กฤษณะมูรติ (Krishnamurti) - เราจะรู้จักตัวเอง และ เป็นอิสระได้อย่างไร | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

กฤษณะมูรติ (Krishnamurti) - เราจะรู้จักตัวเอง และ เป็นอิสระได้อย่างไร

โพสต์เมื่อ: 02:48 วันที่ 11 พ.ย. 2551         ชมแล้ว: 100,209 ตอบแล้ว: 237
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา





ในบรรดาผลงานปรัชญา แนวคิด คำสอน ของชาวต่างชาติ ที่ได้มีโอกาสศึกษาอยู่นานพอสมควร
งานของท่านกฤษณะมูรติ นับได้ว่า โดดเด่น และมีคุณค่าต่อชาวโลก
คงเป็นที่น่าเสียดาย หากเราไม่ได้มีโอกาสรู้จักท่านและผลงานของท่าน

สิ่งที่ท่านทำนั้น มีเป้าหมายสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ให้เรารู้จักตัวเองและเป็นอิสระ
สามารถสังเกต เรียนรู้ เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขของชีวิตด้วยตัวของเราเอง

อิสระจากความคิด จากตำรา คำสอน จากคนอื่น สังคม ความเชื่อ อิทธิพล การครอบงำต่างๆ

........................................

มีท่านใดได้มีโอกาสอ่าน ศึกษางานของท่านบ้างครับ

ขออนุญาตใช้กระทู้นี้ เป็นการแบ่งปันและเผยแพร่ ให้รู้จักกับงานของท่าน ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

และขอเรียญเชิญร่วมสนทนา ร่วมแสดงความคิดเห็น



MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง





จำนวน 237 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2- 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 20 พ.ย. 2551 (17:46)

ขออนุญาตหยิบมานะครับ ชอบมาก จาก ความเห็นที่ 36

      " จะขึ้นฝั่งได้ก็ต้อง ทิ้ง ปล่อยวาง เรือหรือพาหนะ ที่ใช้ข้ามฝาก "

  เห็นคนสมัยนี้ ไม่ชอบวางเรือเวลาขึ้นฝั่งกัน แบกเรือขึ้นฝั่งไปด้วยหอบขึ้นไป ใครทักให้เอาลงก็ไม่ชอบเอาลง พาลจะต่อว่าว่าละทิ้งได้อย่างไร สิ่งนั้นนำเรามานะ จะละทิ้งได้อย่างไร
   ขึ้นฝั่งได้แต่ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี


เอาเถิดหนา
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 0 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 29 ก.ค. 2552 (02:14)

Truth is the pathless land
สัจจะคือดินแดนที่ไร้หนทาง

การเข้าสู่สัจจะไม่ต้องเดิน   การเดินก็ไม่อาจพาคุณเข้าสู่สัจจะ
ถ้าเราคิดหาทางไปสัจจะ เราก็จะไปไม่ถึงสัจจะ
และเพราะเราคิดที่จะหา "ทาง" นั้นนั่นเอง ที่มันปิดกั้นเราจากสัจจะ


czonnie@gmail.com (IP:117.47.90.244)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 30 ก.ค. 2552 (21:09)

คุณ czonnie จะเข้าถึงสัจจะได้อย่างไร ?


MG (IP:202.12.97.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 2 ส.ค. 2552 (18:10)

เหมือนอยู่กลางแดดตอนกลางวัน


ไม่ต้องวิ่งหาดวงอาทิตย์ ไม่ต้องเดินหาดวงอาทิตย์ เราก็รู้สึกร้อนได้


เพียงเเค่เราเอาสิ่งที่มันบังตัวเราออก


แต่ถ้าคิดจะวิ่งหาดวงอาทิตย์ เพื่อไปรับความร้อนจากมัน�


เราก็จะไม่รู้สึกร้อนได้อีกต่อไป เพราะเราต้องนั่งยานอวกาศที่มีสารพัดสิ่งหุ้มเราไว้


[1st]
ร่วมแบ่งปัน13 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 3 ส.ค. 2552 (12:00)

สวัสดีคุณ 1st

พระอาทิตย์ก็มีอยู่ ความร้อนก็มีอยู่

แล้วสิ่งที่ปิดบังนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

และจะเอาออกได้อย่างไรกัน


MG (IP:202.12.97.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 4 ส.ค. 2552 (11:50)

สวัสดีครับคุณ MG


สิ่งปิดบังทั้งหลายมันมาได้อย่างไร(อืมมม มันมาได้อย่างไร)


----------------------------------


ตัวเราตัวท่านเป็นผู้นำมาเสียทั้งสิ้น


ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว


ทั้งที่อยาก และไม่อยาก


----------------------------------


แรกเริ่่มเรา่ท่านต่างยืนรับแดดด้วยตัวเปล่า


เวลาผ่านไปเราท่านก้อสรรหาเสื้อผ้ามาใส่�สรรหาบ้านมาอยู่ สรรหาเครื่องอำนวยความสะดวก สรรหารถ สรรหาทรัพย์ สรรหาเพื่อความจำเป็ สรรหาเพื่อความเสมอเท่าเทียม


เวลาผ่านมาอีกครา เราท่านจึงรู้ตัวว่า แสงแดด ไมได้กระทบเราแล้ว


มีแต่ความร้อนจางๆทีไหลทะลุซึมเข้ามาสู่ตัวท่านได้บ้าง


-----------------------------------------------------------------�



[1st]
ร่วมแบ่งปัน13 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 7 ส.ค. 2552 (09:47)

การมีเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง การมีที่พักพิง หลบฝน หลบร้อนหนาว เป็นสิ่งจำเป็น
ไม่น่าจะเป็นสิ่งปิดบัง

แต่เสื้อผ้าจำนวนมากๆหลากหลายสไตล์หลายชั้นราคา บ้านใหญ่โตหรูหรา เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งปิดบัง อำนาจ สถานภาพ(สมมติ)ที่แตกต่างกัน ก็เกิดขึ้น

สิ่งเหล่านี้ อยู่กับคนเรามาทุกยุคทุกสมัย

สิ่งปิดบังเช่นนี้ ... จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่โลก และสังคม ใส่เข้าไปในตัวของเราแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ความร้อนดังกล่าว ก็ยังคงสัมผัสได้ง่ายๆเช่นเดิม แต่เราพอใจที่จะหลบหลีกหนี พอใจที่จะอยู่กลับสิ่งที่ช่วยบรรเทาผ่อนคลาย

แม้วาระสุดท้าย ที่ความร้อนที่ชัดเจนที่สุดจะปรากฏต่อเรา ... เรากลับไม่มีความพร้อม ที่จะสัมผัสกับมันได้

-------------------------------------------------------------------

แล้วเราควรทำอย่างไรดี ?


MG (IP:202.12.97.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 12 ส.ค. 2552 (14:20)

ทำไมเราต้องศึกษาความเป็นมนุษย์จากผ้อื่น�� ทำไมเราต้องค้นสัจจะจากถ้อยคำของผ้อื่น� �


s_pj2511@hotmail.com (IP:117.47.222.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 20 ส.ค. 2552 (12:49)

ก็คงไม่มีความจำเป็นอะไร หากท่านผู้นั้นสามารถพึ่งตัวเองได้แล้วอย่างแท้จริง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 22 ก.ย. 2552 (20:11)
กฤษณะมูรติได้วางรูปแบบทางความคิดผ่านบทความต่างๆมากมาย หากเราสามารถมองรูปแบบตามข้อเขียน โดยไม่ต้อง แปล หรือ ตีความหมาย ก็จะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของแนวทางของกฤษณะได้

Rest in peace !
Rest in peace (IP:125.26.135.155)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 29 ก.ย. 2552 (18:34)
สิ่งที่ท่านทำ มีเพียงสิ่งเดียว คือ การให้เรากลับมาสนใจตัวของเราเอง ด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างแท้จริง เพื่อที่จะเห็นขอบข่ายต่างๆ ที่เรารับมาจากโลกและสังคม

ให้เราเข้าใจตัวเราเอง ไปพร้อมกับสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะเป็นอิสระ จากสิ่งที่เรายึดถึอไว้อย่างไม่มีเหตุผล

การสนทนากัน ก็เช่นเดียวกับที่ท่านได้พยายามสนทนากับนักคิดต่างๆ

เพื่อเป็นการกระตุ้น เร้า เตือนให้เรากลับมามองที่ตัวของเราเอง
หากใครสักคนเกิดความสนใจ ใส่ใจตัวเขาเองจริงๆ ขึ้นมาบ้าง นั่นก็นับว่าได้ประโยชน์มาก

เราทุกคนต่างก็ต้องมีวิธีการของเราเอง การสนทนาที่ดี จึงยังคงเป็นสื่อที่ใช้ได้
MG (IP:202.12.97.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 15 พ.ย. 2552 (22:03)
สรุปโดยย่อ แล้ว เรากำลังจะเปลี่ยน ศาสนาใหม่แล้วใช่หรือไม่ ครับ
มอง (IP:118.174.46.147)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 15 พ.ย. 2552 (23:31)

ความจริงของทุกความจริง มีเหตุมีผลเป็นหนทาง... รู้เหตุ รู้ผล คือรู้หนทาง ...แล้วจะบอก� ความจริง ไม่มีหนทาง ได้อย่างไร กะไรอยู่ ....ถ้าต้องการผลคือข้าว ไม่ต้องปลูกข้าว เพราะถือว่าข้าวก็คือความจริงที่มีอยู่แต่แรกแล้ว ก็ไปนั่งรอข้าวที่กลางนา แล้วจะได้ข้าวหรือไม่หนา ถ้าหิวข้าว ไม่กินข้าว เพราะถือว่าความอิ่มข้าวเป็นความจริง ที่มีอยู่แต่แรกแล้ว แล้วจะอิ่มข้าวหรือไม่หนา.....คำว่าความจริงเป็นลักษณะนาม ที่มีใช้กันอยู่แต่แรกแล้ว แต่ถูกนำมาใช้ เป็น คำนาม จึงทำให้รู้ว่า�ความรู้นี้ ไม่ใช่ความรู้ที่มาจากความรู้โดยอิสระของตนเอง แต่เป็นการรวมเอาความรู้เก่า ๆ มาจินตนาการ ปั้น แต่งใหม่ มองแล้วไม่เห็นพ้นไปจาก จินตนาการ ได้เลย.....


มอง (IP:118.174.46.147)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 24 พ.ย. 2552 (11:13)

ที่ถามว่า จะเปลียนศาสนาใหม่ ใช่หรือไม่ ?

ต้องตอบว่า ... เราไม่ได้พูดถึงคำว่า "ศาสนา" กันเลย

แต่ที่ต้องเปลี่ยน ... คือ เปลี่ยนความเข้าใจ มุมมอง การเรียนรู้ของตัวเรา


การกล่าวถึงคำว่า "จินตนาการ"
แล้วเข้าใจว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น เป็นเพียงจินตานาการ นั่นคือความเข้าใจของเรา

ที่สำคัญไม่ใช่ "ศาสนา" ไม่ใช่ "จินตนาการ"

สำคัญที่ "ความเข้าใจของเรา"


------------------------------------------------------------------

ความเข้าใจของแต่ละคน โดยธรรมชาติ จะไม่ลงรอยกันทั้งหมด
เพราะเราแต่ละคน ก็มีกรอบ มีขอบข่าย อยู่ในปริมาณหนึ่ง ในจุดในปมประเด็นที่แตกต่างกัน

ไม่สำคัญนักว่า เรื่องที่สนทนา ใช้ภาษาสื่อเช่นไร เพราะภาษาเองก็มีข้อจำกัด

แต่สำคัญที่ การเข้าใจตัวเราเอง และการเข้าใจคนอื่น

------------------------------------------------------------------

เรื่องความจริง และหนทางเข้าสู่ความจริงก็เช่นกัน

ที่กล่าวว่า

"ความจริงมี แต่หนทางเข้าสู่ความจริงนั้นไม่มี"

เจตนาเพื่อที่จะสื่อว่า

"ไม่มีหนทางเฉพาะเจาะจง ว่าจะต้องทำเช่นนี้ แล้วจึงจะได้ผลเช่นนี้

-----------------------------------------------------------------

หากผล คือ ข้าว

แน่นอนว่า ต้องมีการปลูกข้าว

แต่การให้ได้ข้าวมา ก็มีวิธีการที่แตกต่างกันได้ หากแต่ต้องมีการปลูกข้าวร่วมด้วยอยู่เสมอ และก็ต้องเป็นการปลูกที่พร้อมด้วยเหตุปัจจัยที่จะให้ข้าวเติบโต จนให้รวงข้าว

------------------------------------------------------------------

แต่การที่กล่าวว่า ความจริงไม่มีหนทางนั้น

ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเหตุ เรื่องผล

แต่ปฏิเสธ เรื่อง หนทางเฉพาะๆ ที่ติดอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเช่นนั้น

เช่น การกล่าวว่า ต้องเป็นชาวพุทธเท่านั้นจึงจะมีอริยธรรมได้ เช่นนี้ ย่อมไม่ถูกต้อง

ผู้ที่ปฏิบัติเหตุให้เข้าถึงอริยธรรมได้ จะเป็นเพศใด วัยใด เชื้อชาติใด หรือศาสนาใดก็ได้ หากมีองค์รวมของการเข้าสู่อริยธรรมได้ครบถ้วน

อริยธรรม จึงไม่ได้ขึ้นกับกรอบ รูปแบบสมมติ

จึงกล่าวว่า อริยธรรม ไม่มีหนทาง หรือรูปแบบเฉพาะตายตัว

... แต่ ... อริยธรรม มีเหตุ


จะมองว่า เหตุนี้ คือ หนทางก็ได้ ... แต่หนทางนี้ ไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว
หากกำหนดลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กลายเป็นกรอบ กั้นขวางไว้ทันที

พระพุทธองค์ พระอรหันต์ต่างๆ ก็เพียงแต่ชี้แนะ "แนวทาง"

เป็นเพียง "แนวทาง" ไม่ใช่หนทางอย่างที่เราเข้าใจ ว่าต้องทำอย่างนี้ ต้องทำเช่นนี้


เมื่อเราเริ่มลงมือทำในตอนแรกนั้น เรายอมรับ หนทาง หรือ แนวทางนั้นมาปฏิบัติ
แต่เมื่อถึงขั้นหนึ่งแล้วนั้น ความรู้ ความเข้าใจของเรา ที่เป็นปัญญาแท้จริง จะเห็นเองว่า ต้องเป็นอย่างไร

หลวงพ่อฤษีลิงดำ บอกว่า หากจะรู้ว่าใครเป็นอรหันต์ ก็มีวิธีง่ายๆ วิธีเดียวคือ ให้เราทำปฏิบัติให้เป็นเสียเอง


เมื่อ "ถึงพร้อม" ก็จะเห็น ... แต่บอกไม่ได้ว่า ทำเช่นนั้น เช่นนี้ ในปริมาณเท่านั้นเท่านี้ จึงจะเรียกว่า "ถึงพร้อม"


การกล่าว่า

"ความจริงมี แต่หนทางเข้าสู่ความจริงนั้นไม่มี"

ในระดับหนึ่ง จึงเป็นการเตือนสติ ให้ระวัง ไม่ให้เข้าไปยึดรูปแบบอะไร ที่เฉพาะเจาะจง ตายตัว ว่าต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น

จึงคล้ายๆ จะเตือนใจเราเช่นเดียวกับ หลักกาลามสูตร


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 19 เม.ย. 2553 (16:54)
ข้าพเจ้าอยากได้หนังสือเล่มแรกของท่านกฤษณมูรติ เป็นภาษาเดิมของท่านนะ

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เป็นจริงหรือไม่จริง ทุกอย่างเป็นอยู่ ดำเนินไป และสิ้นสุด ตาม..............
แล้วอะไรละที่ทุกท่านบอก ว่า สิ่งนั้น แบบนั้น อย่างนั้น ตามบัญญัติศัพท์ ไม่ได้คิด ได้คิด ไม่รู้สึก และรู้สึก เคลื่นไหว ไม่เคลื่อนไหว ฯลฯ มันมีหรือเหล่านั้นนะ

ไม่มีอะไรที่ไม่มี มีอะไรที่มี ?...............

ตัวท่านเท่านั้นบอกได้สำหรับแต่ละท่าน
htr_nr@hotmail.com (IP:161.200.37.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 23 เม.ย. 2553 (15:26)

มองเช่นนั้นก็ได้ และควรมองไปในทางที่จะพัฒนาตัวเราเอง

เราเอง ผู้มีข้อจำกัด
เราเอง ผู้ที่ยังถูกครอบงำ จากเงื่อนไขต่างๆ

เรารับรู้ โลก สังคม คนอื่นๆ และตัวเราเอง จากสิ่งที่ยังมีข้อจำกัดอยู่

การรับรู้นี้ คือ ความจริง
และเป็นความจริงทุกขณะ

แต่การไปยึดการรับรู้เหล่านี้ ทำให้กลายเป็นอุปสรรค เป็นสิ่งขัดขวางความจริง

แน่นอน เราต้องรับรู้ด้วยตัวของเรา
และรับรู้ตามความเป็นจริง

ให้หลุดพ้น เป็นอิสระ
โดยความรัก ความเข้าใจ ต่อพันธนาการ สิ่งที่ยังปิดกั้นการรับรู้ของเรา

เทียบกับพุทธศาสนา ก็คือ ความหลง อวิชชา อำนาจ ตัณหาความต้องการ
การครอบงำต่างๆ

เมื่อเราสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ได้อย่างเพียงพอ
จิตใจ ก็เข้าสู่สภาวะ ที่แตกต่างจากเดิม
ที่เคยถูกขังไว้ ด้วยเงื่อนไข ความบิดเบือน หรือการปรุงแต่งต่างๆ

เรารับรู้สิ่งเหล่านี้ จากตัวของเรา
จากร่างกาย และจิตใจของเรา


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 27 เม.ย. 2555 (22:31)
อืมส์... ปัญหาอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้ คนศึกษางานของท่าน เค เพื่อหนีจากกระแสหลัก
เพราะทุกวันนี้ คำสอนทางศาสนามันเหลือแต่เรื่องเหลวไหล ไร้สาระทุกรูปแบบ
ศาสดาทั้งหลายตายไปพร้อมกับ ประสบการร์การตื่นรู้ของท่าน
และไอ้พวกลัทธิ เหล่านี้ก็ทำราวกับตัวเองเป็นตัวแทนของกลิ่นหอม ของสัจจะนั้น
ทั้งๆๆที่ดอกไม้ได้บานขึ้นและจากไป ไอ้ที่เหลือๆๆนะมันดอกไม้พลาสติกทั้งนั้น จะลัทธิพุทธ คริสต์ ฮินดูหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ไงล่ะ คนเรามันโง่ครับ มันชอบเดินตามตูดชาวบ้าน ลึกๆๆลงไปพวกนี้รุนะครับว่าตัวเองกำลังทำอะไรโง่อยู่ๆ
แต่ทั้งๆๆที่รู้ แต่ก็เพราะความกลัวนั้นแหละ ถึงต้องหาทางที่มันมั่นคง มันสบาย ไม่ต้องทำอะไร
เพื่อหนีจากการที่ต้องหันมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง
และลัทธิก็อาศัยช่องว่างตรงนี้ โดยมีคนโง่ทื่อ้างตัวเองเป็นผู้รู้หลอกคนโง่ที่ตาบอด บนหลุมศพของอัจฉริยะบุคคลคนหนึ่งที่จากไปพร้อมกลิ่นหอม ของสัจจะนั้น
ที่นี้มาที่ท่านเค พวกศึกษางานท่านเคก็ไม่ต่างกันกับพวกนี้หรอก พวกนี้เห็นความเหลวไหล
ไร้สาระทุกรูปแบบ จึ่งพยายามที่จะแสวงหาแนวใหม่อา...ใช่แล้วมีท่านเคที่พูดถูกใจตรงใจเรา
และพวกนี้ก็พยายามที่จะตั้งหน้าตั้งตาหางานของท่านมาอ่าน มาศึกษา มาถกระหว่างคนที่มีจริตเดียวกัน
โดยที่ ลึกๆๆลงไปแล้วเขาไม่รู้ตัวว่า เขาได้ทำให้คำสอนของท่าน เค นั้นแหละ
กลายเป็นหนึ่งในอิทธิผล ครอบงำตัวเขาอยู่
พวกนี้บูชาซากกากเดนของท่าน เค
ส่วนพวกวิจารณ์ท่านเคก็ไม่ต่างกัน พวกนี้มักอางว่างานท่านทำได้แค่พูดๆๆ แต่ไม่ได้บอกทางปฏิบัติอะไรที่เป็นรูปธรรม
ช่างโง่เขลานัก ท่านมาเพื่อให้คุณรูว่าคุณอยู่ในคุก จะได้ก้าวออกมาด้วยตัวคุณเอง ไม่ใช่ไปใส่ลูกกรงเพิ่มอีกชั้นให้ ไม่เห็นหรือไงว่าสัจจะนะเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง จะ มรรคมีองค์ 8 กางเขนและพระโลหิตของพระคริสต์ ก็เป็นได้แค่ขนมหวานไว้ล่อเด็กทารกให้เห็นสิ่งนี้ทั้งนั้น
เพราะไม่รู้ถึงสิ่งนี้กัน วงจรอุบาทว์ ก็เลยยังคงหมุนอยู่และ อา....ใช่แล้วมนุษย์ก็เลยไม่บรรลุวุฒิภาวะ
dr.date113@hotmail.com (IP:58.9.71.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 5 มิ.ย. 2555 (09:08)

ผมแวะเข้ามา แบบไม่ได้ตั้งใจมาก
แต่เห็นมีผู้สนใจร่วมแสดงทัศนะเกี่ยวกับงานแนวคิด
และสิ่งที่ท่านกฤษณมูรติไ้ด้ฝากทิ้งไว้ ก็ขอคุยด้วยสั้นๆก่อน


ท่านกฤษณะมูรติ เป็นคนสุภาพมาก
แต่ท่านจะไม่ยอมให้กับแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง(?)
แต่ถึงกระนั้นวิธีการของท่านก็นุ่มนวลมาก (แต่ก็เช่นเดิม ไม่ก้มหัว
ไม่ประนีประนอม)
สิ่งที่ท่านทำ พยายามกระตุ้นผู้ฟัง หรือผู้ที่สนใจ ล้วนให้แต่ละคนกลับไปมองที่ตนเอง


คำสอน คำอธิบายของท่าน บางครั้งจะดูแข็ง แต่ไม่เคยตำหนิใครอย่างเจาะจง
ล้วนให้มองไปที่ กระแสของสังคม ประวัติศาสตร์ การสั่งสม ที่เป็นกำแพง
เป็นอิทธิพลต่อสมาชิกแต่ละคนในสังคม


ทำอย่างไร แต่ละคน จะสามารถกลับมาที่ตัวเราเอง มองเห็นสิ่งครอบงำต่างๆ
แล้วเข้าสู่ความเป็นอิสระ ด้วยตัวเอง ด้วยความรัก ความเข้าใจ
และไม่สร้างภาพ กำแพง หรือกรงขังอันใหม่ขึ้นมาอีก


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 9 มิ.ย. 2555 (19:50)
ครับ แต่คุณเห็นไหม? มนุษย์เราไม่ค่อยอยากเป็น อิสระกันเท่าไหร่
ทั้งๆๆที่ท่องบ่นพูดเรื่องอิสรภาพกันอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่
มักจะพอใจอยู่กับความเชื่อ ความรู้ ข้อมูลที่ถูกป้อนใส่ลงมาในหัวสมอง
แต่ไม่ค่อยจะตรวจสอบกัน ถึงสิ่งที่เป็นจริง ไม่ค่อยตั้งคำถามกัน
ความจริงมันอาจจะอยู่ที่ว่า เรากลัวที่จะรู้ความจริงว่าความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเชื่อ
กลัวที่จะเสียที่ๆยืน(ในมุมแคบๆๆของตัวเอง)อยู่นั้นแหละครับ

อย่างผมไม่เคยเห็นชาวพุทธที่มีความกล้าพอที่จะตรวจสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยส่วนใหญ่จะเอาไว้แขวนคอ
พูดโต้วาที(แต่ไอ้ที่โต้กันอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นคำสอนกู แต่ตรู่เอาเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า)
ทั้งๆๆที่พระพุทธเจ้าเองนั้นแหละที่บอกให้ตรวจสอบ(ด้วยการปฏิบัติ) พวกนี้มักพูดว่าคำสอนนี่ถูกมาแล้ว 2000 กว่าปี
เขาว่าอย่างงั้น ดังนั้นเป็นการเสียเวลาเปล่า จะว่าไป ความคิดอย่างนี้ยังมีฝังหัวแม้แต่ในพระระดับเถระชั้นผู้ใหญ่
ผู้ที่มีการศึกษาสูงที่สุด และดูแลออกแบบหลักสูตรการศึกษาสงฆ์เสียด้วย แต่ช่างมันเถอะ ความจริงมันก็ไม่มีแนวคิดที่ถูกหรือผิดหรอกครับ เพราะมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความคิดมาตั้งแต่ต้น เพราะความคิดไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง และสิ่งที่เป็นอยู่จริงก็อยู่พ้นจากการวัดเปรียบเทียบคุณค่าใดๆๆทั้งสิ้น ดังนั้นที่คุณพูดว่าท่านกฤษณะมูรติ เป็นคนสุภาพมาก แต่ท่านจะไม่ยอมให้กับแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง(?)

นั้นผมว่าท่าน ก็คงจะพูดแบบนี้เมื่อได้ยินคูณพูดแบบนี้นะ ท่านก็คงถามคุณว่ามันมีแนวคิดที่ถูกหรือผิดด้วยหรือ? หรือความจริงแล้วความคิด หรือ ผู้คิดนั้น ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง? ดังนั้นจึ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความคิดที่ถูกและผิด


โดยส่วนตัวผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคารพท่านกฤษณมูรติในฐานะที่ท่านเป็นมนุษย์ที่แท้คนหนึ่ง
เหมือนท่านจวงจื่อ ท่านรินไซ รูมี หรือที่ใหม่หน่อยก็ ยูจีกฤษณมูรติ
แต่ก็ไม่ได้นับถือ ในฐานะบุคคลจริยา ต้นแบบใดๆๆทั้งสิ้น
ก็เหมือนนักคิดทางศาสนาอื่นๆๆ แม้แต่พระพุทธองค์ พระเยซู หรือ เหล่าจื้อนั้นแหละ

อีกเรื่องหนึ่งในสังคมไทย พวกที่พูดถึงท่านเค ถ้าไม่ใช่พวกที่นับถือในฐานะเห็นด้วยกับคำสอนจนเอาท่าน เค มาแขวนคอ
ดีแต่ท่องจำถ้อยคำมาพูดซ้ำๆๆ อิทธิพลครอบงำ ผู้สังเกตุนั้นแหละคือสิ่งที่ถูกสังเกตุ

แล้ว
ก็เป็นพวกเอาท่านเคมาเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า เช่นคำสอนช่างเหมือนกันจริงๆ ก็แค่เอาท่านเคมาเป็นตัวเปรียบเทียบความเชื่อของตัวเอง มันมีอคติมาตั้งแต่ต้นแล้ว ผมยังสงสัยเลยว่าถ้าไม่เคยได้ยินพระพุทธเจ้าพูดมาก่อนคนพวกนี้จะสนใจไหม? ท่านเคก็คือท่านเคทำไม?ต้องเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้า ทำไม?ต้องเอามาเปรียบเทียบ


ไม่ก็ท่านเคนี้ไปไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้าหรอก เอามาเปรียบเทียบเพื่อสนองความพึงพอใจทางความคิดของตน พูดเหมือนยกย่องบุคคลทางจริยาที่ตนรักแต่ความจริงก็คือยกย่องภาพบุคคลจริยาในความคิดตน หรือยกย่องตัวเอง

ดูสิได้แต่วิพากษ์ แต่ไม่เห็นให้ชุดวิธีการอะไร? เลย ไม่เห็นบอกเลยว่าเราควรจะไปไหน?ดี
คนพวกนี้ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นอยู่จริง แต่สนใจที่จะแสวงหาวิธีการหนีจากความจริง
ดูสิ ไม่เห็นให้ชุดคำสอนมรรคแบบเป็นชุดๆๆ แบบมรรค 8 เลย ไม่มีวิธีอะไรเลย ไม่เห็นบอกอะไรเลยว่าเราจะได้ไปถึงไหน?

ก็ถ้าเรารู้เป้าหมายตั้งแต่ต้นแล้วว่า มันคืออะไร? เราจะเรียกได้หรือว่าเราคือผู้แสวงหา มีการแสวงหาที่รู้คำตอบอยู่แล้วด้วยหรือ? เช่นเรากำลังแสวงหานิพพาน
เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังหาอะไร? เราจะเรียกว่าเรากำลังหาได้หรือ

แถมถ้าเรารู้ว่าเราจะหาเจอได้อย่างไร? นั้นเรียกว่าเรากำลังหาได้หรือ มันเหมือนเรารู้ว่าแหวนนั้นอยู่บนหลังตู้ เรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไรจะห่ามันได้อย่างไร? นั้นเรียกว่าเรากำลังหามันในความหมายที่แท้จริงได้หรือ?
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.95.134)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 13 มิ.ย. 2555 (13:35)
254782


"สัจธรรมเป็นดินแดนที่ปราศจากหนทาง
คุณไม่สามารถเข้าสู่สิ่งนี้ด้วยวิถีทางหรือศาสนาใด
สัจธรรมไม่มีพรมแดน เป็นอสังขตะ ไม่ข้องเกี่ยวกับเส้นทางใดทั้งสิ้น
ไม่สมควรมีองค์กรใดเลยที่จะคอยชี้นำให้ผู้คนเดินตามแนวทางขององค์กรนั้น
 
อิสรภาพไม่ใช่ปฎิกิริยา ไม่ใช่การเลือกตัดสินใจ
เราหลอกตัวเองว่าเป็นอิสระเพราะมีทางเลือก
ที่จริงแล้ว อิสรภาพเป็นการประจักษ์อย่างตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่ง
 
ความคิด มีปัจจัยมาจากประสบการณ์และความรู้ซึ่งขึ้นอยู่กับเวลาและอดีต
สัญญาที่เกิดขึ้นเป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา
มนุษย์จึงเป็นทาสของอดีต เนื่องจากความคิดเป็นสิ่งจำกัด
เราจึงใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งและการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา"
 
 
 
“สัจจะ เป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขต ไร้เงื่อนไขกำหนด ไม่อาจเข้าถึงได้
ไม่ว่าโดยวิถีทางใดๆทั้งสิ้น
จะรวบรวมสัจจะขึ้นเป็นระบบระเบียบก็ไม่ได้
จะจัดตั้งองค์กรใดๆขึ้นเพื่อนำพาหรือบีบบังคับผู้คนให้ปฏิบัติตามหนทางใดโดยเฉพาะก็ไม่ได้

หากองค์กรใดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้
มันจะกลายเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว เป็นเครื่องค้ำยัน เป็นความอ่อนแอ เป็นพันธนาการ
ทำให้ปัจเจกบุคคลพิกลพิการ
และเป็นอุปสรรคขัดขวางเขาจากการค้นพบสัจจะอันเป็นที่สุดและไร้เงื่อนไขกำหนด”
 
กฤษณมูรติ

J.Krishnamurti
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 15 มิ.ย. 2555 (08:59)

สวัสดีครับคุณ Dr.date


ยินดีครับที่ยังแวะเวียนเข้ามาคุยกันต่อ จากที่ได้โพสต์ไว้


ปกติ คนที่ยังไม่รู้จักกัน เมื่อแสดงทัศนะ ความคิดเห็น จะมีการปะทะกันบ้างเล็กน้อย ผมขออนุญาต comment ว่า ที่คุณโพสต์ ค่อนข้างดุดันนิดหน่อย ก็เลยโพสต์ชวนคุยด้วย ในทำนองว่า ท่านกฤษณะมูรติ เป็นคนที่สุภาพ (แต่จริงๆ ท่านก็ดุดันพอสมควร)


ปกติ ผมชอบปรัชญา แต่แน่นอน สักพักเราจะรู้ว่า มันมีข้อจำกัด และเราแสวงหาสิ่งที่ปฏิบัติได้ ที่จริง (มีความหมาย คุณค่า) กว่านั้น (?)


ครั้งก่อน ผมโพสต์ว่า " แต่ท่านจะไม่ยอมให้กับแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง(?) "

คุณ date ก็ comment กลับว่า "นั้นผมว่าท่าน ก็คงจะพูดแบบนี้เมื่อได้ยินคูณพูดแบบนี้นะ ท่านก็คงถามคุณว่ามันมีแนวคิดที่ถูกหรือผิดด้วยหรือ?"


จริงๆ ผมก็มีสติดีพอควร จึงได้ใส่ (?) ซึ่งแน่นอน ผมเขียนให้คุณ date อ่าน ไม่ได้สนทนากับท่านเค!


ok นะครับ หากนั่นจะเป็นการ "ปะทะ" เล็กๆน้อยๆ จากตัวตน หรือ "อัตตา" ซึ่งยังกำกับเราอยู่


ผมก็เจตนาเพียงจะสื่อว่า ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่พยายามศึกษาแนวคิดของท่านเค อย่างใส่ใจ  และ หากเราคุยกันในปริบท ของผู้ที่ตั้งใจศึกษา อย่างใส่ใจ เราก็จะข้ามพ้น จากการต้องคอยไปมองว่า คนอื่นจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไขว้เขว


ผมไม่ได้เจตนา จะหยั่งเชิงว่าคุณ data ไขว้เขว เพียงกระทุ้งนิดๆ ว่า ลีลาการเขียนค่อนข้างดุดัน (และกระทบคนอื่นๆ มากทีเดียว)


 


ผมมีจริตที่ดีกับวิธีการของท่านเค แต่ผมก็ไม่ได้ เชื่อตามท่านไปทั้งหมด เป็นเรื่องยาก ที่คนๆหนึ่ง ซึ่งก้าวไปสู่สิ่งหนึ่งๆ แล้วจะมีวิธีการทำให้คนอื่นสามารถได้ไปสู่ หรือ สัมผัสกับสิ่งที่เขาได้รับ หรือได้เกิดขึ้นแล้ว


เราน่าจะสนทนาคุยกันต่อได้ และเรื่อง การเล่นคำ การเอาคำมาตีความตรงๆ เราน่าจะข้ามพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้


"การแสวงหา เป็นคำที่เล่นคำในตัวเองอยู่แล้วครับ คำว่า เป้าหมาย ก็เช่นกัน"


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 15 มิ.ย. 2555 (14:41)
ลีลาการเขียนค่อนข้างดุดัน 555 จะบอกว่าเป็นการแซวก็แล้วกันครับ หรือจะเรียกว่าเป็นอุปายะก็ได้
ถ้าเทียบกับ สำนวนผมยังห่างไกลกว่า นิชเช่ เยอะ555 ผมว่าคุณคงเคยอ่านงานของนิชเช่
มาบ้างแล้ว
ว่าเขาแซว คนร่วมสมัยไว้ดุดันเพียงใด?(และผมก็ชอบแนวนี้เสียด้วยสิ) และนั้นก็เลยเป็นสาเหตุให้แกต้องถูกจับเข้าไป
ในโรงบาลบ้า
มั้งครับ ซึ่งก็สมควรอยู่ เพราะถ้าคนอย่างนิชเช่ไม่บ้า
คนอย่างเราๆๆก็คนจะธรรมดาสามัญเกินไป
ดังนั้นเราจึ่งรู้สึกสบายใจยิ่งนักที่เอาคนแบบนิชเช่เข้าไปใส่โรงบาลบ้า
ขอนอกเรื่องนิดหนึ่งและกันครับ

ก่อนอื่น....ท่านเคก็คงยินดีแหละครับที่คุณพูดว่า คุณไม่เชื่อตามแกไปทั้งหมด เพราะจุดมุ่งหมายของแกคือหาเพื่อน
ที่จะสำรวจโลกไปด้วยกัน ไม่ใช่สาวก ดังท่านพูดเสมอๆๆว่า ผมจะไม่มีวันให้พวกคุณจับใส่กรงขังเพื่อกราบไหว้บูชาอีก และ จะไม่ยอมเป็นไม้ค้ำยัน ให้ผู้ป่วยอย่างคุณ
โดยสรุป ท่านต้องการคนที่มีชีวิตที่พร้อมจะโต้เถียง ไม่ใช่ซากศพที่เป็นใบ้ คนที่ไม่มีความกลัว เป็นอิสระอย่างแท้จริงที่จะตั้งคำถามและเฝ้าดูโลกอย่างที่เป็นจริงๆๆ ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็นหรือ พูดให้ถูกก็คืออย่างที่ความคิดของเราต้องการให้เป็น


อีกอย่างหนึ่งผมเข้าใจที่คุณพูด ก็ต้องแก้ว่าไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะพูดว่า ผมว่าคุณไม่เข้าใจนะ จริงๆๆที่ถูกควรเป็นแบบนี้ แบบนั้นใครเข้าใจหรือไม่เข้าใจหรอกครับ
เพราะ เราทุกคนเวลารับอะไรมาเรามักจะตีความกันไปตามพื้นเพของเราถูกไหม?ครับ
ผมก็ตีความไปตามพื้นเพของผม คุณก็ตีความไปตามพื้นเพของคุณ ซึ่งอาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้นี่เป็นเรื่อง
ธรรมดา ถูกของผม อาจจะผิดของคุณ ถุกของคุณอาจะถูกของผมเหมือนกัน แต่ผิดหมด(หรือไม่เห็นด้วย)
ในมุมของท่านเคก็ได้ ที่ศาสนาทั้งหลายมันแตกเป็นนิกายต่างๆๆมันก็เพราะสาเหตุนี้แหละ
ดังนั้นผมไม่กังวลว่าคุณจะเข้าใจผมผิด555 เพราะผมพิมพ์แก้ และ ขออภัยคุณได้555


แต่ขอให้ถือว่า ผมพูดไม่ใช่ใช้ในความหมายว่าใครเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่เป็นการสังเกตุ ในกรณีของท่านเคและกันว่า
นิสัยใจคนท่านท่านจะทำอย่างไง? เพราะถือว่าเรากำลังพูดถึงท่านเคและภาพรวมเกี่ยวกับท่านอยู่
ก็กระทู้นี้มันสื่อไปทำนองนั้นนี่ครับ แต่ความจริงถ้าเราจะสื่อกันจริงๆๆ ก็ไม่จำเป้นต้องมีท่านเคมาคั้นกลาง
ก็ได้ เพียงแต่เราสื่อถึงกันเปิดเผยถึงสิ่งที่อยู่ในตัวเรา แบบใจถึงใจ แบบนี่เราถึงจะเห็นกันและกันอย่างที่เป็นจริงๆ

มาที่เรื่องท่าน เค เวลาใครสักคนพูดว่า ผมแสวงหาสิ่งที่ปฏิบัติได้ ท่านจะโจมตีคุณทันทีว่า คำพูดนี้หมายความว่าคุณกำลังแสวงหาวิธีการเพื่อไปถึงเป้าหมายบางอย่างใช่ไหม? อย่างพระเจ้า ภาวะที่พ้นไปจากการยึดมั่นถือมั้นในตัวตน การเป็นอิสระจากอิทธิผลครอบงำ คุณเห็นไหม? คุณเพียงต้องการวิธีการเพื่อไปสู่อะไร?บางอย่าง(ตามความคิดของคุณ หรือ ตามที่มีคนบอกคุณ คุณเชื่อคุณถูกใส่เข้ามาในสมอง)
แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง ไม่ใช่ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เป้นการหนีจากโลกของความจริงและตรงนี้สร้างความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เป็นจริง และ สิ่งที่เราอยากให้เป็น เป็นรากฐานของความทุกข์ระทมทั้งหลาย เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาคุณจำเป็นที่ต้องสนใจมันอย่างแท้จริงไม่ใช่แสวงหาวิธีปฏิบัติเพื่อหนีจากมัน เพื่อไปสู่อะไรบางอย่าง

คุณเคยอ่านงานของท่านคุณคงจะเห็น ว่าท่านจะพูดแบบนี้ นอกจากนี้ท่านจะโจมตี(ความจริงท่านก็ไม่ได้โจมตีหรอกเพียงแต่จะชวนถก) ทันที่ที่ท่านรู้ว่าเรากำลังศึกษาอะไรสักอย่างอย่างงานของท่าน แนวคิดของท่าน โดยท่านจะยิงคำถามไปทันทีว่าจำเป็นด้วยหรือ? การศึกษา วิเคราะห์จดจำอะไรก็ตามแต่ จะของใครศังกราจารยน์ พระพุทธเจ้า แม้แต่ผมจำเป็นด้วยหรือ? หรือคุณคิดว่ามันคือแพที่พอถึงฝั่งคุณจำเป็นต้องทิ้งมันไป อย่างนั้นทำไมต้องศึกษาเพื่อทิ้งมันไปด้วยล่ะ?

อะไรทำนองนี้ นี่เป็นข้อสังเกตุเล็กๆๆน้อย เพราะ ตอนผมอ่านงานของท่าน ฟังเทป ท่านจะพูดทำนองนี้ ซึ่งบ่อยครั้งมันก็ชวนตัวผมให้มาตั้งคำถาม?
dr.date113@hotmail.com (IP:58.9.145.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 15 มิ.ย. 2555 (14:59)
อีกนิดครับ คุณเคยอ่านชีวประวัติท่านเคไหม?ครับ ผมอ่านแล้วรู้สึกกินใจมากเลยครับ
ตอนท่านสลายสมาคมของท่าน คำพูดที่ท่านพูดไว้กินใจผมมาก
ซึ่งก็น่าจะกินใจคุณด้วย
ก็เลยลองถามดูนะครับ เรื่องท่านสุภาพมากนี่เราจะเข้าใจได้ชัดเจนเลยว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะลึกๆๆ
ท่านเป็นคนแบบนี้ และ อีกส่วนก็เป็นความดีความชอบของสมาคมเทวปรัชญาที่พยายามขัดเกลาท่านมา
แต่โดยส่วนตัว ผมว่าสิ่งที่ท่านทำๆๆมาค่อนข้างจะสูญเปล่า(พูดถึงการเดินทางไปทั้วโลกไปบรรยาย)
เพราะมนุษย์เรา(ส่วนใหญ่) ค่อนข้างใจแข็งและเคยชิดกับสิ่งเดิมที่คุ้นเคย
ไม่อยากเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นท่านจึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก
ตัวท่านเองก็คงจะรู้ถึงสิ่งนี้ ดังท่านพูดว่า
สำหรับผมแค่คนเพียงสามสี่คนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นก็เพียงพอแล้ว
อาจจะเป็นเพราะคำสอนของท่านเน้นให้ตั้งคำถาม กับเรื่องราวทั้งหมดที่ไร้แก่นสารกระมั้ง
รุนแรง
ที่นี้สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารทั้งหลายที่เราทำๆๆกันอยู่นี่มันก็จะถูกทำลายลงไป
เพราะวิธีนี้ และเราก็กลัวเกินกว่าที่จะพรากจากสิ่งที่คุ้นเคย(เช่นความเป็นชาวพุทธ)
ไปสู่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยที่สดใหม่
dr.date113@hotmail.com (IP:58.9.145.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 15 มิ.ย. 2555 (22:28)

พึ่งทำงานเสร็จ เตรียมจะกลับบ้าน แต่ก็อดจะแวะเข้ามาสักแว๊บไม่ได้ ขอคุยสั้นๆก่อน (พรุ่งนี้ หรือวันจันทร์อาจจะได้ยาวสักหน่อย)


ยินดีครับ ที่ได้คุยกับคนที่ ตั้งใจ และใส่ใจกับงานของท่านเค (ผมขอเรียกตามแล้วกัน)


ผมชอบวิธีการที่ท่าน สืบสวนย้อนกลับ ทำให้คนที่ตั้งคำถาม เพื่อจะให้ได้คำตอบ (แบบสำเร็จรูป) ได้รู้ด้วยตัวเขาเองว่า จริงๆ คำถามที่คนๆนั้นถาม เป็นเพียงการสะท้อนความไม่เข้าใจในตัวของเขาเอง และหากเพียงเรากลับมาสืบสวนตัวเราก็จะค้นพบว่า มันไม่ใช่คำถามอะไรเลย ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบสำเร็จรูปอะไรเลยเช่นกัน อันนี้เป็นสิ่วหนึ่งที่ผมได้ซึบซับจากหนังสือของท่าน คำอธิบาย หรือคำที่ใช้ประกอบการสืบสวนสนทนาของท่าน โดยรวมเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยการท้าทาย จะว่าอ่านเอาความบันเทิงทางความคิดก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า ผู้ที่ใส่ใจจะได้อะไรมากกว่านั้น ผมยังอ่านงานของท่านซ้ำๆ อยู่เสมอ


ได้อ่านประวัติท่านเล็กน้อย (ดูเหมือนว่า ที่มีให้อ่านก็มีอยู่เท่านี้) มีให้น่าสังเกตคือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวของท่าน ไม่เห็นมีเขียนไว้อย่างชัดเจน นี่เป็นจุดๆหนึ่ง ที่อาจจะทำให้เราๆไม่เข้าถึงงานของท่านได้อย่างควรที่จะเป็น


เคยพูดๆเล่นๆกับเพื่อนๆว่า ผมเชื่อว่า ท่านเค น่าจะอย่างน้อยก็ขั้นโสดาบัน (ความเชื่อส่วนตัว) ผมเองได้ฝังรากลึก(ศรัทธา)ในแนวทางของพุทธศาสนา ก็มักจะชอบเทียบเคียงอะไรต่างๆเข้าด้วยกัน


สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากแนวทางการสอน(?)เชิงสนทนาแบบสืบสวนของท่านเค คือ จะมีวงจำกัดอยู่ในระดับหนึ่งเช่นกัน เช่น "ความเป็นชาวพุทธ" ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย หากคนๆนั้นเข้าใจ เพียงแต่เราไม่เข้าไปยึด "ความเป็นชาวพุทธ" แต่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไร กับการที่ผมบอกว่า ผมเป็นชาวพุทธที่เข้มข้น มันอยู่ที่ตัวผม ไม่ใข่ใครจะมาบอกว่า มันมีปัญหา หรือไม่มีปัญหา


สำคัญคือ เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเราเองได้หรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงความหลอกลวงของตัวเราเอง ภาษาพุทธ ใช้คำว่า "อนัตตา"


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 16 มิ.ย. 2555 (21:38)
ที่เรียนท่าน เค นี่เป็นเพราะท่านชอบให้คนเรียกท่านแบบนั้นนะครับ ในประวัติท่านท่านเริ่มเรียกตัวเองว่า
เค ก็ตั้งแต่ท่านได้รับการรับรองจากสมาคมเทวปรัชญา(สมาคมที่จะยกท่านขึ้นเป็นศาสดา เป็นอวตารของพระศรีอาริย์)ว่าท่านผ่านการอภิเษกครั้งที่3(เหมือนความเชื่อในนิกายวัชรยานว่าผู้ที่จะฝึกตันตระก่อนจะรับเอาเทพเข้ามาเป็นนิมิต เขาต้องได้รับการยอมรับจากครู พิธียอมรับนั้นก็คือการอภิเษก)นั้นแหละครับ
เล่าเป็นเกร็ดแล้วกัน
ส่วน
สิ่งที่ทำให้กิดการเปลี่ยนแปลงในตัวท่าน รู้สึกว่าท่านจะเล่าไว้ว่ามันมาจากการที่ท่านสูญเสียน้องชายไปครับ ท่านมีน้องหลายคนแต่มีคนหนึ่งที่สนิทที่สุด ชื่อว่านิตยา น้องท่านเป็นวัณโรคและตาย น้องชายผู้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนแลบะที่พึ่งทางใจของท่านเพียงหนึ่งเดียว อีกประการก็คือแรงบีบจากสมาคมเทวปรัชญาที่พยายามจะยกท่าขึ้นเป็นศาสดา ซึ่งท่านไม่ต้องการ สมาคมนี้มีความเชื่อว่าวันหนึ่งพระศรี ท่านจะมาใช้ร่างท่านเค จากนั้นท่านเคจะพาสมาชิกทุกคนให้หลุดพ้นไป สิ่งที่ยืนยันว่าพระศรีมาใช้ร่างท่านแล้วก็คือ ท่านจะทำในสิ่งที่พระเยซูเคยทำได้คือ ชุบชีวิตคนตาย รักษาโรค ขับผี ทำนองนี้ครับ
ตรงจุดนี้มันก็เลยทำให้ท่านตั้งคำถามต่อทุกๆๆสิ่ง ความเชื่อทุกรูปแบบ ชีวิตความตาย และ ในที่สุดท่านก็พบมัน(ท่านเล่าว่าอย่างนี้นะครับ) พอท่านพบมันปุ๊บ(หรือพูดให้ถูกก็คือมันมาของมันเอง)ท่านก็เลยจัดการสลายสมาคมทิ้ง และยืนยันว่า สัจจะเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง ไม่มีใคร ศาสนา องค์กรใดจะช่วยมนุษย์ได้ นอกจากมนุษย์จะค้นหามันดวยตัวเอง(ผ่านการสังเกตุตัวเองอย่างที่เป็นอยู่จริงขณะต่อขณะ)

ส่วนเรื่องวิธีการที่ท่านใช้นี่ถ้าสังเกตุให้ดีๆๆ จะไม่ได้ให้คำตอบอะไร?เลย (เรื่องนี้เราสังเกตุเห็นตรงกันนะครับ)
ที่สำคัญเน้นทำลายคำตอบที่เราวาดภาพเอาไว้เสียด้วยซ้ำ มีคนว่าวิธีการนี้โสเครตีสก็ใช้
ท่านจะพูดให้ถูก ก็คือ ท่านทำให้เราตระหนักถึงความเขลาของตัวเราเอง
ตระหนักถึงข้อจำกัดของการใช้ความคิดเข้าหาความจริง(ไม่ใช่ทั้งหมดที่เรามี) เหมือนท่านยืนยันว่า ไอ้คำถามทั้งหลายที่ท่านยิงใส่คนที่เข้าไปถามท่าน(คนเหล่านี้อยากได้คำตอบจากท่าน แต่แทนที่จะได้คำตอบกับเป็นคำถามที่ชี้ตรงไปถึงรากฐานของตัวเองแทน)
ท่านว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบ ว่ามีหรือไม่มี ในคำถามที่ไม่มีคำตอบมันก็มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในนั้น หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ สิ่งสำคัญคือตัวคำถาม ตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามิใช่คำตอบ หรือวิธีการไปสู่คำตอบนั้น นั้นเอง


ที่นี้ คุณเห็นเรื่องที่คุณพูดว่า ท่านเค น่าจะอย่างน้อยก็ขั้นโสดาบัน ของคุณไหม?(น่าจะเห็นแล้วเพราะคุณก็พูดว่า ผมเองได้ฝังรากลึก(ศรัทธา)ในแนวทางของพุทธศาสนา ก็มักจะชอบเทียบเคียงอะไรต่างๆเข้าด้วยกัน) ทีนี้เรามาดูร่วมกัน ในสมัยท่านยังอยู่ก็มักมีคนพยายามจะเอาท่านไปเปรียบเทียบอย่างนี้ เหมือนมีคนมาถามท่านว่า คุณคือพระเยซูหรือเป็นพระคริสต์ใช่ไหม? ท่านตอบว่าใช่ในอีกความหมายหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในความหมายของจารีตประเพณีที่เชื่อสืบๆๆต่อๆๆกันมา ไม่ก็มีคนพูดว่า คุณพูดในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยพูดมาแล้ว คุณคือพระพุทธเจ้าอีกองค์ หรือ เป็นผู้สำเร็จในระดับใดระดับหนึ่ง อย่างพระอรหันต์ แบบที่เราชาวพุทธเชื่อใช่ไหม? ท่านก็จะพูดทันทีว่า ทำไมคุณต้องเปรียบเทียบด้วยล่ะ เมื่อคุณเห็นดอกไม้ คุณแค่เพียงแต่เห็นมันอย่างที่เป็นอยู่จริงๆ หรือเห็นมันผ่านความคิดของคุณ เช่นเจ้านี้ชื่อว่ากุหลาบ มันเป็นสีแดงคุณไม่เห็นหรือว่า ถ้าคุณพยายามทำแบบนี้คุณจะไม่ได้เห็นดอกไม้อย่างที่เป็นอยู่จริง แต่เห็นดอกไม้ที่อยู่ในความคิดของคุณ เป็นภาพลักษณ์ของคุณ เหมือนคุณเห็นภรรยาของคุณคุณเห็นเธอจริงๆๆ หรือ เห็นผ่านภาพความคิดที่คุณมีเกี่ยวกับเธอกันแน่ คุณเห็นไหม? คุณมักมีพลักษณืเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งๆๆในสมองของคุณอยู่แล้ว ภาพลักษณ์ที่เกิดจากความคิด ซึ่งสร้างขึ้นจากสมอง ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่เกิดจากข้อมูลที่สมองสั่งสมมาจากประสบการณ์ในอดีตของคุณเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งๆๆ เสมอ วึ่งมันม่ใช่ความจริง มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนความจริง เป็นผลพวงของอดีต ของกาลเวลา

ครับท่านจะพูดทำนองนี้ ที่นี้ลองสังเกตุร่วมกันอีกสักนิด ว่าเวลาเรามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆๆ เรามักมีความคิดเข้ามายุ่งยากเสมอ เป็นภาพลักษณ์ของสิ่งนั้น เช่นชายคนนั้นเป็นแบบนี้แบบนั้น ฉันชื่อนี้ชื่อนั้นชอบนั้นชอบนี่เป็นแบบนี้แบบนั้น โลกทั้งมวลที่ฉันรู้จักเป็นแบบนั้น เรามีภาพความคิดเสมอๆๆ ถูกไหม?ครับ และไอ้ภาพความคิดนี้ก็มาจากประสบการณืทั้งหลายในอดีตที่เรามีกับสิ่งนั้นๆๆ

ทีนี้ปัญหาอยู่ตรงนี้ คือ เรามักมีภาพลักษณ์ที่ผิดไปจากความจริง เช่นโต๊ไม้มองว่าเป็นที่นั่ง สำหรับปลวกมันอาจจะมองว่าเป็นอาหาร เห็นไหม?ครับว่า เรามีภาพลักษณ์ที่แคบเพียงใดต่อโลกของเรา นี่คือปัญหา เพราะความทุกข์ระทมขัดแย้งทั้งหลายเริ่มที่ตรงนี้ พุทธศาสนา ฮินดู หรือศาสนาทั้งหลายล้วนพูดถึง เหมือนกันหมด ที่นี้เวลาเราทำสมาธิก็เพื่อ มองให้เห็นสิ่งนี้ หรือสิ่งต่างอย่างลึกซึ้งและไปให้พ้นจากภาพลักษณ์ทางความคิดที่คับแคบเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ

ทีนี้คุณเห็นตรงนี้ไหม? คือเรามักพูดกันว่า เราจะต้องไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น คุณเห็นไหม? เราในฐานะชาวพุทธจะพูดสิ่งนี้ เพราะเรารู้กันดีว่าหัวใจของคำสอนพุทธศาสนาคือให้ละจากความยึดมั่นถือมั่น (ฮินดู เต๋า เซน ซูฟีส์ อะไร?ก็ตามแต่ก็พูดถึงเรื่องนี้ แต่ที่อุบาย)
ปัญหาอยู่ที่ว่า เราใช้คำสอนนี้เสมือนทาหนีทีไล่จากความจริงว่าเราเป็นคนที่ยึดมั่นถือมั่น เช่น ยึดมั่นในความสุขสำราญ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการหนีจากสิ่งที่เป็นจริงไปสู่สิ่งที่อยู่ตรงข้าม เหมือนถ้าคุณกลัวคุณจะวิ่งไปหาความกล้าหรือบอกว่าฉันต้องไม่กลัว แต่ความจริงก็คือคุณขี้ขลาด นี่คือสิ่งที่เป็นจริง คือสัจะ คือพระเจ้า ไม่ใช่ภาพลักษณ์ว่าเราคือคนกล้า เพราะความจริงคือเราขี้ขลาดความจริงคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เป็นเรื่องไม่พยายามที่จะไปยึดก็เป็นไปในทำนองนี้ ดังนั้นประเด็นก็คือ เราควรจะต้องสังเกตุความคิดของเราว่าทำไม?เราจึงยึดถือในสิ่งนั้นนี้ เช่นความเป็นตัวฉัน และถ้าเราเข้าใจตรงนี้จริงๆๆ อิสรภาพจากมันจะอยุ่ที่นั้น ปัญหานั้นจะสลายของมันไปเอง
เหมือนพระพุทธองค์สอนเรื่องให้ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในกู ในของกู ท่านสอนเรื่องมรรคมีองค์ 8 แต่มรรคมีองค์8ไม่ใช่อะไรเลยเป็นเพียงวิธีปฏิบัติ เพื่อให้มองเห็นตัวเราเองอย่างที่เป็นจริงว่า ไอ้เจ้าความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นกู นี่ของกูนี่มันเกิดขึ้นมาอย่างไร? ท่านให้เราสังเกตุเห็นมันจริงๆๆ ตรงนี้เองคือที่มาของ ปฏิจจสมุปบาท ที่เราไปทำให้มันสำเร็จรูปซะ จนยุ่งยากกลายเป็นปรัชญา เป็นระบบคิด ไป ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องไปสนใจเสียด้วยซ้ำ
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.72.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 16 มิ.ย. 2555 (21:43)
ต้องขออภัยด้วย บางทีผมก็ไม่ดูให้ดีก่อนก่อนส่งข้อความไป บางอันมันก็เลยมีคำผิดอยู่
แต่พอจะเดาได้นะครับ
ยินดีที่ได้คุยด้วยครับ
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.72.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 18 มิ.ย. 2555 (14:35)

ครับ ... หลังจากที่ post วันศุกร์ ก็ได้คิดย้อนพิจารณา ผมนึกถึงโสเครติส เช่นกันครับ เสียดายที่ผมได้อ่านงาน (ที่เป็น dialog บทสนทนา) บ้างเพียงๆผ่านๆ (น่าจะอ่านตอนสมัยเป็นหนุ่มน้อย เรียนป.ตรีอยู่)


ก็เป็นเจตนา ของผม ที่ยกเรื่อง ความเป็นชาวพุทธ และที่เราจะคุยกันไปถึง เรื่องความยึดมั่น หรือเรื่องแนวทางของพระพุทธองค์ ... จุดหลักในการสนทนา ของคนตั้งแต่ 2 คน มีลักษณะเด่นๆ ได้หลายแบบ


1)สนทนาที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งสะท้อนอีกฝ่ายหนึ่ง


2)สนทนาที่อาจจะช่วยสะท้อนซึ่งกันและกัน และ


3) สนทนาแบบไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก (เอาตัวเองเป็นหลัก) และรวมไปถึงแบบที่ไม่เน้นสาระแต่เอาบันเทิงหรือความสุขทางจิตวิทยา


วิเคราะห์ดุว่า ท่านเค เที่ยวไปพูดสนทนาช่วยชี้แนะนำคนให้รู้จักมองวิเคราะห์อะไรด้วยตัวเอง ท่านเค ทำไปทำไม ถึงไม่ใช่การสอน ก็เรียกได้ว่าเป็นการสอน ผมไม่มีข้อมูลว่า ชีวิตท่านเป็นอยู่อย่างไร ท่านมีครอบครัวหรือไม่ และท่านต้องกินต้องใช้จ่ายอะไรหรือไม่ แต่หากสันนิษฐานในด้านที่ดีงาม ท่านน่าจะทำไปเพราะความรัก ความมี เมตตา กรุณา อย่างน้อย ก็น่าจะสะท้อนถึง การที่ท่านได้เข้าถึง รับรู้อะไรอย่างลึกซึ้ง (?) และท่านก็อยาก(ประสงค์)จะแบ่งปันแก่ชาวโลก


ผมว่า ท่านทำได้ดีมาก อย่างน้อย ผมและคุณ date ก็ได้รับสิ่งดีๆจากผลงานของท่าน


การที่ผมเชื่อว่าท่านเป็นอย่างน้อยโสดาบัน อันนี้ คือ ความกล้าหาญ! ไม่ใช่การเข้าไปยึด หรือการมุ่งเข้าไปเปรียบเทียบ อะไรเลย ... ผมจำได้ว่า ท่านเค ท่านติช นัทฮัน และท่านพุทธทาส ดูเหมือนจะเคยมาเจอพบปะกัน 


ความเชื่อ หรือศรัทธา เป็นสิ่งที่มีพลัง และเมื่อเราใช้นำไปสู่สติ ปัญญา ความเชื่อนั้นก็จะหายไป หมดหน้าที่ไป ... เราอาจจะเล่นคำว่าเราไม่เชื่อ ไม่จำเป็นต้องคิดแบบนั้นแบบนี้ นั่นก็คือความเชื่อหรือความศรัทธาอีกรูปแบบหนึ่ง การไปคอยบอกว่า เราไม่ควรไปใช้คำนั้น คำนี้ ก็เช่นเดียวกัน ผมไม่เห็นประโยชน์อะไร ที่เราจะเก็บคำว่า ชาวพุทธ โสดาบัน อรหันต์ นิพพาน เหมือนกับว่า เราต้องไม่เอาคำเหล่านี้ คำ แนวคิดทุกอย่าง ล้วนเป็นร่องรอยการค้นหาของมนุษย์ การเข้าไปทำความรู้จัก เรียนรู้ด้วยความสนใจของเรา จึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำ ... แน่นอน ก็เป็นเรื่องปัจเจก ส่วนบุคคล การเป็นหญิง ชาย มีศรัทธาในแนวทางใดทางหนึ่ง เชื้อชาติ ภาษา แตกต่างกัน ไม่ได้ทำให้ ธรรมชาติของจิตใจแตกต่างกัน สิ่งที่เรามีอยู่เดิมทางสังคม ซึ่งมีทั้งที่ดีงาม และที่เป็นกำแพงอุปสรรค เราก็ไม่จำเป็นต้องไปตั้งแง่ที่จะไปลบล้างบอกว่า เราไม่เอาแล้ว ผมเป็นผู้ชาย ก็ต้องเป็นผู้ชาย และธรรมชาติอันนี้ก็ยังคงอยู่ และต่างไปจาก ความเป็นหญิง ... และเราควรที่จะเรียนรู้เข้าใจ ... เราอยู่ในโลกที่ต้องใช้คำพูด ใช้ภาษา ... บางครั้งเราก็เผลอใช้ไปอย่างที่เราไม่เข้าใจ หรือใช้ผิดความหมาย แต่บางครั้ง เราก็ต้องใช้อย่างที่เราอยากจะใช้


ที่ผมถามถึงสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของท่าน เพื่อที่จะได้รู้เหตุของที่มาซึ่งแนวทางของท่าน ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมาก (เป็นเครื่องมือที่ดีมาก) 


เหตุ เป็นสิ่งที่สำคัญ และเราต้องทำ (ให้นึกถึง ที่พระพุทธองค์สอนเรื่อง เหตุ และการดับ เพราะเหตุดับ ใครๆฟังก็เข้าใจ แต่จะมีซักกี่คนที่ "ถึงใจ" อย่างท่านโกณทัญญะ)


พุทธศาสนา ได้ทิ้งมรดกโลกที่มีคุณค่า ก็อยู่ว่า ใครจะนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง จะใช้โดยอ้างหรือไม่อ้าง ก็ไม่ควรจะต่างกัน อยู่ที่เรา "ทำเหตุ" จริงๆ ให้เกิดผลขึ้นกับกายใจของเราหรือไม่


ก็ต้องเน้นอีกครั้งว่า ผมสนทนากับคุณ date ซึ่งผม scope ลงมาเท่านี้ ส่วนจะมีชาวพุทธ ชาวอะไร ที่จะเป็นอะไร หรือ อ้างอะไร อันนี้ เราค่อยว่ากันอีกทีครับ


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 18 มิ.ย. 2555 (16:27)
ครับ ที่นี้เรามาดูตรงนี้ คุณอะไรในคำว่าโสดาบันหรือไม่? จากนั้นก็มีต่อไปเรื่อยๆๆ จนถึงพระอรหันต์ ถ้าคุณเป็นมหายาน ก็จะมีต่อไปอีกจนถึงพระสัมมาพุทธะ ประเด็นคือ แนวคิดแบบนี้ สือว่า เวลาเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เราจะต้องค่อยเป็นค่อยไป? ถูกไหม? กฤษณมูรตินี่สำหรับผมอย่างน้อยก็ คือโสดาบัน โสดาบันนี้คุณหมายความว่าอย่างไร? แน่นอนคุณไม่ได้หมายความตามตัวอักษร อย่างโสดาบันในความหมายนี้คือผู้ดำรงตนอยู่ในการปฏิบัติที่เรียกว่า 1. ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ตัวกูของกู 2. หมดความลังเล สงสัยในพระรัตนตรัย 3. รักษาศีล 5 ให้สมบูรณ์ เพราะท่านกฤษณมูรติอาจจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่หมายความว่าคงเปนผู้บรรลุในระดับหนึ่ง คุณไม่ได้เปรียบเทียบเพียงแต่ไม่รู้จะเรียกว่า อะไรดี? ในสังคมของคุณเขาสื่อมาแบบนี้ ดังนั้นใครก็ตามจะพระเยซู เล่าจื้อ ผมก็ว่าท่านก็น่าจะบรรลุแหละ แต่จะอยู่ในขั้นไหน? ผมก็ไม่รู้หรือผมคิดว่ารู้
ที่นี้ประเด็นคือ คุณเห็นไหมว่า เรามักมีอิทธิผลเบื้องหลังบางอย่างอย่ในความคิดเราเสมอ อันนี้คุณเห็นแล้ว แลtอิทธิผลที่ว่าเพื่อจะเปลี่ยนแปลง เป็นอะไร?ล่ะ เป็นมนุษย์ืที่แท้ก็แล้วกัน จะเรียกซูเปอร์แมน แบบนิชเช่ หรือ อริยบุคคล ก็ได้ ฉันต้องปฏิบัติพัฒนาไปตามลำดับขั้น เพราะฉันเชื่ออย่างนั้น ฉันไม่สงสัยเลย ประสบการณ์มันเป็นอย่างนั้น ฉันต้องขึ้นรถใช้เวลาวันหนึ่งเพื่อไปเชียงใหม่ มีระยะเวลา แต่ในภายในล่ะเราต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง มนุษยคนหนึ่งที่มีความทุกข์ มีราคะ ความริษยา เพื่อหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้

ประเด็นคือคุณเคยตั้งคำถามไหม?ครับว่า มันจำเป็นจริงๆๆหรือ? ที่ต้องอาศัยเวลา ในการเปลี่ยนแปลงที่ภายใน หรือเวลาไม่มีผลอะไรเลย? เพราะฉันยังคงเป็นฉัน เหมือนเมื่อวันวาน แม้ว่าฉันจะมีความคิดว่าพรุ่งนี้ฉันจะดีขึ้น? แต่ในความเป้นจริงเรามีวันพรุ่งนี้จริงๆหรือ หรือเรามีแต่ที่นี่เดียวนี้เท่านั้น เพราะเมื่อพรุ่งนี้มาถึงมันก็กลายเป็นวันนี้ เมื่ออนาคตมาถึงมันก็เป้นปัจจุบันขณะ ในขณะที่ปัจจุบันขณะ ณ ตรงนี้ก็เปลี่ยนผ่านไปเป็นอดีตเสียแล้ว เราจึ่งมีการดำรงอยู่ได้อย่างจริงๆๆคือที่นี่เดี๋ยวนี้ นี่คือประเด็น พอเข้าใจไหมครับ เอาล่ะ นี่คือสิ่งที่ท่านเคพูุด รินไซ หรือ เว่ยหลางพูด ? ดังนั้นคุณเข้าใจไหม? ว่าคุณไม่อาจจะเปรียบเทียบไม่แม้แต่จะเทียบเคียงได้เลยกับคนประเภทนี้ที่มีเพียงที่นี่เดี๋ยวนี้ที่เขาดำรงอยู่ เขาไม่มีกาลเวลา เขามีแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างฉับพลัน ขณะต่อขณะ ไม่งั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เขาอยู่เหนือเวลาดังนั้นเราไม่อาจจะใ้ช้ลำดับขั้น เช่นมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นนั้นขั้นนี้และกำลังก้าวไปนั้นไปนี่ กับคนแบบนี้ได้ ไม่แม้แต่จะถามหาว่าเขาใช้วิธีการอะไร? เพราะเขาไม่มีมัน ถ้ามีวิธีการมันก็สื่อว่ามีอะไรบางอย่าง?ที่วิธีการนั้นจะนำไปสู่ ไถึงในอนาคตแต่คนแบบนี้เป้นอิสระจากเวลา แล้วเราจะถามหาวิธีการได้อย่างไร? เขาทำสิ่งต่างเพื่อกระทำสิ่งนั้น เหมือนกินเพื่อที่จะกิน ไม่ใช่เพื่อให้อิ่ม เขาตรวจสอบตัวเองก็เพื่อตรวจสอบไม่ได้เพื่อเป้าหมายใดๆๆทั้งสิ้นไม่มีวิธีการมันคือเรื่องรรมดาๆๆ มันเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไม่ได้แยกจาก เหมือนที่เขาพูดว่าผู้สังเกตุนั้นแหละที่ถูกสังเกตุ นี่คือความหมายของคำสอนนี้ของเขา ดังนั้นจึ่งเรียกได้ว่า เขากิน นอน ปฏิบัติ อย่างแท้จริง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเขาดำรงอยู่ปัจจุบันขณะเสมอ ตรงนั้นปราศจากเวลา ไม่มีตัวเขาผู้กระทำ คุณไม่อาจจะพูดได้ว่าที่นี่เดี๋ยวนี้ คือตั้งแต่ช่วงเวลาเท่านี้ถึงเท่านี้ มันไม่มีช่วงเวลา ดังนั้นเขาจึ่งเป็้นอิสระจากข่ายของเวลา การเปลี่ยนแปลงจึ่งไม่มี เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นสื่อถึงเวลา ดังนั้นเราไม่อาจจะแม้จะพูดได้ว่า เขากำลังเปลี่ยนผ่านไปทางไหน? กำลังจะเป็นอะไร? เพราะความคิด หรือ ฉันนั้นเกี่ยวข้องกับเวลา ถูกไหม?
ฉันทำสิ่งนั้นวันนั้น อีกวันฉันทำสิ่งนี้ วันถัดไปอีกันก็ทำนั้น ตัวฉันสื่อถึงเวลา เพราะมีการสั่งสมประสบการณ์ เป็นลำดับในสมอง จึ่งมีความร้สึกว่าเป็นัน ันดำรงอยู่ เป็น ก เคยผ่านนั้นนี่มาก่อน เช่นประสบการณ์ที่พ่อแม่ตั้งชื่อว่า ก เคยสนุกเพลิดเพลิน เคยทุกข์ระทม ฉันสื่อถึงอดีต แต่คนอย่างกฤษณมูรติเป็นอิสระจากอดีต ดังนั้นจึ่งไม่มีตัวเขาดำรงอยู่เลย คุณเห็นประเด็นไหม? การพุดว่าเขาเป็นอะไรบางอย่าง สื่อว่ามีนั้นอย่ที่นั้น ดำรงอยู่ แต่คนแบบนี้หาได้ดำรงอยูุ่ไม่ ในทางกลับกันเราก็อาจจะพุดได้ว่าเขาดำรงอย่ทุกๆๆที่ทุกๆๆเวลาในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึ่งไม่ได้ดำรงอยู่

พอเข้าใจไหม? อาจจะฟังดูเข้าใจยากนิดหนึ่ง หรือ ดูงง หลุดโลก แต่นี่คือสัจจะ ในพุทธศาสนามีคำสอนที่เรียกว่าวิพากษ์วิธีปรัชญาปารมิตา ก็สื่อไปทำนองเดียวกัน คุณน่าจะเคยอ่านคำสอนของท่านัทท์ ฮัทท์ื ท่านก็พูดทำนองนี้ ทุกเทป ทุกการบรรยาย ทุกเล่มที่ตีพิมพ์ เพียงแต่อาจจะเรียบง่ายกว่า และ ไม่ได้ใช้ภาษาทำนองนี้

ทีนี้มาดูการที่ผมเชื่อว่าท่านเป็นอย่างน้อยโสดาบัน อันนี้ คือ ความกล้าหาญ! ไม่ใช่การเข้าไปยึด หรือการมุ่งเข้าไปเปรียบเทียบ อะไรเลย ... มันสื่อถึงการเปรียบเทียบมิใช่หรือ เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของฉัน โสดาบันในความคิดฉันเป็นแบบนี้ ทีนี้พอฉันมาเจอ ท่าน เค เขาช่างเหมือนโสดาบันในความคิดของฉันเลย เหมือนนั้นไง ดอกกุหลาบ ฉันเห็นมัน และฉันรู้ว่าไอ้ดอกไม้ดอกนี้เรียกว่ากุหลาบ เพราะฉันเคยเห็นดอกทำนองนี้มาแล้ว ไม่งั้นคุณก็สงสัยว่ามันคืออะไรแทน แล้วถ้าคุณไม่รู้เรื่องโสดาบัน อรหันต์ อะไรเลยล่ะ คุณก็ไม่สามารถบอกหรือพูดได้ว่า เขาน่าจะเป็้นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้หรอกจริงไหม?
เห็นไหมนี่แหละ การเปรียบเทียบ เพียงแค่เข้าใจ เท่านั้นพอ

ทีนี้เรื่องความกล้าหาญนี่ ใช่เลยเพราะ คุณไม่ได้ยึดไงว่า อริยบุคคลสำหรับคุณในทัศนะชาวพุทธ ต้องเป็นพระ เป็นชาวพุทธ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เขาจะเป็นใครก็ได้ศาสนาไหน? ตัวอะไร? เพราะสำหรับผมแล้วผมเปิดกว้างเสมอๆๆ ถ้าเขาเห็นสัจจะ เขาก็เป็้นพุทธะได้ทั้งนั้นแม้แต่เขาจะเป็นฮินดูก็เถอะ เพราะเราคือมนุษยืเหมือนๆๆกันเราทุกคนมีศักยภาพพอที่พบสัจจะ
ดังนั้นคุณจึ่งเปิดกว้างกว่า คนอีกมากไม่เว้นแม้แต่พวกคุรุดังๆๆ คนบูชาเยอะๆๆ บางคนเสียอีก ไม่มีความสงสัยเลยในจุดนี้ ในแง่นี้คุณยังเก่งกว่าท่านพุทธทาสเสียอีก เพราะท่านพุทธทาสท่านนั้นยังมีความเชื่อว่า พุทธศาสนาคือศาสนาที่สูงส่งที่สุด มันปิดกลั้นจนท่านไม่สนใจศาสนาอื่นเลย แม้ท่านจะเคยอ่านไบเบิ้ล เคยบรรยายเรื่องพุทธรรมและคริสต์ธรรม แต่สังเกตุดูว่าท่านก็ยังรักษาทัศนะนี้ไว้ิคือตีความไปโดยอาศัยมุมมองของชาวพุทธ อันนี้ตัวท่านเองก็รู้ตัวท่านยังล้อเลียนตัวเองเลย ซึ่งถ้าเราเข้าใจตัวเราเองได้แบบนี้ นั้นก็เพียงพอแล้ว คือเรารุุ้ตัวตลอดเวลาว่าเราเป็นเช่นไร? อย่างแท้จริง? มันไม่สำคัญหรอกว่า ทัศนะเช่นนี้ถูกหรือผิด เพราะธรรมชาติที่แท้อยู่เหนือความถูกผิด และ ความเร้นลับที่แท้ของศาสนาธรรม ก็้ไม่ได้อยู่ที่การเป็นผ้เชี่ยวชาญกฏจริยรรม หรือ เป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาชาวโลก แต่อยู่ที่การรู้ทันตัวเอง รู้จักตัวเองในแต่ล่ะขณะ นั้นเอง
ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นรอบๆๆด้าน ในความคิดของคุณ เพียงแค่เห็นเท่านั้น ไม่มีผิดไม่มีถูก เราเพียงแต่ตรวจสอบกันอย่างรอบด้านในคำพูดที่เราคุยกัน มันก็แค่นั้น
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.165.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 18 มิ.ย. 2555 (18:15)

ที่ผมใช้คำว่ากล้าหาญ! เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะอย่างน้อย ก็ไม่มีใครเคยพูดเช่นนี้ ... เรากลัวอะไร จากการพูดเช่นนี้ กลัวที่จะมีคนมาบอกเราว่า ถ้าเราพูดเช่นนี้แล้ว เขาจะวิเคราะห์ว่าเรา ยังมีอันนั้น มีอันนี้


และคุณ date ก็ได้แสดงการวิเคราะห์ ถามว่า คุณ date ใช้อะไรในการวิเคราะห์ ถ้าไม่ใช่ ความเข้าใจเดิม ประสบการณ์เดิมของคุณ date และการวิเคราะห์ ทัศนะของผม ก็คือการเดาจิตใจของผมนั่นเอง


นี่คือจุดสำคัญ ของการสนทนา หากเราจะสะท้อนคนอื่น เราก็ต้องเดาเขา ว่า ทำไมเขาพูดเช่นนี้ ... ท่านเค ก็ใช้วิธีการนี้ เมื่อมีคนถาม หรือแสดงทัศนะ ท่านก็จะสืบสวนลงไปในทัศนะนั้นๆ และสะท้อนกลับไปยังคนนั้นๆ ถ้าเราถือว่า ท่านเคทำได้อย่างดีเยี่ยม ทุกอย่างก็จบ คนๆนั้น อาจจะได้คิด กลับไปสืบสวนตัวเอง


สถานการณ์เช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับที่พระพุทธองค์ใช้ในการสอน ท่านก็เลือกวิธีการให้เหมาะแก่คนเป็นกรณีๆไป


ผมมองไม่เห็นว่า การที่จะกล่าวอ้าง หรือให้เครดิต สิ่งที่ได้เป็นกัลยาณมิตรกับเรา จะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างไร


คำถามคือ ท่านเค ไม่ได้ให้เครดิตใครเลย ท่านไม่กล่าวอ้างใครเลย และนี่คือสิ่งที่ทำให้แนวทางของท่าน ดูเหมือนจะปฏิเสธทุกอย่าง(?)


ผมเห็นด้วยว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ปฏิเสธสิ่งต่างๆที่มีอิทธิพลกับเรา ... แต่ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะไม่สำนึกในบุญคุณสิ่งที่ให้สิ่งที่ดีงามกับเรา เช่น เมื่อใดก็ตามที่ผมใช้แนวทางการสืบสวน ผมก็จะนึกถึงท่านเค


การที่ผมใช้คำว่าโสดาบัน ซึ่งแน่นอนผมย่อมมีนิยามจากที่ได้อ่านศึกษามาจำนวนหนึ่ง มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เมื่อมีให้ใช้ผมก็ใช้ตามที่เราเข้าใจ มันจะแตกต่างจากการไม่ใช้อย่างไร และผมก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นอุปสรรคอะไร


การปฏิเสธสิ่งที่เป็นแนวทางอื่นๆ ไม่ได้หมายความว่านั่นคือแนวทางที่ดีกว่า กว้างกว่า สิ่งที่ท่านเคทำ ก็จำกัดอยู่เพียงการให้เรากลับมาดูที่ตัวเราเอง ส่วนการจะไปตีความว่า เราไม่ควรไปเรียกอันนั้นอันนี้ ผมว่า อันนี้ตีความมากเกินไป อันนี้ต่างหากจะเป็น กับดักหรือกรงขังอันใหม่ กลายไปทำให้ท่านเคลดรูปลงเหลือเพียงปรัชญาอีกรูปแบหนึ่ง คือ ไม่ยอมที่จะเข้าไปเรียนรู้อะไร และตั้งท่าจะปฏิเสธ ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักอย่างดีพอ ... ผมศึกษางานของท่าพุทธาสก็มาก และไม่มีความคิด ความรู้สึกจะวิจารณ์ท่านเช่นนั้นเลย ... ท่านเป็นนักทดลองชีวิตคนหนึ่งที่น่าสนใจศึกษา และเรียนรู้


ผมเองเคารพท่านพุทธทาส จากผลงาน การกระทำของท่าน และก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับที่ท่านใช้นามว่า "พุทธทาส" ผมกลับมองว่าเป็นความกล้าหาญ


เรื่องการค่อยๆสะสม กับการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นสิ่งที่เราต้องสืบสวนกันให้มาก นี่น่าจะเป็นประเด็นหลักที่ผมยังไม่เข้าใจท่านเค ท่านเค รับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านได้เกิดเป็นขึ้นฉับพลัน จึงเน้นเรื่องนี้มาก และพยายามชี้ให้เราดูว่า ไม่ใช่การสั่งสม ไม่ใช่การค่อยๆเป็น ค่อยๆไป


สำหรับผม เชื่อ(ศรัทธา) ในทั้งสองกรณี 1)ขณะที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นปัจจุบัน อย่างฉับพลัน 2)ต้องมีเหตุให้ถึงพร้อม   ผมเชื่อในเรื่องการกระทำ การสะสมเหตุ จนเพียงพอที่จะทำให้เกิดภาวะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (และสิ่งฉับพลันที่ว่านี้ก็ใช้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่ถอยกลับ)


คุณ date อาจจะมองว่า นี่คือการอธิบายแบบพุทธ ... ก็ใช่ ถ้าเรามีการศึกษาและเข้าใจพุทธพอสมควร คุณ date อาจจะบอกว่า มันไม่ใช่แบบนี้ อันนี้มันคิดแบบที่เขาคิดไว้แล้ว อันนี้ก็ไม่เป็นไร  ... ขณะแห่งฉับพลันนั้น น่าจะเป็นคำตอบ เมื่อเราได้สำผัส  หากคุณ date มีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ผมก็ขออนุโมทนา


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 19 มิ.ย. 2555 (15:25)
อา....วันนี้มีหลายประเด็นที่เราต้องคุยกัน ที่ผมใช้คำว่ากล้าหาญ! เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะอย่างน้อย ก็ไม่มีใครเคยพูดเช่นนี้ ... เรากลัวอะไร จากการพูดเช่นนี้ คุณแน่ใจหรือ? หรือเพียงแต่เชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่คุณรู้จักมักเป็นพวกยึดติดในความคิดบางอย่าง อย่างเพื่อที่จะตรัสรู้พระพุทธศาสนาคือทางเดียว ก็โกนหัวโล้นห่มเหลือง เข้าป่านั่งสมาธิ เรียนพระบาลี ถือศีลทำนองนี้ พวกนี้ช่างขี้ขลาดเหมือนพวกกลัวที่จะยอมรับความจริง ใจแคบเสียเหลือเกิน เป็นพวกยืนบนพื้นแคบๆๆ อย่างนั้นหรือ? คุณเห็นอะไรไหม? เห็นแรงพลักดันที่ทำให้คุณคิดเช่นนี้ไหม? นี่ช่างเป็นเรื่องพื้นๆๆ เพราะโลกตั้งอยู่บนทวิลักษณ์ เมื่อคุณคิดว่าคุณเป็นผู้ทรงคุณธรรม นั้นก็เพราะคุณรู้ว่าโลกนี้หาคุณธรรมได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่คุณคิดจึ่งเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่โลกเป็น คุณคือโลก ไม่มีความแตกต่างกันทั้งความกล้าหญาหรือขาดเขลามันคือสิ่งเดียวกัน เป็นเหรียญเดียวกันแต่คนล่ะหน้า เรายังจะไม่พูดกันว่าทำไมผู้คนถึงกลัวที่จะยอมรับความจริง และ ความกลัวเกิดจากอะไร ทำไมเราจึ่งมักยึดติดกับความคิดหนึ่งๆ เราจะค่อยๆๆไปกันทีล่ะประเด็น

ผมกำลังวิเคราะห์ ซึ่งแน่นอนว่า ผมจำเป็นต้องใช้ภูมิหลังในการวิเคราะห์
เห็นด้วยไหม?ครับ เพราะถ้าปราศจากภูมิหลังเราก็ไม่มีผู้วิเคราะห์ เพื่อที่จะวิเคราะห์ผมจำเป็นต้องมีแนวคิดบางอย่างถูกไหม?ครับ ซึ่งแน่นอนว่าผมใช้มัน ร่วมกับ การสังเกตุสิ่งที่เป็นอยู่จริง หรือสังเกตุสิ่งต่างๆๆที่สื่อออกมาจากคำพูดคุณ เพราะความคิดเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราไม่อาจจะปฏิเสธมันได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ของธรรมชาติของเรา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้นเราจะใช้ทั้งหมดที่เรามีเพื่อตรวจสอบร่วมกัน ไม่ใช่ใช้เพียงส่วนๆๆ แบบว่าผมเป็นผู้เชื่อในศาสนาพุทธดังนั้นผมจึ่งจะมองโลกตามแนวคำสอนในพุทธธรรม ผมเป็นนักอัตถิภาวนิยมผมจึ่งตรวจสอบโลกตามมุมมองของผมนี้ หรือผมเป็นคนไทย อะไรก็ตาม....แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้นเราจะใช้ทั้งหมดที่เรามี ใช่ผมเป็นนักอัตถิภาวนิยม แต่ผมก็เป็นมนุษย์ และ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ดังนั้นผมจึ่งเป็นทุกสิ่ง เป็นท้องฟ้า เป็นทะเล เป็นชีวิต เป็นความทุกข์ระทมของโลก เป็นภาพสะท้อนของโลกที่เจ็บป่วย

ประเด็นคือ ผมเติบโตในวัฒนธรรมพุทธ คุณเองก็เช่นกัน เราไม่อาจจะปฏิเสธสิ่งนี้ได้ เพราะเราถูกหล่อหลอมมาจากรากฐานนี้
ดังนั้นประเด็นคือ เราไม่ได้ตรวจสอบเพื่อที่ว่า ถ้าฉันรู้ฉันจะละจากมัน ฉันจะไม่ยึดในกรอบเหล่านี้อีก แต่เรากำลังค้นไปว่า เราเติบโตมาแบบนี้ ดังนั้นเราย่อมมีความโน้มเอียงที่จะตีความสิ่งต่างๆๆ ที่เรารับรู้เข้ามาในทางประสาทสัมผัส ไปตามรูปแบบนั้น คนที่เชื่อเรื่องวิญญาณอารักษ์ เมื่ออุบัติการร์บางอย่างเกิดขึ้นมาและเขาอธิบายไม่ได้ เขาก็มักตีความไปว่าคงเป็นเทพอารักษณ์นั้นแหละที่กระทำ คนที่เชื่อเรื่อง กรรม เรื่องพระเจ้า หรือไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย ก็มักตีความไปอย่างนั้น สิ่งนี้นำไปสู่ความพึงพอใจบางอย่าง ทุกสิ่งดูเรียบง่าย เข้าใจง่าย จัดการได้ เห็นไหม?ครับ ทีนี้เรามาดูนี้อีกนิด ทำไม?คนหนึ่งๆจึ่งมักพอใจกับคำตอบที่มีคนหยิบยื่นให้โดยไม่ตรวจสอบเลย เช่น ผมเกิดอุบัติเหตุ ผมเชื่อเรื่องกรรมเก่า ทีนี้ผมมีคำตอบนี้อยู่ในใจว่ามันต้องเกี่ยวกันแน่ๆๆ แม้ผมจะไม่มั้นใจ จากนั้นก็มีคนพูดว่า ผมดูกรรมให้คุณแล้ว โอ้.....มันเป็นเพราะชาติที่แล้วคุณทำแบบนี้ครับ ชาตินี้เขามาเอาคุณคืน ก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ประเด็นคือ มันเป็นเพียงการตอกย้ำความเชื่อเท่านั้น เพราะอะไร ก็เพราะฉันต้องการความมั่นคง ฉันต้องการที่จะกำจัดสิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของฉัน และ นี่คือปัญหา...ซึ่งเราไม่เคยตรวจสอบกัน

ทีนี้เราจะเห็นว่า มีประเด็นที่ว่าพระพุทธองค์ใช้ในการสอน ท่านก็เลือกวิธีการให้เหมาะแก่คนเป็นกรณีๆไป ใช่ไหมครับ เมื่อมีคนถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร? จึ่งจะได้พบพรหมแน่นอน พระพุทธเจ้าพูดว่า งั้นดีเลยถ้าเธออยากพบพระพรหมเธอก็ต้องดำรงตนอยู่ในพรหมวิหาร เพราะพรหมคือพระเจ้า และ พระเจ้าคือความรัก เห้นอะไรไหม?ครับพระพุทธเจ้าไม่เคยโจมตีความคิดของเขา พระองค์ส่งเสริมความคิดของเขาเสียด้วยซ้ำเพราะ นั้นคือรากฐานความเป็นฉัน ของเขา ดังนั้นผมจึ่งไม่ได้พูดเพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะบอกว่าคุณต้องไม่คิดเช่นนี้นะ อย่าไปยึดอย่าไปอ้างอะไรเลย อย่าไปเปรียบเทียบ เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบรวมกันว่า ทำไมเราจึ่งมีแนวโน้มไปอย่างนั้น.....เรารู้ทันตัวเราเองหรือไม่ว่าเรามีแนวโน้มเหล่านี้ เพียงแค่รู้เท่านั้น นั้นแหละปัญหาสลายไป เราเป็นอิสระจากมันหรือผู้ให้ถูกก็คือ เราสมารถใช้มันได้อย่างเป็นอิสระจากมัน ผมสามารถเพลิดเพลินต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ ตราบเท่าที่ผมรู้เท่าทันมันว่าการยึดติดกับมันมากเกินไปนั้นแหละนำเอาความทุกข์ระทมมาสู่ผม มันเป็นแบบนี้นี่คือเรื่องธรรมดา เมื่อพระพุทธเจ้าเดินทางผ่านท้องนา พระองค์ตรัสว่า งดงามยิ่ง สวยงามอะไรอย่างนี้ อานนท์เราไปหาผ้ามาทำจีวรสีเหลืองทองเหมือนมันกัน พระพุทธเจ้ายึดติดกับภาพลักษณ์ที่ตาเห็น สีสันเหล่านี้หรือ หรือพระองค์เข้าใจมันแล้วว่ารูปลักษณ์ทั้งหลายทั้งปวงคือมายา คือความฝัน คือภาพหลอน คือฟ้าแลบ ดังนั้นพระองค์เป็นอิสระจากมันแล้วโดยไม่หลงไปกับมันอีก คุณเห็นประเด็นไหม? คุณพูดว่า"การที่ผมใช้คำว่าโสดาบัน ซึ่งแน่นอนผมย่อมมีนิยามจากที่ได้อ่านศึกษามาจำนวนหนึ่ง มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เมื่อมีให้ใช้ผมก็ใช้ตามที่เราเข้าใจ มันจะแตกต่างจากการไม่ใช้อย่างไร และผมก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นอุปสรรคอะไร" มันจะไม่เป็นอุปสรรค์อะไรเลยหากคุณเข้าใจมัน เข้าใจแรงจูงใจที่ทำให้คุณมีความเห็นไปเช่นนั้น นี่คือประเด็นที่ผมพยายามจะพูด และ นี่คือประเด็น ที่ท่าน เค มักยิงคำถามท่านไม่ได้ชี้ให้คุณ(หรือคนที่มาถกกับท่าน)เลิกในสิ่งที่เชื่อถือ การทำแบบนี้จะต่างอะไรจากการโยนรูปบูชาหนึ่งทิ้งแล้วไปเอารูปบูชาใหม่มากราบไหว้ มันเป็นเพียงปฏิกริยาต่อต้านเท่านั้นซึ่งไม่ต่างกัน ดังนั้นจุดมุ่งหมายจริงๆๆของท่านคือชี้ให้คุณเห็นมันและสามารถใช้มันได้อย่างเป็นอิสระ ในนิกายเซน พระเซนมีสำนวนว่า ก่อนปฏิบัติเซน ภูเขาคือภูเขา ระหว่างปฏิบัติเซนภูเขาไม่ใช่ภูเขา ดังนั้นหลังปฏิบีติเซนภูเขาจึ่งคือภูเขา

เกี่ยวกับเรื่องการแสวงหา เรื่องบรรลุ คนส่วนใหญ่มันมีภาพว่าเขากำลังทำอะไร? เพื่ออะไร? ผมกำลังนั้งสมาธิแบบเซน แบบทิเบต ทำโยคะ เพื่อเข้านิพพานเพื่อเป็นอรหันต์ บรรลุโมกษะเข้าถึงพรหมมัน ด้วยเหตุที่เรารู้วิธีการ รู้เป้าหมาย ดังนั้นมันจึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการแสวงหาของเราอีก แล้วเราสามารถเข้าถึงสัจจะด้วยอาการอย่างนี้ได้จริงๆๆหรือ? สัจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีที่ที่สิ้นสุด มันไร้เริ่มต้นไร้จุดสิ่นสุด ชีวิตคือภาพสะท้อนของมันเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นชีวิตจึ่งไม่มีจุดจบ ไม่มีแม้การเริ่มต้น มันคือการเดินทางที่ทุกๆๆก้าวคือเป้าหมายคือรางวัลในตัวของมันเอง ผมเป็นเถรวาทดังนั้นจุดสูงสุดของผมคือ นิพพาน คือได้เป็นอรหันต์ เมื่อเข้าถึงก็จบ เมื่อตรัสรู้ก็จบ แต่การแสวงหาที่เรารู้อยู่แล้วว่า เราหาอะไร? จะหาได้ด้วยวิธีไหน? เรียกว่าการแสวงหาได้หรือ? ผมเชื่อเรื่องเหตุครับ เหตุเหตุหนึ่งนำพาไปสู่ผลหนึ่ง และผลหนึ่งก็นำไปสู่การเหตุของอีกเหตุหนึ่งและเหตุเหตุนี้จึ่งกลายเป็นผลหนึ่งๆๆขึ้นมา เป็นลูกโซ่ของความสัมพันธ์และเป็นเช่นนี้มันจะมีที่สิ้นสุดหรือ? คุณเคยตรวจสอบในสิ่งนี้หรือไม่ หรือไม่เคยตรวจสอบเลย แล้วมีสิ่งที่เป็นอิสระจากห่วงโซ่นี้หรือไม่? หรือแท้ที่จริงแล้วสิ่งนี้ไม่เคยมีอยู่จริง นี่คือสิ่งที่เราจะมาตรวจสอบร่วมกันอีกครั้งในครั้งหน้า พร้อมๆๆกับเรื่องการสั่งสมด้วย นั้นคือทำไม? คุณจึ่งต้องสั่งสม เป็นไปได้ไหม?ที่เราจะกวาดมันทิ้งไปทั้งหมด? การสั่งสมประสบการณ์เป็นสิ่งที่จำเเป็นจริงๆๆหรือ?ในทางด้วนจิตใจ เวลาคุณเรียนคณิตศาสตร์ คุณต้องเรียนบวกลบก่อนจึ่งจะเข้าใจการคูณหารได้? แต่ในทางด้านจิตใจจำเป็นจริงหรือ? เรารู้กันว่าความทุกข์ระทมเกิดจากการยึดติดในความเป็นฉัน และ ฉันอยากจะยุติมัน ไม่งั้นฉันก็ต้องวนเวียนไปในสังสารวัฏ ทุกข์ทนตลอดไป เราจะค่อยๆๆปลอกเปลือกหุ้มเหล่านี้ออกในความจริงเราสามารถทำสิ่งนี้ได้จริงไหม? หรือ เราสามารถเปลี่ยนเปลงได้อย่างฉับพลัน ปลอกออกได้ในพริบตา สองอย่างนี้ขัดแย้งกันหรือไม่? และ ความคิดที่ว่าเราค่อยๆๆเปลี่ยนแปลงจะไม่นำมาซึ่งการทำให้เปลือกของมันหนาขึ้นแทนหรือ เช่น ผมปฏิบัตินั้นนี่มาสิบปี ดูนี่สิฉันคือโยคีผู้เก่งกล้า ฉันคือคนที่น่าชื่นชมบนหนทางจิตวิญญาณ หรือ ฉันคือผู้ทรงปัญญา ฉันเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เหมือนฉันหักดิษการสูบยาสูบ และเลิกมันอย่างทันทีเหล่านี้เราจะมาตรวจสอบกัน
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.165.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 20 มิ.ย. 2555 (10:20)

ผมไม่รู้ว่าคุณคือใคร คุณ date


นี่คือสิ่งที่ผมสะท้อนกลับ ดูเหมือนว่า คุณจะพูดตามคำพูดของท่านเค ดูเหมือนว่าคุณเองกำลังปกป้อง และเป็นสาวกของท่านเค สิ่งที่คุณเขียน เหมือนมากกับที่ผมได้อ่านจากหนังสือแปลของท่านเค หลายๆเล่ม


คุณไม่ชอบท่านพุทธทาส และวิจารณ์ท่านเชิงลบด้วยซ้ำ ทั้งที่ผมก็ไม่แน่ใจว่า คุณรู้จักท่านพุทธทาสหรือไม่


คุณพูดถึงพระพุทธองค์บ้าง แม้จะไม่ได้วิจารณ์ แต่ก็ดูเหมือนๆ คุณก็ไม่ได้ใส่ใจ หรือศรัทธาอะไรมาก


ผมขอบคุณในสิ่งที่คุณเข้าใจว่า เป็นการสะท้อนผม และเช่นกัน อยากให้คุณกลับไปดูตัวคุณเองด้วย


ผมใช้คำว่า "โสดาบัน" ส่วนคนอื่นๆที่ไม่สนใจ ไม่เคยคิดจะใช้คำนี้ ผมก็ไม่ได้ไปว่าอะไร


ถ้าจะเล่นคำ มันก็ง่ายมาก "ผมรู้ว่าผม คิดอะไร และเขียนอะไรออกไป" ก็จบแล้ว ... คุณ Date ไม่ต้องพยายามสะท้อนสิ่ง ที่คุณ date คิดไปเอง


ขอบคุณสำหรับการสนทนา หวังว่าเราจะได้ประโยชน์จากมันบ้าง ผมได้เห็นข้อจำกัดของการสนทนาแล้ว ... และนี่คือข้อจำกัดของวิธีการที่ท่านเคใช้ และอาจจะรวมไปถึงข้อจำกัดของท่านเค (และผู้ที่ชื่นชอบท่าน)


 


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 20 มิ.ย. 2555 (11:59)

เรียนอาจารย์ MG
อาจารย์อย่าไปกังวลกับคำของคนขลาดเลยครับ
อาจารย์เปิดเผย สง่างาม ลงทะเบียนสมาชิก มีตัวตน มีที่ทำงานเป็นหลักฐาน
คนที่แอบซ่อน ไม่กล้าเปิดเผยตนเองว่าตนเป็นใคร แต่กลับไปเที่ยววิจารณ์
ถึงกับดูถูกคนอื่น ดูถูกคนที่มีความเห็นที่แตกต่าง มันก็ไม่ต่างอะไรกับบัตรสนเท่ห์

ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสันทิษฏิโก และเป็นปัจจะตัง
เมื่อเขาไม่ได้ศึกษาและทดลองปฏิบัติ เขาไม่มีทางเข้าใจ
และเราก็ไม่สามารถบอกให้แก่คนที่ไม่เข้าใจได้จนกว่าเขาจะเข้าใจเอง

ความรู้ที่เราบอกกันนั้น เป็นวิธีที่สร้างศรัทธา
แต่ความรู้จะเกิดได้ด้วยการทดลองปฏิบัติเท่านั้น
เขา แม้แต่จะเข้ามาทดลองศึกษาด้วยการปฏิบัติก็ยังไม่กล้า
นับเป็นเพียงบัวในตมเท่านั้น ยากที่จะพบแสงสว่าง รังแต่จะเป็นเพียงเหยื่อของเต่าปลา
อาจารย์เพียงถืออุเบกขาและแผ่เมตตาให้เขา หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะพ้นเปลือกตมได้นะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24876 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 20 มิ.ย. 2555 (13:12)
ครับ.... ไม่ต้องสงสัยว่าผมได้รับอิทธิผลมาจากท่าน เค ซึ่งผมก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแค่รู้เท่านั้น นั้นก็เพียงพอแล้ว
ผมเองก็มีตา มีหู มีจมูก มีปาก ย่อมจะสามารถลิ้มรสความจริงด้วยตัวเองได้
ว่าแต่ผมพูดถึงท่านอ.สวนโมกข์ ในทางลบ จริงหรือหรือเพียงนั้นเป็นแง่มุมหนึ่งของท่านอย่างที่ท่านเป็น
ถ้าคุณเห็น ท่านเป็นเช่นบุคคลจริยา ชนิดที่ว่าต้องคิดตามไปด้วยเสมอผิดไม่ได้เลย นั้นย่อมทำให้ท่านกลายเป็นภูเขามิใช่หรือ? ภูเขาบังสัจจะ ผมเข้าใจว่าคุณเคยอ่านภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมแล้ว
เกี่ยวกับท่าน อ. ท่านเป็นนักปฏิรูปชาวพุทธคนหนึ่ง ซึ่งตีความพระพุทธศาสนาต่างออกไปจากแนวคิดกระแสหลักที่นักอนุรักษ์นิยม
ตามแบบฉบับ เรานิยมตีความสืบต่อกันมา
ท่านมีความกล้าแม้แต่กระทั้ง วิจารณ์ วิสุทธิ์มรรค วิจารณ์ท่านพุทธโฆษาจารย์
ซึ่งน่าชื่นชมยิ่ง.........
หรือแม้แต่ทำลายความยึดติดในนิกาย อย่างนำเอาเซน เข้ามาในฮวงโป ท่านเขียนเลย ว่าชาวพุทธไทย ที่ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนไม่ทันสมัย หนังสือฮวงโปในความเห็นของอาตมา คือสุดยอดในพุทธศาสนาอย่างเซน
คุณเห็นตรงนี้ไหม? แล้วคุณไม่คิดบ้างหรือ? ว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรเอาอย่างบ้าง? คุณบอกคุณกล้าหาญ แต่คุณกับสั่นคลอนเพราะคำวิจารณ์ ตัวคุณ หรือ บุคคลจริยา นี่เป็นเรื่องที่ผมแปลกใจนัก หรือจริงๆๆคุณกลัวว่าพรมผืนน้อยที่คุณยืนอยู่จะถูกดึงออกไปล่ะ

เราคือผู้หาสัจจะ ไม่ใช่ภาชนะที่บรรจุสัจจะ มันสำคัญด้วยหรือ ที่จะต้องสนใจว่า น้ำนั้นมียี่ห้ออะไร ยี่ห้อพระพุทธเจ้า กฤษณมูรติ พุทธทาส ตรุงปะ ซูซูกิ พระเยซู อะไรอีกล่ะ
ถ้าน้ำนั้นสะอาดก็จงดื่มซะ
คุณพูดเหมือนกฤษณมูรติ ทำไมคุณต้องเปรียบเทียบทำไมคุณต้องกลับไปเพื่อที่จะดูว่าเหมือนหรือต่าง? ผมไม่เพียงพูดถึงกฤษณมูรติเท่านั้น ผมยังพูดเหมือนจวงจื่อ พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ พระคริสต์ รูมี ฟาริด ยิบราน นาครชุน ด้วยเพียงแต่คุณไม่รู้เอง อา.....ไม่มีความแตกต่างกัน คุณไม่เห็นความสอดคล้องกันในคำพูดเหล่านี้หรือ? หรือติดเพียงแค่ถ้อยคำ แบบนักปรัชญา นักวิชาการ ที่ว่าศาสนานี้คือเทวนิยมมีพระเจ้า ศาสนานี้ไม่ใช่เป็นอเทวนิยม ไม่มีวันที่จะมาบรรจบกันได้ มันสำคัญด้วยหรือ? คุณจะใช้ถ้อยคำของใคร ความจริงก็คือความจริง มันไม่ได้ขึ้นกับถ้อยคำ ถึงคุณจะเปลี่ยนถ้อยคำแต่คุณเปลี่ยนประสบการณ์ไม่ได้

ผมไม่ใช่สาวกของใคร? แม้แต่พระพุทธเจ้า หรือ กฤษณมูรติ หรือตัวอะไร? ผมคือสาวกของสัจจะนี่คืออาการเดียวที่คุณจะได้มาซึ่งสัจจะ คือเป็นสาวกของสัจจะนั้นเสียเอง ครูที่ย่อมนำพาคุณไปพบกับครูที่อยู่ภายในของคุณมิใช่หรือ? เขาย่อมชี้ให้คุณเป็นแสงสว่างของตัวคุณเองมิใช่หรือ?

ถ้าคุณเข้าใจว่าผมกำลังดูถูกคุณ หรือ กำลังโจมตีคุณก็ขอ อภัยด้วยผมไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่จะสามารถดูถูกคุณ หรือ บอกได้ว่าคุณเป็นอย่างไร? นอกจากตัวคุณเองไม่ใช่หรือ? ใครจะอยู่ที่นั้นเพื่อบอกคุณได้ล่ะว่าคุณป็นอย่างไร?
dr (IP:61.90.165.185)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 20 มิ.ย. 2555 (13:42)
ถึงคุณนิรันดร์ ผมไม่ได้ดูถูกหรือโจมตีอะไรคุณ MathGuy เลย เราเพียงแต่คุยกันเท่านั้น
ซึ่งเขาอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ มันเป็นเรื่องธรรมดา
เพียงแค่เราได้ตรวจสอบร่วมกันในเรื่องที่เราเชื่อแค่นั้น ก็เพียงพอแล้ว
ผมเข้าใจว่า คุณ MathGuy เห็นผมใช้วิธีการคล้ายๆๆ ท่าน เค
เลยมองว่าผมเป็นพวกเดียวกันเป็นสาวกอะไรทำนองนั้นไป แต่ถ้าผมใช้คำพูดแบบเซนและ
หรือแบบอื่นๆๆ อีกล่ะ ผมจะไม่กลายเป็นเซน เป็นลัทธินั้นๆๆ ไปหรือ?ถ้าผมพูดแบบดิบๆๆเน้นคำแปลกๆๆขัดแย้งจะไม่เป็นรินไซเซนไปหรือ หรือถ้าผมพูดนิ่มๆๆเน้นสมาธิและการบรรยายก็คงเป็นโซโต หรืออะไรดีล่ะ ถ้าผมพูดถึงเลือดและเนื้อของพระคริสต์ก็คงเป็นคริสต์เป็นสาวกพระเยซูกระมั้ง
เมื่อนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์
คุณติดอยู่ที่นิ้วหรือมองตรงไปที่ดวงจันทร์เลยล่ะ ทุกวิธีคือ อุบาย เพื่อชี้ไปที่สิ่งหนึ่งๆๆ แต่ไม่ใช้สิ่งนั้น และ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกอุบายย่อมมีข้อจำกัด

คุณอ้างตัวเป็นชาวพุทธ แล้วทำไมคุณไม่ใช้วิธีแบบชาวพุทธเพื่อตรวจสอบเล่า ใช้ประสบการณ์ของคุณเอง
ก่อนที่จะยอมรับอะไรง่ายๆหรือกระทั้งปฏิเสธอะไรง่ายๆ
หรือคุณเพียงแต่มองว่า ไอ้นี่คงจะเป็นสาวกของกฤษณมูรติ ซึ่งไม่น่าจะมีความจริงอะไรในนั้น ใครล่ะจะมาสู้พระพุทธเจ้าของฉันได้ คนๆๆนี้กำลังโจมตี คุกคามศาสนาพุทธ เป็นพวกบัวใต้น้ำไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ดังนั้นฉันจึงต้องออกมาเพื่อปกป้อง
คุณเห็นอะไรจากการกระทำของคุณหรือไม่? คุณเห็นไหม?ว่าคุณกำลังทำให้ความเป็นชาวพุทธเป็นฉลาก ติดตัวคุณ เป็นหน้ากาก
และเมื่อคุณเป็นชาวพุทธ คุณก็แยกจากชาวโลก โลกนี้มีชาวอิสลาม บาไฮ อื่นๆ พวกไม่เชื่อศาสนา หรือลัทธิต่างๆๆนาๆๆ
เหล่านี้ล้วนเป็นหน้ากาก และเมื่อคุณสวมหน้ากากเพื่อจะเป็นอะไรสักอย่าง คุณก็แยกขาดจากคนอื่นๆ เพราะตอนนี้คุณคิดว่าคุณเป็นอะไรบางอย่าง จากนั้นคุณก็ยึดมันไว้ มันสร้างความมั่นคงยิ่ง และ ฉันยินดีที่จะโจมตีใครก็ได้ที่คุกคามมัน ฉันพร้อมที่จะทำสงคราม

แต่ทว่าหลังหน้ากากนั้นคุณคือ มนุษย์มิใช่หรือ? โอ้...ตายล่ะ ถ้าคุณพูดโดยไม่ตะหนักถึงความจริงนี้

จุดยืนของผมคือเราจะพูดกับแบบมนุษย์กับมนุษย์ จากหัวใจถึงหัวใจ เพียงแค่นี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมจะเป็นใครมันสำคัญด้วยหรือ? มันไม่สำคัญหรอก เท่ากับสิ่งที่ว่าตอนนี้คุณเป็นอย่างไร? อะไรที่คุณเป็นอยู่จริง ถ้าคุณอยากรู้คุณก็ต้องมองผ่านหน้าต่างของผม มองเข้าไปข้างใน ในหัวใจของผม ในสวนของผม ไม่ใช่มองผ่านหน้ากากของผม เช่น ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน? มีโคตรเหง้าอย่างไร? นั้นเป็นเพียงป้ายยี่ห้อ ไม่ใช่หน้าตาที่แท้จริงของผม ผมจะบอกให้ว่าผมเป็นใคร? แน่นอนว่ามันจะคลุมเครือเพราะผมยินดียิ่งที่จะทำเช่นนี้

ผมคือพระพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่ในความหมายที่คุณคิด เป็นอีกความหมายหนึ่ง คือบุคคลจริยา คือ God คือฟ้ากว้าง คือมหาสมุทร คือความมืด คือชีวิต คือความตาย คือความรัก คือความทุกข์ระทม คือความเกลียดชัง คือการแบ่งแยก คือภาพสะท้อนทั้งหมดของมนุษย์ คือความสุขสงบ คือสันติ คือทุกๆๆสิ่งแม้กระทั้งคุณ สำหรับผมไม่มีความแตกต่างกัน ระหว่างตัวผมกับเหล่านี้ เพราะผมเป็นทุกสิ่งนี้มาแล้ว ตั้งแต่ต้น

ขอบคุณครับ
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.165.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 20 มิ.ย. 2555 (14:14)
อ้อ...คุณเห็นไหม? ผมจะรู้ว่าผมเป็นใครได้อย่างไร ในเมื่อผมเป็นสิ่งทั้งหมดนี้
แล้วอีกอย่างหนึ่ง เป็นความพอใจบางอย่างของผมที่จะสร้างเมฆหมอกขึ้นรอบ ๆ ตัวของเองทีละเล็กละน้อย
ผมรู้สึกดีอย่างยิ่งที่จะลบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆตัวออกไป จนกระทั่งว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่ที่ผมจะทึกทักเอาว่า
เป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีสิ่งใดเลยที่มาทำให้เกิดความมั่นใจหรือเป็นจริงอีกต่อไป
ดังนั้น ผมจึ่งไม่มีความกังวลใจใดๆๆเลยว่าใครจะมีภาพลักษณ์ในความคิดของเขาเกี่ยวกับผมเช่นไร?
ถ้าสมมุติว่าผมมีทัศนะเกี่ยวกับตัวของผมเอง ผมก็ย่อม เพาะเชื้อให้กับทัศนะเหล่านั้นด้วยการกระทำประการต่างๆ
เช่นผมเป็นครูสอนพีชคณิต เป็นครูสอนฟิสิกส์ควอนตัม เป็นครูสอนพุทธปรัชญา เป็น ศ. เป็นหมอ เป็นนายเอ นายบี บุตรนาย เค
คนอื่นก็จะตรึงภาพเชนนี้ไว้ในหัวเขา และใช้มันในการตีความในทุกๆๆการกระทำของคุณ
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากคุณไม่มีประวัติส่วนตัวไม่มีใครรู้อะไรเลยจริงๆๆว่าคุณเป็นอย่างไรหรืออะไรกันแน่ การตีความถึงการกระทำต่างๆ ผ่านภาพลักาณ์เหล่านี้ก็ไม่มีความจำเป็น
คุณคงไม่โกรธหรือชัดแจ้งในการกระทำของใครที่คุณไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเขากระมั้ง และเหนือสิ่งอื่นใด คุณคงจะไม่มีอะไรอีกที่จะใช้ในการตรึงภาพไว้ในความคิดของคุณ ดังนั้นลืมๆๆมันไปเถอะถึงสิ่งที่ผมพูด อันที่จริงมันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ
เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของคุณเอง ผมจะทำอะไรได้ล่ะ
ปัญหาของคุณในขณะนี้ก็คือว่า คุณจริงเสียเหลือเกิน ความพยายามของคุณทั้งหลายจริงเกินไป
น่าแปลกนะที่อารมณ์ของคุณก็จริงมาก อย่าได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นเช่นนั้น
คุณไม่เห็นหรือว่า บางทีนะบางทีการที่คุรจะรู้ว่าคุรเป็นใครอย่างแท้จริง คุณอาจจะต้องเริ่มจากการลบตัวตนของคุณ
ออกไปก่อนก็เป็นได้

ผมไปล่ะครับ ขอบคุณสำหรับทุกๆๆสิ่งที่ผ่านมา ความจริงก็ว่าจะมาพูดทิ้งท้ายแค่เพียงประโยคนี้ แต่ผมกลับพูดไปเสียยาวทีเดียว
dr.date113@hotmail.com (IP:202.44.70.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 20 มิ.ย. 2555 (16:05)
สุดท้าย ท้ายสุดก็จะบอกจุดประสงค์ที่ มานั่งพูดอยู่นี่ก็แล้วกันนะครับ ไม่ใช่เพื่อแก้ความเข้าใจผิดใดๆๆทั้งสิ้น
เพียงแค่อยากจะบอกเเท่นั้น ว่า โดยสรุปก็คือผมพูดเพื่อคนซึ่งต้องการความเข้าใจจริงๆ ผู้ซึ่งกำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นนิรันดร์ภาพ อันไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด และ พร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกันด้วยความมั่นใจยิ่ง
และ เขาเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อทุกสิ่งที่ไร้แก่นสาร
ทุกสิ่งที่เป็นเพียงมายาภาพ เขาจะเป็นดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผาความยึดมั่นถือมั่นในส่งทั้งปวง
ส่องแสงสอดส่องทำลายความมืดมนของโลก เป็นสายน้ำที่ชำระล้างความโศกเศร้า ความรุนแรงและทุรราชต่ำทราม เป็นพื้นดินที่โอบอุ้มเลี้ยงดูสรรพชีวิตเป็นสายลมที่พัดพาเอาคุกแห่งความคับแคบ และ โซ่ตรวนที่จองจำหัวใจของมนุษย์
เพื่อเขาทั้งหลายจะได้พบกับอิสรภาพ

เห็นมีคนพูดถึง อุเบกขา ถ้าเขาใจว่าหมายถึงเฉยๆๆ ไม่ต้องโต้ตอบ ตอบสนองอะไรเลยทำนองนี้เรียกว่าอุเบกขา
ย่อมผิดจุดประสงค์หลักของคำสอน อย่างไม่ต้องสงสัย

ในอคติสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า
"มีการถึงซึ่งความลำเอียง(อคติ)4 ประการดังนี้ 1 .ลำเอียงเพราะชอบ 2. ลำเอียงเพราะชัง 3.ลำเอียงเพราะหลง 4.ลำเอียงเพราะกลัว ถ้าใคครสักคนถึงวึ่งอคติเหล่านี้เขาผู้นั้นย่อมประสบกับความเสื่อมตามมา
ดุจดั่งพระจันทร์ข้ามแรม แต่หากใจของใครสักคนปราศจากอคติเหล่านี้แล้วไซร้ เขาย่อมได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้โปร่งใส เป็นกลาง แต่หากท่านยังคงมีทัศนคติที่ดำรงอยู่ในอคติทั้งสี่นี้ เราตถาคตย่อมกล่าวตำหนิว่า ท่านอย่างแรงว่าเป็นขยะ ในสังฆะ"

ดังนั้น อุเบกขานั้นไม่ใช่ความไม่ใยดีในสิ่งใด เย็นชา แต่หมายความว่า การดำรงตนอยู่อย่างปราศจากอคติเหล่านี้นั้นเอง ซึ่ง เขาเหล่านี้ย่อมถึงพร้อมด้วยสมตชฺญาณ หรือ การรู้แจ้งในตัวตน(หรือความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน) เพราะ อุเบกขาไม่สามารถดำรงอยู่ได้ถ้ามีการแบ่งเขาแบ่งเรา พวกเราพวกเขา ความคิดเราความคิดเขา อะไรทำนองนี้ หากปราศจากความคิดพวกนี้เช่นเราดีกว่าสูงส่งกว่าต่ำต้อยกว่า ความขัดแย้งใดๆๆในโลกก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ คนพวกนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นพวกพรหม หรือ ผู้ประเสริฐยิ่ง


หวังว่าคงเข้าใจนะครับ
dr.date113@hotmail.com (IP:61.90.165.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 20 มิ.ย. 2555 (16:12)

สวัสดีครับอ.นิรันดร์ อาจารย์สบายดีนะครับ (นี่อาจารย์ยังใช้มัดหนักอยู่เหมือนเดิม :) ...ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาพูดคุย อาทิตย์หน้าผมสอบ Thesis เสร็จ น่าจะมีเวลาแวะเวียนเข้ามาได้มากขึ้น จะขอแวะไปชมรูปสวยๆของอาจารย์)


---


คุณ Date คุณมุ่งสะท้อนคนอื่นจนเกินไป จนคุณไม่สะท้อนตัวเองต่างหาก


ผมเองยอมรับได้หมดแหละครับ ผมได้อ่าน ศึกษา และก็ปฏิบัติ ก็ไม่ใช่น้อย คนหลายๆคนที่คุณกล่าวชื่อ ผมก็ได้เคยได้ยินชื่อ อ่าน ศึกษาบ้าง โดยเฉพาะ เซน เองผมก็ศึกษาค่อนข้างมาก และที่สำคัญก็คือ การศึกษาจิตใจของเรา (ผม) เอง


post แรก ผมก็รู้ว่า คุณ date เป็นคนน่าจะศึกษามากพอสมควร แต่ post ด้วยลีลาที่ดุดัน ผมก็เลยขอลองคุยสนทนาด้วย น่าเสียดายที่เราจบการสนทนา อย่างที่ไม่ค่อยสวยงามนัก ... แต่ไม่เป็นไรครับ ผมว่าผมได้ประโยชน์จากมันมาก


ต้องขอบคุณคุณ date ที่ยอมคุยด้วยอยู่สักพักใหญ่


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 21 มิ.ย. 2555 (14:31)
โอ้ๆๆ ไม่เลยครับ เมื่อคุณวิเคราะห์คนอื่น นั้นแหละ คุณก็วิเคราะห์ตัวคุณเองไปด้วย
ถ้าพูดแบบสำนวนกฤษณมูรติก็ผู้วิเคราะห์นั้นแหละคือสิ่งเดียวกับสิ่งที่ถูกวิเคราะห์
ความจริงนาครชุนก็พูดเรื่องเดียวกันนี้มาก่อนหลายพันปีทีเดียวนี่คือแก่นของสำนักมาธยามิกะเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่นักคิดฮินดู อย่างศังกราจารยน์(ชาวพุทธมักไม่ค่อยชอบหน้าท่าน555)เองก็ยังพูดเรื่องนี้
คนอื่นคือภาพสะท้อนของเรา
ไม่มีความแตกต่างกัน ในระดับจิตสำนึกเราย่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกันจริงๆไม่ต่างกันเลย
แต่เพราะเรายึดติดกับความคิด เกี่ยวกับตัวเรา( ในวัชรสูตรท่านให้พิจารณา
ตัวตน บุคคล สัตตะ ชีวะสี่คำนี้ก็เพื่อตัดทำลายความคิดทำนองนี้เสีย)
ดังนั้นเราจึ่งรู้สึกว่าเรา แยกขาดจากกัน
นี่คือประเด็น แต่ว่ามีตัวเราที่แยกขาดจากคนอื่นจริงๆๆ หรือ? หรือแท้จริงแล้ว
เราคือน้ำหยดหนึ่ง ในสายธารเดียวกัน สายธารที่เรียกว่าจิตสำนึกของมนุษย์ชาติครับซึ่งยังคงสืบเนื่องไป
ถ้าเราไม่เห็นถึงสิ่งนี้
และ เราก็ไม่อาจจะยุติความขัดแย้งใดๆๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในตัวเรา ในสังคมได้หรอกครับ
ความจริงคราวที่แล้วผมพยายามแซวไว้ อย่างหนึ่งเกี่ยวกับภาพลักษณ์ในใจ(ไม่รู้รู้ทันกันหรือเปล่า555) อนึ่ง เพราะเราพูดถึงเรื่อง กฤษณมูรติกันในตอนต้น
และผมพูดในเชิงชื่นชมไว้มาก ดังนั้นคุณจึ่งตรึงภาพลักษณ์นั้นไว้ในความคิดว่า ผมเป็นพวกชื่อชมคล้ายๆๆสาวกของกฤษณมูรติ
จากนั้นคุณก็จะตีความการกระทำของผมไปตามภาพความคิดนั้น ว่าผมพูดคำสอนของกฤษณมูรติ ถูกไหม?ครับ คือมีโลกทัศน์ของตัวเองในมุมมองของกฤษณมูรติ จากนั้นคุณก็เปรียบเทียบคำพูดเหล่านี้ เข้ากับความจำของคุณเกี่ยวกับคำสอนของกฤษณมูรติซึ่งมีส่วนคล้ายกันอย่างมาก คุณจึ่งยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่เลยภาพลักษณ์นี้เลยยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่เลย(แต่คุณก็รู้นี่ครับว่านี้เป็นเรื่องธรรมดามาก ก็ไอ้เจ้าสมองของเรามันมีแนวโน้มที่จะจดจำในสิ่งที่มันคุ้นเคยและลืมสิ่งที่มันไม่คุ้นหรือกวาดข้อมูลทิ้งไปเสีย อย่างเวลาคุณดูหมอ หมอดูพูดสิบเรื่อง อาจจะตรงสัก2เรื่อง เราก็ลืมไอ้8เรื่องที่ไม่ตรงไม่เกิดขึ้นจริงไปแล้ว และก็ย้ำคิดว่าเออ แม่นจริงๆๆด้วย)
พอผมพูดเรื่องท่านกฤษณมูรติให้คนที่ชื่นชอนท่านฟังอย่างท่าน อย่างข้อด้อยคือ ท่านเข้าถึงแต่สมองคนแต่ไม่ใช่หัวใจ และท่านเป็นเพียงผู้รู้แจ้งแต่ไม่อาจจะเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ที่ช่วยขนคนอื่นๆๆให้ก้าวข้ามไปด้วยได้ และ ปมของท่านว่าทำไม?ท่านจึ่งโจมตีการเป็นครูเป็นนักเรียน วิธีการต่างๆ เขาก็คิดว่าผมเป็นชาวนั้นชาวนี้เป็นสาวกนั้นนี่เหมือนกันนั้นแหละครับ ก็เขามีภาพเหล่านี้อยู่ในใจมาก่อนแล้วนี่ครับไม่ต้องสงสัยเลยว่า เกิดอะไรต่อไป แม้แต่กระทั้งเพื่อนผมเอง เป็นบาทหลวงเป็นฝรั่ง แกฟังดูแกบอกเห็นด้วยเลยคุณตีความไบเบิ้ลได้ดีจริงๆ แต่พอผมพูดว่า ไม่มีพระเจ้าที่ภายนอกที่จะช่วยเหลือคุณให้รอดได้ มีแต่พระเจ้าที่ประจักษ์แจ้งในใจคุณนั้นแหละที่จะช่วยให้คุณรู้หนทางไปสู่ความรอด นั้นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที เขาปิดใจทันที เพราะ อะไร? ก็เพราะความกลัวว่าจะเสียจุดยืนไปนั้นแหละครับ

นั้นแหละครับ ผมไม่ได้พูดเพื่อตำหนิอะไรเลยเพียงแต่ เราสองคนเห็นตรงนี้หรือไม่? มันก็แค่นั้นว่า เราทุกคนมันมีแนวโน้มต่อโลกต่อสิ่งรอบข้าง หรือแม้แต่ตัวเราอยู่แล้ว และทุกๆๆการกระทำทุกๆๆความสัมพันธ์ของเราบ่อยครั้งมันก็ยิ่งทำให้เราตรึงภาพลักษณ์นั้นไว้อย่างมันคงขึ้นความจริง ไอ้ตัวฉันนี้มันก็เกิดมาจากตรงนี้นั้นแหละครับ

ความจริงผมกำลังจะชี้ต่อไปว่า ให้เห็นว่าเรื่องที่เราถกกัน ถึง เรื่องความแตกต่างกันระหว่างมรรคแบบฉับพลัน(แบบกฤษณมูรติ หรือ สำนักรินไซ)กับแบบสั่งสมประสบการณ์จนสุขงอม(แบบโซโต วัชรยาน หรือ แนวคิดเทวนิยมทั้งหลาย)
นั้นแท้จริงแล้วมันคืออันเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างกันเลย และ เป็นความเร้นลับยิ่งของการปฏิบัติ
ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจตรงนี้ คนที่ชี้ให้ผมเข้าใจ คือชุนเรียว ซูซูกิโรชิ
ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ มันจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าการก้าวข้ามทีเดียว
และรวมไปถึงการเป็นอิสระจากห่วงโซ่ของเหตุและผลหรือถ้าเรียกแบบชาวพุทธก็เรียกว่า
ภาวะที่เป็นอิสระจากการปรุงแต่งใดๆๆทั้งสิ้นของเหตุและปัจจัย หรือนิพพาน อันที่จริงพระพุทธองค์ตรัสไว้เลยว่า
ถ้าไม่มีสิ่งนี้การหลุดพ้นก็เป็นไปไม่ได้ เรามักชอบเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาคือศาสนาแห่งเหตุและผล
หรือเน้นที่เหตุผลเป็นสำคัญ(เมื่อก่อนผมก็เชื่อเรื่องเหตุและผลมาก เพราะ ไอ้อิทธิผลทางความคิดของวิทยาศาสตร์มามากเพราะถูกฝึกมาทางนี้ แต่พอเจอคำสอนที่เป็นรหัสนัยทั้งหลายในลัทธิซูฟี เต๋า เซน แล้วผมก็เห็นข้อจำกัดของเหตุและผล รวมทั้งความคิดเชิงตรรกะ)
แต่ความจริงแล้วพระพุทธองค์พูดเรื่องที่ไปพ้นจากเหตุและผลด้วย รวมทั้งพระองค์ยังชี้ให้เราเห็นเสียด้วยซ้ำว่า ความคิดที่ว่าผลอันตายตัวหนึ่งๆๆนำไปสู่สาเหตุอันตายตัวหนึ่งๆๆ เป็นความคิดที่ผิด ถ้าเราเข้าใจเรื่องปัจจัยการที่พระองค์ทรงสอนอย่างแท้จริง

ขอบคุณครับ
dr.date113@hotmail.com (IP:202.44.70.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 22 มิ.ย. 2555 (04:27)

นับถือ..


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 22 มิ.ย. 2555 (15:13)

ถ้าสิ่งที่พูด เขียน อธิบาย ออกมาจากใจ จากหัวใจ ก็น่านับถือ


แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงไม่รับฟัง ลองดูคำถามนี้ง่ายๆก็ได้ คุณคิดว่า คุณเข้าใจคู่สนทนา ในขณะเดียวกัน เขาก็คิดว่า เขาเข้าใจคุณไปอีกอย่างหนึ่ง และที่คุณอธิบาย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่คู่สนทนาเขียน เสนอในการสนทนา


จึงกลายเป็นว่า คุณเอาสิ่งที่ปรากฎเป็นข้อความของอีกฝ่ายหนึ่ง ไปปรุงแต่งตามความชอบใจ แล้วก็พยายามทำให้เป็นเช่นนั้น


ยังคงย้ำว่า "การใช้คำว่าโสดาบัน" มันไม่ได้มีปัญหาอะไร? ... แล้วทำไม ไม่รับฟังสิ่งที่บอกว่าเป็นเช่นนั้น ... ในเมื่อคุณไม่รับฟัง แล้วสิ่งที่คุณสาธยายมาจะมีประโยชน์อะไร ... สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของคุณล้วนๆ  และการแสดงความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็กลายเป็นเรื่องของเขาเองล้วนๆ


และนั่นทำให้การสนทนาจบลง


---


ไม่รู้สึกอะไร กับคำสาธยายเหล่านี้เลย ดูไม่ต่างจากการปรุงแต่งปรัชญา ทับซ้อนขึ้นมาอีก ให้ดูเหมือนว่า เหนือกว่า ดีกว่า พอเจอไล่เข้าไปในกรณีปลีกย่อย (วิภัชรวาท) ก็เลี่ยงสร้างอะไรทับซ้อนต่อไปอีก เป็นได้แค่วิวาทะที่ดูวิจิตร แต่ไม่เห็นว่าจะช่วยให้จิตใจพัฒนาได้จริงๆ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 22 มิ.ย. 2555 (15:27)

งั้นผมมีเรื่องหนึ่ง...


 


ขี้เมาคนหนึ่งตัวเหม็นไปด้วยกลิ่นเหล้า พร้อมบุหรี่ราคาถูกๆๆ เดินเมาโซเซไปบนรถเมล์ แล้วนั้งติดกับพระรูปหนึ่ง


พร้อมถามว่า "หลวงพ่อครับผมมีอะไรสงสัยครับ ทำไมคนเราถึงเป็นโรคไขข้อล่ะครับ"


หลวงพ่อตอบ ด้วยสายตาเมตตาว่า "มันเป็นเรื่องกรรมนะโยม กรรมที่เกิดจากการใช้ชีวิตไม่อยู่ในศีลธรรม เที่ยวผู้หญิง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ "


 


"โห กูว่าแล้ว" ขี้เมาพูด พร้อมนิ่งอึ้ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง?


 


พระรูปนั้นเห็นดังนั้นก็ถามด้วยความเห็นใจในโชคชะตาของโยมขี้เมาผู้นี้พร้อมพูดว่า"ว่าไงล่ะ คุณโยม เป็นอะไรมากไหม? แล้วเป็นโรคไขข้อนี่เป็นมานานหรือยังล่ะ ไปหาหมอยัง"


 


ขี้เมาหันกลับมา "ผมไม่ได้เป็นโรคไขข้อนะครับหลวงพ่อนี่ หลวงพ่อ คนที่เป็นนะสมเด็จพระสังฆราชนู้น พอดีผมอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่าท่านเป็น"


 


 เอ้า ...เห็นไหม? ถึงตอนนี้เราจักทำอะไรได้ล่ะครับ..เมื่อคนเราพูดอะไรไปแล้ว ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคนอื่นเขาจะเข้าใจ และตีความไปอย่างไรตามจิตสำนึกของตน มันก็ขึ้นกลับว่าเขาจะเอาไปใช้อย่างไรไม่ใช่เหรือครับ นี่เป็นเรื่องธรรมดาๆๆมากๆ


 


ผมก็ไม่ได้พูดว่า การใช้คำว่าโสดาบันของคุณเรียกท่านกฤษณมุรติ นั้นเป็นสิ่งที่มีปัญหานี่ครับ ตรงข้าม ผมสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ คุณเข้าใจไหม?ครับ คำว่าโสดาบันนี่คู่ควรแล้ว เพราะโสดาบันแปลว่าผู้เข้าสู่กระแสแห่งสัจจะแล้วครับ ถ้าคนแบบนี้เรียกว่าโสดาบันไม่ได้ ผมก็มองไม่ออกเหมือนกันว่า ยังจะมีใครอีก   ทีผมพูดเพียงแต่ชี้ว่าคุณเห็นทันความคิดของเราไหม? ว่ามันมีขึ้นโดยอาศัยการเปรียบเทียบกับอะไรบางอย่างที่เคยพบเจอมา ก็แค่นั้น ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายว่าคุณคิดแบบนี้ไม่ได้นะ หรือความคิดแบบนั้นแบบนี้ ผมไม่ใช่นักเผด็จการนะครับ 555 ที่จะมาคอยบอกว่าคุณต้องทำนั้นทำนี่ ผมยังเน้นย้ำว่า ผมเพียงแต่ชวนให้มาร่วมสังเกตตัวเราเองร่วมกัน มันก็แค่นั้นสงสัยคุณคงติดมาจากการเป็นนักคณิตศาสตร์นะสิครับ ดูจากที่คุณว่าคุณนับถือเหตุผลยิ่ง555 ดังนั้นคุณจึ่งชอบเอาถูกเอาผิด เอาใช่ไม่ใช่ไปใส่ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ซะจริง ถือว่าผมแซวก็แล้วกันครับ อันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปรัชญาอะไรทั้งนั้นนะครับ ไม่มีระบบอะไรเลย คุณจะว่าแก้ตัวก็ตามใจและกันครับ ก็เพราะไอ้ไม่มีอะไรจะให้ ไม่มีหลักการนี่แหละ ดังนั้นไอ้ที่ผมชอบทำจริงๆๆ คือทำลายโจมตี หลักการ ความคิดที่ยึดถือกัน ระบบคุณค่าทั้งหลายเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นผมไม่ได้พูดให้ดูดีดูสูงส่งกว่าหรอกครับ มันเป็นเรื่องไร้สาระมากๆๆจริงๆ หวังว่าคงเข้าใจนะครับ


 


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 22 มิ.ย. 2555 (15:39)

ก็เข้าใจ แต่ทุกคนต่างก็ต้องสังเกตตัวเราเองด้วย


 


"โอ้ๆๆ ไม่เลยครับ เมื่อคุณวิเคราะห์คนอื่น นั้นแหละ คุณก็วิเคราะห์ตัวคุณเองไปด้วย"


อันนี้ไม่เห็นด้วย ... เรามักจะเผลอขาดสติได้ง่าย เมื่อวิเคราะห์คนอื่น (ยกเว้นว่า เราไม่ต้องเผลอสติอีกแล้ว!)


---


คำถาม "หวังว่าคงเข้าใจนะ" หรือ "คงมองเห็นนะ คงเข้าใจนะ" ได้ยิน แล้วจริตเดิมจะให้ปฏิเสธทันที ที่อ่าน ฟัง ที่ศรัทธาว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้ ไม่เคยมีใครใช้เทคนิคคำถามนี้ มีอีกคนที่ผมเห็นในบรรยายทาง You Tube (ดร. ไม่ขอออกชื่อ ที่ทำสมาธิอยู่ 7 วันแล้วเชื่อว่าตัวเองได้ถึงฌาณขั้นสูง)


อันนี้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 22 มิ.ย. 2555 (15:48)

การเปรียบเทียบเอง ก็ไม่ได้เป็นปัญหา การเปรียบเทียบมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ ต่างเจตนา


คือ ใครจะไม่เชื่อ เรื่อง เหตุ เรื่องปัจจัยนี่ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรต้องไปซับซ้อนกว่านี้


และเมื่อเชื่อเรื่องเหตุ ปัจจัย ก็ต้องรู้จักแยกแยะ เพราะหากแยกแยะไม่ได้ ก็มั่วดีๆนี่เอง จะมั่วนิ่ม มั่วสวยงาม ก็แล้วแต่ใครจะชอบ


 


ที่กล่าวมาข้างต้นต่างๆ หลายๆหลัก หลายๆแนวทาง นั้น หากเอามาแยกแยะ ใช้ให้เป็น ก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น ... หากเอาไปใช้เป็น ลงมือทำจริงๆ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 22 มิ.ย. 2555 (16:07)

ถ้าไม่มี เถรวาท เราก็จะไม่มีหลักฐาน ไม่มีร่องรอยของแนวทางที่ดีที่สุด(แนวทางหนึ่ง) ที่เป็นมรดกของคนรุ่นก่อน เถรวาท ได้ช่วยรักษาสิ่งนี้เอาไว้


แต่หากไม่มี มหายาน เราก็อาจจะยึดเอาแต่สิ่งบันทึกที่อาจจะถูกลบเลือนหรือถูกแก้ไขต่อเติม (ทั้งที่เจตนาดี และไม่ดี)


มหายาน ได้ช่วยให้เราหลุดออกตัวหนังสือ คัมภีร์ ตำราต่างๆ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 22 มิ.ย. 2555 (16:10)

ครับ คุณปฏิเสธทันทีนะถูกแล้ว คุณต้องไม่ยอมรับง่ายๆ ครับ
ผมว่า มันเป็นจริตของนักคณิตศาสตร์ ด้วยแหละครับ55
ส่วนเรื่องทำสมาธิ 7 ได้ณาณอะไรนี่ผมไม่รู้จักแกนะครับ
ทำไม?เราจึ่งเห็นคนที่สนใจ ทางเรื่องจิตวิญญาณจึ่งมุ่งไป ที่เรื่องเหนือธรรมชาติ
เรื่องบำเพ็ญตบะ หูตาทิพย์มากกว่าที่จะมาดูชีวิตตัวเองอย่างที่เป็นจริง(คนอินเดียนี่เยอะครับ)
จากประสบการณ์นะครับ ก็เพราะคนเหล่านี้รู้ว่า ชีวิตเป็นเรื่องขมขื่น
ระทมทุกข์ มีความไม่แน่นอน ไม่เที่ยง ดังนั้นเขาจึ่งพยายามที่จะหนีจากมัน(แม้ว่าปัญหาจะยังคงอยู่ที่นั้นแหละ)
ด้วยการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกๆหนึ่ง ที่ซึ่งเขาคิดว่าเขาจะหนีจากสิ่งเหล่านี้ไปได้บางทีเขาอาจจะทำได้จริงก็ได้นะครับ555 ผมก็ไม่รู้หรอกครับ เพราะผมไม่มีความสนใจในเรื่องพวกนี้
อ้อไอ้คำถามว่า คงมองเห็น คงเข้าใจนะ มันติดครับ
เวลาบรรยายมันติดมา 55 แต่มันมีประโยชน์อยู่นะครับ
ไม่ใช่เพื่อบอกให้คู่สนธนาพูดว่าใช่ผมเห็นด้วยหรือไม่ใช่ผมเห็นด้วยหรอกครับ
แต่เป้นการดึงสติที่ล่องลอยของเขา(หากตอนนั้นเขาล่องลอยไปนะ เช่นตอนนั้นเขากำลังเอาความที่ได้ฟังมาเปรียบเทียบอยู่ว่าเอ..เคยได้ยินที่ไหน? หรือกำลังเปรียบเทียบอยู่ว่าตรงกับที่คิดไว้แล้วหรือไม่)
ให้มาอยู่ที่นี่ ตรงนี้สำคัญสุดจริงๆ
ส่วนไอ้เรื่องจิตจะบรรลุณาณอะไรนี่ จากประสบการณ์ของผม
จริงๆๆถ้าจิตมันมาอยู่ที่นี่ตรงนี้ได้อย่างแท้จริง
นั้นแหละมันได้บรรลุแล้ว เพราะจริงๆๆแล้วจิตมันก็สมบูรณ์อยู่แล้ว(ของมันเองอย่างนั้นแหละ)
ในความหมายขั้นพื้นฐาน(แต่ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันมันไม่ค่อยเป็นงี้มันล่องลอยไปไกลซะ)
คุณไม่ต้องไปแสวงหามันในกาลข้างหน้าเมื่อคุณทำอะไรสักอย่างแล้วมันเป็นผลของการกระทำนั้นอีก
คุณจะจะว่ามันเป็นปรัชญาอีกไหม?นี่555
แต่มันเป็นแบบนี้จริงๆ ดังนั้นผมจึ่งไม่รู้สึกเดือนร้อนอะไร?ที่จะพยายามจะโน้มน้าวให้คุณเชื่อตามนะครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 22 มิ.ย. 2555 (16:24)

ผมไม่รับ สิ่งที่ผมรับไม่ได้ (เหตุยังไม่พร้อม) ฉะนั้น ที่ผมใช้คำว่า โสดาบัน จึงบอกตัวเองว่า กล้าหาญ เพราะบอกด้วยศรัทธา


คุณ Ankkarn เคยอธิบายผมเรื่อง ฌาณ ให้พอเข้าใจบ้าง ผมก็พอใจ ที่จะพอได้เอาไปตรวจสอบ (เชิงศรัทธา) ได้บ้าง


 


หลายๆอย่างที่คุณ Date พูด ว่าตามจริง ไกลตัวผมมาก ฟังแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์ (เหตุยังไม่พร้อม) แต่ผมก็มองในมุมกลับว่า


เป็นปัญหาของคุณด้วย คุณอาจจะรู้ไม่จริง หรือรู้แล้วจริงๆก็ได้ ...


 


ผมไม่รู้จักหรอก แต่ผมสนใจ เพราะมีหลายคนบอกผมว่า มันไม่มีประโยชน์ มันไม่น่าสนใจ ไม่มีทางทำได้หรอก ... แต่ผมสนใจ เพราะได้สร้างเหตุ (อย่างถูกต้องแล้ว) ที่จะสนใจ และก็เกิดผลดีด้วย ในขั้นต้นๆ ก็พอจะใช้หลักจิตวิทยา จับไต๋ใครได้บ้างว่า มั่ว หรือ ไม่มั่ว (ตามระบบการประเมินของผม)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 22 มิ.ย. 2555 (16:28)

ท่านเค พูดในเชิงลบเกี่ยวกับคณิตศาสตร์อยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน ผมให้อภัยท่าน เพราะท่านเรียนคณิตศาสตร์น้อยกว่าผม แต่ผมเข้าใจเจตนาของท่าน แต่หากได้ยินต่อหน้าผม อาจจะต้องได้สืบสวนท่านคืนบ้างเหมือนกัน


ทำไมต้องเอาป้ายอะไรต่ออะไรยกขึ้นมา อันนี้เหมือน 1)โยนหินถามทาง 2)จงใจยั่ว หรือว่าเป็นพื้นเพเดิมแบบนี้อยู่แล้ว


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 22 มิ.ย. 2555 (16:32)

เกี่ยวกับเรื่องเถรวาท มหายานนี่พูดกันยาวครับ คนไทยนี่ส่วนใหญ่เป็นเถรวาท
ดังนั้นก็เหมือนฟังความข้างเดียวครับ
จึ่งมีภาพในใจว่า มหายานคือพวกรจนาพระสูตรเอง
พวกบิดเบือนคำสอนทำนองนี้คำสอนไม่ใช่ของแท้
ในลังกานี่ก็เป็นครับ
ส่วนประเทศมหายาน(ฟังความข้างเดียวครับ) ส่วนใหญ่ ก็จะมีความคิดว่าเถรวาทนี่คับแคบครับ อย่างกีกกันสตรีไม่ให้บวชเป็นภิกษุณี
(แต่พระมหายานเองก็เอาเปรียบภิกษุณี) หรือกระทั้งเรื่องแยกฆาราวาสไปทางพระไปทางอย่างฆาราวาส
มีหน้าที่ทำบุญ พระมีหน้าที่ปฏิบัติธรรม มหายานจะโจมตีตรงนี้ว่า หน้าที่ปฏิบัติธรรมควรเป็นของฆาราวาส
ฆาราวาสสามารถตรัสรู้ได้ คำสอนไม่ครบถ้วนสมบรูณ์
ประเด็นเยอะครับ

แต่ถ้าพูดอย่างเป็นกลางๆๆ เรื่องคำสอนนี่ ดูเหมือนจะรจนาเป็นคัมภีร์ในเวลาใกล้เคียงกัน
ครับทั้งพระไตรปิฏกบาลีของเถรวาท และ สันสกฤตของมหายานคือประมาณ 500ปีหลังพุทธกาลไปแล้ว
ก่อนหน้านั้นเราใช่วิธีท่องจำ
แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดเป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤตนะครับ ท่านพูดภาษาถิ่นท่านไปที่แคว้นไหน?ท่านก็จะพูดภาษาของแคว้นนั้น ทุกวันนี้ในวงการเรารู้กันแล้ว
ดังนั้นจึ่งน่าสงสัยทั้งคู่แหละครับ แต่ของเถรวาทมีข้อดีคือเก็บรักษาไว้ได้เสียส่วนใหญ่  แต่นักคิดบางท่านอย่าง ท่านพุทธทาสท่านบอกเลยนะครับว่าพระบาลีนี่ กว่า 80 เปอร์เซ็นส์ท่านโยนทิ้งหมดท่านว่ามันเติมเข้ามาใหม่ แต่ถึงอย่างไร?ก็ถือว่ามีอยู่เยอะที่สุดแล้วครับ โดยเฉพาะคำสอนหลักๆๆนี่ครบครับ ของมหายานนี่น้อยกว่าเยอะครับ ยังไม่รวมที่แต่งเติมขึ้นมาอีกเยอะ แต่ไอ้ที่แต่เติมมาความจริงก็เอาคำสอนเดิมมาเรียบเรียงอีกครั้งในเชิงกวีนั้นแหละครับ ไม่ก็อาศัยเค้าโครงแล้วมาเขียนให้มันง่ายขึ้นจนมันกลายเป็นหลุดออกไปจากความหมายของคำสอนจริงๆ
ไม่นับรวมไสยเวทวิทยาที่ปลอมปนเข้ามาอีก พวกฮินดุเข้ามาบวชเพื่อเอาคำสอนของตนใส่เข้าไปนี่ก็เยอะครับ
พอมาในยุคสมัยนี้คนที่ไม่แยกให้ดีๆๆก็ อาจจะลำบากได้ครับอย่างนรกสวรรค์ สูตรหนึ่งยืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัวว่ามีอยู่จริง อีกสูตรว่าไม่มีอยู่ภายนอกแต่ มีอยู่ในการปรุงแต่งทางจิตวิทยา อีกสูตรหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าไม่ตอบคำถามเรื่องนี้ คุณจะเชื่อสูตรไหน? ล่ะ ปัญหาครับ

ส่วนเซนกับวัชรยานนี่เป็นเหมือนพันธ์ผสมนะครับ จะเรียกพุทธแท้ๆๆก็ไม่ได้ครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 22 มิ.ย. 2555 (16:49)

ผมไม่ทันสังเกตว่า คุณ Date เป็น member แล้ว นี่เห็นแล้วชื่นใจครับ ผมจะได้ชวน อ.นิรันดร์ มาคุยด้วย


ผมประเมินไม่ค่อยชัดเจนว่า การสนทนาวันนี้คืออะไร แต่อย่างน้อย ก็ได้ความรู้สึกที่ดี


ต้องขอเชิญคุณ Ankkarn เข้ามาช่วยหน่อย


 


ยินดีครับ ที่ยังสนทนากันต่อได้ ... แต่ดูแล้ว สงสัยว่า ผมจะ้เอายังงัยดี ...


กลับมาพูดถึงท่านพุทธทาสอีกทีแล้วนะครับ ... ท่านก็ทำอะไร กล้าหาญไว้มาก


 


วันนี้คงขอแค่นี้ก่อน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 22 มิ.ย. 2555 (16:55)

ส่วนเรื่องท่านเคกับคณิตศาสตร์ นี้ท่านพูดถึงทุกวิชาแหละครับ(จะว่าแก้ตัวแทนไหม?555แต่ผมดูจากพวกคำบรรยายส่วนใหญ่ที่แก่ถกกับนักเรียนที่หุบเขาฤษีจะเป็นทำนองนี้นะ) ท่านว่าไอ้การเข้าใจตัวเองนี่มันง่ายกว่า
ไอ้การที่คุณใช้สมองไปกับเรื่องพวกนี้วิชาพวกนี้ซึ่งยากกว่าเยอะ ท่านว่างี้ แต่ทำไมเรื่องพวกนี้คุณถึงทำได้ล่ะ เพราะคุณใส่ใจ แล้วชีวิตคุณล่ะทำไมคุณไม่ใส่ใจมัน
 แต่เรื่องคณิตศาสตร์
ตามประวัติเขาว่ากันว่าผลการเรียนของท่านในวิชานี้ค่อนข้างแย่555(แต่จริงๆๆมันก็แย่ทุกวิชา  เขาว่ากันว่าท่านมันจะถูกให้ไปยืนนอกห้องเรียน จนกระทั้งครูสั่งนักเรียนอีกคนให้ไปยืนเหมือนกันและนึกขึ้นมาได้ว่าที่ข้างนอกยังมีนักเรียนหัวทึบกว่าคนนี้ถูกสั่งให้ไปยืนอยู่ท่านชื่นชมพวกเรื่องวิศวกรรมนะครับเพราะท่านชอบแก้กลไกโดยเฉพาะนาฬิกา และ เรื่องสมองนี่ท่านสนใจมาก ท่านบอกฟริตจ๊อฟ คาปร้าว่าท่านเองก็ชอบวิทยาศาสตร์ ฟริตจ๊อฟ คาปร้าเล่าไว้ในTHE TAO OF PHYSICSฉบับจุดเริ่มต้น )

ผมว่าพวกคุรุ กวีส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นแบบนี้

แต่ดูเหมือนพวกคุรุทั้งหลาย จะชอบโจมตีวิชาที่ต้องใช้ตรรกะ ความคิดเชิงเหตุผล นั้นแหละครับ
คล้ายๆๆ แกจะพยายามจะชี้ว่า อนึ่ง.วิธีคิดว่าคุณจะใช้เหตุผลในการทำความเข้าใจในทุกๆๆสิ่งๆนั้นได้นั้น เป็นความคิดที่ผิดยิ่งพระพุทธเจ้าเองก็ไม่สนับสนุน(ในหลักกาลามาสูตรมีว่าอย่างพึ่งเชื่อในสิ่งที่เราใช้เพียงตรรกะอนุมานเอา) ตรงนี้สำหรับนักคิดนามธรรมเช่นนักฟิสิกส์เชิงทฤษฏี นักคณิตศาสตร์ จะค่อนข้างขัดใจ555 

ถ้าพิจารณาเรื่องนี้ตามบริบทต้องไม่ลืมว่าคุรุ(ดังๆๆ)พวกนี้อยู่ในโลกตะวันตกที่บูชาเหตุผลนะครับ ว่าทุกสิ่งทุกสิ่งต้องมีตรรกะมีสูตรอธิบายได้  ก็มันเป็นมาตั้งแต่ความสำเร็จของความคิดแบบนิวตันนี่ครับ ดังนั้นจึ่งถูกโจมตีเป็นพิเศษ คล้ายๆๆกับว่าแกจะบอกว่าทุกๆๆครั้งที่คุณคิดว่าคุณกำลังศึกษาสิ่งนั้นจนรู้แต่อันที่จริงจุดหนึ่งคุณจะเพิ่มเติมขอบเขตของความไม่รู้ไปด้วย เหมือนอะตอม จากอะตอมก็มีย่อยลงไปอีก อีกและก็อีก ทั้งๆๆที่เวลาเราลดทอนสิ่งต่างๆๆลงมันควรจะซับซ้อนน้อยลงแต่นี่มันไม่เป็นแบบนี้เลย ดังนั้นความคิดแบบนี้มีปัญหานะ

อนึ่งเป็นธรรมชาติของคุรุและนักปรัชญาที่จะชอบโจมตีวิธีคิดแบบลอดทอนของวิทยาศาสตร์ด้วยแหละครับทั้งๆๆที่ตัวเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิชาพวกนี้เลย (แต่จะยอมรับไหม?)
ทั้งที่ความจริงมันควรจะมาเป็นส่วนเสริมกันเพื่อช่วยเหลือมนุษย์(ทั้งภายในภายนอก)นะครับ

ความจริงท่านเคก็โจมตีไอ้ความคิดที่ไม่ใช่เหตุผลเสียบ้าง เชื่อตามเหมือนกันนะครับ อาจจะเยอะกว่าเสียด้วยเพราะ ท่านถูกหล่อหลอมมาว่าท่านจะเป็นพระผู้ไถ่ ดังนั้นท่านจึ่งต่อต้านเรื่องผู้วิเศษค่อนข้างมาก
คุณจะสืบสวนคืน ถ้าท่านอยู่ท่านคงจะเถียงสู้คุณแน่555 เพราะท่านไม่ค่อยยอมใครนะเรื่องถกนี่(แต่ต้องระวังหน่อยเพราะคำพูดท่านส่วนใหย่เป็นที่ขึ้นเชื่อว่าเข้าใจยาก แต่แหลมคม555) แต่คนส่วนใหญ่จะเกรงใจท่านเพราะประวัติและบารมีบางอย่าง ในฐานะศาสดาคนหนึ่ง เลยไม่ค่อยกล้าเถียง ท่านคงจะชอบครับคนที่กล้าเถียงท่านนะครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 22 มิ.ย. 2555 (17:03)

โอ้..ใช่เลยครับท่านกล้ามากนะครับ และ ท่านก็ถูกโจมตีมากเลยครับโดยเฉพาะเรื่องเอาเซนมารับใช้การตีความคำสอนเถรวาทของท่าน และเรื่องที่ท่านไปโจมตีท่านพุทธโฆษาจายน์ เพราะท่านไม่เห็นด้วยกับการตีความปฏิจจสมุปบาท แต่ถึงกระนั้นก็มีคนสนับสนุนท่านขึ้นเรื่อยๆๆครับโดยเฉพาะชนชั้นกลาง
ท่านอ.ท่านเป็นตาแก่หัวแข็งนี่ครับ555 แต่ถ้าไม่มีท่าน เถรวาทในยุคนั้นก็ไม่มีพัฒนาการอะไรเลยครับ คือคงที่มาตั้งแต่ยุคท่านพุทธโฆษาจายน์ ไม่มีพัฒนาการในการตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบใหม่ๆเลย

แต่ผมเสียดายมาก คืองานของท่านจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากคณะสงฆ์กระแสหลักนะครับ
นอกจากพวกกลุ่มปัญญาชนบางพวก(ส่วนใหญ่เป็นอ.ในมหาลัยนี่แหละครับ)
 ส่วนใหญ่จะเอามาพูดกันให้ดูดีไปงั้น
น่าเสียดายครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 22 มิ.ย. 2555 (17:21)

วันนี้ฟังดูเหมือน คุณ date จะตอบเอาใจผม ดีครับ (?) ไม่ทราบ ผมขอทราบพื้นเพคร่าวๆได้มั้ยครับ ถ้าเดาว่าเป็นอาจารย์สอนปรัชญา ผมน่าจะเดาง่ายไป


---


ผมเป็น อ.สอนคณิตศาสตร์ ก็อยู่กับคณิตศาสตร์มานาน สนใจพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน แต่ก็อ่านงานต่างๆ พอที่จะทำได้ สนใจการเป็น "พหูสูตร" (ความชื่นชมต่อพระอานนท์) แต่ดูแล้วคงทำได้ไม่มาก แต่ก็พยายาม จริงๆ สนใจ "ปัญญา" นั่นเอง ทุกวันนี้ เวลากราบไหว้พระ(?) ก็อธิษฐาน แต่ "ปัญญา" ซึ่งก็หมายความว่า ต้องทำเอง ต้องทำเหตุ ให้ถูกต้อง และยังคงต้องฝึกตัวเองอีกมาก (ใครจะไม่ฝึก จะฉับพลัน อันนี้ก็แล้วแต่ครับ)


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 22 มิ.ย. 2555 (18:06)
ไม่หรอกครับผมไม่ได้พูดเอาใจหรอก ต้องดูกันไปนานๆๆครับ พื้นเพจริงๆๆก็เป็น ครูสอนวิชาปรัชญานั้นแหละครับแต่ก็มีพื้นฐานมาทางวิทยาศาสตร์ด้วยครับ แต่ช่างมั้นเถอะครับ ไอ้เรื่องปัญญาฉับพลันนี่จริๆๆมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนะครับ มันเหมือนเวลาคุณลืมของ คุณพยายามคิดแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จนกระทั้งความคิดคุณวิ่งไปวิ่งมาแล้วมันหยุดลง คุณเลิกคิดลืมไป แต่อยุ่ๆๆคำตอบมันผลุดออกมา คุณนึกออกนั้นแหละครับ เวลาคุณเจอโจทย์ประหลาดๆๆน่าจะมีเหตุกราณ์นี้เกิดขึ้นบ้างแหละครับ ผมว่ามันน่าจะเกิดบ่อยสำหรับกวี และ นักคณิตศาสตร์ เสียด้วยซ้ำ อย่างรามานุชันแกก็ใช้ปัญญาแบบนี้แหละครับเป็นเร่องของสหัชญาณ คุณหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน มันเหนือเหตุผลครับปัญญาแบบนี้ ไอ้แบบการเรียนการอ่านการฟังการขบคิดคุณต้องฝึกต้องทำจึ่งจะแหลมคม แต่ปัญญาแบบนี้ คุณสร้างมันขึ้นมาไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยวิีธีไหน?ครับ มันมาของมันเอง สุกงอมของมันเอง ไอ้การขบกุงอันของเซนก็มีจุดมุ่งหมายให้ศิษย์เอาปัญญาแบบนี้มาใช้นั้นแหละครับ นิกายวิญญาณวาทในมหายานอธิบายเรื่องนี้ไว้ละเอียดมากเลยครับ โดยใช้ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของจิตวิญญาณ ที่ประมวณมาจากพระอภิธรรมบรรยายไว้ พวกฝรั่งที่ศึกษาจิตวิทยาก็เริ่มมาเรียนรู้คำสอนนิกายนี้มากครับ
เวลาคุณปฏิบัติสมาธิคุณปฏิบัติก็เพื่อให้จิตนั้นเงียบ ให้ความคิดนั้นหยุดลงของมันเองอย่างเป็นธรรมชาติ คุณแค่เฝ้าดูมันผุดขึ้นผุดลง ไม่ใช่การบอกตัวเองว่าฉันจะไม่คิด จากนั้นบางอย่างมันจะมาของมันเองครับมันเป็นประการแสงของความเข้าใจบางอย่างที่เหนือจากการคิด ปัญญาจากการภาวนาในความหมายของพระพุทธเจ้าก้เป็นไปทำนองนี้ การฝึกสติกเพื่อให้เรารับรู้ทันครับ คือจิตฉับไวพอเพราะมันมาแว๊ปเดียว ถ้าพลาดก็พลาด แต่มันมาเสมอๆๆนะครับถ้าเราสังเกตุดูเงียบๆๆ แต่ในชีวิตประจำวันเรามีกิจกรรมเยอะครับเราเลยไม่ค่อยได้สังเกตุกัน
dr.date (IP:61.90.165.95)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 24 มิ.ย. 2555 (08:47)

หากให้วันหนึ่งๆมีกิจกรรมมากมาย แล้วการสังเกต (สติ) นั้นไม่เกิดขึ้นเลยก็น่าเสียดายมากครับ
เหตุเพราะเข้าใจว่าต้องมีเรื่องที่กระทบจิตอย่างรุนแรงเสียก่อน แล้วใช้สติตามรู้ให้ทัน
แต่สติที่ไม่ได้ฝึกมาก่อน ยังไงก็ตามไม่ทันหรอกครับ เพราะอุปาทานจะเข้าทำหน้าที่แทนก่อน
คือตวามผิดหวัง สมหวัง ดีใจ เสียใจ และความเห็นผิดต่างๆ

มีแบบฝึกที่ง่ายกว่านั้นมากครับ

คือการระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ลมหายใจของเราเอง
ทำได้ทันที รับทราบผลได้ทันทีที่ทำครับ

ถ้าลองทำแล้วได้ผลอย่างไร นำมาคุยกันบ้างครับ {#emotions_dlg.a2}


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 24 มิ.ย. 2555 (11:39)
ครับความจริง การระลึกรู้ตามลมหายใจนี่ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดจริงๆๆนั้นแหละครับ
และ น่าจะถูกจริตคนส่วนใหญ่ที่สุดด้วย
อย่าแรกเลยคุณไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ เป็นนิมิตอารมณ์อะไรทำนองนี้
ดังนั้นไม่ว่าเวลาไหน? ที่ไหน?คุณก็สามารถกลับมาอยู่ที่นี่ตรงนี่ได้เพื่อตัวคุณเอง และ
ไอ้เจ้าการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้งในทุกขณะของชีวิตอย่างมีสติ
นั้นแหละครับที่เป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งมวลในพระพุทธศาสนา คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้พุทธปรัชญาใดๆๆเลยทั้งสิ้นในพุทธศาสนาก็ได้ครับ เพียงแค่คุณรู้จักตัวคุณเองนั้นแหละครับคือพระพุทธศาสนา คำสั่งสอนของพระพุทธองค์มีเพื่อปลดปล่อยเราออกจากความคิด จากการสั่งสมถ้อยคำ จากมายาคติทั้งมวล นี่คือจุดมุ่งหมายจริงๆ
เรื่องตามลมหายใจนี้สำหรับคนพึ่งเริ่มก็อาจจะลำบากหน่อย จนกว่าร่างกายจิตมันจะเคยชินและมันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ
จากนั้นพอมันแข้งแข็งขึ้น ก็เคลื่อนขึ้นไปเอาไปใช้ในทุกๆๆท่วงท่า ของชีวิตนี่คือจุดสำคัญจริงๆ
ในวัดเซน เขาจะมีการตีระฆัง ความจริงดูเหมือนศูนย์ของท่านโกเอ็นก้าก็จะใช้วิธีนี้ด้วย บ้านเราก็น่าจะมีนะครับ
พอได้ยินเสียงระฆัง คุณก็ต้องหยุดทุกๆๆกิจกรรมและมาตามดูที่ลมหายใจของคุณเพียงแค่นั้น
ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติที่มีประโยชน์มากๆๆ เพราะเสียงระฆังนี่มันเบามาก 555
ถ้าคุณไม่ใส่ใจที่จะฟังมันคุณก็จะไม่ได้ยินอย่างแน่นอน
มันก็จริงอยู่ครับที่ว่าส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ฝึกฝนนี้ก็ตามไม่ทันหรอกครับ 555 อย่าว่าแต่คนทั่วๆๆไปเลยครับ
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้ตามทันทุกความคิดของตัวท่านเองหรอกครับ ท่านเองก็มีเผลอเหมือนกัน
ท่านตรัสเล่าเองเลย555 แต่ท่านว่าก็ให้รู้ไว้
แต่บางคนก็มีพวกที่สติฉับไวของเขาเองโดยธรรมชาติ(แม้จะไม่ได้ฝึกฝนมากก่อน)ก็มีครับ
สตินี่สำคัญ ยิ่ง เพราะ ไอ้เจ้าการที่เราสามารถค้นพบการดำรงอยู่ของตัวเราเองในปัจุบันขณะได้
นี่แหละคือก้าวใหญ่ในชีวิตของเรา เพราะเมื่อถึงตอนนั้น
ในแต่ล่ะขณะชีวิตของราจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ แห่งความสุข แห่งการดำรงอยู่
และ ณ จุดนั้นบางสิ่งบางอย่างจะหลั่งไหลออกมาจากเรา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งลี้ลับได้เปิดประตู
เมล็ดพันธุ์แห่ง ความงดงาม ความรัก ที่มีอยู่ในตัวเราได้เริ่มงอกงามออกมา
ผมมีเพื่อคนหนึ่งเขาไม่เคยปฏิบัติ แต่พอเขาลองปฏิบัติบางอย่างก็เปลี่ยนไป
เขาบอกว่าตอนนี้เขาเกิดความเมตตากรุณาขึ้นมาในใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน 555
แต่จริงๆๆแล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นมาหรอกครับ เขามีมันอยู่แล้ว
เพียงแต่อาจจะไม่เคยรับรู้ว่าตนเองมีอยู่ หรือ เคยรับรู้แต่เป็นเพียงภาพอันเลือนลางอะไรทำนองนี้
แต่ตอนนี้เขาสงบมากขึ้น ดังนั้นเขาจึ่งเริ่มกลับมาเป้นผู้ที่ไวต่อความรู้สึกอีกครั้ง
ดังนั้นจตอนนี้ แม้แต่เพียงธุลีเล็กๆก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเขาได้

ส่วนใหญ่การทำสมาธินี่ต้องระวัง ส่วนใหญ่คนทำมักจะชอบไปนึกถึงผลที่ตัวเองจะได้รับเสียก่อน แบบ็นการทำธุรกิจเราต้องได้กำไร เช่น ฉันจะมีความสุขมากขึ้น จะมีนั้นมีนี่เป็นผู้สำเร็จ ดังนั้นเขาก็ไม่ได้ทำสมาธิจริงๆๆหรอกครับ ก็ใจของเขาล่องลอยไปยังอนาคตเสียแล้ว เหตุคือสิ่งที่ทำตรงนี้ แต่ถ้าเรามีความสนใจไปที่ผลเสียแล้วจะเรียกว่าเรามีสติได้ยังไง เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบันขณะจริงๆ

มีสำนวนว่า "สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝั้งนู้น แต่อยู่ที่ฝั่งนี้ตรงที่ๆคุณยืนอยู่"

ในZEN MIND, BEGINNER'S MIND ชุนเรียว ซูซูกิ โรชิ ท่านพูดว่า "เพียงแค่จิตของคุณสามารถมาดำรงอยู่ที่นี่ตรงนี่ได้อย่างแท้จริง นั้นแหละมันได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่ถูกต้องแล้ว สมบรูณ์พร้อมแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาการบรรลุสภาวะจิตที่ถูกต้องอะไรทำนองนี้อีก เพราะพุทธะภาวะ ก็คือมนุษยภาวะนั้นแหละครับเราไม่สามารถจะหามันได้ในที่ไหนอีก"

ท่านพูดถูกต้องอย่างถึงที่สุด เรียบง่ายที่สุด แต่อาจจะไม่ถูกจริตพวกนักบรรลุทั้งหลายมั้งครับ555 แต่ต้องเน้นอีกครับแบบไม่กลัวใครจะเบื่อว่า อันที่จริงแล้วสิ่งที่จะเปิดประตูสัจจะได้นั้น ก็คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และ การเอาใจใส่ตัวเองในแต่ล่ะวัน
ในการพูด การกิน การเดิน การคิด ไม่คัดค้าน ไม่เห็นค่า ไม่ตัดสินค่า ไม่วิพากษ์วิจารณ์
และอย่างช้าๆ(แต่มั้งคง)ตรงจุดนั้นประตูแห่งความลี้ลับทั้งมวลจะเปิดออก จากสิ่งที่ไม่เป็นอมตะสู่นิรันดริ์กาล
เพราะเพียงแต่เฝ้าดูนี่แหละก็คือ การที่เราได้หยุดวงจรของตัญหาความทะยานอยากลง และ ตรงนั้นเราก็จะเป็นตัวของเราเองอีกครั้ง และ เราก็จะเห็นว่าไม่ความจำเป็นอะไรอีกที่จะต้องแสวงหาสิ่งที่เราไม่ได้เป็น ในวิมลกิรตินิเทศสูตร มีคำกล่าวว่า "ทันใดนั้นเอง เขาก็ตรัสรู้แจ่มแจ้งสว่างไสว และ ได้รับใจของเขาเองกลับคืนมา" นั้นแหละครับ
dr.date (IP:58.11.37.134)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 24 มิ.ย. 2555 (12:14)

อย่างที่เขียนไว้แล้วว่า วิธีที่ง่ายทึ่สุดก็คือระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
คำว่า ระลึกได้ ภาษาบาลีคือ "สติ" มีความหมายอย่างเดียวกัน

ระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้เป็นพื้นฐานที่สุดของการรู้จัก "มีสติ"
เริ่มต้นก็ขลุกขลักหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา บางทีการหัดขี่รถจักรยานยังจะยากกว่าอีกครับ
ทีนี้เมื่อเริ่มฝึกนี่เราก็ต้องเริ่มเรียนรู้ในระดับอนุบาลก่อน แล้วค่อยขึ้นชั้น ป. เตรียม สูงขึ้นไป

ถ้ากระโดดข้ามขั้นบันได จากชั้นแรกไปชั้นสูงสุดเลยนี่ไม่ไหว เกินกำลังไปครับ

ผมเริ่มฝึกจากกำหนดว่า รอบหายใจเข้าหายใจออกนี่นับเป็น ๑ รอบ
และผมจะตามระลึกรู้ลมให้ใจเข้าหายใจออกโดบไม่พลั้งเผลอเลย จำนวน ๓ รอบ
ถ้าเกิดความเผลอขึ้น ผมก็จะเริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ จนกว่าจะชิน
ผมเริ่มจากพิ้นฐานที่ไม่เกินกำลังแบบนี้ครับ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 25 มิ.ย. 2555 (01:26)

พอเริ่มมีความคล่องตัวในความระลึกได้ คล่องตัวหมายความว่า ไม่ฝืนใจครับ
นึกอยากจะทำตอนไหนก็ทำได้ตอนนั้น คือตัดอารมณ์อื่นลงชั่วขณะ
แล้วระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกครบ ๓ รอบ ได้ทันทีจนเป็นปกติ โดยไม่เผลอ

ถ้าเป็นแบบนี้มั่นคงแล้ว ค่อยเพิ่มเป็น ๕ รอบ ๑๐ รอบต่อไป

เวลาเริ่มฝึกทำใหม่ๆ ควรเป็นเวลาตื่นนอนจะดีที่สุด
เพราะจิตจะยังไม่มีอารมณ์อื่นมากระทบ จะมีผลเร็วขึ้นครับ
ในชั้นนี้ผลที่เกิดขึ้นคือ ความคิดจะเริ่มเชื่องขึ้น
เพราะระลึกรู้อยู่ในขณะเกิดความคิดนั้นๆชึ้นมา
ต่อจากนั้น....

ไม่เขียน แต่ต้องไปฝึกทำกันเองครับ รู้เองดีกว่าอ่านที่ผมเขียนเยอะ {#emotions_dlg.a2}


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 25 มิ.ย. 2555 (01:56)

ถึงอาจารย์ dr.date ครับ

ที่เขียนว่า...
ส่วนใหญ่การทำสมาธินี่ต้องระวัง ส่วนใหญ่คนทำมักจะชอบไปนึกถึงผลที่ตัวเองจะได้รับเสียก่อน
แบบเป็นการทำธุรกิจเราต้องได้กำไร เช่น ฉันจะมีความสุขมากขึ้น จะมีนั้นมีนี่เป็นผู้สำเร็จ
ดังนั้นเขาก็ไม่ได้ทำสมาธิจริงๆหรอกครับ ก็ใจของเขาล่องลอยไปยังอนาคตเสียแล้ว
เหตุคือสิ่งที่ทำตรงนี้แต่ถ้าเรามีความสนใจไปที่ผลเสียแล้ว จะเรียกว่าเรามีสติได้ยังไง
เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบันขณะจริงๆ...

อาจมีข้อสับสนอยู่บ้างครับ
ขณะเมื่อลงมือทำสมาธิ แล้วคิดถึงเรื่องอื่นๆไปพร้อมๆกัน อย่างนี้ไม่เป็นสมาธิครับ ไม่มีผลอะไรเลย
เพราะก็เหมือนกับเราทำกิจกรรมประจำวันที่ต้องคิดโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา

สมาธิ แปลว่า ตั้งใจมั่น อาการของตั้งใจมั่นมีประการเดียวคือ จิตจดจ่ออยู่เรื่องเดียว
ขณะทำสมาธิ ฝึกจิตให้ได้อาการอย่างนี้
เมื่อเลิกทำสมาธิ หรือเวลาที่ไม่ได้ทำสมาธิ หากจะคิดถึงความสุขเป็นผลกำไรก็คิดได้ครับ

เวลาหวังผลจริงๆคือ ขณะทำสมาธิเท่านั้น ครับ
ที่เน้นไว้เพราะป้องกันว่า มีผู้เข้ามาอ่านแล้วจะสับสนได้เท่านั้นครับ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 25 มิ.ย. 2555 (10:43)

ผมแว๊บเข้ามา ให้ยินดีครับที่คุณ Ankkarn ได้กรุณาเข้ามาพูดคุยด้วย ตอนนี้ผมมึนมาก คือ ร่างการกำลังทุกข์ทรมาน แต่ก็ฝืนอ่านที่สนทนากับคุณ Date ... ก็รู้ครับว่าร่างการทรมาน จริงๆ ทรมานได้พักใหญ่ๆแล้ว ยังไม่หายไปไหน ... สงสัยต้องไปเดิน หรือเปลี่ยนอริยาบถ ทำอะไรให้ผ่อนคลาย ... อาจจะต้องนั่งหลับสักหน่อย


ใครว่า "กาย" ไม่สำคัญนี้ ผมค้านอย่างยิ่ง ... ผมก็ได้ใช้การดูกายนี่แหละช่วย เพราะจะข้ามไปใจเลย สำหรับผมคงไม่ได้ แต่เมื่อกายระงับ ใจก็พลอยดีด้วยครับ แต่ก็ไม่พ้นมือกิเลสที่ประณีตขึ้น


weekend เมื่อกี้ก็ได้ทบทวนว่าได้ปะทะอะไรกับคุณ Date ไปบ้าง ก็ยังวิเคราะห์ไม่ขาด เอาเป็นว่า ถ้ายังแวะเวียนมา ก็จะชวนสนทนาไปเรื่อยๆ ก็จะขอใช้วิธี ถาม ชวนคุย แล้วก็จะแย้งในส่วนมี่ไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่นัก หวังว่าคงพอจะได้ประโยชน์


ผมขอชวนคุย เรื่อง จิต เรื่อง สิ่งประกอบจิต หรือเรื่องพระอภิธรรม อยากถามว่า ในทัศนะคุณ Date และคุณ Ankkarn พิจารณาในส่วนพระอภิธรรมกันอย่างไรบ้าง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 25 มิ.ย. 2555 (10:58)

โพสต์เสร็จ ไปล้างหน้า อาการก็ทุเลาลงจนเกือบเป็นปกติ ... ไม่รู้เหมือนกันว่า มึนหัว ทรมานเพราะิอะไร แต่ตอนทุเลาก็ให้รู้สึกดีมาก แล้วก็เป็นปกติ สักหน่อยก็อาจจะทรมานอีก ... เฉพาะร่างกายนี้ เราจะเอาอย่างไรกับมันดี


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 25 มิ.ย. 2555 (11:25)
ครับ อันที่จริงสมาธินี่เป็นเรื่องที่ควรจะปฏิบัติในทุกๆๆขณะ นั้นแหละครับ บางคนเข้าใจไปว่า
ฉันจะปฏิบัติเช้าสักสามสิบนาที เย็นอีกสักชั่วโมง อะไรทำนองนี้
ก่อนหน้ายุคของพระพุทธเจ้า คนส่วนใหญ่ก็มักคิดเช่นนี้
คือสมาธิแบบเข้าออก ผมชอบเรียกแบบนี้นะครับ

แต่อันที่จริงการฝึกสมาธิของคุณจะมีประโยชน์อะไร?
ถ้าคุณเอามันไปประยุกต์ใช้ในทุกๆๆขณะในชีวิตประจำวันไม่ได้ มีคำกล่าวว่ายิ่งคุณมีสติในการดำรงชีวิตมากเท่าไหร๋
คุณก็ยิ่งมีชีวิตอยู่มากเท่านั้น หากปราศจากสติเสียแล้วนั้นก็หมายความว่า คุณไม่ได้มีชีวิตอยู่เลย ก็จะอะไรอีกล่ะครับที่สามารถแปรเปลี่ยนทุกๆๆสิ่งรอบตัวคุณ ไม่ว่าจะธรรมดาสามัญแค่ไหน? ให้เป็นหนทางแห่งการตื่นรู้ เป็นประตูสู่ธรรมธาตุได้ นอกจากสติ
แต่แน่นอนว่าสติยังต้องสำพันธ์กับสมาธิด้วย สมาธิคืออะไร สมาธิจะเป็นอะไรอีกล่ะครับนนอกจากการฝึกมองสิ่งต่างๆๆให้ลึกซึ้ง เช่นธรรมชาติของการเกิดและการตาย ถ้าคุณมองเห็นมันอย่างลึกซึ้งจริงๆๆคุณก็จะรู้ว่าไม่มีอะไรที่เกิดและตาย ทุกสิ่งเป็นเพียงเรื่องของความประจวบเหมาะของเหตุและปัจจัยเท่านั้น

ในวัดเซน หรือในศุนย์ปฏิบัติเซนเขาจะเน้นย้ำมาก ตั้งแต่การถอดรองเท้า การกราบ การนั้นจัดดอกไม้ รินน้ำชา
ผมเองก็เป็นโรชินิกายนี้เสียด้วย555 ความจริงสำนักปฏิบัติในบ้านเราก็เน้นจุดนี้มากเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไปทำให้เป็นรูปแบบตายตัวไปเสียคือ คุณต้องก้าวเท้าแบบนี้ นับแบบนี้ แบบนั้น ถ้าไม่ทำตามแบบนี้คุณก็ทำไม่ถูก ดังนั้นมันจึ่งกลายเป็นเหมือนเครื่องจักรเลียนแบบกันไป น่าเสียดายครับ
พระพุทธองค์เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียว มีคนถามพระองค์ว่านี่พระโคดม มรรคของท่านเป็นอย่างไร?
ท่านตอบว่า "ก็ไม่มีอะไรมาก ตถาคตก็แค่ เดิน นั้ง นอน กิน ไปตามปกติ"
คนถามจึ่งถามว่า"เอ้าท่านโคดม ก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างอะไรจากที่เราทำๆๆกันอยู่อย่างเป็นปกติ"
พระพุทธองค์ตรัสว่า "ต่างสิท่าน ท่านไม่เห็นหรือว่าคนทั่วไปล้วนกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้แบบคนหลงละเมอ
แต่ตถาคตกระทำอย่างมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม"
ดังนั้นนี่ก็คือข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง ว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติจริงหรือไม่จริง?
คุณสังเกตุได้จากทุกๆท่วงท่าของเขาว่าเขาทำอย่างมีสติอยู่หรือไม่? อย่างสมมุติว่าเขาพูดในสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากแต่ไม่สามารถ
แม้แต่จะยืนนิ่งๆๆได้สักสิบยี่สิบนาที นี่ก็น่าคิดนะครับ
ผมเองก็ใช้การสังเกตแบบนี้นะครับ555
ก็อรหันต์(ทางไสยเวทและพุทธพาณิชย์)ส่วนใหญ่ ที่คนมักพูดๆๆกัน(ในบ้านเรา) ส่วนใหญ่ผมว่าเป็นอรหันต์ปลอมเสียมาก555
แต่พูดอย่างนี้ก็ต้องระวังหน่อย อย่างเพื่อผม แกบอกคุณพูดว่าทุกๆๆการกระทำคือการปฏิบัติธรรม
ดังนั้นสำหรับผมผมชอบที่จะออกไปเดินเล่นดูธรรมชาติ มากกว่าจะมานั่งอยู่นิ่งๆๆหายใจเข้าออกกับ(พวก)คุณนะ อันที่จริงแกเพียงแต่อาศัยข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติ เพราะแกไม่คุ้นเคยกับการอยู่นิ่งๆๆ เวลานั่งนิ่งๆๆจึ่งเป็นสิ่งที่ลำบากสำหรับแก

ความจริงเรื่องจิตจดจ่อนี่ต้องระวังหน่อยหนึ่ง บางคนไปคิดว่าเหมือนการเพ่งอะไรสักอย่าง? นี่ผิดความหมายไปเสียแล้ว
ตำราเองก็มักเขียนแบบนี้มาก สอนกันแบบนี้ก็มาก(แม้แต่โรงเรียนนักธรรม) ก็ไม่แค่ทางพุทธหรอกครับ ทางฮินดู ทางสมาธิภาวนาของศาสนาอะไร?ก็แล้วแต่ก็มักมีคนเข้าใจไปว่า ไอ้การตั้งจิตจดจ่อนี่เหมือนการเพ่งอะไรสักอย่างอย่างวัตถุที่มีสีๆๆ จนภาพติดตาไปด้วย หรือบางทีก็อาจจะไม่ใช้วัตถุอะไรเลยก็มีอันนี้จะไม่พูดมากหรอกครับ มีคนพูดชี้ข้อผิดพลาดนี้ไว้เยอะแล้ว

ใช่เลยครับ ไอ้เรื่องสมาธินี่ ส่วนใหญ่บางคนล่องลอยไปที่ผลทำนองว่าสมาธิคือยารักษาความป่วยไข้ทางวิญญาณของเขา หรือ เครื่องมือเพื่อให้เขากลายเป็นซุเปอร์แมน นี่คือความผิดพลาดยิ่ง เรื่องผลจากการปฏิบัติไอ้ผลนี่มันมีแน่ครับ
คุณสามารถรับรู้ได้แม้เพียงคุณลงมือทำแค่สิบกว่านาทีนี้นั้นแหละครับ
แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ควรเน้นเลยอันที่จริงผลของสมาธิก็คือสมาธิ เพราะเราปฏิบัติสมาธิเพื่อสมาธิ
ไม่มีเหตุผลอื่นอีก นอกจากการเบิกบานกันสมาธิ กับชีวิต กับลมหายใจของเรา กับที่นี่เดี๋ยวนี้ที่เราดำรงอยู่
นี่จึ่งเป็นสมาธิที่แท้จริง
dr.date (IP:61.90.165.185)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 25 มิ.ย. 2555 (12:08)

สวัสดีครับคุณ MathGuy

ส่วนของผม เมื่อพิจารณาธรรม ผมไม่ได้แยกพระอภิธรรมออกจากธรรมอื่นๆครับ
ด้วยธรรมทั้งหลายเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่แยกจริงๆคือระดับการปฏิบัติ เช่น
ผมกำลังฝึกสติ แต่ยังไม่ได้ยกเป็นมหาสติปัฏฐาน อย่างนี้เป็นต้น

ดังนั้น ธรรมที่ได้พิจารณาระดับสติอ่อนๆ หรือกำลังใจอ่อนๆ เพียงใช้แค่
ระลึกรู้ว่า ชีวิตนี้ไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และไม่ขึ้นกับกาล

รู้ในที่นี้ คือรู้เหมือนกับอ่านหนังสือแล้วใคร่ครวญนิดหน่อย ก็เกิดเป็นความจำขึ้น
เป็นความรู้อย่างอ่อน ความรู้แบบนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตัดความเป็นอัตตาของตนลงได้
สำหรับพระธรรมที่ลุ่มลึกกว่า จนกระทั่งถึงพระอภิธรรมนั้น ผมใช้บ้างเมื่อต้องใคร่ครวญตรวจสอบผลการ
ปฏิบัติว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ประกอบกับตำราพระกรรมฐาน ใช้ร่วมกัน ไม่ได้แยกออกเดี่ยวๆ
อย่างนี้มากกว่าครับ 


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 25 มิ.ย. 2555 (12:30)

ถ้าตอนนี้ ร่างกายระงับ จิตระงับ มันก็นับว่าดีมาก เหมือนได้ของดีมาฟรีๆ (?) แล้วตอนที่มันทุกข์ทรมานบ้างล่ะ คงจะมานึกถึงอะไรที่ประณีตไม่ได้ ... หากกายใจเิบิกบาน ทุกขณะได้จริง และเกิดขึ้นกับใคร ก็นับว่าเป็นสิ่งดี แต่สำหรับ คนที่ยังไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้ หรือมีบ้าง แต่น้อยมาก ... คำถาม ก็คือ กาย ใจ เบิกบาน ทุกขณะนั้น มีได้จริง หรือไม่? อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น และแต่ละคนต้องทำอย่างไร แตกต่างกันบ้างหรือไม่

ผมเชื่อว่า ในขณะที่กายใจระงับ การอธิบายอะไร ให้วิจิตร นั้นเป็นไปได้ (คือใช้คำให้ฟังดูวิจิตร) แต่น่าจะมาจากแรงกระเพื่อมของ ความรู้สึกที่ดีอันนั้น เช่น กระเพื่อมเพราะปิติ สุข ปัสสัทธิ

ว่าไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ต้องการคำอธิบาย ยิ่งพยายามอธิบาย เราก็จะ(หลงกลตัวเราเอง)พลาดได้ง่าย

ดังนั้นจึงเชื่อว่า ยิ่งระงับได้จริง คำอธิบายก็จะยิ่งเลือนหายไป ... ผมสังเกตวิธีสอนของหลวงพ่อชา ท่านจะไม่อธิบายอะไรตรงๆเลย เหมือนมันจะอธิบายไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์อะไร แต่ท่านจะใช้การอุปมาอุปไมยค่อนข้างมาก ทำนองเป็นอุบายให้ไปคิดใคร่ครวณดูเอง ... อุปมาอุปไมย  ที่เป็นเครื่องชี้แนะนำ ให้ใครบางคน ที่อาจจะได้เประโยชน์ หากว่าพอเหมาะพอเจาะพอดี ... แต่ไม่ใช่การเล่นคำ และไม่ใช่ออกทำนองปรัชญา ... ซึ่งผมเอง จะรับไม่ได้เลย เช่น บอกว่า ผู้สังเกตไม่มี ต้นไม้ไม่มี เราก็จะเป็นอันเดียวกันกับต้นไม้ ... ผมฟังแล้ว เป็นการเล่นคำมากกว่า ... เพราะหากให้อธิบายเพิ่ม ก็จะมีแนวทางที่อธิบายได้ดีกว่า ไม่ต้องเล่นคำเช่นนั้น

ผมเป็นนักคณิตศาสตร์ แต่เป็น simplifier คือ เชื่อว่า เมื่อเข้าใจแล้ว มันควรจะทำให้ง่ายได้ ... ส่วนที่เราได้อ่าน ได้ฟัง หากยังดู ซับซ้อน เล่นคำ ... ก็ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ ... ซึ่งต่างจากอุบายให้คิด พิจารณา


---


ที่ผมยกเรื่องพระอภิธรรม เพราะเชื่อว่า เรากำลังคุยกันเรื่อง จิต การฝึกจิต ถ้าพอจะใช้ภาษาอะไรจากพระอภิธรรมได้ ก็จะได้ลองใช้ และให้ช่วยกันแสดงทัศนะ ... อย่างเช่น เราคงพอรู้ว่า ท่านพุทธทาสค่อนข้างจะปฏิเสธพระอภิธรรม หลวงพ่อชาก็แนะว่ามันเกินไป ผมสนใจและได้ศึกษาบ้าง ด้วยสังเกตว่า มีการสอนสมาธิวิปัสสนาร่วมสมัยที่มักจะใช้ภาษาทางพระอภิธรรม


อย่างเราพูดถึง สติ สมาธิ คุณภาพของจิตต่างๆ ก็รวมเรียกว่า เจตสิก คือ เครื่อง หรือ สิ่งประกอบจิต ... เจตนา เพื่อให้พอมีฐานคุยกันได้ง่ายๆบ้างครับ (โดยเฉพาะสำหรับ มือใหม่อย่างผม)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 25 มิ.ย. 2555 (13:36)

พระอภิธรรม นี่ถ้าพูดในแง่คำสอนต้องระวังนะครับ คือ มีส่วนที่เป็นเพชร และ
ที่มันหลุดออกไปไกลตัวจนเกินไปขอเรียกว่าขยะ เพราะมันมีการพัฒนามาโดยคนหลายคน
ท่านพุทธทาสท่านโยนคัมภีร์อภิธรรมทิ้งไปเลยนะครับ ท่านพูดว่า มันไม่จำเป็น
ท่านพูดว่า ไอ้การไปมุ่งแต่พระอภิธรรมมากเกินไปอย่างในบ้านเรานี่แหละ
 ที่เป็นเครื่องขัดขวางไม่ให้คนเราเข้าถึงธรรมะ

ถ้ามองในแง่ความเชื่อ ก็จะมีคนบางกลุ่มหรือส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าพระอภิธรรม คือ พุทธพจน์
แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ ก็เป็นคัมภีร์แต่งขึ้นมาบรรจุเข้าพระโอษฐ์พระพุทธเจ้านั้นแหละครับ
ที่นี้ ด้วยความเคารพ ผมเป็นห่วงเรื่องศึกษาพระอภิธรรมมากจริงๆ (แม้ผมจะสอนวิชานี้ )
ว่าคนศึกษาจะจับแก่นได้ถูกหรือเปล่า?
กรองมาถูกตัวหัวใจหรือเปล่า หรือเพียงแต่อาศัยความเชื่อเพราะมันขยายไปในทางปรัชญาค่อนข้างมากครับ
แต่คุรว่าความคิดที่สวยงามแต่ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริงจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ

ไอ้ที่สอนๆๆกันมานี่ก็มีปัญหามากครับในประเด็นหลังนี้ จนถึงกับว่ามืดบอดกันไปเลย (นักวิทยาศาสตร์น่าจะขัดใจกับตำราพวกนี้ครับ เพราะไปเน้นที่เปลือกอย่างการบรรยายว่านรก สวรรค์ พรหมโลกเป็นอย่างไร? จักรวาลตามแบบอินเดียโบราณ แทนที่จะเน้นที่หัวใจจริงๆๆ คือเรื่องธรรมชาติของจิตวิญญาณ(ซึ่งยากกว่าแต่มีประโยชน์ยิ่ง)"

แต่โดยสรุป แล้วก็เป็นคัมภีร์ที่พูดถึง ธรรมชาติของจิตวิญญาณ หรือ จิตนั้นแหละครับซึ่งถ้าจับหลักถูกเราจะเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใจของเรามากทีเดียวครับ คราวที่แล้วผมพูดถึงนิกายวิญญาณวาทเอาไว้ นิกายนี้ก็เป็นนิกายที่เอาคำสอนของพระอภิธรรมนี่แหละครับไปพัฒนาจนถึงจุดสูงสุด ท่านนัทท์ อัทท์ เองคำสอนของท่านก็เป็นส่วนผสมระหว่างประสบการร์ของท่าน นิกายเซน และ ก็นิกายวิญญาณวาทนี้นั้นแหละครับ(ถ้าสนใจวันหลังจะค่อยๆๆอธิบายให้ฟังครับ"

ท่านทวนเฉียว อ.เซนเวียนนามกล่าวว่า "ถ้าเราเข้าใจการทำงานของจิตใจของตน เราก็จะปฏิบัติธรรมได้ง่ายขึ้น"
ดังนั้นนี่คือสิ่งสำคัญจริงๆๆ

ส่วนเรื่องหลวงพ่อชา เป็นเพราะท่านไปยืมวิธีจากเซนมานั้นแหละครับ ท่านก็เลยออกแนวใบ้ให้ ท่านเคก็เป็นไปในทำนองนี้แหละครับ ประเด็นคือถ้าคุณ(ผมหมายถึงทุกๆๆคนนะครับ)คิดว่า คุณจะมาฟังธรรมะได้จากคนอื่นคุณก็ผิดพลาดมืดบอดยิ่งครับ ถ้าคุณไม่รู้จักมองดูตัวเองฟังเสียตัวคุณเอง ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปฟังธรรม เพราะคุณจะได้แต่ข้อมูลแต่ไม่ใช่ปัญญาครับ ถ้าท่านพูดมันก็เหมือนท่านโยนเนื้อชุมเลือดให้ฉลามนั้นแหละครับ อีกประเด็นคือถึงท่านพูด คุณ(ผมหมายถึงทุกๆๆคนนะครับ)ก็ไม่เข้าใจหรอกครับ มันจะดูวกวน ไม่มีเหตุผลขัดแย้งกันเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาครับ ข้อจำกัดของภาษานี่หนึ่งครับอย่างคำอธิบายเกี่ยวกับอาหารไม่ใช่อาหารจริงๆๆสักหน่อยมันทำให้เราอิ่มไม่ได้หรอกครับ555 และ ความจริงเป็นลักษณะที่ขัดแย้งกัน ไม่เป็นตรรกะไม่มีแง่มุมที่ง่ายที่ถูกต้องเพียงแง่มุมเดียว(แปลกไหม?ครับแต่ข้อสรุปของผู้รู้ทางจิตวิญญาณทุกท่านท่านยืนยันไว้เช่นนี้ ...เหมือนเดิมครับเพราะนี่คือความจริงดังนั้นผมเองจึ่งไม่มีปัญหาอะไรในการที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อ) มนุษย์เองต่างหากที่ต้องยกระดับทางจิตวิญญาณของตนขึ้นไปหาสัจจะ

ส่วนเรื่อง กาย ใจ เบิกบาน ทุกขณะนั้น มีได้จริง หรือไม่? อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น และแต่ละคนต้องทำอย่างไร แตกต่างกันบ้างหรือไม่
ความจริงมันเป็นเรื่องอะบายไม่ได้หรอกครับ แต่ผมยืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริงครับ แต่ไม่มีสาเหตุครับ และมันเป็นเหมือนน้ำตาของคนเรานั้นแหละครับ คือมีรสเค็มเหมือนๆๆกันไม่มีความแตกต่างกัน(ความจริงไม่มีความเบิกบานของฉันของฌะอหรอกครับมีแต่ของเราเพราะมหาสมุทรของความเบิกบานย่อมดำรงอยู่ได้ท่ามกลามความเบิกบานเช่นกัน เพราะงั้นพระพุทธเจ้าจึ่งยกให้สังฆะ(ชุมนุมของผู้ปฏิบัติเป็นมณีอีกประการในไตรรัตน์ไงครับ) เพราะถ้ามันมีสาเหตุมันจะไม่ใช่ของจริงครับ อย่างสมมติความเบิกบานของคุณมาจากการมีเงิน ดังนั้นเงินจึ่งเป็นสาเหตุ ถ้าคุณไม่มีเงินคุณก็คงจะไม่มีความสุข ความสุขของคุณมาจากการนั่งสมาธิดังนั้นถ้าคุณไม่ได้นั่งคุณก็ไม่มีความสุข มันไม่ใช่ความสุขที่แท้ครับ ไม่ใช่ความเบิกบานที่แท้ นิพพานคือความดับเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เหตุปัจจัยใดๆ ดังนั้นมันจึ่งเป็นความเบิกบานที่แท้ในความหมายของพระพุทธองค์ คือ ถ้าคุณไม่ต้องมีสาเหตุอะไรเลย? สำหรับความเบิกบานของคุณ คุณก็จะสามารถมีความสุขเบิกบานได้อยู่ในทุกๆๆขณะทุกๆๆที่ทุกๆๆเวลา แม้แต่เดี๋ยวนี้ และถ้าคุณสามารถที่จะเบิกบานได้จริงในทุกๆๆขณะในตอนนี้ ในอนาคตกาลคุณก็ย่อมเบิกบานได้จริงในทุกๆๆขณะเช่นกัน แม้ความทุกข์จะเข้ามาแต่ตอนนี้มันไม่มีผลอะไรกับคุณอีกเพราะคุณได้เห็นแล้วว่า มันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยเป็นเรื่องธรรมดา


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 25 มิ.ย. 2555 (13:55)

กรณีของคุณ MathGuy ที่ถามถึงเรื่องกายระงับ จิตระงับ เมื่อกายเป็นทุกข์แล้วจิตไม่ประณีต
ผมเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกันนี้ ซึ่งครั้งก่อน (กระทู้ก่อน ผมได้เกริ่นไว้ แต่ไม่ได้อธิบาย)
ผมจะเขียนถึงประสบการณ์นั้นในที่นี้ เพื่ออย่างน้อยคุณ MathGuy อาจสำรวจพบอะไรบ้าง
แล้วลองมาศึกษากันว่าเป็นอย่างไร
แต่ขอเวลาเรียบเรียงความถูกต้องของเนื้อหาก่อนครับ สักค่ำๆผมจะเข้ามาลงข้อความอีกครั้ง

ผมเห็นด้วยที่หลวงพ่อชาท่านไม่ได้อธิบายอะไรตรงๆ เพราะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารจริงๆ
พระกรรมฐานเท่าที่ได้รับรู้มา ส่วนใหญ่ท่านก็อธิบายไม่มากเช่นเดียวกันครับ ท่านพูดน้อย


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 25 มิ.ย. 2555 (17:18)

ความเบิกบาน กาย ใจ นี่ เป็นผล ใช่มั้ยครับ ... ถ้าเช่นนั้น ก็ควรต้องมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุ เราก็เข้าถึง หรือทำให้เกิดขึ้นในกายใจเราไม่ได้ ... ที่กล่าวว่า ไม่มีเหตุ น่าจะหมายถึง ไม่มีเหตุโดยตรงที่ชัดเจน ว่าทำแบบนี้ เท่านั้นเท่านี้ ... แต่ที่กล่าวว่า มีเหตุ ก็คือ อุบายในการฝึกจิต หรือ ที่คุณ Date ใช้คำว่า ยกระดับจิต อุบายที่ใช้ได้ ก็น่าจะรวมๆ เรียกว่า "สาเหตุใกล้" หรือ สาเหตุข้างเคียง เคยอ่านคัมภีร์รจนาในสมัยใกล้ๆกับพระพุทธองค์ ที่แจกแจกว่า อะไรเป็นสาเหตุใกล้ของอะไรบ้าง อย่าง "สติ" นี่เป็นสาเหตุใกล้ของคุณธรรมที่ดีอื่นๆจำนวนมาก (แทบทั้งหมด) แต่อะไร เป็นสาเหตุให้มีสติ ก็ต้องมาศึกษา ทดลอง ทำกันดู กันอีกเรื่องหนึ่ง


ผมสังเกตเห็นการพูด อธิบาย เกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่มักเอา "ผล" มาพูดกัน เช่น บอกว่า ปล่อยวาง ทำใจให้สงบ ซึ่งจริงๆ มันทำไม่ได้ ปล่อยวาง และใจสงบ เป็นแค่เพียงผล หากเราไม่ทำอะไร (เหตุที่ถูกต้องเพียงพอ) ย่อมไม่เกิด คนฟุ้งซ่าน กังวล นอนไม่หลับ ไปบอกว่า ปล่อยวาง ไม่มีใครทำได้


ที่ชวนคุยเรื่องพระอภิธรรม ผมก็มุ่งจะชวนคุยเรื่องธรรมชาติ (พื้นๆ ธรรมดา) ของจิตใจ เพราะที่วิเคราะห์แจกแจงกันเป็นดวงๆอย่างวิจิตร ผมยังรับไม่ได้ ... แต่ก็ให้สงสัยว่า ใครหนอ ช่างได้ แจกแจงได้วิจิตรจริงๆ (แล้วก็เก่งคณิตศาสตร์ด้วย แจกแจงกรณี คูณกันออกมา ได้ถูกต้อง ไม่มีตกหล่น)


เรื่อง เทวดา เรืองอภินิหารต่างๆ ผมวางได้แล้วค่อนข้างมาก คือ ไม่ไ้ด้ไปใส่ใจ ไปเสียเวลา เพราะเราพึ่งเราดีกว่า และเราก็น่าจะทำของเราเองได้


ผมยกเรื่อง กายทรมาน (และใจด้วย) เพราะเป็นอารมณ์จริงๆ ที่เกิดปัจจุบันกับผมเองบ่อยๆ แล้วยังหาวิธีจัดการได้ยังไม่ค่อยดีนัก บ้างครั้งก็ทนๆดูไปบ้าง บางครั้งก็ข่มทำอย่างอื่น บางครั้งก็หนี เปลี่ยนไปทำอะไรอย่างอื่น หรือไม่ก็เอนตัวหลับสักพัก ... ไม่ทราบว่า เป็นแบบนี้บางหรือเปล่า และจัดการกันอย่างไรบ้างครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 25 มิ.ย. 2555 (17:42)
ไม่ครับไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุอะไรเลยจริงๆๆครับ เหมือนเรื่องความรักนั้นแหละครับ
ในความหมายที่แท้จริงมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรเลย
เพราะถ้าคุณไปใช้เหตุผลกับมันคุณจะพลาดครับ เช่สมมติคุณรักผู้หญิงคนหนึ่ง
เพราะความสวยของเธอความสวยก็เป็นสาเหตุของความรักของคุณ
ดังนั้นสมมติวันหนึ่งเธอไม่สวยคุณก็ไม่รักเธอใช่ไหม?
ทีนี้สมมติว่าคุรสามารถรักได้อย่างไม่มีสาเหตุความรักของคูรก้จะไม่มีที่สิ้นสุด เช่น
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนนั้นคนนี้หรือสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความเบิกบานก็เช่นกันครับมันไม่ใช่เรื่องของเหตุของผลจากอะไร?
นิพพาน ท่านให้เป็นความสุขที่แท้ สงบที่แท้ แต่ท่านก็เน้นย้ำว่าเป็นอสังขตธรรรม
นั้นคือไม่เป็นไปตามเหตุและปัจจัยปรุงแต่ง หรือไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
เพราะสิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งย่อมเป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์ คือไม่ยั้งยืนครับ
เหตุเปลี่ยนไปผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปตามไม่มีเหตุก็ไม่มีผลนั้น ดังนั้นความเบิกบานที่เป็นผลลัพธ์จากอะไรบางอย่างจึ่งไม่ใช่
ความเบิกบานที่แท้
ในเรื่องคณิตศาสตร์คุณจำเป็นต้งมีเหตุผลครับ ในเรื่อง
ความรักความเบิกบานคุณไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุอะไรเลย นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์พยายามจะชี้ มีมรรควิถีไปสู่ความสุข แต่ความสุข(นิพพานนี้)ไม่ใช่ผลของมรรควิธี เหมือนเชียงใหม่อยู่ที่นั้น เราจะมีถนนตัดไปยังเชียงใหม่หรือไม่มีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพราะเชียงใหม่อยู่ที่นั้นมันไม่ใช่ผลมาจากการที่เราตัดถนน
ผมไม่ได้พูดถึงในเรื่องปรัชญานะครับ แต่มันเป็นช่นนั้นจริงๆๆคุณสามารถพิสูตรได้เลย
ก็เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าความเบิกบานเป็นผลจากอะไรบางอย่างไม่ใช่หรือครับ
ดังนั้นจึ่งมีการไขว่คว้าให้ได้มาเพื่อที่จะได้จะเป็นอะไรบางอย่างที่เขาคิดว่ามันจะนำความสุขมาให้
แต่การทำเช่นนี้เขาก็ได้บ่มเพาะความทุกข์ระทมขึ้นมาครับ

มันไม่มีสาเหตุจริงๆๆ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำด้วยครับ การปล่อยวางนี้เป็นการกระทำนะครับบางคนได้ยิ่นว่าให้ปล่อยวางจากตำราแล้วทำเลยครับ แต่ก็ยังเป็นการกระทำอยู่ดี(ไม่ใช่อกรรมในความหมายของการปฏิบัติในศาสนา เพรราะไม่ได้ปฏิบัติจึ่งเป็นการปฏิบัติ) เป็นการกระทำที่เรียกว่าไม่กระทำ เรียกว่าการกระทำเพื่อจะปล่อยวาง ดังนั้นคนที่พูดว่าเขาทำแบบนี้ เขาก็ยังไม่ได้ปล่อยวางจริงๆ(อย่างเป็นธรรมชาติครับ) และไม่ได้สงบไปจริงๆๆหรอกครับมันจะเป็นแบบผลุบๆขึ้นมา ไม่นิ่งไม่อยู่นิรันดร์จริงๆ

อาจจะเข้าใจยากครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีจิตใจแบบนักคิดเชิงเหตุผลด้วย (แต่ก็ไอ้คนที่เข้าใจว่าตนไม่มีวันเข้าใจหรอกบางทียังอยู่ใกล้มรรคจริงๆมากกว่าที่ตนคิดครับ)

ในมุมมองของศาสนา คือเรามีปัญญาอยู่แล้ว ความสุขที่แท้ก็มีอยู่แล้ว สติก็มีอยู่แล้ว รักแท้ก็มีอยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัวครับ การปกิบัติก็เพื่อบ่มเพาะศักยภาพเหล่านี้ให้เติบโตขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด เหมือนเมล็ดพันธุ์ เราเอามาปลูกก็ได้ต้นไม้ใช่ไหม?ครับ แต่ต้นไม้คือสิ่งที่ได้มาใหม่จริงๆ หรือ ก็คือเมล็ดพันธ์เดิมที่มีอยู่แล้วล่ะ
dr.date (IP:61.90.165.233)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 25 มิ.ย. 2555 (18:01)

ที่คุณ Date ใช้คำว่า บ่มเพาะ หรือจะเรียกว่า ทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้ว ปรากฏออกมา ... ก็น่าจะเรียกว่า สาเหตุใกล้ได้ ใช่มั้ยครับ ความหมายของผมคือ เราต้องทำอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม


โดยทั่วไป ธรรมชาติจิตใจ ของเราต้องมีปัญหา มีอะไรทำให้ สติ ปัญญา ความเบิกบาน ปรากฏออกมาไม่ได้ ซึ่งน่าจะหมายถึง กิเลส อนุสัย สังโยชน์ อะไรต่างๆ ที่ฝังอยู่ ในกมลสันดาน (หรือจิตใต้สำนึก)


และเราก็ต้องยกระดับ หรือปรับปรุงคุณภาพนี้ ให้เข้าที่เข้าทางใช่มั้ยครับ ... และควรจะเรียกการทำเช่นนี้ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ชัด ว่าต้องทำอย่างไร) ว่าเหตุได้ ... (หรือจะละไว้ในฐานเข้าใจ! แล้วก็เลี่ยง ไม่กล่าว)


---


 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 26 มิ.ย. 2555 (15:13)
ผมเข้าใจเรื่องเหตุผลครับ แต่เราต้องระวังไว้ด้วย
ผมอยากจะเอาคำสอนทางสายกลางมาใช้นะครับ คือ
เราไม่ควรยึดอะไร? และไม่ควรทิ้งอะไร?
นี่คือประเด็นจริงๆๆ คำสอนของพระพุทธองค์มีขึ้นเพื่อปลดความยึดถือ
ทางความคิดต่างๆ แม้แต่ความคิดว่าสิ่งต่างๆๆต้องเป็นไปตามเหตุและผลคือต้องมีสาเหตุนั้นแหละครับ เราก็ยึดไม่ได้
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ใช่ความจริงนะครับ คือเราต้องทั้งไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธมัน
นี่คือจุดมุ่งหมายของคำสอนของพระพุทธองค์
อย่างอนัตตา ก็มีขึ้นเพื่อปลดความยึดถือในเรื่องอัตตา
แต่ถ้าเราไปยึดเอาความคิดเรื่องอนัตตาว่าเป็นความจริงเสียแล้วเราก็ผิดพลาด ใช้คำสอนไม่ถูกวัตถุประสงค์ ท่านใช้คำว่าตีงูผิดวิธี
ทีนี้มาดูเรื่องนี้ คือคนทั่วไปมักมีความคิดว่า ความสุข ความ ตื่นรู้นั้นเราต้องบ่มเพาะมันขึ้นมาต้องทำเหตุแล้วได้ผลมาเป็นสิ่งนี้ ทีนี้มันก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ก็ไม่ถูกเช่นกัน
ดังนั้น พระพุทธองค์จึ่งพูดตรงข้างว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุในสิ่งเหล่านี้หรอกเพราะคุณเป็นสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วอย่างที่คุณเป็นนั้นแหละ คือเป็นความสุข ความเบิกบาน คุณนั้นแหละคือพุทธะ คือพูดเพื่อปลดความยึดถือ
ทีนี้ถ้าเราไปหลงยึดเข้าอีกว่า อ้อเราก็ไม่ต้องทำอะไรนะสิ เราเป็นพุทธะเรามีความสุขความปิติเบิกบานอยู่แล้ว
ดังนั้นไม่ต้องปฏิบัติอีกนี่ครับ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เหมือนๆๆการปล่อยไปตามยถากรรมนั้นแหละครับ
เขามีสำนวนว่า พึงเป็นอิสระจากยาถอนพิษ นั้นแหละครับ


ทีนี้เรามาดูเรื่องนี้กัน สมมุติว่าตอนนี้เราเข้าใจแล้ว นั้นคือเราไม่ยึดถือความคิดเดิมไปว่าความสุขความเบิกบานความตื่นรู้เป็นสิ่งที่เราต้องแสวงหาต้องสร้างขึ้นมา เพราะเราตระหนักแล้วว่าเราเป็นสิ่งนี้อยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ตัวเพราะเรามีอวิชชาห่อหุ้มมันอยู่
เราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาอีกว่าเราต้องปลอกลอกเอาอวิชชานี้ออกไป คือต้องกำจัดอวิชชานี้ออกไป ซึ่งก็ไม่ถูก แต่ก็ไม่ผิดอีก ถ้าเรารู้ทันไม่ไปยึดมัน แต่ส่วนใหญ่เราจะยึดครับคือไปตัดสินว่า อวิชชามันไม่ดีเราต้องกำจัดทิ้ง มันก็กลายเป็นปัญหาของเราไปอีก ดังนั้นก็มีคนพูดตรงกันข้ามเลยว่า อวิชชานั้นแหละคือโพธิ ใจกลางสังสารวัฏนั้นแหละคือนิพพาน หรือที่สงบที่สุดของพายุคือใจกลางของมัน ก็เพื่อปลดความยึดถือความคิดที่ต้องกำจัดกิเลสของเราไป
ลองสังเกตุดูคำสอนอะไรของพระพุทธองค์ ก็ได้ครับพระองค์ใช้เพื่อจุดประสงค์เหล่านี้ทั้งนั้น คือปลดความยึดถือ
อย่างคำว่าปัญญาบารมีไม่ใช่ปัญญาบารมีดังนั้นจึ่งเรียกว่าปัญญาบารมี พุทธธรรมไม่ใช่พุทธธรรมดังนั้นจึ่งเป็นพุทธธรรม พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าดังนั้นจึ่งเป็นพระพุทธเจ้า หรือเพราะ ก ไม่ใช่ ก(เช่น ข) ดังนั้นคือ ก คนทั้วไป ก ก็คือกจะเป็น ข ได้ไงแต่พระอริย ก ไม่จำเป็นต้องเป็น ก อีกดังนั้นจึ่งเป็นก คือคิดต่างออกไปจากปุถุชนนั้นแหละคือความคิดของพระอริยะ

ทีนี้สมมุติว่าเรามีความยึดถือว่าเราต้องปฏิบัติ แต่สมมติว่าเราถูกปลดความยึดถือในสิ่งนั้นไปแล้วว่าเรากำลังปฏิบัติ ดังนั้นเราจึ่งสามารถปฏิบัติได้โดยเป้นอิสระ(หรือแท้จริงในความหมาย) อีกตัวอย่าง สมมติว่าเราเป็นคนยึดติดในรสชาติของอาหาร ทีนี้เราถูกสอนให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นมายาเช่นเราถูกสอนให้พิจารณาว่าอาหารที่เราชอบนี้ก็ไม่ต่างไปจากของเสีย ที่เราถ่ายออกมาเรารังเกลียด ถ้าเราเข้าใจและปลดความยึดถือไปได้เราเป็นอิสระจากมัน ดังนั้นเราก็สามารถเบิกบานกันรสชาติอาหารนั้นได้อย่างแท้จริงคือเรากินมันโดยไม่หลงไปยึดติดกับรสของมันอีก ชนิดว่าต้องได้กินไม่ได้กินเราจะไม่พอใจ

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ได้ว่าคำสอนทั้งหลายไม่ใช่สัจจะ แต่มีขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นสัจจะ และที่ดูขัดแย้งกันก็มีขึ้นเพื่อปลดความยึดถือทั้งหลายทิ้ง ดังนั้นเราต้องไม่ไปหลงยึดว่ามันเป็นจริง และภาวะของจิตที่ไม่ยึดไม่ทิ้งสิ่งใดนั้นแหละคือ ว่าง คือ สุญญตา คือปรมัตถ์สัจจะ ถ้าเราในสิ่งนี้เราก็จะเข้าใจในคำสอนทุกๆๆคำสอนของพระพุทธเจ้า ของใครก็ตามได้ครับ
dr.date (IP:202.44.70.55)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 26 มิ.ย. 2555 (15:24)
ในสมัยพุทธกาลไม่ใช่ว่า ไม่มีวิธี ไม่มีคำสอนที่เป็นความจริงนะครับ แต่มันมีอยู่เยอะจนคนสับสนว่าอันไหนจริงอันไหน?ไม่จริง
ต่างคนต่างก็ยึดเอาความคิดหนึ่งว่าเป็นสัจจะ เช่นพวกหนึ่งว่า ผลเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดจากเหตุ พวกหนึ่งว่าผลไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ก็คือเหตุนั้นแหละที่แปรเปลี่ยนมา ศีลธรรมคือเรื่องส่วนบุคคลแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนคนนี้ว่านี่ถูกคนนั้นว่านี้ผิดก็ได้ กับ มีศีลธรรมสากลที่เป็นหลักสากลคือถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิดไม่ขึ้นกับความเห็นใคร(หลักกรรมก็เป็นไปในทำนองนี้) อะไรทำนองนี้
ทีนี้ใครถูกใครผิดมันบอกไม่ได้ครับ ดังนั้นมันจึ่งเกิดการโต้เถียงปัญหาโลกกแตกทางปรัชญา และมันก็เหมือนมดที่ไต่ไปรอบๆๆชามนั้นแหละครับมันไม่ไปถึงไหน?
พระพุทธเจ้าท่านพูดเลยว่าจะมุมมองไหนก็ไม่ถูกไม่ผิดทั้งนั้นดังนั้นจะยึดมุมไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น แม้จะดูตรงข้ามกันแต่ก็ไม่ได้แยกขาดจากกันจริงๆๆ
ใครเห็นได้แบบนี้เรียกว่าเห็นตถาคต เห็นธรรมนั้นแหละครับ
เราเกิดและตาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่เคยเกิดและตาย
เรามีตัวตนอยู่แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่มีตัวตนอยู่

ถ้าเข้าใจในเรื่องนี้ได้ก็จะเข้าใจได้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ครับ
dr.date (IP:202.44.70.53)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 27 มิ.ย. 2555 (01:43)

สวัสดีครับอาจารย์ dr.date

ที่อาจารย์เขียนว่า..

นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์พยายามจะชี้ มีมรรควิถีไปสู่ความสุข แต่ความสุข(นิพพานนี้)ไม่ใช่ผลของมรรควิธี เหมือนเชียงใหม่อยู่ที่นั้น เราจะมีถนนตัดไปยังเชียงใหม่หรือไม่มีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพราะเชียงใหม่อยู่ที่นั้นมันไม่ใช่ผลมาจากการที่เราตัดถนน
ผมไม่ได้พูดถึงในเรื่องปรัชญานะครับ แต่มันเป็นช่นนั้นจริงๆๆคุณสามารถพิสูตรได้เลย


พอเข้าใจแล้วครับ

ที่ไม่เข้าใจคือ ผมทราบว่ามีเชียงใหม่อยู่ ถ้าผมจะไปเชียงใหม่ ผมจะไปได้อย่างไร?
และที่อาจารย์เขียนว่าสามารถพิสูจน์ได้นั้น เรียนถามว่าพิสูจน์อย่างไรครับ?


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 27 มิ.ย. 2555 (12:50)

คุณสามารถพิสูตรได้ด้วยการปฏิบัติครับ ผมพยายามจะไม่อ้างอิงตัวเองให้มากเกินไป ดังนั้นจะพูดในมิติของคำสอนในพุทธศาสนา ท่านนาครชุนเขียนว่า "ขอบเขตของนิพพานไม่ต่างจากขอบเขตของสังสารวัฏ" ท่านไม่ได้พูดว่านิพพานคือสังสารวัฏ และ ไม่ได้ปฏิเสธด้วยว่านิพพานไม่มีความเกี่ยวข้องกันสังสารวัฏ
ดังนั้นนิพพานเป็นอย่างไร? มันไม่ได้เป็นสภาวะบางอย่างที่อยู่ในที่ไหน สักแห่งที่คุณจะเข้าถึงได้เมื่อตายไปแล้ว บางคนเข้าใจในทำนองนี้คือถ้าคุณเข้านิพพานคุณจะมีการดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะ ไม่มีการเกิดการตายอีก คุณจะดำรงอยู่เหมือนยอดมนุษย์ที่อยู่เหนือโลก

แต่มันคือจิตของคุณที่สภาวะของความวิปลาศ สับสนต่างๆๆไม่มีอยู่อีก จิตสำนึกความเป็นตัวตนไม่มีอยู่อีก ไม่มีการแบ่งแยกโลกออกมาเป็น ดีชั่ว ถูกผิด ดำขาว นี้นั้น เป็นเหตุเป็นผล หรือไม่มีเหตุไม่มีผล เกิดตาย เพราะสรรพสิ่งที่ถูกแยกแยะโดยหลักธรรม(ตามกรอบความคิดที่ถูกยัดเข้ามาในหัวของเรา)นั้นหาใช่สรรพสิ่งตามที่เป็นจริงไม่? นี่คือสิ่งสำคัญ (แต่คนธรรมดาไม่ค่อยยากจะทิ้งความคิดที่ตัวเองยึดถือกันหรอกครับ อันที่จริงคนทั่วๆ ไป “ดื้อ” ก็เพราะไม่รู้ความจริง ทีนี้พอมีใครมาชี้เขาก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้านแบบกามนิตนั้นแหละครับ  ดังนั้นแทนที่จะพูดพร่ำก็สู้เรา ดึงให้เขาได้ลงมือปฏิบัติก็จะเงียบเอง  หายดื้อไปเอง วิธีใช้คำอธิบายจึ่งใช้ไม่ได้กับคนทุกคน)

ทีนี้ลองสังเกตุดู คุณมีสิ่งที่คุณชอบไหม? เช่นพระอาทิตย์ตกดิน ต้นไม้สักต้น งานศิลปะสักชิ้น อะไรก็ได้ทีนี้เวลาคุณดูสิ่งนี้ อย่างแท้จริงคือไม่มีความคิดเชิงเปรียบเทียบว่า ฉันเคยเห็นมันมาแล้ว นั้นเรียกว่าดวงอาทิตย์ นั้นเรียกว่างานศิลปะของRembrandt ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกในตัวตนว่าฉันกำลังดูสิ่งนี้อยู่ ไม่มีข้อแยกขาดจากตัวคุณและสิ่งนั้น ตรงนั้นจิตของคุณเป็นอย่างไร? มันสงบใช่ไหม?มันไม่แบ่งแยกเป็นฉันผู้กำลังดู สิ่งนั้นนี้ฉันผู้กำลังมีประสบการณ์ ไม่มีความสับสนวิปลาส จิตสำนึกแห่งตัวตนใดๆๆทั้งสิ้น มีแค่ความดื่มด่ำนิรันดร์ภาพ นั้นเป็นช่วงเวลาที่ความงามและความจริงเปิดเผยตัวมันออกมาเองไม่ใช่หรือ? ถ้าเรียกแบบท่านพุทธทาสท่านเรียกว่าจิตว่าง พวกเซนเรียกว่า โชชิน

นี่คือนิพพาน แต่จะเรียกว่าเป็นแบบชิมลองก็ได้นิพพานไม่ใช่อะไรที่แยกขาดไปจากชีวิตจริง แต่เพียงแค่กลีบดอกไม้กลีบเดียวนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่ามีดอกไม้อยู่

ทีนี้นั้นเป็นเพียงของเด็กเล่น ประเด็นก็คือ เราจะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวเราได้อย่างไร? ในทุกๆๆขณะได้อย่างไร? ประการแรก เราต้องปลกลอกความวิปลาศต่างๆๆที่เรายึดถือกันมาจนเคยชินออกเสียก่อน จากการสังเกตุตัวเราเองอย่างที่เป็นจริง นั้นคือจุดมุ่งหมายของการภาวนาในส่วนแรกเมื่อคุณฝึกฝนคุณมักถูกสอนให้เริมจากสมถะก่อน สมถะคืออะไร? มันก็คือสมาธิแบบที่สอนกันอยู่ในช่วงก่อนพุทธกาลนั้นเอง คือการเรียนรู้ที่จะฝึกจิตให้สงบ ไม่วิ่งไปนั้นไปนี้ ให้จิตของคุณฉับไวพอที่จะตามความคิดที่เกิดขึ้นมาทุกๆๆครั้งได้(วิธีตามลมหายใจนั้นแหละ) ทีนี้เราจะเคลื่อนไปยังวิปัสสนา วิปัสสนาคืออะไร? จุดหมายของมันอยู่ที่การสังเกตุและความรู้ตัวนั้นเอง เมื่อคุณฝึกจิตจนถึงจุดหนึ่งมันจะฉับไวยิ่ง? ทีนี้เราจะเคลื่อนมันมาสู่การสังเกตุสิ่งต่างๆๆ เช่นการเคลื่อนไหวของตัวเรา ของธรรมชาติรอบๆๆตัว ท่วงท่าของมัน ตรงนั้นคุณจะเห็นได้ว่ามันมีพลัง ทีนี้เราจะเคลื่อนไปที่จุดที่ยากเย็นกว่า(แต่บางคนก็อาจจะง่ายก็ได้ครับ)คือความคิด(รวมทั้งอารมรณ์ความรู้สึกต่างๆ)ของเรา ว่าความคิดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?(คำอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็กลั่นมาจากการปฏิบัตินี้) มีผู้คิดที่แยกขาดจากความคิดจริงๆๆหรือ? หรือผู้กับความคิดนั้นแหละคือสิ่งเดียวกัน? ตรงนั้นแหละจะเกิดปัญญาญาณ(อย่างฉับพลันแต่ต่อเนื่อง)ที่ตัดผ่านการยึดติด(ทางความคิด)ทั้งปวง เหมือนถ้าคุณรู้ว่าก้นเหวคือความตายคุณคงจะไม่กระโดดลงไปหรอก  และ ภาวะที่ปลอดจากสิ่งนี้นั้นแหละคือสุญญตา หรือ นิพพาน สิ่งนี้เป็นเหมิอนความว่างในห้องๆๆหนึ่ง สมมติว่าคุณมีของอยู่และคุณเอาของออกไปห้องก็ว่าง ทีนี้ห้องว่างอยู่แล้วหรือมันพึ่งเกิดขึ้นมาล่ะ จิตเดิมแท้ของเราก็เป็นเหมือนสิ่งนี้  ทีนี้ถ้าเราเห็นถึงสิ่งนี้ เราก็จะนำมันไปพัฒนาต่อคือนำไปใช้กับสถานการณ์จริงในทุกๆๆสถานการณ์ได้ นั้นคือสมาธิในความหมายที่แท้จริงคือในทุกๆๆขณะ ไม่ใช่คุณเป็นสมาธิแค่ในท่าๆๆหนึ่ง555

ในหนังสือหลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก เขมานันทะ เล่าว่า
ครั้งหนึ่งผมนั่งสมาธิอย่างยึดติดในสมถะ หลวงพ่อเทียนมาจี้ที่สีข้างถามว่า “ทำอะไร”
    ผม “ทำสมาธิ”
    หลวงพ่อ “ทำทำไม”
    ผม “เมื่อจิตสงบ ปัญญาก็เกิด”
    หลวงพ่อจับมือผมมาบีบ กล่าวว่า “การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องทำอย่างนี้”

ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเพราะขณะนั้นยังไม่มีพื้นฐาน  ผมเข้าใจว่าการปฏิบัติคือการทำสมาธิ  ทำการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด หรือผู้ให้ถูกก็คือ ผมยังไม่รู้เรื่องการทำความรู้สึกตัวนั้นเอง พึงจะมาเข้าใจก็ตอนแก่ตัวแล้วนั้นแหละครับ


อันที่จริงผมก็ไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไร? แต่ถ้าเป็นเรื่องปฏิบัตินี้ คงสอนกันผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ได้หรอกครับๆๆ ถ้าอยากจะเรียนเราต้องมาปกิบัติร่วมกันสักสิบวัน แต่ก็นั้นแหละครับผมไม่อาจจะบอกได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่? คุณต้องมีจิตแบบนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นหาครับ แต่ก็นะอันที่จริงการภาวนาก็ไม่ใช่เรื่องสูงส่งเหลือโลกอะไร? มันก็คือ ปฏิบัติแบบธรรมดา ๆ ไม่หวังอะไร แน่นอนว่า ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ดังนั้นเราไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องผลนัก และ ทุกครั้งที่เราปฏิบัติด้วยความเพียร(ในทุกๆๆขณะ) นั้นคือทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะ พุทธะคือผู้ตื่น แล้วเราจะหาความตื่นได้ที่ไหนอีกนอกจากที่จิตที่ตื่นแล้วของเรา แต่ก็นั้นแหละอันที่จริงมันไม่มีใครสอนคุณได้หรอกครับ เพราะมรรควิธีและท่วงท่าเหล่านี้มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล คุณต้องออกแบบมันด้วยตัวคุณเอง อย่างสมมุติคุณปฏิบัติสักวิธี ทีนี้มีคนมาชี้ถูกชี้ผิดให้คุณ นี่เป็นเรื่องโง่ๆๆ เพราะถึงแม้คุณจะทำถูกรูปแบบจริงๆๆมันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือมีความก้าวหน้าทางด้านจิตใจในการเรียนรู้ตัวคุณเอง มากไปกว่าคนที่ดูหย่อนๆ ดังนั้นคุณจึ่งต้องรังสรรค์มันในรูปแบบของคุณเอง สมมุติคุณปฏิบัติสมาธิแบบโชฮัม มันต้องไม่ใช่โชฮัมแบบครูคนนั้นคนนี้ แต่เป็นโชฮัมในแบบของคุณเอง  เป็นธรรมะของคุณเอง เป็นความรับผิดชอบของคุณเอง คุณนั้นแหละคือกุญแจที่จะเปิดประตู นั้นแหละครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 27 มิ.ย. 2555 (13:53)

สรุปว่า

1. ผมอยากไปเชืยงใหม่ ผมต้องออกแบบของผมเอง?
2. ผมต้องออกแบบวิธีพิสูจน์ของผมเอง?


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 27 มิ.ย. 2555 (15:04)

อ่านอีกเที่ยวหนึ่ง..
ฮาฮา...
อาจารย์ตอบได้เยี่ยม นับถือ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 27 มิ.ย. 2555 (16:30)

ใช่ครับ คุณต้องออกแบบของคุณเอง ดังนั้นจึ่งไม่มีคำว่าเลียนแบบครับ อืมส์
บางคนบอกอานาปานสติแบบพระพุทธเจ้า ทำไม?ผมไม่เห็นตรัสรู้แบบพระพุทธเจ้าเลย คุณเข้าใจไหม?
 ก็เขาไม่ใช่พระพุทธเจ้านี่ครับ เขามีประสบการณ์ในการจาริกไปทั่วอินเดีย
 ในการลองผิดลองถูกแบบพระพุทธเจ้าหรือเปล่า? จนอิ่มตัวแล้วหรือเปล่าเลย
แล้วเขาจะเข้าใจมันได้ไงครับ เหมือนคนตาบอดพูดเรื่องแสงเขาอาจจะอธิบายได้อย่างยอดเยี่ยมถึงทฤษฏีทาง?ทัศนศาสตร์ แต่เขารู้จริงๆๆหรือ หรือแค่มีความรู้เกี่ยวกับนั้นนี่ล่ะครับ
คุรเคยเห็นบาทหลวงตามโบสถ์ไหม? ส่วนใหญ่เขาก็พูดเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าตามไบเบิ้ลเท่านั้น แต่เขารู้จักพระเจ้าแล้วหรือ? เขาประจักษ์แจ้งในพระเจ้าแล้วหรือ? ถ้าประจักษ์แจ้งจริงทำไมต้องอ้างไบเบิ้ล อ้างพระเยซู ทำไมถึงต้องพูดเกี่ยวกับด้วยล่ะ

การปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้าทำตามๆๆกันมีคนสอนคุณได้มันก็เป็นแค่การเรียนแบบนั้นแหละครับ    ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย     เพราะคุณรู้แล้วนี่ครับว่า   ทำแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึ่งไม่เรียกว่าการแสวงหาหรอกครับ การแสวงหาคุณต้องไม่รู้นะครับอาจจะพบหรือไม่พบก็ได้ ตรงนั้นเป็นสิ่งที่ลึกลับและมีชีวิตชีวามากเหมือนนักวิทยาศาสตร์นั้นแหละครับ การวิจัยคงไม่น่าจดจำสักเท่าไหร๋ หากเขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรและจะพบอะไร? บางทีการไม่พบอะไรเลยนั้นแหละคือการได้พบแล้ว อาจจะต่างกันนิดหนึ่งครับตรงที่วิทยาศาสตร์เมื่อมีคนพบแล้วคุณไม่จำเป็นต้องไปค้นอีก คุณก็แค่เรียนรู้จากเขาและไปหาเรื่องใหม่ แต่เรื่องทางจิตวิญญาณ ถึงมีคนพบแล้วแต่นั้นก็ไม่ช่วยอะไรคุณได้   เพราะเขาเอาการค้นพบของเขามาให้คุณเรียนรู้ไม่ได้ คุณต้องไปค้นเองเหมือนกันคุณถึงจะรู้

แต่ก็นั้นแหละ บางคนบอกนี่ๆๆพระพุทธเจ้าพบแล้ว นั้นนิพพานไง แสดงว่ามีสิ่งนั้นจริง เห็นไหม?คุณรู้แล้วว่ามีอะไร? ดังนั้นแค่เริ่มต้นมันก็ต่างออกไปเสียแล้ว คุณ(ผมหมายถึงชาวพุทธทุกคนนะครับคำว่าคุณนี่)มีข้อสรุป อยู่แล้วว่ามีดังนั้นเขาจึ่งไม่ได้แสวงหาเลย เพราะเขารู้คำตอบอยู่แล้ว นอกจากนี้พอเขารู้คำตอบอยู่แล้ว  ไอ้คำตอบนี่จึ่งเป็นที่สุดของการแสวงหาของเขาเป็นสุดทางของหน้าผาไม่มีทางไปต่ออีก   แต่บางทีเขารู้ได้ไงครับว่าหลังป้ายทีเขียนว่าสุดทางแล้วครับ นั้นจะไม่มีคำว่า นี่พึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของการผจญภัย    อีกประการก็คือเรารู้ได้ไงว่ามันถูก บางทีพระพุทธเจ้าอาจจะคิดไปเองก็ได้ นิพพานอาจจะเป็นเพียงเรื่องหลอนประสาทแบบหนึ่งก็ได้ เห็นไหม?ครับนี่ปัญหาครับ เพราะไอ้เจ้าความเชื่อนั้นแหละทำให้สิ่งนั้นมีอยู่จริง(แม้บางทีมันอาจจะเป็นโลกในจินตนาการก็ได้นะ) ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึ่งพูดเสมอๆๆว่าคุณต้องพิสูตรต้องตรวจสอบนะนั้นแหละครับ

ดังนั้นคุณต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ครูเป็นแค่คนที่ช่วยกระตุ้น ช่วยชี้นั้นนี่ แต่คนที่เดินต้องคล่ำทางไปตามทางนั้นจริงมันคือคุณเองแต่ล่ะก้าวคุณต้องสร้างเองว่าจะก้าวช้าก้าวเร็วแคไหน? คุณอยู่ตรงไหนแล้วของเส้นทาง มันไม่สำคัญหรอกครัวว่าจะก้าวเร็วก้าวช้า หรือช้าเร็วสลับกันไป เพราะ ถ้ามันไปถึงเป้าหมายนั้นแหละพอแล้ว (อันที่จริงแต่ล่ะก้าวนั้นแหละคือเป้าหมาย) แต่คนส่วนใหญ่คงจะไม่ยอมรับมั้ง555 ครับเพราะเราชินกับการพึ่งพากันเสียแล้ว ถูกไหม?ครับ แม้แต่ทางด้านจิตใจ ดังนั้นเราเลยมองพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะ อะไรทำนองนี้ที่เราจะได้เดินตามไปเพราะไม่อยากจะพบกับอันตรายจากหมาป่า แต่ทันทีที่คุณเดิมตามคนอื่น คุณก็สูญเสียความเป็นตัวเองไป มันคุ้มกันหรือครับ

ความจริงผมไม่ได้พูดสิ่งใหม่เลยนะ มันมีคนพูดมาแล้วมากมายมหาศาลครับ สมัยก่อน เวลาผมอ่านคัมภีร์ในศาสนาต่างๆๆ ผมกับพบว่ามันมักจะมีคำพูดแบบเดียวกัน เพียงแต่คนล่ะภาษา สำนวน ไม่ต่างกันเลยจริงๆ บางข้อความผมไม่เข้าใจในคัมภีร์เล่มหนึ่งว่าเขาจะบอกอะไร? โดยเฉพาะพวกปริศนาธรรม(จริงๆๆมันก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกครับถ้าเราจับเคล็ดมันได้) เมื่อผมอ่านเล่มหนึ่ง คนล่ะศาสนา คนล่ะคนพูด ดูไม่เกี่ยวกันเลย(ในความคิดของคนทั่วไป) กับทำให้ผมเข้าใจข้อความนั้นในคัมภีร์เล่มนั้นขึ้นมาเฉยๆๆอย่างคำพูดของพระเยซูผมกับไปเข้าใจตอนที่เราอ่านเต๋าเต้อจิง ว่าอ้อ..เขาต้องการชี้ไปที่นี่นั้นเอง คุณว่าแปลกไหม?ครับ

อีกอย่างคือผมพูดค้างไว้ถึง เรื่องจะนำการตื่นรู้ของคุณนี่ไปใช้กับสถานการณ์จริงในทุกๆๆสถานการณ์ได้ อย่างไร? อันที่จริงก็ยังไม่จำเป็นหรอกครับ555 เพียงแต่อยากจะชี้ว่าตรงนี้ก็คือการสัมพันธ์กันสิ่งต่างๆๆ โดยปราศจากการใช้มุมมองทางความคิดเพราะไอ้มุมมองทางความคิดอย่างแฟชั่นมาตรฐานวัดดีชั่วถูกผิดเหล่านี้นั้นแหละ   ที่กั้นไม่ให้เราเข้าถึงประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมา แล้วเราจะเข้าใจมันได้อย่างไงครับ อย่างทำไม?น้องปอนถึงเปลื้องผ้าท่อนบนบนรายการThailand Got Talent  ถ้าเราไปใช่ความคิดว่าคงจะต้องการเงินนั้นแหละ เป็นหน้าม้าในรายการอะไรทำนองนี้ โดยไม่ยอมเอาตัวไปคลุกคลีกับเธอเพื่อพูดคุยเพื่อฟังเราก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกครับเพราะเราได้ใช้ความคิดของเรานั้นแหละปิดประตูโดยสมบูรณ์ไปแล้ว โลกแห่งพระพุทธศาสนาคือโลกของปรากฏการณ์บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีความคิดเข้ามาเจือปน

 เพราะสัจจะธรรมนั้น(ดูเหมือนว่าจะ)เป็นสิ่งที่เปลือยเปล่า ตรงไปตรงมา ไม่มีการปรุงแต่ใดๆทั้งสิ้น ทั้งไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความสุขในแบบที่เรามักคิดกัน หรือ ภาวะแน่นิ่งดื่มด่ำในสมาธิที่มันเป็นจุดขายของสำนักปฏิบัติทั้งหลาย แต่อยู่ที่การดำรงอยู่ที่เรียบง่ายของก้อนหิน ของต้นไม้ ของดวงดาว ของจักรวาล ซึ่งดูเรียบง่ายจนคนทั่วไปดูแล้วคิดว่า มันเป็นเรื่องน่าเบื่อนั้นแหละครับ คุณเห็นไหม?ครับไม่มีสิ่งอื่นๆๆใดๆๆเลยที่ใช้ความพยายามที่จะเป็นอะไรสักอย่างเหมือนคน ดังนั้นสิ่งต่างเหล่านี้จึ่งงดงาม มีชีวิตชีวา ไม่มีความทุกข์ แต่มนุษย์นั้นไม่   เราฉลาดเกินไป มากจนเราไม่วางใจในสภาวะที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง555ดังนั้น เราเลยไม่รู้จักตัวเองอย่างที่เป็นจริง   แต่รู้จักตัวเองผ่านหมอกความคิดว่านี่คือสิ่งที่ฉันเป็นหรือควรจะเป็นแทน ไอ้รัฐ กฏหมาย เทคโนโลยี อะไรทำนองนี้ที่เราสร้างขึ้นแสวงหากันก็เพระสิ่งนี้แหละครับ  นั้นคื ขอเราไม่พอใจนั้นนี่ดังนั้นจึ่งพยายามสร้างสิ่งต่างๆๆหรือหาสิ่งต่างๆๆทั้งรูปธรรมก็ดีนามธรรมก็ดี     เพื่อสนองตอบสร้างความพอใจแต่ยิ่งมีมันก็ยิ่งต้องการขึ้นไปเรื่อยๆ โลกเลยเป็นสิ่งที่ดูวิกลจริตเพราะมันสร้างจากมุมมองของคนบ้าอย่างพวกเรานั้นแหละครับ 

ความต้องการไม่เคยพอ ดังนั้นเราจึ่งไม่เคยพอใจตามไปด้วย เพราะงั้นเราจึ่งพยายามนั้นนู้นนี่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด(แม้ว่าเราจะเหนื่อยและเบื่อเพียงใด)    ไม่ต่างกันครับจะในมิติทางโลกอย่างคนร่ำรวย หรือทางธรรมอย่างเป็นพระพุทธเจ้า เป็นคนที่มีชีวิตนิรันดร์ไม่เกิดไม่ตาย ไม่ต่างกันหรอกครับต่างกันเพียงสิ่งที่แสวงหา นี่เป็นลักษณะของคนสองจำพวกในโลก(แต่อันที่จริงก็คือพวกเดียวกันทำแบบเดียวกันนั้นแหละ)

ในสำนักเซนจะมีการปฏิบัติซาเซน คือการนั้งเฉยๆๆไม่ทำอะไรเลยอย่างแท้จริง เพียงแค่นั่งเท่านั้นและเบิกบานไปกับการนั่งนั้นก็เพียงพอแล้ว(แต่การนั่งเฉยๆๆจริงๆๆไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เพราะเราเคยชินแต่กับการทำอะไรบางอย่างเพื่ออะไร?บางอย่าง   อยู่เสมอๆและตรงจุดนี้ก็มีความสัมพันธ์กับความคิดไอ้ความเป็นฉันค่อนข้างมาก เราจะเข้าใจได้ถ้าเราเรียนรู้ที่จะค่อยๆๆสังเกตุตัวเอง   ไอ้การปฏิบัติทั้งหลายที่มีเป็นสิบเป็นร้อยก็เพื่อจุดประสงค์นี้นั้นแหละครับ ทีนี้พอเราเข้าใจตรงนี้เราก็ต้องทิ้งมันไป ) แต่คนที่ไม่เข้าใจในความเร้นลับนี้ เขาจะไม่พอใจหรอกครับเขาจะพูดว่าแค่นั้งเฉยๆแล้วอะไรจะเกิดขึ้นล่ะนี่คือเรื่องไร้สาระ ไม่ก็ฉันจะนั่งแหละแล้วฉันก็จะตรัสรู้เพราะการนั่งแบบนี้นี่ก็ไร้สาระอีก  ไอ้การดิ้นรนเพื่อที่จะเป็น(โดยไม่รู้เท่าทันว่ามันเป็นเพราะอัตตาต้องการที่จะดำรงอยู่สืบต่อไป)นั้นแหละครับที่ได้ไปช่วยบ่มเอาความปวดร้าวเข้ามาด้วยโดยไม่รู้ตัว และเราก็พยายามจะกำจัดมันทิ้ง แต่ยิ่งดิ้นรนเราก็ยิ่งถูกตาข่ายรัดแน่นขึ้นอีก เป็นวงจรอุบาทว์ที่เราเรียกสังสารวัฏกันนั้นแหละครับ

อ้อ...เกี่ยวกับหนังสือสมาธิที่ดีๆๆ ถ้าคุณไม่ยึดติดเกี่ยวกับลัทธิมากนัก ก็แนะนำโยคะสูตร(Yoga-Sutra of Patanjali) ของท่านปตัญชลีครับ ในหนังสือเล่มนี้เป็นจุดสูงสุดของตำราสมาธิจริงๆในความเห็นของผมนะครับ แต่แน่นอนว่าโยคะไม่ใช่แค่เรื่องการดัดตนประหลาดๆๆนะครับ555 คนที่ทำสิ่งนี้ได้ใช่ว่าจะดีไปกว่าคนที่แค่หายใจเข้าออกเป็น บางทีคนที่แค่นั้งหายใจเข้าออกเป็นนั้นแหละที่เข้าถึงจุดสูงสุดของอิสรภาพในความหมายของปตัญชลี ในหนังสือเล่มนี้ไม่มีอะไร?มากครับมีแต่ข้อความสั้นๆๆที่อะบายการทำงานของจิตใจของคุณที่จะสังเกตพบในสมาธิ วิธีเขียนใช้วิธีเขียนแบบข้อเสนอแนะนำ(วิธีแบบนี้จะพบในโกหร่านเช่นกัน)คุณจะเอาไปใช้ก็ได้ไม่เอาไปใช้ก็ได้ แต่มีความหมายลึกซึ้งมาก(และสอดคล้องทุกประการกับสมาธิในความหมายของพระพุทธองค์ซึ่งทรงพัฒนาขึ้น หรือ ปฏิรูปขึ้นด้วย)
แน่นอนว่าทฤษฏีก็เป็นสิ่งจำเป็นในระดับหนึ่งของการลงมือทำครับ


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 27 มิ.ย. 2555 (18:07)

เป็นครั้งแรก ที่ผมอ่านข้อคิดเห็นคุณ Date แบบไม่ได้พยายามต่อต้าน ถึงแม้จะดูเหมือนว่า ก็ยังรับอะไรได้ไม่มาก แต่ได้ความเบา แปลกๆดี ... อาจจะต้องลองอ่านอีกรอบ (ภายหลัง) ... ก็เป็นไปได้ว่า ลีลา สไตล์ นั้นผมยังไม่คุ้นเคย (แต่ก่อนหน้าโน้น ที่ผมใช้คำว่า ดุดัน ก็ยังคงพิจารณาว่าเป็นแบบนั้นอยู่นะครับ ... ตอนนี้ไม่ดุดันแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึก(ส่วนตัว)ว่าออกแนวปรัชญาอยู่หน่อยๆ )


ถึงตอนนี้ก็ให้รู้สึกยินดี ที่ได้สนทนาด้วย ... จะหาการสนทนาแบบนี้ทางอินเทอร์เน็ต คงไม่ใช่เรื่องจะเกิดมีขึ้นได้ง่ายๆ ... วันนี้ผมพึ่งเสร็จจากการสอบวิทยานิพนธ์ของผม ยังไม่อยากจะชวนคุยอะไรต่อ เห็นคุณ Date คุณ Annkarn คุยกัน ผมก็พลอยยินดีไปด้วย


คุณ Date มีการจัดฝึกปฏิบัติด้วยหรือครับ มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมมั้ยครับ เผื่อผมสนใจจะไปขอร่วมด้วย


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 28 มิ.ย. 2555 (13:51)
ออกแนวปรัชญาอยู่หน่อยๆๆ ก็ผมสอนปรัชญา(ตะวันออก)นี่ครับ555 มันก็ต้องมีอิทธิผลมาในวิธีการใช้ภาษาอยู่แล้วครับ
ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร? และ ก็ไม่ได้เริ่มต้นมาแบบไม่มีพื้นฐานอะไรเลย(ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ ผมเคยเจอหมอผีชาวอินเดียน(เผ่ายาวี) แต่ความเข้าใจชีวิตของเขาลึกซึ้งมากครับ ทั้งๆๆที่ แกอยู่ธรรมชาตินี่แหละครับดูไร้อารยธรรมเสียด้วยครับ แต่สิ่งที่แกพูดคือ สิ่งเดียวกันกับที่กฤษณมูรติ พระพุทธเจ้าพูดเลยนะครับ แม้แกจะไม่เคยได้ยินไม่รู้อะไรในเรื่องพวกนี้เลย)
อย่างนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ แกก็มีวิธีใช้ภาษาแปลกๆๆ ในการแซวกันอย่างสมองคุณนี่สมมาตรแบบทรงกลมกลวง เพราะมองไปจากมุมไหน?ๆๆก็.....อะไรทำนองนี้นั้นแหละครับ555
ผมก็มีจัดครอสอยู่ครับแต่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างประเทศมากกว่าครับก็มีบรรยายตามเสมสิกขาลัย และ ก็องค์กรอิสระอื่นๆๆครับ สอบวิทยานิพนธ์ของตัวเองหรือของนักศึกษาครับ? ถ้าของคุณเองคุณไม่น่าจะมีปัญหาหรอกครับ (ผมเดาว่านะครับ แต่ผมไม่ถามว่าเรื่องอะไรหรอกครับ เพราะผมไม่รู้เรื่องหรอกครับ55)
ถ้าของนักศึกษา(แล้วคุณเป็นกรรมการ)คุณน่าจะปวดหัวหน่อย
dr.date (IP:61.90.165.208)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 28 มิ.ย. 2555 (14:17)
อีกประการหนึ่ง ก็เป็นเพราะผมพยายามจะพูดไม่ให้อิงประสบการณ์และความคิด(แม้ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยไว้วางใจความคิดเท่าไหร่)ของตัวเองไปเสียทั้งหมดด้วย(ผมเป็นใครล่ะครับ จะอ้างตัวเองมันก็กระไรอยู่ แต่จริงๆๆเวลาผมบรรยายผมมักจะพูดว่าไม่ใช่ผมหรอกที่บรรยายคุณได้ยินไหม?นั้นไง?ผู้บรรยายที่แท้จริงที่คุณจะเรียนรู้ได้555) เน้นผสมพุทธปรัชญามหายานลงไปด้วยค่อนข้างมากเพราะอยากให้สื่อกันง่ายขึ้น ก็ เลยอาจจะทำให้ฟังแล้วจับประเด็นได้ง่ายขึ้นด้วยครับ เพราะ พวกคุณเป็นชาวพุทธกันอยู่แล้วดังนั้นไม่มีปัญหาอะไร? ในการทำความเข้าใจคำพูดบางอย่างอยู่แล้ว แต่ก็นั้นแหละครับผมมั้นใจว่าคำพูดของผมไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกับสิงที่พวกคุณอาจจะรู้อยู่แล้วพวกนั้นหรอกครับ เพราะ ถ้าขัดแย้งจริงผมก็คงจะอ่านกฤษณมูรติ อ่านงานท่านพุทธทาส ท่านนัทท์ฮัทท์ไม่ได้เหมือนพวกคุณหรอกครับ555 ผมคงจะโยนทิ้งและพูดว่านี่มันไร้สาระฉันไมอ่านเรื่องพวกนี้หรอก แม้ว่ามันอาจจะดูขัดแย้งแต่ก็เป็นแค่ที่ผิวๆๆ เป็นมายา ดังนั้นผมจึ่งไม่ไว้ใจถ้อยคำนั้น ไม่ว่าจะเป็นของผมหรือของใคร? แม้แต่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าท่านพูดปดผมเห็นว่าไม่จริงหรอกครับ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งของท่านในมุมมองผมไม่ใช่คำสอนที่บรรจุในพระสูตร ในพระไตรปิฏก แต่เป็นพระจริยาวัตรที่ตื่นรู้ในทุกๆๆการกริยา ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเลื่อนไหวในทุกๆๆขณะ และ พระปฏิปทาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ที่จะช่วยปลดปล่อยคนทั้งโลกออกจากสังสารวัฏ นั้นแหละครับ
dr.date (IP:202.44.70.54)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 29 มิ.ย. 2555 (08:20)

สวัสดีครับ อาจารย์ คุยแบบสบายๆครับ

ผมอาจแตกต่างจากอาจารย์ตรงที่
ผมมักใช้ประสบการณ์จริงของตนเองมาบอกเล่า ที่จริงไม่ใช่การสอนอะไร
เพียงหวังว่า หากมีท่านผู้ใดมาอ่านและมีประสบการณ์คล้ายกัน
ก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้บ้างเท่านั้นเองครับ

แต่ก็ไม่ลืมคิดว่า
สำหรับคนที่ไม่เคยปฏิบัติเลย อยากฝึกอยากทำบ้าง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
ผมมักแนะนำวิธีการง่ายๆไว้ให้ เนื่องจากไม่หนักแรงเกินไปนัก
และจะไม่กล่าวถึงผลการปฏิบัติแบบตายตัว
เพราะเมื่อท่านผู้ใดฝึกปฏิบัติเองแล้ว ผลที่ได้ย่อมเป็นเรื่องของคนนั้น

เหมือนอย่างที่คุณ MathGuy กำลังประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ
และเกิดข้อสงสัยขึ้น ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์มาก่อน ผมก็จะนำ
มาบอกเล่าคร่าวๆไว้ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น

สำหรับท่านอื่นที่เข้ามาอ่านอย่างเดียว อาจมีความคิดว่า
ถ้ามีคนทำได้ เราก็ทำได้ นี่ก็เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่กันครับ
ที่ผมเข้ามาเขียน ก็มีจุดมุ่งหมายทำนองนี้

หากท่านอาจารย์มีประสบการณ์อื่นๆ ที่พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์
โปรดนำมาเปิดเผยให้ได้รับรู้บ้างก็จักขอบพระคุณมากครับ

"ทำตัวยิ้มไม่ได้ ความจริงผมเขียนไปยิ้มไปนะครับ"


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 29 มิ.ย. 2555 (08:40)

เป็นสอบวิทยานิพนธ์ของผมเองครับ ก็ลุล่วงไปด้วยดี (มีการบ้านนิดหน่อย ที่ต้องเพิ่มในภาคผนวก) ตอนเตรียมก็ค่อนข้างเครียด เพราะมันมีรายละเอียดเยอะ เตรียมที่จะ present นำเสนอกว่า 100 เฟรม จริงๆก็กะเตรียมเหมือนจะเป็นบรรยายหรือ lecture เพราะผมถนัดแบบนี้ แล้วก็เดาว่าจะมีคนเข้าฟังจำนวนหนึ่ง ก็อยากให้เขารู้เรื่องสิ่งที่เราทำ คืนก่อนสอบ ผมลองซ้อม ใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ก็ให้กังวลนิดหน่อย ... ตอนเช้าวันสอบ พอไปส่งลูกๆไปโรงเรียน ขับรถมอเตอร์ไซด์กลับมาที่ทำงาน ใจก็โพล่งบอกตัวเองว่า "มันก็เหมือนทุกๆวันนั้นแหละ ไม่ได้ไปมีอะไรสำคัญมากมาย อะไรที่เราต้องทำ ก็ทำ"  ... ก็โชคดีที่เราก็ทำงานนี้มาค่อนข้างดี ตอน present กรรมการสอบ ก็สนใจดี ผมพูดไป เขาอยากถามซักตรงไหน ก็ถามกันไปตอนนั้น ก็เลยเป็น present บวกกับตอบปัญหาไปพร้อมๆกัน และช่วยไกด์ที่ผมจะพูด ตรงไหนที่เป็นรายละเอียดก็ข้ามไป ใช้เวลารวมราวๆ ชั่วโมงครึ่ง


---


เป็นครอสชาวต่างชาติหรือครับ อย่างนี้คนภูธรอย่างผมคงร่วมได้ลำบาก


---


คุยๆกัน ว่าไปแล้วความเข้าใจพื้นฐาน ในเรื่องความเข้าใจชีวิต การใช้ชีวิต การปฏิบัติเพื่อพัฒนาตัวเรา หลักการต่างๆ ก็ไม่ได้มีมาก และก็พื้นๆธรรมดา ติดก็อยู่ที่การทำจริงๆ สนใจจริงๆ ตั้งใจทำจริงๆ (ทำเล่นๆ แต่เอาจริง) สิ่งที่เป็นอุปสรรค หรือเป็นตัวเกื้อหนุน ที่สำคัญส่วนหนึ่ง น่าจะมาจาก "ทุนเดิม" หรือ "บารมีเก่า"  ไม่แน่ใจว่า จะสนใจพิจารณาเรื่องนี้กันดูมั้ยครับ เรื่องทุนเดิมชีวิตของแต่ละคน รวมทั้ง เรื่องของกัลยาณมิตรภายนอก ที่ช่วยสนับสนุน


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 29 มิ.ย. 2555 (08:52)

สวัสดีครับคุณ Annkarn ตอนนี้ผมได้กำจัดลดตัวแปรออกไปตัวหนึ่ง คือ เลิกกินกาแฟ
ได้แล้วกว่าอาทิตย์ ... ก็เหมือนจะมีอาการมึนหัว ทรมานร่างกายน้อยลง ...
แต่ก็ยังมีอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าคุณ Ankkarn
ได้เล่าที่บอกว่าจะเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับการจัดการกับร่างกายในกรณีเช่นนี้
หรือยัง (เหมือนทวงเลยครับ)


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 29 มิ.ย. 2555 (09:22)

สวัสดีครับคุณ MathGuy
ผมยังไม่ได้นำลงไว้ครับ เขียนเอาไว้แล้วเพียงแต่ผมกำลังตรวจทานข้อมูล
เนื่องจากผมต้องย้อนกลับไปอารมณ์เดิมขณะนั้น ว่าเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานั้นๆ
ตอนแรกเกรงว่าจะลืมรายละเอียดด้านอารมณ์ไป

โชคดีเมื่อวานโดนมดรุมกัด แล้วผมไม่มีโอกาสเกา เลยสังเกตอารมณ์เหล่านั้นได้อีก
และขณะเขียนนี้ก็โชคดีเหมือนกัน เพราะความรู้สึกเก่าๆย้อนกลับมาแบบอ่อนๆ
คืออาการเจ็บๆขัดๆเริ่มกลับมาอีกแล้ว ช่วยให้ผมตรวจสอบข้อเขียนได้ดีขึ้น
ถ้าเสร็จแล้วผมจะนำมาลงไว้ครับ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน540 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 29 มิ.ย. 2555 (11:15)
จริงๆๆมันก็ไม่ใช่ครอสคนต่างชาติหรอกครับ แต่โดยรวมๆๆแล้วคนต่างชาติสนใจมากกว่าคนไทยเท่านั้นเองครับ แปลกไหม? แต่คุณเคยไปอยู่ตะวันตกมาคุณไปอยู่ตะวันตกมาแล้ว คงจะเคยสังเกตว่าพวนี้มีทุกๆๆอย่างแล้ว แต่เขารู้สึกว่าข้างในว่างเปล่าดังนั้นเขาก็เลยค่อนข้างจะออกแสวงหาและรู้ลึกซึ้งมาก อนาคตเราอาจจะต้องส่งคนไปเรียนพุทธศาสนา(แท้ๆๆ)ที่โลกตะวันตก คนไทยนี้ยังปากกัดตีนถีบครับ เขาสนใจแต่การเองชีวิตไปวันๆๆมาก่อน โทษเขาก็ไม่ได้ครับ ดังนั้นเรื่องทางการภาวนานี่ยังไม่สนใจหรอกครับ พวกที่สนส่วนใหญ่จะเป็นคนชั้นกลางไปถึงรวย ส่วนคนจนๆๆ ถึงปูนกลางจะไม่ค่อยสนใจ ถ้าคนเหล่านี้สนจะเป็นไปในทำนองหาที่พึ่งทางจิตใจมากกว่าครับ
คนไทยส่วนใหญ่จะเน้นไปตาม สำนักที่เน้นทางไสยเวทวิทยามากกว่า อีกพวกก็จะไปตามกระแสครับอย่างไปตามสำนักของ
คาเวสโก้ หรือ พวกที่มาจากนอกไปเลย...อย่างหมู่บ้านพลัม(ประเทศไทย)(ซึ่งกลายเป็นที่สำหรับคนมีตังค์ไปแล้วคนธรรมดาเข้าไม่ถึง มีแต่มหาเศรษฐี ชาวบ้านเข้าไม่ถึงครับ วัดทางน้ำไหลท่านอ.ดับขันธ์ไปก็กลายเป็นวัดทางน้ำนิ่งไปแล้วไม่มีอะไรที่พัฒนาต่อไป ก็มีสายหลวงพ่อเทียนนี่แหละครับที่ยังใช้ได้อยู่ สายพระป่านี้ส่วนใหญ่จะตั้งตัวเป็นผู้วิเศษไปเสียมาก(ทั้งๆๆที่พระวินัยห้ามพระพูดถึงเรื่องประสบการณ์ในการภาวนาของตนอย่างเห็นอะไรบ้าง?อย่างบางรูปเล่าไปถึงขั้นไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทำนองนี้ให้คนอื่นๆๆแม้แต่พระด้วยกันฟัง หากไม่ฟังก็เป็นอาบัติ หรือ ถึงขั้นปราชิกเพราะเข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรม )
แต่ที่ปฏิบัติจริงๆก็มีครับ ส่วนทางการศึกษาสงฆ์ทุกวันนี้เน้นสมองครับไม่มีการปฏิบัติภาวนา(ผมก็ถูกรับเชิญให้ไปบรรยายอยู่ตามมหาวิทยาลัยสงฆ์จึ่งรู้พอสมควรพอจะพูดได้) ดังนั้นพระที่ผ่านระบบนี้มาจะมีความรู้ดีครับ แต่รู้ไม่ทันลาภยศ รูปที่สอนได้เปรียญสูงๆๆ เร็วๆๆ ส่วนใหญ่ก็เลยจบอยู่แค่นั้นครับแล้ววิ่งไปทางการแย่งสมณศักดิ์เสียมาก

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไม มหายานอย่าง วัชรยาน เซน Risho Kosei-kai (นิจิเรนใหม่) ถึงได้สื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ที่สนใจทางพระพุทธศาสนาได้มากกว่าเถรวาทเดิมทั้งๆๆที่เนื้อหาก็ไม่ได้ต่างกันจากที่เรามีอยู่แล้ว เพราะพระเราไปสนใจทางด้านนั้นเสียมากไม่รู้วิธีสื่อสาร โดยเฉพาะตอนนี้ วัชรยานกำลังเริ่มเข้ามาอีกและดึงคนรุ่นใหม่ทั้งพระทั้งฆาราวาส(แม้จะถูกกีกกันจากคณะสงฆ์กระแสหลัก) รวมถึงปัญญาชนของเราไปมากมายหลายคนแล้วครับ สังเกตดูงานแปลรุ่นหลังๆๆ ที่แปลงงานทางจิตวิญญาณจากต่างประเทศจะเป็นไปทางสายนี้ค่อนข้างมาก มูลนิธิพันดาราที่พึ่งตั้งขึ้นมาใหม่นั้นก็เน้นเอาแต่งานวัชรยานมาแปล แถมเนื้อหาก็สื่อสารได้ดีเสียด้วยครับ อาจจะมาแรงกว่ากระแสท่านนันท์ ฮัทท์ ซะอีก เพราะท่านนันนท์ ฮัทท์ นี้คนไทยเอาเป็นพักๆๆตามแต่สื่อจะขาย ที่แปลมาก็มีแต่เล่มธรรมดาๆๆเน้นตลาดเสียมาก แต่วัชรยานที่กำลังเข้ามานี่เข้ามีคนส่งเสริมมากและเน้นแต่เล่มที่เป็นมณี แถมเขารู้วิธีดึงคนด้วยครับ อ.ทางนี้เขาฉลาดที่จะล่อคนเข้าบ่วง ในตะวันตกพวกฝรั่งก็เริ่มจะเป็นวัชรยานนี้มากแล้วเป็นรองแค่นิกาย เซน เท่านั้น ส่วนตะวันออกเราประเทศพุทธเดิมตอนนี้ พระพุทธศาสนาถูกลัทธิบริโภคนิยมกลืนไปหมดแล้ว ก็ไม่เหลือแล้วครับ สิงหล ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี(ตอนนี้กลายเป็นคริสต์ไปหมดแล้ว) พม่า กลายเป็นพุทธ(ปลอมๆๆไปเสียมาก)

เขาจะว่าผมชวนคุณมานินทาพระรึเปล่า555 ผมว่าจะไม่พูดแล้ว ให้อ.สุลักษณ์คนเดียว ในประเทศนี้พอแล้ว เเต่ก็เอาเถอะครับ เรารู้ไว้ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน เพราะเราจะได้มองเห็นปัญหาชัดๆๆดีกว่าที่จะแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างยังปกติดี

มันดีอย่างตรงที่พวกคุณจับประเด็นได้ครับว่าพระพุทธศาสนาจริงๆๆ พูดถึงอะไร?บ้าง ผมดูจากการศึกษาท่านพุทธทาส หลวงพ่อชา ท่านนัทท์ฮัทท์ ถ้าสนใจพวกนี้ก็แสดงว่าจับประเด็นถูกว่า อะไรคือขอบเขตเนื้อหาของพระพุทธศาสนาจริงๆ คนไทยส่วนใหญ่จับประเด็นไม่ถูกนะครับ(บางทีคนไทยถ้าได้อ่านนิยายอย่างกามนิต ก็น่าจะดี ผมว่ายังจะมีประโยชน์ยังจะรู้ธรรรมะมากกว่าไอ้หนังสือ(รวมถึงตำราที่สอนนักเรียนปรัชญาบางเล่มในระบบมหาวิทยาลัยทุกวันนี้)ทั้งหลายส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดเวลานี้เสียอีก) บางคนถามว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องอะไร? เรื่องกรรม แต่เรื่องกรรมนี้ไชนะ ฮินดูก็สอนครับสอนมาก่อนพระพุทธเจ้าด้วยไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ครับ ทุกวันนี้แม้แต่พระสงฆ์นี่ยังไม่รู้เลยนะครับว่าหัวใจจริงๆๆอยู่ที่ไหน?นอกจากพูดกันแต่เรื่องทำบุญสะสมบุญเพื่อโลกหน้า ศีลธรรม อ้อ"มันก็เหมือนทุกๆวันนั้นแหละ ไม่ได้ไปมีอะไรสำคัญมากมาย อะไรที่เราต้องทำ ก็ทำ" แสดงว่า คุณเป็นคนฉลาดครับ ไม่งั้นคุณจะไม่คิดทำนองนี้หรอกครับคุณคงจะชอบอะไร?ที่มันจำเจ พอใจในสิ่งเดิมๆๆ นี่เป็นเครื่องกระตุ้นให้เข้าแสวงหาอย่างดีครับ คุณกำลังจะกลายมาเป็นสิทธารถะไปอีกคนเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ของHermann Hesse ไหม?ครับ เป็นนิยายที่ศักดิ์สิทธิ์ เสียยิ่งกว่าตำราบางเล่ม(ที่บรรจุบทสวด)ที่คนบางพวกบูชาๆๆกันเสียอีก
dr.date (IP:202.44.70.53)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 29 มิ.ย. 2555 (13:12)
ครับจริงๆๆ เรื่องปฏิบัตินี้ก็ไม่มีอะไรมากจริง แต่เราไม่ค่อยจะลงมือทำกันนั้นแหละครับ บางคนไปเข้าใจว่าคุณต้องปฏิบัติเคร่ง อย่างกินข้าววันล่ะมื้อ อดหลับอดนอนนั่งภาวนา ไปจาริกตามป่าเขา จริงๆๆ มันไม่ได้หมายความว่าคนที่ปฏิบัติแบบนี้จะก้าวหน้าไปกว่าคนที่นั่งห้องแอร์ บนโซฟาหรอกครับ
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า แต่ล่ะคนใช้การปฏิบัติของตัวเองนี่ทำความเข้าใจตัวเองได้จริงๆๆหรือเปล่า? นั้นแหละครับ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นนี่แหละครับ บางคนตรวจสอบตัวเองและพบว่าภาพความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆๆ เช่นเขาคิดว่าเขาเป็นคนดีงามมีจริยธรรมคนหนึ่ง(คนรอบๆๆข้างก็เข้าใจว่าแบบนี้ เพราะเขาดูเป็นนักบุญเสียด้วยซ้ำ) แต่พอสำรวจก็พบว่าความคิดของตัวเองบ่อยครั้งก็เป็นไปในทางที่ไม่ดีและมากกว่าที่ตัวเองเคยเข้าใจเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นตัวเองจึ่งไม่เป็นเหมือนที่ตัวเองคิด เขาก็กลัวจนเลิกไปเลยหรือไม่ก็หาวิธีแปลกๆๆมาหลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรที่ผิดปกติหรอกอะไรทำนองนี้ครับ

อีกประเด็นคือจริงๆๆวิธีการนี้มันไม่สำคัญเลย คำสอนก็ไม่สำคัญ เป้าหมายก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญด้วยครับ อย่างผมอยากจะทำเพื่อให้ตัวเองดีกว่านี้ เมื่อเอาไปเทียบกับความเงียบ เป็นบรรยายกาศความเงียบ ตรงนี้สำคัญกว่าครับทำไมพระปฏิบัติถึงไม่ค่อยดูพูดก็เพราะท่านรู้ถึงสิ่งนี้นะครับว่าสำคัญต่อศิษย์ของท่านมากกว่าคำพูด วิธีการใดๆๆของท่านเสียอีกคือความเงียบสงบที่อยู่รอบๆตัวท่านนี่แหละครับ แต่ศิษย์ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกครับว่าควาทมเงียบสงบที่อยุ่รอบๆๆตัวครูนี่แหละคือครูที่สอนได้ดีกว่าครูที่นั่งอยุ่ตรงนี้เสียอีก ส่วนใหญ่ไปเพราะต้องการสิ่งต่างๆๆวิธีการคำสอนอะไรทำนองนี้นี้ แต่อ.ที่ดีย่อมเข้าใจสิ่งนี้นะครับ ดังนั้นเขาจะพยายามให้ศิษย์ตระหนักเองโดยธรรมชาติว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด(ยกตัวอย่างสังเกตุไหม?ครับว่าพระอ.ชาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ทำไมท่านสอนชาวตะวันตกได้) ถ้าเราจะฟัง เราต้องเงียบได้อย่างแท้จริง(บรรยากาศที่เงียบๆๆก็เป็นเพียงตัวสนับสนุนให้จิตของเราได้มีโอกาสเงียบลง) ถ้าเราอยากจะรับอะไรใหม่ๆๆเกี่ยวกับตัวเราเองจริงๆๆเราต้องเปิดออกไม่ใช่เต็มไปด้วยสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงในความคิด ความรู้สึกของเราก่อนครับ และถ้ายิ่งฟังเราก็จะยิ่งเข้าใจนะครับว่า ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันนี่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง เราเป็นของความคิด ถูกความคิด(ความรู้สึกอารมณ์)นี่แหละบงการ เรามักพัวพันอยู่กับความคิดเช่นนั้นเช่นนี้โยงใยมั่วไปหมดนั้นแหละครับ ยิ่งเราฟังได้อย่างลึกว้ำเท่าไหร่มันก็จะมีบางอย่างอุบัติขึ้นครับเป็นประกายบางอย่างของเสียงของภาวะที่ไร้ความคิด นี่คือครู คือตำราของจริงเสียด้วยซ้ำ

จริงๆคราวที่แล้วคุณพูดว่าชีวิตมันจำเจ คนเราทุกคนถ้าไม่หูหนวกทั้งที่ได้ยินตาบอดทั้งที่มองเห็น ก็เป็นกันทุกคนแหละครับ เพราะชีวิตเรามันเป็นแบบนี้จริงๆๆ เป็นวงจรซ้ำๆๆ นี่คือสังสารวัฏของจริงเห็นได้ชัดครับ สิ่งที่คุณทำในวันนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่คุณทำในพรุ่งนี้อีก วันต่อๆๆไป ทีนี้เราจะทำอย่างไร?ดีล่ะ ไม่ให้รู้สึกเบื่อ ไม่ให้รู้สึกจำเจ แม้จะเป็นการกระทำซ้ำๆๆ ทุกข์แบบซ้ำๆๆ สุขแบบซ้ำๆๆเปลี่ยนไปมา ชีวิตแบบซ้ำวนเวียนไป การภาวนาก็มีประโยชน์ตรงนี้ครับเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเสียด้วยซ้ำและเป็นทั้งหมดของคำสอนในศาสนา คือ ทำอย่างไร? มนุษย์จึ่งสามารถเบิกบานได้ในทุกๆๆสิ่งที่เขากระทำ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องธรรมดาๆๆแม้แต่การนั่งการกิน พอใจในทุกๆๆสิ่งเบิกบานไปกับทุกๆๆสิ่งไม่ว่าจะเป็นการฉลองหรือความตาย นี่แหละครับหัวใจเลยนี่คือจุดมุ่งหมายของศาสนาเลยครับ
dr.date (IP:61.90.165.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 30 มิ.ย. 2555 (11:23)

สวัสดีครับ อาจารย์ date (ขอเปลี่ยนวิธีเรียกนิดหน่อยครับ) ดูๆแล้วอาจารย์น่าจะเป็นคนที่ทำอะไรได้รวดเร็ว อย่างการพิมพ์โพสต์แสดงความคิดเห็น ดูเหมือนว่าจะทำได้อย่างคล่องตัว แสดงว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนที่มีพลัง(ศักยภาพ)มากครับ อ.โชคดี (น่าจะมาจากความสามารถด้วยเป็นสำคัญ)ที่ได้มีโอกาสเป็นผู้สอน บรรยาย ให้ความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องปรัชญา ชิวิต การปฏิบัติ(ธรรม)หรือการดำเนินชีวิต ... ผมก็พอจะได้เป็นวิทยากรอบรมอะไรบ้างเล็กๆน้อยทางภูมิภาค เกี่ยวกับงานทางคณิตศาสตร์ 

คุยๆกัน อ่านที่อาจารย์โพสต์แลกเปลี่ยนกลับมา ผมได้ความรู้สึกดีหลายอย่างครับ ประการแรก หนังสือ หรือชื่อคนที่อาจารย์อ้างถึง ผมก็ได้มีโอกาสอ่าน ศึกษา รู้จักมาบ้างครับ อย่าง อ.สุลักษณ์ (ส.ศิวลักษ์) ก็เคยตามอ่านศึกษางานท่านอยู่พักใหญ่ ท่านก็กล้าหาญดีนะครับ และพูดแรงด้วย (จนบางทีก็เกินไป) จะว่าผมเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านก็ได้(แบบไม่เคยรู้จักกันเลย) จนสุดท้ายผมกลายเป็นลูกศิษย์ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์แกคืนได้บ้างแล้ว (ไม่รู้แกจะดีใจหรือเปล่า)

หลวงพ่อติช นัท ฮันห์ ผมเป็นแฟนอ่านงานท่านอยู่บ้าง มีหลายเล่ม งานท่านมีหลายรูปแบบ หลายระดับ เล่มที่อ่านง่ายๆ คือ เล่มที่สอนการเจริญสติกับการเดิน แล้วผมก็ชอบเดินตั้งแต่นั้นมา จนเข้าใจคำว่า "กรรมฐาน" ในความหมายของผมก็คือ กิจกรรม อริยาบถที่ดี ที่ทำประจำสม่ำเสมอ จะกลายเป็น "ฐาน" ให้เรา (ให้นึกถึงอ.ประมวลด้วยครับ) เวลาว่างๆ เวลาพัก ผมจะเดิน ขอให้มีบริเวณนิดหน่อยเป็นใช้ได้ เวลาเริ่มจะไม่สบาย ผมก็เดิน การเดินกลายเป็นกัลยาณมิตรไปแล้วครับ ... อีกเล่มหนึ่ง THE ART OF POWER เพื่อนของแฟนผมเขาซื้อให้ แฟนผมเป็นคนประเภททำ ลุย เอาความรู้สึกเป็นตัวนำ จึงไม่อ่านหนังสือแบบนี้ ตรงข้ามกับผม ที่จะชอบคิดชอบอ่าน เพราะเชื่อว่า การคิดให้ถูก(ในเบื้องต้น) เป็นการกระทำที่ง่ายกว่า การทำให้ถูก การทำต้องใช้เวลา ต้องต่อเนื่อง แล้วช่วงชีวิตเราตอนนี้ สะดวกกับการคิดการอ่านมากกว่า ก็เอาการอ่าน การคิด พิจารณา เป็นสำคัญก่อน ... จนพอจะสังเกตได้ว่า ผมเองมีตัว "ธัมมวิจัย" ค่อนข้างเด่น พอเห็นเช่นนี้ ก็ควรใช้ตรงนี้เป็นตัวนำ (ในขั้นแรกๆ) ... ชื่อ ตั้งได้ดีมากครับ THE ART OF POWER แต่จริงๆ ท่านพูดเรื่องง่ายๆ คือ พละ 5 นั่นเอง แล้วท่านก็ชี้ให้เราพิจารณาว่า พลังที่มีอำนาจสูงสุด ก็คือ พลังปัญญา พลังที่จะเข้าถึงความจริง (และรู้ พ้นทุกข์ได้) ... อีกเล่มหนึ่ง แปลโดย อ.สุลักษณ์ "สู่ชีวิตอันอุดม" เล่มนี้ อธิบายธรรมชาติของจิต(ใต้สำนึก) หรือที่ใช้คำว่า อาลัยวิญญาณ เนื้อหาน่าสนใจมาก แต่ผมต้องใช้เวลาย่อย ยังอ่านได้นิดหน่อย

ที่เป็นฆราวาสที่ผมศึกษางาน ก็จะมีของ อ.ดร.อาจอง อ.โกวิทย์(เขมานันทะ) ตอนนี้ ผมได้หนังสือแปลของอาจารย์ชาญ สุวรรณวิภัช มาสองเล่ม ก็ยังอ่านได้ไม่มาก (วิมุติมรรค กับ หัวใจกรรมฐาณ)

กะว่า ถ้าอาจารย์แวะเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผมได้อ่านเพิ่มเติม และผมก็อาจจะพอได้มีอะไรมาคุยแลกเปลี่ยน และตั้งคำถามอาจารย์บ้าง


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 30 มิ.ย. 2555 (11:47)

ยังมีกัลยาณมิตร (ครูบา อาจารย์ แบบที่ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว) อีกหลายท่าน ที่ผมตามศึกษางาน เช่น พระประยุตท์ (ที่เขียน พระพุทธธรรม) หลวงพ่อเทียน (พระไพศาล หลวงพ่อคำเขียน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม) แนวคำสอนของพระปฏิบัติชอบสายพระอาจารย์มั่น ... แนวทาง(ร่วมสมัย)ของอาจารย์โคเองก้า ตอนนี้ก็ตามดูอยู่ห่างๆ แนวทางของพระอาจารย์ปราโมทย์ ก็เช่นกัน (น่าเสียดาย ที่มีข่าวคราวกันช่วงหนึ่ง แต่ก็น่าจะเป็นข้อสังเกต เป็นเครื่องเตือนสติที่ดี ให้กับทุกๆฝ่าย) คงจะได้ทยอยคุยแลกเปลี่ยนกันครับ หากอาจารย์ Date สนใจ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 30 มิ.ย. 2555 (15:48)

เมื่อสี่สิบปีที่แล้วโดยประมาณ
ผมมีอาจารย์ท่านหนึ่ง เขียนหนังสือไว้มากมายจนคนนำไปเรียนกันทั้งโลก
แต่ท่านกลับบอกว่า อย่าไปอ่านหนังสือ
ให้อ่านตัวเอง
ให้จับลมหายใจของตัวว่ามันเข้าไปอยู่ที่ใด กำลังเคลื่อนที่อย่างไร
หากฟุ้งซ่านก็ไม่ต้องไปฝืน แต่ตามไปดูว่ากำลังฟุ้งซ่านเรื่องใด ทำไมจึงฟุ้งซ่าน
พอนึกออกไหมครับว่าอาจารย์ท่านนี้คือใคร


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24876 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 1 ก.ค. 2555 (07:16)

สวัสดีครับ อ.นิรันดร์ ย้อนไป 40 กว่าปีนี่ ผมยังไม่ทันเกิดเลยครับ ที่ผมเห็นผลงานจำนวนมาก ก็มีของท่านอาจารย์หลวงพ่อพุทธทาส มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันของหลวงพ่อปัญญา ... ถ้าไม่ใช่หนึ่งในสองท่านนี้ ผมก็นึกไม่ออกแล้วครับ


จริงครับ การอ่านสู้การลงมือทำไม่ได้ แต่ก็มีลำดับก่อนหลังกันอยู่นิดหน่อย หากผมแจกแจง(แบบผลคูณคาร์ทีเซียน) ถ้าเราพิจารณา


{ไม่อ่านเลย, อ่านบ้างนิดหน่อย , อ่านพอสมควร , อ่านมาก} X {ไม่ทำเลย , ทำบ้างนิดหน่อย , ทำพอสมควร , ทำมาก }


ก็จะได้กรณีย่อยๆ 16 กรณีครับ ผมประเมินตนเองคร่าวๆ น่าจะประมาณ (อ่านพอสมควร,ทำบ้างนิดหน่อย) ซึ่งก็หมายความว่า ต้องทำอีกมาก  ... ก็จะพยายามใช้การอ่าน ให้เป็นการอ่านที่มีคุณภาพมากขึ้นครับ อ่านแบบใส่ใจ สังเกต และพิจารณาให้มาก เผื่อว่า การอ่าน จะได้พลอยเป็นการปฏิบัติไปด้วย


ผมก็เริ่มความจำไม่ดีแล้วครับ เพราะฉะนั้นจะอ่านแบบเก็บรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว ตอนนี้ต้องพยายามเน้น และเปลี่ยนให้เป็นความเข้าใจ ของตัวเอง ... ผู้ที่ได้ความเข้าใจพื้นฐานดี(?)แล้วปฏิบัติจริงจัง ผมเชื่อว่านี่คือแนวทางที่ดีที่สุด แต่สำหรับแต่ละคน ก็อาจย่อนตึงแตกต่างกันไปได้บ้าง ซึ่งต้องค้นหากันเองด้วยครับ


เคยฟังพระอาจารย์ไพศาลท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านก็เคยมีปัญหาเรื่องการอ่าน เพราะท่านชอบอ่าน เวลาจะปฏิบัติมันก็ไม่อยากทำ อยากจะอ่านหนังสือแทน ตอนนี้เห็นท่านเขียนหนังสือออกมาอยู่เรื่อยๆ อย่างท่านอาจารย์วอก็เช่นกัน ... พิจารณาในด้านนี้ หลวงพ่อชาน่าจะเป็นต้นแบบอีกรูปแบบหนึ่งที่ดี ท่านไม่เขียนหนังสือเลย ที่เราเห็นเป็นเล่มๆ ถอดออกมาจากเทปบันทึกเสียงการเทศน์อบรมสั่งสอน ... ท่านพุทธทาสนี่ ทำทั้งสองด้าน ทั้งงานเขียนที่ตั้งใจให้เป็นหนังสือตำราให้เราได้ศึกษากัน และที่ถอดออกจากเทปบันทึกการเทศน์อบรมสั่งสอนประจำวันของท่าน


หนังสือมีหลายระดับ รจนาจากผู้เขียนที่แตกต่างกัน และด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน การอ่านก็น่าจะสอดคล้องตามไปด้วย ที่ผมพูดถึง หนังสือ วิมุติมรรค อันนี้ผมได้มาจากงานขายหนังสือลดราคา ดูๆแล้วคงไม่ค่อยมีใครสนใจ ผมอ่านคำนำแล้วเห็นว่าน่าสนใจมาก เป็นหนังสือก่อน วิสุทธิมรรค และหลายๆคนเชื่อว่า รักษาเนื้อความเดิมไว้ได้สมบูรณ์กว่า โดยเฉพาะในส่วนของปัญญา หรือการเจริญวิปัสสนา ซึ่งต่างจากที่ท่านพุทธโฆษะตีความอธิบาย ... ก็กะจะอ่านเชิงประวัติศาสตร์ด้วยครับ
---
เรื่องฟุ้งซ่านนี่ ถ้าเผลอก็เกิดขึ้นครับ ผมก็เผลอๆอยู่เป็นปกติ รู้ทันใกล้ๆบ้าง ปล่อยๆผ่านๆไปนานๆสักพักบ้าง เรื่องอยู่กับลมหายใจฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายเลยนะครับ เราจะไปสู่อารมณ์ที่เราเคยชิน หรือที่ชอบใจเป็นส่วนใหญ่ การอ่าน การสนทนาแบบนี้ จะพิจารณาว่าเป็นความโน้มเอียงของผมก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็ให้เป็นการฝึกด้วยครับ ซึ่งคงจะเทียบกับการฝึกแบบวิปัสนาง่ายๆแต่ตั้งใจอย่างจริงจังไม่ได้ ... แต่ก็น่าจะพอมีประโยชน์บ้าง (และแน่นอน ก็คงมีข้อจำกัด และสร้างตัวตน(แบบละเอียด)ของเราขึ้นมาได้ด้วย หากไม่ระมัดระวัง)
---
ขอบคุณ อ.นิรันดร์ที่ช่วยกระตุ้นเตือนสติครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 2 ก.ค. 2555 (14:19)
ครับ เล่มพุทธธรรมของเจ้าคุณปยุตโต นั้นเป็นเล่มที่ดีมากครับ แม้ผมจะไม่เห็นด้วยไปซะทั้งหมด อย่างเรื่องนิพพานเป็นอนัตตาเพราะท่ายึดตามหลักฐานการตีความในคัมภีร์ แต่ผมมองตามมหายานว่านิพพานคือว่างจากทั้งความคิดว่ามีอัตตา หรือ อนัตตา (ท่านว่าจะเขียนเพิ่มอีกสองบท) แต่ถ้าสนใจในทางด้านการปฏิบัติก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่? เพราะเนื้อหามันมาก ครับคนอ่านอาจจะกลายเป็นคนที่สับสนไปไม่รู้ว่าจะจับที่จุดไหน?ดี(ความจริง ไม่ต้องรู้มากหรอกครับรกรุงรังเสียด้วยซ้ำ เพราะหลักธรรมอะไร?ก็ตามมันพูดเรื่องเดียวกันหมดเลยเพียงแต่จะรู้หรือไม่รู้ อย่างพละ5 เห็นอ.พึ่งพูดถึงไป นั้นถ้าเข้าใจและปฏิบัติได้จริงรับรองว่าพบกับความสงบสุข เบิกบาน หรือพ้นทุกข์ได้เลย เพราะถ้าพิจารณาดีๆๆจะพบว่าหลักปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนาอยู่ในนั้นแล้ว ศรัทธา(ความวางใจในชีวิตควรจะแปลว่าอย่างนี้มากกว่าแปลว่าความเชื่อ) ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา(ปรัชญาปารมิตา)) อันที่จริง ท่านเจ้าคุณก็ได้เขียนเตือนไว้ในคำนำแล้ว
ขอนินทาคนรอบข้างท่านหน่อยครับ คือทุกวันนี้ท่านเจ้าคุณนี้พบยากมาก เพราะคนรอบข้างท่านหวงท่านเหมือนไข่ในหินนั้นแหละครับ คล้ายบุคคลจริยาที่จะเอาไว้บูชา คนอื่นเข้าไปจับต้องไม่ได้555 ขนาดคนรู้จักเก่าแก่อย่างผมยังเข้าพบไม่ได้ง่ายนักเลย คนทั่วไปก็คงยากนั้นแหละครับ แต่ท่านพุทธทาสท่านไม่นะครับ ท่านนั้งหน้ากุฏิเลย ใครจะเข้าไปหาก็ได้ทั้งนั้น นั้นคือข้อดีของท่าน ดังนั้นท่านจึ่งเป็นพระที่เข้าถึงคน (แม้ชาวบ้านทั่วไปจะพูดว่าท่านสอนลึกสอนยากก็ตาม และ เข้าถึงแต่ปัญญาชน แต่ยุคนี้ถ้าเราสนับสนุนดีๆๆ(แต่คงจะยากครับ ไม่ขอพูดอะไรมาก ) ก็น่าจะเข้าถึงคนทุกๆๆระดับได้ และควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงงานของท่านด้วย เพราะ บางอย่างมันก็ล้าสมัยไปแล้วเพราะท่านพูดไว้นานมาแล้ว แต่ตัวหัวใจยังร่วมสมัยเสมอๆๆ )

อันที่จริง แค่เล่มชีวิตอุดมเล่มนั้น ที่แปลมา(แต่ควรจะดูฉบับภาษาอังกฤษที่โมบิแปล ด้วยครับ) ก็เพียงพอแล้วครับ(นี่แหละครับคือเนื้อหาทั้งหมดในพระอภิธรรมเลยและเล่มนี้ในความเห็นของผมเป็นเล่มที่ดีที่สุดของท่านนัทท์ ฮัทท์ ถ้าเติมบทภาวนาลงไปในภาคผนวชก็จะมีประโยชน์ยิ่ง ) เพราะจะไม่รู้ไม่อ่านอะไรเลยมันก็เหมือนการลองผิดลองถูกไปเรื่อยนั้นแหละครับมันไม่ถูกจุดหรือถูกจุดช้า แต่อย่างไร? การปฏิบัตินั้นสำคัญที่สุด เช่น สมมตินะครับ คุณอ่านเรื่องไตรลักษณ์ และอาจจะหลงคิดไปว่าเข้าใจแล้ว แต่อันที่จริงคุณต้องเห็นเองว่าจิตของเรา(ตัวตนของเรา)นี้มันเป็นแบบนี้จริงๆ มันผลุดขึ้นเมื่อมีอะไรไปกระทบและเรารับรู้และมันดับไปตรงนั้นทันทีดังนั้นมันจึ่งไม่มีอยู่อย่างเที่ยงแท้แน่นอนไอ้ความเป็นฉันนี้ อะไรทำนองนี้ครับพูดยากครับ ทีนี้เล่มนี้นั้นก็สรุปเอาคำสอนของท่านนัทท์ ฮัทท์ เอาไว้ทั้งหมด เพราะคำสอนของท่านนั้นก็เป็นสำนัก วิญญาณวาทิน รวมกับ เซน มีมาธยามิกะนิดๆ

อ.สุลักษณ์ ท่านอาจจะดูพูดจารุนแรงแต่จิตท่านบริสุทธิ์มากครับ เพราะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวและเคารพเสมอๆ ถ้าพูดให้ถูกก็คือ ขนาดพูดรุนแรงแบบนี้ยังสังคมยังไม่มีอะไร?เปลี่ยนแปลงไปเลย ท่านก็พยายามแล้วครับ(ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่านได้ออกไปเห็นสิ่งต่างมาเยอะครับ) นานมาแล้ว จนท่านก็ปลงๆไปแล้วมั้งครับผมยังไม่เคยถามท่าน ท่านแปลจางจื่อฉบับของโทมัส เมอร์ตันไว้ด้วย เล่มนี้ก็น่าอ่านครับ

ส่วนเรื่องวิมุตติมรรค กับ หัวใจกรรมฐาณ สองเล่มนี้เป็นคูมือปฏิบัติที่ดีมากครับ(และท่านเขียนในเชิงปฏิบัติด้วย แต่เล่มที่ดีที่สุดในโลก ผมยกให้ซือซื่อหมิง ของโซซานครับ) แต่วิมุตติมรรค อาจจะเข้าใจยากหน่อย(เพราะอย่างนั้นจึ่งขายไม่ค่อยดีกระมั้ง ) เพราะผู้เขียนท่านสามารถเขียนอธิบายสิ่งต่างๆๆได้โดยใช้เพียงข้อความสั้นๆๆ ดังนั้นสำหรับผู้ไม่มีความชำนาญในหลักพุทธธรรมมากนักก็อาจจะเข้าถึงยาก ข้อดีก็คือไม่มีปัญหาในด้านถูกวิจารณ์ว่า ตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าในทางที่ผิด อย่างวิสุทธิ์มรรค และ มิลินทปัญหา อันที่จริงวิสุทธิ์มรรคท่าน พุทธโฆษาท่านก็เอาวิมุตติมรรค มาเป็นต้นแบบแล้วเอานิทานคติหุ้ม เขียนขยายความ และเผาเล่มต้นแบบ(ที่เหลือเพียงเล่มเดียวในภาษาดังเดิม)ทิ้ง(เพราะทำลายหลักฐานปกปิดว่าท่านลอกความคิดมา หรือ เพราะ ท่านเกรงว่าผู้คนจะสับสนเพราะ มันมีสองเล่ม ดังนั้นก็ควรที่จะให้เหลือเพียงเล่มเดียวจะได้ไม่สับสน(ด้วยเจตนาดี)) อันนี้จะไม่พุดถึงครับ
dr.date (IP:61.90.165.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 2 ก.ค. 2555 (15:28)
เรื่อง ตามลมหายใจนี่แสดงว่า เคยลงมือปฏิบัติกันบ้างแล้ว เห็นพูดว่า เหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย นั้นแหละครับ ไอ้จิตของเรานี้มันค่อนข้างจะลอยล่องไปนั้นไปนี่ อยู่เสมอๆๆ เพราะมันต้องการการสืบต่อ นั้นแหละครับ อย่างเวลาเราปฏิบัติอยู่เมื่อได้ยินเสียง ภาพเก่าๆๆที่เราจำได้เกี่ยวกับเสียงนั้นจะผลุดขึ้นมาทันทีว่ามันเป็นเสียงอะไร? จากนั้นมันจะไปเรื่อยๆๆของมันครับ มันจะดึงความจำนั้นนี่ออกมา ถ้าเราเผลอมันก็จะเป็นแบบนี้นั้นแหละครับ ทีนี้ถ้าภาพนั้นเป็นภาพที่เรารู้สึกดีกับมันพึงพอใจกับมัน เราก็จะพยายามจะคิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำอีก(เพราะจิตของเรามันต้องการการสืบต่อ) ถ้าไม่เราก็พยายามจะไม่นึกถึงมันแต่มันก็จะยังผลุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องครับ ทีนี้ ถ้าเรามีสติแค่ตะหนักรู้กับมัน และ ให้ความสนใจของเราอยู่แค่เพียงลมหายใจ คือให้การสูดลมหายใจนี่แหละคอยเตือนเราว่าเราเผลอไปแล้ว มันก็จะค่อยๆๆหยุดลงไปเองครับ เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่เลยตลอดเวลา เหมือนที่เรามักยึดติดกัน ความคิดนี้แหละคือ ฉัน เพียงแต่มันดูเหมือนผลุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนเราเผลอไปนึกว่ามันคือสิ่งที่มีอยู่จริงในตัวเราคงที่ตายตัว ฉันวันนี้คือฉันเมื่อวันก่อน และ คือฉันพรุ่งนี้ด้วย อะไรทำนองนี้แหละครับ ถ้าเห็นสิ่งนี้นั้นแหละคือเห็นไตรลักษณ์ครับ(ถ้าเห็นจริงเชข้าใจจริงๆ ความทะยานอยาก ความกลัวที่จะสิ้นสุดลงของฉันจะสิ้นสุดลง ทันทีแบบฉับพลัน) ทีนี้เราจะเห็นได้ว่าในสมาธินี้มันมีช่วงเวลาที่ความคิดมันยุติลง คือช่องว่างระหว่างความคิดหนึ่งที่ผลุดขึ้น กับอีกความคิดหนึ่ง จนกระทั้งมันสงบคือไร้ความคิด นั้นแหละคือ จิตว่างที่ท่านพุทธทาสพูด คือนิพพานครับ คือธรรมชาติเดิมแท้ของเราครับ (และอันเดียวกับที่ท่านเคพูดว่าเป็นสภาวะที่ไร้กาลเวลาด้วย) (
ที่นี้เรื่องลมหายใจนี้เราอาจจะพัฒนาไปอีกขั้นก็ได้ครับ คือเราจะใช้มันเพื่อฝึกจิตให้อ่อนโยนลง(หรือพัฒนาความเมตตากรุณาในตัวเราให้เข้มแข็งขึ้น) วิธีนี้เรียกว่าทองเลน ชาวทิเบตทุกคนล้วนเคยฝึกฝนมันครับ และ ก็เป็นวิธีที่นิยมปฏิบัติกันทั่วโลก คือระหว่างที่เราสูดลมหายใจเข้านี้ เราระลึกว่า เราจะหายใจเข้าเอาความทุกข์โศกทั้งหมด ความเจ็บปวดรวดร้าวทุกอย่าง ของโลกของผู้คนเข้ามาไว้ในตัวเรา เวลาเราหายใจออกเราจะหายใจออกเอาความเมตตากรุณาความดี ความสุข ความปิติ ความเข็มแข็งของเราออกไปแก่โลก สลับกัน โดยอาจจะนึกถึงภาพในใจว่า ในการหายเข้านี้มีควันสีดำ(แทนความทุกข์โศกของคนอื่นๆๆ อาจจะเริ่มที่ภาพใครก็ได้ที่กำลังทุกข์ระทมและคุณอยากจะช่วยเหลือเขาแบ่งเบาความเจ็บปวดนั้นโดยควันนี้ออกมาจากเขา)กำลังเข้าไปในใจเรา หายใจออกเราก็ให้นึกว่าเราหายใจออกเอาควันสีขาว(แทนความดีงาม ความรักต่างๆ)ออกไปจากหัวใจเรา เและ มันกำลังไปสู่เขาคนนั้นที่เรานึกภาพถึง อย่างค่อยๆๆเป็นค่อยๆๆไปวิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นความเป็นดั่งกันและกัน และ จิตค่อยๆๆอ่อนโยนลงอย่างเป็นธรรมชาติครับ
dr.date (IP:61.90.165.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 2 ก.ค. 2555 (15:58)


อาจารย์ MG ครับ
40 ปีก่อนดูจะเกินความจริงไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ผิดมากนัก(๒๕๑๘)
ที่อาจารย์นึกออกถูกต้องแล้วครับ ท่านปัญญานันทะเป็นพระอุปปัชชาของผม เปรียบเสมือนผู้ในกำเนิดในทางธรรมของผม
หลังจากบวชได้สักพักหนึ่ง พอที่จะปฏิบัติตัวเป็นพระได้ไม่คลาดเคลื่อนมากนัก ผมได้ลาท่านไปหาความรู้ที่สวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานีกับท่านพุทธทาส
สองท่านนี้เป็นสหายทางธรรม และมีแนวทางคำสอนที่คล้ายคลึงกัน
สิ่งหนึ่งที่ผมได้ค้นพบก็คือความกลัวบางอย่างที่ผมสร้างขึ้นมาเอง และผมสามารถหยิบมันทิ้งไปได้

ส่วนหนึ่งของกาลามะสูตรก็คือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยอ่านมาจากคัมภีร์๑, อย่าปลงใจเชื่อด้วยผู้สอนเป็นครูหรือศาสดา๑, ฯลฯ
ธรรมะของพระพุทธศาสนานั้น จะต้องศึกษาโดยการปฏิบัติและทราบได้ด้วยตนเอง

เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ประกอบด้วยวิธีปฏิบัติ ๘ ประการ มีการพูดดีเป็นส่วนประกอบหนึ่ง
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายไว้ว่า
“สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ การเว้นจากทุจริต ๔ เว้น จากการ
พูดเท็จ รวมทั้ง สัจจะวาจา ด้วยการพูดความจริง เว้นการพูดส่อเสียด
พูดคำสมานสามัคคี เว้นการพูดคำหยาบ พูดคำอ่อนหวานสุภาพ และ
เว้นการพูดเพ้อเจ้อ พูดคำที่ดีมีประโยชน์”


พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, ผศ.ดร.ได้กล่าวถึงการพูดดีไว้ตอนหนึ่งว่า
เรื่องแรก คำพูดน่ารักได้อานิสงส์เหลือเฟือ
ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี มีเศรษฐีท่านหนึ่งมีบุตร ๔ คน
ซึ่งแต่ละคนก็มีนิสัยและการพูดแตกต่างกันออกไป วันหนึ่งได้พากันออกจากพระนครและนั่งอยู่ที่แห่งหนึ่ง เห็นนายพรานเนื้อผู้หนึ่งได้เนื้อมาเป็นอันมาก บรรทุกเต็มยาน (เกวียน) ผ่านมา กำลังเข้าสู่พระนครเพื่อจะนำมาขาย บรรดาบุตรทั้ง ๔ ของเศรษฐีนึกอยากขอเนื้อจากนายพรานคนนั้น
บุตรเศรษฐีคนแรก กล่าวว่า “เฮ้ย...พราน จงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้า”
นายพรานตอบว่า “ธรรมดาผู้จะขออะไรๆ กับคนอื่นนั้น ควรพูดด้วยคำที่น่ารัก วาจาของเจ้าช่างหยาบเสียจริงๆ เปรียบได้กับพังผืด เพราะฉะนั้นเราจะให้เนื้อส่วนพังผืดที่หยาบเยี่ยงวาจาเจ้า” ว่าแล้วก็ให้พังผืดที่ไม่มีรสชาติใดแก่บุตรเศรษฐีคนแรก (ซึ่งผู้เขียนคิดว่าหากเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผู้พูดคงปากมีสีไปแล้ว อย่าว่าแต่จะได้เนื้อส่วนพังผืดเลย)
บุตรเศรษฐีคนที่ ๒ กล่าวว่า “พี่ชาย...ให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง” นายพรานฟังแล้วตอบว่า “สหาย คำว่าพี่ชาย พี่หญิงจัดเป็นอวัยวะของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ เพราะฉะนั้น วาจาของเจ้าเป็นเช่นอวัยวะ ด้วยเหตุนี้ข้าจะให้เนื้ออันสมควรแก่วาจาของเจ้า” แล้วพรานก็ได้ให้เนื้อที่เป็นอวัยวะแก่บุตรเศรษฐีคนที่สอง (ผู้เขียนคิดว่าหากเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผู้ฟังคงจะยินดีไม่น้อยที่ถูกเรียกว่าพี่ชาย)
บุตรเศรษฐีคนที่ ๓ กล่าวว่า “พ่อ...โปรดให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง” นายพรานตอบว่า “บุตรเมื่อเรียกว่า พ่อย่อมทำให้หัวใจของบิดาหวั่นไหว วาจาของเจ้าเปรียบดั่งหัวใจ สหาย...เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน” แล้วบุตรเศรษฐีคนที่ ๓ ก็ได้รับเนื้อและหัวใจที่แสนอร่อยไป (ผู้เขียนคิดว่าหากเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผู้ฟังคงจะยินดีไม่น้อยที่ถูกยกย่องว่าเป็นพ่อ)
ส่วนบุตรเศรษฐีคนสุดท้ายคือ คนที่ ๔ กล่าวว่า “สหาย...ขอท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้าพเจ้าบ้าง” นายพรานได้ยินดังนั้นตอบว่า “สหายของบุรุษใดไม่มีในบ้าน บ้านของบุรุษนั้น ก็เหมือนป่าอันไม่มีมนุษย์นั่นเอง ดังนั้น วาจาของท่านเป็นเช่นเดียวกับสมบัติของเราทั้งหมด
ฉะนั้น เราจะให้เนื้อซึ่งเป็นส่วนของเรานี้ พร้อมทั้งยานน้อย(เกวียน)ทั้งหมดแก่ท่าน” ว่าแล้วนายพรานก็ขับยานน้อยไปเรือนของบุตรเศรษฐีคนที่ ๔ และยกให้ และบุตรคนที่ ๔ ของเศรษฐีนั้นก็ได้ทำการสักการะและนับถือแก่นายพรานผู้นั้น และได้เป็นสหายผู้มิแตกร้าวกับนายพรานนั้นตลอดชีวิต (ผู้เขียนคิดว่าหากเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผู้ฟังคงจะยินดีมากที่มีกัลยาณมิตรที่ดีเช่นนี้)

อาจารย์ MG ครับ ผมทราบว่าอาจารย์เป็นใคร อาจารย์ก็ทราบว่าผมเป็นใคร
อาจารย์ไม่จำเป็นต้องเชื่อผม แต่กับคนที่ไม่กล้าเปิดเผยว่าตัวเองเป็นใคร
ผมไม่คิดว่าอาจารย์จำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืดกับเขาก็ได้ครับ




นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24876 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 2 ก.ค. 2555 (16:52)

สวัสดีครับ อ.นิรันดร์ และ อ.Date


ต้องบอกว่า เป็นความน่ายินดีครับ ที่ผมได้รับโอกาสมีคนมาร่วมคุยสนทนาด้วย ไม่แน่ใจว่าผมจะเข้าข่ายบุตรเศรษฐีคนที่เท่าไหร่


อ. Date อาจจะมาตอนแรกแปลกๆหน่อย (ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจนัก) แต่ได้คุยสนทนากันมาสักพักใหญ่ๆ ก็ดูเหมือนจะไปในทิศทางที่ดี ... และเชื่อว่า หลายๆคนหากติดตาม หรือได้แวะเข้ามาอ่านบ้าง น่าจะได้ประโยชน์ด้วย


คงไม่น่าจะมีอะไรนะครับ อ.นิรันดร์ หาก อ.จะแนะ เสริม เบรค หรือ แย้งอะไร ก็น่าจะคุยกันได้ ยิ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนทัศนะ ครอบคลุม และมีแง่มุม กว้างขวางมากขึ้น ... เรื่องที่ อ.Date สงวนไม่ให้เราทราบว่าเป็นใครอย่างไร ก็น่าจะเป็นส่วนที่เป็นส่วนตัว (ผมไม่ติดใจหรอกครับ)


มองในอีกด้านหนึ่ง ก็จะทำให้ อ.Date มีอิสระในการให้ความคิดเห็นมากขึ้น ... ผมเองกลับไม่ค่อยมีอิสระเต็มที่นัก ด้วยความที่เรารับเป็น VTeam ซึ่งต้องระวัง และมีสติในการโพสต์ข้อความ ... นึกดูดีๆ หาก Server นี้มีการดูแลอย่างดี สิ่งที่เราได้แสดงไว้ ก็จะคงอยู่ต่อไปอีกหลายๆปีนะครับ ... ก็ปรารถนา จะให้เป็นร่องรอยของความตั้งใจดี ... สำหรับคนอื่นๆ ที่อาจจะได้ประโยชน์ด้วยครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 2 ก.ค. 2555 (17:43)
อ.แน่ใจจริงๆๆหรือครับ อ.นิรันดร์ว่าอ.
รู้จริงๆๆ ว่าอ.เป็นใครกันแน่?
หรืออ.แค่เพียงแต่คิดเอาเองว่านั้นแหละคืออ.? อ.สอนฟิสิกส์คนหนึ่งชื่อนายนิรันดร์ เป็นชาวพุทธ เป็นศิษย์เก่าจุฬา
อะไรทำนองนี้ละครับ อ.ไม่เคยสังเกตหรือครับว่าอันที่จริงผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้กันหรอกครับว่าตัวเองเป็นใคร? เพราะถ้าเรารู้กันจริงๆๆอย่างที่เราชอบคิดกัน ผมก็เกรงว่าศาสนาก็จะเป็นเพียงเสือกระดาษ มีอยู่ลอยๆๆอยู่อย่างนั้นไม่มีความจำเป็นอะไร? อีก
เอ..ว่าแต่อ.ดูจะติดใจเรื่องประวัติของตัวผมซะเหลือเกิน อาจจะหมั่นไส้เล็กๆๆน้อยๆๆหรือเปล่าครับ555 แบบว่าทำไมไม่กล้าบอกว่าเป็นใคร?ผมว่าผมบอกไปแล้วนะครับว่าไม่รู้จะให้รู้ได้ไงครับในเมื่อผมเป็นทั้งหมดนี่....ตอนนี้ผมพูดพร้อมกับเอี้ยวศีรษะไปรอบ ๆ ห้องนะครับ

อ้อ...
ทำอย่างกับว่าถ้า อ. รู้อ.จะเปลี่ยนภาพลักษณ์
เกี่ยวกับตัวผมในใจอ.ไปอย่างนั้นแหละ
ครับ นี่ขนาดอ.ไม่รู้อะไรเลยยังมีภาพตรึงไว้ซะขนาดนี้ ราวกับว่าอ.รู้จักกับผมแล้ว ก็คนขี้ขลาดคนหนึ่งที่ขี้โม้ อวดรู้ และไม่กล้าเปิดเผยตัวไง? นี่ไงครับการทึกทักเอาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ขนาดไม่รู้อะไรเลยนะครับนี่ ถ้ารู้มากขึ้นกว่านี้ แล้วผมจะไปทำลายความผูกพันที่มีในความคิดของอ.ที่มีต่อตัวผมได้ยังไงครับ จะไม่ยิ่งยากขึ้นไปไหม?นี่
ทั้งที่จริงตัวของผมเองชอบที่จะมีอิสรภาพสูงสุดโดยการที่จะไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครรู้จักผมอย่างมั่นใจจริง ๆในลักษณะเดียวกับที่คนอื่นรู้จักอ. นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆๆ ไงครับ
อ.จะว่าเป็นการขี้ขลาดโกหก อะไรก็ได้นะครับ ผมไม่ใส่ใจกับเรื่องโกหกหรือเรื่องจริง กล้าหาญหรือขี้ขลาดหรอกครับ มันไม่ต่างกันหรอกครับ จริงๆๆนะ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมชอบไปแยกมันไว้ฝั่งหนึ่ง ไม่ให้มาพบกันอะไร?ทำนองนี้กันจัง ทั้งๆๆที่มันไม่ต่างกันหรอกนะ
ผมไม่มีประวัติหรอกครับ555 ก็เหมือนการดื่มของมึนเมานั่นแหละ ผมละมันไปเฉยๆเท่าที่อ.เห็นก็มีแต่ตัวหนังสือนี้นั้นแหละ555วันหนึ่งผมรู้ว่ามันไม่จำเป็นผมก็เลยลบมันทิ้งไป ก็เหมือนพวกปริญญา พวกตำแหน่งวิชาการนั้นแหละครับ สำหรับผมมันก็แค่โซ่ฝังเพชร จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่ได้ทำให้ลึกๆๆลงไปผมรู้หรอกนะครับว่าผมเป็นใคร?

ยิ่งยึดถือมันเข้ามันเข้ามันยิ่งทำให้ผมไม่รุ้เสียด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร?มากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกและ เหนือสิ่งอื่นใด? มันทำให้ผมเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลยึดถือแต่ตัวเองเอามาก ๆ จนคิดไปว่าตนเป็นคนสำคัุญที่สุด เป็นศูนย์กลางมีความสำคัญเหลือล้นจนกระทั่ง ไม่ผิดอะไร?หรอกนะที่จะจะหงุดหงิดกับทุกสิ่งทุกอย่าง สมเหตุสมผลดีที่จะทำนี่มีความสำคัญเสียเหลือเกินจนกระทั่งตัวเองพร้อมที่จะผละหนีไปถ้าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สอดคล้องเป็นไปตามที่ตนต้องการ นี่แหละผลของไอ้เจ้าสิ่งที่เราทุกคนว่าเป็นเครื่องแสดงถึงบุคคลิกภาพของตนนะเหลวไหล! ไหม?ครับ ช่างอ่อนแอและยึดมั่นในตัวเองมากเพียงใด? อ.ไม่คิดอย่างนั้นบ้างหรือครับ?

อ.เป็นชาวพุทธ ดังนั้นอ.เคยสังเกตตัวเองไหม?ครับว่า อ. ก็จะทำสิ่งซ้ำๆๆที่ชาวพุทธเขาทำกันอย่าง พอพูดเรื่องพระพุทธศาสนา อ.ก็จะเอาคำพูดซ้ำๆๆ เช่น รู้เอาเห็นเองบ้าง(ให้ดูหรูไปบ้าง..)เรื่องความเชื่อก็กาลามาสูตร เรื่องอะไร?อีกดีครับ อ้อเรื่องพอขัดแย้งกันเรื่องการตีความก็จะ เดียรถีย์ พอเรื่องการสั่งสอนธรรมก็จะเอาเรื่องบัวสี่เหล่ามาพูดทำนองว่า บัวใต้น้ำ

อะไรทำนองนี้
มันเป็นกลไกซ้ำๆๆ ครับ ซึ่งเห็นได้ทั้วไปในชีวิตประจำวันนี้แหละ ครับผ่านผู้คนมากมาย เห็นไหม?ว่ามีการใส่ข้อมูลมา และ ในการตอบสนองสถานการณ์ต่างๆๆภายใต้เงื่อนไขนั้น
มันก็จะเป็นไปตามข้อมูลนั้นที่ใส่มานั้นแหละ ดังนั้นทุกคนที่เรียกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธก็จะทำซ้ำๆหมือนๆๆกันแบบกลไกครับ ดังนั้นจึ่งเดาได้ค่อนข้างง่ายทีเดียวว่า ละครจะเล่นไปอย่างไร?ต่อ อะไรจะเกิดขึ้น ไม่คิดบ้างหรือว่าวัฏจักรซ้ำๆๆพวกนี้ทำให้ชีวิตน่าเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด ทำไม?ไม่ลองกวาดๆๆมันทิ้งไปบ้างละครับแบบผมนี่แหละลบประวัติส่วนตัวทิ้งไป เหมือนตอนนี้ แล้วก็สร้างเมฆหมอกพรางรอบตัวของเรา ให้ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าน่าตื่นเต้น ลึกลับ ซึ่งไม่มีใครรู้แม้แต่ตัวของเราเอง ว่าอะไรจะเกิด ว่าเมื่อไหร่ เจ้าตุ๊กตากลจะกระเด้งออกมา นี่แหละครับคือทั้งหมดที่ผมเรียนรู้มาจากชีวิตของผม
dr.date (IP:202.44.70.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 3 ก.ค. 2555 (10:18)

อาจารย์ MG ครับ
เราจะเป็นลูกเศรษฐีคนที่เท่าใด เห็นจะต้องให้นายพรานเป็นคนตัดสิน

ธรรมเนียมปฏิบัติของคนในสังคมก็คือ เมื่อพูดจากกันก็จะแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก
การคบหาก็ทำได้สนิทใจมากขึ้น
เวลาขึ้นสอนหน้าชั้น ก่อนสอนเราก็แนะนำตัวเองให้ลูกศิษย์รู้ เรียกเราถูกว่าเป็นใคร
เวลาเราเรียกให้ลูกศิษย์ตอบ เราก็จะต้องถามว่าเธอชื่ออะไร
เวลาที่ได้ไปทำบุญหรือปฏิบัติธรรมที่วัด เราก็จะแนะนำตัวเองให้คนที่อยู่ข้างๆรู้จัก
แต่ปัญหาก็คือ แม้แต่ตัวเราเอง บางทีเราก็ยังไม่รู้ว่าเราเป็นใครเหมือนกัน
ผมเองอาจเป็นเหมือนกบในกะลาคว่ำ ไม่เที่ยวเพ่นพานเรื่อยไป
จะตอบกระทู้เฉพาะที่เด็กมาถามคำถามในส่วนที่ผมมีความรู้เท่านั้น
แล้วก็จะสนทนากับบางคนที่ผมรู้จัก เช่นคุณครูไผ่ คุณหมอศานติ ฯลฯ (ขออภัยที่เอ่ยนามท่านที่ไม่เกี่ยวข้อง)
แล้วผมก็จะทำความรู้จักกันให้มากขึ้นด้วยการนัดรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ หรือมีของฝากไปให้เพื่อสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน
คนอื่นที่ผมไม่คิดสนทนาด้วย ผมก็เพียงลากสครอลบาร์ผ่านไปเฉยๆเท่านั้น อาจมีตัวหนังสือบางตัวผ่านตาบ้างก็พยายามไม่สนใจ
มันก็เหมือนลมหายใจของเรานั่นแหละครับ ที่จริงมันก็ไม่ใช่ลมหายใจของเราเสียทีเดียว
พยายามเฝ้าดูมัน แต่มันก็หลุดออกไปจนได้บ่อยๆ
เราตั้งใจว่าจะไม่โกรธ จะไม่พลุ่งพล่าน แต่บางครั้งก็เอาไม่อยู่เหมือนกันครับ
ยังดีที่เวลาโกรธออกไป เราสามารถบอกตัวเองว่า ฉันโกรธแล้วนะๆ หยุดโกรธได้ไหม

คนที่เป็นชาวพุทธที่แท้จริงนั้นจะทราบว่าหนทางพ้นทุกข์คืออริยมรรคอันมีองค์แปด
ในพระพุทธศาสนา ไม่สอนให้ยึดติดในวัตถุมงคล เวลาทำวัตร เราจะสวดมนต์ว่า
"เขาอาศัยสรณนั้นแล้วย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" หากต้องการสิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิต
กลับเป็นวิธีปฏิบัติ ๓๘ ประการ
มี"การไม่คบคนพาล"เป็นข้อที่ 1
หากมีโอกาส ผมจะหามาเล่าให้ฟัง(อ่าน)ว่า การไม่คบคนพาลเป็นมงคลอย่างไร
ลักษณะของคนพาลเป็นอย่างไร ด้วยหากเขียนด้วยความทรงจำเพียงอย่างเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24876 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 3 ก.ค. 2555 (16:34)
เห็น อ. นิรันดร์พูดถึงความโกรธ พอดีก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องความโกรธ ว่าแต่อะไรคือความโกรธครับ?
มันคือความพยายามที่จะสนองตอบความคิดบางอย่างที่อยากจะผลักไส สิ่งต่างๆๆ หรือตอบโต้สิ่งต่างๆๆ ที่มาสร้างความขุ่นข้องใจให้เราใช่ไหม? กล่าวก็คือเมื่อเราสัมผัสสิ่งต่างๆๆผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง5 จากนั้นเราไปรับรู้มันซึ่งแน่นอนว่าในทีนี้เราหมายถึงการรับรู้สิ่งที่ไม่พอใจ จากนั้นเราก็กระทำโต้ตอบไปเพราะต้องการจะขับไล่ ผลักไส หรือตอบโต้สิ่งนั้น เช่นผมรับรู้ถ้อยคำที่ไม่น่าพึงพอใจ ผ่านเข้ามาทางหู เป็นถ้อยคำที่มีคนกล่าวให้ร้ายผม จากนั้นผมก็พยายามจะตอบสนองสิ่งนี้ เช่นทำอะไร?ก็ได้เพื่อให้เขาหยุดพูด แม้นั้นจะเป็นความรุนแรงอย่างการลงมือทำร้ายเขา หรืออะไร?ดีล่ะครับ อ้อ....ก็ความพยายามที่จะทำให้เขารู้สึกแบบผมบ้างเจ็บปวดเหมือนผม ด้วยหวังว่าถ้ามันสำเร็จ.... ผมจะรู้สึกสบายใจ ความรู้สึกไม่พอใจขุ่นเคืองจะหายไป

ชัดเจนนะครับ(ไม่ได้ให้เห็นด้วยนะครับ 555 แต่ถ้าคุณพอจับใจความได้อยากให้ลองสังเกตุตัวเองพิสูตรดู) นี่คือโครงสร้างอย่างคร่าวๆๆ ของความโกรธ แต่ความโกรธ มีรากฐานมาจากไหน?ละครับ ก็มาจากความเป็นฉันไม่ใช่หรือ?ครับ จากจิตสำนึกว่าเป็นฉัน และ ฉันที่อยากจะปกป้องความเป็นฉันไม่ให้ถูกคุกคาม เพื่อที่ว่าฉันจะได้มั่งคงไม่มีอะไรมาสร้างความขุ่นข้องหมองใจอีก แต่จิตสำนึกว่าฉัน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆๆ จริงๆหรือฉันผู้เป็นปัจเจกชน ที่ชื่อว่านาย ก. มีอาชีพว่านั้นว่านี้ เกิดวันนั้นวันนี้ เป็นลูกของนาย ง. นาก ช. ฉันซึ่งแยกขาดจากคนอื่นๆ ชัดเจนนะครับ ความเป็นฉันนั้นมีความเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่ผ่านมา และมันก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆๆ ตามเวลาที่เพิ่มขึ้น เช่น ผมมีเวลาอีก 10 ปี หลังจากนี้ แน่เหลือเกินว่าผมจะมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีกมาก เช่น ผมเคยไปฝรั่งเศส ทำนั้นนี้มาแล้ว การสั่งสมนี้จะถูกบันทึกไว้ในสมอง หรือ จิต ถ้าเรียกแบบพุทธ ก็อาลยวิญญาณ อย่างเป็นลำดับก่อนหลัง และ ผลุดขึ้นเสมอๆๆ เมื่อเกิดการกระตุ้นจากประสบการณ์ ทางประสาทสัมผัส หรือทางใจ(ความคิด) ก่อให้เกิดจิตสำนึกความเป็นฉันขึ้นมา ในลักษณะภาพลักษณ์ที่ตายตัว ว่าฉันคือใคร? เคยทำอะไร? อย่างไร?ไว้บ้าง รู้จักกับใคร?

และเกิดการยึดติดขึ้นว่ามีฉัน ที่เที่ยงแท้แน่นอน ฉันที่เป็นอิสระ แยกขาดจากคนอื่นๆ จากสิ่งต่างๆฉันนาย นั้นนายนี้ที่กำลังคิด(รับรู้ จำได้ อื่นๆๆ) กำลังพูด กำลังทำ หรือ ถูกกระทำ ดังนั้นฉันจึ่งสามารถที่จะกระทำอะไรก็ได้ ต่อสิ่งรอบข้างที่ฉันรู้สึกว่าแยกขาดจากฉัน หรือกำลังคุกคามความเป็นฉัน ให้สิ้นสุดลง ไม่มั่นคง ไม่พึงพอใจ ไม่สงบ

นี่แหละคือความโกรธ คือโทสะ (สังเกตุดูนะครับ มันไม่ใช่ทฤษฏีอะไรหรอก มันเป็นเรื่องพื้นๆๆยิ่ง)ทีนี้จะเห็นหรือไม่ครับว่า ฉันนั้นแหละคือความโกรธ ไม่มีฉันผู้กำลังโกรธ หรือฉันแยกขาดจากความโกรธนั้น เพราะฉันคือความคิด ความคิด คือองค์รวมของความจำทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการบันทึกประสบการณ์ต่างๆๆที่รับเข้ามาผ่านประสบสัมผัส(หรืออยาตนะ) ดังนั้นฉันจะกำจัดความโกรธออกไปได้อย่างไร? ฉันจะแยกความโกรธออกไปจากฉันได้อย่างไร? ความโกรธ คือสิ่งที่เป็นจริง ที่กำลังเกิดขึ้นมาตรงนี้ และเพราะฉันไปตีค่ามันว่ามันไม่ดีเพราะฉันเรียนรู้มาอย่างนั้น ดังนั้นฉันจึ่งพยายามที่จะกำจัดมันทิ้ง และ กลายมาเป็นฉันผู้ปราศจากโทสะ ฉันคนใหม่ นี่คือเรื่องไร้สาระ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง แต่เป็นสิ่งที่ฉันอยากจะให้เป็น ดังนั้นเมื่อฉันพยายามที่จะไม่โกรธโดยการข่ม หรือ หลอกตัวเองว่าฉันจะไม่โกรธ หยุดสิ ฉันก็ได้บ่มเพาะเอาความโกรธของฉันนั้นแหละเข้าไว้ด้วย ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะ มันคือสิ่งเดียวกัน เป็นกลลวงของจิตที่พยายามจะหนีจากสิ่งที่เป็นจริง ไปยังสิ่งที่ไม่เป็นจริง เพราะความกลัว(ที่จะรับความจริงไม่ใช่หรือครับ มันเจ็บปวดนี่ครับ แต่ก็นะ สำหรับผู้ซึ่งมีความกลัวเขาเหล่านี้จะพบกับความเติมเต็มทางจิตวิญญาณได้อย่างไรล่ะครับ)นั้นเอง และ สิ่งนี้แหละคือการบ่มเพาะความขัดแย้งขึ้นระหว่างสิ่งที่เป็นจริง และ ฉันอยากให้เป็น ก่อให้เกิดความทุกข์ความปวดร้าวขึ้น ดูสิ ฉันพยายามเฝ้าดูมันแล้วนะ(แต่ในการเฝ้าดูมันมีการตัดสินคุณค่า ด้วยหรือ?

เช่นเฮ้ยหยุดสิ เลิกๆๆๆ หรือฉันแค่แสร้งว่าฉันเฝ้าดู เพราะมีคนพูดมาและฉันชอบ ดังนั้นฉันจึงดัดจริตว่าฉันกำลังทำสิ่งนั้น) แต่มันก็หลุดออกไปจนได้บ่อยๆ เราตั้งใจว่าจะไม่โกรธ จะไม่พลุ่งพล่าน แต่บางครั้งก็เอาไม่อยู่ไม่รู้ว่าทำไม? ฉันจะต้องรู้ตัวเองให้ได้เมื่อฉันโกรธ เพื่อจะได้หยุดมันแต่ความโกรธจะหายไปหรือ? หรือมันยังคงอยู่ที่นั้น และ ผลุดขึ้นมาทุกๆๆครั้งและสร้างความปวดร้าวให้ฉัน เอาอีกแล้วเรามันใช้ไม่ได้เลยเผลออีกแล้ว เราต้องเป็นคนดีไม่เป็นทาสของความโกรธสิ


จุดมุ่งหมายหนึ่งของวิปัสสนา คือการฝึกฝนเพื่อให้เห็นถึงสิ่งนี้ หรือตระหนักรู้ว่าฉันคือโกรธ นั้นแหละคือการยุติความโกรธ การตระหนักรู้ว่าความโกรธคือกลลวงของความยึดติดในความเป็นฉัน การผลุดขึ้นมา และ โครงสร้างของมัน นั้นแหละ คือการยุติปัญหา สิ่งสำคัญจึ่งไม่ใช่การพยายามที่จะเป็นคนไม่โกรธ เพราะคนที่โกรธเป็นเท่านั้นจึ่งจะรักเป็น(ถ้าคนที่คุณรักกำลังนำหายนะมายังตัวของเขาเองคุณจะไม่โกรธเขาว่าทำไม?ถึงทำร้ายตัวเองแบบนั้นหรือ?) ความโกรธคือสัจจะ เพราะมันคือสิ่งที่เป็นจริง เป็นรากฐานของมนุษย์ พระพุทธเจ้าเป็นคนที่โกรธเป็น บ่อยครั้งท่านกล่าวคำรุนแรง(สามารถหาอ่านได้ในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ของท่านพุทธทาส ว่าพระพุทธองค์ใช้ถ้อยคำรุนแรงตำหนิภิกษุที่กำลังหลงทางไว้อย่างไรบ้าง ไปดูในไบเบิ้ลสิพระเยซูทรงโกรธคนที่แสวงหาประโยชน์จากคนอื่นโดยอาศัยความกลัวบาปของเขาเพียงใด? หยุดนะเจ้ากำลังทำให้ที่ประทับของพระบิดาเรากลายเป็นตลาด ท่านมารปะ ท่านรินไซไม่เคยลังเลใจที่จะขึ้งขัง มีตัวอย่างมากมายมหาศาล คุณดูความโกรธของบิดามารดาคุณก็จะรู้)แต่ถ้อยคำรุนแรงเหล่านี้ล้วนขับเคลื่อนมาจากความรัก ของท่าน ดังนั้นมันจึ่งสวยงามท่านรู้ว่าความโกรธไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหากว่ามันเป็นไปเพื่อผู้อื่น แต่มันจะเป็นสิ่งเลวร้ายถ้ามันเป็นเพียงการสนองตอบความพึงพอใจของความเป็นฉัน มันชั่วร้ายเพราะเราไปตัดสินมัน และความโกรธจะไม่มีปัญหาใดๆๆทั้งสิ้น มันมาและจากไปชั่วขณะนั้น(เพราะมันเป็นเพียงการปรุงแต่งของความคิดซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์) แต่ความยึดมั่นถือมั่นต่างหายที่ทำให้ความโกรธดูจะเป็นสิ่งที่ตายตัว ดำรงอยู่ในจิตและทำให้เศร้าหมองตลอดเวลา เรารู้ตัวหรือไม่? เราสูญเสียตัวเราเองความรักความกรุณาไปหรือไม่? เมื่อเราโกรธ? นี่แหละคือจุดมุ่งหมายหนึ่งของการฝึกวิปัสสนา


ใครคือชาวพุทธ อย่างคร่าวๆๆ คือคนที่ดำรงตนตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่างนั้นหรือ? บางทีนี่อาจจะเป็นเพียงนิยามที่คับแคบก็ได้ นาย ก พูดว่า โอ้ผมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าครับ ก็นั้นไงพระพุทธเจ้าพุดว่านั้นว่านี่นี่แหละคือความจริง?เลยครับ แต่เขาเป็นชาวพุทธจริงๆๆหรือ เขาเคยตรวจสอบคำสอนไหม? เคยลิ้มรสแม่น้ำบ่อเดียวกับพุทธองค์แล้วหรือยัง หรือเพียงแต่แค่ตัวเองเกิดในจารีต ในวัฒนธรรม สังคม และก็ถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น เกิดมาก็มีภาพลักษณ์แล้วว่าเป็นชาวพุทธ โอ้พอเข้าโรงเรียนก็ถูกสอนเรื่องพุทธ ที่ครอบครับ สื่อก็ปลูกฝังมาเช่นนี้ ดังนั้นฉันนี่แหละคือชาวพุทธ แล้วนาย ข.ล่ะ ชายคนนี้ไม่รู้อะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเลย อะไรคือมรรคมีองค์ 8 อะไรคืออริยสัจ 4 แต่เขารู้แล้วว่าจิตที่ตื่นแล้วจากมายาจากความเศร้าหมองทั้งปวงเป็นเช่นไร? ชีวิตได้สอนเขา ประสบการณ์ได้สอนเขาว่าจะถอนตัวออกจากตัญหาอุปทานได้อย่างไร? จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างเบิกบานในแต่ล่ะขณะได้อย่างไร? แต่และก้าวของเขาช่างตื่นรู้ แฝงไปด้วยพลังแห่งสันติ เขาจะเป็นชาวพุทธได้ไหม? แม้เขาจะไม่รู้อะไร?เลยเกี่ยวกับพุทธศาสนา ไม่สิแม้แต่หนังสือเขาก็ไม่รู้ อาจจะพิการทางหูหรือตาแม้ตั้งแต่เกิดเสียด้วยซ้ำ ว่าแต่ความเป็นพุทธ เป็นที่จิตวิญญาณ หรือ เป็นเพียงแค่เปลือกนอกล่ะ เป็นที่การได้ดื่มกินน้ำใสสะอาดในขวดนั้น หรือเพียงแต่เอาแต่นั้งอ่านฉลาก ที่ภายนอกแล้วก็คิดว่าฉันเข้าใจแล้ว ฉันรู้แล้วว่ามันมีวิตามินอะไร?บ้าง เกลือแร่อะไร? จากนั้นฉันก็เอาไปคุยว่าฉันได้รู้จักน้ำนั้นแล้วมันเขียนว่าอย่างนี้ไง? ฉันอ้างอิงมันได้เลย มันมีแร่ธาตุอะไรบ้างกี่เปอร์เซ็นส์ คนที่เคยกินดื่มแล้วว่ายังไงบ้าง ชาวพุทธคือ คนที่เข้ารีตองค์กรหนึ่งที่ดำรงตนอยู่ภายใต้การยกบุคคลจริยาคนหนึ่งขึ้น บุคคลที่ชื่อพระพุทธเจ้า จากนั้นก็มีนักบวช สาวก มีคัมภีร์ที่บันทึกถ้อยคำของบุคคลจริยาแค่นั้นหรือ?

แล้วความเป็นพุทธเป็นเรื่องของปัจเจกที่แต่ละคนจะต้องค้นหามันด้วยตัวเอง หรือเป็นเพียงเรื่องของฝูงชนที่ดีแต่คิดตามๆๆกัน ตอบสนองเหมือนๆๆกัน พูดในสิ่งซ้ำซากตามแต่ที่ตัวเองถูกยัดข้อมูลใส่หัวมาล่ะ?เช่นว่าสิ่งนั้นเป็นแบบนี้ อ้อก็คนพาลเป็นแบบนี้ไง แบบนั้นไง? ก็ในมงคลสูตรไง? ในพุทธพจน์นี้นั้นไง?อ้อ....ตรงเลย ตรงกับข้อมูลที่เรารู้มาเลยล่ะ ตรงกับภาพที่เราพยายามคิดไว้เลยล่ะ นี่แหละที่เรียกว่าคนพาล โอ้ดูนั้นสิ พระพุทธเจ้ายืนยันนะ ดังนั้นเชื่อถือฉันได้เลยทีเดียวล่ะ เห็นไหม?ฉันพูดถูกแล้ว เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงการพยายามแสวงหาความมั่งคงทั้งสิ้น แน่นอน ในทุกๆๆสิ่งแม้แต่ความคิด เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง เป็นกลไกซ้ำๆๆ ของมนุษย์ที่ต้องการความมั่นคงในทุกๆๆสิ่ง หรือ ต้องการอะไร?ก็ได้เพื่อสร้างความมั่นคงให้ฉัน ฉันซึ่งกำลังเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณจะว่าไปก็คล้ายๆๆ การลงทุนเพื่อหวังสวรรค์วิมานตามวัดที่เขาว่าขลัง กับนักบวชที่เขาว่าศักดิ์สิทธิ์ กับศาสนาที่เขาว่าจริง หรือความพยายามที่จะปลูกฝังจริยธรรม สร้างรัฐ สร้างกฏหมายเพื่อให้ความคุ้มครอง พิทักษ์ผลประโยชน์ หรือกระทั้งการพยายามที่จะสั่งสมความมั่งคั่ง ความรู้ ให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่นคง ปรากฏการณ์ของชีวิตของมนุษย์ที่ดูเหมือนแตกต่าง แต่อันที่จริงมันก็เป็นกลไกซ้ำๆๆ ทั้งนั้นซึ่งแน่นอนว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสรรพสิ่ง เพราะในโลกใบนี้หามีสิ่งใดที่มั่นคงอย่างแท้จริงไม่? โอ้ๆๆๆ คุณได้ยินไหม? เสียงยืนยันจากทุกๆๆสิ่งรอบตัวคุณในสิ่งที่ผมพูดไง?

และ เพราะอย่างนั้นผมจึ่งไม่มีความลังเลที่จะพูดไปเรื่อยๆ อาจจะซ้ำซากเสียด้วยซ้ำ เพื่อจะโน้มน้าวคุณทุกๆๆคนนั้นแหละว่า ทำไม?คุณไม่ลองหยุดกลไกซ้ำๆๆ ทั้งหลายเหล่านี้ล่ะ และ เรียนรู้การที่จะมีชีวิตอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป และ ตอนนี้ในชีวิตนี้ผมก็ยังไม่พบความสำเร็จในความพยายามนั้นเท่าที่ควรเลย แต่นะบางทีตอนนี้คุณอาจจะเรียกเอาวิญญาณของคุณกลับมาได้แล้วก็ได้ และบางทีนะ บางทีจากสิ่งนี้คุณจะเปลี่ยนแปลงได้ ละพบกับตัวเองที่มีค่าควรแก่การที่จะให้ตัวเองเคารพ ปราศจากการพึ่งพิง ความคิดเอาแต่ได้ อะไรก็ตามทีมีฉันรวมศูนย์อยู่ตรงนั้น และ แยกตัวเองออกจากคนอื่นๆๆ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ไม่มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่ต่อไป…ดังนั้นจึงควร
เปลี่ยนแปลงมันเสีย
dr.date (IP:202.44.70.52)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 3 ก.ค. 2555 (16:49)

เป็น "การปะทะ" เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกันรึเปล่าครับ หากผมมีส่วนให้เกิดขึ้น ต้องขออภัยครับ ... เจตนาของผมเป็นเพียงการพูดคุยแลกเปลี่ยน จริงๆ ชื่อกระทู้นี้ ตั้งใจเผยแพร่งาน แนวคิดของท่านกฤษณะมูรติ และก็เน้นส่วนที่เป็นหัวใจคือ "การรู้จักตัวเราเอง และ การเป็นอิสระ(จากพันธนาการต่างๆ)"

... ผมเองก็เริ่มๆจะไม่ค่อยได้ทำอะไรเพิ่มเติมให้กับวิชาการดอทคอม เคยตอบปัญหาเกี่ยวกับการทำโครงงาน มีบทความ ตอนนี้ก็ว่างเว้นไปนาน แต่สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์เดือนหน้า สงสัยจะได้เป็นวิทยากรอบรมของคณะฯอีก (ถ้ามีขอมา ผมก็ไปช่วยครับ) ... ก็มีบทความทางคณิตศาสตร์จะลงเพิ่มเติมอีกหลายชิ้น ต้องรอสักพักหนึ่ง แล้วก็อาจจะเป็นพวกโปรแกรมมิ่ง ... ทางด้านกระทู้หรือบทความปรัชญา ธรรมะ คงต้องรอให้มีพัฒนาการของตัวเองมากขึ้นกว่านี้

ผมขอชวนคุยเรื่องใกล้ตัว คือ เรื่องความชอบสบาย ความชอบความสะดวก และไม่ชอบที่จะทำอะไรที่มีขั้นตอน หรือมีความลำบาก (ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ดี ที่ควร) หรือพูดง่ายๆ ไม่สู้งานหนัก (สำหรับเด็กก็คือ ไม่ชอบเรียน)... ผมสังเกตเห็นว่า ความคิด ความรู้สึกแบบนี้ ก่อตัวให้เป็น สิ่งที่เรียกว่า ความมักง่าย ความเห็นแก่ตัว และกลายเป็นต้นตอ สาเหตุของปัญหาทั้งส่วนตัว ครอบครัว และสังคม (และโลกของเราด้วย)
ขอพูดแบบนึกถึงอะไรได้ก็พูดนะครับ ... มีคนบอกว่า "เด็ก" เป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ ผมลองสังเกตจากเด็กๆใกล้ตัว (ลูกชายผมเองด้วย) ผมเห็นว่า เด็ก เขามีอะไรที่เป็นทุนเดิม (ในจิตใจ)ที่แทบจะไม่ได้ต่างอะไรจากผู้ใหญ่ ผมขอ scope เป็นเด็กช่วงวัยประถมแล้วกัน (จริงๆรวมมัธยมด้วย) เราจะเห็นได้ว่า เด็กชอบเล่น ชอบสนุก ผมมองว่านี่คือ ภาพสะท้อน เรื่องความชอบสบาย ความชอบความสะดวก (ซึ่งจะกลายเป็นความมักง่าย (ขี้เกียจ) และความเห็นแก่ตัว ในที่สุด) จริงๆ ไม่ใช่ว่าเด็กยังไม่รู้อะไรมากนะครับ ... เพียงแต่ร่างกาย จิตใจ ยังไม่มีความพร้อมให้แสดงสิ่งที่เหมือนผู้ใหญ่ได้เต็มที่ แต่เมื่อพร้อม ถึงเวลา เด็กทุกคน ก็จะไปถึงตรงนั้น
การที่เด็กชอบเล่นชอบสนุก (จริงๆผู้ใหญ่ก็ชอบ แต่เล่นและสนุกกันคนละแบบ เกม วัตถุ สิ่งที่ต้องเข้าไปเล่นต่างกัน) ทางจิตวิทยา หรือการศึกษา อาจจะมีมุมมอง แบบหนึ่ง แต่ผมมองว่านี่คือ ภาพของ "อุปาทาน" หรือ "โมหะ" หรือ "อวิชชา" ที่เพียงรอเวลาปรากฏตัวออกมา ... ตอนนี้แสดงออกได้เพียง การชอบเล่น ชอบสนุก แล้วเด็กก็ติดใจอะไรได้ง่ายๆด้วย (จริงๆ ผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน เพียงแต่เปลี่ยนชนิดขนม เป็นขนมของผู้ใหญ่)
จุดหนึ่งที่เด็กมี และน่าจะเป็นข้อดี คือ เหมือนเด็กจะ "ปล่อยวาง" ได้ง่ายกว่า โกรธ ร้องไห้ หรือน้อยใจแป๊บเดียว ... แต่ก็น่าสนใจว่า เป็นการปล่อยวางจริงๆ หรือเป็นเพียงกลไกการจดจำอารมณ์โกรธ เคียดแค้น ยังทำงานไม่เต็มที่
ความน่ารักของเด็ก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก กลไกการทำงานของ ร่างกาย และจิตใจ ยังทำงานรับใช้กิเลสได้ไม่เต็มที่ ... ดังนั้น ช่วงวัยเด็ก จึงเป็นช่วงที่ "มารให้โอกาส" หรือ "เทวดายังคุ้มครอง" อยู่ ... การปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม (ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ดีด้วย) ในวัยเด็ก จึงน่าจะทำได้โดยง่าย


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 3 ก.ค. 2555 (16:53)
255433

อ้อ.... อันนั้นผมพูดไปเรื่อยนะครับ แต่อันนี้ผมพูดกับ อาจารย์ MG อาจจะ อ.นิรันดร์ด้วย ว่าถ้าสนใจหนังสือวิพากษ์ท่านพุทธทาสที่ดีๆๆ แนะนำเล่มนี้ครับ Buddha -dasa,Theravada Buddhism and Modernist Reform in Thailand  ผู้แต่งคือPeter A. Jackson แห่งAustralian National University พิมพ์ที่Siwkworm Books ปี2546 ไม่ทราบว่ายังหาซื้อได้อีกหรือไม่? และ น่าจะมีในสำนักหอสมุดมหาวิทยารัฐหลายๆๆแห่งครับ
ก็มีการแปลแล้วตีพิมพ์อยู่ในวารสาร The Journal of the Royal lnstitute of Thailand เป็นตอนๆๆด้วยครับฉลองร้อยปีชาตกาลท่านพุทธทาส โดยนายมงคล เดชนครินทร์ และ รวมเล่มทุกตอนในThe Journal of the Royal lnstitute of Thailand (Volume31 Number1 January-March 2006)


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 3 ก.ค. 2555 (17:50)

เรื่องเด็ก เป็นผ้าขาวบริสุทธิ์นี้เรามองดูได้หลายอย่างครับ ความจริงปรัชญาเต๋า เซน(พุทธ)คริสต์ ซูฟีส์
ก็เน้นการกลับไปมีจิตใจเหมือนเด็กอีกครั้ง(เข้าใจว่าทุกสาสนาจะพูดไว้เหมือนกัน)อย่างพระเยซูพูดแล้วชี้ไปที่เด็กว่า ใครก็ตามที่จิตของเขาดำรงอยู่ในความบริสุทธ์ไร้เดียงสา เหมือนเด็กคนนี้ คนนั้นแหละคือผู้ที่ได้เข้าถึงอณาจักรแห่งสวรรค์(คล้ายๆๆที่ท่านบอกนิโครเดมัสว่า จนกว่าท่านจะตายและเกิดใหม่ไม่งั้นท่านจะไม่มีวันได้เข้าไปในอณาจักรของพระบิดา)
ท่านหมายความว่าคือสภาวะที่จิตเป็นอิสระจากความรู้(คือสิ่งที่รู้และไม่รู้ทั้งหลาย) การแบ่งแยกโลกออกเป็นทวิลักษณ์ อย่างที่เราชอบทำๆๆกันและยึดเอาด้านหนึ่ง หนีจากอีกด้านอย่าง ชีวิตและความตาย อะไรทำนองนี้และ คงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์

ทีนี้เด็กบริสุทธิ์ จริงไหม? นักจิตวิทยาก็พยายามจะเถียงกัน คือ ลักษณะของเด็กคนนั้นนั้นแหละถูกกำหนดมาโดยกรรมพันธ์หรือไม่? หรือสังคมนั้นแหละที่หล่อหลอมบุคคลิกภาพของเด็กคนนั้น

ทีนี้ในแง่ของพระพุทธศาสนา เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาเหมือนจะยอมรับ ในทุกๆๆกรณีรวมๆๆกันโดยถือว่าทั้งหมด ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่กำหนดด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ในแบบตายตัวนะ คือมีเหตุตายตัวแบบหนึ่งไปกำหนดผลตายตัวแบบหนึ่ง แบบที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะคิด แต่ท่านชี้ว่า ไม่มีเหตุที่ตายตัวหนึ่งๆๆเพราะเหตุหนึ่งนั้นมีปัจจัยมากมายไม่จำกัดเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึ่งไม่แน่นอนยิ่ง และ นำพาไปสู่ผลลัพธ์หนึ่งซึ่งไม่แน่นอนยิ่ง ซึ่งก็กลายมาเป็นเหตุปัจจัย สืบเนื่องกันไป เป็นลูกโซ่

ดังนั้นพุทธศาสนาจึ่งพูดในทำนองว่า เราทั้งไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ สมมติฐานเหล่านี้ เช่น เรื่องอาลยวิญญาณ กล่าวก็คือ เมล็ดพันธ์ต่างเราก็ได้รับมาแล้วตั้งแต่เกิดเช่น ความเป็นมนุษย์ รสนิยมบางอย่าง(ทางกรรมพันธ์) เช่นบรรพบุรุษของเราชอบนั้นนี่ และ ถ่ายทอดความชอบนั้นมาให้เรา ถ้าคุณเชื่อเรื่องกรรมในอดีตชาติก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยก็ได้ครับนอกจากนี้เมื่อเราเกิด ตั้งแต่เด็กจนโตเราก็จะถูกปลูกเมล็ดพันธ์ใหม่ๆๆลงไปในเนื้อนาของจิตเรา ซึ่งได้มาจากการสั่งสอน การเลี้ยงดู สังคม อะไรทำนองนี้ สรุปคือประสบการณ์นั้นเองซึ่งบางครั้งก็อาจจะแสดงตัวออกมาทางมโนสำนึก บางครั้งก็ไม่ แล้วแต่ว่ามีเหตุปัจจัยเพียงพอที่จะเกื้อหนุนให้มีแนวโน้มแสดงออกไปทำนองนั้นหรือเปล่า? นอกจากนี้ยังไปเกี่ยวข้องและเกื้อหนุนหรืออาจจะขัดแย้งกันกับเมล็ดพันธ์ทั้งหลายที่เราได้รับถ่ายทอดมาตั้งแต่เกิด หรือ รับเข้ามาก่อนหน้านี้ด้วย ดังนั้นเราก็อาจจะใช้การปลูกฝังในสิ่งที่ดีๆๆเข้าไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายึความว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นไปตามที่เราปลูกฝังลงไปทั้งหมด เพราะมันมีเหตุปัจจัยมากมายมหาศาลที่กำหนดความเป็นและพฤติกรรมของคนๆๆหนึ่ง

ซึ่งความจริงทัศนะของผมก็เป็นไปทำนองนี้ น่าจะของอ.ด้วยครับ ทีนี้มาดูที่เด็กกัน โดยรวมๆๆคือเด็กยังไม่รู้อะไร?มากนัก หรือ ก็คือเมล็ดพันธ์ที่ได้มาที่หลังเหล่านี้ จากประสบการณ์ยังไม่มีมากนัก ดังนั้นจึ่งไม่มีความยึดติดในความเป็นฉันเท่าไหร่นัก ภาพลักษณ์เกี่ยวกับตัวเองของเขาไม่ชัดหรอกครับ มันจะชัดเมื่อเขาเริ่มจำได้และรู้สึกตัวว่าเป็นใครมีบทบาทอย่างไร? ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งได้มาจากการใส่เข้าไปของโลกรอบๆๆข้าง รวมกับภาพของสิ่งที่เขาอยากจะให้เป็นตัวเขา ตลอดจนการแบ่งแยกสิ่งต่างๆๆ และระทมทุกข์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 อย่างเด็กไม่รู้จักความตาย ไม่รู้ว่ามีการสิ้นสุดลงของชีวิต ดังนั้นเขาจึ่งไม่มีความกลัวว่าตัวเองจะตาย เขาก็ไม่ทุกข์จากความพยายามที่จะหนีจากความตายนั้น แต่ถ้าเขารู้ขึ้นมา แน่นอนว่าเขาก็จะเริ่มกลัวถ้าเขาเข้าใจมัน(แต่เขาเข้าใจหรือ หรือเป็นเพียงการยึดติดกับข้อมูลที่ถูกใส่ขึ้นมาภายหลังว่าความตายเป็นงั้นเป็นงี้) เขาก็อาจจะวิ่งร้องไห้ หนูไม่ยากตาย อะไรทำนองนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องมากมายครับ อย่างการแบ่งแยกสวยน่าเกลียด ถ้าสมมติว่าเขาเรียนรู้ว่าตัวเองน่าเกลียด เขาก็จะพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองเด็กสาวตัวเล็กๆ ก็ชอบแต่งหน้าครับ และยิ่งโตขึ้นความต้องการมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปเป็นลำดับๆๆครับ และ มากจนไม่มีที่สิ้นสุดเพราะความเป็นฉันนี้มันชัดเจนขึ้น และ แข็งกระด้างขึ้น(เพราะไม่เข้าใจสัจจะ หรือสิ่งต่างๆๆอย่างที่เป็นจริงนั้นแหละครับ) อย่างเด็กเล็กก็ต้องการปัจจัยสี่ เด็กโตขึ้นมาหน่อยก็ต้องการเพื่อน สิ่งนั้นสิ่งนี้ จนกระทั้งผู้ใหญ่ก็ยังมีเรื่องความมั่งคั่ง การยอมรับ หรือ กระทั้งการเติมเต็มทางจิตวิญญาณ

ดังนั้น ที่เขาชอบพูดถึง ความบริสุทธิเหมือนเด็กๆๆจริงๆๆก้หมายถึงการเป็นอิสระจากการยึดติดความเป็นฉัน คือกลับไปเป็นทารกที่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับโลก เท่าไหร่ เพื่อให้จิตตื่นตัวอีกครั้ง ไม่แบ่งแยก และพร้อมที่จะเบิกบานกับอะไรก็ได้ในทุกๆๆขณะ อย่างสมมติเรามีหนังสือเล่มหนึ่ง ครั้งแรกที่อ่านมันจะสนุกมาก ครั้งที่สองมันจะเริ่มน้อยลง ครั้งต่อๆๆไปมันจะเริ่มเบื่อครับ เราจะเริ่มเกิดความคิดว่า ชีวิตสั้นนักเกินกว่าที่จะ มานั่งทำบ้าอะไรซ้ำๆๆ ทำนองนี้ แต่ประเด็นคือเราจะกวาดสิ่งนี้ทิ้งไปได้ไหม? คือไม่ว่าจะอ่านอีกสักกี่ครั้งมันจะใหม่เสมอๆๆสำหรับเรา ในการใช้ชีวิตก็เช่นกัน เช้ามาทำนั้น กลางวันนี้ กลางคืนนั้นอีก และก็นอน ตื่นมาก็เหมือนเดิมวันแล้ววันเล่าอาจจะดูต่างออกไปบ้าง แต่สาระนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นชีวิตจึ่งน่าเบื่อยิ่ง มีอะไรที่อยู่เหนือไปจากนี้ไหม? นี่แหละครับเราทุกคนล้วนเป็นแบบนี้กัน ทีนี้การปฏิบัติภาวนาในจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ก็คือเราสามารถมีสติในทุกๆๆการกระทำได้ไหม? และ เบิกบานไปกับมัน แม้แต่มันจะเป็นการกระทำซ้ำๆๆ หรือ ง่ายดายน่าเบื่อเพียงใด ราวกับว่าเราไม่เคยทำมันมาก่อน เพียงแค่ชื่นชมยินดีไปกับมัน คงไว้ซึ่งจิตของผู้เริ่มต้น ซึ่งเปืดรับและสดใหม่อยู่เสมอๆ  อะไรทำนองนี้ครับ

มีคลิปในเน็ต คลิปหนึ่ง ซึ่งผมชอบมากคือ ท่านนัทท์ อัทท์ ท่านเดินไปและไปพบดอกไม้ดอกหนึ่ง แล้วท่านก็ยืนดูมันอยู่อย่างงั้น ลูบมันอย่างแผ่วเบาหลายนาทีเลยครับ   ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันคือดอกอะไร? ท่านนัทท์ฮัทท์ ท่านรู้หรือเปล่าผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆๆไม่ว่าท่านจะรู้หรือไม่ท่านก็สามารถเบิกบานไปกับมัน ราวกับว่าพึ่งเห็นครั้งแรก เพียงแค่ได้ดูก็มีความสุขสงบแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากครับ เพราะเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจกัน เพราะเรามักมีภาพในใจว่าเรารู้จักมันแล้วมันไม่น่าสนใจหรอกไปหาอะไร?ก็ดอกไม้ไงมันก็เหมือนๆๆกันหมดนั้นแหละ  ไปหาที่มันน่าสนใจกว่านี้ดีกว่า(นักวิทยาศาสตร์นี่ชัดครับเขาคงไม่สนใจในสิ่งที่เขาศึกษามาแล้วจนทะลุปรุโปร่ง(ตามความคิดเขานะ)หรอกครับ เขาคงจะวิ่งไปหาสิ่งท้าทายเขาคิดว่าตัวเองยังไม่รู้มากกว่าเพราะมันดูน่าสนใจกว่าดึงดูดใจกว่า) ทั้งๆๆที่ดอกไม้นี่คือสิ่งที่เป็นจริงนั้นแหละที่อยู่ตรงหน้า(ในขณะที่ไอ้สิ่งแปลกใหม่นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า มันคืออะไร?เรายังไม่รู้เลยเราเพียงแต่หวังว่าน่าจะพบมันในอนาคตและเบิกบานไปกับมัน) ทำไม?เราไม่เบิกบานไปกับมันล่ะ (หนังสือท่านเคเวลาท่านพูดจะมีส่วนที่ท่านพูดบรรยายสถานที่อยู่ด้วยสังเกตดูสิครับ บรรยายภาพที่ท่านไปเห็นมาเกี่ยวกับดอกไม้ แม่น้ำ อะไรทำนองนี้ บางคนเขาไม่สนใจตรงนี้เขาว่าเสียเวลาอ่านเขาอยากได้แนวคิดมากกว่านั้นแหละครับเขาเลยพลาดอะไรๆๆดีๆๆไป ท่านเคกับท่านนัทท์ ฮัทท์ก็เป็นคนแบบเดียวกันนะครับ พระพุทธองค์ท่านก็เป็นแบบนี้ด้วยครับ จีวรสีเหลืองนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการเห็นข้าวในนาเป็นสีทองท่านชอบ ท่านก็เลยชวนพระอานนท์ให้มาทำจีวรสีนั้นกัน)


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 3 ก.ค. 2555 (17:51)

ขอบคุณครับ อ.Date ผมค้น google อยู่สักครู่ก็หาเจอครับ  พึ่งรู้ว่ามีวารสารแบบนี้ด้วย (The Journal of the Royal lnstitute of Thailand)

จริงๆ การรู้ กับการไม่รู้ มันก็เป็นอุปสรรค หรือเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนกันคนละแบบนะครับ ...  อ่านแล้ว จะกลับมาคุยต่อครับ


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 3 ก.ค. 2555 (17:59)

อ้อ..มันเป็นวารสารของราชบัณฑิตยสถานครับ ก็ขายและแจกจ่ายกันในวงใน  เห็นบอกว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือให้คนไทยได้อ่านกัน(เหมือนชุดวัฒนธรรมตะวันออก และ พวกพจนานุกรม) แต่จนแล้วจนรอดก็ยังครับ เพราะทุนน้อยเหลือเกิน และ อาจจะกลัวขายไม่ออกด้วยครับ เพราะหนังสือทำนองนี้ขายไม่ค่อยดีนักในประเทศไทย ไม่เหมือนนิยายอะไรทำนองนี้ครับ เหมือนสำนักหอสมุดจุฬาจะรับมาเหมือนกัน(แต่ไม่รู้ว่ายังรับอยู่อีกไหม?)


dr.date
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.5766 seconds !