ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 24 มิ.ย. 2555 (11:39) ครับความจริง การระลึกรู้ตามลมหายใจนี่ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดจริงๆๆนั้นแหละครับ
และ น่าจะถูกจริตคนส่วนใหญ่ที่สุดด้วย
อย่าแรกเลยคุณไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ เป็นนิมิตอารมณ์อะไรทำนองนี้
ดังนั้นไม่ว่าเวลาไหน? ที่ไหน?คุณก็สามารถกลับมาอยู่ที่นี่ตรงนี่ได้เพื่อตัวคุณเอง และ
ไอ้เจ้าการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้งในทุกขณะของชีวิตอย่างมีสติ
นั้นแหละครับที่เป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งมวลในพระพุทธศาสนา คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้พุทธปรัชญาใดๆๆเลยทั้งสิ้นในพุทธศาสนาก็ได้ครับ เพียงแค่คุณรู้จักตัวคุณเองนั้นแหละครับคือพระพุทธศาสนา คำสั่งสอนของพระพุทธองค์มีเพื่อปลดปล่อยเราออกจากความคิด จากการสั่งสมถ้อยคำ จากมายาคติทั้งมวล นี่คือจุดมุ่งหมายจริงๆ
เรื่องตามลมหายใจนี้สำหรับคนพึ่งเริ่มก็อาจจะลำบากหน่อย จนกว่าร่างกายจิตมันจะเคยชินและมันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ
จากนั้นพอมันแข้งแข็งขึ้น ก็เคลื่อนขึ้นไปเอาไปใช้ในทุกๆๆท่วงท่า ของชีวิตนี่คือจุดสำคัญจริงๆ
ในวัดเซน เขาจะมีการตีระฆัง ความจริงดูเหมือนศูนย์ของท่านโกเอ็นก้าก็จะใช้วิธีนี้ด้วย บ้านเราก็น่าจะมีนะครับ
พอได้ยินเสียงระฆัง คุณก็ต้องหยุดทุกๆๆกิจกรรมและมาตามดูที่ลมหายใจของคุณเพียงแค่นั้น
ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติที่มีประโยชน์มากๆๆ เพราะเสียงระฆังนี่มันเบามาก 555
ถ้าคุณไม่ใส่ใจที่จะฟังมันคุณก็จะไม่ได้ยินอย่างแน่นอน
มันก็จริงอยู่ครับที่ว่าส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ฝึกฝนนี้ก็ตามไม่ทันหรอกครับ 555 อย่าว่าแต่คนทั่วๆๆไปเลยครับ
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้ตามทันทุกความคิดของตัวท่านเองหรอกครับ ท่านเองก็มีเผลอเหมือนกัน
ท่านตรัสเล่าเองเลย555 แต่ท่านว่าก็ให้รู้ไว้
แต่บางคนก็มีพวกที่สติฉับไวของเขาเองโดยธรรมชาติ(แม้จะไม่ได้ฝึกฝนมากก่อน)ก็มีครับ
สตินี่สำคัญ ยิ่ง เพราะ ไอ้เจ้าการที่เราสามารถค้นพบการดำรงอยู่ของตัวเราเองในปัจุบันขณะได้
นี่แหละคือก้าวใหญ่ในชีวิตของเรา เพราะเมื่อถึงตอนนั้น
ในแต่ล่ะขณะชีวิตของราจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ แห่งความสุข แห่งการดำรงอยู่
และ ณ จุดนั้นบางสิ่งบางอย่างจะหลั่งไหลออกมาจากเรา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งลี้ลับได้เปิดประตู
เมล็ดพันธุ์แห่ง ความงดงาม ความรัก ที่มีอยู่ในตัวเราได้เริ่มงอกงามออกมา
ผมมีเพื่อคนหนึ่งเขาไม่เคยปฏิบัติ แต่พอเขาลองปฏิบัติบางอย่างก็เปลี่ยนไป
เขาบอกว่าตอนนี้เขาเกิดความเมตตากรุณาขึ้นมาในใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน 555
แต่จริงๆๆแล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นมาหรอกครับ เขามีมันอยู่แล้ว
เพียงแต่อาจจะไม่เคยรับรู้ว่าตนเองมีอยู่ หรือ เคยรับรู้แต่เป็นเพียงภาพอันเลือนลางอะไรทำนองนี้
แต่ตอนนี้เขาสงบมากขึ้น ดังนั้นเขาจึ่งเริ่มกลับมาเป้นผู้ที่ไวต่อความรู้สึกอีกครั้ง
ดังนั้นจตอนนี้ แม้แต่เพียงธุลีเล็กๆก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเขาได้
ส่วนใหญ่การทำสมาธินี่ต้องระวัง ส่วนใหญ่คนทำมักจะชอบไปนึกถึงผลที่ตัวเองจะได้รับเสียก่อน แบบ็นการทำธุรกิจเราต้องได้กำไร เช่น ฉันจะมีความสุขมากขึ้น จะมีนั้นมีนี่เป็นผู้สำเร็จ ดังนั้นเขาก็ไม่ได้ทำสมาธิจริงๆๆหรอกครับ ก็ใจของเขาล่องลอยไปยังอนาคตเสียแล้ว เหตุคือสิ่งที่ทำตรงนี้ แต่ถ้าเรามีความสนใจไปที่ผลเสียแล้วจะเรียกว่าเรามีสติได้ยังไง เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบันขณะจริงๆ
มีสำนวนว่า "สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝั้งนู้น แต่อยู่ที่ฝั่งนี้ตรงที่ๆคุณยืนอยู่"
ในZEN MIND, BEGINNER'S MIND ชุนเรียว ซูซูกิ โรชิ ท่านพูดว่า "เพียงแค่จิตของคุณสามารถมาดำรงอยู่ที่นี่ตรงนี่ได้อย่างแท้จริง นั้นแหละมันได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่ถูกต้องแล้ว สมบรูณ์พร้อมแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาการบรรลุสภาวะจิตที่ถูกต้องอะไรทำนองนี้อีก เพราะพุทธะภาวะ ก็คือมนุษยภาวะนั้นแหละครับเราไม่สามารถจะหามันได้ในที่ไหนอีก"
ท่านพูดถูกต้องอย่างถึงที่สุด เรียบง่ายที่สุด แต่อาจจะไม่ถูกจริตพวกนักบรรลุทั้งหลายมั้งครับ555 แต่ต้องเน้นอีกครับแบบไม่กลัวใครจะเบื่อว่า อันที่จริงแล้วสิ่งที่จะเปิดประตูสัจจะได้นั้น ก็คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และ การเอาใจใส่ตัวเองในแต่ล่ะวัน
ในการพูด การกิน การเดิน การคิด ไม่คัดค้าน ไม่เห็นค่า ไม่ตัดสินค่า ไม่วิพากษ์วิจารณ์
และอย่างช้าๆ(แต่มั้งคง)ตรงจุดนั้นประตูแห่งความลี้ลับทั้งมวลจะเปิดออก จากสิ่งที่ไม่เป็นอมตะสู่นิรันดริ์กาล
เพราะเพียงแต่เฝ้าดูนี่แหละก็คือ การที่เราได้หยุดวงจรของตัญหาความทะยานอยากลง และ ตรงนั้นเราก็จะเป็นตัวของเราเองอีกครั้ง และ เราก็จะเห็นว่าไม่ความจำเป็นอะไรอีกที่จะต้องแสวงหาสิ่งที่เราไม่ได้เป็น ในวิมลกิรตินิเทศสูตร มีคำกล่าวว่า "ทันใดนั้นเอง เขาก็ตรัสรู้แจ่มแจ้งสว่างไสว และ ได้รับใจของเขาเองกลับคืนมา" นั้นแหละครับ
dr.date (IP:58.11.37.134)