เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”





 

21 ม.ค. 2552 10:13
1651 ความเห็น
1783845 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย แขชนะ

สมัยก่อนเคยมีนักโทษที่มาตัดผมให้เราต้องเสีย 50 สตางค์ พวกเราเรียกกันว่า “ร้านลมโชยเกษา” เพราะตัดวันบริเวณสนามของโรงเรียน ไม่ได้มีห้องหับแต่อย่างไร ลมโชยสบายดี ด.ช.นิรันดร์สมัยก่อน ไม่อยากเรียนวิชาภาษาไทย สอนโดยครูปราณีต วัฒนนิรันดร์ (ดูรูปประกอบ) ก็เลยหนีเรียนไปตัดผม แต่ช่างตัดเสร็จเร็ว วิชาภาษาไทยยังไม่ทันเลิก ก็เลยบอกให้ช่างตัดอีก จนในที่สุดก็สั้นมากดังแสดงในรูป ตอนนั้นเราอายุเพียง 11 ขวบ


69242

 


 


 















ผมเห็นทรงผมที่เพื่อนๆตัดกันออกมาแล้ว ไม่กล้าตัด ถึงแม้ว่าผมจะอยากหนีเรียนเพียงใดก็ตาม วิชาที่ผมเกลียดและไม่อยากเรียนที่สุดก็คล้ายๆ อ.นิรันดร์ คือวิชา ภาษาไทย และวิชาหน้าที่พลเมือง-ศีลธรรม สอนโดยครูสมบัติ บุตรแพง (โปรดดูรูปประกอบ) ครูสมบัติสอนเหมือนพระเทศน์ น่าง่วงนอนมาก ท่านใจดีมาก แทบไม่เคยตีนักเรียนเลย เข้าใจว่าท่านคงจะบวชมาหลายปี เวลาที่โรงเรียนมีการทำบุญที่วัด อาจารย์สมบัติท่านจะต้องได้เป็นแม่งานเสมอ

บริเวณโรงเรียนนั้นแคบมากและอยู่ในบริเวณชุมชนชาวจีน สนามและอาคารของโรงเรียนอยู่ติดศาลาวัด เรามักจะได้ยินเสียงพิธีการทำ “กงเต็ก” ของชาวจีนที่ศาลาวัดเสมอ การทำกงเต็กนั้น ญาติผู้ตายจะเผาอุปกรณ์ต่างๆที่ทำด้วยกระดาษและไม้ส่งไปให้ เช่น บ้านกระดาษ รถยนตร์กระดาษ ของใช้กระดาษและเงินกระดาษ เป็นต้น มีอยู่บ่อยครั้งเวลาเราเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ตอนเช้า ญาติของผู้ตายจะแบก “รถเบนซ์คันใหญ่ที่ทำด้วยกระดาษ” เดินผ่านมา นักเรียนมักจะหัวเราะกันจนไม่เป็นอันร้องเพลงชาติหรือสวดมนต์ ท่านลองนึกถึงภาพคนแบกรถยนต์คันใหญ่ๆเดินมาสิครับ ไม่ต่างจากซุปเปอร์แมนเลยที่เดียว มันน่าหัวเราะไหมครับ

ผมเรียนหนังสือพอๆกับอาจารย์นิรันดร์ คือมักจะรั้งท้ายและเกือบตกเสมอ เพราะมันไม่สนุกเลย การบ้านก็ไม่อยากทำ แต่สิ่งที่ผมและอาจารย์นิรันดร์ เห็นแบบเดียวกันคือ กิจกรรมวิชาบางวิชาน่าสนุก เช่น วิชาวาดเขียนสอนโดยครูครูมาลี ผดุงสุข วิชาช่างเย็บหนังสอนโดย ครูถนอม เกษสุวรรณ ผมได้ทำเข็มขัด กระเป๋า และพวงกุญแจให้คุณพ่อใช้เช่นเดียวกับ อ.นิรันดร์ วิชาเขียนแบบสอนโดยครูทวีวัฒน์ เผื่อนโชติ อีกวิชาหนึ่งที่น่าสนใจคือ วิชาไม้ดอกไม้ประดับ สอนโดยครูครูบุญรัตน์ โปขันเงิน ผมชอบอะไรๆคล้าย อ.นิรันดร์ เช่น ชอบคิดโจทย์ในวารสาร แล้วตอบปัญหาชิงรางวัล หรือแม้แต่ไปแข่งขัน แข่งลูกดิ่งโยโย่ หรือ แข่งลูกข่าง จนกระทั่งได้มีโอกาสไปเล่นลูกข่างออกรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่ออยู่ชั้น ป.5

จะเล่าความลับอีกอย่างของ อ.นิรันดร์ให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง คือ ก่อนหน้าที่จะมาเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย อ.นิรันดร์กับผม เรียนที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี ตั้งแต่ชั้น อนุบาลถึงชั้น ป.4 โรงเรียนนี้มีนักเรียนชายน้อยกว่านักเรียนหญิง (สังเกตจากชื่อโรงเรียน) ชั่วโมงการฝีมือ ครูมักจะให้ทำงานการฝีมือผู้หญิง เช่นเย็บปักถักร้อย ปักสะดึง ทำผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น แทนที่จะเป็นวิชาเลื่อยไม้ของเด็กผู้ชาย เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูก อ.นิรันดร์นะครับ ท่านเย็บปักถักร้อยได้เท่าเทียมผู้หญิงทีเดียว

ครูที่สอนวิชาช่างทั้งหลาย เด็กนักเรียนมักจะกลัว เพราะท่านมักจะตีหนักจนเนื้อแตกเลย เด็กๆจะอยู่ในระเบียบวินัย ยกว้นวิชาวาดเขียนของครูมาลี ผดุงสุข ท่านใจดีมาก พูดจากับนักเรียนไพเราะมาก ไม่เคยดุนักเรียน เมื่อมีเด็กเกเรในชั้นเรียน ครูมาลีก็จะหลบออกไปร้องไห้นอกห้อง จนทำให้พวกนักเรียนเกเรอายแก่ใจไปเอง แม้เราจะถูกทำโทษบ่อย แต่ผมก็รู้สึกว่าการที่ได้ดีมาทุกวันนี้ก็เพราะท่านเหล่านี้ วิชาที่ อ.นิรันดร์และผมได้กล่าวมานี้ เป็นวิชาที่สร้างความเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมจริงๆ น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปมาก วิชาดีๆที่จะสร้าง”ความเป็นมนุษย์”ในสังคม ก็ถูกนักเรียนที่ “เรียนเก่งและอีโก้สูง” มองว่าเป็นวิชาที่ กระทรวงศึกษาธิการพยายาม “ยัดเยียด” ให้นักเรียน ทำโทษนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตีก็ไม่ได้ การเรียนไม่มีการตกซ้ำชั้น นักเรียนมักไม่มีความตั้งใจ เพราะคิดว่า ตกอย่างไรก็ซ่อมได้ บางครั้งครูแทบจะไปกราบขอร้องให้นักเรียนมาสอบซ่อม สัมมาคารวะต่อครูหายากมากในปัจจุบัน อาชีพครูตกต่ำและถูกดูถูกเหยียดหยามมากขึ้น ต่างจากในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศโดสิ้นเชิง

ปัจจุบันเราเรียนระบบ 6-3-3 คือ ประถม 6 ปี ม.ต้น 3 ปี และ ม.ปลาย 3 ปี สมัยก่อนที่ผทเรียนเป็นแบบระบบ 7-3-2 คือ ประถม 7 ปี ม.ต้น 3 ปี และ ม.ปลาย 2 ปี ตั้งแต่ชั้น ป.1-ป.6 ผมเรียนแย่มาก ในห้องมีนักเรียน 42 คน ผมมักจะเป็นคนที่ 39-41 เสมอ แต่การเรียนของผมผันเปลี่ยนไปอย่างมากจากที่เกือบสุดท้ายมาเป็นที่ 1 ของโรงเรียนในปีต่อๆมาโดยบังเอิญ จากชั้น ป.7 ผมได้ครูที่สอนวิชาวรรณคดีไทยคือ ครูบุญเหลือ ทองเอี่ยม ท่านสอนเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทยได้อย่างสนุกสนาน ท่านสอนให้แต่งร้อยแก้ว ร้อยกรอง อีกทั้งยังสอนให้ขับเสภา เมื่อมีการสอบขับเสภา นักเรียนต้องไปสอบขับเสภาให้ท่านฟังทีละคน ท่านประกาศผลสอบออกมาจนผมตกใจ ท่านบอกว่า นักเรียนทั้งห้องไม่มีใครขับเสภาได้เลยยกเว้นผมเพียงคนเดียว ท่านบอกว่าผมมีพรสวรรค์ทางภาษา ตั้งแต่นั้นมา วิชาภาษาไทยที่เราเคยเกลียดและกลัว ก็เป็นวิชาที่กลับกันโดยสิ้นเชิง คะแนนภาษาไทยผมก้าวมาอยู่ในแนวหน้าอย่างน่าประหลาดใจ เหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดกับวิชาวิทยาศาสตร์ เมื่อผมได้เรียนวิทยาศาสตร์กับครูวิชิต ณัฐวัฒนานนท์ ท่านมีวิธีการสอนที่ทำให้เรารู้สึกสนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ผมได้สร้างกระดิ่งไฟฟ้า และวงจรไฟฟ้าต่างๆในบ้านได้เอง วิชาวิทยาศาสตร์จึงกลายเป็นวิชาโปรดขึ้นมาทันที ผมจะตั้งตารอคอยที่จะเรียนวิชานี้ หลายครั้งที่ผมไม่เข้าใจไปถามอาจารย์วิชิต ถ้าท่านไม่ทราบท่านก็จะรีบไปค้นมาให้และยังแนะนำให้เกิดแนวคิดก้าวหน้าต่อเนื่องไปอีก

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังว่าการเรียนพลิกผันอย่างมากมายก็คือ การที่ได้คบเพื่อนที่เรียนเก่งและเป็นกัลยาณมิตรที่คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำ ทำให้เรื่องที่เราไม่รู้เรื่องและเกลียดกลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานและน่าติดตาม นอกจากนั้นในสมัยก่อน เรามีการเรียนเกี่ยวกับประวัตินักวิทยาศาสตร์ ทำให้เราได้รู้วิธีคิดของเขา ผมได้รับหนังสืออ่านเล่นมาเล่มหนึ่งชื่อ “ประวัติไมเคิล ฟาราเดย์” ตั้งแต่นั้นมาผมก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักฟิสิกส์ให้ได้ และในที่สุดผมก็ได้ทุนรัฐบาลเยอรมันเรียนจบปริญญาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เป็นนักฟิสิกส์สมใจ

จากประสบการณ์ที่เล่ามาจะเห็นว่า สิ่งที่จะหล่อหลอมให้ผันเปลี่ยนชีวิตได้นั้นคือ ครูที่มีวิญญาณของความเป็นครู การคบเพื่อน แรงบันดาลใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความถนัด และบรรยากาศของห้องเรียน

ผมขอกราบขอบพระคุณคุณครูที่กล่าวนามมาทั้งหมดและที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโลกอย่างปกติสุขทุกวันนี้


70118
ผมได้เล่าให้ฟังในตอนต้นแล้วว่าวัดพลับพลาชัย หรือ วัดโคกอีแร้งเดิมนั้นเป็นที่ประหารนักโทษ จะเอารูปและเรื่องราวตัวอย่างจริงของการประหารที่วัดพลับพลาชัยในอดีตสมัย ร.5 มาให้ดูกัน โดยคัดลอกจาก หนังสือ "หญิงชาวสยาม" โดย คุณอเนก นาวิกมูล

...จาก จดหมายเหตุของจมื่นเก่งศิลป์ (หรุ่น) ซึ่งรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่๘ แต่บันทึกเพียงสั้นๆไว้ว่า " ปีมะเส็ง จ.ศ ๑๒๔๓ วันเสาร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ ประหารชีวิตอีเมียพระบันภาเอาไม้ตำอีเล็กทาสตาย " ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับบพิเศษที่ผู้เขียนเก็บเรื่องอีอยู่มาเรียบเรียงท้ายสุดของเรื่องได้ลงข่าวประหารชีวิตอีอยู่สั้นๆว่า..." ข่าวการประหาร.. ณ วันเสาร์ เดือนสิบเอจ แรมเจดค่ำ เจ้าพนักงานกรมพระนครบาลได้เอาตัวอีอยู่ผู้ร้ายลงพระราชอาญา ๓ ยก ๙๐ ที แล้วเอาตัวไปประหารเสียที่วัด พลับพลาไชย แลได้เอาตัวอ้ายฮาน อ้ายสด อีเทียนผู้ช่วยอีอยู่ที่ทำกับอีเกลี้ยงจนตายนั้น ลงพระราชอาญาคนละ ๒ ยก ๖๐ ที แล้วเอาตัวจำไว้ในคุก แลได้เอาตัวอ้ายเอี่ยม อ้ายเทือง อ้ายลา อ้ายเยื้อ ผู้สมรู้ลอบเอาศพอีเกลี้ยงไปฝังแลยังช่วยป้องกันมิให้สัปเหร่อตรวจตรา ลงพระราชอาญาคนละ ๓๐ ทีที่น่าหับเผยนั้นเสรจแล้ว."

....ในกรุงเทพฯตื่นเต้นตกใจกันมาก เพราะเกิดฆาตรกรรมอันน่าสยดสยองเกิดขึ้นรายหนึ่ง ผู้ต้องหาเป็นภรรยาของชายผู้มีตระกูลคนหนึ่ง ได้กระทำการฆาตรกรรมคนรับใช้ของตนเอง...มีหลักฐานอยู่พร้อมมูลว่า ความหึงหวงเป็นเหตุ และผลที่เกิดขึ้นก็คือการฆาตรกรรมอันโหดร้ายไร้มนุษย์ธรรมที่สุดครั้งนี้ ในที่สุดได้มีการพิจารณาคดีกันจนเรียบร้อยและพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งปกติไม่ค่อยได้เต็มพระทัยในการลงพระปรมาภิไธยในคำสั่งประหารชีวิตนัก ก็มิได้ทรงรีรอในคดีรายนี้ ตามธรรมเนียมการประหารชีวิตจะต้องนำหญิงนักโทษจำโซ่ตรวนไปเดินร้องประจานความชั่วร้ายและโทษฑัณฑ์ของตนเสียก่อนจึงจะประหาร ๓ วัน

....นักโทษประหารนั่งอยู่กับพื้น ที่คอมีท่อนไม้ท่อนยาวๆผูกกระหนาบทั้งสองข้าง และยังมีท่อนไม้สั้นสอดขวาระหว่างไม้สองท่อนอีกทีหนึ่งอยู่ที่ใต้คางท่อนหนึ่งจนยื่นศีรษะออกมาไม่ได้ ปลายไม้นั้นยาวจนถึงพื้นแล้วยังมีไม้มาขัดไว้อย่างเดียวกันอีก ที่ข้อมือนักโทษใส่กุญแจเหล็ก และข้อเท้าก็ตีตรวนล่ามโซ่ไว้

....นักโทษนั่งก้มหน้าดูพื้น มีครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นที่เหลียวไปมองรอบๆ ดูคล้ายกับจะมีการให้ยาระงับประสาท อย่างแรงแก่นักโทษด้วย เพราะดูนักโทษซบเซาแทบจะไม่รู้สึกตัวเอาเลย มีเพื่อนหญิง ๓ คนนั่งอยู่รอบข้างคอยพูดปลอบประโยมไม่ให้ตกใจกลัว และบอกว่าอีกไม่ช้าก็จะได้เป็นสุขแล้ว นอกจากนั้นมีพระองค์หนึ่งเทศน์อยู่ตรงหน้า แต่นักโทษไม่สนใจฟังแม้แต่น้อย ส่วนที่น่าสงสารที่สุดของนักโทษก็คือหลัง เพราะหล่อนถูกเฆี่ยนอย่างแรงที่สุดด้วยเชือก ๓ ยกมาแล้วเป็นจำนวน ๙๐ ที ซึ่งนับว่าเป็นการลงโทษอย่างหนักที่สุดที่เคยมีมาและเป็นการลงโทษขนาดหนักที่หลายคนถึงกับไม่รอด

....ผู้คุมนำนักโทษ มีทหารคุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง นำนักโทษออกมาจากศาลาเมื่อเวลาบ่าย ๓ โมงตรง ทหารต้องไปยืนกั้นคนให้มีที่ว่างไว้ตรงกลางเพื่อให้เป็นที่นั่งของนักโทษ เจ้าหน้าที่ถอดขื่อคาที่สวมคอนักโทษออกให้หันศรีษะได้สะดวกแล้ว ออกคำสั่งให้นักโทษนั่งลงกับพื้น หันหลังให้เสาร์ไม้เล็กๆสองต้น เพชรฆาตรคนหนึ่งตรงเข้ามัดตัวและแขนนักโทษติดไว้กับเสาร์สองต้นนั้น มีเพขรฆาตรทำหน้าที่ประหารถึง ๖ คนด้วยกัน ทุกคนจะใส่เสื้อแดงติดดอกไม้สีทองที่ชายเสื้อและใส่หมวกแดง ที่หน้าผากเจิมด้วยฝุ่นหรือดินสอพองสีขาว

...เมื่อเพชรฆาตรคนแรกผูกนักโทษติดกับเสาแล้วก็เตรียมตัวตัดศีรษะ โดยการตัดผมยาวของนักโทษหญิงนั้นออกเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นคอได้ถนัด ต่อจากนั้นก็หยิบดินเหนียวมาคลึงกับฝ่ามือ แล้วแบ่งออกเป็นก้อน ส่วนหนึ่งเอาอุดหูนักโทษไว้เพื่อไม่ให้ได้ยินเยงต่างๆที่เกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งอุดจมูกนักโทษ แล้วเอาดินเหนียวอีกก้อนแปะไว้ตรงตำแหน่งที่จะลงดาบ ตลอดเวลาที่เตรียมการอยู่นี้ หญิงนักโทษก็ตะโกนร้องอยู่ว่า " ฆ่าฉันเสียเร็วๆ..ฆ่าฉันเสียเร็วๆ "

...ต่อจากนั้นก็มีการรำดาบก่อนประหาร พวกเพชรฆาตรพากันเดินไปอยู่ไม่ไกลจากนักโทษ แกว่งดาบอยู่ไปมาแล้วรำดาบถอยหน้าถอยหลังสักครั้งหรือสองครั้ง แล้วเพชรฆาตรที่หนึ่งก็วิ่งเข้ามาฟันอย่างแรงทีเดียว ศีรษะขาดเลือดพุ่งออกจาก ร่างที่ไม่มีหัวราวกับน้ำพุ ส่วนหัวก็กลิ้งตามพื้นดิน ผู้คนเริ่มทยอยออกไปกันอย่างช้าๆ มีเสียงพูดกันพึมพำว่า " มันได้รับผลกรรมของมันแล้ว " ไม่มีคำพูดแสดงความสงสารหญิงคนนั้นสักคำเดียว แม้แต่ในหมู่ญาติพี่น้องของหล่อนเองก็ไม่มี

...พวกเพชรฆาตได้จัดการทำธุระให้เสร็จต่อไป แทนที่จะถอดโซ่ตรวนรอบข้อเท้าหญิงผู้ตายออก เขากลับตัดข้อเท้าออกโซ่ตรวนก็หลุดลงมาเอง แล้วจึงตัดร่าง ออกเป็นชิ้นๆแล่เนื้อออกจากกระดูก เช่นเดียวกับศพคนเข็ญใจที่วัดสระเกศที่เคยได้เล่าให้ฟังแล้ว ตับไตใส้พุงก็ทิ้งไว้ให้เป็นทานแก่ฝูงแร้งกา แต่ศีรษะผู้ตายเอาไปเสียบไม้ไผ่ลำยาวปักประจานไว้ให้มองเห็นได้ไกลๆตามที่เคยปฏิบัติกันมา.
21 ม.ค. 2552 10:16


ความคิดเห็นที่ 2 โดย แขชนะ

21 ม.ค. 2552 22:48


ความคิดเห็นที่ 3 โดย นิรันดร์

ขอแก้ไขความคิดเห็นที่ 1 ที่ว่า ผมไม่ชอบเรียนวิชาภาษาไทย
ที่ถูกต้องคือ ผมไม่ชอบเรียนเกือบทุกวิชาครับ

วิชาที่ผมชอบเรียน เห็นจะเป็นวิชา"ช่างเย็บหนัง"ของคุณครูถนอม
ผมสามารถทำพวงกุญแจ กระเป๋าสตางค์ และเข็มขัดที่ใช้งานได้จริงตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบ
อีกวิชาก็คือ"ช่างไฟฟ้า" ที่คุณครูให้เด็กต่อวงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์
ซึงเป็นเครื่องไฟฟ้าที่ใหม่มากในยุคนั้น เพราะส่วนใหญ่ใช้หลอดไส้กัน
ผมสามารถรื้อส่วนประกอบของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ออกมาเป็นชิ้น ๆ
แล้วประกอบกลับให้เข้าเป็นวงจรแล้วหลอดติดได้ เขี่ยสายไฟ ให้หลอดติดแทนสตาร์ทเตอร์ก็ได้
ดร.แขชนะคงจำได้ว่าครูให้เราทำกระดิ่งไฟฟ้า ใช้กระดิ่งรถจักรยาน เศษเหล็ก หรือน้อต และลวดอาบน้ำยา กับกึ๋น เพราะสมองไม่ค่อยจะมี
ผมก็ได้เศษเหล็กจากบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้โรงเรียน น่าจะเป็นสุวิช มะโนทัย หรือ
ชาญชัญ ชูชัย สองสามคนนี้แหละ
วิชาอื่น ผมจะสอบตกเกือบทุกวิชา

22 ม.ค. 2552 13:53


ความคิดเห็นที่ 4 โดย แขชนะ

จากการสืบค้นประวัติวัดพลับพลาชัยดู ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2199-2228 เดิมทีเรียกว่าวัดโคก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตป้อมปราบฯ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ในขณะนั้นวัดนี้ไม่มีบันทึกที่แน่ชัดถึงชื่อที่แท้จริงของวัดที่สร้าง มาจนกระทั่งเข้าสู่ยุครอยต่อปลายกรุงศรีอยุธยา และ ต้นกรุงธนบุรี เราจึงได้ทราบจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่าที่บันทึกไว้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า เจ้าพระยาจักรี (พระยศเดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งยังเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ว่าพระองค์โปรดให้ทำนาที่ทะเลตมซึ่งมีลักษณะเป็นโคกใหญ่ และ รับสั่งให้ตั้งคอกวัวไว้ที่นี่ด้วย” ดังนั้นวัดนี้จึงมีชื่อสามัญจากสภาพของโคก และ คอกวัว

วัดโคก หรือ วัดคอกนี้ เป็นวัดที่ประกอบสังฆกรรมให้กับชาวไทยและชาวจีนในบริเวณนั้นมานานร่วม 100 ปี จวบจนกระทั่งเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนนามของวัดใหม่นี้ให้เป็น “วัดพลับพลาไชย” (ดูจะขัดกับที่กล่าวในตอนแรกว่าเป็นที่ตั้งพลับพลาของกองเสือป่ารักษาดินแดนสมัยรัชกาลที่ 6) และทรงรับเป็นอารามหลวงในสายมหานิกาย และต่อมาวัดก็ขยายกิจกรรมสงฆ์จากเดิมที่มีเพียงการทำสังฆกรรมสงฆ์ในหมู่สงฆ์และพุทธบริษัทแล้ว ก็ยังเปิดให้มีโรงเรียนวัดพลับพลาไชยในบริเวณวัดอีกด้วย ดังที่กล่าวถึงในตอนต้น ผมจำได้ว่า ตอนผมกับอาจารย์นิรันดร์มาเรียนนั้น เป็นอาคารเรียนใหม่ เราเป็นนักเรียนรุ่นที่ 4 ตอนนี้คงเป็นรุ่นที่ 40 กว่าแล้วกระมัง เมื่อก่อนนี้มีเพียงชั้น ป.5-ป.7 แต่ละชั้นปีก็มี 10 กว่าห้อง แต่ปัจจุบันนี้มีชั้นอนุบาลด้วย

23 ม.ค. 2552 04:14


ความคิดเห็นที่ 12 โดย นิรันดร์

อาคารเรียนตอนนั้น มีอยู่สองหลัง
หลังหนึ่งเป็นรูปตัว U มีอยู่ 4 ชั้น อีกหลัง น่าจะชั้นเดียวกระมัง เป็นห้องเรียนวิชาช่างสารพัดอย่าง เรียนทำกับข้าวด้วย ช่างไม้ เขียนแบบ ก็มีให้เรียน
เนื่องจากโรงเรียนเปิดใหม่ได้ไม่กี่ปี ผมจึงสอบเข้าได้ไม่ยากนัก
หากเป็นปัจจุบัน โรงเรียนมีชื่อเสียงมาก ผมไปสอบคงจะไม่ได้เรียนแน่

23 ม.ค. 2552 16:57


ความคิดเห็นที่ 13 โดย นิรันดร์

ค่อย ๆ ระลึกความหลัง คิดว่าน่าจะมีสามหลัง สองหลังเป็นตึก
อีกหลังเป็นอาคารไม้สำหรับเรียนเขียนแบบ
จำได้ว่าเคยเล่นลูกหินที่หน้าอาคารไม้
กติกาโหดมาก คนชนะ จะกระทืบลูกหินของคนแพ้ให้จมดิน
คนแพ้จะต้องเอาฟันขุดขึ้นมา
นึกแล้วสยองมาก ไม่รู้ว่าตอนนั้นเล่นกันเข้าไปได้อย่างไร

23 ม.ค. 2552 17:14


ความคิดเห็นที่ 14 โดย แขชนะ

ถูกต้องแล้วครับ มีอาคาร 3 หลัง อาคารที่เราเรียนกันจริงจังคืออาคาร 1 เป็นรูปตัว U เรานั่งเรากันประจำห้อง นอกจากบางวิชาต้องไปห้องเฉพาะ เช่น ห้องศิลปะ ห้องช่างหนัง เป็นต้น ส่วนวิชาเขียนแบบเราไปเรียนกันที่โรงฝึกงานที่อาจารย์นิรันดร์ไปเล่นลูกหินนั่นแหละครับ ด้านข้างโรงฝึกงานมีต้นมะขามเทศสูงใหญ่อยู่ 2 ต้น เคยแอบสอยเอาลงมากินเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยอร่อย

สนามของโรงเรียนบริเวณอาคารรูปตัวยูสมัยก่อนยังเป็นดิน มีหญ้าปกคลุมหลอมแหลม จำได้ว่าพอฝนตกลงมาทีไร ได้กลิ่นดินหอมโชยมา เป็นธรรมชาติดีจัง

ส่วนอาคาร 2 นั้นได้มาใหม่ทีหลังอยู่ใกล้กับห้าแยกพลับพลาชัย ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนตอนเรียนขั้น ป.7 ได้ไม่กี่ครั้ง ก็จบจากโรงเรียนแล้ว

23 ม.ค. 2552 18:15


ความคิดเห็นที่ 15 โดย แขชนะ

สนามของโรงเรียนที่นักเรียนยืนเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ตอนเช้านั้น สมัยก่อนเป็นดินที่เพิ่งปรับ บางส่วนที่ห่างออกไปยังมีหญ้าขึ้นสูง พื้นดินบางส่วนเป็นแอ่ง เวลาฝนตกลงมาจะมีน้ำขังอยู่ ช่วงหน้าฝนจะมองเห็นลูกอ๊อด และคางคกตัวเล็กๆกระโดดอยู่มากมาย เวลาเข้าแถวหน้าเสาธง คางคกตัวเล็กๆพวกนี้ก็จะกระโดดหนีกันจ้าระหวั่น

นักเรียนสมัยก่อนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.4 จะใช้ดินสอกัน พอขึ้นป.5 จะเริ่มได้ใช้ปากกา พวกเรารู้สึกเห่อมากที่ได้ใช้ปากกา เพราะรู้สึกว่า "เราโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว" ปากกาลูกลื่นสมัยก่อนยังไม่เป็นที่นิยม ปากกาลูกลื่นเพิ่งจะถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาโดยชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ BIC สมัยก่อนนี้เราจึงเรียกว่าปากกาลูกลื่น BIC สมัยนั้นเราใช้ปากกาหมึกซึมกัน เวลาจะเติมหมึกก็ต้องใช้วิธี "สูบหมึก" เข้าไป หมึกหลอดเพิ่งจะมีจำหน่าย 2-3 ปีต่อมา หมึกที่เป็นที่นิยมมากในสมัยนั้นคือหมึกจากเยอรมนียี่ห้อ "เกฮา (GEHA)" พวกเรามักจะต้องพกพาขวดหมึกไปโรงเรียนด้วย และในการเรียนเขียนอังกฤษ เราก็ต้องใช้ปากกา "คอแร้ง" ด้วย



จำได้ว่าผมกับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันตอนที่เริ่มเข้าโรงเรียน ชื่อ"วิชัย แซ่ชั่ง" เราชอบแอบจับคางคกตัวเล็ก 2-3 ตัวใส่ถุงพลาสติกเอาขึ้นไปเล่นบนห้องเรียน วิธีเล่นของเราก็คือ หยดหมึกลงไปบนตัวคางคกเล็กๆ แล้วให้มันไปกระโดดใส่เสื้อเพื่อน ให้เป็นรอยเท้าคางคก เหยื่อรายแรกของเราเป็นเพื่อนนักเรียนใหม่เหมือนกัน ชื่อ "พิชัย เมธารักษ์ชีพ" (ตอนหลังไปเรียนต่อที่สวนกุหลาบ ไม่ได้พบกัน 40 กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่งหนไหนกันแล้ว) เสื้อด้านหลังของพิชัยมีรอยเท้าคางคกเป็นทางยาว งดงามมาก โดยที่เพื่อนไม่รู้ตัว รู้สึกสนุกมากที่ได้แกล้งเพื่อน ตามประสาเด็ก แต่เราก็รู้ว่าหมึกที่ใช้นี้เป็นหมึกที่ซักออกได้ เพื่อนก็ไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เรายังรู้สึกว่าเหตุการณ์เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง

25 ม.ค. 2552 00:36


ความคิดเห็นที่ 16 โดย แขชนะ

นักเรียนสมัยนี้โชคดีกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับโอกาสในการค้นคว้าหาความรู้ เดี๋ยวนี้เราสามารถค้นหาอะไรๆได้รวดเร็วจากแหล่งข้อมูลสากลมหาศาล นั่นคืออินเตอร์เน็ต

ผมแอบเข้าไปหาข้อมูลของเพื่อน "พิชัย เมธารักษ์ชีพ" ใน google ก็ค้นพบแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนคงทำไม่ได้ พ่อผมเคยเล่าว่าเราสามารถเดา "แซ่" ของคนจากนามสกุลที่เขาใช้ได้ เช่น "เมธารักษ์ชีพ" แบบนี้ต้อง "แซ่โค้ว"  หรือนามสกุลพวกที่มีคำว่า "อัศวะ" ทั้งหลาย ต้องเป็น "แซ่เบ๊" เป็นต้น โดยอาศัยความหมายในภาษาจีนแล้วแปลให้ตรงกับความหมายภาษาไทย

ช่วงชีวิต 3 ปีที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไม่ค่อยได้เรียนจริงจัง แบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ ซึ่งเอาแต่เล่นสนุกไปวันหนึ่งๆ มีอะไรแปลกใหม่ที่สนุกๆ เราก็ชอบทำ แต่ไม่ชอบเรียน มีเกมส์การแข่งขันอะไรใหม่ๆที่พอจะได้รางวัล เราจะชอบมาก จำได้ว่าตอนเรียนชั้น ป.5 บริษัทผงซักฟอก "แฟ้บ" ออกของเล่นมาให้เด็กแลกซื้อจากฉลากของผงซักฟอก เป็น"ลูกข่างแฟ้บ" แล้วมีการตามล่าหาคนเก่งไปแข่งขันชิงรางวัล ทุกๆสัปดาห์จะต้องหาเด็กที่เล่นลูกข่างเก่งๆไปออกรายการโทรทัศน์ ผมเองสมัยนั้นก็ไม่ค่อยชอบเรียนอยู่แล้ว เอาแต่เล่นลูกข่างอย่างแข็งขัน

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังฝึกซ้อมลูกข่างอยู่ที่สนามวัดเทพศิรินทร์ มีผู้ชายคนหนึ่งเฝ้ามองผมเล่นลูกข่างอยู่นาน จากนั้นก็เดินเข้ามาถามว่า "ไอ้หนู ไปเล่นลูกข่างออกโทรทัศน์ไหม" ผมได้แต่มองหน้าชายคนนั้น แต่ไม่ได้พูดอะไร "เพราะแม่สั่งว่าไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า!" แต่มาคิดดูอีกที มันก็น่าจะลองดู ผมเลยบอกไปว่า น้าคอยผมเดี๋ยวได้ไหม ผมไปขอแม่ก่อน จากนั้นผมก็รีบวิ่งกลับบ้านไปถามแม่ แม่บอกว่า "รีบๆไปเลยลูกเป็นโอกาสแล้ว" ผมก็เลยจัดแจงแต่งชุดนักเรียนวิ่งกลับไปหาชายคนนั้น ปรากฏว่าเขาเป็น "แมวมอง" จากบริษัท "ผงซักฟอกแฟ้บ" พาผมไปออกรายการแสดงการเล่นลูกข่างออกโทรทัศน์ครั้งแรกในชีวิต (ยังมีอีกหลายครั้งต่อมา ในเรื่องอื่นๆ)

ระยะเวลาผ่านไป 40 กว่าปีมาแล้ว ผมไม่เคยลืมเลือนการเล่นลูกข่างท่าแปลกๆเลย นอกจากนั้น ทุกวันนี้ยังมีโอกาสไปแสดง Science Show ตามประเทศต่างๆทั่วโลก ผมเป็นต้องโชว์ลีลาการเล่นลูกข่างประกอบการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ เรียกเสียงปรบมือได้ทุกครั้งไป

25 ม.ค. 2552 02:59


ความคิดเห็นที่ 17 โดย แขชนะ

บนหน้าอกเสื้อของเราจะปักอักษรย่อของโรงเรียนว่า "ส.พ.ช." เราก็สงสัยว่า ชื่อโรงเรียนวัดพลับพลาชัย มันจะย่อว่า "ส.พ.ช." ได้อย่างไร มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่พอสอบถามครู ก็ได้ความว่า "ส.พ.ช." หมายถึงโรงเรียนสามัญวัดพลับพลาชัย ส. ย่อมาจากคำว่า "สามัญ" สมัยก่อน 40 กว่าปีมาแล้ว ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาจัดระบบการศึกษาอย่างไรกับคำว่า "โรงเรียนสามัญ" ใครทราบช่วยกรุณาชี้แนะด้วยนะครับ ยังมีอีกโรงเรียนหนึ่งที่อาคารเรียนเหมือนกับโรงเรียนเรา (แบบแปลนเดียวกันเลย สงสัยประมูลงานได้ที่เดียวหลายโรงเรียน) คือ โรงเรียนพญาไท ปักอักษรย่อว่า "ส.พ.ท."
แต่ที่แน่ๆคือ จากโรงเรียนของเราไปทางบ้านบาตร หรือแถวการประปานครหลวง หรือแถวภูเขาทองนั่นเอง ซึ่งไม่ห่างจากโรงเรียนเท่าไรนัก จะมีโรงเรียนฝึกอาชีพที่มีชื่อว่า "โรงเรียนสารพัดช่าง" สมัยก่อนนั้นเราเดินผ่านโรงเรียนนี้กันเป็นกลุ่ม ชาวบ้านมักจะเข้าใจผิดคิดว่าพวกเราเรียนที่ "โรงเรียนสารพัดช่าง" เพราะเขาเห็นอักษรย่อ ส.พ.ช. ซึ่งมันน่าจะมาจากคำว่า ารพัช่าง

26 ม.ค. 2552 11:06


ความคิดเห็นที่ 18 โดย นิรันดร์

เท่าที่ผมทราบ
โรงเรียนประถมในกรุงเทพฯ สังกัดหลายหน่วยงาน
หากสังกัดมหาวิทยาลัยก็จะมีส.นำหน้าด้วยเหมือนกัน
ซึ่งมาจากคำว่าสาธิต
แล้วก็มีสังกัด กท.ม.
ส่วนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จะแยกสังกัดกรม
ตามระดับการศึกษา คือ เมื่อเป็นระดับประถมศึกษา จะสังกัดกรมสามัญศึกษา
หากเป็นระดับมัธยมศึกษา ก็จะสังกัด กรมวิสามัญศึกษา
โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็นโรงเรียนวัดที่สังกัดกรมสามัญศึกษา
จึงมีคำนำหน้าว่าสามัญ...
ด้วยว่าโรงเรียนวัดหลายแห่งสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
หรือไม่ก็สังกัด กท.ม.

26 ม.ค. 2552 13:29


ความคิดเห็นที่ 20 โดย แขชนะ

"วิชัย แซ่ชั่ง" เป็นเพื่อนใหม่คนแรกที่ผมรู้จักตอนที่เข้าเรียนวันแรกที่โรงเรียน วิชัยเป็นคนสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ บ้านอยู่แถว วัดแก้วฟ้า คุณแม่ของวิชัยดูท่าจะรักลูกชายมาก มารับมาส่งทุกวัน เวลาเราเรียนเรื่องเกี่ยวกับความรักของแม่ ผมมักจะเอาเรื่องคุณแม่ของวิชัยมาเป็นตัวอย่างในห้องเรียน จนวิชัยดูจะหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน

สัปดาห์แรกที่เข้าเรียน ทุกอย่างดูใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกอย่าง ผมไปไหนมาไหนกับวิชัยตลอด เราเดินสำรวจโรงเรียนใหม่ของเราแทบทุกซอกมุม แล้วเราก็มาหยุดที่ห้องสมุดของโรงเรียน หน้าห้องสมุดมีป้ายเขียนไว้ว่า "รับสมัครนักเรียนช่วยงานห้องสมุด" ผมกับวิชัยอยู่ว่างๆ ก็เลยชวนวิชัยไปทำงานในห้องสมุดด้วยกัน



เรได้รู้จัก "ครูภัททิยา ดุลยศักดิ์"(ดูรูป) ซึ่งเป็นครูบรรณารักษ์ห้องสมุดของโรงเรียน ท่านเป็นคนมีเมตตามาก ครูจะพูดจานิ่มนวลมาก และมีวิญญาณของความเป็นครูสูง ครูสอนให้เรารู้จักห้องสมุด รู้จักคุณค่าของหนังสือ นักเรียนที่มาช่วยงานในห้องสมุดจะต้องเสียสละเวลาส่วนตัว คือต้องรีบรับประทานอาหารกลางวันให้เสร็จอย่างรวดเร็วแล้วมาช่วยให้บริการงานต่างๆในห้องสมุด เช่นบริการยืม-คืนหนังสือ จัดเก็บหนังสือ ให้บริการต่างๆแก่ผู้มาใช้หนังสือ ตลอดจนซ่อมแซมหนังสือที่เสียหาย

คุณครูภัททิยา ท่านคงไม่ทราบว่าท่านได้สอนให้ผมได้รู้จักสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตของผม คือการรักการอ่าน การใช้ห้องสมุด การค้นหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจน การเสียสละเพื่อสังคม ผมและวิชัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดหมวดของหนังสือตามเลขหมาย ตลอดจนการเข้าเล่ม การซ่อม และการดูแลหนังสือ สิ่งที่เราภาคภูมิใจก็คือ ครูจะมอบป้ายติดหน้าอกที่เขียนว่า "กรรมการนักเรียน" เรามักจะติดป้ายที่หน้าอกโชว์อยู่เสมอ เราได้สิทธิพิเศษที่ต่างจากนักเรียนคนอื่นคือจำนวนและเวลาในการยืมหนังสือ

หนังสือในหมวดหมายเลข 500 เป็นหมวดที่ผมชอบที่สุด คือหนังสือในหมวดวิทยาศาสตร์ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งคือ "ประวัติไมเคิล ฟาราเดย์" อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่ามีชีวิตเหมือนท่าน คือ ไมเคิล ฟาราเดย์ เคยเป็นเด็กที่ทำงานร้านหนังสือ มีหน้าที่ เย็บเล่มและซ่อมแซมหนังสือเหมือนที่พวกเรากำลังทำอยู่ จนได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่งที่ เซอร์ฮัมฟรี เดวี่ เอามาซ่อม  ไมเคิล ฟาราเดย์ ก็ได้อ่านและติดตามผลงาน จนกระทั่งได้เป็นนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ชอบวิชาวิทยาศาสตร์และอยากเป็นนักฟิสิกส์ ซึ่งก็ได้เป็นนักฟิสิกส์ดังที่ตั้งใจไว้

นอกจากการหาความรู้จากห้องสมุดแล้ว ตอนหลังผมยังคบเพื่อนเข้ากลุ่มทางไสยศาสตร์ด้วย มีเรื่องราวที่แปลกๆทางวิญญาณ เหลือเชื่อและน่าตื่นเต้นอีกมาก ซึ่งจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป
27 ม.ค. 2552 03:18


ความคิดเห็นที่ 21 โดย แขชนะ

นักเรียนกำลังคารวะครูภัททิยาในพิธีไหว้ครู พ.ศ.2508

27 ม.ค. 2552 12:48


ความคิดเห็นที่ 22 โดย แขชนะ



ครูสมบัติกำลังนำสวดมนต์ในพิธีไหว้ครู พ.ศ.2508
27 ม.ค. 2552 12:55


ความคิดเห็นที่ 23 โดย แขชนะ

กีฬาภายในโรงเรียน ที่เห็นด้านหลังขวามือคืออาคารเรียนหลังใหม่(สมัยนั้น) ตรงกลางคือพระอุโบสถที่กำลังสร้าง ส่วนโรงฝึกงานที่กล่าวในตอนต้นนั้น ถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังคงมีต้นมะขามเทศให้เห็นอยู่ตรงหน้าโบสถที่กำลังก่อสร้าง

27 ม.ค. 2552 13:13


ความคิดเห็นที่ 24 โดย แขชนะ

โรงเรียนของเราตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนชาวจีน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวจีน จะสังเกตุเห็นว่านักเรียนใช้ "แซ่" กันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็ทำการค้าบริเวณนั้น มีอยู่บ่อยครั้งที่นักเรียนช่วยเหลือทางบ้านโดยเอาของมาขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกขนมขบเคี้ยว ทำให้นักเรียนคนอื่นๆอีกหลายคนต้องติดหนี้ติดสินกันวุ่นวายไปหมดโดยไม่เป็นอันเรียน ทางโรงเรียนจึงสั่งห้าม ใครเอามาขายก็จะถูกลงโทษ การลงโทษสมัยนั้นคือการ "เฆี่ยน" หากเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือการถูกเฆี่ยนหน้าเสาธงในตอนเช้า เพื่อให้ทุกคนเห็นจะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันนี้ครูจะเฆี่ยนตีเด็กไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดอาญา (ปัจจุบันนักเรียนต่อยตีครู ฆ่าเพื่อนนักเรียนต่างสถาบันกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีความเกรงกลัวกันแม้แต่น้อย! หาคนมาลงโทษในความผิดอาญายังไม่เจอกันเลย)



ครูประจำชั้นคนแรกเมื่อผมเริ่มเข้าเรียนชั้นป.5/11 (ชั้นป.5สมัยนั้นมี 15 ห้องเรียน ผมอยู่ห้องที่ 11)คือ ครูวิไล คำทรงศรี (ดูรูป) จำได้ว่าสามีของครูวิไล เป็นนายตำรวจใหญ่ที่โรงพักสำราญราษฎร์ ท่านจะขับรถโฟล์คสวาเก้นมาส่งคุณครูทุกวัน ผมไม่เคยเห็นคุณครูวิไลเฆี่ยนตีเด็กนักเรียนเลยสักครั้ง แต่ผมก็เคารพและยำเกรงครูมาก เวลาเราทำอะไรผิด ครูวิไลจะนิ่งเงียบและมองด้วยสายตาที่เหมือนกับจะบอกให้เราสำนึก ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา ผมรู้สึกว่าสายตาที่ครูมองเพื่อให้เราสำนึกเองแบบนี้ มันเจ็บปวดยื่งกว่าการเฆี่ยนตีเสียอีก
27 ม.ค. 2552 14:28


ความคิดเห็นที่ 25 โดย แขชนะ

ในความเห็นที่ 3 ของอาจารย์นิรันดร์พูดถึงเพื่อนที่ชื่อ สุวิชช์ มะโนทัย ที่บ้านทำเกี่ยวกับงานโลหะที่อาจารย์นิรันดร์เอามาทำกระดิ่งไฟฟ้า มีชื่อร้านว่า "เทพศิรินทร์โลหะกิจ" อยู่ข้างๆโรงเรียน เวลาผมกับอาจารย์นิรันดร์เดินกลับบ้านต้องผ่านร้านนี้ทุกวัน คุณพ่อสุวิชช์มีฐานะดี สังเกตุได้จากการที่สุวิชช์สวมนาฬิกาเรือนทองราคาแพงมาโรงเรียนทุกวัน ทำให้เราอดอิจฉาตาร้อนไม่ได้ตามประสาเด็ก

ผมได้เรียนรู้เริ่องพระเรื่องเจ้า ธัมมะธัมโมก็เพราะสุวิชช์นี่แหละครับ จึงนับว่าสุวิชช์เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งของผม สุวิชช์มีหลวงลุงที่เขาเคารพนับถืออยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ บางครั้งผมก็มาวิ่งเล่นที่บ้านของสุวิชช์ สุวิชช์ไปวัดบ่อย ผมก็เลยพรอยเข้าวัดไปด้วย ใกล้กับกุฏิหลวงลุงของสุวิชช์เป็นกุฎิที่สุวิชช์เรียกว่า "พระนักวิทยาศาสตร์"

ก่อนจะเข้ากุฎิจะต้องกดกระดิ่งวิทยาศาสตร์ และโต้ตอบกันด้วย Intercom นับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น ภายในกุฎิมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่หลวงพี่นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ขึ้นเองได้อย่างน่าทึ่ง เด็กวัดคนไหนทำผิด หลวงพี่จะมีวิธีลงโทษที่แปลก จนเด็กวัดไม่กล้าทำความผิด นั้นคือ หลวงพี่จะเอาขี้เต่าจากรักแร้ของหลวงพี่มาป้ายที่จมูก ผมเองก็เคยโดนหนึ่งครั้ง โอโห! ผมไม่พยายามทำผิดอีกเลย

สุวิชช์มีพี่สาวอีกหนึ่งคนชื่อ ขนิษฐ์ มะโนทัย ทั้งสองพี่น้อง(ดูรูป)ย้ายมาจากโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีเหมือนอาจารย์นิรันดร์และผม มีเรื่องที่พวกเราคิดว่าสนุกแต่สองพี่น้องนี้อาจคิดว่าไม่สนุก

สมัยก่อนอหิวาห์ตกโรคระบาดอยู่บ่อยครั้ง กระทรวงสาธารณสุขมักจะมาฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่นักเรียนบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีการฉีดยา ขนิษฐ์ มักจะต้องร้องไห้โฮเสียงดังทุกครั้ง บางที่ก็ร้องไห้ก่อนฉีดยาเสียอีก พวกเรานักเรียนชายที่ทะลึ่งทั้งหลายมักจะไปนั่งเชียร์กันใกล้ๆ แล้วทายกันว่า ปีนี้ ขณิษฐ์จะร้องไห้หรือไม่ และถ้าร้องไห้ จะร้องก่อนเข็มแทง หรือหลังเข็มแทง ไม่ว่าจะมีใครตอบถูกหรือตอบผิดเราก็มักจะส่งเสียงเฮกันเป็นที่สนุกสนาน จนสุวิชช์ค่อยข้างไม่พอใจ

27 ม.ค. 2552 15:22


ความคิดเห็นที่ 26 โดย แขชนะ

โรงเรียนของเราอยู่ข้างวัดเทพศิรินทร์ อีกฝั่งหนึ่งของวัดเทพศิรินทร์เคยมีโรงภาพยนต์โรงหนึ่ง คือ "โรงภาพยนต์เฉลิมเขตร์" ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 (ปีเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม) ผมอาศัยอยู่ที่บ้านหลังโรงหนังเฉลิมเขตร์ ดูในรูปจะเห็นว่าสมัยก่อนตำรวจจราจรจะไปยืนบนแท่นโบกรถอยู่กลางสี่แยก จำนวนรถราก็ไม่มากเหมือนปัจจุบัน

27 ม.ค. 2552 16:05


ความคิดเห็นที่ 27 โดย นิรันดร์

ลองมองย้อนไป
ผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไม การเอาของมาขายที่โรงเรียนถึงได้เป็นความผิดนักหนา
ถึงขั้นต้องเฆี่ยนตีกันด้วย
อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองในโรงเรียนก็เป็นได้
ตอนนั้น
ผมได้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ ๕๐ สตางค์
หากผมซื้อขนมหรือของเล่นที่เพื่อนเอามาขาย
ผมก็จะไม่มีสตางค์เหลือไปซื้อของอื่นในโรงเรียน
หากนักเรียนทำแบบนี้มาก ๆ ของที่โรงเรียนเตรียมไว้ขาย
ก็จะเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก แต่โรงเรียนก็ไม่ได้ห้ามเด็กเอาข้าวจากบ้านมารับประทานที่โรงเรียน
ผมคนหนึ่งที่ต้องห่อข้าวหรือนำข้าวกล่องมากินที่โรงเรียน
แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่กินไม่ได้
ก็เพราะข้าวบูดก่อนถึงเวลากินข้าวกลางวัน ก็ต้องอดเอา
กล่องข้าวตอนนั้นเป็นกล่องอลูมิเนียมสี่เหลี่ยม
ข้าวและกับก็ใส่มารวมกัน โอกาสบูดสูงมาก
เมือไม่ได้กินข้าวตามเวลา ก็ปวดท้องหิว
อาจเป็นสาเหตุให้ผมเป็นโรคกระเพาะเรื้องรังมาจนถึงทุกวันนี้

27 ม.ค. 2552 16:24


ความคิดเห็นที่ 28 โดย แขชนะ

พูดถึงเรื่องหนังในสมัยนั้น เนื่องจากมีลูกคนจีนอยู่มากหนังเพลงยอดนิยมสมัยนั้นคือ "เพลงรักชาวเรือ" หรือที่เรียกว่าหนังเพลงของ "หลิว ซาน เจี่ย" เพลงเอกที่โด่งดังไปทั่วเอเชียได้แก่เพลงที่เราเรียกว่า "เพลงชาวเรือ เอ๋เอ" นักเรียนหลายคนถึงกับเอามาดัดแปลงเป็นเพลงเชียร์กีฬาของโรงเรียน เชิญฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=31994.0

ส่วนเพลงฝรั่งที่กำลังโด่งดังในยุคนั้นที่นักเรียนหลายคนนิยมชมชอบคือ "Love me do", "She loves you" และอื่นๆ  ของ The Beatles

27 ม.ค. 2552 16:44

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น