เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 930,162 ตอบแล้ว: 1,457
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1322 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| -11- 12| 13| 14|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1030 8 ต.ค. 2554 (06:54)


เมื่อน้ำก่อตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ ที่ผิวของหยดน้ำจะมีความตึงผิว และหากหยดน้ำนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักไม่มากและอยู่บนพื้นผิวที่มีลักษณะเป็นรูพรุนหรือมีลักษณะเป็นขนๆ เช่นผิวของใบบัว หรือเสื้อผ้าที่มีเส้นใยกันน้ำ แรงกดจากขนแต่ละเส้นที่กดลงบนหยดน้ำ หากน้อยกว่าแรงตึงผิวของน้ำ หยดน้ำนี้ก็ไม่สามารถแทรกซึมลงไปบนพื้นผิวนั้นๆได้ 



ข้างบนเป็นภาพขยายของหยดน้ำที่อยู่บนใบบัวที่มีลักษณะเป็นขนๆ จะเห็นว่าหยดน้ำไม่แตกออกซึมลงบนใบบัว เนื่องจากความตึงผิวของน้ำนั่นเอง ดังคำพังเพยของไทยที่ว่า "น้ำกรอกลิ้งบนใบบอน (หรือใบบัว)" ดูรายละเอียดที่นี่ >>> ปรากฏการณ์ น้ำกลิ้งบนใบบัว


นี้จึงตอบข้อสงสัยที่ "ครูปัญหา" ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อน เคยบอกว่าเราสามารถเอาเป้ลูกเสือไปตักน้ำได้โดยน้ำไม่รั่วออกมา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1031 9 ต.ค. 2554 (01:53)

หากเรามองที่หยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว บางทีเราจะเห็นว่ามันเป็นเงาวาว ดูเหมือนจะสะท้อนแสงได้ ที่เป็นดังนี้ เพราะว่าหยดน้ำที่อยู่บนใบบัวที่มีลักษณะเป็นขนๆ ซึ่งน้ำซึมเข้าไปไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างของอากาศระหว่างหยดน้ำกับตัวใบบัว ที่รอยต่อของอากาศและน้ำซึ่งมีค่าดัชนีหักเหต่างกัน จะเกิดปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมดภายในของแสง เห็นเป็นเหมือนกระจกเงา ดังที่แสดงอธิบายในรูป



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1032 9 ต.ค. 2554 (02:31)


ผมลองทำการทดลองแสดงให้เห็นปรากฏการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ โดยใช้ช้อนโลหะเอามารมกับควันเทียนไขให้เป็นเขม่าหนาเคลือบช้อนโลหะ เขม่าที่เคลือบช้อนอยู่นี้ จะมีรูพรุนเล็กๆอยู่ทั่วไป เมื่อนำช้อนที่มีเขม่าเคลือบอยู่นี้จุ่มลงในน้ำ เนื่องจากที่ผิวน้ำมีความตึงผิวไม่สามารถซึมเข้าไปในเขม่าได้จึงเกิดเป็นช่องว่างของอากาศระหว่างเขม่ากับน้ำ จึงเกิดการสะท้อนกลับหมดภายในของแสง หากมองบางมุมที่น้อยว่ามุมวิกฤติ เราก็จะเห็นเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนแสง ดังแสดงในรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1033 9 ต.ค. 2554 (22:21)

ปรากฏการณ์เกี่ยวกับน้ำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากโมเลกุลที่มีขั้วไฟฟ้าของน้ำก็คือ Capillary action


ผมมีหลอด Capillary และปรอทอยู่ที่บ้าน ก็เลยอยากทดลองให้ดู ผมเก็บปรอทไว้ห่างไกลจากเด็กตั้งแต่ผมใช้ในการทดลองตอนเรียนปริญญาโท เดี๋ยวนี้เด็กที่บ้านผมโตเป็นแล้ว ก็เลยเอาปรอทออกมาทดลองดู สังเกตดูขนาดของปรอท 1 กิโลกรัมเปรียบเทียบกับเหรียญ 1 บาท




ผมใช้หลอดแก้ว และ หลอด capillary ของเหลวที่ใช้คือ น้ำใส่สีแดง และปรอท


เมื่อเอาหลอด capillary ปลายเปืด จุ่มลงในน้ำที่มีสีแดง จะเกิด Capillary action ระดับน้ำในหลอด Capillary จะสูงขึ้นมา แต่เมื่อทดลองกับปรอทจะไม่เกิด



 เมื่อน้ำซึมผ่านกองทราย โมเลกุลของน้ำจะเข้าไปบรรจุอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดทรายแต่ละเม็ด และเกิด Capillary action



เมื่อเปรียบเทียบทรายในเครื่องกรองน้ำกับกระสอบทรายที่ใช้กั้นน้ำท่วม จะพบว่าน้ำที่ไหลผ่านเครื่องกรองน้ำนั้นมีแรงดันเนื่องจากมวลของน้ำในแนงดิ่ง ซึ่งมีค่ามากกว่าแรงตึงผิวของน้ำในช่องว่างระหว่างเม็ดทราย น้ำจึงไหลออกมาได้ เปรียบเทียบกับ แรงดันด้านข้างของน้ำที่กระทำต่อกระสอบทราย จะน้อยกว่าแรงตึงผิวของน้ำ ดังนั้นแรงตึงผิวของน้ำที่ยึดเกาะติดระหว่างเม็ดทรายจึงช่วยกันน้ำท่วมได้ หากมีกระสอบทรายเรียงกันหลายชั้นก็ยิงเพิ่มแรงตึงผิวช่วยกันน้ำ




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1034 10 ต.ค. 2554 (14:23)


ตอนนี้ตามร้านค้าสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จะเห็นว่าน้ำดื่มแพ็คใหญ่ๆ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทบจะไม่เหลือบนชั้นวางสินค้าเลย คิดเล่นๆ แปลกดีน้ำท่วมมากมาย แต่น้ำดื่มขายหมดไม่มีดื่ม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1035 12 ต.ค. 2554 (06:22)

1.  ถ้ากระสอบที่บรรจุทราย เป็นกระสอบป่าน จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?   (ไม่คำนึงถึงราคาและความทนทานของกระสอบ)
2.  ถ้าสิ่งที่บรรจุในกระสอบไม่ใช่ทราย เป็นอย่างอื่นที่มีขนาดเล็ก ๆ เช่นกัน และไม่ละลายน้ำ จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?    (ไม่คำนึงถึงราคาวัสดุ)


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1036 12 ต.ค. 2554 (11:56)

ดังที่ได้เล่าให้ฟังแล้วว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้กันน้ำได้ก็คือความตึงผิวของน้ำอันเกิดจากคุณสมบัติพิเศษของโมเลกุลของน้ำที่มีขั้วไฟฟ้า ดังนั้นหากมีวัสดุใดที่โมเลกุลของน้ำไม่สามารถมีแรงทางไฟฟ้าไปยึดเหนี่ยวเกิดเป็นความตึงผิวแล้ว มันก็จะไม่มีแรงตึงผิวต้านแรงดันน้ำ(ที่ท่วม) จากคำถามของครูไผ่ที่ว่า...


1.  ถ้ากระสอบที่บรรจุทราย เป็นกระสอบป่าน จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?   (ไม่คำนึงถึงราคาและความทนทานของกระสอบ) >>>> ตัวที่ทำให้เกิดแรงตึงผิวหลักๆที่ต้านน้ำท่วมคือเม็ดทรายแต่ละเม็ดที่มีโมเลกุลของน้ำไปทำให้เกิดแรงตึงผิว ดังนั้นจะใช้กระสอบอะไรก็ได้ที่ยึดเม็ดทรายไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดแรงตึงผิว


2.  ถ้าสิ่งที่บรรจุในกระสอบไม่ใช่ทราย
เป็นอย่างอื่นที่มีขนาดเล็ก ๆ เช่นกัน และไม่ละลายน้ำ
จะกันน้ำผ่านได้หรือไม่ ?    (ไม่คำนึงถึงราคาวัสดุ) >>>> คำตอบเหมือนที่กล่าวข้างต้นคือ จะเป็นเม็ดเล็กๆอะไรก็ตามที่น้ำสามารถยึดเกาะด้วยแรงทางไฟฟ้าแล้วเกิดแรงตึงผิว ก็จะสามารถต้านแรงดันน้ำท่วมได้ครับ



มีโมเลกุลหรืออนุภาคอื่นๆเหมือนกันที่น้ำไม่สามารถยึดเกาะได้ เช่นน้ำมัน น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ จึงไม่สามารถยึดเกาะกันเกิดแรงตึงผิวของน้ำ จึงต้านแรงดันน้ำท่วมไม่ได้


อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ สารที่ทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก เช่นพวกสบู่หรือผงซักฟอก เราอาจจะเคยสังเกตเห็นว่าตอนที่เราซักกางเกงยีนส์ เมื่อจุ่มกางเกงลงในน้ำ น้ำจะไม่ค่อยซึมเข้าไปในเนื้อผ้า (เหมือนกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วเกี่ยวกับการใช้เป้ลูกเสือตักน้ำ) เมื่อเราใช้ผงซักฟอกหรือสารพวกน้ำยาล้างจาน มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำจึงแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าได้ กระสอบทรายกันน้ำท่วมก็เช่นเดียวกัน หากเราเอาผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าไปลาดลงบนกองทรายหรืดกระสอบทรายกันน้ำ มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำก็จะไหลซึมออกมา กันน้ำไม่อยู่ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1037 12 ต.ค. 2554 (17:56)

สบู่ ผงซักฟอกและยาสระผม มีผลต่อแรงตึงผิวของน้ำอย่างไรครับ


คำถามนี้มีความสำคัญมากสำหรับผู้ถาม
กรุณาตอบให้ด้วยครับ


จาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1036
"อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ
สารที่ทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก เช่นพวกสบู่หรือผงซักฟอก
เราอาจจะเคยสังเกตเห็นว่าตอนที่เราซักกางเกงยีนส์ เมื่อจุ่มกางเกงลงในน้ำ
น้ำจะไม่ค่อยซึมเข้าไปในเนื้อผ้า
(เหมือนกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วเกี่ยวกับการใช้เป้ลูกเสือตักน้ำ)
เมื่อเราใช้ผงซักฟอกหรือสารพวกน้ำยาล้างจาน
มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำจึงแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าได้
กระสอบทรายกันน้ำท่วมก็เช่นเดียวกัน
หากเราเอาผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าไปลาดลงบนกองทรายหรืดกระสอบทรายกันน้ำ
มันจะทำให้แรงตึงผิวของน้ำแตกออก น้ำก็จะไหลซึมออกมา กันน้ำไม่อยู่ครับ"


คงจะคิดว่าอธิบายอย่างละเอียดแล้วจึงไม่ตอบอีก
ที่ผมถามก็เพื่อจะให้ยืนยันคำตอบเท่านั้น


งั้น ผมขอถามต่อไปก็แล้วกันนะครับ
ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1038 15 ต.ค. 2554 (17:27)
ผมก็มีคำถามครับ แล้วทำไมน้ำจึงไม่สามารถยึดเกาะกับหยดน้ำมันได้ครับ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ
Davidply (IP:58.11.130.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1039 16 ต.ค. 2554 (09:26)

อืม ! สองเรื่องนี้ไ่ม่มีคนตอบได้แฮะ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1040 16 ต.ค. 2554 (09:41)

ตอบได้แน่นอนครับ พร้อมมีรูปการทดลองเด็ดๆด้วย แต่ขอเวลาวิดน้ำกับตรวขข้อสอบพร้อมรับมือกับ สมศ.ก่อนนะครับ


อยากให้ สมศ.ไปตรวจดูห้องทำงานของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลดูบ้างจังเลย


ผมเคยทำงานเป็นผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยลอนดอน ที่เขาเข้ามาช่วยรับรองประกันมาตรฐานการศึกษาให้ แต่ละปีเราต้องจ่ายเงินให้เขาหลายล้านบาท แต่ก็ต้องมาพบกับกรรมการที่มาตรวจจากภายนอก วิจารณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าทำแบบนี้แล้วจะไม่ได้มาตรฐาน เราประชุมกันอยู่นานและหลายรอบ มี Professor จากอังกฤษมาร่วมด้วย เพราะเขาจะมาช่วยประกันการศึกษา เถียงกันอย่างมาก กรรมการจากทบวงมหาวิทยาลัยสมัยนั้นมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เถียงกับฝรั่งว่าถ้าทำแบบฝรั่งจะไม่ผ่านการประกันคุณภาพ จนในที่สุด Professor ฝรั่งเหลืออด จึงถามออกไปว่า มหาวิทยาลัยที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิมานั้น หลังจากประกันคุณภาพแล้ว มีใครเคยได้รับรางวัลโนเบลหรือไม่ ที่ประชุมเงียบไปสักพักหนึ่ง พร้อมกับใบหน้ากรรมการที่เริ่มแดง Professor ฝรั่งก็เลยพูดต่อไปว่า ระบบของเขาอาจจะไม่ผ่านมาตรฐานของไทย แต่มหาวิทยาลัยของเขาทำแบบไม่ได้มาตรฐานของไทยแล้ว มีคนได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วถึง 4 คน คราวนี้นอกจากหน้าแดงแล้ว ยังแทบจะมีควันออกจากหัวและหูเสียด้วยซ้ำไป


ขอบคุณที่สนใจและรอคอย พอๆกับการรอคอยของหลายคนที่ลุ้นว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม


ระหว่างนี้ดู Video ไปก่อนครับ >>>


 


 


 


 


 


สื่อเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย ตอน 1
สื่อเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย ตอน 2




The Lazy Switch : Chindogu Concept


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1041 17 ต.ค. 2554 (01:30)

ก่อนที่จะตอบคำถามสองข้อนี้ จะต้องเล่าเรื่องประกอบบางอย่างก่อน เพื่อใครที่ไม่มีพื้นจะได้ติดตามได้



หากเราดูที่ตารางธาตุ จะพบว่ามีธาตุต่างๆมากมาย ทั้งโลหะ อโลหะ และธาตูที่มีแนวโน้มที่จะเป็นได้ทั้งโลหะและอโลหะ หรือกึ่งตัวนำ ก็คือธาตุที่อยู่ตรงขั้นบันไดเส้นสีดำในตาราง ธาตุที่มีความเป็นโลหะมากที่สุดคือพวกโลหะแอลคาไล พวกนี้มีแน้วโน้มที่จะบริจาคอิเล็กตรอนให้ธาตุอื่น แล้วตัวเองมีแนวโน้มมีประจุเป็นบวก ธาตุที่เป็นอโลหะค์อพวกที่อยู่ตรงที่สีสีเขียว ที่เป็นอโลหะมากที่สุดคือพวกที่ฮาโลเจน ขอบขวาสุดของพวกสีเขียว พวกนี้มีแนวโน้มที่จะรับอิเล็กตรอนเพื่อบรรจุลงในวงโคจรให้เต็ม พวกนี้จึงมีแน้วโน้มที่จะมีประจุลบ


เมื่ออะตอมของธาตุทั้งที่เป็นธาตุเดียวกันและคนละธาตุ มันจะมีแน้วโน้มที่จะแลกเปลี่ยนการกระจายของอิเล็กตรอนที่วิ่งรอบๆเพื่อให้เสถียรที่สุด บางพวกที่มีอิเล็กตรอนเต็มวงแล้วก็จะไม่ค่อยมีปฏิกริยาแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอน เช่นพวกแก๊สเฉื่อยๆต่างๆ เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนอิเล้กตรอนหรือเข้ารวมตัวกันโดยมีค่าพลังงานต่ำสุดก็จะเกิดเป็นโมเลกุล โมเลกุลของสารบางตัวจะมีการกระจายของอิเล็กตรอนไม่สม่ำเสมอเกิดเป็นขั้วไฟฟ้าบวกและขั้วไฟฟ้าลบ เช่นโมเลกุลของน้ำ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


โซเดียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มให้อิเล็กตรอน คลอรีนเป็นอโลหะที่มีแนวโน้มจะรับอิเล็กตรอน เมื่อธาตุทั้งสองมาเจอกัน ก็จะชอบกันมาก เพราะฝ่ายหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่งรับอิเล็กตรอน จึงรวมตัวกันอย่างดีกลายเป็น โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง ทั้งโซเดียมและคลอรีนในผลึกของเกลือแกงอยู่กันอย่างแนบแน่นด้วยแรงทางไฟฟ้าหรือที่เราเรียกว่าแรงคูลอมป์  หากเป็นประจุบวกและประจุลบมาใกล้กันจะดูดกันด้วยแรงคูลอมป์ที่แรงมาก แต่เมื่อใดก็ตามที่ประจุบวกมาเจอกับประจุบวก และประจุลบมาเจอกับประจุลบ


แรงในจักรวาลนี้มี 4 ชนิดคือ
1.แรงโน้มถ่วง
2.แรงไฟฟ้า
3.แรงนิวเคลียร์
4.แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน


122323


หนึ่งในแรงทั้งสี่นี้คือแรงทางไฟฟ้า
หรือเรียกว่าแรงคูลอมป์ มีความสัมพันธ์
ดังสมการข้างต้น โดยในที่นี้เป็นความสัมพันธ์ของประจะไฟฟ้า
ถ้าเรามีประจุไฟฟ้า q1 คูลอมป์ และ q2 คูลอมป์ วางห่างกันเป็นระยะ r เมตร จะมีแรงกระทำระหว่างประจุทั้งสองด้วยแรง F นิวตัน โดยที่ kc เป็นค่าคงตัวทางไฟฟ้า
แรงนคูลอมป์นี้เป็นแรงที่ประจุทั้งสองต่างร่วมกระทำเช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง
แต่ต่างกันที่ แรงคูลอมป์นี้เป็นได้ทั้งแรงดูด และแรงผลัก
ถ้าประจุเหมือนกัน  เช่น ประจุบวกทั้งคู่ หรือประจุลบทั้งคู่
แรงที่เกิดขึ้นก็เป็นแรงผลัก ถ้าประจุทั้งสองต่างกัน
คือเป็นประจุบวกและประจุลบ ก็จะเป็นแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน
แรงคูลอมป์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างประจุ
r เช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง


 



ผลึกพวกเดียวกับเกลือแกง ที่อะตอมยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงทางไฟฟ้าอย่างแรง ดูๆน่าจะแข็งแรง แต่กลับปรากฏว่าผลึกพวกนี้เปราะ แตกง่าย ที่แตกง่านก็เพราะแรงทางไฟฟ้าอีกเช่นเดียวกัน คือหากเราใช้ของแข็งทุกที่ก้อนผลึก ทำให้บางส่วนของก้อนผลึกบริเวณที่ถูกทุบนั้นเลื่อนไป และหากได้ตำแหน่งพอเหมาะที่ประจุบวกมาเจอกับประจุบวก และประจุลบมาเจอกับประจุลบ มันจะผลักกันอย่างแรงทำให้ผลึกแตกออก ซึ่งหากเราดูตรงบริเวณรอยแตกจะเป็นว่าแตกออกนั้นจะราบเรียบ เพราะมันจะผลักกันทั้วแนว ดังแสดงในรูป


แล้วมันเกี่ยวกับแรงตึงผิวอย่างไร และเกี่ยวกับน้ำ-น้ำมันอย่างไร พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อครับ ขอไปวิดน้ำก่อน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1042 18 ต.ค. 2554 (00:40)

ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่ออะตอมของธาตุต่างๆมารวมตัวกันในแบบแลกเปลี่ยนหรือใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน ลักษณะโครงสร้างของโมเลกุลจะแตกต่างกันไป บางโมเลกุลจะมีการกระจายในลักษณะที่ประจุบวกและประจุลบกระจายออกเป็นขั้ว เช่นน้ำ ดังนั้นจะมีประจุที่จะดึงดูดหรือผลักกับโมเลกุลอื่นๆ แต่ก็มีบางโมเลกุลที่มีการกระจายของโมเลกุลอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมือนกับสมดุลย์ทางไฟฟ้า ไม่มีขั้วไฟฟ้าที่จะไปดูดกับโมเลกุลอื่น หรือดูดได้อ่อนมาก



โมเลกุลของผงซักฟอกหรือสบู่นั้นมีลักณะเป็นโมเลกุลที่มีหางยางมาก แต่ตรงปลายด้านหนึ่งของโมเลกุลมีการกระจายของประจุแบบเกิดเป็นขั้วไฟฟ้าขึ้นมา สามารถดูดกับโมเลเกุลอื่นที่มีขั้ว เช่น โมเลกุลของน้ำ ส่วนหางของมันมีการกระจายของประจุสม่ำเสมอ หรือเป็นกลาง ไม่มีประจุไฟฟ้าเป็นขั้วดูดกับใคร การที่น้ำไม่ดูดกับน้ำมันก็เพราะว่า โมเลกุลของน้ำมันมีการกระจายประจุแบบสมดุลย์ ไม่มีขั้วไฟฟ้าให้เกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้าหรือแรงคูลอมป์กับน้ำนั่นเอง



ที่ผิวน้ำมีความตึงผิวเนื่องจากพันธะไฮโดรเจนของน้ำที่เรียงติดกันแผ่ออกไปปกคลุมผิวน้ำ ถ้าหากเราหยดน้ำสบู่หรือน้ำยาซักผ้าลงไปบนผิวน้ำ ปรากฏว่าตรงปลายโมเลกุลสบู่ที่มีขั้วจะไปจับกับโมเลกุลของน้ำ แตหางกลับไม่ดูดจึงเกิดการฉีกขาดของผิวน้ำ ทำให้เกิดการทำลายความตึงผิว หรืดดูเหมือนเกิดการฉีกขาดอย่างแรง ดังแสดงในรูป



พูดแบบนี้อาจมองไม่เห็นภาพจริง เพื่อที่จะให้เห็นภาพและเข้าใจยิ่งขึ้น จะขอแนะนำการทดลองอย่างง่าย โดยมีอุปกรณ์ที่หาได้รอบๆตัวคือ จานแก้วใส ผงแป้ง หลอดหยดน้ำสบู่ และน้ำเปล่า




เมื่อโรยผงแป้งน้อยๆลงบนผิวน้ำ จะเห็นเป็นฝ้าขึ้นบนผิวน้ำ ทำให้เราเห็นภาพเหมือนมีความตึงผิว ซึ่งถ้าเป็นน้ำใสๆเราจะมองไม่เห็นผิวน้ำ



เมื่อหยดน้ำสบู่ลงไป เราจะเห็นว่าผิวน้ำจะแตกแยกออกมาให้เห็นอย่างขัดเจน โดยดูจากฝ้าบนผิวน้ำนั้นจะหายวับไปทันที



แทนที่จะใช้ผงแป้งให้ยุ่งยาก เราอาจใช้เศษกระดาษบาๆเล็กๆโปรยลงบนผิวน้ำแทนก็ได้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าผิวน้ำแตกออกมาอย่างรุนแรง อย่างนี้ถ้าหากเราราดน้ำสบู้หรือน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างจานลงบนถุงทรายกันน้ำ รับรองได้ว่า น้ำจะไหลทะลุถุงทรายออกมาได้อย่างแน่นอน เพราะแรงตึงผิวของน้ำในระหว่างเม็ดทรายถูกทำลายนั่นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1043 18 ต.ค. 2554 (10:01)

กำลังติดตามอยู่อย่างจดจ่อ
ขออนุญาตแทรก (เพื่อแสดงว่าติตามอ่านอยู่)
1. ถ้าใช้เล็บขูดสบู่เป็นชิ้นเล็กๆแล้วท้ิงลงบนผิวน้ำ ดูแล้วจะสนุกมาก
2. ถ้าใช้สบู่ทาทาที่ปลายด้านหนึ่งของเศษวัสดุที่เบาๆที่ลอยน้ำได้แล้ววางที่ผิวน้ำ เศษวัสดุนั้นจะลอยวนไปมา โอ๊ย สนุกกว่า
3. ถ้าติดแผ่นวัสดุอีกแผ่นให้ตั้งฉากกับแผ่นวัสดุในข้อ 2 (ให้ทำหน้าที่คล้ายหางเสือเรือ)และทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 2  แผ่นวัสดุนั้นก็จะวิ่งเป็นแนวเส้นตรง
ของใครไปไกลที่สุดและตรงเป้าหมาย  ก็จะได้เขกเข่าคนอื่นๆ (ตามลำดับ)  สนุกที่สุด
4.ทำการทดลองเช่นเดียวกับ 2-3 แต่ ให้วิ่งเป็นเส้นโค้งแล้วไปโดนเป้า  เช่น ให้วิ่งไปนครนายกโดยให้ผ่านอยุธยาเสียก่อน อภิมหาสนุก


(ข้อ 4 ยังไม่เคยทำ เพราะมันหมดวัยเสียแล้ว เพียงแต่จินตนาการขึ้นมาเอง)
อธิบายไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด เศษวัสดุที่ทาสบู่จึงเคลื่อนที่ได้




NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1044 19 ต.ค. 2554 (04:41)

ขอบคุณ คุณ NpEd มากครับที่เข้ามาพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมที่เล่าให้ฟังข้างบนนี้ ผมก็เคยเล่นครับ สุดยอดสนุกตามประสาเด็กสมัยก่อน ว่าแต่ว่าสถานการณ์ที่บ้านของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ผมไปแถวๆ ดินแดงที่คุณอยู่ก็ยังดูปกติตีนะครับ



วิธีเล่นของผมทำอย่างนี้ครับ...... หากระดาษแข็ง หรือแผ่นโฟมบางๆมาตัดให้เป็นรูปเรือขนาดเล็ก และตัดเป็นช่องตรงกลางลำเรือ สำหรับเอาน้ำสบู่มาหยด เมื่อหยดน้ำสบู่ลงไปตรงช่องในรูป ทำให้ความตึงผิวของน้ำแตกออก มีแรงผลักไปข้างหลังทำให้เรือแล่นไปข้างหน้าตามกฏข้อสามของนิวตัน บางคนกลัวว่า ถ้าทำบ่อยครั้ง ในอ่างน้ำจะเต็มไปด้วยน้ำสบู่ ที่ทำให้น้ำไม่มีแรงตึงผิว จะเรือจะไม่วิ่งเหมือนตอนแรก เราอาจใช้แอลกอฮอล์มาแทนน้ำสบู่ก็ได้ เพราะเมื่อหยดแอลกอฮอล์ลงไปตรงช่อง แอลกอฮอล์จะละลายในน้ำ เกิดเป็นแรงผลักได้เหมือนกัน และสามารถหยดแอลกอฮอล์ได้อยู่เรื่อยๆ การทดลองนี้ก็คือการทดลองในข้อ 4 ของคุณ NpEd นั่นเอง


ยังมีการทดลองเกี่ยวกับแรงตึงผิวของน้ำอีกหลายอย่างที่ผมเล่นตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เช่น "จดหมายลับจากสบู่" ติดตามอ่านต่อในวันต่อๆไปนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1045 19 ต.ค. 2554 (10:51)

ผมก็มีสิ่งที่เล่นตอนเด็กๆ
แต่ยังไม่เล่า  เดียวจะออกทะเลไปโดยยังไม่ได้คำตอบ


ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1046 20 ต.ค. 2554 (07:43)

ทำไม น้ำ ที่ผสมกับสบู่ ผงซักฟอกหรือยาสระผม จึงเกิดฟอง



ที่เป็นฟองได้ก็เพราะว่า โมเลกุลพวกนี้ยาว จึงไปลดหรือทำลายความตึงผิวของน้ำ และทำให้ผิวน้ำมีลักษณะยืดหยุ่นได้ หากมีการไหล หรือ เขย่าน้ำสบู่ อากาศจะสามารถเข้าไปอยู่ใต้ผิวน้ำได้ง่ายกว่า เนื่องจากผิวมีลักษณะยืดหยุ่น เราจึงสามารถเปล่าอากาศเข้าไปได้อีก จึงเป็นฟองได้ใหญ่ขึ้น ซึ่งน้ำธรรมดาทำไม่ได้ เพราะแรงตึงผิวที่เกิดจากพันธะไฮโดรเจนของโมเลกุลของน้ำนั้นแรงมาก ไม่ยืดหยุ่น ฟองอากาศที่เกิดขึ้นจะอยู่ได้สักพักหนึ่ง เพราะผิวจะบางลงเรื่อยๆจนตึงถึงที่สุดแล้วจึงขาดหรือแตกออก หากเราต้องการให้ฟองอากาศนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นและคงอยู่ได้นาน เราจะต้องผสมสารบางอย่างลงไป ที่ทำให้ผนังของฟองสบู่ยืดหยุ่นได้และเหนียวแน่น ไม่แตกง่าย



ผมเคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ให้จัดนิทรรศการ "Discovery Room" ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ เป็นนิทรรศการที่ผู้ชมสามารถเข้ามาหยิบจับทดลองได้ จำนวน 20 การทดลอง และหนึ่งในการทดลองนั้นคือการสร้างฟองสบู่ขนาดใหญ่ สูตรของน้ำสบู่ที่ผมใช้ในนิทรรศการนี้เป็นดังนี้ครับ


น้ำยาล้างจาน:กลีเซอลีน:น้ำ  =   2 : 2 : 3 ผสมน้ำตาลทรายอีกนิดหน่อย แล้วหมักไว้ประมาณ 2 สัปดาห์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1048 20 ต.ค. 2554 (18:46)

ตอบ  ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1047


http://www.picza.net/uppic/pic/2011_10_20/351/351276fd96c6cc99d7cd7f38748ea4e3.jpg


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1049 20 ต.ค. 2554 (18:55)

เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1050 21 ต.ค. 2554 (00:22)

เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร



ตอนแรกที่ยังไม่จุ่มตะแกรงมุ้งลวดลงในน้ำ เราจะสามารถมองทะลุเห็นตุ๊กตาที่วางอยู่ข้างหลังได้ ต่อมาเมื่อจุ่มตะแกรงโลหะลงในน้ำแล้วยกขึ้นมา จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของตะแกรงมุ้งลวด พบว่าเราไม่สามารถมองผ่านตะแกรงมุ้งลวดเห็นตุ๊กตาได้
ต้องรอสักระยะหนึ่งพอแผ่นน้ำที่ติดอยู่บนช่องตะแกรงหายไป
ก็กลับมองเห็นตุ๊กตาได้



แม้น้ำจะเป็นของเหลวที่โปร่งใส สามารถมองทะลุผ่านไปได้ แต่เหตุใดเมื่อแผ่นน้ำไปติดอยู่บนช่องของตะแกรงลวดแล้ว เราจึงไม่สามารถมองทะลุเห็นตุ๊กตาที่วางอยู่ข้างหลัง จนเมื่อน้ำหายไปจึงกลับมองเห็น


ใครสามารถตอบได้ จะมีรางวัลมอบให้อย่างสาสม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1051 21 ต.ค. 2554 (09:48)

Bat man แปลว่า มนุษย์ค้างคาว
Spider man แปลว่าไอ้แมงมุม
Fishman แปลว่ามนุษย์มหัศจรรย์
ถ้าจำไม่ผิด ภาพข้างบนน่าจะเป็นชุดของ อเล็กซานเดอร์ ฟิชแมน

ผมสังเกตเห็นจากภาพบนใน #1050
ในจังหวะแรกยังเห็นภาพทะลุกระชอนเปียกน้ำได้เล็กน้อย
แล้วจะเห็นได้น้อยลง แล้วก็เห็นชัดขึ้น
ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่ ด้วยเป็นภาพที่เล่นวนไปเรื่อยๆ
ผมเดาว่า
ตอนที่ยกกระชอนขึ้นมาบังตุ๊กตาครั้งแรก ฟิลม์น้ำมีความหนาค่อนข้างสม่ำเสมอ
พอเวลาผ่านไปสักเล็กน้อย น้ำจะไหลลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก
ในขณะเดียวกันก็ยังถูกแรงตึงผิวดึงไว้
ผลก็คือความหนาของฟิลม์น้ำที่บังรูไว้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงพุ่งออกมาไม่เป็นเส้นตรง
ทำให้ภาพหายไปสักระยะเวลาหนึ่ง เมื่อน้ำหายไปจากรูกระชอน ก็กลับมาเห็นภาพตุ๊กตาชัดขึ้น

หากที่ผมเดาเป็นจริง ก็น่าจะมีบางมุมที่เห็นภาพขณะที่มองตรงไม่เห็น
อาจจะต้องมองให้แนวสายตาเป็นมุมเงยขึ้น

จะสาสมหรือไม่ เห็นจะต้องทดลองและดู


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1052 21 ต.ค. 2554 (12:51)

ใช่ครับเป็นชุดทดลองของ Prof.Fishman ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 647-650 >>> คลิกดูที่นี่ http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/7


 


ตอนนี้เรากำลังเขียนหนังสือร่วมกันเกี่ยวกับการทดลองต่างๆที่เราเคยทดลองแล้วได้ผลดี โดยเฉพาะการสอนแบบสาธิต ตอนนี้เขาเลยเชิญผมไปสอนที่รัสเซียทุกปี ปีกลายนี้โชคดี Fishman เชิญรัฐมนตรีศึกษาธิการมาฟังผมบรรยาย เป็นที่พอใจมาก ผมมีรูปลงหนังสือพิมพ์รัสเซียด้วย ท่านรัฐมนตรีศึกษาธิการก็เลยเชิญให้ผมไปบรรยายที่เมืองต่างๆในรัสเซียในปีหน้า ในเมืองไทยอยากให้มีคนเชิญไปบ้างจัง ไม่ค่อยยักมี วันอังคารนี้ผมก็ต้องบินไปสอนที่จีนกับมาเลเซียราว 10 วัน ดีที่บ้านอยู่สูง น้ำไม่ท่วม ไม่งั้นคงไม่กล้าไปต่างประเทศ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1053 21 ต.ค. 2554 (14:28)

น่าเสียดายแทนคนไทยทั้งหลายที่ไม่ได้ตัวดร.แขชนะไว้
ยังดีที่ท่านยังเมตตาหาโอกาสเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนๆชาวไทยได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การนำความรู้ความสามารถของท่านไปเผยแพร่ยังต่างแดนก็นับเป็นเกียรติยศของประเทศเราอย่างหนึ่ง

ก็ขอ

ขอนะครับ


ว่าหากท่านคิดว่ามีอะไรดีดี ก็นำมาฝากเพื่อนคนไทย เยาวชนไทย
เท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน
คนไทยเราไม่ทอดทิ้งกันเองอยู่แล้ว

กลับมาที่ปัญหากระชอนเปียกน้ำ
เห็นลำดับรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ทีแรกก็อยากจะถอนความคิดเห็นที่ 1051 ออก
แต่คิดอีกที ทิ้งเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน
การที่เราคิดอะไร ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป 
คิดผิด คิดใหม่ก็ได้
แล้วจะลองไปคิดอีกที 
ขอบคุณมากครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ ฟิชแมน มาก
เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม เมื่อพบ ฝากความระลึกถึงด้วยนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1054 21 ต.ค. 2554 (20:34)

ผมเป็นคนที่เรียนรู้ได้ช้า
ถ้าคำถามผมไม่ชัด ขอปรับคำถามใหม่นะครับ
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ แล้วยกขึ้น
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


นอกจากจะไม่ตอบคำถามผมแล้ว ยังถามอีก
(ใครสามารถตอบได้ จะมีรางวัลมอบให้อย่างสาสม)




เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ไม่ว่าเรื่องอะไร ถามใครแล้วไม่มีใครตอบได้
ผมจะนึกถึง ดร.แขชนะ
ตอนนี้มีปัญหาเขาคิวรออยู่ เกี่ยวกับซุปเปอร์มาร์เกต(กลัวจะลืม)


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1055 22 ต.ค. 2554 (06:24)

ต้องขอโทษคุณ NpEd ที่เข้าใจผิดต่อคำถามที่ว่า....


เพราะเหตุใด...
เมื่อเราจุ่มมุ้งลวดลงในน้ำ  หรือฉีดน้ำใส่มุ้งลวด(ขณะที่ล้างมุ้งลวด)
จะมีแผ่นน้ำปิดอยู่ที่ช่องของมุ้งลวด
มันติดเป็นแผ่นอยู่ได้เพราะอะไร


ผมเข้าใจไปว่าเข้าใจในเรื่องCapillary action  ในความเห็นที่ 1033 แล้ว แต่เอามาถามสมาชิกท่านอื่นเพื่อย้ำความเข้าใจ แนว "คำถามท้ายบท" จึงไม่ได้ตอบ



น้ำติดอยู่บนช่องมุ้งลวดด้วยปรากฎการณ์คาปิลลารี่ เหมือนที่น้ำติดอยู่ในช่องว่างระหว่างทราย และเกิดแรงตึงผิวดังรูปข้างบนนี้



แต่น้ำที่เข้าไปติดอยู่ในช่องมุ้งลวดนั้นจะมีรูปร่างเหมือนกับเลนส์เว้าหลายๆเลนส์เรียงกับ เมื่อแหล่งกำเนิดแสง หรือรูปตุ๊กตาเคลื่อนที่มาที่เลนส์เว้าที่เรียงรายกันนี้ จะเกิดการหักเหมั่วไปหมด เราจึงม่สามารถเห็นภาพได้ชัด เห็นแต่แสงสีขาวๆ เมื่อน้ำในช่องมุ้งลวดหมดไป จึงไม่เกิดเลนส์เว้าแต่กลับเป็นช่องว่างเล็กๆเรียงกัน ดังนั้นเมื่อภาพของตุ๊กตาเคลื่อนที่มาถึง มันก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์รูเข็ม


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1056 22 ต.ค. 2554 (11:27)

ขอบคุณครับ
ขอถามต่อนะครับ
ถ้ามุงลวดมีตาห่างๆ  ก็จะมีน้ำบางส่วนยังคงเป็นแผ่นติดอยู่มุ้งลวดได้
แต่ถ้าใช้น้ำมัน แทนน้ำ จะไม่มีแผ่นน้ำมันติดอยู่เลย
ถามว่า  สมบัติของน้ำและน้ำมันที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1057 22 ต.ค. 2554 (14:11)

ถ้ามุงลวดมีตาห่างๆ  ก็จะมีน้ำบางส่วนยังคงเป็นแผ่นติดอยู่มุ้งลวดได้ แต่ถ้าใช้น้ำมัน แทนน้ำ จะไม่มีแผ่นน้ำมันติดอยู่เลย
ถามว่า  สมบัติของน้ำและน้ำมันที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ



ความจริงคำตอบของคำถามนี้ผมได้อธิบายไว้บ้างแล้วในความเห็นที่ 1041 ว่า โมเลกุลแต่ละชนิดของสารจะมีการกระจายของประจุไฟฟ้าในโมเลกุลไม่เท่ากัน ดังนั้นแรงดูดหรือแรงผลักกันของโมเลกุลต่างชนิดกันจะไม่เท่ากัน เช่น น้ำกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้เพราะแรงที่กระทำต่อกันมีน้อยมากจึงไม่เกาะกัน



ผมลองเอาเศษมุ้งลวดมาส่องดูด้วยกล้องขุลทรรศน์ขนาดกระเป๋า ได้ข้อสังเกตว่า น้ำจะเกาะกับมุ้งลวดได้ด้วยแรงทางไฟฟ้า เมื่อหยดลงไปตรงช่องเล็กๆ มันจึงเกิดปรากฏการณ์คาปิลลารี่เกาะติดมุ้งลวดได้ แต่ถ้าใช้น้ำมันแทนน้ำ แรงยึดเกาะระหว่างน้ำมันและมุ้งลวดมีน้อยกว่าจึงไม่มีน้ำมันติดในช่องว่าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1058 22 ต.ค. 2554 (15:45)

บ้านผมอยู่ที่นนทบุรี น้ำประปาเริ่มมีสีเหลืองนิดหน่อย แต่เห็นหลายคนบอกว่า ไม่เป็นไร สามารถดื่มกินได้อย่างปลอดภัย เพราะน้ำเหล่านี้ ผ่าน อย. มาแล้ว มีตราอย. รับรองด้วย ตรา อย.ที่ว่านี้เป็นตรานี้ครับ



แต่ถ้าผ่านบ้านผมไปก็จะได้ชื่อว่าผ่าน นบ. ได้รับตรานี้ครับ



หลายคนก็ภาวนาว่า ผ่าน อย. แล้ว ผ่าน นบ. แล้ว อย่าให้ผ่าน กทม. เลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1059 22 ต.ค. 2554 (20:27)

ขออภัยที่หายหน้าไปนาน นี่ผมเองเพิ่งหนีน้ำ(ที่จะท่วม) กทม. มาเมื่อเช้า 22 ตค นี้เอง ออกจาก กทม 9 ไมงเช้า มาถึงตาก 5 โมงเย็น เลยแวะพักซะเลย กรณีน้ำติดกระชอน ผมว่าอาจจะมีบางช่องเป็นเลนส์เว้า และบางช่องเป็นเลนส์นูน ได้ไหมครับ ใครช่วยเอาไปส่องกล้องดูให้หน่อยครับ




พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1060 22 ต.ค. 2554 (22:28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1059
กรณีน้ำติดกระชอน ผมว่าอาจจะมีบางช่องเป็นเลนส์เว้า และบางช่องเป็นเลนส์นูน ได้ไหมครับ ใครช่วยเอาไปส่องกล้องดูให้หน่อยครับ
=================================


ความเห็นของ อ.พิทยา  น่าคิด
เมื่อนึกถึงน้ำ มันเกิดปรากฏการณ์คาปิลลารี และเมื่อเรากรอกน้ำใส่ในหลอดทดสอบแล้วตรงกลางมันจะบุ๋มลงไป แล้ว  มันน่าจะเป็นเลนส์เว้า (ต่างจากปรอทที่อยู่ในหลอดทดสอบแล้วมันนูนขึ้นตรงกลาง)


แต่เมื่อนึกถึงการทำกล้องจุลทรรส์ด้วยเลนส์น้ำ คือเเจาะแผ่นวัสดุอะไรก้ได้ให้เป็นรูเล็กๆแล้วหยดน้ำลงไปที่รูนั้น  น้ำจะไปปิดรูนั้นและค้างอยู่ในรูนั้น  ตอนนี้มันมีสมบัติเป็นเลนส์นูน


========================================================================


เรื่องเลนส์เว้าเลนส์นูน ผมไม่ข้องใจ แต่ผมข้องใจว่า......
(ผมขอเปลี่ยนรูปแบบคำถามใหม่นะครับ)
ถ้าเราใช้เส้นลวดขดเป็นวง(เหมือนสระเอ) มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม  จุ่มลงในสารสองชนิด (สาร A และ สาร B)
เมื่อจุ่มในสาร A  สารนั้นจะเป็นแผ่นบางๆ ปิดวงกลมอยู่ได้ประมาณ 1 นาที
เมื่อจุ่มลงในสาร B จะเป็นแผ่นบางๆ ปิดวงกลมอยู่ได้เพียง 2 วินาทีก็หายไป
ขอเรียนถาม อ.พิทยาว่า

  สมบัติของสาร A และ B ที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ คืออะไรครับ
มีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายๆโดยไม่ต้องลงลึกถึงอะตอมหรือโเลกุลไหมครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1061 23 ต.ค. 2554 (05:10)

ขอนอกเรื่องไปเป็นเรื่องเลนส์นูนและเลนส์เว้าสักนิดหนึ่ง


โดยทั่วไปครูมักจะสอนว่า เลนส์นูนรวมแสง เลนส์เว้ากระจายแสง อันนี้ต้องคิดให้ลึกซึ้ง สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การหักเหของแสงผ่านตัวกลาง 2 ตัวกลาง ประเด็นอยู่ที่ว่าผ่านจากตัวกลางไหนไปยังตัวกลางไหนเพราะการหักเหไม่เหมือนกัน


เนื่องจากแสงเดินทางในตัวกลางต่างชนิดกันด้วยอัตราเร็วไม่เท่ากัน เช่น แสงเดินทางในอากาศหรือสูญญากาศมีอัตราเร็ว c แต่เคลื่อนที่ในน้ำด้วยอัตราเร็ว v ซึ่งน้อยกว่าเคลื่อนที่ในอากาศหรือสูญญากาศ ดูจากรูปจะเห็นว่า หน้าคลื่น (Wave front) จะเคลื่อนที่ช้าลงเมื่ออยู่ในน้ำ(บริเวณสีน้ำเงิน) ดังนั้นเราจึงเห็นหน้าคลื่นเคลื่อนที่หักเหไป ค่าดัชนีหักเห (n) หาได้จากอัตราส่วน c/v หรือ


n = c/v นั่นเอง



แสงแต่ละความยาวคลื่นก็จะเคลื่อนที่ในตัวกลางใดๆ ด้วยอัตราเร็วที่ไม่เท่ากัน แสงแต่ละสีก็จะหักเหไปด้วยมุมที่ไม่เท่ากันดังนั้นเมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านหยดน้ำ เช่น น้ำฝน เราจึงเห็นแสงความยาวคลื่นต่างๆหักเหด้วยมุมที่ไม่เท่ากัน เกิดการแยกเป็นสเปคตรัมของแสงสีรุ้งนั่นเอง 


45458


คราวนี้มาดูการทดลองนี้


115154

รูปบนที่เห็นเป็นเลนส์ทรงกลม ซึ่งเรามักจะพิจารณาว่าเป็นเลนส์นูนแบบหนึ่ง เมื่อมีแสงขนานผ่านเข้ามาจะหักเหแสงไปตัดที่จุดโฟกัส คนทั่วไปก็บอกว่า ถูกต้องแล้ว เลนส์นูนรวมแสง


แต่คราวนี้ลองดูการทดลองในรูปล่าง เป็นเลนส์ทรงกลมเหมือนกัน แต่เมื่อมีลำแสงขนานเข้ามา เกิดการกระจายแสงราวกับเป็นเลนส์เว้า มีใครตอบได้บ้างครับว่าทำไมเลนส์นูนนี้จึงกระจายแสง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1063 23 ต.ค. 2554 (13:21)

ผมได้บอกแล้วว่า สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การหักเหของแสงผ่านตัวกลาง 2 ตัวกลาง ประเด็นอยู่ที่ว่าผ่านจากตัวกลางไหนไปยังตัวกลางไหนเพราะการหักเหไม่เหมือนกัน ลองดูวิธีการทดลองของผมในรูปต่อไปนี้ครับ


การทดลองนี้ผมใช้ในการหาค่าดัชนีหักเหของของเหลว ทำโดยใส่ของเหลวที่ต้องการหาค่าดัชนีหักเห เช่น น้ำ ลงในภาชนะทรงกระบอกซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเลนส์นั่นเอง แล้วนำลงไปวางในภาชนะสี่เหลี่ยม พร้อมกับใส่ควันธูปลงไปในภาชนะเล็กน้อย จากนั้นใช้ Laser pointer 2 ตัว ส่องให้เป็นลำแสงคู่ขนานเข้าไปในภาชนะ ควันธูปจะช่วยทำให้เห็นลำแสงชัดยิ่งขึ้น ลำแสงเลเซอร์จะหักเหทางไหน (รวมแสงหรือกระจายแสง) ขึ้นอยู่กับว่าลำแสงเลเซอร์ส่องผ่านจากตัวกลางใดไปยังตัวกลางใด



จากการทดลองจะเห็นว่า
ถ้าเป็นเลนส์น้ำวางในอากาศ แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์คู่ขนานส่องผ่าน จะเกิดการรวมแสง
ถ้าเป็นเลนส์อากาศที่วางอยู่ในน้ำ แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์คู่ขนานส่องผ่าน จะเกิดการกระจายแสง
ดังนั้นถ้าเราพูดว่า เลนส์นูนรวมแสง เลนส์เว้ากระจายแสง นั้น เป็นคำพูดที่ไม่สมบูรณ์และทำเข้าใจแนวคิดที่สำคัญของเรื่องนี้ผิดไป หรือที่เรียกว่า Misconception นั่นเอง
นักเรียนไทยถูกสอนมาให้ผิด concept มากมายหลายเรื่อง และจำถ่ายทอดกันมาหลายรุ่น จากทวดถึงหลาน ยกตัวอย่างเช่น


สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนชั้น ป.3-4 ครูสอนว่า ถ้านักเรียนอยากได้อากาศบริสุทธิ์ จะต้องไปยืน "สูดโอโซน" ตามชายทะเลยามเช้า โอโซนเป็นก๊าซพิษ ทำไมครูสอนแบบนี้จากรุ่นถึงรุ่น แม้แต่วงการท่องเที่ยว หากใครได้อ่านรายการท่องเที่ยว จะเห็นว่า เขามักจะแนะนำให้สูดโอโซนที่เมืองนั้นเมืองนี้ ผมลองเข้าไปค้นโดยใช้ Google จะเห็นมากมาย แม้แต่คนที่จบปริญญาเอกที่ทำทัวร์หลายคนยังแนะนำให้สูดโอโซน ลองดูตัวอย่างครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1064 23 ต.ค. 2554 (14:01)

วันนี้ วันปิยะมหาราช


หากจะพูดถึงการศึกษาของไทยที่เป็นไปในแบบสมัยใหม่เท่าเทียมนานาอารย
ประเทศ คงไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หรือมหาราชผู้เป็นที่รักของปวงชน
เป็นผู้ปฏิรูปการศึกษาวางรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศ
พระองค์เสด็จประพาศยุโรปถึง 2 ครั้ง มีสายพระเนตรที่ยาวไกล
นำสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็นมาปรับใช้กับการศึกษาของไทยมากมาย



ที่เห็นรูปบนเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน
เยือนกรุงเบอร์ลิน เมื่อปี ค.ศ. 1907 หรือ พ.ศ. 2450 รูปล่างเสด็จสวีเดน มี Video ให้ชมครับ


รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป 1/2


ภาพขนาดย่อ

ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ที่หาดูได้ยาก การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นภาพยนตร์ขณะเสด็จขึ้นจากเรือ ..

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป 2/2


ภาพขนาดย่อ
ภาพยนตร์สั้นการรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ ณ กรุงเบริ์น ประเทศสวีเดน เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยพระองค์ท่านประทับบนรถม้าพระที่นั่ง โปรด ...

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1065 23 ต.ค. 2554 (20:11)

ปัญหาของผมยังไม่จบ
อยากจะขอบรบกวนถาม อ.พิทยา หรือ อ.นิรันดร์
ถ้าเราจุ่มห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่มากนักลงในน้ำแล้วยกขึ้น จะมีแผ่นน้ำบางๆ ปิดอยู่เต็มห่วงวงกลมนั้น
ผมขอเรียนถามท่านทั้งสองว่า
1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า
คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
2.การที่มันเกิด
คาปิลลารี   หรือการที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1066 23 ต.ค. 2554 (20:45)

 



ไม่ได้เข้ามาตอบคำถามครับ เพราะไม่ได้ถามผม แต่ตั้งใจจะเอารูปมาให้ดู ขอบคุณที่ยั่วให้อ.นิรันดร์ กับ อ.พิทยา เข้ามาช่วยกันตอบครับ กระทู้นี้จะได้คึกคัก ไม่ใช่มีแต่ผมเข้ามาเล่าคนเดียว


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1067 23 ต.ค. 2554 (22:39)

ใช่แล้วครับ 
ดร.แขชนะ ตอบไปแล้ว  ว่า "แรงไฟฟ้า"  (มีคำอธิบายและภาพประกอบด้วย)
แต่ผมก็ยังข้องใจ จึงอยากจะศึกษาหาความรู้จากหลายๆสำนัก


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1068 23 ต.ค. 2554 (23:05)

 


1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
ในความเห็นผมว่า ไม่ใช่ครับ
คะปิลารี่ เป็นหลอดรูเล็ก
ห่วง ไม่ได้เป็นหลอด
แต่มีคำอธิบายร่วมกันก็คือเรื่องแรงตึงผิว

โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

capillary action; capillarity  การซึมตามรูเล็ก
capillary tube  หลอดรูเล็ก


 


2. การที่มันเกิด คาปิลลารี  หรือ การที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)
surface tension  ๑. ความตึงผิว     ๒. แรงตึงผิว  

แรงระหว่างโมเลกุลของสาร เปรียบได้กับทศกัณฑ์ หลายๆ ตนอยู่ด้วยกัน
มือที่มีอยู่ก็จับซ้ายจับขวา จับบน จับล่าง จับยึดคนอื่นไปรอบๆตัว
แต่โมเลกุลที่อยู่ตรงผิวไม่ต้องไปออกแรงจับโมเลกุลที่อยู่ด้านบน เพราะมันไม่มีใครมาให้จับ
จึงมีมือเหลือที่ใช้จับคนข้างๆมากขึ้น(โมเลกุลที่ผิว) ทำให้บริเวณผิวมีแรงยึดระหว่างกันมาก
กว่าส่วนอื่นๆ


 


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1069 24 ต.ค. 2554 (00:24)


สารชนิดเดียวกัน มีความตึงผิวไม่เท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับเวลาครับ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ความตึงผิวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด



ผมได้ทดลองเปรียบเทียบความตึงผิว 2 ผิวแบบนี้มากว่า 50 ปี ปรากฏว่าขึ้นกับเวลาจริงๆ เป็นโปรเจ็กร่วมกันของอาจารย์นิรันดร์และผมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1070 24 ต.ค. 2554 (00:33)

รูปของ ดร.แขล่าสุดนี่ น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนสภาพของเซลล์(ไปชีววิทยาโน่นเลย) นะครับ


คำถามเรื่องแผ่นน้ำที่ขดลวด ผมเห็นด้วยกับ อ.นิรันดร์ ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1071 24 ต.ค. 2554 (09:53)

อ.นิรันดร์บอกว่า


1. มันเกิดปรากฎการณ์ที่เรีียกว่า คาปิลลารี  ใช่หรือไม่ครับ (แกล้งถาม เพื่อจะถามข้อต่อไป)
ในความเห็นผมว่า ไม่ใช่ครับ
คะปิลารี่ เป็นหลอดรูเล็ก
ห่วง ไม่ได้เป็นหลอด
แต่มีคำอธิบายร่วมกันก็คือเรื่องแรงตึงผิว
โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

capillary action; capillarity  การซึมตามรูเล็ก
capillary tube  หลอดรูเล็ก
 


2. การที่มันเกิด คาปิลลารี  หรือ การที่น้ำเป็นแผ่นปิดเต็มห่วงวงกลม เนี่ยะ มันอยู่ได้ด้วยแรงอะไรครับ (ข้อนี้ถามจริงๆ และไม่ต้องอธิบายก็ได้ขอแต่เพียงบอกชื่อแรงมา)
surface tension  ๑. ความตึงผิว     ๒. แรงตึงผิว 
แรงระหว่างโมเลกุลของสาร เปรียบได้กับทศกัณฑ์ หลายๆ ตนอยู่ด้วยกัน
มือที่มีอยู่ก็จับซ้ายจับขวา จับบน จับล่าง จับยึดคนอื่นไปรอบๆตัว
แต่โมเลกุลที่อยู่ตรงผิวไม่ต้องไปออกแรงจับโมเลกุลที่อยู่ด้านบน เพราะมันไม่มีใครมาให้จับ จึงมีมือเหลือที่ใช้จับคนข้างๆมากขึ้น(โมเลกุลที่ผิว) ทำให้บริเวณผิวมีแรงยึดระหว่างกันมากกว่าส่วนอื่นๆ
=================================================
ผมเข้าใจตามที่ อ.นิรันดร์อธิบายมา  และมีความรู้สึกว่ามันไปกันได้กับความเข้าใจเดิมของผม รวมทั้งเรื่อง คาปิลลารี ด้วย


ขอบคุณ อ.นิรันดร์และ อ.พิทยามากครับ
ผมยังมีปัญหาต่อไปอีก  ขอเป็นกระทู้ถัดไปนะครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1072 24 ต.ค. 2554 (10:09)

คำถามต่อไปนะครับ


ห่วงวงกลมA มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
ห่วงวงกลมฺB มีเส้นนผ่านศูนย์กลาง 2 ซม.
เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในสาร a  สาร a สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นที่หว่างวงกลม A ได้ 
แต่ยึดเป็นแผ่นไม่ได้กับห่วงวงกลม B

สาร b สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นได้ กับห่วงวงกลมทั้ง A และ B
ถามว่า
1.สารใดมีแรงตึงผิวมากกว่ากัน
2. การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มัเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร


คำถามอาจจะซ้ำไปซ้ำมากับคำถามที่ผ่านมาทั้งนี้ผมต้องการคำยืยยันเพื่อจะถามคำถามต่อไปอีกนะครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1073 24 ต.ค. 2554 (12:01)

โอ้โห! คำถามมีเงื่อนงำต่อเนื่องเป็นชั้นๆแบบนี้ "สมบัติกลัวตายเพราะลาย" แน่นอน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1074 24 ต.ค. 2554 (12:35)


 



 



 



 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1075 24 ต.ค. 2554 (17:20)

ยังไม่มีใครตอบคำถามผม  ดังนั้นขอเปลี่ยนคำถามอีกครั้ง(เพื่อความสะดวกในการตอบ
จากคำถามใน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1072
สาร b สามารถยึดติดกันเป็นแผ่นได้ กับห่วงวงกลมทั้ง A และ B
ถามว่า
1.สารใดมีแรงตึงผิวมากกว่ากัน
2. การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มัเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร
--------------------------------------------------------------------------------
เปลี่ยนเป็น
1. สาร b มีแรงตึงผิวมากกว่าสาร a เพราะยึดติดกันเป็นแผ่นในห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่มากกว่า
ใช่หรือไม่  ถ้าไม่ใช่  แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
2.
การที่สารจะยึดติดกันเป็นแผ่นที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแรงตึงผิวของสารนั้น
ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
(ขอเป็นภาษาไทยนะครับ เพราะผมไม่กินเส้นกันกับภาษาอังกฤษ)




NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1076 24 ต.ค. 2554 (17:32)

ผมมีแหล่งสืบค้น  คือ


http://www.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/15/9/Fluid/sureface.htm


แต่แหล่งสืบค้นนี้ ยังไม่แก้ข้อสงสัยบางประการของผมได้


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1077 24 ต.ค. 2554 (19:34)
ขอบคุณอจ.แขชนะที่ตอบเรื่องน้ำมันกับน้ำ ผมไม่ได้เข้ามาตอบคำถามของอจ.แขชนะ แต่มาถามคำถามเพิ่มเติมการทดลองของอาจารย์ในความเห็นที่ 1044 ว่า ในการทดลองนี้ ถ้าคิดในมุมมองของพลังงาน จะเห็นว่าเรือกระดาษเปลี่ยนจากหยุดนิ่งเป็นเคลื่อนที่ แสดงว่ามันจะต้องได้รับการถ่ายเทพลังงานจากภายนอก มาสะสมในมวลของเรือทำให้มีพลังจลน์เกิดขึ้น อยากถามว่า พลังงานนี้มาจากไหน คงไม่ใช่มาจากพลังงานเคมีของฟองสบู่หรือแอลกอฮอล์นะครับ คิดว่าน่าจะเป็นพลังงานเชิงกล (mechanical energy)ของผิวน้ำมากกว่า แต่นึกไม่ออกว่ากลไกการเกิดขึ้นและถ่ายเทพลังงานนี้เป็นอย่างไร เพราะแรงตึงผิวของน้ำไม่ใช่พลังงาน แต่พลังงานที่ถ่ายให้กับเรือกระดาษมาจากไหนครับ ช่วยอธิบายให้ด้วยจักขอบคุณยิ่ง
Davidply (IP:124.120.50.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1078 24 ต.ค. 2554 (20:15)

จากสมการ 1.1 ในความเห็นที่ 1074 จะเห็นความเกี่ยวข้องของพลังงานที่เเรียกว่า พลังงาน Gibbs กับ ความตึงผิว พลังงานที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับโมเลกุลของสารนั้น ที่นำไปใช้ในการทำให้เกิดความตึงผิว ถ้าทำให้ความตึงผิวแตกออก ก็จะได้พลังงานอิสสระออกมาครับ ความตึงผิว คือ พลังงานต่อ 1 หน่วยพื้นที่ หรือบางคนแปลงหน่วยให้อยู่ในรูปหน่วยของแรงตึงผิว จะได้เป็น นิวตัน ต่อ เมตร ซึ่งก็คือหน่วยเดียวกัน


เมื่อความตึงผิวแตกออก โมเลกุลใกล้เคียงจะได้รับพลังงานที่เหลือออกมาแล้วแปลงเป็นพลังงานกลของการขับเคลื่อนครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1079 24 ต.ค. 2554 (22:50)

ผมมีความสงสัยในสมการ 1.5 ของความเห็นที่ 1074 ว่าเชื่อได้เท่าใด
(ผมไม่เชื่อเลย)
ด้วยสมมติว่าท่อค่อนข้างใหญ่หน่อย(r มีค่ามาก) มันดึงน้ำหรือของเหลวขึ้นไปในท่อแทบไม่ได้เลย
h ประมาณเป็นศูนย์ กลับคำนวณค่าความตึงผิวได้มากเพราะกลายเป็นว่า
ความตึงผิวแปรผันตรงกับรัศมี r ของท่อยกกำลังสอง

อีกอย่าง ใต้สมการนี้ เหมาเอาว่ามุมสัมผัสเป็นศูนย์
อันนี้ผมสงสัยว่า เราจะถือเอาว่ามันเป็นศูนย์ได้หมดเลยหรือไม่
กรณีใดที่เป็นศูนย์และกรณีใดที่ถือว่าไม่เป็นศูนย์(ถือว่าเป็นศูนย์ไม่ได้บ้าง)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1080 24 ต.ค. 2554 (22:53)

ในความเห็นของผม สมการ 1.5 นี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ h>r เท่านั้น


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1081 25 ต.ค. 2554 (09:36)

หลายท่าน คงจะรำคาญ จึงไม่มีใครตอบคำถามของผม


ดังนั้น จึงขอบอกความสับสนของผมเสียเลย  คือ  เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในของเหลว
(1) สารที่มีแรงตึงผิวมากจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก
สารที่มีแรงตึงผิวน้อยจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
(2) น้ำ
จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
(3) น้ำสบู่หรือยาสระผม
จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า
(4) จาก (2) และ (3) แสดงว่า น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวมากกว่าน้ำ
(5) แต่  เอ....สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง นี่นา
มันก็ขัดแย้งกับ (4) น่ะสิ


ผมเข้าใจอะไรผิด ผิดมาตั้งแต่ตอนไหน ที่ถูกคืออะไร


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1082 25 ต.ค. 2554 (20:30)


ตอนนี้ผมอยู่ที่กุ้ยหลิน มีการอบรมครูฟิสิกส์ของจีน 2 รุ่นของมณฑลกวางสี รูปถ่ายจากหน้าต่างโรงแรมที่พัก (ผมอยากอบรมครูฟิสิกส์ไทยบ้างจัง ไม่ค่อยมีใครเชิญ)


ตอบคำถามในความเห็นที่ 1081 จากความเห็นที่แสดงไปในครั้งก่อนๆ


เมื่อจุ่มห่วงวงกลมลงในของเหลว
(1) สารที่มีแรงตึงผิวมากจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก
สารที่มีแรงตึงผิวน้อยจะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
ตอบ สารที่มีแรงตึงผิวมาก เช่นน้ำ มันจะพยายามบีบตัวเองให้กลายเป็นหยดน้ำ ด้วยแรงตึงผิว ดังนั้นมันจึงมักไม่ปิดเป็นแผ่นบางที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมาก แต่มันจะเป็นแผ่นบางได้ที่ห่วงขนาดเล็ก เพราะแรงที่น้ำยึดกับห่วงโลหะมีมากกว่า แรงตึงผิว มันจึงขึงผิวน้ำให้แผ่ออกมาได้ แต่ห่วงใหญ่ทำไม่ได้


(2) น้ำ จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยๆ
ตอบ ถูกต้อง ตามที่บอกไว้ในข้อ 1

(3) น้ำสบู่หรือยาสระผม จะเป็นแผ่นบางๆปิดอยู่ที่ห่วงวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า
ตอบ ถูกต้อง เพราะมันไปลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้ห่วงขนาดใหญ่สามารถยืดหรือขึงน้ำสบู่ให้แผ่ออกเป็นแผ่นได้

(4) จาก (2) และ (3) แสดงว่า น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวมากกว่าน้ำ
ตอบ ไม่ใช่ครับ น้ำสบู่ หรือน้ำยาสระผม มีแรงตึงผิวน้อยกว่าน้ำ มันจึงถูกดึงให้แผ่ออกไปได้มากกว่า

(5) แต่  เอ....สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง นี่นา
มันก็ขัดแย้งกับ (4) น่ะสิ

ตอบ มันไม่ขัดหรอกครับ สบู่หรือผงซักฟอก มันทำให้น้ำลดความตึงผิวลง จะได้ถูกดึงให้ยืดแผ่ออกไปได้มากขึ้น ไม่งั้นมันก็จะตึงมากแล้วพยายามหุ้มมวลน้ำไว้กลายเป็นหยด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1083 26 ต.ค. 2554 (01:53)


พูดถึงเรื่องความตึง (และความเหี่ยว) ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย นึกอะไรได้ต้องรีบเขียนไว้เดี๋ยวลืม สมัยนั้นผมสงสัยมากว่าทำไมเวลาไปเล่นน้ำนานๆ คือมือแช่อยู่ในน้ำนานๆ ฝ่ามือจะต้องเหี่ยว บริเวณแขน หรือหลังมือ หรือส่วนอื่น (อย่าคิดไปไกล) ไม่ยักเหี่ยว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1084 26 ต.ค. 2554 (20:58)

ตอบ อาจารย์ แขชนะครับ



โดยปกติผิวหนังจะมีชั้นไขมันบางๆ เคลือบอยู่เพื่อกันน้ำ แต่เมื่อแช่น้ำนานๆ ชั้นที่เคลือบจะหลุดออก

เมื่อสัมผัสน้ำตรงๆ ผิวหนังชั้นนอกสุด (stratum corneum) ซึ่งมีเส้นใยเคราตินที่เกาะเกี่ยวกันจำนวนมากจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ ซึมซับน้ำเอาไว้
ทำให้ผิวหนังชั้นนอกพองตัว แต่ผิวหนังชั้นล่างๆ ยังมีขนาดเท่าเดิม ผิวชั้นนอกจึงทบกันเป็นริ้วๆ ดูคล้ายผิวที่เหี่ยวย่น

ที่จริงแล้วนิ้วไม่ได้เหี่ยว แต่ยืดขยายออกครับ

และที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า (ดูเหมือน) เหี่ยว ในขณะที่บริเวณอื่นของร่างกายไม่เป็นเหี่ยว เป็นเพราะผิวหนังชั้นนอกสุดนี้ที่มือและเท้าจะหนาที่สุด จึงทำให้เห็นริ้วของการทบกันได้ชัดเจนกว่าครับ

**หมายเหตุ**
ผิวหนังแบ่งเป็น 2 ชั้น หลักๆ คือ epidermis (ชั้นนอก) และ dermis (ชั้นใน)
แต่ epidermis ยังแบ่งย่อยได้อีก 5 ชั้น ชั้น stratum corneum คือชั้นนอกสุดของผิวผนังชั้นนอก


นานๆ ที จะได้มีโอกาสร่วมสนทนากับอาจารย์ แต่ติดตามอ่านเรื่องของอาจารย์อยู่เสมอครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2435 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1085 26 ต.ค. 2554 (22:27)

ตอนเป็นเด็ก  หน้าน้ำหลาก  ชอบมาก
มีอยู่วันหนึ่ง ไปเล่นน้ำตอนประมาณสามโมง  เห็นครูไพบูลย์เดินลุยน้ำผ่านไป 
เล่นน้ำไม่ถึงชั่วโมงก็เลิก(ไปเล่นอย่างอื่น)
ตอนบ่าย สี่โมง เพื่อนชวนไปเล่นน้ำอีก
ครูไพบูลกลับจากธุระ เห็นเข้า "โอโห  ไอ้นี่มันเล่นน้ำทั้งวันเลยนี่"
ถ้าเล่นน้ำนานๆ สังเกตเห็นว่ามือจะเหี่ยว
สงสัยมาตลอดว่าเป็นเพราะเหตุใด
แล้วก็หายสงสัยเมื่อใช้มือเปล่าคนน้ำปูนโดยใช้เวลาไม่นาน มือก็เหี่ยว
เชื่อมโยงกับความคิดเดิมที่ว่าปูนขาวที่ละลายน้ำไม่รู้จักอิ่มในรสน้ำ
หมายความว่าแม้จะมีน้ำอยู่อย่างเหลือเฟือมันก็ยังไม่อิ่ม
ใส่อะไรลงไป  มันก็ยังดูดน้ำออกจากสิ่งนั้น
ใส่ฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นลงไป มันก็จะดูดน้ำออกจากฟักทอง
ทำให้ฟักทองแข็ง ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อนำไปเชื่อม
เมื่อเราจุ่มมือลงไปในน้ำปูนขาว(หรือน้ำปูนใส)มันก็จะดูดน้ำออกจากมือเรา ทำให้มือเหี่ยว เช่นกัน


ที่ว่ามานี้  คิดเองนะครับ (ยกเว้นเรื่อง น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ)
ผิดถูกอย่างไร   โปรดวิจารณ์และแนะนำ
สำหรับปัญหา  ทำไมมือจึงเเหี่ยว ส่วนอื่นทำไมไม่เหี่ยว (เช่น หู แขน ขา)  ก็ยังคิดไม่ออก


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1086 27 ต.ค. 2554 (03:39)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณอู๋ ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาและให้ความกระจ่างในเรื่องที่ว่า "อะไรบ้างที่จะเหี่ยว และอะไรบ้างที่ไม่เหี่ยว"



ผมได้ยินคำพูดที่ว่า "น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ" ทำให้ผมคิดถึงคำพูดอีกมากมายสมัยเด็กๆ ที่คนโบราณเฝ้าสังเกตและถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นออกมาเป็นคำพูดหรือคำพังเพย ทั้งแง่ดีและไม่ดี เตือนสติเยาวชนด้วยภาษาที่ไพเราะ เช่น "น้ำกลอกกลิ้งบนใบบอน" "ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน" "อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว" หรือที่มักจะเอาเป็นข้อเตือนใจเด็กในใบประกาศนียบัตรต่างๆ เช่น "รักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม" เป็นต้น 


ผมรู้สึกเสียดายคำพูดหรือคำพังเพยที่ไพเราะเหล่านี้ เนื่องจากสังเกตเห็นว่าเยาวชนสมัยนี้ ไม่ค่อยรู้จักคำพูดที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรา สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของเราเปลี่ยนไป (ตามความคิดและประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งอาจผิดก็ได้) คือบรรดาสื่อต่างๆที่นำเสนอ (และยัดเยียด) สิ่งที่ชั่วร้างให้แก่เยาวชน สื่อมีอำนาจมากมายมหาศาลในการที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่สำคัญ บางครั้ง(บ่อยครั้ง)ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในกิจกรรมบางอย่างเืพื่อสร้างสรรค์สังคม ในขณะเดียวกันก็มีสื่อที่พยายามยุยงให้เกิดการแตกความสามัคคี ซึ่งเราจะเห็นได้ไม่ยากนัก พิธีกรในรายการต่างๆควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้แล้วตัดสินเอง ผมสังเกตเห็นพิธีกรหลายรายการที่มีอคติ เกลียดคนไหนก็ด่าแต่คนนั้น รักคนไหนก็ชมแต่คนนั้น จนดูน่าเกลียดและน่ารำคาญ ใครมีสื่ออยู่ในมือก็คือมีอำนาจอยู่ในมือ ดังนั้นใครมีสื่อที่สามารถเข้าถึงมวลชนได้ ก็เรียกได้ว่า มีขุมทรัพย์อยู่ในมือ เราจะเห็นได้ว่ารายการละครหลังข่าว จะเป็นตัวทำเงินมหาศาล ลองเอาสารคดีที่เป็นประโยชน์แก่เยาวชนมาลงช่วงนี้ รับรองไปไม่รอดเพราะไม่มีใครให้ค่าโฆษณา


เรามักจะพูดกันเสมอถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อ ผมลองนั่งคิดดูเล่นๆ ถ้าเราเปิดโอกาสให้พวกที่ไม่มีคุณภาพได้เข้ามาทำสื่อ พวกที่ไม่ซาบซึ้งในภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยมาทำสื่อ แล้วกลั่นกรองสิ่งที่ไม่มีคุณภาพสู่มวลชน อะไรจะเกิดขึ้น ผมเคยทำงานบริหารมหาวิทยาลัยช่วงหนึ่งที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสื่อ ได้มีโอกาสสัมผัสกับบริษัทโฆษณาและนักข่าวต่างๆ ผมต้องตกใจกับคุณภาพทางภาษาและความคิดของบุคคลเหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอำนาจมากมายมหาศาลในการนำสื่อภาษาที่ผมทนไม่ได้ออกไปสู่มวลชน ผมเคยได้ยินคนรุ่นเก่าๆที่้เป็นอาจารย์ของผมพูดว่า คนทำงานสื่อควรจะมีคุณภาพสูงและรอบรู้ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย


มีคำหลายคำที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่ในชีวิตผมไม่เคยได้ใช้มาก่อน เช่น สำนวน"ประมาณว่า" สมัยเด็กๆผมจำได้ว่า เราใช้การประมาณกับสิ่งที่จับต้องได้ หรือวัดได้ หรือเป็นรูปธรรม แต่เดี๋ยวนี้ใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ได้ ผู้สื่อข่าวรายการดังตอนเช้าชอบใช้ เช่น "คนๆนี้ประมาณว่าเป็นคนดี" มันอาจจะไม่เลวร้าย เพราะเป็นวิวัฒนาการทางภาษาตามกระแสของสังคม เช่น คำว่า "เชย" ที่เปลี่ยนจากแง่บวก มาเป็นแง่ลบ ตามกระแสนิยมของนิยายยอดนิยมสมัยก่อน "พล นิกร กิมหงวน" ของ ป.อินทรปาลิต เป็นต้น หรือคำว่า "ลอดช่องสิงคโปร์" ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นต้นๆของกระทู้ หลายอย่างผมสังเกตเห็นว่า สังคมไทยเือื้ออาทรต่อแขกผู้มาเยือนมาก ดังคำพูดที่ว่า "อันธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ" เราจะเห็นได้ว่ามีพวกต่างชาติเข้ามาได้ดิบได้ดีมากมาย ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เช่นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น แม้ว่าจะมาสร้างความวุ่นวายทางการเมือง เราก็ยังยกย่องให้เป็นขุนนางระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยให้เกียรตินิยมชมชอบพวกฝรั่งมากกว่าคนไทย ฝรั่งว่าไงก็มักจะเห็นดีเห็นงามไปหมด พวกที่ไปเรียนต่างประเทศ (อาจรวมทั้งผมด้วย) บ่อยครั้งที่ไปเอาแบบอย่างของฝรั่งมาโดยไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจ"กำพืด" ของเรา ซึ่งหลายอย่างทำลายความเป็นไทยไปอย่างน่าเสียดาย สมัยเด็กตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมได้เรียนรู้วรรณคดีไทยที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นเรื่อง "พระนารายณ์อวตาร" แม้จะเป็นภาษาที่เราก็ยืมมาจากอินเดีย แต่เราก็แปลงเป็นภาษาไทยของเราแล้ว ฝรั่งเห็นวัฒนธรรมอินเดียน่าสนใจ สื่อสารกันด้วยคำที่เขียนเป็นตัวอักษรโรมันว่า Avatar ฝรั่งเอามาทำเป็นระบบอินเตอร์เน็ต ที่เราสามารถอวตารลงไปอยู่ในโลกไซเบอร์ หรือแม้แต่หนัง Avatar สื่อของเราก็ใช้คำว่า อวาท่าร์ ออกอากาศเสมอ
ฝรั่งว่าไงเราก็ต้องพูดตามฝรั่ง (ทั้งๆที่เราใช้อวตารมานานแล้ว) อีกคำหนึ่งที่กำลังเป็นยอดนิยม คือคำว่า "กูรู" หรือ Guru คำนี้ทั้งไทยและฝรั่งเห็นว่าดี ก็ขอยืมมาจากอินเดีย เราเอามาใช้ตั้งนมนามหลายร้อยปีมาแล้ว แต่เราเขียนว่า "ครู" แต่พอฝรั่งขอยืมอินเดียมาใช้บ้าง ฝรั่งอ่าน "กูรู" คนไทยเห็นดีเห็นงามกับที่ฝรั่งใช้ เราก็ใช้ "กูรู" ตามฝรั่งทันที


อันที่จริงคำนี้มาจากคำว่า คุรุ ในภาษาสันสกฤต (गुरु)แต่ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Guru หมายถึง ครู หรืออาจารย์ ในประเทศอินเดีย คำว่าคุรุ หมายถึงครู แต่ฝรั่งเอาไปใช้ Guru ในความหมายที่กว้างขึ้นหมายถึง บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในสถานะที่เชื่อถือได้ เนื่องมาจากความรู้ และความชำนาญที่เป็นที่ประจักษ์และยอมรับ สรุปว่า เราเอาคำว่า คุรุ ของสันสกฤตมาใช้ว่า ครู ฝรั่งก็เอาคำคำเดียวกันนี้ Guru มาใช้ แต่เราอ่านตามฝรั่งว่า กูรู ทั้งๆที่มาจากคำๆเดียวกัน
ผมรู้สึกขัดหูมากที่เราเอาแต่นิยมตามก้นฝรั่ง กับคำว่า "ครูพบกูรู" (ผมเคยไปออกรายการนี้เหมือนกัน)


ครูพบกูรู ตอน 1
ครูพบกูรู ตอน 2



ผมจำได้ว่าสมัยที่เรียนที่เยอรมนี มีข่าวอื้อฉาวอะไรที่เป็นเรื่องสื่อมเสีย เขาจะลงข่าวไม่นานแล้วก็หยุดไป แต่พอมีเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เขาจะลงข่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก เชิดชูอยู่นาน เช่น นักวิทยาศาสตร์ของเขาได้รับรางวัลโนเบล หรือ โบริส เบกเก้อร์ หรือ สเตฟีี่ กราฟเป็นนักเทนนิสระดับโลก ต่างจากบ้านเราที่นิยมลงข่าวความชั่วของคน ทั้งๆที่บางทีเป็นข่าวปล่อยเพื่อทำลายชื่อเสียง แต่พอขอโทษกลับลงตัวหนังสือเล็กนิดเดียว ผมเคยซื้อหนังสือพิมพ์ในท้องตลาดในวันเดียวกัน หลายๆฉบับ แล้วลองสำรวจดูว่า มีข่าวดีกี่ข่าว ข่าวความชั่วกี่ข่าว ผมต้องตกใจเป็นอย่างมากว่า ประเทศของเราทำไมมันมีแต่เรื่องของความชั่วเป็นหลัก ผมจึงปักใจเชื่อแน่นอนว่า การที่สังคมเลวทรามลงไปนั้นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ "สื่อเลว" (ที่ดีก็มีแต่น่าจะมากกว่านี้) แต่ทำไงได้ครับ เสรีภาพของสื่อ คนจิตใจเลวทรามก็ทำสื่อได้ คนจิตใจดี ก็ทำสื่อได้ มีเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดในเรื่องAnimal Farmของ George Orwell ที่ว่า "Everybody is equal but some are more equal than others" หรืออาจพูดเป็นไทยว่า "ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่บางคนมีสิทธิเท่าเทียมกันได้มากกว่า"


บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าสังคมไทยล้าหลังเหมือนอยู่ในยุคมืดที่คนดีไม่กล้าทำอะไร เช่น รายการโทรทัศน์ที่ออกมาบอกก่อนชมรายการว่า รายการนี้เหมาะหรือไม่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชน ดูเหมือนเข้มงวดกับการนำเสนอสิ่งต่างๆที่ดีแก่ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ปกครองก็ควรควบคุมดูแลเด็ก แต่พอผมไปเดินซื้อของแถวคลองถมหรือบ้านหม้อ ผมเห็นเขาวางขายซีดีหนังโป๊กันอย่างเปิดเผย เด็กๆและเยาวชนก็ยังไปเดินหาซื้อได้อย่างเสรี ที่ซ้ำร้ายซึ่งผมเห็นอยู่เป็นประจำ คือพระก็มาเดินหาซื้อพวกหนังโป๊และซีดีเพลงไปฟังอย่างเสรี โดยไม่มีการปกปิดหรือเกรงกลัวต่อกฏหมาย ผลที่ตามมาต่อความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมจะเป็นอย่างไร ก็เชิญจินตนาการเองเกิดครับ


ความซาบซึ้งของทางศิลปะและวัฒนธรรมไทยของเยาวชนลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ สังเกตจากการใช้ภาษาก็รู้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง เขายังไม่เห็นความสำคัญของเครื่องมือนี้ แล้วจะไปเอาสาระอะไรอย่างอื่นอีก
เมื่อหลายวันก่อน ผมไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เห็นกรอบรูปแลดูแปลกและงดงามสะดุดตามาก อดที่จะเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้ กรอบรูปกระจกที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ



พอเห็นภาพนี้ ความทรงจำเก่าๆสมัยพลับพลาชัยมันพร่างพรูออกมาจากไหนก็ไม่ทราบ ไม่คิดว่าจะจำได้มันก็นึกออกมาได้หมด ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์เพื่อนรัก
สมัยนั้นเราเรียนกันสอบเกือบตกซ้ำชั้นเป็นประจำ ได้คะแนนไม่ดีเลย
แต่ที่น่าแปลกคือเราสามารถจำเรื่องราวศิลปะวัฒนธรรมแม้แต่ภาษาไทยได้อย่างดี อาจารย์นิรันดร์จะเก่งกว่าผมมากในเรื่องของวรรณคดีและภาษาไทย โดยเฉพาะร้อยกรองต่างๆ ไม่รู้ว่าหามุมส่วนไหนของสมองซ่อนของดีไว้ ผมพยายามอย่างไรก็ไม่สู้อาจารย์นิรันดร์


ผมลองถามใครๆดูว่ารูปที่กรอบ นี้เป็นรูปอะไร ไม่มีใครรู้จักโดยเฉพาะพวกเด็กๆสมัยใหม่ ผมต้องกราบขอบพระคุณครูสุวรรณี และ ครูบุญเหลือ แห่งโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ที่ทำให้ผมซาบซึ้งและสนุกกับวรรณคดีไทย เห็นรูปนี้ปุ๊บทำให้ผมหวลคิดถึงจินตนาการสมัยก่อนเมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้วว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ลิงจะมาผสมพันธุ์กับปลาทอง เพราะรูปที่เห็นคือรูปของ หนุมาน(ลิง) กับนางสุวรรณมัจฉา(ปลาทอง) ผสมพันธุ์แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก ต้องถามคุณอู๋ว่าเขาทำกันได้อย่างไร ลูกที่เกิดจากลิงกับปลาทองคือเอาชื่อมาผสมกันอีก คือ มัจฉานุ ที่จำได้อย่างสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟัง แต่พวกเรากทะลึ่งจำได้ดีก็คือ ลักษณะพิเศษของหนุมานที่ใครๆไม่มี แต่พวกเราที่ทะลึ่งบอกว่า "กูก็มีว่ะ"ลักษณะพิเศษที่ว่านี้คือ


ลอยอยู่ตรงพักตร์ชนนี      รัศมีโชติช่วงในเวหา
มีกุณฑลขนเพชรอลงการ์    เขี้ยวแก้วแววฟ้ามาลัย
หาวเป็นดาวเดือนระวีวร       แปดกรสี่หน้าสูงใหญ่
สำแดงแผลงฤทธิ์เกรียงไกร แล้วลงมาไหว้พระมารดร


คือเป็นลิงเผือกที่เหินเวหาได้แล้ว หาวออกมาเป็นดาวเป็นเดือน ตอนแสดงอิทธิฤทธฺ์จะมี 4 หน้า และมี 8 แขน มีเครื่องประดับหูเป็นแก้วเรียกว่ากุณฑลสุรกานต์ มีเขี้ยวแก้ว  และอีกอย่างหนึ่งคือ มี"ขนเพชร" จำได้ว่าเวลาครูสอนท่านก็ทำหน้าเฉยๆ
แต่ผมกับเพื่อนรักอีกคนหนึ่งคือ วีระ พงษ์หลั่น มองหน้ากันแล้วหัวเราะ วีระบอกว่า ไม่แน่เหมือนกันว่าจะมีกันทุกคนแล้วหรือยัง เรื่องราวสนุกๆวัยเด็ก ไม่คิดว่าจะจำได้ แต่พอเห็นรูปที่กรอบรูปนี้แล้ว ความทรงจำเก่าๆมันก็ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เอารูปวีระ พงษ์หลั่น เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของผมมาให้ดูด้วยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1087 27 ต.ค. 2554 (10:14)

"น้ำปูน ไม่อิ่มในรสน้ำ"
เป็นศัพท์บัญญัติของผมเอง
ใช้คำว่า น้ำปูนไม่อิ่มน้ำ ก็น่าจะพอ
แต่ผมเลียนแบบคำที่ใช้การประนามหญิงที่มีสามีหลายคน(ในนิยาย)ว่า  "ไม่อิ่มในรสรัก"


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1088 27 ต.ค. 2554 (12:35)

เห็นรูปหนุมานกับนางมัจฉาแล้ว ผมเองคิดว่า "รามเกียรติ์" เป็นสุดยอดจินตนาการของคน(อินเดีย)โบราณเลย สิ่งที่ว่าไว้ในเรื่องเราได้พบเห็นในปัจจุบันมากมาย เช่น การเกิดลูกโดยไม่ต้องผสมพันธุ์ (ตัวหนุมาน) การผสมพันธุ์ข้าสปีชี่ (มัจฉานุ - และลูกของหนุมานต่าง ๆ) การจองถนนข้ามทะเล อาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง (ระเบิดปรมาณู)


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1089 27 ต.ค. 2554 (21:13)

เห็นทหารนำหินบรรจุกรงลวดตาข่ายแล้วทิ้งลงน้ำเพื่อกั้นทางน้ำไหล
นึกถึงหนุมานสร้างถนนเข้าสู่กรุงลงกา 
ทิ้งก้อนหินและภูเขาลงไปแล้วก็หายต๋อม


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1090 28 ต.ค. 2554 (00:47)

หนุมาน(ลิง) กับนางสุวรรณมัจฉา(ปลาทอง) ผสมพันธุ์แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก เขาทำกันได้อย่างไร?

แหม ถ้าถามผมละก็ มีความเห็นดังนี้ครับ

นางสุวรรณมัจฉา แม้ชื่อจะมีความหมายว่า "ปลาทอง" แต่คงเป็นแค่ชื่อเรียก ไม่ใช่ปลา (golden fish) จริงๆ ตามท้องเรื่องก็ว่าเป็นเงือก
และจากรูปร่างลักษณะแล้ว เงือกน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมากกว่า เพราะมีน้ำนม (อันนี้ชัดเจน) และรูปร่างของหางที่มีทิศทางโบก ขึ้น-ลง
ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ เป็นลักษณะเด่นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิวัฒนาการกลับลงไปอาศัยในน้ำ เช่น วาฬและโลมา ขาหลัง 2 ข้างได้กลับมารวมกันและแปลงเป็นหาง จึงแตกต่างจากหางปลาที่โบกไปซ้ายขวาอย่างมาก



ฉะนั้นแล้วเงือก (หรือนางสุวรรณมัจฉา) อาจเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีเชื้อสายใกล้เคียงกับวาฬหรือโลมา

ส่วนหนุมาน แน่นอนว่าเป็นลิง สายพันธุ์น่าจะใกล้เคียงกับลิงวอก (Rhesus macaque) ที่สุด โดยคาดการณ์จากลิงชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกับหนุมานอีกทั้งยังเป็นลิงที่พบมากที่สุดในอินเดีย และพบในไทยด้วย



หากคิดว่าทั้งหนุมานและสุวรรณมัจฉา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเหมือนกัน ก็น่าจะมีโอกาสผสมพันธุ์กันและให้กำเนิดลูกได้มากกว่า ลิงผสมกับปลาทองแน่ๆ

และเมื่อพิจารณาให้ละเอียดมากขึ้นถึงระดับพันธุกรรม ลิงวอก มีโครโมโซม 42 แท่ง โลมาและวาฬมี 44-46 แท่ง (คนมี 46 แท่ง) เงือกที่น่าจะเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน ก็น่าจะมีโครโมโซม อยู่ในช่วง 44-46 เช่นกัน

โอกาสที่ ลิงวอก (42 แท่ง) จะผสมกับ เงือก (คาดว่า 44 แท่ง) แล้วได้ลูกที่รอดชีวิตมีสูงทีเดียว

คล้ายกับกรณีของการผสมระหว่าง ม้าที่มีโครโมโซม 64 แท่ง กับ ลา ที่มีโครโมโซม 62 แท่ง ได้ลูกผสมเป็นล่อ ซึ่งมีโครโมโซม 63 แท่ง
โครโมโซมที่เป็นเลขคี่ จึงทำให้ล่อตัวผู้ทั้งหมดและตัวเมียส่วนใหญ่เป็นหมัน เพราะในกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์โครโมโซมเข้าคู่กันไม่ได้


เป็นไปได้ว่า มัจฉานุ ลูกผสมระหว่าง ลิงกับเงือก น่าจะมีโครโมโซม 43 แท่ง และเป็นหมัน (ตามท้องเรื่องมัจฉานุก็ไม่มีลูก)

ส่วนเรื่องที่ว่า ลิงกับเงือกทำกันได้อย่างไร
วาฬและโลมาเป็นสัตว์ที่ปฏิสันธิภายใน ออกลูกเป็นตัว และมีอวัยวะสืบอยู่ตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับหว่างขา
ฉะนั้นหากลิงมีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ ลงไปหาเงือกได้ คงมีวิธีทำได้สำเร็จครับ{#emotions_dlg.q6}


แหะๆ วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะเลย คงอ้างอิงอะไรไม่ได้เพราะยังมีจุดที่ขัดแย้งอีกมาก อย่างนางสุวรรณมัจฉาเองก็เป็นลูกทศกัณฐ์กับนางปลา ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มไหนแน่
ถือว่าวิเคราะห์เล่นสนุกๆ แล้วกันครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2435 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1091 28 ต.ค. 2554 (05:56)

ขอบคุณ คุณอู่มากครับ สำหรับบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ ได้เนื้อหาสาระมากจริงๆ ดีกว่าไปดูซีดีชีววิทยาที่ซื้อมาจากคลองถมเสียอีกครับ



จำได้ว่าผมเคยเรียนจากครูวิชิต (ดูรูป) ตอนอยู่ชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เหมือนกันว่า ม้ากับลาได้ "ฬ่อ" ซึ่งเป็นหมัน แต่ผมสงสัยว่า ถ้าล่อกับม้าจะได้อะไรครับ คุณ NpEd อาจารย์พิทยา หรือ อาจารย์นิรันดร์ พอจะให้ความเห็นได้บ้างไหมครับ (จำนวนโครโมโซมต่างกันมาก 64 แท่งกับ 46 แท่ง)


อ้อ! มีอีกเรื่องหนึ่งอยากถามคุณอู๋ (คราวนี้เป็นงานเป็นการครับ) มีคนเขาศึกษาลักษณะตัวอ่อนของโลมากับสุนัข พบว่าเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก อีกทั้งท่าทางว่ายน้ำก็ละม้ายคล้ายคลึงกัน เขาก็เลยสงสัยว่า สุนัขกับโลมาน่าจะมีบรรพบุรุษเดียวกัน ในยุคดึกดำบรรพ์ สุนัขหากินอยู่ตามชายฝั่งทะเล ถูกสัตว์อื่นไล่ล่าตลอดเวลา ในที่สุด ก็กลายเป็น "สุนัขจนตรอก" (ความจริงเป็นสุนัขจนขอบทะเลมากกว่า) หนีไปไหนไม่ได้ก็เลยเกิดวิวัฒนาการตัวเองลงน้ำกลายเป็นโลมา เรื่องเป็นอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ


------------------------------------------------------------------------



ช่วงนี้ที่บ้านผมสูงพอ น้ำไม่ท่วม ผมเลยหลบน้ำท่วมกรุงเทพมาสอนหนังสือที่ Guanxi Normal University ที่กุ้ยหลิน อบรมครูฟิสิกส์  2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นครูต้นแบบที่มาจากมณฑลกวางสี กลุ่มที่สองเป็นครูต้นแบบมาจากมณฑลต่างๆที่ไกลออกไป นอกจากนั้นยังสอนนักศึกษาปริญญาตรีอีกด้วย



นึกขึ้นมาได้ว่าลืมพูดเรื่องการทดลองสนุกเกี่ยวกับแรงตึงผิวของน้ำสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เป็นเรื่อง "จดหมายลับ"



ถ้าเราต้องการเขียนข้อความอะไรที่ไม่ให้ใครรู้หรืออ่านได้ ต้องใช้หมึกพิเศษ ในที่นี้เราใช้สบู่แทนหมึกที่จะเขียนลงบนกระดาษ ผมทดลองในห้องพักที่โรงแรมนี้เอง โดยใช้สบู่ของโรงแรม สังเกตดูตราที่ก้อนสบู่ หลักการมีอยู่ว่า เส้นใยของกระดาษนั้นเป็นวัสดุโปร่งแสง แต่เมื่อนำมาอัดเป็นแผ่น แสงผ่านไปไม่ได้เพราะมีอากาศแทรกอยู่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดการหักเหของแสงมั่วไปหมด การที่จะให้แสงผ่านกระดาษไปได้มากขึ้นจะต้องให้น้ำไปแทนที่อากาศที่แทรกอยู่ในเนื้อกระดาษ เส้นใยกระดาษกับน้ำเป็นเนื้อเดียวกันและมีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกันมากกว่าอากาศ แต่ถ้าเราเอากระดาษไปจุ่มในน้ำ ตอนแรกๆน้ำจะซึมเข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำมี "แรงตึงผิว" ต้องให้กระดาษเปื้อนสบู่หรือน้ำยาล้างจากก่อน น้ำจึงจะเข้าไปได้เพราะความตึงผิวแตกออก ดังที่เราได้คุยกันมาแล้วข้างต้น


วิธีเล่นก็คือ เอาสบู่มาเขียน "ตัวหนังสือลับ" ลงบนกระดาษ ถ้าเราเขียนบางๆ เราจะอ่านตัวหนังสือไมเห็นเลย ดังแสดงในรูป แต่พอเราเอากระดาษที่เขียนตัวหนังสือลับนี้ไปจุ่มน้ำ ปรากฏว่าตรงบริเวณที่เปื้อนสบู่ น้ำจะแทรกเข้าไปได้ จึงทำให้บริเวณนั้นมีแสงผ่านไปได้มากกว่าบริเวณที่ไม่ถูกสบู่ เมื่อเอาไปส่องกับแสงสว่าง จึงเห็นเป็นตัวหนังสือสว่างเด่นขึ้นมาเพราะแสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้น ที่ก็เป็นกิจกรรมสนุกๆที่ผมเล่นเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้วที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจหลักการครับ




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1092 28 ต.ค. 2554 (15:59)


วันนี้มีเพื่อนส่งข่าวพร้อมรูปถ่ายยืนยันมาว่า "น้ำท่วมกรุงเทพเท่ากับอยุธยาแล้ว" ผมก็ตกใจ อะไรมันจะรวดเร็วและมากมายขนาดนั้น ทั้งๆที่เขาก็มีมาตรการป้องกันและผ่ันน้ำออกไปอย่างเข้มแข็ง พอมาดูรูปที่เพื่อนส่งมา ก็เห็นจริง่ว่า "น้ำท่วมกรุงเทพเท่ากับอยุธยา" 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1093 28 ต.ค. 2554 (21:03)

น้ำท่วมตอนนี้อาจจะพอ ๆ กับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปี 2485) เห็นรูปพายเรือแถว ๆ พระบรมรูปทรงม้า ด้วย ถ้าเรา(จริงเป็นเขา - กทม.)ไม่ทำคันกั้นน้ำไว้ เราอาจมีภาพการพายเรือ(หรืออาจจะใช้เรือหางยาวหรือสกู๊ตเตอร์) แถว ๆ พระบรมรูปทรงม้า ไปแล้วนะครับ ส่วนเรื่อทางชีววิทยาคงต้อขอบายครับ แสดงความคิดเห็นเบา ๆ พอได้ แต่หนัก ๆ ลึก ๆ ไม่ไหวแล้วครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1094 28 ต.ค. 2554 (21:07)
245806

รูปและเรื่องของน้ำท่วมปี 2485 ลองไปดูที่นี่ครับ "http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000089456"


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1095 29 ต.ค. 2554 (01:02)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1091


ขอบคุณ คุณอู่มากครับ สำหรับบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ ได้เนื้อหาสาระมากจริงๆ ดีกว่าไปดูซีดีชีววิทยาที่ซื้อมาจากคลองถมเสียอีกครับจำได้ว่าผมเคยเรียนจากครูวิชิต (ดูรูป) ตอนอยู่ชั้น ป.7
ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เหมือนกันว่า ม้ากับลาได้ "ฬ่อ" ซึ่งเป็นหมัน
แต่ผมสงสัยว่า ถ้าล่อกับม้าจะได้อะไรครับ คุณ NpEd อาจารย์พิทยา หรือ
อาจารย์นิรันดร์ พอจะให้ความเห็นได้บ้างไหมครับ


สงสัยจะได้นอนหงายผึ่ง คางบวมเลยหละครับ


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1096 29 ต.ค. 2554 (02:16)

อาจารย์พิทยาน่าจะกลับขึ้นไปดูที่ความเห็น 1019-1024 นะครับ มีเรื่องมันๆเกี่ยวกับน้ำท่วมปี 2485 ที่ผมเอามาจัดการใหม่ให้น่าดูและตื่นเต้น



ที่กุ้ยหลินอากาศเริ่มหนาวแล้ว ประมาณ 14 องศงเซลเซียส
เสื้อกันหนาวของผมสวมใส่มาหลายปีเริ่มจะเก่าและข่าดแล้ว
จึงมาเดินหาซื้อตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆที่นี่
ข้อแตกต่างที่ผมเห็นได้ชัดในการมาเลือกซื้อของที่นี่กับที่เมืองไทยคือ.....


ที่นี่เขาพนักงานจะกล่าวคำว่า "ยินดีต้อนรับด้วยรอยยิ้ม"
แล้วปล่อยให้เราเดินชมสินค้าตามอัธยาศัย
จนกระทั่งเราสงสัยหรือต้องการซื้อเขาจึงรีบมาช่วยเหลือ ต้อนับ


ที่เมืองไทย ไม่ว่าจะไปร้านไหน พนักงานไม่ว่าจะเป็นร้านไหนในเมืองไทยจะพูดเหมือนกันหมดว่า "สอบถามได้นะคะ" หรือ "สอบถามได้นะครับ" ความ
จริงผมไม่เห็นว่าจะมีร้านไหนที่สอบถามไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดก็ได้ หรือพูดว่า
"สวัสดีค่ะ(ครับ) หรือยินดีต้อนรับค่ะ(ครับ)"
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการด้านภาษาสื่อความหมาย คำว่า สอบถามได้นะคะ(ครับ) จึงไม่มีความหมายแบบนั้นจริงๆ แต่หมายถึง สวัสดีค่ะ(ครับ) เพราะถ้าไม่พูดคำนี้ลูกค้าเขาก็สอบถามอยู่แล้ว


ที่ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเลือกซื้อของในเมืองไทยคือ
พนักงานจะเดินตามมาติดๆ ตลอดเวลา
ตอนที่ไปกับครอบครัวแล้วปรึกษาว่าจะซื้ออะไร แบบไหน อย่่างไร
หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวของครอบครัว พนักงานก็จะมาร่วมยืนฟังด้วยประจำ
โดยหวังว่าจะได้ขายของได้ เพราะเป็นรายได้เพิ่มนอกเหนือจากเงินเดือน
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า เมื่อก่อนนี้พนักงานยืนเฉยๆ
ขี้เกียจขายก็ได้เงินเดือน จึงต้องทำระบบใหม่ ได้ขายได้มากก็จะได้รายได้มาก
แผนกที่ผมพยายามหลีกไกลคือแผนกเครื่องประดับยนต์
เดินเฉียดเข้าไปไม่ได้เลยทีเดียว
จะต้องรีบเข้ามาราวกับจะจับเป็นตัวประกันอะไรทำนองนั้น


มีอีกร้านหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าพนักงานขายทำน่าเกลียด
อยากได้รายได้จนออกนอกหน้าก็คือร้านขายของที่ระลึกแถวๆราชประสงค์
ที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นตราเทวดาแห่งการปราบมาร หรือ การคุ้มครองดูแลโลก
(อีกชื่อหนึ่งว่าสินค้าของพระวิษณุ) พอเข้าไปในร้าน
พนักงานจะรีบวิ่งออกมาต้อนรับ
แล้วเดินประกบติดเราตลอดเวลาแบบกลัวจะหนีไปไหน
จะปรึกษากับครอบครัวก็จะมายืนฟังแล้วเสนอสินค้าชิ้นนั้นชิ้นนี้
ที่ผมเกลียดคือเรายืนคุยเรื่องส่วนตัวก็จะมายืนฟังด้วย เท่านั้นยังไม่พอ
เวลาเราเดินไปดูของแผนกอื่น พนักงานคนแรกที่
"จับ"เราก็จะเดินตามไปที่แผนกอื่น แล้วกระซิบพนักงานต้อนรับที่แผนกอื่นว่า
"ลูกค้าคนนี้ของฉันห้ามมายุ่ง"
ผมถึงขนาดบอกว่าขอความกรุณาอย่าเดินตามได้ไหม เขาก็พยักหน้า ถอยหลังไป 3
ก้าว แล้วตามมาอีกในระยะห่าง 3 ก้าว ระบบ"กินเปอร์เซนต์"
แบบนี้ผมรำคาญมากครับ ท่านผู้ใดมีวิธีที่ดีกว่านี้จะแนะนำไหมครับ


หลังจากซื้อของในห้างสรรพสินค้าใหญ่แล้วผมก็มาเดินเล่นแถวๆถนนคนเดิน (หมาก็เดินได้) ห้ามรถเข้ามาแล่น
ที่เห็นในรูป มีผู้คนมาเดินเล่นกันหนาตา
มีร้านเล็กๆริมทางขายของที่ระลึกบ้าง ขายน้ำดื่มบ้าง
ที่เห็นนิยมกันคือขายผลไม้หลากชนิดเสียบไม้เคลือบน้ำตาล ผมไปเมืองไหนๆก็มี ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในกระทู้ ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท. (http://www.vcharkarn.com/vcafe/183893) ที่มีภาพถ่าย 100 ปีที่แล้วเป็นภาพคนขายผลไม้เสียบไม้ที่ว่านี้


ถนนคนเดินนี้มีผู้ประกอบอาชีพต่างๆมากมายอย่าน่าสนใจ เดินไปเรื่อยๆอย่างช้าเพื่อดูสินค้าสักพักหนึ่ง
ก็จะมีผู้หญิงแต่งเนื้อแต่งตัวดี อายุราวๆ 30-40 ปี เข้ามาถามว่า
"ต้องการนวดไหม" ผมปฏิเสธแล้วเดินต่อไป กว่าจะสุดถนน มีเข้ามาถามแบบนี้ 5-6
ราย ผมแทบจะแวะเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าส่องกระจกดูตัวเองว่า
"เราหน้าตาเหมือนคนเมื่อยมากหรือไง(วะ)"
ความจริงการแต่งเนื้อแต่งตัวและหน้าตาก็บอกอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน
ผมดูๆแล้วบางคนหน้าตาและพฤติกรรมน่าจะไปใช้บริการ "นวดหน้าด้วยฝ่าเท้า" มาก มีอย่างที่ไหนเดินอยู่ดีๆพ่นควันบุหรี่ใส่ผู้คนแบบไม่สนใจใคร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097 29 ต.ค. 2554 (16:10)

ผลไม้เสียบเคลือบน้ำตาลนั้นเป็นแบบแช่เย็น โดยน้ำตาลที่เคลือบมีลักษณะเป็นหวานเย็นใช่ไหมคะ ดูจากตัวหนังสือที่ตู้ค่ะ มีคำว่า "ปิงถาง" ซึ่งน่าจะหมายถึง "หวานเย็น" ปิง = น้ำแข็ง ถาง = น้ำตาล

แต่ถ้าไม่แยกคำ ปกติ "ปิงถาง" เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อน้ำตาลชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็ง
หรือที่เรียกกันในเมืองไทยว่า "น้ำตาลกรวด" นั่นเอง

ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1098 29 ต.ค. 2554 (22:05)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1097
...............................
ก็เลยอยากรู้ต่อไปว่า น้ำตาลกรวด ทำจากพืชชนิดใด


ทำจากต้นอ้อย ครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1099 30 ต.ค. 2554 (01:15)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณครูไผ่ที่แวะเข้ามาทักทายและร่วมแสดงความคิดเห็น


น้ำตาลที่ว่านี้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำตาลน้ำแข็งครับ แต่เป็นชื่อเรียกที่หมายถึงน้ำตาลที่เคลือบผลไม้เป็นแผ่นบางๆแบบที่กรอบๆ เคี้ยวแล้วเหมือนกับเคี้ยวน้ำตาลกรวดน่ะครับ


จากคำถามของครูไผ่ ผมรู้สึกว่าจะมีการ ถามอย่าง ตอบอย่าง นะครับ


.... ครูไผ่ถามว่าทำจากพืชอะไร (พืชยืนต้น พืชล้มลุก พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดียว ....ตอบได้เยอะแยะ) ดันไปตอบว่าทำจากต้นอ้อย ไม่ได้ถามสักหน่อยว่าทำจากต้นอะไร (ไอ้พูดแบบเนียะ นอนหยอดน้ำข้าวต้มมาหลายรายแล้ว)


หยอกล้อกันเล็กๆน้อยๆ ตามประสาคนคุ้นเคย ดีใจครับที่มีคนคุ้นเคยเข้ามาเยี่ยมเยียนสนทนากันดูคึกคักขึ้น ทำให้ผู้คนเข้ามาช่วงนี้เฉลี่ยราว 800-900 คนต่อวัน ขอบคุณทุกท่านมากจริงๆครับที่เข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้



วันนี้ผมมีโอกาสมาสอนนักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาตรี ประมาณ 120 คน สนุกสนานมาก นักศึกษาให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมาก เช่น ผมได้ทำการทดลองบางอย่าง แล้วได้ผลการทดลองที่ทำให้เขาแปลกใจและคาดไม่ถึง ผมก็ถามให้แสดงความคิดเห็น ก็มีการอภิปรายกันไปต่างๆนาแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน สนุกสนานมาก หลังจากบรรยายจบ 2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่อยากให้ยืดเวลาและต่ออีกหลายครั้ง บรรยากาศดีมาก นักศึกษาก็สนกุยิ้มแย้มแจ่มใส ดังแสดงในรูป



คุณภาพของนักศึกษารุ่นนี้ต่างจากรุ่นที่ผมเคยสอนเมื่อ 5 ปีก่อน สอบถามดูได้ความว่า เขามีการคัดเลือกที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งยังคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาที่จบออกไปในแง่ของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องของประชาคมอาเซี่ยน จะทำให้คนจีนมีโอกาสมากขึ้น ผมได้ยินแล้วก็ "อึ้งกิมกี่" เลยครับ แต่ที่ทำให้ผมอึ้งมากขึ้นกว่านั้นคือ เขาออกกฏกึ่งบังคับให้นักศึกษาต้องผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษระดับ TOEFL ที่จะออกไปสู้กับประเทศอื่นได้ ผมเองก็ตกใจมากที่เห็นว่านักศึกษารุ่นนี้มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก ดีกว่านักศึกษาของไทยหลายเท่า รูปล่างขวามือ เป้นนักศึษาปริญญาโทที่ผมเคยสอน ตอนนี้จบแล้วทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่เห็นในรูป เขากำลังเอาหม้อหุงข้าวมาต้มน้ำให้เดือดเพื่อจะเอาไอน้ำไปขับเคลื่อนรถจักรไอน้ำ แล่นได้จริงๆ นอกจากนั้นยังดัดแปลงเอาวิทยุบังคับรถขนาดเล็กมาทำเป็นที่ควบคุมบังคับทางไกล น่าสนุกมาก มีโอกาสวันหน้าจะเล่าให้ฟัง ลองมาดูบรรยายกาศในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ดูบ้างดีกว่า



ที่เห็นนี้เป็นสภาพห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นปกติทุกวัน ไม่ใช่มีอะไรพิเศษเลย ผมได้ยินคำพูดที่กรอกหูมาตั้งแต่เด็ก "ประเทศไทยยิ่งใหญ่ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน เราจึงได้ชื่อว่า ไท(ย)" แม้แต่ตอนนี้ก็ยังได้ยินทางโทรทัศน์ทุกวัน "ชาติไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" ผมเองก็เป็นคนไทย รักผืนแผ่นดินไทย ไม่น้อยว่าใคร แต่โลกของความจริงกับโลกของความฝันมันต่างกันครับ


เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณภาพนักศึกษาแล้ว อยากจะให้เห็นวิธีคิดและการแต่งตัวของนักศึกษาจีน ผมไม่เห็นว่าเขาจะใส่ใจในเรื่อวของการแต่งหน้าทาปาก หรือแต่งตัวตามแฟชั่นมอมเมาสังคมเลย อาจจะมีรักสวยรักงามบ้าง ก็พอน่ารักตามแบบวัฒนธรรมจีน ผมสอนหนัวสือในมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายแห่ง หลายประเทศ อดที่จะเอารูปนักศึกษาจากที่ต่างๆมาเปรียบเทียบให้ดูไม่ได้



ทุกครั้งที่ผมอยู่ตา่งประเทศและมีการพูดถึงประเทศไทศโดยคนต่างชาติ เขามักจะออกปากชมเสมอว่า ผู้หญิงไทยสวยที่สุดในโลก บริการก็ดี ยิ้มสยามยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยเสมอ ท่านทั้งหลายภูมิใจไหมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1100 4 พ.ย. 2554 (21:34)
ไม่รู้สึกภูมิใจเลยกับคำชมประเภทนี้ในท้ายความเห็นฯ ที่ 1099 ไม่ตรงกับค่านิยมของดิฉันค่ะ
อาจจะถึงกับเคืองก็ได้ ถ้าแฝงนัยบางอย่าง
และรู้สึกอับอายขายหน้ามากกับการแต่งกายของนักศึกษาไทยในรูป
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1102 26 พ.ย. 2554 (20:31)


สมัยก่อนนี้ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่าพ่อสอนให้สังเกตสิ่งต่างๆรอบๆตัวที่ดูแปลกๆ โดยตั้งคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วให้หาทางอธิบายเหตุผล แถมยังให้คิดเป็นประโยคในภาษาอังกฤษด้วย พ่อให้ทำอยู่หลายปี จนติดเป็นนิสัย ทำให้ชอบสังเกตสิ่้งแปลกรอบๆตัวอยู่เป็นประจำ


วันหนึ่งที่หน้าบ้าน หลังจากถอยรถเข้าไปเก็บ ผมก็ปิดประตูเหล๊กหน้าบ้าน ตรงรอยต่อของประตูที่ปิดไม่แนบสนิท จะมีช่องว่างเป็นแนวยาว แสงลอดผ่านมาได้ ผมบังเอิญสังเกตเห็นแสงที่ลอดออกมาได้นั้นมีลักษณะที่แปลกคือ นอกจากจะเห็นเป็นลำแสงสีขาวเป็นแนวทอดยาวไปตามพื้นแล้ว ยังมี "เงาดำ" ตรงกลางทอดยาวไปตามลำแสงเช่นกัน


ผมพยายามหาทางอธิบายอยู่นาน หาหลักการฟิสิกส์ของแสงมาคิด เรื่องทางเดินของแสงต่างๆก็แล้ว เรื่องการแทรกสอดและเลี้ยวเบนก็แล้ว คิดตั้งนานก็คิดไม่ออก จนในที่สุด ก็ต้องร้อง "อ๋อ!" เพราะเป็นเรื่องที่ผมเรียนจากครูสอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนี่เอง


เพื่อนสมาชิกลองเก็บเอาไปคิด แล้วลองตอบมาดูนะครับ ใครตอบถูกก่อนก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างสาสมเช่นเคย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1103 27 พ.ย. 2554 (09:51)

คาดว่ารูปสุดท้ายของ #1099 ไม่ใช่นักศึกษา
 แต่เป็นคนที่พยายามอาศัยเครื่องหมายนักศึกษาประกอบอาชีพค้าของเก่ามากกว่า

#1102 นับเป็นเงาที่น่าสนใจ ด้วยกลางแถบสว่างกลายเป็นเส้นมืดไปเสียนี่
นึกเท่าใดก็นึกไม่ออกว่าครูวิทย์ที่พลับพลาชัยท่านสอนไว้อย่างไร(ก็ผมสอบตกเกือบทุกวิชาน่ะ)
ไม่ใช่ครูไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะผมไม่สนใจเรียนเสียมากกว่า
วิชาที่ผมชอบมากก็เป็นช่างเย็บหนัง หล่อปูนปลาสเตอร์ เขียนแบบ

กลับมาที่ภาพเงา มีส่วนของเงาที่สูงกว่านี้ไหมครับ

หลอดไฟในภาพนี้ มองด้วยตามันก็กลมๆธรรมดา พอถ่ายออกมากลายเป็นดาวไปเสียนี่



นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1104 27 พ.ย. 2554 (11:50)

ครูวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสอนให้เราทำ "กล้องรูเข็ม" ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1105 5 ธ.ค. 2554 (21:03)
ผมเดาว่าเป็นภาพของวัตถุนอกบ้านที่ตกลงมาบนพื้นบ้านที่ทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพ ที่ผ่านช่องแสงเล็กๆที่บานประตูปิดไม่มิดที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเล็นของกล้องรูเข็ม
Davidply (IP:124.122.164.227)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1106 7 ธ.ค. 2554 (04:19)

ผมจำได้ว่าครูวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสอนให้เราทำ "กล้องรูเข็ม"




แสงจากวัตถุจะผ่านรูเข็มไปปรากฏบนฉากในแบบหัวกลับ



ขณะเกิดสุริยุปราคาแสงจากดวงอาทิตย์สองผ่านรูเล็กๆตามใบไม้มากมายบนต้นไม้ แล้วไปปรากฏบนพื้นในลักษณะที่เป็นภาพหัวกลับเช่นกัน เป็นปรากฏการณ์รูเข็ม



คราวนี้ผมสังเกตเห็นแสงที่ลอดรูเล็กๆที่อยู่บนประตูเหล็ก แล้วเกิดเป็นภาพในลักษณะที่เป็นเส้นๆสีดำ จากหลักการปรากฏการณ์รูเข็มผมจึงรู้ได้ทันทีว่า "แหล่งกำเนิดแสงต้องเป็นเส้นสีดำ" ผมจึงกลับไปดูที่แหล่งกำเนิดแสงที่อยู่ด้านบน



ผลก็ปรากฏที่เห็นครับว่า เป็นหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ 2 หลอดคู่ขนาน ตรงกลางเป็นร่องมืดยาว แสงจากแหล่งกำเนิดเป็นอย่างไร ภาพที่ไปปรากฏบนพื้นก็จะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเส้นสีดำที่เห็นก็คือส่วนที่มืดบนแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง


ผมเคยเล่าเรื่องปรากฏการณ์รูเข็มที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยไว้ครั้งหนึ่งแล้วในความเห็นที่ 363



ครั้งนั้นเป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2509 เป็นช่วงสายๆ จำได้แม่นว่าเราแต่งชุดลูกเสือ ขณะที่เรากำลังซ้อมทำพิธีวางพวงมาลาหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบามสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน วันที่ 25 พฤศจิกายน 2509 กลางสนามของโรงเรียน เราร้องกันว่า

ข้า ลูกเสือ เชื้อไทย ใจเคารพ ขอน้อมนพ บาทบงส์ พระทรงศรี พระบาทมงกุฏเกล้า จอมเมาลี ทรงปราณี ก่อเกื้อ ลูกเสือมา ทรงอุตสาห์ อบรม บ่มนิสัย ให้มีใจ รักชาติ ศาสนา ...

ขณะนั้นเกิดสุริยคราส ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ทางโรงเรียนต่างๆหรือสื่อต่างๆก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเหมือนปัจจุบัน จำได้ว่า ครูวิชิตสอนให้พวกเราดูเงาในน้ำ หรือเอาเทียนไขมารมให้เกิดเขม่าบนแผ่นกระจกแล้วส่องดู




เมื่อเราเสร็จพิธีคราสกำลังจะเรื่มออก ผมเดินขึ้นตึกเรียน สังเกตเห็นแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดรูเล็กข้างตึกตกลงบนพื้นเป็นรูปดวงอาทิตย์ ที่ถูกบดบัง ไม่ต้องใช้น้ำ หรือแผ่นฟิล์มดูเลย ทำให้ผมสนใจมาก ถามใครๆสมัยนั้นก็ไม่มีใครตอบผมได้
ผมจึงเริ่มศึกษาด้วยตัวเองและพบว่ามันคือ ปรากฏการณ์รูเข็ม นับว่าพบปรากฏการณ์ทางธรรมชาคิเองที่ไม่มีใครบอก และนี่ก็เป็นที่มาของหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสนใจอยากเป็นนักฟิสิกส์ ภาพที่เห็นเป็นภาพการเกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2509 ถ่ายโดยองค์การนาซ่า


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1107 10 ธ.ค. 2554 (22:26)


วันนี้ 10 ธันวาคม 2554 เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ผมเฝ้าดูปรากฏการณ์นี้จากเว็ปไซต์ต่างๆและจากท้องฟ้าจริงที่นนทบุรี ฟ้าเปิดเห็นได้ชัดเจน รูปบนเป็นรูปที่ได้จากภาพ Realtime ของเว็ปไซต์ ส่วนรูปล่างถ่ายเองจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลธรรมดา


สมัยก่อนนี้ ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย รู้สึกว่าข่าวเกี่ยวกับการเกิดอุปราคาต่างๆไม่ค่อยตื่นตัวเหมือนปัจจุบัน สื่อต่างๆก้ไม่ค่อยออกข่าวกัน



ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นจันทรุปราคาครั้งแรกในชีวิตก็ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ผมไปอยู่ที่เวียงจันทน์กับพ่อ-แม่ วันนั้น วันที่ 4 พฤษภาคม 2509 เป็นช่วงก่อนเปิดเทอมเล็กน้อย แม้จะเกิดจันทรุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์อยู่ในเงามัว แต่ก็ตื่นเต้นเพราะผู้คนที่เวียงจันทน์มีการตีปีป เคาะไม้ จุดปะทัด ดังไปทั้งเมืองเวียงจันทน์ เพื่อไล่ให้จันทรุปราคาหมดเร็ว หรือที่กล่าวกันว่าส่งเสียงเพื่อไล่ให้พระราหูเลิกอมจันทร์ ผมตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ยายผมเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่เมืองไทยเราก็ตีเกราะเคาะไม้ดังสนั่นแบบนี้เหมือนกัน เพื่อให้ "จันทรคราสออกไปเร็วๆ"


อ้างอิง:
http://www.narit.or.th/live/
http://www.enotes.com/topic/May_1966_lunar_eclipse


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1108 11 ธ.ค. 2554 (08:29)

เชียงราย คราวนี้จังหวะไม่ดีเลยครับ จันทรุปราคาคราวที่แล้ว(หน้าฝน)เมฆเต็มฟ้า เห็นปรากฏการณ์นี้แบบวับ ๆ แวม ๆ มาคราวนี้(หน้าหนาว)ก็ยังมีเมฆเต็มฟ้าอีก เห็นปรากฏการณ์นิดเดียวเอง ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1109 11 ธ.ค. 2554 (09:28)


สามทุ่มสี่สิบนาที


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1110 11 ธ.ค. 2554 (12:42)


คงมีคนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคนในอดีตที่ผ่านมโดยหาคนทำไม่ได้ พวกที่พกปืนทั้งหลาย จะถูกกฏหมาย หรือ ไม่ถูกฏหมาย จะโดยหน้าที่หรือสนุกสนานก็ตาม ควรมีสำนึกเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ สมัยก่อนนี้ รศ.ลิขิต ฉัตรสกุล อาจารย์ของผมที่จุฬา เคยเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านของท่านก็เคยเจอ กระสุนขนาด 9 มม.เจาะลงมาที่บ้านเหมือนกัน โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1111 11 ธ.ค. 2554 (19:19)

เดี๋ยวนี้เวลาเกิดคราส(ทั้งสุริยคราสและจันทคราส) ไม่เห็นใครตีเกราะเคาะไม้เหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็ก ๆ สมัยนี้เล่นจุดประทัดและยิงปืนขึ้นฟ้า โดยเฉพาะคนที่ยิงปืนขึ้นฟ้านี่ ถ้ามาเรียนฟิสิกส์ น่าจะให้เกรด "0" ได้นะครับ เพราะไม่ได้เอาหลักการทางฟิสิกส์มาคิดว่า ลูกกระสุนที่ตกลงมานี่ความเร็วน่าจะพอ ๆ กับจ่อยิงกันเลย ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1112 13 ธ.ค. 2554 (02:26)


มีปืนไม่ใช่ว่าจะยิงแบบนี้ได้ง่ายๆนะครับ มันต้องโง่ด้วยจึงจะทำได้



ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า ผลจะเป็นอย่างไร มองในแง่ความน่าจะเป็นแล้วน่าตกใจ!


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1113 13 ธ.ค. 2554 (02:59)

เมื่อยิงปืนขึ้นฟ้า 
ความเร็วของลูกปืนที่ตกลงมา จะเท่ากับความเร็วของลูกปืนตอนที่วิ่งออกจากกระบอกปืนหรือไม่


ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้า
ให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)


จะทะลุหรือไม่


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1114 13 ธ.ค. 2554 (04:45)

ถ้ากระสุนปืนวิ่งในอากาศมันจะมีแรงเสียดทานของอากาศเข้ามาเกี่ยว ถ้าความเร็วที่ออกมาเป็น v ที่ไม่สูงมาก แรงเสียดทาน F จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v ถ้ากระสุนปืนเป็นชนิดที่ให้ความเร็วสูงระยะหวังผลไกลมาก แรงเสียดทานของอากาศจะป็นสัดส่วนกับความเร็ว v ขณะออกจากปากกระบอกยกกำลังสองครับ เรื่องนี้มีการวิจัยกันมากทางทหาร เพื่อคำนวณระยะยิงและระยะหวังผลที่แม่นยำแน่นอน ในเยอรมนีศึกษากันมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2


ตามหลักฟิสิกส์ที่เราเรียนกันในชั้นมัธยม เรามักไม่คำนึงถึงเรื่องของแรงเสียดทานของอากาศ หากเรายิงปืนขึ้นฟ้า ความเร็วของกระสุนปืนขณะที่ออกจากปากกระบอก จะเท่ากับความเร็วตอนตกลงมาถึงจุดที่ยิง ในความเป็นจริง จะมีแรงเสียดทานของอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเร็วของกระสุนปืนตอนที่ตกลงมาถึงพื้นจะน้อยกว่าความเร็วตอนออกจากปากกระบอกปืนแน่ หากเป็นอาวุธสงครามของทหาร แรงเสียดทานของอากาศจะป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v ขณะออกจากปากกระบอกยกกำลังสอง แต่ตอนที่กระสุนปืนถึงจุดสุดยอดแล้วเริ่มตกลงมา แรงเสียดทาน F จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็ว v


แม้ว่าจะมีแรงเสียดทานเข้ามาลดความเร็วของกระสุนปืนทั้งขาชึ้นและขาลง แต่ความเร็วของกระสุนปืนก็ยังเร็วพอที่จะทำอันครายถึงตายได้ครับ



ส่วนคำถามที่ว่า ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้าให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)จะทะลุหรือไม่ นั้น ต้องลองดูครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1115 13 ธ.ค. 2554 (13:26)

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้ายิงหัวกระโหลกทะลุ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงขึ้นฟ้าให้ตกลงมาโดนหัวกระโหลก(ด้านเดียวกับที่ใช้ปืนยิง)จะทะลุหรือไม่ นั้น ต้องลองดูครับ


สำคัญว่า "ใครจะเป็นคนลองยิง ใครจะยอมเป็นเป้า หรือเอากะลามะพร้าวแทนได้


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1116 14 ธ.ค. 2554 (13:14)


เมื่อวานนี้ผมขับรถยนต์ผ่านไปแถวๆบางโพ คิดถึงสมัยก่อนเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว บริเวณบางโพจะมีคลองและมีโรงงานผลิตน้ำส้มและนมสดยี่ห้อ "เพียว" ผมชอบดื่มมาก น้ำส้มจะเป็นขวดสีชา ส่วนนมสดจะมี 3 สีคือ สีขาว สีชมพูและสีช็อคโกเล็ต


มีเพลงโฆษณาที่น่าฟัง เด็กๆร้องกันทั้งเมือง ช่วงตอนใกล้เปิดเทอมจะมีการแจกสมุดจดงาน ที่ด้านหลังปกมีเนื้อเพลงโฆษณาน้ำส้มและนมสดเพียวดังนี้


เพียว เพียว เพียว น้ำส้ม เพียว เพียว เพียว นมสดเพียว เพียว เพียว น้ำส้มเพียว
เพียว เพียว เพียว น้ำส้มเพียวอร่อยกว่า บำรุงกายา ให้สดสวยผิวพรรณดี
เพียว เพียว เพียว พร้อมด้วยวิตามินซี ขวดสีชาป้องกันแสง
เพียว เพียว เพียว นมสดเพียว อร่อยกว่า บำรุง กายา ให้สดสวยเพิ่มพูนแรง
เพียว เพียว เพียว ที่ทั่วไปทุกหนแห่ง อยากแข็งเรง ต้องเลือกเพียว เพียว


เชิญชมวิดีโอโฆษณาได้ที่นี่ครับ >>> น้ำส้มและนมสดเพียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1117 15 ธ.ค. 2554 (11:31)

ตามไปชมวิดีโอโฆษณาแล้ว พรีเซนเตอร์เป็นคนในครอบครัวการ์ตูน "ตุ๊กตา" หนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย หนูแจ๋ว ในหนังสือการ์ตูนประจำบ้านเล่มหนึ่งในหลาย ๆ เล่มของ ด.ญ.ไผ่ ตอนเล็ก ๆ 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1118 16 ธ.ค. 2554 (00:03)


ขอบคุณครูไผ่มากครับ ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย พร้อมทั้งแสดงตนเป็นบุคคลร่วมสมัยกับผมและสอดคล้องกับชื่อของกระทู้ เด็กๆสมัยสี่สิบ-ห้าสิบปีก่อนนี้ มักจะรู้จักการ์ตูนที่ผมถือว่าเป็นระดัยคลาสิคที่มีชื่อว่า "ตุ๊กตา" มีตัวเอกหลายตัวที่บีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป (อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=172898)


บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดการ์ตูนตุ๊กตาคือ คุณพิมน กาฬสีห์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2468 ที่จังหวัดลำปาง บิดาเป็นคนไทยเชื้อสายอิตาเลียน ปู่เป็นชาวอิตาเลี่ยนที่ได้เดินทางเข้ามารับราขการทหารในเมืองไทยสมัย รัชกาลที่ห้า นามสกุลเดิมคือ Gallassi และเปลี่ยนเป็น กาฬสีห์ เมื่อครั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่ออายุได้ 4 ขวบ มารดาเสียชีวิตจึงอยู่ในความดูแลของป้า พออายุได้ 11 -12 ขวบ บิดาเดินทางกลับไปเรียนดนตรีทีประเทศอิตาลี ได้ฝากเขาไว้กับอาจารย์ศิลป พีระศริ เพื่อเข้าเรียนวิชาศิลปะ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จนจบมัธยม 6 แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง


คุณพิมน กาฬสีห์ สมัครงานเป็นคนเขียนภาพประกอบ ให้หนังสือสยามสมัยของอารีย์ ลีวีระ บรรณาธิการ คือคุณชั้น แสงเพ็ญ ต่อมาเขียนให้แสนสุข สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุงที่วิลาศ มณีวัต เป็น บ.ก.เริ่มต้นชีวิตการเขียนการ์ตูน พิมนจะใช้นามปากกา "ตุ๊กตา" ในการวาดภาพทุกครั้ง ชื่อนี้เป็นชื่อเล่นของลูกสาวคนแรก และก่อนกำเนิด การ์ตูนตุ๊กตา ฉบับแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.2497




เนื่องจากเป็นการ์ตูนยอดฮิตติดตลาดสำหรับเด็กๆสมัยนั้น ดังนั้นในการทำโฆษณาขายของสำหรับเด็ก เช่น น้ำส้ม และนมสด จึงมักจะเอาการ์ตูนในหนังสือ "ตุ๊กตา" มาเป็นตัวเอกโฆษณา ดังที่ครูไผ่ว่าไว้ครับ ดูการ์ตูนตัวอย่างสมัยก่อนครับ



หน้าปกของหนังสือการ์ตูนตุ๊กตาสมัยก่อนนี้ มักจะเอารูปของดาราดังสมัยนั้นมาประกอบกับตัวละครการ์ตูนต่างๆ ดังเช่น รูปหน้าปกต่อไปนี้



ดาราในรูปนี้คือ เกศริน ปัทมวรรณ ซึ่งผมจะเรียกว่า "พี่แต๋ว" เพราะพี่เขาเป็นลูกกำพร้า ซึ่งลุงของผมเลี้ยงดูพี่เขาเป็นบุตรบุณธรรมมาตั้งแต่เด็กๆ ต่อมามีแมวมองมาติดต่อให้พี่แต๋วไปแสดงหนัง จนโด่งดัง



ผมจำได้ว่า อยู่มาวันหนึ่งลุงสุรินทร์ พ่อบุญธรรมของพี่แต๋ว มาชวนพ่อและแม่ของผมไปดูหนังที่พี่แต๋วแสดง เรื่อง "กัลปังหา" ที่พี่แต๋วแสดงร่วมกับคุณชนะ ศรีอุบล เป็นพระเอกในเรื่อง มีเพลงไพเราะประกอบหนังที่คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง ชื่อเดียวกับชื่อหนังคือ กัลปังหา (<< ฟังเพลงตัวอย่างที่นี่ครับ)


คำร้อง/ทำนอง คุณสุรัฐ พุกกะเวส/คุณสง่า อารัมภีร
ขับร้องต้นฉบับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง


กัลปังหา ชลดาคือมาตาปิตุภูมิ
เติบโตเต่งตูม อยู่ใต้ลุ่มมหาชลาลัย
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้า สิ้นฟ้ามหาสมุทร
กัลปังหายังคงพิสุทธิ์ คงพิสุทธิ์ ผุดผ่อง อำไพ
ความรักเท่านั้นจะดั้นด้นไปพบเจ้าได้ ประทับใจ ประดับวิญญาณ
 
กัลปังหา เจ้านั้นเกิดมาด้วยฟ้าประทาน
ชลดาสายธาร คือสายวิญญาณแห่งรักสลักใจ
หนึ่งในดวงใจข้านั้นคือกัลปังหา
เจ้าเป็นขวัญชีวา ขวัญชีวาที่ฟ้ามอบให้
ถึงสิ้นแสงสุรีย์ฉาย ชลาลัยเหือดแห้งไป
แต่ใจภักดิ์ก็ไม่เปลี่ยนใจ  ไม่เปลี่ยนใจจากกัลปังหา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1119 18 ธ.ค. 2554 (23:06)

ช่วงชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมาของผม ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ภาษาพูดของคนไทยเรามากมาย ตั้งแต่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมาจนทุกวันนี้ กระแสนิยมทำให้การใช้คำไทยในภาษาเขียนกับภาษาพูดผิดแผกแตกต่างกัน แต่เราก็ยอมรับ และดูเหมือนจะชอบหรือนิยมแบบที่เปลี่ยนไปเสียด้วย เช่น เพลง กัลปังหา  (<< ลองฟังดู) ช่วงที่คุณสุเทพร้องว่า "อยู่ใต้ลุ่มมหาชลาลัย" คำว่าใต้นั้น ออกเสียงสั้น แต่คนในปัจจุบันนิยมออกเสียงคำว่า "ใต้" แบบยาวๆเป็น "ต้าย" เพลงบางเพลง นักร้องออกคำว่า"ใต้" เป็น "ต้าย" เช่น เพลง คำมั่นสัญญา (<< ลองฟังดู) ที่คุณชรินทร์ร้อง .... "แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร" ร้องเป็น "แม้อยู่ในต้ายหล้าสุธาธาร"


มีอีกหลายคำ เช่น "น้ำ" เราจะออกเสียงยาวว่า "น้าม" หากจะพูดว่า "ผมกระหายน้ำมาก" ก็กลับพูดว่า "ผมกระหายน้ามมาก" แต่ที่แปลกก็คือ เวลาเราพูดว่า "จะไปซื้อน้ำปลา" เรากลับพูดได้ถูกต้อง ไม่พูดว่า "จะไปซื้อน้ามปลา"


หรือ เวลาเราถ่ายรูป บอกให้เตรียมตัว แทนที่จะบอกว่า "หนึ่ง สอง สาม" กลับบอกว่า "นึง ส่อง ซ่ำ"


ผมมีเพื่อนๆหลายคนที่อยู่แถวๆราชบุรี เวลาพูด ผมจะฟังดูแปลกหูมาก เพราะคนกรุงเทพไม่พูดกับแบบนั้น เช่น ประโยคที่ว่า "วันนี้เขาไม่มา"  คนกรุงเทพจะพูดว่า "วันนี้เค้าไม่มา"แต่เพื่อนผมคนราชบุรียังออกเสียง่า "วันนี้เขาไม่มา" ได้ถูกค้องตามหลักถาษาไทย


หรืออีกคำหนึ่ง ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย คำว่า "เมื่อกี้นี้" เดี๋ยวนี้คนมักจะพูดว่า "เมื่อกี๊นี้" แต่เมื่อเราใช้อยู่ทุกวัน แม้แต่สื่อมวลชนต่างๆก็ยังนิยมใช้ภาษาที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ฟังคำพูดที่ถูกต้องตามภาษาเดิมแล้วรู้สึกขัดหู


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1120 1 ม.ค. 2555 (02:22)

สวัสดีปีใหม่ 2555


ขอกลับมาที่ วิดีโอโฆษณา น้ำส้มและนมสดเพียว เพลงที่ประกอบโฆษณานี้มาจากเพลง In a Persian Market โดย Albert Ketèlbey



ฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ครับ  >>>  In a Persian Market



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1121 1 ม.ค. 2555 (23:31)

ภาพเขียนสีน้ำมันประกอบเพลง In a Persian Market เป็นของ Edwin Lord Weeks



Edwin Lord Weeks (1849 – 1903), American artist, painter and explorer, was born at
Boston, Massachusetts, in 1849. He was a pupil of Léon Bonnat and of
Jean-Léon Gérôme, at Paris. He made many voyages to the East, and was
distinguished as a painter of oriental scenes.


Along with Frederic Arthur Bridgman, Edwin Lord Weeks is one of the most
celebrated of the American Orientalists, this certainly being so during
his lifetime, and although quite a lot is recorded concerning his
professional career and travels, much of this from his own extensive
travel writings, relatively little is known about his private life.


In 1895 he wrote and illustrated a book of travels, From the Black Sea
through Persia and India, and two years later he published Episodes of
Mountaineering. He died in November 1903. He was a member of the Légion
d'honneur, France, an officer of the Order of St. Michael, Germany, and a
member of the Secession, Munich.

































แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1122 3 ม.ค. 2555 (00:23)

ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีรายการโทรทัศน์วันอาทิตย์ช่วงบ่ายอยู่รายการหนึ่งที่ผมชอบมากคือ การแสดงดนตรีสากล โดยมีอาจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร เป็นผู้อำนวยเพลง ถ้าผมจำไม่ผิด รายการนั้นชื่อ รายการดนตรีวิจารณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อาจารย์ชูชาติได้เอาเพลง In a Persian Market มาบรรเลง ก่อนจะบรรเลงเพลงนี้ อาจารย์ชูชาติได้เล่าเรื่องราวที่ทำให้เรามองเห็นภาพที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องที่สอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงที่มีทั้งเร็ว ช้า ดัง ค่อย และสอดประสานของเสียงจากเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดในวง คล้ายกับภาพเขียนสีน้ำมันที่ผมนำมาเสนอในความเห็นข้างบน ผมยังคงมีภาพวาดในความทรงจำที่ประทับใจครั้งนั้นอยู่จนทุกวันนี้
อาจารย์ชูชาติ ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็น ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553


เพลง ชูชาติ พิทักษากร


ภาพขนาดย่อ<br />


การแสดงเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2553




 


คำประกาศเกียรติคุณ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร


ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล)



ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร
ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี เกิดวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๗๗  เป็นชาวกรุงเทพมหานคร   สามารถบรรเลงเครื่องสายไทยได้รอบวงและเดี่ยวออร์แกนลมได้ดี  สอบเทียบปริญญา
A.R.C.M.
พร้อมทั้งประกาศนียบัตรการสอนดนตรี Teaching Diploma
จาก The
Royal College of Music ได้รับปริญญา G.L.C.M.  พ.ศ. ๒๕๐๕  รับราชการในกองทัพบก 
กองดุริยางค์
  พ.ศ. ๒๕๑๙ ลาออกจากราชการยศพันเอก
และพ.ศ. ๒๕๒๕ เข้ารับราชการอีกครั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร รับราชการอยู่ที่กองทัพบก เป็นทั้งค
รู ผู้พัฒนาหลักสูตรวิชาการดนตรีในโรงเรียนดุริยางค์  และผู้ควบคุมวงดุริยางค์แสดงในวาระสำคัญ ๆ ของชาติ ทั้งในและต่างประเทศ  มีผลงานเพลงเรียบเรียงเสียงประสาน
 เช่น  เพลงโอ เอเชี่ยนเกมส์  สุดแผ่นดิน เมืองน่ากังวล
 เป็นต้น และระหว่างรับราชการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้ก่อตั้งและพัฒนาวงดนตรีแชมเบอร์ของคณะครุศาสตร์
จนปัจจุบันกลายเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ ชื่อวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 และก่อตั้งวงอิบิคุสออร์เคสตราอีกด้วย  ผลิตผลงานตำราวิชาการและเอกสารประกอบการสอนจำนวนมาก   โดยเฉพาะความรู้ทาง
Counterpoint – Composition – Harmony   เป็นครูสอนเครื่องสายไวโอลิน การอำนวยเพลง การประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน  บุคลากรในยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีสากลล้วนเป็นศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจากท่าน  นอกจากนี้ ยังเป็นครูดนตรีสอนผ่านสื่อเทคโนโลยี
     โดยจัดรายการดนตรีวิจารณ์ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์
การเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง
๗ ได้รับรางวัลพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ
  เพลงสุดแผ่นดิน ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม   รางวัลเชิดชูเกียรติ เหรียญ Siver
Cross of Merit  ในฐานะเป็นผู้มีความรู้ในการเผยแพร่ผลงานของดุริยกวียุโรป จากประธานาธิบดีฟรานซ์ โจนาส แห่งประเทศออสเตรีย ซึ่งโอกาสของผู้ที่จะได้รับการยกย่องในรางวัลนี้มีจำนวนน้อยคนมากในโลกดนตรีคลาสสิก ปัจจุบันยังคงทำหน้าที่ทั้งศิลปินผู้แสดงดนตรีบนเวที
ผู้อำนวยเพลง ครูดนตรี อย่างสม่ำเสมอ
สอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  มหาวิทยาลัยมหิดล  มีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่องร่วมกับวง
The
Viola Lovers  เป็นผู้อำนวยการ
ดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการบริหารของวงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิค


ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร 
จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น

ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พุทธศักราช  ๒๕๕๓


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร


ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล)

ประวัติชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษ ชูชาติ พิทักษากร
ปัจจุบันอายุ
๗๖ ปี เกิดวันที่
๑๙ กุมภาพันธ์  พ.ศ.
๒๔๗๗  ที่บางลำพู เขตพระนคร
กรุงเทพมหานครบิดาชื่อ เรือตรีชิต พิทักษากร มารดาชื่อ ชั้น พิทักษากร
 เป็นบุตรคนเดียว  สมรสกับนางเพ็ญศรี   พิทักษากร  ข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย
มีบุตร ๓ คน


ประวัติการศึกษา
 


สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา  จากโรงเรียนอำนวยศิลป์

พ.ศ. ๒๕๙๒   เข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พ.ศ. ๒๔๙๕  เดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยทุนของบิดา
เข้าศึกษาที่
Woolish
Polytechnic
สอบผ่าน Advance GCE แล้วสมัครเข้าเรียนสาขาเภสัชกรรม ต่อมาเปลี่ยนแขนงความรู้ไปเรียนด้านดนตรีคลาสสิกอย่างจริงจังที่ Blackheath
College of Music กรุงลอนดอน สามารถสอบเทียบปริญญา A.R.C.M. พร้อมทั้งประกาศนียบัตรการสอนดนตรี Teaching Diploma จาก The
Royal College of Music และเข้าศึกษา
ในระดับ Graduate Course ที่ London College of Music เลือกเรียนวิชาเอกไวโอลินคู่กับการอำนวยเพลง ได้รับปริญญา G.L.C.M.
จบการศึกษาในปี ๒๕๐๕ แล้วเดินทางกลับมายังประเทศไทย

                     
ประวัติการทำงาน


พ.ศ.
๒๕๐๕ จบการศึกษาจาก
London College of Music ก็ได้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพบก
สังกัดกองดุริยางค์ หมวดหัสดนตรีประมาณหนึ่งปี    จากนั้นจึงย้ายไปประจำที่ฝ่ายการศึกษา ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บริการการศึกษาและสอนดนตรีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติให้แก่นักเรียนดุริยางค์และนายทหารระดับผู้บริหารทุกคน
นอกจากนี้ ยังได้ควบคุมวงดุริยางค์ทำการแสดงในวาระสำคัญ ๆ ของชาติ ทั้งในและต่างประเทศ
 จนกระทั่งลาออกจากราชการในปี พ.ศ. ๒๕๑๙
ในยศพันเอก


พ.ศ. ๒๕๒๕
กลับเข้ารับราชการอีกครั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในตำแหน่งอาจารย์คณะครุศาสตร์
สังกัดภาควิชาสารัตถศึกษาและดนตรีศึกษา
ซึ่งก่อนนั้นทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว จนกระทั่งเมื่อมาเป็นอาจารย์เต็มตัว
ก็ได้พัฒนาหลักสูตรดนตรีสากลจนเกิด
ความก้าวหน้าเข้มแข็ง
ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สอนวิชาไวโอลิน ๑
- ๗,
วิชาวิโอลา ๑
- ๗, วิชา Harmony-
,
วิชา
Orchestration,
วิชา Ensemble, วิชา Aural Training - ๔, วิชา Conducting และยังสร้างวงดนตรี CU.ED. ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นวงซิมโฟนีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในที่สุด


พ.ศ.
๒๕๓๘   เกษียณอายุราชการ  ในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์


ระหว่างช่วงปีที่สอนดนตรีให้แก่คณะครุศาสตร์เป็นหลักแล้ว
ยังทำหน้าที่อาจารย์พิเศษในสถาบันอื่น ๆ ตลอดเวลา อาทิ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต,
โรงเรียนดุริยางค์ทหารบกและทหารเรือ
                                                                                                                               

ประวัติการสร้างสรรค์ผลงาน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
พิทักษากร เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีคลาสสิกอย่างลึกซึ้งทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ
นอกจากจะเป็นครูดนตรีที่ได้รับการยอมรับและยกย่องมาตลอดชีวิตแล้ว   ยังเป็นผู้อำนวยเพลงที่มีทักษะยอดเยี่ยมในการตีความบทคีตนิพนธ์และการสื่อสาร
ผลงานอำนวยเพลงจำนวนมากมายในระยะกว่า ๔๐ ปี  เป็นที่จดจำของสังคมไทย  นอกจากนี้
ความสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีสำคัญคือ ไวโอลิน วิโอล่า และเปียโน
ก็เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ผลงานเพลงเรียบเรียงเสียงประสาน

ในปี พ.ศ.  ๒๕๐๙  ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ ๕
เพลงที่ระลึกประจำการแข่งขันนั้นคือ
โอ เอเชี่ยนเกมส์ ขับร้องโดยนภา  หวังในธรรม  และเสนีย์  อุษณีย์สาณฑ์  คำร้องทำนองภาษาไทยแต่งโดย อาจารย์ไพบูลย์  ศุภวารี  เนื้อเพลงภาษาอังกฤษแต่งโดย ดร.ประเสริฐ ณ นคร  เรียบเรียงเสียงประสานและอำนวยเพลงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
พิทักษากร บันทึกลงแผ่นเสียงตรามิตรภาพ  ผลิตโดยบริษัท  ธานินทร์อุตสาหกรรม


เพลงสุดแผ่นดิน
 คำร้อง-ทำนอง โดย พ.ต. บุญส่ง  หักฤทธิ์ศึก
  เรียบเรียงเสียงประสานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ
ชูชาติ  พิทักษากร  บรรเลงโดยวงดนตรีกองดุริยางค์ทหารบก  ขับร้องโดย สิบเอกอุบล  คงสิน  และจ่าสิบเอก (หญิง) ศิริจันทร์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ต่อมา  สันติ  ลุนเผ่  นำไปขับร้องออกอากาศอีกหลายครั้งจนเกิดความนิยมทั่วไป
บทเพลงสุดแผ่นดินได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม


นอกจากนี้
มีเพลง “เมืองน่ากังวล” เนื้อร้องพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว
และ มาร์ชจงอางศึกของกรมทหารอาสาสมัคร
(Queen’s Cobra) แต่งเมื่อ พ.ศ.
๒๕๑๐ และเพลงมาร์ชวันศึกษาประชาบาล    ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกพิเศษ ชูชาติ  พิทักษากร แต่งร่วมกับครูเอื้อ  สุนทรสนาน และสง่า  อารัมภีร  เป็นที่รู้จักของคนฟังเช่นกัน


แม้จะเป็นนักดนตรีสากลที่ใช้ชีวิตกับดนตรีคลาสสิกเป็นหลัก
แต่ท่านก็มิได้ทอดทิ้งเพลงไทยเดิม โดยเฉพาะเพลงต่างๆ ที่เคยศึกษามากับครูยรรยง
แดงกูร และครูสุวรรณ ไพศาลศรี นำมาเรียบเรียงเสียงประสานเป็นทางเดี่ยวสำหรับเปียโน
โดยแต่งทางขึ้นใหม่จากประสบการณ์ความรู้ที่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับสังคมดนตรีอังกฤษ
หาหนทางในการใช้ระบบนิ้ว คอร์ด
และการไล่เรียงบันไดเสียงที่ต้องอาศัยความสามารถระดับสูง    ถ่ายทอดให้กับ ศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา โสตติยานุรักษ์
  เป็นผู้เดี่ยวเปียโน  ได้แก่เพลงลาวแพน  สารถี  เขมรไทรโยค
 เงี้ยวรำลึก โสมส่องแสง   เป็นต้น    งานเดี่ยวเปียโนชุดนี้เคยออกเผยแพร่ทั้งบนเวทีสดในรายการโทรทัศน์หลายครั้ง
รวมทั้งมีงานบันทึกเสียงที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ และบทวิจัยเรื่อง
“ทางเดี่ยวเปียโนเพลงไทย” ตีพิมพ์ในวารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๐
, ฉบับ
(เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๘)
เพลงไทยที่นำมาเดี่ยวเปียโนเหล่านี้เป็นการสร้างสรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า
ทั้งวิชาการและสุนทรียะแบบไทยร่วมสมัยที่ควรค่าแก่การศึกษาแบบอย่างวิธีคิด
อย่างยิ่ง

นอกจากจะเป็นนักสร้างสรรค์ที่ผลิตงานเพลงและการเรียบเรียงเสียงประสานอย่างจริงจัง
ท่านยังได้ผลักดันให้มีการแสดงดนตรี   โดยเน้นบทบาทของวิโอล่ามาตั้งแต่ปี   พ.ศ.๒๕๔๗  ในนามของ

The
Viola Lovers (C.U. Viola Ensemble) โดยท่านได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนนักวิโอล่าในการบรรเลงเดี่ยวและการเล่นในวงออร์เคสตรา
   และเล็งเห็นความจำเป็นในการผลิตนักวิโอล่าอย่างเร่งด่วน
ได้ทำการรวบรวมนักวิโอล่าได้ ๒๔ คน ตั้งวง
The Viola Lovers     ประกอบด้วยนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่า


ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นวงแรกและวงเดียวในเมืองไทยที่ทั้งวงล้วนแต่เล่นด้วยวิโอล่าทั้งสิ้น
ซึ่งไม่เคยมีการจัดวงลักษณะแบบนี้ในเมืองไทยมาก่อน
 ส่วนเครื่องดนตรีที่ประกอบจังหวะได้แก่   ดับเบิลเบส
๑ คัน  กลองชุด (
Jazz Drum Set) ๑ ชุด   และฮาร์ป ๑ เครื่อง   เนื่องจากเพลงที่แสดงล้วนบรรเลงด้วยวิโอล่าทั้งสิ้น
ดังนั้น เพลงต่าง ๆ จึงต้องนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ทั้งหมด โดยผู้เรียบเรียงเสียงประสานประจำ
ได้แก่ รองศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ
  พิทักษากร  และต้นเถา ช่วยประสิทธิ์ ส่วนผู้เรียบเรียงเสียงประสานรับเชิญ
คือ ร.อ. ประทีป สุพรรณโรจน์
ซึ่งเพลงที่คัดสรรมาบรรเลงมีตั้งแต่ยุคบาโรคจนถึงเพลงแจ๊ส
จึงมีความน่าสนใจและความหลากหลายให้ผู้ฟังสัมผัส ทั้งในแง่การ
ฟังเสียงของวิโอล่า และการ เรียนรู้
 การเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับเครื่องดนตรีประเภทเดียวกันทั้งวง


การสร้างสรรค์ และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชนในประเทศ
และต่างประเทศ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ
ชูชาติ พิทักษากร
ทำงานเผยแพร่ความรู้และรสนิยมทางดนตรีสากลให้แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ช่วงเวลาที่รับราชการกองดุริยางค์กองทัพบกอยู่นั้น
ได้คิดรูปแบบการเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ โดยจัดรายการ
“ดนตรีวิจารณ์” ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์  ออกอากาศวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์  ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สลับกับรายการ ดร.อุทิศแนะดนตรีไทย
ของ ศาสตราจารย์ดร.อุทิศ
นาคสวัสดิ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘
-๒๕๑๙

ลักษณะของรายการดนตรีวิจารณ์
เป็นการอธิบายความรู้ต่างๆ ทางดนตรีสากลให้แก่ผู้ชมทางบ้านด้วยการบรรยายและสาธิตตัวอย่างประกอบ
โดยที่ตัวท่านเองทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บรรยาย ผู้อำนวยเพลง
ผู้ประพันธ์ และเรียบเรียงเสียงประสาน
ควบคุมการฝึกซ้อมและออกแบบเนื้อหา ร่วมกับวงดนตรี “พิทักษากร”
ซึ่งสมาชิกเป็นนักดนตรีอาชีพมาจากหลากหลายสถาบัน    


งานพิเศษที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง
คือ การทำเพลงประกอบงานบันทึกเสียงของศิลปินลูกทุ่งหลายท่าน  ในระยะที่ทำงานกองดุริยางค์ทหารบก  ได้ทำหน้าที่เล่นเปียโนให้ศิลปินลูกทุ่งเหล่านั้นในลักษณะคีตปฏิภาณ    ศิลปินที่ร่วมงานกัน  เช่น  พร
ภิรมย์   กุศล กมลสิงห์  ศรีสอางค์  ตรีเนตร  เป็นต้นไลน์เสียงดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสานของท่านแม้จะไม่ระบุชื่อเสียงบนข้อมูลปกแผ่นเสียง
แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีลูกทุ่งเช่นกัน


ในปี
พ.ศ. ๒๕๒๗ ท่านได้เริ่มก่อตั้งวงดนตรีแชมเบอร์
ของคณะครุศาสตร์
ใช้ความอุตสาหะทุ่มเทพัฒนาวงดนตรีขึ้นมาตามลำดับ จากวง
CU.ED. จำนวนไม่กี่คน จนในที่สุดปัจจุบันกลายเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่
ใช้ชื่อวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
 กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
โดยท่านรับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์พิเศษของภาควิชาดนตรีศึกษา  คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นอกจากนั้น ยังได้ก่อตั้งวงอิบิคุสออร์เคสตรา  และเป็นกรรมการบริหารวงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิค อีกด้วย


การถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านการแสดง

การถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านการแสดงดนตรีให้แก่สังคม   หากจะนับผลสำเร็จของท่าน

ต่อการเป็นครูเครื่องสายไวโอลิน ครูสอนการอำนวยเพลง  ครูสอนการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน คงต้องพิจารณาถึงเส้นทางชีวิตของบุคลากรในสังคมดนตรีสากลยุคปัจจุบัน
ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในวงการ
ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร
มาแล้วทั้งนั้น ตัวอย่างรายชื่อศิษย์ ดังนี้


กองดุริยางค์ทหารบก : ส.อ.สมาน (ใหญ่) นภายน, พ.ท.วิชิต โห้ไทย, กุศล กมลสิงห์ ฯลฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย:
ศ.ดร.ณัชชา
พันธุ์เจริญ (เปียโนและทฤษฎีดนตรี), ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร
(ประพันธ์เพลง), วีระศักดิ์ อักษรถึง (อำนวยเพลง), ชูวิทย์ ยุระยง (อำนวยเพลง),
ดร.ภาวศุทธิ์
พิริยะพงศ์รัตน์ (อำนวยเพลง), ดร.อโณทัย นิติพน
(ประพันธ์เพลง) ฯลฯ


กลุ่มนักเล่นไวโอลิน: พรต
เรืองศรีมั่น (วิทยาลัยนาฎศิลป์ กรุงเทพ), สิทธิชัย เพ็งเจริญ (มหิดล)  นรอรรถ จันทร์กล่ำ (ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬา)   ทัศนา
นาควัชระ (ดุริยางคศาสตร์ ศิลปากร)
 ศิริพงษ์
ทิพย์ธัญ (รังสิต)  อ้อมพร โฆวินทะ
(รังสิต)  ธันวิน ใจเพียร (กรมศิลปากร)  พูนโชค กุหลาบวงศ์ ฯลฯ


กลุ่มนักเล่นวิโอล่า:
พิเชษฐ์ ศรีวรานนท์  ประกอบ
มกรพงศ์  ขจร โกศลศิริพจน์
(กรมศิลปากร)  พิสุทธิ์ สายโอบเอื้อ  ต้นเถา ช่วยประสิทธิ์  ชัยวัฒน์ บูรณมนัส  ดุริยางค์ วอกลาง  ภานุวัฒน์ วัฒนจินดา  สมเกียรติ ศรีคำ ฯลฯ
สำหรับกลุ่มนักเล่นวิโอล่านี้ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นวง
C.U. Viola Ensemble มีกิจกรรมการแสดงคอนเสิร์ตวิโอล่า The Viola Lovers สู่สาธารณชนเป็นประจำ
โดยที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
พันเอกพิเศษชูชาติ
พิทักษากร รับหน้าที่ผู้อำนวยเพลงและเดี่ยววิโอล่ากับวงมาโดยตลอด


การเผยแพร่ข้อมูลทางศิลปะการแสดงแก่สาธารณชน

ผลงานที่เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ บทความในนิตยสาร วารสารต่าง ๆ  เป็นต้น

-
หนังสือ “เบื้องหลังเพลงดัง” รวมข้อเขียนของ ๔๐ นักเพลง จัดพิมพ์โดย
สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๖ บทความเรื่อง “มาฝึก
ad-lip
กันเถอะ”


- หนังสือตำราดนตรี
ด้านทฤษฎีดนตรี
 แบ่งเป็น Counterpoint -
Composition - Harmony ดัดแปลงจาก Berkeley College


ผลงานที่เผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์
อินเตอร์เน็ต และอื่นๆ


ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๙
จัดรายการ “ดนตรีวิจารณ์” ขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์
การเผยแพร่ความรู้ทางดนตรีผ่านสื่อโทรทัศน์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗
เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ก่อตั้งและพัฒนาวงซิมโฟนีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของวงดนตรี เป็นผู้อำนวยเพลงในวาระต่าง ๆ เสียงเพลงของวง
นอกจากจะนำเสนอผ่านการแสดงสดเป็นประจำทุกปีแล้ว
ก็ยังได้บันทึกเสียงเพื่อออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ


เช่น
 รายการดนตรีคลาสสิก  สถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
FM ๑๐๑.๕ MhZ  รายการโทรทัศน์ดนตรีกวีศิลป์
  สถานี
Thai PBS เป็นต้น


รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
.   พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน
 เรียบเรียงเสียงประสานเพลง สุดแผ่นดิน


๒. ได้รับเหรียญ Silver
Cross of Merit


๓.
 ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการสอนดนตรีของท่าน
     และด้วยความเป็นครูที่มี


วิญญาณครูอย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้ท่านได้รับรางวัลยกย่องในฐานะของครูอยู่หลายรางวัล แต่ที่ถือว่า
สำคัญมากคือ
มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบ รางวัลรองศาสตราจารย์.ดร.สุกรี  เจริญสุข  ประจำปี  ๒๕๕๐  แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษ ชูชาติ  พิทักษากร  เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะเป็นผู้ทำความดีเพื่อสังคม  สาขาการส่งเสริมดนตรี  เนื่องจากเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรี  เสียสละ  และอุทิศตนเองเพื่อพัฒนาดนตรีไทยมาตลอดระยะเวลา  ๔๐ ปี
 

การทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม
                        ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร
ได้กระทำตนให้เป็นคุณประโยชน์แก่สังคมต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่การเริ่มเข้าสู่โลกดนตรีไทยจนกระทั่งหันไปฝึกฝนดนตรีสากลอย่างจริงจัง
ได้ใช้ทั้งความรู้ความสามารถ
ทางดนตรี ประสบการณ์ที่หล่อหลอมจากการเห็นโลกกว้าง
รวมทั้งความเคารพศรัทธาในหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทำให้คนที่เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของดนตรีได้มีความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิต
นอกจากนี้ การที่ตัวท่านมีความสนใจในวิชาโยคะ ก็สามารถนำปรัชญาและวิธีการควบคุมร่างกายจิตใจจากโยคะมาส่งต่อให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปด้วยความสงบสุขและมีสติระลึกรู้เสมอ   ปัจจุบันยังคงทำหน้าที่ทั้งศิลปินผู้แสดงดนตรีบนเวที
  ผู้อำนวยเพลง
  และเป็นอาจารย์
ผู้ถ่ายทอดทั้งวิชาไวโอลิน วิโอล่า
และทฤษฎีดนตรีให้แก่ศิษย์ที่สนใจความรู้ทางด้านนี้โดยตลอด
สถาบันการศึกษาที่ท่านเกี่ยวข้องเสมอมา คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  มหาวิทยาลัยมหิดล
  ท่านยังคงเป็นครูดนตรี  และมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง  และท่านยังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไปกับงานดนตรีที่ท่านรัก 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกพิเศษชูชาติ
  พิทักษากร
     ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่  ๑๐๐/๑๗

หมู่บ้านสินพัฒนาธานี ซอย ๑ แยก ๓  ถนนเทศบาลสงเคราะห์  แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร ๑๐๙๐๐  โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๖๔
๙๔๐๕
   e-mail:friendlyoat @yahoo.com


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1123 4 ม.ค. 2555 (01:06)

รายการดนตรีวิจารณ์ทางโทรทัศน์ ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนั้น มีอีกตอนหนึ่งที่ผมชอบคือท่านอาจารย์ พันเอกพิเศษชูชาติ พิทักษากร ได้เอาเรื่องราวของเพลงเก่าแก่ของอังกฤษเพลงหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เพลงนั้นคือ Greensleeves


Wolfgang Amadeus Mozart - Greensleeves





ตอนหลังผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์อเมริกันเรื่องหนึ่ง  คือ How the West Was Won  ในหนังเรื่องนี้มีเพลง Greensleeves  อยู่ด้วยลองดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ


How the West Was Won 1962





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1124 14 ม.ค. 2555 (04:07)

ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น ผมชอบฟังเพลงพวกนี้มาก โดยเฉพาะเพลงบรรเลงแบบช้าๆเย็นๆ เปิดเบาๆเวลาทำการบ้าน หรือทำงาน ให้ความรู้สึกว่าดีมาก พ่อกับแม่ของผมก็พยายามหาเพลงพวกนี้มาให้ผมฟัง



แต่ตอนหลังราวปี 1993 มีปรากฏการณ์เกี่ยวกับ Mozart Effect กับการสร้างอัจฉริยะภาพของบุคคล เป็นเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฟังเพลงพวกนี้ โดยเฉพาะเพลงของ Mozart (อ้างอิง >>> http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2744)








แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1125 14 ม.ค. 2555 (11:56)

สาธุค่ะ


การพัฒนาปัญญาในทางพุทธคือการพัฒนาจิตที่รู้ทัน เป็นอิสระ หลุดพ้น ไม่หลงใหลเพลิดเพลินอยู่ในความปรุงแต่งของรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1126 14 ม.ค. 2555 (14:44)


ผมพอนึกได้เลาๆว่าเคยฟังหรือดูรายการของ ดร.อุทิศ บ้างเหมือนกัน
แต่ดนตรีของอาจารย์ชูชาตินั้น ผมนึกไม่ออกเอาเสียเลย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24825 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1127 14 ม.ค. 2555 (16:16)


อาจารย์นิรันดร์พูดขึ้นมา ผมก็นึกได้ว่า รายการ " ดร.อุทิศแนะดนตรีไทย (<<<คลิกดูตัวอย่างที่นี่)" ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ผมชอบดู ทำให้รู้เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับดนตรีไทยที่เราไม่เคยรู้ จำได้ว่าดูแล้วอยากเล่นดนตรีไทยมาก นั่งรถเมล์ผ่านบางกระบือเห็นมีร้านขายเครื่องดนตรีไทย รู้สึกว่าจะเป็นของ ดร.อุทิศด้วย ผมเป็นต้องแวะเข้าไปเยี่ยมชม เพราะอยากเห็นเครื่องดนตรีไทยจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าร้านจะยังอยู่หรือเปล่า นี่ก็หลายสิบปีมาแล้ว



รายการประเภทนี้ในยุคนี้มีไม่มาก ที่เห็นก็คงเป็นรายการ "คุณพระช่วย (<<<คลิกดูตัวอย่างที่นี่)"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1128 16 ม.ค. 2555 (03:11)

เมื่อวานนี้ผมไปงานศพของพี่ที่เคยทำงานร่วมกัน ขณะนั่งอยู่ในงาน ผมใช้ความคิดมองชีวิตคนในหลายๆรูปแบบ แต่แล้วก็มาลงที่ความคิดเรื่อง"เวลา" ในธรรมชาติ หรือในชีวิตคนเราเกี่ยวข้องกับเวลามากมาย แม้แต่ ความดี ความชั่ว ของคนเรา จะแบ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับเวลา และ ไม่เกี่ยวกับเวลา การทำความดีและความชั่ว ขึ้นกับเวลา และผลของมัน (กรรม)ที่ตามมา ก็จะถูกเข้าโปรแกรมของเวลาชีวิตในแง่รูปธรรม (ที่จะต้องดำเนินต่อไป) ส่วนนามธรรมของความดีและความชั่วนั้นไม่ขึ้นกับเวลา เป็นอกาลิโก เรื่องของเวลานี้ ผมสังเกตมาตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ตอนนั้นยังไม่ชัดเจน จนได้ศึกษาเพิ่มมากขึ้น ก็ปรากฏว่ามีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ดังจะได้ทะยอยเล่าให้ฟังต่อไปนี้


คนและสัตว์มีเวลาเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิต ซึ่งแตกต่างกัน ช่วงชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดก็ต่างกัน แต่ชนิดเดียวกันมีช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เช่นช่วงชีวิตคนเราเฉลี่ยไม่เกินร้อยปี ชีวิตเต่าเฉลี่ยหลายร้อยปี เป็นต้น ชีวิตคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน ดังที่เราเคยได้ยินบ่อยๆว่าขึ้นอยู่กับ "จังหวะชีวิต"



ในแต่ละวัน อวัยวะต่างๆในร่างกายของคนเรา ก็ทำงานตามจังหวะเวลา ซึ่งมีผู้วิจัยศึกษาไว้มากมาย อ้างอิง >>> นาฬิกาชีวิต (BIOLOGICAL CLOCK)



การรับรู้จังหวะต่างๆที่ผ่านประสาทสัผัสทั้ง 5 (บางคนอาจมี 6 คือสัมผัสทางจิตได้ด้วย) คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ ผิวกาย เช่นเสียงตนตรีที่เราพูดถึงในความเห็นข้างต้น เมื่อผ่านหูเข้าสู่ระบบของร่างกาย ก็จะมีผลต่อระบบองค์รวมที่ถูกกำหนดโดยเวลาชีวิต ตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่อาร์เจนตินา ก็ได้เห็นปรากฏการณ์คือ ประเทศแถบอเมริกาใต้ พวกนี้บ้าคลั่งเสียงดนตรี สังเกตเห็นว่า ถ้าพวกเขาได้ยินเสียงเพลงที่เคาะเป็นจังหวะ จะต้องเห็นคนส่ายหัว โยกตัวตามจังหวะเสมอ


ครูของผมบางคนสอนว่า หากต้องการทำอะไรให้เป็นนิสัยประจำ
จะต้องโยงกับพฤติกรรมที่ทำเป็นเวลา
เพราะร่างกายจะโปรแกรมหรือบันทึกสิ่งนั้นไว้ในนาฬิกาชีวิต
เช่นต้องการตื่นเช้าๆเป็นประจำในเวลาใดๆ
ก็ต้องพยายามลุกขึ้นมาขับถ่ายเวลานั้นเป็นประจำสักพักหนึ่ง ต่อไปร่างกายก็จะจำไว้ พอถึงเวลา ร่างกายจะมีการปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาถ่าย

แต่การกำหนดเวลาตื่นนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ หากราฝึกจิตสมาธิให้ดี จะพบว่า เราสามารถตั้งเวลาตื่นได้ เช่นที่ผมทำเป็นประจำคือ ก่อนนอนตั้งจิตว่าจะตื่นนอนเวลากี่โมง ถึงเวลาผมก็จะตื่นขึ้นมาเองเวลานั้นเสมอ เหมือนมีใครมาปลุก ผมลองตั้งนาฬิกาช่วยด้วยเพื่อตรวจสอบ ปรากฏว่ามักจะตื่นก่อนเวลาที่ตั้งไว้ราว 2-3 นาทีเสมอ แต่มีเงื่อนไขคือ ร่างกายต้องสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย และนอนอย่างเพียงพอ หากอดนอนมาหลายคืน นาฬิกาชีวิตอาจจะรวนและใช้ไม่ได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1129 16 ม.ค. 2555 (22:13)


วันนี้วันครู 2555



คิดถึงครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย คิดถึงวันไหว้ครูเมื่อ 47 ปีก่อน




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1130 17 ม.ค. 2555 (07:36)
ขอร่วมคารวะครู 
ทั้งที่เป็นครูโดยนิตินัย และพฤตินัย (พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน และผู้มีส่วนในการสร้างความรู้ของข้าพเจ้า ไม่จำกัดเพศและวัย)
ทั้งครูที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (สื่อทุกรูปแบบ) ค่ะ



ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3603 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1131 17 ม.ค. 2555 (08:45)

สงสารครูไทยในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องเชิดชูน้อยกว่าสมัยก่อน เดี๋ยวนี้ยิ่่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะต้องเตรียมตัวก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ครูจำนวนมากที่ไม่เคยสอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องหันมาเตรียมตัวสอนเป็นภาษาอังกฤษ ฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษของครูแล้วน่าตกใน เช่น


ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ครูแสนดีและสามีได้รับเชิญไปในงานของฝรั่ง
สามีของครูแสนดีมาร่วมงานไม่ได้ตลอดงาน
แค่เพียงผ่านมาเดี๋ยวเดียวแล้วไปไปประชุมต่อ
ฝรั่งในงานหลายคนแสดงความสงสารครูแสนดีมาก
ครูแสนดีเองก็แปลกใจที่ทำไมตัวเองจึงแลดูเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก
เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า
มีฝรั่งหลายคนเข้ามาทักทายสนทนากับครูแสนดีดังนี้.....

ฝรั่ง: Good evening, khun Saendee how are you?
ครูแสนดี: Oh! I am fine, thank you and you?
ฝรั่ง: Thank you, I am quite all right. But where is your husband?
ครูแสนดี: (ครูแสนดีคิดในใจเป็นภาษาไทยว่า สามีของดิฉันเพิ่ง"ผ่านไป" เมื่อสักครู่นี้เอง เธอจึงตอบไปว่า) My husband just "passed away".
ฝรั่ง: Oh! dear. I am so sorry to hear that.

หากเราแปลตรงตัวจากภาษาไทยคำว่า "ผ่านไป" เป็น "pass away"
ล่ะก็ผิดความหมายอย่างมาก เพราะคำนี้ ในภาษาอังกฤษแปลว่า "ถึงแก่กรรม"
ด้วยเหตุนี้เองใครๆจึงสงสารครูแสนดีอย่างมากที่สามี"ถึงแก่กรรม" (pass away).


คำในภาษาอังกฤษที่มีตัว "s" คุณครูหลายท่านมักจะไม่ออกเสียงตัว s เช่นคำว่า "sister" ครูมักจะอ่านว่า "sitter"
ครูสุดหล่อบังเอิญเดินไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้า จึงรีบบอกขอโทษว่า "Please execute (excuse) me" แปลว่าโปรดสำเร็จโทษผมเถอะ


ครูบางคนชอบกินเบอร์เกอร์เนยแข็ง ก็พูดว่า I like to eat shit (cheese) burger. แปลว่า ผมชอบกินเบอร์เกอร์ขี้


มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริง ผมเพื่อนร่วมงาน(รุ่นลูก)อยู่คนหนึ่ง ตอนหลังไปทำงานเป็นครูที่กำแพงเพชร มีเพื่อนชาวต่างชาติมาเยือนเมืองไทย ผมก็อยากให้เขาพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวตอนเย็น แต่บังเอิญครูคนนี้ติดธุระต้องไปงานศพของเพื่อนอีกคนหนึ่ง จึงตอบชาวต่างชาติไป แต่ตอนที่ตอบนั้น คำว่างานศพในภาษาอังกฤษไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร จึงคิดหาคำใกล้เคียง คือมีการชุมนุนของแขก(Party)ที่มาในงานคนตาย(dead people) แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I cannot go with you. I have to go to dead people party. ดิฉันไมสามารถไปกับคุณได้ ดิฉันต้องไปงานชุมนุมคนตาย


มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องจริงอีกเหมือนกัน มีการประชุมทางการศึกษาที่เซี่ยงไฮ้ ผมได้มีโอกาสไปบรรยายในการประชุมนั้นด้วย มีนักการศึกษาและครูไทยไปประชุมมากมาย มีครูหนุ่มคนหนึ่งอยากจะรู้ว่ามีใครฝากข้อความไว้ให้หรือเปล่า หากมีก็ช่วยเอาไปให้ที่ห้องด้วย จึงบอกที่เคาน์เตอร์โรงแรมไปว่า If you have any massage (message), please send to my room. ต่อมาสักครู่ ปรากฏว่ามีอาหมวยไปเคาะประตูห้องแล้วถามว่า คุณต้องการนวดใช่ไหม Do you want a massage?


--------------------------------


ภาพขนาดย่อ<br />



ภาพขนาดย่อ<br />










 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1132 17 ม.ค. 2555 (23:35)

ขอกลับมาเล่าถึงจังหวะชีวิต ปรากฏการณ์ต่างๆทางกายภาพที่เราสามารถรับรู้ได้ มีหลายอย่างที่ปริมาณเปลี่ยนแปลงตามจังหวะเวลา หรือมีคาบของการเปลี่ยนแปลง หรือมีความถี่เฉพาะ เช่น การเต้นของหัวใจที่เป็นจังหวะ ลมหายใจเข้าออก และอื่นๆอีกหลายอย่างในร่างกาย


ปริมาณของการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นจังหวะนี้เป็นได้หลายแบบ เช่น ปริมาณความดันโลหิต ปริมาณไฟฟ้าของหัวใจ ปริมาณไฟฟ้าจากสมอง การเปลี่ยนแปลงแบบครบรอบนี้ เราอาจเขียนเป็นสมการอย่างง่ายสุดคือคลื่นรูปไซน์ การอธิบายปรากฏการณ์นี้เป็นผลงานของ ฌ็อง บาติสต์ โฌแซ็ฟ ฟูรีเย (Jean Baptiste Joseph Fourier; พ.ศ. 2311 - 2373) นักคณิตศาสตร์ เกิดที่เมืองโอแซร์ ประเทศฝรั่งเศส ฟูรีเยได้เดินทางติดตามนโปเลียนไปประเทศอียิปต์ในปี พ.ศ. 2341 หลังจากเดินทางกลับในปี พ.ศ. 2345 ฟูรีเยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเกรอนอบล์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2351 ได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นบารอน


ฟูรีเยได้หันมาสนใจคณิตศาสตร์ประยุกต์เป็นครั้งแรก ในขณะที่กำลังทดลองเกี่ยวกับการไหลของความร้อน ฟูรีเยก็ได้ค้นพบสมการการไหลนี้ ซึ่งต่อมาได้ตั้งชื่อเป็น "สมการฟูรีเย"
เพื่อแก้ปัญหาและพิสูจน์สมการนี้
ฟูรีเยได้แสดงให้เห็นว่าฟังก์ชันหลายฟังก์ชันของตัวแปรเดี่ยวสามารถขยายออก
เป็นอนุกรมของไซน์ (sines) เชิงซ้อนของตัวแปร ที่เรียกในภายหลังว่า "อนุกรมฟูรีเย"


ฌ็อง บาติสต์ โฌแซ็ฟ ฟูรีเย มีชีวิตอยู่ตรงกับสมัยระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว


อ้างอิง >>> โฌแซ็ฟ ฟูรีเย - วิกิพีเดีย



จากการศึกษาของฟูริเย ทำให้เราทราบว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆที่มีลักษณะเป็นช่วงๆ เป็นคาบ เราสามารถเขียนเป็นสมการโดยใช้อนุกรมฟูริเย คือรวมสมการคลื่นรูปไซน์หลายๆสมการในอนุกรมฟูริเย เช่น รูป Square wave สามารถหาได้จากผลรวมของคลื่นรูปไซน์หลายคลื่นดังรูป



ดังนั้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีลักษณะการเต้นเป็นคาบนั้น ก็สามารถเขียนแทนด้วยอนุกรมฟูริเย คลื่นรูปฟันเลื่อยก็หาได้จากผลรวมของคลื่นรูปไซน์ดังรูป


ในทางกลศาสตร์ควอนตัมที่อธิบายการเคลื่อนที่ของอนภาคเล็กๆ เช่น อิเล็กตรอนได้ด้วยสมการคลื่น และฟั่งก์ชั่นคลื่นของอนุภาคเล็กๆนี้ก็อาจเขียนได้จากการรวมของฟังก์ชั่นคลื่นหลายๆตัวที่เป็น Matrix element ทีี่น่าสนใจคือ Commutation Relation‎ ของฟังก์ชั่นคลื่น Matrix elements เราสามารถหาค่าเฉพาะตัวต่างๆของอนุภาคนั้นๆได้โดยใช้ Operator เข้าไปทำการ ค่าเฉพาะตัวนี้ ในภาษาเยอรมันเรียกว่า ค่าEigen เช่น หากเราอยากหาค่าเฉพาะตัวของพลังงาน ก็จะต้องเอา Opreator พลังงานเข้าไปปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ ผลที่ได้จะเป็นค่าคงที่เฉพาะคัวของพลังงานคูณกับฟังก์ชั่นคลื่น


มีสิ่งต่างๆในร่างกายของคนเราที่มีชีวิตที่ต่างจากคนตาย เช่นการทำงานที่เป็นจังหวะต่างๆ อุณหภูมิของร่างกายคนปกติที่ถูกควบคุมให้มีค่าคงที่ พลังงานความร้อนจากตัวคนเรา ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อธิบายคุณสมบัติได้ด้วยฟังก์ชั่นคลื่น หรืออาจพิจารณาได้ว่าคลื่นความร้อนเป็นอนุภาคก็ได้ หาค่าโมเมนตัมได้ แม้ว่ามวลนิ่งจะมีค่าเป็นศูนย์ (ลองอ่านเรื่องที่ผมเคยเขียนไว้ประกอบ>>>Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics)


เรื่องของความเป็นความตายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เรื่องการเต้นเป็นจังหวะของหัวใจเรื่องเดียวก็ยุ่งยากมาก การหยุดเต้นของหัวใจไม่ได้หมายความว่าคนเราจะตาย เราสามารถกระตุ้นทางไฟฟ้าให้กลับมาเต้นใหม่ได้ ตราบใดที่คลื่นไฟฟ้าสมองยังมีอยู่



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5960 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.5601 seconds !