เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 929,963 ตอบแล้ว: 1,450
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1315 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| -14-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1341 8 ม.ค. 2556 (16:17)

ครูวินัย สุขยืดเป็นอาจารย์ประจำชั้นของอาจารย์นิรันดร์ เพื่อนรัก แม้ผมจะเรียนคนละห้องกับอาจารย์นิรันดร์สมัยนั้น แต่เราก็เรียนวิชาสังคมศึกษากับครูวินัย โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ ผมเรียกติดปากว่าครูวินัยมาตั้งแต่สมัยก่อน ตอนนั้นเราไม่ค่อยใช้คำว่าอาจารย์ 

สมัยนั้นเรายังไม่รวมกรุงเทพกับธนบุรีเข้าด้วยกัน แต่เป็นสองจังหวัดคือ จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี เวลาเราเรียนวิชาประวัติศาสตร์จึงดูเหมือนกับว่าเรียนเป็นสองช่วงคือช่วงสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและเมืองบางกอกเป็นเมืองหลวง สึ่สิบกว่าปีก่อนนี้เวลาพูดถึงฝั่งธนบุรีจะมีความรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ยังไม่ค่อยเจริญ หากไปยืนอยู่กลางสะพานพุทธฯ มองไปยังฝั่งพระนครจะเห็นตึกรามบ้านช่องอยู่กับหนาแน่น หากมองไปยังฝั่งธนบุรีเราจะเห็นว่ามีบ้านเรือนอาคารสูงใหญ่มีน้อย แต่จะมีต้นไม้เขียวเต็มไปหมด

ผมรู้สึกสนุกกับการเรียนประวัติศาสตร์เพราะครูสอนสนุกและสามารถทำให้เราจินตนาการมองเห็นภาพในอดีต และเกิดความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะการได้ไปสัมผัสกับสถานที่จริงในปัจจุบัน จนบางครั้งจินตนาการไปว่าหากเราอยู่ ณ บริเวณนั้นในอดีตจะเป็นอย่างไร ครูวินัยเคยสอนแบบเล่าเรื่องราวในช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยากับการกู้ชาติและตั้งกรุงธนบุรี ทุกครั้งที่พ่อผมขับรถพาผมผ่านบริเวณต่างฝั่งธนบุรี ผมก็อดที่จะจินตนาการไม่ได้ว่ากองทหารของพระเจ้าตากสินเดินทัพอย่างไร เจอกับทหารพม่าตรงไหน ต่อสู้กันอย่างไร การเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ต้องดูแผนที่และจัดลำดับเหตุการณ์ไปด้วยจึงจะเข้าใจและสนุก สมัยนั้นผมเกิดความสงสัยเนื่องจากความเข้าใจผิด คือ ครูวินัยเล่าว่า พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาญ หรือ โพธิ์สาวหาญ รุ่งเช้าได้ต่อสู้กับกองทหารพม่า ทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายแตกหนีไปพระยาตากจึงนำทหารเดินทางต่อ และไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก เวลาพ่อผมขับรถผ่านแถวๆพรานนกฝั่งธนบุรี ผมเป็นต้องคิดเสมอว่า พระยาตากตีฝ่าวงล้อมมาได้อย่างไรตั้งไกล แล้วทำไมไม่ไปตั้งค่ายใกล้ๆอยุธยา ดูแผนที่ก็งงมาก อันที่จริงบ้านพรานนกที่ว่านี้อยู่ในอยุ่ที่ตำบลโพธิ์สาวหาญ อ.อุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั่นเอง ไม่ใช่บ้านพรานนกใกล็โรงพยาบาลศิริราชตามที่ผมเข้าใจสมัยนั้น

ครูวินัยเล่าเหตุการณ์ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เด็กหรือเยาวชนปัจจุบันอาจจะมองไม่เห็นคือ ความรักชาติ ความเสียสละเพื่อประเทศชาติและความสามัคคีของคนในชาติ ตลอดจนพระปรีชาสามารถของคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน สะสมบารมีจนได้เป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ ดังจะเล่าให้ฟังต่อไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1342 9 ม.ค. 2556 (00:04)


สมัยก่อนนี้สะพานที่เชื่อมเมืองหลวงเก่ากับเมืองหลวงใหม่นั้นมีไม่มากนัก ที่เรารู้จักกันดีในสมัยนั้นก็คือ สะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์หรือสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ สร้างขึั้เมือ่ปี พ.ศ.2475 เพื่อฉลองกรุงเทพฯที่สร้างมาครบ 150 ปี ท่านสามารถชมภาพยนต์ประวัติศาสตร์การสร้างสะพานแห่งนี้ได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=Ype4YS1Qh_E  สมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สะพานพุทธยังสามารถเปิดเพื่อให้เรือลำใหญ่แล่นผ่านไปได้ ในงานฉลองการเปิดสะพานก็มีเรือรบแล่นผ่านให้ประชาชนชมดังรูปข้างล่างนี้ อ้างอิง >>> www.bangkokmuseum.org



การเปิด-ปิดสะพานเมื่อก่อนนี้จะมีป้ายบอกเวลาไว้ พ่อของผมต้องขับรถพาไปดู รู้สึกว่าเป็นของแปลกน่าดูมาก



เมื่อข้ามสะพานพุทธไปฝั่งธนบุรีก็จะมาถึง "วงเวียนเล็ก" และหากเลยไปอีกหน่อยเราจะไปถึง"วงเวียนใหญ่" เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกแบบและควบคุมการหล่อโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปิน (รูปขาว-ดำ บน) ผู้ปั้นคืออาจารย์แสวง สงฆ์มั่งมี (รูปข่าว-ดำ ล่าง) เป็นพระบรมรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ประทับบนหลังม้า ทรงพระมาลา เบี่ยงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่จันทบุรี พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบชูออกไปเหนือพระเศียร พระหัตถ์ซ้ายทรงบังเหียน ท่านำพลรุกไล่ข้าศึก ทำไมจะต้องหันไปทางจันทบุรี และเกี่ยวกับเมืองพัทยาอย่างไรดังที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น จะได้เล่าให้ฟังต่อไป

พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ทางรัฐบาลได้ให้ประชาชนออกเงินบริจาคสร้างและเปิดโอกาสให้ได้ออกเสียงเลือกแบบด้วย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เลือกแบบในปัจจุบันนี้

ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิด และถวายบังคมพระบรมราชาอนุสาวรีย์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2497 และในวันที่ 28 ธันวาคม 2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา ถวายราชสักการะ

วันที่ 28 ธันวาคม 2310 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กอบกู้เอกราชชาติไทยกลับคืนหลังจากการเสียกรุงครั้งที่สอง ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี ทางราชการจึงกำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จะมีพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณของพระองค์ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ วงเวียนใหญ่

อ้างอิง >>> http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88

การเปลี่ยนแปลงในช่วงสี่สิบกว่าปีมานี้ ที่ผมสังเกตเห็นได้คือ เมื่อก่อนนี้เวลาเรานั่งรถเมล์ผ่านวงเวียนใหญ่ เราจะเห็นผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยกมือไหว้อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินด้วยความเคารพและสำนึกในพระคุณของพระเจ้าตากสินมหาราช ว่าท่านผู้นี้คือผู้มีพระคุณที่กอบกู้เอกราชของชาติไทย ต่างจากปัจจุบัน ผมไม่เห็นภาพนั้นอีกแล้ว จะเห็นก็แต่คนแก่ผู้สูงอายุยังคงยกมือไหว้กันบ้างแต่น้อยมาก ลูกหลานไทยในปัจจุบันจะรู้ไหมว่ามันยากเย็นเพียงใดในการที่จะรวมชาติให้เป็นปึกแผ่นด้วยความสามัคคี บรรพบุรุษของเราต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตเท่าไรเพื่อให้ชาติดำรงอยู่

พระเจ้าตากสินมหาราชกู้ชาติอย่างไร จะได้เล่าให้ฟังต่อไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1343 9 ม.ค. 2556 (00:55)


เด็กสมัยนี้สนใจแต่ท่าเต้นต่างๆ ท่าโยกหน้าโยกหลัง ท่ากังนำ ฯลฯ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1344 9 ม.ค. 2556 (09:53)

นอกจากคุณครูวินัยท่านจะสอนวิชาประวัติศาสตร์แล้ว ท่านยังสอนขับร้องด้วย
ยังจำได้ว่า เพลงที่ท่านสอนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ "ชะตาชีวิต" ในช่วงเวลานั้น ก็มีภาพยนต์ไทยโดยกัลยามาลย์ภาพยนต์เรื่อง "นกน้อย" ผมไม่แน่ใจว่าคุณครูวินัยท่านจะได้สอน ดร.แขชนะ ให้ร้องเพลงด้วยหรือไม่

ในความรู้สึกของผม คุณครูวินัยท่านเป็นครูที่มีความเมตตาสูง ท่านจะพูดกับเด็กลูกศิษย์ด้วยถ้อยคำที่ระรื่นหู
ไม่ดุว่าด้าตี แตกต่างจากครูอื่นหลายท่านที่จะกำหราบเด็กที่ไม่เอาถ่านอย่างผมด้วยถ้อยคำที่เสียดแทงหัวใจ
หรือแม้แต่เฆี่ยนตี ซึ่งทำให้ผมไม่อยากเรียนในวิชาเหล่านั้นไปเลย
ตอนถ่ายรูปทำหนังสืออนุสรณ์ ผมก็ไม่ได้ไปถ่ายเสียทีคุณครูท่านก็ทวงแล้วทวงอีก
ในที่สุดท่านก็เรียกผมเข้าไปคุยว่า ถ้าไม่มีเงิน ครูจะให้เอาไปถ่ายรูป 
แม้ผมไม่ได้รับเงินของท่านแต่ผมก็จดจำน้ำใจของท่านได้ตลอดมาครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1345 9 ม.ค. 2556 (12:17)

ผมระลึกถึงครูวินัยเสมอ แม้ว่าท่านจะจากพวกเราไปนานแล้ว ท่านเป็นครูที่มีวินัยสมชื่อ อีกทั้งมีเมตตาดังที่อาจารย์นิรันดร์ว่าไว้นั้นไม่ผิด ในชั่วโมงสอนท่านมักจะมีบทกลอนหรือคมคำมาฝากเสมอ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ีท่านสอนพวกเราเกี่ยวกับความรัก ท่านเล่าว่ามีหนุ่มคนหนึ่งบอกกับแฟนสาวว่า เขารักแฟนสาวคนนี้มาก แฟนสาวก็ตอบไปว่า พี่ไม่ต้องรักน้องมากนักหรอก ขอเพียงแต่รักน้อยๆ แต่ให้รักน้องนานๆก็แล้วกัน ครูวินัยเล่าเรื่องขำๆอีกหลายเรื่องประกอบการสอนที่ทำให้เราสนุกและไม่เบื่อ มีอยู่หลายครั้งที่ท่านดุนักเรียนเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยได้ยินท่านพูดจาเสียดแทงหัวใจเลยสักครั้ง


ตอนที่ครูวินัยสอนเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าตากสินนั้น ผมจำได้ว่า อาจารย์นิรันดร์เพื่อนรักเอาคำถามมาถามผมว่า รู้หรือไม่ว่าพระเจ้าตากสินนั้นมีอะไรพิเศษอีกบ้างที่แตกต่างคนอื่น เพื่อนรักยังจำได้ไหม แล้วเพื่อนก็เฉลยว่า ตามประวัติที่เล่าต่อกันมาเป็นภาษาชาวบ้านว่า แขนของพระเจ้าตากสินนั้นยาวกว่าแขนของคนธรรมดาทั่วไป 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1346 9 ม.ค. 2556 (17:55)


นั่นแหละครับ ทำให้ผมพยายามหิ้วกระเป๋าใบโตๆ หนักๆ แขนจะได้ยาวกว่าเพื่อนคนอื่นไงล่ะ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1347 9 ม.ค. 2556 (23:44)

อ้อ! หมายความว่าถ้าเพื่อนต้องการให้อวัยวะส่วนไหนยาวกว่าของคนอื่นก็ต้องหาอะไรมาถ่วงเช่นก้อนหินหนักๆล่ะสิ เข้าใจแล้ว surprise

เริ่องถ่ายรูปติดบัตรหรือเอาไปใช้งานอย่างเป็นทางการของอาจารย์นิรันดร์ ผมจำได้ว่าตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย คุณพ่อของอาจารย์นิรันดร์ก็ถ่ายเองแล้วเอาฟิล์มไปอัด โดยฉากหลังใช้ผ้าขนหนู จำได้ว่ายังเห็นฉากหลังเป็นผ้าขนหนูปุ่มๆ แสดงว่ากล้องนั้นต้องคมชัดมาก ผมเองก็ชอบถ่ายรูปเองเหมือนกัน ถ้าถ่ายรูปติดบัตรตามร้านทั่วไปดูจะราคาแพงกว่าถ่ายเองแล้วเอาไปอัดมาก



สมัยก่อนนี้ตอนที่เรียนที่จุฬา ผมถ่ายรูปเองแล้วเอาไปอัดเป็นรูปสีที่มีราคาถูกกว่าไปถ่ายเป็นรูปขาวดำจากร้านถ่ายรูปติดบัตรทั่วไป ผมเอารูปสีที่ถ่ายเองไปติดต่อเพื่อทำบัตรนิสิต ทางสำนักงานคณะบอกว่าไม่ยอม ให้ใช้รูปขาวดำที่ถ่ายจากร้าน ผมบอกว่ารูปสีของผมชัดกว่า สวยกว่า ได้รายละเอียดมากกว่า น่าจะดีกว่า ทำไมไม่ยอม เจรจาอยู่นานก็ไม่ยอม สุดท้ายเจ้าหน้าที่สรุปว่า อยู่ในวัยเรียนทำไมจะต้องถ่ายรูปสีให้ฟุ่มเฟือยเปลืองเงิน ผมก็บอกว่ารูปสีที่ผมถ่ายนี้อัดแล้วถูกกว่าเยอะ อย่างไรก็ไม่ยอม สุดท้ายผมก็ต้องยอมใช้รูปขาว-ดำที่ถ่ายจากร้านตลอดเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย ดังแสดงในรูป แต่แล้วในปัจจุบันเราก็ใช้รูปสีติดบัตรกันทั้งเมืองหลังจากเวลาผ่านมาหลายสิบปี

กลับมาเล่าต่อเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช........

ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช 1128 ปีจอ อัฐศก พระยาตากซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระยากำแพงเพชร เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจร่วมกับพระยาพิชัย พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี พร้อมด้วยทหารกล้าราว 500 คน มีปืนเพียงกระบอกเดียว แต่ชำนาญด้านอาวุธสั้น ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย และตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าไปทางทิศตะวันออก มุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาร

ขณะที่เนื้อความใน คำให้การขุนหลวงหาวัด เอกสารที่ใกล้เคียงกับยุคสมัยมากกว่าได้ระบุว่ามีราชโองการให้ "พระยาตาก" พระยาเพชรบุรีและหลวงสุรเสนีแต่งทัพเรือไปคอยดักสกัดทัพเรือพม่าที่วัดใหญ่ พระยาเพชรบุรีนำกำลังรุดเข้าตีทหารพม่าก่อนแต่กลับพ่ายแพ้ ตัวเองถูกสังหารในที่รบ "พระยาตาก หลวงสรเสนีถอยมาแอบดู หาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งอยู่ ณ วัดพิชัย"

รุ่งเช้า ได้ต่อสู้กับกองทหารพม่าจนล้มตายและบางส่วนแตกหนีไป ก่อนเดินทางไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ในขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้าประมาณ 200 คน เดินทางมาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหาเสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่ตามมา แต่ถูกกลอุบาย "วงกับดักเสือ" ถูกตีกระหนาบจนแตกหนีไป

พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ทราบข่าวพระยาตากรบชนะพม่าก็พากันเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก พระยาตากจึงให้ราษฎรไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์ และให้นำช้างม้าพาหนะและเสบียงอาหารมาด้วย นายซ่องทั้งหลายไม่ยอมอ่อนน้อมก็ถูกปราบปรามจนราบคาบริบพาหนะ ผู้คน ช้าง ม้า และศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นเจ้าตากจึงยกกองทหารไปทางนาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามลำน้ำปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ หรือปากน้ำโจ้โล้ เมืองฉะเชิงเทรา

พระยาตากหรือพระยากำแพงเพชรขณะนั้น เริ่มเคลื่อนทัพออกจากค่ายวัดพิชัยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ต่อสู้และถอยหนีจากการตามล่าของทหารพม่าไปตลอดทาง กระทั่งเข้าแขวงเมืองชลบุรีจึงหยุดพักทัพ ก่อนเดินทัพมุงตรงไปยังจันทบุรี ระหว่าง ทางได้หยุดพักที่บ้านหนองไผ่ ต.นาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 กล่าวไว้ว่า "นายกลม" ซึ่งเป็นนายชุมนุมคุมไพร่พลอยู่บริเวณนั้น ได้ตั้งทัพคอยสกัดทัพของพระยากำแพงเพชร เมื่อพระยากำแพงเพชรซึ่งอยู่บนหลังช้างพลายถือปืนสับนกรางแดงพร้อมด้วยพล ทหารที่ร่วมเดินทางมาตรงเข้าไปในระหว่างทัพของนายกลม ด้วยเดชะบารมีบันดาลให้นายกลมเกิดความเกรงกลัวพระเดชานุภาพ จึงวางอาวุธลง และพาไพร่พลเขาร่วมกองทัพกับพระยากำแพงเพชร



พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันอังคาร แรม 6 ค่ำ เดือนยี่ นายกลมนำไพร่พลหมื่นหนึ่งนำทัพไปถึง ณ ตำบลหนึ่ง หลังจากหยุดพักหนึ่งคืน วันต่อมา จึงเดินทัพมาถึงนาจอมเทียนและทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ โดยหยุดพักแรม แห่งละคืน ต่อมาชาวบ้าน จึงเรียกตำบลซึ่งทัพของพระยากำแพงเพชรมาหยุดพักนี้ว่า "ทัพพระยา" และเปลี่ยนมาเรียกเป็น "พัทธยา" เนื่องจากเห็นว่าตรงบริเวณนั้นมีลมทะเลชื่อ "ลมพัทธยา" คือลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือในต้นฤดูฝน ต่อมาจวบจนปัจจุบัน "พัทธยา" ได้เขียนใหม่เป็น "พัทยา"



เมื่อถึงเมืองระยอง เจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้เข้า เมือง นับตั้งแต่ได้ถอนตัวออกจากการป้องกันพระนครนั้น ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ก็สามารถยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่เหนือกว่าชุมนุมอื่น ๆ ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

การประกาศยึดเมืองระยองได้กระทำกลางทุ่งนาและไพร่พลจำนวนมาก พระยาตากได้ประทับ ณ บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพล และได้ประกาศแสดงแสนยานุภาพ แล้วเกิดพายุหมุนจนทำให้ต้นตาลต้นหนึ่งหมุนเป็นเกลียว เมื่อพายุหมุนหยุดแล้ว ต้นตาลที่หมุนจึงขดเป็นวงไม่คลายตัว ปัจจุบันต้นตาลต้นนั้นยังอยู่หน้าวัดประดู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า ตาลขด หลังจากนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็นผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้จะเป็นเสมือนผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่เจ้าตากก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฏ ให้เรียกคำสั่งว่าพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอกเท่านั้น

อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่าจุดไฟเผาเมืองจนวอดวาย พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่า ทรงมีพระบรมราชโองการให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของอยุธยาส่งกลับไปพม่า ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผู้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม

เจ้าตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ หากเจ้าตากต้องการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นที่มั่น เพื่อรวบรวมกำลังกลับมาตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า "เราจะตีเมือง จันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ ก็จะให้ได้ตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว"

ในวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2310 ครั้นถึงเวลา 19.00 น. เจ้าตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยและจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้ แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ เมื่อเวลา 03.00 น. เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณ พร้อมกับบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนเจ้าตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองจนทำให้บานประตูเมืองพังลง ทหารเจ้าตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยังเมืองบันทายมาศ เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 03.00 น. หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน

หลังจากนั้น เจ้าตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงนำกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน เจ้าตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก


อ้างอิง >>> http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81#cite_ref-7


จะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นของการกู้ชาติสำเร็จนั้นอยู่ที่การเข้าตีเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เองพระบรมรูปที่วงเวียนใหญ่จึงหันไปทางจังหวัดจันทบุรี



หากสังเกตให้ดีจะพบว่าที่ด้านหลังธนบัตรใบละ 20 บาทสมัยหนึ่งก็มีรูปพระเจ้าตากสินดังรูป เป็นพระบรมรูปจำลองจากพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ สวนสาธารณะทุ่งนาเชย อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1348 10 ม.ค. 2556 (21:57)

สมัยเด็กๆตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เคยได้ยินคนพูดกันแล้วว่า คนไทยชอบฉายเดี่ยว ทำงานเป็นทีมไม่ได้เรื่อง ก็เพราะความความอิจฉาตาร้อนนี่เอง แล้วยังได้ยินบทกลอนที่หลวงวิจิตรวาทการประพันธ์ไว้ว่า ....


อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน


ได้ยินคนหลายคนพูดว่า ที่บ้านเมืองไทยไม่เจริญเท่าประเทศอื่นนั้นก็เพราะความอิจฉาตาร้อน ไม่ชอบที่จะเห็นคนอื่นเด่นกว่า ใครได้ดีกว่าก็มักหาทางกลั่นแกล้งขัดขา เป็นลักษณะประจำชาติที่เอามาไว้ในธนบัตรใบละยี่สิบบาท



สังเกตดูจะเห็นว่าคนหน้าดูท่าทางจบรบเก่งกว่า คนหลังอิจฉาก็เลยขัดขาเสียหน่อย ดูตรงที่วงสีแดงไว้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1349 11 ม.ค. 2556 (11:47)


ความอิจฉาจัดอยู่ในความโลภ โกรธ หรือ หลง คะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1350 11 ม.ค. 2556 (12:11)

ในความเห็นของผม เหล่านักรบในภาพท่านคงไม่ได้อิจฉากันหรอก ด้วยธนบัตรนี้ออกมาหลังจากบุคคลทั้งหลายในภาพผู้สร้างคุณูปการแก่สยามประเทศอย่างที่ไม่อาจจะหาสิ่งใดมาตอบแทนท่านได้ ท่านเหล่านี้จากเราไปกว่าสองร้อยปี
แต่เป็นความช่างสังเกตของดร.แขชนะที่เห็นอะไรผิดสังเกตนิดหน่อยก็เก็บเอามาคิดเล่นขำๆ
ซึ่งเป็นแบบอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่ดี

อย่างไรก็ตาม คำถามของคุณครูไผ่ก็น่าคิดเหมือนกัน
น่าจะนิมนต์พระคุณเจ้านกแสกมาช่วยไขคำถามนี้


 
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1351 11 ม.ค. 2556 (12:18)

จัดอยู่ทุกพวกเลยครับ มีขันธ์ห้าเมื่อไรก็ไปได้ทุกช่องแล้วแต่ประสบการณ์ที่เก็บสะสมไว้ในสมองว่าจะดึงมาให้เข้าช่องไหน เมืื่อเกิดรูป ต่อไปจะเกิดเวทนา และสัญญา.... นั้นมันเชื่อมด้วยประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่าว่าเคยเจอความหอมหวานหรือขึ่นขมอะไรมาในชีวิตก่อน ประสบการณ์ชีวิตของคนที่แตกต่างกัน หากจิตไม่ว่าง ก็จะทำให้เกิดการปรุงแต่งที่แตกกต่างกันไป แล้วแต่ว่าจะโกรธ โลภ หรือหลง หากมีอุเบกขา มีรูปเข้ามาสัมผัสทางสายตา หากวางเฉยได้ ก็ไม่เกิดเวทนา หรือต่อไปช่องอื่นๆ หากวางเฉยดับขันธ์ห้าได้ก็ไม่ต้องทุกข์เวียนว่ายอยู่ในวงเวียนกิเลสครับ

หลวงพี่นกแสกอยู่ที่ไหนครับ นิมนต์มาชี้แจงและเทศนาในประเด็นนี้หน่อยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1352 11 ม.ค. 2556 (20:32)
ไร้เขาไร้เรา ก็ไร้โลภ โกรธ หลง รวมทั้งไร้อิจฉา ริษยาด้วย
นิพพานัง ปรม้ง สุขัง
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่บุรุษแดนไกลจะเข้าใจเสียที
โอม อิมังปู๊ด

หลวงพี่นกแสกไม่ว่าง
หลงน้องว่าไปพลางก่อนนะครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
KornR (IP:58.9.30.130)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1353 11 ม.ค. 2556 (20:36)

ขอบคุณครูไผ่และอาจารย์นิรันดร์มากครับที่เข้ามาร่วมสนทนา และโดยเฉพาะอาจารย์นิรันดร์ที่เข้ามาบอกว่า เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราคิดแบบใช้อารมณ์ขัน เขียนขึ้นให้ขำๆ

คนที่เข้ามาอ่านกระทู้มีมากมายหลากหลายแบบ ดังนั้นการสื่อความหมายของบางคนในแง่บวก แต่บางคนเอาไปตีความในแง่ลบ บางทีเข้ามาชี้แนะด้วยความห่วงใย ก็กลับมองเป็นว่าไปดูถูกเขา เรื่องแค่นี้เขารู้ดี เนื่องจากบางคนมีอัตตาสูง โดยมิได้มองว่า เขาเข้ามาด้วยเจตนาดี ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์ที่ห่วงใย

คนเราเดี๋ยวนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ นอกจากมีความอิจฉาริษยาแล้ว บางทีก็ยังหาทางแสวงหาผลประโยชน์จากคนอื่นด้วย อ้อ! วันนี้ผมมีโอกาสไปศูนย์การค้าที่บางส่วนจัดเป็นศูนย์อาหารด้วย ผมตกใจมาก อยากจะเตือนอาจารย์นิรันดร์กับครูไผ่ไว้ด้วยความห่วงใย เดี๋ยวนี้จะมีพวก "ต้มตุ๋น" คอยจะมาตักตวงเงินจากประชาชนอย่างเปิดเผยแล้ว เรียกได้ว่าทำกันเป็นทีมเลยก็ว่าได้ ดูรูปที่ผมแอบถ่ายมาครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1354 12 ม.ค. 2556 (04:05)

ต่อจากความเห็น 1352
ในเมื่อไร้เขา ไร้เรา ไยจึงมีบุรุษแดนไกล แดนใกล้
ไยจึงคิดว่าบุรุษแดนไกลไม่เข้าใจเท่าเรา
ที่แท้น่าจะเป็นเราที่ยังไม่เข้าใจ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1355 12 ม.ค. 2556 (09:44)

ผมอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ไม่ใกล้ ไม่ไกล ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก
ถ้าลองให้ Google ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้เพื่อนจากแดนไกลอ่าน ก็คงยังไม่เข้าใจ หรืออาจจะถึงกับอุทานเรียกหาพระเจ้าด้วยซ้ำ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1356 12 ม.ค. 2556 (10:43)

พูดถึงเรื่องพระเรื่องเจ้า มีศัพท์ที่ใช้เรียกต่างๆนาๆ เช่น อาจารย์นิรันดร์เรียก "พระคุณเจ้านกแสก" แต่ผมเรียก "หลวงพี่นกแสก" ใช้ต่างกันแต่เราหมายถึงพระรูปเดียวกันท่านนั้น มีอีกหลายคำที่เราใช้ทางพระ เข่น
ชายคนหนึ่งชื่อ "นายเจริญพร" เอาของไปถวายพระและพูดกับท่านเพียง 2-3 คำ โดยไม่รู้จักกันมาก่อน พระท่านก็ตอบมาว่า "เจริญพรโยม"
ชายผู้นี้ถึงกับตกใจว่า พระรูปนี้มีญาณหยั่งรู้ชื่อของเขาได้อย่างไร
ทางศาสนาอื่นก็มีคำพูดใช้แบ่งระดับสมณศักดิ์เช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า



มีแม่ 3 คน นั่งสนทนากันเรื่องลูกชายของตนเอง บางคนก็พยายามคุยข่มว่าลูกชายของตนเองเหนือกว่า


แม่คนแรกพูดอย่างภูมิใจว่า "ลูกชายของฉันเป็นพระ ประชาชนนับถือยกย่องมาก ตอนที่เดินเข้ามาในโบสถ์
ทุกคนต้องยืนขึ้นแล้วเรียกท่านว่า Father"



แม่คนที่ 2 พยายามคุยข่มทับว่า "ลูกชายของฉันเป็นถึง cardinal เวลาเดินเข้ามาในโบสถ์ ทุกคนก็ยืนขึ้นเหมือนกัน
แต่เรียกลูกชายของฉันว่า your excellency ซึ่งแสดงถึงสมณศักดิ์ที่สูงกว่า"
แม่ทั้ง 2 คนหันไปถามแม่คนที่ 3 ว่า แล้วลูกชายของเธอล่ะ ประชาชนเรียกเขาว่าอะไร
แม่คนที่ 3 นิ่งอยู่พักหนึ่ง พลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ พร้อมถอนหายใจ แล้วพูดว่า "ลูกชายของฉันเป็นนายแบบโป๊ เวลาแต่งตัวโป๊ๆเดินเข้ามาในโบสถ์ ทุกคนจะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า Oh! my God"



 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1357 12 ม.ค. 2556 (11:27)
ใจเย็นๆครับ ผมไม่ได้จงใจไปกระตุ้นต่อมศรัทธาใครให้ปั่นป่วนเลย หรือถ้าบังเอิญได้ผลออกมาแบบนั้นพอดี ก็ต้องออกตัวขออภัยไว้ก่อนนะครับพี่น้อง เพียงแต่ว่ามันเป็นปัญหาของการสื่อสารจริงๆ ดังจะสาธยายต่อไปนี้
1.แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นอรหันต์องค์แรกของโลก พระองค์ไร้ซึ่งเขา และเราอย่างแน่ๆอยู่แล้ว แต่ก็ยังทรงเรียกหานามสมมุติของบรรดาเหล่าสาวก ไม่ว่าจะสารีบุตร-ลูกนางสารี ฯลฯ(ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมให้มีการตั้งชื่อฉายาใหม่ให้พระบวชใหม่กันในปัจจุบัน)ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารให้ตรงกันเท่านั้น หาได้มีเจตนาอย่างอื่น(เช่นแบ่งเขา แบ่งเรา)แต่อย่างไร
การเรียกขานใครเป็นบุรุษแดนไกลก็ทำนองเดียวกัน เพียงเพื่อสื่อสารให้เข้าใจตรงกันเท่านั้น
2.การชี้แนะหนทางสู่ธรรม หนทางสู่การปฎิบัติดี เป็นสิ่งที่ผู้ที่ปรารถนาดีต่อกันควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง แม้เราอาจจะยังไม่ถึงกับลึกซึ้งในธรรมขั้นสูง ดูอย่างท่านอุปติสสเมื่อได้ฟังธรรมจากท่านพระอัสสชิเพียงสั้นๆไม่กี่คำ ท่านเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นอริยบุคคลเพียงขั้นแรกเท่านั้น(โสดาบัน) ยังไม่สำเร็จขั้นสูงสุด(อรหันต์) แต่ด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อน เมื่อรู้ว่าพบเจอสิ่งดีๆแล้ว ท่านรีบกราบลาท่านพระอัสสชิเพื่อเดินทางไปบอกกล่าว ชักชวนสหายของท่านคือท่านโกลิตต เพื่อจะได้ไปรับฟังธรรมทั้งหมดจากพระพุทธองค์พร้อมๆกัน
ผมเองก็ปรารถนาดีต่อคนแดนไกล(และคนใกล้ๆอีกหลายคน) อายุแต่ละคนก็ไม่น้อยแล้ว ยังต้องการอะไรกันอีกนักหนา ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศต่างๆ ตายแล้ว เอาติดไปด้วยได้ไหม คงมีแต่ความดี และความชั่วหรือบุญ และบาปที่ได้กระทำไปแล้วเท่าน้ันแหละที่จะติดตามเราไป ผมเพียงแต่อยากให้เกิดความสงบ เรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง ไม่อยากให้มีการแบ่งแยกออกเป็นฝัก เป็นฝ่าย และยิ่งไม่อยากให้เกิดการทะเลาะ เบาะแว้งกันขึ้นภายในชาติ อีกประการหนึ่งผมกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยครับ ในอดีตสมัยอยุธยา เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการทะเลาะ แบ่งแยก แตกสามัคคีขึ้นภายในชาติไทย จะมีก๊กหนึ่งที่หวังเป็นใหญ่แบบโง่ๆ ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเปิดประตูเมืองรับข้าศึกต่างชาติ เข้ามาย่ำยีพี่น้องร่วมชาติ และก็จะต้องเดือดร้อนถึงบุคคลผู้กล้าและเสียสละเช่นสมเด็จพระนเรศวร และพระเจ้าตาก ต้องมาประกอบวีรกรรมกู้ชาติ ดังที่ อาจารย์ ดร.แขชนะได้บรรยายไว้
KornR (IP:58.11.182.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1358 12 ม.ค. 2556 (15:43)

ผมลองนึกเล่นๆว่า ถ้าผมอยู่ในช่วงเวลาสมัยก่อน และผมเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา อีกทั้งยังเป็นลูกครึ่งชาวจีนที่อบยพมาจากซัวเถา โอกาสที่ผมจะได้เป็นถึงพระยาเจ้าเมืองเหนือที่สำคัญหลายเมือง เช่น พระยาตาก หรือพระยาวชิรปราการครองเมืองกำแพงเชร คงจะมองไม่เห็นเส้นทางเลย นอกจากว่าผมจะต้องมีผู้มีบารมีปกปักคุ้มครองหรือไม่ก็ต้องมีฝีไม้ลายมือชั้นยอดที่สามารถมีผลงานโดดเด่นกว่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลายที่มีตระกูลใหญ่เป็นเครื่องค้ำยัน พระเจ้าตากสินต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน

หลายท่านก็คงคิดอย่างผม ถึงขนาดมีผู้เล่าเรื่องไปต่างๆนา แล้วแต่ดุลย์พินิจของแต่ละท่านคือ.......

อ้างอิง >>>> เรื่องจริงพระเจ้าตาก

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของพระเดชพระคุณ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) หรือพระครูเจริญ จิตธัมโม ซึ่งได้เจริญกรรมฐานจนได้อนิสงส์สามอย่างคือ ระลึกชาติได้เจ็ดชาติ เห็นกฏแห่งกรรม และเกิดปัญญาแก้ปัญหาได้

.......ข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ที่ว่าพระเจ้าตากนั้นเป็นผู้กู้เอกราชให้กับไทยนั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจกล้าหาญและเสียสละอย่างมาก อย่างที่ชนธรรมดามิได้ล่วงรู้ ไม่ได้มีในประวัติศาสตร์ที่เราเคยเรียนกัน

- พระเจ้าตากมิใช่เป็นลูกของคนจีนสามัญชนตามประวัติศาสตร์ แต่เป็นโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกับสนมลับชาวจีนชื่อไหฮอง แต่เนื่องจากสมัยอยุธยานั้นมีการแก่งแย่งชิงดีกันมาก มีการฆ่ากันเพื่อชิงราชสมบัติ เหมือนอย่างที่เราเคยดูหนังเรื่องสุริโยทัยของท่านมุ้ย พระมารดาของพระเจ้าตากเกรงจะเป็นอันตรายจึงได้ปิดเป็นความลับและบอกว่าบิดาของพระเจ้าตากชื่อไหฮอง (ชื่อของนางเอง)และมารดาชื่อนางนกเอี้ยง (ชื่อที่แต่งขึ้นไม่มีตัวตนจริง) ประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกบันทึกไปตามเหตุการณ์ที่ถูกทำให้เป็นว่าเป็นไปโดยที่หามีใครรู้ข้อเท็จจริงไม่

- พระเจ้าตากไม่ได้สติวิปลาสและถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ดังที่ได้บันทึกในประวัติศาสตร์ ความจริงเป็นพระประสงค์ของพระองค์เองที่จะสละความเป็นกษัตริย์เพื่อหันไปออกผนวชเป็นพระภิกษุ จึงได้ขอร้องให้พระสหายร่วมสาบานปราบดาภิเษกแทน (พระสหายนี้คือรัชกาลที่หนึ่งนั่นเอง) ความจริงพระสหายนั้นมีความซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเจ้าตากเป็นมั่น มิได้มีความคิดที่จะก่อกบฏหรือหวังขึ้นตั้งตัวเป็นกษัตริย์ และก็ไม่ยอมทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าตาก แต่ด้วยเหตุผลของพระเจ้าตากว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยากจนเข็ญใจ เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย ไม่มีแม้แต่เบญจาชกกุณฑ์ (เครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชา มี 5 ได้แก่ พระขรรค์ ธารพระกร อุณหิส ฉลองพระบาท และ วาลวิชนี) เนื่องจากผลของสงคราม ข้าวยากหมากแพง พระองค์ต้องช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ จนต้องเป็นหนี้กับจีนถึงหกหมื่นตำลึง ถ้าหากพระองค์จะค่อยๆ ผ่อนใช้ก็พอได้ แต่เมื่อรู้ว่าจีนคิดมิซื่อหวังยึดเอาไทยเป็นของตน ดังนั้นจึงมิอาจยอมได้ ทรงคิดว่าการผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุด พระองค์ทรงใช้กุศโลบายเพื่อรักษาเอกราชของชาติโดยแสร้งทำตนว่าสติวิปลาส แล้วให้พระสหายขึ้นปราบดาภิเษก ถึงตอนนั้นจีนก็ไม่สามารถยึดเอาไทยไปได้ เพราะผู้ที่ทำสัญญากับจีนนั้นเป็นพระเจ้าตากเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบ

ผู้ที่ถูกสังหารด้วยท่อนจันทน์ไม่ใช่พระเจ้าตาก แต่เป็นสหาย (หลวงอาสาศึก) ที่หน้าตาท่าทางคล้ายกับพระเจ้าตากเป็นอันมาก ยอมเสียสละชีวิตตนแทน ส่วนพระเจ้าตากนั้นพระสหายได้แอบพาหนีไปที่อื่นอย่างปลอดภัยนี่แสดงให้เห็น ถึงความเสียสละของพระเจ้าตากกับความรักความสามัคคีและความซื่อสัตย์ที่พระสหายมีต่อพระเจ้าตากนั้นเป็นที่สูงสุด และนี้จึงเป็นผลบุญให้พระสหายซึ่งต่อมาได้สืบพระราชวงค์ใหม่ ได้มีแต่ความเจริญยั่งยืนสืบยาวนานตลอดรัชกาล

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่ดุลย์พินิจของท่าน เพราะมิได้มีผู้ใดล่วงรู้หรือบันทึกไว้ก่อน




แต่ที่แน่ๆคือท่านต้องมีพระปรีชาสามารถมากจนได้เป็นถึงเจ้าเมืองตากและเจ้าเมืองกำแพงเพชร ตามประวัติเล่าว่าพระองค์มีทหารเอกคู่พระทัยอยู่คนหนึ่งพูดภาษาชาวบ้านได้ว่ารบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด ท่านผู้นั้นคือพระยาพิชัย (ดาบหัก)

พระยาพิชัยดาบหัก (พ.ศ.2284 - 2325) เดิมชื่อจ้อย เป็นคนเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความรู้ความสามารถเชิงกีฬามวยไทยเป็นอย่างมาก ได้ฝึกมวยไทยจากสำนักครูเที่ยงและได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า นายทองดี ฟันขาว ได้ใช้วิชาความรู้ชกมวยไทยหาเลี้ยงตัวเองมาจน อายุได้ 16 ปี แล้วจึงฝึกดาบ กายกรรม และมวยจีนจากคนจีน ด้วยฝีมือเป็นเลิศในเชิงมวยไทยและดาบ เมื่อท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะนั้นได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) จัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าว ซึ่งเป็นครูมวยมือดีของเจ้าเมืองตาก และมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึง ถามว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป

เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของ เจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ตั้งแต่บัดนั้น รับใช้เป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ ครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างไกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยา

พระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสาและทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์

หลังจากพระเจ้าตากสินได้กรุงธนบุรีเป็นราชธานี ก็ให้พระยาพิชัยไปครองเมืองพิชัยบ้านเมืองเดิมของตนเอง ในปี พ.ส.2314 พม่ายกทับมาตีเมืองเชียงใหม่แล้วเลยมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยนำทหารออกสู้รบ การรบถึงขั้นตะลุมบอน จนดาบหัก จึงได้นามว่า พระยาพิชัยดาบหัก บางคนอาจตั้งข้อสังเกตว่าปีที่ท่านถึงแก่กรรมนั้นเป็นปีเดียวกับที่พระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต มีหลายที่บันทึกไว้ว่ายอมตายพร้อมกับพระเจ้าตากสิน

อ้างอิง >>>> พระยาพิชัยดาบหัก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1359 12 ม.ค. 2556 (18:05)


ขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 7-16 ม.ค.2556 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1360 13 ม.ค. 2556 (02:11)

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปจัดกิจกรรมนักเรียนและอบรมครูวิทยาศาสตร์ในหลายจังหวัด ได้สังเกตเห็นว่าในจังหวัดหลายจังหวัดที่พระเจ้าตากสินเคยประทับอยู่หรือเกี่ยวข้องกับพระองค์ด้วยเหตุการณ์ที่สำคัญ มักจะมีศาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน (หรือที่เรียกให้ถูกต้องกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ไว้ให้ประชาชนสักการะบูชา

หลายปีมาแล้ว ผมได้มีโอกาสจัดกิจกรรมและสร้างนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี ได้พบเห็นข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่างที่่เกี่ยวกับพระเจ้าตากสิน บางเรื่องก็ไม่สามารถเล่าได้ในกระทู้นี้ แต่ที่อยากเล่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็คือ...



ที่เขาขุนพนมนี้มีถ้ำอยู่ด้านล่างและเป็นที่ตั้งของ วัดเขาขุนพนม  ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณเชิงเขาขุนพนม เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงพุทธศตวรรษที่ 20  มีตำนานท้องถิ่นเล่าขานว่า วัดเขาขุนพนมนี้ เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จมาประทับ และจำพรรษาในฐานะพระภิกษุ หลังจากสิ้นรัชกาลกรุงธนบุรี เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2325 จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2328 โดยที่ไม่ได้ทรงถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ตามพระราชพงศาวดาร แต่ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับทหารคนสนิทหรือพระญาติ ที่มีรูปพรรณใกล้เคียงกัน



ที่เขาขุนพนมนี้มีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินประดิษฐานอยู่ด้วย มีนักวิชาการบางคนเล่าว่าได้มีการขุดพบวัตถุโบราณของจีน เช่นพวกเครื่องถ้วยชามและเหรียญกษาปณ์ของจีนเป็นจำนวนมาก และสำรวจพบว่าวัตถุโบราณนี้มีอายุอยู่ในยุคสมัยของพระเจ้าตากสิน หลายคนเชื่อว่า หนี้สินที่ขอยืมมาจากจีนเพื่อใช้ในการกู้ชาตินั้น จีนคิดจะมาเอาคืนในแง่ของการเอาดินแดนไทย พระองค์จึงทรงคิดว่าการผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุด พระองค์ทรงใช้กุศโลบายเพื่อรักษาเอกราชของชาติโดยแสร้งทำตนว่าสติวิปลาส แล้วให้พระสหายขึ้นปราบดาภิเษก ถึงตอนนั้นจีนก็ไม่สามารถยึดเอาไทยไปได้ เพราะผู้ที่ทำสัญญากับจีนนั้นเป็นพระเจ้าตากเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1361 13 ม.ค. 2556 (18:39)


ตามเส้นทางจากแปดริ้วไปทางตะวันออกที่่พระเจ้าตากสินเคลื่อนทััพไปนั้นเราจะพบเห็นว่ามีศาลที่เคารพสักการะพระเจ้าตากสินอยู่หลายแห่ง ช่วงหลังวันปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่พัทยาและได้มีโอกาสเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งอยู่ที่เกาะแสมสาร ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือ



ทางขึ้นไปเยี่ยมชมอาคารพิพิธภัณฑ์ทั้ง 4 หลังบนเนินเขานั้นจะผ่าน "ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"




บนศาลมีการตกแต่งแบบจีน มีกระถางธูปขนาดใหญ่และมังกรพันเสาแบบจีน



ผมขึ้นไปกราบสักการะแล้วลองเดินสำรวจดูรอบๆ สังเกตเห็นเครื่องเซ่นไหว้สักการะบูชาจะเป็นพวกดาบไทย หุ่นรูปช้าง ม้า และไก่ แต่ที่เห็นมีมากที่สุดก็เป็นหุ่นปั้นรูปไก่ชน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากรอบๆศาลเต็มไปหมดเลย



ผมสงสัยจึงไปถามทหารเรือที่ดูแลรักษาสถานที่ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงมีการเอาหุ่นปั้นไก่ชนมาถวาย ทหารเรือที่อยู่บริเวณนั้นอธิบายว่า สมัยก่อนนี้บ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย พวกกีฬาหรือเครื่องเล่นสันทนาการต่างๆไม่ค่อยมี ผู้คนจึงนิยมกีฬาไก่ชน พระเจ้าตากสินมหาราชและทหารราชองครักษ์ (พระยาพิชัยดาบหัก)ทรงโปรดกีฬาชนไก่เช่นกัน ผุ้คนจึงนำรูปปั้นไก่ชนมาเซ่นไหว้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1362 13 ม.ค. 2556 (21:23)
น่าจะถูกต้องแล้วครับที่กล่าวกันว่าพระยาพิชัยดาบหักโปรดปรานการชนไก่มาก และไก่ของท่านตัวหนึ่งที่ชื่อพาลีก็เก่งเหมือนนาย ว่ากันว่าไก่คู่ต่อสู้ถึงกับตายคาสนามทั้งที่ตัวใหญ่กว่ามาก
(ถึงอย่างไรการชนไก่ก็เป็นการทารุณกรรมต่อสัตว์อย่างหนึ่ง ดีที่สมัยนี้ไม่นิยมกันแล้ว)
KornR (IP:58.9.203.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1363 13 ม.ค. 2556 (22:47)

สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เด็กกรุงเทพไม่มีโอกาสได้เห็นการชนไก่กันจริงๆเลย ยื่งได้เรียนว่าการชนไก่นั้น มีการกำหนดยกของไก่ชนโดยใช้กะลาเจาะรู ยิ่งไม่เคยเห็นใหญ่เลย

“นาฬิกา” มาจากภาษาบาลีคำว่า “นาฬิเก” ซึ่งแปลว่า มะพร้าว เนื่องจากว่าคนไทยในสมัยก่อนใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยน้ำเป็นเครื่องกำหนดเวลา ซึ่งเราจะเห็นได้ในการแข่งขันชนไก่กัน โดยกำหนดให้กะลาจม 1 ครั้งคือช่วงเวลา 1 ยก ในเวลาต่อมาในสมัยอยุธยา ฝรั่งได้นำเอาเครื่องกำหนดเวลาที่ใช้เครื่องจักรเข้ามาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยมองซิเออร์ เดอโชมองต์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเข้ามาเจริญพระราชไมตรีใน พ.ศ.2228 นำเข้ามาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการอย่างหนึ่ง แต่เครื่องบอกเวลาที่เป็นเครื่องจักรนี้ในรัชกาลที่ 2 เรียกว่า นาฬิกาฝรั่ง และในภายหลังเรียกให้ชัดเจนขึ้นว่า นาฬิกากล


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1364 13 ม.ค. 2556 (23:01)

เห็นว่าไม่ค่อยจริงเท่าใดที่ว่าสมัยนี้ไม่ชนไก่
ในต่างจังหวัดอย่างฉะเชิงเทราที่ผมอยู่ก็ยังมีการชนไก่อยู่มาก
แม้ในกรุงเทพฯเช่นที่หนองจอกก็มีการชนไก่กันครับ
แต่รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าสามารถเผยแพร่ออกไปแล้วจะมีอันตรายหรือไม่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1366 14 ม.ค. 2556 (17:46)
ก็ยังมีอยู่บ้างครับ ที่เชียงใหม่ไม่นานมานี้ พวกเล่นกันแบบเปิดเผยริมถนนเยื้องๆไม่ไกลจากสถานีรถไฟกันเลย แต่เพราะเป็นที่ดินของการรถไฟ นานเข้าวงชักใหญ่เดือดร้อนการรถไฟต้องเสียงบประมาณล้อมรั้วเหล็กอย่างดีเป็นแนวยาวเพื่อกันไม่ให้เข้ามาเล่น พลอยทำให้พวกที่ขายของเก่าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเก่าๆแบกะดินแถวนั้นต้องย้ายแหล่งไปด้วย
KornR (IP:110.168.187.229)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1367 14 ม.ค. 2556 (22:40)

ผมลองนึกวาดภาพดูว่าพระเจ้าตากสินจะเสด็จยกทัพมาทางไหนถึงจะไปตีจันทบุรีก็นึกไม่ออก ลองสืบค้นดูจากคนที่ติดตามศึกษาและจากกรมแผนที่ทหารก็จะได้แผนที่การเดินทัพดังนี้

ดูจากแผนที่พบว่าเป็นการเดินทัพที่ไม่ได้เลียบชายฝั่งทะเล แต่มาตามเส้นทางสาย 331 ในปัจจุบัน และมีการพักทัพเป็นช่วงๆ จุดที่พักสำคัญจุดหนึ่งอยู่ตรงบริเวณ Asian University ในปัจจุบัน

ผมเคยทำงานด้านบริหาร Asain University อยู่ช่วงหนึ่ง โดยมีตำแหน่ง Vice-President ของบริษัทมหาชน Imperial Technology Management Service ทำหน้าที่จัดตั้งและกำกับการบริหารงานของ Asian University มี ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา เป็นอธิการบดี และมีคณะกรรมการบริหารดังแสดงในรูป

ช่วงที่ผมทำงานอยู่นั้น เป็นช่วงที่กำลังก่อสร้างมหาวิทยาลัยและเปิดรับนักศึกษารุ่นแรก มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจ ซึ่งผมไม่อาจหาคำตอบได้ มีการแจ้งว่ามียามผลัดกลางคืนลาออกหลายคน และไม่ค่อยมีใครกล้ามาสมัครแทน สอบถามดูได้ความว่า ยามบางคนหลับยาม และพอตื่นขึ้นมาก็เห็นทหารโบราณถือดาบเดินอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ยามหลายคนเจอทหารโบราณถือดาบแบบนี้ จนเป็นที่หวาดกลัวและกล่าวขวัญกันมาก ผมลองเอาแผนที่การเดินทัพของพระเจ้าตากสินและแผนที่ปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันแล้วก็ทำให้รู้สึกขนลุกเช่นกัน เพราะดำแหน่งของมหาวิทยาลัยกับตำแหน่งพักทัพของพระเจ้าตากสินนั้นเป็นตำแหน่งเดียวกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1368 15 ม.ค. 2556 (07:55)

อันที่จริงผมเองก็เคยฝันว่าเดินอยู่ใน Asian University อีกด้านหนึ่งของกำแพงมหาวิทยาลัยผมได้เห็นกองทัพทหารโบราณที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ ไม่คิดว่าในตอนหลังจะได้เจอเหตุการณ์เห็นทหารโบราณแบบที่ยามเห็นตอนกลางคืน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1369 15 ม.ค. 2556 (08:49)


ตอนที่อาจารย์ฝันนั้น ตัวจริงอาจารย์นอนอยู่ในบริเวณ Asian University หรือเปล่าคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1370 15 ม.ค. 2556 (10:43)


อยู่ที่บ้านจังหวัดนนทบุรีครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1371 15 ม.ค. 2556 (22:24)

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ลูกชายผมไปกิน-นอนที่นั่นหลายเดือน(เข้าค่าย)
ก็ไม่ได้พบเหตุการณ์ประหลาดอะไร


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1372 16 ม.ค. 2556 (01:07)


ในชีวิตของผม แม้จะทำงานด้านวิทยาศาสตร์มาตลอด แต่ก็ได้พบเห็นปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือความรู้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ในสิ่งนั้นยังไม่มีใครค้นพบ เช่นถ้าหากเราย้อนเวลาไปในอดีตได้เอาเครื่งเล่นซีดีพร้อมจอภาพโทรทัศน์ไปด้วย แล้วบอกคนในอดีตว่าผมจะเสกม้าให้มีขนาดเล็กลงแล้วเอาไปวิ่งในตู้ จากนั้นก็เปิดเครื่องเล่นซีดีเป็นหนังม้าวิง คนในอดีตคงนึกว่าผีหลอกแน่



ในชีวิตของผมได้เจอเหตุการณ์ที่ไม่สามารถพบหาได้ง่ายๆคือ บุคคล 2 คนที่ผมรักที่สุดในชีวิต ถึงแก่กรรมอยู่ตรงหน้าในอ้อมกอดของผม (ในช่วงเวลาที่ต่างกัน) ด้วยโรคชรา คือพ่อและแม่ ผมรู้ตลอดเวลาว่าเวลานั้นจะต้องมาถึง มีเวลาเตรียมใจอยู่นานพอสมควร ได้รู้จักคำว่า "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" แต่หลังจากที่ท่านทั้งสองเสียไปแล้ว ก็มีเหตุการณ์ที่แปลกๆหลายอย่างที่ยากจะอธิบายได้ เรื่องนี้ยาว หากมีโอกาสจะเล่าให้ฟัง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1373 16 ม.ค. 2556 (03:20)

วันนี้วันครู






กราบขอบพระคุณคุณครูทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1374 16 ม.ค. 2556 (07:58)

มารเป็นครูที่ดีที่สุดของเรา
ถาม : อยากถามเรื่องเกี่ยวกับมาร มีตัวตนจริงๆ หรือคะ ?
ตอบ : มีจริงๆ จ้ะ เพียงแต่ว่าเราจะรู้จักเขาไหม เราจะเห็นเขาได้ไหม คนรอบข้างของเรา เขาสามารถอาศัยเป็นเครื่องมือได้หมด ตอนแรกๆ อาตมายังเข้าใจว่า มารนี่เป็นกำลังที่ไม่ดีของเรา แต่ไม่ใช่ มันมีตัวตน จริงๆ มันพยายามจะชักนำให้เราคิดผิด ทำผิด พูดผิด อยู่เสมอ ขณะเดียวกัน คนรอบข้างเรานี่ เขาสามารถที่จะดลใจให้คนๆ นั้น ไม่ว่าจะคิดจะพูดอะไรก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เราเกิดโทสะ ให้เราเกิดราคะ ให้เราเกิดโลภะได้อยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นสิ่งทั้ง หลายเหล่านี้ จะว่าไปเขาทำหน้าที่ของเขา เราก็ทำหน้าที่ของเรา เรามีหน้าที่หนี เราก็หนีของเราไป เขามีหน้าที่ขวาง เขาก็ขวางของเขาไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว ไม่มีใครเป็นศัตรูของใคร

ฟังให้ดีๆ นะ ตรงจุดนี้ เมื่อถึงวาระ เมื่อถึงเวลา โอกาสเปิดให้เขาขวางเราก็เป็นเรื่องของเขา จริงๆ แล้วเขาเป็นครูที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าเราสามารถก้าวข้ามที่เขาทดสอบเราได้ ตรงจุดนั้นเราจะไม่แพ้เขาอีก ถ้าหากว่าเราก้าวข้ามไม่ได้ เราไปติดไปสะดุดหรือไปหยุดอยู่ เขาถึงได้เรียกว่า มารเป็นผู้ขวาง หรือผู้ฆ่า เพียงแต่ว่าเขาเป็นครูที่ขยันไปหน่อย ข้อสอบมันมาทุกวินาทีเลย เผลอเมื่อไรก็โดน

ถาม : แล้วอยากถามว่า มารนี่อยู่ภพภูมิไหน ?
ตอบ : มารนี่อยู่ภพภูมิที่สูงกว่าเทวดาอีก พระพุทธเจ้าท่านจะจัดเอาไว้ว่า เทเวนะวา มาเรนะวา พรัหมมุนาวา เพราะฉะนั้น เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี ท่านจะเอ่ยชื่อมารในลักษณะสูงกว่าเทวดาอยู่ตลอด เพราะว่ามารจะอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ ๖ เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัสตี จะแบ่งเป็นสองเขต เขตหนึ่งเป็นเขตของเทวดา อีกเขตหนึ่งเป็นเขตของมารเขา

ถาม : มีหน้าที่คอยขวาง ?
ตอบ : นั่นเป็นงานเขา เหมือนยังกับงานของนักการเมือง แต่ไม่ใช่งานที่สร้างความเจริญ เป็นงานที่สร้างความล่มจม

ถาม : แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า อันไหนคือมาร ?
ตอบ : สร้าง สติ สมาธิ ให้มากๆ ถ้าสติ สมาธิ ทรงตัว ปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีล ตราบใดที่ยังไม่หลุดจากกรอบของศีล ตราบนั้นเขาจะชักจูงเราได้ยาก ศีล ๕ ก็พอ ถ้าหากว่าเรามีศีล ๕ อยู่ ถึงเวลาเขาทำให้เราบันดาลโทสะ เรารู้ว่าเราเป็นผู้มีศีล เราก็ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าใคร ถ้าหากว่าเขาทำให้เราเกิดความโลภ เราอยากได้ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราก็หามาถูกต้องตามทำนองคลองธรรมโดยไม่ผิดศีล ถึงเวลาเขาตั้งใจให้เราไปแย่งคนรักคนอื่นเขา เราก็มีสติสัมปชัญญะอยู่ รู้อยู่ว่าสิ่งนั้นผิด ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ทำ

ถ้าเรามีศีลเป็นเกราะ มารจะชักนำเราได้น้อยมาก อย่างดีเขา ก็ให้เราคิดได้ บังคับให้เราพูดได้ แต่บังคับให้เราทำไม่ได้ แล้ว ถ้าหากว่าคำพูดที่เป็นตัวมุสาวาท คือ โกหก เรารู้ว่าเราเป็นผู้มีศีลอยู่ เราจะไม่พูดโกหก เขาก็จะบังคับเราไม่ได้ด้วย ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง

พอ ไปถึงจุดหนึ่ง เราจะเห็นคุณค่าของเขาเองว่า เขามีคุณูปการอย่างมหาศาลเอง คุณูปการนั้น คือว่าถ้าไม่มีการทดสอบจากเขา กำลังใจของเราก็จะไม่มั่นคงเร็ว จะไม่แข็งแกร่งเร็ว ดังนั้น ถึงได้บอกว่า มารไม่ใช่ศัตรู แต่เขาเป็นครูที่ดีที่สุดของเรา

เพียงแต่ว่าเราจะ สามารถ ทำข้อสอบของครูคนนี้ไหวไหม พอก้าวข้ามตรงจุดนี้ไป ก็เหมือนกับว่าโลกมันตีลังกากลับ ก็คือว่าสิ่งที่เราไม่เคยเห็นความดี ก็จะเห็นความดีของเขา ทุกอย่างรอบข้างของเราเป็นครูเราหมด คนทำให้เราโกรธก็เป็นครูที่ดีของเรา เพราะทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วอารมณ์ใจของเรา มันยังห่วยแตกใช้ไม่ได้ คนที่ทำให้เราเกิดโลภ ก็ทำให้เรารู้ว่าเรายังใช้ไม่ได้ ยังต้องระมัดระวังมากกว่านี้


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนตุลาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


ขอบคุณบทความจาก วัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี

 
http://variety.teenee.com/saladharm/43883.html


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4184 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1375 16 ม.ค. 2556 (08:38)


บรรลุความเก่ง ดี มีสุข ได้เมื่อ "ผ่าน" การทดสอบของมาร


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1376 17 ม.ค. 2556 (04:58)

จากเหตุการณ์ที่ยามเห็นทหารโบราณถือดาบเดินอยู่ใน Asian University นั้น ได้มีการพูดคุยกันในหมู่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเช่นกัน ตกลงกันว่าจะทำบุญเลี้ยงพระที่มหาวิทยาลัย โดยถือฤกษ์ในวันเปิดมหาวิทยาลัย โดยทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดมหาวิทยาลัย และมีพิธีทำบุญไปด้วย

หลังสมเด็จพระเทพฯทรงเปิดมหาวิทยาลัยแล้วก็เสด็จไปประทับที่ระยอง และทรงโปรดให้ ดร.ดวงทิพย์ สุรินทาธิป เข้าเฝ้า ซึ่งตอนนั้นกำลังประชุมอยู่ในที่ประชุมแห่งหนึ่งในพัทยา คุณอานันท์ ปันยารชุน ท่านก็สั่งให้คนไปตาม ในที่นั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยรู้จัก ดร.ดวงทิพย์เลย บังเอิญผมรู้จัก ดร.ดวงทิพย์มาก่อน ตอนที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท. และจัดประชุมนานาชาติ ดังรูป ดร.ดวงทิพย์ ในวงกลมสีเหลือง ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท. เสื้อสีแดงยืนตรงกลาง



คุณอานันท์ท่านก็เลยให้ผมขับรถส่วนตัวไปรับ ดร.ดวงทิพย์ ซึ่งผมจะเรียกว่า "พี่น้อย"  แถมยังให้มีรถตำรวจนำไปด้วย ในชีวิตผมเคยนั่งรถที่มีตำรวจนำหลายครั้งแต่ไม่เคยเป็นคนขับที่ขับตามรถตำรวจที่วิ่งด่วนจี๋เร็วมาก ผมขับเร่งเครื่องเต็มที่เลย เนื่องจากรถของผมเป็นรถรุ่นเก่า วิ่งเร็วมากๆมันจะสั่น จนพี่น้อยหันมามองหน้าถามแบบยิ้มๆว่า "รถของเธอทำไมมันสั่นขนาดนี้" พี่น้อยชวนคุยเรื่องตลกและเล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่างที่สนุกสนานสักพักหนึ่งก็ไปไปถึงที่ประทับ

หลังจากพิธีเปิดมหาวิทยาลัยและทำบุญเลี้ยงพระในวันก็ไม่มีใครเห็นทหารโบราณถือดามมาเดินในมหาวิทยาลัยอีกเลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1377 17 ม.ค. 2556 (05:27)

หลังจากพิธีเปิดมหาวิทยาลัยและทำบุญเลี้ยงพระในวันนั้นก็ไม่มีใครเห็นทหารโบราณถือดาบมาเดินในมหาวิทยาลัยอีกเลย
ข้อความนี้เป็นปรากฏการณ์เชิงประจักษ์
อยากฟังคำอธิบายเชิงทฤษฎี หรือ เชิง เหตุ - ผล ค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1378 17 ม.ค. 2556 (07:37)

ความอิจฉาจัดอยู่ในความโลภ โกรธ หรือ หลง คะ
ริษยา  พระพุทธองค์ตรัสเรียกไว้อีกชื่อหนึ่งว่า "อิสสา"
มีปรากฏในธรรมะข้อ 3 ของ "มละ 9"
ธรรมะข้อ 8 ของ  "สังโยชน์ 10" หมวดที่ 2
ธรรมะข้อ 7 ของ  "อุปกิเลส 16"
.
อิสสา คืออะไร?
อิสสา  คือ ความริษยา   ความรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี   เห็นผู้อื่นได้ดีทนอยู่ไม่ได้
ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตน    รวมไปถึงการหึงหวง
.
ความริษยาเกิดขึ้นแก่บุคคลใด  จะทำให้ผู้นั้นมีจิตใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน 

ขาดความสดชื่น  ใบหน้าแสดงความเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
.
คนมีใจริษยานับว่าเป็นคนมีกรรม  คือเห็นความดีของคนอื่นแล้วไม่สบายใจ
.
คนทั้งหลายส่วนใหญ่ที่มีจิตใจธรรมดา  จะเกิดความไม่สบายใจต่อเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดี
เช่นเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก  เห็นผู้ประสบภัย
ถ้าเห็นคนได้ดีมีสุข  เจริญด้วยลาภยศสรรเสริญ  เขาจะมีความสุขใจยินดีปรีดา
แต่คนเป็นโรคริษยากลับมีจิตใจตรงข้าม
คือเห็นผู้อื่นได้ดีกลับเป็นทุกข์  เห็นคนอื่นมีทุกข์กลับสบายใจ
สุดท้ายสังคมโดยรวมก็จะสรุปว่าบุคคลคนนั้น  เป็นโรคจิต
.
โทษของความริษยามีมากมายใหญ่หลวง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกล่าวถึงโทษของริษยาไว้ว่า  "ความริษยายังให้โลกพินาศ"
ที่ใดมีคนเป็นโรคริษยาอยู่มาก ๆ  ที่นั่นหาความเจริญได้ยาก  เพราะมัวแต่แก่งแย่งแข่งดี
ใครได้ดีขึ้นมา คนริษยาต้องหาทางตัดรอนล้างผลาญกันต่อไป
.
คนริษยาจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายโลก
ข่าวคราวการบ้านการเมืองที่วุ่นวายทุกวันนี้  ล้วนมีบ่อเกิดมาจากความริษยาทั้งสิ้น
มะอึกขี้เกียจจะยกตัวอย่างประกอบ  เสียดายเวลาอ่านหนังสือของท่าน
ท่านก็เห็น ๆ กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
.


จะแก้ไขความริษยาได้อย่างไร?
พระจอมไตรสั่งสอนให้ใช้ "ธรรมประจำใจของผู้มีความดียิ่งใหญ่" มาแก้ไข
คือพรหมวิหาร 4  ข้อที่ 3  คือ "มุฑิตา"
.
มุฑิตา  คือความพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี  เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุขก็แช่มชื่นเบิกบานด้วย
เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป  ก็พลอยยินดีบรรเทิงใจพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุน
.
ท่านที่เคารพครับ
อ่านเรื่องริษยาแล้ว
ท่านอย่าเครียดตาม  หรือไปทำร้ายตนเองเพราะว่า "ทำไมฉันจึงมีริษยาอยู่ในจิตใจ?"
ริษยามีอยู่ในใจเราทุก ๆ คน
มากบ้างน้อยบ้าง  อยู่ที่การได้รับการสั่งสอนอบรม  หรือสังคมสิ่งแวดล้อม
การแสดงอาการริษยาออกมาอย่างไร?  หรือวิธีใด?  เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล
พระอริยสงฆ์  ระดับเป็นโสดาบัน  เป็นสกิทาคามี  เป็นอนาคามี  ก็ยังมีใจริษยา
ผู้ที่หมดความริษยานั้น  คือพระอรหันต์
เพราะพระอรหันต์ท่านละสังโยชน์ได้แล้วทั้ง 10 ข้อ
ส่วนคนอื่น  ละยังไม่ได้
.
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=134946


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4184 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1379 20 ม.ค. 2556 (14:02)

ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆพระท่านสอนไว้ว่า คนเราเกิดมาแต่ตัว ตายไปก็ไปแต่ตัว เอาอะไรไปไม่ได้ ที่ฝากไว้บนโลกก็คือความดีและความชั่ว

แต่ก็นับว่าแปลกที่มีผู้คนหลายคนบอกว่าเห็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว เช่น บางคนบอกว่าเห็นอุบัติเหตุบนถนนผู้ตายสวมเสื้อสีแดงนอนอยู่ในรถ มีคนเห็นวิญญาณของผู้ตายที่สวมเสื้อสีแดงยังเดินวนเวียนอยู่ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ หรือบางคนบอกว่า เห็นวิญญาณของหญิงสาวที่แต่งตัวชุดไทยมีผ้าสะไบคลุมไหล่เดินออกมาจากต้นกล้วย หรือแม้แต่เห็นทหารโบราณถือดาบ ผมยังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าเคยเห็นวิญญาณของสัตว์เลย อาจจะมีก็ได้ แต่ผมไม่ทราบ ถ้าวิญญาณหรือผีมีจริง ข้อสังเกต

1.ที่ว่าตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ แต่ทำไมจึงเห็นผู้ตายสวมเสื้อสีต่างๆเหมือนตอนตาย


2.เสื้อผ้าเครื่องใช้ของผู้ตายยังคนอยู่บนโลกมนุษย์ แต่ทำไมยังเห็นเสื้อผ้าติดตัวผีไป แสดงว่าวัสดุสิ่งของนั้นกลายเป็นวิญญาณตามเจ้าของไปด้วย บางคนตอนตายรองเท้าหลุด 1 ข้าง คนเห็นวิญญาณผู้ตายสวมรองเท้าข้างเดียว แสดงว่าวิญญาณรองเท้าก็ไปข้างเดียว >>> http://www.theshockthailand.com/home/index.php/2012-03-05-12-32-48/182-2012-09-20-16-21-14

3.ตอนเกิดมาใหม่เป็นทารก ยังพูดไม่ได้ ยังไม่มีความรู้อะไร แต่พอตายตอนเป็นผู้ใหญ่ ผีกลับพูดได้เป็นภาษาต่างๆ แล้วแต่ผีชาติไหน แถมยังมีความรู้ทางโลกติดตัวผีไปด้วย หรือวิญญาณเด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้ มาแก้แค้นเพราะศพถูกเอาไปทำเป็นลูกกรอกเด็ก ตอนก่อนตายยังไม่รู้เดียงสา แต่ทำไมตอนตายไปแล้วจึงรู้เรื่องรู้ราว รู้คิดรู้แค้น จึงสงสัยว่าการสื่อสารให้เข้าใจกันระหว่างโลกมนุษย์และปรโลกนั้นเป็นอย่างไร

4.วิญญาณของสัตว์มีไหม และสื่อสารกับมนุษย์อย่างไร


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1380 20 ม.ค. 2556 (16:59)


รูปในความเห็น 1379 ตรงที่อาจารย์แขชนะวงสีแดงไว้นั้น มีเงาด้วย สังเกตจากสีบนพื้นข้างหลังรูปที่ถูกวงไว้เข้มกว่าสีบนพื้นของรูปทางซ้ายมือ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1381 20 ม.ค. 2556 (19:38)


รูป2ใบนี้ไม่ใช่รูปเดียวกัน สังเกตจากง่ามมือของหนุ่มชุดขาวนิ้วชี้กางออกไม่เท่ากัน ดังนั้นเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาที่ต่างกันระหว่างถ่ายรูปแรกกับรูปที่สองอาจมีคนเดินเข้าไปหลังกรอบรูปผู้ตายพอดี


KornR
ร่วมแบ่งปัน270 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1382 20 ม.ค. 2556 (22:50)

รูปทั้ง 2 ใบนี้ ได้รับการบอกเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า .......เพื่อนสนิทก็ควักโทรศัพท์ไอโฟน 4 ออกจากกระเป๋ากางเกงออกมาไหว้วานให้ตนถ่ายภาพข้างแท่นวางรูปหน้าศพเพื่อเก็บ ไว้ดูเป็นที่ระลึก หลังจากตนจัดองค์ประกอบภาพแล้ว ก็กดชัตเตอร์จำนวน 2 ครั้ง ติดๆ กัน แล้วนำภาพที่บันทึกไว้มาเปิดดู ก็รู้สึกตกใจอย่างมากที่เห็นขาปริศนามาโผล่ในภาพที่สอง
-----------


ครบรอบ 4 ปีของการตั้งกระทู้นี้



วันนี้เป็นวันครบรอบ 4 ปีของการตั้งกระทู้นี้ ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาอ่านถึง เก้าแสนคน
เฉลี่ยแล้วมีผู้เข้ามาอ่าน 616 คนต่อวัน ความเห็นเพิ่มเติม 0.95 ความเห็นต่อวัน
ชื่อกระทู้ก็แลดูธรรมดา แต่มีผู้เข้ามาอ่านมากกว่าที่ผมคิดไว้ ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาอ่าน พูดคุย และแสดงความคิดเห็นครับ




http://gimyong.com/talung/index.php?topic=103120.0


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1384 6 ก.พ. 2556 (02:01)

สมัยก่อนนี้เวลาเดินไปโรงเรียนวัดพลับพลาชัยตอนเช้าจะต้องผ่านร้านทำขนมไทยหลายอย่าง ขนมไทยอย่างหนึ่งที่ผมชอบคือขนมครก ผมสังเกตเห็นว่าขนมครกสมัยก่อนกับขนมครกปัจจุบันมีความแตกต่างกันหลายอย่าง



ผมชอบขนมครกมากถึงขนาดไปซื้อเตาขนมครกขนาดเล็กที่เห็นในรูปบนซ้ายมือมาทำเล่นเอง แต่ผมทำแป้งและน้ำตาลผสมไม่เป็น เพราะในการทำขนมครกจะต้องมี 2 ส่วนคือตัวแป้งกับหน้ากะทิ ผมก็เลยเอาไข่มาใช้แทน โดยตอกไข่แล้วตีให้ไข่ขาวกับไข่แดงเข้ากันใส่น้ำปลาและพริกไทยตามรสชาติที่ชอบแล้วหยอดลงในหลุมพิมพ์ขนมครก ปิดฝา แล้วคอยเปิดดูว่าสุกหรือยัง หาช้อนขนาดพอๆกับหลุมมาแคะออก เตาที่ใช้ก็เป็นเตาดินเผาและใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง เล่นกันพื่ๆสนุกดี แรกๆมักจะไหม้เพราะยังไม่ขำนาญ ทำไปสักพักก็จะค่อยคล่องตัว แม่ค้าที่ตลาดจะใช้เตาถ่านและหลุมขนมครกหรือพิมพ์ขนาดใหญ่สำหรับทำได้จำนวนมากๆดังรูปกลาง แต่ในปัจจุบันเป็นยุคที่มีการแข่งขันสูง คนมากขึ้นต้องขายเยอะและต้องรวดเร็วจึงมีการพัฒนาเตาขนาดใหญ่ผลิตได้จำนวนมากในเวลาสั้นๆ อีกทั้งยังสามารถใช้แก็สหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง หรือบางทีใช้ไฟฟ้าก็มี ดังแสดงในรูปบนขวา

ขนมครกสมัยใหม่ต่างจากสมัยก่อนคือ เมื่อก่อนนี้จะเป็นขนมครกที่มีแป้งน้ำตาลและกะทิ ดูเรียบๆแต่อร่อย ปัจจุบันมีการดัดแปลงใส่เครื่องอย่างอื่นปนลงไป เช่นใส่ผัก เม็ดข้าวโพด เผือก หรืออย่างอื่นสุดแล้วแต่จะแต่งเติมให้ดูน่ารับประทาน แต่ผมเองชอบแบบเก่ามากกว่า ขนมครบแบบใหม่ที่ใส่เครื่องมีรสชาติที่แปลกๆไม่ค่อยคุ้นลิ้นเหมือนสมัยก่อน



ก่อนจะหยอดแป้งขนมครก เพื่อไม่ให้ขนมครกติดพิมพ์ เขามักจะใช้ผ้าขาวบางมาห้อกากมะพร้าวทำเป็นลูกประคบให้มีขนาดๆพอๆกับหลุมในพิมพ์ แล้วจุ่มน้ำมันทาลงบนพิมพ์ก่อนหยอดแป้ง เอาฝามาปิดแล้วคอยดูว่าฝาไหนสุกก่อนก็จะแคะออกมา

ปัจจุบันนี้ ผมเดินผ่านเจ้าขนมครกใกล้บ้าน แวะเข้าไปซื้อและขอถ่ายรูป เพราะผมสังเกตเห็นว่าวิธีการทำต่างจากสมัยก่อน คือเขาจะมีกาน้ำขนาดใหญ่ใส่น้ำแป้ง เวลาเทแป้งลงบนพิมพ์ เขาจะเทอย่างรวดเร็วและให้ล้นพิมพ์ออกมาเต็มเป็นแผ่น เมื่อเวลาเทรวดเร็ว ขนมครกก็มักจะสุกพร้อมกันทั้งถาดพิมพ์ เวลาเอาขนมครกออกก็ง่ายเพราะจะร่อนออกมาเป็นแผ่นใหญ่ แล้วใช้กรรไกรตัดออกมาเป็นฝาๆ หรือบางทีก็ตัดออกมา 2 - 3 ฝาติดกันดังรูปบน ถามคนขายดูว่าทำไม่ไม่ทำแบบสมัยก่อน เขาบอกว่ามันช้ากว่ามาก ลูกค้ารอเยอะขายไม่ทัน และอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าทำช้ามันมักจะไหม้ติดพิมพ์ต้องคอยเอาช้อนมาแคะแป้งขนมครกที่ไหม้ติดพิมพ์ออกวุ่นวายและช้ามาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1385 6 ก.พ. 2556 (09:22)

 

สมัยก่อน ที่บ้านดิฉัน พวกเราเด็กๆ ก็ได้เล่นทำขนมครกด้วยชุดของเล่นที่ใช้ทำจริงได้เช่นกัน

เราเล่นกันในวันอาทิตย์ เพราะใช้เวลานานมาก

เรารู้มาจากผู้ใหญ่ว่าแป้งที่ใช้ทำขนมครกเป็นแป้งข้าวเจ้า แต่ในครัวของแม่มีแต่แป้งมันสำปะหลัง   ความที่อยากเล่นตอนนั้นเลย เราจึงใช้แป้งมันสำปะหลังที่แม่มีอยู่มาผสมน้าตาลทรายแดง (น้ำตาลทรายแดงที่เรามักจะแอบหยิบชิ้นที่เกาะกันเป็นก้อนมาอมเล่น) และใส่เกลือนิดหนึ่ง  ผลคือ ขนมครกครั้งแรกของเราที่มีลักษณะเหนียวๆ เหมือนแป้งเปียก ก็ชิมกันอย่างสนุกสนาน

คราวต่อมา เราเอาข้าวสาร (ข้าวเจ้า) มาตำในครกตำน้ำพริกของแม่ ใส่น้ำลงไปตำรวมกับข้าวสาร ใช้เวลานานมาก ต้องตั้งกติกาผลัดกันตำคนละ 50 ครั้ง คนที่เหลือนั่งเป็นกองเชียร์ช่วยนับ (ได้ฝึกนับเลขไปด้วย)  ในที่สุดก็ได้น้ำแป้งข้าวเจ้าซึ่งไม่ละเอียดยังเห็นเป็นเม็ดเล็กๆ แต่เบื่อที่จะตำแล้ว ก็ตกลงกันว่าเอาแค่นี้พอ  ผสมน้ำตาล เกลือ แล้วหยอดหลุม  ผลคือ ได้ขนมครกเนื้อค่อนข้างแข็ง และมีรสเผ็ดด้วย  แต่ก็กินกันด้วยความสนุก

เด็กๆ ช่วยกันคิดว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะได้น้ำแป้งที่ละเอียดขึ้น และใช้เวลาน้อยลง เราเห็นคุณยายข้างบ้านเอาเม็ดข้าวผสมน้ำลงโม่ในเครื่องโม่ที่เป็นหิน ซึ่งที่บ้านเราไม่มี เราต้องหาวิธีใช้อุปกรณ์เท่าที่เรามีอยู่ให้ได้ผลตามที่เราต้องการ เราสังเกตเห็นว่าก่อนที่แม่จะต้มถั่วเขียว แม่ล้างถั่วเขียวเสร็จแล้วเอาถั่วเขียวแช่น้ำไว้ก่อนที่จะต้ม ก็ได้ความคิดว่า เราน่าจะเอาข้าวสารแช่น้ำไว้นานๆ ก่อนจะนำมาตำ  ก็ได้ผลดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และยังคงใช้เวลามากอยู่  

ต่อมา  เราสังเกตเห็นว่า ถั่วเขียวที่แม่แช่น้ำเย็นไว้นั้น แม้เวลาจะผ่านไปนาน ลักษณะของเม็ดถั่วก็แทบสังเกตไม่ออกว่ามีการเปลี่ยนแปลง  แต่พอเอาหม้อขึ้นตั้งไฟ และน้ำเริ่มร้อนขึ้นๆ จนเดือด เม็ดถั่วก็มีลักษณะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นๆ จนกระทั่งแตกและเปื่อยมากขึ้นเมื่อเดือดนานขึ้น  เราจึงเกิดความคิดว่าแทนที่จะเอาเมล็ดข้าวสารแช่น้ำเย็น เราน่าจะแช่น้ำร้อน ปรากฏว่า นำมาตำได้ละเอียดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก  

ในที่สุด หลังจากผ่านการปรับปรุงมาหลายสัปดาห์ ทั้งในด้านความละเอียดของแป้ง การเพิ่มปริมาณน้ำหลังจากตำแป้งได้ละเอียดแล้ว จนได้อัตราส่วนแป้งต่อน้ำที่ทำให้ได้เนื้อขนมตอนที่สุกแล้วมีความนุ่มอร่อยพอดี ตลอดจนการปรับปรุงด้านรสชาติ แต่ขนมครกบ้านหนูไผ่มีรสต่างจากขนมครกทั่วไป ตรงที่ของเรามีรสเผ็ดและรสหอมๆ ของเครื่องเทศรวมอยู่ด้วย

เอ๊ะ ที่เล่ามานี้ ถ้าจับมาปรับเขียนให้เข้ากรอบการทำโครงงาน มันก็คือโครงงานดีๆ นี่เอง !  ซึ่งในทางปฏิบัติเราได้ทำมาแล้วตั้งแต่วัยเด็กเล็กโดยสมัยนั้นหลักสูตรยังไม่มีเรื่องการให้เด็กทำโครงงาน


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1386 7 ก.พ. 2556 (05:13)

รูปที่ 1 ภาพจาก http://www.gotoknow.org/posts/294099   


รูปที่ 2  ภาพจาก http://www.gotoknow.org/posts/262521 


เครื่องโม่แป้งที่ทำด้วยหินของคุณยายข้างบ้านมีลักษณะคล้ายรูปที่ 1 และมีที่ถือสำหรับจับหมุนแบบรูปที่ 2  มีรูสำหรับหยอดสิ่งที่จะโม่อยู่ข้างบน  คุณยายตักเมล็ดข้าวผสมน้ำหยอดลงไปแล้วจับโม่หมุน ทีละช้อน น้ำแป้งที่โม่แล้วจะไหลลงไปยังหินชั้นล่าง ออกไปที่รางซึ่งมีภาชนะรองรับอยู่ใต้ราง  ลองจินตนาการดูว่าโม่ทีละช้อนกว่าจะเสร็จใช้เวลานานเท่าไร แต่จะได้น้ำแป้งที่ละเอียดและใช้เวลาน้อยกว่าที่หนูไผ่ตำในครกค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1387 7 ก.พ. 2556 (07:16)

การทำขนมครกที่ครูไผ่หรือผมทำ ก็ไม่ใช่การบ้านจากโรงเรียน แต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย พูดถึงเรื่องกิจกรรม หรือการบ้านจากโรงเรียน สมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไม่ค่อยมีการบ้านมากเท่านักเรียนในปัจจุบัน หรือมีผมก็ไม่ค่อยชอบทำ จะเลือกทำก็แต่สิ่งที่ชอบหรือคิดว่าสนุกหรือเป็นประโยชน์ ผมไม่ส่งการบ้านแล้วบอกครูว่าทำไม่เป็น ไม่ต้องขอร้องให้คนอื่นช่วยทำงานให้เหมือนที่ปรากฏใน วิชาการ.คอม นี้ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าให้การบ้านมากจนเด็กทำไม่ไหว หรือย่อยไม่ทัน แล้วให้คนอื่นทำการบ้านให้ เป็นการสูญเสียทางการศึกษา เมื่อไม่ส่งการบ้าน ครูมักจะบอกให้ไปถามเพื่อนที่เรียนเก่งช่วยอธิบายให้ฟัง ผมมักจะไปตีสนิทกับเพื่อนๆที่เรียนเก่งในห้อง หรือที่อยู่ห้อง King เพื่อให้เพื่อนช่วยติวหรือสอนให้ อาจจะเรียกว่า Cooperative learning ก็น่าจะได้

สมัยก่อนนี้ เราไม่ค่อยมีหนังสือดีๆอ่านกันมากเท่าปัจจุบัน ซึ่งอาจหาอ่านได้จากอินเตอร์เน็ต แม้ในปัจจุบันเรามีโอกาสมากกว่าสมัยก่อน แต่ก็มีเรื่องน่าเศร้าใจหลายอย่าง เช่น หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ดีๆจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก ผมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังดังนี้.....

มีหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชุดหนึ่งจากอเมริกา สำหรับนักเรียน ประถมปลายและมัธยมต้น 1 ชุดมี 16 เล่ม เป็นหนังสือเรียนชุดที่ขายดีทั่วโลกที่พิมพ์ 4 สีสวยงาม และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากมายหลายภาษา ผมเห็นว่าดีมากก็เลยสั่งซื้อผ่านสำนักพิมพ์ที่มีชื่อแห่งหนึ่ง ราคาตกเล่มหนึ่ง 700 บาท ซื้อทั้งชุดก็เป็นเงิน 11200 บาทพิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี หนังสือชุดนี้มีการแปลเป็นภาษาจีน ผมซื้อมา 1 ชุดตอนไปสอนที่กุ้ยหลิน เป็นสีเหมือนกันแต่ใช้กระดาษคุณภาพต่ำลงมาหน่อย ราคาคิดเป็นเงินไทยราว 2500 บาท

ตอนหลังมีการแปลและพิมพ์เป็นภาษาไทย ผมต้องตกใจกับราคาหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาไทย หนังสือชุดพวกนี้สำนักพิมพ์มักจะไปขายผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจสั่งซื้อให้กับโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ผู้มีอำนาจสั่งซื้อขอค่าดำเนินการ 50% จากราคาหนังสือ โดยไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐาน หากพิจารณาคร่าวๆพบว่า ถ้าราคาหนังสือ 100 บาท คิดเป็นค่าพิมพ์ 30 บาท ค่าใต้โต๊ะ 50 บาท ค่าพนักงานขายและส่วนลด 25 บาท เจ้าของสำนักพิมพ์ได้ 5 บาท อยู่ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นต้องขึ้นราคาหนังสือ ตอนแรก 1 ชุด ราคา 35000 บาท ปัจจุบันค่าใช้จ่ายมากขึ้นขายชุดละกว่า 40000 บาท ผมได้รับการว่าจ้างให้ไปจัดการอบรมครูที่ใช้หนังสือพวกนี้ โดยมีพิธีเปิดใหญ่โดยหัวหน้าหน่วยงานที่จัดซื้อให้โรงเรียน โดยเน้นการหาเสียงว่าได้จัดหาหนังสือดีๆมาให้โรงเรียน บรรดาครูจากโรงเรียนต่างๆก็กราบขอบพระคุณในความกรุณาอย่างยิ่งใหญ่ ผมทนแทบไม่ไหว ครูที่เป็นคนสร้างเยาวชนของชาติต้องกราบไหว้คนที่แสวงหาผลประโยชน์จากภาษีของครูเอง มันเป็นอย่างนี้ทั่วประเทศและเป็นกันมานานแล้ว ไม่มีกล้าทำอะไร เพราะคนที่จะทำอะไรก็คงได้ผลประโยชน์ด้วยกระมัง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1388 7 ก.พ. 2556 (12:59)


ตัวอย่างหนังสือชุดที่ผมมีอยู่ทั้ง 3 ภาษา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1389 7 ก.พ. 2556 (16:38)

เหตุผลท้ายความเห็นที่ 1387 อาจเป็นไปได้หลายอย่าง เช่น
1. เป็นไปตามเหตุที่อาจารย์ว่าไว้
2. คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจป้องปราม ไม่รู้ความจริงเบื้องหลัง รู้แต่สภาพเบื้องหน้าอันดีงามเท่าที่เขาจัดให้รู้
3. คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจป้องปราม รู้แต่ไม่อาจฝืนอิทธิพลมืดของคนรอบตัวกลุ่มใหญ่ ตกอยู่ในภาวะจำยอม
4. คนที่รู้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเกี่ยวข้อง จึงไม่ได้ทำอะไร เช่น อาจารย์แขชนะ เป็นต้น
5. คนที่ได้รับประโยชน์ เช่น ครู นักเรียน และคนทั่วไปไม่สนใจที่จะรู้ความจริงเบื้องหลัง
ฯลฯ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1390 8 ก.พ. 2556 (12:10)


อันที่จริงเรื่องนี้ก็ตรวจสอบยาก เพราะเป็นการให้จากร้านค้า และเป็นหนังสือที่บริษัทอื่นๆไม่มี และมีคุณภาพ ดังนั้นจึงตั้งราคาสูงอย่างไรก็ได้ เพื่อให้คุ้มทุนที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ คุณไม่ขายก็ไม่เป็นไร ยังมีบริษัทอื่นที่เขามีหนังสือแนวเดียวกันและยินดีทำตามเงื่อนไข เงินจำนวนไม่น้อย ไม่มีใครอยากทิ้งงานนี้ น่าเสียดายที่เด็กๆและครูน่าจะได้ของดีมากกว่านี้ สูญเสียไปเยอะมาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1391 10 ก.พ. 2556 (11:58)

ปี พ.ศ. 2504 เป็นปีที่ก่อตั้งโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ในปีนี้มีสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยอีกมุมหนึ่งในแง่ของความรู้และการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของไทย



เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสขับรถออกไปเที่ยวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องราวที่น่าสนใจที่ทำให้นึกย้อนหลังไปในอดีตสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยหลายเรื่อง สถานที่แห่งหนึ่งที่ผมไปคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี พ.ศ.2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดังจะเล่าให้ฟังต่อไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1392 12 ก.พ. 2556 (08:29)




เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ส่วนใหญ่ได้มาจากข้อมูลของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นจุดเริ่มต้นของงานด้านการอนุรักษ์วัตถุโบราณและนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในให้เป็นประโยชน์ เป็นรากฐานของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 44 แห่งทั่วประเทศไทย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1393 12 ก.พ. 2556 (23:31)


เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทยฉากหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางฤดูฝนของปี พ.ศ.2499 มีการสำรวจขุดกรุพระปรางค์ วัดมหาธาตุในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ท่ามกลางความยากลำบากในการขุดลึกถึง 17 เมตร ทำให้พบพระบรมสารีริกธาตุและสมบัติล้ำค่ามากมาย



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1394 13 ก.พ. 2556 (23:10)


อีก 1 ปีต่อมา คือปี พ.ศ.2500 มีข่าวว่ามีคนร้ายราว 20-30 คน ลักลอบขุดกรุวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดสำคัญสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดมหาธาตุ ดังที่ผมแสดงพิกัดในแผนที่ข้างบน ได้สมบัติไปมากมาย







หลังเกิดเหตุไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตามจับคนร้ายได้ 2 คนพร้อมของกลางเพียงส่วนหนึ่ง จากการสอบปากคำทำให้ทราบว่า เครื่องทองและเพชรนิลจินดาที่คนร้ายได้ไปน่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 75 กิโลกรัม



หลังจากที่ได้รับแจ้งจากทางตำรวจ เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจเครื่องทองที่คนร้ายเหลือทิ้งเอาไว้ แล้วลงมือสำรวจอย่างละเอียด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1395 14 ก.พ. 2556 (02:13)


ขอแทรกไว้หน่อยหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อคือ เมื่อพูดถึงวัดราชบูรณะ หลายท่านอาจจะเข้าใจผิด เหมือนผมสมัยเด็กๆ สมัยก่อนนี้ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมนั่งรถผ่านวัดราชบูรณะบ่อยๆก่อนที่จะข้ามสะพานพุทธไปฝั่งธนบุรี เรื่องที่ผมเล่าค้างไว้นี้เกิดขึ้นที่วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนวัดราชบูรณะตรงเชิงสะพานพุทธนั้นอยู่ที่กรุงเทพ วัดราชบูรณะที่กรุงเทพนี้ชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดเลียบ"



ตอนที่เรียนวิชาวาดเขียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมเรียนกับครูมาลี ผดุงสุข จำได้ว่าครูเล่าให้ฟังว่าครูจบมาจากโรงเรียนเพาะช่างเชิงสะพานพุทธ ใกล้ๆกับวัดราชบูรณะ ผมชอบเรียนกับครูมาลีมาก เพราะท่านใจดี แม้ว่าผมจะวาดรูปไม่เก่ง แต่ก็มีความสุขที่ได้เรียนวิชานี้ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายความเครียดมาก ผมไม่ได้พบท่านมา 40 กว่าปีหลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ได้มีโอกาสพบท่านอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2553 หลังจากเวลาผ่านไป 45 ปี ดูรูปเปรียบเทียบ

ครูมาลีไม่ใช่จะสอนแต่วาดรูปอย่างเดียว สิ่งที่ท่านสอนแทรกให้เรารู้คือเรื่องราวของประวัติศาสตร์ศิลปะ ทั้งศิลปะสากลและศิลปะไทย ท่านเล่าถึงภาพโมนาลิซ่า ของ ดาวินชี ท่านบอกว่ามีคนเอาไปทำเป็นเพลงขับร้องด้วย ผมจำได้ว่าผมยกมือบอกว่า ผมรู้จักครับ เป็นเพลงที่ขับร้องโดย Nat King Cole (<<< คลิก ฟัง) แม่ของผมซื้อแผ่นเสียงชุดของ Nat King Cole และเปิดให้ฟังบ่อยๆ ครูมาลีก็บอกว่าให้ผมร้องให้เพื่อนฟัง ผมอายเกือบตายในตอนนั้น


นอกจากศิลปินสากลแล้ว ท่านสอนให้รู้จักศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยท่านหนึ่งคือ ขรัวอินโข่ง ซึ่งเป็น “ช่างเขียน” หรือจิตรกรไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3-4 (ไม่ปรากฏวันเดือนปีเกิด) “ขรัวอินโข่ง” คือพระภิกษุรูปหนึ่งที่จัดว่าเป็นศิลปินชั้นครูในงานจิตรกรรมไทย ท่านถือเพศบรรพชิตตลอดชีวิตโดยบวชเป็นพระอยู่ที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพฯ ท่านเป็นศิลปินผู้ได้รับการยกย่องเป็นจิตรกรเอกประจำรัชกาลที่ 4 แห่งสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นศิลปินในสมณเพศ ศิลปินไทยคนแรกที่ใช้เทคนิคการเขียนภาพแบบตะวันตกที่แสดงปริมาตรใกล้ไกล นับเป็นศิลปินก้าวหน้าแห่งยุคที่ผสมผสานแนวดำเนินชีวิตแบบไทยกับตะวันตกเข้า ด้วยกัน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงยกย่องว่า ขรัวอินโข่งเป็นช่างเขียนไม่มีตัวสู้ในสมัยนั้น 

พระอุโบสถของวัดราชบูรณะที่กรุงเทพนี้ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือขรัวอินโข่ง ซึ่งถูกระเบิดทำลายจนหมดในช่วงสงครามโลก ปัจจุบันวัดราชบุรณะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหมด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1396 14 ก.พ. 2556 (11:02)

สวัสดีเพื่อนรัก เนื่องในวันแห่งความรัก heart

ผมยังระลึกถึงความเมตตาที่คุณครูมาลีมีให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน
โรงเรียนเพาะช่างอยู่ใกล้กับโรงเรียนสวนกุหลาบที่พ่อของผมทำงานอยู่ในสมัยนั้น
เวลาเห็นนักเรียนเพาะช่างแล้วรู้สึกว่าพวกนี้เท่มาก เดินแบกกระดานวาดรูปและไม้ T อันยาวๆไปด้วยเสมอๆ
อยู่ที่วัดพลับพลาชัย เราก็ต้องเรียนเขียนแบบเหมือนกันและเราก็มีไม้ T อันเล็กๆที่ต้องแบกไปโรงเรียน
ฝันว่าสักวันคงได้มีโอกาสแบกไม้ T อันใหญ่ๆเหมือนพี่ๆเขาบ้าง

หากจำไม่ผิด โรงไฟฟ้าแห่งแรกของไทยก็อยู่ที่วัดเลียบ
เรามักเรียกกันว่า "โรงไฟฟ้าวัดเลียบ"


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1397 15 ก.พ. 2556 (00:17)



จากการสำรวจบริเวณที่คนร้ายเข้ามาพบว่า คนร้ายเจาะตรงกลางพระปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะดังแสดงในรูป



คนร้ายเจาะพระปรางค์ทะลุลงไปในชั้นที่ 1 จากนั้นก็เจาะต่อลงไปยังชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นห้องที่บรรจุเครื่องทองจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ลองเจาะต่อลึกลงไปอีก ก็พบกรุชั้นที่ 3 เป็นชั้นสุดท้าย ในชั้นนี้มีสิ่งล้ำค่าคือเจดีย์ทองคำ คาดว่าภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1398 15 ก.พ. 2556 (18:06)



วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรเครื่องทองที่พบครั้งประวัติศาสตร์ และมีพระราชดำรัสว่าควรสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในพื้นที่เพื่อเก็บรักษาเครื่องทองดังกล่าว


นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรขณะนั้น (15 ตุลาคม 2499 - 30 กันยายน 2511) ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด เล่าให้ฟังว่า หลังจากทอดพระเนตรเสร็จแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ บริเเวณวังโบราณ พระองค์ประทับเสวยบนเสื่อจันทบูรใต้ต้นมะขาม วันนั้นมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเต็มไปหมด พระองค์รับสั่งว่า เอ๊ะทำไมคนมากมาย
ท่านอธิบดีธนิตกราบทูลว่า ชาวบ้านเขาพากันมาดูการทรงถอดพระแสงดาบที่ขุดได้จากวัดราชบูรณะ
รับสั่งว่า "สนิมจับอย่างนั้นใครจะถอดออก"
ท่านธนิตกราบทูลว่า ชาวบ้านพูดเช่นนั้นจึงกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ
รับสั่งว่า "นี่เขามีน้ำมันกัดสนิมนะ เอาน้ำมันนั่นมาหยอดซี"
หลายปีต่อมา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารที่สร้างใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระแสงดาบองค์นั้นได้ทอดแสดงไว้ ณ ห้องแสดงศิลปวัตถุสมัยอยุธยา เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงห้องอยุธยา พอทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามว่า
"นั่นพระแสงดาบเล่มนั้นใช่ไหม"
ท่านธนิตกราบทูลว่า ใช่พระพุทธเจ้าข้า
รับสั่งว่า "แล้วเป็ยยังไง ถอดได้ไหม" แล้วเสด็จพระราชดำเนินตรงไปถอดพระแสง (ดังแสดงในรูป) แสดงว่าทรงสนพระทัยอย่างจริงจัง และไม่เคยทรงลืม


แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยและทรงทราบดีเกี่ยวกับวิทยาการรักษาโบราณวัตถุเป็นอย่างดี ต่อมากรมศิลปากรตอบสนองกระแสพระราชดำรัสโดยส่งนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษาวิชาการตรวจสอบวัตถุและการสงวนรักษาโบราณวัตถุที่ประเทศเบลเยี่ยม โดยทุนขององค์การ UNESCO และรัฐบาลเบลเยี่ยม และนี่คือจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของการอนุรักษ์ศิลปโบราณวัตถุโดยอาศัยวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งานมาจนทุกวันนี้


หลายปีมาแล้ว ผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อ "วิทยาศาสตร์กับการอนุรักษ์มรดกไทย" ดังแสดงในรูปซ้ายมือ เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯและวันอนุรักษ์มรดกไทย 2 เมษายน พ.ศ.2531 เพื่อประกอบนิทรรศการเทิดพระเกียรติ เป็นหนังสือที่ผมคิดว่าดีมาก มีคุณค่าทางการอนุรักษ์ของโบราณและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ น่าจะได้มีการหยิบยกหลักการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไปบูรณาการในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ของไทยด้วย


เมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผมไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านเลเซอร์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน อาคารในรูปทางซ้ายมือคืออาคารห้องพักที่ผมเรียนอยู่ (ผมยืนอยู่หน้าอาคาร ในช่วงฤดูหนาว ราวปี ค.ศ.1984) อาคารที่อยู่ตรงข้ามกับที่ผมเรียน (รูปทางขวามือ) เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน เวลาไปเรียนหนังสือก็จะต้องเดิน ผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทุกวัน เมื่อมองออกมาจากหน้าต่างห้องทำงานของผมจะเห็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่น่าสนใจคือจะมีนักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วทุกมุมโลกมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนีเป็นประจำ มองเห็นรถทัวร์พานักเรียนจากต่างเมืองมาจอดตลอดเวลา ผมมีโอกาสมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้บ่อยมาก เพราะว่าสมัยนั้นทางสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย ที่สถานฑูตไทยได้แต่งตั้งให้ผมเป็นผู้แทนนักเรียนไทย ประจำกรุงเบอร์ลิน แขกไปใครมาที่แวะเบอร์ลินก็มักจะต้องให้ผมช่วยพาเที่ยว ได้มีโอกาสต้อนรับและเป็นล่ามภาษาเยอรมันให้ผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรีหรือแม้แต่ระดับประธานสภาผู้แทนราษฏรของไทยที่มาเยือนเบอร์ลินก็หลายครั้ง มีอยู่คราวหนึ่ง มีนิทรรศการเกี่ยวกับการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยอนุรักษ์วัตถุโบราณ มีชื่อนิทรรศการเป็นภาษาเยอรมัน Archäologie und Chemie แปลว่า "โบราณคดีกับวิชาเคมี" ผมได้ซื้อหนังสือประกอบนิทรรศการนี้มาด้วยดังแสดงในรูปบนด้านขวา เป็นหนังสือที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์มาก แต่อ่านแล้วก็รู้สึกเศร้าใจและเสียดายที่วัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยต้องสูญหายหรือชำรุดด้วยความไม่รู้วิทยาศาสตร์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1399 15 ก.พ. 2556 (19:58)



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาได้เงินค่าก่อสร้างจากการบริจาคจากประชาชน โดยที่ผู้บริจาคจะได้รับพระพิมพ์ที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะเป็นของสมนาคุณ


เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2504 และมีพระราชดำรัสสำคัญตอนหนึ่งว่า...


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1404 16 ก.พ. 2556 (22:30)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จึงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดแสดงโบราณวัตถุตามหลักพิพิธภัณฑวิทยา และส่งผลทำให้เกิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งอื่นๆ ตามมาทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ 44 แห่งในขณะนี้



มีหนังสือแนะนำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 44 แห่ง พิมพ์ 2 เล่มคือ พิมพ์เป็นภาษาไทยเล่มหนึ่ง ภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง ผมซื้อไว้ 2 เล่ม ใช้อ้างอิงเวลามีเพื่อนชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย จะได้แนะนำได้ถูกต้อง



การดำเนินงานทางโบราณคดีที่กรุวัดราชบูรณะ เป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให่เกิดพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปี พ.ศ.2504 ซึงเป็นกฏหมายปกป้องสมบัติของชาติฉบับสำคัญ และทำให้เข้าใจเรื่องราวใหม่ๆในสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งนับเป็นคุณประโยชน์อย่างมากต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย (ปีนี้เป็นปีที่เปิดโรงเรียนวัดพลับพลาชัย)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1405 17 ก.พ. 2556 (02:05)


ศาสตราจารย์ ดร.สันติ เล็กสุขุมเล่าว่า ก่อนการค้นพบวัตถุโบราณที่วัดราชบูรณะนั้น เราไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและงานช่างสมัยอยุธยาตอนต้นมากนัก ภายหลังที่เราพบหลักฐานต่างๆเหล่านี้ซึ่งเป็นครั้งที่สำคัญที่สุด ทำให้เราเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย



ที่น่าสนใจคือ โบราณวัตถุที่ค้นพบนั้น หลายชิ้นสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยาในยุคต้นกับดินแดนอื่นๆ


เราพบว่ามีจิตรกรรมฝาผนังและพระพิมพ์ดีบุกที่เป็นรูปพระพุทธรูปลีลา ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะและนิยมกันมากในสมัยสุโขทัย ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย



นอกจากนั้นยังพบความสัมพันธ์กับจีนจากจิตรกรรมฝาผนังและพระพิมพ์ที่อยู่ภายในกรุที่มีการสลักเป็นภาษาจีนอยู่ทางด้านหลัง เป็นการบอกชื่อผู้สร้างโดยเสด็จพระราชกุศล



ส่วนหลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์กับชาวมุสลิมหรืออาหรับนั้น นักโบราณคดีก้ได้พบเหรียญทองขนาดเล็กที่จารึกพระนามของกษัตริย์ว่า ไซนูลอาบิดีน (Zainul Abidin) ( زين العابدين )



ผมลองสืบค้นดูซึ่งตรงกับที่นักวิชาการกรมศิลปากรได้พบว่า กษัตริย์ไซนูลอาบิดีนนั้นขึ้นครองราชอยู่ที่แคว้นแคชเมียร์เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1420 (อ้างอิง >>>Zainul Abidin)


หากลองคำนวณดูช่วงเวลาจากกษัตริย์ไซนูลอาบิดีน ที่ขึ้นครองราชย์ปี ค.ศ.1420 ตรงกับ พ.ศ.1963 อยู่ในช่วงเดียวกับเจ้าสามพระยา ที่ครองราชย์ในช่วง พ.ศ.1967-1991 (อ้างอิง >>> สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2)


สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 มีพระนามเดิมว่า เจ้าสามพระยา เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) และเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมีพระเชษฐา 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ไปปกครองเมืองชัยนาท (พิษณุโลก) ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญทางเหนือและได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) แห่งกรุงสุโขทัย ส่วนเจ้าอ้ายพระยาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ปกครองเมืองสุพรรณบุรีและเจ้ายี่พระยาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ปกครองเมืองสรรค์ (แพรกศรีราชา) เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จสวรรคตในพ.ศ. 1967 เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ต่างยกทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อชิงราชสมบัติ ทั้งสองพระองค์ได้กระทำยุทธหัตถีกันที่เชิงสะพานป่าถ่านจนสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ เป็นเหตุให้เจ้าสามพระยาได้ครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อปี พ.ศ. 1967 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ที่ 2) โดยพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ก่อพระเจดีย์ขึ้น 2 องค์ ณ บริเวณที่เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาชนช้างกันจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์ ก็คือที่วัดราชบูรณะนี่เอง


พระองค์ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ ได้แก่

พระอินทรราชา หรือ พระนครอินทร์ เชื่อกันว่าประสูติจากมเหสีเดิมในสมัยที่เจ้าสามพระยาทรงครองเมืองชัยนาท ต่อมา พระอินทราชาได้รับการโปรดเกล้าให้ไปครองเมืองพระนครหลวงจนกระทั่งสิ้นพระชนม์
พระราเมศวร ประสูติแต่พระมารดาที่เป็นพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัย

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 1991 พระองค์ครองราชสมบัติรวม 24 ปี โดยสมเด็จพระราเมศวรพระราชโอรสได้สืบราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุง ศรีอยุธยาต่อจากสมเด็จพระบรมราชาธิราช มีพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1407 17 ก.พ. 2556 (13:18)

ความจริงชื่อมุสลิมทำให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน เนื่องจากไม่คุ้นเคย หลายครั้งที่ผมพบชื่อเดียวกันในหลายๆที่ทำให้เข้าใจผิดไปได้ ชื่อกษัตริย์ก็เหมือนกัน ไซนูล อาบิดีน ที่กล่าวถึงข้างต้นพระองค์ครองราชย์ที่แคว้นแคชเมียร์ ผมลองสืบค้นต่อไป พบว่าชื่อนี้มีปรากกฏอยู่หลายที่ เป็นนักร้องก็มี นักกีฬาก็มี แต่เมื่อค้นภายใต้เงื่อนไขว่าเป็นกษัตริย์ ก็ยังพบใน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท ของ นายธีรพร พรหมมาศ หอสมุดสาขา วังท่าพระ - มหาวิทยาลัยศิลปากร ว่า



สุลต่านไซนัล อบิดีนที่ 3 ครองราชย์ ค.ศ. 1881-1918 ที่รัฐกลันตัน ตรังกานูนี่เอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1408 17 ก.พ. 2556 (15:17)


เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นในแง่ของช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ผมขอแสดงแผนผังช่วงเวลาจากสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ให้สังเกตว่า ผมไม่ใช้พระนาม "พระนเรศวร" ซึ่งพวกเราเรียกพระนามของพระองค์ผิดมาตลอด แต่ผมใช้ พระนเรศ วรราชาธิราช


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1409 18 ก.พ. 2556 (16:18)


โบราณวัตถุที่เราค้นพบเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า การเป็นเมืองท่าค้าขายระดับนานาชาติของกรุงศรีอยุธยานั้น น่าจะปรากฏตั้งแต่ตั้งอาณาจักรแล้ว มิได้เกิดขึ้นภายหลังดังที่บางคนเข้าใจ

เครื่องทองกรุวัดราชบูรณะที่แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยานั้นมีอยู่มากมายหลากหลายชนิด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้คือ





 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1410 18 ก.พ. 2556 (17:40)

คลิกวิธีดู >>>  ภาพสามมิติ ที่ถ่ายหน้าพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา


ด้านข้างตึกอาคารพิพิธภัณฑ์ ยังมีซากวัตถุโบราณที่ชำรุดวางเรียงไว้ด้วย


ภาพนี้ถ่ายหน้าวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1411 7 มี.ค. 2556 (07:05)

http://www.gotoknow.org/posts/237029



เมืองสุโขทัยนี้ดี.......ใครจักใคร่ค้าช้าง   ค้า



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1412 8 มี.ค. 2556 (02:09)


หากมาเที่ยวอยุธยาในช่วงตรุษจีน จะพบว่ามีพี่น้องไทยเชื้อสายจีน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนมักจะมาไหว้พระกันที่นี่ พระพุทธรูปที่ชาวจีนนิยมมาไหว้กันก็คือ หลวงพ่อซำปอกง หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนายก เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวักพระนครศรีอยุธยา ดังแสดงในรูป ซึ่งผมถ่ายไว้ให้ดู 2 แบบ คือ แบบธรรมดาและแบบ 3 มิติ


พระพุทธรูปนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพนัญเชิง ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ราวปี พ.ศ.1867 ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี ผมจำได้ว่า พ่อและแม่พาผมมาเที่ยวที่วัดนี้สมัยที่ผมเริ่มเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว สมัยนั้นวัดยังมีสภาพทรุดโทรมกว่าในปัจจุบันมาก ผมจำได้ว่ารอบๆพระอุโบสถมีกำแพงผุพัง มีหญ้าขึ้นรก แถมเหม็นฉี่อีกต่างหาก พี่ชายของผมตอนนั้นเรียนที่วัดเทพศิรินทร์ เล่าประวัติของวัดนี้ให้ฟังและบอกว่า พระพุทธรูปทรุดโทรมมากเนื่องจากถูกพม่าทำลายสมัยเสียกรุง ชาวบ้านร่วมกันต่อสู้กับพม่าอย่างเข้มแข็งจนพม่าฉี่แตกเหม็นมาจนถึงทุกวันนี้...ก็เฮฮากันระหว่างพี่น้องสมัยนั้น


บริเวณรอบๆวัดจะมีแม่ค้าพ่อค้าแผงลอยขายของที่ระลึกและของฝากจากอยุธยา ซึ่งได้แก่ผลไม้กวน เช่น พุทรากวน สับปะรดกวน มะยมกวน ที่มักจะใส่ในกระป๋องอลูมิเนียมของนมผงตราหมี ดังแสดงในรูป ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เพื่อนๆสมาชิกที่อยู่ในยุคเดียวกับผมคงจำกันได้ ยายของผมบอกว่าจะซื้อผลไม้กวนอะไรก็ซื้อได้แต่อย่าซื้อพุทรากวน ผมสงสัยมากว่าทำไมยายจึงบอกแบบนั้น บางทียายก็พูดแบบติดตลกว่า "หนอนกวน"  ผมถามยายว่าทำไมเรียกว่าหนอนกวน ยายก็เลยพาไปดูวิธีการทำ คือแม่ค้าเอาลูกพุทราจำนวนมากที่มีทั้งสดและเน่าแล้วมาผ่านกระบวนการ ที่เห็นผลพุทราที่เน่าจำนวนมากมักจะมีหนอนด้วย ก็เลยกวนรวมกันไปหมดเลย ได้โปรตีนอีกต่างหาก ยายไม่ยอมกินเลย แต่ผมว่ามันก็อร่อยดี ผมเห็นที่วางขาย แม่ค้าบอกว่ามีหลายแบบหลายราคาตามรสชาติ บางแบบหวาน บางแบบอมเปรี้ยว สินค้าอีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมซื้อเป็นของฝากจากอยุธยาก็คือ "ข้าวเกรียบงา" ห่อกระดาษแก้วหลากสี ปัจจุบันการบรรจุห่อแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว จะมีบ้างก็แถวๆจังหวัดเพชรบุรี


ตอนที่ผมไปเที่ยวนั้น ชาวบ้านเล่ากันว่า หากต้องการซื้อสินค้าแบบย้อนยุคระลึกถึงความหลังต้องไปที่แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังปรับปรุง มีชื่อว่า "ตลาดโก้งโค้ง" ผมขับรถออกไปจากตัวเมืองไม่ไกลก็มาถึง เห็นมีการปรับพื้นที่เป็นตลาด กำลังจัดพื้นที่เป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ดังรูป เล่ากันว่าเป็นตลาดเก่าแก่ สมัยก่อนนี้พ่อค้าแม่ค้าเอาของมาวางขายกันโดยวางบนพื้นที่ปูด้วยผ้าหรือเสื่อ ลูกค้าที่เดินมาหาเลือกซื้อของก็จะต้อง "โก้งโค้ง"เลือกดูสินค้า ในรูปพ่อค้าเองก็ยังโก้งโค้งเลยครับ สินค้าย้อนยุคที่ผมถืออยู่ในมือรูปขวามือก็คือ "กระดานชนวน" หรือ "Old Pad" ผมเอามาวางเปรียบเที่ยบกับ iPad


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1413 9 มี.ค. 2556 (02:36)

หากเพื่อนสมาชิกมีโอกาสขับรถผ่านเข้าไปในจังหวักพระนครศรีอยุธยา จะพบว่าเป็นที่น่าประหลาดใจที่ไปทางไหนก็จะพบแต่วัดวาอารามทั้งเก่าและใหม่ หากลองค้นหาข้อมูลรายชื่อ รายชื่อวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะต้องตกใจในจำนวนวัด


พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีชื่อในพระนครศรีอยุธยาก็มีอยู่หลายองค์ เช่น พระมงคลบพิตร






ข้างๆวิหารพระมงคลบพิตร จะมีวัดอีกวัดหนึ่งที่มีความสำตัญในแง่ของโบราณวัดถุ ที่ทำให้เราทราบเรื่องราวที่สำคัญในอดีต โบราณวัตถุที่สำคัญเหล่านี้ถูกนำมาจัดเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาเช่นกัน วัดนี้คือวัดพระศรีสรรเพชญ




วันที่ผมไปนั้น ผมลองสังเกตดูเห็นว่านักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวัดโบราณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น คนไทยจะมีน้อยกว่ามาก


ผมสังเกตเห็นอีกว่า ขณะที่ผมไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆนั้น มักจะพบนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเสมอ เวลาเขามาชมก็จะตั้งอกตั้งใจดูและฟังมัคคุเทศน์ ดังแสดงในรูป หลังจากฟังได้ข้อมูลแล้วก็ไปดูและถ่ายภาพด้วยความสนใจ


ผมอยากถ่ายรูปให้แตกต่างจากคนอื่น เลยบอกลูกชายให้ทำท่ากระโดดและถ่ายภาพแบบ 3 มิติ เมื่อสวมแว่นตา 3 มิติแล้วมองดูลอยอยู่กลางอากาศชัดเจนดีมาก


ผู้คนที่มาไหว้พระตามวัดต่างๆแล้วก็มักจะตามมาด้วยการปล่อยนกปล่อยปลา ปล่อยเต่า บางที่จะมีการเขียนป้ายบอกความหมายของการปล่อยสัตว์ ผมไม่เห็นว่าจะเป็นการทำบุญทำทานตรงไหน ในทางกลับกันเป็นการส่งเสริมให้คนทำบาปกักขังสัตว์ ทำให้ชีวิตสัตว์ไร้อิสระภาพ หรือบางทีอาจจะเป็นการพรากลูกพรากแม่ของเขาด้วยซ้ำ


พ่อค้าแม่ค้ามักจะหาวิธีการใหม่ๆแปลกมาโยงเพื่อให้ผู้คนมาทำบุญทำทาน แต่จริงๆแล้วก็เพื่อการค้า


ที่อยุธยานี้มีวิธีการทำบุญเสริมดวงแบบใหม่คือ "ป้อนนมปลา" ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็น่าแปลกที่ฝูงปลาพากันมาแย่งดูดนมจากขวดนม เหมือนป้อนนมเด็กเลยครับ ผู้คนก็นิยมมาลองวิธีใหม่กันอย่างเนื่องแน่น โดยเฉพาะเด็กๆมักจะอ้อนวอนขอเงินพ่อแม่ไปลองกันอย่างสนุกสนาน พ่อค้าได้เงินสบายใจ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1414 9 มี.ค. 2556 (02:57)



นอกจากธุรกิจให้นมปลาแล้วยังมีธุรกิจให้นมแกะด้วยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1415 9 มี.ค. 2556 (03:19)


ที่เมือง Harbin ที่ผมไปมาในช่วงฤดูหนาว ยิ่งหดหู่ใจมากคือ นักท่องเที่ยวซื้อนกหรือไก่ที่ถูกจับมาขัง แล้วปล่อยไปเพื่อให้เสือแย่งกันกิน







ตัวที่แข็งแรงที่สุด เมื่อแย่งเหยื่อได้แล้วก็จะมานอนกินหลบมุมอยู่เงียบๆตัวเดียว ไม่งั้นจะมีตัวอื่นมาแย่ง




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1416 11 มี.ค. 2556 (03:06)

มีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องราวในอดีตสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตอนนั้นผมเรียนชั้นประถมปีที่ 7 (ปัจจุบันคือชั้น ม.1 นั่นเอง) ขณะนั้นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และบริเวณสนามกีฬาหัวหมากก็มีการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติแห่งเอชียครั้งที่ 1 บริเวณงานก็คือบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบัน จุดเด่นของงาน และอาจเรียกว่าเป็นจุดนัดพบก็น่าจะได้คือ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ จำลอง


อันที่จริง พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ที่อยู่ที่อยูธยานี้ ก็เป็นพระที่นั่งจำลองมาอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นพระที่นั่งปราสาทโถงกลางน้ำ สร้างในแบบจตุรมุข พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบมาจาก พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2419 และพระราชทานนามว่า "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" ตามนามพระที่นั่งองค์แรก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ณ พระราชวังบางปะอินแห่งนี้

ตอนที่ผมไปนั้นพระราชวังบางปะอินปิดแล้ว ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่เจ้าหน้าที่แถวนั้นบอกว่า ถ้าอยากเห็นก็ไปที่ วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร มองจากฝั่งวัดก็จะมองเห็นได้ ผมจึงถือโอกาสไปเยี่ยมชม วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ไปด้วยในตัว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1417 17 มี.ค. 2556 (06:01)



วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เป็นศิลปะแบบโกธิค (Gothic)

พระอุโบสถของวัดนั้นสร้างเลียนแบบโบสถ์ในคริสต์ศาสนา โดยภายในประดิษฐาน "พระพุทธนฤมลธรรโมภาส" เป็นพระประธาน ออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์ และฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่ประดับด้วยกระจกสี


ผมมาจอดรถที่อีกฝั่งหนึ่งของคลองที่กั้นวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ต้องนั่งกระเช้าข้ามคลองจากท่าข้ามที่ทางวัดจัดทำขึ้นบริการประชาชน


มองไปยังฝั่งวัด จะเห็นหอบังคับการควบคุมการเคลื่อนตัวของกระเช้าข้ามคลอง


เมื่อข้ามมาถึงฝั่งวัด จะเห็นศาลารับบริจาคเงินค่าไฟฟ้าในการขับเคลื่อนกระเช้าข้ามคลอง


เมื่อมองขึ้นไปยังหอบังคับการก็จะเห็นว่ามี "น้องเณร" เป็นผู้ควบคุมกระเช้าอยู่นั่นเอง


บริเวณใกล้กับท่าข้ามฝั่งวัดจะมีป้ายบอกทางไปยังบริเวณต่างๆภายในวัด


ริมฝั่งคลองมีชาวบ้านมานั่งตกปลาเพื่อทำเป็นอาหาร ช่วงที่มีน้ำท่วมเมื่อปีก่อนนี้ น้ำท่วมขึ้นมาบนฝั่งที่วัดสูงราว 1 เมตร ทางวัดได้ทำเครื่องหมายไว้ที่บริเวณทางเข้าหลังวัด ดังแสดงในรูป


เมื่อเดินเข้ามาในวัดโดยผ่านทางเข้าหลังวัด ก็จะได้พบกับกุฎิพระรูปทรงยุโรปหลายหลัง บางหลังมีตู้จดหมายแบบโบราณของอังกฤษวางอยู่


เมื่อเดินลัดเลาะกุฎิพระออกมาก็จะพบกับพระอุโบสถรูปทรงยุโรป ซึ่งเป็นศิลปะแบบโกธิค (Gothic) สังเกตดูนาฬิกาที่ข้างโบสถ์เขียนว่าสร้างในปี ค.ศ.1877 หรือ พ.ศ. 2420 มีเสาไฟฟ้าแบบอังกฤษ เข้าไปดูใกล้ๆที่เสาเขียนว่า สร้างโดย  Turner and Allen  เป็นบริษัททำตะเกียงและเสาไฟ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 201 ถนนเทมส์สายเหนือ เป็นบริษัทที่ตั้งโดยวิศวกร 2 คนคือ  Rich Turner และ William Thomas Allen  ในกรุงลอนดอน


ภาพถ่ายหน้าวัดตรงประตูใหญ่ทางเข้าจะมีป้ายบอกชื่อวัด


ภาพในแบบ Panorama บริเวณหน้าวัด


เมื่อเยี่ยมชมบริเวณวัดจนเย็นแล้วก็เดินกลับไปทางบริเวณกุฏิพระตรงทางออกด้านหลัง ผ่านพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อทรงผนวชเมื่อปี พ.ศ.2546


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1418 18 มี.ค. 2556 (03:20)

สมัยที่ผมเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมได้รับการสั่งสอนให้รักความเป็นไทย เรียนรู้เรื่องของศิลปะและวัฒนธรรมไทย เรียนรู้เรื่องการขับร้องเพลงไทย ดนตรีไทย บทประพันธ์ร้อยแก้ว ร้อยกรองของไทย และเรื่องประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งเรื่องอื่นๆที่ทำให้เราไม่ลืมกำพืดในความเป็นไทย



ผมรู้สึกแปลกใจที่ในปัจจุบัน เรามีการสื่อสารที่ทันสมัย สามารถสืบค้นหาข้อมูลได้มากมายและรวดเร็ว แต่เรากลับไม่รู้เรื่องของเราเอง ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ลองถามนักเรียนและครูของไทยว่า ดอกไม้อะไรเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เราจะพบกับความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่า มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถตอบได้อย่างถูกต้อง และยิ่งซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ หากเราเดินไปตามถนนหนทางต่างๆ เราจะหาดูดอกไม้หรือต้นไม้ประจำชาติของเรานั้นยากมาก ผมคิดถึงประเทศญี่ปุ่น เมืองเราพูดถึงดอกไม้ตัวแทนของญี่ปุ่นเราจะรู้ทันทีว่าคือซากุระ และที่สำคัญคือเขาปลูกไว้ทั่วไปทั้งประเทศ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดอกไม้ประจำชาติของเรากำลังเบ่งบานงดงามเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่เราหาดูได้ยาก แม้จะเป็นดอกไม้ประจำชาติ

ดอกไม้ประจำชาติไทยของเรา ก็คือ ดอก................. ที่มีสี.......สวยสง่างาม เมื่อเบ่งบานแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งชาวไทยหลายคนรู้จักกันดีในนามของ ดอกคูน โดยมีความเชื่อว่าสี......อร่ามของดอก........คือสีแห่งพระพุทธศาสนาและความ รุ่งโรจน์ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกด้วย โดยดอก........จะเบ่งบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม มีจุดเด่นเวลาเบ่งบานคือการผลัดใบออกจนหมดต้น เหลือไว้เพียงแค่สี.......อร่ามของดอก.........เท่านั้น

อยากถามเพื่อนสมาชิกว่าท่านเติมคำลงในช่องว่างที่ผมเว้นไว้ได้ไหมครับ หากทราบแล้วลองเดินไปตามถนนหนทางใกล้บ้านของท่านสิครับว่าหาดูได้ง่ายไหม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1419 18 มี.ค. 2556 (12:09)
ภาพจาก http://www.gotoknow.org/posts/24004

ดอกคูนเป็นทิวแถวตามแนวถนนไปสู่สนามบินขอนแก่น เมืองดอกคูนเสียงแคน


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1420 21 มี.ค. 2556 (19:45)



เห็นข่าวการโกงการสอบบรรจุครูผู้ช่วยแล้วรู้สึกเศร้าใจกับสังคมไทย ขนาดคนที่จะไปทำหน้าที่สอนคน ผลิตเยาวชนอนาคตของชาติยังเป็นกันแบบนี้ เอาเปรียบสังคมอย่างไม่ละอายต่อบาป เขาจะมองเห็นศักดิ์ศรีของชาติและเอาใจใส่เยาวชนของเราได้จริงหรือ เราพอจะมองเห็นอนาคตของชาติไทยได้อย่างไม่ยากนัก



สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปจัดแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงของตุรกี ที่เมือง Izmir ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกของตุรกี



ได้เห็นบรรยากาศตอนนักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธงและกิจกรรมของครูแล้ว ทำให้ผมคิดถึงสมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อนนี้เราไม่ค่อยได้ยินเกี่ยวกับการแสดงทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าช่วงเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมานั้น เราจะไม่ค่อยมีเครื่องไม้เครื่องมือทดลองมากเท่าทุกวันนี้ แต่ผมก็เรียนวิทยาศาสตร์อย่างสนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากครูฝึกสอนจาก "วิทยาลัยครูสวนดุสิต"สมัยนั้น ที่ชื่อ "ครูยุพิน ลำเจียก" ดังรูปที่ผมได้มีโอกาสถ่ายไว้ด้วยตัวเองข้างล่างนี้



ครูยุพินหาอุปกรณ์การทดลองมาแสดงสาธิตที่สนุกสนานมาก แม้จะเป็นอุปกรณ์ที่หาได้จากวัสดุรอบๆตัว แต่ผมต้องยอมรับว่าสนุกมากและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่า การผลักดันให้เด็กนักเรียนคนไหนมีอนาคตอย่างไรตามความถนัดของตนนั้น ขึ้นกับครูผู้มี "วิญญาณของความเป็นครู" ที่เอาใจใส่และห่วงใยเด็กนักเรียน ไอ้พวกโกงข้อสอบอย่าได้หวังเลยว่าจะมาสร้างอนาคตของชาติ



การทดลองสาธิตต่างๆหลายการทดลองให้กับนักเรียนนั้น ผมได้เคยเขียนไว้แล้วในกระทู้ต่างๆของวิชาการ.คอม เพื่อนสมาชิกสามารถคลิกดูได้ดังต่อไปนี้

ทำเข็มทิศอย่างง่าย
ปี่กระป๋องน้ำอัดลม
ภาพสามมิติ
โครงงานน้ำตาลสายไหม
อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
เคล็ดลับการพูดภาษาอีสานแบบฟิสิกส์ควันตัม
สีของปีกแมลงทับ
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ลูกแก้วพลาสม่า (Plasma Ball)
ฟังเสียงจริงของไอน์สไตน์                    
กิจกรรมสื่อสารด้วยแสงเลเซอร์อย่างง่ายราคาถูก
วิธีทำ ลำโพง ไมโครโฟนอย่างง่าย
ตะบันไฟ
อยากให้จมูกโด่งเชิญทางนี้
แสงและการมองเห็น
บัตรทายตัวเลข
ปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริก (piezoelectric effect)
ปรากฏการณ์รูเข็ม
เลนส์เสียง
กระป๋องยุบตัวได้อย่างไร            
ควันรูปวงแหวน
ทำไมแสงจึงหักเหเมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างกัน 2 ชนิด
เสริมปัญญา เสริมความคิด ด้วยคณิตศาสตร์
พระพุทธเจ้าค้นพบเซลล์คนแรกจริงหรือ ?
 ทำไมท้องฟ้าจึงเปลี่ยนสี  
กำแพงกั้นด้านข้างบนทางด่วน
สนุกกับสเปคโตรสโคป
Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics
 ขนาดมาตรฐานของกระดาษ
 เสื้อชูชีพบนเครื่องบิน
วัดขนาดเม็ดเลือดแดงอย่างง่าย ราคาถูกเชิญทางนี้
ใครอยากคุยกับหุ่นยนต์ที่โต้ตอบได้แบบออนไลน์ เชิญทางนี้
ก้าวผ่านจักรวาลสู่ควากส์
แบตเตอรี่อย่างง่าย
หาอัตราเร่งของเครื่องบินด้วยลูกตุ้มนาฬิกา
การตรวจสายตาด้วยแสงเลเซอร์
เตาแม่เหล็กเหนี่ยวนำ  
สร้างสื่อสนุกสำหรับเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย หญิงประยูร
สนุกกับไฟฟ้าสถิต
วัดอุณหภูมิบนเครื่องบิน
 เที่ยวดาวอังคาร แบบ 3 มิติ
จุดหลอดนีออนด้วยหยดน้ำ
เสาเล็กๆด้านล่างของปีกเครื่องบินมีไว้ทำอะไร
 เรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าต่างเครื่องบิน
 ทำไมจึงต้องกางปีกเครื่องบินให้กว้างกว่าเดิม ขณะบินขึ้นและร่อนลง
Video clip ไอน์สไตน์กับเพื่อนๆที่บ้านที่ Princeton
ทำไมท้องฟ้าเบื้องบนจึงมืดเมื่อมองจากหน้าต่างเครื่องบินที่บินสูงมากๆ
เรื่องเล่าจากโครงการเด็กอัจฉริยะของซาอุดิอาระเบีย
มาสนุกกับหลักการ "แพรัลแลกซ์ (parallax)"
เตาอบไมโครเวฟ
โจทย์ฟิสิกส์ลูกเล่นท้าทาย
ปืนแอลกอฮอล์
จุดประกายความคิดเรียนวิทย์-คณิตให้สนุก
พาราโบลาน่าฉงน  
ตามรอยการทดลองของ Hertz
นานาสุริยฉาย - รูปและเรื่องราวเกี่ยวกับดวงอาทิตย์
น้ำพุพาราโบลา
สร้าง Model ทางเคมีด้วยไม้จิ้มฟัน
Bar code ในแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิต  
มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าอย่างง่าย
ใครช่วยตอบที ทำไมเปลวเทียนไม่ดับ
แรง Lorentz
ฟิสิกส์ของไหซอง
ลูกเต๋าลับสมอง
กระจกเปลี่ยนหน้า
เงาประหลาด
ลูกข่างกระดก (Tippy Top)



นอกจากบรรยายแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนแล้ว ตอนค่ำก็ยังมีการบรรยายประกอบกิจกรรมสนุกๆที่นักเรียนและผู้ปกครองทำร่วมกัน



นักเรียนที่นี่ Active มาก เป็นโรงเรียนที่เพิ่งจะเปิดใหม่ แต่เป็นโรงเรียนในเครือที่มีร้อยกว่าโรงเรียนทั่วประเทศและอีกหลายโรงเรียนในเมืองใหญ่หลายประเทศ เช่น กรุงเบอร์ลิน สมัยที่ผมเคยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งที่เบอร์ลินนี้มีคนตุรกีอาศัยอยู่มาก นักเรียยนโรงเรียนนี้มีประมาณ 500 คน ซึ่งผ่านการสอบคัดเลือเข้ามาจากจำนวนประมาณ 3000 คน ค่าเล่าเรียนก็ประมาณ 2 แสนบาทต่อปี



นอกจากบรรยายให้กับนักเรียนแล้ว ผมยังเป็นวิทยากรบรรยายในการอบรมครูวิทยาศาสตร์ในโครงการอบรมครูของสหภาพยุโรปอีกด้วย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1421 24 มี.ค. 2556 (11:05)



ในการจัดกิจกรรมนักเรียนหรืออบรมครู ผมได้ทำแบบสร้างนาฬิกาแดดแบบดิจิตอลเพื่อใช้ประกอบกิจกรรม วันนี้เลยขอแนบมาให้ทดลองเล่นดูครับ ดังแสดงในรูป ตัวเลขที่เป็นจุดๆบนแถบกระดาษโค้งนั้นต้อวใช้หมุดเจาะให้เป็นรูตรงจุดต่างๆ เมื่อแสงแดดส่องลงมา แสงแดดจะลอดช่องหรือรูที่เป็นตัวเลขนี้ลงไป  แสงที่เป็นตัวเลขที่ตกลงบนพื้นต้งเส้นลูกศรสีแดงจะเป็นตัวเลขบอกเวลาครับ เช่ตัวเลข 12 ส่องตรงลงมาบนลูกศร แสดงว่าเป็นเวลา 12 นาฬิกา เป็นต้น


ที่เห็นอยู่ข้างบนคือแบบตัดทำนาฬิกาแดด เส้นตรงสีน้ำเงินสลับสีแดง เป็นเส้นบอกตำแหน่งเส้นรุ้งของตำแหน่งที่เราจะใช้นาฬิกาแดด เช่นถ้าเราทดลองที่กรุงเทพ เส้นรุ้งประมาณ 14 องศาเหนือ เราก็ต้องตัดที่เส้น 15 องศา (ประมาณใกล้เคียงที่สุด) จากนั้นก็พับลงเพื่อทำให้เกิดพื้นเอียง 14 องศารับแสงแดดได้ตรงตั้งฉากกว่า แต่ถ้าเราทดลองที่เส้นศูนย์สูตร เราไม่ต้องตัดเพื่อพับเลย





สำหรับเมือง Izmir ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นรุ้งที่ 38 ผมก็ต้องทำนาฬิกาแดดให้เอียงตามมุม ดังแสดงในรูปครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1422 8 เม.ย. 2556 (00:37)


วันนี้ มีโอกาสจัดบ้าน พบรูปเก่าสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมถ่ายรูปครูฝึกสอน ครูยุพิน ลำเจียก กำลังยืนพิงแท่นน้ำดื่มแบบกดสำหรับนักเรียน นักเรียนชั้น ป.7/3 ดังรูป มีครูบุญเหลือ ทองเอี่ยมเป็นครุประจำชั้น ได้นัดพบกันเป็นประจำทุกปีราวๆเดือนธันวาคม ผมไม่ได้อยู่ห้อง ป.7/3 แต่ก็มีเพื่อนที่เคยเรียนร่วมห้องชั้น ป.5 และ ป.6 มาก่อน เพราะที่โรงเรียนจะมีการจัดนักเรียนสลับห้องกันทุกปี



เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ห้อง ป.7/3 มีการเลี้ยงกัน ผมก็ได้มีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมด้วยและได้ถ่ายรูป 3 มิติไว้เป็นที่ระลึก



วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมานี้ ครูบุญเหลือ ทองเอี่ยมได้จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 72 ปี ครูได้เชิญพวกเราไปร่วมด้วยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งผมมักเรียนติดปากตั้งแต่สมัยก่อนว่าโรงแรมรอยัล พวกเรานักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัยติดภาระกิจกันหลายคน บางคนก็ป่วย พวกเราที่ไปก็มี 7 คนร่วมทั้งผมด้วย เลยถ่ายรูปเอามาเปรียบที่เทียบให้ดูกับรูปเมื่อ 44 ปีก่อน ครูบุญเหลือเล่าว่าครูสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยอยู่ 3 ปี จากนั้นก็ไปเรียนต่อ กลับมาก็มาสอนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนกระทั่งเกษียณอายุ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1423 8 เม.ย. 2556 (01:00)



มีอีกรูปหนึ่งที่อาจารย์นิรันดร์อาจจะสนใจ คือรูปที่ถ่ายเมื่อ 50 ปีมาแล้ว สมัยที่เราเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นรูปของครูประจำชั้นของเรา ครูเกิดดี ซื่อตรง รูปนี้ถ่ายในงานรื่นเริงของโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี ครูเกิดดี ฟ้อนรำในงาน ครูได้มอบรูปนี้ให้ผม และเก็บมาจนทุกวันนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1425 15 เม.ย. 2556 (18:20)



สมัยที่ผมเป็นเด็กเล็กๆ เรารู้จักประเพณีสงกรานต์ก็เพียงแต่การสนุกกับการเล่นสาดน้ำกันแถวๆบ้าน ผมมารู้จักเรื่องราวของวันสงกรานต์จริงๆก็เมื่อผมเรียนที่โรงเรียนวัด พลับพลาชัย



ครู สุวรรณี ครูประจำชั้นของผม ตอนเรียนชั้น ป.6/16 ครูสอนวิชาวรรณคดี และ ครูวินัย สุขยืด สอนวิชาสังคมศึกษา ครูทั้งสองท่านได้เล่าเกี่ยวกับประวัติวันสงกรานต์ที่สนุกสนาน โดยเฉพาะครูวินัย สุขยืด มักจะมีเรื่องขำ และเล่นคำ ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ



สมัย ก่อนนี้ผมชอบดูปฏิทินที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับนางสงกรานต์ปีนั้นๆ นางสงกรานต์แต่ละปี ที่มือจะถือสิงของต่างๆกันไป และมักจะมีการทำนายทายทักเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี สำหรับปี 2556 นี้ นางสงกรานต์ชื่อ "มโหธรเทวี"

มีการพูดเล่นๆสนุกๆสมัยนั้นว่า ปีใดที่นางสงกรานต์ถือเตารีด และคันไถ ปีนั้น บ้านเมืองจะไม่สงบ ประชาชนจะถูกรีดและไถ หาความสุขมิได้

อ้างอิง >>> คลิก >>> สงกรานต์
www.komchadluek.net
songkran.showded.com
images.palungjit.com

สงกรานต์ (อังกฤษ: Water Festival ถอดเป็นอักษรละติน: Songkran, ภาษาเขมร: សង្រ្កាន្ត, ลาว: ສົງການ) เป็นประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย[ต้องการอ้างอิง] สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี คือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เดิม วันที่จัดเทศกาลกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า 13 ถึง 15 เมษายน วันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นจุดเริ่มต้นของปีปฏิทินในประเทศไทยจนถึง พ.ศ. 2431 หลังจากนั้นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483

สงกรานต์ สืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี แต่ในปัจจุบันการเฉลิมฉลองในประเพณีสงกรานต์นั้นได้ละทิ้งความงดงามของ ประเพณีในสมัยโบราณไปเกือบหมดสิ้น คงไว้เพียงแต่ภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนาน

พิธี สงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ[1]

การคำนวณ

ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่างเป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาล เป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก"

การคำนวณวันเถลิงศกนั้น ตามคัมภีร์สุริยยาตร์[2] จะต้องมีการหาหรคุณเถลิงศก และค่าอื่น ๆ สำหรับคำนวณตำแหน่งดาวในปีนั้น ๆ เรียกว่าอัตตาเถลิงศก ทุก ๆ ปี ค่าหรคุณเถลิงศกที่คำนวณได้จะเป็นตัวเลขนับ 1 ที่วันเถลิงศก จ.ศ. 0 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 1181 ตามปฏิทินเกรกอเรียน มาจนถึงปีที่ต้องการ สำหรับกระบวนการหาหรคุณเถลิงศก มีดังต่อไปนี้

ตั้งเกณฑ์ 292207 ลง เอาจุลศักราชปีนั้นคูณ ได้เท่าใด เอา 373 บวก แล้วเอา 800 หาร ลัพธ์ (ส่วนที่เป็นคำตอบจำนวนเต็ม) เอา 1 บวก เป็นหรคุณเถลิงศก
เอา 800 ตั้ง เอาเศษจากข้อก่อนมาลบ ได้ กัมมัชพลเถลิงศก

จาก ขั้นตอนข้างต้น อธิบายได้ว่า ในหนึ่งปีสุริยคติมีเวลาทั้งหมดคิดเป็น 292207 กัมมัช (กัมมัชคือหน่วยย่อยของเวลาในคัมภีร์สุริยยาตร์ โดยที่ 1 กัมมัช = 108 วินาที และ 800 กัมมัช = 1 วัน) ดังนั้นเวลาเป็นกัมมัชนับจากจุดเถลิงศก จ.ศ. 0 มาหาจุดเถลิงศกปีที่ต้องการ ก็หาได้โดยเอา 292207 คูณกับจุลศักราชที่ต้องการทราบ แต่เนื่องจากวันเถลิงศก จ.ศ. 0 เวลาเถลิงศกตรงกับ 11:11:24 นาฬิกา หรือคิดเป็น 373 กัมมัช นับแต่เวลา 0 นาฬิกา จึงเอา 373 บวกเข้ากับผลคูณที่หาไว้แล้ว ผลทั้งหมดที่ได้นี้มีหน่วยเป็นกัมมัช เมื่อจะแปลงเป็นวัน ก็เอา 800 หาร

จาก ผลที่ได้ ถ้าหารแบบสมัยใหม่โดยติดทศนิยม จะได้ว่าส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม นับ 0 ที่วันแรกของ จ.ศ. 0 ส่วนที่เป็นทศนิยม เป็นเศษส่วนของวันนับจาก 0 นาฬิกาของวันเถลิงศกไปหาเวลาเถลิงศก แต่ในสมัยโบราณการคำนวณด้วยทศนิยมเป็นการยากลำบาก ดังนั้น ถ้าหารแบบติดเศษ แล้วเอาส่วนที่เป็นจำนวนเต็มบวก 1 ก็จะได้หรคุณเถลิงศก ส่วนที่เป็นเศษนั้นบอกถึงเวลานับแต่ 0 นาฬิกาไปหาเวลาเถลิงศกในหน่วยกัมมัช หากเอาไปหักลบออกจาก 800 ก็จะได้กัมมัชพลเถลิงศก หรือเวลาเป็นกัมมัชที่เหลือจนสิ้นวันเถลิงศก

เนื่องจากวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 1181 เวลา 00:00 น. มีหรคุณจูเลียนเป็๋น 1954167.5 เพื่อความง่ายจึงสามารถหาหรคุณจูเลียน (Julian day number) ของวันเถลิงศกได้ตามสูตร

JD วันเถลิงศก = [(292207* (พ.ศ.-1181) + 373)/800] + 1954167.5

สำหรับ วันมหาสงกรานต์ สามารถประมาณได้จากหรคุณเถลิงศก โดยให้ถอยหรคุณเถลิงศกไป 2 วัน 3 ชั่วโมง 57 นาที 36 วินาที (2.165 วัน หรือ 1732 กัมมัช) หรืออาจจะคำนวณตำแหน่งที่สังเกตได้จริง (สมผุส) ของดวงอาทิตย์ว่าย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ณ วันเวลาใด ทำให้ได้สูตรหาหรคุณจูเลียนของวันมหาสงกรานต์ (โดยประมาณ) เป็น

JD วันมหาสงกรานต์ = [(292207* (พ.ศ.-1181) - 1359)/800] + 1954167.5

จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) ซึ่งบางปีก็อาจจะตรงกับวันใดวันหนึ่ง

ตารางวันสงกรานต์

จาก หลักการที่แสดงไว้ข้างต้น ทำให้สามารถคำนวณวันมหาสงกรานต์และวันเถลิงศกในแต่ละปีได้ ตารางต่อไปนี้เป็นวันมหาสงกรานต์และวันเถลิงศกของปีนี้ และปีก่อนหน้าห้าปี และปีถัดไปอีกห้าปี สังเกตว่าบางปีจะมีเทศกาลสงกรานต์ตามที่คำนวณได้อยู่ทั้งหมดสี่วัน




ตำนานนางสงกรานต์

ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[4] กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งนาม "ธรรมบาล" ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย

ต่อ มาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วัน

ทาง ธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้

ครั้น รุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุม พร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ

จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบ เขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้

ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต (เลือด) พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังพระยาวราหะ (หมู)
ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มัณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงของ้าว พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังพระยาคชสาร (ช้าง)
ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)

สำหรับความเชื่อทางล้านนานั้นจะมีว่า

วันอาทิตย์ ชื่อ นางแพงศรี
วันจันทร์ ชื่อ นางมโนรา
วันอังคาร ชื่อ นางรากษสเทวี
วันพุธ ชื่อ นางมันทะ
วันพฤหัส ชื่อ นางกัญญาเทพ
วันศุกร์ ชื่อ นางริญโท
วันเสาร์ ชื่อ นางสามาเทวี

กิจกรรมในวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตร ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย

การสรงน้ำพระ

การรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา
การสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วย
บังสุกุลอัฐิ กระดูกญาติผู้ใหญ่ที่ตายแล้ว มักก่อเป็นเจดีย์ แล้วนิมนต์พระไปบังสุกุล
การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้
การดำหัว จุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำทางภาคกลาง พบเห็นได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงเราเคารพนับถือต่อพระ, ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีอาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อยเทียนและดอกไม้
การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่
การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1426 17 เม.ย. 2556 (01:19)

ช่วงวันหยุดเทศกาลสงกราานต์ที่ผ่านมา เป็นช่วงสำคัญของครอบครัวและญาติที่จะได้มารวมกันทำบุญ ร้านอาหารหรือภัตตาคารทั้งหลายมักจะเนื่องแน่น หลายครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวใหญ่มักจะต้องรอเข้าคิวเข้ารับประทาน ราวกับจะไปขอข้าวเขากินก็ไม่ผิดนัก



หลายปีที่ผ่านมานี้ หนังจากฮอลลีวู้ดทำให้เรารู้จัก Super man, Spider man, Bat man หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็จะมี Wonder womwn, Cat woman แต่ที่น่าสนใจคือสิ่งที่ผมได้มาจากป้ายร้านอาหาร



ที่ร้านนี้ ไม่มี Super man, Spider man, Bat man หรือถ้าเป็นผู้หญิง ก็ไม่มี Wonder womwn, Cat woman ผมสงสัยจริงๆว่าไอ้ตัวที่บอกอยู่บนป้ายในร้านอาหารนี้ หน้าตามันจะเป็นอย่างไร



อีกร้านหนึ่ง เป็นห่วงสุขภาพของลูกค้ามาก มีป้ายปิดอยู่หลายแห่ง เขียนว่าเขตปลอดบุหรี่ แถมมีป้ายรูปสัญญลักษณ์บอกกำกับไว้ด้วย ป้ายห้ามด้านบนพอเข้าใจได้ว่า ห้ามสูบบุหรี่แบบนั้น แต่ป้ายล่างนี่สิครับ สงสัยว่าเขาจะสูบอย่างไร

มีป้ายในร้านอาหารหลายแห่งน่าสนใจมาก จะขอทยอยเอามาให้ดูเป็นตัวอย่าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1427 17 เม.ย. 2556 (13:39)



Toilet Women


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1428 17 เม.ย. 2556 (13:45)


Toilet Man


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1429 17 เม.ย. 2556 (20:55)


อ้อ! อย่างนี้นี่เองblush


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1430 17 เม.ย. 2556 (21:37)

สังเกตว่า Toilet Man มีคนเดียว
แต่ Toilet Women มีหลายคน
ฮ่าฮ่าฮ่า devil


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1431 18 เม.ย. 2556 (12:22)

อ้อ! ฟังดูดี มีเหตุผลทั้งในแง่ตรรกะ และ ไวยากรณ์surprise
ยังมีป้ายเสริมข้อมูลเพิ่มเติมครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1432 18 เม.ย. 2556 (12:46)

นอกจากป้ายเกี่ยวกับส้วมแล้ว ร้านอาหารบางร้านที่มีการเลี้ยงกินเหล้ากันเป็นกลุ่มใหญ่ จะมีป้ายเกี่ยวกับพระหลวงพ่อ 3 รูปที่เป็นที่นับถือของชาวบ้าน แขวนไว้เป็นศิริมงคลด้วย ดังตัวอย่างนี้ครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1433 24 เม.ย. 2556 (11:33)
263430
ขณะนี้ผมอยู่ที่เมือง Kazan ในรัสเซีย ได้รับเชิญมาบรรยายเหมือนทุกปี
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1435 24 เม.ย. 2556 (22:08)




เมืองไทยร้อนมาก ที่นี่ 5 องศาเซลเซียส ผมได้รับเชิญไปบรรยายในหลายๆโรงเรียนในหลายประเทศ แต่มีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่อยากไปบรรยายและจัดกิจกรรมให้ แต่ไม่เคยได้รับเชิญคือ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จะเสนอตัวเข้าไป หากเขาไม่เอา ก็จะหน้าแตกกลับมา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1436 24 เม.ย. 2556 (23:42)


ผมก็เคยหน้าแตกมาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโน้นตั้งแต่ครูๆของเราท่านยังอยู่เกือบครบน่ะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1437 27 เม.ย. 2556 (01:43)




โรงแรมที่พักของผมคราวนี้อยู่ในเขตเมืองเก่าของพวกทาทาร์ มีอาคารเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีทั้งนั้น อาคารบางหลังน่าจะมาถ่ายทำหนังผี จะดูเข้ากับบรรยากาศมากครับ ข้างหลังโรงแรมจะมีมัสยิดเก่าแก่อายุราว 160 ปี ที่หน้ามัสยิดแห่งนี้จะมีทางม้าลาย และมีป้ายบอกกำกับ ที่น่าสนใจคือ ใต้ป้ายบอกทางม้าลายจะมีป้ายเครื่องหมายรูปแว่นตา ใครตอบได้ไหมครัยว่า แว่นตานี้เกี่ยวกับอะไร (ความจริงเคยถามมาแล้วในความเห็นข้างต้น ใครติดตามประจำก็จะตอบได้)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1438 27 เม.ย. 2556 (02:02)




วันนี้ผมมีโอกาสมาบรรยายให้นักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษในโรงเรียน IT High School ของเมือง  Kazan ในพิธีปิดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีของ Tatarstan (เทคไทลายนั่งขวามือสุด) มาทำพิธี โดยผมได้มีโิอกาสเป็นแขกพิเศษของงาน และได้กล่าวแสดงความคิดเห็นโดยมีล่ามนั่งอยู่ข้างๆคอยแปล


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1439 27 เม.ย. 2556 (06:28)


สันนิษฐานว่า รูปแว่นตาดำที่ป้ายทางม้าลาย หมายถึงคนตาบอด ใช่ไหมคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1440 27 เม.ย. 2556 (06:31)


ถามว่าแว่นตานี้เกี่ยวกับอะไร



คำตอบคือ แว่นตาเกี่ยวกับหูครับ ไม่งั้นมันจะหล่นsurprise


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1441 28 เม.ย. 2556 (05:22)




ถ่ายกับ Prof. Dr. Alexander Fishman  หน้า IT High School ของเมือง Kazan


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1442 2 พ.ค. 2556 (09:19)



ผมได้มีโิอกาสแวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตววิทยาที่ St Petersburg คิดถึงความหลังครั้งเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เมื่อครูพาออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่



สมัยนี้ต่างจากสมัยของผม ครูใช้กระดานดำอธิบายก่อนออกไปทัศนศึกษา หรือถ้าเป็นเด็กมากๆหน่อยครูก็จะใช้กระดานชนวน แต่เดี๋ยวนี้ ต่างกัน ครูใช้ iPad แสดงรูปและวีดิทัศน์แสดงให้เด็กนักเรียนดู แล้วให้นักเรียนไปเดินสำรวจตัวจริงที่สต๊าฟแสดงไว้



ผมถือโอกาสมาเยี่ยมชมสหายเก่าแก่ที่พบกันหลายครั้งแล้ว มาที่ St Petersburg ทีไรเป็นต้องได้มาเยี่ยมเยียน เจ้าตัวที่ว่านี้ก็คือช้าง Mammoth ที่มีอายุเก่าแก่ถึงสี่หมื่นปีมาแล้วนั่นเอง (ตัวที่นอนแห้งเห็นซี่โครงนะครับ ช้างแมมมอธ)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1443 3 พ.ค. 2556 (13:16)


อาจารย์ยืนห่างจากสหายตัวนั้นของอาจารย์มากไหมคะ อยากทราบขนาดของเขาค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1444 3 พ.ค. 2556 (13:56)




เจ้าตัวที่ครูไผ่ถามมานั้นมีขนาดจากหัวถึงหางราว 1.5 เมตร ครับ แต่เจ้าตัวที่อยู่ข้างหลังผมในรูปนี้ เห็นแต่โครงกระดูก จากงาถึงหางราว 4-5 เมตรเห็นจะได้ ความจริงผมถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์นี้ไว้มาก ที่ถ่ายเป็น 3 มิติก็ไม่น้อยครับ จะค่อยๆเอามาลงให้ดูครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1445 16 พ.ค. 2556 (04:08)
263778
จากรัสเซีย ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่ Rajiv Gandhi Science Centre ที่ประเทศ Mauritius ซึ่งอยู่ทางซีกโลกใต้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1446 16 พ.ค. 2556 (09:07)


สวัสดีเพื่อน

หาดทรายคล้ายๆเมืองไทยเหมือนกัน

ต่างกันตรงเงาที่ยาวววววว

แสดงว่าเย็นแล้วแต่ฟ้าใส เย็นแล้วฟ้าใสแบบนี้ ไม่ค่อยเห็นที่เมืองไทยของเรา

หากฝนตกตอนเย็นคงเห็นรุ้งเป็นวงงามๆทีเดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1447 16 พ.ค. 2556 (11:05)


โอ้โฮ เป็นเกาะกลางมหาสมุทรห่างไกล จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่  คนพื้นเมืองที่นี่เป็นเชื้อสายอะไรคะ นิโกร หรือ อินเดียนแดง หรือ ??


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3599 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1448 18 พ.ค. 2556 (16:10)




ตอนเช้ามีฝนตกพรำๆ สายหน่อยเวลา 8.54 น.มีแดดออก เห็นรุ้งกินน้ำ ผมถ่ายที่ตำแหน่งที่บอกไว้ในรูป ห่างจากเมืองหลวง Port Louis ไปเล็กน้อย เลยเอามาให้ อ.นิรันดร์ ดูครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5955 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1449 18 พ.ค. 2556 (22:59)


นึกแล้ว ว่าจะต้องได้เห็นรุ้งสวยๆ ดีจังเลย ถ่ายรูปไว้ได้ด้วย

ตอนเป็นเด็กๆ ผมจำได้ว่ามีโอกาสเห็นรุ้งงามๆบ่อยๆ

เดี๋ยวนี้ แทบไม่ได้เห็นรุ้งสักเท่าใด ฝนหายแล้วฟ้าก็ยังไม่ใส


 


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24819 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in1.0349 seconds !