ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 6 ก.ค. 2555 (15:03) ครับ เรื่องการศึกษาก่อนนะครับอยากจะพูดในบริบทของประเทศไทยก่อน แล้วครั้งหน้าๆๆจะพูดถึงในระดับของต่างประเทศอย่างใน ทิเบต ภูฐาน หรือ ศรีลังกา (ซึ่งออกแนวให้ควบคู่ไปกับเรื่องทางจิตวิญญาณ) รวมทั้งการศึกษาที่แท้จริงว่าควรจะมีความหมายอย่างไร? อ้อเรื่องการสวดพระอภิธรรม ถ้าแปลได้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ไม่งั้นคนที่ไม่รู้บาลีก็ฟังไม่รู้เรื่องครับ มหายานนี้เขาก็แปลและสวดน่าจะทำแบบนั้นนะครับ
เรื่องการศึกษานี้ เราต้องมามองที่รากฐานกันก่อนว่า ทุกวันนี้เรามองว่าการศึกษาคืออะไร? จริงไหม?ครับว่าเรามองว่าการศึกษาคืออะไร?บางอย่างที่ใช้เพื่อจัดเตรียมอาชีพให้มนุษย์ในสังคม เพื่อแรงงาน เพื่อหล่อหลอมอัตลักษณ์บางอย่าง และ ยัดอะไรบางอย่างที่สังคมคาดหวังลงไปในตัวเด็ก เช่น เธอต้องเก่ง ต้องมีจริยธรรม รอบรู้ นี่คือความคิดพื้นฐานของเรา จากนั้นเราก็ส่งต่อมันจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่น คือ เราถูกบ่มเพาะมาอย่างไร? เราก็เอาสิ่งนั้นส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป เป็นกระบวณการซ้ำๆๆ จากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะพูดได้ว่า การศึกษาทุกวันนี้กำลังถูกใช้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ แต่ในคนรุ่นใหม่ที่เราอ้างว่าสร้างกันจริงๆๆก็คือ ทัศนะของคนรุ่นเก่าๆๆ ที่เราเอาสวมเข้าไปในตัวเขานั้นแหละครับ การสืบถอดจารีตต่างๆๆจากเรา
เช่น โรงเรียนคาดหวังที่จะสร้างเด็กที่เก่ง ในด้านอะไรก็แล้วแต่ แต่อันที่จริง ทุกวันนี้ก็ดูเหมือนว่า จะเอาทุกๆๆด้านแบบครอบจักรวาล555 (แม้ว่าอาจจะเน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งที่โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้)มากกว่าด้านอื่นๆๆที่เป็นประโยชน์น้อยกว่า และอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ล่ะสังคม) เขาก็จะไปร่างหลักสูตรขึ้นมาและจับเด็กโยนเข้าใส่ลงไปแบบหลับหูหลับตา โดยไม่สนใจว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขามีความถนัด ความชอบ ทัศนคติ ความคิดต่างกัน เธอมีหน้าที่ผ่านให้ได้ก็แล้วกันเราไม่สนว่าเอจะผ่านหรือไม่? เธอแค่ต้องเก็บมันให้หมด
อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วจะใช้ระบบครอบจักรวาลสำเร็จรูปสร้างคนได้อย่างไร? เรากำลังสอนเด็กไม่ใช่คอมพิวเตอร์ซึ่งจะป้อนอะไร?ลงไปก็ได้ ด้านต่างๆๆอย่างเท่าๆๆกัน (ผมสงสัยเหมือนกันว่าคนคิดมันรู้แบบครอบจักรวาลหรือเปล่า? ถึงมาสร้างหลักสูตรแบบนี้)
อย่างที่อ.พูดนั้นแหละเป็นตัวอย่างที่ดีครับ ... ลูกชายตัวเล็กของผมอยู่ ป.3 มีการบ้านกลับมาทำทุกวัน เยอะด้วยครับ และเป็นทำนองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองต้องพาเด็กทำงาน (ซึ่งผมว่า น่าจะทำที่โรงเรียน ก็พอแล้ว) ก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ปกครองแต่ละคนจะจัดการกันอย่างไร? เห็นไหม?ครับ โรงเรียนตั้งความคาดหวังไว้ที่เด็กแล้วก็ใช้ระบบของเขาบังคับเด็กให้ทำนั้นทำนี่ ซึ่งไม่สนใจว่าเด็กจะชอบหรือไม่ เธอต้องเชื่อฟังและทำหน้าที่ของเธอไป? ถ้าเธอทำได้เรายอมรับเธอ เธอก็ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่เธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แม้ทุกคนจะมีสมองเหมือนกัน แต่มีศักยภาพต่างกัน มีความชอบ ความถนัดไม่เหมือนกัน
เด็กบางคนอาจจะชอบศิลปะ บางคนอาจจะชอบดนตรี บางคนก็วิทยาศาสตร์ อะไร?ก็แล้วแต่? เพราะเขาไม่ได้รักมัน มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะคนที่ไม่รักในสิ่งใด?เขาก็ย่อมไม่ได้ใส่ใจในสิ่งนั้น
จากนั้นเราก็พูดว่า เป็นเพราะเด็กไม่ได้สนใจเอง ไม่ตั้งใจ ถ้าเราเป็นผู้ปกครองเราก็จะบอกครูไม่ดี เป็นครูก็ผู้ปกครองไม่ดีไม่กวดขัน (แต่ถ้าคุณเป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆๆกันคุณก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้) ถ้าเป็นรัฐก็อาจจะโทษเด็ก ผู้ปกครอง ครู หลักสูตร คือต่างก็ผลักภาระไปมา เพราะ ลึกๆๆดูเหมือนคำตอบจะพุ่งมาที่ตัวพวกเรานั้นแหละที่ไม่ดี ซึ่งจริงๆๆแล้วไม่ใช่ ไม่ได้มีใครที่บกพร่องในหน้าที่
แต่ต่างก็บกพร่องที่วิธีคิด นั้นคือเราไม่วางใจในตัวเด็กว่าเขาจะเติบโตไปได้ด้วยตัวเขาเอง เขาจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขา ดังนั้นเรา(ครู พ่อแม่ สังคม รัฐ สื่อ ศาสนา) จึ่งพยายามที่จะแทรกแซงตลอดเวลา โดยเราจับเด็กโยนเข้าไปในระบบหนึ่งนั้นคือการศึกษา เพื่อให้หล่อหลอมออกมาเป็นในสิ่งที่เราคาดหวัง เช่น เรากลัวเด็กจะไม่มีจริยธรรม เราจึ่งสอนจริยธรรมให้เด็ก แต่คุณเห็นประเด็นไหม? ในทางกลับกันทำไม?เราถึงต้องสอนก็เพราะเราคิดมาก่อนแล้วว่า เด็กเป็นผู้ไม่มีจริยธรรม ดังนั้นจึ่งต้องสอน เรามองด้วยสายตาที่วิพากษ์ตัดสินมาแล้วตั้งแต่ต้นเอาฉลากว่าคุณเป็นเด็กที่ไม่มีจริยธรรมดังนั้นคุณจึ่งต้องมาฝึกมัน แต่เอาเข้าจริงเรารู้จริงๆๆหรือ? ว่าเขาเป็นแบบนั้นหรือโตมาแล้วจะเป็นอย่างไร? อีกประการหนึ่งไอ้การคิดแบบนี้ลึกๆๆมันก็สะท้อนบางอย่างด้วยครับ ของทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอๆ ยกตัวอย่าง ว่าทำไม?ผู้คนถึงอยากให้คนอื่นรอบๆๆตัวเขามีจริยธรรม มันก็เพื่อเขาจะได้อยู่อย่างไม่ต้องหวาดระแวง จริงไหม?ครับ เขาตะหนักว่าโลกใบนี้ผู้คนไม่มีจริยธรรม ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตัวเขาเองด้วยที่ตระหนักถึงสิ่งนั้น ดังนั้นจึ่งเริ่มกลัวขึ้นมา และความกลัวก็ผลักดันความเห็นแก่ตัวของเขาขึ้น ดังนั้นเขาจึ่งพูดทำนองว่าพวกคุณต้องมีจริยธรรม เพราะถ้ามีคนเชื่อและกลายเป็นคนมีจริยธรรมขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเขาได้ผลประโยชน์ไปด้วยคือไม่ต้องมาหวาดระแวงคนนั้นอีก
ผมเห็น อ.พูดเกี่ยวกับลูกอ.ว่า เขาเป็นเด็กที่มีอะไรแปลกๆเหมือนกัน เหมือนจะมีความคิด อะไรเคลื่อนไหวอยู่ในหัวตลอดเวลา ดังนั้นจะให้อยู่นิ่งๆไม่ได้ แต่ถ้าได้อ่านหนังสือที่ชอบก็จะอยู่ได้สักพักใหญ่ๆเลย ว่างๆก็จะเดินๆไปมา สนุกอยู่คนเดียวก็ได้ ... หลังเลิกเรียนๆ จริงๆ ผมอยากให้เด็กได้ทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ (การเรียนส่วนใหญ่ หรือทั้งหมด ถ้าทำได้ น่าจะเสร็จสมบูรณ์ที่โรงเรียน) เด็กควรจะได้มีเวลากับกิจกรรมที่สร้างสรรค์อื่นๆ การสัมผัสกับอะไรๆ ที่ต่างจากที่โรงเรียนด้วย
ผมก็อยากจะแสดงความเห็นว่า(ซึ่งอ.อาจจะทำอยู่แล้วเป็นประจำก็ถือว่าพูดซ้ำๆๆไป) อ.ควรจะสังเกตดูว่าเด็กชอบสิ่งไหน?ตามธรรมชาติของเขา และ สนับสนุนไปในสิ่งนั้น ฟังเขาให้มากๆๆ เพราะส่วนใหญ่เด้กจะเป็นผู้ฟังเราเสียมากเราไม่ค่อยฟังเขาหรอกครับอย่างเขาถามคำถามเราซ้ำๆๆไปมาเราก็เริ่มรำคราญที่จะตอบแล้ว แต่จริงๆๆเขากำลังพยายามที่จะเรียนรู้ ทีนี้สมมุติเขาชอบอ่านหนังสืออะไรเป็นพิเศษ อ.ก็ลองพูดคุยดูเพื่อดูว่าเขามีพัฒนาการในเรื่องที่อ่านจริงๆๆหรือไม่? อย่างอ.นิรันดร์พูดว่าเราต้องทำตัวให้เป็นเด็กอีกครั้งคือไปคลุกคลีกับเขา ดูว่าเขาสนใจจริงๆๆหรือไม่? แล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด? ชอบไหม? หากเป็นอย่างนั้นก็สนับสนุนไปทางนั้น และน่าจะเฉพาะด้านนั้นไปเลยก็ได้หากเขาชอบจริงๆ เพราะบางคนนี้ส่งเสริมมันทุกด้านเรียนพิเศษดนตรี ศิลปะ นั้นนี่ที่โรงเรียนไม่ได้เน้นเสริมอีกเด็กก็สับสนไปไม่ถูกเหมือนกันครับ ยิ่งทุกวันนี้คนรุ่นหลังๆๆยิ่งเป็นแบบนี้ครับ แต่ต้องระวังไม่ให้อคติเพราะความรักของเราเข้ามา(ผมพูดหมายถึงทั่วๆๆไปนะครับว่าพ่อแม่มักมีอคติต่อลูกของตนเพราะรักและหวังดีอยู่แล้ว) อย่างเขาชอบอย่างนี้แต่เราไม่ชอบเราไม่ได้คาดหวังให้เขาชอบมัน ดังนั้นเราก็เลยพยายามจะดึงเขาออก อย่างบางคนลูกชอบวาดภาพ แต่แกมองว่าถ้าวาดภาพเพื่อผ่อนคลายก็ได้นะ แต่ถ้าเป็นอาชีพไม่ได้นะ(เพราะกลัวจะไม่มีงานทำ อะไรทำนองนี้) ยิ่งแกเห็นลูกแกหัวดี แกก็จะพูดว่าเป็นหมอเถอะ เป็นจิตรกรจะมีอะไร? ยิ่งลูกแกวาดภาพไม่สวยหรือดีแค่พอใช้(ในสายตาแก)ยิ่งแล้วใหญ่ แกยิ่งมั้นใจ อะไรทำนองนี้
ลูกเทวดาที่อ.พบนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจครับ โดยเฉพาะในทุกวันนี้ยิ่งรุ่นหลังๆๆลูกเทวดาจะพบมากเป็นพิเศษ ทีนี้เราต้องมาดูเด็กแบบนี้ ด้วยความเข้าใจค่อนข้างมาก
ประการแรกก็คือ ธรรมชาติของเขาคือ พ่อแม่เขาจะจัดการให้ทุกอย่างดังนั้นเขาจึ่งไม่มีศักยภาพที่จะรับผิดชอบตัวเองเลย และ หวังแต่เพียงที่จะพึ่งพาตลอดไป แต่ทว่าเราต้องไม่ลืมครับว่า วันหนึ่งเด็กพวกนี้จะต้องรับผิดชอบตัวเอง ดังนั้นนั้นจึ่งเป็นเวลาเรียนรู้ของเขาเอง ซึ่งเขาอาจจะเรียนรู้ช้ากว่าคนอื่นๆในกรณีนี้ แต่มันก็เป็นบททดสอบของเขาเอง ที่นี้เราต้องคิดว่าเราจะทำให้พ่อแม่ของเด็กพวกนี้เข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร? อันที่จริงก็ต้องตัวเด็กด้วยเราต้องทำให้เขาตระหนักว่าหลังจากนี้ยังมีบททดสอบรออยู่ซึ่งเขาต้องรับผิดชอบมัน ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นหน้าที่ครูครับ แต่ครูจะต้องไม่คาดหวังเกินไปว่าลูกเทวดาจะต้องเข้าใจถึงสิ่งนี้นะ บางคนก็อาจจะเข้าใจบางคนก็ต้องถึงเวลาของเขาจริงๆ ดังนั้นก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร?กับครูครุจะไม่ทุกข์ใจนักถ้าเด็กไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย เพราะครูย่อมมีความเมตตา กรุณา มุฑิตา เป็นฐานอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องวางอุเบกขาในสิ่งนี้ด้วย ประการต่อมาเราจะช่วยให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอด้วยตัวเขาเองได้ไหม?ซึ่งไม่มีคำว่าสายไปหรอกครับมีแต่ถอดใจหรือเปล่า? คือตระหนักว่าอะไรที่ใช่?สำหรับเขา
ต้องเข้าใจนะครับว่า ลูกเทวดานี้บางทีก็คือมีพ่อแม่ประสบความสำเร็จ(ในทางโลก) ดังนั้นจึ่งต้องการให้ลูกเป็นแบบตน พยายามจะสนับสนุนทุกอย่างแต่เขาไม่เข้าใจว่าเด็กไม่ใช่ของๆๆเขา เขามีชีวิตของเขาเอง เราไม่อาจจะบังคับเขาได้ แต่เนื่องจากเด็กพวกนี้หัวอ่อนครับ เขาไม่กล้าค้านเพราะว่า พ่อแม่มีไพ่ในมือคือ ถ้าแกไม่ฟังฉันแกก็พึ่งตัวเองไปและกันฉันจะไม่สนับสนุนไม่สนใจอะไรแกทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึ่งต้องเลือกเรียนในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ทั้งๆๆที่ไม่มีศักยภาพทางด้านนั้น(ซึ่งถ้าไปอีกทางที่เขารักเขาก็อาจจะไปได้ไกลมากทีเดียวไม่มีใครวัดศักยภาพคนๆๆหนึ่งได้หรอกครับ) ดังนั้นเขาก็เลยไม่สนใจ มันไม่จดจำด้วยครับสมองของเรามันเป็นแบบนี้ครับถ้าเราไม่ได้ชอบไปทางนั้นมันจะไม่จดจำเลย หรือ น้อยมาก ช้ามาก แต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร?ดี เขาเข้าใจเพียงแต่ว่า แค่เข้าไปในระบบเดี๋ยวก็จบได้ตามที่พ่อแม่คาดหวัง เดี๋ยวก็จะได้เป็นอิสระจากการบงการของพ่อแม่ไปเอง ซึ่งเขาอาจจะจบหรือไม่จบ ในกรณีที่จบเขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเหมือนที่พ่อแม่หวัง นี่เป็นเรื่องที่เราต้องมองดูเขาให้ลึกซึ้งครับ บางทีเราอาจจะต้องลงทุนคุยกับเขาหรือพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ เพื่อที่จะฟังให้รู้จริงๆ ถ้าอ.เป็นกังวลเพราะหว่งอนาคตของเด็กพวกนี้ก็ลองนึกถึงท่าน เค ไว้ก็ได้ครับ ไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบแต่เพื่อเตือนตัวเองว่าชีวิตเป็นเรื่องแปลกประหลาดครับ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ได้ ท่านเคนี้สอบตกซ้ำๆๆไม่ประสบผลอะไรเลยนะครับ ไม่จบมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ็เพราะส่งกระดาษเปล่า... แต่ทุกวันนี้ท่านกลายเป็นศาสดา คำสอนของท่านนักคิดทั้งหลายยอมรับ แม้กระทั้งคนที่จบดร.ยังดูขัดๆๆเขินๆเมื่อถกกับท่าน ทั้งๆๆที่ท่านไม่ได้มีความรู้อะไรเลยสู้คนพวกนั้นได้ ...แต่ท่านมีชีวิตของท่านเป็นครูของท่านเอง
อีกอย่างเราต้องไม่พยายามที่จะไปตั้งความคาดหวังในตัวเด็กจนเกินไป ปล่อยให้เขาพัฒนาไปตามธรรมชาติ(ซึ่งยังไม่ค่อยได้เห็นนักในทุกวันนี้) อย่าไปคิดแทนว่าถ้าเราไม่ใส่ใจไม่เอาความคาดหวังใส่เข้าไปเขาจะโตมาเป็นคนเลื่อนลอยหรือเปล่า? ไม่เอาไหนหรือเปล่า? เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ อีกอย่างหนึ่งเราไม่เคยเลยสักครั้งกันจริงที่จะไม่เข้าไปยุ่งหรือจัดการ ดังนั้นจึ่งไม่มีเด็กที่โตขึ้นมาด้วยธรรมชาติจริงๆๆของเขาสักคนในสังคมนี้ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาไปตามธรรมชาติของเขาแล้วอะไร?จะเกิดขึ้น เราเพียงแต่เดาไปเองทั้งนั้น อีกประการคือผมเข้าใจว่า เราต้องไม่เปรียบเทียบเขากับใคร? อย่างขอให้สังเกตดูก่อนว่า เรามักกลัวว่า เด็กเราจะสู้เด็กคนอื่นไม่ได้ ในกรณีพ่อแม่เรากลัวลูกเราจะเก่งสู่ลูกคนอื่นไม่ได้ ในกรณีครูเราก็กลัวว่าจะสู้นักเรียนโรงเรียนหรือมหาลัยอะไรก็แล้วแต่ไม่ได้ ในกรณีรัฐเราก็อาจจะกลัวว่า เขาจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้(แต่จริงๆๆก็มีเหตุผลอีกมากมายโดยเฉพาะการทำไปเพราะต้องการการเชื่อฟัง ต้องการครอบงำทางความคิด เพื่อไม่ให้เขามีเสรีทางความคิด เพราะไม่งั้นสิ่งฉ้อฉลทั้งปวงที่เราสร้างขึ้นรักษามันไว้ย่อมถูกทำลายเช่น ความเป็นชาตินิยม ) แล้วเราก็ใช้ความรักความหวังดีของเรามาเป็นข้ออ้าง ว่าเราทำไปเพื่อเขา แต่ทว่าถ้าเรารักเขาจริงทำไม?เจึ่งต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบ เรารักเขาโดยไม่เปรียบเทียบ แต่อย่างที่เขาเป็นไม่ได้หรือ? ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร? ไม่ว่าเขาจะพาตัวเองให้จมดิ่ง หรือ รุ่งโรจน์ มันเป็นชีวิตของเขา ไม่ใช่ของเราหรือของใคร? ในระดับรัฐเด็กไทยโง่กว่าเด็กมะกัน เด็กยุ่น ดังนั้นเราจะยอมไม่ได้ เราต้องอัดลงไปให้มากกว่าเขา ซึ่งดูเป็นตรรกะดี แต่ดูสิครับยิ่งอัดเด็กยิ่งโง่(เขาว่างี้นะ) คือยิ่งอัดเด็กยิ่งสอบวัดผลระดับชาติได้คะแนน้อย ระบบมหาวิทยาลัยยังพอทนครับ ดูเด็กมัธยมเด็กประถมสิครับ อังกฤษหลัก มีเสริมด้วย คณิตศาสตร์หลัก มีเสริมด้วย ฟิสิกส์หลัก มีเสริมด้วย ไล่ไปจนครบ ทุกวิชา คนเรียนมันก็สับสนครับ(ไม่นับคุณภาพตำรานะครับ) เพราะเวลาสอบวัดผลมันวัดหมดหลักเสริม มันก็บ้าได้ครับ
อีกประเด็นคือในทุกวันนี้ เรื่องระบบคุณค่า เราให้ระบบคุณค่าต่ออาชีพหนึ่งมากกว่าอาชีพหนึ่ง เช่น การยกย่อง ผลตอบแทน ทั้งๆๆที่ทุกๆๆอาชีพล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคมทั้งสิ้น แต่อาจจะสร้างคุณประโยชน์บางอย่างหรือตอบแทนสิ่งที่เราคาดหวังได้ไม่เท่ากัน ใช้ความชำนาญไม่เท่ากัน ดั้งนั้นเราจึ่งให้คุณค่าต่ออาชีพหนึ่งสูงกว่าอีกอาชีพหนึ่ง และ ปลูกฝังความคิดนี้ลงไปในความคิดของคนทุกๆๆคนสังเกตุได้จากพ่อแม่ย่องต้องการให้ลูกมีชีวิตที่ดี และ เขาก็ตระหนักว่าบางอาชีพทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีได้แน่นอนมากกว่าอีกอาชีพหนึ่ง ดังนั้นเขาจึ่งคาดหวังให้ลูกเป็นเช่นนั้น พยายามใส่ความคิดนั้นลงไป โดยไม่ตระหนักว่าลูกจะชอบหรือไม่?
ดูเด็กที่เก่งทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ในประเทศไทย กลับไม่ค่อยเรียนวิทยาศาสตร์ แต่หันไปเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์บางสาขา หรือ อะไรก็ตาม เพราะมีความคิดว่าอาจจะมีปัญหาในการเลี้ยงชีพหรือหางานทำในอนาคต(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้) ไม่ก็คนรอบข้างไม่สนับสนุนเพราะอยากให้เรียนในสิ่งที่ตนต้องการมากกว่า และเหนืออื่นใดเรามักเอาความโลภ ความทะเยอทะยาน ความหวาดระแวง ของเราที่เราแอบแฝงมันในนามความรัก ใส่ลงไปด้วยในตัวเด้กโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นในตัวเด็กเองเมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกเขาก็จะวัดค่าระหว่างสิ่งที่ตนเองชอบ กับ สิ่งที่คนรอบข้างคาดหวัง ว่าเขาจะเลือกทางไหน? และแน่นอนว่า เขาจะเลือกในส่วนที่คนรอบข้างคาดหวังโดยมีความคิดว่าอยากทำให้คนรอบข้างมีความสุข โดยไม่สนใจตัวเอง ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นความสุขเฉพาะหน้าก็ได้ เพราะ ถ้าเด็กเลือกและไม่ประสบความสำเร็จเขาย่อมนำเอาความทุกข์ระทมมายังตัวเขาเอง และ คนรอบข้าง แต่นั้นยังไม่ร้ายแรงเท่าที่เขาไม่ได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่เลือกในสิ่งที่ความโลภ ความทะเยอทะยาน ความหวาดระแวง(ในชีวิตในความไม่มั่นคงของมัน) เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เพราะเขาเสพติดความสำเร็จ ถูกปลูกให้คิดแต่กอบโกยประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเพื่อตัวเอง เช่น จงเลือกเรียนในสิ่งที่ทำให้เธอได้รับเงินทอง ชื่อเสียง การยกย่อง อีกตัวอย่างก็ในโรงเรียน ไอ้ระบบสอบวัดผลยังไม่เท่าไหร่ครับ แต่ไอ้ระบบจัดอันดับ จัดคัดห้องเก่ง ห้องอ่อน คัดออกนี่แหละที่ส่งเสริมไอ้พวกนี้ความโลภ ความทะเยอทะยานขึ้นไปด้วยเด็กแบ่งชนชั้นกันฉันเก่งแกโง่ฉันไม่คบกับแก จะว่าเด็กไม่ได้ครับ คือเด็กอ่อนครูไม่ให้ความสนใจเท่าเด็กที่กระตือรือร้นถูกไหม?ครับ เพราะครูก็เป็นคนต้องมีอคติบ้างแม้จะเมตตานักเรียนทุกคนก็เถอะ บางคนมากถึงขั้นผมสงสัยว่าแกเห็นเด็กเรียนอ่อนเป็นศิษย์แกไหม?
แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เป็นทุกคน แต่อย่างไร?มันก็เป็นการส่งเสริมกันไปดโยอ้อมๆๆแหละครับ และเด็กแบบนี้ก็เติบโตขึ้นและเข้าไปมีบทบาทในสังคม ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะก่อใหก้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง เขาพร้อมที่จะเอาเปรียบใครก็ได้ กอบโกย พร้อมที่จะยืนดูคนอื่นตายทั้งๆๆที่เขาช่วยเหลือได้ แต่ทว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะทำ เขาไม่ได้ประโยชน์ ผลตอบแทนใด แล้วจะทำไปทำไม?อย่างแพทย์ทุกวันนี้คุณไม่มีเงินแม้คุณจะตายแล้ว บางทีเขาก็ไม่แม้แต่ชำเลืองตามาดูคุณถูกไหม?ครับ แต่โทษแพทย์ก็ไม่ได้ครับ เขาก็เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมเหมือนกัน
ในทุกวันนี้ผู้คนล้วนอยู่ผิดที่ คนที่อยากเป็นนั้นได้เป็นนี่ ดังนั้นทุกคนจึ่งทำงานไปวันๆๆอย่างเป็นเพียงหน้าที่ เสียไม่ได้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทน เพื่อกอบโกย แต่ไม่ได้ทำเพราะความรัก ไม่ได้ทำเพราะ มันคือสิ่งที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่ากำลังมีชีวิต ช่วงเวลาที่เราได้ทำสิ่งที้เรารักนั้นแหละคือช่วงเวลาแห่งความงาม ความเบิกบาน เป็นช่วงเวลาที่ได้หยั่งความฝันอันไกลยิ่งของโลก ที่ได้จัดเตรียมมาเพื่อเราเป็นที่ของเรา เป็นตำแหน่งของเราบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะเกิดการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้มากนักบนโลกนี้ มีเพียงคนเพียงน้อยนิดที่ทำได้ ทั้งๆๆที่ทุกๆๆคนก็มีศักยภาพเหมือนๆๆกันที่จะสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งๆในแบบของเขาเฉพาะ ทำไม?ล่ะก็เพราะเราตีค่าสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั้นแหละ ให้บางสิ่งที่มีผลประโยชน์มากๆๆนั้นเรียกว่าสร้างสรรค์แต่บางสิ่งที่แทบจะไม่มีประโยชน์เลย เราก็เรียกว่าไม่สร้างสรรค์ แต่เราเอาอะไรวัด ล่ะเราก็เอาอคติของเราวัด ดังนั้นเราจึ่งเห็นว่ามีผลงานมากมายในประวัติศาสตร์ซึ่งถูกโยนทิ้งไปแต่กลับได้รับกาสรยกย่องในภายหลัง แล้วใครล่ะจะกล้าสร้างสรรค์(ในด้านที่แหวกออกไป) ทุกๆๆคนพยายามแต่พยายามไปในทิศทางหนึ่งๆๆซึ่งเขาคิดว่าเป็นที่ต้องการของสังคม ดังนั้นเขาต้องตอบสนองตรงนี้ แล้วจะได้รางวัลตอบแทนมา เขาคำนึงถึงคงผลประโยชน์มากเกินไป ดังนั้นจึ่งไม่อาจจะเกิดการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้มากนัก อีกอย่างคือเราไม่ค่อยปล่อยให้เด็กมีอิสระทางความคิดด้วยครับ ยกตัวอย่างการสอบ คือ อย่างวิชาส่วนใหญ่ถ้าเด็กตอบแหวกไปจากที่ครูสอนเขาก็ต้องเสี่ยงอย่างยิ่งกับดุลยพินิจของครู ว่าเป็นอย่างไร? ซึ่งบางทีเขาอาจจะถูกก็ได้ จริงไหม?ครับ ถ้าครูใจกว้างเด็กก็จะได้พัฒนาไป แต่ถ้าครูใจแคบเขาก็อาจจะตกโ ดยเฉพาะบางทีครูก็เอาทฤษฏีฝรั่งมาใช้ซึ่งใช้ได้ในบ้านเขาไม่ใช่เรา แต่ครูไม่มีศักยภาพพอที่จะวิจัยพัฒนาเองสำหรับอธิบายปรากกการร์ในบ้านเราเฉพาะๆๆ ก็สอนไปทั้งอย่างนั้นอย่างที่เรียนๆๆมา เด็กก็ต้องตอบทั้งๆๆที่ไม่เข้าใจเพราะเวลาครูยกตัวอย่างเขาไม่รู้นี่ครับ เขาไม่เคยไปสัมผัสวัฒนธรรมนั้นนี้ ยิ่งมาดูบ้านตัวเองเอ้าไงทฤษฏีว่างี้บ้านเราข้อมูลมันเป็นงี้ ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นเขาจึ่งต้องเลือกทางที่ปลอดภัยตคือไม่คิดแต่ใช้จำและเอามาตอบ ที่น่าขันคือวิชาพวกความคิดสร้างสรรค์นั้นแหละครับ เวลาทดสอบครูที่สอนจะยอมรับได้ไหม?ถ้าเด็กตอบแหวกไปจากแนวคิดหรือทฤษฏีที่ตัวเองเชื่อแน่นอนว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้อยู่ในข่ายนี้เพราะมีคำตอบเดียวหรือพูดให้ถูกก็คือมีเซตคำตอบชุดเดียว แต่ก็นะครับอย่างที่รู้ๆๆกันคือบทพิสูตรทฤษฏีบทบางบทก็ยังใช้ได้หลายวิธีเลย
ทีนี้มาดูกันดูเหมือนระบบการศึกษาจะเริ่มตระหนักว่า เราหลงลืมที่จะเน้นการฝึกจิตใจให้มีพื้นฐานที่ดีไปหรือเปล่า?เราเน้นเพียงแต่การสร้างแรงงานเพื่อป้อนเข้าระบบเศรษฐกิจ และ อย่างช้าๆๆพอมารู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้สอนให้คนของเรารู้ว่าจะรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร? จะมีความเบิกบานในชีวิตอย่างแท้จริงได้อย่างไร? จะตื่นรู้ได้อย่างไร? แต่เป็นว่าเราสอนให้คนของเราคิดไปในทำนองว่าจะกอบโกยจะเอาเปรียบคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองได้อย่างไร? บางคนประสบความสำเร็จได้รับการยกย่องจริงแต่ก็อาจจะไม่มีความสุขถูกไหม?ครับ ยิ่งมีมากความรับผิดชอบก็ยิ่งมาก ยิ่งมีมากการยึดติดก็มีมาก ในขณะที่คนที่คนในสังคมมองว่าไม่ได้มีอะไรเลย แต่อาจจะมีความสุขก็ได้ครับ เขาแค่เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของใคร ไม่พยายามที่จะทิ้งอะไรไว้ ทุกๆๆวันเป็นวันที่ดีๆๆสดใหม่ เบิกบานได้ แล้วใครประสบความสำเร็จมากกว่ากัน การศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้มองที่ตรงนี้ถูกไหม?ครับ เราเน้นข้อมูลและเข้าใจว่าการมีข้อมูลมากๆๆ คือมีปัญญา แต่ปัญญาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งนี้เลยสักนิดข้อมูลเป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อต่อยอดทางสติปัญญา การศึกษาสูงๆๆจะมีประโยชน์อะไร? ถ้าเราตอบโจทย์ตัวเราเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราคือใคร ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร? ฉันควรไปทางไหน?ดี อะไร?คือที่ทางของฉัน?
โดยเฉพาะในระบบมหาวิทยาลัย ดูจะเริ่มตระหนักมากกว่าที่อื่นๆๆ ซึ่งที่จริงควรเริ่มตั้งแต่ชั้นเล็กๆๆ (บางคนอาจจะพูดว่าเราก็มีวิชาพระพุทธศาสนาไง แต่อันที่จริงแทบจะไม่มีการสอนวิชานี้อย่างจริงๆๆในโรงเรียนแม้แต่มหาวิทยาลัยเลย เป็นแต่เพียงการพูดซ้ำๆๆถึงระบบปรัชญา (ซึ่งบางครั้งยังเข้าใจไม่ถูกจุดกันเลย) ไม่มีการปฏิบัติ)
เราจะมีวิชาบรูณาการต่างๆๆ ศิลปะการใช้ชีวิต อะไรทำนองนี้ เพื่อหวังว่าเด็กจะเข้าใจอะไรในตัวเองมากขึ้นซึ่งความคิดดี แต่ประเด็นคือเราหลงลืมไปหรือเปล่าว่า ครูที่สอนวิชาทำนองนี้เข้าใจตัวเองดีแล้วหรือ? ท่านอาจจะมีความรู้ดีมีวุฒิการศึกษาสูง แต่อาจจะไม่ได้หมายความว่าท่านเข้าใจตัวท่านเองดีแล้ว ดังนั้นขนาดตัวท่านเองท่านยังไม่เข้าใจเลย แล้วท่านจะสอนคนอื่นได้อย่างไร? ผมกล้าพูดได้เลยครับ เพราะเราต้องไม่ลืมว่าครูก็เป็นผลผลิตของไอ้ระบบที่เราอยากจะปฏิรูปนี้ ดังนั้นเขาจึ่งไปได้ไม่ไกลไปจากของเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยและเขาก็ไม่รู้ตัวเขาเองด้วย ดังนั้นวิชาทำนองนี้จึ่งค่อนข้างล้มเหลว เด็กเข้ามาเรียนโดยไม่รู้อะไรเลย? นอกจากอ้อๆๆมีแนวคิดทาศาสนา ทางจิตวิทยาแบบนั้นแบบนี้ อ้อ แล้วก็สอบ แล้วก็ลืม ถูกไหม?ครับมันเป็นเพียงรูปแบบเดิมๆๆ คือจับโยนลงไปและวัดผลด้วยกระดาษ กาถูกผิด เขียนใส่กระดาษในคำถามที่ต้องตอบแบบสำเร็จรูป เช่นจงอธิบายอย่างนั้นนี้ แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร? โรงเรียนที่ดำเนินควบคู่กันไปทั้งทางด้าวจิตวิญญาณและทางโลกจำเป็นต้องเกิดขึ้นครับ
และต้องไม่ใช่โดยอุดมคติด้วย ไม่งั้นโลกในนี้ไม่มีความหวังครับ มีแต่หายนะทุกวันนี้มันก็ชัดเจนมากๆๆ บางทีอารยธรรมเราอาจจะรอดไปไม่พ้นศตวรรษต่อไปเสียด้วยซ้ำ และสิ่งแรกนะครับที่เราจะต้องเอาออกไปคือ สวะของระบบการศึกษาคือลัทธิบริโภคนิยม ทุนนิยม ที่แปรรูปการศึกษาจากเทวาลัยแห่งความรู้เป็นตลาดค้าวิชา ถ้าเราไม่จัดการไอ้สิ่งนี้ก่อนก็เป็นไปได้ยากครับ อย่างโรงเรียนพุทธแท้ๆๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่จัดการสิ่งนี้ก่อน จากนั้นเราจึ่งค่อยๆๆสร้างครูที่มีความเข้าใจตัวเองจริงๆๆขึ้นมา และ ครูแบบนี้ก็จะสร้างเด็กที่มีวุฒิภาวะขึ้นมาได้ เขาทั้งสองกลุ่มก็จะเรียนรู้ไปได้ด้วยกัน แลกเปลี่ยนกันไม่ใช่ครูให้นักเรียนรับเพราะบางทีนักเรียนนั้นแหละที่สอนอะไรหลายๆๆอย่างครูเหมือนกัน
ดังนั้นเราจึ่งไม่ได้ต้องการที่จะสร้างคนแบบนี้จริงๆๆแบบที่เราพูดหรอกครับ เราทำได้แน่นอนครับแต่เราไม่ทำ เราเพียงแต่พูดให้ดูดีไปอย่างนั้น มันเกี่ยวข้องกับความกลัวด้วยครับ เพราะถ้าเราสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาจริง เขาก็จะทำลายสิ่งผิดทั้งปวง ซึ่งไม่ใช่สัจจะ เขาจะเริ่มตั้งแต่พูดว่า ชาตินิยม(แบบว่าคุณเป็นคนไทย ต้องรักเมืองไทย ซึ่งดูดี แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเราเป็นมนุษย์ด้วย เราทุกคนเป็นพี่น้องกันเมื่อสร้างสำนึกความเป็นชาติก็เท่ากับกำลังสร้างการแบ่งแยกให้มนุษย์ออกเป็นกลุ่มๆๆไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน) หรือพวก ระบบเศรษฐกิจ(ที่เน้นแข่งขันเอารัฐเอาเปรียบกันมือใครยาวสาวได้ก็สาวเอา) การยอมรับระบบคุณค่าแบบเดิมๆๆที่สังคมยึดถืออะไรก็ตาม นี่ช่างไร้สาระทำไม?เราต้องยอมใช้ชีวิตแบบที่คนส่วนใหญ่ก็ทำกัน เช้าตรู่ตื่นขึ้นทำงานเย็นกลับ สิ้นเดือนรอรับเงินเดือน เขาจะตั้งคำถามถึงทุกสิ่งเช่นทำไม?เราต้องเสียสละเพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องเคารพเชื่อฟังสิ่งนั้นนี้ ทำไม?เราถึงต้องปล่อยให้พวกหน้าเก่าๆๆเข้ามาบริหารประเทศเป็นอาชีพ ไม่มีตัวเลือกใหม่ๆๆ ทำไม?ถึงต้องปล่อยให้ทำพุทธพาณิชย์กันอย่างสนุกสนาน ทำไม?ถึงต้องเข้ามาค้าแรงงานในเมื่อกรุง ทำไม?ต้องเข้ามาในระบบการศึกษากระแสหลักทำไม?ถึงศึกษาด้วยตัวเองไม่ได้ คุณก็ลองคิดดูแล้วคนที่ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งต่างๆเหล่านี้จะยอมได้อย่างไร? คนพวกนี้มีอำนาจนะครับและเพราะงั้นเขาจึ่งกลัวว่าจะเสียอำนาจไป ถ้าผู้คนคิดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
ทีนี้บางคนอาจจะพูดว่า งั้นคงต้องให้คนอย่างพระพุทธเจ้า อย่างอรหันต์สาวก พระเยซูสอนแล้วมั้ง แล้วเราจะไปหามาได้อย่างไร? ซึ่งก็ถูก แต่ทว่าไม่ใช่ว่าไม่มี คนเหล่านี้มีอยู่แต่บางทีเราอาจจะไม่รู้เอง บางทีเขาอาจจะธรรมดาสามัญมาก ไม่มีแม้การศึกษาอะไรเลย และบางทีอาจจะไม่ต้องใช้คนแบบนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนเอง ว่าจะแค่เพียงมีชีวิตไปวันๆๆและตายไปหรือ?ไม่ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไขกันต่อไป แต่สิ่งแรกที่เราควรจะทำในสิ่งนี้คือเราต้องสร้างครูขึ้นมาก่อน ครูที่เข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิต และ มองทะลุไปจากรอบเดิมที่ถูกหล่อหลอมมา ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า สิ่งแรกที่พระพุทธเจ้าทำคือไปหาสมณะในยุคนั้นเพื่อสอน เพื่ออะไร? ก็เพื่อสร้างครูขึ้นมาและที่เน้นสมณะก็เพราะคนพวกนี้มีประสบการณ์สุกงอมแล้วเพียงแต่ไม่รู้หนทาง เพียงแค่ชี้เพียงคำสองคำท่านก็เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าชี้ จากนั้นท่านก็สั่งให้ครูเหล่านั้นออกไปสอนคนอื่นๆๆใครก็ได้
จริงๆๆโรงเรียนยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งครับ เราควรจะต้องทำให้พ่อแม่ของเด็ก หรือทุกคนในสังคมด้วย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อคนรุ่นต่อไป
อ้อ...ตัวอย่างนี้ก็ดีครับ เมื่อวันสองวันก่อนมีข่าวเด็กประถมที่พกอาวุธไปทำร้ายเพื่อนจนถึงแก่ชีวิต เราควรแก้ที่ไหน?กันดี? ที่ตัวเด็กไหม? ส่วนใหญ่พอพูดถึงสิ่งนี้เราจะไปพูดว่าก็ที่ตัวเด็กจับเข้าค่ายอบรมธรรมะซะเลย แต่เราลืมนึกไปว่าทำไม?เด็กถึงทำอย่างนั้นมันเพราะพวกเราไม่ใช่หรือ? ที่เป็นตัวอย่าง เราไม่ใส่ใจเรื่องความรุนแรง ว่าทำไม?เราถึงเป็นคนรุนแรง ทำไม?ถึงฉุนเฉียวเวลาเราไม่พอใจ ทำไม?เราไม่รู้สึกแอะไรเวลาสื่อเอาภาพความรุนแรงออกมาใส่ไว้ตามละคร หรือภาพผู้บริหารประเทศทะเลาะกันแย่งอำนาจ ความขัดแย้งสู้รบก่อการร้ายระหว่าประเทศ อะไรทำนองนี้ เราอาจจะชอบหรือเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ตระหนักว่า มันเป็นความรับผิดชอบของเราเช่นกันแม้เราจะไม่ได้ทำ แต่เราไม่ใช่หรือที่นิ่งนอนใจ ให้มันเกิดขึ้นมาเราไม่ใช่หรือที่ไม่จัดการอะไรเลยกับความรุนแรงในตัวเรานอกจากหลอกตัวเองว่าฉันต้องมีสตินะ ครั้งหน้าฉันต้องมีสติ เด็กประถมนะครับ แสดงว่ามันลดระดับลงมาเรื่อยๆๆแล้วอีกหน่อยไม่เด็กอนุบาลหรือครับ แล้วเด็กเรียนรู้มาจากไหน?ครับถ้ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมรอบข้าง(ซึ่งมีผมและคุณเป็นส่วนหนึ่งด้วย) จริงอยู่ที่ความรุนแรงมันเป็นสิ่งที่ติดมากับทุกเผ่าพันธ์บนโลกใบนี้แต่สังคมไม่ใช่หรือที่ส่งเสริมให้มันงอกเงยออกมาเร็วยิ่งขึ้นแกร่งขึ้นดูสิครับ แต่เราพยายามที่จะไม่สนใจใคร? เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของฉัน นั้นจับเด็กไปพึกสมาธิสิ โอ้ๆๆยุคเสื่อมของพระศาสนาก็งี้ทำไงได้ รัฐทำอะไรสักอย่างสิ องค์กรสงฆ์ละ สื่อล่ะ ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ(ตัวเรา)กัน ไม่ใช่เราไม่มีวิธีนะครับเรามีมีมานานแล้วด้วยอยู่ในภูมิปัญญาทางศาสนา ทางวัฒนธรรมของเรา แต่เราไม่เอามาใช้กับตัวเรากันเองนั้นแหละครับ
Dr.date (IP:202.44.70.62)