วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 981,528 ตอบแล้ว: 1,629
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1487 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| -11- 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097 29 ต.ค. 2554 (16:10)

ผลไม้เสียบเคลือบน้ำตาลนั้นเป็นแบบแช่เย็น โดยน้ำตาลที่เคลือบมีลักษณะเป็นหวานเย็นใช่ไหมคะ ดูจากตัวหนังสือที่ตู้ค่ะ มีคำว่า "ปิงถาง" ซึ่งน่าจะหมายถึง "หวานเย็น" ปิง = น้ำแข็ง ถาง = น้ำตาล

แต่ถ้าไม่แยกคำ ปกติ "ปิงถาง" เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อน้ำตาลชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็ง
หรือที่เรียกกันในเมืองไทยว่า "น้ำตาลกรวด" นั่นเอง

ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1098 29 ต.ค. 2554 (22:05)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097
...............................
ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ทำจากต้นอ้อย ครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1099 30 ต.ค. 2554 (01:15)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณครูไผ่ที่แวะเข้ามาทักทายและร่วมแสดงความคิดเห็น


น้ำตาลที่ว่านี้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำตาลน้ำแข็งครับ แต่เป็นชื่อเรียกที่หมายถึงน้ำตาลที่เคลือบผลไม้เป็นแผ่นบางๆแบบที่กรอบๆ เคี้ยวแล้วเหมือนกับเคี้ยวน้ำตาลกรวดน่ะครับ


จากคำถามของครูไผ่ ผมรู้สึกว่าจะมีการ ถามอย่าง ตอบอย่าง นะครับ


.... ครูไผ่ถามว่าทำจากพืชอะไร (พืชยืนต้น พืชล้มลุก พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดียว ....ตอบได้เยอะแยะ) ดันไปตอบว่าทำจากต้นอ้อย ไม่ได้ถามสักหน่อยว่าทำจากต้นอะไร (ไอ้พูดแบบเนียะ นอนหยอดน้ำข้าวต้มมาหลายรายแล้ว)


หยอกล้อกันเล็กๆน้อยๆ ตามประสาคนคุ้นเคย ดีใจครับที่มีคนคุ้นเคยเข้ามาเยี่ยมเยียนสนทนากันดูคึกคักขึ้น ทำให้ผู้คนเข้ามาช่วงนี้เฉลี่ยราว 800-900 คนต่อวัน ขอบคุณทุกท่านมากจริงๆครับที่เข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้



วันนี้ผมมีโอกาสมาสอนนักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาตรี ประมาณ 120 คน สนุกสนานมาก นักศึกษาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมาก เช่น ผมได้ทำการทดลองบางอย่าง แล้วได้ผลการทดลองที่ทำให้เขาแปลกใจและคาดไม่ถึง ผมก็ถามให้แสดงความคิดเห็น ก็มีการอภิปรายกันไปต่างๆนาแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน สนุกสนานมาก หลังจากบรรยายจบ 2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่อยากให้ยืดเวลาและต่ออีกหลายครั้ง บรรยากาศดีมาก นักศึกษาก็สนกุยิ้มแย้มแจ่มใส ดังแสดงในรูป



คุณภาพของนักศึกษารุ่นนี้ต่างจากรุ่นที่ผมเคยสอนเมื่อ 5 ปีก่อน สอบถามดูได้ความว่า เขามีการคัดเลือกที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งยังคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาที่จบออกไปในแง่ของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องของประชาคมอาเซี่ยน จะทำให้คนจีนมีโอกาสมากขึ้น ผมได้ยินแล้วก็ "อึ้งกิมกี่" เลยครับ แต่ที่ทำให้ผมอึ้งมากขึ้นกว่านั้นคือ เขาออกกฏกึ่งบังคับให้นักศึกษาต้องผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษระดับ TOEFL ที่จะออกไปสู้กับประเทศอื่นได้ ผมเองก็ตกใจมากที่เห็นว่านักศึกษารุ่นนี้มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก ดีกว่านักศึกษาของไทยหลายเท่า รูปล่างขวามือ เป้นนักศึษาปริญญาโทที่ผมเคยสอน ตอนนี้จบแล้วทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่เห็นในรูป เขากำลังเอาหม้อหุงข้าวมาต้มน้ำให้เดือดเพื่อจะเอาไอน้ำไปขับเคลื่อนรถจักรไอน้ำ แล่นได้จริงๆ นอกจากนั้นยังดัดแปลงเอาวิทยุบังคับรถขนาดเล็กมาทำเป็นที่ควบคุมบังคับทางไกล น่าสนุกมาก มีโอกาสวันหน้าจะเล่าให้ฟัง ลองมาดูบรรยายกาศในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ดูบ้างดีกว่า



ที่เห็นนี้เป็นสภาพห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นปกติทุกวัน ไม่ใช่มีอะไรพิเศษเลย ผมได้ยินคำพูดที่กรอกหูมาตั้งแต่เด็ก "ประเทศไทยยิ่งใหญ่ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน เราจึงได้ชื่อว่า ไท(ย)" แม้แต่ตอนนี้ก็ยังได้ยินทางโทรทัศน์ทุกวัน "ชาติไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" ผมเองก็เป็นคนไทย รักผืนแผ่นดินไทย ไม่น้อยว่าใคร แต่โลกของความจริงกับโลกของความฝันมันต่างกันครับ


เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาแล้ว อยากจะให้เห็นวิธีคิดและการแต่งตัวของนักศึกษาจีน ผมไม่เห็นว่าเขาจะใส่ใจในเรื่อวของการแต่งหน้าทาปาก หรือแต่งตัวตามแฟชั่นมอมเมาสังคมเลย อาจจะมีรักสวยรักงามบ้าง ก็พอน่ารักตามแบบวัฒนธรรมจีน ผมสอนหนัวสือในมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายแห่ง หลายประเทศ อดที่จะเอารูปนักศึกษาจากที่ต่างๆมาเปรียบเทียบให้ดูไม่ได้



ทุกครั้งที่ผมอยู่ตา่งประเทศและมีการพูดถึงประเทศไทศโดยคนต่างชาติ เขามักจะออกปากชมเสมอว่า ผู้หญิงไทยสวยที่สุดในโลก บริการก็ดี ยิ้มสยามยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยเสมอ ท่านทั้งหลายภูมิใจไหมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1100 4 พ.ย. 2554 (21:34)
ไม่รู้สึกภูมิใจเลยกับคำชมประเภทนี้ในท้ายความเห็นฯ ที่ 1099 ไม่ตรงกับค่านิยมของดิฉันค่ะ
อาจจะถึงกับเคืองก็ได้ ถ้าแฝงนัยบางอย่าง
และรู้สึกอับอายขายหน้ามากกับการแต่งกายของนักศึกษาไทยในรูป
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1102 26 พ.ย. 2554 (20:31)


สมัยก่อนนี้ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่าพ่อสอนให้สังเกตสิ่งต่างๆรอบๆตัวที่ดูแปลกๆ โดยตั้งคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วให้หาทางอธิบายเหตุผล แถมยังให้คิดเป็นประโยคในภาษาอังกฤษด้วย พ่อให้ทำอยู่หลายปี จนติดเป็นนิสัย ทำให้ชอบสังเกตสิ่้งแปลกรอบๆตัวอยู่เป็นประจำ


วันหนึ่งที่หน้าบ้าน หลังจากถอยรถเข้าไปเก็บ ผมก็ปิดประตูเหล๊กหน้าบ้าน ตรงรอยต่อของประตูที่ปิดไม่แนบสนิท จะมีช่องว่างเป็นแนวยาว แสงลอดผ่านมาได้ ผมบังเอิญสังเกตเห็นแสงที่ลอดออกมาได้นั้นมีลักษณะที่แปลกคือ นอกจากจะเห็นเป็นลำแสงสีขาวเป็นแนวทอดยาวไปตามพื้นแล้ว ยังมี "เงาดำ" ตรงกลางทอดยาวไปตามลำแสงเช่นกัน


ผมพยายามหาทางอธิบายอยู่นาน หาหลักการฟิสิกส์ของแสงมาคิด เรื่องทางเดินของแสงต่างๆก็แล้ว เรื่องการแทรกสอดและเลี้ยวเบนก็แล้ว คิดตั้งนานก็คิดไม่ออก จนในที่สุด ก็ต้องร้อง "อ๋อ!" เพราะเป็นเรื่องที่ผมเรียนจากครูสอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนี่เอง


เพื่อนสมาชิกลองเก็บเอาไปคิด แล้วลองตอบมาดูนะครับ ใครตอบถูกก่อนก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างสาสมเช่นเคย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1103 27 พ.ย. 2554 (09:51)

คาดว่ารูปสุดท้ายของ #1099 ไม่ใช่นักศึกษา
 แต่เป็นคนที่พยายามอาศัยเครื่องหมายนักศึกษาประกอบอาชีพค้าของเก่ามากกว่า

#1102 นับเป็นเงาที่น่าสนใจ ด้วยกลางแถบสว่างกลายเป็นเส้นมืดไปเสียนี่
นึกเท่าใดก็นึกไม่ออกว่าครูวิทย์ที่พลับพลาชัยท่านสอนไว้อย่างไร(ก็ผมสอบตกเกือบทุกวิชาน่ะ)
ไม่ใช่ครูไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะผมไม่สนใจเรียนเสียมากกว่า
วิชาที่ผมชอบมากก็เป็นช่างเย็บหนัง หล่อปูนปลาสเตอร์ เขียนแบบ

กลับมาที่ภาพเงา มีส่วนของเงาที่สูงกว่านี้ไหมครับ

หลอดไฟในภาพนี้ มองด้วยตามันก็กลมๆธรรมดา พอถ่ายออกมากลายเป็นดาวไปเสียนี่



นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1104 27 พ.ย. 2554 (11:50)

ครูวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสอนให้เราทำ "กล้องรูเข็ม" ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1105 5 ธ.ค. 2554 (21:03)
ผมเดาว่าเป็นภาพของวัตถุนอกบ้านที่ตกลงมาบนพื้นบ้านที่ทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพ ที่ผ่านช่องแสงเล็กๆที่บานประตูปิดไม่มิดที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเล็นของกล้องรูเข็ม
Davidply (IP:124.122.164.227)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1106 7 ธ.ค. 2554 (04:19)

ผมจำได้ว่าครูวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสอนให้เราทำ "กล้องรูเข็ม"




แสงจากวัตถุจะผ่านรูเข็มไปปรากฏบนฉากในแบบหัวกลับ



ขณะเกิดสุริยุปราคาแสงจากดวงอาทิตย์สองผ่านรูเล็กๆตามใบไม้มากมายบนต้นไม้ แล้วไปปรากฏบนพื้นในลักษณะที่เป็นภาพหัวกลับเช่นกัน เป็นปรากฏการณ์รูเข็ม



คราวนี้ผมสังเกตเห็นแสงที่ลอดรูเล็กๆที่อยู่บนประตูเหล็ก แล้วเกิดเป็นภาพในลักษณะที่เป็นเส้นๆสีดำ จากหลักการปรากฏการณ์รูเข็มผมจึงรู้ได้ทันทีว่า "แหล่งกำเนิดแสงต้องเป็นเส้นสีดำ" ผมจึงกลับไปดูที่แหล่งกำเนิดแสงที่อยู่ด้านบน



ผลก็ปรากฏที่เห็นครับว่า เป็นหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ 2 หลอดคู่ขนาน ตรงกลางเป็นร่องมืดยาว แสงจากแหล่งกำเนิดเป็นอย่างไร ภาพที่ไปปรากฏบนพื้นก็จะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเส้นสีดำที่เห็นก็คือส่วนที่มืดบนแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง


ผมเคยเล่าเรื่องปรากฏการณ์รูเข็มที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยไว้ครั้งหนึ่งแล้วในความเห็นที่ 363



ครั้งนั้นเป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2509 เป็นช่วงสายๆ จำได้แม่นว่าเราแต่งชุดลูกเสือ ขณะที่เรากำลังซ้อมทำพิธีวางพวงมาลาหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบามสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน วันที่ 25 พฤศจิกายน 2509 กลางสนามของโรงเรียน เราร้องกันว่า

ข้า ลูกเสือ เชื้อไทย ใจเคารพ ขอน้อมนพ บาทบงส์ พระทรงศรี พระบาทมงกุฏเกล้า จอมเมาลี ทรงปราณี ก่อเกื้อ ลูกเสือมา ทรงอุตสาห์ อบรม บ่มนิสัย ให้มีใจ รักชาติ ศาสนา ...

ขณะนั้นเกิดสุริยคราส ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ทางโรงเรียนต่างๆหรือสื่อต่างๆก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเหมือนปัจจุบัน จำได้ว่า ครูวิชิตสอนให้พวกเราดูเงาในน้ำ หรือเอาเทียนไขมารมให้เกิดเขม่าบนแผ่นกระจกแล้วส่องดู




เมื่อเราเสร็จพิธีคราสกำลังจะเรื่มออก ผมเดินขึ้นตึกเรียน สังเกตเห็นแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดรูเล็กข้างตึกตกลงบนพื้นเป็นรูปดวงอาทิตย์ ที่ถูกบดบัง ไม่ต้องใช้น้ำ หรือแผ่นฟิล์มดูเลย ทำให้ผมสนใจมาก ถามใครๆสมัยนั้นก็ไม่มีใครตอบผมได้
ผมจึงเริ่มศึกษาด้วยตัวเองและพบว่ามันคือ ปรากฏการณ์รูเข็ม นับว่าพบปรากฏการณ์ทางธรรมชาคิเองที่ไม่มีใครบอก และนี่ก็เป็นที่มาของหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสนใจอยากเป็นนักฟิสิกส์ ภาพที่เห็นเป็นภาพการเกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2509 ถ่ายโดยองค์การนาซ่า


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1107 10 ธ.ค. 2554 (22:26)


วันนี้ 10 ธันวาคม 2554 เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ผมเฝ้าดูปรากฏการณ์นี้จากเว็ปไซต์ต่างๆและจากท้องฟ้าจริงที่นนทบุรี ฟ้าเปิดเห็นได้ชัดเจน รูปบนเป็นรูปที่ได้จากภาพ Realtime ของเว็ปไซต์ ส่วนรูปล่างถ่ายเองจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลธรรมดา


สมัยก่อนนี้ ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย รู้สึกว่าข่าวเกี่ยวกับการเกิดอุปราคาต่างๆไม่ค่อยตื่นตัวเหมือนปัจจุบัน สื่อต่างๆก้ไม่ค่อยออกข่าวกัน



ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นจันทรุปราคาครั้งแรกในชีวิตก็ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ผมไปอยู่ที่เวียงจันทน์กับพ่อ-แม่ วันนั้น วันที่ 4 พฤษภาคม 2509 เป็นช่วงก่อนเปิดเทอมเล็กน้อย แม้จะเกิดจันทรุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์อยู่ในเงามัว แต่ก็ตื่นเต้นเพราะผู้คนที่เวียงจันทน์มีการตีปีป เคาะไม้ จุดปะทัด ดังไปทั้งเมืองเวียงจันทน์ เพื่อไล่ให้จันทรุปราคาหมดเร็ว หรือที่กล่าวกันว่าส่งเสียงเพื่อไล่ให้พระราหูเลิกอมจันทร์ ผมตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ยายผมเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่เมืองไทยเราก็ตีเกราะเคาะไม้ดังสนั่นแบบนี้เหมือนกัน เพื่อให้ "จันทรคราสออกไปเร็วๆ"


อ้างอิง:
http://www.narit.or.th/live/
http://www.enotes.com/topic/May_1966_lunar_eclipse


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1108 11 ธ.ค. 2554 (08:29)

เชียงราย คราวนี้จังหวะไม่ดีเลยครับ จันทรุปราคาคราวที่แล้ว(หน้าฝน)เมฆเต็มฟ้า เห็นปรากฏการณ์นี้แบบวับ ๆ แวม ๆ มาคราวนี้(หน้าหนาว)ก็ยังมีเมฆเต็มฟ้าอีก เห็นปรากฏการณ์นิดเดียวเอง ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1109 11 ธ.ค. 2554 (09:28)


สามทุ่มสี่สิบนาที


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1110 11 ธ.ค. 2554 (12:42)


คงมีคนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคนในอดีตที่ผ่านมโดยหาคนทำไม่ได้ พวกที่พกปืนทั้งหลาย จะถูกกฏหมาย หรือ ไม่ถูกฏหมาย จะโดยหน้าที่หรือสนุกสนานก็ตาม ควรมีสำนึกเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ สมัยก่อนนี้ รศ.ลิขิต ฉัตรสกุล อาจารย์ของผมที่จุฬา เคยเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านของท่านก็เคยเจอ กระสุนขนาด 9 มม.เจาะลงมาที่บ้านเหมือนกัน โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1111 11 ธ.ค. 2554 (19:19)

เดี๋ยวนี้เวลาเกิดคราส(ทั้งสุริยคราสและจันทคราส) ไม่เห็นใครตีเกราะเคาะไม้เหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็ก ๆ สมัยนี้เล่นจุดประทัดและยิงปืนขึ้นฟ้า โดยเฉพาะคนที่ยิงปืนขึ้นฟ้านี่ ถ้ามาเรียนฟิสิกส์ น่าจะให้เกรด "0" ได้นะครับ เพราะไม่ได้เอาหลักการทางฟิสิกส์มาคิดว่า ลูกกระสุนที่ตกลงมานี่ความเร็วน่าจะพอ ๆ กับจ่อยิงกันเลย ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1112 13 ธ.ค. 2554 (02:26)


มีปืนไม่ใช่ว่าจะยิงแบบนี้ได้ง่ายๆนะครับ มันต้องโง่ด้วยจึงจะทำได้



ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า ผลจะเป็นอย่างไร มองในแง่ความน่าจะเป็นแล้วน่าตกใจ!


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1113 13 ธ.ค. 2554 (02:59)

เมื่อยิงปืนขึ้นฟ้า 
ความเร็วของลูกปืนที่ตกลงมา จะเท่ากับความเร็วของลูกปืนตอนที่วิ่งออกจากกระบอกปืนหรือไม่


ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้า
ให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)


จะทะลุหรือไม่


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1114 13 ธ.ค. 2554 (04:45)

ถ้ากระสุนปืนวิ่งในอากาศมันจะมีแรงเสียดทานของอากาศเข้ามาเกี่ยว ถ้าความเร็วที่ออกมาเป็น v ที่ไม่สูงมาก แรงเสียดทาน F จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v ถ้ากระสุนปืนเป็นชนิดที่ให้ความเร็วสูงระยะหวังผลไกลมาก แรงเสียดทานของอากาศจะป็นสัดส่วนกับความเร็ว v ขณะออกจากปากกระบอกยกกำลังสองครับ เรื่องนี้มีการวิจัยกันมากทางทหาร เพื่อคำนวณระยะยิงและระยะหวังผลที่แม่นยำแน่นอน ในเยอรมนีศึกษากันมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2


ตามหลักฟิสิกส์ที่เราเรียนกันในชั้นมัธยม เรามักไม่คำนึงถึงเรื่องของแรงเสียดทานของอากาศ หากเรายิงปืนขึ้นฟ้า ความเร็วของกระสุนปืนขณะที่ออกจากปากกระบอก จะเท่ากับความเร็วตอนตกลงมาถึงจุดที่ยิง ในความเป็นจริง จะมีแรงเสียดทานของอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเร็วของกระสุนปืนตอนที่ตกลงมาถึงพื้นจะน้อยกว่าความเร็วตอนออกจากปากกระบอกปืนแน่ หากเป็นอาวุธสงครามของทหาร แรงเสียดทานของอากาศจะป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v ขณะออกจากปากกระบอกยกกำลังสอง แต่ตอนที่กระสุนปืนถึงจุดสุดยอดแล้วเริ่มตกลงมา แรงเสียดทาน F จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v


แม้ว่าจะมีแรงเสียดทานเข้ามาลดความเร็วของกระสุนปืนทั้งขาชึ้นและขาลง แต่ความเร็วของกระสุนปืนก็ยังเร็วพอที่จะทำอันครายถึงตายได้ครับ



ส่วนคำถามที่ว่า ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้าให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)จะทะลุหรือไม่ นั้น ต้องลองดูครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1115 13 ธ.ค. 2554 (13:26)

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้าให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)จะทะลุหรือไม่ นั้น ต้องลองดูครับ


สำคัญว่า "ใครจะเป็นคนลองยิง ใครจะยอมเป็นเป้า หรือเอากะลามะพร้าวแทนได้


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1116 14 ธ.ค. 2554 (13:14)


เมื่อวานนี้ผมขับรถยนต์ผ่านไปแถวๆบางโพ คิดถึงสมัยก่อนเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว บริเวณบางโพจะมีคลองและมีโรงงานผลิตน้ำส้มและนมสดยี่ห้อ "เพียว" ผมชอบดื่มมาก น้ำส้มจะเป็นขวดสีชา ส่วนนมสดจะมี 3 สีคือ สีขาว สีชมพูและสีช็อคโกเล็ต


มีเพลงโฆษณาที่น่าฟัง เด็กๆร้องกันทั้งเมือง ช่วงตอนใกล้เปิดเทอมจะมีการแจกสมุดจดงาน ที่ด้านหลังปกมีเนื้อเพลงโฆษณาน้ำส้มและนมสดเพียวดังนี้


เพียว เพียว เพียว น้ำส้ม เพียว เพียว เพียว นมสดเพียว เพียว เพียว น้ำส้มเพียว
เพียว เพียว เพียว น้ำส้มเพียวอร่อยกว่า บำรุงกายา ให้สดสวยผิวพรรณดี
เพียว เพียว เพียว พร้อมด้วยวิตามินซี ขวดสีชาป้องกันแสง
เพียว เพียว เพียว นมสดเพียว อร่อยกว่า บำรุง กายา ให้สดสวยเพิ่มพูนแรง
เพียว เพียว เพียว ที่ทั่วไปทุกหนแห่ง อยากแข็งเรง ต้องเลือกเพียว เพียว


เชิญชมวิดีโอโฆษณาได้ที่นี่ครับ >>> น้ำส้มและนมสดเพียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1117 15 ธ.ค. 2554 (11:31)

ตามไปชมวิดีโอโฆษณาแล้ว พรีเซนเตอร์เป็นคนในครอบครัวการ์ตูน "ตุ๊กตา" หนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย หนูแจ๋ว ในหนังสือการ์ตูนประจำบ้านเล่มหนึ่งในหลาย ๆ เล่มของ ด.ญ.ไผ่ ตอนเล็ก ๆ 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1118 16 ธ.ค. 2554 (00:03)


ขอบคุณครูไผ่มากครับ ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย พร้อมทั้งแสดงตนเป็นบุคคลร่วมสมัยกับผมและสอดคล้องกับชื่อของกระทู้ เด็กๆสมัยสี่สิบ-ห้าสิบปีก่อนนี้ มักจะรู้จักการ์ตูนที่ผมถือว่าเป็นระดัยคลาสิคที่มีชื่อว่า "ตุ๊กตา" มีตัวเอกหลายตัวที่บีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป (อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=172898)


บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดการ์ตูนตุ๊กตาคือ คุณพิมน กาฬสีห์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2468 ที่จังหวัดลำปาง บิดาเป็นคนไทยเชื้อสายอิตาเลียน ปู่เป็นชาวอิตาเลี่ยนที่ได้เดินทางเข้ามารับราขการทหารในเมืองไทยสมัย รัชกาลที่ห้า นามสกุลเดิมคือ Gallassi และเปลี่ยนเป็น กาฬสีห์ เมื่อครั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่ออายุได้ 4 ขวบ มารดาเสียชีวิตจึงอยู่ในความดูแลของป้า พออายุได้ 11 -12 ขวบ บิดาเดินทางกลับไปเรียนดนตรีทีประเทศอิตาลี ได้ฝากเขาไว้กับอาจารย์ศิลป พีระศริ เพื่อเข้าเรียนวิชาศิลปะ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จนจบมัธยม 6 แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง


คุณพิมน กาฬสีห์ สมัครงานเป็นคนเขียนภาพประกอบ ให้หนังสือสยามสมัยของอารีย์ ลีวีระ บรรณาธิการ คือคุณชั้น แสงเพ็ญ ต่อมาเขียนให้แสนสุข สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุงที่วิลาศ มณีวัต เป็น บ.ก.เริ่มต้นชีวิตการเขียนการ์ตูน พิมนจะใช้นามปากกา "ตุ๊กตา" ในการวาดภาพทุกครั้ง ชื่อนี้เป็นชื่อเล่นของลูกสาวคนแรก และก่อนกำเนิด การ์ตูนตุ๊กตา ฉบับแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.2497




เนื่องจากเป็นการ์ตูนยอดฮิตติดตลาดสำหรับเด็กๆสมัยนั้น ดังนั้นในการทำโฆษณาขายของสำหรับเด็ก เช่น น้ำส้ม และนมสด จึงมักจะเอาการ์ตูนในหนังสือ "ตุ๊กตา" มาเป็นตัวเอกโฆษณา ดังที่ครูไผ่ว่าไว้ครับ ดูการ์ตูนตัวอย่างสมัยก่อนครับ



หน้าปกของหนังสือการ์ตูนตุ๊กตาสมัยก่อนนี้ มักจะเอารูปของดาราดังสมัยนั้นมาประกอบกับตัวละครการ์ตูนต่างๆ ดังเช่น รูปหน้าปกต่อไปนี้



ดาราในรูปนี้คือ เกศริน ปัทมวรรณ ซึ่งผมจะเรียกว่า "พี่แต๋ว" เพราะพี่เขาเป็นลูกกำพร้า ซึ่งลุงของผมเลี้ยงดูพี่เขาเป็นบุตรบุณธรรมมาตั้งแต่เด็กๆ ต่อมามีแมวมองมาติดต่อให้พี่แต๋วไปแสดงหนัง จนโด่งดัง



ผมจำได้ว่า อยู่มาวันหนึ่งลุงสุรินทร์ พ่อบุญธรรมของพี่แต๋ว มาชวนพ่อและแม่ของผมไปดูหนังที่พี่แต๋วแสดง เรื่อง "กัลปังหา" ที่พี่แต๋วแสดงร่วมกับคุณชนะ ศรีอุบล เป็นพระเอกในเรื่อง มีเพลงไพเราะประกอบหนังที่คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง ชื่อเดียวกับชื่อหนังคือ กัลปังหา (<< ฟังเพลงตัวอย่างที่นี่ครับ)


คำร้อง/ทำนอง คุณสุรัฐ พุกกะเวส/คุณสง่า อารัมภีร
ขับร้องต้นฉบับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง


กัลปังหา ชลดาคือมาตาปิตุภูมิ
เติบโตเต่งตูม อยู่ใต้ลุ่มมหาชลาลัย
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้า สิ้นฟ้ามหาสมุทร
กัลปังหายังคงพิสุทธิ์ คงพิสุทธิ์ ผุดผ่อง อำไพ
ความรักเท่านั้นจะดั้นด้นไปพบเจ้าได้ ประทับใจ ประดับวิญญาณ
 
กัลปังหา เจ้านั้นเกิดมาด้วยฟ้าประทาน
ชลดาสายธาร คือสายวิญญาณแห่งรักสลักใจ
หนึ่งในดวงใจข้านั้นคือกัลปังหา
เจ้าเป็นขวัญชีวา ขวัญชีวาที่ฟ้ามอบให้
ถึงสิ้นแสงสุรีย์ฉาย ชลาลัยเหือดแห้งไป
แต่ใจภักดิ์ก็ไม่เปลี่ยนใจ  ไม่เปลี่ยนใจจากกัลปังหา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1119 18 ธ.ค. 2554 (23:06)

ช่วงชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมาของผม ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ภาษาพูดของคนไทยเรามากมาย ตั้งแต่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมาจนทุกวันนี้ กระแสนิยมทำให้การใช้คำไทยในภาษาเขียนกับภาษาพูดผิดแผกแตกต่างกัน แต่เราก็ยอมรับ และดูเหมือนจะชอบหรือนิยมแบบที่เปลี่ยนไปเสียด้วย เช่น เพลง กัลปังหา  (<< ลองฟังดู) ช่วงที่คุณสุเทพร้องว่า "อยู่ใต้ลุ่มมหาชลาลัย" คำว่าใต้นั้น ออกเสียงสั้น แต่คนในปัจจุบันนิยมออกเสียงคำว่า "ใต้" แบบยาวๆเป็น "ต้าย" เพลงบางเพลง นักร้องออกคำว่า"ใต้" เป็น "ต้าย" เช่น เพลง คำมั่นสัญญา (<< ลองฟังดู) ที่คุณชรินทร์ร้อง .... "แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร" ร้องเป็น "แม้อยู่ในต้ายหล้าสุธาธาร"


มีอีกหลายคำ เช่น "น้ำ" เราจะออกเสียงยาวว่า "น้าม" หากจะพูดว่า "ผมกระหายน้ำมาก" ก็กลับพูดว่า "ผมกระหายน้ามมาก" แต่ที่แปลกก็คือ เวลาเราพูดว่า "จะไปซื้อน้ำปลา" เรากลับพูดได้ถูกต้อง ไม่พูดว่า "จะไปซื้อน้ามปลา"


หรือ เวลาเราถ่ายรูป บอกให้เตรียมตัว แทนที่จะบอกว่า "หนึ่ง สอง สาม" กลับบอกว่า "นึง ส่อง ซ่ำ"


ผมมีเพื่อนๆหลายคนที่อยู่แถวๆราชบุรี เวลาพูด ผมจะฟังดูแปลกหูมาก เพราะคนกรุงเทพไม่พูดกับแบบนั้น เช่น ประโยคที่ว่า "วันนี้เขาไม่มา"  คนกรุงเทพจะพูดว่า "วันนี้เค้าไม่มา"แต่เพื่อนผมคนราชบุรียังออกเสียง่า "วันนี้เขาไม่มา" ได้ถูกค้องตามหลักถาษาไทย


หรืออีกคำหนึ่ง ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย คำว่า "เมื่อกี้นี้" เดี๋ยวนี้คนมักจะพูดว่า "เมื่อกี๊นี้" แต่เมื่อเราใช้อยู่ทุกวัน แม้แต่สื่อมวลชนต่างๆก็ยังนิยมใช้ภาษาที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ฟังคำพูดที่ถูกต้องตามภาษาเดิมแล้วรู้สึกขัดหู


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1120 1 ม.ค. 2555 (02:22)

สวัสดีปีใหม่ 2555


ขอกลับมาที่ วิดีโอโฆษณา น้ำส้มและนมสดเพียว เพลงที่ประกอบโฆษณานี้มาจากเพลง In a Persian Market โดย Albert Ketèlbey



ฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ครับ  >>>  In a Persian Market



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1121 1 ม.ค. 2555 (23:31)

ภาพเขียนสีน้ำมันประกอบเพลง In a Persian Market เป็นของ Edwin Lord Weeks



Edwin Lord Weeks (1849 – 1903), American artist, painter and explorer, was born at
Boston, Massachusetts, in 1849. He was a pupil of Léon Bonnat and of
Jean-Léon Gérôme, at Paris. He made many voyages to the East, and was
distinguished as a painter of oriental scenes.


Along with Frederic Arthur Bridgman, Edwin Lord Weeks is one of the most
celebrated of the American Orientalists, this certainly being so during
his lifetime, and although quite a lot is recorded concerning his
professional career and travels, much of this from his own extensive
travel writings, relatively little is known about his private life.


In 1895 he wrote and illustrated a book of travels, From the Black Sea
through Persia and India, and two years later he published Episodes of
Mountaineering. He died in November 1903. He was a member of the Légion
d'honneur, France, an officer of the Order of St. Michael, Germany, and a
member of the Secession, Munich.

































แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1122 3 ม.ค. 2555 (00:23)

ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีรายการโทรทัศน์วันอาทิตย์ช่วงบ่ายอยู่รายการหนึ่งที่ผมชอบมากคือ การแสดงดนตรีสากล โดยมีอาจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร เป็นผู้อำนวยเพลง ถ้าผมจำไม่ผิด รายการนั้นชื่อ รายการดนตรีวิจารณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อาจารย์ชูชาติได้เอาเพลง In a Persian Market มาบรรเลง ก่อนจะบรรเลงเพลงนี้ อาจารย์ชูชาติได้เล่าเรื่องราวที่ทำให้เรามองเห็นภาพที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องที่สอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงที่มีทั้งเร็ว ช้า ดัง ค่อย และสอดประสานของเสียงจากเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดในวง คล้ายกับภาพเขียนสีน้ำมันที่ผมนำมาเสนอในความเห็นข้างบน ผมยังคงมีภาพวาดในความทรงจำที่ประทับใจครั้งนั้นอยู่จนทุกวันนี้
อาจารย์ชูชาติ ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็น ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553


เพลง ชูชาติ พิทักษากร


ภาพขนาดย่อ<br />


การแสดงเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2553




 


คำประกาศเกียรติคุณ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร


ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล)



ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร
ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี เกิดวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๗๗  เป็นชาวกรุงเทพมหานคร   สามารถบรรเลงเครื่องสายไทยได้รอบวงและเดี่ยวออร์แกนลมได้ดี  สอบเทียบปริญญา
A.R.C.M.
พร้อมทั้งประกาศนียบัตรการสอนดนตรี Teaching Diploma
จาก The
Royal College of Music ได้รับปริญญา G.L.C.M.  พ.ศ. ๒๕๐๕  รับราชการในกองทัพบก 
กองดุริยางค์
  พ.ศ. ๒๕๑๙ ลาออกจากราชการยศพันเอก
และพ.ศ. ๒๕๒๕ เข้ารับราชการอีกครั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร รับราชการอยู่ที่กองทัพบก เป็นทั้งค
รู ผู้พัฒนาหลักสูตรวิชาการดนตรีในโรงเรียนดุริยางค์  และผู้ควบคุมวงดุริยางค์แสดงในวาระสำคัญ ๆ ของชาติ ทั้งในและต่างประเทศ  มีผลงานเพลงเรียบเรียงเสียงประสาน
 เช่น  เพลงโอ เอเชี่ยนเกมส์  สุดแผ่นดิน เมืองน่ากังวล
 เป็นต้น และระหว่างรับราชการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้ก่อตั้งและพัฒนาวงดนตรีแชมเบอร์ของคณะครุศาสตร์
จนปัจจุบันกลายเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ ชื่อวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 และก่อตั้งวงอิบิคุสออร์เคสตราอีกด้วย  ผลิตผลงานตำราวิชาการและเอกสารประกอบการสอนจำนวนมาก   โดยเฉพาะความรู้ทาง
Counterpoint – Composition – Harmony   เป็นครูสอนเครื่องสายไวโอลิน การอำนวยเพลง การประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน  บุคลากรในยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีสากลล้วนเป็นศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจากท่าน  นอกจากนี้ ยังเป็นครูดนตรีสอนผ่านสื่อเทคโนโลยี
     โดยจัดรายการดนตรีวิจารณ์ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์
การเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง
๗ ได้รับรางวัลพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ
  เพลงสุดแผ่นดิน ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม   รางวัลเชิดชูเกียรติ เหรียญ Siver
Cross of Merit  ในฐานะเป็นผู้มีความรู้ในการเผยแพร่ผลงานของดุริยกวียุโรป จากประธานาธิบดีฟรานซ์ โจนาส แห่งประเทศออสเตรีย ซึ่งโอกาสของผู้ที่จะได้รับการยกย่องในรางวัลนี้มีจำนวนน้อยคนมากในโลกดนตรีคลาสสิก ปัจจุบันยังคงทำหน้าที่ทั้งศิลปินผู้แสดงดนตรีบนเวที
ผู้อำนวยเพลง ครูดนตรี อย่างสม่ำเสมอ
สอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  มหาวิทยาลัยมหิดล  มีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่องร่วมกับวง
The
Viola Lovers  เป็นผู้อำนวยการ
ดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการบริหารของวงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิค


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร 
จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น

ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พุทธศักราช  ๒๕๕๓


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร


ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล)

ประวัติชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร
ปัจจุบันอายุ
๗๖ ปี เกิดวันที่
๑๙ กุมภาพันธ์  พ.ศ.
๒๔๗๗  ที่บางลำพู เขตพระนคร
กรุงเทพมหานครบิดาชื่อ เรือตรีชิต พิทักษากร มารดาชื่อ ชั้น พิทักษากร
 เป็นบุตรคนเดียว  สมรสกับนางเพ็ญศรี   พิทักษากร  ข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย
มีบุตร ๓ คน


ประวัติการศึกษา
 


สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา  จากโรงเรียนอำนวยศิลป์

พ.ศ. ๒๕๙๒   เข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พ.ศ. ๒๔๙๕  เดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยทุนของบิดา
เข้าศึกษาที่
Woolish
Polytechnic
สอบผ่าน Advance GCE แล้วสมัครเข้าเรียนสาขาเภสัชกรรม ต่อมาเปลี่ยนแขนงความรู้ไปเรียนด้านดนตรีคลาสสิกอย่างจริงจังที่ Blackheath
College of Music กรุงลอนดอน สามารถสอบเทียบปริญญา A.R.C.M. พร้อมทั้งประกาศนียบัตรการสอนดนตรี Teaching Diploma จาก The
Royal College of Music และเข้าศึกษา
ในระดับ Graduate Course ที่ London College of Music เลือกเรียนวิชาเอกไวโอลินคู่กับการอำนวยเพลง ได้รับปริญญา G.L.C.M.
จบการศึกษาในปี ๒๕๐๕ แล้วเดินทางกลับมายังประเทศไทย

                     
ประวัติการทำงาน


พ.ศ.
๒๕๐๕ จบการศึกษาจาก
London College of Music ก็ได้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพบก
สังกัดกองดุริยางค์ หมวดหัสดนตรีประมาณหนึ่งปี    จากนั้นจึงย้ายไปประจำที่ฝ่ายการศึกษา ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บริการการศึกษาและสอนดนตรีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติให้แก่นักเรียนดุริยางค์และนายทหารระดับผู้บริหารทุกคน
นอกจากนี้ ยังได้ควบคุมวงดุริยางค์ทำการแสดงในวาระสำคัญ ๆ ของชาติ ทั้งในและต่างประเทศ
 จนกระทั่งลาออกจากราชการในปี พ.ศ. ๒๕๑๙
ในยศพันเอก


พ.ศ. ๒๕๒๕
กลับเข้ารับราชการอีกครั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในตำแหน่งอาจารย์คณะครุศาสตร์
สังกัดภาควิชาสารัตถศึกษาและดนตรีศึกษา
ซึ่งก่อนนั้นทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว จนกระทั่งเมื่อมาเป็นอาจารย์เต็มตัว
ก็ได้พัฒนาหลักสูตรดนตรีสากลจนเกิด
ความก้าวหน้าเข้มแข็ง
ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สอนวิชาไวโอลิน ๑
- ๗,
วิชาวิโอลา ๑
- ๗, วิชา Harmony-
,
วิชา
Orchestration,
วิชา Ensemble, วิชา Aural Training - ๔, วิชา Conducting และยังสร้างวงดนตรี CU.ED. ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นวงซิมโฟนีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในที่สุด


พ.ศ.
๒๕๓๘   เกษียณอายุราชการ  ในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์


ระหว่างช่วงปีที่สอนดนตรีให้แก่คณะครุศาสตร์เป็นหลักแล้ว
ยังทำหน้าที่อาจารย์พิเศษในสถาบันอื่น ๆ ตลอดเวลา อาทิ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต,
โรงเรียนดุริยางค์ทหารบกและทหารเรือ
                                                                                                                               

ประวัติการสร้างสรรค์ผลงาน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
พิทักษากร เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีคลาสสิกอย่างลึกซึ้งทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ
นอกจากจะเป็นครูดนตรีที่ได้รับการยอมรับและยกย่องมาตลอดชีวิตแล้ว   ยังเป็นผู้อำนวยเพลงที่มีทักษะยอดเยี่ยมในการตีความบทคีตนิพนธ์และการสื่อสาร
ผลงานอำนวยเพลงจำนวนมากมายในระยะกว่า ๔๐ ปี  เป็นที่จดจำของสังคมไทย  นอกจากนี้
ความสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีสำคัญคือ ไวโอลิน วิโอล่า และเปียโน
ก็เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ผลงานเพลงเรียบเรียงเสียงประสาน

ในปี พ.ศ.  ๒๕๐๙  ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ ๕
เพลงที่ระลึกประจำการแข่งขันนั้นคือ
โอ เอเชี่ยนเกมส์ ขับร้องโดยนภา  หวังในธรรม  และเสนีย์  อุษณีย์สาณฑ์  คำร้องทำนองภาษาไทยแต่งโดย อาจารย์ไพบูลย์  ศุภวารี  เนื้อเพลงภาษาอังกฤษแต่งโดย ดร.ประเสริฐ ณ นคร  เรียบเรียงเสียงประสานและอำนวยเพลงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
พิทักษากร บันทึกลงแผ่นเสียงตรามิตรภาพ  ผลิตโดยบริษัท  ธานินทร์อุตสาหกรรม


เพลงสุดแผ่นดิน
 คำร้อง-ทำนอง โดย พ.ต. บุญส่ง  หักฤทธิ์ศึก
  เรียบเรียงเสียงประสานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ
ชูชาติ  พิทักษากร  บรรเลงโดยวงดนตรีกองดุริยางค์ทหารบก  ขับร้องโดย สิบเอกอุบล  คงสิน  และจ่าสิบเอก (หญิง) ศิริจันทร์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ต่อมา  สันติ  ลุนเผ่  นำไปขับร้องออกอากาศอีกหลายครั้งจนเกิดความนิยมทั่วไป
บทเพลงสุดแผ่นดินได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม


นอกจากนี้
มีเพลง “เมืองน่ากังวล” เนื้อร้องพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว
และ มาร์ชจงอางศึกของกรมทหารอาสาสมัคร
(Queen’s Cobra) แต่งเมื่อ พ.ศ.
๒๕๑๐ และเพลงมาร์ชวันศึกษาประชาบาล    ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกพิเศษ ชูชาติ  พิทักษากร แต่งร่วมกับครูเอื้อ  สุนทรสนาน และสง่า  อารัมภีร  เป็นที่รู้จักของคนฟังเช่นกัน


แม้จะเป็นนักดนตรีสากลที่ใช้ชีวิตกับดนตรีคลาสสิกเป็นหลัก
แต่ท่านก็มิได้ทอดทิ้งเพลงไทยเดิม โดยเฉพาะเพลงต่างๆ ที่เคยศึกษามากับครูยรรยง
แดงกูร และครูสุวรรณ ไพศาลศรี นำมาเรียบเรียงเสียงประสานเป็นทางเดี่ยวสำหรับเปียโน
โดยแต่งทางขึ้นใหม่จากประสบการณ์ความรู้ที่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับสังคมดนตรีอังกฤษ
หาหนทางในการใช้ระบบนิ้ว คอร์ด
และการไล่เรียงบันไดเสียงที่ต้องอาศัยความสามารถระดับสูง    ถ่ายทอดให้กับ ศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา โสตติยานุรักษ์
  เป็นผู้เดี่ยวเปียโน  ได้แก่เพลงลาวแพน  สารถี  เขมรไทรโยค
 เงี้ยวรำลึก โสมส่องแสง   เป็นต้น    งานเดี่ยวเปียโนชุดนี้เคยออกเผยแพร่ทั้งบนเวทีสดในรายการโทรทัศน์หลายครั้ง
รวมทั้งมีงานบันทึกเสียงที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ และบทวิจัยเรื่อง
“ทางเดี่ยวเปียโนเพลงไทย” ตีพิมพ์ในวารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๐
, ฉบับ
(เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๘)
เพลงไทยที่นำมาเดี่ยวเปียโนเหล่านี้เป็นการสร้างสรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า
ทั้งวิชาการและสุนทรียะแบบไทยร่วมสมัยที่ควรค่าแก่การศึกษาแบบอย่างวิธีคิด
อย่างยิ่ง

นอกจากจะเป็นนักสร้างสรรค์ที่ผลิตงานเพลงและการเรียบเรียงเสียงประสานอย่างจริงจัง
ท่านยังได้ผลักดันให้มีการแสดงดนตรี   โดยเน้นบทบาทของวิโอล่ามาตั้งแต่ปี   พ.ศ.๒๕๔๗  ในนามของ

The
Viola Lovers (C.U. Viola Ensemble) โดยท่านได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนนักวิโอล่าในการบรรเลงเดี่ยวและการเล่นในวงออร์เคสตรา
   และเล็งเห็นความจำเป็นในการผลิตนักวิโอล่าอย่างเร่งด่วน
ได้ทำการรวบรวมนักวิโอล่าได้ ๒๔ คน ตั้งวง
The Viola Lovers     ประกอบด้วยนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่า


ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นวงแรกและวงเดียวในเมืองไทยที่ทั้งวงล้วนแต่เล่นด้วยวิโอล่าทั้งสิ้น
ซึ่งไม่เคยมีการจัดวงลักษณะแบบนี้ในเมืองไทยมาก่อน
 ส่วนเครื่องดนตรีที่ประกอบจังหวะได้แก่   ดับเบิลเบส
๑ คัน  กลองชุด (
Jazz Drum Set) ๑ ชุด   และฮาร์ป ๑ เครื่อง   เนื่องจากเพลงที่แสดงล้วนบรรเลงด้วยวิโอล่าทั้งสิ้น
ดังนั้น เพลงต่าง ๆ จึงต้องนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ทั้งหมด โดยผู้เรียบเรียงเสียงประสานประจำ
ได้แก่ รองศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
  พิทักษากร  และต้นเถา ช่วยประสิทธิ์ ส่วนผู้เรียบเรียงเสียงประสานรับเชิญ
คือ ร.อ. ประทีป สุพรรณโรจน์
ซึ่งเพลงที่คัดสรรมาบรรเลงมีตั้งแต่ยุคบาโรคจนถึงเพลงแจ๊ส
จึงมีความน่าสนใจและความหลากหลายให้ผู้ฟังสัมผัส ทั้งในแง่การ
ฟังเสียงของวิโอล่า และการ เรียนรู้
 การเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับเครื่องดนตรีประเภทเดียวกันทั้งวง


การสร้างสรรค์ และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชนในประเทศ
และต่างประเทศ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ
ชูชาติ พิทักษากร
ทำงานเผยแพร่ความรู้และรสนิยมทางดนตรีสากลให้แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ช่วงเวลาที่รับราชการกองดุริยางค์กองทัพบกอยู่นั้น
ได้คิดรูปแบบการเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ โดยจัดรายการ
“ดนตรีวิจารณ์” ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์  ออกอากาศวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์  ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สลับกับรายการ ดร.อุทิศแนะดนตรีไทย
ของ ศาสตราจารย์ดร.อุทิศ
นาคสวัสดิ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘
-๒๕๑๙

ลักษณะของรายการดนตรีวิจารณ์
เป็นการอธิบายความรู้ต่างๆ ทางดนตรีสากลให้แก่ผู้ชมทางบ้านด้วยการบรรยายและสาธิตตัวอย่างประกอบ
โดยที่ตัวท่านเองทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บรรยาย ผู้อำนวยเพลง
ผู้ประพันธ์ และเรียบเรียงเสียงประสาน
ควบคุมการฝึกซ้อมและออกแบบเนื้อหา ร่วมกับวงดนตรี “พิทักษากร”
ซึ่งสมาชิกเป็นนักดนตรีอาชีพมาจากหลากหลายสถาบัน    


งานพิเศษที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง
คือ การทำเพลงประกอบงานบันทึกเสียงของศิลปินลูกทุ่งหลายท่าน  ในระยะที่ทำงานกองดุริยางค์ทหารบก  ได้ทำหน้าที่เล่นเปียโนให้ศิลปินลูกทุ่งเหล่านั้นในลักษณะคีตปฏิภาณ    ศิลปินที่ร่วมงานกัน  เช่น  พร
ภิรมย์   กุศล กมลสิงห์  ศรีสอางค์  ตรีเนตร  เป็นต้นไลน์เสียงดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสานของท่านแม้จะไม่ระบุชื่อเสียงบนข้อมูลปกแผ่นเสียง
แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีลูกทุ่งเช่นกัน


ในปี
พ.ศ. ๒๕๒๗ ท่านได้เริ่มก่อตั้งวงดนตรีแชมเบอร์
ของคณะครุศาสตร์
ใช้ความอุตสาหะทุ่มเทพัฒนาวงดนตรีขึ้นมาตามลำดับ จากวง
CU.ED. จำนวนไม่กี่คน จนในที่สุดปัจจุบันกลายเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่
ใช้ชื่อวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
 กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
โดยท่านรับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์พิเศษของภาควิชาดนตรีศึกษา  คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นอกจากนั้น ยังได้ก่อตั้งวงอิบิคุสออร์เคสตรา  และเป็นกรรมการบริหารวงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิค อีกด้วย


การถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านการแสดง

การถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านการแสดงดนตรีให้แก่สังคม   หากจะนับผลสำเร็จของท่าน

ต่อการเป็นครูเครื่องสายไวโอลิน ครูสอนการอำนวยเพลง  ครูสอนการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน คงต้องพิจารณาถึงเส้นทางชีวิตของบุคลากรในสังคมดนตรีสากลยุคปัจจุบัน
ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในวงการ
ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร
มาแล้วทั้งนั้น ตัวอย่างรายชื่อศิษย์ ดังนี้


กองดุริยางค์ทหารบก : ส.อ.สมาน (ใหญ่) นภายน, พ.ท.วิชิต โห้ไทย, กุศล กมลสิงห์ ฯลฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย:
ศ.ดร.ณัชชา
พันธุ์เจริญ (เปียโนและทฤษฎีดนตรี), ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร
(ประพันธ์เพลง), วีระศักดิ์ อักษรถึง (อำนวยเพลง), ชูวิทย์ ยุระยง (อำนวยเพลง),
ดร.ภาวศุทธิ์
พิริยะพงศ์รัตน์ (อำนวยเพลง), ดร.อโณทัย นิติพน
(ประพันธ์เพลง) ฯลฯ


กลุ่มนักเล่นไวโอลิน: พรต
เรืองศรีมั่น (วิทยาลัยนาฎศิลป์ กรุงเทพ), สิทธิชัย เพ็งเจริญ (มหิดล)  นรอรรถ จันทร์กล่ำ (ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬา)   ทัศนา
นาควัชระ (ดุริยางคศาสตร์ ศิลปากร)
 ศิริพงษ์
ทิพย์ธัญ (รังสิต)  อ้อมพร โฆวินทะ
(รังสิต)  ธันวิน ใจเพียร (กรมศิลปากร)  พูนโชค กุหลาบวงศ์ ฯลฯ


กลุ่มนักเล่นวิโอล่า:
พิเชษฐ์ ศรีวรานนท์  ประกอบ
มกรพงศ์  ขจร โกศลศิริพจน์
(กรมศิลปากร)  พิสุทธิ์ สายโอบเอื้อ  ต้นเถา ช่วยประสิทธิ์  ชัยวัฒน์ บูรณมนัส  ดุริยางค์ วอกลาง  ภานุวัฒน์ วัฒนจินดา  สมเกียรติ ศรีคำ ฯลฯ
สำหรับกลุ่มนักเล่นวิโอล่านี้ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นวง
C.U. Viola Ensemble มีกิจกรรมการแสดงคอนเสิร์ตวิโอล่า The Viola Lovers สู่สาธารณชนเป็นประจำ
โดยที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร รับหน้าที่ผู้อำนวยเพลงและเดี่ยววิโอล่ากับวงมาโดยตลอด


การเผยแพร่ข้อมูลทางศิลปะการแสดงแก่สาธารณชน

ผลงานที่เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ บทความในนิตยสาร วารสารต่าง ๆ  เป็นต้น

-
หนังสือ “เบื้องหลังเพลงดัง” รวมข้อเขียนของ ๔๐ นักเพลง จัดพิมพ์โดย
สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๖ บทความเรื่อง “มาฝึก
ad-lip
กันเถอะ”


- หนังสือตำราดนตรี
ด้านทฤษฎีดนตรี
 แบ่งเป็น Counterpoint -
Composition - Harmony ดัดแปลงจาก Berkeley College


ผลงานที่เผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์
อินเตอร์เน็ต และอื่นๆ


ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๙
จัดรายการ “ดนตรีวิจารณ์” ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์
การเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗
เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ก่อตั้งและพัฒนาวงซิมโฟนีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของวงดนตรี เป็นผู้อำนวยเพลงในวาระต่าง ๆ เสียงเพลงของวง
นอกจากจะนำเสนอผ่านการแสดงสดเป็นประจำทุกปีแล้ว
ก็ยังได้บันทึกเสียงเพื่อออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ


เช่น
 รายการดนตรีคลาสสิก  สถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
FM ๑๐๑.๕ MhZ  รายการโทรทัศน์ดนตรีกวีศิลป์
  สถานี
Thai PBS เป็นต้น


รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
.   พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน
 เรียบเรียงเสียงประสานเพลง สุดแผ่นดิน


๒. ได้รับเหรียญ Silver
Cross of Merit


๓.
 ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการสอนดนตรีของท่าน
     และด้วยความเป็นครูที่มี


วิญญาณครูอย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้ท่านได้รับรางวัลยกย่องในฐานะของครูอยู่หลายรางวัล แต่ที่ถือว่า
สำคัญมากคือ
มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบ รางวัลรองศาสตราจารย์.ดร.สุกรี  เจริญสุข  ประจำปี  ๒๕๕๐  แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ ชูชาติ  พิทักษากร  เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะเป็นผู้ทำความดีเพื่อสังคม  สาขาการส่งเสริมดนตรี  เนื่องจากเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรี  เสียสละ  และอุทิศตนเองเพื่อพัฒนาดนตรีไทยมาตลอดระยะเวลา  ๔๐ ปี
 

การทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม
                        ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร
ได้กระทำตนให้เป็นคุณประโยชน์แก่สังคมต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่การเริ่มเข้าสู่โลกดนตรีไทยจนกระทั่งหันไปฝึกฝนดนตรีสากลอย่างจริงจัง
ได้ใช้ทั้งความรู้ความสามารถ
ทางดนตรี ประสบการณ์ที่หล่อหลอมจากการเห็นโลกกว้าง
รวมทั้งความเคารพศรัทธาในหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทำให้คนที่เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของดนตรีได้มีความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิต
นอกจากนี้ การที่ตัวท่านมีความสนใจในวิชาโยคะ ก็สามารถนำปรัชญาและวิธีการควบคุมร่างกายจิตใจจากโยคะมาส่งต่อให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปด้วยความสงบสุขและมีสติระลึกรู้เสมอ   ปัจจุบันยังคงทำหน้าที่ทั้งศิลปินผู้แสดงดนตรีบนเวที
  ผู้อำนวยเพลง
  และเป็นอาจารย์
ผู้ถ่ายทอดทั้งวิชาไวโอลิน วิโอล่า
และทฤษฎีดนตรีให้แก่ศิษย์ที่สนใจความรู้ทางด้านนี้โดยตลอด
สถาบันการศึกษาที่ท่านเกี่ยวข้องเสมอมา คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  มหาวิทยาลัยมหิดล
  ท่านยังคงเป็นครูดนตรี  และมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง  และท่านยังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไปกับงานดนตรีที่ท่านรัก 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ
  พิทักษากร
     ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่  ๑๐๐/๑๗

หมู่บ้านสินพัฒนาธานี ซอย ๑ แยก ๓  ถนนเทศบาลสงเคราะห์  แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร ๑๐๙๐๐  โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๖๔
๙๔๐๕
   e-mail:friendlyoat @yahoo.com


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1123 4 ม.ค. 2555 (01:06)

รายการดนตรีวิจารณ์ทางโทรทัศน์ ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนั้น มีอีกตอนหนึ่งที่ผมชอบคือท่านอาจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร ได้เอาเรื่องราวของเพลงเก่าแก่ของอังกฤษเพลงหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เพลงนั้นคือ Greensleeves


Wolfgang Amadeus Mozart - Greensleeves





ตอนหลังผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์อเมริกันเรื่องหนึ่ง  คือ How the West Was Won  ในหนังเรื่องนี้มีเพลง Greensleeves  อยู่ด้วยลองดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ


How the West Was Won 1962





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1124 14 ม.ค. 2555 (04:07)

ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ผมชอบฟังเพลงพวกนี้มาก โดยเฉพาะเพลงบรรเลงแบบช้าๆเย็นๆ เปิดเบาๆเวลาทำการบ้าน หรือทำงาน ให้ความรู้สึกว่าดีมาก พ่อกับแม่ของผมก็พยายามหาเพลงพวกนี้มาให้ผมฟัง



แต่ตอนหลังราวปี 1993 มีปรากฏการณ์เกี่ยวกับ Mozart Effect กับการสร้างอัจฉริยะภาพของบุคคล เป็นเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฟังเพลงพวกนี้ โดยเฉพาะเพลงของ Mozart (อ้างอิง >>> http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2744)








แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1125 14 ม.ค. 2555 (11:56)

สาธุค่ะ


การพัฒนาปัญญาในทางพุทธคือการพัฒนาจิตที่รู้ทัน เป็นอิสระ หลุดพ้น ไม่หลงใหลเพลิดเพลินอยู่ในความปรุงแต่งของรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1126 14 ม.ค. 2555 (14:44)


ผมพอนึกได้เลาๆว่าเคยฟังหรือดูรายการของ ดร.อุทิศ บ้างเหมือนกัน
แต่ดนตรีของอาจารย์ชูชาตินั้น ผมนึกไม่ออกเอาเสียเลย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1127 14 ม.ค. 2555 (16:16)


อาจารย์นิรันดร์พูดขึ้นมา ผมก็นึกได้ว่า รายการ " ดร.อุทิศแนะดนตรีไทย (<<<คลิกดูตัวอย่างที่นี่)" ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ผมชอบดู ทำให้รู้เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับดนตรีไทยที่เราไม่เคยรู้ จำได้ว่าดูแล้วอยากเล่นดนตรีไทยมาก นั่งรถเมล์ผ่านบางกระบือเห็นมีร้านขายเครื่องดนตรีไทย รู้สึกว่าจะเป็นของ ดร.อุทิศด้วย ผมเป็นต้องแวะเข้าไปเยี่ยมชม เพราะอยากเห็นเครื่องดนตรีไทยจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าร้านจะยังอยู่หรือเปล่า นี่ก็หลายสิบปีมาแล้ว



รายการประเภทนี้ในยุคนี้มีไม่มาก ที่เห็นก็คงเป็นรายการ "คุณพระช่วย (<<<คลิกดูตัวอย่างที่นี่)"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1128 16 ม.ค. 2555 (03:11)

เมื่อวานนี้ผมไปงานศพของพี่ที่เคยทำงานร่วมกัน ขณะนั่งอยู่ในงาน ผมใช้ความคิดมองชีวิตคนในหลายๆรูปแบบ แต่แล้วก็มาลงที่ความคิดเรื่อง"เวลา" ในธรรมชาติ หรือในชีวิตคนเราเกี่ยวข้องกับเวลามากมาย แม้แต่ ความดี ความชั่ว ของคนเรา จะแบ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับเวลา และ ไม่เกี่ยวกับเวลา การทำความดีและความชั่ว ขึ้นกับเวลา และผลของมัน (กรรม)ที่ตามมา ก็จะถูกเข้าโปรแกรมของเวลาชีวิตในแง่รูปธรรม (ที่จะต้องดำเนินต่อไป) ส่วนนามธรรมของความดีและความชั่วนั้นไม่ขึ้นกับเวลา เป็นอกาลิโก เรื่องของเวลานี้ ผมสังเกตมาตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ตอนนั้นยังไม่ชัดเจน จนได้ศึกษาเพิ่มมากขึ้น ก็ปรากฏว่ามีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ดังจะได้ทะยอยเล่าให้ฟังต่อไปนี้


คนและสัตว์มีเวลาเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิต ซึ่งแตกต่างกัน ช่วงชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดก็ต่างกัน แต่ชนิดเดียวกันมีช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เช่นช่วงชีวิตคนเราเฉลี่ยไม่เกินร้อยปี ชีวิตเต่าเฉลี่ยหลายร้อยปี เป็นต้น ชีวิตคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน ดังที่เราเคยได้ยินบ่อยๆว่าขึ้นอยู่กับ "จังหวะชีวิต"



ในแต่ละวัน อวัยวะต่างๆในร่างกายของคนเรา ก็ทำงานตามจังหวะเวลา ซึ่งมีผู้วิจัยศึกษาไว้มากมาย อ้างอิง >>> นาฬิกาชีวิต (BIOLOGICAL CLOCK)



การรับรู้จังหวะต่างๆที่ผ่านประสาทสัผัสทั้ง 5 (บางคนอาจมี 6 คือสัมผัสทางจิตได้ด้วย) คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ ผิวกาย เช่นเสียงตนตรีที่เราพูดถึงในความเห็นข้างต้น เมื่อผ่านหูเข้าสู่ระบบของร่างกาย ก็จะมีผลต่อระบบองค์รวมที่ถูกกำหนดโดยเวลาชีวิต ตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่อาร์เจนตินา ก็ได้เห็นปรากฏการณ์คือ ประเทศแถบอเมริกาใต้ พวกนี้บ้าคลั่งเสียงดนตรี สังเกตเห็นว่า ถ้าพวกเขาได้ยินเสียงเพลงที่เคาะเป็นจังหวะ จะต้องเห็นคนส่ายหัว โยกตัวตามจังหวะเสมอ


ครูของผมบางคนสอนว่า หากต้องการทำอะไรให้เป็นนิสัยประจำ
จะต้องโยงกับพฤติกรรมที่ทำเป็นเวลา
เพราะร่างกายจะโปรแกรมหรือบันทึกสิ่งนั้นไว้ในนาฬิกาชีวิต
เช่นต้องการตื่นเช้าๆเป็นประจำในเวลาใดๆ
ก็ต้องพยายามลุกขึ้นมาขับถ่ายเวลานั้นเป็นประจำสักพักหนึ่ง ต่อไปร่างกายก็จะจำไว้ พอถึงเวลา ร่างกายจะมีการปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาถ่าย

แต่การกำหนดเวลาตื่นนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ หากราฝึกจิตสมาธิให้ดี จะพบว่า เราสามารถตั้งเวลาตื่นได้ เช่นที่ผมทำเป็นประจำคือ ก่อนนอนตั้งจิตว่าจะตื่นนอนเวลากี่โมง ถึงเวลาผมก็จะตื่นขึ้นมาเองเวลานั้นเสมอ เหมือนมีใครมาปลุก ผมลองตั้งนาฬิกาช่วยด้วยเพื่อตรวจสอบ ปรากฏว่ามักจะตื่นก่อนเวลาที่ตั้งไว้ราว 2-3 นาทีเสมอ แต่มีเงื่อนไขคือ ร่างกายต้องสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย และนอนอย่างเพียงพอ หากอดนอนมาหลายคืน นาฬิกาชีวิตอาจจะรวนและใช้ไม่ได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1129 16 ม.ค. 2555 (22:13)


วันนี้วันครู 2555



คิดถึงครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย คิดถึงวันไหว้ครูเมื่อ 47 ปีก่อน




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1130 17 ม.ค. 2555 (07:36)
ขอร่วมคารวะครู 
ทั้งที่เป็นครูโดยนิตินัย และพฤตินัย (พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน และผู้มีส่วนในการสร้างความรู้ของข้าพเจ้า ไม่จำกัดเพศและวัย)
ทั้งครูที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (สื่อทุกรูปแบบ) ค่ะ



ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1131 17 ม.ค. 2555 (08:45)

สงสารครูไทยในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องเชิดชูน้อยกว่าสมัยก่อน เดี๋ยวนี้ยิ่่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะต้องเตรียมตัวก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ครูจำนวนมากที่ไม่เคยสอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องหันมาเตรียมตัวสอนเป็นภาษาอังกฤษ ฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษของครูแล้วน่าตกใน เช่น


ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ครูแสนดีและสามีได้รับเชิญไปในงานของฝรั่ง
สามีของครูแสนดีมาร่วมงานไม่ได้ตลอดงาน
แค่เพียงผ่านมาเดี๋ยวเดียวแล้วไปไปประชุมต่อ
ฝรั่งในงานหลายคนแสดงความสงสารครูแสนดีมาก
ครูแสนดีเองก็แปลกใจที่ทำไมตัวเองจึงแลดูเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก
เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า
มีฝรั่งหลายคนเข้ามาทักทายสนทนากับครูแสนดีดังนี้.....

ฝรั่ง: Good evening, khun Saendee how are you?
ครูแสนดี: Oh! I am fine, thank you and you?
ฝรั่ง: Thank you, I am quite all right. But where is your husband?
ครูแสนดี: (ครูแสนดีคิดในใจเป็นภาษาไทยว่า สามีของดิฉันเพิ่ง"ผ่านไป" เมื่อสักครู่นี้เอง เธอจึงตอบไปว่า) My husband just "passed away".
ฝรั่ง: Oh! dear. I am so sorry to hear that.

หากเราแปลตรงตัวจากภาษาไทยคำว่า "ผ่านไป" เป็น "pass away"
ล่ะก็ผิดความหมายอย่างมาก เพราะคำนี้ ในภาษาอังกฤษแปลว่า "ถึงแก่กรรม"
ด้วยเหตุนี้เองใครๆจึงสงสารครูแสนดีอย่างมากที่สามี"ถึงแก่กรรม" (pass away).


คำในภาษาอังกฤษที่มีตัว "s" คุณครูหลายท่านมักจะไม่ออกเสียงตัว s เช่นคำว่า "sister" ครูมักจะอ่านว่า "sitter"
ครูสุดหล่อบังเอิญเดินไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้า จึงรีบบอกขอโทษว่า "Please execute (excuse) me" แปลว่าโปรดสำเร็จโทษผมเถอะ


ครูบางคนชอบกินเบอร์เกอร์เนยแข็ง ก็พูดว่า I like to eat shit (cheese) burger. แปลว่า ผมชอบกินเบอร์เกอร์ขี้


มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริง ผมเพื่อนร่วมงาน(รุ่นลูก)อยู่คนหนึ่ง ตอนหลังไปทำงานเป็นครูที่กำแพงเพชร มีเพื่อนชาวต่างชาติมาเยือนเมืองไทย ผมก็อยากให้เขาพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวตอนเย็น แต่บังเอิญครูคนนี้ติดธุระต้องไปงานศพของเพื่อนอีกคนหนึ่ง จึงตอบชาวต่างชาติไป แต่ตอนที่ตอบนั้น คำว่างานศพในภาษาอังกฤษไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร จึงคิดหาคำใกล้เคียง คือมีการชุมนุนของแขก(Party)ที่มาในงานคนตาย(dead people) แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I cannot go with you. I have to go to dead people party. ดิฉันไมสามารถไปกับคุณได้ ดิฉันต้องไปงานชุมนุมคนตาย


มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องจริงอีกเหมือนกัน มีการประชุมทางการศึกษาที่เซี่ยงไฮ้ ผมได้มีโอกาสไปบรรยายในการประชุมนั้นด้วย มีนักการศึกษาและครูไทยไปประชุมมากมาย มีครูหนุ่มคนหนึ่งอยากจะรู้ว่ามีใครฝากข้อความไว้ให้หรือเปล่า หากมีก็ช่วยเอาไปให้ที่ห้องด้วย จึงบอกที่เคาน์เตอร์โรงแรมไปว่า If you have any massage (message), please send to my room. ต่อมาสักครู่ ปรากฏว่ามีอาหมวยไปเคาะประตูห้องแล้วถามว่า คุณต้องการนวดใช่ไหม Do you want a massage?


--------------------------------


ภาพขนาดย่อ<br />



ภาพขนาดย่อ<br />










 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1132 17 ม.ค. 2555 (23:35)

ขอกลับมาเล่าถึงจังหวะชีวิต ปรากฏการณ์ต่างๆทางกายภาพที่เราสามารถรับรู้ได้ มีหลายอย่างที่ปริมาณเปลี่ยนแปลงตามจังหวะเวลา หรือมีคาบของการเปลี่ยนแปลง หรือมีความถี่เฉพาะ เช่น การเต้นของหัวใจที่เป็นจังหวะ ลมหายใจเข้าออก และอื่นๆอีกหลายอย่างในร่างกาย


ปริมาณของการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นจังหวะนี้เป็นได้หลายแบบ เช่น ปริมาณความดันโลหิต ปริมาณไฟฟ้าของหัวใจ ปริมาณไฟฟ้าจากสมอง การเปลี่ยนแปลงแบบครบรอบนี้ เราอาจเขียนเป็นสมการอย่างง่ายสุดคือคลื่นรูปไซน์ การอธิบายปรากฏการณ์นี้เป็นผลงานของ ฌ็อง บาติสต์ โฌแซ็ฟ ฟูรีเย (Jean Baptiste Joseph Fourier; พ.ศ. 2311 - 2373) นักคณิตศาสตร์ เกิดที่เมืองโอแซร์ ประเทศฝรั่งเศส ฟูรีเยได้เดินทางติดตามนโปเลียนไปประเทศอียิปต์ในปี พ.ศ. 2341 หลังจากเดินทางกลับในปี พ.ศ. 2345 ฟูรีเยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเกรอนอบล์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2351 ได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นบารอน


ฟูรีเยได้หันมาสนใจคณิตศาสตร์ประยุกต์เป็นครั้งแรก ในขณะที่กำลังทดลองเกี่ยวกับการไหลของความร้อน ฟูรีเยก็ได้ค้นพบสมการการไหลนี้ ซึ่งต่อมาได้ตั้งชื่อเป็น "สมการฟูรีเย"
เพื่อแก้ปัญหาและพิสูจน์สมการนี้
ฟูรีเยได้แสดงให้เห็นว่าฟังก์ชันหลายฟังก์ชันของตัวแปรเดี่ยวสามารถขยายออก
เป็นอนุกรมของไซน์ (sines) เชิงซ้อนของตัวแปร ที่เรียกในภายหลังว่า "อนุกรมฟูรีเย"


ฌ็อง บาติสต์ โฌแซ็ฟ ฟูรีเย มีชีวิตอยู่ตรงกับสมัยระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว


อ้างอิง >>> โฌแซ็ฟ ฟูรีเย - วิกิพีเดีย



จากการศึกษาของฟูริเย ทำให้เราทราบว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆที่มีลักษณะเป็นช่วงๆ เป็นคาบ เราสามารถเขียนเป็นสมการโดยใช้อนุกรมฟูริเย คือรวมสมการคลื่นรูปไซน์หลายๆสมการในอนุกรมฟูริเย เช่น รูป Square wave สามารถหาได้จากผลรวมของคลื่นรูปไซน์หลายคลื่นดังรูป



ดังนั้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีลักษณะการเต้นเป็นคาบนั้น ก็สามารถเขียนแทนด้วยอนุกรมฟูริเย คลื่นรูปฟันเลื่อยก็หาได้จากผลรวมของคลื่นรูปไซน์ดังรูป


ในทางกลศาสตร์ควอนตัมที่อธิบายการเคลื่อนที่ของอนภาคเล็กๆ เช่น อิเล็กตรอนได้ด้วยสมการคลื่น และฟั่งก์ชั่นคลื่นของอนุภาคเล็กๆนี้ก็อาจเขียนได้จากการรวมของฟังก์ชั่นคลื่นหลายๆตัวที่เป็น Matrix element ทีี่น่าสนใจคือ Commutation Relation‎ ของฟังก์ชั่นคลื่น Matrix elements เราสามารถหาค่าเฉพาะตัวต่างๆของอนุภาคนั้นๆได้โดยใช้ Operator เข้าไปทำการ ค่าเฉพาะตัวนี้ ในภาษาเยอรมันเรียกว่า ค่าEigen เช่น หากเราอยากหาค่าเฉพาะตัวของพลังงาน ก็จะต้องเอา Opreator พลังงานเข้าไปปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ ผลที่ได้จะเป็นค่าคงที่เฉพาะคัวของพลังงานคูณกับฟังก์ชั่นคลื่น


มีสิ่งต่างๆในร่างกายของคนเราที่มีชีวิตที่ต่างจากคนตาย เช่นการทำงานที่เป็นจังหวะต่างๆ อุณหภูมิของร่างกายคนปกติที่ถูกควบคุมให้มีค่าคงที่ พลังงานความร้อนจากตัวคนเรา ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อธิบายคุณสมบัติได้ด้วยฟังก์ชั่นคลื่น หรืออาจพิจารณาได้ว่าคลื่นความร้อนเป็นอนุภาคก็ได้ หาค่าโมเมนตัมได้ แม้ว่ามวลนิ่งจะมีค่าเป็นศูนย์ (ลองอ่านเรื่องที่ผมเคยเขียนไว้ประกอบ>>>Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics)


เรื่องของความเป็นความตายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เรื่องการเต้นเป็นจังหวะของหัวใจเรื่องเดียวก็ยุ่งยากมาก การหยุดเต้นของหัวใจไม่ได้หมายความว่าคนเราจะตาย เราสามารถกระตุ้นทางไฟฟ้าให้กลับมาเต้นใหม่ได้ ตราบใดที่คลื่นไฟฟ้าสมองยังมีอยู่



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1133 19 ม.ค. 2555 (09:50)

สมัยเด็กตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่า พ่อกับแม่ของผมพาผมไป "น่ำแซ" เพื่อซื้อของเล่นแถวๆเยาวราชข้างโรงหนังคาเธ่ อุปกรณ์ 2 ชิ้นที่พ่อกับแม่ซื้อให้มานี้ (อันที่จริงเคยเล่าให้ฟังบ้างแล้วในความเห็นเก่าๆ) ทำให้ผมชอบสังเกต เพราะสมุกกับมันและอยากรู้อยากเห็นอะไรๆอีกมากมาย และการที่สนุกและอยากรู้อยากเห็นนี่เองที่ทำให้ผมมีความสุขกับการสังเกตการเปลี่ยนแปลง หรือของแปลกๆใหม่ๆรอบตัว ผมไม่ค้องไปเที่ยวเล่นที่ไหน ก็สนุกและมีความสุขได้กับของ 2 ชิ้นนี้ พ่อสอนให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราสังเกตและพบเห็นว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ โดยสอบถามผู้ใหญ่ ผู้รู้ หรือทดลองดูเอง เท่านั้นยังไม่พอ พ่อให้ตั้งคำถามเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย น่าเสียดายสมุดบันทึกที่พ่อสอนหายไปตอนย้ายบ้าน ทั้งผม พี่สาว และพี่ชาย พ่อก็สอนแบบเดียวกันทั้ง 3 คน



อุปกรณ์ที่พ่อและแม่ซื้อให้นั้นก็คือ แว่นขยายกับแท่งแม่เหล็กเกือกม้า ผมมีความสุขมากกับการเอาแว่นขยายไปส่องดูสิ่งของต่างๆรอบตัว พ่อแม่เคยสอนว่า ลวดลายต่างๆที่ละเอียดบนธนบัตรและเหรียญ จะช่วยให้ปลอมแปลงได้ยาก ผมชอบเอาแว่นขยายไปส่องดูเหรียญกษาปณ์ต่างๆ ดูลวยลายสวยงามดี สมัยก่อนนี้แม่ของผมเก็บเหรียญสตางค์ที่มีรูตรงกลางไว้มากมาย แม่เรียกว่า "สตางค์แดง" เพราะเป็นสีแดง เนื่องจากมีส่วนผสมของทองแดง เหรียญเก่าๆจะมีขี้สนิมของทองแดงซึ่งเป็นสีเขียว



จำได้ว่าพ่อเคยเอาสายไฟที่ปอกสายออกให้เหลือแต่เส้นทองแดง แล้วเอามาพันกับเหรียญต่อกับหลอดไฟและถ่านไฟฉาย ก็จะทำให้หลอดสว่างได้ ผมรู้สึกสนุกมาก



ผมชอบเอาแว่นขยายมาส่องดูลวดลายต่างๆบนเหรียญแต่ละแบบ นอกจากลวดลายบนเหรียญแล้ว ผมยังชอบเอาแว่นขยายมาส่องดูลวดลายบนธนบัตรต่างๆอีกด้วย นึกในใจว่า ใครหนอช่างวาดลายเส้นได้ละเอียละออปานนี้ นอกจากจะมีลวดลายงดงามแล้ว ยังมีการบันทึกไว้ด้วยว่าเหรียญนั้นผลิตเมื่อใดอีกด้วย



เมื่อก่อนนี้มีธนบัตรใบละ 1 บาท จะมีรูป "พระสมุทรเจดีย์" ที่จังหวัดสมุทรปราการ ผมเอาแว่นขยายส่องดู จะเห็นเป็นเลข "7" อยู่ตรงพุ่มไม้ ตรงที่ผมวงสีแดงเอาไว้



คนไหยเรานับถือโชคลาง ต้องมีเครื่องลางของขลังเอาไว้ให้มั่งมีศรีสุข ร่ำรวย แคล้วคลาดจากอันตรายใดๆ อันที่จริงของเหล่านี้ทำให้มีกำลังใจมากกว่าจะคุ้มครองได้จริง สมัยนั้น ผู้คนมักจะหาธนบัตรใบละ 1 บาท ที่มีลักษณะพิเศษมาปลุกเศกเป็นของขลัง หรือเงินก้นถุงที่จะทำให้ร่ำรวย ลักษณะพิเศษของธนบัตรใบละ 1 บาทที่ว่านี้คือ จะต้องมีตัวเลข "9" ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง อีกทั้งยังห้ามไม่ให้มีเลข "หก" และเลข "ศูนย์" อยู่ในแถวอีกด้วย นี่ถือเป็นเคล็ดของผู้นิยมเครื่องลางของขลังสมัยนั้น


รูปอ้างอิง >>>
http://thaidphotoclub.multiply.com/photos/album/21/21
http://www.weloveshopping.com/template/a27/showproduct1.php?pid=12870161&shopid=10734
http://siamsilkroad.weloveshopping.com/store/product/view/product--14344075-en.html



นอกจากจะใช้แว่นขยายส่องดูเหรียญแล้ว ผมยังเอาแม่เหล็กมาดูดเหรียญเล่นอีกด้วย แต่ไม่ค่อยสนุกเท่าไรเพราะแม่เหล็กไม่ดูดเลย พ่อผมสอนว่า แม่เหล็กจะดูดโลหะบางชนิดเท่านั้น เช่น เหล็ก สังกะสี นิเกิล โคบอลต์ เป็นต้น ดังนั้นพวกเหรียญกษาปณ์ต่างๆเหล่านี้ ที่ทำด้วย เงิน ตะกั่ว ทอง ทองแดง แม่เหล็กจะไม่ดูด ผมเล่นกับแม่เหล็กพักหนึ่งก็เบื่อ เพราะมันไม่ดูดเหรียญอะไรเลย



แต่ละยุคแต่ละสมัย ค่าเงินก็เปลี่ยนไป วัสดุที่เอามาทำเหรียญกษาปณ์ ก็เปลี่ยนไปด้วย สมัยนั้นทองคำบาทละประมาณ 300-400 บาทเห็นจะได้ ว่ากันว่าในเนื้อเหรียญ 50 สตางค์ รุ่นที่ผลิตในปี พ.ศ.2493 นั้น มีเนื้อทองคำผสมอยู่มาก ตอนหลังปี พ.ศ. 2515 ราคาทองพุ่งขึ้นพรวดอย่างมากมาย จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเอาเหรียญ 50 สตางค์รุ่น 2493 มาทำเป็นแหวนทองเคสวมใส่กัน เมื่อขัดแล้วก็ดูเงางามดี ไม่ต่างจากแหวนทองเคเท่าไรนัก แต่ราคาถูกกว่ากันมาก เพราะเป็นเหรียญ 50 สตางค์ แต่ถ้าคิดว่าเป็นของเก่าราคาสูง ผมลองตรวจสอบราคาที่ซื้อขายกันในตลาดเหรียญเก่า ราคาเหรียญละประมาณ 200 บาท



หลังจากกลับบ้านแต่ละวัน ผมจะมีเศษเหรียญติดกระเป๋าอยู่ประจำ ด้วยความที่รำคาญเหรียญเล็กเหรียญน้อยในกระเป๋า จึงมักจะเอาใส่รวมกันในภาชนะพาสติกจนเมื่อเต็มภาชนะก็จะเอาไปแลกที่ธนาคาร ผมติดกับความคิดที่ว่าแม่เหล็กไม่ดูดเหรียญกษาปณ์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อวานนี้บังเอิญทำก้อนแม่เหล็กหล่นใส่ภาชนะที่ใส่เหรียญ จึงได้ค้นพบว่า แม่เหล็กสามารถดูดเหรียญกษาปณืบางเหรียญได้ เช่น เหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ ที่มีสีออกแดงๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าทำจากส่วนผสมของทองแดงมาก แม่เหล็กไม่น่าจะดูดได้ แต่แม่เหล็กกลับดูดได้ และดูดแรงเสียด้วย สามารถดูดต่อกันได้ถึง 4 เหรียญ ดังรูป ทั้งนี้ขึ้นกับความแรงของแม่เหล็กด้วย นอกจากจะดูดเหรียญสีแดง 25 และ 50 สตางค์แล้ว ผมยังประหลาดใจอีกที่เห็นว่า แม่เหล็กก็ดูดเหรียญ 1 บาทด้วย ดังแสดงในรูป ผมสังเกตต่อไปพบว่า แม่เหล็กจะไม่ดูดเหรียญบาทบางเหรียญ แสดงว่าจะต้องมีส่วนผสมของเนื้อโลหะที่ต่างกัน เมื่อดูต่อไปก็พบว่า แม่เหล็กจะดูดเหรียญบาทที่เป็นเงามากกว่า ส่วนเหรียญบาทที่แม่เหล็กไม่ดูดนั้นดูสีออกจะหมองคล้ำกว่าเล็กน้อย


ผมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ กรุณาอ่านต่อในตอนต่อไปครับ........


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1134 19 ม.ค. 2555 (11:38)

ผมเข้าไปดูส่วนประกอบของเหรียญมา
พบว่าเหรียญบางรุ่นนั้นมีเหล็กเป็นแกนอยู่ข้างใน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1135 28 ม.ค. 2555 (21:58)

กระทู้นี้เขียนมาครบ 3 ปีแล้ว


มีผู้เข้ามาในกระทู้นี้เฉลี่ย 532 ครั้งต่อวัน
ความเห็นเพิ่มเติม 1.02 ความเห็นต่อวัน


ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมและแสดงความคิดเห็นครับ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1136 18 ก.พ. 2555 (18:15)
อยากพูดคุยแบบโพสนี้มานานแล้ว เลยอยากถามเพื่อนๆว่า ใครเคยเจอวิญญาณกันบ้างมั้ยคะ
ดาวตี้ นินดาว (IP:58.10.234.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1137 18 ก.พ. 2555 (19:24)

กระทู้นี้มีคนตอบ  1,137 ครั้ง


มีคนอ่าน  597,719 คน


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1138 18 ก.พ. 2555 (22:20)

หากจะถามว่า ใครเคยเจอวิญญาณกันบ้าง ก็จะต้องถามหรือให้นิยามกันก่อนว่า วิญญาณคืออะไร


ผมเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตดูพบว่า


วิญญาณ
คือ น.
สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต
เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่; ความรับรู้ เช่น จักษุวิญญาณ
คือ ความรับรู้ทางตา โสตวิญญาณ คือ ความรับรู้ทางหู เป็นขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ; โดยปริยายหมายถึงจิตใจ เช่น
มีวิญญาณนักสู้ มีวิญญาณศิลปิน. (ป.; ส. วิชฺาน).


หากเป็นไปตามนิยามนี้ ก็คงหมายถึงว่า การเห็นวิญญาณก็คือการเห็นสิ่งที่เคยมีในกาย แต่ได้ออกจากร่างไปหาที่เกิดใหม่ในอีกภพหนึ่ง ดังนั้นหากเราเห็นิวิญญาณ ก็คือเราสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในภพใหม่ จากการับรู้ทางตาของเราบนโลก ก็คือโลกกับภพใหม่บังเอิญมาพบกับและใช้แกนอ้างอิงเดียวกัน และหรือสัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้งห้า (ซึ่งรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรีก็แล้วแต่ผู้พบเห็น) บางคนอาจเห็น ได้ยินเสียง ได้กลิ่น สัมผัสได้ หรือแม้แต่ได้ลิ้มรสชาติด้วย



เพื่อนสมาชิกท่านใดเคยเห็นก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังครับ สำหรับผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังหลายตรั้งแล้วในตอนต้นๆของกระทู้ปีแรกๆ แต่สิ่งที่ผมติดใจและสงสัยไม่หายก็คือ..... ครั้งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งเดินมาเรี่ยรายเงินตามบ้านต่างๆในซอยที่บ้านผม เพื่อให้บริจาคเงินซื้อโลงศพให้แก่ศพไร้ญาติต่างๆที่รอการบำเพ็ญกุศล ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน ผมต้องพบกับความประหลาดใจที่ว่า พอเจ้าหน้าที่เดินไปถึงประตูบ้านไหน สุนัขบ้านนั้นก็จะหอนอย่างโหยหวน และพอเจ้าหน้าที่เดินต่อไปยังบ้านต่างๆ สุนัขบ้านต่างๆก็หอนอย่างโหยหวนตามไป ผมยืนฟังอยู่หน้าบ้านได้ยินสุนัขหอนรับกันไปเป็นช่วงๆจนเจ้าหน้าที่เดินลึกเข้าไปในซอย



ผมสังเกตเห็นว่า ตามปกติหากมีใครมายืนอยู่หน้าบ้าน หรือบุรุษไปรษณีย์มา สุนัขแต่ละบ้านก็เพียงแต่เห่า แต่นี้เป็นเจ้าหน้าที่เรี่ยไรเงินค่าโลงศพ ทำไมสุนัขจึงหอนอย่างโหยหวนน่ากลัวยิ่งนัก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1139 19 ก.พ. 2555 (23:57)

     ผมอยู่อิสาน  ได้ยินเสียงสุนัขหอนตั้งแต่จำความได้
สังเกตว่า สุนัขมักจะหอนตามฤดูกาล(ผสมพันธุ์)ซึ่งอยู่ในราวเดือน 9-11
ตอนกลางคืน ดึกๆ เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหอน  สุนัขตัวอื่นๆมักจะหอนรับกันไปจนทั่วทั้งหมูบ้าน(เช่นเดียวกับการขันของไก่  และการหอนของสุนักขจิ้งจอก)
เมื่อได้ยินเสียงสุนัขหอน  ไม่มีใครกลัวเลยนะครับ
     แต่เมื่อมาอยู่ภาคกลาง  เสียงหอนของสุนัข เป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ
เด็กๆได้ยินแล้วอกสั่นขวัญหาย ขนลุกขนพอง วิ่งหาที่พึ่งกันใหญ่


    การหอนของสุนัข  นอกจากจะหอนตามฤดูกาล(ตามความเชื่อของชาวอิสาน) 
และเห็นผี(ตามความเชื่อของคนภาคกลางแล้ว)  เมื่อได้ยินเสียงระฆัง(ที่อยู่ตามวัด)สุนัขก็หอนเหมือนกัน  แต่สุนัขที่อยู่ตามโรงเรียน เมื่อได้ยินเสียงระฆังของโรงเรียน มันไม่หอนนะครับ


     มีเรื่องเล่ากันว่า สาเหตุที่สุขหอน เพื่อได้ยินเสียงระฆัง ก็เพราะ...
พระที่ขึ้นไปตีระฆังบนหอนั้น ไม่ได้ใส่ชุดชั้นใน  เมื่อสุนัขได้ยินเสียงระฆังและมองขึ้นไป  จึงร้อง โอโฮ.....
สุนัขตัวอื่นๆก็มองขึ้นไปบ้างและเห็นเหมือนกัน จึงร้องโอโฮ...เหมือนกัน




 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1140 20 ก.พ. 2555 (00:46)

เชิญมาชมหมาร้อง "โอโฮ" ได้ที่นี่ครับ >>>  หมาหอนรับเสียงระฆัง


ผมเคยทดลองเป่าหีบเพลงปาก หมาที่อยู่ใกล้ๆก็หอน และตัวที่อยู่ถัดไปก็หอนรับกันไปต่อๆ จนหอนกันทั้งฝูง


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1141 20 ก.พ. 2555 (16:46)
ผมเคยสังเกตุพฤิตกรรมการหอนของสุนัขมานานแล้วว่า เมื่อตัวหนึ่งหอน ตัวต่อๆไปก็จะหอน รับกันไปทอดๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมสุนัขถึงมีพฤิตกรรมเช่นนี้
Davidhui (IP:110.168.69.133)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1142 20 ก.พ. 2555 (17:55)

ทำไมสุนัขถึงมีพฤิตกรรมเช่นนี้ ......
สมัยก่อนนี้ ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย หากมีเพื่อนๆถามคำถามทำนองนี้ที่เกี่ยวกับ "หมา" หรือ "ควาย" ใครตอบออกไป เป็นได้ถูกย้อนกลับมาได้ฮาแน่นอน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1143 21 ก.พ. 2555 (20:39)

วันนี้ครบ 3 ปี 1 เดิอน ในการตั้งกระทู้นี้ และมีผู้เข้ามาอ่านถึง 600276 คน
คิดเป็นอัตราเฉลี่ย 533 คน ต่อวัน และมีการตอบกระทู้ 1.015 กระทู้ ต่อ วัน
ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจแวะเข้ามาครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1144 1 มี.ค. 2555 (00:13)

ในช่วง 8 วันที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ 7216 คน
คิดเป็นอัตราเฉลี่ย 902 คน ต่อวัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1145 1 มี.ค. 2555 (11:12)

อ้างถึง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1124 14 ม.ค. 2555 (04:07)
ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ผมชอบฟังเพลงพวกนี้มาก โดยเฉพาะเพลงบรรเลงแบบช้าๆเย็นๆ เปิดเบาๆเวลาทำการบ้าน หรือทำงาน ให้ความรู้สึกว่าดีมาก พ่อกับแม่ของผมก็พยายามหาเพลงพวกนี้มาให้ผมฟัง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หากผมจะฟังเพลง ผมจะต้องเงี่ยหูฟังวิทยุของเพื่อนบ้าน
หากจะดูโทรทัศน์ก็จะต้องเดินไปที่ร้านกาแฟทางเข้าวัดอัมพวัน
แม่-พ่อ จึงตัดสินใจผ่อนทีวีมาเครื่องหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าราคาเท่าใด
เป็นทีวีขาวดำยี่ห้อซันโย ทนมากๆ ใช้งานได้สิบกว่าปี แต่จะต้องเอาพัดลมเป่าเขาจึงจะให้เราดูทีวีได้
ตอนซื้อทีวีใหม่ๆ บ้านเราก็เป็นที่รับแขก คือจะมีเพื่อนบ้านมาขอดูทีวีที่บ้านเราเป็นประจำ
รายการที่ผมเป็นแฟนประจำก็คือ หุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี
และลิเกคณะสุชิน-เทวะผลิน(ไม่แน่ใจว่าสะกดชื่อท่านถูกหรือไม่) พระเอกแก่มากๆแต่ก็ดูไม่ขาด


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1146 1 มี.ค. 2555 (22:24)

ของผมก็เช่นเดียวกันครับ พ่อก็ซื้อโทรทัศน์เครื่องแรกมา เป็นยี่ห้อโตชิบา ในยุคนั้นพ่อเรียกว่า "โทรภาพ" เป็นระบบขาว-ดำ แต่พ่อของผมทำเป็นตารางที่อนุญาตให้พวกเราดูได้เป็นบางช่วง พ่อเล่าว่าที่ร้านขายยาใกล้ๆบ้าน ลูกๆดูโทรทัศน์แล้วสอบตกทุกคน ก็เลยไม่อยากให้พวกเราเป็นแบบนั้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1147 3 มี.ค. 2555 (13:51)

สมัยผมเด็ก ๆ อายุสัก.. ไม่บอกดีกว่า เอาเป็นว่า ราว ๆ ปี 2500 นี่แหละครับ  ผมมักจะคอยไปสอดส่องมองเข้าไปในเครื่องรับวิทยุ(ซึ่งสมัยนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร) เพื่อพยายามมองหาว่าคนพูดเข้าไปอยู่ในวิทยุได้อย่างไร แล้วอยู่ที่ไหนในวิทยุ - ตอนนั้นที่พะเยายังไม่มีโทรทัศน์ดูครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1148 3 มี.ค. 2555 (19:10)

นี่ยังดีนะครับ ถ้าได้ยินเสียงม้าวิ่ง คงต้องมองหาว่าม้าวิ่งอยู่ข้างในตรงไหน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1149 4 มี.ค. 2555 (07:58)

นั่น สิ ครับ จำได้ว่า เคยมีความสงสัยว่า "รถยนต์" มันเข้าไปอยู่ในวิทยุได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าถามผู้ใหญ่ ผมเองมีความอยากรู้อยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ (แต่ไม่ได้สอดรู้สอดเห็น นะครับ ฮิฮิ) 


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1150 4 มี.ค. 2555 (10:13)

อาจารย์พิทยาไม่กล้าถามผู้ใหญ่ ตรงข้ามกับดิฉันพอเริ่มพูดเป็นก็ถามไม่ได้หยุด ผลที่ได้รับคือ ถูกแม่ว่า "ปั้วเส็กหง่า" (ภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว) ซึ่งดิฉันตีความหมายของคำนั้นว่า "โง่" เพราะแม่ไม่เคยใช้คำนั้นกับพี่หรือน้อง ดิฉันไม่พอใจมากทุกครั้งที่ได้ยินคำนั้น  โชคดีที่พ่อมักแสดงความชื่นชมซึ่งสังเกตได้จากสีหน้าและแววตา มิฉะนั้น ดิฉันคงจะเติบโตขึ้นมาในลักษณะของเด็กก้าวร้าวหรือมีปัญหา 


เพิ่งจะมาเข้าใจตอนโตว่าแม่เป็นผู้หญิงโบราณประเภท "รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี" แสดงความรักความชื่นชมลูกไม่ได้ ต้องแสดงออกไปในทางตรงกันข้าม เพราะกลัวลูกจะเหลิง


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1151 4 มี.ค. 2555 (10:34)

ธรรมเนียมปฏิบัติของไทยเรา(และชาติตะวันออก)มักจะไม่ค่อยแสดงออกถึงความรักความห่วงไย ในขณะที่ชาติตะวันตกเขามีการแสดงออกด้านนี้อย่างเปิดเผย เช่น (ที่ดูจากในภาพยนต์)พ่อแม่จะ Good night kiss ลูกก่อนนอนทุกคืน ทั้ง ๆ ที่เมื่อลูกโตพอพูดรู้เรื่องแล้วก็ให้ลูกแยกห้องนอน


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1152 4 มี.ค. 2555 (17:26)

เรียนครูไผ่
คำว่า "ปั้วเส็กหง่า" หมายถึงว่า กึ่งโง่กึ่งฉลาด คำว่าปั่วแปลว่าครึ่ง เส็กแปลว่าฉลาด ส่วนคำว่าหง่าแปลว่า โง่
คุณแม่ของครูไผ่ใจหนึ่งคงรู้สึกชื่นชมในคำถามของครูไผ่ แต่อีกใจหนึ่งคงนึกในใจว่าถามอะไรก็ไม่รู้ ก็เลยพูดคำว่า ปั้วเส็กหง่า


Davidhui (IP:110.49.224.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1153 4 มี.ค. 2555 (21:32)

นักเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยที่ผมเรียนนั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานจีนแต้จิ๋ว เวลาจะพูดคุยกันก็จะมีภาษาจีนแต้จิ๋วปนกับภาษาไทยบ้าง แม้แต่ตำรวจไทยบางคนเวลาพูดกับประชาชนยังใช้ภาษาแต้จิ๋วเลยครับ... เฮ้ย! ลื้ออย่างนั้น อั๊วอย่างนี้ หลายท่านก็คงจะเคยได้ยิน โดยเฉพาะเวลาพูดกับคนขับรถแท็กซี่  พ่อแม่ของเพื่อนๆหลายคนยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลย บางคนมาที่โรงเรียนพูดกับครูแบบไทยปนจีนแต้จิ๋ว ครูหลายคนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยท่านเป็นไทยแท้ ไม่รู้จักภาษาจีนแต้จิ๋ว บางครั้งก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
เวลาที่ครูจะให้นักเรียนทำกิจกรรมอะไร แต่พ่อแม่ของเพื่อนอยากพลัดไปเป็นวันพรุ่งนี้ ท่านก็จะบอกกับครูว่า"ม้าขี้ค่อยทำ" ครูท่านก็สงสัยว่า ทำไมคนจีนแต้จิ๋ว เวลาจะทำอะไรจะต้องรอให้ "ม้าขี้" ก่อนค่อยทำอยู่เรื่อยเลย


แต้จิ๋วที่เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณเมืองทางทิศตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง ติดกับมณฑลฮกเกี้ยน หรือ ฝูเจี้ยน ในภาษาจีนกลาง


สำเนียงแต้จิ๋ว (潮州) เป็นหนึ่งในตระกูลภาษาจีน หมิ่น-หนาน จัดเป็นหนึ่งในตระกูลภาษาของฮกเกี้ยน และ เป็นหนึ่งในภาษาที่พูดกันในภูมิภาคของจีน คำว่าแต้จิ๋วในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Teochew (Diojiu, Teochiu, Tiuchiu, Teochew เขียนสะกดหลากหลาย) หรือ Chaozhou (เฉาโจว อ่านตามภาษาจีนกลาง)สำเนียงแต้จิ๋วมีชื่อเรียกในประเทศจีนแตกต่างกันหลายอย่างเดิมนิยมเรียกว่า เตี่ยจิวอ่วย หรือ เฉาซ่านฮว่า (ภาษาจีนกลาง) หมายถึงภาษาพูดถิ่นแต้จิ๋ว ต่อมาเมื่อเมืองซัวเถาเจริญรุ่งเรื่องขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมืองแทนเมืองแต้จิ๋ว คนต่างถิ่นจึงนิยมเรียกภาษานี้ว่า ซ่านโถวฮว่า หรือ ซัวเถาอ่วย ในภาษาแต้จิ๋ว หมายถึงภาษาพูดถิ่นซัวเถา ต่อมานิยมเรียกว่า เฉาซ่านฮว่า (เตี่ยซัวอ่วย) หมายถึง ภาษาพูดถิ่นแต้จิ๋ว-ซัวเถา เพื่อให้ครอบคลุมท้องถิ่นที่พูดภาษานี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในแวดวงวิชาภาษาศาสตร์และภาษาถิ่นจีนนิยมเรียกว่า เฉาซ่านฟางเอี๋ยน (เตี่ยซัวฮวงงั้ง) หมายถึงภาษาถิ่นแต้จิ๋ว อีกชื่อหนึ่งที่นิยมใช้เป็นภาษาหนังสือเรียกภาษาถิ่นนี้คือ เฉาอี่ว์ (เตี่ยงื่อ) หมายถึงภาษาของจีนแต้จิ๋วหรือภาษาแต้จิ๋วนั่นเอง

มีอีกชื่อหนึ่งที่ชาวจีนแคะใช้เรียกภาษานี้จนเป็นที่รู้จักคือภาษาฮกล่อ (ภาษาแคะว่า ฮอล่อว้า) เนื่องจากคำว่าฮกล่อเป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์แต้จิ๋วที่แพร่หลายอีกชื่อหนึ่ง

สำเนียงแต้จิ๋วในปัจจุบันเป็นภาษาที่พัฒนามาจากภาษาจีนโบราณของตระกูลหมิ่นหนาน เมื่อประมาณ คริตศตวรรษ ที่ 9 จนถึง ที่ 15 มีกลุ่มชาว หมิ่น (หมิ่น) ได้อพยพลงใต้จากมณฑลฝูเจี้ยน (หรือฮกเกี้ยน) มาที่ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง ในเขตที่เรียกว่า เฉาซั่น การอพยพดังกล่าวมีสาเหตุมาจากประชากรที่มากขึ้นในมณฑลฝูเจี้ยน


เนื่องจากภูมิประเทศใหม่ที่ค่อนข้างตัดขาดจากมณฑลฮกเกี้ยนเดิม และการได้รับอิทธิพลจากภาษากวางตุ้งและแคะ ภาษาแต้จิ๋วจึงได้กลายมาเป็นภาษาเอกเทศในภายหลัง ภาษาแต้จิ๋วนั้นจะพูดในเขตที่เรียกรวมกันว่า "เฉาซั่น" ซึ่งมีเมืองแต้จิ๋ว (หรือ เฉาโจว ในภาษาจีนกลาง) และซัวเถา (หรือ ซั่นโถว ในภาษาจีนกลาง) เป็นหลัก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "เฉาซั่น" ดังกล่าว นอกจากนั้น ยังพูดกันในเมืองเจียหยาง เฉาหยาง ผู่หนิง เฉาอัน เร่าผิง ฮุยไหล และ เฉิงไห่


เขตเฉาซั่นเคยเป็นเขตหนึ่งที่มีคนจีนอพยพออกนอกประเทศเป็นอันมากไปยังเอเซียอาคเนย์ในคริสต์ศตวรรษที่18-20 ซึ่งทำให้ภาษาแต้จิ๋วเป็นภาษาหลักหนึ่งในภาษาที่พูดกันมากในกลุ่มชาวจีนอพยพ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฮ่องกง อีกทั้งยังมีในทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกา ที่มีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพไป


อย่างไรก็ตาม  ในยุคโลกาภิวัตน์นั้นภาษาแต้จิ๋วได้ลดความนิยมลงไปมากในหมู่ชาวแต้จิ๋ว เช่น ในสิงคโปร์ เยาวชนที่เดิมพูดแต้จิ๋วได้เปลี่ยนไปพูดภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง และ ฮกเกี้ยนมากขึ้น เนื่องจากวัฒนธรรมส่วนใหญ่และอิทธิพลของสื่อสารมวลชน แต่โดยรวมแล้วภาษาแต้จิ๋วก็ยังคงเป็นภาษาที่พูดกันในหมู่คนจีนในสิงคโปร์ เป็นอันดับสองรองจากภาษาฮกเกี้ยน ถึงแม้ว่าภาษาจีนกลางกำลังเข้ามาแทนที่ภาษาท้องถิ่นเหล่านี้ในฐานะภาษาแม่ในหมู่เยาวชนยุคใหม่ก็ตาม



บริเวณที่พูดภาษาตระกูลหมิ่นหนานในมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำ ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง และไต้หวัน


อ้างอิง >>> สำเนียงแต้จิ๋ว - วิกิพีเดีย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1154 5 มี.ค. 2555 (09:42)

ขอบคุณอาจารย์พิทยา คุณ Davidhui และอาจารย์แขชนะ สำหรับคำอธิบาย


เอิ๊กๆ ขำ "ม้าขี้" ของอาจารย์แขชนะ กรั๊กๆ กร๊าก กรั๊กๆ ...


 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1155 5 มี.ค. 2555 (16:07)

พูดถึงธรรมเนียมของคนไทย(และคนตะวันออก) ผมเคยอ่านเจอว่า มีคนไทยไปเรียนต่างประเทศ ทำข้อสอบได้คะแนนเกินคะแนนเต็ม เช่น ดร.คลุ้ม วัชโรบล (อาจเรียกได้ว่าเป็น)ปรมาจารย์ทางวิชาชีววิทยาของไทยเรา ท่านเคยสอบได้คะแนน 105 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 เพื่อนไปถามอาจารย์(ที่อังกฤษ)ทำไมได้ตั้ง 105 ทั้ง ๆ ที่คะแนนเต็ม 100 อาจารย์บอกว่า(ในทำนองนี้นะครับ) นอกจากคำตอบจะถูกต้องสมบูรณืแล้วยังมีการอ้างผลงานการวิจัยใหม่ ๆ ที่อาจารย์ยังไม่ได้อ่าน พอตามไปอ่านเห็นว่าจริงจึงให้คะแนนเพิ่ม ส่วนดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ที่(ผมเข้าใจว่า -ดร.แขชนะ เชิญท่านมาช่วยงานใน สสวท.) ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าในการสอบคณิตศาสตร์ครั้งหนึ่งท่านเคยได้คะแนนถึง 107 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 โดยอาจารย์ (ที่อเมริกา)บอกว่า วิธีการที่ ดร.วิโรจน์ ทำไปนั้นเป็นวิธีการ(Solution)ใหม่ ที่อาจารย์เองยังคิดไม่ถึงจึงให้คะแนนไปอย่าง


ส่วนในเมืองไทยรุ่นพี่ของผมสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เมื่อเขาไปถามอาจารย์ อาจารย์เอากระดาษคำตอบมาดูแล้วไล่กันทีละบรรทัดปรากฎว่าทุกบรรทัดถูกต้องตามหลักการหมดทุกอย่างไม่มีผิดเลย อาจารย์จนแต้มเลยบอกว่า ก็คุณขึ้นต้นวิธีทำไม่เหมือนที่ผมคิดไว้ ผมเลยคิดว่าคุณมั่วมา เลยไม่ให้คะแนนในข้อนั้น


นอกจากนี้"ทวีปวร" เคยเขียนไว้ว่า ในการสอบวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของเมืองไทย(เมื่อเกือบ 60 ปีมาแล้ว -ไม่ใช่สมัยนี้นะครับ) อาจารย์(เป็นปราชญ์ของเมืองไทย)ตรวจข้อสอบแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่าให้ไปดูว่าเจ้าของกระดาษคำตอบนี้เป็นใคร(เห็นว่าในกระดาษไม่ให้เขียนชื่อผู้สอบให้ใช้แต่รหัสเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง) พอเจ้าหน้าที่บอกว่าเจ้าของกระดาษคำตอบนั้นชื่ออะไร ท่านอาจารย์ก็พึมพัมว่า "ทีแรกกะจะให้คะแนนเต็ม แต่ว่ากลัวเหลิงเลยหักเสีย 2 - 3 คะแนน


เอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อความรู้ ไม่ได้ต้องการโจมตีหรือให้ร้ายท่านผู้ใด


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1156 5 มี.ค. 2555 (19:11)

พูดถึง  อาจารย์ ดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่น่าสนใจจะเล่าให้ฟังคือ ...........



ผมได้มีโอกาสรู้จักนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลท่านหนึ่งคือ Prof. Ivar Giaever http://www.rpi.edu/~giaevi/ และได้มีโอกาสรัปประทานอาหารเย็นด้วยกันที่เยอรมนี 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสืออยู่ ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านเรียนหนังสืออยู่ในระดับปริญญาตรีนั้น ท่านสอบตกวิชาฟิสิกส์ ท่านยังแอบกระซิบว่า อย่าไปบอกใครนะ แต่ผมก็เชื่อว่าท่านพูดเล่น (ท่านพูดจริง) คนที่สอบตกวิชาฟิสิกส์แต่กลับได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากการค้นพบปรากฏการณ์"การเจาะอุโมงค์" หรือ Tunneling Effect ในสารกึ่งตัวนำ มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ตอนหลังผมได้มีโอกาสพบกับ ดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ซึ่งท่านเป็นประธานกรรมการ รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ http://www.engineeringtoday.net/magazine/articledetail.asp?arid=1407&pid=137 ผมเล่าให้อาจารย์วิโรจน์ฟังเกี่ยวกับ Prof. Ivar Giaever ท่านหัวเราะแล้วบอกว่า “ผมเป็นคนให้คะแนน F เขาเอง” เพราะตอนนั้น Prof. Ivar Giaever เป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และไม่ได้ใส่ใจในงานที่ทำ

ดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ เป็น 1 ใน 50 บุคคลสำคัญที่มีรูปติดอยู่ที่หอเกียรติยศ ผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่บริษัท General Electric หรือที่เรียกย่อๆว่า GE


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1157 6 มี.ค. 2555 (03:41)

ขอกลับมาที่ความเห็นที่ 1133 เกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ ผมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ 



ผมสุ่มเอาเหรียญ 1 บาทที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจำนวนประมาณ 200 เหรียญมาจำแนกพวกออกดูพบว่า มีการผลิตเหรียญบาทตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปี 2555 และเมื่อเอามาเรียงกันโดยกระจายความถี่ก็จะได้ข้อมูลการกระจายดังรูป โดยที่มีเหรียญที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันคือเหรียญที่ผลิตในปี 2552 นอกจากนั้นยังพบอีกว่า เหรียญ 1 บาทที่ผลิตระหว่างปี 2530 จนถึง ปี 2551 นั้นแม่เหล็กดูดไม่ติด แต่เหรียญที่ผลิตตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาจนถึงปี 2555 นั้นเราสามารถเอาแท่งแม่เหล็กไปดูดได้ ดังนั้นแสดงว่าเนื้อโลหะที่ใช้ทำเหรียญ 1 บาทจะต้องมีชนิดที่ต่างกัน ผมลองทำการทดลองต่อดังนี้



ผมทำการวัดเพื่อหาความหนาแน่นของเหรียญ 1 บาทที่ผลิตในช่วงปี 2530 - 2551 เปรียบเทียบกับเหรียญที่ผลิตในช่วงปี 2552-2555



นอกจากนั้นยังพบอีกว่า เหรียญที่แม่เหล็กดูดไม่ติดนั้นมีความเงางามไม่เท่าเหรียญที่แม่เหล็กดูดติด



เหรียญ 2 บาทที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีลักษณะพิเศษที่สังเกตได้ดังนี้ เหรียญที่ผลิตในปี 2548-2549 นั้นมีสีเงิน และขนาดใกล้เคียงกับเหรียญ 1 บาท เวลาใช้งานจริง ถ้ามีเหรียญ 1 บาทและ 2 บาทอยู่ปนกันจะดูยากมาก พ่อค้า-แม่ค้าจึงมักนิยมเอาสีหรือปากกาหมึกกันน้ำไปแต้มเพื่อให้เห็นความแตกต่าง หลังจากประชาชนบ่นกันมาก จึงมีการผลิตเหรียญ 2 บาทออกมาใหม่โดยให้มีสีแตกต่างเหรียญ 1 บาท เหรียญ 2 บาทใหม่ที่ว่านี้จะมีสีออกเป็นทอง



ผมทำการวัดเพื่อหาความหนาแน่นของเหรียญ 2 บาทที่ผลิตในช่วงปี 2548-2549 เปรียบเทียบกับเหรียญที่ผลิตในช่วงปี 2550-2554 ได้ดังนี้




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1158 7 มี.ค. 2555 (21:20)

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมนึกขึ้นมาได้เกี่ยวกับภาษาจีนแต้จิ๋วสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องจริงจังก็ได้ เป็นเรื่องขำขันก็ได้ หรือว่าจะเป็นเรื่องที่ทะลึ่งก็น่าจะเข้าข่าย แล้วแต่ว่าเป็นมุมมองของใคร เรื่องมีอยู่ว่า......

มีรถยนต์คนหนึ่งจอดอยู่ข้างๆโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยนั้นรถยนต์น้อย คนจอดรถกันค่อนข้างสบาย ผู้คนก็ยืนหรือเดินเหินกันอย่างสบายๆไม่ต้องกลัวรถชน มีอาซิ้มคนหนึ่งยืนคุยกับเพื่อนๆอาซิ้มด้วยกันอยู่ที่ท้ายรถโดยไม่ได้สนใจผู้ใด ปรากฏว่ารถคันนี้กำลังจะออก แต่ไปไม่ได้เพราะอาซิ้มยืนขวางอยู่ พยายามบีบแตรแล้ว อาซิ้มก็ยังพูดคุยต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว จนกระทั่งมีตำรวจจราจรนายหนึ่งเดินผ่านามา จึงพูดกับอาซิ้มด้วยอาการสุภาพและใช้คำพูดที่คนไทยเราฟังดูสุภาพและรู้เรื่องว่า "อาซิ้ม! ถอยหลังหน่อย" ปรากฏว่า อาซิ้มมองดูตำรวจด้วยสายตาที่โกรธเคือง ตำรวจจราจรจึงพูดซ้ำว่า "ซิ้ม! ถอยหลัง" คราวนี้อาซิ้มบนพึมพำเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว พลางเดินห่างจากตำรวจออกมาโดยยังเหลียวหลังไปดูตำรวจและบ่นต่อไป คำพูดที่อาซิ้มบ่นเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "พูดอย่างนี้ได้อย่างไร ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน"(คำด่าที่อาซิ้มใช้นั้นหยาบกว่านี้ ผมพยายามแปลเป็นไทยให้ใกล้เคียงและนุ่มแล้วครับ)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1159 8 มี.ค. 2555 (10:51)

ไม่ค่อยกล้าคิดค่ะ


สำเนียงจีนแต้จิ้ว  "ถ้อย" (คำนี้เป็นภาษาพูด มีตัวเขียนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) แปลว่า "ดู"  เวลาพูดรวมกับคำอื่น ถ้าอยู่ข้างหน้าคำอื่นจะออกเสียงเป็น "ถอย"    "หลัง" แปลว่าอะไรก็ไม่รู้  รวมกันเป็น "ถอยหลัง" แปลว่า "ดู ..."  "ถอยหลังหน่อย" ก็แปลว่า "ดู.....ให้หน่อย" 


"ไม่สั่งสอน" พูดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วคือ "บ่ กา สี่"    บ่ แปลว่า ไม่    กาสี่ แปลว่า สั่งสอน


คำที่อาจารย์แขชนะคิดว่าหยาบคาย น่าจะเป็นคำว่า "หลัง" กับ "สี่"  หรือเปล่า? {#emotions_dlg.d7} 


มุกนี้ใช้หลายภาษาเลยนะคะ จีนแต้จิ๋ว ไทยกลาง ไทยอีสาน รู้สึกว่าเกินความรู้ของเด็กประถมภาคกลางไปหน่อยนะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1160 8 มี.ค. 2555 (12:57)

ครูไผ่วิเคราะห์เสียลึกซึ้งเชียวครับ จริงๆแล้วของผมไม่ได้ละเอียดลึกซึ้งมากมายขนาดนั้น ง่ายกว่าข้อสอบโอเน็ตที่ทำให้เด็กปัญญาเลิศและมีความคิดสร้างสรรค์สูงสอบตกกันเป็นแถวเสียอีกครับ


"ถอย" หมายถึงดูนั่นถูกแล้ว "หลัง" พูดเพี้ยนๆไปจะหมายถึง สิ่งที่ติดตัวมากับผู้ชาย อาจจะยาวหรือสั้นแล้วแต่คน แล้วต่อมาให้ภรรยาใช้ (บางคนอาจจะบอกว่าต้องเป็นนามสกุลแน่ๆเลย) ดังนั้นที่บอกว่า "อาซิ้ม ถอยหลัง" จึงทำให้โกรธเอาได้ง่ายๆ ไม่ได้ใช้มุกหลายภาษาดังที่ครูไผ่เข้าใจครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1161 8 มี.ค. 2555 (23:15)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเข้าไปทำธุระที่ธนาคาร เหลือบไปเห็นดวงตราผนึกต่อต้านวัณโรคที่วางจำหน่ายที่เคาน์เตอร์ของธนาคาร ทำให้คิดถึงสมัยที่เรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนี้ เลยซื้อมา 1 ชุดแล้วนำมาวางคู่เปรียบเทียบกัน



สี่สิบกว่าปี นโยบายยังเหมือนเดิม สามารถนำชิ้นส่วนของดวงตรานี้ไปใช้รับบริการเอกซเรย์ปอดฟรี ผมเคยไปใช้บริการเหมือนกัน แต่ก็ไม่หายสงสัยว่าราคาดวงตราผนึกเพียงไม่กี่บาท แต่สามารถใช้บริการได้ จะไม่ขาดทุนแย่หรือ ลองถามพี่พยาบาลที่ให้บริการ พี่พยาบาลบอกว่าเป็นฟิล์มเอกซเรย์ขนาดเล็ก ดูเหมือนจะเล็กกว่าฝ่ามือเสียอีก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1162 9 มี.ค. 2555 (08:00)

หวังว่าเอ๊กเรย์ข้างบนไม่ใช่ของอาจารย์ เพราะปอดข้างขวากลีบล่างมีโพรงขนาด ๖-๗ ซม. ภายในโพรงคล้ายมีก้อนที่อาจเป็นเชื้อราอะไรสักอย่าง ดูท่าทีอาจไม่ใช่วัณโรค


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5744 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1163 9 มี.ค. 2555 (10:00)

ก่อนอื่นต้องกราบสวัสดีคุณอาหมอศานติครับ ขอบพระคุณคุณอาหมอมากครับที่ห่วงใยและไม่เคยมองข้ามแม้สิ่งเล็กๆน้อยๆ ฟิล์มเอกซเรย์นั้นไม่ใช่ของผมครับ ผมไปเอามาจากข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บอะไรสักอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับฟิล์มเอกซเรย์ขนาดเล็ก ก็เลยเอามาใส่เป็นภาพประกอบเท่านั้นครับ สำหรับฟิล์มเอกซเรย์จริงๆของผมเป็นอย่างไรคงได้เวลาไปตรวจบ้างแล้วครับ เพราะไม่ไปตรวจนานแล้ว


ระลึกถึงคุณอาหมอเสมอครับ หากมีโอกาสแวะมาเมืองไทยกรุณาแจ้งให้พวกเราทราบนะครับจะได้นัดหมายพรรคพวกเก่าๆมาสังสรรค์และสนทนากันครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1164 12 มี.ค. 2555 (19:46)
ขอแจมเรื่องคนแต้จิ๋วอีกเล็กน้อย ที่จริงประชากรจีนที่พูดภาษาแต้จิ๋วนั้น มีจำนวนน้อยนิด เมื่อเทียบกับภาษาจีนทางภาคใต้อื่นๆ เช่นภาษาฮกเกี้ยน หรือภาษากวางตุ้ง คนที่พูดภาษาจีนแต้จิ๋ว มีแค่ไม่อำเภอในมลฑลกวางตุ้ง แต่ถ้าถามคนจีนในประเทศจีน ถ้าถามว่าเคยได้ยินชื่อเรียกคนแต้จิ๋วหรือมไม่ เกือบทุกคนจะร้องอ๋อว่ารู้จักคนพูดภาษานี้เป็นอย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนแต้จิ๋ว เป็นคนจีนที่มีทักษะในการทำการค้าเก่งมาก ตอนอยู่เมืองจีนก็ประกอบอาชีพเป็นชาวไร่ชาวนา แต่พอเดินทางอพยพออกมาอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียอาคเนย์และฮ่องกง ได้ประสพความสำเร็จในอาชีพค้าขายเป็นอย่างดี จนบางคนมีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน ที่ดังที่สุดก็คือ ลีกาชิง ซึ่งร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีของโลก ล่าสุด ลีกาชิงได้บริจาคเงินจำนวนมาก เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่เมืองซัวเถา ชื่อว่า มหาวิทยาลัยซัวเถา เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงพอสมควร เมื่อเทียบกับอายุของมหาวิทยาลัย ที่สร้างขึ้นมาได้ไม่กี่ปี
Davidhui (IP:124.120.224.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1165 13 มี.ค. 2555 (02:00)

คนแต้จิ๋็วในเมืองไทยที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในอดีตคือ "เหียกวงเอี่ยม" ต้นตระกูลเอี่ยมสุรีย์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเอี่ยมสุรีย์ (อนุบาลเมืองสมุทรปราการ)  เป็นประธานกรรมการคนแรกของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง   เป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลหัวเฉียว   ผู้ก่อตั้งสมาคมแต้จิ๋วในประเทศไทย  และเป็นประธานหอการค้าไทย-จีนสมัยที่ 15 ต่อเนื่องถึงสมัยที่ 16 ก่อนเสียชีวิตเพราะถูกลอบสังหาร




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


http://www.oknation.net/blog/greenblog/2007/07/05/entry-1


https://sites.google.com/a/all-chinese.com/all-chinese-com/news/131piheiykwngxeiymwirchncinphonthale


และอีกหลาย link ใน


http://www.google.co.th/#hl=th&output=search&sclient=psy-ab&q=%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1&oq=%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1&aq=f&aqi=&aql=&gs_sm=3&gs_upl=6299l11454l0l11759l13l12l0l0l0l0l0l0ll0l0&gs_l=hp.3...6299l11454l0l11759l13l12l0l0l0l0l0l0ll0l0.llsin&pbx=1&bav=on.2,or.r_gc.r_pw.r_qf.,cf.osb&fp=f66207b936fc5a20&biw=1040&bih=524


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1166 13 มี.ค. 2555 (02:45)

อ้างอิง >>> http://www.oknation.net/blog/june13/2010/03/01/entry-1





ภาพ:
แผ่นป้ายหินจารึกไว้ว่า


"สุสานของ 'แต้อ๊วง' (สมเด็จพระเจ้าตากสินฮ่องทางตอนใต้ในแผ่นดินพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้)
ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ฤดูใบไม้ผลิ"


ซุ้มประตูทางเข้าพระสุสานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เมืองเถ่งไฮ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน


เถ่งไฮ่เป็นอำเภอเล็กๆ
แห่งหนึ่งในเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนมีประชากรประมาณ ๗๑๐
,๐๐๐
คน ปัจจุบันเถ่งไฮ่เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง ตุ๊กตาต่างๆ จากบริษัทผลิตของเล่นชื่อดังของโลกไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้หรือตุ๊กตาของวอลต์
ดีสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลกผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักอำเภอเล็กๆ
อย่างเถ่งไฮ่แต่สำหรับลูกหลานชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย
น่าจะคุ้นหูกับชื่อนี้ดี




คนจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทยในอดีตส่วนใหญ่มาจากเมืองแต้จิ๋ว
โดยเฉพาะจากอำเภอเถ่งไฮ่ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล การเดินทางข้ามมาเมืองไทยสะดวกกว่า
ด้วยเหตุนี้คนจีนในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงพูดภาษาแต้จิ๋ว


บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนนับตั้งแต่
ปรีดี พนมยงค์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมถึงคนในตระกูลรัตตกุล ตระกูลหวั่งหลี
ตระกูลเจียรวนนท์ ก็ล้วนมีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่


สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
หรือที่เรามักเรียกกันว่า พระเจ้าตาก ก็ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋ว
พระบิดาของพระองค์เป็นชาวแต้จิ๋ว เกิดในตระกูลแต้ ชื่อนายแต้เจียว อพยพจากอำเภอเถ่งไฮ่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ส่วนพระมารดาเป็นคนไทยชื่อนางนกเอี้ยง มีอาชีพค้าขาย พระเจ้าตากทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่
๒๒ มีนาคม ๒๒๗๗
(หนังสือบางเล่มกล่าวว่าทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๒๗๗) มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
พระเจ้าตากทรงได้กลับไปศึกษาที่ประเทศจีนระยะหนึ่งด้วย


พระสุสานด้านในมีแผ่นหินจารึกพระนามแปลเป็นไทยว่า "สุสานในพระเจ้าตากสินแห่งราชตระกูลแต้จิ๋วสร้างในพระเจ้าแผ่นดินจีนเฉียนหลงฮ่องเต้พ.ศ.2339"



นายนิ้ม แซ่ตั้ง วัย ๗๙ ปี ชาวจีนซึ่งเกิดในอำเภอเถ่งไฮ่และอพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อ
๖๐ปีก่อน เล่าให้ฟังว่า สมัยที่ผมอยู่เมืองจีน
คนเถ่งไฮ่รู้จักเมืองไทยดีเพราะเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่คนเถ่งไฮ่เดินทางมาค้า ขายที่เมืองไทย
ที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไทยเลยก็มีมากความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นแน่นแฟ้นมาก ถึงกับมีคำไทยที่กลายเป็นภาษาแต้จิ๋ว
คือคำว่า ตลาดชาวแต้จิ๋วเอาไปใช้โดยออกเสียงว่า ตั๊กลัก เรื่องราวต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คนจีนที่นั่นก็รับรู้กันโดยตลอด


คนเถ่งไฮ่รู้จักและรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าตากดี
เขาเรียกกันว่า
แต้อ๊วงแปลว่า พระเจ้าแผ่น
ดินตระกูลแต้ บ้านเกิดของผมก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของท่าน
จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยไปเที่ยวบ้านหลังหนึ่งที่เก่าทรุดโทรมมาก
เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของพระเจ้าตากผมยังเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าเมื่อ
แต้อ๊วงเกิด
พ่อของท่านก็พาท่านกลับมาเรียนภาษาที่เมืองจีน จนอายุได้๑๐ ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย


นายนิ้มกล่าวว่าคนจีนที่อพยพมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนิยมส่งลูกหลานกลับมาเรียนหนังสือที่บ้านเกิดเพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน
และที่สำคัญคือ เมื่อกลับมาเมืองจีนยังมีครอบครัวและญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดคอยดูแล ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่อาจต้องใช้ชีวิตตามลำพัง
จากการศึกษาประวัติพระบิดาของพระเจ้าตาก
ก็พบว่าไม่มีญาติพี่น้องอยู่เมืองไทยมากนัก


บริเวณแหล่งดูดทรายแห่งหนึ่งในอำเภอเถ่งไฮ่
มีฮวงซุ้ยหรือสุสานเล็กๆแห่งหนึ่ง ทางเข้าทำเป็นซุ้มขนาดใหญ่
สุสานแห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้
(พ.ศ.๒๒๗๘-๒๓๓๙) มีป้ายหินจารึกไว้ว่า


"สุสานของ
แต้อ๊วง ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ฤดูใบไม้ผลิ"


คนเถ่งไฮ่เชื่อกันว่า
หลังจากที่พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน บรรดาญาติพี่น้องได้นำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิด
และฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ


คนเถ่งไฮ่ภูมิใจใน
แต้อ๊วง มากว่าเป็นคนบ้านเราที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทยและมีความกล้าหาญยิ่ง
เสี่ยงชีวิตไปรบกับพม่าเพื่อกอบกู้ชาติไทย นายนิ้มกล่าว


บริเวณสุสานยังมีป้ายหินอีกแผ่นจารึกไว้ว่าสุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลองพระองค์ของ
แต้อ๊วง ที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด ลงชื่อโดยรัฐบาลท้องถิ่นแห่งอำเภอเถ่งไฮ่


ปัจจุบัน
สุสานแห่งนี้ยังมีผู้นำดอกไม้ธูปเทียนมาแสดงความคารวะอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะจากบรรดาลูกหลานคนจีนจากเมืองไทยที่มีโอกาสไปเยี่ยมญาติในประเทศจีน


น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ผู้ทรงคุณอันประเสริฐต่อแผ่นดินไทย พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงมีพระราชประวัติหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย


สิ่งที่ท่านจะได้เห็นนี้...คือพระสุสานพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในต่างแดน


คำถาม...ที่ว่า...จะเป็นแค่สุสานเก็บฉลองพระองค์
หรือ พระบรมสรีระของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ความลับที่เก็บซ่อนมาเกือบ
230 ปียังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1167 13 มี.ค. 2555 (18:03)

อีกมุมหนึ่งของพระเจ้ากรุงธนบุรี
ผมได้มาจากพิพิธภัณฑ์สงครามที่จังหวัดกาณจนบุรี ใกล้ทางรถไฟฯข้ามแม่น้ำที่คนชอบไปกัน

หากไม่เป็นการเสียอรรถรสของเจ้าของกระทู้ ผมก็จะทะยอยนำมาประกอบครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1168 13 มี.ค. 2555 (22:46)


เอามาลงได้เลย เพื่อนรัก ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระทู้นี้มีคนเข้ามาอ่านวันละหลายร้อยคน ผมจำได้แม่นว่า ตอนเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อาจารย์นิรันดร์เคยคุยกับผมเกี่ยวกับพระเจ้าตากสินมหาราช และมีคำพูดที่อาจารย์นิรันดร์บอกแก่ผม ซึ่งผมจำได้ไม่เคยลืมมาจนทุกวันนี้ อาจารย์นิรันดร์บอกว่า ลักษณะพิเศษที่พระเจ้าตากสินต่างจากผู้อื่นก็คือ มีช่วงแขนที่ยากกว่าคนทั่วไป เป็นลักษณะของมหาบุรุษ จากคำพูดนี้เล่นเอาผมพยายามยืดแขนอยู่หลายปี เพราะอยากเป็นมหาบุรุษ เหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าอาจารย์นิรันดร์ยังจำคำพูดที่เคยบอกผมได้หรือไม่



อย่าลืมเอาเรื่องสงคราม 9 ทัพมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1171 15 มี.ค. 2555 (16:15)

ต่อจาก 1167

สังเกตเห็นหยากไย่เต็มไปหมด แสดงถึงข้อมูลนี้ แทบไม่มีคนมอง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1172 15 มี.ค. 2555 (16:20)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1173 15 มี.ค. 2555 (16:24)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1174 15 มี.ค. 2555 (16:31)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1175 15 มี.ค. 2555 (16:38)

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1176 15 มี.ค. 2555 (16:51)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1177 15 มี.ค. 2555 (17:01)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1178 15 มี.ค. 2555 (17:07)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1179 16 มี.ค. 2555 (08:25)

ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์ที่นำข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์สงครามที่จังหวัดกาณจนบุรี ใกล้ทางรถไฟฯข้ามแม่น้ำมาแบ่งปันให้ดูกันค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1180 16 มี.ค. 2555 (09:41)

ขอบคุณคุณครูไผ่ครับ
จากระเบียงห้องพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช มองออกมาจะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1181 17 มี.ค. 2555 (15:44)

สะพานข้ามแม่น้ำแควยามค่ำ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1182 18 มี.ค. 2555 (01:00)


สมัยเด็กๆเราเคยดู ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือ- The Bridge on the River Kwai <<< คลิกอ่านเนื้อเรื่องและดูตัวอย่างที่นี่




ซากรถไฟญี่ปุ่น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1183 18 มี.ค. 2555 (01:53)

คำว่า แคว แปลว่า ทางน้ำที่แยกจากทางน้ำใหญ่ หรือ สาขาลำน้ำ (พจนานุกรมไทย - มานิต มานิตเจริญ) ชื่อดั้งเดิมของลำน้ำที่ญี่ปุ่นสร้างสะพานข้ามไปพะม่า คือ แควใหญ่ 

Pierre Boulle (1952) แต่งเป็นนวนิยายภาษาฝรั่งเศสชื่อ Le Pont de la Rivière Kwai แล้ว Xan Fielding (1954) แปลเป็นภาษาอังกฤษ - The Bridge Over the River Kwai (ฝรั่งมักอ่านว่า ริเวอร์ควาย) แล้วต่อมาทำเป็นภาพยนตร์ แต่การถ่ายทำในศรีลังกา ไม่ได้ถ่ายในเมืองไทยเลย แม่น้ำกับสพานก็อยู่ในศรีลังกา ดูเหมือนมีดาราหนังไทยแสดงเป็นชาวบ้านอยู่สามสี่คน

ไม่ทราบว่าทำไมแควใหญ่ถึงกลายเป็นแม่น่้ำแคว อาจจะเป็นเพราะคนไทยเรียกกันว่าแคว ฝรั่งเลยคิดว่า แควเป็นชื่อของลำน้ำนี้
  (หรือฝรั่งชึ้ไปที่ลำน้ำแล้วถามว่า What's this river? ชาวบ้านจะตอบว่า แคว)  ถ้าดูแผนที่ประเทศไทยที่เป็นภาษาอังกฤษสมัย ๔๐ - ๕๐ ปีก่อนจะเห็นเขาเขียนชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam River หรือ The Menam

ตกลงภาพยนตร์ The Bridge Over the River Kwai ก็มีอิทธิพลมากจนคนไทยเองก็เปลี่ยนชื่อจาก แควใหญ่ เป็น แม่น้ำแคว แม้กระทั่งวิกิพีเพียภาษาไทยก็เรียกว่า แม่น้ำแคว แทนที่จะเรียกว่า แควใหญ่
 


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5744 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1184 18 มี.ค. 2555 (07:16)

จริงด้วยค่ะ เรียกผิดตามๆ กันจนไม่ทราบชื่อที่แท้จริง เอา "นามทั่วไป" ไปเป็น "นามเฉพาะ" เสียนี่  เหมือน "เด็กชายบอย"  ยังไงยังงั้นเลย หรือ "ยายซิ้ม" ซิ้ม หรือ ซิ่ม แปลว่า อาสะใภ้ ตกลงจะให้เป็นยายหรือเป็นอา? ที่ตลกยิ่งกว่าคือเรียกคนจีนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายว่า "เจ๊ก" เจ๊ก หรือ เจ็ก เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกเพศชายเท่านั้น แปลว่า อาผู้ชาย หรือ น้องชายของพ่อ มันตลกน้อยอยู่หรือที่เรียกผู้หญิงว่า uncle 


ฮะๆ เจ้าของภาษาเรียกผิดตามคนต่างชาติก็มี เรามาเรียกชื่อเก่ากันใหม่เถอะค่ะ


"สะพานข้ามแควใหญ่"


"The Bridge Over the Kwaiyai"


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1185 19 มี.ค. 2555 (00:09)

สงสัยอยู่เหมือนกันว่า มี"แควน้อย" แล้ว"แควใหญ่"อยู่ที่ไหนกัน ที่แท้ก็แม่น้ำแควก็คือแควใหญ่นั่นเอง
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1186 19 มี.ค. 2555 (00:22)

ย้อนหลังไปก่อนเรียนที่พลับพลาชัย
คิดว่าดร.แขชนะจะยังคงจำคนขายน้ำขายอาหารที่โรงเรียนสตรีทัดสิงห์ของเราได้คนหนึ่ง
เป็นชายร่างสูงใหญ่ชื่อ"เก๊า" สาวๆในร้านคนหนึ่งหน้าตาดี น่าจะเป็นภริยาของเก๊า
ผมก็ไม่ทราบธรรมเนียมหรือภาษาจีน ไปเรียกเธอว่า"ซิ้ม"แล้วถูกเธอโกรธเอามากๆ
เพิ่งมาทราบว่าทำไมก็เมื่อห้าสิบปีให้หลังไปแล้ว ไม่รู้จะไปขออภัยเธอได้อย่างไร
แต่คิดว่าตอนนี้ ถ้าเรียกเธอว่าซิ้มอีก เธอคงไม่โกรธผมแล้วล่ะ
แม้ผมจะมีต้นตระกูลเป็นคนจีนเหมือนคนไทยหลายคนแต่ผมเรียกได้ว่าไม่รู้ภาษาจีนเอาเสียเลย
ปู่ของผมท่านไม่เคยพูดจีนให้ฟังเลยทั้งที่พี่น้องของท่านเป็นคนจีนทั้งนั้น
ผมมีคำถามหนึ่งเกี่ยวกับคำในภาษาจีน
เคยได้ยินเขาด่ากันแล้วจำได้ ขออภัยที่หากไม่สุภาพ คำนั้นคือ "เก๊าเจ๊ง"
ก็ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรจนทุกวันนี้ ไม่เคยกล้าถามใคร ขอถามวันนี้ก็แล้วกันครับ
แล้วถ้ามันไม่สุภาพ ทำไมคนขายอาหารคนนี้จึงใช้ชื่อ "เก๊า" และผมมีครูท่านหนึ่งก็ชื่อเก๊าด้วย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1187 19 มี.ค. 2555 (00:38)

ผมจำ "เฮียเก๊า" ได้ครับ ผมชอบกินก๊วยเตี๋ยวลูกชิ้นของเฮียเก๊ามาก หลังจากกินแล้วก็ไปกินขนม "ร้านป้ามูล" ด้วย คำว่า "เฮียเก๊า" หากจะแปลเป็นไทย ก็คือ "พี่หมา"นั่นเอง


คนกรุงเทพสมัยก่อนเรียกตัวเองว่า "คนบางกอก" แต่พอฝรั่งเข้ามากลับเรียกตัวเองว่า "คนแบ๊งคอก" ไม่เห็นว่าพวกฝรั่งจะพูดตามเราว่า "บางกอก"
คำว่า Telegraph เราออกเสียงว่า ตะแล้ปแก๊ป ไม่เห็นว่าพวกฝร่งจะเรียกตามเราเลย
ธนาคาร Siam Commercial สมัยก่อน เราอ่านว่า สยามกัมมาจล ก้ไม่เห็นว่าฝรั่งจะอ่านตามเรา
มีแต่เราอ่านตามต่างชาติทั้งนั้น


มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ
"ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ"
เป็นบันทึกพระปาฐกถาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงแสดงหน้าพระที่นั่งที่สมัคยาจารย์สมาคม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2470


ปาฐกถาที่ทรงแสดงหน้าพระที่นั่ง ครั้งนั้นมีผู้เข้าฟังเป็นจำนวนมาก
ทรงเล่าถึงลักษณะการปกครองประเทศสยามว่าได้คลี่คลายพัฒนาด้านต่าง ๆ
มาอย่างไร เช่น การปกครองในราชธานี การปกครองหัวเมือง
ความเป็นมาของฝ่ายตุลาการ การบังคับใช้กฎหมาย
การจัดกำลังคนทั้งไพร่และทหาร เป็นต้น


มีอยู่ตอนหนึ่งเป็นตอนที่ 4 ในทั้งหมด 12 ตอน
ทรงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด ชนชาติไทยจึงได้เป็นใหญ่ในดินแดนประเทศสยาม
และสามารถปกครองดินแดนสยามประเทศ
ดำรงความเป็นเอกราชมาได้เป็นเวลาช้านานถึงกว่า 700 ปี


สมเด็จท่านทรงให้เหตุผลว่า
ชนชาติไทยรวมทั้งชนชั้นผู้ปกครองของไทยเราได้นำเอาคุณธรรมอันมีอยู่ในอุปนิสัยของชนชาติไทย
เมื่อได้ทรงพิจารณาจากพงศาวดาร ทรงเห็นว่าชนชาติไทยมีคุณธรรม 3
อย่างเป็นสำคัญ จึงได้สามารถปกครองประเทศสยามมาได้ช้านาน
คุณธรรมอันฝังแน่นอยู่ในอุปนิสัยของชนชาติไทยดังกล่าว ประกอบด้วย
ความจงรักอิสระของชาติ ๑ ความปราศจากวิหิงสา ๑
และความฉลาดในการประสานประโยชน์ ๑ หรือถ้าจะเรียกเป็นคำอังกฤษก็คือ
Love of National Independence, Toleretion and Power of Assimillation
คุณธรรมทั้งสามอย่างนี้ พระองค์ท่านเห็นว่าสำคัญกว่าคุณธรรม อย่างอื่น 


อ้างอิง >>> คุณธรรมของชนชาติไทย


ผมคิดเล่นๆครับว่า การที่ลักษณะคนไทยประสานประโยชน์ จึงทำให้ดูเหมือนเป็นวัฒนธรรมที่อ่อน วัฒนธรรมจากต่างชาติแทรกเข้ามาเราก็ยอมรับง่าย ไม่โต้แย้ง แต่ทำให้กลมกลืน ตามตะเข็มชายแดนทางเหนือติดพม่า แทนที่พม่าจะพูดภาษาไทย เรากลับพูดภาษาพื้นเมืองพม่า ชายแดนติดลาว แทนที่ลาวจะพูดภาษาไทย เรากลับพูดภาษาลาว ชายแดนติดเขมร แทนที่เขมรจะพูดภาษาไทย เรากลับพูดเขมร ชายแดนมเเลเซีย แทนที่เขาจะพูดภาาาไทย เรากลับพูดภาษาของมาเลเซีย


แต่เนื่องด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านได้ดูละครไทยจนติดงอมแงม จึงทำให้เพื่อนบ้านตามชายแดนพูดภาษาไทยกันมากขึ้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1188 19 มี.ค. 2555 (01:02)


พูดถึงร้านเฮียเก๊า ยังมีเพื่อนเราอีกคนหนึ่งที่ชอบก๊วยเตี๋ยวร้านเฮียเก๊า เธอเพิ่งจะส่งรูปมาให้ผมวันนี้เอง เดี๋ยวนี้เธอมีตำแหน่งใหญ่โตมาก มีเงินเดือนเลข 6 หลัก อาจารย์นิรันดร์ยังจำเธอได้ไหม เธอขอร้องให้ผมช่วยจัดการนัดเพื่อนเก่าๆสมัย 50 กว่าปีก่อนที่โรงเรียนทัดสิงมาเจอกันหน่อย โดยเฉพาะเธออยากเจออาจารย์นิรันดร์มาก บอกว่าโทรไปหาอาจารย์นิรันดร์ไม่เคยติดต่อได้เลย ผมเอาภาพถ่ายเปรียบเทียบช่วงเวลาต่างกัน 51 ปีมาให้ดู จำได้ไหมครับว่าใคร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1189 19 มี.ค. 2555 (01:07)

ตอบคำถามอาจารย์นิรันดร์ในความเห็น 1186
เก้า (แต้จิ๋วออกเสียงวรรณยุกต์โท จีนกลางออกเสียงวรรณยุกต์เอก คนไทยออกเสียงวรรณยุกต์ตรี) แปลว่า หมา
เก๊า (แต้จิ๋วออกเสียงวรรณยุกต์ตรี) แปลว่า ลิง
ทั้งสองคำต่างก็มีคนนำไปตั้งเป็นชื่อเล่นให้ลูกชาย ไม่เคยได้ยินว่าเป็นชื่อเล่นของเด็กผู้หญิง
ส่วน "เก๋าเจ้ง" (สำเนียงแต้จิ๋ว เสียงจัตวาและโท) เป็นคำด่า แปลว่า ชาติหมา 
เจ้ง แปลว่า พันธุ์, ชาติพันธุ์
คนบางระดับด่าเก่งมาก ฟังแทบไม่ทัน


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1190 19 มี.ค. 2555 (10:00)

ครูไผ่ครับ แล้ว หลงจ้ง ที่มักใช้ร่วมกับเก๋าเจ้ง แปลว่าอะไรครับ ต้องรีบถามตอนนี้ เดี๋ยวตายไปแล้วไม่รู้ ๕๕๕


ผมไปค้นดูว่ามีคนไทยแสดงใน The Bridge Over the River Kwai อยู่ ๕ คน คือ
ม.จ. จักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์
วิไลวรรณ สีบุญเรือง (วัฒนพานิช)
งามตา ศุภพงษ์
ชวนารถ ปัญญโชติ
กรรณิกา ดาวคลี่




ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5744 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1191 19 มี.ค. 2555 (10:25)

ขอบคุณทุกท่านที่พยายามไขข้อข้องใจให้ผมครับ

หากมีโอกาสผมก็อยากจะพบเพื่อนเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนเหมือนกัน
เพื่อนรักช่วยกระซิบผมหน่อยเถอะว่าเธอคือใคร ผมจำเธอไม่ได้จริงๆ

หมาไม่เคยเมาเหล้า ไม่เคยเล่นการพนัน ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ยอมตายเพื่อเจ้าของได้
ชาติหมาอาจจะดีกว่าชาติคนก็ได้
คนที่ด่าคนอื่นว่าชาติหมาคงคิดอะไรผิดพลาดไปบ้าง
ลุงแก่ข้างบ้านผม(ท่านเสียไปแล้ว)ก็เรียกลูกว่าไอ้หมาภาษาไทยตรงๆอย่างนี้เลย ไอ้หมา คนนี้เป็นนายทหารด้วย และไอ้หมาคนนี้ก็เป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี

ผมคิดว่าเคยดูภาพยนต์ไทยเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแคว ครั้งหนึ่ง นานมากแล้ว
อาจจะต้องไปหามาดูอีกสักรอบเพราะจำอะไรแทบไม่ได้นอกจากฉากสะพานพัง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1192 19 มี.ค. 2555 (10:31)

ภาพจากจิปาถะสถานคูบัว ราชบุรี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1193 19 มี.ค. 2555 (10:32)

ภาษาไทย-ยวน ลูกเก๊า คือ ลูกคนแรก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1194 19 มี.ค. 2555 (16:50)

เพื่อนเมื่อ 50 กว่าปีก่อนที่อยากเจออาจารย์นิรันดร์ เป็นหัวหน้าห้องและนั่งโต๊ะร่วมกับอาจารย์นิรันดร์ตอนเรียนชั้น ป.3 ครับ
หมายเลขโทรศัพท์ของเธอพิเศษหน่อย คืออาจารย์นิรันดร์ต้องถอดรหัสด้วย "ยาหมอควรจำ" ดังนี้
หมายเลขโทรศัพท์ = 089 ******* + หมายเลขยาหมอควรจำ ต้องมีหมายเลข อย. (ไอ๊หยา) ด้วยจึงจะถูกต้องครับ ว่าแต่ว่าอาจารย์นิรันดร์ยังจำสูตรยานี้ได้ไหม เราใช้ยาขนานนี้กันตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1195 20 มี.ค. 2555 (00:32)

คล้ายๆจะเป็นยาอมหรือยากวาดคอ อะไรสักอย่างนี่แหละ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1196 20 มี.ค. 2555 (06:36)

ตอบคุณหมอศานติในความเห็น 1190


หลงจ้ง แปลว่า ทั้งหมด


เช่น พ่อค้าบอกลูกค้าว่า อย่าต่อราคาทีละอย่างเลย หลงจ้ง 500 บาท ลดให้ 50 บาท


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1197 20 มี.ค. 2555 (09:16)

อยากให้คุณอาหมอศานคิ ครูไผ่ และ อาจารย์นิรันดร์ มาพบปะกันแบบ "หลงจ้ง" เหมือนคราวก่อนจังครับ รู้สึกสนุกและได้ครามรู้ดีครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1198 20 มี.ค. 2555 (10:08)

ปลายปีคงไปอีกครับ 




ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5744 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1199 20 มี.ค. 2555 (13:34)

แม้ว่าคนไทยเราจะอยู่ร่วมกับคนได้หลายเชื้อชาติ โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน แม้ว่าเราจะเข้าใจภาษาจีนหลายคำ และแม้ว่าผมจะมีเชื้อสายจีน แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบหากจะมีใครมาพูดกับผมด้วยสรพพนามที่เป็นภาษาจีน เช่น เวลาขับรถไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม ทั้งๆที่เด็กปั๊มไม่ได้มีหน้าตาเป็นเจ๊กสักหน่อย ดันมาถามว่า อาเฮียเติมน้ำมันเท่าไร ที่ยิ่งไม่ค่อยชอบคือ เวลาเรียกรถแท็กซี่ คนขับมักจะถามว่า "ป๋าจะไปไหน" หลายครั้งเกือบจะถามไปอย่างสุภาพว่า "ป๋า คุณพ่อคุณหรือครับ" ถ้าไม่ใช่ก็คงใกล้เคียง เพราะ "ป๋า" ก็คือ "พ่อ" แต่พอเราไปเห็นทางสื่อต่างๆ ที่มีคนไปเที่ยวในที่อโคจร แล้วมีผู้หญิงแต่งตัวโป๋ๆมา (ขาย)บริการ แล้วเรียก "ป๋าคะ ป๋าขา" มันทำให้ผมรู้สึกว่่า คนที่เรียกเราแบบนี้ ได้จัดเราไว้ในบุคคลประเภทเที่ยวที่อโครจรไปเสียแล้ว 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม