องการให้ลูกมีชีวิตที่ดี และ เขาก็ตระหนักว่าบางอาชีพทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีได้แน่นอนมากกว่าอีกอาชีพหนึ่ง ดังนั้นเขาจึ่งคาดหวังให้ลูกเป็นเช่นนั้น พยายามใส่ความคิดนั้นลงไป โดยไม่ตระหนักว่าลูกจะชอบหรือไม่?
ดูเด็กที่เก่งทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ในประเทศไทย กลับไม่ค่อยเรียนวิทยาศาสตร์ แต่หันไปเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์บางสาขา หรือ อะไรก็ตาม เพราะมีความคิดว่าอาจจะมีปัญหาในการเลี้ยงชีพหรือหางานทำในอนาคต(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้) ไม่ก็คนรอบข้างไม่สนับสนุนเพราะอยากให้เรียนในสิ่งที่ตนต้องการมากกว่า และเหนืออื่นใดเรามักเอาความโลภ ความทะเยอทะยาน ความหวาดระแวง ของเราที่เราแอบแฝงมันในนามความรัก ใส่ลงไปด้วยในตัวเด้กโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นในตัวเด็กเองเมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกเขาก็จะวัดค่าระหว่างสิ่งที่ตนเองชอบ กับ สิ่งที่คนรอบข้างคาดหวัง ว่าเขาจะเลือกทางไหน? และแน่นอนว่า เขาจะเลือกในส่วนที่คนรอบข้างคาดหวังโดยมีความคิดว่าอยากทำให้คนรอบข้างมีความสุข โดยไม่สนใจตัวเอง ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นความสุขเฉพาะหน้าก็ได้ เพราะ ถ้าเด็กเลือกและไม่ประสบความสำเร็จเขาย่อมนำเอาความทุกข์ระทมมายังตัวเขาเอง และ คนรอบข้าง แต่นั้นยังไม่ร้ายแรงเท่าที่เขาไม่ได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่เลือกในสิ่งที่ความโลภ ความทะเยอทะยาน ความหวาดระแวง(ในชีวิตในความไม่มั่นคงของมัน) เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เพราะเขาเสพติดความสำเร็จ ถูกปลูกให้คิดแต่กอบโกยประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเพื่อตัวเอง เช่น จงเลือกเรียนในสิ่งที่ทำให้เธอได้รับเงินทอง ชื่อเสียง การยกย่อง อีกตัวอย่างก็ในโรงเรียน ไอ้ระบบสอบวัดผลยังไม่เท่าไหร่ครับ แต่ไอ้ระบบจัดอันดับ จัดคัดห้องเก่ง ห้องอ่อน คัดออกนี่แหละที่ส่งเสริมไอ้พวกนี้ความโลภ ความทะเยอทะยานขึ้นไปด้วยเด็กแบ่งชนชั้นกันฉันเก่งแกโง่ฉันไม่คบกับแก จะว่าเด็กไม่ได้ครับ คือเด็กอ่อนครูไม่ให้ความสนใจเท่าเด็กที่กระตือรือร้นถูกไหม?ครับ เพราะครูก็เป็นคนต้องมีอคติบ้างแม้จะเมตตานักเรียนทุกคนก็เถอะ บางคนมากถึงขั้นผมสงสัยว่าแกเห็นเด็กเรียนอ่อนเป็นศิษย์แกไหม?
แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เป็นทุกคน แต่อย่างไร?มันก็เป็นการส่งเสริมกันไปดโยอ้อมๆๆแหละครับ และเด็กแบบนี้ก็เติบโตขึ้นและเข้าไปมีบทบาทในสังคม ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะก่อใหก้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง เขาพร้อมที่จะเอาเปรียบใครก็ได้ กอบโกย พร้อมที่จะยืนดูคนอื่นตายทั้งๆๆที่เขาช่วยเหลือได้ แต่ทว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะทำ เขาไม่ได้ประโยชน์ ผลตอบแทนใด แล้วจะทำไปทำไม?อย่างแพทย์ทุกวันนี้คุณไม่มีเงินแม้คุณจะตายแล้ว บางทีเขาก็ไม่แม้แต่ชำเลืองตามาดูคุณถูกไหม?ครับ แต่โทษแพทย์ก็ไม่ได้ครับ เขาก็เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมเหมือนกัน

ในทุกวันนี้ผู้คนล้วนอยู่ผิดที่ คนที่อยากเป็นนั้นได้เป็นนี่ ดังนั้นทุกคนจึ่งทำงานไปวันๆๆอย่างเป็นเพียงหน้าที่ เสียไม่ได้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทน เพื่อกอบโกย แต่ไม่ได้ทำเพราะความรัก ไม่ได้ทำเพราะ มันคือสิ่งที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่ากำลังมีชีวิต ช่วงเวลาที่เราได้ทำสิ่งที้เรารักนั้นแหละคือช่วงเวลาแห่งความงาม ความเบิกบาน เป็นช่วงเวลาที่ได้หยั่งความฝันอันไกลยิ่งของโลก ที่ได้จัดเตรียมมาเพื่อเราเป็นที่ของเรา เป็นตำแหน่งของเราบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะเกิดการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้มากนักบนโลกนี้ มีเพียงคนเพียงน้อยนิดที่ทำได้ ทั้งๆๆที่ทุกๆๆคนก็มีศักยภาพเหมือนๆๆกันที่จะสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งๆในแบบของเขาเฉพาะ ทำไม?ล่ะก็เพราะเราตีค่าสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั้นแหละ ให้บางสิ่งที่มีผลประโยชน์มากๆๆนั้นเรียกว่าสร้างสรรค์แต่บางสิ่งที่แทบจะไม่มีประโยชน์เลย เราก็เรียกว่าไม่สร้างสรรค์ แต่เราเอาอะไรวัด ล่ะเราก็เอาอคติของเราวัด ดังนั้นเราจึ่งเห็นว่ามีผลงานมากมายในประวัติศาสตร์ซึ่งถูกโยนทิ้งไปแต่กลับได้รับกาสรยกย่องในภายหลัง แล้วใครล่ะจะกล้าสร้างสรรค์(ในด้านที่แหวกออกไป) ทุกๆๆคนพยายามแต่พยายามไปในทิศทางหนึ่งๆๆซึ่งเขาคิดว่าเป็นที่ต้องการของสังคม ดังนั้นเขาต้องตอบสนองตรงนี้ แล้วจะได้รางวัลตอบแทนมา เขาคำนึงถึงคงผลประโยชน์มากเกินไป ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะเกิดการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้มากนัก อีกอย่างคือเราไม่ค่อยปล่อยให้เด็กมีอิสระทางความคิดด้วยครับ ยกตัวอย่างการสอบ คือ อย่างวิชาส่วนใหญ่ถ้าเด็กตอบแหวกไปจากที่ครูสอนเขาก็ต้องเสี่ยงอย่างยิ่งกับดุลยพินิจของครู ว่าเป็นอย่างไร? ซึ่งบางทีเขาอาจจะถูกก็ได้ จริงไหม?ครับ ถ้าครูใจกว้างเด็กก็จะได้พัฒนาไป แต่ถ้าครูใจแคบเขาก็อาจจะตกโ ดยเฉพาะบางทีครูก็เอาทฤษฏีฝรั่งมาใช้ซึ่งใช้ได้ในบ้านเขาไม่ใช่เรา แต่ครูไม่มีศักยภาพพอที่จะวิจัยพัฒนาเองสำหรับอธิบายปรากกการร์ในบ้านเราเฉพาะๆๆ ก็สอนไปทั้งอย่างนั้นอย่างที่เรียนๆๆมา เด็กก็ต้องตอบทั้งๆๆที่ไม่เข้าใจเพราะเวลาครูยกตัวอย่างเขาไม่รู้นี่ครับ เขาไม่เคยไปสัมผัสวัฒนธรรมนั้นนี้ ยิ่งมาดูบ้านตัวเองเอ้าไงทฤษฏีว่างี้บ้านเราข้อมูลมันเป็นงี้ ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นเขาจึ่งต้องเลือกทางที่ปลอดภัยตคือไม่คิดแต่ใช้จำและเอามาตอบ ที่น่าขันคือวิชาพวกความคิดสร้างสรรค์นั้นแหละครับ เวลาทดสอบครูที่สอนจะยอมรับได้ไหม?ถ้าเด็กตอบแหวกไปจากแนวคิดหรือทฤษฏีที่ตัวเองเชื่อแน่นอนว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้อยู่ในข่ายนี้เพราะมีคำตอบเดียวหรือพูดให้ถูกก็คือมีเซตคำตอบชุดเดียว แต่ก็นะครับอย่างที่รู้ๆๆกันคือบทพิสูตรทฤษฏีบทบางบทก็ยังใช้ได้หลายวิธีเลย

ทีนี้มาดูกันดูเหมือนระบบการศึกษาจะเริ่มตระหนักว่า เราหลงลืมที่จะเน้นการฝึกจิตใจให้มีพื้นฐานที่ดีไปหรือเปล่า?เราเน้นเพียงแต่การสร้างแรงงานเพื่อป้อนเข้าระบบเศรษฐกิจ และ อย่างช้าๆๆพอมารู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้สอนให้คนของเรารู้ว่าจะรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร? จะมีความเบิกบานในชีวิตอย่างแท้จริงได้อย่างไร? จะตื่นรู้ได้อย่างไร? แต่เป็นว่าเราสอนให้คนของเราคิดไปในทำนองว่าจะกอบโกยจะเอาเปรียบคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองได้อย่างไร? บางคนประสบความสำเร็จได้รับการยกย่องจริงแต่ก็อาจจะไม่มีความสุขถูกไหม?ครับ ยิ่งมีมากความรับผิดชอบก็ยิ่งมาก ยิ่งมีมากการยึดติดก็มีมาก ในขณะที่คนที่คนในสังคมมองว่าไม่ได้มีอะไรเลย แต่อาจจะมีความสุขก็ได้ครับ เขาแค่เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของใคร ไม่พยายามที่จะทิ้งอะไรไว้ ทุกๆๆวันเป็นวันที่ดีๆๆสดใหม่ เบิกบานได้ แล้วใครประสบความสำเร็จมากกว่ากัน การศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้มองที่ตรงนี้ถูกไหม?ครับ เราเน้นข้อมูลและเข้าใจว่าการมีข้อมูลมากๆๆ คือมีปัญญา แต่ปัญญาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งนี้เลยสักนิดข้อมูลเป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อต่อยอดทางสติปัญญา การศึกษาสูงๆๆจะมีประโยชน์อะไร? ถ้าเราตอบโจทย์ตัวเราเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร? ฉันควรไปทางไหน?ดี อะไร?คือที่ทางของฉัน?
โดยเฉพาะในระบบมหาวิทยาลัย ดูจะเริ่มตระหนักมากกว่าที่อื่นๆๆ ซึ่งที่จริงควรเริ่มตั้งแต่ชั้นเล็กๆๆ (บางคนอาจจะพูดว่าเราก็มีวิชาพระพุทธศาสนาไง แต่อันที่จริงแทบจะไม่มีการสอนวิชานี้อย่างจริงๆๆในโรงเรียนแม้แต่มหาวิทยาลัยเลย เป็นแต่เพียงการพูดซ้ำๆๆถึงระบบปรัชญา (ซึ่งบางครั้งยังเข้าใจไม่ถูกจุดกันเลย) ไม่มีการปฏิบัติ)
เราจะมีวิชาบรูณาการต่างๆๆ ศิลปะการใช้ชีวิต อะไรทำนองนี้ เพื่อหวังว่าเด็กจะเข้าใจอะไรในตัวเองมากขึ้นซึ่งความคิดดี แต่ประเด็นคือเราหลงลืมไปหรือเปล่าว่า ครูที่สอนวิชาทำนองนี้เข้าใจตัวเองดีแล้วหรือ? ท่านอาจจะมีความรู้ดีมีวุฒิการศึกษาสูง แต่อาจจะไม่ได้หมายความว่าท่านเข้าใจตัวท่านเองดีแล้ว ดังนั้นขนาดตัวท่านเองท่านยังไม่เข้าใจเลย แล้วท่านจะสอนคนอื่นได้อย่างไร? ผมกล้าพูดได้เลยครับ เพราะเราต้องไม่ลืมว่าครูก็เป็นผลผลิตของไอ้ระบบที่เราอยากจะปฏิรูปนี้ ดังนั้นเขาจึ่งไปได้ไม่ไกลไปจากของเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยและเขาก็ไม่รู้ตัวเขาเองด้วย ดังนั้นวิชาทำนองนี้จึ่งค่อนข้างล้มเหลว เด็กเข้ามาเรียนโดยไม่รู้อะไรเลย? นอกจากอ้อๆๆมีแนวคิดทาศาสนา ทางจิตวิทยาแบบนั้นแบบนี้ อ้อ แล้วก็สอบ แล้วก็ลืม ถูกไหม?ครับมันเป็นเพียงรูปแบบเดิมๆๆ คือจับโยนลงไปและวัดผลด้วยกระดาษ กาถูกผิด เขียนใส่กระดาษในคำถามที่ต้องตอบแบบสำเร็จรูป เช่นจงอธิบายอย่างนั้นนี้ แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร? โรงเรียนที่ดำเนินควบคู่กันไปทั้งทางด้าวจิตวิญญาณและทางโลกจำเป็นต้องเกิดขึ้นครับ
และต้องไม่ใช่โดยอุดมคติด้วย ไม่งั้นโลกในนี้ไม่มีความหวังครับ มีแต่หายนะทุกวันนี้มันก็ชัดเจนมากๆๆ บางทีอารยธรรมเราอาจจะรอดไปไม่พ้นศตวรรษต่อไปเสียด้วยซ้ำ และสิ่งแรกนะครับที่เราจะต้องเอาออกไปคือ สวะของระบบการศึกษาคือลัทธิบริโภคนิยม ทุนนิยม ที่แปรรูปการศึกษาจากเทวาลัยแห่งความรู้เป็นตลาดค้าวิชา ถ้าเราไม่จัดการไอ้สิ่งนี้ก่อนก็เป็นไปได้ยากครับ อย่างโรงเรียนพุทธแท้ๆๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่จัดการสิ่งนี้ก่อน จากนั้นเราจึ่งค่อยๆๆสร้างครูที่มีความเข้าใจตัวเองจริงๆๆขึ้นมา และ ครูแบบนี้ก็จะสร้างเด็กที่มีวุฒิภาวะขึ้นมาได้ เขาทั้งสองกลุ่มก็จะเรียนรู้ไปได้ด้วยกัน แลกเปลี่ยนกันไม่ใช่ครูให้นักเรียนรับเพราะบางทีนักเรียนนั้นแหละที่สอนอะไรหลายๆๆอย่างครูเหมือนกัน

ดังนั้นเราจึ่งไม่ได้ต้องการที่จะสร้างคนแบบนี้จริงๆๆแบบที่เราพูดหรอกครับ เราทำได้แน่นอนครับแต่เราไม่ทำ เราเพียงแต่พูดให้ดูดีไปอย่างนั้น มันเกี่ยวข้องกับความกลัวด้วยครับ เพราะถ้าเราสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาจริง เขาก็จะทำลายสิ่งผิดทั้งปวง ซึ่งไม่ใช่สัจจะ เขาจะเริ่มตั้งแต่พูดว่า ชาตินิยม(แบบว่าคุณเป็นคนไทย ต้องรักเมืองไทย ซึ่งดูดี แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเราเป็นมนุษย์ด้วย เราทุกคนเป็นพี่น้องกันเมื่อสร้างสำนึกความเป็นชาติก็เท่ากับกำลังสร้างการแบ่งแยกให้มนุษย์ออกเป็นกลุ่มๆๆไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน) หรือพวก ระบบเศรษฐกิจ(ที่เน้นแข่งขันเอารัฐเอาเปรียบกันมือใครยาวสาวได้ก็สาวเอา) การยอมรับระบบคุณค่าแบบเดิมๆๆที่สังคมยึดถืออะไรก็ตาม นี่ช่างไร้สาระทำไม?เราต้องยอมใช้ชีวิตแบบที่คนส่วนใหญ่ก็ทำกัน เช้าตรู่ตื่นขึ้นทำงานเย็นกลับ สิ้นเดือนรอรับเงินเดือน เขาจะตั้งคำถามถึงทุกสิ่งเช่นทำไม?เราต้องเสียสละเพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องเคารพเชื่อฟังสิ่งนั้นนี้ ทำไม?เราถึงต้องปล่อยให้พวกหน้าเก่าๆๆเข้ามาบริหารประเทศเป็นอาชีพ ไม่มีตัวเลือกใหม่ๆๆ ทำไม?ถึงต้องปล่อยให้ทำพุทธพาณิชย์กันอย่างสนุกสนาน ทำไม?ถึงต้องเข้ามาค้าแรงงานในเมื่อกรุง ทำไม?ต้องเข้ามาในระบบการศึกษากระแสหลักทำไม?ถึงศึกษาด้วยตัวเองไม่ได้ คุณก็ลองคิดดูแล้วคนที่ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งต่างๆเหล่านี้จะยอมได้อย่างไร? คนพวกนี้มีอำนาจนะครับและเพราะงั้นเขาจึ่งกลัวว่าจะเสียอำนาจไป ถ้าผู้คนคิดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

ทีนี้บางคนอาจจะพูดว่า งั้นคงต้องให้คนอย่างพระพุทธเจ้า อย่างอรหันต์สาวก พระเยซูสอนแล้วมั้ง แล้วเราจะไปหามาได้อย่างไร? ซึ่งก็ถูก แต่ทว่าไม่ใช่ว่าไม่มี คนเหล่านี้มีอยู่แต่บางทีเราอาจจะไม่รู้เอง บางทีเขาอาจจะธรรมดาสามัญมาก ไม่มีแม้การศึกษาอะไรเลย และบางทีอาจจะไม่ต้องใช้คนแบบนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนเอง ว่าจะแค่เพียงมีชีวิตไปวันๆๆและตายไปหรือ?ไม่ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไขกันต่อไป แต่สิ่งแรกที่เราควรจะทำในสิ่งนี้คือเราต้องสร้างครูขึ้นมาก่อน ครูที่เข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิต และ มองทะลุไปจากรอบเดิมที่ถูกหล่อหลอมมา ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า สิ่งแรกที่พระพุทธเจ้าทำคือไปหาสมณะในยุคนั้นเพื่อสอน เพื่ออะไร? ก็เพื่อสร้างครูขึ้นมาและที่เน้นสมณะก็เพราะคนพวกนี้มีประสบการณ์สุกงอมแล้วเพียงแต่ไม่รู้หนทาง เพียงแค่ชี้เพียงคำสองคำท่านก็เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าชี้ จากนั้นท่านก็สั่งให้ครูเหล่านั้นออกไปสอนคนอื่นๆๆใครก็ได้
จริงๆๆโรงเรียนยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งครับ เราควรจะต้องทำให้พ่อแม่ของเด็ก หรือทุกคนในสังคมด้วย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อคนรุ่นต่อไป

อ้อ...ตัวอย่างนี้ก็ดีครับ เมื่อวันสองวันก่อนมีข่าวเด็กประถมที่พกอาวุธไปทำร้ายเพื่อนจนถึงแก่ชีวิต เราควรแก้ที่ไหน?กันดี? ที่ตัวเด็กไหม? ส่วนใหญ่พอพูดถึงสิ่งนี้เราจะไปพูดว่าก็ที่ตัวเด็กจับเข้าค่ายอบรมธรรมะซะเลย แต่เราลืมนึกไปว่าทำไม?เด็กถึงทำอย่างนั้นมันเพราะพวกเราไม่ใช่หรือ? ที่เป็นตัวอย่าง เราไม่ใส่ใจเรื่องความรุนแรง ว่าทำไม?เราถึงเป็นคนรุนแรง ทำไม?ถึงฉุนเฉียวเวลาเราไม่พอใจ ทำไม?เราไม่รู้สึกแอะไรเวลาสื่อเอาภาพความรุนแรงออกมาใส่ไว้ตามละคร หรือภาพผู้บริหารประเทศทะเลาะกันแย่งอำนาจ ความขัดแย้งสู้รบก่อการร้ายระหว่าประเทศ อะไรทำนองนี้ เราอาจจะชอบหรือเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ตระหนักว่า มันเป็นความรับผิดชอบของเราเช่นกันแม้เราจะไม่ได้ทำ แต่เราไม่ใช่หรือที่นิ่งนอนใจ ให้มันเกิดขึ้นมาเราไม่ใช่หรือที่ไม่จัดการอะไรเลยกับความรุนแรงในตัวเรานอกจากหลอกตัวเองว่าฉันต้องมีสตินะ ครั้งหน้าฉันต้องมีสติ เด็กประถมนะครับ แสดงว่ามันลดระดับลงมาเรื่อยๆๆแล้วอีกหน่อยไม่เด็กอนุบาลหรือครับ แล้วเด็กเรียนรู้มาจากไหน?ครับถ้ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมรอบข้าง(ซึ่งมีผมและคุณเป็นส่วนหนึ่งด้วย) จริงอยู่ที่ความรุนแรงมันเป็นสิ่งที่ติดมากับทุกเผ่าพันธ์บนโลกใบนี้แต่สังคมไม่ใช่หรือที่ส่งเสริมให้มันงอกเงยออกมาเร็วยิ่งขึ้นแกร่งขึ้นดูสิครับ แต่เราพยายามที่จะไม่สนใจใคร? เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของฉัน นั้นจับเด็กไปพึกสมาธิสิ โอ้ๆๆยุคเสื่อมของพระศาสนาก็งี้ทำไงได้ รัฐทำอะไรสักอย่างสิ องค์กรสงฆ์ละ สื่อล่ะ ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ(ตัวเรา)กัน ไม่ใช่เราไม่มีวิธีนะครับเรามีมีมานานแล้วด้วยอยู่ในภูมิปัญญาทางศาสนา ทางวัฒนธรรมของเรา แต่เราไม่เอามาใช้กับตัวเรากันเองนั้นแหละครับ
Dr.date (IP:202.44.70.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 6 ก.ค. 2555 (15:20)
ไม่ทราบว่าบ่น ไปยาวไปไหม? แต่เอาเถอะครับ คือเรื่องทฤษฏีภาษาคนภาษาธรรมนี่จริงๆๆก็ไม่ใของใหม่
มันก็มีพวกที่ตีความไปตามตัวอักษร กับที่ตีความไปไม่ตามตัวอักษร อยู่ก่อนแล้ว
ทุกๆศาสนานั้นแหละครับ จำเป็นด้วยครับไม่งั้นจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย อย่างไบเบิ้ลนี้ถ้าตีความตามตัวอักษรเสียหมดมันก็จะดูขัดๆๆเพราะพระเยซูท่านก็พูดเองเลยว่า เราตรัสคำทั้งหล่ายเป็นคำอุปมา เพื่อที่ว่าคนที่ตาบอดจะได้กลับมามองเห็น คนที่หูหนวกจะได้ยินอีกครั้ง แต่สำหรับคนตาปกติจะกลับตาบอด และ คนที่หูดีจะกลับมาหนวก
แต่ยุคท่านพุทธทาสไม่มีใครในบ้านเราทำกันแบบนี้ ดังนั้นมันก็เหมือนท่านเปล่งสีหนาทบัลลือนั้นแหละครับ
แต่มันก็มีจุดที่ว่า คนตีความต้องมีประสบการณ์ว่าตรงไหนควรหรือไม่ควรตีความ และ ควรตีความว่าอย่างไร?
พอสมควรด้วยครับ
อีกอย่างหนึ่งที่ท่านไปตีความขัดกับพุทธโฆษา ก็เป็นเพราะท่านต้องการจะตีความเพื่อรักษาหลักอนัตตาไว้นั้นแหละครับ
เพราะถ้าตีความคร่อมสามภพนี่มันจะขัดกับหลักอนัตตาอย่างชัดเจน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านมั่วขึ้นมาเองนะครับ
เพราะในพระอภิธรรมการตีความดั่งเดิม(ในเล่มของคัมภีร์วิภังค์ สัมโมหวิโนทนี)เป็นไปในรูปแบบขณะจิตไม่ใช่คร่อมสามภพเหมือนท่านพุทธโฆษา คราดว่าเป็นวิธีตีความที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น
อย่างไร?ก้ตามดูเหมือนว่า ท่านพุทธโฆษาท่านจะรู้แล้วในเวลาต่อมา ในหนังสือเล่มที่ท่านเขียนหลังจากวิสุทธิ์มรรค ท่านก็มีการพูดถึงการตีความแบบนี้ไว้เหมือนกันแม้จะสั้นๆ
แต่กระนั้นวิธีคร่อมสามชาติก็มีขึ้นมาในคัมภีร์ชั้นหลังๆๆต่อมาครับ
ท่านนัทท์ฮัทท์ และ ท่านตรุงป้า ก็ตีความไปในทำนองเดียวกันครับ
อ้อเรื่องปฏิจจสมุปบาท...คราวที่แล้วที่ผมพูดเรื่องความโกรธ ซึ่งบางคนอาจจะเห็นว่าเหมือนที่กฤษณมูรติพูดเลย อันนั้นความจริงก็พูดเรื่องนี้นะครับ เพียงแต่ไม่พูดแบบผัสสะ เวทนา ตัญหา อุปทาน อะไร?ทำนองนี้
Dr.date (IP:202.44.70.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 6 ก.ค. 2555 (16:38)

การตีความ/การให้เหตุผลของท่านพุทธทาส ในหลายประเด็น ก็เหมือนจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง (ตามการวิเคราะห์ของ อ.Peter) คือ กลายเป็นการตีความโดยใช้ประสบการณ์ของท่านเอง และมุ่งไปที่เจตนาหลักที่ท่านต้องการนำพาสังคมพุทธของเราไปในทิศทางใหม่ (เช่นการพ้องกับหลักเซนบางส่วน แต่ก็ไม่ได้เอามาทั้งหมด เอาเฉพาะที่จะไปกันได้กับเป้าหมายหลักและภาพรวมทั้งหมด) แต่เมื่อเอาเจตนาที่ชัดเจนนี้ ก็จะเห็นว่ามีความลงตัวและสมบูรณ์พอสมควรครับ ... จุดหลักอันหนึ่งที่สำคัญคือ การตัดเรื่องไร้สาระ เรื่องที่ไม่สำคัญ (กับปัจจุบัน(ชาตินี้) กับคนธรรมดาทั่วไป) หรือไม่อยู่ในข่ายที่ต้องพิจารณาออกไป

อ่านงานวิเคราะห์ชิ้นนี้ สิ่งที่เราได้รับคือ แนวทางหนึ่งที่กล้าหาญ ที่เป็นแบบอย่าง ให้เราแต่ละคน ได้ฉุกคิด ที่จะตั้งใจ ศึกษา พุทธศาสนาด้วยตัวเอง อย่างมีชีวิต และอย่างที่คนแต่ละคนพึงกระทำ และค้นหาด้วยตัวเอง เราควรตั้งคำถาม สอบสวน ปรับทัศนะ ในสิ่งที่เราได้เคยได้ยิน ได้อ่านมา ... ศึกษาใจของเรา ควบคู่ไปกับ สิ่งต่างที่สั่งสมสืบทอดต่อกันมา ในรูปแบบต่างๆ ... เพราะจิตใจที่มีคุณภาพของเรานั่นเอง จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการมอง พิจารณาสิ่งต่างๆ

เรื่องจิตว่าง จิตเบิกบานชั่วขณะในชีวิตประจำวัน เป็นมุมมองที่ให้กำลังใจ และจับต้องได้จริง และน่าจะกระตุ้นให้ทุกคน (ที่ลองสังเกตนิดหน่อย) ได้มีฉันทะที่จะสนใจเรื่องธรรมะ (ที่ไม่ได้แยกจากโลก) ยิ่งๆขึ้น

ตามแนวทางนี้ ผมมองว่า หากตั้งใจ สังเกต ศึกษา ความเป็นจิตว่าง ของเราเอง (ปรับ รักษา ให้เกิดขึ้น และคงอยู่ได้เรื่อยๆ) เรื่องนิพพาน ก็เป็นอันว่า ไม่ต้องไปเสียเวลา ห่วงกังวลอะไร แทบไม่ต้องพูดถึงเลย

จากแนวทางที่ท่านให้ไว้ หากสนใจเราก็ควรลองใส่ใจ ศึกษา ทำ ดำเนินตามแนวทางนี้ ถ้าจะใช้ได้ผล หรืออาจต้องปรับอะไร ก็คงเป็นเรื่องของเฉพาะคนๆไป ... หรือเราอาจจะได้แนวทาง ที่เหมาะสม (จากการตีความของเรา) สำหรับเราเองก็ได้นะครับ

---

แน่นอนว่า แนวทางของท่าน มีระดับของ "ปัญญา" อยู่พอสมควร ดังนั้นจึงจะยังไม่สามารถเข้าถึง ผู้คนโดยทั่วไปได้โดยง่าย ... ถ้าพูดถึงจิตว่าง คนทั่วๆไป คงไม่ยอมรับ หรือไม่ยอมทำความเข้าใจตามได้ง่ายๆ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 6 ก.ค. 2555 (17:05)

อีกจุดหนึ่งที่น่าสังเกต ท่านพุทธทาส ไม่ได้เน้นแนวคิด เรื่อง การพัฒนาจิตแบบ "ฉับพลัน" เหมือนอย่างแนวคิดของเซน และวิธีการอธิบายของท่านเค เพราะแนวคิดของจิตว่างเชื่อมโยงไปยังนิพพาน แสดงความต่อเนื่อง หรือพัฒนาการที่ดูเหมือนว่าค่อยๆเป็นค่อยๆไป

( แต่หากพิจารณา(แบบผม) เปิดใจรับทั้งสองกรณี คือ ค่อยๆสะสม (บารมี) เพื่อจะเกิดอย่างฉับพลัน ก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความขัดแย้งใดๆครับ {#emotions_dlg.s1} )


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 6 ก.ค. 2555 (17:58)
ความจริง เซนก็มีสองแนวทางครับ คือเน้นแบบฉับพลัน และ ค่อยเป็นค่อยไป แต่ความจริงแล้วทั้งสองแนวทางนี้คือแนวทางเดียวกันไม่มีความแตกต่างกันเลย ความคิดแบบฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไปล้วนแล้วแต่เป็นมายาทั้งครู่เพราะแนวทางแบบฉับพลันมีได้เพราะเชื่องช้ามันเป็นคู่ทวิลักษณ์กัน เหมือนชีวิตความตาย ความเป็นเช่นนั้น ความไม่เป็นไปเช่นนั้น หาได้เป็นอิสระต่อกันไม่

เซนสอนฉับพลับอยู่ช่วงหนึ่งเพราะทุกคนไปยึดว่ามรรคต้องค่อยเป็นค่อยไปสะสมไปทีละชาติจนกระทั้งสุกงอมเข้าถึงการตรัสรู้ ดังนั้นต้องปลดการยึดถือแบบนี้ เหมือนการสอนว่าคุณคือพุทธะก็เพื่อปลดการยึดถือว่า มีพระพุทธที่ภายนอกซึ่งเราต้องแสวงหาท่านเพื่อตัวเรา ทีนี้พอคนมายึดเอาแนวฉับพลันเป็นหลักของเซน เซนก็สอนเรื่องค่อยเป็นค่อยไปฝึกซาเซนไปเรื่อยๆๆตามแนวทางของท่านโดเก็นครับ กล่าวคือท่านมาเห็นว่าคนเริ่มไปยึดแนวทางฉับพลันซึ่งบุกเบิกมาในสมัยท่านฮุ่ยเหน่งเสียแล้ว ท่านจึ่งกลับมาสอนแนวทางค่อยเป็นค่อยไป สมัยนั้นศิษย์เซนไม่เข้าใจความนัยก็ว่าท่านนอกรีต ก็เลยแตกออกเป็นสองกลุ่มในปัจจุบัน คือกลุ่มเดิมที่เน้นฉับพลัน(รินไซ) กลุ่มใหม่ที่เน้นค่อยเป็นค่อยไปก็คือโซโตะ
เวลาถามว่าการตรัสรู้คืออะไร เซนจึ่งตอบว่าคือการตระหนักรู้ในจิตของตัวเองในทุกๆๆขณะครับหมายความว่าไม่ได้มีการแว็ปของปัญญาเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆๆขณะต่อเนื่องกันไป? อย่างบางคนบอกฉันตรัสรู้แล้วฉันไม่ต้องทำอะไรอีก แต่ถ้าเราดูให้ดีๆๆจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านหลังจากตรัสรู้แล้วท่านยังคงปฏิบัติของท่านต่อไปเรื่อยๆ
dr.date (IP:61.90.165.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 6 ก.ค. 2555 (22:37)

การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีอย่างหนึ่ง 
แต่การนอนบางครั้งกลับไม่ได้เป็นการพักผ่อน
บางคนนอนหลับฝันร้าย
บางคนตอนตื่นอยู่เป็นคนอยู่ในศีลธรรมอันดี ประพฤติตามจารีตประเพณีไม่บกพร่อง
แต่ตอนหลับกลับทำในสิ่งที่เวลาตื่นไม่กล้าทำมากมายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ดี

การฝึกสติอย่างหนึ่งก็คือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
การกำหนดท่านอนในเวลาตื่น
หากกำหนดได้ แม้ในความฝันก็จะไม่ทำผิดอีก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 7 ก.ค. 2555 (11:39)

สวัสดีครับ อ.นิรันดร์ ... เรื่องนอนหลับ หรือภาวะที่เรานอนหลับ เป็นปริศนา เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ (แม้จะไม่อยู่ในขอบข่ายที่เราควรจะสนใจมากจนเกินไป ... หากตีความตามความจำเป็นเร่งด่วน) ผมเคยเกริ่นชวนสนทนาไว้หลายที่เหมือนกัน จะขอลองวิเคราะห์ตามที่ได้สังเกต และตามที่เกิดขึ้นกับผม

1) การนอนหลับ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญที่สุด เหมือนเป็นการให้ร่างกาย และจิตใจเราได้พักผ่อน กลับไปสู่สภาวะของแต่ละวัน ที่เป็นวันใหม่ที่มีกายใจ ถือว่า กระปี้กระเปร่า สดชื่นมากที่สุด ... หากวันก่อนหน้านั้น เราไม่ได้ทำอะไรผิดแหวกแปลกแนว หรือขาดสมดุลมากจนเกินไป หรือไม่ได้มีการเจ็บป่วย ... อายุวัยอย่างผม หากอดนอน หรือนอนไม่พอ วันต่อมาจะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างเห็นได้ชัด ... แต่เด็กๆวัยหนุ่มสาว นี่ยังอดนอน หรือนอนน้อย (แล้วมาซ่อมที่หลัง) ได้อย่างไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรมาก ... แต่จริงๆ ก็ไม่ไหวกันทั้งนั้น ... การต้องนอนอย่างมีสติ มีวินัย และหากไม่ทำตาม จะเป็นสิ่งหนึ่ง ที่เป็นครูสอนเราที่ตรงไปตรงมามากที่สุดคนหนึ่ง

2) การนอน เป็นการปิดวงจร หรือ shut down การทำงานของจิตสำนึก (รวมทั้งสติ สัมปะชัญญะ) ของคนทั่วๆไปแบบชั่วคราว (ผมไม่ทราบว่าจิตของอริยบุคคลนี่ เวลานอนจะแตกต่างไปอย่างไรบ้างหรือไม่) ที่เกิดขึ้นกับผมเอง หากหลับสนิท ตื่นมาก็รู้ตัว แล้วก็เริ่มวันใหม่ หรือวงจรใหม่ของการรู้สึกตัว ... แต่หากเป็นวันที่เหนื่อย หรือกังวล หรือมีอะไรสักอย่าง ก็ให้รู้สึกได้ว่า มีการทำงานของจิต ที่เราเรียกว่า "ฝัน" ซึ่งอาจแบ่งเป็น 3 แบบ แบบแรกคือฝันที่รุนแรง เป็นเรื่องที่รุนแรง เช่น มีคนวิ่งไล่ตามเราจะเข้ามาทำร้ายเรา แบบนี้มักจะตามมาด้วย การเพ้อออกมา ร้องให้คนช่วย เป็นต้น แล้วก็ตื่นรู้สึกตัว และรู้ว่าเราฝันไม่ดี แบบที่ 2 แบบนี้ตอนเด็กผมเป็นบ่อย คือเป็นฝันประเภทเรื่องราวที่พอใจ ตอนเด็กๆฝันว่า หลังเสร็จจากงานเทศกาลอะไรไม่รู้ มีเศษตังส์หล่นตามพื้นเยอะแยะ เราวิ่งเก็บอย่างสนุกสนาน ... ตื่นมารีบล้วงกระเป๋าดู ไม่มีสักบาท แบบที่ 3 นี่อาจผสมทั้งแบบหนึ่งและสอง แต่ดูเหมือนจะเกิดใกล้ๆตอนเราจะตื่นรู้สึกตัว พอตื่นรู้สึกตัว รู้ว่าฝันอยู่ลางๆ แต่จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือไม่ชัดเจน แล้วจิตใจ สติ ความรู้ตัว ก็มาสนใจการตื่นแทน (ฝัน แต่พอตื่นปุ๊บก็รู้ตัวเลย แล้วจำฝันไม่ได้) ... ก็ไม่แน่ใจว่า คนอื่น จะมีแบบอื่นๆต่างไปจากนี้รึเปล่า

3) ครับ วันที่หลับไปด้วยจิตที่ดี เช่น ได้นั่งสมาธินิดหน่อย กำหนดพิจารณาอะไรที่ดี แล้วใจผ่อนคลาย มีปิติ หลับด้วยสติที่ดี ก็จะเป็นการหลับที่ดี มีคุณภาพ ปกติจะไม่มีฝันครับ และเราก็สามารถกำหนดเวลาตื่นได้ด้วย

ฝันที่ไม่ดี เอาคนคนละที่ คนละเรื่อง คนละเวลา มามั่วประสมกัน ก็อยู่บ้างเหมือนกันครับ ... ไม่แน่ใจว่า จะบ่งบอกอะไรเราได้บ้าง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 7 ก.ค. 2555 (12:23)

ผมว่างเว้นจากการติดตามข่าวการเมืองมาได้เกือบปีแล้ว ดูห่างๆ ตามห่างๆ จนจะกลายเป็นไม่ค่อยได้สนใจ เมื่อวาน ได้ฟังข่าวแว๊บหนึง ดูแล้วเป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจของวิวัฒนาการ หรือปรากฏการณ์บ้านเมืองของเรา ขอแทรกการไต่ส่วนของศาล ต่อ ประธานรัฐสภา ไว้ตรงนี้นิดนึงครับ ... ถือว่าเป็นข่าวคั่นนะครับ
---
(6 ก.ค.) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ถามขยายความเพิ่มเติมว่า "พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอยู่ในหมวด 2 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์มีอยู่กระจายทั่วๆไป พระราชอำนาจในการที่จะทรงยับยั้งร่างกฎหมายชั่วครั้งชั่วคราว พระราชอำนาจในการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบุคคล สิ่งเหล่านั้นถ้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงท่านจะถือหรือไม่ว่านี่คือหมวดพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน" นายสมศักดิ์ชี้แจงว่า "ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดครับ เพราะฉะนั้นทางออกควรให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางมาช่วยพิจารณาน่าจะเป็นประโยชน์ ส่วนตัวเห็นว่า หลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ มีหลักสำคัญ 3 ประการ 3 สถาบัน นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งตรงนี้ไม่น่าไปแตะต้องเลย ส่วนประเด็นอื่นๆน่าจะพิจารณาตามความเหมาะสม" นายวสันต์ ถามเพิ่มว่า "เช่นถ้ามีการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ ไปตัดพระราชอำนาจในการอภัยโทษ พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายได้ชั่วครั้งชั่วคราว" นายสมศักดิ์ ตอบว่า "ถ้ากรณีอย่างนี้ถือว่าเข้าข่าย" นายวสันต์ ได้ย้ำว่า "ถือว่าเข้าข่ายเช่นเดียวกันนะครับถือเป็นการแตะต้องในหมวดพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน" นายสมศักดิ์ ตอบว่า "ครับ"
---
วันศุกร์หน้าที่ 13 ค่อยรอฟังผลกันครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 7 ก.ค. 2555 (20:41)
เรื่องการนอนหลับนี้ในทิเบตเขาจะมีการฝึกฝนสติรู้ตัวในขณะนอนหลับได้ด้วยครับ คือไม่หลับแบบวูบไปเลย
มันก็ต่อเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติที่เขาใช้ในการเจริญมรณานุสติครับ เพราะชาวทิเบตหรือถ้าพูดให้ถูกคือ นิกายวัชรยานแบบทิเบต ได้รับการยอมรับว่า มีความเชี่ยวชาญในเรื่องก่ารปฏบัติเกี่ยวกับเรื่องความตายค่อนข้างมาก เพราะเชื่อว่าเราสามารถอาศัยช่วงรอยต่อระหว่างตายกับการเกิดใหม่ในการบรรลุธรรมขั้นสูงได้ หรือควบคุมการไปเกิดไม่ให้หล่นหรือถูกดึงดูดด้วยแสงที่จะส่งเราไปเกิดในอบายภูมิได้
และเขาใช้การนอนหรับเป็นการฝึกเพื่อที่จะรับมือกับความตายที่พร้อมจะอุบัติขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ด้วยครับ? ส่วนเรื่องรายละเอียดถ้าสนใจก็เอาไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังครับ ...ทุกวันนี้ชาวตะวันตกศึกษาเรื่องนี้มากครับเขามีศูนย์สอนเลยครับโดยร่วมกับแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย แน่นนว่ามีเรื่องธุรกิจมาเกี่ยวข้องด้วยแน่นอนครับ เพราะลัทธิคือธูรกิจ ที่ในบางแง่แล้วก็เต็มไปด้วยเรื่องราวเหลวไหลไร้สาระทุกรูปแบบ กับกลุ่มชนทีป่วยทางจิตวิญญาณ ฝูงชนที่ไฉลาดนัก
เพราะต้องพูดถึงเรื่องกระบวณการแตกดับของชีวิตตามความเชื่อของชาวทิเบตก่อน จากนั้นจึ่งจะพูดถึงการฝึกฝนในยามหลับก็จะ
ได้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ถ้าสังเกตุให้ดีความฝันนี่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆๆหลายอย่างนะครับ บางอย่างก็สอนคล้องกับความต้องการลึกๆๆของเราทไม่ได้รับการเติมเต็มในยามตื่น ที่สำคัญยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของภาษา การพูดด้วย เพราะภาษาแบบยุคแรกจะมีลักษณะเป็นภาพ อย่างอักษรจีน มันสื่อถึงวิธีคิดวิธีจดจำที่โบราณที่สุดก่อนที่เราจะตำเป็นถ้อยคำข้อมูลเป็น นั้นคือการจำเป้นภาพครับ และภาพในความฝันถ้าสังเกตุให้ดีๆๆมันจะเป็นส่วนผสมๆแปลกของภาพต่างไท่เราเห็นอาจจะในวันนั้นแหละและลืมไปเอามารวมมาซ้อนทับกันเสียด้วยครับ...

กลับมาที่พุทธแบบทิเบตนิดหนึ่ง
ความจริงเขามีวิธีฝึกฝนแม้แต่ในณะการร่วมเพศด้วยครับ มีเคล็ดว่า ห้ามให้มีการหลั่งเกิดขึ้น และมีรายละเอียดอีกพอสมควรและโยงไปได้ถึงกระบวณการแตกดับด้วยครับ(นี่กระมั้งที่ทำให้นิกายวัชรยานมักติดภาพลบในความคิดของชาวพุทธนิกายอื่นๆ ในประเทศไทยมีการกีดกันทุกรุปแบบจากคณะสงฆ์กระแสหลักของเราไม่ให้นิกายนี้เข้ามาได้อย่างเด็ดขาด แม้กระทั้งควบคุมให้นำหนังสือแค่เพียงบางเล่มเท่านั้นให้เข้ามาตีพิมพ์ได้ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเสียด้วยเพราะความพยายามที่จะประจบรัฐบาลจีน.)

คราวที่แล้วก็พูดค้างไปนิดว่าทุกวันนี้การสืบหรือเรียนพระพุทธศาสนาในทิเบต ก็อาจจะกล่าวได้ว่าได้ขาดช่วงไปเสียแล้วละครับ จากการเข้ายึดครองทิเบตของจีน คนรุ่นใหม่ในทิเบตตอนนี้ไม่ได้สนใจในพระพุทธศาสนาอีก และคนรุ่นเก่าในทิเบตก็หวาดกลัวเกินไปเกินกว่าที่จะมีศักยภาพมากพอที่จจะพื้นพุทธศาสนาขึ้นมาอีกในทิเบต ผู้นำทางจิตวิญญาณในทิเบตตอนนี้คือองค์ปัญเชนลามะก็เป็นคนของรัฐบาลจีนดังนั้นจึ่งอาจจะพูดได้ว่า การเรียนการสอนพุทธศาสนาในทิเบตกำลังจะพบจุดจบแล้ว ข้อดีอย่างหนึ่งของการรุกทิเบตของจีนคอมมิวนิสต์คือ ทำให้พระพุทธศาสนาจากทิเบตได้เข้าไปวางรากลึกในโลกตะวันตกครับ และกลับมามีชีวิตด้วย เพราะว่าในช่วงนั้นพุทธศาสนานทิเบตก็เริ่มเสื่อมไปแล้วละครับ เริ่มกลายมาเป็นพิธีกรรม กลายมาเป็นการแข่งขันกันสร้างวัด สร้างพระราชวังที่โตๆๆ เอาบุญเอากุศลอะไร?ทำนองนี้ และเริ่มกลับไปเน้นที่ไสย เพราะดินแดนทิเบตแต่เดิมมีลัทธิที่เน้นไสยคือบอนปะเป็นศาสนาเดิม อีกทั้งได้รับพุทธศาสนาในยุคเสื่อมที่สุดเพราะปนเข้ากับไสยเข้ามาเยอะ(ทำให้การตีความอย่างผิดๆๆในคำสอนตันตระกลายเป็นลัทธิลามกโลกีย์ อะไรทำนองนี้ไป)
การเข้ามาของจีนก็ทำลายพวกนี้ทิ้งไปมาก และโชคดีที่พวกที่หนีรอดออกไป ยังอินเดียและเลยไปตะวันตกมี
ปราชญ์จำนวนมากกว่าพวกอลัชชี เช่น ทะไลลามะ ตรุงป้า
และที่สำคัญอีกประการจะเห็นว่านิกายนี้ประสบความสำเร็จค่อนข้างมากในโลกตะวันตก เพราะขยันที่จะเผยแพร่ ครับอันที่จริงชาวทิเบตเชื่อว่า พวกตนรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น จากคำทำนายโบราณขององค์ปัทมสมภพ ว่า "เมื่อเหล็กหนักกลายเป็นนกที่โบยบิน หมู่อาชาง่อยเปลี้ยจนต้องวิ่งด้วยล้อ ชนชาวทิเบตจะกระจัดกระจายราวฝูงมดแตกพลัดหลง เข้าไปยังอีกซีกโลก"
ขอให้

สังเกตุดูว่า
หนังสือพระพุทธศาสนาที่ตีพิมพ์เป็นภษาต่างๆๆกว่า 70 ก็เป็นหนังสือที่เขียนโดยชาวทิเบตหรือไม่ก็แปลมาจากคัมภีร์ที่ได้มาจากทิเบต(เป็นคัมภีร์ของนาลันทาเดิมครับแปลจากสันสกฤตเป็นทิเบต) และเริ่มที่จะแข่งขึ้นมาสู้กับนิกายเซนได้เรื่อยๆๆครับ
ส่วนในลังกาก็ไม่ได้ต่างจากประเทศไทยเท่าไหร่ในด้านสภาวการณ์ อ้อในภูฐานการเรียนการสอนก็เป็นนิกายวัชรยานนั้นแหละครับโดยรับมาจากโยคีนามดรุปปะ คุเร เรื่องระบบยังคงดีอยู่ครับ
ส่วนรายละเอียกเรื่องการฝึก คำสอน รวมทั้งตำแหน่งสูงสุดทางการศึกษาที่เรียกว่าเกเช นิกายทั้งสี่ ก็ถ้าสนใจวันหลังจะเล่าให้ฟังครับ


ส่วนเรื่องการแยงชิงอำนาจขอวิจารณ์อยู่เงียบๆๆเฝ้าสังเกตุดูต่อไปดีกว่าครับ

มาที่เรื่องท่านพุทธทาสต่อครับ ก่อนอื่นต้องสังเกตุก่อนนะครับว่า แค่การนำเอานิกายเซนเข้ามาก็เป็นเรื่องที่ท่านโดนเล่นงานจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยและชาวพุทธหัวเก่าแล้วนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ในความคิดของชาวพุทธ(เถรวาทในสิงหล ไทย พม่า อื่นๆๆ)อีกจำนวนมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าคำสอนทั้งหลายที่ตัวเองยึดถือนั้นแหละ คือคำสอนดั้งเดิมที่แท้ของพระพุทธองค์ และทำใจยอมรับคำสอนนิกายอื่นที่ต่างออกไป อย่ามหายาน วัชรยาน หรือ เซน ไม่ได้ด้วยเห็นว่าไม่ใช่ของแท้(แม้ว่าความจริงแล้วในพระไตรปิฏกบาลีก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปากนักามีคำสอนแท้ๆของพระพุทธองค์อยู่ทั้งหมดทุกตัวอักษรและดูเหมือนพระสูตรมหายานจะเขียนขึ้นในเวลาห่างจากพระบาลีไม่เกินห้าสิบถึงหนึ่งร้อยปี)
อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลยครับ เอาเจ้าคุณประยุกต์ แม้ท่านจะไม่ได้ต่อต้าน แต่ลึกๆๆท่านก็มีอคติกันนิกายมหายานอย่างไม่ต้องสงสัย รวมทั้งฮินดู(โดยเฉพาะพวกเวทานตะ)เสียด้วยซ้ำ แม้ท่านจะไม่ได้ออกปาก เพราะจริตท่านเป็นเช่นคนไทยส่วนใหญ่ครับ

ดังนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทัศนะที่ดูผิวๆๆแล้วขัดแย้งกันอย่างสูงอย่างทัศนะฉับพลัน ท่านจะให้การสนับสนุนได้อย่างไร? ขนาดแค่แปลหนังสือเล่มเล็กๆๆ ตัดส่วนที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างส่วนที่นิกายเซนวิพากษ์เถรวาทในยุคนั้น(ยุคที่บันทึกได้ถูกเขียนขึ้น) ยังถูกวิพากษ์ถูกโจมตีตั้งแต่กลุ่มศึกษาอภิรรมตามคติที่เชื่อถือกันอยู่แต่เดิมมาตั้งแต่สมัที่รับมาจกลังกา นักการเมืองอย่างคึกฤทธิ์ เลยครับ อีกทั้งท่านเองก็คงเห็นว่าสวนโมกข์ก้มีหนทางของตัวเอง นะครับไม่ได้ตามอย่างใคร แม้แต่เซนดังนั้นจึ่งไม่จำเป็นต้องไปยอมรับเสียหมดทุกแง่มุมนั้นแหละครับ
dr.date (IP:58.9.54.54)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 7 ก.ค. 2555 (21:05)

อ้อ...ความจริงฮินดูก็มีตันตระ นะครับ อย่างคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงก็คือ คัมภีร์วิชญาณไภรวตันตระ ( การทำสมาธิ 112 วิธีของพระศิวะ) นั้นแหละครับ ถ้าโดยสรุปๆๆแล้ว ตันตระทั้งแบบพุทธหรือแบบฮินดูก็คือ  อุบายวิธีรูปแบบต่างๆๆเพื่อตอบคำถามว่า "ทำอย่างไร?" มนุษย์คนหนึ่ง จึ่งจะเป็น มนุษย์ที่แท้ มนุษย์ที่เป็นอิสระชนและไม่ถูกร้อยรัดด้วยอำนาจใด ไม่ว่าภายนอกนั้น จะเป็นเช่นไร  ตันตระมุ่งไปที่คำถามว่า อย่างไร? มิใช่ ทำไม?เนื่องด้วยคำถามว่าทำไม? มิใช่คำถามที่แท้ และถึงที่สุดแล้วเราไม่อาจจะหาคำตอบใดๆได้จากคำถามทำนองนี้ เพราะยิ่งเรารู้เกี่ยวกับสิ่งหนึ่งมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งขยายขอบเขตของความไม่รู้ขึ้นไปด้วยดังนั้นนี่จึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม?พระพุทธเจ้าเน้นวิธีปฏิบัติมากกว่าที่จะอธิบายอะไรๆๆๆ ด้วยถ้อยคำเพราะท้ายที่สุดแล้วคำบรรยายจะดึงเราวนไปแต่เพียงรอบๆๆสิ่งต่างๆก่อให้เกิดการถกเถียงโดยไม่จำเป็นเลย เหมือนคำบรรยายเกี่ยวกับอาหาร ใช่ตัวอาหารนั้นเองเสียเมื่อไหร่  ครับ

พูดถึงฮินดูแล้วก็นึกถึง คัมภีร์
ภควัทคีตา ครับ ไม่ทราบว่าเคยได้มีโอกาสอ่านกันไหม?ครับถ้าอยากทราบความคิดทั้งหมดของฮินดูธรรมว่ากันว่า ให้อ่านเพียง

ภควัทคีตา ก็พอ มีอ.ท่านหนึ่งแกวิพากษ์ ไว้ว่า

"ภควัทคีตา ก็แค่การพร่ำเพ้อปรัชญาไร้สาระที่สร้างขึ้นเพื่อกล่อมคนหัวอ่อนไม่มีความคิด ชักจูงไปในทางให้นิยมแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรง การฆ่าฟันทำสงคราม แถมยังหลอกให้เชื่อว่าทำสงครามเพื่อความถูกต้องแล้ว แม้ตายก็จะได้บุญขึ้นสวรรค์ ภัควัทคีตานี้แหละเป็นรากเหง้าของ การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์! สงครามของพระเจ้า! และการก่อการร้าย ภัควัทคีตานี้แหละ มิจฉาทิฏฐิ(ทัศนะอันตราย!)ตัวจริง! ซึ่งขัดกับหลักของพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ที่สอนให้มีเมตตา อหิงสา(ไม่เบียดเบียน) หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทั้งปวง"

ก็คงงั้นแหละครับ ถ้าตีความในแบบของแก....แต่ผมสงสัยซะจริงว่า อ.ท่านนี้เคยอ่านจนจบหรือไม่หรืออ่านเพียงแค่โศลกสั้นๆๆว่า"รบเถิด อรชุน หากท่านตายในสนามรบ สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย แม้นหากว่าท่านชนะความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ทุกพงพื้นปฐพีรอให้ท่านเข้ามาครอบครอง"

แล้วตีความไปทำนองนั้น ว่าแต่ใครกันคือคนที่พระกฤษณะบอกให้อรชุนในตัวของพวกเราทุกคนลุกขึ้นรบ? ศัตรูที่อยู่ภายนอก หรือ กิเลสมารในตัวเรากันแน่? และ แท้ที่จริงแล้ว บางทีอาจจะไม่มีผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าก็ได้นะครับ จะว่าไปพระกฤษณะนี้ก็เหมือนพระซาราทุสตราในเรื่องTHUS SPOKE ZARATHUSTRA ของนิชเช่เหมือนกันนะครับ



dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 8 ก.ค. 2555 (10:34)

เมื่อคืน ผมก็ฝันแบบที่เอาภาพที่เรารู้จัก มาประสมแบบค่อนข้างมั่วนิดหน่อย แต่ออกไปในโทนฝันดี
อ.Date พูดถึงการจำภาพ ทำให้นึกได้ว่า เคยได้อ่านคำอธิบายเกี่ยวกับ "การระลึกชาติ" ว่าเป็นการดึงภาพประติดประต่อกันสืบเนื่องย้อนกันไปเรื่อยๆ
เรื่อง การระลึกชาติได้ หรือ กลับชาติมาเกิด อีกที ชนิดที่(อ้างว่า)ค้นหาร่องรอยได้ น่าจะเด่น และเป็นเรื่องหลักสำคัญอันหนึ่งของทิเบต ... จริงๆ ในบ้านเราเองก็มีเรื่องเล่าเหล่านี้พอสมควร เห็นมีฝรั่งจะพยายามศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย จะพยายามพิสูจน์ว่า reincarnation (การเกิดใหม่) เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน (แวดล้อม พอสมควร) ที่น่าจะเชื่อถือได้

ขอบคุณครับที่เล่าเรื่องการศึกษาคร่าวๆของ ทิเบธ ภูฐาน ศรีลังกา ให้ฟัง (มีเวลา ผมอาจจะค้นหาเพิ่มเติม)
---
หนังสือจากทิเบตสองเล่มที่ผมได้อ่าน(และชอบ) คือเรื่อง แห่งการงานอันเบิกบาน และ วิถีแห่งดุลยภาพ แต่งโดย ตาร์ถัง ตุลกู สิ่งที่ได้คือ การให้เราพยายามปรับจิตใจให้อยู่ในสมดุลย์ ให้รู้ว่า กายใจ เมื่อเริ่มจะไม่ได้สมดุลที่ดีแล้ว เราต้องมีสติ หาวิธีทำให้ใจของเราเป็นปกติ กลับมาสมดุลอย่างเดิม อย่างเป็นปกติ
---
ผมมองว่า การศึกษา ปฏิบัติ ค้นหาทางจิต ตามรูปแบบต่างๆ ต่างนิกาย ต่างศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ ในส่วนของพลังสมาธิ เหมือนๆ จะไป รวมกันที่ รูปฌาน อรูปฌาน (ต้องมีการสลาย ลดตัวตน หรือนำไปมอบให้อะไรอื่น เพื่อให้เกิดพลัง (สมาธิ)) บางส่วนจึง เพี้ยนๆ ไปได้ และบางส่วนก็ทะลุถึงความจริง ถึงปัญญาได้ ... เช่นนี้ จึงทำให้สมาธิขั้นสูงเป็นเหมือนดาบสองคม(?)
---
ภควัทคีตา ... ผมรู้นิดหน่อยครับ จริงๆ ผมจะอ่านเรื่องทำนองที่สื่อทางอ้อมแบบนี้ไม่ค่อยได้ดีครับ เหมือนๆกับที่ผมจะอ่านปรัชญาไม่ค่อยได้เรื่อง ... เหตุหนึ่ง คือ เหมือนคนแต่ง หรือคนที่ถ่ายทอด มีธงอะไรอยู่ในใจ แล้วก็สื่อผ่านเรื่องราว

ส่วนปรัชญาก็สื่อผ่านการใช้ศิลป/ตรรกะ ของข้อความ(ภาษา) ... มันก็เลยดูง่ายที่จะมองว่าเป็นการเล่นคำ ... แล้วผมก็จะถูกต่อว่าว่า อ่านแล้วไม่เข้าใจ ... ซึ่งก็ไม่เข้าใจจริงๆครับ (แต่ก็ย้อนกลับนิดหนึ่งว่า ทำไมไม่ทำให้เข้าใจง่ายๆ ... ถ้าทำได้)

นิชเช่ ผมเคยแต่ได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยอ่านงานของท่านครับ
---
เกี่ยวกับการศึกษาเซนของบ้านเรา ผมเห็นว่าหลายๆคน หรือหนังสือหลายๆเล่ม นำเสนอทำนองเป็นการฝึกคิด ฝึกเล่นคำ (จากโกอาน) นี่น่าจะเป็นดาบสองคม ของวิธีการนี้ด้วย
ในส่วนที่หลวงพ่อพุทธทาสใช้ จิตเดิมแท้ (หรือ จิตประภัสสร(พระอภิธรรม)) จริงๆก็มีท่านอื่นใช้เหมือนกันนะครับ หลวงปู่ดูลย์ (ที่พระอ.ปราโมทย์เคารพ) ก็อธิบายจิต ไปในเชิงของ จิตเดิมแท้ และก็มีคนวิจารณ์ว่าเลียนแบบจากหนังสือเซน เช่นกันครับ ... ในส่วนสำนักของพระอ.ปราโมทย์ ผมสังเกตเห็นการศึกษา และใช้การอธิบายแนวพระอภิธรรมช่วยในการอธิบายการฝึกปฏิบัติจิต (แบบที่ท่านเรียกว่า ลัดสั้น หรือที่หลายๆคนใช้คำว่า "ดูจิต") ... สัปดาห์ที่แล้วได้ฟังดู(ไฟล์เสียงอ่านจากหนังสือของท่าน) ก็น่าสนใจนะครับ ในส่วนหนังสือของท่าน(พระอ.ปราโมทย์) หลายเล่ม ผมเห็นว่า ถูกจริตผมดี (เคยอ่าน แล้วพิจารณาตามเบาๆ ได้ความสงบระงับ) ... ท่านอธิบายจิตที่เป็นกุศลว่ามีลักษณะอย่างไร (ตามพระอภิธรรม)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 8 ก.ค. 2555 (14:24)

เดี๋ยวนี้งานเของท่าน(พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช) จะขึ้นต้นด้วยคำเตือน(?)ว่า "ขอความกรุณาอย่านำข้อความไปอ้างอิงเพื่อการถกเถียงกัน หรือนำไปปลอมปนกับบทประพันธ์ธรรมะที่ออกนอกแนวทางการปฏิบัติ ที่เน้นการรู้สึกตัว เรียบง่าย และลัดสั้น"


(ตามพระอภิธรรม) กุศลจิต ประกอบด้วย (สิ่งดีงาม) โสภณเจตสิก 25 อย่าง(ดวง) แบ่งเป็น 4 ประเภท


1) โสภณสาธารณเจตสิก เกิดร่วมกับจิตกุศลทุกดวง มี 19 อย่างได้แก่ ศรัทธา สติ หิริ โอตัปปะ อโลภะ อโทสะ ความเป็นกลางของจิต ความสงบของกาย ความสงบของจิต(จิตปัสสัทธิ) ความเบากาย เบาใจ ความอ่อนของกายและใจ ความเหมาะแก่การงานของกายและใจ ความคล่องแคล่วของกายและใจ ความซื่อตรงของกายและใจ

ลักษณะของจิตอกุศล -> ขาดสติ มีอาการหนัก แน่น แข็ง ซึม ทื่อ ถูกกิเลสครอบงำ [เข้าไปแทรกแซงอารมณ์ ควรที่จะสักแต่รู้อารมณ์ [แทรกเพิ่มเติมโดยพระอ.ปราโมทย์]? (ข้อสังเกต)]

2) สิ่งดีงาม 3 อย่าง ที่เกิดร่วมกับกุศลจิต(บางดวง) คือ สัมมาวาจา(งดเว้นการทำชั่วทางวาจา) สัมมากัมมันตะ(งดเว้นการทำชั่วทางกาย) สัมมาอาชีวะ(งดเว้นอาชีพที่ำทำให้ล่วง 2 ข้อแรก)

3) สิ่งดีงามที่แผ่ไป 4 อย่าง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (เมตตา = อโทสะ และ อุเบกขา = ความเป็นกลางของจิต อยู่ใน โสภณสาธารณจิตแล้ว)

4) ความเข้าใจในความเป็นจริง (อโมหะ/ปัญญา) คือ รู้อริยสัจ 4 รู้ทุกข์ รู้เหตุของทุกข์ รู้ละเหตุแห่งทุกข์ รู้การดับแห่งทุกข์ [แทรกโดยพระอ.ปราโมทย์ คือ รู้มรรค รู้การทำสติปัฐฐาน 4 ? (ข้อสังเกต)]


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 8 ก.ค. 2555 (14:41)

สาเหตุหนึ่งที่ท่านพุทธทาสไม่ให้ความสำคัญพระอภิธรรม คือ คำว่า "อภิ" ท่านไม่ให้ความสำคัญสูตรทีเป็น "มหา" ด้วย พระสูตรเหล่านี้ สื่อไปในทาง ที่จะทำให้เกิดการถือดี ถือตัว อวดว่า ดีกว่า สำคัญกว่า จริงกว่า ... แล้วพระสูตรเหล่านี้ ก็จะมีส่วนเกิน ของอำนาจพิเศษ มีที่มาแปลกๆ พ้นวิสัยธรรมดา


เช่น มหาสติปัฐฐานสูตร ก็กลายเป็นว่า พระพุทธองค์ไปเทศน์ให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นชาวบ้านพิเศษ ที่มี ศีล จิตใจ ปัญญาดีมาก ... แทนที่จะเป็นการสอนของพระพุทธองค์กับบรรดาพระภิกษุ ... ผมว่า เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ (และฟังขึ้น)


แต่ก็ใช่ว่า พระอภิธรรมจะเป็นงานประพันธ์รุ่นหลังที่ไม่ดีนะครับ เป็นงานที่ "วิจิตร" มาก สำหรับผมเอง (ที่มีความรู้นิดหน่อย) ก็ค่อนข้างจะเชื่อว่า ผู้ประพันธ์มีความเข้าใจในเรื่องจิตใจเป็นอย่างดี (เป็นเลิศ) ... สมเด็จพระสังฆราช (องค์ปัจจุบัน ที่ท่านอาพาธ ... ท่านยังเป็นอยู่ใช่มั้ยครับ) ท่านก็ชื่นชมว่าเป็นงานที่ดีมาก หากศึกษาเป็นก็ได้ประโยชน์มาก ... ผมก็ได้แต่สนใจอยู่ห่างๆ มีโอกาสก็ค่อยๆศึกษาทางอ้อม เหมือนที่ยกเรื่อง จิตกุศลและโสภณเจตสิก มาให้ร่วมพิจารณาครับ)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 9 ก.ค. 2555 (13:11)
โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการเกิดใหม่เท่าไหร๋ครับ แต่จริงๆๆทุกๆๆวันนี้ก็เห็นการเกิดใหม่ในทุกๆๆขณะนะครับ555 ความจริงแนวคิดทำนองนี้ก็ปรากฏอยุ่ในทุกๆๆอารยธรรมทั่วโลกนั้นแหละครับ ทีนี้ในอินเดียนี้ก็เป็นคติของชนพื้นเมืองเดิม(พวกนี้ต่อมากลายเป็นพวกศูทร)นั้นแหละครับ ก่อนที่พวกอารยันจะเข้ามายึดครองอินเดีย พวกอารยันนี้ก็มีเชื้อสายเดียวกับพวกกรีกนั้นแหละครับ เมื่อพวกนี้บุกเข้ามาและยึดครองได้สำเร็จ ก็เกิดการผสมกันระหว่างความเชื่อขึ้น พวกอารยันเดิม(พวกนี้คือพวกวรรณะสูงๆๆในอินเดียครับ)ไม่มีความเชื่อเรื่องนี้หรอกครับ มีแต่ความเชื่อแบบพหุเทวนิยม สังเกตุว่าเหมือนพวกกรีกมาก ซูสกับพระอินทร์ก็มีส่วนคล้ายกันมาก คือมีสายฟ้าเป็นอาวุธทั้งคู่ ต่างเป็นประมุขของทวยเทพ และ มีหลายๆๆด้านคล้ายมนุษยืค่อนข้างมากรวมทั้งด้านที่ไม่น่าจะมีในเทพเจ้า คือมักเมามายจนขาดสติ อ้อตำนานเทวดารบอสูรของพวกนี้ก็มีเค้ามาจากประวัติศาสตร์จริง คือเทวดาคือชาวอารยัน อสูรคือชนพื้นเมืองเดิม

ทีนี้มาสมัยพระพุทธเจ้า ความเชื่อของชนพื้นเมืองเดิมตั้งแต่การเวียนว่ายตายเกิด การแสวงหาโมกษะความหลุดพ้น การเป็นนักบวช(สันยาสี) ก็เริ่มเข้ามาผสมกับความเชื่อของผู้รุกรานมากแล้วครับ แต่ทว่าดูเหมือนว่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในช่วงสมัยพุทธกาลก็ไม่ได้เป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจเท่าไหร่หรอกครับ สังเกตในสูตรต่างๆๆในพระไตรปิฏกคนถามเรื่องนี้จะน้อย และพระพุทธเจ้าไม่สนใจจะตอบเสียด้วย (ยกตัวอย่างสูตรที่ตรัสกับมาลุงกยบุตร ,วัจฉโคตรปริพาชก ในกามนิตกวีก็เอามาเขียนล้อไว้ว่า กามนิตพยายามที่จะหาพระพุทธองค์ให้พบเพื่อถามคำถามนี้ แต่ทว่ากับได้ยินพระภิกษุชราที่ค้างคืนด้วยกับตนเล่าว่า พระพุทะองค์ไม่ทรงตอบคำถามทำนองนี้ เขาจึ่งกล่าวหาภิกษุชรา(ความจริงคือพระพุทธองค์ตัวจริง)ว่าแอบอ้างคำสอนของพระพุทธองค์เพราะพระพุทธองค์ในความคิดของกามนิตคือ ห้องสมุดเคลื่อนที่ที่เขาจะถามคำถามอะไรก็สามารถตอบเขาได้หมด) อันที่จริงทุกลัทธิในเวลานั้นก็ไม่สนใจที่จะตอบคำถามนี้ แต่สนใจไปที่เรื่องความทุกข์แม้ว่าจะมีแนวความคิดนี้อยู่แล้วในสมัยนั้น

แต่จนแล้วจนรอดหลายร้อยปีให้หลังมันก็กลับมาเป็นปัญหา ที่มีคนถามกันมากครับ รวมๆๆกับปัญหาอภิปรัชญาทุกรูปแบบ อย่างว่าจักรวาลนั้นเที่ยงไม่เที่ยง มีใครเป็นผู้สร้างไหม? เป็นแบบไหน?เกิดมาได้อย่างไร? ไอ้ส่วนนี้แหละที่ปนเข้าไปในพระอภิธรรมรวมทั้งคัมภีร์อรรถกถาชั้นรองๆๆในพระอภิธรรม จำนวนมากอย่างที่เราจะเห็นกันทุกวันนี้(รวมทั้งคัมภีร์ของศาสนาอื่นๆๆก็มีภาวะการณ์แบบเดียวกันกับพุทธครับเขาสนใจเขาก็ใส่กันลงไปจนกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิเขาไป) เรื่องเวียนว่ายตายเกิดรวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้ตายตามทัศนะของชาวพุทธในอินเดียที่พัฒนากันมา ก็มีรายละเอียดที่สมบรูณ์ที่สุดประมวณอยู่ในThe Tibetan Book of the Deadครับ

เพราะเวลามันนานนะครับดังนั้นมันก็ต้องมีคำสอนอื่นปนมาอยู่แล้ว ตัวคัมภีร์พึ่งจารึกกัน 500 ร้อยปีหลังพุทธกาลจากความจำล้วนๆๆนะครับ ส่วนที่เป็นพระอภิธรรมก็ราวๆๆอีกหลายร้อยปีให้หลัง(ถ้าถามว่าพระอภิธรรมคืออะไร? ก็อาจจะตอบได้ว่าคือคัมภีร์ที่เกิดจากการตีความการจัดระบบของอ.ทั้งหลายในพุทธศาสนาที่ผ่านมา ในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าว่ามีความหมายว่าอย่างไร? จากนั้นก็อ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนสอนตีความเองแต่ไม่ใช่ในโลกมนุษย์) ไม่นับพระปลอมที่ปลอมเข้ามาเพื่อเอาคำสอนของตัวเองใส่ลงไป

เพราะพุทธศาสนา(รวมทั้งไชนะ)เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของศาสนาดั่งเดิมทั้งหลาย ดังนั้นจึ่งต้องทำลายหลักการทั้งหลายทิ้งเสียโดยเฉพาะหลักการที่โจมตีความเชื่อเดิมย่างการบูชายัญ ระบบวรรณะ อัตตาที่เป็นอมตะ ต่อมาก็ไม่สำเร็จครับ จึ่งหันไปดูดซับหลักการเพื่อปรับปรุงลัทธิตน(เอาทั้งพุทธ ไชนะ จารวาท) ประกอบกับมีการปฏิรูปศาสนาดั้งเดิมด้วย(คัมภีร์อุปนิษัทคือผลการปฏิรูปนั้นซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคพระพุทธเจ้าเสียอีก และก็มีการปฏิรูปต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปีหลังจากนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าอันที่จริงก็ไม่ใช่ของใหม่ทั้งหมดหลายๆๆส่วนมีอยู่แล้วในพระเวท และ อุปนิษัทเดิมเพียงแต่พระพุทธองค์พัฒนามันขึ้นมาจนสมบูรณ์กว่าใครทั้งหมดในยุคนั้น อันที่จริงพระองค์ก็เป็นผลผลิตจากการปฏิรูปนั้นด้วย เช่น การวิเคราะห์การเกิดของความทุกข์อย่างละเอียด มันก็กลายเป็นปฏิจจสมุปปาทซึ่งไม่มีใครทำมาก่อน(ทุกคนเพียงแต่พูดว่าอย่ายึดมั่นแต่ไม่มีใครตอบคำถามว่าทำไม?เราถึงยึดมั่นถือมันมันมีกระบวณธรรมอย่างไร? การปลดความยึดถือเรื่องอตามันโดยสอนหลักอนัตตา แถมท่านเลือกใช้คำที่ต่างออกไปในเป้าหมายสูงสุด คือแทนที่จะใช้คำที่ดูเปลี่ยมไปด้วยชีวิตอย่างปรมาตมัน แต่กลับใช้นิพพาน) (นักวิชาการพุทธหลายท่านในเมืองไทยคงไม่พอใจนักที่ผมพูดแบบนี้ แกกลัวว่าการยอมรับความจริงนี้จะทำให้พระพุทธเจ้าดูตกต่ำลงเพราะอคติที่มีต่อฮินดูธรรมนั้นแหละครับ555 แต่พวกเขาไม่รู้กระมั้งว่าพระพุทธองค์แตกฉานในพระเวทมากจนกระทั้ง อุรุเวลากัสสปะซึ่งเป็นครูพระเวทที่มีชื่อที่สุดในยุคนั้นพยายามที่จะขอให้พระองค์สอนในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจในพระเวท และ ไปๆๆมาๆๆพระพุทธองค์พูดเลยไปถึงในส่วนที่ควรปรับปรุงในคัมสอนเหล่านั้น คือเพิ่มเติมให้จนสมบูรณ์ จนอุรุเวลากัสสปะ ยอมรับพระองค์เป็นครูของท่าน )

ที่นี้ผลจากการปฏิรูป การดูกลืน การถูกวิพากษ์ ก็ทำให้ศาสนาของอินเดียเดิมก็กลายมารวมกันเป็นฮินดูธรรมในทุกวันนี้ ซึ่งทันสมัยมากลึกมาก สมบูรณ์มาก......จนแยกไม่ออกหรอกครับกับพุทธธรรมเพราะมันพูดสิ่งเดียวกันต่างภาษา อย่างในคีตาที่พูดไป ถ้าอ่านแตกเราจะพบว่านั้นคือคำสอนในพุทธะรรมที่เรารู้ๆๆกัน มันก้เลยเกิดปัญหาว่าใครลอกใคร? ฮินดูก็ว่าพระพุทธเจ้าลอกคำสอนในคีตามาดังนั้นพระองค์จึ่งเป็นส่วนหนึ่งของครูในศาสนาฮินดู ชาวพุทธก็พูดว่าฮินดูต่างหากที่ลอกพุทธธรรมและเอาคำสอนไปดัดแปลงถ้อยคำแล้วใส่เข้าไปในมหาภารตะ กลายเป็นคีตา ซึ่งเป็นเรื่องน่าหัวเราะครับ คือมันเกิดขึ้นมาไล่ๆกันมันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก ไม่มีใครลอกกันหรอกครับ อีกประเด็นคือเขาดื่มจากน้ำบ่อเดียวกันดังนั้นรสชาติมันก็ต้องเหมือนกัน อย่างเต๋าเต้อจิง เล่าจื่อ(ถ้ามีตัวตนจริง)ก็เกิดก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก ไม่เคยพบกันเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมทั้งสองท่านพูดสิ่งเดียวกันเลย..

นอกเรื่องไปเยอะครับมาเรื่องพระอภิธรรมต่อ เวลาพระภิกษุยุคนี้สอนพระอภิธรรมก็มักจะเอาเรื่องนี้มาพูด(ขนาดเรื่องทำนองนี้บางครั้งยังผิดๆๆถูกๆด้วยอาจจะเพราะไม่รู้ คิดไปเอง หรือจงใจเพื่อลาภสักการะก็ตามแต่เถอะครับ)
เพราะดูตื่นเต้นดูแปลกตาดีสำหรับชาวบ้านธรรมดา ครับ(ทั้งๆๆที่จักรวาลนั้นจริงๆๆแปลกกว่าที่บรรยายตามทัศนะโบราณทำนองนั้นค่อนข้างจะเยอะเมื่อมองจากมุมของวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน) อย่างมีเขาพระสุเมรใจกลางจักวาล สวรรค์มีกี่ชั้น นรกมีกี่ขุม อะไรทำนองนี้ครับ ไม่เว้นแม้แต่การสอนวิชาพุทธปรัชญาในระบบมหาวิทยาลัย อย่างหลับหูหลับตากันสอน(แม้แต่ที่รามคำแหงก็สอนทำนองนี้ครับ ความจริงก็แทบจะทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะครูก็เรียนมาทำนองนี้ครับแล้วจะสอนที่มันนอกขอบเขตจากนี้ได้อย่างไร?) จนบางครั้งถึงกับดูแคลนศาสนาอื่นไปเลยครับ อย่างมักมีหลายสูตรที่แต่กันมาภายหลังเพื่อโจมตี(หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้) ศาสนาอื่นๆๆในยุคนั้น เช่นเอาเทพเจ้าของชาวฮินดูมารับใช้พระพุทธองค์ พุทธสาวก มีฤษธิ์น้อยกว่า ไม่ใช่ผู้รู้จริง ทีนี้คนที่เชื่อก็พูดว่า พระเจ้าทั้งหลายในศาสนาอื่นๆๆ อย่างคริสต์ ก็คือองค์เดียวกับพรหมในฮินดูที่ถูกพระพุทธเจ้ากำราบไป ดังนั้นศาสนาพวกนี้จึ่งไม่ใช่ที่สุดของความจริง?
แล้วก็ปฏิเสธทัศนะตามความเป็นจริงไปเลยครับ จักรวาลตามทัศนะวิทยาศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าขัดกับคติเดิมในพระอภิธรรม หรือจักรวาลในพระพุทธศาอย่างเห็นได้ชัด คนพวกนี้ก็ไม่สนใจครับ อาจจะเพราะศึกษาวิทยาศาสตร์มาน้อยยิ่งใข้คณิตศาสตร์สูงๆๆอธิบายยิ่งยากทีพวกนี้จะเข้าใจครับ ไม่ก็ยึดถือในสิ่งที่ตัวเองใช้เวลาศึกษามาอย่างมือบอด พวกนี้ก็จะมีข้ออ้างทำนองว่า วิทยาศาสตร์ไปไม่ถึงดังนั้นจึ่งไม่พบในสิ่งที่ยืนยันทัศนะของพระอภิธรรม ถ้าพบก็จะรู้ ต้องภาวนาให้มีฤษธิ์จากนั้นจึ่งจะเห็นในสิ่งที่พระอภิธรรมพูด อ้อมันตรวจหาไม่พบเพราะมันอยู่ในอีกมิติหนึ่งไง จากนั้นก็จะยกสูตรหยาบๆๆอย่างพระพุทธเจ้าพูดว่างี้ มีอนุภาคนั้นไงตรงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เลยเห็นไหม?พระองค์รู้มาสองพันปีขึ้นมาสนับสนุนตัว
ตรงจุดนี้องค์ทะไลลามะเตือนไว้ว่า "ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้มีความสนใจหรือเชื่อถือจักรวาลวิทยาตามทัศนะพระอภิธรรมอีก เพราะอาตมาไม่อาจจะปฏิเศธความจริงที่ตนได้ไปเห็นมา(ในโลกตะวันตก)ได้ และอาตมาเป็นชาวพุทธดังนั้นอาตมาจึ่งเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่มีแนวโน้มที่จะพิสูตรยืนยันได้ว่าเป็นไปอย่างนั้นมากกว่าจะดึงดันในคติเดิมๆๆที่ไม่สอดคล้องกับความจริง" แน่นอนครับว่าพระองค์เป็นชาวทิเบต ดังนั้นเรื่องลึกลับทุกแบบ มันมีอยู่ในความเชื่อของพระองค์ตามจารีตค่อนข้างมากและพระองค์ก็ยังเชื่ออีกมากครับ แต่พระองค์ก็ยังใจกว้างพอที่จะเปลี่ยนความคิดในสิ่งที่ได้รับการยืนยันแล้วพิสูตรให้เห็นได้แล้ว นี่คือสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจริงๆๆกับคนทุกคนที่มีสำนึกตัวว่าเป็นชาวพุทธ

ทีนี้มันก็เลยละเลยสาระที่แท้จริง ของพระอภิธรรมไป นั้นคือพุทธจิตวิทยา อย่างในเล่มTranformation at the Base : Fifty Verses on the Nature of Consciousness. ที่อ.ส.แกแปลมานั้น แหละครับคือสาระของพระอภิธรรมจริงๆ(แม้จะบรรยายตามแบบของมหายานก็ตาม)อาจจะเพราะคนเข้าใจน้อยด้วยครับ นี่คือเรื่องสำคัญเลย เพราะ ละเลยที่จะปฏิบัติภาวนาสังเกตจิตของตัวเอง ไม่รู้จักโยงเข้ามายังภาษาคน ภาษาธรรม ไม่ก็จับประเด็นถูกแล้ว แต่ตกหลุมในส่วนที่อธิบายเรื่องจิตจนเลยเถิดไป คือแบ่งเป็นนั้นนี่ละเอียดยิบเข้าไปในโลกปรัชญา ท่านเจ้าคุณประยุกต์ก็เตือนเรื่องนี้ไว้ในพุทธธรรมว่า มันเลยเถิดไปท่านก็เลยตัดทิ้งไม่สนใจไม่ศึกษาในส่วนนี้ แต่จะกรองเอาส่วนที่น่าจะเป็นทัศนะแท้ๆๆของพุทธธรรมมาแสดงไว้ ทีนี้ผู้ศึกษาพระอภิธรรมส่วนใหญ่จะพอใจแค่เพียงคัมภีร์ชั้นรองๆๆที่ด้อยเสียยิ่งกว่าคัมภีร์อภิธรรม และแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่าส่วนไหน์?คือพระอภิธรรมส่วนไหน? ไม่ใช่คัมภีร์พระอภิธรรม เพราะขาดความรู้ในที่มาของคัมภีร์แต่และเล่มที่เรารวมรวมมาเป็นพระบาลีจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นจึ่งพอใจกันแต่เพียงพวกอรรถกถาทั้งหลาย(เพราะอ่านไม่แตก? หรือ ว่าเรื่องพวกนี้มันดูแปลกถูกจริตเพราะมนุษย์ชอบอะไรที่มันตื่นเต้นที่งุนงงสงสัยอยู่แล้ว มากกว่าเรื่องจิตใจของเขาเอง(เพราะมันดูใกล้ตัวและเขาคิดว่าเขารู้อยู่แล้ว)

ท่านพุทธทาสเห็นปัญหานี้ ดังนั้นท่านจึ่งพยายามที่จะชี้ว่า สาระที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา(อย่างน้อยก็ตามทัศนะของท่าน)นั้นเป็นอย่างไร? โดยเฉพาะท่านรู้ว่าต้องสู้กับ ความเชื่อเดิมโดยเฉพาะอภิปรัชญาในอภิธรรม ซึ่งคนที่ไม่แตกจับสาระไม่ถุกย่อมถูกลวงให้หลงทาง ไปในโลกของความคิดที่ไม่อาจจะพิสูตรได้ ดังนั้นแทนที่จะเอาคัมภีร์อภิธรรมมาเน้นว่าสาระอยู่ตรงนี้ นะ เธอไปดูสิ ท่านจึ่งเลือกที่จะทิ้งมันไปเสีย คือทิ้งการตีความการจัดระบบของอ.ทั้งหลายในพุทธศาสนาที่ผ่านมาในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า และหันมาตีความด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการตีความจากบทสนทนาที่ถูกบันทึกไว้ในสุตตันตปิฎก ด้วยตัวเองโดยไม่อิงใครทั้งสิ้น นี้คือความกล้ามากในยุคนั้น ที่ทำเช่นนี้เพราะท่านรู้จริตมนุษย์ครับ หากเอามาสอนแล้วชี้สาระ คนมันก็สนใจ(ในตอนแรกๆๆ)ครับแต่มันจะไม่ติดใจเท่ากันเรื่องพิสดารทั้งหลาย ในนั้น เพราะมันรู้ไม่เท่าทันความคิดของตัวเอง ดังนั้นต่อๆๆมามันจะคิดว่า เราเข้าใจตัวเราเองแล้วไปดูนี่ดีกว่าไม่เคยรู้เลย อ้อ..เป็นแบบนี้ก็จะตกลงสู่ธรรมเนียมเก่าๆๆคือโลกของความคิดความเชื่ออีก ไม่ใช่การมาพิจารณาสาระสำคัญของชีวิต อย่างที่อ. ยกตัวอย่างว่าพระสูตรเหล่านี้ สื่อไปในทาง ที่จะทำให้เกิดการถือดี ถือตัว อวดว่า ดีกว่า สำคัญกว่า จริงกว่า ... แล้วพระสูตรเหล่านี้ ก็จะมีส่วนเกิน ของอำนาจพิเศษ มีที่มาแปลกๆ พ้นวิสัยธรรมดา นี่แหละครับใช่เลย มันเป็นแบบนี้ครับมันเป็นทำเนียมเก่าๆๆ รูปแบบเดิมๆๆ ที่กั้นไม่ให้มนุษย์เข้าถึงความจริง แต่การทำเช่นนี้ก็เท่ากับกั้นไม่ให้ท่านพุทธทาสเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ด้วยครับ เพราะท่านลดรูปพระในมุมมองผู้วิเศษตามที่ชาวบ้านมักคิดกันลงมา มาเป็นพระธรรมดาที่สอนเรื่องทุกข์การดับทุกข์ ป็นคนธรรมดาๆๆ ดังนั้นจึ่งยากที่จะสื่อเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ศรัทธา(มีแต่คนที่พอมีสติปัญญาซึ่งแน่นอนว่าน้อยกว่ามากนักจนแทบจะเทียบกันไม่ได้จึ่งจะเข้าใจได้) ในบางแง่ศรัทธานี่สำคัญนะครับ โดยเฉพาะมันสามารถช่วยให้คนที่สติปัญญาน้อยเกิดพลังบางอย่างที่จะลงมือทำตามคนที่เขาศรัทธาแม้นั้นจะเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยลงมือทำมาก่อน เพราะศาสนาในบางแง่แล้วก็คือการรวมกลุ่มของฝูงชนที่ไม่ค่อยฉลาด กับ คนอีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นปัจเจกชนที่เป็นขบถและมีอิสระในการตั้งคำถาม
dr.date (IP:61.90.165.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 9 ก.ค. 2555 (15:00)
มาที่เรื่องพระอาจารย์ปราโมทย์ ผมไม่มีรายละเอียดเลย เคยได้ยินชื่อบ้างแต่ไม่ได้สนใจ ก็เลยไม่รู้อะไรเลยครับ แต่ที่ท่านเขียนว่า"ขอความกรุณาอย่านำข้อความไปอ้างอิงเพื่อการถกเถียงกัน หรือนำไปปลอมปนกับบทประพันธ์ธรรมะที่ออกนอกแนวทางการปฏิบัติ ที่เน้นการรู้สึกตัว เรียบง่าย และลัดสั้น"
ก็ไม่รู้ว่า ท่านหมายความว่า อยากให้ฟังเฉยๆๆ อย่าตีความ เพราะเรามักจะตีความไปตามพื้นฐานเดิมของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอิทธิผลครอบงำอยู่ไม่น้อย ดังนั้นอาจจะเป็นการทึกทักไปเองว่าท่านสอนแบบนี้แบบนั้น ทั้งๆๆที่ความจริงแล้วท่านสอนอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า ?
เรื่องความฝันนี้ ยังพูดได้อีกหลายแง่มุม ดุเหมือนจุง จะได้อิทธิผลแนวคิดมาจากทัศนะความฝันของชาวทิเบตนั้นแหละครับ ที่ท่านเคพูดว่าผู้วิเคราะห์กับสิ่งที่ถูกวิเคราะห์คือสิ่งเดียวกัน จากนั้นท่านก็พูดว่าไม่อาจจะเข้าใจจิตของตัวเองได้จากการวิเคราะห์แต่ต้องสังเกตุก็เกิดขึ้นมาเพราะท่านไม่เห็นด้วยกับแนวทางจิตวิเคราะห์แบบจุงที่นิยมกันในโลกตะวันตก คล้ายๆๆการเข้าไปบำบัดนั้นแหละครับ ความจริงก็มีอ.ที่มีชื่อทางจิตวิญญาณพูดไว้คล้ายๆๆกันเยอะในเรื่องนี้

อ้อโดยส่วนตัว ขอเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวหน่อยครับ ไม่รู้เหมือนท่านอื่นๆๆหรือเปล่า..ผมไม่ชอบสอนใคร?แล้วให้เขาพยายามเอาทฤษฏีมาจับเวลาปฏิบัติสมาธินะครับ อย่างตอนนี้คุณอยู่ขั้นไหน?เรียกว่าอย่างไร? ได้ขั้นนี้แล้วต้องทำอย่างไร? ตามความเข้าใจของผมมันอันตรายมากที่จะสอนแบบนี้ แบบเป็นระบบมีขั้นว่าเริ่มจากนี้ไปนั้น ซึ่งความจริงแล้วมันก็ไม่มีสมาธิขั้นสูงหรือต่ำหรอกครับ? มันมีแต่ยิ่งคุณฝึกพลังอำนาจของสติของคุณก็จะเข้มแข็งขึ้นเกิดได้ง่ายขึ้น และ เป็นธรรมชาติมากขึ้น อยุ๋ในปัจจุบันขณะได้มากขึ้นเพราะความคิดของคุณมันสงบลงได้ง่ายขึ้น จริงๆๆจะเรียกว่ามันมีขั้นสูงขึ้นก็ได้ แต่พอพูดแบบนี้แล้วมันชอบสื่อไปทางบรรลุ เพื่อจะเป็นอะไร?บางอย่าง มากกว่าเพื่อที่จะเห็นว่าตัวเองนั้นเป็นในสิ่งที่ตัวเองหาอยู่แล้ว สมบรูณ์พร้อม น่ารัก ดีงามอยู่แล้ว

(ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆๆคนไม่เชื่อ ไม่กล้ายอมรับ เพราะไม่มั่นใจตัวเอง ทุกคนดูจะไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นเพราะในชีวิตประจำวันไม่มีใครบอกเขาแบบนี้ ทุกคนดูจะไปยกย่อง บุคคลจริยา เจ้า นักการเมือง อื่นๆๆ มากกว่าที่จะเป็นตัวเขา หรือพูดให้ทุกมากกว่าที่จะบอกว่า เอมีความดีงามอยุ่แล้วในตัวเธอ เธอเพียงแต่ต้องรู้จักใช้มัน อย่างมากก็คุณเป็นคนบาป มีกิเลส และต้องเป็นคนดีแบบนั้นแบบนี้ แบบคนนั้น คุณต้องพยายาม แล้วคุณจะไม่ตกนรก คุณจะได้รับการยอมรับ)
ดังนั้นเขาจึ่งพลาดจากความหมายที่แท้จริงของสมาธิไป บางคนมีเทคนิคมากมายนะครับ มีความคิดมากมาย
ว่าสมาธิแบบนี้เกิดอะไรเรียกว่าขั้นอะไร? และก็ไปสนใจที่จะเอาผลจากการปฏิบัตินั้น
แต่ตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสมาธิคืออะไร? สาระสำคัญคืออะไร?(ความจริงหลักปฏิบัติที่เรียกว่าสมาธิก็ไม่ได้อยู่ของมันอิสระนะครับมันเกิดขึ้นพร้อมๆๆ หลักอื่นๆๆในพละ 5ด้วย คือปัญญา ศรัทธา อะไรพวกนี้ บางคนไปเข้าใจว่าฉันกำลังทำสมาธิโดยมองว่าแยกขาดจากการปฏิบัติข้ออื่นๆๆ อย่างความเพียร ปัญญา หรือกระทั้งศรัทธา ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณไม่ศรัทธาว่าคุณดีงามอยู่แล้วเป็นพื้นฐานคุณ(ผมหมายถึงเราทุกๆๆคนนั้นแหละ)ก็จะมันว่ายึดติดในเรื่องผลสัมฤษธิ์ที่จะเกิดขึ้นมากกว่า การตระหนักว่าคุรกำลังทำอะไร?อยู่ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะเรียกได้ว่ากำลังปฏิบัติอยู่จริงๆๆ)
ผมเห็นด้วยกับสมาธิ แบบที่เรียบง่ายแบบเซน หรือ แบบท่านเค หรือแบบที่เขียนไว้ในโยคะสูตรแท้ๆๆ
มากกว่า โดยเคล็ดมีอยู่ที่ว่าต้องดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ และ รู้ตัวให้ได้มากที่สุด โดยปราศจากการเอาความคิดมาจับ แบบที่เขียนไว้ในสติปัฐฐานสูตรนั้นก็ใช่ครับ เวลาผมสอนผมจะไม่อธิบายอะไรเลย? ยิ่งรู้น้อยยิ่งดีครับ ค่อยๆๆไปด้วยกันแล้วให้เขาหาของเขาเอง จากนั้นพอได้ที่เราจะสังเกตุเห็นเองครับถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาเหล่านั้น เช่นดูสงบขึ้น เบิกบานขึ้น
ค่อยถามว่าคุณเห็นอะไรบ้างตรงนี้ ทำแบบนี้คุณเห็นอะไร? แล้วค่อยมาอธิบายว่าทำแบบนี้คืออะไร? เพื่ออะไร? เพราะอะไร? ที่เห็นนั้นเห็นอะไร?
ซึ่งดูจะได้ผลมากกว่า อีกประการคือเวลาเขาปฏิบัติบางคนเกิดการเปลี่ยนแปลงเขามีความสุขมากขึ้น สงบมากขึ้น จากนั้นเขาพย่ายามที่จะให้เกิดภาวะแบบนั้นขึ้นมาอีก ผมพบหลายคนมาก แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ทำไม่ได้ บางคนบอกเลยครับว่าผมต้องมาปฏิบัติกับคุณผมคิดว่ามีคุณคอยชี้อยู่ข้างๆๆ ผมมีสมาธิได้ง่ายได้เร็วขึ้น แต่พอไม่ได้ปฏิบัติกับคุณไปฝึกเองผมกับทำแบบนั้นไม่ได้ จริงๆๆมันไม่เกี่ยวกับผมหรอกครับ ตอนนั้นเขาไม่รู้อะไรเลยดังนั้นเขาจึ่งผ่อนคลายได้เร็ว ไม่มีความรู้สึกว่าฉันจะทำ ทำแล้วฉันจะเกิดความรู้สึกนี้ ดังนั้นมันจึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมันมาของมันเอง ทีนี้ตอนหลังเขารู้แล้วเขาพยายามที่จะให้มันเกิดขึ้น ดังนั้นความคิดของเขาจึ่งไม่อาจจะสงบได้อีกเพราะมันมุ่งแต่ไปที่ ความคิดว่าจะต้องให้เกิดความเต็มอิ่มแบบนั้นอีก เขาก็เลยผ่อนคลายไม่ได้ สติของเขาก็ไปไหน?ก็ไม่รู้แล้วเขาจะสงบได้ไง?

แล้วก็เรื่ององค์สกล ท่านก็ป่วยอยู่แหละครับเพราะชรามากแล้ว แต่โดยส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายเรื่องที่ท่านทำพอสมควรอย่างเรื่องที่ท่านไปแก้คำขอบวช ตัดคำว่าทำนิพพานให้แจ้งออก เลยทำให้คนที่บวชยุคนี้เขาใจว่ามาบวชเพราะต้องการทำตามประเพณี ต้องการเพียงแค่สั่งสมบุญไปเกิดในภพที่ดีๆๆไปหรือ ทรงเห็นว่าการที่พระพุทธเจ้าสอนว่าต้นไม้มีชีวิตนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลและท่านไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าพูดเอาใจคนยุคนั้นที่เชื่อเรื่องสิ่งต่างๆๆมีวิญญารอยู่ บางทีท่านอาจจะเปลี่ยนความคิดแล้วก็ได้ มันนานมาแล้วครับ แต่บางเรื่องก็เห็นด้วย เช่นที่ท่านอนุโมทนาเจ้าคุณประยุกต์ที่เขียนแก้ความเข้าใจผิดในเรื่องที่ธรรมกายพยายามบิดเบือนพระธรรม

ส่วนเรื่องหนังสือ(ศาสนา ปรัชญา)จริงๆๆแล้วไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ อาศัยการสังเกตุตัวเองจริงๆๆ ในนั้นมีสิ่งที่จริงกว่าบริสุทธิ์กว่าที่คัมภีร์ทั้งหลายพูดเสียอีก หนังสือเป็นแต่เพียงอาหารสมองเสียมากกว่าเพราะสิ่งที่พูดออกมามันก็เป็นเพียงบันทึกทางความคิดเสียมาก ความจริงมันพูดไม่ได้ คีตา(หรือนิยายมหาภารตะทั้งหมด)จะเป็นอะไรอีกนอกจากนิยายWar and Peace เวอร์ชันแขกนั้นแหละครับ (เรื่องคีตาอ่านแล้วไม่ชอบอาจจะเป้นเพราะว่าไม่คุ้นกับฮินดูธรรม และ คนแปลแปลไม่ดีมันก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่เวอร์ชั่นไทยที่แปลๆๆกันมันจะแปลออกมาแบบแก่ๆๆ ไปหน่อยๆเน้นรักษารูปแบบทางวรรณศิลแปมากไปหน่อย)
อย่างผมบรรยายสิ่งหนึ่งๆๆที่ผมรู้สึกไม่ได้จริงๆๆหรอกครับ มันลำบากพอควรทีเดียว เวลาอ.ทุกข์ใจอ.น่าจะเคยพูดว่าเราอยากจะอธิบายให้ฟังนะแต่มันเหมือนจุกอยู่ในคอบอกใครไม่ได้ทั้งหมดนะสิ อีกประการคือเวลาคนตีความหนังสือมันก็อันตรายด้วย เพราะคนเรามักตีความไปตามภูมิหลังของตัวเองครับคนที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกันถึงเห็นต่างกันออกไปได้ ที่แตกนิกายกันไปหมดนั้นก็เพราะตีความต่างกันในคัมภีร์เดียวกันนั้นแหละครับ มันก็เถียงกันไม่จบสิ้น อย่างในอดีตศิษย์ที่ตีความคัมภีร์ที่ได้รับสืบทอดกันมาต่างจากครูจนโดนขับออกจากสำนักในประวัติศาสตร์มีอยู่มากครับ
แต่เรื่องความเข้าใจตัวเองรับรองว่าถ้าคนที่เข้าใจจริงๆๆสองคนพบกันเขาจะไม่เห็นว่ามันต่างกันเลย พราะจิตสำนึกของมนุษย์ชาติในระดับรากฐานแล้วมันเหมือนกันครับ ดังนั้นนี่จึ่งเป็นสาเหตุว่าทำ
ไม?ศาสดาทั้งหลายจึ่งพูดในสิ่งที่เวลาเราอ่านแล้วเราถึงรู้สึกทึ่งว่าท่านเข้าใจเรามากกว่าเราเสียอีกทั้งๆๆที่ไม่เคยพบกัน จริงๆๆท่านพูดถึงตัวเองนั้นแหละครับ เพียงแต่เพราะรากฐานๆๆจริงๆๆของมนุษย์ทุกคนมันเหมือนกัน อย่างต้องการสุขไม่เอาทุกข์ กลัวหวาดระแวงเสมอๆๆ แสวงหาความมั่นคง แต่เพราะเราไปยึดติดในความเป็นปัจเจกมีอัตลักษร์าก็คือเราไม่เหมือนคนอื่นๆเราก็เลยไม่สังเกตุเห็นถึงสิ่งนี้

มันเป็นเรื่องปกติของหนังสือทำนองนี้ที่จะอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะบางทีคนเขียนก็ไม่รู้เรื่องแต่เขียนเหมือนตัวเองรู้ คนอ่านพออ่านไม่เข้าใจเลยคิดว่าเราคนไม่มีปัญญาพอมั้งยิ่งมีชื่อเสียง คนอ่านยิ่งหลอกตัวเองว่าเป็นเรานั้นแหละผิดเองฉลาดไม่พอปฏิบัติไม่พอจึ่งไม่เข้าใจท่านอ. อะไรทำนองนี้ครับ ไอ้คนที่บอกว่าตัวเองอ่านเข้าใจจริงๆๆแล้วมันไม่เข้าใจหรอกครับ เพราะถ้าเข้าใจจริงมันต้องเห็นข้อจำกัดว่า เรากำลังเดาหรือถอดรหัสไปตามภูมิหลังเราทั้งนั้น แล้วไอ้คนที่บอกตัวเองไม่เข้าใจจริงๆๆบางทียังอาจจะเข้าใจมากกว่าคนที่บอกว่าเข้าใจก็ได้ครับ


โลกนี้มีคนสองพวกครับพวกแรกพูดถึงสัจจะแต่ตัวเองไม่มีประสบการณ์มันคนพวกนี้เยอะครับพวกนักปรัชญาตะวันตกนี่หนึ่งเลย คือพูดถึงความดีงามแต่ตัวเองทำไม่ได้ และบอกว่าจงทำในสิ่งที่ฉันพูด แต่อย่าทำสิ่งที่ฉันทำสิ
อีกพวกไม่พูดอะไรเลยแต่ได้ดำรงอยู่ดิ่งลึกแล้วในสัจจะ พวกนี้เขาจะเห็นข้อจำกัดของภาษาและจะพูดว่า เราพยายามแล้วที่จะพูดให้เธอฟังแต่เธอคงไม่เข้าใจหรอกนะ ขอโทษด้วยมันเป็นธรรมชาติของความจริงที่สื่อไม่ได้ด้วยถ้อยคำ จริงๆๆในโลกนี้มันก็ไม่มีอะไรหรอกครับที่เราสามารถอธิบายได้สมบรูณ์ อะไรทำนองนี้ครับ จริงๆๆบางอย่างผมว่าคนเขียนแกพยายามแล้ว แต่มันได้แค่นี้เอง ไม่ก็ไม่ได้พยายามเลยเพราะไม่ได้สนใจว่าจะมีใครเข้าใจไหม?
ลองดู
ตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์ก็ยังสงสัยเลยว่าตกลงเรากำลังอธิบายสิ่งนั้นๆๆ หรือเราเพียงแต่ใช้คำยุ่งๆๆเพื่อให้มันดูเหมือนเราอธิบาย อย่างลองตั้งคำถามว่านี้คืออะไร?ไปเรื่อยๆๆสิครับมันจะถึงจุดตันขึ้นมาทันที หรือคำถามว่าทำไม? มันจะถึงจุดตันขึ้นมาทันที เช่น อิเล็กตรอนคืออะไร? อ้อมันคืออนุภาคหนึ่งที่อยู่ในอะตอมมีสมบัติไฟฟ้าเป็นลบ มีมวลแบบนี้ ประจุเท่านี้ แต่เรายังไม่ได้ตอบคำถามเลยว่ามันคืออะไร?นอกจากพยายามพูดถึงคุณสมบัติของมัน ทำไม?มันต้องมีประจุเท่านี้ มีมวลเท่านี้ล่ะ ทำไม ทำไม? คำถามมันมีไปเรื่อยๆๆ และเราจะถึงจุดว่าเราไม่รู้ ทำไม?กฏมันจึ่งเป็นเช่นนี้ไม่เป็นแบบอื่นล่ะ มันก็จะถึงจุดว่าอาจจะเป็นงี้เป็นนั้น แต่เอาจริงๆๆคือเราไม่รู้ นอกจากจะพูดว่ามันเป็นของมันเช่นนี้เองนั้นแหละ

ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึ่งไม่เน้นถึงเรื่องเหตุผลมากเกินไปไงครับ โดยเฉพาะการใช้เหตุผลเข้าถึงความจริง สิ่งต่างๆๆดำรงอยู่นั้นก็เพียงพอแล้ว เธออาจจะวิเคราะห์มันได้นะ แต่เราขอเตือนว่าเธอต้องรุ้ว่ามันจะถึงจุดหนึ่งที่เธอต้องยอมรับว่าเราไม่รู้อะไรอยู่ดี (ตรงนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสียด้วยซ้ำ เพราะมีแต่คนที่ฉลาดและถ่อมตัวที่สุดถึงตระหนักว่าเขาไม่รู้อะไร?เลย)
นอกจากว่ามันก็เป็นของมันแบบนั้นแหละ ดังนั้นอย่าเสียเวลาเลยมาดูปัญหาที่สำคัญที่สุดตรงหน้าเธอดีกว่านั้นคือเธอจะมีชีวิตอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ทุกข์ทรมาณได้อย่างไร?

การอ่านคัมภีร์ก็เหมือนการเดาครับ เราไม่มีทางรู้จริงๆๆหรอกครับว่าผู้เขียนจะสื่ออะไรเราอาจจะเดาผิดหรือถูก บางทีมันก็อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย ผู้เขียนพยายามเขียนให้มันสับสนเพื่อให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดของความคิด การใช้เหตุผล การวิเคาระห์ของเราเองว่าใช้ไม่ได้กับทุกๆๆสิ่ง อย่างน้อยบางครังแทนที่จะมานั่งคิดว่าต้องทำอย่างไร คุณก็ต้้องหัดพึ่งสัญชาตญาณ หรือพวกปัญญาโต้ตอบฉับพลันของคุณบ้าง พวกโกอานนี้ตัวดีเลยครับ โกอานบางอย่างเขาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้เราไปเข้าใจมัน แต่ให้เรารุ้ถึงขีดจำกัดของตัวเองในการทำความเข้าใจโลก ตลอดจนบางทีโกอานนี่เราไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่เหมือนคนอื่นๆๆเสียด้วยซ้ำมันอจจะหลุดออกไปจากที่คนอื่นๆๆเข้าใจกัน ตราบใดที่ความเข้าใจนั้นก่อให้เกิดผลบางอย่างกันเรา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั้นมันก็บรรลุเป้าหมายแล้ว ดังนั้นจึ่งไม่มีการตีความที่ถูกที่ผิดบางทีการพูดว่าเราไม่เข้าใจมันนั้นแหละคือเราพบคำตอบแล้ว
สังเกตว่ามันจะอยู่ในรูปเรื่องเล่า ไม่ใช่ทฤษฏี ทฤษฏีตายตัวมันมีขอบเขตความหมายเฉพาะ แต่เรื่องเล่าไม่จำเป็นมันจบลงห้วนๆๆ ให้เราเดา เป็นนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ครับ

อีกประการพวกคัมภีร์นี้มันมีบางอย่างคือตอนนี้เราไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะไม่เข้าใจบางทีอยู่ๆมันก็ผลุดออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของเรา อ้อมันงี้เหมือนที่คัมภีร์พูดเลย เช่น การพูดถึงความเลวร้ายของสงคราม สันติภาพ เราอาจจะไม่อินเท่าไหร่เข้าใจนัก ว่ามันหมายถึงอะไร แต่สมมุติมันเกิดขึ้นมาจริง...กับชีวิตเรา เราก็ตระหนักว่าอ้อมันเป็นแบบนี้ หรือเราอ่านเรื่องพระโพธิสัตว์เฉือนเนื้อตัวเองให้สัตว์กิน เราก็อะไรกันคนเราจะเสียสละได้ขนาดนี้เลยหรือ? มันเป็นเรื่องแต่หรือเปล่าทำไม?เขาทำแบบนี้ แต่พอเราไปเห็นคนที่น่าสงสารทุกข์ยาก เราก็เกิดบางอย่างขึ้นมาว่าอ้อมันเป็นแบบนี้นี่ขนาดแค่ฉันเห็นแค่นี้ฉันยังรู้สึกอยากจะเสียสละตัวเองเลย

และทุกๆๆครั้งที่เราอ่านเราจะได้สิ่งใหม่ แม้แต่ข้อความเดิมๆๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันถึงไม่ถูกโยนทิ้งเหมือนหนังสือพิมพ์เมื่อเราอ่านจบ พวกศึกษาศาสนาบางศาสนามีคัมภีร์เล่มเดียว เล็กๆๆด้วย แต่เขากับอ่านมันได้ทุกๆๆวันเราอ่านมันได้เรื่อยๆๆ เพราะทุกๆๆครั้งมันจะใหม่เสมอๆ มันจะมีบางอย่างผลุดขึ้นมา ทั้งๆๆที่ที่ผ่านมาเราเห็นเป็นร้อยครั้งแต่ไม่เคยเกิดสิ่งนี้เลย
dr.date (IP:202.44.70.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 9 ก.ค. 2555 (18:25)

ครับ ดูเหมือนว่า เผลอๆ ผมจะคอยตามศึกษาจากคนอื่นอยู่เรื่อยๆ คงต้อง balance มาที่ดูตัวเราเองให้มากขึ้น

ที่เห็นการใช้พระอภิธรรมนั้น (จริงๆผมสังเกตจากพระอ.ที่เคยได้พูดถึงก่อนหน้านี้ กะจะไม่ขออ้างอิงกระทบอีกแล้ว) คือ 1.ใช้เพื่อแสดงว่า(ตน)เป็นผู้ศึกษามาดี รู้มาก 2. ใช้ในเชิงอำนาจและความศักดิ์สิทธิ 3. ใช้เพื่อนำมาปรับ รวมทั้งบิดเบือน ที่จะสนับสนุนวิธีคิด(ของตน) เพื่อเป็นการจูงใจ เป็นการทำให้น่าฟัง น่าเชื่อยิ่งขึ้น
(ขอบคุณ อ.ปีเตอร์ ที่ให้ทักษะในการสังเกตที่ดียิ่งขึ้น ... แต่มันก็จะกลายเป็นดาบสองคมได้ หากผมใช้ไม่ระวัง ... มันก็ยากลำบากใจอยู่นะครับ เมื่อเราเข้าใจว่า เราสังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติ ไม่ตรงไปตรงมา ... ก็อยากจะบอกเล่า ถ่ายทอด ... หรือว่าเราควรแค่รู้ แล้วก็เฉยๆเงียบไว้)

การอธิบายลักษณะจิตที่เป็นกุศล (ตามแนวอภิธรรม) น่าฟังและยอมรับได้ แต่จากนั้น เราจะเอามายึด มานิยามให้ชัดเจน ตามประสบการณ์ หรือตามเจตนาในการใช้งานของเรา (เช่นเพื่อสนับสนุนอะไรที่เราต้องการสื่อ) ... จริงๆ ตัวพระอภิธรรม (ผมเชื่อว่า โดยภาพรวม ที่อธิบายลักษณะพื้นฐานของจิต เจตสิก) ไม่น่ามีปัญหาอะไร ตัวที่มีปัญหา คือ ผู้ศึกษา เมื่อได้พิจารณาตามแล้ว เข้าไปยึด เข้าไปใส่ความเข้าใจของเราเข้าไป (ทั้งที่เจตนา หรือไม่ก็ตาม) แทนที่จะใช้เป็น ในลักษณะข้อสังเกต กลับนำมาใช้มากกว่านั้น เช่น นำมาใช้เชิงนิยาม และตกหลุมเข้าไปในข้อจำกัดของคำ ... หรืออาจจะเจตนา ใช้ข้อจำกัดนั่นแหละเพื่อใช้ความคลุมเคลือเป็นเครื่องมือบางอย่าง

ผมยกตัวอย่าง เจตสิกที่สำคัญคือ สติ และ ปัญญา ... ผมไม่คิดว่า ใครจะให้นิยาม 2 คำนี้ได้อย่างชัดเจนตามความเป็นจริง สติ ที่แปลว่า ระลึกชอบ ก็แทบจะไม่ได้บอกอะไรเลย ... ความหมายของผมคือ มันนิยามให้ชัดเจนไม่ได้ อาจทำได้เพียง อธิบายลักษณะคร่าวๆ (ซึ่งเพียงเท่านี้ ก็ยังเป็นปัญหามาก)
เราบอกว่า จิต คือสภาวะหรือสิ่งที่รับรู้อารมณ์ (ซึ่งพอรับได้ครับ) แล้วเราก็โยงไปยัง การเข้าสู่ปัญญา คือ การที่จิตรับรู้อารมณ์(หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ)ตามความเป็นจริง (อันนี้ก็พอรับได้ ... คือ ก็น่าจะอธิบายได้ประมาณนี้ ไม่มากกว่านี้ ... และไม่รู้ว่า ควรจะอธิบายมากกว่านี้หรือไม่ ...และควรจะเพิ่มเป็น รู้ตามจริงได้บ่อยๆ ต่อเนื่อง เป็นอัติโนมัติ ด้วยหรือไม่)
คำอธิบายที่ขาดไป คือ แล้วสติอยู่ตรงไหน เกิดอย่างไร ทำให้เกิดอย่างไร และเกี่ยวข้องกับ การรับรู้อารมณ์ตามความเป็นจริงอย่างไร ... พูดไป พูดมา ก็จะเล่นคำอีก
แล้วเราก็มีแนวทาง บอก สอน กันเยอะแยะ เช่น ให้เพียงแค่ดู ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ต้องคิดปรุงแต่ง ไม่ให้หลงคิด ให้รู้ซื่อๆ คำเหล่านี้ หากดูดีๆ ก็ไม่ต่างจาก โกอาน แต่ละคนต้องเอาไปจัดการต่อเอง
ปัญหาเกิดขึ้นตรงไหนครับ แต่ละคนจัดการไม่เหมือนกัน แล้วก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายตรงกันหรือไม่อย่างไร แต่เรา (เจ้าสำนัก และบรรดาสานุศิษย์เอก)ก็ไปยึด ไปจับฉวย คำ หรือ วลีนั้น เป็นสโลแกน เป็นคำหลักบอกแนวทางการปฏิบัติ แล้วก็ยึดคำเหล่านี้ เป็นเหมือนนิยามที่ชัดเจน
ซ้ำร้ายไปพาล ตีความ วลีอื่นๆของกลุ่มอื่น สำนักอื่น บางทีก็พยายามเอา วลีของสำนักอื่นๆ เข้ามาเป็นสับเซต แล้วก็เอาวลีใหม่ยกขึ้นข่ม บอกว่าดีกว่า ... สุดท้าย ก็กลายเป็นพยายามปกป้องแนวทางที่ได้สร้างขึ้นมา แทนที่จะยอมเปิดกว้าง กลับปิดตัวคับแคบ ... แล้วก็อยู่กับภาพสมมติที่ได้ช่วยกันสร้างขึ้นมา
---
เรื่อง การแปล สติ ว่า ระลึกชอบ เป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ ไม่ทราบว่า มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 10 ก.ค. 2555 (08:33)

เรื่อง "คิด" ก็มีปัญหาไม่น้อยไปกว่า เรื่อง "สติ" ... หลายท่าน ให้ความหมาย การคิด คือ การปรุงแต่ง (สังขาร) แล้วก็ทำให้หยิบฉวยเข้าใจไปว่า ... ไม่ปรุงแต่ง คือ ไม่คิด (ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าใช้ได้มากน้อยแค่ไหน) บางทีใส่เพิ่มเข้าไปอีกว่า "ไม่หลงคิด" ... ทำให้สื่อไปได้ว่า "คิดแบบไม่หลง" ก็น่าจะเป็นไปได้ ... แล้วก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หลง กับ ไม่หลง คือะไร ... ก็ย้อนกลับไปที่ ตัวสติ ที่รู้ทัน (ตามความเป็นจริง) ... แล้วก็กลับไปสู่คำถามเดิมว่า "สติ คือ อะไร?"

เรื่องการคิด สายหลวงพ่อเทียน น่าจะเด่นมาก ในลักษณะที่ "ไม่ให้อาหารความคิด" คือ ให้มาอยู่ที่ "ความรู้สึกตัว" ... เช่นนี้ อุบาย คือ ไม่ให้คิด แบบที่เราเคยชินแต่เดิม (ซึ่งน่าจะเป็นคิดแบบหลง) ... ไม่ได้แก้ไขความคิดโดยตรง แต่เปลี่ยนให้ ใจหรือจิต มารับอาหารใหม่คือ "ความรู้สึกตัว"

พอไล่กันไปแบบนี้ ก็จะหนีไม่พ้น ความรู้สึก ที่เราใช้คำว่า "เวทนา" ไปถึง การรับรู้อารมณ์เมื่อเกิดการกระทบจากผัสสะ ... คำถาม คือ แล้วจะให้ทำอย่างไรกับ เวทนา ... ก็จะมีคำตอบในทำนองว่า ก็ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่เอากับมัน ไม่ไปชอบ ไปชัง ไปติดใจ หรือผลักไส ... เหมือนให้ดู ให้สังเกตเวทนา ... ซึ่งก็น่าจะเข้าทำนองเดิมอีกคือ ไม่ให้อาหารเวทนา แต่ให้ทำอย่างอื่นแทน เช่น กลายเป็นการดู การสังเกตเวทนา

พอ หลุดจาก เวทนา ... ถ้าจัดการไม่ดี ก็จะเข้าสู่ ตัวตน ความอยาก ความยึดมั่น (ตัณหา อุปาทาน) ถึงตรงนี้ ถ้าตามแนวท่านพุทธทาส ก็คือ เราพลาดไปแล้ว คือ ได้ความยึดมั่นที่แข็งแรงลงไปอีก

พิจารณาตามนี้ ในแต่ละสายของการทำงานของจิตใจ ที่มีการกระทบเกิดผัสสะ/อารมณ์ อย่างต่อเนื่องกันไป มีหลายๆอย่างๆ ที่เกิดขึ้น ความคิด ความรู้สึก(เวทนา) แล้วก็เข้าสู่การประเมินค่าชอบชัง ... นี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ปฏิจจสมุปบาท ... ซึ่งก็พิจารณาเห็นตามได้ ... ขาดแต่เพียง ตัวสติ ตัวรู้ (หรือตรงกันข้าม ไม่รู้) หรือปัญญา(หรือตรงกันข้าม ไม่เห็นจริง อคติ) แทรกอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ให้เราค้นหาเอง (และให้เราอบรม ฝึกใจเราให้ดำรงสิ่งเหล่านี้ ในลักษณะที่ดีที่สุด ในแต่ละขณะ ของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 10 ก.ค. 2555 (08:53)
แต่พอเรามาจับฉวยเอาแนวคิด "แค่ดู" "แค่ให้รู้" ... ซึ่งฟังดูเผินๆเหมือนง่าย (รวมทั้งที่มีโฆษณาเชินชวน ว่าแนวทางนี้ง่าย ลัดสั้นตรง) ... พอทำไปนิดหน่อย ถูกจริต ถูกใจ ได้อาการความรู้สึกอะไรดีๆ ... ตอนนี้ ก็จะเกิดการทึกทัก ไปว่าได้นั่นได้นี่ ได้โดยง่ายๆ ... แล้วการพูดจูงใจด้วย นิพพาน การบรรลุอะไรต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น ... น่าสังเกตมั้ยครับ วิธีการง่ายๆ ... แล้วก็ไปติดที่ผลที่อยากจะได้มากเหมือนเดิม หรือบางที พึ่งจะเกิดขึ้นนิดหน่อย ก็ทึกทักเอาง่ายๆว่าได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ (แม้จะพูดเลี่ยงๆก็ตาม)

ทำนองเดียวกันครับ แนวนั่งสมาธิ ให้เห็นอะไรก็แล้วแต่ก็เหมือนกัน มันคงจะทำได้ง่าย สำหรับจิตใจที่คิดน้อมตามเชิงจิตวิทยา ... นี่ก็เข้ากับดักแบบง่ายๆ คือ ทำเชิงจิตวิทยาให้เห็นอะไร แล้วก็เอาตัวนี้เป็นรางวัล บอกว่าเข้าถึงอันนั้นอันนี้

ไปๆมาๆ ผมพาลไปกระทบใครๆอื่นอีกแล้ว ... คราวหน้าจะชวนคุยเรื่องอื่นแล้วครับ
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 10 ก.ค. 2555 (15:28)
ครับ ที่นี้ผมอยากพูดถึงเรื่องสติ ความจริงมันไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอกครับ คำอธิบายมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร? นอกจากจะไม่ได้ชี้ไปยังที่ไหนสักที่แล้ว ยังชวนให้คนหลงทางวนไปรอบๆๆเสียด้วยซ้ำ ที่นี้เรามาพิจารณากัน ณ จุดนี้ถ้าคุณระลึกได้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เช่นตอนนี้ผมกำลังอ่านข้อความคุณอยู่ นั้นก็เรียกได้ว่าคุณมีสติแล้ว ซึ่งคุณสามารถเข้าใจได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องหาคำอธิบาย ที่นี้สมมุติว่าตรงจุดนี้คุณไปพยายามหาคำอธิบายว่าทำไม? เมื่อกี้ผมถึงมีสติครับ มันมาจากไหน? มันถูกสร้างขึ้นจากเหตุปัจจัยอะไร? ครับ แล้วเราควรจะนิยามมันเพื่อบอกกล่าวอย่างไร?ดี ตรงจุดนี้คุณไม่ได้มีสติอีกต่อไป เพราะมีความคิดเข้ามาครอบงำคุณ ความคิดเป็นผลพวงจากอดีต จากประสบการร์ที่ผ่านมา สมมุติว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างที่เราได้เคยกล่าวไปแล้ว ว่าคุณเกิดระลึกขึ้นมาได้ว่า ตรงนั้นคุณได้ทำอะไรอยู่ จากนั้น(เวลาต่อมา)ตอนนี้คุณพยายามที่จะมาอธิบายการเกิดขึ้นของสิ่งนี้ ดังนั้นคุณจึ่งติดอยู่กับอดีต หรือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตนี้ ที่คุณจำมันได้และ สิ่งนี้ก็จะลวงคุณจากปัจจุบันขณะ ดังนั้นคุณจึ่งไม่ได้มีสติ ขอให้คุณลองสังเกตุในขณะที่คุณมีสติ ตรงนั้นไม่มีความคิดเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณเพียงแต่ระลึกรู้ได้ฉับพลัน(เพราะมันสติจึ่งเป็นเรื่องของปัจจุบันขณะในแต่ละขณะ)ว่าคุณกำลังทำอะไร?อยู่ หรือกำลังดำรงอยู่
ในเรื่องของอนาคตก็เช่นกัน เมื่อคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต คุณก็ไม่ได้อยู่ในปัจจุบันขณะ ตรงนั้นคุณไม่มีสติ เพราะอนาคตยังไม่เกิดขึ้นมา แต่เราอาศัยความคิดเพื่อที่จะไปคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าคุณไม่อาจจะคาดเดาไปได้ไกลกว่าสิ่งที่คุณรู้ สมมติว่าคุณคิดว่าคุณจะต้องตายในอนาคต ตรงจุดนั้นคุณจะพบว่าจะมีข้อมูลของความตายมากมายจากสิ่งที่คุณได้ได้ยิน ได้รู้เกี่ยวกับมันมา เช่น อาจจะมีนรกสวรรค์หลังความตาย อาจจะไม่มีพวกนี้ ความตายเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิต ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดคุณมีกรรมที่ต้องใช้ อะไรทำนองนี้ ดังนั้นอนาคตที่เรารับรู้กันจึ่งเป็นเรื่องของความคิด ซึ่งเป็นผลมาจากอทธิผลครอบงำทั้งหลาย

ที่นี้เรามาดูกัน ผมไม่ได้กำลังวิจารณ์นะครับ เราแลกเปลี่ยนกันเหมือนทุกๆๆครั้ง และสิ่งที่ผมพูดจริงๆๆก็มาจากการสังเกตุตัวผมเอง ดังนั้นตอนนี้ผทมกำลังพูดถึงตัวเองด้วย สมมติผมเห็นสิ่งหนึ่งๆๆ จากนั้นผมจะหาคำอธิบาย คำเรียกขานมัน หาทุกๆๆอย่างที่ผมรู้ ตรงนั้นจะเห็นว่ามีช่วงเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผมเห็น จากนั้นเวลาต่อมาผมดึงข้อมูลเพื่อระบุว่ามันคืออะไร? มันเกิดจากอะไร? ผมอาจจะคิดต่อไปได้เรื่อยๆๆถึงสิ่งนั้น ทั้งๆๆที่ชั่วขณะที่ผมมีประสบการณ์กับสิ่งนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว ดังนั้นผมจึ่งไม่ได้มีสติระลึกรู้ว่าตอนนี้อะไรกำลังเกิดขึ้นกับผมเลย เพราะดูเหมือนผมจะถูกดึงดูให้ไปสนใจในสิ่งที่ผมเคยพบเจอมาในอดีตไปเสียแล้ว คุณมีสมองเดียวดังนั้นในแต่ละขณะคุณไม่อาจจะรับรู้สิ่งต่างๆๆได้พร้อมๆๆกันได้ คุณรับรู้สิ่งนั้นได้สิ่งเดียว แต่ตอนจากนั้นเมื่อคุณรับรู้มันมากขึ้นรายละเอียดจะตามมา ว่ามันมีนั้นนี่เป็นองค์ประกอบ มีนั้นนี้อยู่ด้วยในจอภาพนี้ ในข้างหน้านี้มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีเตียง

ดังนั้นถ้าถามว่าสติคืออะไร? การพยายามอธิบายมันก็ได้ทำลายความหมายของมันไปเสียแล้ว การคิดว่ามันเกิดขึ้นมาใหม่ หรือดำรงอยู่ที่นั้นนานแล้ว จะแนวทางไหน? เราก็ได้ทำลายความหมายของมันไป สิ่งต่างๆเพียงแค่ดำรงอยู่ของมันอย่างนั้น เราก็แค่รับรู้การดำรงอยู่ของมันนั้นก็เพียงพอแล้ว เราจะไม่วิเคราะห์ ไม่ใส่ชื่อติดฉลาก นี่คือมโนทัศน์ของศาสนา และ ต่างจากวิทยาศาสตร์เพราะวิทยาศาสตร์คุณจำเป็นต้องหาคำอธิบาย แต่ในมโนทัศน์ของศาสนาสิ่งต่างเพียงแค่ดำรงอยู่ หรือ ไม่ก็ไม่ได้ดำรงอยู่ มีเพียงแค่นี้ เพียงพอแล้ว แน่นอนว่าเราอาจจะนิยามมันได้ โดยเฉพาะกรณีที่เราต้องการจะสื่อกับผู้อื่น แต่เราต้องระลึกเสมอๆๆว่า การพยายามอธิบายมันก็ได้ทำลายความหมายของมันไปเสียแล้ว และ คำอธิบายถึงสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ขอใช้พุทธ์พจน์ ชี้ให้เห็นว่า เวลาเราปฏิบัติในทางศาสนาเราสนใจเพียงแค่รับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีประสบการณ์กับมันขณะต่อขณะไม่เอาความคิดมาเกี่ยวข้อง เราจะกวาดมันทิ้งไปทั้งหมด ดังนั้นมันจึ่งสดใหม่?

"บุคคลผู้ดำรงอยู่ในสติ บุคคลนั้นย่อมรับรู้ได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ แต่ละขณะ รับรู้ในจิต ในความรู้สึก ในอารมณ์ ไม่แสวงหาคำอธิบาย ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับอดีต ไม่หลุดลอยไปยังอนาคต เพราะอดีตได้ผ่านไปแล้วปัจจุบันยังมาไม่ถึง แต่ชีวิตเป็นเรื่องของปัจจุบันขณะ เป็นเรื่องของการมีประสบการณ์ในสิ่งที่เป็นจริง และถ้ามนุษย์นั้นสูญเสียปัจจุบันขณะเขาก็ย่อมสูญเสียการมีชีวิตของเขาไปด้วย และ ถ้าเธอปฏิบัติได้ดังนี้ นี้แลคือการดำรงชีวิตอยู่ในความวิเวกอันประเสริฐ การมีสติคือการกลับคืนมาสู่ปัจจุบันขณะ ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้ เพื่อสัมผัสชีวิตโดยตรง มองมันอย่างลึกซึ้ง ณ ตรงนี้เธอย่อมที่จะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและอิสระ(ของขยายความคำๆๆนี้ว่า ในที่นี้อิสรภาพทางศาสนาหมายถึง อิสรภาพจากความคิด(นี่สำคัญมากครับตัญหา ความกลัว อะไรก็ตามล้วนมีรากฐานมาจากความคิดหรือความเป้นฉันทั้งนั้น) ทางอิทธิผลครอบงำทั้งหลายที่เราสั่งสมกันมา) และได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้หนทางอันประเสริฐในการดำรงชีวิต"
Dr.date (IP:61.90.165.100)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 10 ก.ค. 2555 (16:36)
ทีนี้ผมอยากจะขยายเรื่องสติต่อไปอีกสักเล็กน้อย สติเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเมื่อไร?ก็ตามที่เรามีสติ หรือระลึกรู้ได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา ณ ตรงนี้เดี๋ยวนี้ เราก็จะมีสมาธิ แน่นอนว่า ในทางศาสนา หรือ ในการใช้ชีวิตเราจำเป็นต้องมีสติในทุกๆๆขณะต่อเนื่องกันไป และต้องฝึกฝนด้วยครับ เพราะส่วนใหญ่เราทำแบบนี้กันไม่ค่อยได้ เราสติหลุดกันตลอดเวลา ไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง มันก็เลยฟุ้งๆๆ และนี้ก็เป็นเหตุผลให้เรามักตัดสินใจผิดพลาด ตลอดจนชักนำเอาความปวดร้าวเข้ามาในชีวิต

ขอนิยาม คำว่าสมาธิ ตามโยคะสูตรนะครับเพราะเห็นว่าสั้น และรัดกุมดี สมาธิ(โยคะ)คืออะไร? มันคือการใช้สติระลึกรู้ไปที่สิ่งๆๆหนึ่ง โดยรักษาความจดจ่อนั้นไว้โดยไม่แส่ส่าย จากนั้นความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างตรงๆๆและถูกต้องจะตามมา

เราจะเห็นได้ว่าในส่วนนี้ ปตัญชาลี ได้พูดถึงสมาธิ และ ปรัชญาหรือปัญญาไปพร้อมๆๆกัน ที่นี้เราจะเห็นได้ชัดว่า สมมติเราใช้พิจารณาไปที่สิ่งๆหนึ่ง เช่นความไม่เที่ยงของชีวิต หรือ สมมติเราใช้สติจดจ่อสนใจไปที่ดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือสมาธิ ดังนั้นสมาธิก็คือการใส่ใจ ไม่ใช่เทคนิคการทำยิมนาสติกลีลาทางจิต การข่มความคิดไม่ให้คิด การบำเพ็ญตบะและแน่นอนว่า เราไม่อาจจะใส่ใจในสิ่งหนึ่งๆๆได้ถ้าเราไม่มีสติ ที่นี้ข้อความว่าจากนั้นความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างตรงๆๆและถูกต้องจะตามมา นี่คือปัญญาครับ ปัญญาในความหมายนี้คือ ภาวนามยปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นเอง คือปัญญาฉับพลันที่เกิดขึ้นจากการทุมเทความใส่ใจไปที่สิ่งหนึ่ง อย่างตรงๆๆ ต่อเนื่อง(ความเพียร) โดยไม่ตัดสิน ไม่ใช้ความคิดมาติดฉลาก ไม่หนีไปหาขั่วตรงข้าม แบ่งแยก ไม่มีความกลัว และ ตรงนั้นความเข้าใจบางอย่างจะเกิดขึ้นผลุดขึ้นอย่างฉับพลันนี่คือปัญญา เป็นเรื่องของปัจจุบันขณะล้วนๆๆ และมีแต่ปัญญาแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้บุคคลบรรลุการตรัสรู้ หรือ เสรีภาพทางจิตวิญญาณได้ เพราะมันไม่ได้ถูกครอบงำ เหมือนปัญญาที่เกิดจากการฟังการคิดการอ่าน เพราะเวลาเราคิดเราคิดไปตามสิ่งที่กำหนดเราอยู่เช่นคิดแบบชาวพุทธ แบบผู้ศรัทธาเสรีนิยม แบบมนุษย์ แบบนักธุรกิจ และ เวลาเราใช้ข้อมูลที่ได้จากการอ่านการฟัง ข้อมูลพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราไปหยิบยืมมาจากคนอื่นๆๆมาใช้ดังนั้นมันจึ่งครอบงำเราเช่นกัน แล้วเราจะเป็นอิสรภาพได้อย่างไร?ถ้าเราใช้ปัญญาแบบนี้ในการแสวงหาความหลุดพ้น

ดังนั้นในแง่ศาสนาเราจึ่งเน้นไปที่ ปัญญาฉับพลัน มากกว่าแบบอื่น แต่ไม่ใช่ว่าแบบอื่นไม่สำคัญนะครับเราต้องใช้มันในการดำรงชีวิตทั้งนั้น ผมหุงข้าวกินเองไม่ได้ถ้าไม่รู้วิธีหุง ดังนั้นผมจึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ ที่นี้ในแง่จิตวิญญาณ เราเพียงแต่จะเน้นที่ปัญญาฉับพลันเพราะมันใหม่และไม่ได้เป็นความเข้าใจที่ถูกครอบงำใดๆๆ

ปัญญาฉับพลันไม่ใช่เรื่องฝึกฝน มันเกิดขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องมีสาเหตุ(ดังนั้นจึ่งเป็นเรื่องของปัจจุบันขณะเท่านั้น)ดังนั้นจึ่งไม่สำคัญว่าเราจะอ่านคัมภีร์มาก เราจะปฏิบัติมาก เพราะบางทีคนที่ปฏิบัติมากก็ใช่ว่าจะเกิดปัญญาฉับพลันได้มากไปกว่าคนที่ไม่ค่อยปฏิบัตินัก มันจะมามันก็มา และ มันมาบ่อยพอสมควร แต่เราไม่ได้รับรู้มันเพราะเราไม่ค่อยจะมีสติกัน เราอยู่แต่ในโลกของความคิดแล้วจะไปรับรู้ได้อย่างไร? ทำไม?เราจึ่งควรปฏิบัติ เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนที่ปฏิบัติจะรับรู้ปัญญาฉับพลันที่ผลุดขึ้นมาได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยปฏิบัติ คนฝึกสมาธิมากจิตย่อมสงบ ความคิดเกิดขึ้นน้อยจิตฉับไวและรับรู้ประกายฉับพลันนี้ได้ง่ายขึ้น สมาธิจึ่งเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม

ผมนึกถึงนักคิดที่เก่งๆๆ ถ้าเราลองสังเกตุดูเราจะเห็นว่าเขาจะมีบางอย่างที่จุดประกายขึ้นมาก่อนที่เขาจะคิดจะต่อยอดมัน มันจะมาในสภาวะที่เขาไม่ได้คิด หรือคิดมากไตร่ตรองเรื่องนั้นๆๆจนความคิดมันล้าและหยุดลง ในสภาวะผ่อนคลายปัญญาฉลับพลันจะเกิดขึ้น และเขารับรู้มัน มันเป็นสิ่งใหม่และไม่สับสน ในทางจิตวิญญาณมันก็เป็นสิ่งเดียวกันกับภาวนามยปัญญา เมื่อไอสน์ไตน์จะพัฒนาทฤษฏีแรงโน้มถ่วงของเขา เขาพบปัญหาว่าแนวคิดแรงโน้มถ่วงแบบดั้งเดิมขัดกับหลักสัมพัทธภาพของเขา เขาพยายามคิดจนกระทั้งเลิกล้มงานนี้ไป และ อยู่ๆๆก็มีบางอย่างเกิดขึ้น ในขณะที่เขาผล่อนคลาย เขาก็ประกายบางอย่างขึ้นมาว่า สำหรับบุคคลที่ตกจากลิฟท์ที่ขาดจะไม่ระลึกรู้ถึงน้ำหนักของตนเอง ตรงนี้เขาเอาไปพัฒนาต่อเป็นหลักสมมูลของแรงโน้มถ่วงและความเร่ง และต่อยอดกลายมาเป็นทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไป

ตัวอย่างว่าทำไม?จึ่งมีแต่ปัญญาฉับพลันเท่านั้นที่ทำให้ตรัสรู้ได้ผมได้อะบายไปแล้วแต่อยากจะยกตัวอย่างให้มาพิจารณาร่วมกัน ขอเล่าเรื่องท่านอานนท์ ท่านเป็นพหูสูตรดังนั้นท่านจึ่งสนใจที่จะฟังจดจำคำสอนมากกว่าที่จะปฏิบัติ ท่านรู้คำสอนเกือบทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าสอน แต่ท่านก็ยังไม่ตรัสรู้จนกระทั้งพระพุทธองค์ปรินิพพานไป ก่อนที่จะเกิดการสังคายนาครั้งที่1 ท่านอานนท์ถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมทั้งๆๆที่จดจำพุทธพจน์ได้มากที่สุด เพราะท่านยังไม่ตรัสรู้ ท่านเสียใจมากจึ่งไปฝึกอย่างหนักเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ไม่กินไม่นอน แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น จนกระทั้งคือก่อนที่การสังคายนาจะเริ่ม ท่านก็ท้อและเลิกเสียที่จะปฏิบัติในขณะที่ท่านกำลังจะล้มตัวลงนอน ผ่อนคลาย เมื่อหลังสัมผัสพื้น ท่านอานนท์ก็ตรัสรู้ ตอนช้าท่านรีบรุดไปยังที่สังคายนา และ เมื่อประธานคือพระมหากัสสปะเห็นท่าน สบตากัน ท่านก็รู้ได้ทันที่ว่าท่านอานนท์ ตรัสรู้แล้วโดยไม่ต้องพูดจากัน ท่านพูดว่า "อานนท์พบกันในที่ประชุม"

เรื่องนี้คือเรื่องที่เราจะเอามาสังเกตุได้อย่างดีว่า ปัญญาฉับพลันเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน? และมันจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเป็นอิสระจากความคิดและผ่อนคลาย ท่านนัทท์ ฮัทท์ ได้อธิบายไว้ในเล่มTranformation at the Base : Fifty Verses on the Nature of Consciousness. ด้วยครับผมเห็นคุณมีเล่มนี้ เลยจงใจยกเล่มนี้ขึ้นมา ท่านอธิบายตรงนี้ผ่านนิกายวิญญาณวาทิน ว่าในขณะที่มโนวิญญาณทำหน้าที่ของมันในการคิดหรือนึกแต่ไม่ได้คำตอบมันจะหยุดลง จนเธอลืมปัญหานั้นไป แตอาลยวิญญาณจะยังคงทำงานของมันต่อไปเรื่อยๆๆ จนกระทั้งเมื่อบางอย่างสุขงอม มันจะผลุดขึ้นมาเองโดยที่เธอไม่ได้คิดเพียงแต่ผ่อนคลาย เช่นในตอนที่เธอกำลังล้างหน้าแปรงฟันเธอเคยสังเกตุไหม?บางที่คำตอบของปัญหาที่เธอสนใจอยู่ๆๆก็ผลุดขึ้นมา เธออาจจะหัวเราะให้มันก็ได้ อันที่จริงสิ่งนี้ ก็เป็นสิ่งที่ขัดแย้งตรงที่มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราแสวงหามากๆๆฝึกมากๆๆ และตระหนักรู้ด้วยตัวเองขึ้นมา(นี้คือปัญญาญาณ)ว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย ไม่มีใครไปถึงเป้าหมายใด ไม่มีใครเลยที่แสวงหาแล้วจะพบ มีแต่คนที่เรียนรู้ที่จะหยุดเพราะตรงนี้เราได้หยุดความคิดที่จะบรรลุลง หยุดแรงปรารถนาที่จะเป็นอะไรสักอย่างลง ดังนั้นเราจึ่งเป็นอิสระ ที่นี้เราอาจจะพูดว่าง่ายจัง ในเมื่อไม่มีอะไรให้แสวงหา หาแล้วไม่มีวันพบ โอ้นั้นพอแล้ว เรารู้แล้วเราตรัสรู้แล้ว นี่เป็นการหลอกตัวเองเพราะเราไม่ได้ตระหนักรู้ด้วยตัวเราเองจริงๆๆ ถึงสภาวะนั้นสภาวะที่จิตของเราว่างจากความคิดว่าจะเป็นอะไรสักอย่าง จากแรงปรารถนา ดังนั้นจึ่งไม่เกิดความเข้าใจที่จะตัดผ่านทำลายความสับสนจริงๆๆขึ้นมา

ถ้าคุณลองสังเกตุดูจะพบเรื่องนี้ทั่วโลก ไม่ได้มีแค่ในศาสนาหนึ่งๆๆหรอกครับ(อาจจะเห็นแล้วถือว่าเรามาทบทวนร่วมกันนะครับ อ. ) เช่น ชายคนหนึ่งได้ยินเสียกกระทบของกระเบื้องเขาก็ตรัสรู้ ชายคนหนึ่งถูกอ.เอารองเท้าตบหน้า ชายคนหนึ่งถูกคนบ้าด่าว่ามืดบอด ชายคนหนึ่งมองไปที่แม่น้ำเห็นสายน้ำไหล?แล้วเกิดประกายขึ้นมา อีกมากมาย ซึ่งเราอาจจะพบในบางศาสนามาเป็นพิเศษก็เท่านั้น เพราะบางศาสนาก็ก่อให้เกิดปราชญ์ทางจิตวิญญาณ์มากกว่าศาสนาอื่น โดยเฉพาะแน่นอนว่าศาสนาที่ไม่เน้นรูปแบบ ไม่เน้นการจัดตั้ง ศรัทธาที่มืดบอดย่อมจะมีปราชญ์ทางจิตวิญญาณมากเป็นพิเศษ มันถูกยืนยันอยู่ในคัมภีร์ทั่วโลก อ.ทั่วโลก ต่างแค่คำเรียกกฤษณมูรติใช้คำว่าสภาวะที่ผู้สังเกตุตระหนักว่าตนนั้นแหละคือสิ่งที่ถูกสังเกตุ เซนเรียกซาโซริ โยคะเรียกสมาธิ วัชรยานเรียกปรีชาญาณบ้า ฮินดูเรียกว่าการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน พระพุทธเจ้าเรียกนิพพาน ท่านพุทธทาสเรียกจิตว่าง มหายานเรียกสุญญตา และ อื่นๆ
dr.date (IP:61.90.165.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 10 ก.ค. 2555 (17:27)
คราวนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่อง สติ สมาธิ ปัญญาไว้ก่อน ความจริงมันจะมาพร้อมๆๆกับความเพียร ศรัทธาด้วยครับ เพราะเวลาเรามีสติเราต้องทำอย่างต่อเนื่องนี่คือความเพียรคือวินัย และเราต้องมีศรัทธาหรือวางใจในตนเองด้วยครับ ไม่งั้นเราจะไม่กล้ามองดูตัวเองอย่างตรงๆๆเพราะเราจะกลัวเสียก่อน และ หนีไปหาตัวเองในภาพที่ความคิดสร้างไว้

คราวหน้าผมจะพูดถึงเรื่องรายละเอียดของการทำสมาธิแต่ละอย่าง เห็น อ.พูดเรื่อง สติปัฐฐานสูตร เลยอยากจะเอามาพูดรายละเอียดว่าแต่ละขั้นทำไมเราต้องทำแบบนี้ ถ้าดูดีๆๆคำสอนนี้เป็นระบบมากครับและมีจุดมุ่งหมายในตัวด้วยและต่อเนื่องกันไปด้วย ความจริงที่พูดกับคุณAnkkarn นั้นผมก็พูดถึงเรื่องนี้นะครับ แต่ไม่ได้พูดเป็นหลักการออกไป เพียงแต่เกริ่นคร่าวๆ เห็นอ.พูดว่าพระพุทธองค์ไปเทศน์ให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นชาวบ้านพิเศษ ที่มี ศีล จิตใจ ปัญญาดีมาก ... แทนที่จะเป็นการสอนของพระพุทธองค์กับบรรดาพระภิกษุ ... ก็เลยอยากจะแถมว่า ในนิกายมหายานเขาว่า ท่านตรัสกับพระภิกษุ300รูปในกรุงกัมมาสทัมมะ แต่เถรวาทว่าท่านตรัสกับชาวกุรุ แต่ก็ไม่สำคัญหรอกครับ เพราะมันก็น่าเอามาลองทั้งฆาราวาสทั้งไม่ใช่นั้นแหละครับ ตอนท้ายพระพุทธองค์ตรัสยืนยันว่า ใครปฏิบัติแบบนี้เขาก็อาจจะเข้าการตรัสรู้ได้ภายใน 7 ปี หรือ 7 เดือน หรือ 7 สัปดาห์ ดังนั้นไอ้ความเชื่อแบบชาติหน้าอีกร้อยชาติพันชาติเราจะตรัสรู้จึ่งดูน่าหัวเราะยังไงไม่รู้ หรือแบบมีมนุษย์พวกหนึ่งที่ได้รับเลือกจึ่งสามารถตรัสรู้ได้ คนอื่นไม่ได้ ดูๆๆไปแล้วก็น่าหัวเราะดีครับ ผมว่าถ้าท่านไม่กลัวหัวใจวายกันก่อนเพราะได้ยิน อาจจะมี 7 วัน หรือสั้นๆๆกว่านี้เพิ่มขึ้นมาก็ได้ ทั้งนี้ก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าใครมีธุลีน้อย มีปัญญามากกว่ากัน ตรงนี้ผมนึกถึงเรื่องเล่าคราวก่อนของเต๋า ที่ผมแปลมาเล่นๆๆ ว่าท่าน อ. เก็งสังชู ตอบว่า "อันว่าไก่แจ้นั้นฟักไข่ห่านไม่ได้ แต่ไก่แคว้นหลูนั้นทำได้ แม้จักเป็นไก่เหมือนกันมีธรรมชาติไม่แตกต่างกัน แต่ศักยภาพต่างหากที่ไม่เท่ากัน "

เห็นกระทู้สุดท้ายค่อนข้างจะถูกใจ คือมันเป็นแฟชั่นไปแล้วครับอ. เหมือนคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง อัตตาตัวกู อนิจจัง แค่เฝ้าดูก็รู้ธรรมอย่างที่อ.ตั้งข้อสังเกตุไว้ คือมันฟังดูดีคนเลยชอบพูด แต่ถ้าเคยลองดูจะพบว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันไม่ได้ง่ายเลย ยกตัวอย่างการรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา (ที่อ.ถามมาว่าทำไมถึงต้องแปลว่าสติเป็นแบบนี้ ผมว่าคนนิยามแกคงพยายามแล้วครับว่าจะเอาคำอะไรมาใช้อธิบายดี แต่ว่าก็คงจะหาได้ดีสุดแค่นี้) จริงๆๆก็ไม่ง่ายครับ ต้องฝึกต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆๆ ยิ่งฝึกเราก็ยิ่งเผลอตัวน้อย ความคิดที่ผลุดขึ้นมาลวงเราก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เผลออีกเพราะพระพุทธเจ้าก็ยังเผลอเลยขนาดท่านฝึกวันละเกือบจะ20ชั่วโมง ท่านนอนประมาณ3-4ชม.เท่านั้น ดังนั้นส่วนใหญ่คนที่บอกว่าเขาเข้าใจ เราสามารถตั้งข้อสังเกตุได้เลยว่าเขาไม่เข้าใจหรอกครับ เขาเพียงแต่แค่คิดว่าตัวเองเข้าใจ โดยเฉพาะยิ่งคำสอนที่ดูเรียบงายมากๆๆนี่ยิ่งอันตรายที่คนจะเผลดไปคิดเอาเองว่าตัวเข้าใจแล้ว ที่นี้เราอาจจะเกิดความเข้าใจแบบฉับพลันขึ้นมาได้จริงโดยไม่ต้องฝึก แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ กลับไม่ใช่สิ่งนี้ แต่อยู่ที่เราจะเอาความเข้าใจนี้ไปใช้ได้อย่างไร?มากกว่าหรือจะดำรงจิตของเราให้ว่างให้บริสุทธิ์ในความหมายขั้นพื้นฐานนี้ได้อย่างไร? ในอริยมรรคมีองค์แปด เราจะเห็นว่าต้องมีความเห็นถูกหรือมีปัญญานี้ก่อนเป็นองค์แรก จากนั้นการประยุกต์ใช้นี้จะตามๆๆมาก็จะกลายเป็นข้อต่อๆๆไปจนถึงสองข้อสุดท้ายคือสัมมาสติ และ สัมมาสมาธิจะเกี่ยวเนื่องอยู่ตลอดเวลาในทุกๆๆขั้น เช่นเราจะรักษาความเข้าใจที่ถูกต้องของเราแล้วต่อสิ่งต่างๆๆรอบๆๆตัวได้ ก็ต้องมีสติระลึกรู้ถึงความเข้าใจนั้นตลอดๆๆต้องใส่ใจตลอดๆๆ(สมาธิ) เราจะรักษาการปฏิบัติที่ถูกต้อง(เช่นเจรจาชอบ เลี้ยงชีพชอบ)ได้ก็ต้องมีสติมีสมาธิอีกความจริงเราจะปฏิบัติถูกได้ก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้วในนั้นๆๆเหมือนกัน อีกทั้งความเห็นถูกของเราที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยสติสมาธินี้แหละในการหนุน

ที่นี้บางสำนักก็อาจจะจงใจพูดให้ง่าย ความจริงจะว่ามันยากก็ไม่ถูกครับ จะง่ายก็ไม่ถูก มันอยู่ที่คนด้วยครับบางคนสุขงอมพอแล้วมันก็ไปได้เร็วบางคน ที่ไม่ได้สุกงอมเลยมันก็ยากดูจะไปได้ช้ากว่า เราก็ต้องเข้าใจธรรมชาตติของมนุษย์ด้วยครับ อย่างสมาธิบางคนจิตเป็นสมาธิโดยธรรมชาติ ฝึกเดี๋ยวเดียวก็ไปได้แล้ว บางคนจิตมันวุ่นส่ายไปมาไม่นิ่ง มันก็ต้องใช้เวลานานหน่อยในการจับมาฝึก ในสมัยพุทธกาลบางท่านฝึกนานกว่าจะตรัสรู้ บางท่านได้ยินคำพูดไม่กี่คำก็ตรัสรู้ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยของเขาครับว่ามันใกล้จะสุกงอมมากแค่ไหน? คนที่รู้จักความทุกข์มากมีความเข้าใจในความทุกข์มาก พอได้ยินการชี้หนทางดับทุกข์สั้นก็ตามได้เองแทบจะทันทีมันก็ไปได้เร็ว บางคนสบายมาจนชินมันไม่ค่อยทุกข์มันก็รู้จักความทุกข์น้อย ยึดติดความสุขมาก(โดยไม่รู้ว่าเป็นการบ่มเพาะความทุกข์ไปด้วย)มันก็ย่อมฟังเรื่องธรรมชาติของทุกข์การดับทุกข์ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าก็ไม่มีปัญญาเห็นแจ้งด้วยตัวเอง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเราจะต้องทำอย่างไร? อย่างพระเซนบางคนได้ยินเรื่องนี้แล้วหัวเราะว่าอะไร แค่โดนด่า แค่ได้ยินคำตอบพิลึก แค่ได้ยินเสียงกบก็ตรัสรู้แล้ว ง่ายไปไหม? จริงๆๆกว่าที่เขาจะสุกงอมพอเขาบ่มเพาะประสบการณ์มามากมายนัก

ที่นี้บางสำนักจงใจทำให้ง่าย เช่นให้นิมิตเป็นลูกแก้วแล้วบอกจิตท่านถ้าเห็นก้เข้าถึงนิพพานแล้ว หรือพวกเอาคำเขามาพูดซ้ำๆๆ เป็นแฟชั่น โดยตัวคนสอนก็ไม่เข้าใจ เพื่อโอ้อวดสรรพคุณนี่ก็เยอะครับ ดังนั้นก็คงต้องพิจาราณา ดูเยอะหน่อย
dr.date (IP:61.90.165.157)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 10 ก.ค. 2555 (19:31)

เหมือน อ.Date จะใส่ป้ายไว้ว่า ความคิด เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควร ... เหมือนห้ามไม่ให้คิด ผมก็จะตั้งคำถามว่า ทำไมต้องห้ามคิด ความคิดไม่ใช่ธรรมชาติอันหนึ่งของจิตใจหรือครับ
เรื่อง อดีต อนาคต จริงๆ ผมมองดูแล้ว ก็ไม่มีจริงๆครับ เรามีแต่ปัจจุบัน อาจจะคิดถีงอดีต คิดวางแผนอนาคต แต่นั่นก็คือ คิดในตอนนี้ ปัจจุบันขณะนี้ ... ขณะที่ผมพิมพ์โพสต์ข้อความ ผมประมวล ข้อความเดิมที่ผมว่าไว้ ประมวลสิ่งที่อ.Date สะท้อนกลับมา แล้วก็ตอบโต้สะท้อนกลับไป ... แน่นอนผมย่อมรู้อยู่ในระดับหนึ่งว่า ขณะนี้กำลังทำอะไร ซึ่งเป็นผลให้ผมไม่ตอบ หรือเขียนสะเปะสะปะ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หากเราพอรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ตอนนี้ ... เราบอกว่า เรามีสติอยู่ในระดับนึง ... จริงๆ เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา จิตสำนึกเราก็ทำงานทันที ข้อมูลของ "นาย MathGuy" ก็จะถูกโหลดเข้ามา เรารู้ว่าเราเป็นใคร วันนี้เป็นวันอะไร ตอนนี้เป็นตอนไหน เราต้องทำอะไรๆบ้าง ... เราเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน ข้อมูลความคุ้นเคยต่างๆ ก็แทบไม่ต้องลำบากอะไร เหมือนคุ้นเคย เหมือนเป็นอัติโนมัติ ... ทั้งหมดนี้ คือ สติ ในระดับจิตรู้สำนึก ที่เราทุกคนมีอยู่แล้ว (เทียบกับคนเมาสุรา คนมีอาการทางจิต คนที่ใช้ยา/สารเคมีกระตุ้น... ความรู้สึกตัวปกติเช่นนี้ อาจจะลดต่ำลงไปมาก หรือผิดเพี้ยนไป)

ผมมองอย่างนี้ครับ จิตรับรู้อารมณ์อย่างมีคุณภาพได้ ควรต้องรู้ทีละอารมณ์ ทีละเรื่อง ที่ละอย่าง ... จริงๆ ขณะนี้ผมก็มีหลายอารมณ์ ผมมีเวทนา อาการมึนหัวนิดๆ ผมได้ยินเสียง background จากถนน ... และผมกำลังควบคุมการโพสต์ข้อความนี้ให้เสร็จ ... พิจารณาเช่นนี้ การโพสต์ครั้งนี้ ก็อาจจะไม่มีคุณภาพมาก ... อันนี้ไม่รวม ผลการประมวล เจตนาต่างๆที่ต้องการสื่อออกไป ทั้งที่สอดคล้องและไม่สอดคล้อง

ผมค่อนข้างจะเริ่มพิจารณาตามแนวท่านพุทธทาส คือ เราควรเอาจิตเข้าไปทำงาน เช่น ผมถือว่าการโพสต์นี้เป็นงาน(ที่เราเข้าใจว่า และตั้งใจว่าจะเป้นสิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์อยู่บ้าง) จิตที่มุ่งกับงานที่เป็นกุศล มีตัณหาบวก คือ ฉันทะ สิ่งเราต้องจัดการคือ ทำงานให้เสร็จ ตามที่เราต้องการ (การฝึกฝนทุกอย่างที่ดี ย่อมมีแรงปราถนาบวกอ่อนๆ อยู่เสมอ) พอทำเสร็จ จะมีรอยต่อ ของการที่เราจะยึดหรือไม่ยึด ... หากไม่ยึด ก็จะเกิด ความว่างเล็กๆเกิดขึ้น ซึ่งผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นความหมายที่ท่านพุทธทาสต้องการ

หากไม่ให้คิดนี่ ผมคงต้องปรับตัวเองขนานใหญ่ เพราะผมเป็นคนชอบคิด เวลาสนทนา ได้ปมประเด็นอะไรที่สนใจ ผมก็จะคิดใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ๆ ข้ามไปหลายๆวันก็มี อย่างเช่นที่สนทนากันอยู่นี้ ว่างๆผมก็เอามาพิจารณา คิด เพลินๆ คิดเล่นๆแต่เอาจริง ... ตอนผมล้างถ้วยชาม ตอนซักผ้า ก็ยิ่งชอบคิดครับ ... ถามว่าฟุ้งซ่านมั้ย ก็ไม่ถึงกับฟุ้งซ่าน ... เพราะเรื่องที่คิดมันมีประเด็นมีขอบเขต ... ผมเคยเข้าใจว่า การขบคิดอย่างเอาจริงเอาจัง(แต่ไม่ถึงกับเป็นบ้าเป็นหลัง) คือเทคนิคหนึ่งของการคิดแก้โกอานไม่ใช่หรือครับ ... คิดจนมันสุกงอม จนคำตอบมันผุดออกมา ... ซึ่งผมเคยเป็นครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่ากำลังขบคิดอะไร อยู่ก็เหมือนมีคำตอบ แล้วก็เกิดสภาวะโปร่งโล่งแปลกๆ มองดูผู้คน ก็เหมือนไม่รับรู้อะไรเห็นเฉยๆ เหมือนดูหนังเก่าๆที่มีแต่รูป ไม่มีเสียง จิตรู้สึกเหมือนได้อาหารที่แปลก และพอใจอยู่ชั่วขณะใหญ่ๆ

คือผมอยากจะเสนอว่า เจตสิก หรือลักษณะของจิตต่างๆ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติทั้งนั้น เราจึงไม่ควรไปแทรกแซง ไปบอกว่า อันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้ ... จุดที่น่าสนใจคือ แต่ละคน อาจจะมีเจตสิกที่เด่นไม่เหมือนกัน ... เพราะหากเรารับฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระอรหันต์ต่างๆ แต่ละท่านก็ไม่ได้เหมือนกัน มีอะไรพิเศษต่างกัน แม้แต่การเข้าถึงปัญญาก็เช่นกัน น่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน
ผมเห็นมีการใช้คำว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และมี มิจฉาสติ(?) มิจฉาสมาธิ ... จึงให้มองว่า ความคิดก็เช่นกัน ... ชอบคิด(ดี) ก็คิดให้หัวแตกไปเลย ให้รู้ธรรมชาติของมัน ... ส่วนใครจะไม่คิด ไปดูธรรมชาติอย่างอื่น ก็น่าจะเป็นทางเลือก
จริงๆ ผมก็ยังจะมองว่า สติ ความคิด ปัญญา เป็นคำที่ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจ ... มันคืออะไร ที่เด่นเฉพาะ และสัมพันธ์กันอยู่ และเป็นตัวที่อยู่ในธรรมชาติของจิตใจเราทุกคน เพียงแต่ว่า จิตใจ ที่มี ตัวตนอยู่ในตอนนี้ จะมองเห็นตัวของมันเองได้อย่างไร ... เปรียบเทียบเหมือนที่อุปมาอุปไมยว่า จะกระเทาะชั้นเปลือกหุ้มออกไปอย่างไร
เรื่องนี้ อยากชวนคุย อีกเยอะเลยครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 11 ก.ค. 2555 (10:41)

ผมกำลังจะตั้งใจอ่านหนังสือ "สู่ชีวิตอันอุดม" อย่างใส่ใจ เผื่อว่า เราจะได้แนวทางอะไรที่น่าสนใจ ก็จะขอใช้เป็นฐานในการพูดคุยในช่วงนี้นะครับ ภาคแรก มี 15 บท เกี่ยวกับ อาลัยวิญญาณ (ซึ่งน่าจะหมายถึง จิตใต้สำนึก ใช่มั้ยครับ)


เกริ่นนำ เราอาจจะคุ้นอยู่แต่อายตนะ 6 วิญญาณวาท เพิ่มเข้ามาอีกเป็น 8 คือ 7.มนัส กับ 8.อาลัยวิญญาญ  (ตัวที่ 6 คือ การรับรู้ทางใจ มโนวิญญาณ หรือ ธรรมารมณ์)


ผมเริ่มจาก 2 บทแรก


1)จิตเป็นเนื้อนา กล่าวถึง หน้าที่แรกของอาลัยวิญญาณ คือ การเก็บรักษาพีชทั้งหมด (พีช คือ ประสบการณ์ต่างๆของเรา) เป็นภารกิจพื้นฐานของอาลัยวิญญาณ จิตใจของเราเป็นเนื้อนาสำหรับเพาะปลูกพีชได้ทุกชนิด พลังจากพีชทั้งหมดนี้คือเนื้อหาสาระของชีวิตของเรา พีชมีทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล เราหว่านบางชนิดเอง บางส่วนพ่อแม่ช่วยหว่านให้เรา(ทั้งทางตรงและทางอ้อม) รวมทั้งบรรพบุรุษ โรงเรียน สังคม ต่างก็มีส่วนในการหว่านพีชต่างๆในตัวเราทั้งสิ้น (แนวคิดนี้ พ้องกับท่านเคเป็นอย่างดีครับ) ... หว่านอะไร ก็ได้สิ่งนั้น หว่านสิ่งที่เป็นกุศลก็นำไปสู่ความสุข หว่านอกุศลหรือรดน้ำให้พีชแห่งตัณหา พีชอกุศลต่างๆก็จะงอกงาม นำไปสู่ความทุกข์


ตอนท้ายชี้ว่า การเจริญสมาธิภาวนาจะช่วยให้เรามองเห็น เข้าใจ พีชต่างๆ ทุกชนิดที่อยู่กับเรา และจะทำให้เรามีความรู้พอที่จะเลือกรดน้ำเฉพาะพีชที่ให้คุณประโยชน์กับเรา เช่น พีชแห่งปิติ พีชแห่งปัญญา พีชแห่งเมตตา กรุณา  (... แต่ยังไม่ได้บอกว่า เจริญสมาธิภาวนาอย่างไร)


2)พีชนานาชนิด กล่าวถึงว่า อาลัยวิญญาณของเรามีพีชทุกชนิด บางชนิดอ่อนแอ บางชนิดแข็งแรง ใหญ่ เล็ก ต่างกัน ... รวมไปถีงพีชที่สำคัญ 2 อย่างคือ พีชแห่งสังสารวัฏ และ พีชแห่งพระนิพพาน ... ถ้าเรารดน้ำไปที่พีชแห่งโมหะ อวิชชาก็จะเติบโตขึ้น แต่ถ้าเราทำให้พีชแห่งโพธิเติบโตขึ้นได้ ปัญญาก็จะงอกงาม ... เมื่อเรามีชีวิตอยู่อย่างมีอวิชชาครอบงำ ย่อมเป็นการยาก ที่จะเอาตัวเราออกจากสังสารวัฏ ... เรามีพีชแห่งโพธิอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องบำรุงหนุนโพธิพีชดังกล่าว


การรับรู้ หรือการเรียนรู้ของเรา ทำให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า "ลักษณะ" หรือ "ปรากฏการณ์" ซึ่งจะกลายเป็น นิมิต หรือ "ภาพลักษณ์" ที่เราสร้าง (จากพีชเดิมต่างๆ) เพื่อให้จำได้ หมายรู้ไว้ (สัญญา)


การหมายรู้สิ่งต่างๆ จะมีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 คู่ 1)ลักษณะสามัญและลักษณะเฉพาะ 2)ความเป็นหนึ่งเดียวและความหลากหลาย 3)การรวมตัวและการแตกสลาย ... ซึ่งหากเราพิจารณาการหมายรู้เช่นนี้อย่างครบถ้วน ก็จะโยงใยถึงหลักอิทัปปัจจยตา


*** เราใช้ ถ้อยคำ ชื่อ หรือ ยี่ห้อ ให้กับการรับรู้ของเรา (ผมชอบตรงนี้มากครับ!) ปรากฏการณ์หรือพีชต่างๆของเรา จึงมี คำ หรือ ภาพ ที่เรากำกับเอาไว้ ... เมื่อเราได้ยิน คำนั้นๆ ภาพลักษณ์ที่เก็บไว้ก็จะผุดออกมา


---


แทรกครับ ผมเคยฟังรายการ TED ที่นำเอาคนที่มีความรู้ประสบการณ์ด้านต่างที่น่าสนใจ มา present พูดคุยถ่ายทอด ในเวลาประมาณครึ่ง-ชั่วโมง มีนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยพบว่า เด็กตัวเล็กๆเรียนรู้ภาษาต่างๆ ด้วยการทำสถิติ รับรู้ ฟัง เห้น เชื่อมโยง คำ ประโยคต่างๆ แล้วก็ปรับแก้ไข จนเรียนรู้ใช้ภาษาได้ เมื่อทำสถิติได้ถึงระดับหนึ่ง ... ผมเลยมองว่า การเรียนรู้ (ตามแนวทางของอาลัยวิญญาณ) ของคนเรา จริงๆ ก็คือ การทำสถิติ บางส่วนเรามีข้อมูลจำนวนมาก แต่อาจจะไม่ข้อมูลที่สำคัญ บางส่วนเราอาจจะไม่มีข้อมูลเลย หรือมีข้อมูลที่ผิดพลาด ... ผมว่าการอธิบายเช่นนี้ เป็นเหตุผล และเป็นวิทยาศาสตร์ดีครับ


---


*** ความจำได้หมายรู้ผิดๆ ก่อให้เกิดทุกข์อย่างมากมาย เรามักจะรู้สึกว่าการจำได้หมายรู้ของเราถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วไม่เป็นเช่นนั้น ... เราอยู่ในโลกซึ่งเต็มไปด้วยภาพลักษณ์ผิดๆ จนเราหลงใหลไปกับมัน และเชื่อว่าเราเข้าใจโลกจริงๆ


ตอนท้าย : เราควรถามตัวเราเองอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอว่า "แน่ละหรือ" และให้เวลากับการจำได้หมายรู้ของเรา เพื่อให้งอกงามได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและ ลึกซึ้ง ... การเจริญสมาธิภาวนาก็เพื่อฝึกจิตใจของเราให้รับรู้อะไรๆโดยตรงเพื่อจำได้หมายรู้อย่างถูกต้อง ... ภาวนาลึกลงไปในความจำได้หมายรู้ เพื่อให้รู้ธรรมชาติของมัน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 11 ก.ค. 2555 (11:55)

Part 1. Store Consciousness

One
    Mind is a field
    In which every kind of seed is sown.
    This mind-field can also be called
    "All the seeds".


Two
    In us are infinite varieties of seeds -
    Seeds of samsara, nirvana, delusion, and enlightenment,
    Seeds of suffering and happiness,
    Seeds of perceptions, names, and words.


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 12 ก.ค. 2555 (16:26)

ต่อ บทที่ 3,4,5 และ 6 ครับ ... จริงๆ ก็ขยายความ 1 และ 2

บทที่ 3 พีชที่แสดงออกและที่ไม่แสดงออก  ... ทุกอย่างที่แสดงออกมาจากคน สังคม โลกมนุษย์ ล้วนมาจากพีชทั้งหลายที่เก็บสะสมไว้ในอาลัยวิญญาณ ... ทุกอย่างที่เราเรียนรู้ก็จะกลับไปสู่อาลัยวิญญาณ ... และจะปรากฏออกมา แสดงออกมา เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นที่พอเหมาะแก่พีชนั้นๆของคนนั้นๆ

บทที่ 4 ส่งผล ... พีชหลายๆอย่างอยู่ในกมลสันดานของเรา และได้รับถ่ายทอดมาจากบิดา มารดา จากบรรพบุรุษ ... พีชจำนวนหนึ่งก็ถูกบ่มเพาะในวัยเยาว์ และช่วงชีวิตถัดๆมา ... พีชที่ตกทอดต่อๆกัน เรียกว่า "วาสนา" หรือพลังทางอุปนิสัย 
---
แทรก: วาสนา หรือ อุปนิสัย นี่เองที่ทำให้คนเราดูเหมือนจะแตกต่างกัน (หรือเหมือนกัน)
---

บทที่ 5 ปัจเจกพีชและสมุหพีช ... เราอาจจะพิจารณาพีชที่ได้อิทธิพลจากคนจำนวนมาก(สังคม)ว่า สมุหพีช เช่น ค่านิยม การให้ความสำคัญอะไรต่างๆ ตามยุค ตามสมัย ... ส่วนพีชที่เด่น ไม่เหมือนคนจำนวนมาก อาจจะเรียกว่าเป็นปัจเจกพีช เช่น ความถนัดในศิลปะต่างๆ อัฉริยภาพ (1 ใน 10000 คน เป็นต้น)

สิ่งที่เราชอบ ไม่ชอบ ล้วนเป็นผลมาจาก ปัจเจกพีชและสมุหพีช ... จุดสำคัญอันหนึ่งคือ พีชเหล่านี้ เกิดจากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ จากสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ จากผู้คนเป็นจำนวนมาก ... ดังนั้น แม้แต่ความเป็นปัจเจกเอง ก็มาจากสมุหพีช เช่นกัน และจากสมุหพีช ก็ทำให้เกิด ปัจเจกพีชได้ ไม่ได้แยกขาดจากกัน

บทที่ 6 คุณภาพของพีช ... คุณภาพของชีวิตเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของพีชต่างๆซึ่งฝังลึกอยู่ในวิญญาณของเรา

หมายเหตุ : อ. ติช นัท ฮัน จะพยายามอธิบายโยงเข้าไปสู่การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในรูปแบบแนวทางที่ท่านใช้ในการฝึกอบรมที่กลุ่ม/สำนักของท่าน ... การปฏิบัติธรรม จะช่วยให้เราเข้าใจพีชต่างๆ ช่วยบ่มเพาะพีชที่ดีให้เติบโต งอกงาม ตามหลัก ความเพียรชอบ 4


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 12 ก.ค. 2555 (16:30)

Three
    Seeds that manifest as body and mind,
    As realms of being, stages, and worlds,
    Are all stored in our consciousness.
    That is why it is called "store".


Four
    Some seeds are innate,
    Handed down by our ancestors.
    Some were sown while we were still in the womb,
    Others were sown when we were children.

Five
    Whether transmitted by family, friends,
    Society, or education
    All our seeds are, by nature,
    Both individual and collective.

Six
    The quality of our life
    Depends on the quality
    Of the seeds
    That lie deep in our consciousness.


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 12 ก.ค. 2555 (17:21)
อ.ถามคำถามดีมากเลยครับ....เรื่องนี้น่าพูดมากเลยครับ ผมก็เคยตั้งคำถามนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำครับ....
แต่ผมยังไม่มีเวลาตอบเลยครับ...ช่วงนี้ผมมีบรรยายต่อเนื่องเลยครับ

ไม่ใช่ความคิดไม่ดีนะครับบางคนพอได้ยินเรื่องนี้ ก็มีแนวโน้มไปว่าครูของตัวสอนให้หยุดคิด ควบคุมความคิดให้มันสงบ ซึ่งไม่ใช่ครับมันเลยไปไกลเลย ท่านสารีบุตรนี้ก็ไปเข้าใจผิดแบบนี้มาแล้วนะครับ จนท่านวิมลเกียรติ ต้องมาเตือนท่านนะครับ ท่านถึงจะหลุด เพราะท่านสารีบุตรท่านเป็นนักคิดนะครับท่านเป็นตัวแทนของผู้มีจินตมยปัญญาสูงๆๆ ส่วนท่านอานนท์นี่ท่านเป็นผู้มีสุตม
ยปัญญาญาสูงๆๆ ท่านวิมลแกก็มาแบบมีภาวนามยปัญญาสูงๆๆ เป็นจุดเด่นครับ
คราวที่แล้วจะว่าเป็นความผิดของผมก็ได้ เพราะผมสื่อได้ไม่ดีพอ ผมก็ไม่รู้ว่าจะสื่อยังไงด้วยครับมันอธิบายยากผ่านคำพูด ทีนี้ประเด็นของเรา และปัญหาคือ บ่อยครั้งเรายึดติดกับความคิดมากเกินไป ราวกับว่ามันคือทั้งหมดของเรา อย่างภาพของความคิดที่เรามีต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น ต่อโลก แต่ทว่าปัญหาคือ
ความคิดทำให้เรารับรู้สิ่งต่างๆๆอย่างผิดพลาดจากความเป็นจริง มากกว่าที่จะถูกต้องตามความเป็นจริง......ถ้าตอบแบบ นิกายวิญญาณวาทิน เห็นอ.อ่านอยู่ก็เลยขอใช้ภาษาตามนี้สื่อดีกว่าครับก็คือความคิดหรือมโนวิญญาณของเรานี้มันมีส่วนเสริมคือมนัส ซึ่งไอ้เจ้ามนัสนี้มันมีธรรมชาติที่ไม่แน่ไม่นอน มันก็เลยมันจะเกื้อหนุนความคิดของเราไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่นการยึดติดว่ามีตัวฉัน หรือเมื่อรับรู้ว่าทุกข์ไม่พอใจมันก็จะเกื้อหนุนให้คิดซ้ำๆๆย้ำจนกระทั้งความทุกข์ของเรานี้มันดูใหญ่เกินจริง หรือมันเกื้อหนุนให้เราคิดไปในทำนองของการเสพติดความเพลิดเพลินโดยไม่รู้ว่าเราจะชักนำเอาความปวดร้าวเข้ามาด้วย รวมไปถึงการยึดติดทางรุปลักษยืว่านี้คือภาพลักษษณืของสิ่งนี้จริงๆๆไฟต้องสีส้มร้อน จะเป็นสีอื่นไม่ได้จะเย็นไม่ได้ ทำนองนี้ครับแต่ในตอนที่เรามีสติเราจะไม่มีความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นะครับ ความคิดมักมาต่อจากการระลึกรู้เสมอๆๆ และมันก็ทำให้เราจิตเราหลุดลอยไปอยู่ที่ความคิด แทนที่จะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

และภาวะที่แท้จริงของสัจจะ ก็คือภาวะที่ปราศจากความคิดนะครับ คือรับรุ้สิ่งต่างๆๆตรงๆๆโดยปราศจากการรับรู้ผ่านความคิด หรือถ้าพูดแบบวิญญาณวาทิน ก็คือสัมผัสกับอาลยวิญญาณตรงๆๆ หรือความเป็นเช่นนั้นเอง หรือตัวจิตว่างนี้นะครับ และตัวนี้เป็นตัวเดียวกับสติปัญญา หรือ เชาว์ปัญญา เกี่ยวกับจิตว่างมันเป็นคำที่ท่านพุทธทาสคิดขึ้นมา ดังนั้นอ้างท่าน
นั้นแหละดีแล้ว เพื่อที่ว่าอ.จะได้ลองไปตรวจสอบดูด้วย ในแก่นพุทธศาสตร์บทหนึ่งบทสองท่านจะอธิบายเรื่องนี้ไว้เยอะครับ แต่เล่มท่านนันท์ฮัทท์เล่มนั้นจะละเอียดกว่า แต่ท่านเขียนกระชับด้วยครับ คนก็ต้องมีพื้นดีหน่อย
อันที่จริงในคัมภีร์เต๋าเต้อจิง จางจื่อก็ชี้ประเด็นนี้ไว้นะครับ ยิ่งเซนนี้ ซูฟีร์เน้นมากทีเดียว
อ้อในโยคะสูตร ท่านก็พูดครับ ต่อจากโศลกที่ว่าด้วยความหมายของสมาธิเลย มีความว่า "
ถ้าเธอไม่ดำรงอยู่ในสติ จากนั้นความคิดปรุงแต่งก็จะเข้ามาแทนที่ และ ทำให้เธอรับรู้สิ่งต่างๆไม่ได้โดยตรง เลือนลาง หรือ ผิดพลาดไปเลย"

ไอ้ผมแปลไว้ ดูไม่ค่อยเป็นวิชาการเท่าไหร่ ก็ขออภัยด้วยครับ ผมอยากจะแปลเป็นภาษาพูดมากกว่า วันนี้พูดได้แค่นี้ครับ เสียดายมากเลยครับ อยากพูดอีกหลายกรณีถกกับ อ. ครับ
dr.date (IP:61.90.165.99)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 12 ก.ค. 2555 (18:22)
อ้อ....ที่ผมพูดไปมันก็ชวนไปให้ คิดว่า เฮ้ยแกกำลังประณามความคิดหรือเปล่านี้ จริงๆๆส่วนใหญ่เรามักเห็นคุณค่า ประโยชน์ของความคิด แต่ไม่ค่อยเห็นโทษครับ เมื่อก่อนผมอ่านหนังสือ หรือ พวกสูตรก็เห็นท่านชี้ข้อบกพร่อง ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่? และ มองในแง่ลบด้วย แต่ก็นั้นแหละครับ......ตอนนั้นยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยรู้เท่าทันความคิดของตนเองเท่าไหร๋? ไม่ค่อยมองเห็นปัญหาว่าความคิดมันมักจะคิดแบบรวมศูนย์อยู่ที่ความเป็นฉัน และ มักจะไปไม่ได้ไกลไปกว่าขอบเขตของข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาและยึดติดเอาง่ายๆๆด้วย จริงๆๆความคิดมันก็มีทั้งประโยชน์และโษนั้นแหละครับ ส่วนใหญ่เราไปเห็นความสำเร็จของมันเราเลยคิดว่า มันดีนะ คนที่ไม่ค่อยคิด เป็นคนดูไม่อยู่กับร่องกับลอยจัง ไร้สาระ ไม่มีเหตุมีผลเลย

จริงๆๆ เปรียบเทียบความแตกต่าง ตรงนี้กันดีกว่า อ.MG ว่าอะไรคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของตะวันออกกับตะวันตกครับ...ผมว่า อ.น่าจะให้คำตอบได้ไม่ยากนัก คือการเน้นความสำคัญของความคิด ของการใช้เหตุและผลในการแสวงหาสัจจะใช่ไหม?ครับ ในขณะที่ตะวันตก ความคิดคือที่สุด ตะวันออกไม่เห็นด้วย ตะวันออกเน้นไปที่การว่างจากความคิด การทำความเข้าใจจิตใจของตนเอง ใช้คำว่าจิตวิญญาณดีกว่า ดังนั้น ทั้งสองส่วนจึ่งเกิดรอยร้าวที่สำคัญ ในขณะที่ตะวันก้าวหน้าในด้านวัตถุ วิทยาการ ความมั่งคั่ง
ตะวันออก กับ ไม่ค่อยพัฒนานัก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศใหญ่ในตะวันออกอย่างอินเดีย ถึงถูกประเทศเล็กในตะวันตกอย่างอังกฤษที่วิทยาการก้าวหน้ากว่าเอาชนะได้ ทุกวันนี้เราก็ยังคงเห็นได้ชัดว่าในขณะที่ตะวันตกดูจะพํฒนาเอาๆๆ รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมากกว่าคนตะวันออกหลายเท่า ตะวันออกยังคงที่จะคงไว้ซึ่ง ความด้อยกว่าทางวิทยาการ คงไว้ซึ่งความยากจนทางฐานะเศรษฐกิจ แต่คนตะวันตกกับตะวันออกใครมีความสุขมากกว่ากัน............แน่นอนว่าคนตะวันออก ทั้งๆๆที่เต็มไปด้วยโรคภัย ความทุกข์ยาก แต่คนตะวันออกกับยิ้มได้ หัวเราะได้ มีปราชญ์ทางจิตวิญญาณ มีศาสดานับไม่ถ้วน ตะวันตกนับแค่โสเกรตีส นักบุญฟรานซิส ก็เห็นจะมีอีกไม่กี่คน ดูเราจะนึกชื่อนักวิทยาศาสตร์ อะไรทำนองนี้ได้ง่ายกว่าใช่ไหม?ครับ แน่นอนพอเรามานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ตะวันออกบ้างถ้าไม่นึกถึงคนที่อยู่ในช่วงศตวรรษที่20ลงมา เราก็ไม่รู้จะนึกถึงใครดี

ที่นี้ประเด็นคือ เมื่อวิทยาการการใช้เหตุผล การให้ความสำคัญทางความคิดถึงจุดหนึ่งเช่นทุกวันนี้ ผู้คนตะวันตกก็เกิดความคิดว่า เอ....ฉันเริ่มสงสัยแล้วสิว่าความคิดจะใช้ ได้จริงหรือในการทำความเข้าใจในธรรมชาติดูเหมือนยิ่งคิดยิ่งมีคำถามมากมาย และวิทยาการเล่าทุกวันนี้เราก้าวหน้าไปมาก แต่เรายังหาความสุขสงบที่หัวใจไม่ได้เลย เราต้องทำแต่งานๆๆ จะหยุดพักไม่ได้ เพราะถ้าเราหยคคนอื่นก็ไปไกล ผมไปอยู่ในอเมริกามานาน อ.เองก็เคยไปเหมือนกันใช่ไหม?ครับ ถ้าผมจำไม่ผิดว่าอ.ไปศึกษาต่อ ผมพบว่าคนอเมริกัน แกมีงานประจำถึงสองงานเป็นอย่างน้อย โอ้ๆๆ....นี่คือปัญหามากเลยครับ เวลากลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมดเลย
ดังนั้น เมื่อครูทางจิตวิญญาณทั้งจริง ทั้งปลอมจากตะวันออกเข้าไปในโลกตะวันตก จึ่งได้รับความสนใจมาก หลายๆท่านไม่มีอะไรเลยติดตัว แต่ก็อยู่ได้ เพราะชาวตะวันตกรู้ดีว่า ตนมีบางอย่างขาดหายไป บางอย่างที่ความคิด ทฤษฏี อะไรท้งหมดที่หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมให้คำตอบไม่ได้
ผลก็คือ ทุกวันนี้เรามีปราชญ์ทางจิตวิญญาณที่เป็นชาวตะวันตกจำนวนมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆ และดูเหมือนว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตก สังเกตุหนังสือที่ดีๆๆสิครับ ส่วนใหญ่มาจากการเขียนถ้าไม่ใช่ครูชั้นนำจากตะวันออก ก็เป็นฝรั่งทั้งนั้น และอีกไม่นานจะเป็นฝรั่งเกือบหมด

แล้วตะวันออกเรา ในขณะที่ตะวันออกพยายามจะร่ำเรียนทุกอย่างของตะวันตก พยายามที่จะพัฒนาตัวเอง เรียนรู้วิทยาการให้มากที่สุด โดยหวังว่าจะแก้ไขความทุกข์ทั้งมวลลงได้ผลก็คือตะวันออกเริ่มเหมือนตะวันตกมากขึ้นๆๆ คนตะวันออกเริ่มเปลี่ยนจากการเน้นไปที่การว่างจากความคิด การทำความเข้าใจจิตใจของตนเอง ไปที่การทำอย่างไร ให้มีเหมือนชาวตะวันตก ทำอย่างไร?ให้เราเป็นเหมือน ชาวอเมริกัน ทุกคนทะเยอทะยาน และเราก็มานั้นพูดว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไม?ทุกวันนี้คนดูใจร้ายจัง โจรเพิ่มขึ้น เด็กเราใจแตก อะไรต่างๆๆนานแล้วเราก็หนีภาระโยนไปที่สื่อว่า อ้อก็เพราะสื่อนั้นเองที่ครอบงำ เอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใส่เราต่างๆๆนานๆๆ ไปอย่างนั้นเอง แต่ไม่เคยหันมามองเลยว่า มันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ปัญหาอยู่ที่สิ่งต่างๆๆที่ภายนอกหรืออยู่ที่รากฐานจิตสำนึกของเราทุกคน อยู่ที่ความไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่รู้ที่ทางของตัวเอง จนต้องวิ่งตามคนอื่น ต้องเลียนแบบ ภายใต้ภาพลักษณ์ของความศิวิไลซ์ การพัฒนา
ที่ญี่ปุ่นชาวญี่ปุ่นไม่มีการกลับบ้านนะครับ ส่วนใหญ่ เขานอนอยู่ที่ทำงานตรงหน้าประตูทางเข้าเลยเพื่อที่ว่าตนพักแล้วจะได้ทำงาน เซนที่เคยเป็นรากฐานทั้งหมดของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่งดงามหายไปจากวัฒนธรรม เหลือเพียงวัดร้าง กับพระแก่ๆๆไม่กี่รูป บางรูปเป็นพระในคราบนักธุรกิจ นักการเมือง เสียด้วยซ้ำ และคนญี่ปุ่นที่เคยมีความสุขที่สุด ก็กลายมาเป็นคนครึ่งๆๆกลางๆๆ ไม่มีปราชญ์ทางจิตวิญญาณอีก ............ที่ถือกำเนิด ในจีน ในนั้นนี่ก็ไม่ต่างกัน และเราก็พูดว่าทำไม?นะทุกวันนี้เราดูมีความสุขน้อยจัง ในประเทศไทยโอ้สยามเมืองยิ้มหายไปไหน?.....
dr.date (IP:61.90.165.45)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 12 ก.ค. 2555 (18:42)
อ้อ เรื่องโกอาน เราต้องคิดครับ....แต่พอเราคิดเราจะพบว่า ความคิดแก้ไม่ได้นะ และนั้นแหละเมื่อเราตะหนักรู้จริงๆๆตรงนี้ ตรงที่ความคิดมันหลุดไปเองโดยธรรมชาติ เหมือนคนวิ่งไปมาแล้วมันเหนื่อยมันจะหยุดไปเอง มันจะเกิดปัญญาญาณที่ทำให้เราเข้าใจโกอานได้ครับ มันไม่รู้จะพูดว่าไง มันไม่เกี่ยวกับความคิดครับ แต่มันก็เกิดจากการคิดจนความคิดมันนิ่งมันหยุดลง มันเป็นภาวะที่ไร้ความคิดไป ในทิเบตท่านเรียกภาวะไร้หวัง ที่ปรีชาบ้าจะสำแดงตัวของมันออกมามันอยู่ที่นั้นมานานแล้วแต่ถูกหมอกของความคิดบัง(สิทธา ในภาษาทิเบตก็แปลว่าผู้ครองปรีชาบ้าอันนี้แหละครับ) มันก็อันเดียวกับซาโซรินั้นแหละครับ
โกอานไม่ได้อยู่ที่เราตีความถูกและผิด เราพบคำตอบจากการตีความโกอานหรือไม่ มีคำตอบหรือไม่ มันมีอะไรที่ไปพ้นจากนี้ครับ โกอานอันเดียวกัน สำหรับคนสิบคนคำตอบของมันอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ก็ไม่มีใครผิดใครถูกด้วย
แต่ไม่ใช่แบบแกพูดงี้งั้นฉันตีความตามใจฉันแล้วพูดว่าฉันเข้าใจแล้ว บางคนอาจจะพบว่าฉันไม่เข้าใจมัน นั้นแหละเขาเข้าใจแล้ว หรือ เข้าอยู่ใกล้ความเข้าใจ การตรัสรู้แล้วมากกว่าที่เขาคิด บางคนพูดว่าฉันเข้าใจแล้วโกอานบทนี้หมายถึง นั้นแหละที่ชี้ว่าเขาไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามวิธีฝึกโดยใช้โกอานก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่อ.เซนเน้นย้ำเท่ากันการนั่งนิ่งๆๆ โดยไม่ทำอะไรเลย เพราะมันมีชีวิตในนี้ครับ
ตรงนี้ยากมากครับ คนส่วนใหญ่นั่งนิ่งๆๆไม่ได้หรอกครับ และคำว่าไม่ทำอะไรเลยนี่ก็อันตราย มันชวนให้คิดไปในความหมายสามัญว่าฉันก็แค่นั่วเฉยๆๆไม่คิดไม่ขยับ ไม่ทำอะไรเลยไง นั้นแหละเขากระทำแล้ว กระทำสิ่งที่เรียกว่าไม่กระทำ ไม่ใช่ความหมายของการไม่กระทำ อกรรม ในแบบที่เซนพยายามจะพูดครับ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง? มันต้องลองเองครับ.....นี่เป็นความเร้นลับเลยครับ

คราวหน้าผมจะมาชวนถกเรื่องจิตโดยเฉพาะเลยดีกว่าครับ เพราะดูเหมือนอ.เริ่มสนใจแล้ว.......แล้วเราค่อยๆๆเข้าไปที่เรื่องสติปัฐฐานสูตร หรือพูดควบคู่ไปเลย
dr.date (IP:61.90.165.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 12 ก.ค. 2555 (19:55)

พึ่งสอนเด็กภาคสมทบเสร็จครับ ... มีอาการมึนนิดหน่อย แต่ได้อ่านโพสต์ของอ.Date ก็ช่วยผ่อนคลายได้พอสมควร ... เหมือน อ. จะแนะผมว่า การไม่ให้อาหารความคิด น่าจะได้ผลดีกว่า การพยายามขบคิด ... จริงๆ ถึงจะชอบคิด มันก็ไม่ได้คิดไปตลอด มันมาเป็นห้วงๆ ตอนที่ผมนั่งทำสมาธิแบบง่ายๆ มันก็เพลาๆลงไปครับ เพราะตอนแบบนี้ ผมจะพยายามเหมือนพักทุกอย่าง แล้วก็ดูความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ แต่ความคิดก็แว๊บๆมาอยู่บ้าง ช่วงผ่อนคลาย ระงับจากเวทนา ก็แอบยินดี ดีใจอยู่หน่อยๆ


เอาเป็นว่า ผมก็คงจะยังไม่ถึงขั้นไปห้ามควบคุมความคิด แต่จะเพิ่มกิจกรรมหรือช่วงเวลา ที่ให้อาหารอย่างอื่นแทน เช่น เดิน แล้วก็สนใจอยู่กับการเดินเท่านั้น หรือนั่งสมาธิหลับตาง่ายๆ แล้วก็แค่ดูความรู้สึกเท่านั้น ถ้ามีแว๊บความคิด ก็จะแค่ให้รู้ว่าแว๊บขึ้นมา จะไม่ไปคิดต่อ แต่จะมาดูที่ความรู้สึกแทน


เดี๋ยวพรุ่งนี้จะคุยเพิ่มเติมอีกทีครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 13 ก.ค. 2555 (10:19)

เหมือนจะได้ ข้อมูลแวดล้อมเพิ่มเติม


---


วันหนึ่งในพระเชตวัน พระพุทธองค์ทรงสังเกตหมู่สงฆ์ พลางตรัสว่า


" ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอสังเกตไหมว่า ภิกษุที่ชอบธรรมสากัจฉาล้วนนั่งข้างสารีบุตร ส่วนภิกษุผู้สนใจในทางวินัยบัญญัติล้วนนั่งข้างอุบาลี และภิกษุผู้ที่ชอบแสดงธรรมล้วนนั่งทางปุณณะ สารีบุตรแยบคายในทางธรรมสากัจฉา อุบาลีทางวินัย และปุณณะในทางธรรมเทศนา "


---


ท่านวิมลเกียรติ นี่เป็นใครหรือครับ ผมไม่เคยได้ยินชื่อเลย


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 14 ก.ค. 2555 (13:59)

การรับรู้ มี 3 แบบ (3 ระดับ ... แต่เราอาจจะแยกย่อย เป็นตรงกึ่งระดับอีกก็ได้)


1) การรับรู้ตรง (รับรู้ตามจริง) ... นี่คือสิ่งที่เราควรทำให้เกิดขึ้น เราควรมีการรับรู้ที่ตรงตามจริง ... ซึ่งเราๆ ยังไม่ค่อยจะมี จะมีแบบที่ 2 กันเป็นส่วนใหญ่


2) การรับรู้แบบตัวแทน นี่คือการับรู้ของคนโดยทั่วไป เอาง่ายๆที่สุด ก็คือ ตัวของเราเอง เรารู้จักแต่ "ตัวแทนของเราเอง" ซึ่งหมายถึง ตัวตน ของเราตอนนี้ ตื่นเช้าขึ้นมา ตัวแทนของเรา ก็เริ่มทำงาน ... เวลารู้จักใคร เราก็รู้จักแต่ "ตัวแทนของคนนั้นๆ" ตัวแทนของเพื่อน ตัวแทนของคนที่เราชอบ หรือไม่ชอบ ตัวแทนของคนต่่างๆที่เราเข้าไปรู้จัก เกี่ยวข้องด้วย เราต่าง มีภาพของตัวแทน กับบุคคลต่างๆ รวมทั้ง สิ่งต่างๆรอบตัวเรา และที่สำคัญ แนวคิด ความรู้สึกทางนามธรรมต่างๆทั้งหมด


3) การรับรู้เป็นแบบภาพลักษณ์ ภาพฝัน หรือภาพฝังใจ อันนี้จะอยู่ต่ำกว่า การรู้สึกตัวปกติ เป็นกึ่งห้วง หรือภวังค์ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เช่น ตอนที่หนุ่มสาว หรือวัยรุ่น ตกหลุมรักใหม่ๆ ครั้งแรกๆ หรือการที่เด็กมีภาพฝันอยากจะได้อันนั้นอันนี้


ยกตัวอย่าง คร่าวๆ ง่ายๆ เราจะมีภาพลักษณ์ ภาพฝัน ว่าอยากจะมีแฟน คู่รัก แบบนั้นแบบนี้ (เช่น รูปร่างหน้าตาดี นิสัยดี เป็นต้น) แล้วพอเรา เริ่มได้รู้จักคนที่เราคิดว่าน่าจะใช่ ก็จะเกิด ตัวแทนขึ้น เป็นตัวแทนของ ภาพลักษณ์ของแฟน ในช่วงแรกๆ ภาพลักษณ์ และภาพตัวแทน จะรุนแรงมาก เพราะจะช่วยปิดบัง ภาพจริงๆ อื่นๆของคนนั้น รายละเอียดบางอย่างอาจถูกมองข้ามไป หรือถูกปิดบังไว้ หรือไม่ถูกทำให้ปรากฏ พอคบกัน หรือลงเอยเป็นแฟน (เป็นอะไรกันก็แล้วแต่) ภาพจริงอื่นๆ ก็จะค่อยๆโผล่ออกมา ... บางทีก็ไม่ใช่ การปิดบังซ่อนเร้น แต่เรามองไม่เห็นเอง หรือ กิจกรรม ที่จะทำให้เห็นยังไม่ได้เกิดมีขึ้น ... (จริงๆ ก็รวมตัวเราด้วย ... เป็นแบบนี้ ทุกๆคน ครับ)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 185 14 ก.ค. 2555 (14:13)

การรับรู้แบบที่ 3 นี่ ใช้อธิบายกรณีที่จิตใจ การรับรู้ของเรากำลังผิดปกติ มีปัญหา เช่น


- การคิดวิตก ฟุ้งซ่าน จนนอนไม่หลับ พยายามจะหลับก็ไม่หลับ จิตใจเข้าไปรับรู้กึ่งจิตใต้สำนึก คิดฟุ้งไป และควบคุมบังคับไม่ได้


- การเริ่มมีอาการ เข้าขั้นป่วยทางจิต เช่น การเป็นโรคซึมเศร้า จิตใจเข้าไปรับรู้ เข้าไปอยู่ในภวังค์ของความซึมเซา ไม่อยากจะทำอะไร เป็นต้น 


- กรณีเราโกรธ โมโหมากๆ จนคลุ้มคลั่ง จะแสดงออกทางก้าวร้าว


การรับรู้ในแบบนี้ เกิดขึ้นเมื่อพลังสติ การรู้ตัวเราต่ำลงมาก กว่าปกติ ... ซึ่งอาจจะเกิดจากการดื่มสุรา การใช้ยากระตุ้นต่างๆ (ยาบ้า ยาไอซ์ เป็นต้น) ... เกิดจากการมีอะไรกระทบกระเทือนทางจิตอย่างรุนแรง ... เกิดจากการไม่ได้ออกกำลังกายบริหารสติให้เข้มแข็งที่จะรับเหตุการณ์กระทบนั้นๆ ... การรับรู้แบบที่ 3 นี่นำไปสู่อันตรายได้เป็นอย่างมาก


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 14 ก.ค. 2555 (14:17)

การเชื่ออะไรง่ายๆ มักง่าย เชื่อสิ่งที่ไร้เหตุผล หวังพึ่งพิงสิ่งต่างๆ (แต่ไม่พึ่งตัวเอง ไม่แก้ปัญหาด้วยตนเอง) อันนี้ ก็น่าจะเข้าข่าย การรับรู้แบบที่ 3


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 15 ก.ค. 2555 (23:17)
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอสังเกตไหมว่า ภิกษุที่ชอบธรรมสากัจฉาล้วนนั่งข้างสารีบุตร ส่วนภิกษุผู้สนใจในทางวินัยบัญญัติล้วนนั่งข้างอุบาลี และภิกษุผู้ที่ชอบแสดงธรรมล้วนนั่งทางปุณณะ สารีบุตรแยบคายในทางธรรมสากัจฉา อุบาลีทางวินัย และปุณณะในทางธรรมเทศนา "

คำนี้ชี้ให้เห็นจริตของคนครับ คนแบบเดียวกัน หรือมีแนวโน้มไปในทางเดียวกันก็มักจะคบกับคนแบบเดียวกันนั้นแหละครับ อีกอย่างก็ชี้ถึงว่าบุคคลแต่ละคนก็ล้วนมีความชอบมีความถนัด มีที่ทางของตนด้วยครับ มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน แบบว่าปลาก็ต้องอยู่ในน้ำเพราะมันถนัดว่ายน้ำ ให้มันมาอยู่บนบกมันก็คงตาย แต่ทุกวันนี้ดูเราจะไม่ค่อยตระหนักกัน เห็นเรามักจะยัดการศึกษาครอบจักรวาลลงใส่เด็กเสียจริง แบบว่าเด็กฉลาด ต้องรู้มันหมดทุกอย่างทุกวิชา(แน่นอนว่า เขารู้หรือ? หรือเพียงแต่ท่องในสิ่งที่ตนก็ไม่เข้าใจ)
เรื่องคนแบบเดียวกันก็มักจะคบคนแบบเดียวกันนี่สำคัญมาก นะครับ ดังนั้นคนบางพวกเขาก็เลยหลุดออกจากวงจรบางอย่างไปได้ยาก ก็เพราะสิ่งแวดล้อมมันหนุนไปทำนองนั้น และ เจ้าตัวพอใจเสียด้วยความจริงอยากพูดถึงพวก....ทั้งหลายอีกเยอะครับ แต่อาจจะชวนให้คนเข้าใจไปว่ากำลังนินทาใครรึเปล่า555 มีหลายๆๆเรื่องยากชวนอ.ถกเหมือนกัน แต่เกรงว่า เด็กๆๆจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน

วันนั้นผมนึกถือเรื่องลูก อ. แล้วนึกไปถึง หนังสือเล่มหนึ่งพึ่งอ่านเมื่อวันวาน ครู(ชาวคริสต์ในอังกฤษ)แกเขียนว่า สาเหตุที่ต้องให้การบ้านเด็กเยอะๆๆมากจนเด็กอาจจะทำไม่ไหว? ก็เพื่อเด็กจะได้ไม่มีเวลาไปคิดชั่ว ไปทำบาปตามสิ่งยั่งยุ เพราะแกเชื่อว่ามนุษย์มีบาปมาตั้งแต่กำเนิดแล้วจะให้ทำอะไรได้นอกจากการทำบาป อีกประการเมื่อเด็กทำไม่ทันจะได้รู้สึกผิด รู้สึกกลัวแก แกจะได้ควบคุมเด็กได้ง่าย สั่งเด็กได้ง่าย เด็กก็อยู่ในโอวาท ไม่รู้ว่า โรงเรียนนั้นเอาความคิดนี้มาใช้หรือเปล่า?...


ครับ ท่านวิมลเกียรติ ท่านเป็นฆาราวาสที่ทรงปัญญาที่สุด นะครับ ในเถรวาทอาจจะไม่มีการพูดถึงเท่าไหร่? อย่างท่านสุภูติเราก็ไม่รู้จักครับ เห็นผ่านๆๆในพระไตรปิฏก พระมหากัสสปะ เราก็พูดถึงแค่เป็นประธานการสังคายนาครั้งที่1(ซึ่งความจริงจัดสองแห่งพร้อมๆๆกัน เถรวาทถือเอาครั้งที่พระมหากัสสปะเป็นประธานว่า เป็นครั้งแรกของเขา มหายานถือเอาตามครั้งของท่านภัททิยะเป็นประธานซึ่งจัดใกล้ๆๆกันเป็นครั้งที่1) แม้แต่ท่านสารีบุตรก็ยังยอมรับว่าท่านวิมลเกียรติมีสติปัญญาสูงกว่าท่าน (ความจริงเรามีผู้เป็นเลิศในทางปัญญาหรือด้านต่างๆๆครบทั้งบริษัท สี่นะครับ แต่ไงเราเน้นแต่พูดถึงภิกษุก็ไม่รู้ จริงๆๆเหตุผลก็เดาได้ไม่ยากหรอกครับว่าไหม?)ตัวอย่างเช่น มีการพยายามที่จะให้คำนิยามว่าปรมัตถ์สัจจะคืออะไร? เหล่าพุทธสาวกก็พยายามให้ความหมายมากมาย ถึง 30กว่าความหมายซึ่งลึกซึ้งมากๆๆ แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจนัก จึ่งมีคนเอาคำถามนี้ไปถามท่านเพื่อให้ท่านชี้ขาด แต่ท่านวิมลท่านไม่ได้ตอบคำถามใดๆๆทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะถามท่านว่าท่านคิดเห็นเป็นอย่างไง? จนกระทั้งทุกๆๆคนเข้าใจ? ว่าท่านหมายความว่า มันเป็นสิ่งซึ่งให้คำจำกัดความไม่ได้ เพราะว่างจากนามสมมติบัญญัติใดๆๆ ทุกๆๆท่าจึ่งมีมติให้ท่าชนะ และสรรเสริญว่า ความเงียบของท่านนั้นเป็นประดุจฟ้าผ่า ครับ

วันนี้อ.MG มาราวกับ อ.พุทธสำนักวิญญาณวาทเลยครับ5555 ครับการรับรู้ตรงๆๆนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ โดยจะต้องปราศจากความคิดด้วย เพราะตอนนี้เราสนใจที่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง จะเบิกบาน กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไร? จะสงบมั่นคงได้อย่างไร? แต่ความคิดมันไม่นิ่งนี่ครับถ้าเราไปยึดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆๆไม่นิ่ง แล้วจิตเรามันจะสงบได้อย่างไร? ความคิดเกิดจากการที่เรา ตอบสนองต่อสิ่งเร้า แล้วเราไปรับรู้มัน เมื่อรับรู้เราไม่พอใจอยู่แค่นั้น เพราะมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ฉัน ผู้กำลังรับรู้ ฉันผู้ซึ่งเป็นอิสระจากการรับรู้นั้น
อ.มีหนังสือฮวงโป ที่ท่านพุทธทาสแปลไหม?ครับ มีจุดสังเกตุอย่างหนึ่งว่า ในทั้งเล่มนั้น ท่านพุทธทาสเอาคำสอนของท่านฮวงโปออกมาประโยคเดียว เอาไปไว้ท้ายเล่มคล้ายๆๆจะแอบเอาเพชรไปวางไว้ ทดสอบปัญญาคน ประโยคนั้นคือ "คนโง่มักหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ แต่ไม่หลีกหนีความคิดปรุงแต่ง แต่คนฉลาดมักหลีกหนีจากความคิดปรุงแต่ง แต่ไม่หลีกเลี่ยงปรากฏการณ์"

แน่นอนว่า ถ้าเราสอนหนังสือเราต้องใช้ความคิด ใช้ความรู้ครับ ถ้าผมไปที่ต่างประเทศ แล้วไม่มีความรู้ภาษาอื่นเลย ผมก็คงใช้ชีวิตลำบากครับ ที่นี้เราจะเห็นได้ชัดถึงข้อจำกัด ครับ เช่นผมไม่รู้เรื่องคณิตศาสตร์มากเท่าอ. ดังนั้นผมก็เลยสอนไม่ได้ ผมไม่รู้เรื่องภาษาสเปนผมก็พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง ดังนั้นความคิดของผมจึ่งเป็นสิ่งที่จำกัดมาก โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เห็นชัดนะครับเรื่องนี้ ทีนี้ผมก็ที่จะคิดและตอบสนองไปตามความคิดนั้นแบบเป็นกลไก และ ตามที่ถูกกำหนดอยู่ เช่น เมื่อพูดถึงความเชื่อสิ่งแรกที่ผลุดขึ้นมาในความคิดคือกาลามสูตร เพราะผมเป็นชาวพุทธ หรืออาจจะมีข้อความในไบเบิ้ลผลุดขึ้นมาว่า ถ้าผมเชื่อผมก็สามารถแม้แต่จะสั่งให้ภูเขาลอยไปในทะเลได้ เพราะผมเป็นชาวคริสต์ ดังนั้นผมจึ่งมักตอบสนองสถานการณ์ ไปตามรูปแบบที่ถูกกำหนดอยู่ แล้วผมจะเป็นอิสระได้อย่างไง?

ที่นี้ มาดูที่ อ. พูดไว้เรารับรู้แบบฝังใจ และ ตอบสนองไปตามความฝังใจนั้น ซึ่งอาจจะเป็นภาพลักษณ์ของอะไร?บางอย่างที่ให้ความเพลิดเพลินในอดีตกับผม ซึ่งมันถูกฝังลงไปลึกมากในจิตใต้สำนึกของผม เมื่อเกิดสิ่งเร้ามากระตุ้น ภาพของมันข้อมูลทั้งหมดจะผลุดขึ้นผมจำได้ จากนั้นความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า(ในในการคิดซ้ำๆๆนี้ก็จะก่อให้เกิดการรับรุ้แบบผิดๆๆขึ้นว่ามีฉันผู้กำลังคิดถึงสิ่งนั้นหรือรับรู้สิ่งนั้นขึ้นนี่คือการการรับรู้แบบตัวแทน ที่อ.พูดถึง) จากนั้นสิ่งนี้จะกลายมาเป็นความอยากและความอยากที่แรงกล้าจะกลายมาเป็นเจตจำนง(หรือความยึดมั่นถือมั่น)ที่บงการการกระทำให้ผมสนองตอบสิ่งนี้เพื่อให้ได้มา(หรืออีกรูปแบบหนึ่งคือผลักไสไปไม่ให้ได้มา ซึ่งความจริงก็เป็นแบบเดียวกับคือเป็นการให้ได้มาซึ่งการไม่ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น) ซึ่งผมอาจจะรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ได้ (แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวหรอกครับ)ซึ่งนั้นก็คือการชักนำความปวดร้าวมาให้ผม รวมทั้งความกลัวด้วย
ยกตัวอย่าง ในวิชาชีววิทยา เมื่อนายอีวาน สั่นกระดิ่ง สุนัขของแกน้ำลายไหล เพราะมันถูกป้อนข้อมูลลงไปมันจำได้ว่าเมื่อได้ยินเสียงนี้มันจะได้ อาหาร ดังนั้นไม่ว่ามันจะได้อาหารหรือไม่ เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งมันก็จะตอบสนองไปตามนั้น ตามจิตใต้สำนึกที่ขุ่นมั่วที่บงการมันอยู่ พวกเราก็ไม่ต่างกันครับ เราได้รับสื่อโฆษณา ภาพเปลือยของนางแบบ อะไรทำนองนี้ และเราก็ตอบสนองไปตามนั้น แม้ว่าเราจะใช้ความคิดเข้ามาว่าเราจะไม่ แต่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่บงการเราคือจิตใต้สำนึกของเราที่ขุ่นมัวแล้ว

ความกลัวคืออะไร? มันคืออะไร?บางอย่างที่เรามีภาพลักษณ์กี่ยวกับมันซึ่งเราสร้างขึ้นจากประสบการณ์เช่นผมป่วย ผมเคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องนรกหลังความตาย จากนั้นสิ่งนี้บันทึกลงไปในจิตใต้สำนึกของผม ซึ่งเมื่อถูกเร้ามันจะผลุดขึ้นมาเป็นความคิด ซึ่งผมไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นมากับผมในอนาคต นี่คือ ความกลัว ในกรณีผมเคยป่วย ผมรู้ว่ามันเป็นอย่างไร? และผมไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นมากับผมอีก โดยเฉพาะทุกๆๆครั้งที่นึกถึงมัน นี่คือความกลัว ดังนั้นความกลัวจึ่งเป็นเพียงกลไกบางอย่างของความคิด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเลย...

ทีนี้ผมจะไม่พูดถึงการรับรู้อย่างพร่ามัว เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วครับว่าทุกๆๆสิ่งที่ อ. พูดไปแล้วนั้นแหละเป็นตัวการที่สำคัญมากที่ทำให้สติของเราหลุดลอยไป และ ตอนนี้เราก็มาประเด็นว่าทำไมทเราถึงต้องฝึกสติ ก็เพื่อที่จะให้เราสมารถไล่ตามความคิดที่ผลุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของเราและมาแสดงออกที่บริเวณจิตสำนึกของเราได้อย่างไร? โดยเฉพาะความคิดที่เป็นอกุศล เราไม่ได้พยายามที่จะกำจัดมันเพราะมันมีอยู่ในตัวเรา เหมือนความคิดที่เป็นกุศลนั้นแหละครับ ความผิดพลาดก็คือความคิดที่จะพยายามที่จะกำจัดมันนั้นแหละครับ อย่างบางคนบอกฉันจะคิดแต่สิ่งดีๆๆ แต่ความคิดที่นอกุศลก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปและดูจะแรงกล้าขึ้นเสียด้วย ความคิดที่เป็นอกุศลก้เหมือนเมล็ดพันธ์นั้นแหละครับ ถ้าเราไม่รดน้ำมันก้จะค่อยๆๆเหี่ยวและนอนดเนืองอยู่ใต้ดินต่อไป สิ่งสำคัญจึ่งอยู่ที่การรักษาจิตไว้ให้มั่นคง ไม่ส่ายไปไม่ว่าจะถูกกระตุ้น หรือ ไม่ก็ตามจากสิ่งเร้า(ทั้งภายนอกและภายใน) และตรงจุดนั้นเราจึ่งจะเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงจากการแสวงหาความวุ่นวาย ความเพลิดเพลิน(ซึ่งชักนำความปวดร้าวเข้ามา)

คราวหน้าผมจะมาพูดเรื่องสติปัฏฐานต่อไปพร้อมๆๆกับเรื่องนี้ครับ โดยจะพูดเรื่องบทบาทที่แสดงออกของจิตไปด้วย คือ การจำได้หมายรู้ การอนุมานสิ่งต่างๆ การหลับลึก การทำความเข้าใจที่ผิด และ ถูก
dr.date (IP:58.9.97.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 188 15 ก.ค. 2555 (23:33)

แต่โบราณกาลมา ผู้ที่หยั่งรู้วิถีเต๋า
มิได้มุ่งหมายที่จะส่งเสริมคนให้รู้มาก
แต่ปล่อยให้จมอยู่กับความไร้เดียงสา
รู้อยู่แต่สิ่งพื้นๆ สามัญเป็นธรรมชาติ และ ไม่ขัดเกลา
เพราะหากปวงประชาราษฎร์รู้มากเกินไป ย่อมปกครองยาก
ผู้พยายามจะปกครองด้วยความรอบรู้
ย่อมมีแต่ที่จะนำความหายนะ
แต่ผู้ที่ปกครองประเทศด้วยหลักอกรรม
ย่อมมีแต่จะนำพาความเจริญรุ่งเรืองมา

ผู้ใดธำรงรู้หลักทั้งสองนี้ ย่อมรู้เข้าถึงมรรควิถีแต่ครั้งโบราณกาล
ธำรงหลักนี้ในในดวงใจ
ย่อมได้รับ คุณความดีอันใหญ่หลวง
สุดที่จะกว้าง ลึก และ ใสสะอาด
ยากที่จะไปหยั่งถึง
หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่ต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง
ก่อให้กำเนิดซึ่งความประสานกลมกลืน
อันไร้จุดสิ้นสุด


เต๋า เต้อ จิง บทที่65


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 16 ก.ค. 2555 (10:22)

ท่อนแรก อ่านแล้ว เหมือนจะขัดแย้งกันนะครับ ... "เพราะหากปวงประชาราษฎร์รู้มากเกินไป ย่อมปกครองยาก"


เหมือนจะเล่นคำระหว่าง "ไร้เดียงสา" กับ "รู้มาก" ?


---


ถ้ามีเวลา จะค้นเกี่ยวกับท่านวิมลเกียรติ เพิ่มเติมครับ ... น่าสนใจครับ ยิ่งท่านเป็ยฆราวาสด้วย ... น่าแปลกใจที่ ผมไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงชื่อของท่านเลย เหมือนชื่อท่านไม่เป็นที่ยอมรับนับถือในฝ่ายเถรวาทหรือเปล่าครับ ... หรือว่า การศึกษาการสอน เอกสารทางพุทธศาสนาของบ้านเรา มันจำกัดคับแคบกันอยู่


---


ช่วงนี้เข้าช่วงสอบกลางภาค ผมต้องปั่นข้อสอบ แล้วก็มีนัดสอนเพิ่มเติม ก็ดูยุ่งๆอยู่นิดหน่อย ... เย็นๆ อาจจะได้คุยต่อครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 16 ก.ค. 2555 (11:56)

ประเด็นคือ เราเน้นความสำคัญต่างกันครับ ตอนแรกก็ไม่มีพุทธบริษัท 4 พวกไหน?ที่เด่นกว่าพวกอื่น ไปๆๆมาพวกภิกษุเข้ามามีอำนาจเข้า ก็เลยผลักไสพุทธบริษัทอื่นๆๆ ให้มีหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังหน้าที่ปฏิบัติธรรมเป็นของภิกษุ ในบ้านเราท่านพุทธทาสท่านเห็นถึงความฉ้อฉลนี้ ท่านเลยออกมาสอนเลยว่าฆาราวาสประโยชน์สูงสุดคือนิพพาน ต้องบรรลุให้ได้ สิ่งนี้ก็เลยสร้างจุดแตกร้าวระหว่างท่านกับคณะสงฆ์กระแสหลัก จนทุกวันนี้สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ฏ้เลยไม่ได้รับความสนใจมากพอสมควร จากสงฆ์กระแสหลัก จะมีก็แต่ชาวต่างชาติและกลุ่มฆาราวาสหัวก้าวหน้า โดยเฉพาะพวกที่โน้มเอียงไปทางวิทยาการสมัยใหม่(ซึ่งมีทั้งจุดดีและบอดในตัว อ.MG เองก็จัดอยู่ในพวกนี้ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย55)ครับ ส่วนผู้ที่โดนกดขี่ที่สุดคือภิกษุณี จนกระทั้งหายไปจากสายประเพณี(สายเถรวาท) และพอจะนำกลับมาใหม่ก็ถูกต่อต้าน โดยอ้างว่า ไม่มีการสืบต่อมานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไร้สาระ อ.คงเดาได้นะครับว่าใครมันจะยอมให้มีคนเข้ามาแย่งผลประโยชน์ตัว (มากกว่าการกดขี่ทางเพศเหมือนในอดีต นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไม?พระพุทธเจ้าถึงลังเลไม่ให้สตรีบวช ถึงกับมีการแต่งคำแล้วบรรจุใส่พระโอษฐ์ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าสตรีบวชจะนำความวุ่นวาย ทำให้อายุพระศาสนาสั้นลง อ้อมันมีกฏพอสมควรที่ท่านโมคคัลลานะตั้งไว้ เพื่อให้ภิกษุณีที่จะบวชยอมรับ ถ้ายอมรับได้ก็สามมารถบวชได้ อย่างถ้าพบภิกษุหรือสามเถรแม้จะอ่อนพรรษากว่าต้องกราบไหว้ก่อน ความจริงก็เป็นการกีดกันทางเพศอย่างเห็นได้ชัด ท่านสารีบุตรท่านก็พูดว่าอย่างงี้ แต่ท่านโมคคัลลานะท่านให้เหตุผลว่าเราต้องตั้งชั่วคราวไปก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้ภิกษุณีบวชได้คนจะได้ยอมรับ เป็นการประนีประนอมกับค่านิยมสมัยนั้นไปก่อนเพื่อให้ภิกษุทั้งหลายที่มีค่านิยมทำนิองนี้ยังมีความรู้สึกว่าพวกของตนเป็นคนสำคัญที่สุด ก่อนที่จะถึงยุคที่สิ่งนี้เบาบางลง สังเกตุการสังคายนาครั้งที่ 1 สิครับมีภิกษุณีเข้าร่วมหรือเปล่า เปล่าเลย อย่างเถรวาทนี่ไม่มีพุทธบริษัทอื่นๆๆเข้าร่วมเลยนะครับ ดังนั้นมันจึ่งมีแต่เรื่องของภิกษุกับพระพุทธเจ้าค่อนข้างมาก เรื่องพุทธบริษัทอื่นๆๆนิดๆๆหน่อยๆ )

ทีนี้การแยกเอาศาสนาให้เป็นเรื่องของภิกษุไม่ใช่ฆาราวาส การกดขี่ภิกษุณี คือสาเหตุหนึ่งที่สร้างรอยร้าวขึ้น ทำให้คระสงฆ์แตกออกเป็นสองกลุ่มคือเถรวาทซึ่งถูก อีกกลุ่มคือมหายานวิพากษ์ว่าคับแคบ มหายานไม่เห็นด้วยตรงนี้ นอกจากเรื่องอื่นๆๆอีกหลายประการนั้นแหละครับ ดังนั้นถ้าเคยไปวัดมหายาน อ. จะเห็นว่ามีพระวินัยเลยว่า ภิกษูต้องกราบฆาราวาสก่อน เพื่อลดทิฏฐิว่าตนดีกว่าฆาราวาส แน่นอนว่ามาในยุคหลังๆๆมหายาน(ในอินเดีย)เองก็เข้าแบบเดียวกับเถรวาทมันก็เลยเสื่อมไป เพราะการแยกศาสนาให้เป็นหน้าที่ของภิกษุ นั้นแหละเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดียอ่อนแอลง คือเหลือเพียงคนบางกลุ่มซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมที่รู้คำสั่งสอน และพวกนี้ส่วนใหญ่ก็มันจะรู้แบบผิดๆๆเสียด้วย ครับ พอมุสลิมเข้ามายึดครองก็เลยกวาดล้างได้ง่าย ก็ฆ่าทีเดียวหมดเลยก็ไม่มีผู้สืบต่อ แต่ในฮินดูเขาไม่แยกหน้าที่ทางศาสนาเป็นของทุกๆๆคน ในวัยชราทุกๆๆคนจะกลายเป็นสันยาสี ไม่เกี่ยวกับชั้นวรรณะ ดังนั้นมันก็อยู่ได้ เพราะถึงคุณจะฆ่านักบวชแต่ก็คงฆ่าคนได้ไม่หมดอินเดียหรอกครับ ฮินดูจึ่งรอดมาได้มีการสืบต่อ อีกประการคือนักบวชฮินดูนี่ดูไม่ออกนะครับก็ไม่ต่างจากชาวบ้านไม่เหมือนนักบวชพุทธที่หัวโล้นห่มเหลือง เวลามุสลิมบุกมาก็รู้เลยว่าใครเป็นนักบวชมันก็ฆ่าง่ายครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 16 ก.ค. 2555 (12:36)

อันนั้นจงใจ ใส่ไว้ครับเต๋าเต้อจิงบทนั้น เพราะเราคุยกันเรื่องความคิดพอดี ความคิดเกี่ยวข้องกับความรู้ ที่รับมาจากประสบการร์ ที่นี้พอเรารู้เราก็เลยยึดติดกับความรู้ เราก็แบ่งแยกออกเป็นเขาเป็นเรา มืดส่วาง เกิดตาย อื่นๆๆ และยึดติดด้านหนึ่งพยายามหนีห่างจากอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นจึ่งสูญเสียความไร้เดียงสาในครั้งอดีตไป คือจิตที่เป็นอิสระจากการแบ่งแยก นี่คือประเด็นของเล่าจื่อครับ จิตที่ไร้เดียงสาของท่านก็เหมือนจิตว่างของท่านพุทธทาสนั้นแหละครับ(ท่านเน้นในประเด็นข้างในนะครับ คือท่านไม่ได้ต่อต้านการเรียนรู้แต่ชี้ให้เห้ฯว่าไม่ควรยึดติดความรู้ และ เอามันมาตัดสิน แบ่งแยก วิพากษ์สรรพสิ่ง หรือก้าวก่าย และท่านก็ไม่ได้เน้นให้เราไปพยายามที่จะไม่เรียนรู้อะไร ล้างข้อมูลทิ้งแต่ชี้ให้เราตระหนักว่าเราทุกคนล้วนถูกความรู้ครอบงำความคิดของเราอยู่ ดังนั้นจึ่งมักทำอะไรๆๆแบบเขลาๆๆแบบมีข้อจำกัด เมื่อรู้ตรงนี้ท่านก็ถือว่าเราเป็นอิสระแล้ว)


ดังนั้นเล่าจื่อจึ่งพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า ความรู้ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นเพียงส่วนเสริมแต่ไม่ใช่ปัญญา ในบทสุดท้ายท่านพูดว่า ผู้มีความรู้มากอาจจะไม่ใช่ผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญาก็อาจจะไม่ได้รู้มาก (สังเกตุว่าต่างจากขงจื่อ ขงจื่อคิดว่าปัญญาคือความรู้ถ้าคุณเรียนมันทุกอย่างในโลกมากเท่าไหร่คุณก็เป็นผู้มีปัญญามากเท่านั้น) แต่เพราะเราเข้าใจผิดไปยึดเอาว่าความรู้เป็นปัญญา และ เราก็ใช้ความรู้นั้นสร้างหลักในการดำรงชีวิต หลักในการปกครอง ซึ่งผลก็คือความวุ่นวาย ก็เพราะว่าความรู้เป็นสิ่งจำกัด(ในที่นี้เราขีดเส้นความรู้ในด้านจิตใจนะครับ) เมื่อความรู้มากขึ้นมันก็สร้างสิ่งที่เราไม่รู้หรือคำถามตาม และเราก็อาศัยความรู้ซึ่งสร้างความคิดชุดหนึ่งที่ไม่สมบรูณ์ขึ้นมาในการปกครองได้อย่างไง? เพราะสิ่งที่ไม่สมบรูณ์ที่นั้นถูกความคิดที่ไม่สมบรูณ์สร้างขึ้นและช่วงใช้เป็นเครื่องมือนั้น สร้างความอันตรายยิ่ง เช่น อุดมการณ์(จะแบบไหนก็ตามอย่างทุนนิยม เผด็จการ ประชาธิปไตย)   มาตรฐานจริยธรรม (ตรงนี้ก็ต่างจากขงจื่ออีก เพราะ  ขงจื่อต้องการให้ทุกคนเรียนรู้กฏจริยธรรมตามแบบที่เขาคิดและดัดแปลงมาจากโบราณแต่เต๋าชี้ว่าการที่เราต้องมาเรียนกฏพวกนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันไปในตัวว่าสังคมป่วยไข้ แต่ถ้าไม่มีก็แสดงว่าสังคมปกติ  วินัยในแบบเต๋าจึ่งเหมือนศีลในแบบพุทธ คือเน้นความเป็นอยู่ที่เป็นปกตินั้นแหละคือศีลเราอาจจะไม่รุ้อะไรเลยว่าศีลมีอะไรบ้างแต่ถ้าเราดำรงอยู่ได้ตามปกติอย่างที่มนุษย์ทั่วๆๆไปควรจะเป็นกันนั้นแหละศีล) มันก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราเป็นกับสิ่งที่เราต้องการจะให้เป็นขึ้นมา ดังนั้นจึ่งมีผู้ที่กระทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับมาตรฐานนั้นเช่น ต่อต้านในเมื่อฉันเป็นคนดีไม่ได้ฉันก็จะเลวให้มันถึงที่สุดไปเลย โอ้ๆๆๆในเมื่อฉันอยู่ในกรอบของสังคมไม่ได้ฉันก็จะขบถมันทิ้งทุกสิ่งแบบพวกฮิปปี้
เห็นไหม?ครับ ว่าไม่ว่าเราจะขบถ หรือ สยบยอมก็ล้วนเป็นเพียงผลมาจากความคิดทั้งนั้น ดังนั้นจึ่งยุ่งเหยิงแบบสุดๆเพราะความรู้นั้นเองที่สร้างความขัดแย้งและการแบ่งแยก

ดังนั้นท่านจึ่งเน้น หลัก อกรรม คือปกครองเสมือนหนึ่งไม่ปกครอง คือปกครองตามธรรมชาติของคนไม่สร้างกฏอุดมคติอะไรอีกที่ไม่สมบรูณ์ขึ้นมา และปล่อยให้ทุกคนมีชีวิตไปตามธรรมชาติรับผิดชอบชีวิตของตนเอง แน่นอนว่า คงจะไม่มีใครยอมทุกคนจะพูดว่าโอ้ตายแล้ว ถ้าไม่มีกฏแล้วอะไรล่ะจะปกป้องฉัน สังคมจะวุ่นวาย เป็นการแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยซึ่งไม่มีจริง  เพราะ    ไม่มีสิ่งใดมั่นคงถาวร แต่อันที่จริงเราไม่เคยมีสังคมแบบนั้นหรอกครับ แม้แต่สังคมชาวป่าก็ยังมีกฏ มีอุดมคติของนักรบ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมันมีกฏหลักอุดมคติน้อยกว่าเมือง ดังนั้นชาวป่าจึ่งดูวุ่นวายน้อยกว่ามีความสุขมากกว่า  ดังนั้นจริงๆๆแล้วเราจึ่งไม่รู้จักสังคมที่เป็นธรรมชาติไม่มีคนไปตั้งกฏ อุดมคติอะไรทั้งนั้นจริงๆ (ซึ่งเล่าจื่อถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติของมนุษย์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งสรรพสิ่ง)    ดังนั้นความคิดจึ่งมุ่งแสวงหาความปลอดภัยมันสร้างทุกๆๆสิ่งขึ้นมา แต่งแต้มจิตให้ขุ่นมัว มันพลักดันเราให้ยึดติดกับความรู้ เพื่อจะได้เพิ่มพูนอำนาจให้มัน ดังนั้นมันจึ่งครอบงำเราว่า จงสร้างสรรค์และเรียนรู้ทุกๆๆสิ่งที่คิดว่ามีคว่ามสำคัญแล้วท่านจะปลอดภัย อัตตาที่แสวงหาความปลอดภัยของท่านจะไม่ถูกรุกล้ำ ทั้งๆๆที่ความจริงมีหลายสิ่งมากมายที่ไม่อาจจะรู้ และ สิ่งหนึงที่มันไม่รู้ก็คือหายนะจากการกระทำของตัวมันเอง

วันนี้ไปเร็วนิดหนึ่งครับ อย่างไรก็ตามวันนี้ตั้งใจจะชี้ว่า ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการรับรู้แบบที่1 หรือ 2 หรือ 3 เพียงแต่2 และ 3คือ 1 ที่มีความคิดเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 2 กับ3 ก็มักจะเกิดขึ้นมาพร้อมๆๆกัน คือเมื่อรับรู้สิ่งต่างๆๆตรวงๆๆหรือผ่านทางภาพความคิดที่มีต่อสิ่งนั้น ก็จะเกิดความยึดถือว่ามีฉันผู้รับรู้ และยึดติดว่ามีปัจจเจกชนคนหนึ่งซึ่งแยกขาดจากสรรพสิ่ง จากมนุษย์ชาติ จากทุกสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เพราะมีฉันจึ่งมีไม่ใช่ฉัน จากนั้นสิ่งที่เรียกว่าของฉันจะตามมาเพื่อตกย้ำการแบ่งแยก เช่น ลูกของฉันไม่ใช่ลูกของเธอ ศาสนาฉันไม่ใช่เธอ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 16 ก.ค. 2555 (18:46)

แนวคิด "สันยาสี" เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก


เดี๋ยวนี้ แทบทุกประเทศ มีคนที่มีอายุมากขึ้น สัดส่วนของคนวัยสูงอายุจะมากขึ้นมากขึ้น ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ เราต้องตระหนัก และเตรียมรับมือ ... หลายคนจะมองเพียงเรื่องสุขภาพกาย ... จริงๆที่สำคัญกว่าอื่นใดคือ เรื่องสุขภาพจิต เรื่องของ "คุณภาพจิต"


ทำอย่างไร เราจะมีคนสูงอายุ ที่มีคุณภาพจิตใจสูงตามไปด้วย ... เรานึกถึงกันเพียง การกเษียณอายุทำงาน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อจากนั้น ... หากเรามีสังคม ที่ผู้สูงอายุ เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร เป็นพระอรหันต์ หรืออริยะ สำหรับลูกๆหลานๆ โดยที่ท่านก็ช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ และเป็นบุคคลสำคัญ ที่เป็นแบบอย่าง ของการบรรลุสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ด้วยจิตที่เบิกบาน ... เชื่อว่า เราจะมีคำตอบให้กับ ชีวิต ให้กับสังคม อย่างสร้างสรรค์


ผมเองได้ตั้งปณิธานว่า หากเข้าถึงวัย "สันยาสี" จะทำหน้าที่ ฝึกตน ให้เป็นสันยาสี ให้ได้อย่างถึงที่สุด ... ถึงตอนนั้น ไม่ควรจะมีวิบาก หรืออะไรเหนี่ยวรั้งไว้แล้ว และก็ไม่ควรมีอะไร ที่จะต้องเอา ต้องห่วงอีกแล้ว


---


วันก่อน ได้ลองมีโอกาส นัดพบกินข้าวกับเพื่อนๆ สมัยเรียนป.ตรี (เมื่อ 20 กว่าปีทีแล้ว) จากที่คุยกันทาง Face Book นิดหน่อย  ลองดู เหมือนร่วมยุคสมัย internet ตอนนี้ ... ก็ได้เรียนรู้อะไรแปลกดี ... คุยกันไปซักพัก ข้อมูลเก่าๆ ก็ถูกดึงขึ้นมาเชื่อมต่อ ความรู้สึก ความคิด ... ถามว่า มันมีอะไรมั้ย จะว่ามี ก็มี จะว่าไม่มีก็ได้ ... แต่ละคนต่างก็มีครอบครัวแยกย้ายมีภาระหน้าที่ของตัวเอง ... ผมจริงๆ เป็นคนไม่ค่อยจะมีเพื่อนแบบสนิทกันมากๆ ... แต่จะสนิทกันตาม "กิจกรรม" ที่ทำ เมื่อไม่มีกิจกรรม มันก็จะขาดการเชื่อมต่อ ... Face Book เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจนะครับ ... จะเอาจริงจังกับมัน ก็เพลินไปได้เหมือนกัน แต่ก็จะเห็นได้ว่า มันก็เป็นแบบโปร่งๆ เหมือนปะติดปะต่อกัน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรยึดได้เป็นจริงเป็นจัง


การพบกัน 4-5 ชั่วโมง ของคน (6 คน) ที่เคยรู้จักกันนิดหน่อย แล้วก็หายไป 20 กว่าปี ... ยืนยัน เรื่อง "ภาพ" เรื่องการรับรู้ได้เป็นอย่างดี ครับ


---


ทั้ง ความคิด และ ความรู้สึก ถ้าไม่ตรงแล้ว ก็พาเราไปได้ไกลครับ ... ก็ยังดูเหมือนว่า อ.date จะลงน้ำหนักที่ความคิด แต่ผมยังแยกๆ ไม่ออกระหว่าง ความคิด และความรู้สึก ... อย่างเราจะลองคุย Face Book แบบเพลินๆ สนุกไปตามกลุ่ม ... ตรงนี้เหมือน จะเป็นความรู้สึก มากกว่าความคิด ... หรือ อ. จะอธิบายว่า เป็นความรู้สึกที่มีความคิด ... พอลอง post ไปสักพัก ก็คิดได้ว่า เอ ... เราก็ไม่ได้ชอบ โพสต์แบบนี้นะ แต่แค่ลองๆ โพสต์ไปสนุกๆ ... ผมเคยคุยแนวธรรมะใน Face Book ก็พอไปได้ แต่สักพักก็กลายเป็นคุยเอาสนุก เอามันส์ ... แต่นั่น คงเป็นเป้าหมายอันหนึ่งของ Face Book (ที่หลายๆคนใช้กัน)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 17 ก.ค. 2555 (14:50)

ความรู้สึกไม่ใช่ความคิดครับ แต่ความคิดมักจะเข้ามาบิดเบือนความรู้สึกของเรา(ความคิดไม่ใช่ไม่ดีแต่ประเด็นคือในชีวิตประจำวันดูเหมือนมันจะเป็นนายของเรามากกว่าเราเป็นนายของมัน และถ้าไม่แก้ตรงนี้เราก็แก้ปัญหาอะไร(ในทางจิตใจ)ไม่ได้หรอกครับ) หรือการรับรู้ของเรา
ดังนั้นผมก็เลยลงน้ำหนักวิพากษ์ความคิดเป็นพิเศษเพราะปัญหามันอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกจะไม่มีปัญหาเลยครับ ถ้าความคิดไม่เข้ามาแบ่งแยกตัดสินมันว่าเราชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ เพราะตรงนั้นจะเกิดการยึดติดในสิ่งนั้นๆ และ เกิดความรู้สึกว่ามีฉันแยกขาดจากคนอื่นๆๆ หรือสิ่งอื่นๆ
ยกตัวอย่างความโกรธครับ เรารู้สึกโกรธ มันก็จบตรงนั้นได้ไหม? แต่ตอนนั้นเรามักจะมีความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่การตั้งชชื่อความรุ้สึกแบบนี้ว่านี่คือความรู้สึกที่เรียกว่าโกรธล่ะ แล้วล่ะครับ และมันก็จะบ่งการเราให้ตอบสนองต่อความโกรธนั้นเมื่อมันตัดสินว่าความโกรธนั้นเป็นความชอบธรรมที่เราควรจะกระทำ เช่น การทำร้ายคนอื่นที่เราเห็นว่าเป็นภัยต่อเรา ไม่ก็เก็บกดความโกรธนั้นไว้เป็นการพยายามที่จะข่มมันหรือปฏิเสธมันในกรณีที่เห็นว่ามันเป็นภัยร้าย(โดยหนีไปหาขั่วตรงข้ามเช่นการเป็นคนที่ไม่รุนแรง) เห็นไหม?ครับนี่น่ากลัวมาก พระ นักศีลธรรม พูดถึงเรื่องไม่โกรธเรื่องขันติ แต่ประเด็นก็คือ เราทุกคนก็รู้ แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เพราะ นั้นเป็นเพียงการหนีปัญหา

ในพาหิยะสูตร พระพุทธเจ้าก็พูดสิ่งนี้ครับ และท่านเน้นย้ำไปถึงการเห็นตรงนี้ และ ให้เราหลุดออกจากอิทธิผลครอบงำของความคิด ท่านถึงตรัสว่าตาสักแต่ว่าดู หูสักแต่ว่าฟัง อื่นๆๆ แต่ท่านต้องไม่ไปตัดสินมัน เพราะถ้าท่านตัดสินท่านก็จะตกอยู่ในอิทธิผลของมันทันที ดังนั้นท่านต้องมีสติ อะไรทำนองนี้ กฤษณมูรติก็พูดนะครับ ความจริงทุกศาสนาพูดหมดเลย แต่คนตีไม่แตกหรือไม่เข้าใจเอง ความโลภ ความโกรธ นี่มันโครงสร้างมันก็เหมือนกันนั้นแหละครับ อันหนึ่งเป็นการพยายามที่จะดึงเข้ามา อันหนึ่งพยายามไล่มันออกไป ทั้งหมดล้วนเป็นเพียง ความต้องการที่จะเป็นอะไรบางอย่างเหมือนๆๆกันนั้นแหละครับ  ถ้าไม่เข้าใจเราก็หลุดออกไปไม่ได้หรอกครับ เมื่อเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดมันจะพังทลายตัวมันเอง เราจะมีขันติธรรมขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ ศีลขึ้นมาโดยไม่รู้สักข้อ

คุยสนุกๆๆก็ได้ครับ ทำไม?เราต้องทำให้ศาสนาเป็นเรื่องเคร่งด้วย นี่สำคัญนะครับแต่ไอ้ผมนี้มันจะหลุดจริงจังเกินไปอยู่เสมอๆๆ ยิ่งแก่ตัวยิ่งเป็นงี้ 555    เพราะบางทีถ้ามันซีเรียสเกินไปมันจะทำให้เราบ้าครับ อย่างพระบ้านเราต่อหน้าเรียบร้อยไหม? ลับหลังนี่เป็นลิงเป็นค่างเลยครับ ซึ่งก็ไปว่าท่านไม่ได้นะครับ เพราะพระก็เป็นคนมันควรจะผ่อนคลายบ้าง นี่คือปัญหาล่ะ ผมเลยชอบพระมหายานมากกว่า พระมหายานตั้งทีมฟุตบอลเลยนะครับ..555 ไปดูที่วัดมหายานในต่างประเทศสิครับ ก็ทำไม่พระจะออกกำลังบ้างไม่ได้ล่ะครับ  แต่เวลาท่านปฏิบัติท่านก็ปฏิบัติจริงจังนะครับบ้านเราก็จะมีคำว่า ไม่เหมาะสมไม่สำรวมซึ่งเป็นเรื่องน่าหัวครับ เพราะคนพูดมันพูดจากบริบทของคนนอก คือไม่รู้จริงแล้วก็ไปวิพากษ์ แต่ก็ไม่ใช่พูดคุยเอาแต่สนุกเหมือนดูตลก เพราะนั้นเท่ากับว่าจะไม่มีอะไร?เลยที่เกิดขึ้นกับเราตรงนี้น่ากลัวมาก บางคนเข้าหาศาสนาเพื่อมีเรื่องไว้คุยเล่นว่า เรามีศีลธรรม เราไปฟังรูปนั้นพูดงี้มานะ  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆๆทั้งสิ้นในจิตสำนึกเรา ก็เท่ากับเราเสียพลังงานไปเปล่าๆๆ

ความจริง....ก็เป็นสันยาสีตอนนี้เลยก็ได้ครับ สันยาสีในคราบอ.สอนคณิตศาสตร์นั้นแหละครับ....ไอ้แบบที่เป็นแบบถึงเวลาเข้าวัด โกนผมทิ้ง และบอกเราเป็นนักบวชแล้ว มันเป็นแต่ภายนอกครับไม่ใช่ภายใน อย่าไปเห็นแบบนี้แล้วเรียกนักบวชเสียหมด โลกนี้มีนักบวชมากมายครับ บางท่านอยู่ในคราบอาชีพที่ดูต่ำต้อยที่สุดในสังคมสียด้วยซ้ำ ใช่ว่าห่มเหลือ ถือพรต เสื้อคลุมดำ จะเข้าถึงความจริงมากกว่าเรานะครับ   เหมือนท่านพุทธทาสตอบคึกฤทธิ์ แกว่าแกมีภาระทางโลกแกเป็นายธนาคารแล้วจะไปเอาเรื่องจิตว่างมาใช้ได่ไง? นั้นมันเรื่องของนักบวช ท่านพุทธทาสพูดว่า แล้วทำไมคุณชายไม่เป็นนักบวชในคราบนายธนาคารล่ะ บวชใจไม่บวชกายอะไรทำนองนี้
แต่นักบวชนี่ดีอย่างหนึ่งครับ คือมีความพร้อมในการปฏิบัติมากกว่าเรา แกก็ไม่ต้องไปใช้ความคิดมากด้วยเช่น   ใช้ความคิดในเรื่องหาเลี้ยงชีพ ในภาระต่างๆๆนาๆ ความคิดสร้างความทุกข์ถูกไหม?ครับ ถ้าเราคิดให้น้อยเราก็ทุกข์น้อย(แต่ไม่ได้หมายความว่าไปข่มความคิดไม่ให้มันเกิดขึ้นมานะครับ แต่หมายถึงเราเน้นที่การมีประสบการณ์ตรงๆๆขณะต่อขณะโดยไม่ผ่านความคิด รวมทั้งการเห็นกลไกของความคิดว่ามันสร้างความทุกข์โศกหรือชักนำมันมาได้อย่างไร? เห็นว่ามันครอบงำเราได้อย่างไร? การเห็นอย่างแท้จริงโดยแทบจะไม่ได้เข้าไปแก้ไขอะไรเลยตรงนั้นปัญหาจะคลี่คลายตัวมันเองไป) ดังนั้นแกก็มีเวลาปฏิบัติมีเวลาจะเรียกอะไรดี มีสติตื่นรู้ในทุกๆๆขณะได้มากกว่าเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก้าวหน้ามากกว่ามันขึ้นกับความรับผิดชอบครับ เราเวลาน้อยเราก็ต้องรับผิดชอบตัวเราเองให้มากขึ้น และมันสำคัญมากนะครับ ฆาราวาสนี่เพราะคนส่วนใหญ่เป็นฆาราวาสดังนั้นฆาราวาสย่อมเข้าใจในความทุกข์ของฆาราวาสด้วยกันได้ดี เราไม่ได้มีความทุกข์ในระดับปัจเจกเท่านั้นถูกไหม?ครับ เรามีในระดับสังคมด้วยความอยุติธรรมในสังคม การกดขี่เอาเปรียบกันทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ไม่เท่าเทียม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราจะหลอกตัวเองไม่ได้อีก แบบว่าศาสนาพุทธจะแก้มันได้หมดทุกปัญหา มันต้องเอามาประยุกต์เอามาพัฒนาครับ ถ้าพระไม่ตีโจทย์นี้ให้แตก ในอนาคตก็อาจจะต้องหายไปนะครับ พระต้องปรับตัว(ไม่ใช่แค่พอใจเพียงเอาคัมภีร์มาอ่านมาพูดซ้ำๆๆ อวดอ้างไสยเวทเป็นครั้งคราวเพื่อหาเงินแบบนี้) เหมือนที่ฆาราวาสต้องปรับตัว

ดังนั้นฆาราวาสในบางแง่ก็สำคัญกว่าพระ ในการช่วยเหลือศาสดาของตนช่วยเหลือผู้คน(ซึ่งต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวเราก่อน) ดูท่านตรุงปะสิครับ ระหว่างท่านตรุงปะกับท่านนัทท์ฮัทท์ ใครตีกินในการนำพุทธศาสนาไปตะวันตกได้มากกว่ากัน เข้าถึงหัวใจคนได้มากกว่ากัน ท่านตรุงปะใช่ไหม?ครับ เพราะท่านลอกคราบความเป็นพระทิ้งไปเลย ไปคลุกคลีกับสังคมตะวันตก กับคนตะวันตก ดังนั้นท่านจึ่งตีโจทย์แตก แต่ท่านนัทท์ฮัทท์ ท่านตีไม่แตกเท่าท่านตรุงปะนะครับ เพราะรอบกายท่านมันแวดล้อมไปด้วยพระ ภิกษณี ทั้งนั้น อย่างซูซูกิ โรชิ ท่านก็ตีโจทย์แตกนะครับ ท่านเขียนหนังสือมาเพียงเล่มเดียว ไม่เน้นเผยแพร่เท่าท่านตรุงปะที่มีสี่ห้าสิบเกือบร้อยเล่ม แต่คนก็ยังรู้จักท่านมาร่วมกับท่าน เพราะอะไร?เพราะพระเซนญี่ปุ่นนี้ทำทุกอย่างเหมือนฆาราวาสเลย ต่างแค่โกนหัวใส่จีวรเท่านั้น ดังนั้นจึ่งรู้ปัญหาดีมาก

เมื่อวานมีเพื่อนชาวคริสต์เอาหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง ชื่อFrom Buddha to Jesus เห็นแกเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการให้หนังสือเล่มนี้คลอดออกมาเป็นภาษาไทย ซึ่งเมื่ออ่านดูแล้วก็รู้สึกแปลกใจว่าผู้เขียนอ้างว่าตนเองรุ้คำสอนในพระพุทธศาสนา กับ คริสต์ดี แต่อ่านไปจะพบว่าไม่รู้อะไรเลย จุดมุ่งหมายหลักๆๆ คือความพยายามที่จะเผยแพร่ศาสนาคริสต์เข้ามาโดยคล้ายๆๆจะพูดว่า หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นก็ถูก เพียงแต่ไม่สมบรูณ์หรือก็คือพระพุทธเจ้าเพียงสอนเรื่องพวกนี้เพื่อที่ว่า ชาวพุทธจะได้พร้อมที่จะรับคำสอนที่สูงสุดจากพระเยซูได้ ดูเหมือนจะมีการสอนเรื่องทำนองนี้ลงไปในทัศนะชาวคริสต์ในประเทศไทย ซึ่งถูกชาวพุทธในประเทศไทยหัวเราะใส่ แน่นอนว่าชาวคริสต์ก็คงหัวเราะว่าไอ้พวกนี้ไม่รุ้อะไร?เลย บทสรุปสุดท้ายเขียนว่า ถ้าพระพุทธเจ้ายังคงอยู่พระองค์จะพูดว่า จงไปสนทนากับชาวคริสต์เรียนรู้กับพวกเขาเราก็จะทำแบบนั้น นี่ก็เป็นผลพวกมาจากความคิดเช่นกัน ความคิดทำให้เกิดการแบ่งแยก ออกเป็นชาวพุทธชาวคริสต์ ซึ่งขัดแย้งและพยายามที่จะครอบงำกันและกัน (ถ้าแกเข้าใจจริงๆๆแกจะไม่ทำแบบนี้ ชาวพุทธจะไม่มองว่าพระคริสต์และไบเบิ้ลไร้สาระ ชาวคริสต์ก็จะไม่พยายามที่จะบิดเบือนสิ่งต่างเพื่อให้เข้ากับความเชื่อของตน เพราะแกจะเห็นว่ามีพระคริสต์ในตัวพระพุทธ เหมือนที่มีพระพุทธในตัวพระคริสต์ อยู่แล้วการเข้าใจพระพุทธจึ่งเท่ากับเข้าใจพระคริสต์ คนพวกนี้น่าจะเรียนรู้จากบาทหลวง โทมัส เมอร์ตันนะครับ) ดังนั้น การแบ่งแยกและยึดมั่นทางความคิดที่ไร้สาระพวกนี้จึ่งเป็นการจุดประกายปัญหาขึ้นมา ผมเองก็ไม่ทราบว่าคนเขียนเขาสังเกตุเห็นสิ่งนี้บ้างไหม?นะ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 194 17 ก.ค. 2555 (15:20)


ผู้มีคุณธรรมด้วยมิได้ยึดมั่นว่าตนมีคุณธรรม
ดังนั้นเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรม
บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเพียงเล็กน้อย
ก็เพราะพยายามดิ้นรนยึดมั่นที่จะรักษาคุณธรรมของตนไว้
ดังนั้นเขาจึ่งได้สูญเสียมัน
ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมดูคล้ายกลับเฉื่อยชา เขายึดหลักธรรมชาติ เน้นอกรรม
ปล่อยชีวิตให้เป็นไป(หรือนำทางไป) แต่กระนั้นทุกสรรพกิจก็สำเร็จเรียบร้อยลง
ผู้ต่ำต้อยด้วยคุณธรรมพยายามที่จะฝืนธรรมชาติ แทรกแซงทำแล้วทำเล่า
แต่ทุกสรรพกิจก็ไม่สำเร็จผล

ผู้มีเมตตายย่อมกระทำโดยปราศจากการกระตุ้นเตือน
ผู้มีความยุติธรรมก็กระทำโดยการกระตุ้นเตือน
แต่ผู้ยึดถือประเพณี(จารีต ศีลธรรม)อย่างเคร่งครัด
ย่อมพยายามเสแสร้งกระทำเมื่อมีการกระตุ้นเตือน
เมื่อมิได้รับการตอบสนองต่อผู้ใด
ก็หันมาใช้วิธีการบังคับ ผู้คนจึงค่อยๆ ยอมรับ
และถูกครอบงำ จนสูญเสียธรรมชาติเดิมแท้(เต๋า)ไป

เมื่อเต๋าสาบสูญไป
คุณธรรม(เต็ก)ก็เข้ามาแทนที่
แม้เมื่อคุณธรรมสาปสูญไป
เมตตาธรรมก็เข้ามาแทน
แม้เมื่อเมตตาธรรมสาปสูญ
กฏจริยธรรมก็เข้ามา
และเมื่อกฏจริยธรรมสูญหายไป
จารีต ประเพณีก็มาแทนที่

จารีต ประเพณี นั้นคือ ความภักดีและสัตย์ซื่อ
เป็นก็แต่เพียงสิ่งที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในดวงใจ
และเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย
เกิดจากความหยั่งรู้อย่างกระท่อนกระแท่น
เป็นเพียงภาพลวงของเต๋า
และเป็นจุดเริ่มต้นของความงมงาย

ดังนั้นผู้รู้แจ้งย่อมธำรงรักษาความหนักแน่น(อุเบกขา)ไว้
มิเลินเล่อประมาท
อยู่ในความจริง ละทิ้งสิ่งมายา
ท่านปฏิเสธสิ่งหลังและยอมรับในสิ่งแรก(คือเต๋า)

เต๋าเต้อจิงบทที่ -38-

เมื่อเต๋าเสื่อมโทรมลง
ความถูกต้องและความดีงามก็เกิดขึ้น
จากนั้นก็มีความรู้และปรีชาญาณเกิดขึ้นมา
แล้วความหน้าไหว้หลังหลอกก็เกิดขึ้น

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทั้งหก
ไม่เป็นไปโดยปรกติสุข
ก็เกิด " บิดาใจดี " และ " บุตรกตัญญู "
เมื่อประเทศชาติตกอยู่ในความยุ่งเหยิง
การให้คุณค่าแก่ขุนนางผู้ภักดีก็เกิดขึ้นมา

เต๋าเต้อจิง บทที่-18-


เลิกเสียทีการคร่ำเคร่งศึกษา ปัญหามากมายก็จะสิ้นสุดลง
ระหว่าง " ใช่ " กับ " ไม่ใช่ " นั้น แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
ระหว่าง "รู้" กับ "ไม่รู้"นั้น แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
ระหว่าง " ดี " กับ " ชั่ว " นั้น แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
เลิกสีทีการแบ่งแยก
เพราะสิ่งที่ผู้อื่นกลัวนั้น ก็มักทำให้เราต้องกลัวด้วย
นี่แลที่เรียกว่าเป็น ความหลับในความตื่น

ผู้คนยิ้มแย้มเริงร่าคล้ายกับกำลังร่วมอยู่ในงานเลี้ยงฉลอง
คล้ายกับกำลังนั่งอยู่บนหอสูง เพื่อชมความงามในฤดูใบไม้ผลิ
แต่ข้านั้นกลับสงบนิ่งไม่ยึดมั่นถือมั่นในความยินดียินร้ายทั้งปวง

คล้ายกับทารกแรกเกิดที่ยังไม่สามารถแม้แต่จะแย้มยิ้ม
ไม่พันผูกอยู่แต่กับสิ่งใด ดั่งวณิพกที่ไร้บ้านเรือน
ผู้คนในโลก แม้จะมีทรัพย์สินมากแค่ไหน?  ก็ยังจะคงเก็บงำสั่งสม
แต่ข้าพเจ้านั้นสละละโดยสิ้นเชิง

ดวงใจข้าพเจ้าคล้ายกับผู้โง่งม ขุ่นมัวเคลือบคลุม
ผู้อื่นล้วนเป็นผู้รู้ เฉียบแหลม ข้าเพียงผู้เดียวที่งมงายสับสน
ผู้อื่นฉลาด มั่นใจในตน ข้าเพียงผู้เดียวที่รู้ว่าตนต่ำต้อย
ดั่งขอนไม้เก่าๆในท้องทะเล ล่องลอยไปโดยไร้จุดหมาย

ผู้คนในโลกหล้าล้วนมีจุดมุ่งหมาย แต่ข้ามันดื้อดึงเซ่อซ่า
แตกต่างจากคนอื่น
ข้านั้นไม่มีจุดหมาย เพราะได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วย
คุณค่าอันสูงส่ง จากพระแม่แห่งสรรพสิ่ง(เต๋า สังเกตุว่า พวกเต๋ามักจะใช้เพศหญิงแทนคุณลักษณ์ของเต๋า)
เต๋าเต้อจิง บทที่-20-


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 18 ก.ค. 2555 (10:22)

"ความรู้สึกไม่ใช่ความคิด แต่ความคิดมักจะเข้ามาบิดเบือนความรู้สึกของเรา"
จะค่อยๆลองสังเกตดูครับ
---
วันก่อนผมสอนนักศึกษากลุ่มเดียวกัน 2 วิชาต่อกัน ... ช่างแรกก็ผ่านไปได้ดี พอหมดเบรคเริ่มช่วงที่ 2 ปรากฏว่าคุยกัน รบกวนมากพอสมควร ... ตอนนั้นผมเหนื่อยๆนิด แต่ก็ต้องตั้งสติ เพราะมีเนื้อหาที่ต้องสอน (เพราะจะสอบแล้ว) แค่จัดการกับร่างกายผมเองก็มากพออยู่แล้ว ... ก็เลยบอกตัวเองว่า อย่าไปเสียพลังกับ เสียงพูดคุยเหล่านั้น ... ผ่านไปสักพัก เสียงคุยกันก็ไม่ได้ลดหายไปเลย ... ก็รวมสติ พูดแบบธรรมดาว่า "พวกเรา(นักศึกษา)สอนผมได้ดีมาก ผมจะมีขันติ ไม่โกรธ" แล้วก็ตั้งใจสอนต่อ ... สักหน่อยเด็กๆเขาคงพอจะเข้าใจบ้าง ก็คุยกันน้อยลง ... สอนหนังสือทุกวันนี้ แทบจะกลายเป็นเรื่องต้องขอร้องให้เด็กๆตั้งใจเรียน
---
ช่วงนี้ ผมเปิดกระทู้คุยกับเพื่อนๆ ทาง Face Book แบบพยายามคุยมีสาระหน่อย ... ก็ได้รับการตอบรับดีครับ วันนี้ชวนเพื่อนๆคุย เรื่อง มลคลสูตร ... จริงๆ คนเราก็มีจริต ความชอบ ความถนัดต่างกัน ... ผมก็แค่อยากจะคุยกับเพื่อน แต่เราไม่ถนัดแบบที่เขา(ส่วนหนึ่ง)คุยกัน พอลองชวนคุยทางแนวธรรรมะบ้าง ... ก็มีคนที่มีจริตทางนี้ไม่น้อยเหมือนกันครับ
---
เมื่อเช้าไปซื้ออาหารตอนเช้า เป็นเต็นท์เป็นลานที่เขาจัดให้มีการขายอาหาร และเหมือนจะจัดให้พระวัดใกล้ๆ มารอรับบิณฑบาตร ... ผมสังเกตเห็นแล้ว รู้สึกแปลกๆ ขึ้นเยอะเลยครับ จะเป็นเพราะคุยกับ อ.Date หรือไม่ก็ไม่ทราบ ... ผมเห็นเป็นเหมือนภาพ เหมือนรูปแบบ ที่เราพยายามจะรักษาไว้ ... ผมดูหน้าพระท่าน ... หน้าตาท่านก็หมองๆเหมือนเราๆ บางท่านก็ยังไม่สดชื่น (หาวนอน) หลายๆท่านก็นั่งที่เก้าอี้นั่งที่เตรียมไว้ มีคนผู้ติดตามอยู่ด้านหลัง มีถุงปุ๋ยหลายใบ เตรียมไว้ถ่ายของ ... หน้าตา สีหน้า แววตา ดูๆ ท่านก็เหมือนเราๆนะครับ  (อันนี้ไม่ได้นินทา สังเกตเห็นจริงๆ ...ผมเคยเห็นหน้าตาพระที่สงบ เบิกบาน แค่เห็นท่านเราก็รู้สึกยินดี เดี๋ยวนี้ จะหายากขึ้นๆ)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 18 ก.ค. 2555 (10:51)

อ.Date ให้มาทีเดียวหลายบท ต้องขอย่อย ทีละอันครับ ... เอาที่ถูกใจก่อน

เมื่อเต๋าเสื่อมโทรมลง
ความถูกต้องและความดีงามก็เกิดขึ้น
จากนั้นก็มีความรู้และปรีชาญาณเกิดขึ้นมา
แล้วความหน้าไหว้หลังหลอกก็เกิดขึ้น


อันนี้เหมือนเซนครับ แรงด้วยครับ ... เตือนสติเป็นอย่างดี  "จากนั้นก็มีความรู้และปรีชาญาณเกิดขึ้นมา แล้วความหน้าไหว้หลังหลอกก็เกิดขึ้น"
---

ผู้มีเมตตาย่อมกระทำโดยปราศจากการกระตุ้นเตือน
ผู้มีความยุติธรรมก็กระทำโดยการกระตุ้นเตือน

ผมยังมีความโกรธอยู่มาก หากได้กระทบเรื่อง ที่เห็นว่า "ไม่ยุติธรรม" แล้วก็ต้องการจะทำอะไร (อันนี้ เหมือนจะได้จากตอนที่เรียนที่อเมริกา) ... จะรู้สึกว่า เราไม่ควรยอม เราต้องแก้ไข ทำอะไรให้ได้ ... พอมาเจอความไม่ยุติธรรมของระบบ ที่เราทำอะไรไมไ่ด้ ก็เลยเป็นการเก็บกดดันความโกรธเอาไว้

ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากครับ เริ่มเห็นว่าที่เราโกรธ เราไปโกรธกับ "ความคิดของเรา" ที่เราคิดว่า เราควรต้องทำอะไร แล้วมันก็ทำอะไรไม่ได้ ... จริงๆ "การทำความเข้าใจ" เรื่องขัดแย้งต่างๆ นั้นต่างหากที่ช่วยเราได้ในขั้นต้น เมื่อเข้าใจว่า อะไรๆมันเป็นแบบนี้เพราะอะไร มีเหตุปัจจัยอะไร เราอยู่ตรงไหน ทำอะไรได้ไหม ควรต้องทำตอนนี้ไหม ... ความโกรธ ไม่พอใจต่างๆ ก็คลายลงไป

ความยุติธรรม มันควรพ้นไปจากความคิด (ที่ยังเอาเราเป็นศูนย์กลางอยู่)

---
ท่อนนี้ ก็เขียน(สอน)ได้ดีครับ

บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเพียงเล็กน้อย
ก็เพราะพยายามดิ้นรนยึดมั่นที่จะรักษาคุณธรรมของตนไว้
ดังนั้นเขาจึ่งได้สูญเสียมัน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 18 ก.ค. 2555 (14:53)
งั้นฝากให้อีกบทครับ ว่าด้วยมุนีหรือนักบวชในทัศนะของเล่าจื่อ


ความหนักเป็นรากฐานแห่งความเบา
ความสงบเป็นนายของความรีบเร่งลนลาน
ดังนั้นมุนีจึงเดินทางไปตลอดวัน
โดยไม่เคยละทิ้งรถเสบียง
ในท่ามกลางเกียรติศักดิ์และความรุ่งโรจน์
ท่านก็สามารถอยู่อย่างสงบโดยไม่ถูกรบกวน
ทำอย่างไรจึงจะทำให้จักรพรรดิผู้ปกครองประเทศ
หันมาใช้ชีวิตตามแนวทางนี้
ในท่ามกลางความเบาความหนักแน่นก็ย่อมสูญสลายไป
แต่ในท่ามกลางความรีบเร่ง(ถ้าผู้ปกครองทำ) ความสงบ(ของเขา)ก็สูญสลายไป

เต๋าเต้อจิง บทที่26


โศลกนี้ ขอตีความแทนนะครับ เพราะถ้าคนไม่คุ้นเคยกับคำสอนในนังสือนี้ทั้งเล่มก็อาจจะอ่านไม่แตก(ก็ได้มั้งครับตอนแรกๆๆผมก็อ่านไม่แตกเหมือนกัน) ความหนักเป็นรากฐานแห่งความเบา ประโยคนี้เล่าจื่อพยายามจะบอกว่าปัญหานั้นแหละเป็นรากฐานของสิ่งที่เรียกว่าปัญญา
ความวุ่นวายหรืออะไรทำนองนี้ก็เป็นรากฐานที่จะฝึกปรือจิตใจเราให้ยังคงสงบนิ่งได้ อย่าได้ไปหนีจากมันหรือต่อต้านมันเลยแต่จงเฝ้าดูด้วยความสงบและเธอจะเข้าใจมัน ถ้าเธอทำได้ฌะอก็เป็นมุนี(หรือมนุษย์ที่แท้) สังเกตุประโยคว่าดังนั้นมุนีจึงเดินทางไปตลอดวันโดยไม่เคยละทิ้งรถเสบียง คือหมายความว่ามุนีสามารถแสวงหาอิสรภาพได้ในท่านกลางความรับผิดชอบในท่านกลางภาระ เพราะยิ่งมีภาระมากเราก็ยิ่งเรียนรู้ชีวิตได้มาก มุนีเต๋าจึ่งไม่ใช่พวกหนีจากโลกแต่เป็นพวกเปิดออกต่อโลกเข้าไปคลุกคลีเพื่อที่จะทำความเข้าใจมัน ไม่หนีปัญหา ไม่คิดวิธีการอะไร แต่เน้นที่มองมันให้ลึกซึ้งก่อน ดังนั้นในท่ามกลางความเข้าใจนั้นเขาก้นิ่งสงบอยู่ได้แม้เขาจะอยู่ในท่ามกลางเกียรติศักดิ์และความรุ่งโรจน์

แต่เนื่องจากเต๋าเต้อจิง เล่าจื่อเขียนให้ผู้ปกครอง ของให้สังเกตุจุดต่างตรงนี้ซึ่งต่างจากจางจื่อที่เขาต่นิทานให้คนทั่วๆๆไป ดังนั้นท่านจึ่งยกปัญหาขึ้นมาว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้จักรพรรดิผู้ปกครองประเทศหันมาใช้ชีวิตตามแนวทางนี้? ท่านจึ่งทิ้งไว้/ไม่ได้ตอบอะไร?คล้ายไจบอกว่า เธอลองไปทำดูสิ จากนั้นท่านก็ขยายความว่าแม้คุณจะป็นจักรพรรดิหรือมีภาระหนักอึ่งเพียงใดในชีวิต คุณก็สามารถที่จะฝึกฝนมันเพื่อก่อให้เกิดความสงบในจิตใจ คือคุณเป็นายของงานของคุณ และตรงนั้นความคิดที่ว่ปัญหาเป็นเรื่องหนักเกินกว่าที่จะแบกไหวก็จะเบาสบายคือ ถ้าเราเข้าใจเราก้แก้ปัญหาได้ตรงจุด บางทีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ(อย่างปัญหาทางด้านจิตใจ)ถ้าเราเข้าใจมันมันก็จะสลายไป คล้ายๆๆท่านเคไหม?ครับ สังเกตุว่าเต๋าก็ไม่พูดถึงวิธีการอะไร?เลย นอกจากเน้นที่การกระทำโดยไม่ยึดมั่นถิอมั่น หรือหลักอกรรม กระทำเสมือนหนึ่งไม่ได้กระทำเป็นธรรมชาติไม่ขัดเกลา คือคุณธรรมอะไรก็ตามที่มนุษย์ควรจะมีในทัศนะเต๋า เต๋าบอกว่าคุณไม่ควรปสนใจมันนักเพียงแต่ตระหนักว่า คุณเป็นหนึ่งเดียวกับมันแล้ว(หรือเต๋า) ดังนั้นการกระทำทุกๆๆอย่างของคุณนั้นแหละคือการแสดงออกของคุณธรรม( เช่นคุณสัมผัสใบไม้อย่างมีสติแผ่วเบา รักมัน ตรงนั้นแหละคุณมีคุณธรรมแล้ว) ทุกๆๆสิ่งของความเป็นมนุษย์ มันมาจากใจเป็นเสมือนเรื่องปกติวิสัยของชีวิตคุณ(สอดคล้องกับพระพุทธองค์ไหม?ครับ)
แต่ถ้าคุณรีบเร่งไม่มองปัญหาให้แตก คือเน้นแต่จะเข้าไปแทรกแซงโดยไม่เข้าใจว่า การเข้าไปเอาระบบหนึ่งคุมระบบหนึ่งไม่ได้แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง มันเป็นเพียงการแก้ปัญหาภายนอก ไม่รัดกุม และยิ่งเปิดปัญหาใหม่เสียด้วยซ้ำ คุณก็จะยิ่งไปทำให้มันยุ่งไปรบกวนความสงบเดิมที่มี ดังนั้นอย่าไปทำมันเลยไม่ดีกว่าหรือ? อย่างเรามีปํญหาเรื่องการคมนาคมที่มันช้า เราสร้างรถขึ้นมา ทุกวันนี้เราได้ปํญหารถติดเข้ามาแทน มลพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อม อื่นๆ เรื่องใกล้ตัวอย่างความโกรธเราบอกตัวเองไม่ให้โกรธแต่เราก็ยังคงโกรธและเป็นทุกข์กับความโกรธของเราเพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาที่รากฐานคือเข้าใจความโกรธของเราจริงๆๆก่อน ตัวอย่างมากมายครับ คอมมิวนิสต์ไม่พอใจนายทุน เดี๋ยวนี้พอล้มนายทุนได้ดุเหมือนคอมมิวนิสต์จะเลวร้ายกว่านายทุนเดิมอีก เมือคานธีใช้หลักอหิงสาเอาชนะอังกฤษ(ผู้กดขี่เดิม)ปลดปล่อยอินเดียได้ ผลก็คืออินเดียเริ่มฆ่ากันเพราะไม่มีอังกฤษอยู่คอยไกล่เกลี่ยระหว่างมุสลิมกับฮินดู คนรวยที่มีอำนาจก็ลืมความคิดเดิมที่เห็นใจคนยากคนจนจากการถุฏอังกฤษกดขี่ไปสิ้นไปสนุกอยู่แต่กับอำนาจเมื่อไม่มีอังกฤษ สุดท้ายคานธีก็ตายเพราะพวกคลั่งศาสนาแกเอาพลังงานทั้งหมดที่มีไปในความคิดว่าจะปล่อยอินเดียได้อย่างไร? แต่ไม่ได้มองไปว่าถ้าปล่อยแล้วแล้วไงต่อ เห็นไหม?ครับการไม่มองทุกอย่างให้ลึกซึ้งก่อน มัวแต่จะเอาหลักหนึ่งมาคลุมทับ ไม่ได้แก้ปํญหาจริงๆๆเลย เต๋าพยายามจะบอกสิ่งนี้ ตรงนี้คงรู้แล้วใช่ไหม?ครับว่าทำไม่ท่านเคแกไม่ยองพูดถึงระบบวิธีการอะไรเลย (เพราะเรามีมากอยู่แล้วแต่ก็อย่างที่เห็นมันไม่ได้ทำให้เราไปถึงไหน?ก็อย่างที่อ.พูดทิ้งไว้นั้นแหละครับไอ้ระบบพวกนี้มันเกิดขึ้นมาจากเราพวกเราดังนั้นมันก็เลยมีส่วนที่ตกขอบอย่างไม่ใช่เราพวกเราอยู่แล้วมันจะสันติมันจะแก้ได้ไง?) จนกว่าเราจะเข้าใจตัวเราเองก่อน
dr.date (IP:61.90.165.11)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 18 ก.ค. 2555 (15:24)
เห็นคราวที่แล้วเราคุยเรื่องสันยาสี บ้านกันไป ความยุติธรรม มันควรพ้นไปจากความคิด (ที่ยังเอาเราเป็นศูนย์กลางอยู่)ประโยคนี้
จะพูดไงดี คนที่พูดประโยคนี่คือคนที่พูดแบบเดียวกับพระพุทธเจ้า...นะครับ อย่าพึ่งนึกหัวเราะไป เราต้องศรัทธาในตัวเราเอง
เรื่องการรับรู้ คราวที่แล้วเราพูดไป ก็เลยอยากจะเอาตัวอย่างน่ารักๆๆ มาให้ดูครับ

บทนี่เป็นบทกวีไฮกุของบาโชที่มีชื่อเสียง
ว่า

เมื่อฉันเห็น
เจ้าดอกผังบุ้งกำลังบาน
อยู่ข้างทาง!

ต้นฉบับมันจะมีสิบเจ็ดพยางค์ครับ แต่พอแปลมามันดูจะเหลือน้อยกว่าเดิมอีก ซึ่งดูผิวๆๆแล้วมันก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร?
แต่ไง?มันดังจัง เพราะเป็นคำพูดของท่านบาโชหรือ?

หรือเพราะมันจับเอาจิตวิญญาณของเซนใส่ไว้ในนี้กันล่ะ เราพูดถึงการรับรู้ไปหลายตอน เรื่องความคิดปรุงแต่งด้วยที่นี้เรามาดูไฮกุนี้ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อฉันเห็น เจ้าดอกผังบุ้งกำลังบาน ตรงนี้ชี้ให้เห็นถึงการมีสติรับรู้ของท่านบาโช ท่านรับรู้ว่ามีดอกผักบุ้งบานอยู่ตรงหน้าท่านนี่แหละ ซึ่งคนทั่วๆๆไปเขาจะไม่มานั่งสนใจมันกันหรอกครับมันไม่ใช่ดอกไม้ที่มีมูลค่าเอาไปจัดช่อขายได้หลายตังค์นี่ครับ
แต่พวกเซนนั้นเขามีคติว่า จงมองหาสิ่งที่พิเศษๆๆ ในสิ่งที่ธรรมดาๆๆที่ชาวบ้านเขามักจะมองข้ามไป และดื่มด่ำไปกับมัน แล้วท่านจะมีชีวิต ชีวิตของท่านจะไม่ธรรมดา เวลาเราอ่านหนังสือของพวกนี้โดยเฉพาะสำนักโซโต ถ้าเราตีไม่แตกเราจะพบว่ามันเป็นบันทึกที่น่าเบื่อของคนแก่ๆๆและเราก็โยนทิ้งไป(ผมสมัยวัยรุ่นชอบแบบแนวคิดซับช้อน อ่านแล้วไม่เข้าใจตอนหลังถึงได้เข้าใจว่าอ้อนี่แหละจิตแห่งศาสนาล่ะ) เช่น เช้านี้ฉันทำนั้น วันนั้นแนทำนี่ได้ข้อคิดอย่างนี้ จะไม่มีหลักปรัชญาอะไรทั้งนั้นแต่นี่แหละจิตวิญญาณแบบเซน ดังนั้นเขาจึ่งเน้นเรื่องสติมาก สำหรับบาโชดอกผักบุ้งมีเสน่ห์มาก พวกเซนชอบไม้ไผ่ กับดอกผักบุ้ง สังเกตุว่าอ.เซน แกจะพูดถึงมันเสมอๆๆ เพราะไม้ไผ่มันข้างในกลวงมันว่าง(และเพราะว่างมันก็เลยเอาไอ้นั้นนี่ใส่ไปได้ เต๋าเต้อจิงบทที่48 เพื่อที่จะได้รู้ ต้องละทิ้งสิ่งเก่า(ที่สั่งสมเพิ่มพูนมา)เปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อบรรลุปัญญารู้แจ้ง(เต๋า) จงละทิ้งสื่งต่างๆ(ที่รู้)ให้ผู้ศึกษาความรู้ฝ่ายโลกสูญหายลดน้อยลงทุกวันลดหายไป ลดหายไป

) ส่วนดอกผักบุ้งนอกจากคนทั่วไปจะไม่ค่อยสนใจมันแล้วคือมันมีอายุสั้นมันบานแล้วไม่กี่ชั่วโมงก็จะจากไป ดังนั้นมันก็สื่อเรื่องไตรลักษณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่มีเกิดไม่มีตายมีแต่ทุกๆๆสิ่งนั้นแปรเปลี่ยนไปนี่คือสัจธรรม ทีนี้เราขจะเห็นตรงประโยคว่า อยู่ข้างทางจะมีตัว! หรือเครื่องหมายตกใจอยู่เราใช้มันแทนตัวคันนะในภษาญี่ปุ่นเพราะมันไม่มีภาษาใดแทนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นส์มันคล้ายๆๆ จะบอกเราว่า ฉันพิศวงกับมันจริงๆๆ นี่อความงามของการรับรู้สิ่งต่างๆๆตรงๆๆ เราไม่จำเป็นต้องไปวิเคราะห์มันนักอย่างความโกรธเราก็ไม่ต้องไปวิเคราะห์มันเพียงแต่เฝ้าดูแล้วเราจะเข้าใจกลไกของมันเอง(ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเมื่อเราโกรธสติเรามักหลุดลอยไปอะไรๆๆที่ฟังดูผ่านๆๆแล้วเรียบง่ายเวลาทำจริงๆๆมันไม่ง่ายเลย)

ดังนั้นเราจะเห็นว่าบาโชไม่ไปวิเคราะห์ เปรียบเทียบมันว่าเคยเห็นมาตั้งแต่ที่ไหน?นะ มันสู้กุหลาบได้ไหม? เขาเพียงแต่ตระหนักรู้ว่ามันอยู่ที่นั้น จะเรียกว่าอะไร?ไม่สำคัญ จะมีองค์ประกอบยังไงก็ไม่สำคัญ บาโชท่านไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ดังนั้นท่านจะไม่ไปวิเคราะห์มัน และดังนั้นท่านจึ่งไม่มีความจำเป็นต้องไปยุ่งกับมันไปเด็ดมันเพื่อที่จะเอามาแยกส่วนศึกษา มันอยู่ที่นั้นอย่างที่มันเป็นนั้นก็เพียงพอแล้ว เพียงแต่ดูด้วยหัวใจทั้งหมดที่ท่านมี ตรงนั้นแหละเป็นช่วงเวลาที่ท่านและดอกผักบุ้งเป็นหนึ่งเดียวกับเป็นช่วงเวลาแห่งความงามและความอ่อนโยน นี่คือการหยั่งเห็นตถาตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง
dr.date (IP:61.90.165.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 199 18 ก.ค. 2555 (15:49)
มนุษย์ที่แท้ท่านมิได้ใส่ใจในตน
จึ่งถือเอาผู้อื่นเปรียบประดุจตัวท่าน

กับคนดีข้าพเจ้าก็ทำดีตอบ
กับคนชั่วข้าพเจ้าก็ทำดีตอบ
ทั้งนี้เพื่อให้เขาเปลี่ยนเป็นคนดี
กับคนมีสัจจะข้าพเจ้าก็เชื่อถือ
กับคนไร้สัจจะข้าพเจ้าก็ยังเชื่อถือ
ทั้งนี้เพื่อให้เขาเปลี่ยนเป็นคนมีสัจจะ

มนุษย์ที่แท้เขาจะอยู่ในโลกนี้อย่างสงบกลมกลืน
มีใจกรุณาต่อทุกผู้คน
คนในโลกก็จะมีน้ำใจดีงาม
ทุกๆๆคนจึ่งเหมือนดั่งเป็นบุตร(ญาติ)ของเขา

เต๋าเต้อจิง บทที่49

ผู้ที่รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้
ปิดปาก
ปิดประตู ที่คมทำให้ทื่อ
ปมที่ยุ่งแก้ให้หลุด
แสงไฟที่กระจ่างเกินไป ก็ลดลงเสียบ้าง
ที่วุ่นวายหลีกให้พ้น
นี่คือเอกภาพอันล้ำลึก

เมื่อทำได้ดังนี้
ทั้งความรักและความเกลียด
ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้ง
การได้หรือการสูญเสีย
ก็ล้วนไร้ความหมาย
มีเกียรติหรือต่ำต้อย ก็มีผลเท่ากัน(ในสายตามนุษย์ที่แท้)

ผู้ที่ทำได้ดังนั้นจึงนับว่าเป็นผู้มีเกียรติสูงสุด
และไม่มีวันเสื่อมไป(เพราะเขาไม่ไปยึดมั่นในโลกธรรม)
ที่โลกจะยกย่องเขา

เต๋าเต้อจิง บทที่56

เมื่อใต้ฟ้ารู้ว่างามคืองาม
ความน่าเกลียดอัปลักาณ์ก็บังเกิด
เมื่อรู้ความดีคือดี นั้นแลความชั่วก็เริ่มอุบัติขึ้น

มีกับไม่มี ล้วนเกี่ยวโยงกัน
ยากกับง่าย เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก
ยาวกับสั้น เกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
สูงกับต่ำ เกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง
เสียงดนตรีกับเสียงสามัญ เกิดขึ้นด้วยการรับฟัง(แล้วแบ่งแยก)
หน้ากับหลัง เกิดขึ้นด้วยการนึกคิด
ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้น มนุษย์ที่แท้จักไม่หันหนี

ดังนั้นมนุษย์ที่แท้ย่อม กระทำด้วยการไม่กระทำ
เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา(คำนี้หมายความว่าไม่ไปตั้งกฏจริยธรรม บัญยัติอะไรขึ้นมาบังคับคนให้ทำนั้นนี่)
การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง


มนุษย์ที่แท้ให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ
ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้
เหตุที่ท่านไม่ปรารถนาในเกียรติคุณ
เกียรติคุณของท่านจึงดำรงอยู่ไม่สูญสลาย

เต๋าเต้อจิงบทที่2


ฝากไว้ให้พิจารณาเล่นๆๆ นะครับ ถ้าสังเกตุดีๆๆ คำพูดท่านเล่าจื่อเหมือนคำพูดของคนบ้าใช่ไหม?ครับ...ก็นี่แหละครับลักษณะของมนุษย์ที่แท้ ผมแปลมาให้อ่านกันเล่นนะครับ เต๋าเต้อจิงนี่มีคนแปลมากมายมหาศาล เนื้อความมันก็จพะต่างกันออกไป จนเราไม่รู้ว่าอันไหน?เป็นต้นฉบับจริง เวลาผมแปลก็เลยพยายามที่จะแลให้สอดคล้องไปกับทัศนะของเต๋า ก็บางมุมก็เรียกว่าตีความไปตามทัศนะตน ก็อย่าไปถือจริงจังนะครับว่าความพยายามอันต่ำต้อยที่จะถ่ายทอนนี้เป็นทัศนะแท้ๆๆของท่านเล่าจื่อ

อันนี้แถมครับ

ความโลภมีมากเท่าใด ความไม่รู้จริง(อวิชชา)ก็มีมากเท่านั้น
หมดความโลภก็หมดความไม่รู้จริง
ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้ แสงสว่าง ได้ยิ่งเท่ากับปัญญาญาณ อรชุน!
และก็ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยขัดถูและเกลา'กิเลส'ได้เหมือน'ความสัตย์'
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ถนัดได้เท่า'ราคะ'
และก็ไม่มีสิ่งใดที่ให้ความสุขได้เหมือนการบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่น

เมื่อยามเธอมีสุข เธอไม่ควรจะเต้นตื่นฉันใด
เราบอกเธอว่า เมื่อยามเธอมีความทุกข์ก็ไม่ควรจะโศกเศร้าฉันนั้น
ปัญญาญาณเป็นรากฐานของสรรพชีวิต

ความรู้ที่เธอมีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อความรู้นั้นช่วยให้ผู้รู้มีความประพฤติดี และมี
ความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เป็นนิตย์

ศรีภควัทคีตา..
dr.date (IP:202.44.70.52)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 200 18 ก.ค. 2555 (17:27)

ขอบคุณครับ อ.Date คงต้องขอเวลาอ่าน และกลับมาอ่านอีกสัก 2-3 วัน ตอนนี้ รู้สึกว่าจะพะวงอยู่กลับงานหลายอย่างๆ ต้องขอจัดการให้เรียบร้อยทันการณ์ ... หนังสือ เต๋าเต้อจิง ผมก็มีครับ ไม่รู้เก็บไว้ในกล่องไหนแล้ว (ตอนที่ย้ายห้องทำงาน) ... สักสัปดาห์หน้า ช่วงนักศึกษาเขาสอบกัน น่าจะพอได้ค้นออกมาดูอีกที ... เล่ม "สู่ชีวิตอันอุดม" ก็ยังอ่านค้างอยู่เลย 


---


ภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรงมาก (พอเอาตัวรอด) พยายามฝึกอยู่ครับ หนังสือของท่านเค ผมมีอยู่สัก 4-5 เล่มได้ ก็เป็นภาษาอังกฤษ ของท่านติช นัท ฮัน มีเล่มหนึ่งที่เป็นภาษาอังกฤษ (Zen Keys)


---


2-3 วันนี้ อาจจะไม่ได้โพสต์อะไรเพิ่มเติมครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 201 19 ก.ค. 2555 (20:08)
ครับ เรื่องอ.มีเต๋าเต้อจิง (เราออกเสียงกันแบบจีนกลางเลยครับ) อยู่แล้วนี่พอจะเดาได้ครับ 55 พอดีช่วงนี้บรรยายปรัชญาเต๋าพอควร เลยยกมาบ่อยหน่อยครับ ก็ควรจะดูมันหลายๆๆฉบับหน่อยครับจะภาษาอะไรก็ตาม ก็ดูมันหลายๆๆอันหน่อย เพราะสำนวนแปลมันเยอะมาจริงๆๆ และมันไม่เหมือนกันเลยสักฉบับครับ ดังนั้นแปลเองดีที่สุดครับ อายุมันตั้งสองพันกว่าปีตำนานว่า2600 ทุกวันนี้บางท่านว่ามันน้อยกว่านั้นสักสองสามร้อยปี ก็ปล่อยให้พวกนักวิชาการ ผู้แสวงหาความสมบรูณ์แบบท่านเถียงกันไป......

โดยปกติท่านเหล่านี้เพราะเป็นโรคติดความสมบรูณ์แบบ ก็เลยค่อนข้างจะชักช้าไม่ทันกินครับ จะแปลก็กลัวผิด จะตีความก็กลัวไม่ถูก ต้องดูตามที่เขาว่าฉบับนี้ดีคนตีความเก่ง แล้วลอก เฮ้ยคิดตาม ท่านเน้นต้องถูกตามเล่าจื่อ แบบร้อยเปอร์เซ็นส์ มันจะเป็นไปได้ยังไง? มันก็เหมือนเดานั้นแหละครับ อย่างเก่งก็น่าจะใกล้เคียง หรือ รักษาหลักการเดิมไว้ เพราะของที่อยู่ในคัมภีร์ท่านเรียกเต๋ากระดาษ ของจริงท่านพูดไม่ได้ ต้องใช้ตาหูจมูกอื่นๆๆของเรา โดยเฉพาะใจไปสัมผัสเอง

เรื่องภาษานี่ผมก็มีปัญหาเหมือนกันครับ ไปอยู่โลกตะวันตกมาเกือบสามสิบปีก็ยัง ห่วยอยู่ครับ ภาษาจีนก็ใช่ว่าจะดีครับ ภาษาไทยบางคำยังเขียนถูกเขียนผิดเลยครับ บาลีสันสกฤตก็ลืมไปหลายสิบปีแล้วครับ ด้วยความเคารพ ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็เราไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ครับ555 อีกประเด็นคือมันเริ่มสื่อว่าทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตได้อยากขึ้น คนทุกวันนี้ต้องรู้แบบครอบจักรวาล แล้วรุ่นลูกอ.ล่ะครับแกโตมาอะไร?จะเกิดขึ้น เด็กรุ่นที่กำลังจะมานี่ล่ะครับ เขาจะใช้ชีวิตแบบไหน? ความรับผิดชอบคงมีมากเป็นเงาตามตัว ต่อไปแค่ postdoctoral คงจะยังไม่พอคงจักมีต่อไปอีก เพื่อที่จะได้เอามาแข่งขันกับคนอื่นกระมั้ง

แล้วสรุปว่าเรากำลังเดินไปในทางที่ถูกหรือเปล่า? ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นด้วยกับเล่าจื่อนะครับว่าไหม?ครับ ว่าเลิกเสียทีการคร่ำเคร่งศึกษา ปัญหามากมายก็จะสิ้นสุดลง (ท่านหมายความว่าละเลิกการศึกษาแบบที่ทำให้ผู้ศึกษามีจิตไปว่าศึกษาเพื่อที่จะเป็น แบบเป็นนักปราชญ์(เพราะจะทำให้เกิดความคิดว่าฉันเป็นปราชญ์คนอื่นเป็นคนโง่เป็นสามัญชน) เป็นมหาเศรษฐี(ในกรณีที่เรียนไสย์แบบฝรั่งที่เรียกว่าบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ เพื่อเอามาเอารัดเอาเปรียบเอามาแข่งขัดกับคนอื่น) อะไรทำนองนี้ไปเสีย แล้วศึกษาให้มันถูกจริงๆๆในความหมายจริงๆๆ คือเข้าถึงเต๋า หรือชีวิตแบบเป็นองค์รวมที่สอดคล้องไปกับธรรมชาติกับธรรม)

อ.ออกข้อสอบกลางภาคด้วยรึครับ ที่รามเขามีสอบกลางภาคด้วยรึครับ? หรืออ.เปลี่ยนที่ทำงานแล้วครับ ผมไม่ค่อยรู้ระบบของรามเท่าไหร่ครับ
dr.date (IP:58.9.105.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 202 19 ก.ค. 2555 (20:20)
ถ้าอ.ไม่ได้สอนอยู่รามก็ขออภัยนะครับ แสดงว่าผมเข้าใจผิดไปเอง555 นี่ไงครับการรับรู้ที่ผิดพลาด55
เล่มชีวิตอันอุดม เหมือนอ.จะแซวนะครับว่า คุณชวนผมโดดไปโดดมา เล่าเก่าผมยังไม่มีเวลาปล้ำกับมันเลย
เล่มนั้นดีมากครับ แต่เราจะไม่มีวันอ่านแล้วเข้าใจหรอกครับ555 มันต้องอ่านทีล่ะบทสองบทแล้วลองเอามาสังเกตุตัวเองดูครับ
แล้วเราจะจับได้ว่าอ้อ....นิกายวิญญาณวาทินแกเห็นตรงนี้เอง... วิชาพุทธจิตวิทยาต้องอาศัยการหมั่นดูตัวเองครับ ก็อาจจะใช้เวลาเรียนไปทั้งชีวิตแบบไม่มีวันจบนั้นแหละครับ ซึ่งนี่เป็นเรื่องลึกลับมาก แต่เล่มนั้นมันเป็นวิญญาณวาทแบบจีน ผสมญวณนะครับ มันก็ไม่ได้เหมือนของแบบอินเดียแท้ๆๆหรอกครับ แต่แก่นมันยังอยู่นะครับ ถ้าเข้าใจเล่มนั้นเวลาอ่านพระอภิธรรมก็จะอ่านแตกครับ ก็จะรู้ว่าส่วนไหนครับอ่านส่วนไหนหลุดโลกควรโยนทิ้ง ครับ
dr.date (IP:58.9.41.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 203 20 ก.ค. 2555 (09:13)

แวะเข้ามาสั้นๆครับ (ก่อนออกข้อสอบอีกวิชาหนึ่ง) ... ผมอยู่ที่ขอนแก่นครับ ... รู้จักคนที่รามสัก 2 ท่านได้ แต่ไม่สนิท
---
พอดี ผมพ่วง E-mail กับ Face Book ตอนนี้เลยมี mail ของเพื่อนๆคุยกัน ... และได้ลองชวนเขาคุย เลือกเรื่องง่ายๆคือ มงคลสูตร 38 ข้อ กะจะทยอยชวนคนอื่นๆคุยไปวันละ 3-4 ข้อ ตอนนี้ก็ถึงข้อที่ 10 ... ก็เป็นโอกาสศึกษาของผมเองด้วย ... สังเกตดูแล้วก็ให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ... สูตรนี้ มีความเป็น original มากน้อยแค่ไหน

สูตรอ้างว่า ...


ข้าพเจ้า (คือ พระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหารอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถี ครั้งนั้นแล เทพยดาองค์ใดองค์หนึ่ง ครั้งเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีอันงามยิ่งนัก ยังพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่โดยที่ใด ก็เข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น ครั้งเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ในที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นเทพยดานั้นยืนอยู่ในที่สมควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

พะหุ เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะตังฯ

หมู่เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้คิดหามงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงทรงเทศนามงคลอันสูงสุด





อ.มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 204 20 ก.ค. 2555 (11:38)

เท่าที่ผมทราบ ท่านอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ (พิจารณาโดยใช้กาลามะสูตรด้วย)
พระอานนท์ท่านเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า และมีความจำเป็นเลิศ ได้ยินอะไรก็จำได้หมด
และได้เคยทูลขอพระพุทธเจ้าไว้ว่า หากพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดสัตว์ที่ใดแล้ว จะต้องมาถ่ายทอดให้พระอานนท์ฟังทุกครั้งไป และท่านจะจำได้หมด

เมื่อคราวจะสังคยานาคำสอนของพระพุทธองค์ ก็มีข้อว่า พระที่เข้าร่วมฯจะต้องสำเร็จอรหันต์
แต่ก็ต้องคอยพระอานนท์ ด้วยเป็นผู้ที่สดับจำคำสอนของพระพุทธองค์ได้มากกว่าผู้ใด
แต่กลับยังไม่สำเร็จอรหันต์
ซึ่งผมเห็นว่า การเป็นผู้รู้มาก รู้ดีมาก ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเสมอไป
ด้วยเป็นความรู้ที่เกิดจากการจำได้

ส่วนมงคล ๓๘ ประการนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เป็นวัตถุมงคล มีแต่วิธีปฏิบัติตัว
ข้อสำคัญที่สุดที่ยกมาเป็นข้อที่ ๑ ก็คือการไม่คบคนพาล


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 205 20 ก.ค. 2555 (15:56)
เทวดาแปลได้หลายแบบนะครับ อ.อย่างเทวดาจริงๆๆที่อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า หรือ ต้องตีความตามหลักภาษาธรรมว่าหมายถึงพวกที่มีชีวิตสุขสบาย เพราะมีฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ อำนาจวาสนาดี อย่างพวกวรรณะสูงๆๆก็ได้ครับ ท่านก็เรียกพวกเทวดาแทนได้เหมือนกัน ถ้าถือตามพระบาลีก็อาจจะพูดได้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่ามีเทวดาจริง....แบบตรงตามตัวอักษรนะครับ แบบที่ท่านตรัสเปรียบก็มีนะครับ ทั้ง5ภพ(หรือบางนิกายนับอสูรมาด้วยเป็น6 ตามสภาวะจิตแต่ละขณะ)ก็ได้ และคาถานี้ถ้าแปลมาจะไม่มีอะไร?เลยนอกจากคล้ายๆๆคำอวยพร

ส่วนพวกนาค(พวกนี้เรียกว่าชาวนาคะมีตัวตนอยู่จริงมักตั้งถิ่นฐานใกล้ๆๆแม่น้ำ) เราก็อาจจะตีความว่าเป็นคนเผ่าหนึ่ง คล้ายๆๆกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย? อย่าวว่าแต่พวกนาคเลยครับ ท้าวจตุมหาโลกบาลก็ดูจะมีตัวตนอยู่จริงหมายถึงเผ่าใหญ่ๆๆอีกสี่เผ่าที่อยู่ในทิศต่างๆๆในชมภูทวีป พวกนาคก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะท้าววิรูปักษ์นี่คือราชาของพวกนาคนะครับ หรือจักรวาลแนวพุทธก็ดูจะเข้ากันได้ดีกับ แผนที่อินเดียในสมัยพุทธกาลจำนวนทวีปใหย่ๆๆก็ดูจะสอดคล้องกับประเทศใหญ่ๆๆในยุคนั้น แม้แต่การนำมาเทียบเป็นอัตราส่วนของระยะทางที่บรรยายไว้ก็สอดคล้องกันดี

พระพุทธเจ้า ตระกูลท่านก็เป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ไปทางตอนเหนือของอินเดีย(แคว้นสักกะชนบทนี่พวกนี้มีอยู่ตามโกลิยวงศ์ด้วยคงเคยได้ยินบางคนในบ้านเราเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นคนไทยเสียด้วยซ้ำ ก็เพราะพวกนี้เขาไปได้ยินมาว่า มีนักวิชากการกลุ่มหนึ่ง(ก็ใหญ่พอดูเป็นกระแสรองครับ)เขามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า เผ่าของท่านน่าจะไม่ใช่อารยันแท้ๆๆ(คอลเคซลอยด์เหมือนฝรั่งสังเกตุแนวคิดพวกนี้จะคล้ายพวกกรีกมาก) แต่เป็นเผ่ามองโกลอยด์เหมือนคนไทยคนจีนอย่างไรก็ตามยังคงเป็นหนึ่งในสมมุติฐานครับ )นะครับ
อย่างไรก็ตามพวกศากยวงค์นี่เป็นชนกลุ่มน้อย ออกไปทำนองคล้ายๆๆชนกลุ่มน้อยย่องไทยใหญ่ในพม่าในยุคนี้เสียด้วยซ้ำครับสังเกตรูปแบบการปกครองที่ใช้รูปแบบการโหวตเลือก แทนที่จะสืบกันทางสายเลือดเหมือนแคว้นใหญ่ๆๆอื่นๆ แต่เราไม่พูดกันทำไม? ฝากไว้พิจารณานะครับว่าเพราะอะไร?
คือท่านไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ หรือพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งแคว้นโกศลในด้านพระราชอำนาจนะครับ พวกศากยวงค์นี่อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าพิมพิสารเสียด้วยซ้ำ ต่อมาก็ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะกวาดล้างไปหมดเลย ครับพวกนี้ อ้อหลังจากนั้นพวกนี้ก็เหลือรอดมา และ ขึ้นมามีอำนาจจริงๆๆก็สมัยพระจ้าจันทรคุปต์ เมารยะตาของพระเจ้าอโศกนั้นแหละครับ เพราะตอนนั้นราชวงค์ทั้งหลายอ่อนแอมากโดยเฉพาะราชวงศ์นันทา ซึ่งมีอำนาจปกครองดินแดนส่วนใหญ่ในเวลานั้น เพราะ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มาบุกมาอินเดีย ก่อนจะยอมถอดใจกลับไป(เพราะอะไร?ยังถกกันอยู่ครับ) พระเจ้าจันทรคุปต์ก็เลยฉวยโอกาส ยึดครองอินเดียส่วนใหญ่ในเวลานั้นเสียเลย ท่านก็มาจากพวกศากยะวงค์เหมือนกัน ถ้าให้นึกภาพก็คล้ายมองโกเลียที่มาตีจีนตั้งราชวงค์หยวนนั้นแหละครับ


เรื่องข้อความต้องอ่านแล้วเราต้องระวังหน่อยครับ เพราะมันท่องจำกันมากว่า500ปีแล้วบันทึก เป็นบาลี(แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสบาลีนะครับ) ดังนั้นมันก็อาจจะผิดบ้างก็ได้หรือปลอมปนเข้ามาก็ได้ จากนั้นนี่มันผ่านมาอีก2000ปีใช่ไหม?ครับมันก็ต้องถูกเพิ่มเติมเสริงแต่งมากทีเดียวท่านพุทธทาสจึ่งย้ำว่า เราเชื่อว่าพระบาลีนะมีถ้อยคำแท้ๆๆจริงๆๆไม่น่าจะถึงยี่สิบเปอร์เซ็นส์เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่ไม่ใช่ไม้่ดีนะครับ มันอยู่ที่ว่าสอดคล้องกับคำสอนหลักๆๆหรือไม่? เรื่องคำสอนหลักๆๆก็แน่ใจได้เลยครับว่าน้่าจะบันทึกกันมาครบ ก็ดูอย่างพระบาลีก็มีการแปลเป็นสันสกฤตไปแค่หลังจากนั้นไม่ถึง100ปีแต่ไงเนื้อความหลายๆๆส่วนของพระบาลีถึงไปคนละทางกับสันสกฤตเลยคล้ายๆๆสำนวนว่ายิ่งคัดลอกก็ยิ่งเลอะเทอะนั้นแหละครับ ซึ่งก็เป็นทุกคัมภีร์แหละครับอย่างไบเบิ้ลนี่ภาษายิว(ฮิบรูโบราณหรืออาราเม็ก)เขียนอย่างนะครับ ฉบับภาษากรีก-โรมันเขียนอีกอย่างเพราะคนแปล คือ เซนส์ปอลแกไม่ได้ถนัดภาษาลาตินเท่าไหร่นักครับ เพราะสังคมอินเดียในยุคนั้นเขาใช้ภาษานี้เป็นภาษาของปราชญ์ใช่ไหม?ครับ ก็คล้ายๆๆพวกตะวันตกยุคโบราณที่แกไม่เขียนเป็นภาษาชาติแก แกไปใช้ลาตินแทน อย่าง the principia นิวตันก็ไม่เขียนด้วยภาษาอังกฤษใช้่ไหม?ครับ ยุคนี้เราก็เขียนกันเป็นภาษาอังกฤษ

แม้พระพุทธเจ้าจะมาจากชนกลุ่มน้อยแต่ไง?ความคิดของพระองค์จึ่งทรงพลังอย่างงี้ เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ทางความคิดของอินเดียไปขนาดนี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในแง่ประวัติศาสตร์คือ ชี้เลยว่าคนในยุคนั้นเริ่มไม่พอใจพวกพราหมณ์ที่อ้างตัวว่าเป็นวรรณะสูง นั่งกินนอนกินขู่รีดคนวรรณะต่ำกว่า แม้แต่วรรณะกษัตริย์ที่มีอำนาจ ก็ดูจะต้องฟังพวกนี้ ก็พวกนี้เขาเป็นพวกติดต่อเทพพระเจ้าได้นี่ครับ ที่สำคัญคือผูกขาดให้พวกตัวเองอ่านพระเวทได้คนเดียวด้วย ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหม? ที่มีการหันเข้ามาศึกษาพุทธมากจากคนวรรณะต่างๆรวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ ก็เพราะต้องการสร้างกลุ่มอำนาจใหม่เพื่อค้านความเชื่อเดิม หรือค้านกลุ่มอำนาจล้นเหลือเดิม ไม่ใช่แค่มิองในแง่หลักธรรมสูงส่งกว่า ขอโทษครับถ้าให้พูดตามจริงคำสอนเดิมมีทั้งส่วนที่มันไร้สาระ กับส่วนที่มันเป็นไปทางสติปัญญาครับ ไปดูอุปนิทัษสิครับมันพูดเรื่องเดียวกันกับพระพุทธองค์เลย จุดต่างอยู่ตรงที่พระพุทธองค์สอนหลักอนัตตา และ ใช้คำว่านิพพานมาเป็นจุดมุ่งหมายซึ่งแปลว่าความดับซึ่งดูจะเป็นการจงใจเลือกคำนี้เสียด้่วย ในขณะที่ลัทธิเดิมเขายืนยันเรื่องการมีอัตตาที่เราต้องขัดเกลาจนบริสุทธิ์แล้วหลุดพ้นไปรวมกับพรหมมัน สังเกตุว่าคำว่าพรหมมันเป็นคำที่เปลี่ยมชีวิตเปลี่ยมความหวัง แต่นิพพานดูจะเหมือนทำลายความหวังทั้งมวลทิ้ง(เพราะถ้าคุณไม่ทิ้งความอยากที่จะเป็นอะไรสักอย่างไปคุณก็ต้องทุกข์เพราะมัน)
dr.date (IP:61.90.165.132)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 206 21 ก.ค. 2555 (15:12)

ตอนนี้ก็ไล่ไปได้ถึงข้อที่ 18 เกือบครึ่งทางแล้วครับ ... สักพักหนึ่งครบทั้ง 38 ข้อ ก็จะให้ข้อสังเกตได้ดียิ่งขึ้น 2 ข้อแรกโดดเด่น แล้วก็จะเริ่มมี ข้อปลีกย่อย ซึ่งดูจะเหลื่อมๆล้ำๆ ทับซ้อนกัน ... พอไล่ดู ให้รู้สึกว่า มันเยอะทีเดียว ... ถ้าท่านตรัสแสดงออกมารวดเดียวเลย ก็ให้ดูแปลกๆอยู่ ... ไม่แน่ใจว่า ท่านเคยแสดงอะไรในพระสูตร ที่มีมากกว่า 10 ข้อหรือเปล่า ... 38 ข้อนี่ ดูมาก(ผิดสังเกต) เป็นข้อสังเกตแรกครับ!


ลองพิจารณาสภาพต่างๆ แวดล้อม ก็เป็นไปได้ว่า มีโอกาสถูกเพิ่มเติม หรือถูกปรับ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทพยดา ... แล้วจะยืมพระโอษฐ์ของพระอานนท์ด้วยหรือไม่นั้นอันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ... อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตให้เรามีสติระวังพิจารณาชั่งใจไว้


แต่เนื้อหา ก็ไม่ได้มีอะไรขัดกับหลักธรรมหลักครับ ... จริงๆ เป็นการเอาธรรมที่เราพึงมีพึงปฏิบัติ แทบทั้งหมด มาแจงเป็น 38 ข้อ จากง่ายๆใกล้ตัว เกี่ยวข้องกันคน กับสังคม แล้วก็ค่อยๆประณีต เป็นเรื่องเชิงปัจเจก เฉพาะตนยิ่งๆขึ้น


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 207 21 ก.ค. 2555 (16:08)

ข้อสังเกตเพิ่มเติม ... เป็นการทูลของตัวแทนเทพยดา ให้พระองค์ ตอบให้ฟังว่า มีอะไรบ้างที่เป็นมงคล สำหรับ "หมู่เทวดาและมนุษย์" จะเห็นว่า เทพยดา ถามเผื่อ พวกเราๆ คือ มนุษย์ด้วย


จึงมีข้อมงคลที่ไม่เกี่ยวกับเทพยดาจำนวนมาก เช่น การมีศิลปะ การมีวินัย การเลี้ยงดูพ่อแม่-บุตร-ภรรยา การทำงานไม่คั่งค้าง งานปราศจากโทษ การสงเคราะห์ญาติ การไม่ดื่มน้ำเมา


ข้อตอบต่างๆ มีการจัดเป็นหมวดหมู่ ค่อนข้างดี ... เหมือนต้องไปคิดเป็นการบ้านล่วงหน้า สรุปไว้แล้วจึงตอบ จึงไม่เหมือนว่า ตอบทันทีทันใด


มงคลสูตร ... เราจะรู้จักกันในนาม "มงคลคาถา" ... เหมือนสวดแล้ว ฟังแล้ว จะเป็นมงคล ... และน่าจะถูกใช้(โดยสงฆ์)เป็นการให้พรแ่ก่ฆราวาส ถ้าไม่เน้นความหมาย เราก็น่าจะแปลออกไม่กี่ข้อ ... เช่นนี้ ก็กลายเป็นวัตถุมงคลกลายๆไปได้เหมือนกัน


ในแต่ละชุด (3-4 ข้อ) ก็จะมีการเน้นย้ำว่า นี่คือ มงคลอันสูงสุด


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 208 21 ก.ค. 2555 (17:57)
อาจารย์ทุกท่านครับ
สมมุติว่ามีคนไข้อยู่กลุ่มหนึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่หมอไม่รู้วิธีรักษา พวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มากนักก็จะต้องตายเพราะโรคร้ายนี้
แต่แล้วก็มีบุคคลหนึ่งแนะนำยารักษาโรคร้าย โดยระบุว่าเขาเองก็ได้รับคำแนะนำมาอีกต่อหนึ่ง แต่รับรองแข็งขันว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคร้ายชนิดนี้และหายด้วยยานี้มาแล้ว คนไข้หลายคนในกลุ่มผู้ป่วยกลุ๋มนี้ยอมกินยาตามคำแนะนำและหายจากโรค คนไข้บางคนไม่หายจากโรคหลังจากกินยา แต่อาการดีขึ้นมากไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมีอนแต่ก่อน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ยอมกินยา เขาพยายามสอบถามเพื่อรู้ให้ได้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นตัวยานี้ เป็นคนเชื้อชาติอะไร คิดได้เมื่อไหร่ ที่ไหน เป็นตัวยาสูตรดั้งเดิมหรือมีสิ่งแปลกปลอมปนมาด้วย จนในที่สุดเวลาของพวกเขาก็หมดลงโดยไม่ได้คำตอบอะไรเลย
อาจารย์ครับเราควรจะเป็นคนกลุ่มไหน ถ้าเราจะตัดสินใจกินยาให้อาการดีขึ้นหรือหายเสียก่อนแล้วค่อยมาศึกษาข้อปลีก
ย่อยอื่นๆ ในภายหลังจะเป็นความคิดที่โง่หรือฉลาดครับ
Korn (IP:58.9.236.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 209 22 ก.ค. 2555 (20:59)
มงคลสูตร(อยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต) เราต้องระวังในเรื่องประวัติไว้นิดหนึ่งนะครับอย่าไปยึดถือตามประวัติตรงตามตัวอักษร เพราะประวัติที่เราถือๆๆกันมาเราได้มาจากคัมภีร์ชั้นอรรถกถา(มาจากเล่มขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ) นะครับต้องเรียนรู้ที่จะโยงเข้าหาภาษาคนภาษาธรรม แบบร่วมสมัย คัมภีร์ชั้นอรรถกถาอันที่จริงก็ถภือเป็นหลักฐานชั้นรองไปกว่าพระไตรปิฏกเสียอีก เขียนขึ้นเพื่อขยายใจความหรือตอบข้อสงสัยนั้นแหละครับ ฉบับที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ก็เป็นฉบับที่ได้มาจากการชำระของพระสิริมังคลาจารย์(อีกที) นะครับ(ที่คณะธรรมกายก็ใช้สูตรนี้นั้นแหละในการไต่เลื่อนชัhนทางสมณศักดิ์)

ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะพบว่ามันไม่สำคัญเท่าเนื้อหาหรอกครับ ถ้าดูเนื้อหาดีๆๆจะพบว่าเป็นข้อปฏิบัติทั้งของสมณะหรือของ
ฆาราวาสด้วยกันทั้งนั้นไม่มีมงคลข้อนี้ถึงข้อนี้เป็นของฆาราวาส ตั้งแต่ข้อนี้เป็นของสมณะ เช่น ข้อนี้มีความเพียรเผากิเลส
ประพฤติพรหมจรรย์ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ถูกโลกธรรม จิตไม่หวั่นไหว อะไรเหล่านี้เป็นของนักบวชไม่ใช่ของฆาราวาส

ข้อเน้นย้ำว่าทั้งสามสิบหกข้อต้องปฏิบัติควบคู่กันไป ไม่อาจจะแยกปฏิบัติได้ เพราะไม่มีธรรมใดที่เป็นอิสระต่อกันแต่เพราะอวิชชานั้นแหละที่ทำให้เราไปแบ่งแยกมันออกมาเป็นข้อๆๆ และไปคิดว่าแต่ละข้อเป็นอิสระต่อกัน(จริงๆๆที่ แสดงออกมาเป็นสามสิบแปดนี้ก็เป็นเพียงอุบายวิธีเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจและจดจำ) แม้กระทั้งข้อประพฤติพรหมจรรย์(ไม่รู้ว่าเข้าใจความหมายกันจริงๆๆหรือไม่?คนไทยเราทุกวันนี้ ถ้าไปเข้าใจว่าห่มเหลืองไม่เสพกามนั้นแหละถือพรหมจรรย์แล้ว)ก็ยังถือว่าตีประเด็นไม่แตกอยู่ดี และเข้าใจผิดความหมายเสียด้วยซ้ำ? จนมันจะกลายไปเป็นวัตถุนิยมทางศาสนาไป?หรือข้อพบเห็นสมณะ เราก็ต้องตีประเด็นให้แตกนะครับว่า สมณะคือใคร? คนอย่างไร?จึ่งเรียกสมณะ(ในความหมายที่แท้จริงพระพุทธเจ้าตอบไว้แล้วนะครับ สมณะคือคนที่รู้อริยสัจสี่ปฏิบัติตามและได้รับผลจากอริยสัจสี่จนหลุดพ้นจากกองทุกขืได้ ท่านเรียกว่าพราหมณ์ว่าสมณะ) ก็เหมือนกับมงคลข้อแรกไม่คบคนพาลถ้าไปตีความว่า พยายามไม่พูดไม่คบค้าสมาคมกับคนที่มีชื่อเสียงกิริยาไม่ดีปิดประตูไม่ต้อนรับ นี่ก็ยังถือว่าตีประเด็นไม่แตกนะครับ(และดีไม่ดีเป็นการสะท้อนความเห็นแก่ตัวของเราด้วย)

ขอให้ดูพระพุทธองค์เป็นตัวอย่างว่าท่านปฏิบัติต่อคนพาลอย่างพระเทวทัต และ พญามาร แบบใด?ยังมีตัวอย่างอีกมากมายไม่ใช่หรือในพุทธประวัติ ท่านใช้ความรักความเข้าใจ ดังนั้นท่านจึ่งสามารถมองทะลุลงไป ในสาเหตุที่เขาเห็นผิด ความเจ็บปวดของเขา ไม่ใช่หรือ?ครับ และ ท่านก็มีสติตั้งมั่นไม่หลงไปตามแรงยั่วยุของคนพาลนั้นแหละคือไม่คบคนพาล ไม่ใช่หลีกหนีคนพาลปิดประตูและทิ้งพวกเขาให้ตกนรกหรือใช้วิธีเอาระเบิดไปทิ้งใส่จับเข้าสถานกักกัน ทั้งๆๆที่เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ก็เพราะความเป็นฉันไม่ใช่หรือที่ทำให้เราแบ่งแยกตัวเองออกจากคนอื่นๆ)ถ้ามองดูดีๆๆจะเห็นว่า

มงคลสามสิบแปดข้อนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับอะไร?เลย นอกจากไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญาที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว นะครับดังนั้นถ้าปฏิบัติอยูแล้วเปนประจำ ถึงจะไม่รู้ว่ามงคลสามสิบหกข้อมีอะไรก็เรียกได้ว่าได้แปฏิบัติตาม ได้ก็ผลตามทั้งสามสิบหกข้ออยู่ดีครับ
dr.date (IP:58.9.97.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 210 22 ก.ค. 2555 (21:02)
คุณKorn เล่านิทานเรื่องเดียวกับพระพุทธองค์เลยนะครับ555
dr.date (IP:58.9.97.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 211 22 ก.ค. 2555 (23:20)

ถูกต้องแลัวครับ


พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ สามารถใช้เป็นยารักษา"โรค"ได้ตลอดกาลแหละครับ ผมเองก็ไม่เคยบังอาจแม้แต่จะคิดค้นหา"สูตรยา"มาเทียบเคียงหรือใช้ประกอบพุทธโอสถ ด้วยประมาณตนว่าเป็นเพียงอุบาสกคนหนึ่ง ก็เลยต้องปฎิบัติตัวคล้ายท่านอัสสชิ เมื่อถูกสอบถามเกี่ยวกับหลักธรรม (บางท่านก็อาจจะสรุปได้เลยว่าผม"บ่มีภูมิ" 555)


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 212 23 ก.ค. 2555 (12:31)
ผมว่า คุณควรจะบังอาจคิดค้นสูตรยามาเทียบเคียงนะครับ บางทีสูตรยานั้นก็อาจจะเป็นสูตรยาเดียวกันนั้นแหละ เพียงแต่ทีนี้คุณรู้วิธีปรุงยาด้วยไงครับ? คุณเข้าใจทุกๆๆขั้นตอนในการปรุง อนึ่ง ...คุณเคยอ่านสิทธารถะ(Siddhartha)ของHermann Hesseไหม?ครับ
มีอยู่ตอนหนึ่งกวี เขียนแต่งให้ตัวเอกของเรื่องคือ สิทธารถะได้พบกับพระพุทธองค์ พร้อมๆๆกับโควินทะเพื่อนของเขา ในขณะที่โควินทะสว่างไสวในพระธรรม และ ขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังฆะ .สิทธารถะกลับคิดต่างออกไป เขากล่าวว่า"ข้าพเจ้ามิได้สงสัยในตัวของพระพุทธองค์เลย พระองค์ทรงเป็นผู้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่เหล่าสมณะ หรือ นักบวชทุกผู้ทุกนามต้องการที่จะไปให้ถึง อย่างไร?ก็ตามสิ่งหนึ่งที่คำสอนที่ชัดเจนและสูงส่งของพระองค์นั้นขาดหายไปนั้นคือตัวประสบการณ์ของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงพบกับสิ่งใดมาบ้างเมื่อทรงจาริก ทรงแสวงหา แน่ล่ะมันเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาผ่านถ้อยคำไม่ได้ ดังนั้นข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า พระองค์ทรงบรรลุก็โดยการแสวงหาตามวิธีการของพระองค์เอง โดยการคิดการบำเพ็ญเพียร โดยความรู้และการตรัสรู้ พระองค์ไม่ได้เรียนจากการสอน ด้วยเหตุนี้แหละพระสมณโคดม ข้าจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นโดยการเรียนจากคำสอน(ของผู้อื่น) ด้วยเหตุนี้ข้าพระองค์จึ่งเลือกที่จะจากไปแสวงหาหนทางด้วยตัวเอง บางทีนะข้าพองค์อาจจะพบ หรือ ไม่เช่นนั้นก็ตายไป "

ส่วนตอนจบของเรื่อง เป็นอย่างไร? ระหว่างสองสหายคือโควินทะ และ สิทธารถะ ถ้าคุณสนใจก็น่าจะหาอ่านได้ไม่ยากหรอกครับ? หรือบางทีคุณอาจจะเคยอ่านมาแล้วก็ได้ ความจริงสิทธารถะก็คือเฮเลส ท่านใส่เอาทุกๆศรัทธา ทุกๆๆประสบการณ์ ทุกๆๆสิ่งที่หัวใจของท่านหยั่งถึงใส่ลงไปในตัวละครนี้ดังนั้นมันจึ่งมีชีวิต มีกลิ่นอายของจิตวิญญาณแบบเยอรมันชน และ อินเดีย เป็นวรรณกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์จนกระทั้งคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยศัพท์ประหลาดๆๆ ถ้อยคำ วกวนหลายๆๆเล่มนั้นดูไม่ค่อนจะศักดิ์สิทธิ์เท่าไหน?เลย อย่างไรก็ตามเมื่อผมอ่านนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นนิยายเพียงไม่กี่เรื่องที่ผมเก็บไว้ส่วนใหญ่ผมจะโยนทิ้งไปหมดแล้ว จะทำให้ผมนึกถึงชายชรา เจ้าของกระทู้นี้นั้นแหละ คือ เจ.กฤษณมูรติ นึกถึงทุกๆๆถ้อยคำของท่านที่ตัดทำลายทุกๆๆความสับสนในตัวผม และถ้อยคำหนึ่งที่ดั่งก้องอยู่เสมอๆๆในหัวใจผม ในทุกๆๆสิ่งที่ประสบการณ์ทั้งชีวิตผมยืนยัน(ดั่งนั้นผมจึ่งไม่รู้สึกผิดหรือรุ้สึกว่าตัวเองมันบ้าที่จะเอาความคิดเพี้ยนๆๆของตัวเองมายัดใส่หัวคนอื่น เพราะ มันคือความจริง) ท่านกล่าวว่า"สัจธรรมเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง คุณไม่สามารถเข้าสู่สิ่งนี้ด้วยวิถีทางหรือศาสนาใด ด้วยถ้อยคำของใคร ด้วยองค์กรไหน? คัมภีร์อะไร? เนื่องด้วยสัจธรรมนั้นไม่มีพรมแดน เป็นอสังขตะ ไม่ข้องเกี่ยวกับเส้นทางใดทั้งสิ้น มันเป็นความรับผิดชอบของคุณเอง และ ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า มนุษย์นั้นจะเข้าถึงสัจจะได้นั้นก็ต่อแม่อเขาเรียนรู้ที่จะเฝ้าดูตัวของเขาเอง เฝ้าดูโลก ทุกๆๆความสัมพันธ์ ทุกๆๆสิ่งที่เป็นจริง"

คุณไม่คิดบ้างหรือครับว่า บางทีความเชื่อของเรานี้นั้นแหละมันสะท้อนความกลัวของเราลึกๆๆ ดังนั้นเราจึ่งต้องพึ่งพิงบางอย่างที่เราคิดว่าเราเชื่อซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ด้วยเรารู้ว่าชีวิตนั้นช่างปวดร้าวและไม่มั่งคงยิ่ง เช่นอุดมการณ์บางอย่างทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางวัตถุ หรือกระทั้งความเชื่อทางจิตวิญญาณ ดังนั้นเราถึงไม่ค่อยจะมีวุฒิภาวะกันเท่าไหร่ บางครั้งดูเหมือนมนุษย์ชาติเราจะทำอะไรไม่ต่างจากเด็กเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าจะมีอายุเกือบศตวรรษแล้วก็ตามอย่างการทะเลาะกัน แต่อะไรล่ะคือความกล้า บางทีความกล้าก็คือการตระหนักว่าเรานั้นแหละขี้ขลาดเพียงใด? เพราะมีแต่เพียงคนที่ขี้ขลาดเท่านั้นจึ่งรุ้ว่าความกล้าหายเป็นเช่นไร? ดังนั้นเราจึ่งต้องพึ่งพิงสิ่งนั้นสิ่งนี้เสียเรื่อย และตรงนี้บางทีนะครับบางที ถ้าเราเห็น มันก็จะเกิดพลังบางอย่างที่ปฏิวัติในสิ่งที่เราเป็นไปอย่างฉับพลันทีเดียว พระพุทธองค์ตรัสว่า คุณต้องเป็นแสงสว่างให้ตัวเอง คุณมีทุกอย่างพร้อมแล้ว เต็มไปด้วยเชาว์ปัญญาเพียงแต่คุณต้องรู้จักวิธีใช้ พระพุทธเจ้าจะต่างกับสามัญสัตว์ก็เพียงแต่พระองค์เป็นผู้นำเอาศักยภาพตรงนี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่มากกว่ามันก็เท่านั้นเอง เพราะคุณนั้นแหละคือพุทธะ หาคุณเข้าใจตรงนี้ บางทีนะครับบางที คุณจะตระหนักว่า คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงยาจากใครอีก? เพราะแท้ที่จริงแล้วคุณนั้นเองคือหมอ มันคือความรับผิดชอบของคุณ ไม่มีใครอื่นอีก การหวังพึ่งพิงสิ่งอื่นเป็นเพียงความต้องการที่จะผลักภาระออกไปจากตัวเองเท่านั้น คนอื่นเป็นได้แค่ผู้ช่วยแพทย์เท่านั้น คุณนั้นแหละคือกุญแจที่จะไขไปสู่สิ่งสูงส่ง หรือ ต้อยต่ำ หรือพ้นจากเหล่านี้ไปก็ได้ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

พระเยซูตรัสเสมอว่า แท้ที่จริงแล้วพระเจ้านั้นสถิตอยู่ในดวงใจของท่าน ท่านเพียงแต่ต้องรู้จักเปิดประตูให้พระองค์ผ่านออกมา พระองค์เน้าย้ำเสมอว่า ไม่ใช่เราหรอกนะที่เป็นบุตรของพระเจ้าด้วย พวกท่านทุกๆๆคนก็เป็นบุตรของพระเจ้าเช่นเดียวกัน แต่อัครสาวกนั้นขลาดเขลา พวกเขาปราศจากศรัทธา ผมพูดถึงศรัทธานะครับไม่ใช่ความเชื่อ(ซึ่งมักจะแปลกันผิดๆๆในไบเบิ้ลน่าจะใช้คำศรัทธามากกว่าความเชื่อ) ดังนั้นในไบเบิ้ลพวกเขาจึ่งมักจะถูกพระเยซูตำหนิอยู่เสมอๆๆ ว่าโอ้...คนในยุคนี้ช่างปราศจากศรัทธากันเสียจริง เถอต้องมีศรัทธาสิ ถ้าเธอมีแม้แต่ขุนเขาเธอก็สั่งให้มันลอยออกไปที่ไหน?ก็ได้ ถ้าเธอมีศรัทธา แต่อัครสาวกนั้นบอดใบ้เกินไป จนกระทั้งคืนสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกจับไปตรึงกางเขน พวกเขายังเฝ้าแต่ถามว่า รับบี พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน? อณาจักรสวรรค์อยู่ที่ไหน? พวกเขาร้องไห้เมื่อไม่มีพระองค์แล้วพวกเราจะอยู่ยังไงจะพึ่งพิงใครอีก คุณรู้ไหม?ว่าพระเยซูทรงทำอย่างไร? พระองค์ทรงดุพวกเขา พวกเจ้ากำลังถูกมารลวงหลอก พวกเจ้าน่าจะยินดีกันเราสิ กิจของเราที่ได้รับมอบหมายมาจากพระบิดากำลังจะสำเร็จแล้ว(คือการไถ่และปลุกจิตสำนึกของคนทั้งโลก) จากนั้นพระองค์ทรงหยิบขนมปังขึ้นมา และ หยิบเหล้าองุ่นชูขึ้นด้วย พระองค์ยิ้มและตรัสว่า จงดู นี่คือเนื้อและเลือดของพระคริสต์ จงดื่มกินเถิดแล้วพวกเธอจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับเรา กับพระเจ้า กับอณาจักรสวรรค์ พระเยซูทำอย่างงั้นทำไม? เพราะองค์ทรงสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขานั้นเอง ว่าแต่ศรัทธาคืออะไร? ล่ะมันก็คือการวางใจในตัวเองไม่ใช่หรือ ? การวางใจในทุกๆๆสิ่งที่เป็นเรา ที่เรารัก ในทุกๆๆคุณความดี ในเชาว์ปัญญาของเรา นี่คือศรัทธา พระเยซูเพียงแต่ช่วยสร้างความมั่นใจให้พวกเขา พระองค์ดึงเอาสติที่หลุดลอยออกไปของพวกเขาให้กลับมามาอยู่ที่ตัวของพวกเขาเอง ตรงนั้นเมื่อพวกเขาอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง นี่คือสัจจะ ในหลักพละ5 พลังอำนาจทางจิตวิญญาณในข้อแรกคือศรัทธา ดังนั้นศรัทธาหรือการวางใจในตนเองนี้จึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

เมื่อท่านมหาวีระ ศาสดาองค์สุดท้ายของไชนะ ถามท่านจิตตคหบดีว่า ดูสิท่านคหบดีมีคนพูดกันว่า พระสมณะโคดมว่าไง? ท่านก็เชื่อตามพระโคดมหมดเลยรึ? ท่านคหบดีตอบว่า เปล่าเลย? ข้าพเจ้าเพียงแต่ทดสอบมัน ใช้ประสบการณ์ของข้าพเจ่านั้นแหละพิสูตรในสิ่งที่พระพุทธองค์พูด ว่าสอดคล้องกันเพียงไหน? ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะพูดได้นะว่า ข้าพเจ้าเชื่อตาม ข้าพเจ้าเชื่อในประสบการณ์ของตัวเองต่างหาก

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของพระอรหันต์(ผมพูดว่าพระอรหันต์ผมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนักบวชนั้นเป็นเพียงเปลือก)คือผู้ซึ่งปราศจากความเชื่อ ว่าแต่ทำไม?ล่ะ ก็เพราะท่านตระหนักว่า ท่านมีหูมีตามีจมูกและอื่นๆๆ ท่านมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเอง ลิ้มรสสัจจะด้วยตัวของท่านเอง และ สามารถหาหนทางให้ตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ท่านไม่ใช่ผู้เดินตามพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูของท่านอีกต่อไป? เพราะท่านตระหนักแล้วว่ามันเป้นความรับผิชอบของท่านเอง ตรงจุดนั้นคือความกล้าหายยิ่ง และ เป็นการยุติซึ่งโครงสร้างอันฉ้อฉลของความกลัว และ การพึ่งพิงลง ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะสำหรับผู้ซึ่งปราศจากความกลัว เขาเหล่านี้ย่อมพบกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ (ผมพูดถึงอิสรภาพทางจิตวิญญาณนะครับ อิสรภาพไม่ใช่ปฎิกิริยา ไม่ใช่การเลือกตัดสินใจ ใดๆๆก็ได้
เราหลอกตัวเองว่าเป็นอิสระเพราะมีทางเลือก ที่จริงแล้วมันไม่มีสิ่งนั้นหรอกครับทุกๆๆการตัดสินใจย่อมมีอิทธิผลบางอย่างบงการเราเสมอ และถ้าคุณ ประจักษ์อย่างตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่ง ทางความคิดการบิดเบือนใดๆๆ นั้นแหละคืออิสรภาพ)
dr.date (IP:61.90.165.80)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 213 23 ก.ค. 2555 (14:10)

ความโง่และความฉลาด ก็คือ ตัวเดียวกัน หากแต่เราจะเห็นมันมากน้อยแค่ไหน ผมเคยใช้คำ หรือ ตั้งคำถามอะไรบางอย่าง ที่พิจารณาอยู่ในใจของเราเองว่า คือ ความกล้าหาญ แต่แน่นอน มันก็เป็นความขลาดได้พอๆกัน ... เพียงหากเราเลือกที่จะถาม และสงสัยด้วยตัวเราเอง รวมทั้งให้คำตอบกับตัวเราเอง ปัญหาอื่นๆ ก็น่าจะหมดไป เสียงสะท้อนจากกัลยาณมิตรอื่นๆ ก็ยิ่งจะทำให้เรา ได้เรียนรู้จักตัวเรามากขึ้น ... และทุกคนก็ต่างต้องเรียนรู้ด้วยตัวเขาเองเช่นกัน


หากผมถาม และ อ.Date คือ คนกำหนดคำตอบ บทสนทนาก็คงไม่ได้มีประโยชน์อะไร เช่นเดียวกับที่คุณ KornR ช่วยชี้แนะ ช่วยสะท้อน (ซึ่งแน่นอน ผู้ที่ศึกษาพุทธรรมบ้าง ก็น่าจะเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้ ... ผมยังเคยได้ยิน Version จากคนที่นับถือคริสต์ด้วย ... ได้ยินแล้ว ก็ชื่นชม ที่เขามีศรัทธาอย่างแข็งแรงมั่นคง)


การตั้งคำถามเชิงสอบสวน คือทักษะสำคัญอันหนึ่งที่เรามีอยู่ หากเราใช้เป็น ควรจะได้ประโยชน์มากกว่าเสีย ... และการฝึกตั้งคำถาม แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง บางครั้ง อาจจะให้ผลดีกว่า การไม่ได้ลองตั้งคำถามดูบ้างเลย (การยอมรับง่ายๆ กลับจะดูน่ากลัวมากกว่า)


ที่สำคัญ เราตั้งคำถาม ขณะที่เราทำ เราไม่ได้ตั้งคำถาม เพี่อที่จะไม่ทำ


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 214 23 ก.ค. 2555 (16:58)

โปรดใช้สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสติ พิจารณาบทความต่อไปนี้



35-พระจูฬปันถกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
    พระจูฬปันถก เป็นน้องชายร่วมมารดาบิดาเดียวกันกับท่านพระมหาปันถก เมื่อพระมหาปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้รับความสุขจากการหลุดพ้นสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงแล้ว มีความปรารถนาจะให้จูฬปันถก น้องชายมีความสุขเช่นนั้นบ้างจึงไปขออนุญาตจากธนเศรษฐีผู้เป็นคุณตา ซึ่งก็ได้รับอนุญาตและให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะคุณตาก็เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อจูฬปันถกได้รับการอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ท่านพระมหาปันถก ผู้เป็นพี่ชายได้สอนคาถาพรรณนาพุทธคุณหนึ่งคาถา ความว่า...

 ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
 ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
 องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
 ตปนุตมาทิจฺจมิวนฺตลฺเข ฯ

“ดอกปทุมชาติที่ชื่อว่าโกกนุท ขยายกลีบแย้มบานตั้งแต่เวลารุ่งอรุณยามเช้า กลิ่นเกษร หอมระเหยไม่รู้จบ เธอจงพินิจดูพระสักยมุนีอังคีรส ผู้มีพระรัศมีแผ่ไพโรจน์อยู่ ดุจดวงทิวากรส่องสว่างอยู่กลางนภากาศ ฉะนั้น”

ปัญญาทึบพี่ชายไล่สึก
ด้วยคาถาเพียงคาถาเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพระจูฬปันถก เรียนอยู่นานถึง ๔ เดือนก็ยังจำไม่ได้ ท่านพระมหาปันถกพี่ชาย พยายามเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็เห็นว่าท่านเป็นคนโง่เขล่าปัญญาทึบ เป็นคนอาภัพในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถจะบรรลุคุณพิเศษเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้ จึงตำหนิประณามท่านแล้วขับไล่ออกจากสำนักไป ด้วยคำว่า
“จูฬปันถก เธอใช้เวลาถึง ๔ เดือน ยังไม่อาจเรียนคาถาแม้เพียงบาทเดียวได้ นับว่าเธอเป็นคนอาภัพ ไม่สมควรอยู่ในพระศาสนานี้ เพียงคาถาเดียวยังเรียนไม่ได้แล้วจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถิด”

ในวันนั้น หมอชีวกโกมารภัจ ได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้นในฐานะที่พระมหาปันถก ผู้มีหน้าที่ เป็นภัตตุทเทศก์ ได้จัดนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ ทั้งหมดในพระอาราม ในฉันภัตราหารที่บ้านของหมอชีวกโกมารภัจ นั้น เว้นเฉพาะพระจูฬปันถก เพียงรูปเดียวเหลือไว้ในพระอาราม พระจูฬปันถก เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตและวาสนาของตนเอง คิดว่าตนเองเป็นอาภัพบุคคลในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะบรรลุโลกุตรธรรมได้ จึงตัดสินใจที่จะสึกออกให้เป็นฆราวาสแล้วทำบุญสร้างกุศลต่างๆ ตามควรแก่ฐานะ จึงได้หลบออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเธอเดินมาจึงตรัสถามว่า:-
“จูฬปันถก นั้นเธอจะไปไหนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ?”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระมหาปันถกได้ขับไล่ข้าพระพุทธเจ้าออกจากอาราม ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจะไปลาสิกขา พระเจ้าข้า”
“จูฬปัถก เธอมิได้บวชเพื่อที่ชาย เธอบวชเพื่อตถาคตต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่เธอ เหตุไฉนเธอจึงไม่มาหาตถาคต การกลับไปอยู่ครองเรือนจะมีประโยชน์อะไร มาอยู่กับตถาคตจะประเสริฐกว่า”
พระบรมศาสดา พาเธอไปที่พระคันธกุฏี ประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนเล็ก ๆ ให้เธอผืนหนึ่ง แล้วทรงแนะนำให้เธอบริกรรมด้วยคาถาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ พร้อมกับใช้มือลูบคลำผ้าผืนนั้นไปด้วย เธอรับผ้ามาด้วยความเอิบอิ่มใจ แสวงหาที่สงบสงัดแล้วเริ่มปฏิบัติบริกรรมคาถา ลูบคลำผ้าที่พระพุทธองค์ประทานให้เธอบริกรรมได้ไม่นาน ผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ผืนนั้น ก็เริ่มมีสีคล้ำเศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดขึ้นว่า “ผ้าผืนนี้เดิมทีมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่อาศัยการถูกต้องสัมผัสกับอัตภาพของเรา จึงกลายเป็นผ้าสกปรก เศร้าหมอง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานยกผ้าผืนนั้นขึ้นเปรียบเทียบกับอัตภาพร่างกายเป็นอารมณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ คือปัญญาอันแตกฉานมี ๔ ประการคือ
 ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
 ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
 ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติคือภาษา
 ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
ครั้งรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังเรือนของหมอชีวกโกมารภัจ เพื่อเสวยภัตตาหารตามที่หมอชีวกกราบอาราธนาไว้ เมื่อหมอชีวกน้อมนำภัตตาหารเข้าไปถวายพระบรมศาสดา พระองค์ทรงปิดบาตรแล้วตรัสว่า “ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง อยู่ที่วัด” หมอชีวกจึงส่งคนไปนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหาร

ประกาศความเป็นอรหันต์
       ขณะนั้น พระจูฬปันถก เพื่อจะประกาศความเป็นพระอรหันต์ของตน ให้ปรากฏ จึงได้เนรมิตพระภิกษุขึ้นถึงจำนวน ๑,๐๐๐ รูป ในพระอารามอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ กัน บ้างก็สาธยายพุทธคุณ บ้างก็ซักจีวร บ้างก็ย้อมจีวร เป็นต้น เมื่อคนรับใช้มาถึงวัดได้เห็นพระภิกษุจำนวนมากมายอย่างนั้น จึงรีบกลับไปแจ้งแก่หมอชีวก พระพุทธองค์ทรงสดับอยู่ด้วย จึงรับสั่งให้คนใช้นั้นไปนิมนต์ท่านที่ชื่อจูฬปันถก คนรับใช้ไปกราบนิมนต์ตามพระดำรัสนั้น ด้วยคำว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า พระบรมศาสดารับสั่งให้มานิมนต์พระจูฬปันถก ขอรับ” ปรากฏว่าพระภิกษุทุกรูปต่างก็พูดเหมือนกันว่า “อาตมา ชื่อพระจูฬปันถก” คนรับใช้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องกลับไปกราบทูลพระบรมศาสดาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก พระพุทธองค์ ตรัสแนะว่า:- “ถ้าพระภิกษุรูปใดพูดขึ้นก่อน เธอจงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้แล้วนำท่านมา ส่วนพระภิกษุที่เหลือก็จะหายไปเอง”
คนรับใช้ ปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำนั้นแล้ว ได้นำพระจูฬปันถก สู่ที่นิมนต์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงมอบให้ท่านเป็นผู้กล่าวภัตตานุโมทนา อันเป็นการเสริมศรัทธาแก่ทายกทายิกา

บุพกรรมของพระจูฬปันถก
ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พระจูฬปันถก ได้บวชเป็นพระภิกษุในครั้งนั้นด้วย ท่านเป็นผู้มีปัญญาดี จำทรงหลักธรรมคำสอนได้เร็วแม่นยำ ท่านเห็นเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งปัญญาทึบท่องสาธยายหัวข้อธรรมเพียงบทเดียวก็จำไม่ได้ จึงหัวเราะเยาะท่าน ทำให้ภิกษุรูปนั้นเกิดความอับอายเลิกเรียนสาธยายหัวข้อธรรมนั้น เพราะกรรมเก่าในครั้งนั้นจึงเป็นผลติดตามให้ท่านมีปัญญาทึบโง่เขลาในอัตภาพนี้ พระจูฬปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เป็นกำลังช่วยกิจการพระศาสนาตามความสามารถของท่านและโดยที่ท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในมโนมยิทธิ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

ที่มา   http://www.84000.org/one/1/35.html









นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 215 23 ก.ค. 2555 (21:53)

ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากๆครับที่กรุณาเตือนสติ

ผมยังจดจำพุทธโอวาทบทนี้ได้ขึ้นใจ
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" 
ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะทะยอยพูดถึง สุตตะ จินตะ และภาวนามยปํญญาแบบค่อยเป็นค่อยไป
แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วครับ หลังจากได้อ่านเรื่องราวของท่านมหาปัณฑก และท่านจุลปัณฑก
ทั้งหมดที่ผมทำลงไปเพียงหวังจะสร้างกรรมดีสะสมไว้เป็นทุนบ้างทีละเล็กทีละน้อย
เผื่อว่าในโอกาสหน้า(ชาวพุทธส่วนใหญ่ใช้คำว่าชาติหน้าหรือภพหน้า)ผมจะได้รับวิบากกรรมดึๆ(สติปัญญาที่ดี ยิ่งขึ้น)และมีส่วนช่วยให้ผม"เข้าใจ"และ"เข้าถึง"จุดหมายปลายทางที่พวกเราชาวพุทธเพียรพยายามกันอยู่
แต่ถ้าการกระทำของผมกลับให้ผลตรงข้าม ก่อให้เกิดความเข้าใจในแง่ลบใดๆก็ต้องขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทุกๆท่าน


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 216 23 ก.ค. 2555 (22:59)

ตามความเห็นของผม โปรดใช้กาลามะสูตรก่อนจะเชื่อหรือไม่ด้วย

พระธรรม และการเป็นอริยบุคคล ๘ จำพวกนั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ฉลาดหรือกีดกันคนโง่
ขอแต่เพียงท่านผู้นั้นนิ่งพอที่จะเห็นความไม่เที่ยง และเส้นทางมีองค์ ๘ เพื่อถึงทางดับทุกข์
และเพียรพยายามไม่ลดละที่จะตามเส้นทางนั้นไป
ไม่จำเป็นต้องจดจำคัมภีร์หรือคาถาใดๆให้มากมาย
คนที่ฉลาดหรือคิดว่าตนเองฉลาดเสียอีก อาจจะติดกับของความฉลาดของตนเอง
แล้วหาหนทางหลุดพ้นไม่พบ

พระธรรมของพระศาสดาสว่างรุ่งเรืองดุจดวงประทีปนั้น ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยการจดจำ
แต่เข้าถึงได้โดยการศึกษาและปฏิบัติได้ด้วยตนเองเท่านั้น และทำเมื่อใดก็ได้ อาจเป็นกำลัง เดิน ยืน นั่ง นอน ฯลฯ ขอเพียงหมั่นศึกษาพิจารณาอยู่เนืองนิจ
จากตัวอย่างข้างต้นนั้น เพียงผ้าเช็ดมือดำสกปรกที่เคยเป็นผ้าขาวมาก่อนกับการท่องบ่นคำสองสามพยางค์ก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีเดียวกัน
พระพุทธองค์ทรงมีความสามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
พระองค์ทรงเห็นได้ว่าคนใดควรถูกสอนโดยวิธีใดจึงบรรลุได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 217 24 ก.ค. 2555 (10:56)

อาจารย์นิรันดร์เคยอ่านผ่านตาเรื่องราวของท่าน"ใบลานเปล่า"บ้างไหมครับ ท่านจดจำ เรียนรู้ พระธรรมคำสอนได้ตั้งมากมาย จนสามารถบรรยาย สั่งสอนลูกศิษย์ได้อย่างลื่นไหล แต่ทำไม?พระพุทธองค์ถึงเรียกขานท่านว่าท่านใบลานเปล่าทุกครั้งที่ทรงทอดพระเนตรเห็น จนท่านใบลานเปล่าทนไม่ไหวต้องไปขอคำแนะนำจากพระองค์อื่นๆ แต่ก็ไม่มีพระสงฆ์องค์ไหนช่วยแนะนำท่าน(เพราะเหตุใด?) จนต้องเดือดร้อนถึงเณรน้อยซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 218 24 ก.ค. 2555 (14:13)

เจตนาของการโพสต์ ย่อมสำคัญกว่า เนื้อหาของการโพสต์ การโพสต์เป็นเพียงการแสดงเจตนาของผู้โพสต์ ส่วนเนื้อหาก็เพื่อสนับสนุนเจตนาอันนั้น


หากเราเข้าใจเจตนา(ของกันและกัน) ที่คลาดเคลื่อน การรับรู้ที่คลาดเคลื่อนจะพาเราไปสู่ที่ใดก็ได้ พาให้เราคิด(และยึด)ไปต่างๆนาๆ


---


เคยได้คุยกับท่านๆหนึ่งหลายปีมาแล้ว ท่านสามารถเขียนอ้างเหตุผลแบบบรรทัดต่อบรรทัดโดยอ้างที่มาในสูตรในคัมภีร์ต่างๆ แต่ผมแทบจะอ่านไม่ได้เลย เพราะสังเกตเห็นเจตนาของการอ้างแล้ว ไม่เห็นประโยชน์ในสิ่งที่ยกมาอ้างเช่นนั้น ... สิ่งที่เห็นคือ ความประหลาดใจ ที่ผู้ที่รู้สูตรคัมภีร์ต่างๆเป็นจำนวนมาก กลับไม่สามารถให้เหตุผลของเขาจริงๆได้ แต่กลับขึ้นอยู่กับข้อความต่างๆ จนไม่รู้ว่า จริงๆทัศนะของเขาคืออะไร


---


การสนทนาจะง่ายขึ้นมาก หากเราแสดงทัศนะตรงๆอย่างชัดเจน เช่น เราเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ เรื่องเทวดา เรื่องอภินิหาร เรื่องอำนาจเหนือมนุษย์ธรรมดาๆ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 219 24 ก.ค. 2555 (14:26)

การสนใจเรื่องอภินิหาร น่าจะไปไกลเกินจาก เรื่องการรู้จักตนเอง และการพ้นทุกข์   ... เรายังต้องพึ่งสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือ?


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 220 24 ก.ค. 2555 (15:47)
อ.MG กล่าวได้ตรงใจผมมากเลยครับ หาคนหนึ่งถามอีกคนหนึ่งตอบ นี่มันไม่มีประโยชน์จริงๆ ประเด็นคือผู้คนทั้งโลกต่างพูดเหมือนๆๆกันว่าบอกฉันสิว่า ฉันควรทำอย่างไง? ดังนั้นพวกเขาจึ่งมักที่จะพยายามมองหาคำตอบสำเร็จรูปบางอย่าง ในตำรา ในถ้อยคำของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ หรืออะไรก็ตาม แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าในสิ่งเหล่านั้น มีคำตอบที่คุณแสวงหาหรือไม่? บางทีคุณก็อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้นะ แต่นั้นไม่สำคัญหรอกครับ ประเด็นคือคุณถามเพราะ คุณต้ิองการความแน่นอนใช่ไหม? ต้องการอะไร?บางอย่างที่ตายตัวละ นี่เป็นเรื่องธรรมดามากๆๆ แต่เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอกนะ เห็นไหม?ครับในโลกนี้ผู้คนแสวงหาความแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึ่งพร้อม ทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งความแน่นอนคุณดูคำนี้สิ่ง ยั่งยืน อะไรๆก็ยั่งยืน ทำไงองค์กรของคุณจึ่งเป็นงี้ ประเทศของคุณ หรือ กระทั่งลาภยศ ความมั่นคั่งของคุณ ความสุขของคุณ เหล่านี้ผู้คนล้วนแสวงหา วิธีการ เพื่อให้ได้มาไม่ใช่หรือ? คุณเห็นจุดร่วมของมันหรือไม่? มันคือการต้องการความแน่นอน แต่ก็นั้นแหละนี่เป็นเพียงปราสาททรายเท่านั้น

แต่ขออภัยด้วยในที่นี้เราจะไม่ทำสิ่งนี้ เราจะไม่หยิบยืนคำตอบอะไร?ให้กัน (อย่างที่เราพูดกันมาแล้วว่า คำตอบทั้งหลายเป็นเพียงผลมาจากความคิดที่ไม่สมประกอบของเรา หนึ่งเลยมันมักจะถูกสร้างขึ้นจากทัศนะที่มีฉันเป็นศูนย์กลาง สองก็ไอ้ฉันนี่แหละ ที่ถูกยัดลงมาด้วยอิทธิผลทุกรูปแบบ และ ตอบสนองไปเป็นกลไกซ้ำๆๆอยู่เสมอๆๆ) เราเพียงแต่แลกเปลี่ยน มอบมิตรภาพ ตรวจสอบไปด้วยกัน สัจจะไม่ใช่ของสำเร็จรูป ถ้าเป็นของสำเร็จรูปเหมือนความรู้ หรือ วัตถุผู้คนก็อาจจะหยิบยื่นหรือหยิบยืมกันได้ แต่เนื่องจากสัจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และ ชีวิตคือการเดินทางแสวงหาที่ทุกๆๆก้าวนั้นแหละเป็นเป้าหมายในตัว ดั่งนั้นจึ่งไม่มีเรื่องของความแน่นนอนถาวร นี่คือสิ่งซึ่งคุณสามารถเห็นได้ครับ รู้อะไรไหม?ครับ หากคุณมองสิ่งต่างๆๆในลักษระที่ผูกติดกับคำตอบ หรือ ความเชื่ออะไร?ก็ตาม ความรู้จำเพาะเช่นแบบชาวพุทธ ชาวอิสลาม แล้วคุณจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสมอๆในชีวิตคุณได้อย่างไร? ความจริงเป็นเหมือนโลกใบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่ง มันโคจรไปมา ดังนั้นมันจึ่งต้องการจิตใจที่ฉับไวรวดเร็วเพื่อที่จะไล่ให้ทัน ตลอดจนหัวใจที่โออเอนได้และพร้อมเสมอๆๆที่จะรองรับสัจจะ แล ะเมื่อนั้นคุณจึ่งจะสมารถตอบสนองต่อคุณสมบัติอันไม่หยุดนิ่งของการดำรงอยู่ได้อย่างทันท่วงที ทุกๆๆอุดมคติคือยาพิษแม้กระทั่งอุดมคติของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า(ที่นักบวชทั้งหลายอยากไปให้ถึง) แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้น เราไม่มสใจสิ่งที่อยู่ไกลห่างออกไป สิ่งที่ต้องดิ้นรนแทบตายเพื่อที่จะลุถึง สิ่งที่เราพูดกันเสมอๆๆมีสิ่งเดียวครับ นั้นก็คือเราจะมีชีวิตที่เต็มเปลี่ยมได้อย่างไร? ในตอนนี้ ในมิตรภาพของเรา ในทุกๆๆขณะทุกๆๆลมหายใจ เพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจริง


ในคัมภีร์จางจื่อ มีเรื่องเล่าถึง อ๋องท่านหนึ่ง ท่านกำลังอ่านตำราปราชญ์ ทันใดนั้นชายชราช่างทำล้อก็หัวเราะใส่ เขาพูดว่า"ใต้อ๋องพระองค์กำลังทำอะไร? กำลังอ่านกากเดนที่คนตายเหลือทิ้งไว้หรือ?" อ๋องท่านนี้โกรธมาก ท่านพูดว่า "เจ้าคนสามหาว เจ้าจะไปรู้อะไร? คนอย่างเจ้าอ่านตำราพวกนี้ออกรึ คนไร้การศึกษาอย่างเจ้านะ แล้วเจ้ายังจะมามีหน้าดูถูกคำปราชญ์อีกรึ"
ชายชราพูดว่า "ใต้อ๋อง ข้าน้อยอ่านตำราพวกนั้นไม่ออกหรอก เพียงแต่ขอใต้อ๋องอย่าได้พิโรธ ฟังข้าน้อยอธิบายก่อน" อ๋องท่านนั้นพูดว่า "ได้ ข้าจะฟังคำเจ้า แต่ถ้าเจ้าอธิบายให้ข้าพอใจไม่ได้ว่าทำไม?เ จ้าถึงทำกริยาสามหาวแบบนี้ ข้าจะตัดหัวเจ้า"
ชายชราช่างทำล้อพูดว่า "ใต้อ๋องข้าน้อยไม่มีคำพูดที่คมคายมาอธิบายความนัยให้ท่านได้หรอก ได้แต่ของเปรียบเทียบกับประสบการณ์ ข้าน้อยเป็นเพียง ช่างทำล้อ และ ก็ทำมานานกว่า 50-60ปีแล้วตั้งแต่หนุ่มจนชรา ข้ามีลูกชายคนหนึ่ง และต้องการจะให้เขาสืบทอดความชำนาญเหล่านี้ แต่อนิจจา ข้าไม่อาจจะมอบความเข้าใจและประสบการณ์ของข้าให้เขาได้ ข้าไม่อาจจะอธิบายได้อย่างถนัดนักว่าต้องลงน้ำหนักมือแค่ไหน? ล้อจึ่งจะออกมาดี ต้องใช้แรงแค่ในในการสลักมันทีละจุด ถ้ามากไปมันก็จะไม่ออกมาดีน้อยไปมันก็จะไม่ออกมาดี นอกจากจะพูดว่า ลูกเอ๋ยพ่อได้แต่ชี้แนะเจ้า แต่ไม่อาจจะมอบความชำนาญที่มีฝีมือทั้งหมดให้ได้ เจ้าต้องลงมือทำด้วยตัวเอง จะถูกผิดอย่างไร? จะลงน้ำหนักมือในการสลักอย่างไร?จุดไหนมากจุดไหนน้อยแค่ไหนดี? เจ้าต้องลองเอง ใต้อ๋องท่าคิดดูสิขอรับ ข้าข้าน้อยยังอยู่ยังเป็นขนาดนี้ และปราชญ์ท่านตายไปตั้งนาน บางท่านก็เป็นร้อยเป็นพันปี เรียนถามใต้อ๋องว่า ตำราเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเดนของปราชญ์ที่เหลือไว้ จริงหรือไม่?" อ๋องท่านนั้นไม่ได้พูดอะไร? นอกจากถอนหายใจแล้วพูดว่า "วันนี้ชายชราได้ให้บทเรียนแก่เราแล้ว"

ในคืตา มีคำๆๆหนึ่งที่พิเศษมากก็คือ สวัสธรรม หรือ ธรรมะของตนเอง นี่คือหัวใจอย่างยิ่งของศาสนาฮินดู ดังนั้นคนอินเดียหลายๆๆคนในอดีตจึ่งเป็นผู้รู้ทางจิตวิญญาณมีความลึกซึ้ง ค่อนข้างมาก แน่นอนว่าพวกเขาส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออกเสียด้วยซ้ำ และไม่ทิ้งอะไรไว้เลยแม้แต่ชื่อ แต่สิ่งสำคัญก็คือ คนพวกนี้เรียนรู้มันจากชีวิตของพวกเขา อันที่จริงทุกๆๆอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน หรือศาสดาองค์ไหน?สอนพวกเขาก็ไม่ได้เรียนรู้มันมาจากใคร? โดยส่วนใหญ่หรอกนะครับ พวกเขาเรียนรู้มันจากชีวิตของพวกเขาทั้งนั้น จากสิ่งต่างๆๆที่เชื่อมโยงกับตัวของพวกเขา อย่าง พระพุทธเจ้าท่านเรียนจากอะไร?ละ จากสังคม จากวัฒนธรรมยุคนั้นไม่ใช่หรือ? อีกส่วนหนึ่งท่านก็เรียนรู้จากป่า หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือท่านเรียนรู้ทุกสิ่งจากธรรมชาติ(ไม่ใช่จากการลอกเลียนแบบใคร?) ในสวนโมกข์มีอยู่ภาพหนึ่ง ท่านอ.พุทธทาสให้เอามาวาดไว้เป็นภาพต้นไม้ และ ปราชญ์ ข้างบนภาพเขียนว่า ให้ธรรมชาติสอนธรรมะดีกว่าพระพุทธเจ้ามากมายนัก เราทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเฉพาะตัว นี่คือความจริงแม้ว่าในส่วนลึกในระดับจิตสำนึกเราจะเหมือนกันก็ตามเหมือนเรื่องไก่2แคว้นไงครับ(ที่เราเคยพูดกันไปในตอนต้นแล้ว) แคว้นหนึ่งกกไข่ห่านออกมาเป็นตัวได้อีกแคว้นทำไม่ได้ ไม่ใช่ธรรมชาตินั้นต่างกันต่างแต่ที่ศักยภาพ ซึ่งแน่นอนว่าไก่ตัวที่กกไข่ห่านออกมาเป็นตัวไม่ได้ ก็ยังต้องทำสิ่งที่ไก่ตัวที่ทำได้ไม่สามารถทำได้ได้แน่ คนทุกๆๆคนล้วนมีจุดเด่นจุดด้อยอยู่ในตัว ไม่มีใครโง่หรือฉลาดหรอกครับ คนโง่ที่สุดก็อาจจะฉลาดที่สุดในบางเรื่องก็ได้ เรื่องพระจูฬปันถก็เหมือนเรื่องไก่ คนสอนจึ่งต้องรู้จักมองธรรมชาติของคนทีึ่เรียนให้ลึกซึ้งด้วย ตรงนี้ความมืดบอดจึ่งไม่ได้อยู่ที่คนเรียนหรอกครับแต่อยู่ที่คนสอน ดังนั้นคุณไม่อาจจะเป็นชาวพุทธในแบบพระพุทธเจ้าได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามเลียนแบบวิถีชีวิตของพระองค์มากแค่ไหน? หรือกระทั้งใครล่ะคือบุคคลต้นแบบของคุณ ถ้าคุณพยายามที่จะเป็นแบบเขาคุณก็เป็นได้แค่ของเลียนแบบ ดังนั้นคุณต้องเป็นชาวพุทธ(หรือชาวอะไรก็ได้ หรือจะไม่เป็นเลยก็ได้)ในแบบของคุณเองนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก การได้สัมผัสกับทุกๆๆสิ่งที่เป็นจริง การปลูกต้นไม้ สัมผัสอย่างแผ่วเบาต่อสัตว์เลี้ยง การเดินเหิน กินดื่ม เฝ้าดูการวิ่งวุ่น ของความคิดของอารมณ์ สังเกตุสังคม นี่คือสัจจะ คือสมาธิ(ในตัวของมันเอง)

อันที่จริงกาลามสูตรก็คือ สวัสธรรม ในแง่ของความเชื่อ คือจงใช้ชีวิตของคุณหยั่งดูตรวจสอบดูสิว่า สิ่งนั้นเป็นสัจจะ สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่? กับประสบการณ์ของคุณหรือไม่? ก่อนที่คุณจะเชื่อหรือยอมรับอะไร?ง่ายๆมันเป็น(เห็นไหม?ครับไม่มีความขัดแย้งระหว่างสัจจะกับสัจจะ จะมีก็แต่ระหว่างสิ่งที่ไม่ใช่สัจจะสองสิ่ง และแน่นอนว่ามันจะไม่มีวันยุติด้วย นี่เป็นคำตอบว่าทำไม?ปัญหาการเมืองสองขั่วถึงจะยังมีอยู่อีกต่อไปในประเทศนี้) มันเป็นความรับผิดชอบของคุณเอง นี่เป็นธรรมะของคุณเอง เป็นเส้นทางของคุณเอง(ครูสอนสมาธิที่ดีจะไม่สอนวิธีการตายตัวให้คนอื่นก็เพราะเหตุนี้ครับทั้งคนสอนและถูกสอนจะต้องมาเรียนรู้ร่วมกันและหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนที่ถูกสอนร่วมกัน) และ บางทีตรงจุดนั้น คุณจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากำหนดตายตัวหรอกนะในการถ่ายทอดสัจจะ ครูที่แท้คือปัญญาที่อยู่ภายในตัวคุณเอง ไม่มีใครหรืออะไรหรอกนะที่จะมอบเสรีภาพให้คุณได้(ลองมองดูเถิดทุกวันนี้ศาสนาไม่ใช่อื่นใดหรอกครับ นอกจากกลุ่มผลประโยชน์ ที่อาศัยความเชื่อชุดหนึ่งที่รวบรวมไว้แล้วไว้ป้อนลงหัวคุณ แบ่งแยกคุณ และ ยืนอยู่บนความสับสนหวาดกลัวของมนุษย์) คุณต้องละทิ้งการพึ่งพิงทุกชนิด มิเช่นนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นพันธะ เป็นกรงขัง ในการที่คุณจะสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคงและเป็นอย่างอิสระยิ่งบนโลกใบนี้ คุณเห็นไหม?ธรรมทั้งหลายคือพ่วงแพเธอใช้มันแล้วเธอต้องทิ้งมัน จะกล่าวไปไยถึงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดทีเดียวว่าจงอย่ายึดติดกับถ้อยคำของพระองค์ จงหยั่งมันด้วยตัวเธอเองถ้อยคำพวกนี้ไม่ใช่สัจจะ เป็นนิ้วที่ชี้ไปที่ดวงจันทร์เท่านั้น เรื่องใบลานเปล่านี้ชัดเจนนะครับ คุณยังไม่เห็นอีกหรือครับว่าทำไม?
dr.date (IP:61.90.165.126)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 221 24 ก.ค. 2555 (17:12)
เรื่องอภินิหารนี่ คนที่เชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ได้ต่างกันหรอกนะครับ เพราะต่างก็ไม่สามารถหาอะไรมายืนยันความเชื่อของตนได้ กล่าวก็คือการเอาเรื่องแบบนี้มาถกเถียงก็ไม่มีประโยชน์อะไร? ประเด็นจึ่งน่าจะเป็นว่า ทำไมเราถึงเชื่ิอ แล้วทำไม? เราถึงไม่เชื่อ ถ้าเรารู้จักตั้งคำถามกับความเชื่อของเราแล้ว คำถามนั้นจึ่งจะเป็นคำถามที่ถูกต้องและทรงพลัง ในเรื่องนี้นะครับ? ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่? คือเราควรที่จะถามนะครับว่าทำไม?เราพถึงเชื่่อทำไม?เราถึงไม่เชื่อ ตรงนั้นเราจะเห้นได้ชัดถึงสิ่งที่คอยมากำหนดความคิดของเราที่เป็นผลพวงมาจากอิทธิผลพันวันวาน

มีเรื่องเล่าเก่าแก่ของซูฟีร์ เรื่องหนึ่ง วันหนึ่งฮัตชัน ผู้เป็นนักบวชมุสลิมได้เรียนรู้วิธีเดินบนน้ำ ดังนั้นเขาจึ่งพยายามที่จะมาแสดงโอ้อวดต่อหน้าปราชญ์มุสลิมชื่อราบิย่าห์(ท่านเป็นสตรี) ฮัตชันพูดว่า "ราบิย่าห์เราไปที่แม้น้ำและเดินบนน้ำกันเถอะ เราจะได้สนทนาธรรมกับ" ราบิย่าห์พูดว่า "ไม่ล่ะฉันว่าเราไปคุยกันบนเมฆดีกว่า" ฮัตชันพูดว่า "แต่เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่รู้วิธีขึ้นไปบนเมฆ" ราบิย่าห์พูดว่า "ฉันก็ไม่รู้หรอก แต่แทนที่เราจะขึ้นไปบนเมฆ หรือ เดินบนแม่น้ำ ซึ่งไม่จำเป็นอะไรเลย เพื่อที่จะคุยกันฉันว่าเธอกับฉันนั่งตรงนี้แล้วคุยกันไม่ดีกว่ารึ"

ความจริงเรื่องไสย์นี่ถ้าเราตีความว่าหมายถึงศาสตร์ว่า ด้วยความหลับ ความหมายมันก็กว้างนะครับไม่ได้หมายความแค่พวกวิชาเป่ามนต์ เสกคาถา อะไร?ทำนองนั้นอย่างเดียว คำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นไสย์ได้ถ้าเราไปยึดถืออย่างมืดบอดหรือเอาไปใช้โต้เถียงเพื่อเอาชนะคนอื่น หรือใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ปฏิบัติธรรมแบบตีงูผิดวิธี วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีก็เป็นไสย์ได้ถ้าคนเรามันหลับหูหลับตาใช้อย่างไม่รู้ทัน ไปดูสิครับเศรษฐศาสตร์เอย บริหารเอย ไสย์ทั้งนั้น ไสย์แบบฝรั่งด้วยครับและน่ากลัว เป็นภัยต่อศาสนา ต่ออิสรภาพของมนุษย์ ความอยู่รอดมากกว่าลัทธิทรงเจ้าเข้าผีอีก ก็ไอ้พวกนี้ไม่ใช่หรือครับที่ทำให้ศาสนากลายเป็นองค์กรจัดตั้งค้าความเชื่อ อย่างบ้านเราก็เรียกว่าพุทธพาณิชย์ ดูสิครับทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า การผลิตมีมาก การสื่อสารที่รวดเร็ว การค้าที่มีทฤษฏีที่สวยงามอยู่เบื้องหลัง แต่บุคคลยังอดยาก ยังมีระยะห่างระหว่างรายได้ค่อนข้างมาก การเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปํญหาการไม่มียาพอสำหรับคนจน ดูแนวคิดที่มืดบอดพวกนี้สิครับ แนวคิดเรื่ิองความเป็นเจ้าของ ที่กำลังคุกคามการอยู่รอดของโลกเอง หรือผู้ให้กระชับคือระบบแบ่งเขาแบ่งเราและมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การค้าโลกาภิวัตน์ที่เราไปเรียนรู้มา ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แถมเรายังล้างสมองราวกับเป็นของดี(ในระบบมหาวิทยาลัยอีกหรือกระทั่งการศึกษาในชั่นต้นเราก็เตรียมความพร้อมเอาเด็กไปใส่ไว้ในสิ่งที่เรียกว่าอันดับที่จากการสอบให้พวกเขาแข่งขันกัน) ทั้งๆๆที่มันก็แค่การเอาของส่วนรวมมาเป็นของตัว กอบโกยให้ได้มากที่สุด โดยเอาหลักความคิดว่าถ้าคุณทำงี้ทำงี้ความต้องการของคุณจะได้รับการตอบสนอง(ดั่งนั้นจึ่งมักมีสัญญาแห่งความพยายามที่จะให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเสมอๆ) ทั้งๆๆที่มันเป็นเพียงภาพลวงตา
ทุกวันนี้มีการทึกทักว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างทรัพยากรธรรมชาติคือรายได้ แทนที่จะเป็นต้นทุน เมื่อทรัพยากรถูกใช้ไปนั่นคือต้นทุนที่โลกต้องจ่ายไป แต่มนุษย์เราจะอยู่ได้หรือถ้าไม่มีโลก? มันเป็นของเราของรัฐ ดังนั้นเราจะใช้มันอย่างไรก็ได้จะพินาศแค่ไหน?ก็ได้ไม่สำคัญเพียงแค่เรามั่งคั่งเราได้บรรลุเป้าหมายระยะสั้นนั้นเพียงพอแล้ว อันที่จริงรากเหง้าของสงครามก็คือ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจนี่แหละ และ เอาเรื่องธรรมจริยธรรมมาบังหน้า อ้างว่าเป็นองค์กรที่จะกล้าวไปพร้อมโลกอย่างยั่งยืน มันขยายรวมไปกระทั้งกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินทางปัญญา คือความคิดคุณก็เอามาหาประโยชน์เอามาขายได้ แรงมนุษย์ก็กลายมาเป็นสิ่งที่ค้าขายได้ คุณคือสินค้าวิชาความรู้ของคุณคือสินค้า ไสย์พวกนี้ชั่วร้ายแค่ไหน?คิดดูเถอะครับ แต่เราก็ยังคงไปร่ำเรียนกันมาและดูเหมือนจะภูมิใจที่บุตรหลานเราไปเรียนรู้มัน(แต่เรียนมาแบบมืดบอดรู้ไม่เท่าทันกิเลสในตัว) แถมยังประโคมเอาประโคมเอาราวกับว่ามันเป็นสิ่งดี โดยที่ทั้งคนเอา มาใช้บริหารประเทศ องค์กร ทั้งคนที่มีส่วนได้เสีย เป็นส่วนหนึ่ง ของวงจรนี้ ต่างก็รู้ไม่เท่าทันมัน

ทั้งๆๆที่เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ของโลกใบนี้ หลักอิทัปปจัยตา พูดไว้ชัดทีเดียวว่า ทุกๆๆสิ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสายใยของกันและกัน บรรพบุรุษเราเข้าใจในสิ่งนี้นะครับ ดังนั้นพวกเขาจึ่งเคารพกันละกัน อย่างลึกซึ้งและยำเกรง แม้กระทั้งก้อนหินก้อนหนึ่งพวกเขาก็บูชามันได้ไม่ต่างจากพระจากเจ้า แต่เราไปมองว่าเหลวไหล ยกตัวอย่างดวงอาทิตย์เป็นเทพรึ ก็แค่ดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ไร้สาระของคนที่โง่ยังไม่รู้ มันยังกลัวอยู่ แต่คนโบราณเขาไม่ได้บูชาดวงอาทิตย์ เพราะ หวาดกลัวหรอกครับ เขาเคารพเพราะเขารู้ว่าดวงอาทิตย์นั้นสำคัญเพียงใดต่อชีวิต เขาเห็นสายใยตรงนั้น ในฮินดู พระอาทิตย์ก็ถูกยกขึ้นเป็นพระเจ้า และพระองค์ยังเป็นผู้แรกที่ได้ร่ำเรียนคีตา จากบรมธรรม นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขียนขึ้นมามั่วๆๆของกวีผู้แต่งคีตานะครับ แต่เกิดจากการหยั่งเห็นที่ลึกซึ้ง เพราะอะไร? ก็แก่นแท้ของคีตาอยู่ที่ การหลุดพ้นจากบ่วงกรรมด้วยกรรมโยคะ หรือการกระทำโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น และดวงอาทิตย์ คือตัวแทนของสิ่งนี้ ดวงอาทิตย์คือผู้ให้แสงแก่สรรพชีวิตโดยปราศจากความคิดว่าเราให้แสงพวกเธอนะ พวกเธอต้องบูชาต้องเคารพเราถ้าไม่วันหนึ่งเราจะหยุดส่องแสง

เห็นไหม?ครับ นี่แหละครับไสย์ที่น่ากลัวที่สุดที่เราต้องร่วมกันแก้ไขและมีอยู่จริงด้วย ไสย์ที่มีโลภะ โกรธะ โมหะ จริตเป็นเจ้าเรือน
dr.date (IP:61.90.165.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 222 24 ก.ค. 2555 (17:17)

พึ่งเห็นเห็นโพสต์ของอ.Date ตอนจะกลับพอดี ... ขอคุยเรื่องอภินิหารด้วยพรุ่งนี้นะครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 223 25 ก.ค. 2555 (10:49)

สิ่งที่อภินิหารที่สุด(?) น่าจะเป็นเรื่องที่ "ธรรมดา" ที่สุด ที่คนเราได้ทำให้ผิดเพี้ยนไป หลงทางไป แล้วเราก็หาทางกลับสู่ความเป็นธรรมดาไม่เจอ
---
ส่วนหนึ่ง น่าจะมาจาก คนจำพวกหนึ่ง ที่รู้จักเอาผลประโยชน์จาก "อำนาจศักดิ์สิทธิ" กับบรรดาผู้คนจำนวนมากที่ไม่ชอบคิดพิจารณา(มักง่าย ชอบอะไรง่ายๆ จะขอให้คนอื่นทำให้หมด) หรือโง่เขลากว่า(ต่อเรื่องนี้ ในขณะนี้)
---
คำสอนหลักๆของพระพุทธองค์ ไตรสิกขา อริยสัจ 4 มรรค 8 โอวาทปาฏิโมกข์ โพชฌงค์ 7 อิทธิบาท 4 พละ 5 การเจริญสติวิปัสสนา ล้วนเป็นเรื่องที่ ทำกับกายใจธรรมดาๆของเราทั้งสิ้น และไม่ได้มีอำนาจอภินิหารอะไรเลยในคำสอน ในหลักปฏิบัติเหล่านี้

ดังนั้น ผู้ที่ศึกษาพุทธรรม จึงต้องวางใจ วางหลักให้ดีในเรื่องนี้

---
แล้วอำนาจเหนือมนุษย์ อภินิหารต่างๆ (?) ถูกจารึก ถูกบอกเล่า ถูกอ้าง ถูกนำไปใช้ในเรื่องๆต่าง ได้อย่างไร ... เหมือนจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันมาก


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 224 26 ก.ค. 2555 (01:54)

มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดภัยคุกคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง
ป่าไม้บ้าง, อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ;
นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษมเลย, นั่น มิใช่สรณะอันสูงสุด;
เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว  ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว;
เห็นอริยสัจจ์ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ;
คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้,
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์;
นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม, นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ที่มา
http://www.nkgen.com/233.htm


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 225 26 ก.ค. 2555 (08:13)

แสวงหาที่ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมไม่เห็นแจ้งนิพพานที่อยู่ใกล้(ใน)ตัว

(ปัคคัยหสูตร 18/142)


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 226 26 ก.ค. 2555 (10:14)

ได้แสดงเจตนา เรื่องเจตนาของการโพสต์ไปแล้ว ... จึงไม่ปรารถนาที่จะตอบโต้ ความไม่เข้าใจเจตนาซึ่งกันและกัน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 227 26 ก.ค. 2555 (10:22)

ขอให้ลองอ่าน ลองสังเกต ที่ยกมา


"เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"


1) การ "อาศัย" สรณะ เป็นอย่างไร (ฟังดูเหมือนไม่ต้องทำอะไร?)
2) อะไรคือ "สรณะ" สูงสุดที่แท้จริง?




MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 228 26 ก.ค. 2555 (11:24)

ก่อนอื่น ต้องขออโหสิกรรมต่อทุกท่านที่ได้อ่านข้อความที่ผมเขียนแล้วจิตเกิดปรุงแต่ง จนสูญเสียความสงบตามธรรมชาติไป

การสื่อสารของผม หลายท่านอาจให้คะแนนศูนย์ เพราะทำให้อีกฝั่งหนึ่งเข้าใจในด้านตรงข้ามจนกระทั่งเกิดความไม่
พอใจ

แต่สำหรับผม นั่นคือความสำเร็จที่ดี และตรงตามวัตถุประสงค์ที่สุด


 ผมอยากให้คุณๆผู้ที่ได้อ่านข้อเขียนของผม เกิดความรู้สึกแม้ว่าจะเป็นความไม่พอใจ โกรธ เกลียด ก็ตาม

 เพราะนั่นจะช่วยทำให้คุณเรียนรู้ว่าคุณมีอัตตา และคุณไม่พอใจเมื่อมีคนเขียนอะไรที่กระทบตัวตนและความคิด
 ความเชื่อหรือองค์ความรู้ที่คุณมีอยู่  
 
 รู้สึกไม่ดีเลยใช่ไหมครับ

 แต่สำหรับผู้ที่เลิกยึดมั่นในตัวตน เพราะรู้แล้วว่าทุกสิ่งล้วนอนัตตา เป็นเพียงการรวมตัวชั่วคราวของเหตุ ปัจจัย
 จะไม่"รู้สึกไม่ดี"แต่ประการใด ด้วยแจ้งแก่ใจดีว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา)

 ยึดมั่นแล้วทุกข์ ปรุงแต่งแล้วยิ่งทุกข์ จะยึดมั่น จะปรุงแต่งไปอีกทำไม เพื่อประโยชน์อะไร

 มาถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมคงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทั้งสองข้อของคุณ MathGuy อีกต่อไป ใช่ไหมครับ


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 26 ก.ค. 2555 (11:33)

โอว! ช้าไปนิดเดียวมีผู้เจตนาดีช่วยปรับแต่งข้อความ คำถามของคุณ MathGuy ให้เรียบร้อย ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไรหรอก คงไว้ก็ได้ และก็ดี เพราะหลายท่านที่ติดตามอ่านจะได้ไม่งง และที่สำคัญ KornR เข้าใจ และรับได้ครับ


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 26 ก.ค. 2555 (11:53)

แน่นอนว่า การยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ไม่ใช่กราบพระแล้วก็นั่งเฉยๆคอยวันเวลา
การที่ถือพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นสรณะ ก็การตั้งใจทำตนเป็น
พุทธ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม อันมีอริยมรรค จึงทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้คือกลายเป็นอริยบุคคล

ก็เป็นธรรมดาของปุถุชนหรือฆารวาสที่ไม่ได้มุ่งมั่นศึกษาเฉพาะทางธรรม
เราต่างค้นคว้าหาความรู้ที่ไม่ได้ไปสู่การหลุดพ้นด้วยกันทั้งนั้น
ผมก็เพียรค้นหาวิธีสอนที่จะทำให้ลูกศิษย์ของผมเรียนฟิสิกส์รู้เรื่องและกลายเป็นวิศวกรที่ดีในอนาคต
สิ่งที่ผมมองหาอยู่นี้ ก็เป็นการแบกภาระอย่างหนึ่งของผมที่ยังสลัดไม่ออก
ส่วนใครที่ยังศึกษาอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาร เรื่องนรกสวรรค์ ฯลฯ ก็ยังเป็นการศึกษาเส้นทางที่เขาเลือก
ซึ่งไม่ใช่เส้นทางของอิรยมรรคอันมีองค์แปด
ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องต่อว่ากันว่าใครถูกใครผิดด้วยเราต่างก็รู้(ด้วยการจำได้)ว่าเส้นทางเดียวคืออริยมรรค
แต่เราต่างก็ไม่ได้เลือกเส้นทางนั้นด้วยกัน
เราจึงเป็นเพื่อนที่จะต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารเรื่อยไปไม่รู้จบสิ้น


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24862 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 26 ก.ค. 2555 (12:14)

{#emotions_dlg.q1} {#emotions_dlg.q2}...................................................................................................... ???


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 232 26 ก.ค. 2555 (14:57)


ขอบคุณทุกท่านที่ทำให้กระทู้นี้มีมุมมองต่างๆอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ อ.Date คงได้มีโอกาสคุยกันอีกนะครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 233 26 ก.ค. 2555 (16:31)
จริงๆๆอย่าไปคิดว่าเรา ถกกันนี่เป็นการเถียงหรือจับผิดกันเลยครับ ยกตัวอย่างธรรมเนียมในอดีตผู้แสวงหาเขาจะไปยังสำนักต่างๆๆ ไปเพื่อแสดงความคิดเพื่อที่จะถกกัน ไปดูสิครับ กรีกก็เป็นแบบนี้(ดูโสเกรตีสสิครับ) อินเดียก็เป็นแบบนี้ จีนก็เป็นแบบนี้(ดูพวกเซน ดูที่ขงจื่อไปเยี่ยมเล่าจื่อไปเรียนด้วยสิครับทั้งๆๆที่ตอนนั้นแกดังแล้วนะครับมีศิษย์3000กว่าคนเขาว่างี้นะครับ) แต่ในกรณีอินเดียมีส่วนที่สวยงามคือ คนทั้งสองคนที่จะถกกัน เขาจะเริ่มต้นที่การก้มมกราบที่เท้าของกันและกันก่อนนะครับ จากนั้นเขาจะเอามือสัมผัสเท้า และ เอามาวางไว้ที่หน้าผาก นี่เป็นเรื่องที่สวยงามมาก มันหมายถึงเราไม่ได้มาเพื่อจะเอาชนะคุณ เรามาเพื่อที่จะแสวงหาร่วมกัน ความจริงเท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ ดูศิลปะการต่อสู้สิครับเราจะโค้งคำนับกันก่อน บ้านเราก็ไหว้ครูก่อน ใช่ไหม?ครับมวยไทยเราไหว้ครู
ก่อน ก็เพื่อเตือนให้คนสองคนที่กำลังสู้กันรู้ว่า ตนไม่ใช่ผู้ชนะ นะศิลปะต่างหากที่ชนะ คนที่มีศิลปะสูงกว่าก็ชนะ

นี่ครับคือสิ่งที่สวยงามมาก แต่มันเลือนหายไปคือเราไม่ค่อยจะเข้าใจกันแล้วไงครับ เรามองไปในแง่เป็นพิธีกรรมบางอย่างเพื่อเรียกความขลังอะไรทำนองนี้เสียมาก เลยไม่เข้าใจความงามที่แท้จริง ยิ่งเราไปรับเอาวัฒนธรรมแบบทุนนิยม แบบบริโภคนิยมของเขามาแบบรู้ไม่เท่าทันด้วย ศิลปะการต่อสู้เลยการเป็นการพนันขันต่อมุ่งเอาชนะกัน ไป

ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของครู ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะสอนให้เด็กเรารู้จักสิ่งนี้ ให้เขาเห็นรากฐานความเป็นตัวเป็นตนของเรา ให้เขาอยู่ในโลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แบบทุกวันนี้อย่างเท่าทัน นอกจากวิชาในหลักสูตรนะครับ วิชาทุกวิชาทุกสาขามีความงามอยู่ในตัวมันหมดนะครับ คณิตศาสตร์ก็มีความงามเพราะโครงสร้างของมันสื่อถึงบางอย่างที่เนื่องกับจักรวาลใบนี้นะครับ เช่น รูปทรงเรขาคณิตทั้งหลายสำหรับคนทั่วไปมึนดูทื่อๆๆ ครับแต่ก็มีคนบางคนมองดูมันอย่าตื่นตันไม่ต่างจากการอ่านบทกวี หรือ ดูภาพศิลป์ แต่เป็นไปได้ไหม?ที่เราจะสอนให้เด็กเห็นสิ่งนี้ด้วย คือเห็นความงามในสิ่งที่เขากำลังเรียน มันไม่สำคัญหรอกครับว่าเขาจะเข้าใจแนวคิดพวกนี้ลึกซึ้งไหม? อย่างเช่นเขาจะเข้าใจทฤษฏีบท หรือ สูตร หรือแก้ปัญหาได้เยี่ยมยอดไหม? คือเราเน้นที่ผลสำเร็จกันมากเกินไป เด็กที่เรียนได้คะแนนดีๆๆ แต่ปราศจากความรัก คือแค่อัดๆๆเข้าไปแล้วสอบผ่าน เพื่อลืม มันไม่มีประโยชน์ครับ ประเด็นคือเขาเห็นความงานในโครงสร้างของมันไหม? เพราะที่ใดมีความงงามที่นั้นก็มี ความรัก ความอ่อนโยน แล้วมันจะติดไปกับเขาจนตาย ตรงนี้สำคัญกว่าการเตรียมให้เขาเป็นวิศวกรที่ดี นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอีกนะครับ เพราะชีวิตมันกว้างขวางกว่าแค่เพียงมุมแค่ๆๆพวกนี้ อย่างคุณคงไม่เป็นนักคณิตศาสตร์หรือวิศวกรอะไรทำนองนี้ตลอดเวลาหรอกครับ คุณยังมีช่วงเวลาที่เป็นคนที่อ่อนโยน เป็นคนที่คุยสนุก มีเมตตาธรรม อะไรทำนองนี้อีกตั้งหลายอย่างในชีวิต ครุต้องให้เด็กเห็นถึงสิ่งนี้ครับ ไม่ใช่แค่พยายามเอ้าเอต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องร่ำรวย ต้องประสบความสำเร็จ แล้วพอมีคนยกย่องเธอก็บอกเขาด้วยนะว่าฉันนั้นสอนเธอมา
นี่เป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ครูอย่างเห็รนได้ชัดครับ

ประเด็นเรื่องอภินิหาร เรามักไปคิดว่าเอาถ้าเราทำแบบพระเยซูได้นั้นแหละอภินิหาร เหาะได้แบบเซียนในหนังจีนนั้นแหละอภินิหาร แต่อะไรล่ะคืออภินิหาร พระพุทธองค์(หรือศาสดาทั้งหลาย) ท่านพูดว่าเราไม่ปฏิเสธนะว่าบางทีถ้าเธอพยายามเธออาจจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เราอยากจะให้เธอดูนี่ สำหรับเรานี่คืออภินิหาร วัยรุ่นปฏิเสธยาเสพติด ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยมีเวลาให้ครอบครัวสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่เขารัก คือกลับไปอยู่ที่นี่ตรงนี่เพื่อคนที่เขารักได้ หรือคนๆๆหนึ่งซึ่งเคยหมกตัวอยู่แต่ในกามสุขหรือบ้าพรตบ้าบำเพ็ญอภินิหาร เกิดปัญญาสว่างขึ้นมาว่านี้ไร้สาระ เป็นแค่ความพยายามหนีจากความทุกข์ในชีวิต เขาเปลี่ยนไปและลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นนี่คืออภินิหาร หรือคนๆๆหนึ่งที่ตื่นแล้วละพยายามที่จะปลุกคนในสังคมให้ตื่นขึ้นมาเช่นเดียวกันนี่ก็คืออภินิหาร แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้พูดแบบนี้แต่ถ้าคุณไปดูทุกๆๆถ้อยคำที่พระองค์พูดมันชี้ชัดไปที่อภินิหารทำนองนี้ทั้งนั้น และพระองค์ก็ทำแต่อภินิหารทำนองนี้ด้วย พระองค์เป็นข้อพิสูตรที่ชัดเจน ที่สำคัญคือมันไม่มีวันตายครับทุกวันนี้เราถึงได้มานั่งพูดถึงกันไงครับ ในพระไตรปิฏก ไม่มีมายากลแบบนั้น(เหาะเหิน ยืนบนน้ำ ทรงเจ้าเข้าผี)บันทึกไว้นะครับว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดง มีแต่ในคัมภีร์ชั้นรองๆๆลงมา และพระอภิธรรมที่แต่งขึ้นมาในภายหลัง มีแต่อภินิหารที่พระองค์ช่วยให้คนหลงได้มีดวงตาหายบอด ได้พบว่าเขานั้นดำรงอยู่บนมรรคาอยู่แล้ว ดั่งพระองค์พูดเสมอๆๆว่า " ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์ แต่อย่างเดียวนี้เท่านั้นคือ เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบไปด้วยกามกิเลสและตัณหา ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกเสียจากกามกิเลสและตัณหา เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลาย ตกเป็นทาสของโทสะและการผูกเวร ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทสะและการผูกเวร เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชา ก็ทรงเปิดตาของคนเหล่านั้น ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา ซึ่งเป็นความบอดมืดยิ่งเสียกว่าความมืดแห่งราตรี ภิกษุทั้งหลาย! ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันกระทำ "
อนึ่งคือมนุษย์ไม่ค่อยรู้หรอกครับว่าพวกเขามีพลังอำนาจมากแค่ไหน? ดังนั้นเขาจึ่งมักจะร้องพึ่งสิ่งนอกตัวอยู่ร่ำไป ทั้งๆๆที่ความจริงพวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างปาฏิหาริย์มีพลังอำนาจที่จะปลุกตัวเองและโลกให้ตื่นขึ้น ที่สำคัญมันคือเหตุผลที่เขาอยู่ที่นี่ดำรงอยู่เสียด้วย เรื่องพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ของมนุษย์บางพวกที่สวรรค์เลือกหรอกครับ ถ้าพวกเขาอยากที่จะเห็นปาฏิหาริย์พวกเขาก็ต้องเป็นมัน นี่คือสิ่งที่สวยงามยิ่ง พระพุทธเจ้าถึงเน้นไงครับว่าจงเป็นแสงสว่างให้ตัวท่านเอง แม้กระทั้งในสูตรสุดท้ายมหาปรินิพพานสูตร
dr.date (IP:61.90.165.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 234 27 ก.ค. 2555 (09:22)

ลืมบอก อ.Date ผมค้นเจอหนังสือ "เต๋าเต็กเก็ง" ปรากฎว่ามีอยู่ 2 สำนวนแปล เป็นของคุณโชติช่วง นาดอน กับคุณประชา หุตานุวัตร ... ของคุณประชามีสรุป background เกี่ยวกับความเป็นมา ... เช่น มีแนวคิดที่พิจารณาว่า "เล่าจื้อ" อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ อาจเป็นงานเขียนที่ช่วยกันเรียบเรียงขึ้นมา


ผมเห็นแล้วว่า "เรื่องศรัทธา" เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับแต่ละคนแตกต่างกันไปได้ ต่อไป คงจะเลี่ยงไม่เข้าไปกระทบศรัทธาของคนที่แตกต่างกันได้ และการยึดมั่นในศรัทธาหากจำกัดอยู่เฉพาะตนก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากรวมกันเป็นคณะเป็นกลุ่มก้อน ก็จะเป็นพลัง แต่ก็เป็นดาบสองคมได้ง่ายๆ


ผมกับลูกชายคนโตชอบดูหนังประวติศาสตร์ สงคราม สู้รบ ยิ่งดู เราก็ยิ่งเห็นว่า ในทุกยุกทุกสมัย เราก็มีปัญหาคล้ายๆกัน เพียงแต่สะท้อนออกมาแตกต่างกันเท่านั้น ... ได้เห็นยุคที่คนถูกประณามว่าเป็นแม่มด มีการเผากันทั้งเป็น เห็นคนที่ใช้หัวโขน ใช้สิ่งแอบอ้าง เป็นอำนาจ ที่จะทำลายล้างกัน


เมื่อวานได้มีโอกาสฟังอ.ดร.วรภัทร บรรยายธรรมะ ก็ให้รู้สึกชื่นชมท่าน จริงๆก็ไม่เห็นด้วยบางเรื่อง(ที่เิกินมนุษย์ธรรมดา... ซึ่งผมว่า อันนี้ปกติ) การบรรยายเป็นชั่วโมงนี่ ก็ต้องมีศิลปะพอสมควร บรรยากาศที่สบายๆไม่เครียด การสร้างความสนใจ และก็หนีไม่พ้นการสร้างศรัทธา (หากไม่ต้องพึ่ง/ไม่สนใจส่วนของศรัทธาแล้ว ก็จะดูๆเกินๆ ไม่จำเป็น) อ.วรภัทร พูดเน้นเรื่อง สัญญา(และสังขาร) ที่ผิดพลาด ที่เราฝังหัวกัน โดยเฉพาะฝังในรูปแบบแนวคิดของสังคม ... ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับ "การรับรู้" ที่ผิดพลาด ที่เราต้องการฝึก "รับรู้ตรง" แทน


---


เห็นด้วยครับว่า "เต๋าเต็กเก็ง" ไม่ใช่หนังสือที่จะอ่านได้แบบปกติทั่วไป จะลองเอาไว้ไกล้ตัว เพลินๆ ว่างๆ ก็จะหยิบมาดูเป็นบทๆ เป็นท่อนๆไป ... จริงๆ ผมก็พึ่งจะมีแรงกระตุ้นให้อยากอ่าน และพอจะอ่านได้บ้างแล้ว


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 235 27 ก.ค. 2555 (13:30)
จริงๆๆ ผมพยายามจะแยกศรัทธากับความเชื่อออกจากกันนะครับ คือใช้ในคนละความหมายต่างกันนิดหนึ่ง ตรงที่ผมอยากแบบศรัทธาในลักษณะความวางใจในตัวเอง ในชีวิตของตัวเองมากกว่า อย่างไร?ก็ตามความเชื่อจำเป็นต้องอาศัยปัญญาด้วยครับ ความเชื่ออย่างงมงายนี่น่ากลัวครับ เพราะมันก่อให้เกิดความยึดติดในมุมมอง และซ้ำร้ายมันจะกลายมาเป็นลัทธิเผ่าพันธ์นิยมไป อย่างประเทศไทยนี่เห็นได้ชัดครับ อย่างคำพูดว่าประเทศไทยคือเมืองพุทธที่ใหญ่ที่สุด ประเทศไทยคือศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก หรือกระทั้งความคิดที่ว่า ศาสนเราเท่านั้นคือหนทางที่แท้นี่น่ากลัวครับ ในประวัติศาสตร์เราจะเห็นสงครามทางศาสนาก็เพราะเรื่องแบบนี้นั้นแหละครับ คนๆๆหนึ่งพร้อมที่จะฆ่าคนอีกคนหนึ่งเพื่อยืนยันว่าความเชื่อของตนนั้นถูกต้อง ถ้าคุณเชื่อต่างกันคุณก็ต้องขัดแย้งกันแน่ๆๆนี่เป็นเรื่องธรรมดาครับ แม้กระทั้งถึงเราตายเราก็จะได้ไปสวรรค์เพราะเราได้ทำหน้าที่รับใช้พระเจ้าแล้ว รับใช้ศาสดาแล้ว อิสลามนี่ร้ายแรงมากนะครับ ทั้งๆๆที่แก่นของอิสลามจริงๆๆคือสันติครับ พระมุหะหมัด ท่านก็สอนอย่างนี้แม้ว่าในประวัติของท่านมันจะมีเรื่องเนื่องด้วยสงครามเสมอๆ แต่ถ้าเราตีบริบทแตกก็จะเข้าใจครับว่ายุคนั้นมันเป็นยุคเถื่อน บางครั้งดาบก็เป็นสิ่งจำเป็น นะครับ มันไม่มีเส้นแบ่งที่แน่ชัดระหว่างยารักษาโรคกับยาพิษ เช่นไร สงคราม(ความดีหรือความชั่วร้ายในสงคราม)ก็เป็นเช่นนี้ ท่านก็พยายามที่จะเรียกร้องสันติภาพทุกหนทาง แต่มนุษย์นั้นใช่ว่าจะฉลาดนักนะครับพวกเขาก็ไม่ฟังท่าน ดังนั้นท่านก็เลยต้องรบ แต่แน่นอนว่าคนอย่างพระมุหะหมัดจะไปสงครามทั้งจิตวิญญาณ ท่านไม่ได้ตีตราให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเป็นเรื่องดีหรือชั่ว ทีนี้พอยุคต่อมามันไม่เป็นงั้นครับมันกลายเป็นเรื่องลัทธิเผ่าพันธ์ไป คือเพื่อพิสูตรว่าเผ่าพันธ์เราความเชื่อเราคือสิ่งที่ถูกต้องใครไม่ยอมรับต้องถูกกำจัด บ้านเราโชคดีอย่างหนึ่งก็คือองค์กรทางศาสนาไม่เคยมีอำนาจอยู่ภายใต้รัฐตลอดมันก็เลยไม่มีเรื่องทำนองนี้ แต่แน่นอนว่ามีความคิดแบบนี้อยู่ลึกๆๆ ผ่านความเชื่อครับ

เมื่อสองปีก่อน ผมเคยพูดถึงเรื่องเต๋าไป คือตอนนั้นกำลังบรรยายพุทธธรรมอยู่พอดีนึกนิทานเต๋าขึ้นมาเลยเอามาเล่า เด็กป.โทคนหนึ่งส่งกระดาษเขียนคำถามมาให้และพูดว่า ทำไม? อ.ถึงต้องไปอ้างเต๋า พุทธเราดีไม่พอหรือครับ(คือแกมองว่าผมสอนแบบนี้จะดึงให้พุทธธรรมตกต่ำลงเพราะลัทธิเต๋านอกรีตจะมาเปรียบพุทธธรรมได้อย่างไร?) อ.ไม่รู้หรือครับว่าถ้าจะหาพระนิพพานไม่มีในเต๋าเต็กเก็ง เห็นไหมครับ? ว่าความคิดทำนองนี้มันมีอยู่ ผมตอบแน่นอนครับว่ามันไม่มีแต่มันไม่มีในมิติของถ้อยคำแต่ไม่ใช่นัยยะ ผมต้องการให้พวกคุณเป็นผู้แสวงหาสัจจะไม่ใช่ภาชนะบรรจุสัจจะนั้น จากนั้นก็พูดเรื่องการยึดติดทางความคิด วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณไปครับ....

ทีนี้เรื่องความเชื่อนี้มันต้องอาศัยปัญญาครับมันแยกขาดจากกันไม่ได้ ปัญญา(รวมสติ สมาธิ วินัยหรือศีลด้วยนะครับ) การเชื่อในอำนาจภายนอกตัวเราไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่เราต้องรู้จักไม่ให้มันสุดโต่งไป คือเราตระหนักว่าเรานั้นไม่มีอำนาจอะไร?เลยดังนั้นจึ่งต้องพึ่งพาอำนาจภายนอก การคิดแบบนี้ก็กลายเป็นอุบายให้เราลดความยึดมั่นถือมั่นว่าเราดีเราแน่เราเก่ง อะไรทำนองนี้ได้อีกทางครับ คือเราไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย แต่ส่วนใหญ่มันไม่เข้าใจครับมันไปสุดโต่งคือ งอมืองอเท้า หวังให้อำนาจภายนอกเขามาช่วยมันก็เลยออกไปทางไสย์ ไม่ก็การยึดติดทางบุคคลจริยา คือมองธรรมเป็นภาพราคาแพงที่มีไว้ดูแต่ไม่มีปัญญาจะซื้อมาเก็บไว้ครอง หรือก็คือความเชื่อทำนองว่า มีบุคคลคนหนึ่งที่สวรรค์เลือกไว้ให้เข้าถึงพระเจ้า ถึงสวรรค์ ถึงนั้นนี่แต่ไม่ใช่เรา เป็นการยอมสยบต่อชีวิตไปโดยไม่ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองมาใช้ปัญญาของตนเอง ในกามนิต กวีแกก็แต่งให้นายกามนิตเป็นคนแบบนั้น คือแกคิดว่าความทุกข์จากการเสียคนรักจะหมดไปเพียงแกได้ไปพบพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรม แต่พอแกพบจริงๆๆแกอยู่กับพระพุทธเจ้าทั้งคือแกกับไม่รู้ตัวว่านั้นแหละคือพระพุทธเจ้าที่แกดั้นด้นจะหาแกอยู้ด้วยทั้งคืนแต่ก็ไม่รู้ จนกระทั้งไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะสอนอย่างไรแกก็ไม่รับเลยไม่ซาบซึ้งถึงกับพูดว่า ไอ้พระแกนี้คงจะแอบอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่งเติมเป็นแน่
จนแกโดนควายขวิดตาย กวีก็แต่งไปเลยว่าแกไปเกินในแดนสุขาวดี จากผลบุญที่แกศรัทธาในพระพุทธเจ้าแม้จนวันสุดท้ายของลมหายใจ จนตอนจบนายกามนิตถึงได้รู้ความจริงว่าตนเคยพบพระพุทธเจ้าแล้ว ก้คือพระที่แกคิดว่าเป็นมิจฉาชีพนั้นแหละ และแกก็ตระหนักว่ามีแต่ปํญยาเท่านั้นที่จะช่วยให้แกหลุดพ้นได้ เป็นความรับผิดชอบของตัวแกเอง

การพึ่งตนเองจริงๆๆก็ถ้าไปสุดโต่งมันก็อันตรายเหมือนกันครับมันจะกลายเป็นว่าเราเกิดไปคิดว่าเราแน่เราเก่งกว่าคนทั้งโลก คนแบบนี้ทุกวันนี้เยอะครับ อย่างเจ้าสัว....ที่รวยที่สุดในไทยของเรา แกพูดเลยแกเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น พอถึงเวลาแกก็แบ่งเศษเงินมาทำบุญเล็กๆๆน้อยๆๆ ทั้งๆๆที่ผมสงสัยว่าแกเคยคิดไหม?ว่าตัวเองเอาเปรียบคนทำลายคู่แข่งไปมหาศาลขนาดไหน? มีกี่ชีวิตที่ต้องตายไปทั้งสัตว์ทั้งคนสังเวยให้กับอณาจักรธุรกิจของแก นี่คือคนที่เราดูเป็นตัวแทนของแนวคิดแบบบริโภคนิยมได้เลยครับ

ความเชื่อนี่สำคัญครับที่ท่านพุทธทาสไม่ประสบผลสำเร็จกับชาวบ้านธรรมดา หนึ่งคือท่านวิชาการเกินไป สำหรับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำจริงไหม?ครับ สำหรับเราอาจจะมองว่าก็ธรรมดานี่ แต่แน่นอนว่าบางทีท่านอ.แกจงใจที่จะเน้นที่คนที่มีการศึกษาสูงในยุคของท่านก่อนอันนี้ก็ไม่ว่ากัน อีกประเด็นอย่างที่เราพูดกันไปแล้วว่า ท่านทิ้งวิธีแบบคุรุศักดิ์สิทธิ์ ใช้วิธีลัด คือใช้สมาธิภาวนา(และปัญญา) ควบคู่ไปกับตรรกะวิธีในการเข้าถึงธรรม ดังนั้นชาวบ้านไม่ค่อยเลื่อมใสท่าน เพราะท่านเหยียบน้ำทะเลไม่จืด ท่านถอดจิตไม่ได้ อะไรทำนองนี้ในความคิดของชาวบ้านนะครับ อย่างทุกวันนี้เวลาพระเทศน์ บางรูปก็พูดเรื่องธรรมดามากๆๆ แต่คนเชื่อคนก็ฟังแก แม้พระรูปนั้นจะไม่ได้มีผลสำเร็จอะไรเลย เห็นชัดครับ แต่คนยกย่องเขาก็เชื่อเขาก็ทำตามมันก็ดีครับ หลวงพ่อเทียนตอนแรกท่านจะไม่บวชนะครับ ท่านก็สอนไปทั้งที่เป็นคนะรรมดานั้นแหละเพราะท่านเข้าถึงแก่นท่านไม่ได้ที่เปลือกท่านรู้ว่าการบวชก้แค่เปลื่ยนเสื้อมันไม่มีประโยชน์ถ้าข้างในเราไม่มีพระพุทธ แต่สอนแล้วคนไม่ฟังท่านนะครับ คนหัวเราะท่าน ท่านก็เลยเปลี่ยนวิธีมาบวชเลย แล้วที่นี้คนก็มาหาท่านใหญ่เลยครับ นี่ครับผลของความเชื่อ ในระดับต้นมันก็สำคัญครับ อย่างผมเคยพูดกับคนต่างจังหวัดผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่แหละครับเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ไม่รุ้หรอกว่าผมมีอาชีพอะไร? เขาไม่ฟังเลย แกบอกคุณสอนแบบนี้ไม่เห็นเหมือนที่เราเข้าใจมาจากท้องพ่อท้องแม่เลย คุณสอนผิดรึเปล่า

ทีนี้ผมก็เลยลองทดสอบดูคือผมถามแล้วคำสอนที่ถูกเป็นอย่างไงครับ แกก็พูดมาเลยว่านี่พระอ.ของแกว่างี้ วันรุ่งขึ้นผมเอาใหม่ ผมเอาคำสอนของพระอ.แกนี่แหละมาพูด โดยไม่แต่งไม่เติมเลยก็อปปี้วางเลยครับ แกพูดทันทีเลยว่า คุณมั่วอีกแล้วคุณบิดเบื้อนอีกแล้วต้องงี้สิ ผมก็ถามว่า พระอ.คุณสอนมาแบบนี้หรือครับ แกก็บอกใช่เลย ผมก็เลยรู้เลยว่าแกฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับอาจจะไม่อ่านเสียด้วยซ้ำ คือแกไม่ได้อ่านไม่ได้ศึกษาอย่างที่พูดเลย แม้แต่พระอ.ของแกที่แกยกย่องนี่แหละ(ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยและมองว่าแกใช้ไสย์เวทเพื่อจุดประสงค์อื่นรึเปล่า)

จริงๆๆเรื่องอภินิหารที่มีบรรยายในคัมภีร์ถ้าเรารู้จักใช้ภาษาธรรมมาจับก็จะเห็นถึงความฉลาดของผู้เขียนนะครับ อย่างไซอิ๋วนี่ดูแล้วไม่มีอะไร? แต่ที่จริงแล้วเต็มไปด้วยปริศนาธรรมคุณโกวิธเขมานันทะแกก็ไขมาส่วนหนึ่ง ซึ่งปกติผมจะไม่อ่านงานเขียนของแกแม้เราจะรู้จักกันดี เพราะหลายๆๆอย่างเราเข้าใจคล้ายๆๆกันมีทางของตัวเอง จะต่างก็แค่วิธีพูด แต่เล่มนี้นั้นแหละที่ผมอ่านจนจบและยอมก้มหัวให้ด้วยความชื่นชม กวีที่เขียนเรื่องนี้แกเป็นปราชญ์ทางพุทธ เต๋า ขงจื่อรวมทั้งประวัติศาสตร์ นะครับ นี่ของจีนก็เลียนแบบวิธีนี้มาจากอินเดีย ในงานประพันธ์อินเดียเหมือนกันมันก็มักตจะมีสองมิติ อย่างเมื่อพระพุทะเจ้าลอยถาดเสี่ยงทางถาดตกลงไปปลุกพญานาคตนหนึ่งซึ่งจะตื่นขึ้นทุกๆๆครั้งที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติ ดูแล้วเป็นเรื่องแนวอภินิหาร แต่ถ้าเราเข้าใจเราจะพบว่า นาคในวรรณกรรมพุทธในบางครั้งใช้เป็นบุคลาธิษฐานของ ปัญญารู้แจ้ง จริงๆๆมันมีเรื่องทำนองนี้ตลอดเรื่องครับ เหมือนพระสูตรมหายานอย่างอวตังสกสูตร หรือ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ฉากจะอลังการมาก แต่มีปริศนาธรรมซ่อนอยู่ตลอดทั้งสูตรดังนั้นจึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านแตก จะเอาตรรกะวิธีวิเคราะห์อย่างฝรั่งอย่างเดียวมาจับแล้วจะเข้าใจมันเป็นไปไม่ได้ ก็เหมือนปกรณ์ของเต๋า โดยเฉพาะจางจื่อ และ เลี่ยจื่อหรือกุงอัน(โกอาน)ของเซน หรือกระทั้งเรื่องเล่าของซูฟีร์ นั้นแหละครับ เราจะไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยวิธีวิเคราะห์ เขาถึงเรียกว่าลัทธิเน้นรหัสยนัย

มาที่เรื่องความเชื่ออีกครั้ง อ.นิรันดริ์แกพูดเรื่องกราบพระรัตนตรัยขึ้นมา เราก็ต้องเข้าใจพระรัตนตรัย นี่หมายถึงอะไร พระพุทธก็ไม่ได้หมายความถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์(ซึ่งนักวิชากการ(หรือเกิน)บางคนยังอ้างว่าท่านไม่มีตัวตนอยู่จริง ถึงมีก็ไม่ใช่แบบที่ชาวพุทธเชื่อแบบที่พระไตรปิฏกบรรยายไว้) แต่ยังหมายถึงความดีงาม ความกรุณา ปัญญาตื่นรู้ ที่อยู่ภายในตัวเราด้วย นี่คือพุทธะ คือเมล็ดพันธ์แห่งความตื่นอันเราควรระลึกถึง ในอินเดียคนอินเดียจะทักกันว่านมัสเต คำนี้ที่จริงก้แปลว่า ฉันของน้อบน้อมต่อความดีงาม ความกรุณา ปัญญาตื่นรู้ ที่อยู่ภายในตัวของเธอนะครับ พระธรรมก็คือเรื่องของกฏธรรมชาติ อันนี้คงไม่ต้องพูดมากหรอกครับเพราะดูไม่ค่อยมีปัญหาเพียงแต่ต้องจับประเด้นให้ได้ว่าพระพุทะเจ้าสอนเรื่องอะไร? พระสงฆ์ พระสงฆ์นี่มาจากคำว่าสังฆะครับ สังฆะหมายถึงหมู่คณะอย่างต่ำๆๆคือ5-6 ไม่ใช่คนที่บวชแล้วนะครับความหมายมันบิดเบือนไป เขาไม่เรียกว่าสังฆะ หรือ สงฆ์ สงฆ์ต้องเป็นกลุ่ม หรือพูดให้ถูกก็คือ ชุมชนของคนปฏิบัติธรรมนั้นแหละคือสังฆะ ดังนั้นพุทธบริษัทสี่คือพระสงฆ์ในความหมายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่ท่านยกให้เป็นมณีพระพุทธองค์ให้ความสำคัญมากท่านบอกเลยว่าสำคัญกว่าท่านเสียอีกเพราะชุมชนผู้ปฏิบัตินี่แหละคือสิ่งที่จะสืบต่อไป จากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งถึงอีกองค์(คือศาสดาที่แท้จริงท่านย่อมรังสรรค์ครูไม่ใช่สาวก รังสรรค์ผู้รู้แจ้งไม่ใช่ผู้ตาม ดังนั้นพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วพระองค์ยังดำรงอยู่หรือเปล่า บางทีแท้ที่จริงแล้วพระองค์ก็ดำรงอยู่ในลมหายใจของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ๆๆที่งอกเงยขึ้นมานี้(งอกเงยจากรากฐานที่พระองค์ทรงวางไว้)) สังฆะ คือชุมชนของคนที่จะคอยเตือนยามเราเผลอ ยามเราประมาท คนเกื้อกลูเราในการแสวงหาอิสรภาพทางจิตวิญญาณ นี่คือพระสงฆ์ ดูพุทธประวัติเราจะเห็นชัดเลยครับพระรูปหนึ่งมีความหลงผิดพระอีกรู้จะเข้ามาเตือนเข้ามาชี้แจ้ง มาให้กำลังใจ ไม่ใช่แค่นักบวชที่เป็นผู้ชายในพระพุทธศาสนารูปหนึ่งเท่านั้น เราพูดถึงพระศรีในอนาคต พระศรีคือพระพุทธเจ้าแห่งความรักความเมตตา แต่ในบางแง่แล้วบางทีพระศรีก็คือดอกผลแห่งสังฆะที่เติบโตขยายเอาความดีงาม และ สันติภาพ สันติสุขไปทั่วโลกนี่คือพระศรี


ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ก็เรียกได้ว่าเราเข้าใจในพระรัตนตรัย ในคุณของพระรัตนตรัย ที่นี้การกราบก็คือการโน้มนำตัวเราเพื่อที่จะไปเรียนรู้เป็นการเปิดใจครับคล้ายๆๆการทำแก้วที่เต็มให้ว่างเป็นการน้อมนำจิตว่าเราจะแสวงหาอิสรภาพทางจิตวิญยารแล้วนะ เราจะบ่มเพาะความกรุณา ในธิเบตกว่าคุณจะรับพระรัตนตรัยได้(จริงๆๆ)คุณต้องผ่านการทดสอนอย่างเดินหนึ่งก้าวกราบหนึ่งก้าวแสนครั้ง และ อื่นๆ ที่นี้เดี๋ยวนี้มันเป็นพิธีไปความหมายมันหมดไปครับกราบเราก็กราบแบบส่งๆๆกันคนยุคนี้นะครับ หรือไม่ก็เพื่อขออะไรสักอย่าง การกราบนี่สติของเราต้องอยู่ที่นั้นด้วยครับไม่งั้นก็ถือว่าไม่กราบ และมันเป็นอุบายให้เราสัมผัสความเป็นพระพุทธเจ้าแว็ปหนึ่งด้วยเพราะเรามีสตินี่ครับ
dr.date (IP:202.44.70.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 236 27 ก.ค. 2555 (14:37)
มาที่เรื่องเต๋าเต็กเก็ง อ.MGภาษาแต้จิ๋วเลยครับ ถ้ากลางเราก็ต้องอ่านว่าเต้าเต้อจิง ที่นี้เล่าจื่อมีตัวตนหรือไม่ไม่มีใครชี้ขาดได้หรอกครับเพราะถ้ามีตัวตนจริงแกก็อยู่มาสองพันกว่าปีแน่ๆๆ เพราะอย่างช้าเต๋าเต็กเก็งนี่มันอายุสองพันปีกว่าๆๆเป็นอย่างน้อย ต้นฉบับมันก็คงเป็นปุ๋ยไปแล้วละครับ เก่าสุดเท่ที่เรามีนี่มันก็มีหลายฉบับบอายุใกล้ๆๆกันอีกที่สำคัญคือเราไม่รู้ว่าอันไหนใกล้ ต้นแบบบสุดเพราะมันเขียนไม่เหมือนกันบ้างพอสมควร ที่สำคัยคือเราไม่รุ้ว่ามันลอกกันมากี่ฉบับบแล้วหรือกี่ต่อแล้ว ที่นี้เหล่าจื่อ หรือ เล่าจื่อ มีตัวตนอยู่ไหม? เราต้องรู้ว่าแกชื่ออะไร?เราก็ไม่รู้ เพราะเราณุ้แต่ว่าคนเขียนคัมภีร์นี้นะเป็นนักปราชญ์ชรา คำว่าเหล่าจือแปลว่านักปราชญ์ชรา ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีมากกว่าหนึ่งที่เขียนเต๋าเต็กเก็ง

ที่นี้ที่มีตัวตนอยู่แน่ๆๆคือขงจือ และ ในชีวประวัติเล่าว่าขงจือเคยไปเรียนจริยธรรมกับปราชญ์ชื่อเหล่าตั้น ซึ่งมีคัมภีร์เก่าๆๆหลายเล่มพูดถึงว่าเป็นนักปราชญ์ซุ่มตัว เช่น ปกรณ์จางจื่อ ทีนี้เหล่าตั้นนี้เป็นคนเดียวกับเหล่าจือหรือไม่? เราคิดกันว่าน่าจะใช่ หรือไม่ก็เป็นหนึ่งในเหล่าจือทั้งหมดที่เขียนเต๋าเต็กเก็ง เมื่อมองในแง่ความคิด เต๋าเต็กเก็งสะท้อนความคิด สามช่วงของเต๋าคือยุคแรก ยุคสอง ยุคสาม ยุคแรกเน้นปลีกตัวออกจากโลก ยุคสองเน้นสอดคล้องกับกฏของธรรมชาติ ยุคสามเน้นมุนีบ้าน เราจะเห็นว่าเต๋าเต้อจิงนี่มีทั้งสามช่วง ตัวแทนแนวคิดยุดแรกๆๆคือท่านหยังจู ยุคสองคือ นี่ไม่มีตัวแทนที่แน่ชัดน่าจะพูดว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ในเต๋าเต็กเก็งภาคเต็กกับบางส่วนในภาคเต๋า และก็ที่มีอยู่ในจางจื่อ ในเลี่ยจื่อ คือตัวแทน ในยุคสามก็มีจางจื่อเด่นขึ้นมาถือเป็นพัฒนาการสูงสุดและตรงนี้และที่นิกายเซนดูกลืนเข้ามาหลอมรวมกับพุทธศาสนามหายานเดิม ดั้งนั้นบางท่านจึ่งพูดว่าคัมภีร์นี้น่าจะรจนาช่วงยุคหลังจางจื่อมาแล้ว(จางจื่อมีอายุอยู่ประมาณ2300 ปีที่ล่วงมา ยุคจั้นกั๋ว(ยุคสงคราม) ราวๆ 475-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ไม่ก็น่าจะเขียนในยุคขงจื่อนั้นแหละครับ แต่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงต่อๆๆกันมาจากปราชญ์หลายๆๆท่าน

แต่จริงเราก็ต้องพูดว่าเราไม่มีวันรู้หรอกครับและอาจจะไม่สำคัญด้วย ทำไมเราถึงเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริงแน่นอนว่าเราเกิดไม่ทันแต่เราเชื่อเพราะเรามีหลักฐานพอสมควรที่จะยืนยันว่าท่านน่าจะมีตัวตนอยู่จริง จริงๆๆพวกผู้วิเศษทางศาสนาท่านไม่ค่อยทิ้งรอยเท้าเอาไว้หรอกครับ ท่านไม่ใช่นักการเมือง อย่างถ้าไม่มีไบเบิ้ลเราก็ไม่รู้จักพระเยซูเลย ไม่มีข้อเขียนของเพลโตเราก็ไม่รู้จักโสเครตีส แน่นอนว่าภาพที่เราวาดไว้อาจจะไม่ตรงกับที่ท่านเป็นก็ได้ ก็เหมือนพระพุทธเจ้านั้นแหละครับเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้เขียนพุทธประวัติจะเขียนแล้วสือถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าเป็นได้จริงๆ 555 อย่างที่อ.พูดนั้นแหละครับเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนที่เป็นจิตสำนึกของมนุษย์ชาติมากนัก แต่ดเรากับรู้ดีเรื่องของคนบ้า ประวัติศาสตร์บันทึกแต่เรื่องของคนบ้า อย่างที่อ.พูดนั้นแหละครับ คนนี้ไปฆ่าคนนั้นไปยึดเมืองนี้ ไปบุกทวีปนนั้นฆ่าคนท้องถิ่งมันโง่มันเถื่อน ทุกยุกทุกสมัยมนุษย์มัวแต่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องดังนั้นเขาก็เลยไม่เคยเรียนรู้ นี่คือสังสารวัฏแบบหนึ่งครับแล้วมนุษย์ก็ซ้ำชั้นอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน? นักประวัติศาสตร์แกก็พูดว่า ประวัติศาสตร์นะมันเดาไม่ยากหรอกมันมักจะซ้ำรอย

ในมิลินทปัญหา พญามิลินท์ถามพระนาคเสนว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริงไหม?หรือเพียงแต่เชื่อกันว่าท่านมี ท่านนาคเสนถามว่าแล้วท่านคิดว่าบรรพบุรุษของท่านมีจริงไหม? พญามิลินล์แกก็พูดก็มีสิพระคุณเจ้า ไม่งั้นก็คงไม่มีข้าพเจ้า พระนาคเสนก็ตอบว่าก้นั้นแหละ เราก็ตอบพระองค์แบบนั้น

ทีนี้วิธีเขียนของอินเดียเราจะเห็นว่าอินเดียพัฒนาความคิดได้เก่งมากกว่าจีนดังนั้นอินเดียจึ่งพัฒนาแนวคิดไปทางปรัชญาเก่งมาก พระอภิธรรมคือตัวแทนที่เราจะเห็นได้ส่วนหนึ่ง หรือพระสูตรมหายาน แต่จีนเน้นการปฏิบัติ ปราชย์จีนจะเขียนแต่ข้อสรุปแต่ไม่บรรยาย ผมก็คือปกรณ์จีนจะสั้น แต่ทุกๆๆคำมีความหมาย เพราะภาษาจีนทุกตัวอักษรมีความหมายกว้างมากตีความได้หลายอย่าง ไม่มีไวยากรณ์ เรียนภาษาจีนง่ายครับเพราะตรงนี้ แต่ยากตรงเราต้องจำตัวอักษร จำได้หนึ่งตัวก็แปลได้หนึ่งคำ ทีนี้เวลาแปลเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่มันก็เลยแทนกันไม่ได้ เพราะบางทีคำในภาษาหนึ่งๆๆอาจจะสื่อได้ไม่กว้างพอ

นี่คือความลำบากของการอ่านปกรณ์จีน ถ้าเราไม่รู้ภาษาจีนเพราะ ถ้าคนแปลแปลไม่กว้าง หรือแคบ หรือ ผิด เราก็จะหลงตาม ดังนั้นควรที่จะดูหลายๆๆฉบับแล้วพิจาณณาดูความหมายความสอดคล้องเอา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจมันไม่ได้ ผมขอยกตัวอย่างคุณพ่อโทมัส เมอร์ตั้น ซึ่งเป็นบาทหลวงท่านนี้ก็ถือว่าเป็นครูทางจิตวิญญษรที่สำคัญคนหนึ่งร่วมสมัยกับเรา น่าเสียดายที่ท่านตายตอนมาประชุมว่าด้วยสันติภาพที่กรุงเทพ ท่านไม่รู้ภาษาจีนแต่กลับสามารถถ่ายถอดความคิดของจางจื่อออกมาได้อย่างใกล้เคียงของเดิม จนกลายเป็นฉบับมาตรฐานของปกรณ์จางจื่อในภาษาอังกฤษไปแล้ว แต่ถ้าเราสังเกตต่อเราจะพบว่าเป็นเพราะท่านอยู่ในนิกายที่มีข้อปฏิบัติที่ใกล้เคียงกับชีวิตของจางจื่อ(นิกายแทร๊ปปิสต์เน้นการเข้าเงียบ) ดังนั้นท่านจึ่งสือกันจากใจถึงใจไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาท่านก็แปลได้เข้าใจได้ทั้งๆๆที่ไม่รู้ภาษาจีนครับ

ผมไม่มีฉบับภาษาไทยเพราะมีฉบับแปลเอง ตอนนั้นใช้หลายเล่มจีนบ้างอังกฤษบ้างเอามายำรวมกันถอดความเองตามความรู้ภษาห่วยๆๆของผมนี่แหละครับ แต่ฉบับของนายทองแถมก็น่าจะใช้ได้ครับ เพราะแกรู้ภาษาจีนดีมาก และ แกใช้ภาษาได้กระชับ ส่วนของคุณประชาเข้าใจว่าแปลมาจากภาษาอังกฤษหลายๆๆเล่มครับ

อีกประการคือการอ่านเต๋าเต้อจิงควรจะอ่านจากภาคเต้อก่อน เพราะเหมือนภาคที่เตียงให้เราตัดทำลายความคิดทั้งหมดที่คุ้นเคยที่ยึดถือ จากนั้นพอเป็นแก้วที่ว่างแล้วก็จะอ่านภาคเต๋าได้แตก แน่นอนว่าในการอ่านแต่ละครั้งไม่ควรอ่านทีละบทครับ ยกเว้นเราจะดูมันทั้งภาคมาแล้ว หรือ จับได้ว่าเขาพูดอะไร? อะไรที่เป็นแก่น ผมเองก็ชอบอ่านแบบกระโดดๆๆครับ แต่ถ้าจะอ่านให้แตกผมก็เข้าใจว่าเราควรที่จะมองเอกภาพของแต่ละภาคให้ได้ก่อนว่าอะไรคือแก่น จากนั้นเราค่อยมาวิเคราะห์ทีละบทได้ แต่เราต้องไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจมันมากเกินไป ต้องเข้าใจว่าเต๋าเต้อจิงนี่เข้าใจโดยใช้แค่ตรรกะยังไม่พอแต่ต้องใช้สมาธืประสบการณื และ ปัญญาญษณฉับพลันด้วย ต้องเข้าหาแบบกวีดื่มดำครับ ไม่ใช่แบบนักปรัชญาฝรั่งทำ ไม่งั้นมันจะเสียจิตวิญญาณไป มันจะกลายเป็นวิชาการกลายเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมร้อย-พันเท่า แต่ว่างเปล่า ไร้สาระ เหล่าจืท่านก็เตือนไว้แล้วครับว่า ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้ หรือ เต๋าที่เอามาบอกเล่าได้ไม่ใช่เต๋าที่อแท้ เต๋าที่เป็นอมตะ

อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้เยอะคือจตุปกรณ์สำนักหยู่ หรือคัมภีร์สำนักขงจื่อครับ เพราะขงจื่อเป็นตัวแทนความคิดแบบจีนทั่วๆๆไป แต่เหล่าจื่อเป็นแบบขบถจากของเดิมดังนี้นคิดในแง่ตรงกันข้ามกับพวกขงจื่อนั้นแหละคือพวกเต๋า อย่างสิ่งที่คนบอกไร้ประโยชน์เต๋าก็บอกว่าไร้ประโยชน์นั้นแหละที่มีประโยชน์ ขงจือพยายามสอนให้คนทำตัวให้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม เหล่าจือก็พูดว่าก็เพราะอย่างนั้นท่านจึ่งไม่ได้เคยพักเพราะถ้าท่านทำตัวให้มีประโยชน์(มากเกินไป)คนทั้งโลกก็จะช่วงใช้ท่าน ตรงนี้ท่านก็จะสูญเสียเวลาทั้งหมดไปโดยตัวท่านเองไม่ได้ไปถึงไหนเลย? ดังนั้นจงทำตัวให้ไร้ประโยชน์นี่แหละคือประโยชน์ที่ควรจะวิตก ชาวจีนเวลาศึกษาเขาก็จะเอาทั้งขงจือทั้งเต๋า เขาก็เรียนขงจือก่อนตอนหนุ่มพอแก่ตัวเขาก็จะละทุกอย่างชื่อเสียงลาภยศเขาก็จะศึกษาเต๋าครับ แต่บางคนเขาก้ศึกษาควบคู่กันไปและปรับใช้เอาในแต่ละกรณี
dr.date (IP:61.90.165.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 237 27 ก.ค. 2555 (15:55)

ขอบคุณครับอ.Date เห็นอ.มีกระทู้ วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตร คงสักพักจะหาโอกาสไปศึกษาและคุยทางโน้นด้วย


ตอนนี้เรา "ยำ" กระทู้ท่านเค ไปพอสมควร เรื่องแนวทางของเต๋า ผมอาจจะตั้งเป็นกระทู้ใหม่ครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.8198 seconds !