วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 997,159 ตอบแล้ว: 1,636
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1490 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| -10- 11| 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 992 30 ส.ค. 2554 (10:24)

พูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ความรู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านไปไม่นานนี้เอง แต่ก็เกือบ 40 ปีมาแล้ว วันนั้นผมก็วิ่งหลบกระสุนอยู่แถวๆถนนราชดำเนิน แต่ก็หลุดรอดออกมาได้ ผมมีรูปอยู่รูปหนึ่งตอนเข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพขณะที่จอมพลถนอม ยกมือรับไหว้ผม หลังจากที่ผมยกมือไหว้ท่านจอมพลถนอมก่อน แต่พี่นักข่าวถ่ายไว้ไม่ทัน ก็เลยถ่ายตอนที่ท่านรับไหว้ ผมเอาให้เพื่อนๆดู ก็เฮกันตึงทีเดียว



หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป ความสำนึกและความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนก็เปลี่ยนไป และได้พัฒนาดีขึ้นมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าความรู้สึกคิดถึงส่วนรวมของประชาชนก็เปลี่ยนไปด้วย



แต่หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี ผมชักจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับความสำนึกถึงส่วนรวมของประชาชน ผมเคยลองเฝ้าสังเกตเห็น คนเดินลงมาจากรถเมล์ ถ้าพบ "รู" หรือ "ช่อง" ที่ีฝาท่อน้ำทิ้ง ก็มักจะเอาเศษตั๋วรถเมล์ไปทิ้ง ที่เจอบ่อยๆก็คือ พบว่าคนชอบทิ้งก้นบุหรี่ที่รูฝาท่อน้ำทิ้ง ผมสงสัยมาก (น่าทำวิจัย) ทำไมที่ทิ้งก็มีออกมากมาย ไม่ยักทิ้ง ชอบไปทิ้งที่ที่มีรู หรือว่ามันจะปกปิกความผิดไม่ให้ผู้อื่นเห็นได้ดีที่สุดกระมัง



ผมเคยมีโอกาสได้พูดคุยกัยพนักงานล้างท่อน้ำทิ้งของ กทม.หลายปีมาแล้ว เขาเล่าว่า แถวๆถนนเพชรยุรีตัดใหม่ ที่เป็นแหล่งรวมของสถานบริการอาบ อบ นวด ทั้งหลาย เมื่อฝนตกมากๆ น้ำมักจะท่วมเพราะระบายน้ำไม่ทัน แต่พอได้มีโอกาสล้างท่อน้ำทิ้งก็ปรากฏว่าสาเหตุของการอุดตันของท่อก็คือ "ถุงยางอนามัย" ที่ใช้แล้วและถูกทิ้งลงในท่อน้ำทิ้งจำนวนมากนั่นเอง



เท่านั้นยังไม่พอ หลายท่านคงเคยสังเกตเห็น "ตู้บริจาคเงิน" ที่อยู้หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย ที่น่าแปลกก็คือ นอกจากจะมีเงินบริจาคที่มีทั้งเศษเหรียญและธนบัตรแล้ว ยังมี เศษฝากระป๋องน้ำอัดลม ฝาขวดน้ำดื่ม เศษใบเสร็จรับเงินและเศษขยะอื่นๆรวมอยู้ด้วย ก็คงเหมือนกับกรณีของฝาท่อระบายน้ำ คนเราเห็นรูที่ไหนไม่ได้เป็นต้องเอาขยะไปทิ้ง จนกระทั่งทางร้านทนไม่ไหวจึงได้เขียนป้ายขอร้องอย่างแสนสุภาพ (ทั้งๆที่ควรจะด่ามันให้สะใจ) ดังที่ผมถ่ายรูปมาให้ดูข้างบนนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 993 31 ส.ค. 2554 (01:30)


หากจะพูดถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต ต้องขอย้อนหลังไปในอดีต ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกที่ผมและคนไทยอีกหลายคนรู้จักก็คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ห้าง "ไทยไดมารู" สมัยนั้นผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผู้คนตื่นเต้นกันใหญ่เพราะมีการลงโฆษณาว่ามี"บันไดเลื่อนแห่งแรกในประเทศไทย" (ภาพจากหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย) ผมเองก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นตลาดสมัยใหม่ สะอาดสะอ้าน แสงสว่าง และเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ ผมไม่ลืมที่จะแวะไปที่แผนกขายขนม ผมสังเกตุเห็นว่าขนมขบเคี้ยวต่างๆนั้นราคาถูกกว่าที่ร้านขายของชำทั่วไปราว 1-2 สลึง (หรือ 25-50 สตางค์) การที่ราคาถูกว่าแม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ผู้บริโภคอยากมาจับจ่ายใช้สอย เพราะคิดว่าแม้ของชิ้นเล็กๆยังถูกกว่า สินค้าใหญ่ๆก็น่าจะยิ่งถูกกว่า  จากแนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 994 1 ก.ย. 2554 (01:43)


ปัจจุบันนี้ ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตเจริญเติบโตอย่างมาก ผู้คนก็นิยมมาจับจ่ายใช้สอยกันจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เล่นเอาร้านโชว์ห่วย ที่อยู่ใกล้เคียงปิดตัวเองไปตามๆกัน (ภาพอ้างอิง: http://incquity.com/articles/grow-your-biz/general-store-tips)



ผู้คนนิยมมาซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตกันที่ละมากๆ ทางร้านก็จำเป็นต้องหารถเข็นมาบริการ นอกจากรถเข็นแล้ว เพื่อความสะดวกในการเข็น จากบันไดเลื่อนก็กลายมาเป็นทางเลื่อน และที่สำคัญคือ หากรถเข็นขึ้นหรือลงทางลาดเลื่่อนนี้ รถเข็นจะต้องไหลตามความลาดเอียงแน่ๆ ทำอย่างไรรถเข็นจึงจะไม่เลื่อนไหล มีใครเคยสังเกตดูบ้างไหมครับ



ผมลองเข็นรถลงมาที่ทางลาดปรากฏว่า รถเข็นจะไม่เลื่อนลงมาตามความลาด มันจะหยุดนิ่ง แม้ว่าจะพยายามเข็นให้มันเลื่อน ก็จะต้องใช้แรงดันอย่างมาก



หากสังเกตดูที่ล้อของรถเข็นให้ดีๆ จะพบว่ามีแผ่นล้อยางแข็งความหนาพอเหมาะพอดีกับขนาดของร่องที่อยู่บนทางลาดเลื่อน ดังนั้นถ้าเข็นรถลงไปบนทางลาดเลื่อนตรงๆ แผ่นยางแข็งที่ก็จะเข้าไปเสียดลงในร่องเล็กน้อย ทำให้เกิดความฝืดที่ล้อ ล้อจึงไม่เคลื่อนที่ ต่อเมื่อทางลาดเลื่อนไปจนสึดทาง เราเข็นรถออก แผ่นยางก็จะหลุดออกจากร่องที่พื้น



ผมลองเข็นรถลงทางลาดในแนวเฉียงๆเพื่อไม่ให้แผ่นยางลงไปในร่อง ปรากฏว่าสามารถเข็นรถได้ง่ายเหมือนปกติ เพราะไม่มีความฝืดเนื่องจากแผ่นยางที่จะลงไปอยู่ในร่อง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 996 5 ก.ย. 2554 (04:22)




 


ช่วงนี้มีโฆษณาภาพยนต์เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง  บอกว่ามาจากบทละครเวที "ราโชมอน" ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท อันที่จริงแล้วเรื่องราโชมอนนั้นมาจากต้นฉบับ แต่งโดยนักเขียน บิดาแห่งเรื่องสั้นของญี่ปุ่น ริวโนซุเกะ อะคุตะกะวา (芥川
龍之介 - โรมะจิ: Akutagawa Ryūnosuke ) เกิดที่เมืองโตเกียวเมื่อปี พ.ศ. 2435
(ค.ศ. 1892) และฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาดเมื่อปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ
1927) ขณะมีอายุสามสิบห้าปี ดังที่เคยเล่าให้ฟังอย่างละเอียดแล้วในความเห็นที่ 346-348 (>>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/4)



แม้ว่าจะเลียนแบบเค้าโครงเรื่องของคนอื่นมา แต่ก็ยังทำให้โด่งดังได้ ความจริงยังมีอีกเรื่องหนึ่ง (หรืออาจจะอีกหลายเรื่อง) ที่โด่งดังมาก แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าเอาเค้าโครงและแนวคิดของคนอื่นมาดัดแปลง เรื่องนั้นคือ "ไผ่แดง"



บทประพันธ์เรื่องไผ่แดง กล่าวได้ว่าเป็นบทประพันธ์ยอดนิยมและได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 9 ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า เป็นต้น ความจริงแล้วเค้าโครงเรื่องนั้นเลียนแบบจากอิตาลีเรื่อง Don Camillo  ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกแกมล้อเลียนทางการเมืองแนวเสียดสีพวกคอมมิวนิสต์ ดอน คามิลโลเป็นพระคาธอลิค มีเพื่อนรักหัวเอียงซ้ายแบบคอมมิวนิสต์ชื่อ Peppone มีความขัดแย้งทางความคิด แต่ในส่วนลึกๆแล้วทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักใคร่กันมาก หลวงพ่อดอน มีปัญหาอะไรก็มักจะไปปรึกษาไม้กางเขนในโบสถ์ที่พูดได้ เมื่อเลียนแบบแล้วก็ตั้งขื่อตัวละครใหม่เป็นสมภารกร่าง พระเจ้าอาวาสวัดไผ่แดง ส่วนสหายรักคือ แกว่น แก่นกำจร สหายเก่าแก่ของสมภารกร่างตั้งแต่วัยเยาว์ นิยายเรื่องไผ่แดงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์โดย
เพิ่มพล เชยอรุณ   




Don Camillo ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์หลายตอน ดูภาพต่างๆจากหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> รูปภาพสำหรับ don camillo หรืออาจชมภาพยนต์ตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>>   Don Camillo - The Procession




เป็นหนังที่สนุกและตลก ตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่เยอรมนีเมื่อ 27 ปีก่อนได้ดูหนังเรื่องนี้หลายตอน รู้สึกชอบมากจึงดัดเป็น Video ไว้หลายม้วน ต้นฉบับเป็นภาษาอิตาลี แต่พากย์เป็นเยอรมัน ผมคิดเล่นๆว่า หากอยากได้รับการยกย่องว่าแต่งเรื่องอะไรด๊ๆ เราอาจจะไปลอกเลียนแบบเรื่องดังๆจากที่อื่นที่ไม่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราก็อาจจะดังได้เหมือนกัน



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 997 5 ก.ย. 2554 (13:59)

อีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังจาการไปเลียนแบบเค้าโครงเรื่องจากคนอื่นมา คือ กาเหว่าที่บางเพลง ซึ่งตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ช่วง พ.ศ. 2530 ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2532

จริงๆ แล้วมีเค้าโครงเหมือนกับนิยายเรื่อง The Midwich Cuckoos ของนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ จอห์น วินแดม (John Wyndham)
ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2500
   

The Midwich Cuckoos ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยผู้กำกับชาวเยอรมัน Wolf Rilla. ในปี พ.ศ. 2503 ใช้ชื่อว่า Village of the Damned
และถูกนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง โดยผู้กำกับ John Carpenter พ.ศ. 2538

   
เวอร์ชั่น พ.ศ.2503 สมัยยังเป็นภาพยนตร์ขาวดำ


เวอร์ชั่น พ.ศ. 2538

ส่วน กาเหว่าที่บางพลงถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ในปี พ.ศ. 2537 กำกับโดยนิรัตติศัย กัลย์จาฤก ซึ่งหลังจากนั้น 1 ปี Village of the Damn พ.ศ. 2538 ก็ออกมาให้เปรียบเทียบกันชัดๆ ว่าโครงเรื่องเหมือนกันขนาดไหน



กระนั้นเรื่อง กาหว่าที่บางเพลง ก็ยังได้รับความนิยมและถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์อยู่ดี


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 998 9 ก.ย. 2554 (00:53)

ผมหายหน้าไปสอนหนังสือที่สิงคโปร์ 2-3 วัน กลับมาเห็นตัวเลขคนเข้ามาอ่านกระทู้นี้พุ่งไปกว่า 5 แสนคนแล้ว ไม่รู้ว่าเครื่องนับเสียหรือเปล่า หากไม่เสีย สถิติของกระทู้นี้ก็เป็นอย่างนี้ครับ


มีผู้เข้ามาอ่าน 500735 คน ในเวลา 962 วัน จำนวนความเห็นเพิ่มเติม 999 ความเห็น


เฉลี่ยผู้เข้ามาอ่าน ประมาณ 520 คนต่อวัน ความเห็นเพิ่มเติม ประมาณวันละ 1 ความเห็น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 999 9 ก.ย. 2554 (07:51)

อันที่จริงการเอาแนวคิดของคนอื่นมากดัดแปลงแล้วนำเสนอแนวใหม่หรือเสนอในบริบทใหม่ตามวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย คนเราทุกคนเกิดมาก็ไม่ได้เอาความรู้อะไรมาด้วย แต่เกิดจากการเรียนรู้เอาของคนอื่นมาผสมผสานด้วยกันทั้งนั้น การเรียนระดับสูงๆต้องการค้นคว้าของใหม่ก็ต้องอาศัยการลอกเลียนแบบของคนอื่นโดยมีการอ้างอิงที่มา


หนังสือ "ไผ่แดง" ได้รับรางวัล สปอ. หรือรางวัลที่ได้จากองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เพราะเป็นหนังสือที่แต่งให้สนุกเสียดสีพวกคอมมิวนิสต์



ดูชื่อแล้วดูเหมือนกับเป็นความร่วมมือกันของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ลองดูประเทศสมาชิกแล้วจะเป็นได้ชัดว่า เป็นการป้องกันและแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจต่างๆโดยใช้ประเทศไทยเป็นผู้รับใช้ ดูจากแผนที่จะเห็นได้ชัด



งานนี้ลูกพี่ใหญ่ของไทยคืออเมริกาออกหน้าออกตาอย่างเห็นได้ชัดว่าต้องการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ลาวและเวียดนาม พี่น้องเขาทะเลาะกันทางความคิด ก็น่าจะให้เขาตกลงกันเอง นี่ก็พยายามเข้าแทรกแซงยุยงและขายอาวุธให้พี่น้องเขาฆ่ากันโดยใช้ไทยเป็นฐานทัพ ผมลองคิดดูง่ายๆ ถ้าผมทะเลาะกับพี่ชายของผม แล้วมีคนนอกบ้านมาตืดต่อขายอาวุธให้พี่ชายมาฆ่าผม โดยใช้บ้านข้างเคียงเป็นที่เก็บอาวุธ แล้วจะให้ผมรู้สึกอย่างไรกับเพื่อนบ้าน กรณีของลาวและเวียดนามก็เช่นกัน ไทยเราก็ใช้ฐานทัพอเมริกันที่อยู่ในประเทศไทยเช่นที่อุดรธานี ส่งเครื่องบิน บี52 ไปทิ้งระเบิดเพื่อนบ้าน ฟังดูมันขัดกับเพลงชาติที่เราร้องกันอยู่ทุกวัน "ไทยนี้รักสงบ" ส่วนฟิลิปปินส์นั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเมืองขึ้นของอเมริกาถึง 50 ปีตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาก็ใช้ฐานทัพที่ฟิลิปปินส์ไปรังแกประเทศอื่นเพราะได้กำไรจากการขายอาวุธ เท่านั้นยังไม่พอ ที่อุดรธานีมีการสำรวจแหล่งแร่ ยูเรเนียม  พบว่ามีแถวๆบ้านเชียง พวกประเทศมหาอำนาจก็อ้างว่ามาสำรวจโบราณคดีบ้านเชียง แต่ตักดินแร่ยูเรเนียมของเราไปตั้งมากมาย ถ้าเป็นชิ้นส่วนโบราณคดีคงเอาไปไม่มากขนาดนี้ สมัยที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงในเรื่องต่างๆเหล่านี้หลายอย่างจากพ่อ เพราะพ่อทำงานที่บริษัท Air America ที่เวียงจันทน์ ผมมีรูปของพ่อในเครื่องแบบพนักกงานของ Air America ตอนนั้นพ่อทำงานเป็นหัวหน้างานรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดวางสินค้า อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ขนขึ้นเครื่องบิน ตำแหน่งภาษาอังกฤษว่า Load Master จำได้ว่าพ่อจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณสำหรับงานนี้โดยเฉพาะมีลักษณะคล้ายๆ "Slide Rule" เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักเครื่องคำนวณที่เรียกว่า Slide Rule



โลกเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เรามีเครื่องคิดเลขที่ทันสมัยราคาถูก ทำได้แม้กระทั่ง Differentiate หรือ Integrate แล้วยังเขียนกราฟได้ด้วย เด็กเดี๋ยวนี้ไม่รู้จัก Slide Rule แล้ว ผมพยายามตระเวนหาซื้อจากร้าน Stationary ใหญ่ๆที่ขายของเลหลังมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก หามาได้ 10 อัน เพื่อนๆที่อยากได้เป็นที่ระลึกบ้าง ก็มาขอซื้อต่อไป จนตอนนี้เหลืออยู่อันเดียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1000 9 ก.ย. 2554 (09:14)


พวกอเมริกันทำอะไรน่าเกลียดหลายอย่าง มีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ "The Ugly American" (George Englund, 1963) โดยมี Marlon Brando แสดงเป็นท่านฑูต Harrison Carter MacWhite และมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท แสดงเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนหลังที่ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ Marlon Brando ก็ได้รีบโทรศัพท์มาแสดงความยินดี


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1001 9 ก.ย. 2554 (20:53)

ผมอ่านหนังสือ ไผ่แดง ของหม่อมคึกฤทธิ์ตอนเป็นเด็กแล้วติดใจ ต่อมาอีกปีสองปีไปเจอหนังสือภาษาอังกฤษ พออ่านแล้วชวนให้คิดถึง ไผ่แดง เพราะเหมือนกันมาก แทนที่จะเป็นอิตาลี่หลังสงครามโลกที่สอง กลายเป็นเมืองไทย แทนที่จะเป็นบาดหลวงศาสนาแคธอลิค กลับเป็นเจ้าอาวาสศาสนาพุทธ ซ่อนอาวุธหรือกระสุนไว้ในไส้กรอก แต่ของเราซ่อนไว้ในไม้ไผ่ (เท่าที่จำได้)


จำได้ว่าผมเสียใจมากเพราะหมดความนับถือในหม่อมคึกฤทธิ์ไปบ้าง เนื่องจากท่านไม่ได้ให้เครดิตแก่คนแต่งคนแรก (Giovannino Guareschi - 1908-1968) แต่ก็ยังน่าอ่านเพราะเปลี่ยนอะไรๆเป็นไทยหมด 




ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5882 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1002 13 ก.ย. 2554 (00:33)

คืนวันนี้ วันที่ 12 กันยายน 2554 เป็นวันไหว้พระจันทร์



คิดถึงสมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เพื่อนๆหลายคนที่มีบ้านอยู่แถวๆเยาวราชหรือบริเวณใกล้เคียง เขามีพิธีไหว้พระจันทร์ ผมชอบไปเดินดู บรรยากาศสมัยก่อนดูคึกคัก ที่ผมชอบคือได้กิน "ขนมโก๋" ที่เพื่อนๆเอามากินกัน สมัยนั้นเรากินขนมโก๋แบบขาวๆ ไม่ใช่ขนมไหว้พระจันทร์ที่วางขายกันอย่างมากมายในปัจจุบัน อาจเป็นเพราะสมัยก่อนเราไม่ค่อยมีเงิน จึงได้แต่กินแบบถูกๆ  ผมยังจำบรรยากาศสมัยนั้นได้ดี มีการวางโต๊ะไหว้พระจันทร์พร้อมเครื่องเซ่นไหว้หลากหลาย ที่บ้านของเพื่อนบางคนเป็นห้องแถว หน้าประตูบ้านจะมีต้นอ้อย 2 ต้นที่ตั้งโค้งเป็นซุ้มหน้าบ้าน และมีเครื่องเซ่นไหว้วางบนเสื่อที่ปูบนพื้นดิน ลองอ่านประวัติ >> เทศกาลไหว้พระจันทร์   (รูปอ้างอิง http://linching2.exteen.com/20100922/entry)



หากจะกล่าวถึงดวงจันทร์ จะพบว่ามีกวีและศิลปินชื่อดังหลายคนได้แต่งบทประพันธ์และแต่งแต้มรูปดวงจันทร์และทิวทัศน์ที่ประกอบทอันงดงามดึงดูดหัวใจให้เกิดอารมณ์ลอยคล้อยไปกับบรรยากาศที่หวานชื่นระคนกับเหงาหงอย มีเพลงอยู่ 2 เพลงที่ผมชื่นชอบ เพลงหนึ่งเป็นเพลงจีน อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงฝรั่งเศส


เพลงแรกคือเพลง Silver Clouds Chasing the Moon อาจจะแปลว่า "เมฆสีงามไล่ตามจันทรา" (คลิกที่ชื่อเพื่อฟังเพลง) 



   อีกเพลงหนึ่งคือเพลง Clair de Lune แปลว่า "แสงจันทร์" (คลิกที่ชื่อเพื่อฟังเพลง)



ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึงตอนที่ชวนสาวฟิลิปปินส์ไปเดินเล่นชมจันทร์ยามค่ำคืนที่ Luneta Park ที่กรุงมะนิลา เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปี เราก็ยังคงเป็นเพื่อนรักที่ดีต่อกันเสมอมา


เธอสอนให้ผมร้องเพลง "Dahil Sa Iyo" (Because of You) Original English/Tagalog Version ผมจำได้แม่น และได้เอาไปร้องในงานสังสรรค์กับเพื่อนๆชาวฟิลิปปินส์เสมอ (คลิกที่ชื่อเพื่อฟังเพลง) 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1003 14 ก.ย. 2554 (15:20)

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆหลายจังหวัดในประเทศไทย อีกทั้งยังได้จัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมทั้งครูสังคมศึกษา และยังได้จัดกิจกรรมต่างๆแก่นักเรียน หลายโรงเรียนให้บรรยายแก่นักเรียนเป็นภาษาอังกฤษเพราะเป็นโครงการภาษาอังกฤษ โรงเรียนเหล่านี้พยายามจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งสู่สากล บางโรงเรียนถึงขนาดให้ครูวิทยาศาสตร์สอนเป็นภาษาอังกฤษ (ทั้งๆที่ขณะที่สอนเป็นภาษาไทยผลสัมฤทธิ์ยังออกมาต่ำอย่างน่าเป็นห่วง) บางโรงเรียนให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษมาช่วยสอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งปรากฏว่าสอนผิดหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก



หลายโรงเรียนถึงขนาดจัดตั้งศูนย์วิเทศสัมพันธ์ หรือ ศูนย์อาเซี่ยนศึกษา เพื่อเตรียมนักเรียนเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน ผมต้องพบกับความประหลาดใจและเป็นห่วงการศึกษาและสังคมไทย เพราะขณะที่ครูและนักเรียนมุ่งสู่ประตูอาเซี่ยนนั้น ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับประเทศไทย หรือ "กำพืด"ของตัวเองก็ยังไม่รู้



สมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เราเรียนวิชาต่างๆโดยมีครูที่เชี่ยวชาญเฉพาะวิชา ครูที่สอนวิชาภาษาไทย วรรณคดีไทย และสังคมศึกษา เช่นครูอมรลักษณ์ ครูโกศล ครูบุญเหลือ ครูวินัย ครูปราณีต และครูสมบัติ จะเป็นครูที่สอนวิชาเฉพาะเหล่านี้อย่างเชี่ยวชาญเป็นเวลาหลายปี สงสัยอะไรท่านก็จะสามารถตอบได้อย่างถูกต้องหรือสามารถหาความครูมาให้เราอย่างเต็มที่ ต่างจากครูที่สอนระดับประถมศึกษาในปัจจุบันซึ่งสอนมั่วไปหมดทุกวิชา โดยเนื้อหาก็จะไม่แน่นสักวิชา ผมลองสอบถามเด็กนักเรียนสมัยนี้ว่า รู้จักสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือไม่ เด็กส่วนมากตอบได้ว่าเป็นกษัตริย์ในสมัยอยุธยา แต่สิ่งสำคัญที่พระองค์ได้สร้างและมอบให้แก่เรา ได้แก่เอกราชและความเป็นปึกแผ่นของประเทศกลับมองไม่เห็น



สมัยก่อนนี้ครูได้สอนประวัติศาสร์ชาติไทยให้แก่เรา ทำให้เราซาบซึ้ง จำได้แม้กระทั่งศาสตราวุธประจำกายของพระองค์ เช่น พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นต้น หรือแม้แต่ช้างทรงของพระองค์ที่ตกมันวิ่งฝ่าวงล้อมข้าศึกเข้าไปพระองค์เดียว แต่ก็ได้กำชัยชนะได้ นี่หากไม่มีหนังการ์ตูนเรื่อง "ก้านกล้วย" เด็กสมัยนี้ก็คงไม่รู้จัก



ครูได้สอนให้เรารู้จักชาติไทยว่ายิ่งใหญ่เพียงใด โดยยกตัวอย่างสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ทรงมีสายพระเนตร หรือวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าประเทศใดในภูมิภาคนี้ในสมัยนั้น จะมีสักกี่ประเทศที่จะคิดถึงเรื่องการแต่งราชฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศที่อยู่ห่างไปไกลถึงยุโรป เราได้รู้จัก "พระวิสูตรสุนทร" หรือตอนหลังได้เป็น "เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)" ที่อัญเชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส



นิสัยคนไทยต่างจากพวกฝรั่งในเรื่องการเก็บหลักฐานหรือเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จัก หน้าตาของท่านราชฑูตไทย เราก็ไม่รู้จัก แต่เราได้ข้อมูลของท่านจากฝรั่งเศส



รูปบนขวามือเป็นรูปของท่านเจ้าพระยาโกษาปาน ส่วนรูปทางซ้ายมือเป็นลายมือของท่านจริง ซึ่งเราก็พอจะอ่านได้รู้เรื่อง



สมัยสมเด็จพระนารายณ์เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทย สิ่งที่น่าสนใจคือตัวหนังสือภาษาไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงและวางรากฐานเป็นหลักสำคัญที่ใช้กันต่อมาจนทุกวันนี้ จะสังเกตุเห็นว่า ตัวหนังสือภาษาไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราว พ.ศ.2223 กับ ปัจจุบัน แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย แม้ว่าช่วงเวลาจะห่างกันถึงกว่า 300 ปี เราสามารถอ่านได้รู้เรื่องอย่างสบาย



ช่วงเวลา 300 กว่าปีตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เราสามารถรักษามรดกทางภาษาของเรามาได้อย่างเหนียวแน่น เราสามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆเอาไว้สื่อสารให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นห่วงก็คือ ภาษาไทยของลูกหลานของเราสมัยนี้ช่วงเวลาเพียง 20 กว่าปีมานี้ เยาวชนไทยช่างมีความสามาถในการทำให้มรดกทางภาษาไทยของเราเปลี่ยนแปลงและวิบัติไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเขียนแล้วก็สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก พูดแบบรับประทาน(แดก)ดันนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1004 15 ก.ย. 2554 (00:00)

เยาวชนยุคใหม่นี้ นอกจากจะทำให้ภาษาไทยวิบัติอย่างรุนแรงแล้ว ยังมีวิธีคิดที่ชอบเอาแต่ง่ายๆแบบสุกเอาเผากิน ผมเพิ่งจะได้รับอีเมล์จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ผมกำลังสอนวิชาฟิสิกส์ในภาคการศึกษานี้ ลองดูวิธีการเขียนอีเมล์ดูครับ คำขึ้นต้นก้ไม่มี คำลงท้ายก็ไม่มี ไม่ลงชื่อด้วยว่าใคร



นอกจากการใช้ภาษาแล้ว การแต่งกายก็ดูเหมือนไม่ใช่มาเรียนหนังสือ แต่มาประกอบกิจอะไรก็สุดแท้แต่จะเดาหรือจินตนาการได้ ลองดูภาพประกอบข้างล่างนี้



ลองดูการแต่งกายของนักเรียน นักศึกษาในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ และ ญี่ปุ่นดูบ้าง



หนุ่มๆกลัดมันทั้งหลายอาจจะชอบการแต่งกายแบบนี้ แต่ควรจะไปหาเจอในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษาไทย ผมไปบรรยายในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน เห็นนักศึกษามีแนวโน้มพฤติกรรมเหมือนกันหมดทั้งประเทศ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1006 15 ก.ย. 2554 (10:39)


เมื่อพูดถึง "การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล" ผมได้ฟังเพื่อนๆครูและผู้บริหารโรงเรียนหลายคนแล้วรู้สึกขัดหูมาก ปี 2553 มีโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลอยู่ 500 โรงเรียน ในจำนวนนี้ มีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายโรงเรียนมาติดต่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานสากล หลายโรงเรียนพยายามจัดทำโครงการให้ครูในโรงเรียน "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" ทั้งๆที่ผมเห็นครูในโรงเรียนแม้สอนเป็นภาษาไทยยังมีที่ผิดทางวิชาการอยู่มาก และหากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ยิ่งไปใหญ่หรือ ผมมีลูกชายที่เคยเรียนในโรงเรียนเอกชนที่สอนสองภาษาโรงเรียนแรกของประเทศไทย เห็นครูชาวต่างชาติสอนลูกผิดมากมาย จนต้องไปบอกทางโรงเรียน หรือแม้แต่อบรมครูให้โรงเรียนฟรีๆ



สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินในเยอรมนี อาจารย์ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน โรงเรียนในความดูแลของมหาวิทยาลัย ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน คุณภาพของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมก็อยู่ในระดับมาฐานสากล ไม่เห็นว่าเขาต้อง "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" เลย แต่แน่นอนนักเรียนต้องรู้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 ภาษา



 


เมื่อหลายปีก่อน ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยโตเกียว และได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว
ใครๆก็รู้ว่า ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ในระดับ มาตรฐานสากล แต่ผมก็เห็นเขาสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น เด็กนักเรียนและนักศึกษาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำไป
คำถามที่อยู่ในใจผมตลอดเวลาก็คือ "การสอนเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลจริงหรือ" ในเมื่อสอนเป็นภาษาไทยยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
ก่อนที่จะพูดถึงการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซี่ยน เราลองก้าวถอยหลังมาสัก 1
ก้าวแล้วมองย้อนถึงความเป็นไทยว่าเรารู้เรื่องของตัวเรามากน้อยเพียงใด
หากจะย้อนกลับมามองดูการศึกษาของไทยเรา ต้องมองดูระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมสมัยก่อนเป็นต้นมา  หนังสือแบบเรียนที่เราเคยมีมาและใช้กันเป็นเวลายาวนานก่อนมีการปฎิรูปการศึกษาสมัย ร.5 นั้นก็เห็นจะได้แก่ แบบเรียนจินดามณ๊ ซึ่งมีหลายฉบับ


ประถมจินดามณี เล่ม 1
      หนังสือประถมจินดามณี เล่ม 1 ก็คือ จินดามณีฉบับพระโหราธิบดีที่แต่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยาตอนปลายนั่นเอง ประถมจินดามณี เล่ม 1 ยังคงใช้เป็นหนังสือแบบเรียนที่สำคัญของสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น


ประถมจินดามณี เล่ม 2
      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงแต่งหนังสือประถมจินดามณี เล่ม 2 ขึ้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชปรารภให้แต่งเพื่อใช้สอนพระราชโอรสและหมู่ข้าราชบริพารรวมเวลาตั้งแต่ทรงพระราชปรารภ จนทรงนิพนธ์เสร็จ ราว 6 เดือนเศษ (ธนิต อยู่โพธิ์ 2502,124) กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงอธิบายว่า เป็นการแต่งซ้อนจินดามณีของเก่า จึงเติมชื่อให้เป็น “จินดามณี เล่ม 2”
      ลักษณะการแต่ง การแต่งใช้ทั้งฉันท์ กาพย์ ร่ายและโคลง มีความเรียงอธิบายเป็นร้อยแก้ว
      สาระสำคัญ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
           1. กฎเกณฑ์ทางอักขรวิธี กล่าวถึงสระ พยัญชนะ ไตรยางค์
การแจกลูกทุกตัว อักษร ทุกแม่ตัวสะกด และแจกอักษรกล้ำ แล้วผันวรรณยุกต์ตามอักษรทั้ง 3 หมู่ การใช้เครื่องหมาย การแผลงอักษร
           2. การแต่งร้อยกรอง ขึ้นต้นด้วยร่ายสุภาพ แล้วอธิบายหลักการแต่งร้อยกรอง
อ้างอิง : http://www.abhakara.com/webboard/index.php?topic=63.0



เมื่อพูดถึงหนังสือแบบเรียนจินดามณีฉบับพระโหราธิบดีที่แต่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็อดที่จะพูดถึง "ศรีปราชญ์" บุตรชายของท่านพระโหราธิบดี ไม่ได้ ครูที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเคยสอนเราให้รู้จัก "ศรีปราชญ์"  ที่อยู่ในยุคทองแห่งวรรณคดีไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ประชาชนเวลาพูดคุยกันก็ยังพูดเป็นกาพย์เป็นกลอน
แม้แต่ทหารยามเวลาถามท่านศรีปราชญ์ก็ยังถามเป็นร้อยกรอง
"แหวนนี้ท่านได้แต่ใดมา" ในตอนอบรมครูหรือบรรยายให้นักเรียนปัจจุบันฟัง
ผมลองถามว่ารู้จักศรีปราชญ์หรือไม่ รู้จักหนังสือ "จินดามณ๊" หรือไม่  ก็จะได้รับคำตอบที่น่าประหลาดใจว่า เป็นใคร ไม่รู้จัก
สมัยก่อนนี้ที่ผมเป็นนักเรียนชั้นประถม เรียนไม่ค่อยเก่ง
ยังรู้จักท่านศรีปราชญ์ มันเกิดอะไรขึ้นกับวงการศึกษาของไทย
>>>  http://www.vcharkarn.com/vcafe/170766/3


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1007 15 ก.ย. 2554 (18:25)


ฝรั่งเศสบันทึกและวาดภาพคณะราชฑูตไทยไว้น่าสนใจมาก ในรูปวาดเขียนไว้ว่า คณะราชฑูตมี "พระวิสูตรสุนทร ราชฑูต  (PRAVISOUT SON THOON RATTCHATHOUD) หลวงกัลยาณราชไมตรี อุปฑูต (LOUANG CALAYANA RAATCHAMAITRI OUPATHOUD) และ ขุนศรีวิศาลวาจา ตรีฑูต (COUNSRIVISARAVAKIAA TRITHOUD) สังเกตดูตัวอักษรโรมันเขียนไว้อย่างนั้นจริงๆ



ที่ผมสงสัยคือภาพวาดชุดแต่งกายของท่านฑูตทั้งสามว่าสมัยก่อนนี้แต่งกายอย่างนี้จริงๆหรือ คือแต่งกายแบบคล้ายๆแขกและสวมหมวกทรงสูง  หรือว่าพวกฝรั่งเศสจินตนาการวาดเอาเอง ถ้าดูจากหลักฐานภาพวาดต่างๆสมัยโบราณของฝรั่งเศสก็วาดสิ่งต่างๆเหมือนของจริง ดังนั้นท่านทั้งสามน่าจะแต่งกายเช่นนั้นจริงๆ รูปวาดทางขวามือ จะเห็นพระเจ้าอาวาสวัดเดอลีออง สวมชุดดำ ไว้เครา ทำหน้าที่เป็นล่าม


มีบันทึกจดหมายเหตุเรื่องพระวิสูตรสุนทร หรือโกษาปาน ไปฝรั่งเศสว่า
เมื่อวันที่คณะเอกอัครราชทูตเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14
เมื่อ พ.ศ. 2228 นั้น ท่านราชทูตแต่งตัวเต็มยศตามธรรมเนียมไทย
คือสวมเสื้อเยียรบับ มีกลีบทอง ดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย (อ้างอิง:http://www.memocent.chula.ac.th/article/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A2/) ผมสงสัยว่าเสื้อเยียรบับมันเป็นอย่างไร ก็ลองไปสืบค้นดู ปรากฏว่าใน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระยาแรกนาสวมสนับเพลาปลายขอบปักดิ้น
ทอง ถุงเท้าขาว
รองเท้าหุ้มส้นสีดำไม่ผูกเชือกมีกรอบทำด้วยโลหะสีทองติดคล้ายโบนุ่งผ้าเยียรบับชายพกพับจีบ ไม่จีบโจง
ใช้เชือกสานแถบรัดเอวสวมเสื้อเยียรบับพื้นเขียว ลายทองแขนยาวแบบราชการ
กระดุม ๕ เม็ด (อ้างอิง: 
http://www.9anant.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=390618&Ntype=4) ผมลองไปค้นดูรูปของพระยาแลกนามาเปรียบเทียบกับรูปของท่านราชฑูตโกษาปานให้ดูดังภาพข้างล่างนี้ครับ ดูๆแล้วก็ใกล้เคียงกันครับ



ผมลองเอาภาพตอนที่พระยาแลกนาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้า รัชกาลที่ 9  มาเปรียบเทียบกับรูปของท่านราชฑูตทั้งสามที่เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะมองเห็นความคล้ายคลึงกันมากดังนี้ครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1010 16 ก.ย. 2554 (07:46)

พวกฝรั่งเศสวาดภาพของเจ้าพระยาโกษาปานไว้หลายภาพเหมือนกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ครับ



อันที่จริงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ยังมีเหตุการณ์สำๆน่าสนใจอีกหลายเรื่อง เช่น .......


เหตุการณ์คณะราชทูตไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์


คณะราชทูตไทยเรือแตกที่แอฟริกา


เดือนมีนาคม  พ.ศ. 2227  สมเด็จพระนารายณ์ฯ  กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามได้ส่ง ออกขุนชำนาญ(Occun Chaman) กับคนสยามรวมสิบคนไปเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ผ่านเมืองกัว โดยเรือรบของโปรตุเกสซึ่งมีลูกเรือ ร้อยห้าสิบคน และบาทหลวงโปรตุเกสนิกาย แซงต์ โอกึสแตง


วันที่  27 
เมษายน  พ.ศ. 2229  เรือโปรตุเกสที่ทูตไทยโดยสารไปอับผางที่แหลม แดส์ เอกีส์ (des Aiguilles) ซึ่งเป็นสันทรายทางขวางกับแผ่นดินที่ตรงปลายแหลม(จงอย)
ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ห่างจากแหลมเดอ บอนน์ แอ๊สเปรัวซ์
 (แหลมกู้ดโฮป) เป็นระยะทางประมาณ  20  ลิเออ คนจมน้ำตายไปแปดคน 
ขุนชำนาญและคณะว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้ต้องกินใบไม้ งูย่างหมวกและรองเท้า  เป็นอาหาร  แล้วเดินด้วยเท้าในแอฟริกาอยู่สามสิบเอ็ดวันจึง พบคนป่าโอตังโดผิวดำ  จึงได้นำพาไปหาชาวฮอลันดาที่แหลมกู้ดโฮป แล้วอาศัยเรือฮอลันดากลับมาปัตตาเวีย  ลงเรือใบกลับมาประเทศสยามเมื่อเดือนกันยายน จึงได้พบบาทหลวงตาชาร์ดและออกญาวิชาเยนทร์


คณะราชทูตสยามไปอังกฤษและฝรั่งเศส


วันที่  25 มกราคม  พ.ศ. 2227  สมเด็จพระนารายณ์ฯ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามได้ส่งออกขุนพิไชยวาทิตและออกขุนพิชิตไมตรีโดยสารเรือของอังกฤษ เดินทางไปเป็นคณะราชทูตเข้าเฝ้าพระเจ้าชาลส์ที่  2 
แห่งอังกฤษและพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่กรุงปารีส โดยมีบาทหลวงวาเซต์ (Monsieur Vachet) อดีตศาสนทูตแห่งประเทศญวนใต้เป็นล่าม  เพื่อสืบหาคณะทูตชุดแรก ที่นำโดยออกญาพิทักษ์ราชไมตรี  ซึ่งสูญหายไปเมื่อ 
พ.ศ.2223 คณะราชทูตไทยชุดนี้ได้เดินทางกลับมาประเทศสยามพร้อมกับราชทูตฝรั่งเศสชื่อ เชอร์วาเลียร์ เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) นายทหาร  ชื่อ  เชอวาลิเยอร์  ฟอร์แบง  นายทหารชื่อ  เดอ โบเรอการ์ด 
และ  บาทหลวงคณะเยซูอิตชื่อ อับเบ  เดอ  ชัวซีย์ (เดอชัวสี)  บาทหลวงตาชาร์ด บาทหลวง  ฟอนเต  อเนย์  บาทหลวง  เลอคองต์ บาทหลวง  เกอบิยองต์  บาทหลวงวิสเดอลู  และนายนิโคลัส  แซร์แวส   โดยทั้งหมดออกเดินทางจากท่าเรือเมืองเบรสต์ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่  3  มีนาคม  พ.ศ. 2228  ถึงปากอ่าวสยามเมื่อวันที่ 22  กันยายน  พ.ศ.
2228
  ด้วยเรือรบหลวงชื่อ  ลัวโซ (L’Oyseau)  ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็ก ต่อด้วยไม้บุทองแดง  มีลูกเรือ 132  คน  และเรือฟรีเกตชื่อ ลา  มาลีญ


สิ่งของที่คณะทูตของฝรั่งเศสนำมาถวายพระเจ้ากรุงสยาม  คือ  กระจกเงาหนึ่งพันบาน อำพันเม็ดสิบสองปอนด์  กระจกแก้วสีสามร้อยแผ่น  ปืนคาบศิลาหนึ่งร้อยกระบอก  นาฬิกาแขวนสองเรือน อานม้าหนังตะทองคำสิบอาน  ในครั้งนี้มีช่างทำแผนที่ชื่อ เดอ  ลามาร์  ร่วมคระมาด้วยเพื่อทำแผนผังตัวเมืองชายฝั่งที่ผ่านไปและแผนที่ประเทศสยาม  เพื่อส่งกลับไปถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส


สำหรับบาทหลวง เดอชัวสี  ที่ร่วมคณะมาครั้งนี้  ต่อมาภายหลังนั้นได้เดินทางกลับมายังอาณาจักรสยามอีกหลายครั้ง 
บาทหลวง  เดอชัวสี  ผู้นี้เป็นคนครึ่งหญิงครึ่งชาย  กระตุ้งกระติ้ง ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ  การเดินทางเป็นสยาม”  มีความว่า  “ข้าราชการสยามหลายคนพูดภาษาโปรตุเกสได้  เพราะเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินเดีย


นายนิโคลาส  แซร์แวส  ได้เขียนบันทึกไว้เช่นกัน ว่า  “อาชีพอัตคัดที่สุดในสยามคือ ช่างตัดเสื้อ  เพราะพลเมืองสามัญนั้นเขาไม่ใส่เสื้อกัน



เชอรวาเลียร์  เดอ  โชมองต์  ราชทูตฝรั่งเศสได้เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์น ของพระเจ้าหลุยส์  ที่ 14  โดยมีเจ้าพระยาวิชาเยนทร์  (ฟอลคอน) ร่วมเฝ้าด้วย  ซึ่งมีภาพเขียนขณะราชทูตฝรั่งเศสเข้าถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์  ปรากฏอยู่  เชอร์วาเลียร์  เดอ  โชมองต์  ได้ออกเดินทางกลับฝรั่งเศส ในเดือน  ธันวาคม  พ.ศ. 2228ส่วนฟอร์แบงนั้นได้อยู่รับราชการในอาณาจักรสยาม  ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองบางกอก  (เมืองธนบุรีศรีสมุทร)  และได้ลาออกกลับไปฝรั่งเศส  ปลายปี พ.ศ. 2229


พ.ศ. 2227  เจ้าพระยาโกษาธิบดี  (เหล็ก)  ซึ่งพี่ชายโกษาปาน  พระสหายสนิทของสมเด็จพระนารายณ์  ผู้ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการชิงบัลลังก์จากเจ้าฟ้าชัยและพระศรีสุธรรมราชานั้น  ถูกพระราชอาชญาเฆี่ยนจนตาย  เพราะขัดขวางการสร้างป้อมปราการแบบยุโรปของฟอลคอนที่บางกอก และเมืองต่างๆ  ทั้งนี้เนื่องเจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก (ออกญาโกษาเหล็ก)  เห็นว่าคนไทยไม่ชำนาญการรบแบบยุโรป ไม่รู้วิธีป้องกันตนเองบนป้อม  ถ้าข้าศึกยึดป้อมได้ก็เท่ากับมีข้าศึกในพระราชอาณาจักร  และไม่เชื่อในความสามารถของฟอลคอน  ซึ่งไม่มีความชำนาญในการสร้างป้อม  นอกจากนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี  (เหล็ก)  ยังได้ลอบทำคำสั่งลับถึงขุนนางข้าราชการสยามห้ามนับถือศาสนาคริสต์ด้วย


นอกจากนี้ยังมีขุนหลวงสรศักดิ์  (ต่อมาได้ครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าเสือ)  ผู้ขัดเคืองในเรื่องศาสนาและเคยชกปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ แต่รอดการถูกลงโทษ  เพราะเจ้าแม่วัดดุสิต (ผู้เป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็กและเจ้าพระยาโกษาปาน)  ไปช่วยขอพระราชทานอภัยโทษให้


วันที่  29 กรกฎาคม  พ.ศ. 2228  มีบันทึกที่ป้อมเซนต์ยอรช์ของอังกฤษในอินเดียว่าเรือเบ็งกอลเมอรชั่น ของเปอร์เซีย  (อิหร่าน)  ได้เดินทางผ่านมา  ในเรือนั้นมีทูตเปอร์เซียไปเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม  และทูตสยามที่ไปเฝ้าพระเจ้ากรุงเปอร์เซียได้เดินทางกลับมาพร้อมกับม้า 33  ตัว


ในบันทึกการเดินทางของราชทูตเปอร์เซีย  ที่เรียกว่า  สำเภาสุไลมานนั้น ระบุว่าได้เดินทางออกจากท่าเรือ  บันดารแอบบาส ในวันที่  27  มิถุนายน  พ.ศ. 2228  ผ่านเมือง มะริด  เมืองตะนาวศรี  เมืองญะลัง  เมืองเพชรบุรี  เมืองสุพรรณบุรี  (มาชูฮอน)  อยุธยา  เมืองลพบุรี  เอกสารดังกล่าวเรียกอยุธยาว่า  ชะห์รินาว  แปลว่า  เมืองเรือ หรือ  นาวานคร”  เพราะประชาชนนิยมการเดินทาง  ค้าขาย และพักอาศัยอยู่ในเรือกันมาก  คณะราชทูตของเปอร์เซียได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ด้วย


วันที่ 12  ธันวาคม  พ.ศ.2228  คณะราชทูตสยาม  (ชุดที่ 3)  จำนวน  40 คนได้  ออกเดินทางไปฝรั่งเศส กับคณะราชทูตของเชอร์วาเลียร์  เดอ  โชมองต์  ครั้งนี้ได้ส่งนักเรียนไทย 12  คน  (แต่หาชื่อได้เพียง 10  คนเท่านั้น)  เพื่อเตรียมเข้าเรียนในโรงเรียนหลุยส์เลอกรังที่มีชื่อเสียงแล้วเตรียมให้เรียนวิชาทำน้ำพุวิชาก่อสร้าง  และวิชาช่างเงินช่างทอง  คือ  พี  PierreEmmanuel, เพ็ชร  Jean  Baptiste  Olite,  อ่วม  Paul  Artus,  ชื่น  Louis,  ไก่  ช่างทอง  Francois Xavier,  มี  Henri Oliver,  ด่วน  ช่างก่อสร้าง  Philippe,  สัก  Francosis,  เทียน  Thomas  และวุ้ม  Nicolas จากจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส  , ประชุมพงศาวดารเล่ม  20,)เรือลัวโซ  กับเรือลา  มาลีญของคณะราชทูต  เดินทางถึงท่าเมืองเบรสต์ในฝรั่งเศสเมื่อ  18 มิถุนายน  พ.ศ. 2229  ที่เมืองเบรสต์นี้ภายหลังได้มีการตั้งชื่อถนนสยาม  Rue  de  Siam  เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปานหรือโกษาปาน)  ได้เป็นราชทูตของประเทศสยามไปเยือนฝรั่งเศส และคณะราชทูตได้ถึงกรุงปารีสเมื่อ  12  สิงหาคม  พ.ศ. 2229


คณะราชทูตชุดนี้มีออกพระวิสูตรสุนทร  (โกษาปาน)  เป็นราชทูต  หลวงกัลป์ยาณราชไมตรี  และขุนศรีวิศาลวาจา เป็นทูต  มีเจ้าอาวาสวัดเดอลีอองเป็นล่าม คณะราชทูตเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่  14  ที่พระราชวังแวร์ชายเมื่อวันที่ 1  กันยายน  พ.ศ.2229  แล้วเดินทางกลับถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 8  ตุลาคม  พ.ศ. 2230  พร้อมกับลาลูแบร์  ราชทูตของฝรั่งเศส


ต่อมาวันที่  1  มีนาคม  พ.ศ.2230  พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ส่งราชทูตชิมอง ลาลูแบร์  (Simon  de  la  lovbere) 
เจ้าหน้าที่กระทรวงทหารเรือ
  บาทหลวงตาชาร์ด (Pere  Tachard) บาทหลวง เดอ  เบส  (de  Betz)  และบาทหลวงเยซูอิตรวม  12  รูป และพร้อมด้วยทหารฝรั่งเศส  636 คนภายใต้การนำของ  นายพลเดส์ฟาร์ช (Desfarges) ออกจากท่าเรือเมืองเบรสต์  เพื่อมายึดบางกอก  และป้อมมะริด  โดยอ้างว่าจะมาอารักขาพระเจ้าแผ่นดินสยามจากการรุกรานของอังกฤษและฮอลันดา  โดยมีการปิดความลับอย่างสุดยอด


กองเรือ  6  ลำ  ของฝรั่งเศส ซึ่งมีเรือรบ  เลอ  กัยยารต์  (le  Gaillard) ติดปืนใหญ่  54  กระบอก ลูกเรือ  150  คน  เรือรบ ลัวโซ (l’Oyseau) ติดปืนใหญ่ 46 กระบอก (เรือลำนี้เคยเดินทางมาสยามก่อนแล้ว) เรือลา นอร์มังด์  (la  Normande) เรือ  เลอ  โดรมาแดร์ (le  Dromandaire)  และเรือลำเลียงยุทโธปกรณ์ ลาลัวร์  (la  Loire)  ส่วนเรืออีกลำชื่อ  ลา  มาลีญนั้นขนเสบียงมาส่งแค่แหลมกู้ดโฮปแล้วก็กลับฝรั่งเศส


กองเรือฝรั่งเศสได้พากันออกจากท่าเมืองเบรสต์  เมื่อวันที่  1  มีนาคม  พ.ศ. 2230  ผ่านแหลมกู้ดโฮป  ช่องแคบชุนดา  เมืองบันตัม  ปัตตาเวีย  ช่องแคบบังกา  ถึงอ่าวสยามสันดอน แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่  27 กันยายน  พ.ศ. 2230  และถึงกรุงศรีอยุธยา  เมื่อวันที่ 8  ตุลาคม  พ.ศ. 2230


ในการเดินทางครั้งนี้ปรากฏว่าอาหารในเรือนั้นมีคุณภาพไม่ดี  จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยในเรือมาก ทหารฝรั่งเศสบางคนมาตายในเมืองสยาม  เพราะกินน้ำตาลเมาที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวมากเกินไป  รวมทหารฝรั่งเศสมาสยามครั้งนี้มีจำนวน  636 คน  ระหว่างเดินทางนั้นได้ตายไป 143  คน  ขณะที่พำนักอยู่เมืองสยามนั้นปรากฏว่าตายไปอีกราวร้อยคน  จึงอยู่รักษาเมืองมะริด  150  คน  ลงเรือตระเวนตามชายทะเล  50  คน  และเหลือรักษาป้อมบางกอกราว 200 250  คน 
ราชทูต  ลาลูแบร์อยู่ในสยาม เป็นเวลา  3  เดือน 6  วัน  จึงเดินทางกลับออกจากสยามในวันที่ 3  มกราคม  พ.ศ.
2230
  กลับถึงท่าเมืองเบรสต์  ในวันที่  25  พฤษภาคม พ.ศ. 2231  การเดินทางของลาลูแบร์นั้นไม่ได้รับการต้อนรับจากประเทศสยามดีนัก  เพราะขุนนางสยามยังสงสัยในพฤติกรรมของฝรั่งเศสที่นำทหารมาด้วยถึง 5  ลำเรือรบ  โดยเฉพาะเพทราชานั้นได้พอใจและคัดค้านอย่างเปิดเผย  จนลาลูแบร์และทหารถูกฟอลคอนสั่งห้ามลงจากเรือ  จนกว่าจะได้สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อองค์สมเด็จพระนารายณ์และฟอลคอนเสียก่อน  ทหารฝรั่งเศสได้ขึ้นพักที่ป้อมวิชาเยนทร์  (ป้อมวิชัยสิทธิ์)  ด้านตะวันตกของบางกอกเมื่อวันที่  2 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2230


ลาลูแบร์  ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับอาณาจักรสยามไว้ในหนังสือ  Le  royaume  de  Siam  เรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงแปลเป็นภาษาไทย  มีความเล่าว่า ในสยามมีคนต่างชาติกว่า  16,000  คน  คนไทยจำนวนหนึ่งนับถือศาสนามะหะหมัดตามพวกมัวร์  ผู้ชายชอบสักขาเหมือนรอยแผลเป็นที่ถูกดินปืน  หญิงชาวสยามไม่ยอมทอดเนื้อตัวให้คนต่างประเทศโดยง่าย  แต่หญิงชาวพะโค  (มอญ)  ในสยาม  มีความภูมิใจที่ได้สามีเป็นคนผิวขาว


บาทหลวงตาชาร์ดบันทึกว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงมีช้าง สองหมื่นเชือก สินค้าไทยที่ส่งออก  สมัยสมเด็จพระนารายณ์คือ ดีบุก  ตะกั่ว  ข้าว  พริกไทย  ดินประสิว งาช้าง  หนังกวาง  หนังโค  ไม้ฝาง  น้ำตาลดิบ น้ำผึ้ง  รังนก  รง  หมาก  น้ำมันมะพร้าว ฝ้าย  ไม้หอม  กำยาน  ชะมดเชียงทองแดง  (จากญี่ปุ่น)  เครื่องทองเหลือง  ช้างจากมะริด  (ส่งไปอินเดีย)  ลูกจันทน์  เมล็ดจันทน์เปลือกจันทน์  (จากเกาะแบนดาตอนใต้) ไม้จันทน์  (จากติมอร์)  กานพลู  (จากอัมบอน)  พริกไทย  (จากแบนทัม)คณะราชทูตไทยที่เดินทางไปฝรั่งเศสกับลาลูแบร์นั้นได้เดินทางกลับมาถึงสยามใน 
พ.ศ. 2233

(อ้างอิง: http://www.dooasia.com/thaihistory/h017c010.shtml) 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1011 18 ก.ย. 2554 (08:04)


ผมเป็นคนชอบดูหนัง อยู่ว่างๆก็เลือกดูหนังเก่าๆจาก Truevisions โดยเฉพาะช่องหนังเก่า TCM จากโปรแกรมภาพยนต์ที่จะฉายวันนี้ จะมีหนังที่คุณOuroboros พูดถึงในความเห็นที่ 997 


ภาพขนาดย่อ


Village Of The Damned Full Movie Part 1 of 13


ภาพขนาดย่อ


Village of the Damned (1995) - Part 1


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1013 19 ก.ย. 2554 (00:02)


ช่วงนี้น้ำขึ้นมาก ผมกลัวว่าพวกมดพวกปลวกจะหนีน้ำขึ้นมาอาศัยตามตู้หนังสือ ก็เลยรื้อของออกมาจัด ดีใจที่ได้พบของที่ใช้สมัยที่เรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เป็นเครื่องคิดเลขสมัยโบราณที่พ่อซื้อให้
เป็นเครื่องที่คิดได้เฉพาะบวกและลบเลขเท่านั้น เป็นของยี่ห้อ Addiator
บริษัทในกรุงเบอร์ลิน >>>  http://www.mathsinstruments.me.uk/page24.html


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1014 19 ก.ย. 2554 (08:24)


นอกจากจะเจอเครื่องคิดเลขแบบโบราณแล้วยังเจออะหลั่ยเครื่องยนต์ขนาด .049 ของ COX ที่ผมทำเครื่องบินเล็กไปบินที่ที่ทำงานพ่อที่สนามบินเวียงจันทน์ตอนเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีสายเสียบแบตเตอรี่เข้ากับหัวเทียนยังอยู่ในถุงเก็บไว้อย่างดี อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องยนต์ยอดฮิต Classic ได้ที่นี่ครับ >>> Cox model engine


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1015 19 ก.ย. 2554 (08:53)


น้ำมันเครื่องบินที่ใช้เราใช้น้ำมันระหุ่งผสมกับแอลกอฮอล์อัตราส่วน 1 ต่อ 1 สมัยนั้นผมทดลองเอาน้ำมันเครื่องบินอย่างดีจากที่ทำงานของพ่อมาทดลองผสมกับน้ำมันละหุ่ง เป็นเสมือนน้ำมันเครื่องหล่อลื่น ปรากฏว่าไม่ได้เรื่องเลย ผมเกรงว่าน้ำมันที่ผมผสมเองจะทำให้เครื่องยนต์พัง ก็เลยต้องถอดชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องออกมาล้าง ทำให้ได้ความรู้ต่างๆอีกมากมายเลยทีเดียว



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1016 19 ก.ย. 2554 (17:55)


ผมรื้อหนังสือและของเก่ามาจัดระเบียบใหม่ ทำให้เจออะไรๆที่ผมลืมไปแล้วอีกหลายอย่าง เช่นไดอารี่เล่มเล็กที่จอมพลถนอมให้ผมเมื่อปี พ.ศ.2514 ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 992 ว่าตอนที่เข้าพบท่านแล้วท่าน "รับไหว้" ผม แต่ดูเหมือนท่านกำลังทำความเคารพผมนั้น ถ้าสังเกตดูให้ดีที่มือของท่านนั้น ท่านถือไดอารีเล่มเล็ก เตรียมที่จะมอบให้ผม ผมรื้อบ้านจัดหนังสือใหม่ก็ไปพบว่ายังอยู่ดี เลยเอามาลงให้ดูเล่นๆ ว่ายังเก็บไว้อยู่แม้ว่าจะผ่านมาถึง 40 ปีแล้ว



เปิดดูปกด้านในก็จะเป็นรูปท่าน สมัยนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บ้านพักของนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นอยู่ในเขตทหารเชิงสะพานเกษะโกมล ผมจดบันทึกสิ่งสำคัญไว้หลายอย่าง ทำให้ช่วยรื้อฟิ้นความหลังที่ลืมเลือนไปแล้วได้อีกมาก ในสมุดไดอารีเล่มนี้ก็เหมือรไดอารีทั่วไปที่มักจะมีข้อมูลสำคัญต่างๆที่เราอาจจำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาลต่างๆ



สังเกตดูให้ดี จะเป็นว่าสมัยนั้น พ.ศ.2514 หมายเลขโทรศัพท์บางแห่งก็มี 6 ตัว บางแห่งก็มี 5 ตัว เช่นโรงพยบาลกลางใกล้ๆโรงเรียนวัดพลับพลาชัย มี 6 ตัว หมายเลข 210829 ส่วนโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ มี 5 ตัวเลขคือ 30807 เป็นต้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1017 22 ก.ย. 2554 (13:50)


สมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมชอบสังเกตดูพฤติกรรมของมดต่างๆ ผมสังเกตเห็นว่ามดชอบเดินตามกันเป็นเส้นทางยาว ตัวหน้าไปทางไหนตัวหลังก็จะเดินตาม สมัยนั้นผมยังไม่รู้จักคำว่า  ฟีโรโมน (Pheromone)  ที่ชอบแกล้งมันก็คือ พยายามเอานิ้วมือจุ่มน้ำแล้วไปลากขวางทางเดินของมัน พอตัวหลังเดินมาก็มักจะเหลียวซ้ายมองขวารอสักพักหนึ่ง พอน้ำเริ่มแห้งก็เดินต่อตามเส้นทางเดิม ผมเปลี่ยนวิธีแกล้งใหม่โดยเอายาหม่องมาป้ายขวางทาง ตัวหลังเดินมาก็ชะงัก ออกันแน่เพราะไม่กล้าเดินข้ามยาหม่อง ผมนั่งสังเกตดูอยู่นาน ปรากฏว่ามันก็พยายามเดินไม่เป็นทิศเป็นทางอยู่สักพักหนึ่งก็จะหาทางเดินอ้อมไปต่อกับเส้นทางที่ตัวก่อนเดินเอาไว้ ไอ้พวกที่เดินตามหลังก็จะเดินตามเส้นทางใหม่



ผมสังเกตต่อไปพบว่า มีมดเดินสวนทางมาด้วยเหมือนกัน เวลาเดินก็จะใช้เส้นทางเดิมที่ตัวก่อนเดินไว้ ที่น่าสนใจก็คือเวลาที่มันเดินมาสวนกัน ดูเหมือนกับว่ามันจะมีการทักทายโดยเอาหนวดสัมผัสกันสักเดี๋ยวเดียวก็เดินสวนกันไป



บางตัวก็จะเดินเป็นวงกลม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันต้องเดินเป็นวงกลมแบบนั้น อีกเรื่องหนึ่ที่ผมสังเกตเห็นก็คือ สมัยก่อนนี้หากผมท้องผูกไม่สบาย แม่ก็จะเอาถ่ายยี่ห้อ Brooklax มาให้กิน ยาถ่ายยี่ห้อนี้น่ากินมาก เด็กๆที่กลัวกินยาก็จะไม่กลัว เพราะเขาจะทำเป็นก้อนช็อคโกเล็ตก้อนเล็กๆ กลิ่นหอมน่ารับประทานมาก เพื่อนๆบางคนกินมากไปขี้ไหลเกือบตายก็มี ผมเคยสังเกตเห็นว่า หากวางยาถ่าย Brooklax ไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง ก็จะมีมดมากินแล้วขนกลับไปที่รังก็มี ตอนเป็นเด็กสมัยนั้นสงสัยมากว่าทำไม มดเหล่านี้จึงไม่ขี้ไหล



จำได้ว่าตอนเรียนชั้น ป.5 ครูวิไล (ดูรูป) ครูประจำชั้นของผมและสอนวิชาวิทยาศาสตร์ พูดถึงต้นไม่กินแมลงพวกหม้อข้าวหม้อแกงลิง พืชพวกนี้หาดูได้ยากในกรุงเทพมหานคร ผมมีโอกาสเดินทางไป สวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  ที่เชียงใหม่ เห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายต้นที่ปลูกไว้อย่างงดงามในเรือนกระจก เข้าไปถ่ายรูปเก็บไว้ สังเกตเห็นมดเข้ามากินน้ำหวานในหม้อข้าวหม้อแกงลิง เลยตั้งท่ารูปอยู่เป็นนาน ฝาหม้อไม่ยอมปิดสักที คอยจนเมื่อยก็เลยล้มเลิกความตั้งใจ ไม่รู้ว่ามดเหล่านั้นถูกกับดักหรือเปล่า



ยังมีต้นไม้กินแมลงอีกหลายชนิด เช่นต้น กาบหอยแครง  



ต้น กาบหอยแครง นอกจากจะจับแมลงตัวเล็กๆ เช่นพวกมดกินแล้ว ยังจับสัตว์ที่ตัวใหญ่ๆกว่า แต่ขนาดไม่เกินกาบหอยแครงกินได้เหมือนกัน เช่นตัวหอยทากที่อยู่ในรูป



แม้แต่กบมันก็ยังจับกินครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1018 23 ก.ย. 2554 (03:00)


จากการสังเกตมดสมัยเด็ก มาถึงปัจจุบันก็ยังคงสงสัยต่อ เมื่อเราเริ่มใช้
เตาอบไมโครเวฟ บางครั้งเมื่อเราอุ่นอาหาร แต่ไม่ทันสังเกตว่ามีมดอยู่ในเตา ปรากฏว่าเมื่อเราอุ่นอาหารเสร็จและเปิดเตาออกมา จะเห็นมดยังเดินกันอยู่เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเตาอบไมโครเวฟ



หลักการของเตาอบไมโครเวฟก็คือ อาศัยการทำงานของคลื่นไมโครเวฟ
ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงคลื่นวิทยุ ที่มีความถี่ราว 2450
เมกะเฮิรตซ์ (หรือความยาวคลื่น 12.24 เซนติเมตร)
เมื่อคลื่นไมโครเวฟผ่านเข้าไปในอาหาร โมเลกุลของน้ำ ไขมัน น้ำตาล และ
สารอาหารต่างๆ ที่อยู่ในอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นโมเลกุลที่มีขั้วไฟฟ้า
คือ มีประจุบวก และ ประจุลบที่ขั้วตรงกันข้าม
จะดูดกลืนพลังงานของคลื่นที่ผ่านเข้าไปและเกิดเป็นความร้อนขึ้น
เนื่องจากสนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟ
จะเหนี่ยวนำโมเลกุลเหล่านี้ให้หมุนขั้วเพื่อปรับเรียงตัวตามสนามไฟฟ้าของ
คลื่นไมโครเวฟที่เปลี่ยนแปลงสลับไปมา
จึงส่งผลให้โมเลกุลเหล่านี้หมุนกลับไปมา ทำให้เกิดความร้อนขึ้น



จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใส่ไข่ดิบเข้าไปในเตาอบไมโครเวฟ แล้วทำการอุ่นให้ร้อน



****** ไม่แนะนำให้ทำการทดลอง ******


โมเลกุลของน้ำในไข่ดิบเมื่อดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ จะเกิดการสั่น
ทำให้น้ำร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและเดือด หรือกลายเป็นไอ
เกิดแรงดันภายในไข่อย่างมหาศาล จึงเกิดระเบิดขึ้น



****** ไม่แนะนำให้ทำการทดลอง ******


ถ้าเอาหลอดฟลูออเรสเซนซ์ใส่เข้าไปในเตาอบไมโครเวฟ แล้วเปิดเครื่อง
คลื่นไมโครเวฟจะทำให้โมเลกุลของไอปรอทที่อยู่ภายในหลอดฟลูออเรสเซนซ์แตกตัว
เกิดเป็นพลาสมา
และให้แสงอูลตร้าไวโอเล็ตออกมาชนกับสารวาวแสงที่ฉาบอยู่ข้างหลอดด้านในเกิด
เป็นแสงสว่างออกมา



****** ระวังการอุ่นน้ำให้ร้อนด้วยเตาอบไมโครเวฟ ******
ถ้าเอาถ้วยใส่น้ำเข้าไปในเตาอบไมโครเวฟ
แล้วเปิดเครื่องเพื่อทำการอุ่นให้ร้อน
น้ำจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส
แต่ยังไม่เดือด ที่เราเรียกว่า Super Heating
ถ้าค่อยๆเอาถ้วยน้ำออกมาแล้วเอาผงกาแฟใส่ลงไป
ผงกาแฟจะกระตุ้นให้น้ำเดือดอย่างรวดเร็ว หากไม่ระวังให้ดี
น้ำที่ร้อนจัดนี้จะลวกมือได้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลกจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
วิธีแก้อาจทำได้โดยวางช้อนไม้ไว้ในถ้วยเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างสม่ำเสมอ
และถึงจุดเดือดโดยไม่เกิด Super Heating



การที่มดที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟไม่ตายเพราะในเตาอบไมโครเวฟนั้นจะเกิดคลื่นนิ่งของไมโครเวฟ ซึ่งเกิดเป็นจุดร้อน หรือ Hot spot เพียงบางตำแหน่งในเตา ดังนั้นเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างสม่ำเสมอ เรามักจะเห็นว่าเตาอบไมโครเวฟจะมีระบบหมุนจานวางอาหารอยู่ภายใน ผมทดลองแสดงการเกิดคลื่นนิ่งโดยใช้แปลงสีฟันชนิดที่สั่นได้ผูกกับไหมญี่ปุ่น
แล้วเลื่อนตำแหน่งไหมญี่ปุ่นให้ได้ขนาดความยาวที่พอเหมาะให้เกิดคลื่นนิ่ง
สามารถเลื่อนตำแหน่งเพื่อให้เกิดได้หลาย Loop หาค่ามวล/ความยาว
แรงตึงในเส้นเชือก ความยาวคลื่น ความเร็วของคลื่นบนเส้นเชือก ความถี่
และตัวแปรอื่นๆ ที่จะใช้สอนฟิสิกส์ได้ ผมเอากระจกแผ่นเล็กๆติดกับแปลงสีฟัน
แล้วฉายแสงเลเซอร์ไปตก แล้วสะท้อนไปยัง  Solar cell
เพื่อให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า ส่งต่อไปยังเครื่องวัดความถี่ หรือ Oscilloscope
เพื่อตรวจสอบค่าความถี่จากการวัด และจากการคำนวณ



เพื่อสาธิตให้เห็น Hot spot ในบริเวณภายในเตาอบไมโครเวฟ ผมใช้กระดาษแฟ็กซ์ที่เป็นแบบ Thermal paper คือเมื่อได้รับความร้อนแล้วจะเป็นสีดำ ผมตัดกระดาษแฟ็กซ์มาให้พอดีกับขนาดบริเวณใส่อาหารในเตาไมโครเวฟ จากนั้นก็ทดลองอุ่นโดยตั้งเวลาเพียงไม่กี่วินาที หรือพอเห็นกระดาษเป็นสีดำแล้วก็หยุด



จากการทดลองจะเห็นว่าบนกระดาษแฟกซ์นั้นมีจุดสีดำขึ้นมาบางจุด บริเวณที่เป็นสีดำนั้นคือ "จุดร้อน" ในเตาไมโครเวฟ การที่มดไม่ตายนั้น เพราะมันรับรู้ว่าบริเวณไหนร้อน บริเวณไหนไม่ร้อน มันจึงเลือกที่จะอยู่ตรงที่ไม่ร้อน ถ้าเราลองทดลองเอามดใส่เข้าไปทั้งรังเป็นจำนวนมาก มันจะต้องวิ่งสับสนอลหม่านแน่ ตัวที่อยู่ตรงจุดร้อนหนีไม่ทันก็ตายแหงๆ เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจผิดคิดว่ามดอยู่ในเตาไมโครเวฟแล้วจะไม่ตาย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1019 23 ก.ย. 2554 (16:28)


หากจะพูดถึงเรื่อง น้ำท่วม มีเหตุกาณ์น้ำท่วมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมครั้งแรกเมื่อ ปี 2509 ตอนนั้นเป็นช่วงปิดภาคเรียนหลังจากจบชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไปอยู่กับพ่อ-แม่ราว 2 เดือนที่เวียงจันทน์ แต่พอต้นเดือนพฤษภาคม โรงเรียนใกล้เปิดผมก็ต้องเดินทางกลับ โดยพ่อจะขับรถมาส่งที่ท่าเดื่อฝั่งลาว แล้วนั่งเรือหางยาวข้ามมาท่าเสด็จฝั่งหนองคาย มาชึ้นรถไฟตอนค่ำ นอนบนรถไฟ (ความจริงนั่งมากกว่าเพราะเป็นเก้าอี้ปรับเอนไม่ได้) มาถึงกรุงเทพเวลา 6 โมงเช้า


เช้าวันที่จะเดินทางกลับมีการประกาศข่าวน้ำท่วมว่าน้ำได้เอ่อล้นฝั่งแม่น้ำโขงขึ้นมาแล้ว พอสายหน่อยก็สังเกตเห็นว่าน้ำเริ่มไหลมาบรีเวณลานสนามหน้าบ้านแล้วสูงเลยเข่าเล็กน้อย แม่บอกว่าให้เตรียมตัวกลับกรุงเทพ พ่อจะขับรถไปส่งต้องใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเวียงจันทน์ไปท่าเดื่อราว 1 ชั่วโมง ผมจำได้ว่าผมขออนุญาตแม่เล่นน้ำหน้าบ้านสักครึ่งชั่วโมงเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์น้ำท่วมจึงรู้สึกสนุกสนานมาก แม่บอกว่าให้รีบๆหน่อยเดี๋ยวน้ำท่วมมากแล้วจะไปไม่ได้ ระหว่างทางที่พ่อขับรถไปส่ง ผมเห็นน้ำไหลทะลักจากฝั่งโขงเข้ามาอย่างรุนแรง ความสนุกของผมเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและความเป็นห่วงเป็นใยพ่อแม่ว่าจะขับรถกลับมาทันหรือไม่ แล้วจะอยู่กันอย่างไร ตลอดทางบนรถไฟผมร้องไห้มาตลอดโดยมีพี่สาวและพี่ชายคอยปลอบ พอมาถึงกรุงเทพผมพยายามฟังข่าวน้ำท่ามก็ไม่มีข่าวเวียงจันทน์เลย ได้แต่ฟังข่าวหนองคาย การติดต่อกับพ่อแม่เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนต่างจากเดี๋ยวนี้มาก กว่าจะรู้ข่าวว่าพ่อ-แม่เป็นอย่างไรบ้างก็อีกหลายวันเพราะต้องรอจดหมาย น้ำท่วมทางขาดก็ส่งมาไม่ได้ ยิ่งเพิ่มความเป็นห่วงมากขึ้น


พอได้ข่าวจากพ่อ-แม่ก็รู้สึกดีใจที่ท่านทั้งสองปลอดภัย ท่านเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่มาส่งผมที่ท่าเดื่อแล้วท่านก็รีบขับรถกลับไปเวียงจันทน์โดยด่วน พยายามลัดเลาะเส้นทางที่ไม่ท่วมจนมาถึงบ้าน พ่อเห็นท่าไม่ค่อยดี น้ำท่วมขึ้นมาไม่ยอมหยุด พ่อเลยขับรถไปบริเวณที่ดอนที่น้ำไม่ท่วม พ่อเล่าว่าเอารถไปฝากไว้ที่บ้านเพื่อนแถวๆพระธาตุหลวงซึ่งเป็นที่ดอน ดังจะเห็นในรูปว่าเป็นเนินขึ้นไป ตลาดเช้าที่มีผู้คนคึกคักก็กลับหงอยเหงาเพราะมีน้ำเจิ่งนองเต็มไปหมด ภาพบนแสดงให้เห็นบริเวณรอบๆตลาดเช้าตอนน้ำไม่ท่วม กับตอนน้ำท่วมที่มีตัวหนังสือกำกับ


แม่เล่าว่าน้ำท่วมคราวนั้นหนักมากอยู่นานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว บ้านเช่าของเราที่เวียงจันทน์ (ความจริงมีรูปอยู่แต่อยู่ในกล่องไม่รู้ว่ากล่องไหนเพราะเยอะแยะไปหมด) เป็นบ้าน 2 ชั้น แม่บอกว่าน้ำท่วมสูงราว 3 เมตร ชั้นล่างใช้งานไม่ได้เลย ต้องอาศัยอยู่แต่ชั้น 2 ไฟฟ้าก็ต้องถูกตัด พ่อผมเคยเป็นนายหทารได้รับรางวัลว่ายน้ำและดำน้ำ พ่อไม่กลัวน้ำ กลับสนุกหาไม้มาต่อเป็นเรือให้แม่ใช้ช่วงน้ำท่วม ใช้พายไปบรเวณใกล้ที่น้ำไม่ท่วมก็จะมีชาวบ้านเอาสินค้ามาขาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของจำเป็นในการดำรงชีวิต แม่เล่าว่าเคยเจอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาแล้ว เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485


แม่เล่าเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพครั้งนั้น ฟังดูเหมือนผู้คนสมัยนั้นไม่ค่อยเดือดร้อน กลับสนุกสนานเพราะไม่เคยเจอมาก่อน แล้วได้เล่นน้ำพายเรือเกี้ยวกันด้วยใบหน้ายิ้มแบ้มแจ่มใส แม่เล่าว่าน้ำท่วมที่นั่นที่นี่ในกรุงเทพ ผู้คนอยู่กันอย่างไร ผมได้แต่จินตนาการ จนกระทั่งมาได้เห็นภาพยนต์เหตุการณ์ครั้งนั้นที่ถ่ายทำโดยศิลปินแห่งชาติ คุณแท้ ประกาศวุฒิสาร แม่ผมเล่าให้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่พอมาดูหนังเหตุการณ์นี้จริงๆ ยิ่งตื่นเต้นมากกว่าที่ได้ยินแม่เล่าให้ฟังเสียอีก เชิญขมครับ


คลิกที่นี่ >>>> อ้างอิง  ;น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485







แม่เล่าว่าสมัยนั้นแม่มาพายเรือเล่นแถวๆหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย สาวๆทั้งหลายแม้ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วมก็แต่ตัวกันอย่างสวยและสวมหมวกเก๋ๆ ดูแล้วน่าสนุกมากกว่าจะลำบาก



ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1021 24 ก.ย. 2554 (11:55)


หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม 222834


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1022 26 ก.ย. 2554 (00:48)

คลิกที่นี่ >>>> อ้างอิง : น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485
ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834


เพื่อให้ได้บรรยากาศมากขึ้นอีกหน่อย ผมได้เอาหนังของ ศิลปินแห่งชาติ คุณแท้ ประกาศวุฒิสาร มาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวดังนี้ครับ





ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1023 27 ก.ย. 2554 (00:48)

คลิกที่นี่ >>>> อ้างอิง : น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485
ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834







ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1024 27 ก.ย. 2554 (19:43)

คลิกที่นี่ >>>> อ้างอิง : น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485
ฟังเพลงประกอบภาพที่นี่ครับ >>>> 222834


ในการถ่ายภาพยนต์ที่กล้องมีการเคลื่อนที่ หรือกล้องอยู่นิ่งแต่วัตถุเคลื่อนที่ เราสามารถเอาภาพที่ถ่ายจากตำแหน่งต่างกัน 2 ตำแหน่งมาทำเป็นภาพ 3 มิติได้เช่นกัน จาหหนังของศิลปินแห่งชาติ คุณแท้ ประกาศวุฒิสาร เราสามารถเอามาทำภาพ 3 มิติได้ดังต่อไปนี้ แต่ต้องใช้แว่นตาดูภาพ 3 มิติช่วย รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างภาพ 3 มิติ ท่านสามารถอ่านได้ที่นี่ครับ >>>>  ภาพสามมิติ






แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1025 2 ต.ค. 2554 (00:10)

สมัยก่อนนี้ครูเคยสอนเราเกี่ยวกับหลักการของการกรองน้ำอย่างง่ายโดยเอาวัสดุต่างๆมาเรียงกันเป็นชั้นๆ แล้วให้น้ำที่เราต้องการกรองผ่านชั้นวัสดุต่างๆ เช่น ชั้นของก้อนกรวดขนาดเล็ก ผ่านชั้นของถ่านไม้เพื่อดูดกลิ่นเหม็นออก แล้วก็ผ่านชั้นของทรายละเอียดเพื่อกรองตะกอนและฝุ่นละอองเล็กออก น้ำที่ไหลออกมาก็จะใสและปราศจากกลิ่น



ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 มีการพานักเรียนลูกเสือไปเข้าค่ายพักแรมที่มหาชัย ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 61-62 >>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/2 ผมจำได้ว่า "ครูปัญหา" (รูปในวงกลม) เคยเล่าให้ฟังว่า เราสามารถเอาเป้ลูกเสือไปตักน้ำแทนภาชนะได้โดยน้ำไม่ไหลรั่วออกมา ตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยนั้นผมก็ไม่เข้าใจหลักการว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นอกจากนั้น ครูปัญหาได้ทดลองกรองน้ำบาดานโดยขุดหลุมในดินแล้วให้น้ำไหลผ่านชั้นดิน ชั้่นหิน ชั้นทรายออกมาในหลุม แต่ดูเหมือนน้ำที่ผ่านการกรองแบบนี้และไหลออกมาก็ยังดูขุ่น ลูกเสือที่ยืนดูอยู่รอบๆไม่มีใครกล้าดื่มน้ำกรองนี้สักคน



เมื่อผมได้ประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เวียงจันทน์ ดังที่เล่าให้ฟังแล้วข้างต้น ผมก็เห็นผู้คนเอากระสอบทรายมากั้นน้ำ สมัยนั้นผมรู้สึกงงและสงสัยมากว่า เพราะเหตุใดในการกรองน้ำโดยมีชั้นทราย น้ำจึงไหลผ่านทรายออกมาได้ แต่พอเอาทรายใส่ถุงกระสอบแล้วเอาไปกั้นน้ำท่วม น้ำก็ไม่ไหลผ่านทรายออกมา ป้องกันน้ำท่วมได้ ผมสงสัยอยู่นานหลายปี ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับ "แรงตึงผิวของน้ำ" แม้ครูจะเคยสอนแล้วก็ยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1026 6 ต.ค. 2554 (03:10)


มีสิ่งที่แปลกประหลาดที่น่าสนใจมากมายในโลกนี้ที่เกี่ยวกับโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบอันสำคัญของสิ่งมีชีวิต นั่นคือ "น้ำ"



ลักษณะที่สำคัญของน้ำก็คือ น้ำเป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอมและออกซิเจน 1 อะตอม ในรูปบนขวามือ จะเห็นว่าโมเลกุลของน้ำมีการกระจายของประจุไฟฟ้าในลักษณะที่ทำให้เกิดขั้วไฟฟ้าขึ้น 2 ขั้วคือ บวก และ ลบ ทางด้านอะตอมทั้งสองของไฮโดรเจนจะมีแนวโน้มเป็นประจุบวก ในขณะที่ทางด้านใกล้อะตอมของออกซิเจนจะเป็นประจุลบ ดังนั้นเมือโมเลกุลของน้ำตั้งแต่ 2 โมเลกุลมาใกล้กัน ด้านที่มีประจุต่างกันก็จะมีแรงดึงดูดกันที่เราเรียกว่า "พันธะไฮโดเจน" เมื่อมีโมเลกุลของน้ำจำนวนมาก จะเกิดแรงกริยาระหว่างประจุอยู่ทั่วไป และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากโมเลกุลของน้ำมีพลังงานจลน์ที่ทำให้โมเลกุลของน้ำเคลื่อนที่ หากเราทำให้พลังงานจลน์ของน้ำลดลง เคลื่อนที่น้อยลง ก็จะทำให้โมเลกุลของน้ำอยู่เกาะกันแน่นมากขึ้น คือเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง



 


ถ้าหากน้ำในสถานะที่เป็นของเหลว เมื่อได้รับความร้อน ก็จะมีบางโมเลกุลที่ได้รับพลังงานจลน์มากขึ้น ทำให้วิ่งหลุดออกมาจากน้ำของเหลวกลายเป็นไอ หรืออยู่ในสถานะเป็นก๊าซนั้่เอง ดังแสดงในรูป พลังงานความร้อนที่ทำให้น้ำกลายเป็นไอเราเรียกว่า "ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ"



ที่บริเวณรอยต่อระหว่างผิวน้ำและอากาศ โมเลกุลของน้ำที่บริเวณผิวน้ำจะมีการเรียงตัวกันโดยอาศัยแรงระหว่างประจุหรือพันธะไฮโดเจนทำให้เกิดความตึงผิว เปรียบเสมอนแผ่นผ้าใบที่ขึงปกคลุมผิวน้ำ ดังนั้นหากเราเอาวัตถุบางชนิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่าแรงตึงผิวของน้ามาวางบนผิวน้ำ เช่นคลิปหนีบกระดาษ ก็จะปรากฏว่า คลิปหนีบกระดาษสามารถวางอยู่บนผิวน้ำได้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1027 6 ต.ค. 2554 (22:55)


แรงตึงผิวของน้ำช่วยทำให้เกิดเป็นหยดน้ำ รูปบนเป็นรูปการเกิดหยดน้ำในสภาพไร้น้ำหนัก ซึ่งถ่ายในอวกาศ



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1028 7 ต.ค. 2554 (00:59)


"น้ำ" ได้รับสมญานามว่าเป็นตัวทำละลายแห่งจักรวาล หรือ The Universal solvent ก็เนื่องจากคุณสมบัติทางไฟฟ้าของโมเลกุลของน้ำที่เป็นแบบมี 2 ขั้ว หรือ Electric diploe molecule นั่นเอง เมื่อนำสารประกอบบางชนิด เช่นเกลือแกง NaCl ซึ่งเป็นสารประกอบไอออนนิก เมท่อนำไปละลายน้ำ โมเลกุลของน้ำที่มีลักษณะมีขั้วไฟฟ้านี้จะเข้าไปจับกับอะตอมของ NaCl โดยประจุลบทางออกซิเจนจะไปจับกับ Na+ และประจุบวกทางไฮโดรเจนจะไปจับกับ Cl- และเพื่อจะทำให้เกิดการกระจายประจุไฟฟ้าให้สมดุลย์ NaCl จึงถูกแยกออกจากกัน เกิดเป็น "อออนของ Na+ และ Cl- ละลายอยู่ในน้ำอย่างอิสระ เมื่อเกิดมีประจะอิสระในสารละลายนี้ สารละลายนี้จึงสามารถนำไฟฟ้าได้ ที่เราเรียกว่า สารละลายอิเล็กโตรไลท์ (Electrolytic aqueius solution) รูปอ้างอิง http://www.chemistryland.com/CHM130S/13-Liquids/LiquidsSolutions.html#


 



นอกจาก NaCl แล้วยังมีสารอีกหลายชนิดที่เมื่อละลายในน้ำแล้วจะแตกตัวเป็นไอออน เช่น NaOH หรือโซดาไฟ


หากเราละลายโซดาไฟ หรือ NaOH เล็กน้อยด้วยน้ำแล้วเทลงในจานเพาะเชื้อ นำแผ่นโลหะบางๆมาตัด ดัดให้เป็นวงวางลงในจานเพาะเชื้อดังรูปและต่อกับขั้วลบของถ่านไฟฉาย ตรงกลางจานเพาะเชื้อมีแท่งโลหะทำหน้าที่เป็นขั้วไฟฟ้าต่อเข้ากับขั้วบวกของถ่านไฟฉาย ใต้จานเพาะเชื้อนำแท่งแม่เหล็กไปวางไว้ เมื่อ NaOH ละลายน้ำ จะได้สารละลายที่มี Na+ และ OH- ละลายอยู่ ทั้งสองตัวนี้เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เมื่อนำขั้วไฟฟ้าบวกและลบมาจุ่มลงในสารละลาย Na+ จะวิ่งไปที่ขั้วลบเพื่อทำให้ตัวเองเป็นกลาง ขณะเดียวกัน OH- ก็จะวิ่งไปที่ขั้วบวก ขณะที่อนุภาคเคลื่อนที่นี้ มันจะเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดแรงLorentz กระทำต่ออนุภาคในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากอนุภาคทั้งสองมีประจุต่างกัน และเคลื่อนที่ในทิศทางที่สวนกัน อนุภาคจะเคลื่อนที่เป็นวงกลม จะเห็นสารละลายมีการไหลวน สังเกตได้จากเศษผงที่โรยลงไปในสารละลาย จะเห็นเศษผงเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบแกนกลาง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1029 7 ต.ค. 2554 (01:29)


มีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับโมเลกุลมีขั้วไฟฟ้าของน้ำก็ คือ การทำงานของเตาอบไมโครเวฟ ไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงคลื่นวิทยุ ที่มีความถี่ราว 2450 เมกะเฮิรตซ์ (หรือความยาวคลื่น 12.24 เซนติเมตร) เมื่อไมโครเวฟผ่านเข้าไปในอาหาร โมเลกุลของน้ำที่อยู่ในอาหาร ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีขั้วไฟฟ้า คือ มีประจุบวก และ ประจุลบที่ขั้วตรงกันข้าม จะดูดกลืนพลังงานของคลื่นที่ผ่านเข้าไป สนามไฟฟ้าของไมโครเวฟ จะเหนี่ยวนำโมเลกุลเหล่านี้ให้หมุนขั้วเพื่อปรับเรียงตัวตามสนามไฟฟ้าของไมโครเวฟที่เปลี่ยนแปลงสลับไปมา จึงส่งผลให้โมเลกุลเหล่านี้หมุนกลับไปมาและขัดสีกันทำให้เกิดความร้อนขึ้น ดังแสดงในรูปข้างบน มีการทดลองที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับโมเลกุลของน้ำคือ จุดหลอดนิออนด้วยหยดน้ำ  http://www.vcharkarn.com/vcafe/153860  <<< คลิกที่นี่


 


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1030 8 ต.ค. 2554 (06:54)


เมื่อน้ำก่อตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ ที่ผิวของหยดน้ำจะมีความตึงผิว และหากหยดน้ำนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักไม่มากและอยู่บนพื้นผิวที่มีลักษณะเป็นรูพรุนหรือมีลักษณะเป็นขนๆ เช่นผิวของใบบัว หรือเสื้อผ้าที่มีเส้นใยกันน้ำ แรงกดจากขนแต่ละเส้นที่กดลงบนหยดน้ำ หากน้อยกว่าแรงตึงผิวของน้ำ หยดน้ำนี้ก็ไม่สามารถแทรกซึมลงไปบนพื้นผิวนั้นๆได้ 



ข้างบนเป็นภาพขยายของหยดน้ำที่อยู่บนใบบัวที่มีลักษณะเป็นขนๆ จะเห็นว่าหยดน้ำไม่แตกออกซึมลงบนใบบัว เนื่องจากความตึงผิวของน้ำนั่นเอง ดังคำพังเพยของไทยที่ว่า "น้ำกรอกลิ้งบนใบบอน (หรือใบบัว)" ดูรายละเอียดที่นี่ >>> ปรากฏการณ์ น้ำกลิ้งบนใบบัว


นี้จึงตอบข้อสงสัยที่ "ครูปัญหา" ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อน เคยบอกว่าเราสามารถเอาเป้ลูกเสือไปตักน้ำได้โดยน้ำไม่รั่วออกมา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1031 9 ต.ค. 2554 (01:53)

หากเรามองที่หยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว บางทีเราจะเห็นว่ามันเป็นเงาวาว ดูเหมือนจะสะท้อนแสงได้ ที่เป็นดังนี้ เพราะว่าหยดน้ำที่อยู่บนใบบัวที่มีลักษณะเป็นขนๆ ซึ่งน้ำซึมเข้าไปไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างของอากาศระหว่างหยดน้ำกับตัวใบบัว ที่รอยต่อของอากาศและน้ำซึ่งมีค่าดัชนีหักเหต่างกัน จะเกิดปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมดภายในของแสง เห็นเป็นเหมือนกระจกเงา ดังที่แสดงอธิบายในรูป



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1032 9 ต.ค. 2554 (02:31)


ผมลองทำการทดลองแสดงให้เห็นปรากฏการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ โดยใช้ช้อนโลหะเอามารมกับควันเทียนไขให้เป็นเขม่าหนาเคลือบช้อนโลหะ เขม่าที่เคลือบช้อนอยู่นี้ จะมีรูพรุนเล็กๆอยู่ทั่วไป เมื่อนำช้อนที่มีเขม่าเคลือบอยู่นี้จุ่มลงในน้ำ เนื่องจากที่ผิวน้ำมีความตึงผิวไม่สามารถซึมเข้าไปในเขม่าได้จึงเกิดเป็นช่องว่างของอากาศระหว่างเขม่ากับน้ำ จึงเกิดการสะท้อนกลับหมดภายในของแสง หากมองบางมุมที่น้อยว่ามุมวิกฤติ เราก็จะเห็นเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนแสง ดังแสดงในรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1033 9 ต.ค. 2554 (22:21)

ปรากฏการณ์เกี่ยวกับน้ำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากโมเลกุลที่มีขั้วไฟฟ้าของน้ำก็คือ Capillary action


ผมมีหลอด Capillary และปรอทอยู่ที่บ้าน ก็เลยอยากทดลองให้ดู ผมเก็บปรอทไว้ห่างไกลจากเด็กตั้งแต่ผมใช้ในการทดลองตอนเรียนปริญญาโท เดี๋ยวนี้เด็กที่บ้านผมโตเป็นแล้ว ก็เลยเอาปรอทออกมาทดลองดู สังเกตดูขนาดของปรอท 1 กิโลกรัมเปรียบเทียบกับเหรียญ 1 บาท




ผมใช้หลอดแก้ว และ หลอด capillary ของเหลวที่ใช้คือ น้ำใส่สีแดง และปรอท


เมื่อเอาหลอด capillary ปลายเปืด จุ่มลงในน้ำที่มีสีแดง จะเกิด Capillary action ระดับน้ำในหลอด Capillary จะสูงขึ้นมา แต่เมื่อทดลองกับปรอทจะไม่เกิด



 เมื่อน้ำซึมผ่านกองทราย โมเลกุลของน้ำจะเข้าไปบรรจุอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดทรายแต่ละเม็ด และเกิด Capillary action



เมื่อเปรียบเทียบทรายในเครื่องกรองน้ำกับกระสอบทรายที่ใช้กั้นน้ำท่วม จะพบว่าน้ำที่ไหลผ่านเครื่องกรองน้ำนั้นมีแรงดันเนื่องจากมวลของน้ำในแนงดิ่ง ซึ่งมีค่ามากกว่าแรงตึงผิวของน้ำในช่องว่างระหว่างเม็ดทราย น้ำจึงไหลออกมาได้ เปรียบเทียบกับ แรงดันด้านข้างของน้ำที่กระทำต่อกระสอบทราย จะน้อยกว่าแรงตึงผิวของน้ำ ดังนั้นแรงตึงผิวของน้ำที่ยึดเกาะติดระหว่างเม็ดทรายจึงช่วยกันน้ำท่วมได้ หากมีกระสอบทรายเรียงกันหลายชั้นก็ยิงเพิ่มแรงตึงผิวช่วยกันน้ำ




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1034 10 ต.ค. 2554 (14:23)


ตอนนี้ตามร้านค้าสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จะเห็นว่าน้ำดื่มแพ็คใหญ่ๆ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทบจะไม่เหลือบนชั้นวางสินค้าเลย คิดเล่นๆ แปลกดีน้ำท่วมมากมาย แต่น้ำดื่มขายหมดไม่มีดื่ม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1035 12 ต.ค. 2554 (06:22)

1.  ถ้ากระสอบที่บรรจุทราย เป็นกระสอบป่าน จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?   (ไม่คำนึงถึงราคาและความทนทานของกระสอบ)
2.  ถ้าสิ่งที่บรรจุในกระสอบไม่ใช่ทราย เป็นอย่างอื่นที่มีขนาดเล็ก ๆ เช่นกัน และไม่ละลายน้ำ จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?    (ไม่คำนึงถึงราคาวัสดุ)


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1036 12 ต.ค. 2554 (11:56)

ดังที่ได้เล่าให้ฟังแล้วว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้กันน้ำได้ก็คือความตึงผิวของน้ำอันเกิดจากคุณสมบัติพิเศษของโมเลกุลของน้ำที่มีขั้วไฟฟ้า ดังนั้นหากมีวัสดุใดที่โมเลกุลของน้ำไม่สามารถมีแรงทางไฟฟ้าไปยึดเหนี่ยวเกิดเป็นความตึงผิวแล้ว มันก็จะไม่มีแรงตึงผิวต้านแรงดันน้ำ(ที่ท่วม) จากคำถามของครูไผ่ที่ว่า...


1.  ถ้ากระสอบที่บรรจุทราย เป็นกระสอบป่าน จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?   (ไม่คำนึงถึงราคาและความทนทานของกระสอบ) >>>> ตัวที่ทำให้เกิดแรงตึงผิวหลักๆที่ต้านน้ำท่วมคือเม็ดทรายแต่ละเม็ดที่มีโมเลกุลของน้ำไปทำให้เกิดแรงตึงผิว ดังนั้นจะใช้กระสอบอะไรก็ได้ที่ยึดเม็ดทรายไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดแรงตึงผิว


2.  ถ้าสิ่งที่บรรจุในกระสอบไม่ใช่ทราย
เป็นอย่างอื่นที่มีขนาดเล็ก ๆ เช่นกัน และไม่ละลายน้ำ
จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?    (ไม่คำนึงถึงราคาวัสดุ) >>>> คำตอบเหมือนที่กล่าวข้างต้นคือ จะเป็นเม็ดเล็กๆอะไรก็ตามที่น้ำสามารถยึดเกาะด้วยแรงทางไฟฟ้าแล้วเกิดแรงตึงผิว ก็จะสามารถต้านแรงดันน้ำท่วมได้ครับ



มีโมเลกุลหรืออนุภาคอื่นๆเหมือนกันที่น้ำไม่สามารถยึดเกาะได้ เช่นน้ำมัน น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ จึงไม่สามารถยึดเกาะกันเกิดแรงตึงผิวของน้ำ จึงต้านแรงดันน้ำท่วมไม่ได้


อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ สารที่ทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก เช่นพวกสบู่หรือผงซักฟอก เราอาจจะเคยสังเกตเห็นว่าตอนที่เราซักกางเกงยีนส์ เมื่อจุ่มกางเกงลงในน้ำ น้ำจะไม่ค่อยซึมเข้าไปในเนื้อผ้า (เหมือนกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วเกี่ยวกับการใช้เป้ลูกเสือตักน้ำ) เมื่อเราใช้ผงซักฟอกหรือสารพวกน้ำยาล้างจาน มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำจึงแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าได้ กระสอบทรายกันน้ำท่วมก็เช่นเดียวกัน หากเราเอาผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าไปลาดลงบนกองทรายหรืดกระสอบทรายกันน้ำ มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำก็จะไหลซึมออกมา กันน้ำไม่อยู่ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1037 12 ต.ค. 2554 (17:56)

สบู่ ผงซักฟอกและยาสระผม มีผลต่อแรงตึงผิวของน้ำอย่างไรครับ


คำถามนี้มีความสำคัญมากสำหรับผู้ถาม
กรุณาตอบให้ด้วยครับ


จาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1036
"อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ
สารที่ทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก เช่นพวกสบู่หรือผงซักฟอก
เราอาจจะเคยสังเกตเห็นว่าตอนที่เราซักกางเกงยีนส์ เมื่อจุ่มกางเกงลงในน้ำ
น้ำจะไม่ค่อยซึมเข้าไปในเนื้อผ้า
(เหมือนกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วเกี่ยวกับการใช้เป้ลูกเสือตักน้ำ)
เมื่อเราใช้ผงซักฟอกหรือสารพวกน้ำยาล้างจาน
มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำจึงแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าได้
กระสอบทรายกันน้ำท่วมก็เช่นเดียวกัน
หากเราเอาผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าไปลาดลงบนกองทรายหรืดกระสอบทรายกันน้ำ
มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำก็จะไหลซึมออกมา กันน้ำไม่อยู่ครับ"


คงจะคิดว่าอธิบายอย่างละเอียดแล้วจึงไม่ตอบอีก
ที่ผมถามก็เพื่อจะให้ยืนยันคำตอบเท่านั้น


งั้น ผมขอถามต่อไปก็แล้วกันนะครับ
ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1038 15 ต.ค. 2554 (17:27)
ผมก็มีคำถามครับ แล้วทำไมน้ำจึงไม่สามารถยึดเกาะกับหยดน้ำมันได้ครับ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ
Davidply (IP:58.11.130.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1039 16 ต.ค. 2554 (09:26)

อืม ! สองเรื่องนี้ไ่ม่มีคนตอบได้แฮะ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1040 16 ต.ค. 2554 (09:41)

ตอบได้แน่นอนครับ พร้อมมีรูปการทดลองเด็ดๆด้วย แต่ขอเวลาวิดน้ำกับตรวขข้อสอบพร้อมรับมือกับ สมศ.ก่อนนะครับ


อยากให้ สมศ.ไปตรวจดูห้องทำงานของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลดูบ้างจังเลย


ผมเคยทำงานเป็นผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยลอนดอน ที่เขาเข้ามาช่วยรับรองประกันมาตรฐานการศึกษาให้ แต่ละปีเราต้องจ่ายเงินให้เขาหลายล้านบาท แต่ก็ต้องมาพบกับกรรมการที่มาตรวจจากภายนอก วิจารณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าทำแบบนี้แล้วจะไม่ได้มาตรฐาน เราประชุมกันอยู่นานและหลายรอบ มี Professor จากอังกฤษมาร่วมด้วย เพราะเขาจะมาช่วยประกันการศึกษา เถียงกันอย่างมาก กรรมการจากทบวงมหาวิทยาลัยสมัยนั้นมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เถียงกับฝรั่งว่าถ้าทำแบบฝรั่งจะไม่ผ่านการประกันคุณภาพ จนในที่สุด Professor ฝรั่งเหลืออด จึงถามออกไปว่า มหาวิทยาลัยที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิมานั้น หลังจากประกันคุณภาพแล้ว มีใครเคยได้รับรางวัลโนเบลหรือไม่ ที่ประชุมเงียบไปสักพักหนึ่ง พร้อมกับใบหน้ากรรมการที่เริ่มแดง Professor ฝรั่งก็เลยพูดต่อไปว่า ระบบของเขาอาจจะไม่ผ่านมาตรฐานของไทย แต่มหาวิทยาลัยของเขาทำแบบไม่ได้มาตรฐานของไทยแล้ว มีคนได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วถึง 4 คน คราวนี้นอกจากหน้าแดงแล้ว ยังแทบจะมีควันออกจากหัวและหูเสียด้วยซ้ำไป


ขอบคุณที่สนใจและรอคอย พอๆกับการรอคอยของหลายคนที่ลุ้นว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม


ระหว่างนี้ดู Video ไปก่อนครับ >>>


 


 


 


 


 


สื่อเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย ตอน 1
สื่อเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย ตอน 2




The Lazy Switch : Chindogu Concept


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1041 17 ต.ค. 2554 (01:30)

ก่อนที่จะตอบคำถามสองข้อนี้ จะต้องเล่าเรื่องประกอบบางอย่างก่อน เพื่อใครที่ไม่มีพื้นจะได้ติดตามได้



หากเราดูที่ตารางธาตุ จะพบว่ามีธาตุต่างๆมากมาย ทั้งโลหะ อโลหะ และธาตูที่มีแนวโน้มที่จะเป็นได้ทั้งโลหะและอโลหะ หรือกึ่งตัวนำ ก็คือธาตุที่อยู่ตรงขั้นบันไดเส้นสีดำในตาราง ธาตุที่มีความเป็นโลหะมากที่สุดคือพวกโลหะแอลคาไล พวกนี้มีแน้วโน้มที่จะบริจาคอิเล็กตรอนให้ธาตุอื่น แล้วตัวเองมีแนวโน้มมีประจุเป็นบวก ธาตุที่เป็นอโลหะค์อพวกที่อยู่ตรงที่สีสีเขียว ที่เป็นอโลหะมากที่สุดคือพวกที่ฮาโลเจน ขอบขวาสุดของพวกสีเขียว พวกนี้มีแนวโน้มที่จะรับอิเล็กตรอนเพื่อบรรจุลงในวงโคจรให้เต็ม พวกนี้จึงมีแน้วโน้มที่จะมีประจุลบ


เมื่ออะตอมของธาตุทั้งที่เป็นธาตุเดียวกันและคนละธาตุ มันจะมีแน้วโน้มที่จะแลกเปลี่ยนการกระจายของอิเล็กตรอนที่วิ่งรอบๆเพื่อให้เสถียรที่สุด บางพวกที่มีอิเล็กตรอนเต็มวงแล้วก็จะไม่ค่อยมีปฏิกริยาแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอน เช่นพวกแก๊สเฉื่อยๆต่างๆ เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนอิเล้กตรอนหรือเข้ารวมตัวกันโดยมีค่าพลังงานต่ำสุดก็จะเกิดเป็นโมเลกุล โมเลกุลของสารบางตัวจะมีการกระจายของอิเล็กตรอนไม่สม่ำเสมอเกิดเป็นขั้วไฟฟ้าบวกและขั้วไฟฟ้าลบ เช่นโมเลกุลของน้ำ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


โซเดียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มให้อิเล็กตรอน คลอรีนเป็นอโลหะที่มีแนวโน้มจะรับอิเล็กตรอน เมื่อธาตุทั้งสองมาเจอกัน ก็จะชอบกันมาก เพราะฝ่ายหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่งรับอิเล็กตรอน จึงรวมตัวกันอย่างดีกลายเป็น โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง ทั้งโซเดียมและคลอรีนในผลึกของเกลือแกงอยู่กันอย่างแนบแน่นด้วยแรงทางไฟฟ้าหรือที่เราเรียกว่าแรงคูลอมป์  หากเป็นประจุบวกและประจุลบมาใกล้กันจะดูดกันด้วยแรงคูลอมป์ที่แรงมาก แต่เมื่อใดก็ตามที่ประจุบวกมาเจอกับประจุบวก และประจุลบมาเจอกับประจุลบ


แรงในจักรวาลนี้มี 4 ชนิดคือ
1.แรงโน้มถ่วง
2.แรงไฟฟ้า
3.แรงนิวเคลียร์
4.แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน


122323


หนึ่งในแรงทั้งสี่นี้คือแรงทางไฟฟ้า
หรือเรียกว่าแรงคูลอมป์ มีความสัมพันธ์
ดังสมการข้างต้น โดยในที่นี้เป็นความสัมพันธ์ของประจะไฟฟ้า
ถ้าเรามีประจุไฟฟ้า q1 คูลอมป์ และ q2 คูลอมป์ วางห่างกันเป็นระยะ r เมตร จะมีแรงกระทำระหว่างประจุทั้งสองด้วยแรง F นิวตัน โดยที่ kc เป็นค่าคงตัวทางไฟฟ้า
แรงนคูลอมป์นี้เป็นแรงที่ประจุทั้งสองต่างร่วมกระทำเช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง
แต่ต่างกันที่ แรงคูลอมป์นี้เป็นได้ทั้งแรงดูด และแรงผลัก
ถ้าประจุเหมือนกัน  เช่น ประจุบวกทั้งคู่ หรือประจุลบทั้งคู่
แรงที่เกิดขึ้นก็เป็นแรงผลัก ถ้าประจุทั้งสองต่างกัน
คือเป็นประจุบวกและประจุลบ ก็จะเป็นแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน
แรงคูลอมป์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างประจุ
r เช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง


 



ผลึกพวกเดียวกับเกลือแกง ที่อะตอมยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงทางไฟฟ้าอย่างแรง ดูๆน่าจะแข็งแรง แต่กลับปรากฏว่าผลึกพวกนี้เปราะ แตกง่าย ที่แตกง่านก็เพราะแรงทางไฟฟ้าอีกเช่นเดียวกัน คือหากเราใช้ของแข็งทุกที่ก้อนผลึก ทำให้บางส่วนของก้อนผลึกบริเวณที่ถูกทุบนั้นเลื่อนไป และหากได้ตำแหน่งพอเหมาะที่ประจุบวกมาเจอกับประจุบวก และประจุลบมาเจอกับประจุลบ มันจะผลักกันอย่างแรงทำให้ผลึกแตกออก ซึ่งหากเราดูตรงบริเวณรอยแตกจะเป็นว่าแตกออกนั้นจะราบเรียบ เพราะมันจะผลักกันทั้วแนว ดังแสดงในรูป


แล้วมันเกี่ยวกับแรงตึงผิวอย่างไร และเกี่ยวกับน้ำ-น้ำมันอย่างไร พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อครับ ขอไปวิดน้ำก่อน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1042 18 ต.ค. 2554 (00:40)

ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่ออะตอมของธาตุต่างๆมารวมตัวกันในแบบแลกเปลี่ยนหรือใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน ลักษณะโครงสร้างของโมเลกุลจะแตกต่างกันไป บางโมเลกุลจะมีการกระจายในลักษณะที่ประจุบวกและประจุลบกระจายออกเป็นขั้ว เช่นน้ำ ดังนั้นจะมีประจุที่จะดึงดูดหรือผลักกับโมเลกุลอื่นๆ แต่ก็มีบางโมเลกุลที่มีการกระจายของโมเลกุลอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมือนกับสมดุลย์ทางไฟฟ้า ไม่มีขั้วไฟฟ้าที่จะไปดูดกับโมเลกุลอื่น หรือดูดได้อ่อนมาก



โมเลกุลของผงซักฟอกหรือสบู่นั้นมีลักณะเป็นโมเลกุลที่มีหางยางมาก แต่ตรงปลายด้านหนึ่งของโมเลกุลมีการกระจายของประจุแบบเกิดเป็นขั้วไฟฟ้าขึ้นมา สามารถดูดกับโมเลเกุลอื่นที่มีขั้ว เช่น โมเลกุลของน้ำ ส่วนหางของมันมีการกระจายของประจุสม่ำเสมอ หรือเป็นกลาง ไม่มีประจุไฟฟ้าเป็นขั้วดูดกับใคร การที่น้ำไม่ดูดกับน้ำมันก็เพราะว่า โมเลกุลของน้ำมันมีการกระจายประจุแบบสมดุลย์ ไม่มีขั้วไฟฟ้าให้เกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้าหรือแรงคูลอมป์กับน้ำนั่นเอง



ที่ผิวน้ำมีความตึงผิวเนื่องจากพันธะไฮโดรเจนของน้ำที่เรียงติดกันแผ่ออกไปปกคลุมผิวน้ำ ถ้าหากเราหยดน้ำสบู่หรือน้ำยาซักผ้าลงไปบนผิวน้ำ ปรากฏว่าตรงปลายโมเลกุลสบู่ที่มีขั้วจะไปจับกับโมเลกุลของน้ำ แตหางกลับไม่ดูดจึงเกิดการฉีกขาดของผิวน้ำ ทำให้เกิดการทำลายความตึงผิว หรืดดูเหมือนเกิดการฉีกขาดอย่างแรง ดังแสดงในรูป



พูดแบบนี้อาจมองไม่เห็นภาพจริง เพื่อที่จะให้เห็นภาพและเข้าใจยิ่งขึ้น จะขอแนะนำการทดลองอย่างง่าย โดยมีอุปกรณ์ที่หาได้รอบๆตัวคือ จานแก้วใส ผงแป้ง หลอดหยดน้ำสบู่ และน้ำเปล่า




เมื่อโรยผงแป้งน้อยๆลงบนผิวน้ำ จะเห็นเป็นฝ้าขึ้นบนผิวน้ำ ทำให้เราเห็นภาพเหมือนมีความตึงผิว ซึ่งถ้าเป็นน้ำใสๆเราจะมองไม่เห็นผิวน้ำ



เมื่อหยดน้ำสบู่ลงไป เราจะเห็นว่าผิวน้ำจะแตกแยกออกมาให้เห็นอย่างขัดเจน โดยดูจากฝ้าบนผิวน้ำนั้นจะหายวับไปทันที



แทนที่จะใช้ผงแป้งให้ยุ่งยาก เราอาจใช้เศษกระดาษบาๆเล็กๆโปรยลงบนผิวน้ำแทนก็ได้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าผิวน้ำแตกออกมาอย่างรุนแรง อย่างนี้ถ้าหากเราราดน้ำสบู้หรือน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างจานลงบนถุงทรายกันน้ำ รับรองได้ว่า น้ำจะไหลทะลุถุงทรายออกมาได้อย่างแน่นอน เพราะแรงตึงผิวของน้ำในระหว่างเม็ดทรายถูกทำลายนั่นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1043 18 ต.ค. 2554 (10:01)

กำลังติดตามอยู่อย่างจดจ่อ
ขออนุญาตแทรก (เพื่อแสดงว่าติตามอ่านอยู่)
1. ถ้าใช้เล็บขูดสบู่เป็นชิ้นเล็กๆแล้วท้ิงลงบนผิวน้ำ ดูแล้วจะสนุกมาก
2. ถ้าใช้สบู่ทาทาที่ปลายด้านหนึ่งของเศษวัสดุที่เบาๆที่ลอยน้ำได้แล้ววางที่ผิวน้ำ เศษวัสดุนั้นจะลอยวนไปมา โอ๊ย สนุกกว่า
3. ถ้าติดแผ่นวัสดุอีกแผ่นให้ตั้งฉากกับแผ่นวัสดุในข้อ 2 (ให้ทำหน้าที่คล้ายหางเสือเรือ)และทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 2  แผ่นวัสดุนั้นก็จะวิ่งเป็นแนวเส้นตรง
ของใครไปไกลที่สุดและตรงเป้าหมาย  ก็จะได้เขกเข่าคนอื่นๆ (ตามลำดับ)  สนุกที่สุด
4.ทำการทดลองเช่นเดียวกับ 2-3 แต่ ให้วิ่งเป็นเส้นโค้งแล้วไปโดนเป้า  เช่น ให้วิ่งไปนครนายกโดยให้ผ่านอยุธยาเสียก่อน อภิมหาสนุก


(ข้อ 4 ยังไม่เคยทำ เพราะมันหมดวัยเสียแล้ว เพียงแต่จินตนาการขึ้นมาเอง)
อธิบายไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด เศษวัสดุที่ทาสบู่จึงเคลื่อนที่ได้




NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1044 19 ต.ค. 2554 (04:41)

ขอบคุณ คุณ NpEd มากครับที่เข้ามาพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมที่เล่าให้ฟังข้างบนนี้ ผมก็เคยเล่นครับ สุดยอดสนุกตามประสาเด็กสมัยก่อน ว่าแต่ว่าสถานการณ์ที่บ้านของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ผมไปแถวๆ ดินแดงที่คุณอยู่ก็ยังดูปกติตีนะครับ



วิธีเล่นของผมทำอย่างนี้ครับ...... หากระดาษแข็ง หรือแผ่นโฟมบางๆมาตัดให้เป็นรูปเรือขนาดเล็ก และตัดเป็นช่องตรงกลางลำเรือ สำหรับเอาน้ำสบู่มาหยด เมื่อหยดน้ำสบู่ลงไปตรงช่องในรูป ทำให้ความตึงผิวของน้ำแตกออก มีแรงผลักไปข้างหลังทำให้เรือแล่นไปข้างหน้าตามกฏข้อสามของนิวตัน บางคนกลัวว่า ถ้าทำบ่อยครั้ง ในอ่างน้ำจะเต็มไปด้วยน้ำสบู่ ที่ทำให้น้ำไม่มีแรงตึงผิว จะเรือจะไม่วิ่งเหมือนตอนแรก เราอาจใช้แอลกอฮอล์มาแทนน้ำสบู่ก็ได้ เพราะเมื่อหยดแอลกอฮอล์ลงไปตรงช่อง แอลกอฮอล์จะละลายในน้ำ เกิดเป็นแรงผลักได้เหมือนกัน และสามารถหยดแอลกอฮอล์ได้อยู่เรื่อยๆ การทดลองนี้ก็คือการทดลองในข้อ 4 ของคุณ NpEd นั่นเอง


ยังมีการทดลองเกี่ยวกับแรงตึงผิวของน้ำอีกหลายอย่างที่ผมเล่นตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เช่น "จดหมายลับจากสบู่" ติดตามอ่านต่อในวันต่อๆไปนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1045 19 ต.ค. 2554 (10:51)

ผมก็มีสิ่งที่เล่นตอนเด็กๆ
แต่ยังไม่เล่า  เดียวจะออกทะเลไปโดยยังไม่ได้คำตอบ


ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1046 20 ต.ค. 2554 (07:43)

ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง



ที่เป็นฟองได้ก็เพราะว่า โมเลกุลพวกนี้ยาว จึงไปลดหรือทำลายความตึงผิวของน้ำ และทำให้ผิวน้ำมีลักษณะยืดหยุ่นได้ หากมีการไหล หรือ เขย่าน้ำสบู่ อากาศจะสามารถเข้าไปอยู่ใต้ผิวน้ำได้ง่ายกว่า เนื่องจากผิวมีลักษณะยืดหยุ่น เราจึงสามารถเปล่าอากาศเข้าไปได้อีก จึงเป็นฟองได้ใหญ่ขึ้น ซึ่งน้ำธรรมดาทำไม่ได้ เพราะแรงตึงผิวที่เกิดจากพันธะไฮโดรเจนของโมเลกุลของน้ำนั้นแรงมาก ไม่ยืดหยุ่น ฟองอากาศที่เกิดขึ้นจะอยู่ได้สักพักหนึ่ง เพราะผิวจะบางลงเรื่อยๆจนตึงถึงที่สุดแล้วจึงขาดหรือแตกออก หากเราต้องการให้ฟองอากาศนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นและคงอยู่ได้นาน เราจะต้องผสมสารบางอย่างลงไป ที่ทำให้ผนังของฟองสบู่ยืดหยุ่นได้และเหนียวแน่น ไม่แตกง่าย



ผมเคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ให้จัดนิทรรศการ "Discovery Room" ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ เป็นนิทรรศการที่ผู้ชมสามารถเข้ามาหยิบจับทดลองได้ จำนวน 20 การทดลอง และหนึ่งในการทดลองนั้นคือการสร้างฟองสบู่ขนาดใหญ่ สูตรของน้ำสบู่ที่ผมใช้ในนิทรรศการนี้เป็นดังนี้ครับ


น้ำยาล้างจาน:กลีเซอลีน:น้ำ  =   2 : 2 : 3 ผสมน้ำตาลทรายอีกนิดหน่อย แล้วหมักไว้ประมาณ 2 สัปดาห์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1048 20 ต.ค. 2554 (18:46)

ตอบ  ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1047


http://www.picza.net/uppic/pic/2011_10_20/351/351276fd96c6cc99d7cd7f38748ea4e3.jpg


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1049 20 ต.ค. 2554 (18:55)

เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1050 21 ต.ค. 2554 (00:22)

เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร



ตอนแรกที่ยังไม่จุ่มตะแกรงมุ้งลวดลงในน้ำ เราจะสามารถมองทะลุเห็นตุ๊กตาที่วางอยู่ข้างหลังได้ ต่อมาเมื่อจุ่มตะแกรงโลหะลงในน้ำแล้วยกขึ้นมา จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของตะแกรงมุ้งลวด พบว่าเราไม่สามารถมองผ่านตะแกรงมุ้งลวดเห็นตุ๊กตาได้
ต้องรอสักระยะหนึ่งพอแผ่นน้ำที่ติดอยู่บนช่องตะแกรงหายไป
ก็กลับมองเห็นตุ๊กตาได้



แม้น้ำจะเป็นของเหลวที่โปร่งใส สามารถมองทะลุผ่านไปได้ แต่เหตุใดเมื่อแผ่นน้ำไปติดอยู่บนช่องของตะแกรงลวดแล้ว เราจึงไม่สามารถมองทะลุเห็นตุ๊กตาที่วางอยู่ข้างหลัง จนเมื่อน้ำหายไปจึงกลับมองเห็น


ใครสามารถตอบได้ จะมีรางวัลมอบให้อย่างสาสม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1051 21 ต.ค. 2554 (09:48)

Bat man แปลว่า มนุษย์ค้างคาว
Spider man แปลว่าไอ้แมงมุม
Fishman แปลว่ามนุษย์มหัศจรรย์
ถ้าจำไม่ผิด ภาพข้างบนน่าจะเป็นชุดของ อเล็กซานเดอร์ ฟิชแมน

ผมสังเกตเห็นจากภาพบนใน #1050
ในจังหวะแรกยังเห็นภาพทะลุกระชอนเปียกน้ำได้เล็กน้อย
แล้วจะเห็นได้น้อยลง แล้วก็เห็นชัดขึ้น
ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่ ด้วยเป็นภาพที่เล่นวนไปเรื่อยๆ
ผมเดาว่า
ตอนที่ยกกระชอนขึ้นมาบังตุ๊กตาครั้งแรก ฟิลม์น้ำมีความหนาค่อนข้างสม่ำเสมอ
พอเวลาผ่านไปสักเล็กน้อย น้ำจะไหลลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก
ในขณะเดียวกันก็ยังถูกแรงตึงผิวดึงไว้
ผลก็คือความหนาของฟิลม์น้ำที่บังรูไว้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงพุ่งออกมาไม่เป็นเส้นตรง
ทำให้ภาพหายไปสักระยะเวลาหนึ่ง เมื่อน้ำหายไปจากรูกระชอน ก็กลับมาเห็นภาพตุ๊กตาชัดขึ้น

หากที่ผมเดาเป็นจริง ก็น่าจะมีบางมุมที่เห็นภาพขณะที่มองตรงไม่เห็น
อาจจะต้องมองให้แนวสายตาเป็นมุมเงยขึ้น

จะสาสมหรือไม่ เห็นจะต้องทดลองและดู


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26836 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1052 21 ต.ค. 2554 (12:51)

ใช่ครับเป็นชุดทดลองของ Prof.Fishman ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 647-650 >>> คลิกดูที่นี่ http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/7


 


ตอนนี้เรากำลังเขียนหนังสือร่วมกันเกี่ยวกับการทดลองต่างๆที่เราเคยทดลองแล้วได้ผลดี โดยเฉพาะการสอนแบบสาธิต ตอนนี้เขาเลยเชิญผมไปสอนที่รัสเซียทุกปี ปีกลายนี้โชคดี Fishman เชิญรัฐมนตรีศึกษาธิการมาฟังผมบรรยาย เป็นที่พอใจมาก ผมมีรูปลงหนังสือพิมพ์รัสเซียด้วย ท่านรัฐมนตรีศึกษาธิการก็เลยเชิญให้ผมไปบรรยายที่เมืองต่างๆในรัสเซียในปีหน้า ในเมืองไทยอยากให้มีคนเชิญไปบ้างจัง ไม่ค่อยยักมี วันอังคารนี้ผมก็ต้องบินไปสอนที่จีนกับมาเลเซียราว 10 วัน ดีที่บ้านอยู่สูง น้ำไม่ท่วม ไม่งั้นคงไม่กล้าไปต่างประเทศ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1053 21 ต.ค. 2554 (14:28)

น่าเสียดายแทนคนไทยทั้งหลายที่ไม่ได้ตัวดร.แขชนะไว้
ยังดีที่ท่านยังเมตตาหาโอกาสเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนๆชาวไทยได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การนำความรู้ความสามารถของท่านไปเผยแพร่ยังต่างแดนก็นับเป็นเกียรติยศของประเทศเราอย่างหนึ่ง

ก็ขอ

ขอนะครับ


ว่าหากท่านคิดว่ามีอะไรดีดี ก็นำมาฝากเพื่อนคนไทย เยาวชนไทย
เท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน
คนไทยเราไม่ทอดทิ้งกันเองอยู่แล้ว

กลับมาที่ปัญหากระชอนเปียกน้ำ
เห็นลำดับรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ทีแรกก็อยากจะถอนความคิดเห็นที่ 1051 ออก
แต่คิดอีกที ทิ้งเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน
การที่เราคิดอะไร ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป 
คิดผิด คิดใหม่ก็ได้
แล้วจะลองไปคิดอีกที 
ขอบคุณมากครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ ฟิชแมน มาก
เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม เมื่อพบ ฝากความระลึกถึงด้วยนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26836 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1054 21 ต.ค. 2554 (20:34)

ผมเป็นคนที่เรียนรู้ได้ช้า
ถ้าคำถามผมไม่ชัด ขอปรับคำถามใหม่นะครับ
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ แล้วยกขึ้น
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


นอกจากจะไม่ตอบคำถามผมแล้ว ยังถามอีก
(ใครสามารถตอบได้ จะมีรางวัลมอบให้อย่างสาสม)




เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ไม่ว่าเรื่องอะไร ถามใครแล้วไม่มีใครตอบได้
ผมจะนึกถึง ดร.แขชนะ
ตอนนี้มีปัญหาเขาคิวรออยู่ เกี่ยวกับซุปเปอร์มาร์เกต(กลัวจะลืม)


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1055 22 ต.ค. 2554 (06:24)

ต้องขอโทษคุณ NpEd ที่เข้าใจผิดต่อคำถามที่ว่า....


เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


ผมเข้าใจไปว่าเข้าใจในเรื่องCapillary action  ในความเห็นที่ 1033 แล้ว แต่เอามาถามสมาชิกท่านอื่นเพื่อย้ำความเข้าใจ แนว "คำถามท้ายบท" จึงไม่ได้ตอบ



น้ำติดอยู่บนช่องมุ้งลวดด้วยปรากฎการณ์คาปิลลารี่ เหมือนที่น้ำติดอยู่ในช่องว่างระหว่างทราย และเกิดแรงตึงผิวดังรูปข้างบนนี้



แต่น้ำที่เข้าไปติดอยู่ในช่องมุ้งลวดนั้นจะมีรูปร่างเหมือนกับเลนส์เว้าหลายๆเลนส์เรียงกับ เมื่อแหล่งกำเนิดแสง หรือรูปตุ๊กตาเคลื่อนที่มาที่เลนส์เว้าที่เรียงรายกันนี้ จะเกิดการหักเหมั่วไปหมด เราจึงม่สามารถเห็นภาพได้ชัด เห็นแต่แสงสีขาวๆ เมื่อน้ำในช่องมุ้งลวดหมดไป จึงไม่เกิดเลนส์เว้าแต่กลับเป็นช่องว่างเล็กๆเรียงกัน ดังนั้นเมื่อภาพของตุ๊กตาเคลื่อนที่มาถึง มันก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์รูเข็ม


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1056 22 ต.ค. 2554 (11:27)

ขอบคุณครับ
ขอถามต่อนะครับ
ถ้ามุงลวดมีตาห่างๆ  ก็จะมีน้ำบางส่วนยังคงเป็นแผ่นติดอยู่มุ้งลวดได้
แต่ถ้าใช้น้ำมัน แทนน้ำ จะไม่มีแผ่นน้ำมันติดอยู่เลย
ถามว่า  สมบัติของน้ำและน้ำมันที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1057 22 ต.ค. 2554 (14:11)

ถ้ามุงลวดมีตาห่างๆ  ก็จะมีน้ำบางส่วนยังคงเป็นแผ่นติดอยู่มุ้งลวดได้ แต่ถ้าใช้น้ำมัน แทนน้ำ จะไม่มีแผ่นน้ำมันติดอยู่เลย
ถามว่า  สมบัติของน้ำและน้ำมันที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ



ความจริงคำตอบของคำถามนี้ผมได้อธิบายไว้บ้างแล้วในความเห็นที่ 1041 ว่า โมเลกุลแต่ละชนิดของสารจะมีการกระจายของประจุไฟฟ้าในโมเลกุลไม่เท่ากัน ดังนั้นแรงดูดหรือแรงผลักกันของโมเลกุลต่างชนิดกันจะไม่เท่ากัน เช่น น้ำกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้เพราะแรงที่กระทำต่อกันมีน้อยมากจึงไม่เกาะกัน



ผมลองเอาเศษมุ้งลวดมาส่องดูด้วยกล้องขุลทรรศน์ขนาดกระเป๋า ได้ข้อสังเกตว่า น้ำจะเกาะกับมุ้งลวดได้ด้วยแรงทางไฟฟ้า เมื่อหยดลงไปตรงช่องเล็กๆ มันจึงเกิดปรากฏการณ์คาปิลลารี่เกาะติดมุ้งลวดได้ แต่ถ้าใช้น้ำมันแทนน้ำ แรงยึดเกาะระหว่างน้ำมันและมุ้งลวดมีน้อยกว่าจึงไม่มีน้ำมันติดในช่องว่าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1058 22 ต.ค. 2554 (15:45)

บ้านผมอยู่ที่นนทบุรี น้ำประปาเริ่มมีสีเหลืองนิดหน่อย แต่เห็นหลายคนบอกว่า ไม่เป็นไร สามารถดื่มกินได้อย่างปลอดภัย เพราะน้ำเหล่านี้ ผ่าน อย. มาแล้ว มีตราอย. รับรองด้วย ตรา อย.ที่ว่านี้เป็นตรานี้ครับ



แต่ถ้าผ่านบ้านผมไปก็จะได้ชื่อว่าผ่าน นบ. ได้รับตรานี้ครับ



หลายคนก็ภาวนาว่า ผ่าน อย. แล้ว ผ่าน นบ. แล้ว อย่าให้ผ่าน กทม. เลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1059 22 ต.ค. 2554 (20:27)

ขออภัยที่หายหน้าไปนาน นี่ผมเองเพิ่งหนีน้ำ(ที่จะท่วม) กทม. มาเมื่อเช้า 22 ตค นี้เอง ออกจาก กทม 9 ไมงเช้า มาถึงตาก 5 โมงเย็น เลยแวะพักซะเลย กรณีน้ำติดกระชอน ผมว่าอาจจะมีบางช่องเป็นเลนส์เว้า และบางช่องเป็นเลนส์นูน ได้ไหมครับ ใครช่วยเอาไปส่องกล้องดูให้หน่อยครับ




พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1060 22 ต.ค. 2554 (22:28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1059
กรณีน้ำติดกระชอน ผมว่าอาจจะมีบางช่องเป็นเลนส์เว้า และบางช่องเป็นเลนส์นูน ได้ไหมครับ ใครช่วยเอาไปส่องกล้องดูให้หน่อยครับ
=================================


ความเห็นของ อ.พิทยา  น่าคิด
เมื่อนึกถึงน้ำ มันเกิดปรากฏการณ์คาปิลลารี และเมื่อเรากรอกน้ำใส่ในหลอดทดสอบแล้วตรงกลางมันจะบุ๋มลงไป แล้ว  มันน่าจะเป็นเลนส์เว้า (ต่างจากปรอทที่อยู่ในหลอดทดสอบแล้วมันนูนขึ้นตรงกลาง)


แต่เมื่อนึกถึงการทำกล้องจุลทรรส์ด้วยเลนส์น้ำ คือเเจาะแผ่นวัสดุอะไรก้ได้ให้เป็นรูเล็กๆแล้วหยดน้ำลงไปที่รูนั้น  น้ำจะไปปิดรูนั้นและค้างอยู่ในรูนั้น  ตอนนี้มันมีสมบัติเป็นเลนส์นูน


========================================================================


เรื่องเลนส์เว้าเลนส์นูน ผมไม่ข้องใจ แต่ผมข้องใจว่า......
(ผมขอเปลี่ยนรูปแบบคำถามใหม่นะครับ)
ถ้าเราใช้เส้นลวดขดเป็นวง(เหมือนสระเอ) มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม  จุ่มลงในสารสองชนิด (สาร A และ สาร B)
เมื่อจุ่มในสาร A  สารนั้นจะเป็นแผ่นบางๆ ปิดวงกลมอยู่ได้ประมาณ 1 นาที
เมื่อจุ่มลงในสาร B จะเป็นแผ่นบางๆ ปิดวงกลมอยู่ได้เพียง 2 วินาทีก็หายไป
ขอเรียนถาม อ.พิทยาว่า

  สมบัติของสาร A และ B ที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ
มีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายๆโดยไม่ต้องลงลึกถึงอะตอมหรือโเลกุลไหมครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1061 23 ต.ค. 2554 (05:10)

ขอนอกเรื่องไปเป็นเรื่องเลนส์นูนและเลนส์เว้าสักนิดหนึ่ง


โดยทั่วไปครูมักจะสอนว่า เลนส์นูนรวมแสง เลนส์เว้ากระจายแสง อันนี้ต้องคิดให้ลึกซึ้ง สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การหักเหของแสงผ่านตัวกลาง 2 ตัวกลาง ประเด็นอยู่ที่ว่าผ่านจากตัวกลางไหนไปยังตัวกลางไหนเพราะการหักเหไม่เหมือนกัน


เนื่องจากแสงเดินทางในตัวกลางต่างชนิดกันด้วยอัตราเร็วไม่เท่ากัน เช่น แสงเดินทางในอากาศหรือสูญญากาศมีอัตราเร็ว c แต่เคลื่อนที่ในน้ำด้วยอัตราเร็ว v ซึ่งน้อยกว่าเคลื่อนที่ในอากาศหรือสูญญากาศ ดูจากรูปจะเห็นว่า หน้าคลื่น (Wave front) จะเคลื่อนที่ช้าลงเมื่ออยู่ในน้ำ(บริเวณสีน้ำเงิน) ดังนั้นเราจึงเห็นหน้าคลื่นเคลื่อนที่หักเหไป ค่าดัชนีหักเห (n) หาได้จากอัตราส่วน c/v หรือ


n = c/v นั่นเอง



แสงแต่ละความยาวคลื่นก็จะเคลื่อนที่ในตัวกลางใดๆ ด้วยอัตราเร็วที่ไม่เท่ากัน แสงแต่ละสีก็จะหักเหไปด้วยมุมที่ไม่เท่ากันดังนั้นเมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านหยดน้ำ เช่น น้ำฝน เราจึงเห็นแสงความยาวคลื่นต่างๆหักเหด้วยมุมที่ไม่เท่ากัน เกิดการแยกเป็นสเปคตรัมของแสงสีรุ้งนั่นเอง 


45458


คราวนี้มาดูการทดลองนี้


115154

รูปบนที่เห็นเป็นเลนส์ทรงกลม ซึ่งเรามักจะพิจารณาว่าเป็นเลนส์นูนแบบหนึ่ง เมื่อมีแสงขนานผ่านเข้ามาจะหักเหแสงไปตัดที่จุดโฟกัส คนทั่วไปก็บอกว่า ถูกต้องแล้ว เลนส์นูนรวมแสง


แต่คราวนี้ลองดูการทดลองในรูปล่าง เป็นเลนส์ทรงกลมเหมือนกัน แต่เมื่อมีลำแสงขนานเข้ามา เกิดการกระจายแสงราวกับเป็นเลนส์เว้า มีใครตอบได้บ้างครับว่าทำไมเลนส์นูนนี้จึงกระจายแสง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1063 23 ต.ค. 2554 (13:21)

ผมได้บอกแล้วว่า สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การหักเหของแสงผ่านตัวกลาง 2 ตัวกลาง ประเด็นอยู่ที่ว่าผ่านจากตัวกลางไหนไปยังตัวกลางไหนเพราะการหักเหไม่เหมือนกัน ลองดูวิธีการทดลองของผมในรูปต่อไปนี้ครับ


การทดลองนี้ผมใช้ในการหาค่าดัชนีหักเหของของเหลว ทำโดยใส่ของเหลวที่ต้องการหาค่าดัชนีหักเห เช่น น้ำ ลงในภาชนะทรงกระบอกซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเลนส์นั่นเอง แล้วนำลงไปวางในภาชนะสี่เหลี่ยม พร้อมกับใส่ควันธูปลงไปในภาชนะเล็กน้อย จากนั้นใช้ Laser pointer 2 ตัว ส่องให้เป็นลำแสงคู่ขนานเข้าไปในภาชนะ ควันธูปจะช่วยทำให้เห็นลำแสงชัดยิ่งขึ้น ลำแสงเลเซอร์จะหักเหทางไหน (รวมแสงหรือกระจายแสง) ขึ้นอยู่กับว่าลำแสงเลเซอร์ส่องผ่านจากตัวกลางใดไปยังตัวกลางใด



จากการทดลองจะเห็นว่า
ถ้าเป็นเลนส์น้ำวางในอากาศ แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์คู่ขนานส่องผ่าน จะเกิดการรวมแสง
ถ้าเป็นเลนส์อากาศที่วางอยู่ในน้ำ แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์คู่ขนานส่องผ่าน จะเกิดการกระจายแสง
ดังนั้นถ้าเราพูดว่า เลนส์นูนรวมแสง เลนส์เว้ากระจายแสง นั้น เป็นคำพูดที่ไม่สมบูรณ์และทำเข้าใจแนวคิดที่สำคัญของเรื่องนี้ผิดไป หรือที่เรียกว่า Misconception นั่นเอง
นักเรียนไทยถูกสอนมาให้ผิด concept มากมายหลายเรื่อง และจำถ่ายทอดกันมาหลายรุ่น จากทวดถึงหลาน ยกตัวอย่างเช่น


สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนชั้น ป.3-4 ครูสอนว่า ถ้านักเรียนอยากได้อากาศบริสุทธิ์ จะต้องไปยืน "สูดโอโซน" ตามชายทะเลยามเช้า โอโซนเป็นก๊าซพิษ ทำไมครูสอนแบบนี้จากรุ่นถึงรุ่น แม้แต่วงการท่องเที่ยว หากใครได้อ่านรายการท่องเที่ยว จะเห็นว่า เขามักจะแนะนำให้สูดโอโซนที่เมืองนั้นเมืองนี้ ผมลองเข้าไปค้นโดยใช้ Google จะเห็นมากมาย แม้แต่คนที่จบปริญญาเอกที่ทำทัวร์หลายคนยังแนะนำให้สูดโอโซน ลองดูตัวอย่างครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1064 23 ต.ค. 2554 (14:01)

วันนี้ วันปิยะมหาราช


หากจะพูดถึงการศึกษาของไทยที่เป็นไปในแบบสมัยใหม่เท่าเทียมนานาอารย
ประเทศ คงไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หรือมหาราชผู้เป็นที่รักของปวงชน
เป็นผู้ปฏิรูปการศึกษาวางรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศ
พระองค์เสด็จประพาศยุโรปถึง 2 ครั้ง มีสายพระเนตรที่ยาวไกล
นำสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็นมาปรับใช้กับการศึกษาของไทยมากมาย



ที่เห็นรูปบนเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน
เยือนกรุงเบอร์ลิน เมื่อปี ค.ศ. 1907 หรือ พ.ศ. 2450 รูปล่างเสด็จสวีเดน มี Video ให้ชมครับ


รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป 1/2


ภาพขนาดย่อ

ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ที่หาดูได้ยาก การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นภาพยนตร์ขณะเสด็จขึ้นจากเรือ ..

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป 2/2


ภาพขนาดย่อ
ภาพยนตร์สั้นการรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ ณ กรุงเบริ์น ประเทศสวีเดน เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยพระองค์ท่านประทับบนรถม้าพระที่นั่ง โปรด ...

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1065 23 ต.ค. 2554 (20:11)

ปัญหาของผมยังไม่จบ
อยากจะขอบรบกวนถาม อ.พิทยา หรือ อ.นิรันดร์
ถ้าเราจุ่มห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่มากนักลงในน้ำแล้วยกขึ้น จะมีแผ่นน้ำบางๆ ปิดอยู่เต็มห่วงวงกลมนั้น
ผมขอเรียนถามท่านทั้งสองว่า
1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า
คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
2.การที่มันเกิด
คาปิลลารี   หรือการที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1066 23 ต.ค. 2554 (20:45)

 



ไม่ได้เข้ามาตอบคำถามครับ เพราะไม่ได้ถามผม แต่ตั้งใจจะเอารูปมาให้ดู ขอบคุณที่ยั่วให้อ.นิรันดร์ กับ อ.พิทยา เข้ามาช่วยกันตอบครับ กระทู้นี้จะได้คึกคัก ไม่ใช่มีแต่ผมเข้ามาเล่าคนเดียว


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1067 23 ต.ค. 2554 (22:39)

ใช่แล้วครับ 
ดร.แขชนะ ตอบไปแล้ว  ว่า "แรงไฟฟ้า"  (มีคำอธิบายและภาพประกอบด้วย)
แต่ผมก็ยังข้องใจ จึงอยากจะศึกษาหาความรู้จากหลายๆสำนัก


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1068 23 ต.ค. 2554 (23:05)

 


1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
ในความเห็นผมว่า ไม่ใช่ครับ
คะปิลารี่ เป็นหลอดรูเล็ก
ห่วง ไม่ได้เป็นหลอด
แต่มีคำอธิบายร่วมกันก็คือเรื่องแรงตึงผิว

โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

capillary action; capillarity  การซึมตามรูเล็ก
capillary tube  หลอดรูเล็ก


 


2. การที่มันเกิด คาปิลลารี  หรือ การที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)
surface tension  ๑. ความตึงผิว     ๒. แรงตึงผิว  

แรงระหว่างโมเลกุลของสาร เปรียบได้กับทศกัณฑ์ หลายๆ ตนอยู่ด้วยกัน
มือที่มีอยู่ก็จับซ้ายจับขวา จับบน จับล่าง จับยึดคนอื่นไปรอบๆตัว
แต่โมเลกุลที่อยู่ตรงผิวไม่ต้องไปออกแรงจับโมเลกุลที่อยู่ด้านบน เพราะมันไม่มีใครมาให้จับ
จึงมีมือเหลือที่ใช้จับคนข้างๆมากขึ้น(โมเลกุลที่ผิว) ทำให้บริเวณผิวมีแรงยึดระหว่างกันมาก
กว่าส่วนอื่นๆ


 


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26836 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1069 24 ต.ค. 2554 (00:24)


สารชนิดเดียวกัน มีความตึงผิวไม่เท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับเวลาครับ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ความตึงผิวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด



ผมได้ทดลองเปรียบเทียบความตึงผิว 2 ผิวแบบนี้มากว่า 50 ปี ปรากฏว่าขึ้นกับเวลาจริงๆ เป็นโปรเจ็กร่วมกันของอาจารย์นิรันดร์และผมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1070 24 ต.ค. 2554 (00:33)

รูปของ ดร.แขล่าสุดนี่ น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนสภาพของเซลล์(ไปชีววิทยาโน่นเลย) นะครับ


คำถามเรื่องแผ่นน้ำที่ขดลวด ผมเห็นด้วยกับ อ.นิรันดร์ ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1071 24 ต.ค. 2554 (09:53)

อ.นิรันดร์บอกว่า


1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
ในความเห็นผมว่า ไม่ใช่ครับ
คะปิลารี่ เป็นหลอดรูเล็ก
ห่วง ไม่ได้เป็นหลอด
แต่มีคำอธิบายร่วมกันก็คือเรื่องแรงตึงผิว
โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

capillary action; capillarity  การซึมตามรูเล็ก
capillary tube  หลอดรูเล็ก
 


2. การที่มันเกิด คาปิลลารี  หรือ การที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)
surface tension  ๑. ความตึงผิว     ๒. แรงตึงผิว 
แรงระหว่างโมเลกุลของสาร เปรียบได้กับทศกัณฑ์ หลายๆ ตนอยู่ด้วยกัน
มือที่มีอยู่ก็จับซ้ายจับขวา จับบน จับล่าง จับยึดคนอื่นไปรอบๆตัว
แต่โมเลกุลที่อยู่ตรงผิวไม่ต้องไปออกแรงจับโมเลกุลที่อยู่ด้านบน เพราะมันไม่มีใครมาให้จับ จึงมีมือเหลือที่ใช้จับคนข้างๆมากขึ้น(โมเลกุลที่ผิว) ทำให้บริเวณผิวมีแรงยึดระหว่างกันมากกว่าส่วนอื่นๆ
=================================================
ผมเข้าใจตามที่ อ.นิรันดร์อธิบายมา  และมีความรู้สึกว่ามันไปกันได้กับความเข้าใจเดิมของผม รวมทั้งเรื่อง คาปิลลารี ด้วย


ขอบคุณ อ.นิรันดร์และ อ.พิทยามากครับ
ผมยังมีปัญหาต่อไปอีก  ขอเป็นกระทู้ถัดไปนะครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1072 24 ต.ค. 2554 (10:09)

คำถามต่อไปนะครับ


ห่วงวงกลมA มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
ห่วงวงกลมฺB มีเส้นนผ่านศูนย์กลาง 2 ซม.
เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในสาร a  สาร a สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นที่หว่างวงกลม A ได้ 
แต่ยึดเป็นแผ่นไม่ได้กับห่วงวงกลม B

สาร b สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นได้ กับห่วงวงกลมทั้ง A และ B
ถามว่า
1.สารใดมีแรงตึงผิวมากกว่ากัน
2. การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มัเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร


คำถามอาจจะซ้ำไปซ้ำมากับคำถามที่ผ่านมาทั้งนี้ผมต้องการคำยืยยันเพื่อจะถามคำถามต่อไปอีกนะครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1073 24 ต.ค. 2554 (12:01)

โอ้โห! คำถามมีเงื่อนงำต่อเนื่องเป็นชั้นๆแบบนี้ "สมบัติกลัวตายเพราะลาย" แน่นอน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1074 24 ต.ค. 2554 (12:35)


 



 



 



 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1075 24 ต.ค. 2554 (17:20)

ยังไม่มีใครตอบคำถามผม  ดังนั้นขอเปลี่ยนคำถามอีกครั้ง(เพื่อความสะดวกในการตอบ
จากคำถามใน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1072
สาร b สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นได้ กับห่วงวงกลมทั้ง A และ B
ถามว่า
1.สารใดมีแรงตึงผิวมากกว่ากัน
2. การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มัเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร
--------------------------------------------------------------------------------
เปลี่ยนเป็น
1. สาร b มีแรงตึงผิวมากกว่าสาร a เพราะยึดติดกันเป็นแผ่นในห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่มากกว่า
ใช่หรือไม่  ถ้าไม่ใช่  แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
2.
การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแรงตึงผิวของสารนั้น
ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
(ขอเป็นภาษาไทยนะครับ เพราะผมไม่กินเส้นกันกับภาษาอังกฤษ)




NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1076 24 ต.ค. 2554 (17:32)

ผมมีแหล่งสืบค้น  คือ


http://www.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/15/9/Fluid/sureface.htm


แต่แหล่งสืบค้นนี้ ยังไม่แก้ข้อสงสัยบางประการของผมได้


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1077 24 ต.ค. 2554 (19:34)
ขอบคุณอจ.แขชนะที่ตอบเรื่องน้ำมันกับน้ำ ผมไม่ได้เข้ามาตอบคำถามของอจ.แขชนะ แต่มาถามคำถามเพิ่มเติมการทดลองของอาจารย์ในความเห็นที่ 1044 ว่า ในการทดลองนี้ ถ้าคิดในมุมมองของพลังงาน จะเห็นว่าเรือกระดาษเปลี่ยนจากหยุดนิ่งเป็นเคลื่อนที่ แสดงว่ามันจะต้องได้รับการถ่ายเทพลังงานจากภายนอก มาสะสมในมวลของเรือทำให้มีพลังจลน์เกิดขึ้น อยากถามว่า พลังงานนี้มาจากไหน คงไม่ใช่มาจากพลังงานเคมีของฟองสบู่หรือแอลกอฮอล์นะครับ คิดว่าน่าจะเป็นพลังงานเชิงกล (mechanical energy)ของผิวน้ำมากกว่า แต่นึกไม่ออกว่ากลไกการเกิดขึ้นและถ่ายเทพลังงานนี้เป็นอย่างไร เพราะแรงตึงผิวของน้ำไม่ใช่พลังงาน แต่พลังงานที่ถ่ายให้กับเรือกระดาษมาจากไหนครับ ช่วยอธิบายให้ด้วยจักขอบคุณยิ่ง
Davidply (IP:124.120.50.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1078 24 ต.ค. 2554 (20:15)

จากสมการ 1.1 ในความเห็นที่ 1074 จะเห็นความเกี่ยวข้องของพลังงานที่เเรียกว่า พลังงาน Gibbs กับ ความตึงผิว พลังงานที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับโมเลกุลของสารนั้น ที่นำไปใช้ในการทำให้เกิดความตึงผิว ถ้าทำให้ความตึงผิวแตกออก ก็จะได้พลังงานอิสสระออกมาครับ ความตึงผิว คือ พลังงานต่อ 1 หน่วยพื้นที่ หรือบางคนแปลงหน่วยให้อยู่ในรูปหน่วยของแรงตึงผิว จะได้เป็น นิวตัน ต่อ เมตร ซึ่งก็คือหน่วยเดียวกัน


เมื่อความตึงผิวแตกออก โมเลกุลใกล้เคียงจะได้รับพลังงานที่เหลือออกมาแล้วแปลงเป็นพลังงานกลของการขับเคลื่อนครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1079 24 ต.ค. 2554 (22:50)

ผมมีความสงสัยในสมการ 1.5 ของความเห็นที่ 1074 ว่าเชื่อได้เท่าใด
(ผมไม่เชื่อเลย)
ด้วยสมมติว่าท่อค่อนข้างใหญ่หน่อย(r มีค่ามาก) มันดึงน้ำหรือของเหลวขึ้นไปในท่อแทบไม่ได้เลย
h ประมาณเป็นศูนย์ กลับคำนวณค่าความตึงผิวได้มากเพราะกลายเป็นว่า
ความตึงผิวแปรผันตรงกับรัศมี r ของท่อยกกำลังสอง

อีกอย่าง ใต้สมการนี้ เหมาเอาว่ามุมสัมผัสเป็นศูนย์
อันนี้ผมสงสัยว่า เราจะถือเอาว่ามันเป็นศูนย์ได้หมดเลยหรือไม่
กรณีใดที่เป็นศูนย์และกรณีใดที่ถือว่าไม่เป็นศูนย์(ถือว่าเป็นศูนย์ไม่ได้บ้าง)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26836 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1080 24 ต.ค. 2554 (22:53)

ในความเห็นของผม สมการ 1.5 นี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ h>r เท่านั้น


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26836 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1081 25 ต.ค. 2554 (09:36)

หลายท่าน คงจะรำคาญ จึงไม่มีใครตอบคำถามของผม


ดังนั้น จึงขอบอกความสับสนของผมเสียเลย  คือ  เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในของเหลว
(1) สารที่มีแรงตึงผิวมากจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก
สารที่มีแรงตึงผิวน้อยจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
(2) น้ำ
จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
(3) น้ำสบู่หรือยาสระผม
จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า
(4) จาก (2) และ (3) แสดงว่า น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวมากกว่าน้ำ
(5) แต่  เอ....สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง นี่นา
มันก็ขัดแย้งกับ (4) น่ะสิ


ผมเข้าใจอะไรผิด ผิดมาตั้งแต่ตอนไหน ที่ถูกคืออะไร


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1082 25 ต.ค. 2554 (20:30)


ตอนนี้ผมอยู่ที่กุ้ยหลิน มีการอบรมครูฟิสิกส์ของจีน 2 รุ่นของมณฑลกวางสี รูปถ่ายจากหน้าต่างโรงแรมที่พัก (ผมอยากอบรมครูฟิสิกส์ไทยบ้างจัง ไม่ค่อยมีใครเชิญ)


ตอบคำถามในความเห็นที่ 1081 จากความเห็นที่แสดงไปในครั้งก่อนๆ


เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในของเหลว
(1) สารที่มีแรงตึงผิวมากจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก
สารที่มีแรงตึงผิวน้อยจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
ตอบ สารที่มีแรงตึงผิวมาก เช่นน้ำ มันจะพยายามบีบตัวเองให้กลายเป็นหยดน้ำ ด้วยแรงตึงผิว ดังนั้นมันจึงมักไม่ปิดเป็นแผ่นบางที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก แต่มันจะเป็นแผ่นบางได้ที่ห่วงขนาดเล็ก เพราะแรงที่น้ำยึดกับห่วงโลหะมีมากกว่า แรงตึงผิว มันจึงขึงผิวน้ำให้แผ่ออกมาได้ แต่ห่วงใหญ่ทำไม่ได้


(2) น้ำ จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
ตอบ ถูกต้อง ตามที่บอกไว้ในข้อ 1

(3) น้ำสบู่หรือยาสระผม จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า
ตอบ ถูกต้อง เพราะมันไปลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้ห่วงขนาดใหญ่สามารถยืดหรือขึงน้ำสบู่ให้แผ่ออกเป็นแผ่นได้

(4) จาก (2) และ (3) แสดงว่า น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวมากกว่าน้ำ
ตอบ ไม่ใช่ครับ น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวน้อยกว่าน้ำ มันจึงถูกดึงให้แผ่ออกไปได้มากกว่า

(5) แต่  เอ....สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง นี่นา
มันก็ขัดแย้งกับ (4) น่ะสิ

ตอบ มันไม่ขัดหรอกครับ สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง จะได้ถูกดึงให้ยืดแผ่ออกไปได้มากขึ้น ไม่งั้นมันก็จะตึงมากแล้วพยายามหุ้มมวลน้ำไว้กลายเป็นหยด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1083 26 ต.ค. 2554 (01:53)


พูดถึงเรื่องความตึง (และความเหี่ยว) ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย นึกอะไรได้ต้องรีบเขียนไว้เดี๋ยวลืม สมัยนั้นผมสงสัยมากว่าทำไมเวลาไปเล่นน้ำนานๆ คือมือแช่อยู่ในน้ำนานๆ ฝ่ามือจะต้องเหี่ยว บริเวณแขน หรือหลังมือ หรือส่วนอื่น (อย่าคิดไปไกล) ไม่ยักเหี่ยว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1084 26 ต.ค. 2554 (20:58)

ตอบ อาจารย์ แขชนะครับ



โดยปกติผิวหนังจะมีชั้นไขมันบางๆ เคลือบอยู่เพื่อกันน้ำ แต่เมื่อแช่น้ำนานๆ ชั้นที่เคลือบจะหลุดออก

เมื่อสัมผัสน้ำตรงๆ ผิวหนังชั้นนอกสุด (stratum corneum) ซึ่งมีเส้นใยเคราตินที่เกาะเกี่ยวกันจำนวนมากจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ ซึมซับน้ำเอาไว้
ทำให้ผิวหนังชั้นนอกพองตัว แต่ผิวหนังชั้นล่างๆ ยังมีขนาดเท่าเดิม ผิวชั้นนอกจึงทบกันเป็นริ้วๆ ดูคล้ายผิวที่เหี่ยวย่น

ที่จริงแล้วนิ้วไม่ได้เหี่ยว แต่ยืดขยายออกครับ

และที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า (ดูเหมือน) เหี่ยว ในขณะที่บริเวณอื่นของร่างกายไม่เป็นเหี่ยว เป็นเพราะผิวหนังชั้นนอกสุดนี้ที่มือและเท้าจะหนาที่สุด จึงทำให้เห็นริ้วของการทบกันได้ชัดเจนกว่าครับ

**หมายเหตุ**
ผิวหนังแบ่งเป็น 2 ชั้น หลักๆ คือ epidermis (ชั้นนอก) และ dermis (ชั้นใน)
แต่ epidermis ยังแบ่งย่อยได้อีก 5 ชั้น ชั้น stratum corneum คือชั้นนอกสุดของผิวผนังชั้นนอก


นานๆ ที จะได้มีโอกาสร่วมสนทนากับอาจารย์ แต่ติดตามอ่านเรื่องของอาจารย์อยู่เสมอครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1085 26 ต.ค. 2554 (22:27)

ตอนเป็นเด็ก  หน้าน้ำหลาก  ชอบมาก
มีอยู่วันหนึ่ง ไปเล่นน้ำตอนประมาณสามโมง  เห็นครูไพบูลย์เดินลุยน้ำผ่านไป 
เล่นน้ำไม่ถึงชั่วโมงก็เลิก(ไปเล่นอย่างอื่น)
ตอนบ่าย สี่โมง เพื่อนชวนไปเล่นน้ำอีก
ครูไพบูลกลับจากธุระ เห็นเข้า "โอโห  ไอ้นี่มันเล่นน้ำทั้งวันเลยนี่"
ถ้าเล่นน้ำนานๆ สังเกตเห็นว่ามือจะเหี่ยว
สงสัยมาตลอดว่าเป็นเพราะเหตุใด
แล้วก็หายสงสัยเมื่อใช้มือเปล่าคนน้ำปูนโดยใช้เวลาไม่นาน มือก็เหี่ยว
เชื่อมโยงกับความคิดเดิมที่ว่าปูนขาวที่ละลายน้ำไม่รู้จักอิ่มในรสน้ำ
หมายความว่าแม้จะมีน้ำอยู่อย่างเหลือเฟือมันก็ยังไม่อิ่ม
ใส่อะไรลงไป  มันก็ยังดูดน้ำออกจากสิ่งนั้น
ใส่ฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นลงไป มันก็จะดูดน้ำออกจากฟักทอง
ทำให้ฟักทองแข็ง ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อนำไปเชื่อม
เมื่อเราจุ่มมือลงไปในน้ำปูนขาว(หรือน้ำปูนใส)มันก็จะดูดน้ำออกจากมือเรา ทำให้มือเหี่ยว เช่นกัน


ที่ว่ามานี้  คิดเองนะครับ (ยกเว้นเรื่อง น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ)
ผิดถูกอย่างไร   โปรดวิจารณ์และแนะนำ
สำหรับปัญหา  ทำไมมือจึงเเหี่ยว ส่วนอื่นทำไมไม่เหี่ยว (เช่น หู แขน ขา)  ก็ยังคิดไม่ออก


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1086 27 ต.ค. 2554 (03:39)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณอู๋ ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาและให้ความกระจ่างในเรื่องที่ว่า "อะไรบ้างที่จะเหี่ยว และอะไรบ้างที่ไม่เหี่ยว"



ผมได้ยินคำพูดที่ว่า "น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ" ทำให้ผมคิดถึงคำพูดอีกมากมายสมัยเด็กๆ ที่คนโบราณเฝ้าสังเกตและถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นออกมาเป็นคำพูดหรือคำพังเพย ทั้งแง่ดีและไม่ดี เตือนสติเยาวชนด้วยภาษาที่ไพเราะ เช่น "น้ำกลอกกลิ้งบนใบบอน" "ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน" "อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว" หรือที่มักจะเอาเป็นข้อเตือนใจเด็กในใบประกาศนียบัตรต่างๆ เช่น "รักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม" เป็นต้น 


ผมรู้สึกเสียดายคำพูดหรือคำพังเพยที่ไพเราะเหล่านี้ เนื่องจากสังเกตเห็นว่าเยาวชนสมัยนี้ ไม่ค่อยรู้จักคำพูดที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรา สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของเราเปลี่ยนไป (ตามความคิดและประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งอาจผิดก็ได้) คือบรรดาสื่อต่างๆที่นำเสนอ (และยัดเยียด) สิ่งที่ชั่วร้างให้แก่เยาวชน สื่อมีอำนาจมากมายมหาศาลในการที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่สำคัญ บางครั้ง(บ่อยครั้ง)ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในกิจกรรมบางอย่างเืพื่อสร้างสรรค์สังคม ในขณะเดียวกันก็มีสื่อที่พยายามยุยงให้เกิดการแตกความสามัคคี ซึ่งเราจะเห็นได้ไม่ยากนัก พิธีกรในรายการต่างๆควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้แล้วตัดสินเอง ผมสังเกตเห็นพิธีกรหลายรายการที่มีอคติ เกลียดคนไหนก็ด่าแต่คนนั้น รักคนไหนก็ชมแต่คนนั้น จนดูน่าเกลียดและน่ารำคาญ ใครมีสื่ออยู่ในมือก็คือมีอำนาจอยู่ในมือ ดังนั้นใครมีสื่อที่สามารถเข้าถึงมวลชนได้ ก็เรียกได้ว่า มีขุมทรัพย์อยู่ในมือ เราจะเห็นได้ว่ารายการละครหลังข่าว จะเป็นตัวทำเงินมหาศาล ลองเอาสารคดีที่เป็นประโยชน์แก่เยาวชนมาลงช่วงนี้ รับรองไปไม่รอดเพราะไม่มีใครให้ค่าโฆษณา


เรามักจะพูดกันเสมอถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อ ผมลองนั่งคิดดูเล่นๆ ถ้าเราเปิดโอกาสให้พวกที่ไม่มีคุณภาพได้เข้ามาทำสื่อ พวกที่ไม่ซาบซึ้งในภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยมาทำสื่อ แล้วกลั่นกรองสิ่งที่ไม่มีคุณภาพสู่มวลชน อะไรจะเกิดขึ้น ผมเคยทำงานบริหารมหาวิทยาลัยช่วงหนึ่งที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสื่อ ได้มีโอกาสสัมผัสกับบริษัทโฆษณาและนักข่าวต่างๆ ผมต้องตกใจกับคุณภาพทางภาษาและความคิดของบุคคลเหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอำนาจมากมายมหาศาลในการนำสื่อภาษาที่ผมทนไม่ได้ออกไปสู่มวลชน ผมเคยได้ยินคนรุ่นเก่าๆที่้เป็นอาจารย์ของผมพูดว่า คนทำงานสื่อควรจะมีคุณภาพสูงและรอบรู้ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย


มีคำหลายคำที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่ในชีวิตผมไม่เคยได้ใช้มาก่อน เช่น สำนวน"ประมาณว่า" สมัยเด็กๆผมจำได้ว่า เราใช้การประมาณกับสิ่งที่จับต้องได้ หรือวัดได้ หรือเป็นรูปธรรม แต่เดี๋ยวนี้ใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ได้ ผู้สื่อข่าวรายการดังตอนเช้าชอบใช้ เช่น "คนๆนี้ประมาณว่าเป็นคนดี" มันอาจจะไม่เลวร้าย เพราะเป็นวิวัฒนาการทางภาษาตามกระแสของสังคม เช่น คำว่า "เชย" ที่เปลี่ยนจากแง่บวก มาเป็นแง่ลบ ตามกระแสนิยมของนิยายยอดนิยมสมัยก่อน "พล นิกร กิมหงวน" ของ ป.อินทรปาลิต เป็นต้น หรือคำว่า "ลอดช่องสิงคโปร์" ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นต้นๆของกระทู้ หลายอย่างผมสังเกตเห็นว่า สังคมไทยเือื้ออาทรต่อแขกผู้มาเยือนมาก ดังคำพูดที่ว่า "อันธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ" เราจะเห็นได้ว่ามีพวกต่างชาติเข้ามาได้ดิบได้ดีมากมาย ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เช่นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น แม้ว่าจะมาสร้างความวุ่นวายทางการเมือง เราก็ยังยกย่องให้เป็นขุนนางระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยให้เกียรตินิยมชมชอบพวกฝรั่งมากกว่าคนไทย ฝรั่งว่าไงก็มักจะเห็นดีเห็นงามไปหมด พวกที่ไปเรียนต่างประเทศ (อาจรวมทั้งผมด้วย) บ่อยครั้งที่ไปเอาแบบอย่างของฝรั่งมาโดยไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจ"กำพืด" ของเรา ซึ่งหลายอย่างทำลายความเป็นไทยไปอย่างน่าเสียดาย สมัยเด็กตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมได้เรียนรู้วรรณคดีไทยที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นเรื่อง "พระนารายณ์อวตาร" แม้จะเป็นภาษาที่เราก็ยืมมาจากอินเดีย แต่เราก็แปลงเป็นภาษาไทยของเราแล้ว ฝรั่งเห็นวัฒนธรรมอินเดียน่าสนใจ สื่อสารกันด้วยคำที่เขียนเป็นตัวอักษรโรมันว่า Avatar ฝรั่งเอามาทำเป็นระบบอินเตอร์เน็ต ที่เราสามารถอวตารลงไปอยู่ในโลกไซเบอร์ หรือแม้แต่หนัง Avatar สื่อของเราก็ใช้คำว่า อวาท่าร์ ออกอากาศเสมอ
ฝรั่งว่าไงเราก็ต้องพูดตามฝรั่ง (ทั้งๆที่เราใช้อวตารมานานแล้ว) อีกคำหนึ่งที่กำลังเป็นยอดนิยม คือคำว่า "กูรู" หรือ Guru คำนี้ทั้งไทยและฝรั่งเห็นว่าดี ก็ขอยืมมาจากอินเดีย เราเอามาใช้ตั้งนมนามหลายร้อยปีมาแล้ว แต่เราเขียนว่า "ครู" แต่พอฝรั่งขอยืมอินเดียมาใช้บ้าง ฝรั่งอ่าน "กูรู" คนไทยเห็นดีเห็นงามกับที่ฝรั่งใช้ เราก็ใช้ "กูรู" ตามฝรั่งทันที


อันที่จริงคำนี้มาจากคำว่า คุรุ ในภาษาสันสกฤต (गुरु)แต่ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Guru หมายถึง ครู หรืออาจารย์ ในประเทศอินเดีย คำว่าคุรุ หมายถึงครู แต่ฝรั่งเอาไปใช้ Guru ในความหมายที่กว้างขึ้นหมายถึง บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในสถานะที่เชื่อถือได้ เนื่องมาจากความรู้ และความชำนาญที่เป็นที่ประจักษ์และยอมรับ สรุปว่า เราเอาคำว่า คุรุ ของสันสกฤตมาใช้ว่า ครู ฝรั่งก็เอาคำคำเดียวกันนี้ Guru มาใช้ แต่เราอ่านตามฝรั่งว่า กูรู ทั้งๆที่มาจากคำๆเดียวกัน
ผมรู้สึกขัดหูมากที่เราเอาแต่นิยมตามก้นฝรั่ง กับคำว่า "ครูพบกูรู" (ผมเคยไปออกรายการนี้เหมือนกัน)


ครูพบกูรู ตอน 1
ครูพบกูรู ตอน 2



ผมจำได้ว่าสมัยที่เรียนที่เยอรมนี มีข่าวอื้อฉาวอะไรที่เป็นเรื่องสื่อมเสีย เขาจะลงข่าวไม่นานแล้วก็หยุดไป แต่พอมีเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เขาจะลงข่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก เชิดชูอยู่นาน เช่น นักวิทยาศาสตร์ของเขาได้รับรางวัลโนเบล หรือ โบริส เบกเก้อร์ หรือ สเตฟีี่ กราฟเป็นนักเทนนิสระดับโลก ต่างจากบ้านเราที่นิยมลงข่าวความชั่วของคน ทั้งๆที่บางทีเป็นข่าวปล่อยเพื่อทำลายชื่อเสียง แต่พอขอโทษกลับลงตัวหนังสือเล็กนิดเดียว ผมเคยซื้อหนังสือพิมพ์ในท้องตลาดในวันเดียวกัน หลายๆฉบับ แล้วลองสำรวจดูว่า มีข่าวดีกี่ข่าว ข่าวความชั่วกี่ข่าว ผมต้องตกใจเป็นอย่างมากว่า ประเทศของเราทำไมมันมีแต่เรื่องของความชั่วเป็นหลัก ผมจึงปักใจเชื่อแน่นอนว่า การที่สังคมเลวทรามลงไปนั้นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ "สื่อเลว" (ที่ดีก็มีแต่น่าจะมากกว่านี้) แต่ทำไงได้ครับ เสรีภาพของสื่อ คนจิตใจเลวทรามก็ทำสื่อได้ คนจิตใจดี ก็ทำสื่อได้ มีเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดในเรื่องAnimal Farmของ George Orwell ที่ว่า "Everybody is equal but some are more equal than others" หรืออาจพูดเป็นไทยว่า "ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่บางคนมีสิทธิเท่าเทียมกันได้มากกว่า"


บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าสังคมไทยล้าหลังเหมือนอยู่ในยุคมืดที่คนดีไม่กล้าทำอะไร เช่น รายการโทรทัศน์ที่ออกมาบอกก่อนชมรายการว่า รายการนี้เหมาะหรือไม่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชน ดูเหมือนเข้มงวดกับการนำเสนอสิ่งต่างๆที่ดีแก่ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ปกครองก็ควรควบคุมดูแลเด็ก แต่พอผมไปเดินซื้อของแถวคลองถมหรือบ้านหม้อ ผมเห็นเขาวางขายซีดีหนังโป๊กันอย่างเปิดเผย เด็กๆและเยาวชนก็ยังไปเดินหาซื้อได้อย่างเสรี ที่ซ้ำร้ายซึ่งผมเห็นอยู่เป็นประจำ คือพระก็มาเดินหาซื้อพวกหนังโป๊และซีดีเพลงไปฟังอย่างเสรี โดยไม่มีการปกปิดหรือเกรงกลัวต่อกฏหมาย ผลที่ตามมาต่อความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมจะเป็นอย่างไร ก็เชิญจินตนาการเองเกิดครับ


ความซาบซึ้งของทางศิลปะและวัฒนธรรมไทยของเยาวชนลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ สังเกตจากการใช้ภาษาก็รู้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง เขายังไม่เห็นความสำคัญของเครื่องมือนี้ แล้วจะไปเอาสาระอะไรอย่างอื่นอีก
เมื่อหลายวันก่อน ผมไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เห็นกรอบรูปแลดูแปลกและงดงามสะดุดตามาก อดที่จะเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้ กรอบรูปกระจกที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ



พอเห็นภาพนี้ ความทรงจำเก่าๆสมัยพลับพลาชัยมันพร่างพรูออกมาจากไหนก็ไม่ทราบ ไม่คิดว่าจะจำได้มันก็นึกออกมาได้หมด ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์เพื่อนรัก
สมัยนั้นเราเรียนกันสอบเกือบตกซ้ำชั้นเป็นประจำ ได้คะแนนไม่ดีเลย
แต่ที่น่าแปลกคือเราสามารถจำเรื่องราวศิลปะวัฒนธรรมแม้แต่ภาษาไทยได้อย่างดี อาจารย์นิรันดร์จะเก่งกว่าผมมากในเรื่องของวรรณคดีและภาษาไทย โดยเฉพาะร้อยกรองต่างๆ ไม่รู้ว่าหามุมส่วนไหนของสมองซ่อนของดีไว้ ผมพยายามอย่างไรก็ไม่สู้อาจารย์นิรันดร์


ผมลองถามใครๆดูว่ารูปที่กรอบ นี้เป็นรูปอะไร ไม่มีใครรู้จักโดยเฉพาะพวกเด็กๆสมัยใหม่ ผมต้องกราบขอบพระคุณครูสุวรรณี และ ครูบุญเหลือ แห่งโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ที่ทำให้ผมซาบซึ้งและสนุกกับวรรณคดีไทย เห็นรูปนี้ปุ๊บทำให้ผมหวลคิดถึงจินตนาการสมัยก่อนเมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้วว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ลิงจะมาผสมพันธุ์กับปลาทอง เพราะรูปที่เห็นคือรูปของ หนุมาน(ลิง) กับนางสุวรรณมัจฉา(ปลาทอง) ผสมพันธุ์แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก ต้องถามคุณอู๋ว่าเขาทำกันได้อย่างไร ลูกที่เกิดจากลิงกับปลาทองคือเอาชื่อมาผสมกันอีก คือ มัจฉานุ ที่จำได้อย่างสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟัง แต่พวกเรากทะลึ่งจำได้ดีก็คือ ลักษณะพิเศษของหนุมานที่ใครๆไม่มี แต่พวกเราที่ทะลึ่งบอกว่า "กูก็มีว่ะ"ลักษณะพิเศษที่ว่านี้คือ


ลอยอยู่ตรงพักตร์ชนนี      รัศมีโชติช่วงในเวหา
มีกุณฑลขนเพชรอลงการ์    เขี้ยวแก้วแววฟ้ามาลัย
หาวเป็นดาวเดือนระวีวร       แปดกรสี่หน้าสูงใหญ่
สำแดงแผลงฤทธิ์เกรียงไกร แล้วลงมาไหว้พระมารดร


คือเป็นลิงเผือกที่เหินเวหาได้แล้ว หาวออกมาเป็นดาวเป็นเดือน ตอนแสดงอิทธิฤทธฺ์จะมี 4 หน้า และมี 8 แขน มีเครื่องประดับหูเป็นแก้วเรียกว่ากุณฑลสุรกานต์ มีเขี้ยวแก้ว  และอีกอย่างหนึ่งคือ มี"ขนเพชร" จำได้ว่าเวลาครูสอนท่านก็ทำหน้าเฉยๆ
แต่ผมกับเพื่อนรักอีกคนหนึ่งคือ วีระ พงษ์หลั่น มองหน้ากันแล้วหัวเราะ วีระบอกว่า ไม่แน่เหมือนกันว่าจะมีกันทุกคนแล้วหรือยัง เรื่องราวสนุกๆวัยเด็ก ไม่คิดว่าจะจำได้ แต่พอเห็นรูปที่กรอบรูปนี้แล้ว ความทรงจำเก่าๆมันก็ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เอารูปวีระ พงษ์หลั่น เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของผมมาให้ดูด้วยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1087 27 ต.ค. 2554 (10:14)

"น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ"
เป็นศัพท์บัญญัติของผมเอง
ใช้คำว่า น้ำปูนไม่อิ่มน้ำ ก็น่าจะพอ
แต่ผมเลียนแบบคำที่ใช้การประนามหญิงที่มีสามีหลายคน(ในนิยาย)ว่า  "ไม่อิ่มในรสรัก"


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1088 27 ต.ค. 2554 (12:35)

เห็นรูปหนุมานกับนางมัจฉาแล้ว ผมเองคิดว่า "รามเกียรติ์" เป็นสุดยอดจินตนาการของคน(อินเดีย)โบราณเลย สิ่งที่ว่าไว้ในเรื่องเราได้พบเห็นในปัจจุบันมากมาย เช่น การเกิดลูกโดยไม่ต้องผสมพันธุ์ (ตัวหนุมาน) การผสมพันธุ์ข้าสปีชี่ (มัจฉานุ - และลูกของหนุมานต่าง ๆ) การจองถนนข้ามทะเล อาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง (ระเบิดปรมาณู)


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1089 27 ต.ค. 2554 (21:13)

เห็นทหารนำหินบรรจุกรงลวดตาข่ายแล้วทิ้งลงน้ำเพื่อกั้นทางน้ำไหล
นึกถึงหนุมานสร้างถนนเข้าสู่กรุงลงกา 
ทิ้งก้อนหินและภูเขาลงไปแล้วก็หายต๋อม


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1090 28 ต.ค. 2554 (00:47)

หนุมาน(ลิง) กับนางสุวรรณมัจฉา(ปลาทอง) ผสมพันธุ์แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก เขาทำกันได้อย่างไร?

แหม ถ้าถามผมละก็ มีความเห็นดังนี้ครับ

นางสุวรรณมัจฉา แม้ชื่อจะมีความหมายว่า "ปลาทอง" แต่คงเป็นแค่ชื่อเรียก ไม่ใช่ปลา (golden fish) จริงๆ ตามท้องเรื่องก็ว่าเป็นเงือก
และจากรูปร่างลักษณะแล้ว เงือกน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมากกว่า เพราะมีน้ำนม (อันนี้ชัดเจน) และรูปร่างของหางที่มีทิศทางโบก ขึ้น-ลง
ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ เป็นลักษณะเด่นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิวัฒนาการกลับลงไปอาศัยในน้ำ เช่น วาฬและโลมา ขาหลัง 2 ข้างได้กลับมารวมกันและแปลงเป็นหาง จึงแตกต่างจากหางปลาที่โบกไปซ้ายขวาอย่างมาก



ฉะนั้นแล้วเงือก (หรือนางสุวรรณมัจฉา) อาจเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีเชื้อสายใกล้เคียงกับวาฬหรือโลมา

ส่วนหนุมาน แน่นอนว่าเป็นลิง สายพันธุ์น่าจะใกล้เคียงกับลิงวอก (Rhesus macaque) ที่สุด โดยคาดการณ์จากลิงชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกับหนุมานอีกทั้งยังเป็นลิงที่พบมากที่สุดในอินเดีย และพบในไทยด้วย



หากคิดว่าทั้งหนุมานและสุวรรณมัจฉา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเหมือนกัน ก็น่าจะมีโอกาสผสมพันธุ์กันและให้กำเนิดลูกได้มากกว่า ลิงผสมกับปลาทองแน่ๆ

และเมื่อพิจารณาให้ละเอียดมากขึ้นถึงระดับพันธุกรรม ลิงวอก มีโครโมโซม 42 แท่ง โลมาและวาฬมี 44-46 แท่ง (คนมี 46 แท่ง) เงือกที่น่าจะเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน ก็น่าจะมีโครโมโซม อยู่ในช่วง 44-46 เช่นกัน

โอกาสที่ ลิงวอก (42 แท่ง) จะผสมกับ เงือก (คาดว่า 44 แท่ง) แล้วได้ลูกที่รอดชีวิตมีสูงทีเดียว

คล้ายกับกรณีของการผสมระหว่าง ม้าที่มีโครโมโซม 64 แท่ง กับ ลา ที่มีโครโมโซม 62 แท่ง ได้ลูกผสมเป็นล่อ ซึ่งมีโครโมโซม 63 แท่ง
โครโมโซมที่เป็นเลขคี่ จึงทำให้ล่อตัวผู้ทั้งหมดและตัวเมียส่วนใหญ่เป็นหมัน เพราะในกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์โครโมโซมเข้าคู่กันไม่ได้


เป็นไปได้ว่า มัจฉานุ ลูกผสมระหว่าง ลิงกับเงือก น่าจะมีโครโมโซม 43 แท่ง และเป็นหมัน (ตามท้องเรื่องมัจฉานุก็ไม่มีลูก)

ส่วนเรื่องที่ว่า ลิงกับเงือกทำกันได้อย่างไร
วาฬและโลมาเป็นสัตว์ที่ปฏิสันธิภายใน ออกลูกเป็นตัว และมีอวัยวะสืบอยู่ตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับหว่างขา
ฉะนั้นหากลิงมีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ ลงไปหาเงือกได้ คงมีวิธีทำได้สำเร็จครับ{#emotions_dlg.q6}


แหะๆ วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะเลย คงอ้างอิงอะไรไม่ได้เพราะยังมีจุดที่ขัดแย้งอีกมาก อย่างนางสุวรรณมัจฉาเองก็เป็นลูกทศกัณฐ์กับนางปลา ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มไหนแน่
ถือว่าวิเคราะห์เล่นสนุกๆ แล้วกันครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1091 28 ต.ค. 2554 (05:56)

ขอบคุณ คุณอู่มากครับ สำหรับบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ ได้เนื้อหาสาระมากจริงๆ ดีกว่าไปดูซีดีชีววิทยาที่ซื้อมาจากคลองถมเสียอีกครับ



จำได้ว่าผมเคยเรียนจากครูวิชิต (ดูรูป) ตอนอยู่ชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เหมือนกันว่า ม้ากับลาได้ "ฬ่อ" ซึ่งเป็นหมัน แต่ผมสงสัยว่า ถ้าล่อกับม้าจะได้อะไรครับ คุณ NpEd อาจารย์พิทยา หรือ อาจารย์นิรันดร์ พอจะให้ความเห็นได้บ้างไหมครับ (จำนวนโครโมโซมต่างกันมาก 64 แท่งกับ 46 แท่ง)


อ้อ! มีอีกเรื่องหนึ่งอยากถามคุณอู๋ (คราวนี้เป็นงานเป็นการครับ) มีคนเขาศึกษาลักษณะตัวอ่อนของโลมากับสุนัข พบว่าเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก อีกทั้งท่าทางว่ายน้ำก็ละม้ายคล้ายคลึงกัน เขาก็เลยสงสัยว่า สุนัขกับโลมาน่าจะมีบรรพบุรุษเดียวกัน ในยุคดึกดำบรรพ์ สุนัขหากินอยู่ตามชายฝั่งทะเล ถูกสัตว์อื่นไล่ล่าตลอดเวลา ในที่สุด ก็กลายเป็น "สุนัขจนตรอก" (ความจริงเป็นสุนัขจนขอบทะเลมากกว่า) หนีไปไหนไม่ได้ก็เลยเกิดวิวัฒนาการตัวเองลงน้ำกลายเป็นโลมา เรื่องเป็นอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ


------------------------------------------------------------------------



ช่วงนี้ที่บ้านผมสูงพอ น้ำไม่ท่วม ผมเลยหลบน้ำท่วมกรุงเทพมาสอนหนังสือที่ Guanxi Normal University ที่กุ้ยหลิน อบรมครูฟิสิกส์  2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นครูต้นแบบที่มาจากมณฑลกวางสี กลุ่มที่สองเป็นครูต้นแบบมาจากมณฑลต่างๆที่ไกลออกไป นอกจากนั้นยังสอนนักศึกษาปริญญาตรีอีกด้วย



นึกขึ้นมาได้ว่าลืมพูดเรื่องการทดลองสนุกเกี่ยวกับแรงตึงผิวของน้ำสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เป็นเรื่อง "จดหมายลับ"



ถ้าเราต้องการเขียนข้อความอะไรที่ไม่ให้ใครรู้หรืออ่านได้ ต้องใช้หมึกพิเศษ ในที่นี้เราใช้สบู่แทนหมึกที่จะเขียนลงบนกระดาษ ผมทดลองในห้องพักที่โรงแรมนี้เอง โดยใช้สบู่ของโรงแรม สังเกตดูตราที่ก้อนสบู่ หลักการมีอยู่ว่า เส้นใยของกระดาษนั้นเป็นวัสดุโปร่งแสง แต่เมื่อนำมาอัดเป็นแผ่น แสงผ่านไปไม่ได้เพราะมีอากาศแทรกอยู่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดการหักเหของแสงมั่วไปหมด การที่จะให้แสงผ่านกระดาษไปได้มากขึ้นจะต้องให้น้ำไปแทนที่อากาศที่แทรกอยู่ในเนื้อกระดาษ เส้นใยกระดาษกับน้ำเป็นเนื้อเดียวกันและมีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกันมากกว่าอากาศ แต่ถ้าเราเอากระดาษไปจุ่มในน้ำ ตอนแรกๆน้ำจะซึมเข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำมี "แรงตึงผิว" ต้องให้กระดาษเปื้อนสบู่หรือน้ำยาล้างจากก่อน น้ำจึงจะเข้าไปได้เพราะความตึงผิวแตกออก ดังที่เราได้คุยกันมาแล้วข้างต้น


วิธีเล่นก็คือ เอาสบู่มาเขียน "ตัวหนังสือลับ" ลงบนกระดาษ ถ้าเราเขียนบางๆ เราจะอ่านตัวหนังสือไมเห็นเลย ดังแสดงในรูป แต่พอเราเอากระดาษที่เขียนตัวหนังสือลับนี้ไปจุ่มน้ำ ปรากฏว่าตรงบริเวณที่เปื้อนสบู่ น้ำจะแทรกเข้าไปได้ จึงทำให้บริเวณนั้นมีแสงผ่านไปได้มากกว่าบริเวณที่ไม่ถูกสบู่ เมื่อเอาไปส่องกับแสงสว่าง จึงเห็นเป็นตัวหนังสือสว่างเด่นขึ้นมาเพราะแสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้น ที่ก็เป็นกิจกรรมสนุกๆที่ผมเล่นเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้วที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจหลักการครับ




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1092 28 ต.ค. 2554 (15:59)


วันนี้มีเพื่อนส่งข่าวพร้อมรูปถ่ายยืนยันมาว่า "น้ำท่วมกรุงเทพเท่ากับอยุธยาแล้ว" ผมก็ตกใจ อะไรมันจะรวดเร็วและมากมายขนาดนั้น ทั้งๆที่เขาก็มีมาตรการป้องกันและผ่ันน้ำออกไปอย่างเข้มแข็ง พอมาดูรูปที่เพื่อนส่งมา ก็เห็นจริง่ว่า "น้ำท่วมกรุงเทพเท่ากับอยุธยา" 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1093 28 ต.ค. 2554 (21:03)

น้ำท่วมตอนนี้อาจจะพอ ๆ กับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปี 2485) เห็นรูปพายเรือแถว ๆ พระบรมรูปทรงม้า ด้วย ถ้าเรา(จริงเป็นเขา - กทม.)ไม่ทำคันกั้นน้ำไว้ เราอาจมีภาพการพายเรือ(หรืออาจจะใช้เรือหางยาวหรือสกู๊ตเตอร์) แถว ๆ พระบรมรูปทรงม้า ไปแล้วนะครับ ส่วนเรื่อทางชีววิทยาคงต้อขอบายครับ แสดงความคิดเห็นเบา ๆ พอได้ แต่หนัก ๆ ลึก ๆ ไม่ไหวแล้วครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1094 28 ต.ค. 2554 (21:07)
245806

รูปและเรื่องของน้ำท่วมปี 2485 ลองไปดูที่นี่ครับ "http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000089456"


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1095 29 ต.ค. 2554 (01:02)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1091


ขอบคุณ คุณอู่มากครับ สำหรับบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ ได้เนื้อหาสาระมากจริงๆ ดีกว่าไปดูซีดีชีววิทยาที่ซื้อมาจากคลองถมเสียอีกครับจำได้ว่าผมเคยเรียนจากครูวิชิต (ดูรูป) ตอนอยู่ชั้น ป.7
ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เหมือนกันว่า ม้ากับลาได้ "ฬ่อ" ซึ่งเป็นหมัน
แต่ผมสงสัยว่า ถ้าล่อกับม้าจะได้อะไรครับ คุณ NpEd อาจารย์พิทยา หรือ
อาจารย์นิรันดร์ พอจะให้ความเห็นได้บ้างไหมครับ


สงสัยจะได้นอนหงายผึ่ง คางบวมเลยหละครับ


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1096 29 ต.ค. 2554 (02:16)

อาจารย์พิทยาน่าจะกลับขึ้นไปดูที่ความเห็น 1019-1024 นะครับ มีเรื่องมันๆเกี่ยวกับน้ำท่วมปี 2485 ที่ผมเอามาจัดการใหม่ให้น่าดูและตื่นเต้น



ที่กุ้ยหลินอากาศเริ่มหนาวแล้ว ประมาณ 14 องศงเซลเซียส
เสื้อกันหนาวของผมสวมใส่มาหลายปีเริ่มจะเก่าและข่าดแล้ว
จึงมาเดินหาซื้อตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆที่นี่
ข้อแตกต่างที่ผมเห็นได้ชัดในการมาเลือกซื้อของที่นี่กับที่เมืองไทยคือ.....


ที่นี่เขาพนักงานจะกล่าวคำว่า "ยินดีต้อนรับด้วยรอยยิ้ม"
แล้วปล่อยให้เราเดินชมสินค้าตามอัธยาศัย
จนกระทั่งเราสงสัยหรือต้องการซื้อเขาจึงรีบมาช่วยเหลือ ต้อนับ


ที่เมืองไทย ไม่ว่าจะไปร้านไหน พนักงานไม่ว่าจะเป็นร้านไหนในเมืองไทยจะพูดเหมือนกันหมดว่า "สอบถามได้นะคะ" หรือ "สอบถามได้นะครับ" ความ
จริงผมไม่เห็นว่าจะมีร้านไหนที่สอบถามไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดก็ได้ หรือพูดว่า
"สวัสดีค่ะ(ครับ) หรือยินดีต้อนรับค่ะ(ครับ)"
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการด้านภาษาสื่อความหมาย คำว่า สอบถามได้นะคะ(ครับ) จึงไม่มีความหมายแบบนั้นจริงๆ แต่หมายถึง สวัสดีค่ะ(ครับ) เพราะถ้าไม่พูดคำนี้ลูกค้าเขาก็สอบถามอยู่แล้ว


ที่ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเลือกซื้อของในเมืองไทยคือ
พนักงานจะเดินตามมาติดๆ ตลอดเวลา
ตอนที่ไปกับครอบครัวแล้วปรึกษาว่าจะซื้ออะไร แบบไหน อย่่างไร
หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวของครอบครัว พนักงานก็จะมาร่วมยืนฟังด้วยประจำ
โดยหวังว่าจะได้ขายของได้ เพราะเป็นรายได้เพิ่มนอกเหนือจากเงินเดือน
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า เมื่อก่อนนี้พนักงานยืนเฉยๆ
ขี้เกียจขายก็ได้เงินเดือน จึงต้องทำระบบใหม่ ได้ขายได้มากก็จะได้รายได้มาก
แผนกที่ผมพยายามหลีกไกลคือแผนกเครื่องประดับยนต์
เดินเฉียดเข้าไปไม่ได้เลยทีเดียว
จะต้องรีบเข้ามาราวกับจะจับเป็นตัวประกันอะไรทำนองนั้น


มีอีกร้านหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าพนักงานขายทำน่าเกลียด
อยากได้รายได้จนออกนอกหน้าก็คือร้านขายของที่ระลึกแถวๆราชประสงค์
ที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นตราเทวดาแห่งการปราบมาร หรือ การคุ้มครองดูแลโลก
(อีกชื่อหนึ่งว่าสินค้าของพระวิษณุ) พอเข้าไปในร้าน
พนักงานจะรีบวิ่งออกมาต้อนรับ
แล้วเดินประกบติดเราตลอดเวลาแบบกลัวจะหนีไปไหน
จะปรึกษากับครอบครัวก็จะมายืนฟังแล้วเสนอสินค้าชิ้นนั้นชิ้นนี้
ที่ผมเกลียดคือเรายืนคุยเรื่องส่วนตัวก็จะมายืนฟังด้วย เท่านั้นยังไม่พอ
เวลาเราเดินไปดูของแผนกอื่น พนักงานคนแรกที่
"จับ"เราก็จะเดินตามไปที่แผนกอื่น แล้วกระซิบพนักงานต้อนรับที่แผนกอื่นว่า
"ลูกค้าคนนี้ของฉันห้ามมายุ่ง"
ผมถึงขนาดบอกว่าขอความกรุณาอย่าเดินตามได้ไหม เขาก็พยักหน้า ถอยหลังไป 3
ก้าว แล้วตามมาอีกในระยะห่าง 3 ก้าว ระบบ"กินเปอร์เซนต์"
แบบนี้ผมรำคาญมากครับ ท่านผู้ใดมีวิธีที่ดีกว่านี้จะแนะนำไหมครับ


หลังจากซื้อของในห้างสรรพสินค้าใหญ่แล้วผมก็มาเดินเล่นแถวๆถนนคนเดิน (หมาก็เดินได้) ห้ามรถเข้ามาแล่น
ที่เห็นในรูป มีผู้คนมาเดินเล่นกันหนาตา
มีร้านเล็กๆริมทางขายของที่ระลึกบ้าง ขายน้ำดื่มบ้าง
ที่เห็นนิยมกันคือขายผลไม้หลากชนิดเสียบไม้เคลือบน้ำตาล ผมไปเมืองไหนๆก็มี ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในกระทู้ ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท. (http://www.vcharkarn.com/vcafe/183893) ที่มีภาพถ่าย 100 ปีที่แล้วเป็นภาพคนขายผลไม้เสียบไม้ที่ว่านี้


ถนนคนเดินนี้มีผู้ประกอบอาชีพต่างๆมากมายอย่าน่าสนใจ เดินไปเรื่อยๆอย่างช้าเพื่อดูสินค้าสักพักหนึ่ง
ก็จะมีผู้หญิงแต่งเนื้อแต่งตัวดี อายุราวๆ 30-40 ปี เข้ามาถามว่า
"ต้องการนวดไหม" ผมปฏิเสธแล้วเดินต่อไป กว่าจะสุดถนน มีเข้ามาถามแบบนี้ 5-6
ราย ผมแทบจะแวะเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าส่องกระจกดูตัวเองว่า
"เราหน้าตาเหมือนคนเมื่อยมากหรือไง(วะ)"
ความจริงการแต่งเนื้อแต่งตัวและหน้าตาก็บอกอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน
ผมดูๆแล้วบางคนหน้าตาและพฤติกรรมน่าจะไปใช้บริการ "นวดหน้าด้วยฝ่าเท้า" มาก มีอย่างที่ไหนเดินอยู่ดีๆพ่นควันบุหรี่ใส่ผู้คนแบบไม่สนใจใคร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097 29 ต.ค. 2554 (16:10)

ผลไม้เสียบเคลือบน้ำตาลนั้นเป็นแบบแช่เย็น โดยน้ำตาลที่เคลือบมีลักษณะเป็นหวานเย็นใช่ไหมคะ ดูจากตัวหนังสือที่ตู้ค่ะ มีคำว่า "ปิงถาง" ซึ่งน่าจะหมายถึง "หวานเย็น" ปิง = น้ำแข็ง ถาง = น้ำตาล

แต่ถ้าไม่แยกคำ ปกติ "ปิงถาง" เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อน้ำตาลชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็ง
หรือที่เรียกกันในเมืองไทยว่า "น้ำตาลกรวด" นั่นเอง

ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1098 29 ต.ค. 2554 (22:05)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097
...............................
ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ทำจากต้นอ้อย ครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1099 30 ต.ค. 2554 (01:15)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณครูไผ่ที่แวะเข้ามาทักทายและร่วมแสดงความคิดเห็น


น้ำตาลที่ว่านี้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำตาลน้ำแข็งครับ แต่เป็นชื่อเรียกที่หมายถึงน้ำตาลที่เคลือบผลไม้เป็นแผ่นบางๆแบบที่กรอบๆ เคี้ยวแล้วเหมือนกับเคี้ยวน้ำตาลกรวดน่ะครับ


จากคำถามของครูไผ่ ผมรู้สึกว่าจะมีการ ถามอย่าง ตอบอย่าง นะครับ


.... ครูไผ่ถามว่าทำจากพืชอะไร (พืชยืนต้น พืชล้มลุก พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดียว ....ตอบได้เยอะแยะ) ดันไปตอบว่าทำจากต้นอ้อย ไม่ได้ถามสักหน่อยว่าทำจากต้นอะไร (ไอ้พูดแบบเนียะ นอนหยอดน้ำข้าวต้มมาหลายรายแล้ว)


หยอกล้อกันเล็กๆน้อยๆ ตามประสาคนคุ้นเคย ดีใจครับที่มีคนคุ้นเคยเข้ามาเยี่ยมเยียนสนทนากันดูคึกคักขึ้น ทำให้ผู้คนเข้ามาช่วงนี้เฉลี่ยราว 800-900 คนต่อวัน ขอบคุณทุกท่านมากจริงๆครับที่เข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้



วันนี้ผมมีโอกาสมาสอนนักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาตรี ประมาณ 120 คน สนุกสนานมาก นักศึกษาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมาก เช่น ผมได้ทำการทดลองบางอย่าง แล้วได้ผลการทดลองที่ทำให้เขาแปลกใจและคาดไม่ถึง ผมก็ถามให้แสดงความคิดเห็น ก็มีการอภิปรายกันไปต่างๆนาแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน สนุกสนานมาก หลังจากบรรยายจบ 2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่อยากให้ยืดเวลาและต่ออีกหลายครั้ง บรรยากาศดีมาก นักศึกษาก็สนกุยิ้มแย้มแจ่มใส ดังแสดงในรูป



คุณภาพของนักศึกษารุ่นนี้ต่างจากรุ่นที่ผมเคยสอนเมื่อ 5 ปีก่อน สอบถามดูได้ความว่า เขามีการคัดเลือกที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งยังคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาที่จบออกไปในแง่ของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องของประชาคมอาเซี่ยน จะทำให้คนจีนมีโอกาสมากขึ้น ผมได้ยินแล้วก็ "อึ้งกิมกี่" เลยครับ แต่ที่ทำให้ผมอึ้งมากขึ้นกว่านั้นคือ เขาออกกฏกึ่งบังคับให้นักศึกษาต้องผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษระดับ TOEFL ที่จะออกไปสู้กับประเทศอื่นได้ ผมเองก็ตกใจมากที่เห็นว่านักศึกษารุ่นนี้มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก ดีกว่านักศึกษาของไทยหลายเท่า รูปล่างขวามือ เป้นนักศึษาปริญญาโทที่ผมเคยสอน ตอนนี้จบแล้วทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่เห็นในรูป เขากำลังเอาหม้อหุงข้าวมาต้มน้ำให้เดือดเพื่อจะเอาไอน้ำไปขับเคลื่อนรถจักรไอน้ำ แล่นได้จริงๆ นอกจากนั้นยังดัดแปลงเอาวิทยุบังคับรถขนาดเล็กมาทำเป็นที่ควบคุมบังคับทางไกล น่าสนุกมาก มีโอกาสวันหน้าจะเล่าให้ฟัง ลองมาดูบรรยายกาศในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ดูบ้างดีกว่า



ที่เห็นนี้เป็นสภาพห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นปกติทุกวัน ไม่ใช่มีอะไรพิเศษเลย ผมได้ยินคำพูดที่กรอกหูมาตั้งแต่เด็ก "ประเทศไทยยิ่งใหญ่ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน เราจึงได้ชื่อว่า ไท(ย)" แม้แต่ตอนนี้ก็ยังได้ยินทางโทรทัศน์ทุกวัน "ชาติไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" ผมเองก็เป็นคนไทย รักผืนแผ่นดินไทย ไม่น้อยว่าใคร แต่โลกของความจริงกับโลกของความฝันมันต่างกันครับ


เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาแล้ว อยากจะให้เห็นวิธีคิดและการแต่งตัวของนักศึกษาจีน ผมไม่เห็นว่าเขาจะใส่ใจในเรื่อวของการแต่งหน้าทาปาก หรือแต่งตัวตามแฟชั่นมอมเมาสังคมเลย อาจจะมีรักสวยรักงามบ้าง ก็พอน่ารักตามแบบวัฒนธรรมจีน ผมสอนหนัวสือในมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายแห่ง หลายประเทศ อดที่จะเอารูปนักศึกษาจากที่ต่างๆมาเปรียบเทียบให้ดูไม่ได้



ทุกครั้งที่ผมอยู่ตา่งประเทศและมีการพูดถึงประเทศไทศโดยคนต่างชาติ เขามักจะออกปากชมเสมอว่า ผู้หญิงไทยสวยที่สุดในโลก บริการก็ดี ยิ้มสยามยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยเสมอ ท่านทั้งหลายภูมิใจไหมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6416 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม