ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1086 27 ต.ค. 2554 (03:39) ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณอู๋ ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาและให้ความกระจ่างในเรื่องที่ว่า "อะไรบ้างที่จะเหี่ยว และอะไรบ้างที่ไม่เหี่ยว"

ผมได้ยินคำพูดที่ว่า "น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ" ทำให้ผมคิดถึงคำพูดอีกมากมายสมัยเด็กๆ ที่คนโบราณเฝ้าสังเกตและถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นออกมาเป็นคำพูดหรือคำพังเพย ทั้งแง่ดีและไม่ดี เตือนสติเยาวชนด้วยภาษาที่ไพเราะ เช่น "น้ำกลอกกลิ้งบนใบบอน" "ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน" "อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว" หรือที่มักจะเอาเป็นข้อเตือนใจเด็กในใบประกาศนียบัตรต่างๆ เช่น "รักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม" เป็นต้น
ผมรู้สึกเสียดายคำพูดหรือคำพังเพยที่ไพเราะเหล่านี้ เนื่องจากสังเกตเห็นว่าเยาวชนสมัยนี้ ไม่ค่อยรู้จักคำพูดที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรา สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของเราเปลี่ยนไป (ตามความคิดและประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งอาจผิดก็ได้) คือบรรดาสื่อต่างๆที่นำเสนอ (และยัดเยียด) สิ่งที่ชั่วร้างให้แก่เยาวชน สื่อมีอำนาจมากมายมหาศาลในการที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่สำคัญ บางครั้ง(บ่อยครั้ง)ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในกิจกรรมบางอย่างเืพื่อสร้างสรรค์สังคม ในขณะเดียวกันก็มีสื่อที่พยายามยุยงให้เกิดการแตกความสามัคคี ซึ่งเราจะเห็นได้ไม่ยากนัก พิธีกรในรายการต่างๆควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้แล้วตัดสินเอง ผมสังเกตเห็นพิธีกรหลายรายการที่มีอคติ เกลียดคนไหนก็ด่าแต่คนนั้น รักคนไหนก็ชมแต่คนนั้น จนดูน่าเกลียดและน่ารำคาญ ใครมีสื่ออยู่ในมือก็คือมีอำนาจอยู่ในมือ ดังนั้นใครมีสื่อที่สามารถเข้าถึงมวลชนได้ ก็เรียกได้ว่า มีขุมทรัพย์อยู่ในมือ เราจะเห็นได้ว่ารายการละครหลังข่าว จะเป็นตัวทำเงินมหาศาล ลองเอาสารคดีที่เป็นประโยชน์แก่เยาวชนมาลงช่วงนี้ รับรองไปไม่รอดเพราะไม่มีใครให้ค่าโฆษณา
เรามักจะพูดกันเสมอถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อ ผมลองนั่งคิดดูเล่นๆ ถ้าเราเปิดโอกาสให้พวกที่ไม่มีคุณภาพได้เข้ามาทำสื่อ พวกที่ไม่ซาบซึ้งในภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยมาทำสื่อ แล้วกลั่นกรองสิ่งที่ไม่มีคุณภาพสู่มวลชน อะไรจะเกิดขึ้น ผมเคยทำงานบริหารมหาวิทยาลัยช่วงหนึ่งที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสื่อ ได้มีโอกาสสัมผัสกับบริษัทโฆษณาและนักข่าวต่างๆ ผมต้องตกใจกับคุณภาพทางภาษาและความคิดของบุคคลเหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอำนาจมากมายมหาศาลในการนำสื่อภาษาที่ผมทนไม่ได้ออกไปสู่มวลชน ผมเคยได้ยินคนรุ่นเก่าๆที่้เป็นอาจารย์ของผมพูดว่า คนทำงานสื่อควรจะมีคุณภาพสูงและรอบรู้ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีคำหลายคำที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่ในชีวิตผมไม่เคยได้ใช้มาก่อน เช่น สำนวน"ประมาณว่า" สมัยเด็กๆผมจำได้ว่า เราใช้การประมาณกับสิ่งที่จับต้องได้ หรือวัดได้ หรือเป็นรูปธรรม แต่เดี๋ยวนี้ใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ได้ ผู้สื่อข่าวรายการดังตอนเช้าชอบใช้ เช่น "คนๆนี้ประมาณว่าเป็นคนดี" มันอาจจะไม่เลวร้าย เพราะเป็นวิวัฒนาการทางภาษาตามกระแสของสังคม เช่น คำว่า "เชย" ที่เปลี่ยนจากแง่บวก มาเป็นแง่ลบ ตามกระแสนิยมของนิยายยอดนิยมสมัยก่อน "พล นิกร กิมหงวน" ของ ป.อินทรปาลิต เป็นต้น หรือคำว่า "ลอดช่องสิงคโปร์" ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นต้นๆของกระทู้ หลายอย่างผมสังเกตเห็นว่า สังคมไทยเือื้ออาทรต่อแขกผู้มาเยือนมาก ดังคำพูดที่ว่า "อันธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ" เราจะเห็นได้ว่ามีพวกต่างชาติเข้ามาได้ดิบได้ดีมากมาย ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เช่นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น แม้ว่าจะมาสร้างความวุ่นวายทางการเมือง เราก็ยังยกย่องให้เป็นขุนนางระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยให้เกียรตินิยมชมชอบพวกฝรั่งมากกว่าคนไทย ฝรั่งว่าไงก็มักจะเห็นดีเห็นงามไปหมด พวกที่ไปเรียนต่างประเทศ (อาจรวมทั้งผมด้วย) บ่อยครั้งที่ไปเอาแบบอย่างของฝรั่งมาโดยไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจ"กำพืด" ของเรา ซึ่งหลายอย่างทำลายความเป็นไทยไปอย่างน่าเสียดาย สมัยเด็กตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมได้เรียนรู้วรรณคดีไทยที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นเรื่อง "พระนารายณ์อวตาร" แม้จะเป็นภาษาที่เราก็ยืมมาจากอินเดีย แต่เราก็แปลงเป็นภาษาไทยของเราแล้ว ฝรั่งเห็นวัฒนธรรมอินเดียน่าสนใจ สื่อสารกันด้วยคำที่เขียนเป็นตัวอักษรโรมันว่า Avatar ฝรั่งเอามาทำเป็นระบบอินเตอร์เน็ต ที่เราสามารถอวตารลงไปอยู่ในโลกไซเบอร์ หรือแม้แต่หนัง Avatar สื่อของเราก็ใช้คำว่า อวาท่าร์ ออกอากาศเสมอ
ฝรั่งว่าไงเราก็ต้องพูดตามฝรั่ง (ทั้งๆที่เราใช้อวตารมานานแล้ว) อีกคำหนึ่งที่กำลังเป็นยอดนิยม คือคำว่า "กูรู" หรือ Guru คำนี้ทั้งไทยและฝรั่งเห็นว่าดี ก็ขอยืมมาจากอินเดีย เราเอามาใช้ตั้งนมนามหลายร้อยปีมาแล้ว แต่เราเขียนว่า "ครู" แต่พอฝรั่งขอยืมอินเดียมาใช้บ้าง ฝรั่งอ่าน "กูรู" คนไทยเห็นดีเห็นงามกับที่ฝรั่งใช้ เราก็ใช้ "กูรู" ตามฝรั่งทันที
อันที่จริงคำนี้มาจากคำว่า คุรุ ในภาษาสันสกฤต (गुरु)แต่ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Guru หมายถึง ครู หรืออาจารย์ ในประเทศอินเดีย คำว่าคุรุ หมายถึงครู แต่ฝรั่งเอาไปใช้ Guru ในความหมายที่กว้างขึ้นหมายถึง บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในสถานะที่เชื่อถือได้ เนื่องมาจากความรู้ และความชำนาญที่เป็นที่ประจักษ์และยอมรับ สรุปว่า เราเอาคำว่า คุรุ ของสันสกฤตมาใช้ว่า ครู ฝรั่งก็เอาคำคำเดียวกันนี้ Guru มาใช้ แต่เราอ่านตามฝรั่งว่า กูรู ทั้งๆที่มาจากคำๆเดียวกัน
ผมรู้สึกขัดหูมากที่เราเอาแต่นิยมตามก้นฝรั่ง กับคำว่า "ครูพบกูรู" (ผมเคยไปออกรายการนี้เหมือนกัน)
ครูพบกูรู ตอน 1
ครูพบกูรู ตอน 2

ผมจำได้ว่าสมัยที่เรียนที่เยอรมนี มีข่าวอื้อฉาวอะไรที่เป็นเรื่องสื่อมเสีย เขาจะลงข่าวไม่นานแล้วก็หยุดไป แต่พอมีเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เขาจะลงข่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก เชิดชูอยู่นาน เช่น นักวิทยาศาสตร์ของเขาได้รับรางวัลโนเบล หรือ โบริส เบกเก้อร์ หรือ สเตฟีี่ กราฟเป็นนักเทนนิสระดับโลก ต่างจากบ้านเราที่นิยมลงข่าวความชั่วของคน ทั้งๆที่บางทีเป็นข่าวปล่อยเพื่อทำลายชื่อเสียง แต่พอขอโทษกลับลงตัวหนังสือเล็กนิดเดียว ผมเคยซื้อหนังสือพิมพ์ในท้องตลาดในวันเดียวกัน หลายๆฉบับ แล้วลองสำรวจดูว่า มีข่าวดีกี่ข่าว ข่าวความชั่วกี่ข่าว ผมต้องตกใจเป็นอย่างมากว่า ประเทศของเราทำไมมันมีแต่เรื่องของความชั่วเป็นหลัก ผมจึงปักใจเชื่อแน่นอนว่า การที่สังคมเลวทรามลงไปนั้นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ "สื่อเลว" (ที่ดีก็มีแต่น่าจะมากกว่านี้) แต่ทำไงได้ครับ เสรีภาพของสื่อ คนจิตใจเลวทรามก็ทำสื่อได้ คนจิตใจดี ก็ทำสื่อได้ มีเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดในเรื่องAnimal Farmของ George Orwell ที่ว่า "Everybody is equal but some are more equal than others" หรืออาจพูดเป็นไทยว่า "ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่บางคนมีสิทธิเท่าเทียมกันได้มากกว่า"
บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าสังคมไทยล้าหลังเหมือนอยู่ในยุคมืดที่คนดีไม่กล้าทำอะไร เช่น รายการโทรทัศน์ที่ออกมาบอกก่อนชมรายการว่า รายการนี้เหมาะหรือไม่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชน ดูเหมือนเข้มงวดกับการนำเสนอสิ่งต่างๆที่ดีแก่ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ปกครองก็ควรควบคุมดูแลเด็ก แต่พอผมไปเดินซื้อของแถวคลองถมหรือบ้านหม้อ ผมเห็นเขาวางขายซีดีหนังโป๊กันอย่างเปิดเผย เด็กๆและเยาวชนก็ยังไปเดินหาซื้อได้อย่างเสรี ที่ซ้ำร้ายซึ่งผมเห็นอยู่เป็นประจำ คือพระก็มาเดินหาซื้อพวกหนังโป๊และซีดีเพลงไปฟังอย่างเสรี โดยไม่มีการปกปิดหรือเกรงกลัวต่อกฏหมาย ผลที่ตามมาต่อความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมจะเป็นอย่างไร ก็เชิญจินตนาการเองเกิดครับ
ความซาบซึ้งของทางศิลปะและวัฒนธรรมไทยของเยาวชนลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ สังเกตจากการใช้ภาษาก็รู้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง เขายังไม่เห็นความสำคัญของเครื่องมือนี้ แล้วจะไปเอาสาระอะไรอย่างอื่นอีก
เมื่อหลายวันก่อน ผมไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เห็นกรอบรูปแลดูแปลกและงดงามสะดุดตามาก อดที่จะเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้ กรอบรูปกระจกที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ

พอเห็นภาพนี้ ความทรงจำเก่าๆสมัยพลับพลาชัยมันพร่างพรูออกมาจากไหนก็ไม่ทราบ ไม่คิดว่าจะจำได้มันก็นึกออกมาได้หมด ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์เพื่อนรัก
สมัยนั้นเราเรียนกันสอบเกือบตกซ้ำชั้นเป็นประจำ ได้คะแนนไม่ดีเลย
แต่ที่น่าแปลกคือเราสามารถจำเรื่องราวศิลปะวัฒนธรรมแม้แต่ภาษาไทยได้อย่างดี อาจารย์นิรันดร์จะเก่งกว่าผมมากในเรื่องของวรรณคดีและภาษาไทย โดยเฉพาะร้อยกรองต่างๆ ไม่รู้ว่าหามุมส่วนไหนของสมองซ่อนของดีไว้ ผมพยายามอย่างไรก็ไม่สู้อาจารย์นิรันดร์
ผมลองถามใครๆดูว่ารูปที่กรอบ นี้เป็นรูปอะไร ไม่มีใครรู้จักโดยเฉพาะพวกเด็กๆสมัยใหม่ ผมต้องกราบขอบพระคุณครูสุวรรณี และ ครูบุญเหลือ แห่งโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ที่ทำให้ผมซาบซึ้งและสนุกกับวรรณคดีไทย เห็นรูปนี้ปุ๊บทำให้ผมหวลคิดถึงจินตนาการสมัยก่อนเมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้วว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ลิงจะมาผสมพันธุ์กับปลาทอง เพราะรูปที่เห็นคือรูปของ หนุมาน(ลิง) กับนางสุวรรณมัจฉา(ปลาทอง) ผสมพันธุ์แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก ต้องถามคุณอู๋ว่าเขาทำกันได้อย่างไร ลูกที่เกิดจากลิงกับปลาทองคือเอาชื่อมาผสมกันอีก คือ มัจฉานุ ที่จำได้อย่างสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟัง แต่พวกเรากทะลึ่งจำได้ดีก็คือ ลักษณะพิเศษของหนุมานที่ใครๆไม่มี แต่พวกเราที่ทะลึ่งบอกว่า "กูก็มีว่ะ"ลักษณะพิเศษที่ว่านี้คือ
ลอยอยู่ตรงพักตร์ชนนี รัศมีโชติช่วงในเวหา
มีกุณฑลขนเพชรอลงการ์ เขี้ยวแก้วแววฟ้ามาลัย
หาวเป็นดาวเดือนระวีวร แปดกรสี่หน้าสูงใหญ่
สำแดงแผลงฤทธิ์เกรียงไกร แล้วลงมาไหว้พระมารดร
คือเป็นลิงเผือกที่เหินเวหาได้แล้ว หาวออกมาเป็นดาวเป็นเดือน ตอนแสดงอิทธิฤทธฺ์จะมี 4 หน้า และมี 8 แขน มีเครื่องประดับหูเป็นแก้วเรียกว่ากุณฑลสุรกานต์ มีเขี้ยวแก้ว และอีกอย่างหนึ่งคือ มี"ขนเพชร" จำได้ว่าเวลาครูสอนท่านก็ทำหน้าเฉยๆ
แต่ผมกับเพื่อนรักอีกคนหนึ่งคือ วีระ พงษ์หลั่น มองหน้ากันแล้วหัวเราะ วีระบอกว่า ไม่แน่เหมือนกันว่าจะมีกันทุกคนแล้วหรือยัง เรื่องราวสนุกๆวัยเด็ก ไม่คิดว่าจะจำได้ แต่พอเห็นรูปที่กรอบรูปนี้แล้ว ความทรงจำเก่าๆมันก็ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เอารูปวีระ พงษ์หลั่น เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของผมมาให้ดูด้วยครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง