ใคนชอบเรื่องไสยเวทย์เข้ามาๆ

เอาเมลมาทิ้งไว้นะ  คนหลายพวกไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ หาว่าไร้สาระ ข้าพเจ้าซึ่งเชี่ยวชาญ(เอ๊ะ!?!ยังไง)จึงมาหาคนคุยด้วยเอาเมลมาทิ้งนะจ๊ะ จะแอ๊ดไว้คุย เรื่องหยองๆได้มีเพื่อนเยอะๆด้วย ฮิ้วววว~



ความคิดเห็นที่ 140


15 มิ.ย. 2557 23:43
  1. Tay-222@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 139

นกแสก
4 มี.ค. 2557 06:38
  1. วิชาที่เป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุดในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์เราในโลกนี้  คือ  อริยมรรค 


ความคิดเห็นที่ 138

3 มี.ค. 2557 15:52
  1. ใครไม่เชื่อก้ได้นะ เคยใช้วิชา ฆ่าคนมาแร้ว ทำให้คนติดคุกมาด้วย เรื่องจริง

ความคิดเห็นที่ 137

QC_RiceSeeds
30 ธ.ค. 2556 07:54
  1. เรื่องไสยาศาสตร์ เป็นความรู้เรื่องลึกลับ เกินที่มนุษย์ธรรมดาจะหยั่งรู้ได้    ความเชื่อที่ปราศจากสติและปัญญาไตร่ตรองก่อน เราเรียกว่างมงาย  แต่ความเชื่อที่มีสติและปัญญาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว เรียกว่า ศรัทธา   สำหรับผมแล้วผมเชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ตนเองไม่สามารถหยั่งรู้ว่ามีตัวตนหรือไม่   แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำผู้อ่าน คือ ศีล ทำให้ก่อเกิด สมาธิ  และสมาธิก่อให้เกิดปัญญา   ถ้าคนเราผิดศีล จิตใจเราก็รุ่มร้อน กระวนกระวาย อยู่ไม่นิ่ง จิตใจว้าวุ่น  สมาธิย่อมไม่เกิด  และปัญญย่อมไม่เกิดตามมา  ตามคำสั่งสอนของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี  "พิจารณามหาพิจารณา"  ให้เราพิจารณาให้ละเอียดลึกเข้าไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเข้าใจกับสิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้จึงเกิด สิ่งนั้นดับ สิ่งนี้จึงดับ   ยิ่งเราโตขึ้น ควรยิ่งควรศึกษาธรรมะมากขึ้น แล้วเราจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น


ความคิดเห็นที่ 136

นกแสก
22 ธ.ค. 2556 21:18
  1. ศีลเป็นกำลังที่ไม่มีที่เปรียบ  ศีลเป็นอาวุธสูงสุด  ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด  ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์

ความคิดเห็นที่ 135

22 ธ.ค. 2556 18:05
  1. ผมอยากเรียน ผมอยู่เชียงใหม่ คับไงแอดมาได้คับ

ความคิดเห็นที่ 134

นิรันดร์
10 ธ.ค. 2556 23:59
  1. สาธุ

ความคิดเห็นที่ 133

นกแสก
10 ธ.ค. 2556 20:10
  1. ท่านทั้งหลาย  จงยินดีในความไม่ประมาท  คอยรักษาจิตของตน  จงถอนตนขึ้นจากหล่ม  เหมือนช้างที่ตกหล่ม ถอนตนขึ้น ฉะนั้น

    พุทธศาสนสุภาษิต  เล่ม  3  อัปปมาทวรรค  คือ หมวดไม่ประมาท  คัมภีร์  พุทธภาษิต  ธรรมบท  ขุททกนิกาย  เล่ม  25  หน้า  58

ความคิดเห็นที่ 132

นิรันดร์
10 ธ.ค. 2556 17:06
  1. วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 131

นิรันดร์
10 ธ.ค. 2556 17:03
  1. ได้เอาคำแปลไปบอกแม่แล้ว บอกแม่ด้วยว่าพระคุณเจ้าเป็นคนบอก แม่จำได้ว่าเคยพบท่านที่วัดตะคร้ำเอน

ความคิดเห็นที่ 130

นิรันดร์
20 พ.ย. 2556 15:53
  1. กราบนมัสการขอบพระคุณพระคุณเจ้าด้วยครับ ส่วนใหญ่เวลาสวดมนต์ ผมจะหาคำแปล เพื่อจะได้ทราบว่าตัวเองสวดอะไรอยู่ แต่บทสวดนี้ พ่อของผมให้ท่องไว้และสวดเป็นประจำ แต่ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร เพิ่งจะทราบบัดนี้ จะเอาไปบอกต่อกับพ่อด้วย กราบนมัสการขอบพระคุณขอรับ


ความคิดเห็นที่ 129

นกแสก
19 พ.ย. 2556 13:52
  1. "พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า" อิ ติปิโส วิเสเส อิ อิ เสเส พุทธะนาเม อิ อิ เมนา พุทธะตังโส อิ อิ โสตัง พุทธะปิติ อิ "คำแปล" แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงวิเศษ เพราะวิเศษ ควรนอบน้อมพระพุทธเจ้า เพราะนอบน้อมพระพุทธเจ้า เราจะเข้าถึงพระองค์ เพราะเราเข้าถึงพระองค์ ก็จะปิติในพระพุทธเจ้า ที่มา : https://www.facebook.com/Chinuttar/posts/539447542732481

ความคิดเห็นที่ 128

นิรันดร์
19 พ.ย. 2556 10:58
  1. พระคุณเจ้าครับ ท่านพอจะมีคำแปลบทสวนนี้ไหมครับ อิ ติปิโส วิเสเส อิ อิ เสเส พุทธะนาเม อิ อิ เมนา พุทธะตังโส อิ อิ โสตัง พุทธะ ปิติ อิ หากผิดพลาด นมัสการกรุณาแก้ไขด้วยครับ


ความคิดเห็นที่ 127

นกแสก
18 พ.ย. 2556 21:43
  1. คาถาป้องกันภัย

         ฆะเฏสิ   ฆะเฏสิ  กิงการะณา  ฆะเฏสิ

               อะหังปี  ตัง  ชานามิ  ชานามิ

    คาถานี้  ใช้ภาวนาเวลาจะไปไหน  คุ้มภัยได้ดี

    เวลาจะนอนใช้เสกหมอนหนุนหัว  จะไม่มีภัยมาถึงตัว  และคุ้มครองทรัพย์สมบัติ  ได้ชงัดนักแล

    ที่มา :  จากหนังสือ มนต์พิธี  สำหรับ  พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป  โดย  พระครูอรุณธรรมรังษี (เอี่ยม  สิริวัณโณ)  วัดอรุณราชวราราม (คณะ 3)  เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพฯ 10600  โทร. 02-4663167, 02-4723190

     


ความคิดเห็นที่ 126

นกแสก
18 พ.ย. 2556 21:25
  1. คาถาพระโมคคัลลาน์ดับไฟนรก

        เถโร  โมคคัลลาโน  นะระกัตตัง  โลหะกุมภี

                       ทิสวา  อัคคีปัตติ  กัมปะติ

    คาถานี้ ใช้ดับพิษไฟสารพัด  หายสิ้น  ไม่ร้อน  ไม่พอง

    ที่มา :  จากหนังสือ มนต์พิธี  สำหรับ  พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป  โดย  พระครูอรุณธรรมรังษี (เอี่ยม  สิริวัณโณ)  วัดอรุณราชวราราม (คณะ 3)  เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพฯ 10600  โทร. 02-4663167, 02-4723190


ความคิดเห็นที่ 125

18 พ.ย. 2556 21:06
  1. มีคาถาสำหรับปอ้งกันตัวจากอุบัติเหตุบ้างไหมอะ

ความคิดเห็นที่ 124

12 ก.ค. 2555 17:07
  1. ไสย หมายถึง คำบอกถึงลักษณะ อาการที่ แผ่ออก เคลื่อนออก เช่น พระปางไสยาสน์ คือ พระที่มีลักษณะอาการแผ่ออก(เหยียดออก)ไป ไสย จึงเป็นศาสตร์วิชาแขนงหนึ่ง ของพวกพราหมร์ จึงเรียกว่า "ไสยศาสตร์" ในประเทศอินเดียพวกประกอบทางด้านไสยนั้นมีไม่มาก แต่มาแตกฉานในแถบ ลาว ไทย พม่า เขมร เป็นต้น แต่เนื่องจากพราหมณ์ มีการบูชาและนับถือไม่เหมือนกัน จึงเกิดความแตกในไสยศาสตร์เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของไสยขาว และ ไสยดำ เรื่องไสยขาว พราหรมณ์มักประกอบวิชาตามเคล็ดของตน แต่อ้างอิงอำนาจของมหาเทพที่สูงๆ เป็นความสำเร็จของคุณไสย ฝ่ายไสยดำ ได้แก่พราหมณ์ ที่อาจจะใช้เคล็ดประกอบอาถรรพย์ที่ของข้างต่ำและน่ากลัว เช่น ซากศพ ซากสัตว์ หรืออื่นๆ ที่มักเกี่ยวข้องกับภูติผีปีศาจ นำมาเป็นพลังอำนาจในความสำเร็จคุณไสย

ความคิดเห็นที่ 123

23 เม.ย. 2555 20:11
  1. อยากรู้มาก เมลล์บอกเล่าให้ฟังด้วยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 122

12 ธ.ค. 2554 16:37
  1. สนใจครับ

ความคิดเห็นที่ 121

นกแสก
10 พ.ย. 2554 16:28
  1. ไสยศาสตร์        เป็นวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์ คาถา และ เลขยันต์ ประกอบกับการใช้อำนาจสมาธิจิต การสาธยายเวทมนตร์คาถา การภาวนา และการปลุกเสก

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไสยศาสตร์

    ไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์มืด คือการทำ "คุณไสย" ในพจนานุกรมไทยให้คำจำกัดความ คุณไสย ว่า "เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายอมิตร" เป็นศาสตร์ที่ทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีคนเชื่อและผู้ปฏิบัติทั่วโลก

    ในแต่ละชุมชนจะมีรูปแบบของไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สรุปแล้วไสยศาสตร์ก็คือการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น โดยผิดแปลกจากกฏของธรรมชาติ เช่น ทำให้สามีภรรยาที่ดีกันทะเลาะและแยกทางกัน ทำให้สาวหลงรักหนุ่มที่เคยเกลียด ซึ่งปกติแล้วจะใช้ไสยศาสตร์มาใช้ในทางที่ชั่วร้าย โดยเฉพาะการทำ "คุณไสย" ที่เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายผู้ไม่เป็นมิตรด้วยการปลุกเสกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในตัว หรือฝังรูปฝังรอย หรือการทำเสน่ห์ยาแฝด ลงนะ จากผู้ที่อ้างตัวว่ามีอาคม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกที่ทำมาหากินด้วยการหลอกลวงผู้คน หรือที่เรียกว่า พวกสิบแปดมงกุฎ ถึงกระนั้นก็ตาม“คุณไสย” หรือ “มนต์ดำ” ยังมีผู้หลงงมงายมากมาย

    ไสยศาสตร์ถือเป็นศาสตร์ที่ลี้ลับมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และมีทั่วโลกแม้กระทั่งในเวลาปัจจุบัน แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีที่ลี้ลับ

    ลัทธิไสยศาสตร์ คือการรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิตซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจัง ดำเนินไปตามหลักทางไสยศาสตร์ ตามวิธีการนั้น ๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของ มโนภาพ สมาธิ จิตตานุภาพ ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นได้

    ลัทธิไสยศาสตร์ ได้เกิดขึ้นมาก่อนพุทธกาล ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ไตรเพท ในลัทธิของพราหมณ์ ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

    ฤคเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า ยชุรเวทย์ เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงบูชาพระเจ้า สามเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม อาถรรพเวทย์ เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทยมนต์คาถาเรียกผีสาง เทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วยอาถรรพเวทย์

    อาถไสยศาสตร์. อาถรรพเวทย์ในคัมภีร์ไสยศาสตร์ แยกออกเป็น 2 นิกาย คือ

    นิกายขาว (White System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางดี คือช่วยเหลือมนุษย์ให้มีสุขปลอดภัย นิกายดำ (Black System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางชั่ว คือทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น  คัมภีร์แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ทางเวทมนตร์คาถา

    มี 8 ประเภทคือ

    พระเวทย์แก้โรคต่าง ๆ พระเวทย์ประสาน พระเวทย์สะเดาะ เช่น สะเดาะกุญแจและโซ่ตรวน พระเวทย์ป้องกันตัว เช่น คาถาแคล้วคลาด พระเวทย์แสดงปาฎิหาริย์ พระเวทย์ทำอันตรายผู้อื่น พระเวทย์แก้ภูติผีปีศาจ เช่น คาถาสะกดวิญญาณ พระเวทย์ทำเสน่ห์ เช่น มนตร์เทพรำจวญ  อ้างอิง อาจารย์ โหรญาณโชติ, คัมภีร์ไสยศาสตร์ ฉบับสมบูรณ์, ________ .

ความคิดเห็นที่ 120

9 พ.ย. 2554 23:46
  1. หึๆๆอยากรู้มาก..ไม่ใช่เหรอ...แอดมาละกัน...

ความคิดเห็นที่ 119

2 ก.ย. 2554 21:22
  1. เราก็สนใจเหมือนกัน มีอะไรมาบอกกันด้วยนะ

ความคิดเห็นที่ 118

นายศรา
8 ก.ค. 2554 09:49
  1. ผมว่าเจ้าของกระทู้เขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะมั้ง...


ความคิดเห็นที่ 115

น้ำใส
16 พ.ค. 2554 14:52
  1. ไสยศาสตร์มีทั้งไสยขาวและไสยดำ ไสยดำนั้นเป็นการทำร้าย การทำลาย การล่อลวง ไสยขาวนั้นเป็นการช่วยเหลือ ทำให้เข้มแข็ง มีกำลังใจ เช่นในการศึกสงคราม ในพุทธศาสนามีเรื่องหนึ่งที่ว่า นางคนหนึ่งถูกหญิงที่ริษยาเอาน้ำมันร้อนๆราดใส่หวังให้เสียโฉม แต่เพราะนางระลึกถึงพระพุทธเจ้าและบุญความดีที่ทำมาจึงไม่เป็นอะไร ซึ่งศาสตร์ทางไสยขาว ก็เอาจุดนี้ไปต่อยอด คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยคำบริกรรมคาถาที่แต่งขึ้นมา แล้วทำให้เกิดสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิก็แสดงอำนาจได้ *********** ด้านวิทยาศาสตร์ก็มีทั้งสายขาวและสายดำเข่นกัน วิทยาศาสตร์สายดำก็เช่น การคิดค้นสร้างอาวุธสงครามมาทำลายกัน การประดิษฐ์เชื้อโรคร้ายแรงทำเป็นอาวุธเชื้อโรค ตลอดถึงการผลิตยาเสพติดทั้งหลาย ก็มาจากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทั้งนั้นแหละ แสดงความคิดเห็นเป็นกลางๆนะครับ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด

ความคิดเห็นที่ 114

Thot
2 พ.ค. 2554 14:50
  1.       ความเห็นที่ 91 ว่า "พุทธศาสตร์ก็ทำให้คนงมงายเหมือนกันเพียงแต่ว่างมงายในสิ่งที่ชื่อว่าความดีไง" คนงมง่ายความดีนั้นมีแน่อาจจะเยอะด้วย ก็ยังดีกว่างมงายความชั่ว อันนี้ไม่เฉพาะแต่พุทธศาสนา แต่เหตุแห่งความงมงายอย่าไปเหมาที่ตัวพุทธศาสนาเลย ต้นตอมันน่าจะอยู่ที่ผู้ถ่ายทอดขยายผลพระพุทธศาสนามากกว่า เพราะกว่าจะถึงวันนี้ก็ตกทอดส่งผ่านกันมาหลายรุ่นกว่า 2500 ปี ส่วนหนึ่งศึกษาค้นคว้าทำความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วตีความเผยแผ่ต่อไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล อีกส่วนหนึ่งตรงข้ามอาจเป็นเพราะตีไม่แตกหรือตีแตกแต่เบี่ยงเบนพื่อให้สมประโยชน์บางอย่างจึงตกทอดเผยแพร่กันมาอีกทางหนึ่งและพัฒนากลยุทธกลวิธีใหม่ๆมีผลผลิตทั้งที่เป็นวัตถุและพิธีกรรมออกมาเรื่อยๆ พุทธศาสนาจึงถูกปนเปื้อนด้วยไสยเวทหรือไสยศาสตร์ที่ว่านี้ ไม่แปลกหรอกที่มีคนอยู่ไม่น้อยที่แยกไม่ออกระหว่างสองส่วนนี้

           ถึงใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ โดยส่วนตัวคิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แฟร์ทีเดียว เหมือนผู้ผลิตบุหรี่รู้ว่าสินค้าของตัวเองเป็นสิ่งไม่ดีก็แสดงความรับผิดชอบ(หรือถูกบังคับก็ไม่รู้)ติดคำเตือนไว้ที่ข้างซองทำนองว่าบุรี่เป็นสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพ (ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ควรจะติดข้อความทำนองเดียวกันไว้ทีหน้าโรงงานด้วย) สำหรับพระพุทธศาสนาที่ว่าแฟร์นั้น ถึงจะสอนจะและชี้ให้เห็นว่าอะไรดี อะไรชั่ว สอนให้หมั่นทำความดีและละเว้นการทำชั่วทั้งปวง ตามความเชื่อที่พิสูจน์ทดลองกันมาดีแล้ว แต่ก็ยังมิวายมีคำเตือนกำกับไว้ด้วยทำนองว่า อย่าเพิ่งเชื่อเสียแต่เบื้องต้นควรคิดตรองให้ดีเสียก่อน ตามหลักกาลามสูตร ที่ความเห็นที่ 72 ยกมา ก็ขออนุญาตยกมาขยายผลต่อท้ายความเห็นนี้อีกชั้นหนึ่งก็แล้วกัน คือ

    1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา 2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา 3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ 4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา 5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา 6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา 7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล 8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน 9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้ 10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน


ความคิดเห็นที่ 113

นิรันดร์
1 พ.ค. 2554 23:13
  1. เดวิด คอบเปอร์ฟิลด์


ความคิดเห็นที่ 112

16 เม.ย. 2554 11:12
  1. ตามความเห็นที่ ๑๐๕ ที่ว่า 3.ฉฬภิณโญ พระอรหันต์ที่มีจักษุทิพย์เห็นนรกสวรรค์ เหาะเหินเดินอากาศได้ เริ่มเรียนจากไสยเวทตำราพรหมนั้นและครับ ตรงที่เขียนว่า "เริ่มเรียนจากไสยเวทตำราพรหมนั้นและครับ" จริงแท้แน่นอนหรือครับ

ความคิดเห็นที่ 111

นายศรา
15 เม.ย. 2554 23:09
  1. คุณอโณทัย (อ่านงี้เปล่าหว่า?) เจ้าของความเห็นที่ 105 ครับอ่านความเห็นของคุณแล้ว นึกขำกับย่อหน้าสุดท้ายนิดหน่อยนะครับ เพราะมันคล้ายๆที่ผมเคยพบในมิลินทปัญหาเลยน่ะครับจริงอยู่ครับว่าจากกรุงเทพไปเชียงใหม่มีทางให้ไปได้หลายทาง แล้วคุณจะทำอะไรระหว่างทางก็เป็นเรื่องของคุณ คุณจะเตร็ดเตร่ไปเรื่อยจนใช้เวลาจากกรุงเทพไปเชียงใหม่เป็นปี ขณะที่คนอื่นใช้เวลาไม่ถึงวันก็ตามใจนะครับ มันเป็นการตัดสินใจในการเดินทางของคุณรู้สึกว่าคุณเองก็มีความรู้ทางศาสนาพอตัวเลยนี่ครับ จะสมัครเว็บนี้แล้วส่งข้อความคุยกับผมหลังไมค์ไหมครับ?


ความคิดเห็นที่ 110

นกแสก
11 เม.ย. 2554 09:14
  1. ผมเคยฝันร้าย  ฝันเห็นผีครับ  แต่ผมไม่เคย  "เห็น"  ผีอย่างจะจะจังจังแม้แต่เพียงครั้งเดียว     


ความคิดเห็นที่ 109

นิรันดร์
10 เม.ย. 2554 13:55
  1. จากประโยคแรกของความเห็นที่ 91"พุทธศาสตร์ก็ทำให้คนงมงายเหมือนกันเพียงแต่ว่างมงายในสิ่งที่ชื่อว่าความดีไงอย่าเอาพุทธศาสตร์ไปรวมกับวิทยาศาสตร์สิ"คนที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ชาวพุทธเลยพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์เป็นความจริงที่สามารถปฏิบัติได้และรู้ได้ ไม่จำกัดกาลเป็นศาสนาที่รับการท้าพิสูจน์ได้วิชาไร้สาระไม่มีแก่นสารจึงห้ามคนท้าพิสูจน์ตีกันไว้ก่อนว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู เหตุก็ด้วยมีอวิชชาเขลาขลาดต่อคนที่จะมาลองดีพระพุทธศาสนา ไม่เคยทำให้คนงมงายไม่เคยบังคับให้ใครต้องเชื่อ แต่ให้พิสูจน์จะประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วขจัดอวิชชาคือความเขลาออกได้แล้วก็จะเข้าถึงความเป็นพุทธะคือเป็นรู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมตรงข้ามอย่างยิ่งกับไสยะ


ความคิดเห็นที่ 108

10 เม.ย. 2554 09:58
  1. คห.๑๐๕ "...คนดีก็มีสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็มากเพราะการจะเล่นไสยเวทได้ต้องเป็นผู้มีกำลังจิตที่ดีและสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการปฎิบัติธร รมขั้นสูงได้ดี..." ปฏิบัติธรรม กับ เล่นคาถาอาคม มันจะเกี่ยวกันตรงไหนครับ ธรรมะ กับ คาถาอาคม ผมว่า แทบจะคนละเรื่องเลยนะ แล้วก็...พระอรหันต์รูปไหนครับ ที่สำเร็จอรหันต์โดยการศึกษาไสยศาสตร์?

ความคิดเห็นที่ 107

10 เม.ย. 2554 05:52
  1. ไสยเวทย์ หรือ ไสยศาสตร์ คือ อวิชชา อวิชชา คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆโดยถูกต้อง ความหมายในเชิงไสยศาสตร์ สำหรับคนไทย คือ อวิชชาเป็นวิชาที่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน หรือหาประโยชน์เข้ามาใส่ตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น คำนี้คุณหาได้จากพจนานุกรมนะคะ เรื่องไสยเวทย์นี่ไม่มีใครคิดขึ้นมาเองหรอกค่ะ มนุษย์ทั่วโลกรู้จักในบรรทัดฐานเดียวกันว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่มีใครพูดลอยๆและไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของคนๆเดียว สิ่งไม่ดี ทุกคนรู้เหมือนกันหมด แล้วจะให้โกหกตัวเองว่าเป็นสิ่งดีเหรอคะ อย่าพูดพาดพิงถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย เพราะเราไม่รู้จริงว่าทำเรียนรู้และทำยังไงกับไสยเวทย์ จิตเราไม่ได้ละเอียดถึงระดับท่านอย่าพูดอ้างอิงถึงสิ่งที่เราไม่รู้จริง

ความคิดเห็นที่ 106

9 เม.ย. 2554 15:41
  1. สนใจในศาสตร์นี้มานานแล้วคับ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนจิงๆจังๆ

ความคิดเห็นที่ 105

20 มี.ค. 2554 16:58
  1. เรียนด้วย anothai-c@hotmail.com ของผมเอามาฝึกสมาธิหลังจากนั้นเอาสมาธิมาฝึกจิตนั้นคือวัตถุประสงค์หลัก 1.สุขวิปัสโก พระอรหันต์ที่ไม่เห็นนรกสวรรค์ แต่ถ้าใครถามว่านรกสวรรค์จะบอกว่าไม่รู้ จะไม่พูดเด็ดขาดว่าไม่มีเพราะท่านไม่เห็นก็ต้องบอกว่าไม่เห็น เหมือนภูเขาอยู่เบื้องหน้าแล้วมีคนถามเราว่าบนเขานั้นมีเสือไหมเราก็ตอบว่าไม่รู้เพราะไม่เห็นแต่ถ้าตอบว่ามีก็นรกละครับโกหกเพราะฉะนั้นผมเห็นพระในยุคนี้ไปบอกเป็นกุศโลบายของพระพุทธเจ้า ผมละสงสารเหลือเกินเท่ากับพระเหล่านั้นเกินครู การเรียนพระพุทธศาสนาต้องเรียนอย่างคนโง่ถ้าเกินครูเรียบร้อยลองดูคำสอนหลวงพ่อฤษีลิงดำท่านนะครับหลวงปู่ป่านท่านสอนแค่ไหนทำแค่นั้นไม่งั้นเอาดียาก 2.เตวิสโช พระอรหันต์ที่มีจักษุทิพย์เห็นนรกสวรรค์ ห็นผีเห็นเทวดา 3.ฉฬภิณโญ พระอรหันต์ที่มีจักษุทิพย์เห็นนรกสวรรค์ เหาะเหินเดินอากาศได้ เริ่มเรียนจากไสยเวทตำราพรหมนั้นและครับ 4.ปฎิสัมภิทัพปัตโต พระอรหันต์ที่ครบทุกด้านสามารถคุยกับคนสัตว์ได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ท่านไม่ทำให้ใครเห็นหรอกเดียวไปหาว่าท่านเล่นกลจะลงนรกกันอีกนอกจากบางคนที่เป็นสายอภิญญาหรือชอบเรื่องอภิญญาด้วยกันท่านก็จะแสดงให้เห็น ที่กล่าวมาผมแยกให้ท่านเห็นว่าขนาดพระอรหันต์ท่านยังมี 4 ระดับเลยเพราะฉะนั้นอย่าเหมาคนที่เล่นทางไสยเวทจะเป็นคนไม่ดี คนดีก็มีสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็มากเพราะการจะเล่น ไสยเวทได้ต้องเป็นผู้มีกำลังจิตที่ดีและสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการปฎิบัติธรรมขั้นสูงได้ดี คุณรู้ไหมคนที่ใช้ไสยเวทเนี่ยสำรวมมากนะเพราะข้อห้ามเยอะ คนเราจะไปเชียงใหม่มีทางให้ไปได้ต้องหลายเส้นทางไม่ใช่ทางเดียวบางคนอาจนึกอยากเล่นสนุกระหว่างทางแวะเด็ดดอกไม้แต่สุท้ายก็ถึงเชียงใหม่เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 104

5 มี.ค. 2554 20:12
  1. ผมด้วยครับอยากเรียน minh_sa@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 103

marhnok
30 ม.ค. 2554 21:39
  1. ชอบมากๆ แอดด้วยน่ะค่ะ reggae_rasta1988@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 102

30 ม.ค. 2554 12:58
  1. ไสยเวทย์ หรือ ไสยศาสตร์ คือ อวิชชา อวิชชา คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆโดยถูกต้อง ความหมายในเชิงไสยศาสตร์ สำหรับคนไทย คือ อวิชชาเป็นวิชาที่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน หรือหาประโยชน์เข้ามาใส่ตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น มีจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบๆแต่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี เราไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง น้องๆนักเรียน นักศึกษา อย่าไปสนใจเลยค่ะ อย่าเสียเวลาลองสิ่งไม่ดีเลยค่ะ เรามาตั้งใจเรียนกันดีกว่า พอเครียด ก็ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ วาดรูป ว่ายน้ำ เล่นกีฬา ฯลฯ หายเครียดเราก็มาเรียนกันต่อ เพื่ออนาคตของเราเอง และยังทำให้พ่อกับแม่ของเรามีความสุขด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 101

30 ม.ค. 2554 06:03
  1. ท่าน kk ครับ ^^ ความเชื่อ ความศรัทธา ย่อมไม่ใช่ความโง่ นั่นถูกแล้วครับ เพราะถ้าเชื่อด้วย บวกโง่ด้วย จะกลายเป็นงมงาย ผมขอตอบสองประเด็น เรื่องการกีดกัน สิ่งที่ผมเขียนโต้ตอบมาก่อนหน้านั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่การกีดกันใดๆ ผมเพียงแต่แย้งในข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น เช่น ที่ว่า พุทธศาสนามีพื้นฐานมาจากไสยเวทย์ เป็นต้น หรือคุณ kk เห็นว่าถูกครับ ? เรื่องของไสยเวทย์ หรือ ไสยศาสตร์ หรือเรื่องอะไรๆก็ตาม ใครอยากเชื่อ ก็เชื่อไปครับ เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ถ้าข้อมูลที่ปรากฎชัดๆว่าผิด ผมก็แค่อยากจะบอกด้วยความหวังดีเท่านั้นว่า " นี่ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นนะ "เท่านั้นเอง เรื่องการหลงสิ่งใหม่ๆ ท่านอาจจะวิเคราะห์จากการโต้ตอบในกระทู้ ซึ่งสุดที่ผมจะเดาออกว่าท่านวิเคราะห์จากจุดไหน ในกระทู้นี้หรือกระทู้ไหนๆผมไม่เคยดูถูกรากเหง้าตัวเองครับ ถ้าการที่เราบอกว่าบางอย่างที่ท่านเชื่อกันมานานๆมันอาจจะไม่ถูกก็ได้นะ มันถือว่าเป็นการดูถูกรากเหง้าตัวเองหรอครับ ผมอยากรู้? คนที่ประกาศตัวเองว่า "เชื่อในไสยศาสตร์" ท่านไม่มองว่าเป็นการดูถูกรากเหง้า เพราะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่กับ คนที่บอกว่า "ไม่เชื่อในไสยศาสตร์" ท่านกลับมองว่า ดูถูกรากเหง้า อันนี้อยากทราบครับ ว่า ทำไม? ผมขอถามท่าน 1 คำถาม ครับ ท่าน "เข้าใจ" กาลามสูตรไหมครับ ปล. Satliquid มาจาก Saturatate Liquid คือ ของเหลวอิ่มตัวครับ ที่ใช้ชื่อนี้เพราะตอนสมัครไม่รู้จะใช้ชื่ออะไรดี ก็เท่านั้นแหละ ไม่ได้ต้องการสื่ออะไรหรอก

ความคิดเห็นที่ 100

26 ม.ค. 2554 13:54
  1. saltliquid....น้ำเค็ม....เอ...เกลือเหลว... ------------------------------------------------------------------------------------------------ คณิตศาสตร์ ....1+1 = 2 ...ถูก คอมพิวเตอร์ ....1+1 = 10 ...ถูก ชีวิตของคนเรา .... 1+1 = infinity ...ความสุข ------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเชื่อ ความศรัทธา...ไม่ใช่ความโง่เสมอไปครับ.... สักวัน...หากท่านบวกเลขชีวิตไม่เป็น....ลองกลับมาทบทวนดูนะครับ... อย่ากรีดกันคนอื่นจากสิ่งที่ท่านเองไม่เชื่อ....ทุกคนมีสมองเท่าๆกันครับ.... อย่าหลงกับสิ่งใหม่ๆจนลืมรากเหง้า หรือดูถูกรากเหง้าของคนไทยครับ.... ความสุขของคนเรา...ไม่จำเป็นต้องวัดได้ หรือพิสูจน์ได้ด้วยทฤษฏี...

ความคิดเห็นที่ 99

26 ม.ค. 2554 13:36
  1. หุหุหุ...krisarda ....สุดยอดครับ ผู้รู้ข้อมูลเชิงทฤษฏีด้านไสยเวทย์คนนึ่ง...เยี่ยมครับ.... แต่คงอยากที่ท่าน อ.นิรันดร์และสายสูงจะเข้าใจครับ (เรื่องยอมรับคงไม่มีวันแล้วครับ ฮ่าๆๆๆๆ) การเป็นบัวพ้นน้ำของท่าน...ทำให้ท่านไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของบัวอื่นๆที่อยู่ต่ำกว่าท่าน...แถมยังมองข้าม กบ เขียด เต่า ปลาเล็กปลาน้อยที่อยู่ในสระเดียวกับท่านอีก.... คงไม่ต้องบรรยายให้เห็นภาพใดๆเพิ่มนะครับ ท่านบัวที่อยู่ใต้น้ำทั้งหลาย...การเป็นบัวอยู่ในตรม หากเป็นลิขิตของสวรรค์...มันก็ไม่ได้ทำให้เราทุกข์หรอกครับ....แต่การขึ้นไปอยู่พ้นน้ำแล้วโดดเดี่ยวไม่มีใครศรัทธา (อย่างจริงใจ) ทุกข์มากกว่า.... อยู่ใต้น้ำ ได้เห็นแลมีกุ้งหอยปูปลาเป็นเพื่อน...ผมว่าดีออก...ฮ่าๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 98

26 ม.ค. 2554 13:23
  1. นายศรา....เนี่ย ผมขออนุญาติเพิ่มข้อ 11 นะครับ...."อย่าเพิ่งเชื่อ...เพียงเพราะไปหา copy ข้อมูลเค้ามา" ฮ่าๆๆๆๆๆ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- พระเกจิอาจารย์ยุคก่อนๆ...ท่านศึกษาคัมภีร์พระเวทย์ ที่สืบต่อตกทอดกันมาเป็นสายๆ แต่ครั้งบรรพการ (เล่ายาว) แต่มีเป้าหมายเพียงเพื่อ เมตตาคุณ กรุณาธิคุณ ต่อผู้คนที่เดือดร้อน...พระเวทย์หรือไสยเวทย์นี้...จึงมักเรียกว่า "พุทธาคม".... ยุคนี้...ฝรั่งกำลังทดลองอารยธรรมความเชื่อของไทยเราเยอะมาก...เพราะไม่เห็นทางว่า หากโลกวิบัติ...จะมีพลังอะไรมาช่วยโลกไว้ได้.... พูดไปก็เหมือนโกหก...ศึกษาอย่างมีสติ แล้วจะเข้าใจค่าของอารยธรรมไทย ไม่เอามาดูถูกบรรพบุรุษตัวเอง... เฮ้อ....ลูกหลานตรู...เรียนตำราฝรั่ง(ตามตูดฝรั่ง)...แต่ไม่เคยทันฝรั่ง เซ็งว่ะ...

ความคิดเห็นที่ 97

26 ม.ค. 2554 12:30
  1. ไม่เห็น...ใช่ว่าจะไม่มี.... ความเชื่อ...ไม่มีรูป มีแต่นาม ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์...เป็นปัจเจค...แต่ละคนมีผลแลสัมผัสไม่เท่ากัน... เรียนมาก...ยิ่งรู้น้อย....อย่าคิดว่ารู้เยอะขึ้นนะครับ... เชื่อความรู้สึกบ้างก็ได้...อย่ายึดติดหลักเกณฑ์จนเกินพอดี...."ความสุข" ของแต่ละคนไม่มีมิเตอร์สากลวัดนะจ๊ะ... ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ บังเอิญผ่านมาน่ะ

ความคิดเห็นที่ 96

26 ม.ค. 2554 12:24
  1. อืมมม....

ความคิดเห็นที่ 94

นายศรา
12 ก.ค. 2553 12:05
  1. ขอตอบคุณ "อยากรู้เหมือนกัน" นะครับจากคำพูดที่ว่า "พุทธศาสตร์ก็ทำให้คนงมงายเหมือนกันเพียงแต่ว่างมงายในสิ่งที่ชื่อว่าความดีไง" นั้น ผิดถนัดเลยครับงมงายคือการเชื่อแบบไม่มีเหตุผล ไร้สติ อยากเชื่อก็เชื่อซึ่งพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนงมงายนะขอรับ แม้แกระทั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บอกให้เชื่อนะครับ ลองอ่านความเห็นที่ 72 ที่ผมเคยลงไปแล้วก็ได้ครับ เผื่อจะรู้มากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไรแล้วที่กล่าวมาว่า "เมื่อก่อนก็ถือว่าศรัทธาพุทธอย่างมาก แต่หลังจากมาวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่ามันมีข้อขัดแย้งกันเยอะมาก" ขอถามนะขอรับ อะไรหรือครับ ที่เรียกว่าขัดแย้ง? ลองว่ามาดูสิครับ เผื่อผมจะได้อธิบายให้คุณไม่สงสัย เพราะบางทีความขัดแย้งนั้นมันอาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดของคุณก็ได้ครับ"อย่าลืมว่าวิทยาศาสตร์เค้าเจริญเติบโตมาจากพวกตาน้ำข้าว ซึ่งคนเหล่านั้นเค้าไม่ได้นับถือพุทธ ไม่ได้ทำตามคำสอนพุทธ" ขอตอบว่าผิดครับ รู้ไหมครับว่าไอสไตน์ยอมรับในแนวคิดของพุทธศาสนานะครับ และวิทยาศาสตร์น่ะ ไม่ได้เกิดมาจากฝรั่งนะครับ อารยธรรมโบราณอย่างการเก็บรักษามัมมี่ การฝังเข็ม การสร้างพีระมิด พวกนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ครับ และบางทีอาจจะเจริญก้าวหน้ากว่าปัจจุบันด้วยซ้ำ ดังนั้นที่คุณบอกว่าวิทยาศาตร์มาจากพวกตาน้ำข้าวนั้น ผิดครับวิทยาศาสตร์มีรากฐานมาจากมนุษย์ทุกคนที่ช่างคิด ช่างสงสัย ช่างประดิษฐ์ครับ ไม่ได้แปลว่ามาจากฝรั่ง เพียงแต่ภาษาชาติตะวันตกมีอิทธิพลมาก ก็เลยมีชื่อเรียกอะไรต่อมิอะไรเป็นภาษาฝรั่งกันไปหมด แค่นั้นเองครับสุดท้ายนี้อยากจะบอกคล้ายๆคุณ Satliquid ว่า ดีแล้วครับ ที่คุณรู้จักวิเคราะห์ แต่คุณควรมีข้อมูลที่แน่นมากขึ้น และมีวิเคราะห์อย่างไม่มีอคติครับ หรือถ้าจะเป็นไปได้ก็ตั้งกระทู้ขึ้นมาสักกระทู้เกี่ยวกับข้อสงสัยของคุณ แล้วให้พวกเราช่วยกันวิเคราะห์ก็ได้ขอรับ


ความคิดเห็นที่ 93

Satliquid
12 ก.ค. 2553 11:25
  1. พอดีว่างๆ ไปรื้อๆมาให้อ่าน นี่คือวิทยาศาสตร์อินเดียครับ ( อันนี้คร่าวๆ )

    http://filenana.brinkster.net/120709/india.htm

    ที่บอกว่าอินเดียไม่ได้เจริญทางวิทยาศาสตร์นี่ คงไม่ใช่แล้วกระมังครับ


ความคิดเห็นที่ 92

Satliquid
12 ก.ค. 2553 09:44
  1. งมงาย คือการเชื่อ โดยไร้สติ โดยไร้การไตร่ตรองก่อนครับ (พูดง่ายๆคือหลับหูหลับตาเชื่อ)การเชื่อในผลจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่การงมงายนะครับอย่างที่เคยยกตัวอย่างไปนั่นแหละ (บรรทัดที่ 8-9 ในความเห็นที่ 89 ของผมเอง)อีกประเด็นหนึ่งท่านที่ว่าอินเดียไม่มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ล่ะก็ ลองคิดใหม่ครับ ลองไปศึกษาดูดีๆ ประเทศนี้เค้าเจริญทั้งหลายศาสตร์นะครับ ( ไปค้นคว้าดูเอาเองนะครับ ) จะว่าไป เค้าเจริญมามากกว่าสามพันปีด้วยซ้ำ ประเทศเค้ามีมานานกว่าที่ท่านเข้าใจนะครับ สิ่งต่างๆในประเทศเราก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเค้าหลายอย่าง ถ้าไม่เจริญจริง เค้าคงไม่มีอิทธิพลขนาดนั้นหรอกครับ

    อีกประเด็นหนึ่งอาจจะจริงครับ ที่วิทยาศาสตร์อาจจะเติบโตดีมากในแถบยุโรป แต่ถ้าท่านลองศึกษาดูดีๆ วิทยาศาสตร์ทางตะวันออกมีมาก่อนทางตะวันตกเสียอีก แค่มันเจริญมาในรูปแบบที่แตกต่างกันเท่านั้นอีกประเด็นหนึ่งวิทยาศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสนา ถูกครับ มันคนละอย่างกันอยู่แล้ว แต่ที่คล้ายคลึงกัน คือ ระบบความคิดครับ วิทยาศาสตร์ เน้นความเป็นเหตุ เป็นผล ทุกอย่างล้วนมีที่มา เช่นเดียวกับพุทธศาสนา ที่เน้นให้ใช้สติปัญญา ไตร่ตรองเหตุผล ก่อน เอาให้เห็นเด่นชัด ก็กาลามสูตรไงครับ ดีครับที่รู้จักวิเคราะห์ แต่ ควรจะหาข้อมูลมาให้ครบถ้วนก่อนที่จะวิเคราะห์นะครับ ไม่งั้น มันจะเหมือนจับแพะมาชนแกะ


ความคิดเห็นที่ 91

12 ก.ค. 2553 08:01
  1. พุทธศาสตร์ก็ทำให้คนงมงายเหมือนกันเพียงแต่ว่างมงายในสิ่งที่ชื่อว่าความดีไง อย่าเอาพุทธศาสตร์ไปรวมกับวิทยาศาสตร์สิ เพราะว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้เจริญก้าวหน้าเพราะพุทธศาตร์ซะหน่อย ทำไมถึงว่าอย่างนั้นหรอ ถ้าลองคิดดีๆว่า พระพุทธเจ้านั้นเกิดขึ้นที่อินเดีย แล้วคนอินเดียก็หันมานับถือพุทธศาสตร์ก่อนคนไทยๆอย่างเรา แต่ก็ไม่ยักเห็นอินเดียมีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรอ สามพันปีเป็นไง ก็ยังเป็นเหมือนสามพันปีก่อน ไม่เห็นจะยอมรับในวิทยาศาสตร์เลย อย่าลืมว่าวิทยาศาสตร์เค้าเจริญเติบโตมาจากพวกตาน้ำข้าว ซึ่งคนเหล่านั้นเค้าไม่ได้นับถือพุทธ ไม่ได้ทำตามคำสอนพุทธ แล้วอีกอย่างก็คือเคยดูรูป นรก-สวรรค์ของพุทธกับคริสต์มั้ยหละ ต่างกันนะ เหมือนกับว่าพุทธมีนรก-สวรรค์ แยกกับคริสต์ แล้วคำภีร์ของพุทธที่ทุกคนรู้จัก คุณคิดว่านั่นคืออะไร ที่บันทึกลงไว้ในพระไตรปิฏกล้วแล้วแต่เป็นคำสอนและแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เพื่อไม่ให้คนเบียดเบียนกัน มีน้ำใจ ให้กัน แต่ก็ยังมีหลายคนไม่ใช่หรอที่คิดว่า ตัวภาษาบาลีหรือสันสกฤต นั้นเป็นคาถา นั่นนี่ เคยคิดกันมั้ยว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนชาติอะไร พูดภาษาอะไร แล้วทำไมถึงคุยกับคนต่างชาติต่างภาษารู้เรื่องในสมัยนั้น นั่นก็น่าจะเพราะว่าภาษาบาลีต่างๆ นั้นเป็นเหมือนภาษากลางเพื่อที่จะให้คนต่างภาษาสามารถนำไปบอกต่อให้คนอื่นๆรู้และปฏิบัติตาม เมื่อก่อนก็ถือว่าศรัทธาพุทธอย่างมาก แต่หลังจากมาวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่ามันมีข้อขัดแย้งกันเยอะมาก สรุปว่าทุกศาสนานั้นล้วนแล้วแต่สอนให้ทุกคนทำดีหรือแม้แต่ไสยศาสตร์เองก็ไม่ต้องการให้คนนำไปใช้แบบผิดๆจึงได้กำหนดข้อห้ามขึ้นมา ต่างคนต่างความคิดเห็น จริงมั้ย แล้วก็ขอบอกว่าไม่ได้เชื่อในไสยศาสตร์แล้วก็ไม่ได้เชื่อในพุทธศาสตร์มาก ก็เพราะมนุษย์มีความกลัวเป็นทุนจึงทำให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้กลัวแต่สิ่งนั้นยังเป็นทั้งคุณและโทษ จึงได้กำเนิดศาสนาขึ้นมาหลายศาสนาแต่ว่าศาสนาที่กำเนิดมานั้นไม่ได้มีโทษมีแต่ก่อเกิดประโยชน์และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ถึงไม่ได้มีความศรัทธามากเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ไม่ได้ลบหลู่คำสอนของพระพุทธ ไม่ได้ลบหลู่คำสอนของศาสนาใด เพราะยังเชื่อว่าคำสอนนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ดี

ความคิดเห็นที่ 90

นายศรา
12 ก.ค. 2553 07:02
  1. เห็นด้วยกับอ.นิรันดร์และ คุณSatliquid ครับเอ่อ.. รบกวนถามคุณ"อยากรู้เหมือนกัน" หน่อยนะขอรับ ว่าคำพูดที่ว่า "เพียงแค่พุทธก็พิสูจน์ได้บางเรื่อง" น่ะ มันมีเรื่องไหนหรือครับ ที่ศาสนาพุทธอธิบายไม่ได้  รู้ไหมขอรับว่าแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ของตะวันตกหลายคนยังสนใจศาสนาพุทธเพราะว่าอธิบายได้ในหลายเรื่อง ทุกอย่างมีเหตุมีผล อย่างป็นวิทยาศาสตร์ และแน่นอนว่า วิทยาศาสตร์ "พิสูจน์" ได้ครับแล้วที่บอกว่า "สรุปว่าไสยเวทย์กับพุทธศาสตร์ก็เหมือนๆกันแหละ" น่ะ เหมือนกันตรงไหนขอรับ? ระหว่างสิ่งที่ทำให้ผู้คนหลงผิด งมงาย เชื่อในภูติผีปีศาจที่พิสูจน์ไม่ได้อย่างที่คุณบอก กับสิ่งที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างกระจ่างชัดและปฏิบัติได้จริง มันเหมือนกันเหรอครับ?สุดท้ายอยากจะถามคำถามสุดท้ายว่า คุณรู้จักศาสนาพุทธดีแค่ไหนครับ?


ความคิดเห็นที่ 89

11 ก.ค. 2553 15:16
  1. พุทธศาสนาก็คือพุทธศาสนาครับ ไสยศาสตร์ก็ส่วนไสยศาสตร์ แยกให้ออกจากกัน พิธีกรรม กับ หลักธรรม มันก็คนละอย่างกัน เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา ไม่เหมือนกับ ไสยศาสตร์แน่นอน (ตามที่ คห.ที่ 87 กล่าวไว้) และพุทธศาสนาไม่ได้มีพื้นฐานมาจากไสยเวทย์ แน่นอน.... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องหาจากไหนหรอกครับ มันอยู่ในตัวเราๆท่านๆแหละ กาย วาจา ใจ ของเราๆท่านๆแหละครับ เอาง่ายๆ ท่านลองพูดจาดีๆกับคนอื่น รับรอง ต้องมีคนพูดดีๆตอบท่านแน่ แต่ถ้าท่านเดินไปด่าคนอื่น นี่ก็รับรองครับ ว่าต้องมีคนด่าท่านกลับแน่นอน ทำดี มันก็ได้ดี ทำไม่ดี มันก็จะไม่ดี อีกอย่าง ถ้าจะจับพระไตรปิฎกมาอ่าน แล้วจะอ่านและสนใจแค่ว่า พระเทวทัตเหาะได้จริงหรือเปล่า ก็อย่าอ่านเลยครับ ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าอยากจะสนใจเรื่องไสยศาสตร์ ก็สนใจไปครับ ถ้าไม่สร้างความเดือดร้อนกับใคร เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะเรียนรู้ แต่ถ้าจะโยงให้มันเกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ได้ คงไม่ถูกแหละครับ ต้องขอขัดหน่อย....

ความคิดเห็นที่ 88

นิรันดร์
11 ก.ค. 2553 09:30
  1. คุณ"อยากรู้เหมือนกัน"คงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้คนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสรณะสรณะ หรือที่พึ่งในพระพุทธศาสนา มีเพียง"พระรัตนตรัย" หรือ "ไตรรัตน์"ประกอบด้วย "พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์" สามอย่างเท่านั้นเวลาสวดมนต์ ก่อนอื่นก็จะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย ว่า'พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิทุติยัมปิ  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิทุติยัมปิ ธัมมัง   สะระณัง คัจฉามิทุติยัมปิ  สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิตติยัมปิ  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิตติยัมปิ  ธัมมัง   สะระณัง คัจฉามิตติยัมปิ  สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ'พอตอนจบก็จะกล่าวยืนยันว่านัตถิเมสรณังอันยัง พุทโธเม สรณังวรังนัตถิเมสรณังอันยัง ธัมโมเม สรณังวรังนัตถิเมสรณังอันยัง สังโฆเม สรณังวรังหมายความว่าข้าพเจ้าไม่มีที่พึงใดอื่นอีก มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐข้าพเจ้าไม่มีที่พึงใดอื่นอีก มีพระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐข้าพเจ้าไม่มีที่พึงใดอื่นอีก มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐนักบวชใดที่สอนให้คนนับถือตะกรุด ผ้ายันต์ ปลัดขิก ฯลฯก็ไม่นับเป็นพระในทางพระพุทธศาสนา แต่เอาผ้าเหลืองมานุ่งหากินมงคลในทางพระพุทธศาสนา มี ๓๘ ประการไม่มีวัตถุมงคลอย่างไรก็ตามสิ่งใดที่คนอื่น(ที่ไม่ใช่ชาวพุทธนับถืออยู่) พระพุทธศาสนาก็สอนให้เคารพ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมไม่ได้สอนให้ไปเอามายกย่องเป็นสรณะของตนนอกจากพระรัตนตรัยไสยศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสตร์ พุทธศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ อย่างแน่นอน


ความคิดเห็นที่ 87

11 ก.ค. 2553 06:55
  1. เบื่อๆๆ เห็นเถียงกันมาตลอดเลย สรุปว่าไสยเวทย์กับพุทธศาสตร์ก็เหมือนๆกันแหละ เพียงแค่พุทธก็พิสูจน์ได้บางเรื่อง นับถือพุทธเหมือนกันแหละแต่ว่าทุกวันเริ่มคิดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธบอกว่ามีจริงอะอยู่ที่ไหน ไม่เคยมองเห็นด้วยตาเปล่าสักที พุทธก็เชื่อเรื่องผีเรื่องวิญญาณ นี่นา ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นใครจับผีมาให้ดูได้สักที ถึงมีคนประกาศว่าใครจับผีมาให้ดูได้เขาจะซื้อตัวละแสน คัวละล้านก็ยังไม่เห็นใครหามาขายเลย สรุปผีมีจริงมั้ยในโลกนี้หรือเป็นสิ่งที่เกิดจากความกลัวของมนุษย์แล้วทำให้สมองคิดและจินตนาการขึ้นมาเอง นรกสวรรค์มีจริงมั้ยใครเคยไปแล้วถ่ายรูปกลับมาให้ดูได้บ้าง เคยได้ยินมาแค่คนที่ฝึกสมาธิคนที่นั่งสมาธิจนถึงขึ้นถอดจิตแยกกายทิพย์ได้ถึงจะได้เห็นแต่สิ่งนั้นก็เป็นการหลอกลวงได้ไม่ใช่หรอ เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน การที่คิดว่าตัวเองถอตจิตได้อาจจะเกิดจากการนั่งสมาธิจนหลับแล้วฝันไปเองก็ได้ เพราะว่าของจริงอะก็ต้องเอากายหยาบๆไปสัมผัสได้ด้วยสิจะได้รู้ว่าตัวเองยังมีสติ ตอนที่ไปเจอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยได้ยินมา พอเราไปขอบนบานให้ช่วยเหลือนั่นก็เป็นแค่สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้มีความกล้าและกำลังใจขึ้นมาก็แค่นั้น ส่วนผลที่ลัพธ์ที่ออกมาก็ยังแค่บางคนที่สมหวังตามที่ขอส่วนบางคนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สรุปว่าสิ่งสักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ช่วยหรอก ไสยเวย์เองก็ยากที่จะพิสูจน์เพราะว่าไสย์เวทย์อาจจะเป็นการนำเอาคำพูดมาสะกดจิตให้คนกลัว เหมือนอย่างเช่น มีหมอผีไปทักผู้หญิงคนหนึ่งว่าจะโดนทำของใส่ หรือขู่ว่าจะทำคุณไสย์ใส่ พอผู้หญิงได้ยินก็เกิดความกลัว ตกกลางคืนมาในบรรยากาศที่เงียบสงบแค่ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กนิดหน่อยก็ผวาจนทำให้ตกใจขวัญกระเจิงจนทำให้นอนไม่หลับแล้วถ้าหากทุกๆคืนนอนไม่หลับแล้วก็ทำให้ขอบตาคล้ำ เหมือนคนโดนของไง แต่ไสย์เวทย์ก็พิสูจน์ได้ในเรื่องการแพทย์ ความรู้วิชาแพทย์ก็ได้ว่าจากตำรา เดียวกันกับตำราไสย์เวทย์ เคยได้ยินคำว่า อายุรเวท ใช่มั้ยหละ อายุรเวทก็มาจากคำภีร์ไตรเพทหรือคำภีร์พระเวทย์ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดกว่าทุกศาสนา และมันก็เป็นคำภีร์ของพราหมณ์ ร่ายไปยาวเลย หากเอาเรื่องพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์มาเปรียบเทียบกันมันก็มีบางอย่างที่พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ พุทธศาสตร์เองก็ยังพูดถึงการเหาะเหินเดินอากาศ อย่างเช่นพระเทวทัตที่แปลงกายได้ (แต่ว่าก็เป็นเรื่องเล่าในพระไตยปิฎกหนิไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นก็เลยไม่รู้ว่าทำได้จริงไหม) พุทธศาสตร์ก็มีพื้นฐานมาจากไสยศาสตร์นั่นแหละ แม้แต่พระสงฆ์เองยังสนใจเรียนวิชาไสยศาสตร์เลยก็ไม่เห็นแปลกที่คนจะเชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง รู้ว่าอธิบายยาวเราเองก็ยังไม่เข้าใจกับหลายเรื่อง แต่การที่เราจะรู้เรื่องไสยศาสตร์มันก็คงไม่ใช่เรื่องผิดถึงจะบอกว่ามันแปลว่าวิชาของคนที่ยังไม่ตื่น หรือ จะแปลว่า วิชาที่ดีกว่า (เพราะบางที่เขาแปลความหมายของคำว่า ไสย มาจากคำว่า ไศวะหรือศิวะ ที่แปลว่าศาสตร์ขั้นสูง อะไรประมาณนี้แหละ) โดยส่วนตัวก็ค้นหาความจริงเรื่องนี้อยู่เลยจำเป็นต้องหาต้นตอ หาความเกี่ยวเนื่องระหว่างไสยและพุทธ ไม่ใช่คนหาแค่กับคนไทยหรือคนที่ถือพุทธเท่านั้นแต่ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือเวทย์มนต์ พ่อมด หมอผี นั้นมันมีอยู่ทั่วโลก เพียงแต่ว่าทุกวันนี้มันคงไม่สามารถแสดงอภินิหารได้เหมือนเมื่อสองสามพันปีก่อน

ความคิดเห็นที่ 82

นิรันดร์
14 มิ.ย. 2553 23:37
  1. ผมกล้าท้าลองครับ


ความคิดเห็นที่ 81

2 เม.ย. 2553 00:46
  1. ครับ ในเรื่องแบบตำราไตรเพทที่ท่านพิมพ์มานั้น ถูกต้องครับ แต่ที่ผมพิมพ์เป็นบันทึกตำราที่มีอยู่ในเมืองไทยครับ ส่วนคำว่า ไสยที่ท่านไปลอกจากพจนาณุกรม ก็ถูกต้องครับ แต่มันเป็นนิยามไวยากรณ์นะครับ ส่วน ไสย ที่ผมพิมพ์ และแสดงความหมาย เป็นการอธิบายโดยลักษณะของการเคลื่อนที่เป็นกริยา หรือ เรียกอีกอย่างว่า ginix power ครับ ผมเป็นผู้รู้เฉพาะตนนะครับ ไม่ได้อวดรู้ แต่อย่างจะเผยแพร่เล็กๆน้อยๆให้คนที่ไม่เข้าใจ ได้เข้าใจ เพราะคนสมัยนี้เก่งตำราครับ ไม่รู้ถึงอำนาจ ของพลัง เช่น Bio ginix เรื่องอาถรรพ์เวท นี้มีการค้นคว้าเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ครับ ถ้าคุณเป็นผู้รู้ก็ดีของคุณนะครับ แต่ดีของผม ก็ของผมครับ แต่ผู้รู้ควรเผยแพร่มากกว่าจำจากตำรามาอย่างเดียว ต้องศึกษาและคนคว้าด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 80

นิรันดร์
1 เม.ย. 2553 12:14
  1. อยากรู้อะไรครับ


ความคิดเห็นที่ 79

31 มี.ค. 2553 20:59
  1. อยากรู้ค่ะ แอดมานะคะ^^ *_____*

ความคิดเห็นที่ 78

นิรันดร์
31 มี.ค. 2553 00:23
  1. ไส ๑ ก. เสือกไป, ผลักไป, ส่งไป, รุนไป, ดันไป. ไส ๒ (โบ) น. เรียกลูกชายคนที่ ๔ ว่า ลูกไส

    จากพจนานุกรมฯจะเห็นว่าคำว่า "ไส" ที่แปลว่าเลื่อนไป ไม่มี "ย" เป็นคำไทยท่านที่อ้างว่าท่านรู้จริงกรุณาแจ้งชื่อ นามสกุล จริง ตัวตนจริงด้วยเพื่อจะได้ตรองดูว่าเชื่อถือได้เท่าใด ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย


ความคิดเห็นที่ 77

นิรันดร์
31 มี.ค. 2553 00:12
  1. จากพจนานุกรมฯเวท [เวด, เวทะ] น. ความรู้, ความรู้ทางศาสนา; ถ้อยคําศักดิ์สิทธิ์ที่ผูก

    ขึ้นเป็นมนตร์หรือคาถาอาคมเมื่อนํามาเสกเป่าหรือบริกรรมตาม

    ลัทธิวิธีที่มีกําหนดไว้ สามารถให้ร้ายหรือดี หรือป้องกันอันตราย

    ต่าง ๆ ตามคติไสยศาสตร์ได้ เช่น ร่ายเวท, บางทีก็ใช้เข้าคู่กับคำ

    มนตร์ เป็น เวทมนตร์; ชื่อคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณซึ่งเป็น

    พื้นฐานของศาสนาพราหมณ์ยุคแรก มี ๔ คัมภีร์ได้แก่ ๑. ฤคเวท

    ว่าด้วยบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ตอนท้ายกล่าวถึงการ

    สร้างโลกซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบความเชื่อของชาวอินเดีย

    ๒. ยชุรเวท ว่าด้วยรายละเอียดการประกอบยัญพิธีและลำดับมนตร์

    ที่นำมาจากคัมภีร์ฤคเวทเพื่อสวดในขั้นตอนต่าง ๆ ของพิธี

    ๓. สามเวท ว่าด้วยบทขับที่คัดเลือกมาจากประมาณหนึ่งในหก

    ของฤคเวท และใช้เฉพาะในพิธีที่บูชาด้วยน้ำโสม ๔. อถรรพเวท

    หรือ อาถรรพเวท เป็นเวทมนตร์คาถาเพื่อให้เกิดผลดีแก่ฝ่ายตน

    หรือผลร้ายแก่ฝ่ายศัตรู ตลอดจนการบันดาลสิ่งที่เป็นมงคล

    หรืออัปมงคล การทำเสน่ห์ การรักษาโรค และอื่น ๆ สามคัมภีร์แรก

    เรียกว่า ไตรเวท หรือ ไตรเพท ต่อมารับอถรรพเวทหรืออาถรรพเวท

    เข้ามารวมเป็นสี่คัมภีร์เรียกว่า จตุรเวท หรือ จตุรเพท, เรียกยุคแรก

    ของศาสนาพราหมณ์จนถึงประมาณสมัยพุทธกาลว่า ยุคพระเวท

    มีวรรณกรรมหลักประกอบด้วยคัมภีร์พระเวท คัมภีร์พราหมณะ

    คัมภีร์อารัณยกะและคัมภีร์อุปนิษัทรุ่นแรก. (ป., ส.)


ความคิดเห็นที่ 76

นิรันดร์
30 มี.ค. 2553 23:58
  1. จากพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไสย, ไสย– [ไส, ไสยะ–] น. ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถาซึ่งเชื่อว่า ได้มาจากพราหมณ์ เช่น ถูกคุณถูกไสย. ไสย, ไสย– [ไส, ไสยะ–] น. ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถาซึ่งเชื่อว่า ได้มาจากพราหมณ์ เช่น ถูกคุณถูกไสย. ไสยเวท, ไสยศาสตร์ [ไสยะเวด, ไสยะสาด] น. ตําราทางไสย, วิชาทางไสย. ไสยเวท, ไสยศาสตร์ [ไสยะเวด, ไสยะสาด] น. ตําราทางไสย, วิชาทางไสย. ไสยา น. การนอน, ที่นอน. (ป. เสยฺยา; ส. ศยฺยา).


ความคิดเห็นที่ 75

27 มี.ค. 2553 02:37
  1. หลายคนที่รู้วิชา แต่กลับไม่เข้าใจคำว่า ไสย คำว่าไสยนี้ หมายความว่า เคลื่อนออก เช่น พระปางไสยาส หมายถึง ลักษณะกริยาที่ท่านเคลื่อนอวัยวะออกไป หรือ หมายถึงเหยียดออกไป หรือ ในทางอื่น เช่น การเคลื่อนอำนาจจิต อำนาจเทวดา อำนาจอาถรรพ์ เคลื่อนออกไป ในทางภาษาบาลี คำว่า ปัตติ ก็แปลว่า ออก หรือ คำว่า ปัสสะ ก็เช่นกัน ไสยศาสตร์ คือ ศาสตร์วิชาในการทำ(อย่างใดก็ได้ที่ผู้เรียนอาคม เรียนอำนาจจิต)ให้สิ่งนั้นเคลื่อนไป

ความคิดเห็นที่ 74

27 มี.ค. 2553 02:15
  1. ไสยศาสตร์ หรือ เดรัจฉานวิชา สิ่งเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งในตำราอาถรรพ์เวท ที่เป็นส่วนหนึ่งในคัมร์ภีไตรเภทครับ ซึ่งก่อนพุทธศาสนาจะเกิด ในตำราอาถรรพ์เวท ได้ แบ่งวิชาไว้เป็น 2 ระดับ คือ 1. ไสยเวท ในเวทนี้ ก็แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ อย่างสูง ที่เรียกว่าสายขาว อย่างต่ำเรียกว่าสายดำ อันว่าสายขาวนี้ พวกพรหมามณ์จะบูชาและขอใช้อำนาจจากเทวดาชั้นสูง เช่น พระพรหม พระ ศิวะ เป็นต้น ส่วนสายดำ ก็ใช้อาคมและอำนาจจากเทวดาชั้นต่ำจนถึงภูตผีปีศาจด้วย 2.เดรัจฉานวิชา คือ การใช้วิชาร่วมกับการใช้สัตว์ เช่น ต้องการให้ผู้ใดมีอันเป็นไป ก็เขียนชื่อผู้นั้น ยัดใสปาก สัตว์ ร่ายอาคม เมื่อสัตว์นั้นตาย ผู้นั้นก็ตายไปด้วย เป็นต้น ครั้นต่อมา เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้น จึงเกิดวิชาอีกสองทาง คือ พุทธเวท กับอวิชชา ต่อมาพวกเรียนวิชาจึงเอาทั้งหมดมารวมกัน เป็น 4 ระดับ 1. พุทธเวท หรือ พุทธคุณ คือ เวทที่สาวกสวด เช่น พระปริต 2. ไสยเวท 3. อวิชชา คือ วิชชาที่ไม่ควรใช้กับไปใช้ เช่น ทำไสยศาสตร์เพื่อทำร้ายกัน ถือว่า เป็นพวกไม่รู้จริงว่ามีกรรม 4. เดรัจฉานวิชา ในตำราอาถรรพ์เวทที่เข้ามาในเมืองไทย ที่แรก มีวิชาอยู่ 18 แขนง เช่น คงกระพัน แปลงรูป ชาตรี แปลงรูป คุมพลฯลฯ ส่วนในปัจจุบัน มีการเพิ่มเติมขึ้นรวมเป็นวิชา 24 แขนง ที่เด่น มีวิชามหาสูบ จัดว่าเป็นวิชาสุดยอดในตำราอาถรรพ์เวท ครับ

ความคิดเห็นที่ 73

27 มี.ค. 2553 01:48
  1. ในหลักธรรมที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ ว่าหลักธรรมนี้ มี2 อย่าง คือ เป็นแบบ ปาริหารธรรม กับแบบ อปริหารธรรม ธรรมที่เป็นปาริหารธรรม คือ ธรรมที่มีเรื่องของปาฏิหาริย์ เช่น ผลจากการฝึกฌานแล้วได้อภิญญา คือ มีฤทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ได้ ธรรมชนิดนี้ ผู้ที่ได้เด่นชัดในสาวกของพระองค์ คือ พระโมมัคคลานะ ฝ่ายแบบ อปาริหารธรรม คือ หลักของปัญญา เป็นธรรมที่ได้เรียนรู้ในเรื่องอภิธรรม ให้เกิดธัมมะวิจัย ที่เรียกว่า วิปัสสนา เป็นการศึกษาและปฏิบัติ ญาณปัญญาที่เห็นสภาวะธรรมต่างๆ สาวกของพระพุทธองค์ ที่รับในฝ่ายนี้เด่นชัดคือ พระสารีบุตร ฝ่ายสายพระโมคคัลลานะนั้น ส่วนมากในกาลนั้นมักเป็นพวกพรหมามณ์ ที่ได้เล่าเรียนไตรเภทมาแล้ว ซึ่งในไตรเภทนั้นมีตำราอาถรรพ์เวทอยู่ด้วย ดังนั้น พระ หรือ ผู้ศึกษาในสายธรรมสายเดียว หรือ เข้าไม่ถึงอีกสายหนึ่งก็จะค้านอีกสายหนึ่ง ว่าไม่มีจริง ก็เป็นของธรรมดา เพราะธรรมะเป็นตักกศาสตร์ ที่เข้าถึงยาก ทั้งสองทางครับ ฉะนั้น เรื่องอภินิหาร มีจริงในหลักธรรมนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 72

นายศรา
22 มี.ค. 2553 10:11
  1. 1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา 2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา 3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ 4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา 5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา 6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา 7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล 8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน 9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้ 10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อนได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียก ว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking) ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ใน มหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว ที่มา : กาลามสูตร - พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล

ความคิดเห็นที่ 71

นิรันดร์
17 มี.ค. 2553 08:43
  1. บางคน มามืด ไปมืดคือคนที่เกิดมาไม่มีโอกาสศึกษาพุทธศาสตร์ แล้วก็อยู่กับความไม่รู้ไปชั่วกาลบางคน มามืด ไปสว่างคือคนที่เกิดมาไม่มีโอกาสศึกษาพุทธศาสตร์ แต่ก็ได้มาพบกับพระพุทธศาสตร์ และสลัดอวิชชาทิ้งได้บางคน มาสว่าง ไปมืดคือคนที่เกิดในที่ดี มีโอกาสที่จะศึกษาพุทธธรรม แต่กลับหลงผิดไปกับอวิชชาบางคน มาสว่าง ไปสว่างคนพวกนี้โชคดีที่สุดที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้ศึกษาจนสามารถพ้นจากความทุกข์ได้


ความคิดเห็นที่ 70

16 ก.พ. 2553 16:23
  1. มีอะไรก็ส่งมาบ้าง

ความคิดเห็นที่ 69

13 ก.พ. 2553 17:23
  1. ชอบค่ะ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม เคยเจอค่ะ ใครเคยบ้าง เล่าสู่กันอ่านด้วยนะคะ ...ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 68

25 ม.ค. 2553 19:07
  1. สิ่งใดที่มีความละเอียดมาก ละเอียดจนกระทั่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์วัดไม่ได้ ไม่อาจสรุปได้ว่าไม่มี หากต้องการวัดนามธรรม จะต้องใช้เครื่องมือวัดที่เป็นนามธรรมเช่นเดียวกัน จึงจะวัดได้ glasswarechemical.com

ความคิดเห็นที่ 67

นกแสก
24 ม.ค. 2553 20:26
  1. ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทดลองพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ แม้แต่ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ก็กล่าวไว้ในทำนองนี้

ความคิดเห็นที่ 66

นิรันดร์
23 ม.ค. 2553 18:05
  1. วิชาความรู้ที่ควรหามาศึกษาให้เข้าใจ ก็คือ พระพุทธศาสน์ _ พุทธ หมายถึง ความรู้ การตื่นจากหลับ วิชาที่ไม่ควรศึกษาก็คือ ไสยศาสตร์ ไสยาศน์ หมายถึง การนอน ไม่สามารถแยกความจริงความเท็จ ความถูกผิดออกจากกันได้ บางครั้งเรียกว่า ดิรัจฉานวิชา ดิรัจฉาน หมายถึงผู้มีตัวขนานไปกับพื้น เช่นสัตว์ทั้งหลาย และคนที่ไสยาศน์อยู่ก็ ทำตัวขนานพื้นเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 65

23 ม.ค. 2553 17:03
  1. ผมต้องการสืบเสาะหาวิชามาประดับความรู้มีตำราบ้างไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 63

19 ธ.ค. 2552 19:44
  1. ขอช่วยให้คนรักกลับมา

ความคิดเห็นที่ 62

27 ต.ค. 2552 18:50
  1. ชอบ ม๊าก เรื่อง นี้ นะ อย่า ลอง บ้าง ช่วย ติด ต่อ มา หน่อย น๊า ค๊า อยู่เชียงใหม่ ค๊า *------*

ความคิดเห็นที่ 61

13 ก.ย. 2552 20:09
  1. อยากรู้ๆๆๆ


ความคิดเห็นที่ 60

29 ส.ค. 2552 22:48
  1. รับแอดด้วยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 59

26 ส.ค. 2552 19:25
  1. ท่านจะอ้างหลักธรรม อะไรมามันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับไสยศาสตร์สักนิด หากคนจะเชื่อมันก็ไม่เห็นเป็นไร เหมือนกับที่เราเชื่อในพุทธ ในคริสต์ อิสลาม ไสยศาสตร์ก็คือศาสนาๆหนึ่ง หรือ ก็คือพราหมณ์นั่นละ พุทธในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบทสวด คาถาเองก็เกิดจากการหลอมรวมกับพราหมณ์(ไสยศาสตร์)...


ความคิดเห็นที่ 58

13 ส.ค. 2552 22:15
  1. เกือบลืม รับแอดด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 57

13 ส.ค. 2552 22:08
  1. ก็ไม่ได้บอกนี่ว่าเลิกนับถือพระพุทธศาสนาผมว่าบางทีคนเราในกลุ่มนี้ยังให้ความสำคัญกับพระสงฆ์มากกว่าบางคนที่ชอบเอาพระพุทธศาสนามาบังหน้าแล้วเสแสร้งทำเป็นสอนคนอื่น ...แย่มากถ้ามันเรียนได้ผลจริงอ่ะ ก็ไม่ต่างจากเวทย์มนต์จากฮอกวอตส์ที่พวกคุณบางคนคลั่งไคล้กันหรอก


ความคิดเห็นที่ 56

13 ส.ค. 2552 11:49
  1. แอดผมด้วยครับ สนใจ

ความคิดเห็นที่ 55

4 ส.ค. 2552 11:08
  1. มันเป็นเรื่องที่ผมชอบอยู่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 54

นิรันดร์
10 ก.ค. 2552 18:47
  1. ศาสนาที่ดี เป็นศาสนาของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม สามารถปฏิบัติได้ ทดสอบได้ พิสูจน์ให้เห็นจริงได้ หากไสยศาสตร์ใด กล้าท้าให้พิสูจน์ได้ทุกแง่ทุกมุม ผมก็จะลองดู ผมดูแคลนพวกที่อ้างว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ใครต้องการพิสูจน์ก็ไปหาว่าเขาลบหลู่เสียแล้ว ไม่นับเป็นหลักวิชาที่แท้จริง

ความคิดเห็นที่ 52

ศรา_อีปราส
27 มิ.ย. 2552 23:02
  1. ผมไม่รู้นะครับว่าไสยเวทย์คืออะไรยังไงแล้วถ้ามีแล้วจะทำไม ไม่มีแล้วจะทำไมแต่ที่ผมรู้คือ ผมนับถือพุทธ นับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ ไม่ได้เป็นพุทธเพียงสำมะโนครัวและก็ ไม่ได้นับถือภูติผีปีศาจหรือเดรัจฉานวิชาแต่อย่างใดแล้วพวกคุณล่ะ?


ความคิดเห็นที่ 51

อินคา
27 มิ.ย. 2552 14:26
  1. โอ้ สาธุๆ ท่านผู้เจริญ ใครก็ได้ช่วยบอกที่ว่าตกลงนี่คืออะไรกันแน่น่ะ


ความคิดเห็นที่ 50

นิรันดร์
27 มิ.ย. 2552 12:48
  1. ผู้ที่เป็นบัวเหล่าที่สี่ก็คือพวกนับถือไสยเวทย์หรือดิรัจฉานวิชานั่นเอง น่าสงสารมาก ๆ หนทางพ้นทุกข์คืออริยมรรคมีองค์แปด เป็นหนทางตรงที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ นอกจากอริยมรรคแปดแล้วหาใช่หนทางพ้นทุกข์ไม่

ความคิดเห็นที่ 49

27 มิ.ย. 2552 11:40
  1. เอากุมารทองมาเที่ยวบ้านผมด้วยนะ

ความคิดเห็นที่ 48

20 มิ.ย. 2552 19:15
  1. """ ๛ไสยเวทย์๛ """ มีจริง มีจริง มีจริง แต่เป็นเพียงศาสตร์ที่น่าค้นคว้า มิใช่เห็นทางงงง ดับทุกข์ "" แต่ศาสตร์ด้านนี้แขนง หนึ่ง ที่จะค่อยๆ พยุง ให้พ้นทุกข์ บัว 1 2 3 เห่ลาคงจะเข้าใจในคำพูด แต่ เหล่า4นั้นยากที่จะสั่งสอน แล... (อธิบายให้ บัว4 เข้าใจ คือ กฎของศาสตร์นี้ เป็นสิ่ง พยุง ให้ พ้นทุกข์ ) ขอบคุณครับ ปล. หลวงปู่ศรัณ ชัยยะปัญโญ

ความคิดเห็นที่ 47

นิรันดร์
7 มิ.ย. 2552 13:05
  1. ผมก็สอนอยู่


ความคิดเห็นที่ 46

7 มิ.ย. 2552 12:40
  1. อย่ากเรียนด้วยคนครับมีใครจะสอนบ้างครับ


ความคิดเห็นที่ 45

4 มิ.ย. 2552 20:06
  1. อยากให้คนรักกลับมา...


ความคิดเห็นที่ 44

นิรันดร์
20 พ.ค. 2552 18:36
  1. ไสยเวทย์ เมื่อใดจะกล้าท้าให้พิสูจน์สักทีล่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 43

20 พ.ค. 2552 03:03
  1. ไสยเวทย์ มาจากคำว่า ไศวเวทย์ หมายถึง เวทย์มนต์ของพระศิวะ เทพเจ้าแห่งเวทย์มนต์คาถา และมีชายา เจ้าแม่กาลี เทวีแห่งไสยเวทย์


ความคิดเห็นที่ 42

18 พ.ค. 2552 09:56
  1. ทีแรกมินก็ไม่เชื่อน่ะค่ะไอ้เรื่องพวกแบบนี้............จนกระทั่งได้เจอกับตัวเองหน่ะ.......มันน่ากลัวมากๆๆๆมินโดนเขาทำคุณไสยหน่ะ.มันเจ็บปวดน่ะ....มินขอให้คนที่อ่านกระทู้ของมินที่เชื่อเรื่องพวกนี้.....ขอให้นำไสยฯไปใช้ในทางที่ดีเถอะน่ะอย่าเอาไปทำร้ายคนอื่นเลย......เชื่อเถอะ...ไม่มีทุกอย่างที่ได้ดั่งใจเราหรอกน่ะค่ะ............


ความคิดเห็นที่ 41

นิรันดร์
17 เม.ย. 2552 20:58
  1. หากคนที่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ยอม ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวไม่มาดึงออกจากความมืด อวิชชาก็จะเป็นฝ่ายชนะนะครับการเสนอความรู้ ก็ต้องให้หลาย ๆ ด้าน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายนำเสนอข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวคนที่เดิมไม่เชื่อด้านมืด นานเข้าก็จะเคยชินและเชื่อในที่สุดเหมือนกับเรื่องข่าวสารการเมืองบ้านเราหากประชาชนปิดหูปิดตาตัวเอง รับสารด้านเดียว ก็เกิดความเข้าใจผิดนำไปสู่ความแตกแยกได้


ความคิดเห็นที่ 40

Prof.D
16 เม.ย. 2552 20:21
  1. ตอนแรกผมจะไม่แวะมาแล้วล่ะครับ แต่ผมนับถือความพยายามของอาจารย์นิรันดร์ ไม่ต้องกังวลนะครับเพราะนี้เป็นครั้งสุดท้ายของผมที่จะแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ ผมจึงขอนำเอาหลักธรรมของพระพุทธองค์มาบอกกล่าวกัน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป บัว ๔ เหล่า ได้แก่

              ๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

    ๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู) ๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ) ๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

    อ้างอิง http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/lotus.html

    พวกท่านเป็นบัวเหล่าไหนตามแต่จะพิจารณาแล้วกันครับ


ความคิดเห็นที่ 39

นิรันดร์
16 เม.ย. 2552 19:50
  1. ผมเข้ามาก็เพื่อดึงคนออกจากไสยศาสตร์อยากให้เลิกอ้างตีกันเสียทีว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่แต่ควรพูดว่า ไม่เชื่อท้าให้พิสูจน์พุทธศาสตร์ เป็นศาสตร์ของจริง เรียนรู้ได้และปฏิบัติได้ ทดสอบได้ ท้าพิสูจน์ได้ ไม่จำกัดกาลอย่างนี้จึงเรียกว่าของจริง ใครทำ ใครปฏิบัติก็ได้เชื่อก็ทดสอบได้ ไม่เชื่อก็ทดสอบได้ เพราะเป็นศาสตร์ของผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานต่างจากศาสตร์ที่นอนฝันเอา(ไสยศาสตร์)ที่ห้ามท้าพิสูจน์


ความคิดเห็นที่ 38

16 เม.ย. 2552 15:22
  1. ขอด้วยครับเข้ามาคุยหน่อยคับโดนเมียหลอก


ความคิดเห็นที่ 37

ภากร
15 เม.ย. 2552 19:23
  1. ผมไม่เชื่อแต่แรกน่ะครับแต่เห็นคุยกันเลยถามดูครับ

     

    ไสยศาสตร์มีประโยชน์ตรงไหนหรือครับ?

    ถ้ามียังพอว่า? ใช้เพื่อ?ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าไม่มีจะศึกษาเพื่ออะไรหรือครับ?

    ได้อะไรตอบแทนจากไสยศาสตร์หรือครับ?

     

    สงสัยเยอะเลย คือผมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกครับแต่มาถามดู หากมันให้ประโยชน์แก่ปวงชนมนุษยชาติจักรวาลเรา ก็ไม่จำเป็นครับที่จะไปปิดกั้นไสยศาสตร์ และก็ยังควรส่งเสริมให้มันเจริญๆ แต่หากว่าไม่ได้ช่วยอะไรๆดีขึ้นมานั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาไสยศาสตร์ ครับ{#emotions_dlg.q3}


ความคิดเห็นที่ 36

15 เม.ย. 2552 16:47
  1. ไสยเวทย์ คืออะไรครับ เวทย์มนต์หรือเปล่าครับ ลงตัวอย่างให้ดูสักนิดได้ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 35

ตูเอง
15 เม.ย. 2552 09:41
  1. พี่กาบๆ เรารู้ความจริงแล้วล่ะ.....(ทฤษฎีมั่วของเราสำหรับการกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ)= =(เกี่ยวอะไรฟระเนี่ย)

    มันมีข้อสันนิษฐาน...มีหลักฐาน แต่ไม่มากพอ....

    โหว กุมารทอง.....

    ทำบาปทำกรรม- -*


ความคิดเห็นที่ 34

7 เม.ย. 2552 20:25
  1. และผมอยากเลียงกุมารทอง

     

     

    ที่ไหนมีบ้าง

     


ความคิดเห็นที่ 33

7 เม.ย. 2552 20:23
  1. ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องวิชาต่างๆ

     

     

    แต่นั้งสมาธิได้ระดับหนึ่งแล้วล่ะ


ความคิดเห็นที่ 32

ตูเอง
2 เม.ย. 2552 13:06
  1. = =หยาอาจารย์นิรันด์เข้ามากระทู้นี้บ่อยจัง

    พี่กาบท่านไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไรหรอก....

    แค่เป็นคนชอบกำจัดแมลงแถวบ้านแค่นั้นเอง= =

    ไสยศาสตร์มันก็แค่เป็นศาสตร์หนึ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา....ใครจะห้ามมันก็ยากอะนะ....แต่อยากให้คนสนใจนิดนึง....ว่าถ้าเรารู้แล้วจะได้อะไร- -เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรู้ยิ่งพวกเรื่องที่มันพิสูจอะไรไม่ได้แล้ว....เอาเวลามาตั้งใจเรียนตั้งใจทำงานดีกว่ามั้ย...???- -


ความคิดเห็นที่ 31

นิรันดร์
2 เม.ย. 2552 12:15
  1. ขอบคุณ Prof.D ทีแรก นึกว่าต้องสู้กับพวกชอบนอนอยู่คนเดียวเสียอีก


ความคิดเห็นที่ 30

Prof.D
2 เม.ย. 2552 11:55
  1. จะเสียเวลาไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้ทำไมครับ

    มันไม่ใช่หนทางดับทุกข์

    พระพุทธองค์ท่านก็ทรงค้นพบและชี้ทางสว่างมานานแล้ว

    แต่หลายๆคนก็ยังคงเดินวนเวียนอยู่ในความมืดทั้งๆที่มีทางสว่าง

     


ความคิดเห็นที่ 29

2 เม.ย. 2552 11:41
  1. autojat@hotmail.comอยากเรียนมากจร้ารีบแอดมานะ


ความคิดเห็นที่ 28

นิรันดร์
2 เม.ย. 2552 11:20
  1. เป็นชาวพุทธ ต้องไม่เชื่อไสยศาสตร์


ความคิดเห็นที่ 27

2 เม.ย. 2552 09:35
  1. แอดมาด้วยสิคะซีก้ออยากรุ้เรื่องพวกนี้เหมือนกานไม่ใช่แค่อยากรุ้แต่เชื่อเรื่องพวกนี้ด้วย


ความคิดเห็นที่ 26

นิรันดร์
25 มี.ค. 2552 10:33
  1. ไสยศาสตร์ เป็นศาสตร์ของการนอน เป็นศาสตร์ของความมืดเป็นศาสตร์ของความไม่รู้ หรืออวิชชาสังเกตว่า บางคน กลางวันแท้ ๆ ยังมองอะไรไม่เห็นเพราะไปไสยาสน์เสียนี่


ความคิดเห็นที่ 25

25 มี.ค. 2552 02:32
  1. สนใจอะคับ

    bike_tk@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 24

พี่กาบ
22 มี.ค. 2552 14:42
  1. หาว~ ดิบเทศน์ อ๊ะ มิซาวะสดุ้งตื่นขึ้น อ่ะม่ายยยช่ายยไสยแปลว่านอนไง หึๆ ไปนอนกลางวันดีกว่า


ความคิดเห็นที่ 23

ตูเอง
22 มี.ค. 2552 10:06
  1. ลิ้งใช้ไม่ได้...งั้นไปหาเอาเองแล้วกัน...เชื่ออย่างอาจารย์นิรันดร์แต่ไสยนี่แปลว่านอนจริงๆหรอ(ความรู้ใหม่...ต้องจำไว้)ของทุกอย่างก็คือธรรมชาติ จะพิสูจน์ได้หรือไม่ได้มันก็คือธรรมชาติอยู่ดีอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะมันเป็นอนัตตาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด ใฝ่ฝัน ลุ่มหลง หรืองมงายเพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่เมื่อ"ผล"เกิดขึ้นแล้วเขาจะรู้เองว่ามันเหมาะสมกับตัวเขารึป่าวแต่ก็คงไม่ต้องรอให้"ผล"เกิดขึ้นก่อนก็ได้เพราะเชื่อว่าแต่ละคนน่าจะมีวิจารณญาณเอ้อ เผลอพร่ำซะยาวเป็นแม่น้ำ....ที่จริงมันแล้วแต่ความเชื่อของคนอะนะ....แต่ก็ยังงง.....ไอ้ไสยเวทย์นี่มันเป็นแบบไหนหนอ...รู้ชื่อ แต่ไม่รู้จัก- -*   ^   ^    |    |พี่กาบลองถามท่านดู= =


ความคิดเห็นที่ 22

19 มี.ค. 2552 14:35
  1. ดี น่าสนใจ เราสนใจ้รื่องน้มานาน มาคุยกัน


ความคิดเห็นที่ 21

19 มี.ค. 2552 14:17
  1. บอกด้วยนะ


ความคิดเห็นที่ 20

พี่กาบ
27 ก.พ. 2552 22:19
  1. 555+ อาจารย์นิรันดร์แน่วแน่สุดยอด นับถือ (นี่ไอ้ดิบ ลิ้งแกใช้ไม่ได้น่ะ -*-)ตอนนี้กำลังยุ่งด้วยครับ เพราะว่าญาติเจอของพวกนี้เข้าแล้ว (เฮ้อออ)


ความคิดเห็นที่ 19

นิรันดร์
27 ก.พ. 2552 14:42
  1. น่าจะคุยที่นี่นะครับไม่น่าจะไปแอบคุยของแท้ต้องพิสูจน์ได้ เห็นจริงได้ไม่จำกัดกาล


ความคิดเห็นที่ 18

27 ก.พ. 2552 11:59
  1. อืม อยากคุย เหมือนกัน กะลังหาข้อมูลเพราะ ว่าผมโดนอยู่ น่ะนะ ก็เลย เอามันมา เป็น ตัวของตัวเองเลยมาคุยกันนะ... bommondam_@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 17

นิรันดร์
14 ก.พ. 2552 21:47
  1. ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ผมไม่เอาความเชื่อส่วนตัวมาตัดสินเรื่องงานหรอกแต่ผมไม่นับถือไสยศาสตร์ทุกรูปแบบหมายความว่า ผมไม่สนใจศาสตร์ของการนอนผมเชื่อและสนใจนับถือเฉพาะพุทธศาตร์เท่านั้นและพยายามดึงคนออกจากไสยศาสตร์ด้วยลองคิดดูสิครับ ทำไม่จึงเรียกไสยศาสตร์หากนึกไม่ออก ก็ย้อนกลับไปดูความคิดเห็นที่ 8


ความคิดเห็นที่ 16

14 ก.พ. 2552 21:40
  1. สนใจมากครับผม ...อยากรู้ด้วยคน


ความคิดเห็นที่ 15

ตูเอง
30 ม.ค. 2552 22:11
  1. *--*เหอๆไสยเวทย์นี่มันเรื่องไหนหนอ....คนทรง หมอผี หรือคนเห็นผีล่ะ....www.palungjit.com ลองเข้าไปดู....คุณอาจจะชอบก็ได้....


ความคิดเห็นที่ 14

พี่กาบ
30 ม.ค. 2552 18:56
  1. โหะๆๆๆ ล้อเล่นกันนี่ อยากแบนก็เอาเถอะ แค่ล้อเล่น~ ถ้าเกิดว่าอาจานไม่ใช่วีทีม เราก็ด่าเค้าได้เหรอ ก็ไม่ใช่ (เอาล่ะ เทศน์อีกแล้ว) ถ้าเค้าไม่ใช่วีทีม ท่านจะเตือนไหมหว่า? อาจานมาเห็นก็ช่วยตอบด้วยนะ


ความคิดเห็นที่ 13

Kidder
30 ม.ค. 2552 18:49
  1. เอ่อ...พี่กาบครับ คนที่บอกว่าแปลว่านอนนั่นอาจารย์นิรันดร์ดีกรีถึงขั้นวีทีมเลย ระวังโดนสั่งเด้งใน 24 ชั่วโมงนะครับ ^^*


ความคิดเห็นที่ 12

พี่กาบ
30 ม.ค. 2552 18:42
  1. อื้อหือ สงสัยจะทิ้งไว้นานมาก จะแอ๊ดให้หมดเลย5555+ใครหว่า บอกว่าเป็นวิชานอน จงนอนเสียเถิดนะ นอนไปจนโลกถึงกาลปวสานเลย 


ความคิดเห็นที่ 11

lala_shinee
29 ม.ค. 2552 20:19
  1. สนใจเหมือนกันแอดมาได้shineeworld_key@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 10

นิรันดร์
26 ม.ค. 2552 14:31
  1. ของแท้ต้องกล้าให้พิสูจน์เมื่อไร ที่ไหนบอกด้วย


ความคิดเห็นที่ 9

26 ม.ค. 2552 14:18
  1. สนใจนะครับ ลองดูนะ

     


ความคิดเห็นที่ 8

นิรันดร์
23 ม.ค. 2552 17:09
  1. ไสย = นอนเวทย์ = วิทยา หรือวิชาไสยเวทย์ หมายถึงวิชาของผู้ที่นอนอยู่ หรือรู้แบบหลับ ๆ ตื่น ๆ เรียนไปแล้วจะมีความรู้น้อยลง คือทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ


ความคิดเห็นที่ 7

23 ม.ค. 2552 14:18
  1. คุยด้วยคนครับ


ความคิดเห็นที่ 2

groundhog28
7 ม.ค. 2552 13:45
  1. คุยด้วยคนดิ

    june_9258@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 1

4 ม.ค. 2552 13:46
  1. ดี สนใจก็คุยได้


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น