วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 1,002,471 ตอบแล้ว: 1,649
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1503 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2- 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 ม.ค. 2552 (04:14)
127027

จากการสืบค้นประวัติวัดพลับพลาชัยดู ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2199-2228 เดิมทีเรียกว่าวัดโคก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตป้อมปราบฯ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ในขณะนั้นวัดนี้ไม่มีบันทึกที่แน่ชัดถึงชื่อที่แท้จริงของวัดที่สร้าง มาจนกระทั่งเข้าสู่ยุครอยต่อปลายกรุงศรีอยุธยา และ ต้นกรุงธนบุรี เราจึงได้ทราบจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่าที่บันทึกไว้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า เจ้าพระยาจักรี (พระยศเดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งยังเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ว่าพระองค์โปรดให้ทำนาที่ทะเลตมซึ่งมีลักษณะเป็นโคกใหญ่ และ รับสั่งให้ตั้งคอกวัวไว้ที่นี่ด้วย” ดังนั้นวัดนี้จึงมีชื่อสามัญจากสภาพของโคก และ คอกวัว


วัดโคก หรือ วัดคอกนี้ เป็นวัดที่ประกอบสังฆกรรมให้กับชาวไทยและชาวจีนในบริเวณนั้นมานานร่วม 100 ปี จวบจนกระทั่งเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนนามของวัดใหม่นี้ให้เป็น “วัดพลับพลาไชย” (ดูจะขัดกับที่กล่าวในตอนแรกว่าเป็นที่ตั้งพลับพลาของกองเสือป่ารักษาดินแดนสมัยรัชกาลที่ 6) และทรงรับเป็นอารามหลวงในสายมหานิกาย และต่อมาวัดก็ขยายกิจกรรมสงฆ์จากเดิมที่มีเพียงการทำสังฆกรรมสงฆ์ในหมู่สงฆ์และพุทธบริษัทแล้ว ก็ยังเปิดให้มีโรงเรียนวัดพลับพลาไชยในบริเวณวัดอีกด้วย ดังที่กล่าวถึงในตอนต้น ผมจำได้ว่า ตอนผมกับอาจารย์นิรันดร์มาเรียนนั้น เป็นอาคารเรียนใหม่ เราเป็นนักเรียนรุ่นที่ 4 ตอนนี้คงเป็นรุ่นที่ 40 กว่าแล้วกระมัง เมื่อก่อนนี้มีเพียงชั้น ป.5-ป.7 แต่ละชั้นปีก็มี 10 กว่าห้อง แต่ปัจจุบันนี้มีชั้นอนุบาลด้วย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 23 ม.ค. 2552 (16:57)

อาคารเรียนตอนนั้น มีอยู่สองหลัง
หลังหนึ่งเป็นรูปตัว U มีอยู่ 4 ชั้น อีกหลัง น่าจะชั้นเดียวกระมัง เป็นห้องเรียนวิชาช่างสารพัดอย่าง เรียนทำกับข้าวด้วย ช่างไม้ เขียนแบบ ก็มีให้เรียน
เนื่องจากโรงเรียนเปิดใหม่ได้ไม่กี่ปี ผมจึงสอบเข้าได้ไม่ยากนัก
หากเป็นปัจจุบัน โรงเรียนมีชื่อเสียงมาก ผมไปสอบคงจะไม่ได้เรียนแน่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 23 ม.ค. 2552 (17:14)

ค่อย ๆ ระลึกความหลัง คิดว่าน่าจะมีสามหลัง สองหลังเป็นตึก
อีกหลังเป็นอาคารไม้สำหรับเรียนเขียนแบบ
จำได้ว่าเคยเล่นลูกหินที่หน้าอาคารไม้
กติกาโหดมาก คนชนะ จะกระทืบลูกหินของคนแพ้ให้จมดิน
คนแพ้จะต้องเอาฟันขุดขึ้นมา
นึกแล้วสยองมาก ไม่รู้ว่าตอนนั้นเล่นกันเข้าไปได้อย่างไร


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 23 ม.ค. 2552 (18:15)
127080

ถูกต้องแล้วครับ มีอาคาร 3 หลัง อาคารที่เราเรียนกันจริงจังคืออาคาร 1 เป็นรูปตัว U เรานั่งเรากันประจำห้อง นอกจากบางวิชาต้องไปห้องเฉพาะ เช่น ห้องศิลปะ ห้องช่างหนัง เป็นต้น ส่วนวิชาเขียนแบบเราไปเรียนกันที่โรงฝึกงานที่อาจารย์นิรันดร์ไปเล่นลูกหินนั่นแหละครับ ด้านข้างโรงฝึกงานมีต้นมะขามเทศสูงใหญ่อยู่ 2 ต้น เคยแอบสอยเอาลงมากินเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยอร่อย

สนามของโรงเรียนบริเวณอาคารรูปตัวยูสมัยก่อนยังเป็นดิน มีหญ้าปกคลุมหลอมแหลม จำได้ว่าพอฝนตกลงมาทีไร ได้กลิ่นดินหอมโชยมา เป็นธรรมชาติดีจัง

ส่วนอาคาร 2 นั้นได้มาใหม่ทีหลังอยู่ใกล้กับห้าแยกพลับพลาชัย ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนตอนเรียนขั้น ป.7 ได้ไม่กี่ครั้ง ก็จบจากโรงเรียนแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 25 ม.ค. 2552 (00:36)

สนามของโรงเรียนที่นักเรียนยืนเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ตอนเช้านั้น สมัยก่อนเป็นดินที่เพิ่งปรับ บางส่วนที่ห่างออกไปยังมีหญ้าขึ้นสูง พื้นดินบางส่วนเป็นแอ่ง เวลาฝนตกลงมาจะมีน้ำขังอยู่ ช่วงหน้าฝนจะมองเห็นลูกอ๊อด และคางคกตัวเล็กๆกระโดดอยู่มากมาย เวลาเข้าแถวหน้าเสาธง คางคกตัวเล็กๆพวกนี้ก็จะกระโดดหนีกันจ้าระหวั่น

นักเรียนสมัยก่อนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.4 จะใช้ดินสอกัน พอขึ้นป.5 จะเริ่มได้ใช้ปากกา พวกเรารู้สึกเห่อมากที่ได้ใช้ปากกา เพราะรู้สึกว่า "เราโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว" ปากกาลูกลื่นสมัยก่อนยังไม่เป็นที่นิยม ปากกาลูกลื่นเพิ่งจะถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาโดยชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ BIC สมัยก่อนนี้เราจึงเรียกว่าปากกาลูกลื่น BIC สมัยนั้นเราใช้ปากกาหมึกซึมกัน เวลาจะเติมหมึกก็ต้องใช้วิธี "สูบหมึก" เข้าไป หมึกหลอดเพิ่งจะมีจำหน่าย 2-3 ปีต่อมา หมึกที่เป็นที่นิยมมากในสมัยนั้นคือหมึกจากเยอรมนียี่ห้อ "เกฮา (GEHA)" พวกเรามักจะต้องพกพาขวดหมึกไปโรงเรียนด้วย และในการเรียนเขียนอังกฤษ เราก็ต้องใช้ปากกา "คอแร้ง" ด้วย

127504

จำได้ว่าผมกับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันตอนที่เริ่มเข้าโรงเรียน ชื่อ"วิชัย แซ่ชั่ง" เราชอบแอบจับคางคกตัวเล็ก 2-3 ตัวใส่ถุงพลาสติกเอาขึ้นไปเล่นบนห้องเรียน วิธีเล่นของเราก็คือ หยดหมึกลงไปบนตัวคางคกเล็กๆ แล้วให้มันไปกระโดดใส่เสื้อเพื่อน ให้เป็นรอยเท้าคางคก เหยื่อรายแรกของเราเป็นเพื่อนนักเรียนใหม่เหมือนกัน ชื่อ "พิชัย เมธารักษ์ชีพ" (ตอนหลังไปเรียนต่อที่สวนกุหลาบ ไม่ได้พบกัน 40 กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่งหนไหนกันแล้ว) เสื้อด้านหลังของพิชัยมีรอยเท้าคางคกเป็นทางยาว งดงามมาก โดยที่เพื่อนไม่รู้ตัว รู้สึกสนุกมากที่ได้แกล้งเพื่อน ตามประสาเด็ก แต่เราก็รู้ว่าหมึกที่ใช้นี้เป็นหมึกที่ซักออกได้ เพื่อนก็ไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เรายังรู้สึกว่าเหตุการณ์เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 25 ม.ค. 2552 (02:59)
127241

นักเรียนสมัยนี้โชคดีกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับโอกาสในการค้นคว้าหาความรู้ เดี๋ยวนี้เราสามารถค้นหาอะไรๆได้รวดเร็วจากแหล่งข้อมูลสากลมหาศาล นั่นคืออินเตอร์เน็ต

ผมแอบเข้าไปหาข้อมูลของเพื่อน "พิชัย เมธารักษ์ชีพ" ใน google ก็ค้นพบแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนคงทำไม่ได้ พ่อผมเคยเล่าว่าเราสามารถเดา "แซ่" ของคนจากนามสกุลที่เขาใช้ได้ เช่น "เมธารักษ์ชีพ" แบบนี้ต้อง "แซ่โค้ว"  หรือนามสกุลพวกที่มีคำว่า "อัศวะ" ทั้งหลาย ต้องเป็น "แซ่เบ๊" เป็นต้น โดยอาศัยความหมายในภาษาจีนแล้วแปลให้ตรงกับความหมายภาษาไทย

ช่วงชีวิต 3 ปีที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไม่ค่อยได้เรียนจริงจัง แบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ ซึ่งเอาแต่เล่นสนุกไปวันหนึ่งๆ มีอะไรแปลกใหม่ที่สนุกๆ เราก็ชอบทำ แต่ไม่ชอบเรียน มีเกมส์การแข่งขันอะไรใหม่ๆที่พอจะได้รางวัล เราจะชอบมาก จำได้ว่าตอนเรียนชั้น ป.5 บริษัทผงซักฟอก "แฟ้บ" ออกของเล่นมาให้เด็กแลกซื้อจากฉลากของผงซักฟอก เป็น"ลูกข่างแฟ้บ" แล้วมีการตามล่าหาคนเก่งไปแข่งขันชิงรางวัล ทุกๆสัปดาห์จะต้องหาเด็กที่เล่นลูกข่างเก่งๆไปออกรายการโทรทัศน์ ผมเองสมัยนั้นก็ไม่ค่อยชอบเรียนอยู่แล้ว เอาแต่เล่นลูกข่างอย่างแข็งขัน

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังฝึกซ้อมลูกข่างอยู่ที่สนามวัดเทพศิรินทร์ มีผู้ชายคนหนึ่งเฝ้ามองผมเล่นลูกข่างอยู่นาน จากนั้นก็เดินเข้ามาถามว่า "ไอ้หนู ไปเล่นลูกข่างออกโทรทัศน์ไหม" ผมได้แต่มองหน้าชายคนนั้น แต่ไม่ได้พูดอะไร "เพราะแม่สั่งว่าไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า!" แต่มาคิดดูอีกที มันก็น่าจะลองดู ผมเลยบอกไปว่า น้าคอยผมเดี๋ยวได้ไหม ผมไปขอแม่ก่อน จากนั้นผมก็รีบวิ่งกลับบ้านไปถามแม่ แม่บอกว่า "รีบๆไปเลยลูกเป็นโอกาสแล้ว" ผมก็เลยจัดแจงแต่งชุดนักเรียนวิ่งกลับไปหาชายคนนั้น ปรากฏว่าเขาเป็น "แมวมอง" จากบริษัท "ผงซักฟอกแฟ้บ" พาผมไปออกรายการแสดงการเล่นลูกข่างออกโทรทัศน์ครั้งแรกในชีวิต (ยังมีอีกหลายครั้งต่อมา ในเรื่องอื่นๆ)

ระยะเวลาผ่านไป 40 กว่าปีมาแล้ว ผมไม่เคยลืมเลือนการเล่นลูกข่างท่าแปลกๆเลย นอกจากนั้น ทุกวันนี้ยังมีโอกาสไปแสดง Science Show ตามประเทศต่างๆทั่วโลก ผมเป็นต้องโชว์ลีลาการเล่นลูกข่างประกอบการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ เรียกเสียงปรบมือได้ทุกครั้งไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 26 ม.ค. 2552 (11:06)
127420

บนหน้าอกเสื้อของเราจะปักอักษรย่อของโรงเรียนว่า "ส.พ.ช." เราก็สงสัยว่า ชื่อโรงเรียนวัดพลับพลาชัย มันจะย่อว่า "ส.พ.ช." ได้อย่างไร มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่พอสอบถามครู ก็ได้ความว่า "ส.พ.ช." หมายถึงโรงเรียนสามัญวัดพลับพลาชัย ส. ย่อมาจากคำว่า "สามัญ" สมัยก่อน 40 กว่าปีมาแล้ว ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาจัดระบบการศึกษาอย่างไรกับคำว่า "โรงเรียนสามัญ" ใครทราบช่วยกรุณาชี้แนะด้วยนะครับ ยังมีอีกโรงเรียนหนึ่งที่อาคารเรียนเหมือนกับโรงเรียนเรา (แบบแปลนเดียวกันเลย สงสัยประมูลงานได้ที่เดียวหลายโรงเรียน) คือ โรงเรียนพญาไท ปักอักษรย่อว่า "ส.พ.ท."
แต่ที่แน่ๆคือ จากโรงเรียนของเราไปทางบ้านบาตร หรือแถวการประปานครหลวง หรือแถวภูเขาทองนั่นเอง ซึ่งไม่ห่างจากโรงเรียนเท่าไรนัก จะมีโรงเรียนฝึกอาชีพที่มีชื่อว่า "โรงเรียนสารพัดช่าง" สมัยก่อนนั้นเราเดินผ่านโรงเรียนนี้กันเป็นกลุ่ม ชาวบ้านมักจะเข้าใจผิดคิดว่าพวกเราเรียนที่ "โรงเรียนสารพัดช่าง" เพราะเขาเห็นอักษรย่อ ส.พ.ช. ซึ่งมันน่าจะมาจากคำว่า ารพัช่าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 26 ม.ค. 2552 (13:29)

เท่าที่ผมทราบ
โรงเรียนประถมในกรุงเทพฯ สังกัดหลายหน่วยงาน
หากสังกัดมหาวิทยาลัยก็จะมีส.นำหน้าด้วยเหมือนกัน
ซึ่งมาจากคำว่าสาธิต
แล้วก็มีสังกัด กท.ม.
ส่วนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จะแยกสังกัดกรม
ตามระดับการศึกษา คือ เมื่อเป็นระดับประถมศึกษา จะสังกัดกรมสามัญศึกษา
หากเป็นระดับมัธยมศึกษา ก็จะสังกัด กรมวิสามัญศึกษา
โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็นโรงเรียนวัดที่สังกัดกรมสามัญศึกษา
จึงมีคำนำหน้าว่าสามัญ...
ด้วยว่าโรงเรียนวัดหลายแห่งสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
หรือไม่ก็สังกัด กท.ม.


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 27 ม.ค. 2552 (03:18)
"วิชัย แซ่ชั่ง" เป็นเพื่อนใหม่คนแรกที่ผมรู้จักตอนที่เข้าเรียนวันแรกที่โรงเรียน วิชัยเป็นคนสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ บ้านอยู่แถว วัดแก้วฟ้า คุณแม่ของวิชัยดูท่าจะรักลูกชายมาก มารับมาส่งทุกวัน เวลาเราเรียนเรื่องเกี่ยวกับความรักของแม่ ผมมักจะเอาเรื่องคุณแม่ของวิชัยมาเป็นตัวอย่างในห้องเรียน จนวิชัยดูจะหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน

สัปดาห์แรกที่เข้าเรียน ทุกอย่างดูใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกอย่าง ผมไปไหนมาไหนกับวิชัยตลอด เราเดินสำรวจโรงเรียนใหม่ของเราแทบทุกซอกมุม แล้วเราก็มาหยุดที่ห้องสมุดของโรงเรียน หน้าห้องสมุดมีป้ายเขียนไว้ว่า "รับสมัครนักเรียนช่วยงานห้องสมุด" ผมกับวิชัยอยู่ว่างๆ ก็เลยชวนวิชัยไปทำงานในห้องสมุดด้วยกัน

127506

เรได้รู้จัก "ครูภัททิยา ดุลยศักดิ์"(ดูรูป) ซึ่งเป็นครูบรรณารักษ์ห้องสมุดของโรงเรียน ท่านเป็นคนมีเมตตามาก ครูจะพูดจานิ่มนวลมาก และมีวิญญาณของความเป็นครูสูง ครูสอนให้เรารู้จักห้องสมุด รู้จักคุณค่าของหนังสือ นักเรียนที่มาช่วยงานในห้องสมุดจะต้องเสียสละเวลาส่วนตัว คือต้องรีบรับประทานอาหารกลางวันให้เสร็จอย่างรวดเร็วแล้วมาช่วยให้บริการงานต่างๆในห้องสมุด เช่นบริการยืม-คืนหนังสือ จัดเก็บหนังสือ ให้บริการต่างๆแก่ผู้มาใช้หนังสือ ตลอดจนซ่อมแซมหนังสือที่เสียหาย

คุณครูภัททิยา ท่านคงไม่ทราบว่าท่านได้สอนให้ผมได้รู้จักสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตของผม คือการรักการอ่าน การใช้ห้องสมุด การค้นหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจน การเสียสละเพื่อสังคม ผมและวิชัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดหมวดของหนังสือตามเลขหมาย ตลอดจนการเข้าเล่ม การซ่อม และการดูแลหนังสือ สิ่งที่เราภาคภูมิใจก็คือ ครูจะมอบป้ายติดหน้าอกที่เขียนว่า "กรรมการนักเรียน" เรามักจะติดป้ายที่หน้าอกโชว์อยู่เสมอ เราได้สิทธิพิเศษที่ต่างจากนักเรียนคนอื่นคือจำนวนและเวลาในการยืมหนังสือ

หนังสือในหมวดหมายเลข 500 เป็นหมวดที่ผมชอบที่สุด คือหนังสือในหมวดวิทยาศาสตร์ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งคือ "ประวัติไมเคิล ฟาราเดย์" อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่ามีชีวิตเหมือนท่าน คือ ไมเคิล ฟาราเดย์ เคยเป็นเด็กที่ทำงานร้านหนังสือ มีหน้าที่ เย็บเล่มและซ่อมแซมหนังสือเหมือนที่พวกเรากำลังทำอยู่ จนได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่งที่ เซอร์ฮัมฟรี เดวี่ เอามาซ่อม  ไมเคิล ฟาราเดย์ ก็ได้อ่านและติดตามผลงาน จนกระทั่งได้เป็นนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ชอบวิชาวิทยาศาสตร์และอยากเป็นนักฟิสิกส์ ซึ่งก็ได้เป็นนักฟิสิกส์ดังที่ตั้งใจไว้

นอกจากการหาความรู้จากห้องสมุดแล้ว ตอนหลังผมยังคบเพื่อนเข้ากลุ่มทางไสยศาสตร์ด้วย มีเรื่องราวที่แปลกๆทางวิญญาณ เหลือเชื่อและน่าตื่นเต้นอีกมาก ซึ่งจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 27 ม.ค. 2552 (12:48)
127529

นักเรียนกำลังคารวะครูภัททิยาในพิธีไหว้ครู พ.ศ.2508


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 27 ม.ค. 2552 (12:55)
127530

ครูสมบัติกำลังนำสวดมนต์ในพิธีไหว้ครู พ.ศ.2508

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 27 ม.ค. 2552 (13:13)
127531

กีฬาภายในโรงเรียน ที่เห็นด้านหลังขวามือคืออาคารเรียนหลังใหม่(สมัยนั้น) ตรงกลางคือพระอุโบสถที่กำลังสร้าง ส่วนโรงฝึกงานที่กล่าวในตอนต้นนั้น ถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังคงมีต้นมะขามเทศให้เห็นอยู่ตรงหน้าโบสถที่กำลังก่อสร้าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 27 ม.ค. 2552 (14:28)
โรงเรียนของเราตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนชาวจีน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวจีน จะสังเกตุเห็นว่านักเรียนใช้ "แซ่" กันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็ทำการค้าบริเวณนั้น มีอยู่บ่อยครั้งที่นักเรียนช่วยเหลือทางบ้านโดยเอาของมาขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกขนมขบเคี้ยว ทำให้นักเรียนคนอื่นๆอีกหลายคนต้องติดหนี้ติดสินกันวุ่นวายไปหมดโดยไม่เป็นอันเรียน ทางโรงเรียนจึงสั่งห้าม ใครเอามาขายก็จะถูกลงโทษ การลงโทษสมัยนั้นคือการ "เฆี่ยน" หากเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือการถูกเฆี่ยนหน้าเสาธงในตอนเช้า เพื่อให้ทุกคนเห็นจะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันนี้ครูจะเฆี่ยนตีเด็กไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดอาญา (ปัจจุบันนักเรียนต่อยตีครู ฆ่าเพื่อนนักเรียนต่างสถาบันกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีความเกรงกลัวกันแม้แต่น้อย! หาคนมาลงโทษในความผิดอาญายังไม่เจอกันเลย)

127550

ครูประจำชั้นคนแรกเมื่อผมเริ่มเข้าเรียนชั้นป.5/11 (ชั้นป.5สมัยนั้นมี 15 ห้องเรียน ผมอยู่ห้องที่ 11)คือ ครูวิไล คำทรงศรี (ดูรูป) จำได้ว่าสามีของครูวิไล เป็นนายตำรวจใหญ่ที่โรงพักสำราญราษฎร์ ท่านจะขับรถโฟล์คสวาเก้นมาส่งคุณครูทุกวัน ผมไม่เคยเห็นคุณครูวิไลเฆี่ยนตีเด็กนักเรียนเลยสักครั้ง แต่ผมก็เคารพและยำเกรงครูมาก เวลาเราทำอะไรผิด ครูวิไลจะนิ่งเงียบและมองด้วยสายตาที่เหมือนกับจะบอกให้เราสำนึก ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา ผมรู้สึกว่าสายตาที่ครูมองเพื่อให้เราสำนึกเองแบบนี้ มันเจ็บปวดยื่งกว่าการเฆี่ยนตีเสียอีก

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 27 ม.ค. 2552 (15:22)
127555

ในความเห็นที่ 3 ของอาจารย์นิรันดร์พูดถึงเพื่อนที่ชื่อ สุวิชช์ มะโนทัย ที่บ้านทำเกี่ยวกับงานโลหะที่อาจารย์นิรันดร์เอามาทำกระดิ่งไฟฟ้า มีชื่อร้านว่า "เทพศิรินทร์โลหะกิจ" อยู่ข้างๆโรงเรียน เวลาผมกับอาจารย์นิรันดร์เดินกลับบ้านต้องผ่านร้านนี้ทุกวัน คุณพ่อสุวิชช์มีฐานะดี สังเกตุได้จากการที่สุวิชช์สวมนาฬิกาเรือนทองราคาแพงมาโรงเรียนทุกวัน ทำให้เราอดอิจฉาตาร้อนไม่ได้ตามประสาเด็ก

ผมได้เรียนรู้เริ่องพระเรื่องเจ้า ธัมมะธัมโมก็เพราะสุวิชช์นี่แหละครับ จึงนับว่าสุวิชช์เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งของผม สุวิชช์มีหลวงลุงที่เขาเคารพนับถืออยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ บางครั้งผมก็มาวิ่งเล่นที่บ้านของสุวิชช์ สุวิชช์ไปวัดบ่อย ผมก็เลยพรอยเข้าวัดไปด้วย ใกล้กับกุฏิหลวงลุงของสุวิชช์เป็นกุฎิที่สุวิชช์เรียกว่า "พระนักวิทยาศาสตร์"

ก่อนจะเข้ากุฎิจะต้องกดกระดิ่งวิทยาศาสตร์ และโต้ตอบกันด้วย Intercom นับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น ภายในกุฎิมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่หลวงพี่นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ขึ้นเองได้อย่างน่าทึ่ง เด็กวัดคนไหนทำผิด หลวงพี่จะมีวิธีลงโทษที่แปลก จนเด็กวัดไม่กล้าทำความผิด นั้นคือ หลวงพี่จะเอาขี้เต่าจากรักแร้ของหลวงพี่มาป้ายที่จมูก ผมเองก็เคยโดนหนึ่งครั้ง โอโห! ผมไม่พยายามทำผิดอีกเลย

สุวิชช์มีพี่สาวอีกหนึ่งคนชื่อ ขนิษฐ์ มะโนทัย ทั้งสองพี่น้อง(ดูรูป)ย้ายมาจากโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีเหมือนอาจารย์นิรันดร์และผม มีเรื่องที่พวกเราคิดว่าสนุกแต่สองพี่น้องนี้อาจคิดว่าไม่สนุก

สมัยก่อนอหิวาห์ตกโรคระบาดอยู่บ่อยครั้ง กระทรวงสาธารณสุขมักจะมาฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่นักเรียนบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีการฉีดยา ขนิษฐ์ มักจะต้องร้องไห้โฮเสียงดังทุกครั้ง บางที่ก็ร้องไห้ก่อนฉีดยาเสียอีก พวกเรานักเรียนชายที่ทะลึ่งทั้งหลายมักจะไปนั่งเชียร์กันใกล้ๆ แล้วทายกันว่า ปีนี้ ขณิษฐ์จะร้องไห้หรือไม่ และถ้าร้องไห้ จะร้องก่อนเข็มแทง หรือหลังเข็มแทง ไม่ว่าจะมีใครตอบถูกหรือตอบผิดเราก็มักจะส่งเสียงเฮกันเป็นที่สนุกสนาน จนสุวิชช์ค่อยข้างไม่พอใจ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 27 ม.ค. 2552 (16:05)
127558

โรงเรียนของเราอยู่ข้างวัดเทพศิรินทร์ อีกฝั่งหนึ่งของวัดเทพศิรินทร์เคยมีโรงภาพยนต์โรงหนึ่ง คือ "โรงภาพยนต์เฉลิมเขตร์" ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 (ปีเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม) ผมอาศัยอยู่ที่บ้านหลังโรงหนังเฉลิมเขตร์ ดูในรูปจะเห็นว่าสมัยก่อนตำรวจจราจรจะไปยืนบนแท่นโบกรถอยู่กลางสี่แยก จำนวนรถราก็ไม่มากเหมือนปัจจุบัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 27 ม.ค. 2552 (16:24)

ลองมองย้อนไป
ผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไม การเอาของมาขายที่โรงเรียนถึงได้เป็นความผิดนักหนา
ถึงขั้นต้องเฆี่ยนตีกันด้วย
อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองในโรงเรียนก็เป็นได้
ตอนนั้น
ผมได้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ ๕๐ สตางค์
หากผมซื้อขนมหรือของเล่นที่เพื่อนเอามาขาย
ผมก็จะไม่มีสตางค์เหลือไปซื้อของอื่นในโรงเรียน
หากนักเรียนทำแบบนี้มาก ๆ ของที่โรงเรียนเตรียมไว้ขาย
ก็จะเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก แต่โรงเรียนก็ไม่ได้ห้ามเด็กเอาข้าวจากบ้านมารับประทานที่โรงเรียน
ผมคนหนึ่งที่ต้องห่อข้าวหรือนำข้าวกล่องมากินที่โรงเรียน
แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่กินไม่ได้
ก็เพราะข้าวบูดก่อนถึงเวลากินข้าวกลางวัน ก็ต้องอดเอา
กล่องข้าวตอนนั้นเป็นกล่องอลูมิเนียมสี่เหลี่ยม
ข้าวและกับก็ใส่มารวมกัน โอกาสบูดสูงมาก
เมือไม่ได้กินข้าวตามเวลา ก็ปวดท้องหิว
อาจเป็นสาเหตุให้ผมเป็นโรคกระเพาะเรื้องรังมาจนถึงทุกวันนี้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 27 ม.ค. 2552 (16:44)
127560

พูดถึงเรื่องหนังในสมัยนั้น เนื่องจากมีลูกคนจีนอยู่มากหนังเพลงยอดนิยมสมัยนั้นคือ "เพลงรักชาวเรือ" หรือที่เรียกว่าหนังเพลงของ "หลิว ซาน เจี่ย" เพลงเอกที่โด่งดังไปทั่วเอเชียได้แก่เพลงที่เราเรียกว่า "เพลงชาวเรือ เอ๋เอ" นักเรียนหลายคนถึงกับเอามาดัดแปลงเป็นเพลงเชียร์กีฬาของโรงเรียน เชิญฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=31994.0

ส่วนเพลงฝรั่งที่กำลังโด่งดังในยุคนั้นที่นักเรียนหลายคนนิยมชมชอบคือ "Love me do", "She loves you" และอื่นๆ  ของ The Beatles


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 27 ม.ค. 2552 (18:07)
127575

เพลงรักชาวเรือ อาจเรียกได้ว่าเป็นหนังเพลงอมตะของชาวจีนเรื่องหนึ่งที่เดียว หลังจากช่วงเวลาที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยผ่านไป 40 กว่าปี ผมได้มีโอกาสมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่เมืองกุ้ยหลิน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของตำนานเพลงรักชาวเรือที่ว่านี้ ที่อำเภอหยางซั่ว ของเมืองกุ้ยหลินมีการแสดงบนเวทีกลางน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลกของหลิวซานเจี่ย โดยผู้กำกับชื่อดังระดับโลก คือ จางอี้เหมา ผู้ออกแบบการแสดงพิธีเปิดโอลิมปิกส์ที่กรุงปักกิ่ง ปี 2008 ที่ผ่านมา ดูรูปนางเอกเปรียบเทียบหลังจากเวลาผ่านไป 40 กว่าปี แต่การแสดงใช้คนหนุ่มสาวแสดงนะครับ ไม่ใช้ให้นางเอกสูงอายุมาแสดง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 27 ม.ค. 2552 (18:12)
127577

การแสดงบนเวทีกลางน้ำที่กล่าวถึงนี้มีชื่อเรียกว่า "Impression" ตั้งแต่ผมมาทำงานที่กุ้ยหลินเข้าปีที่ 4 แล้ว มีแขกจากเมืองไทยมาเยี่ยมคราใดเป็นต้องได้พาแขกมาชมทุกครั้ง การแสดงน่าตื่นตาตื่นใจมาก  สามารถชม Video clip ตัวอย่างการแสดงได้ที่นี่ครับ http://www.youtube.com/watch?v=ib6AmWYpUac


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 28 ม.ค. 2552 (01:57)
อาจารย์นิรันดร์กับผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่า เราเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง และไม่ค่อยชอบเรียน แต่ถ้าเมื่อใดที่มีกิจกรรมพิเศษที่ไม่ต้องเรียนหรือได้ไปทัศนศึกษานอกสถานที่เราจะชอบมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โรงเรียนพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่วัดพระแก้ว ผมรู้สึกสนุกมาก ครูวินัย สุขยืด (ครูประจำชั้นของอาจารย์นิรันดร์ ตอนเรียนชั้น ป.7) ท่านสอนวิชาสังคมศึกษา ท่านเอาแผนผังวัดพระแก้วมาแจก ผมชอบมากจำตำแหน่งได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นศาลารายที่อยู่รอบพระอุโลสถ รูปปั้นฤษี เจดีย์ทอง หรือแม้แต่นครวัดนครธมจำลองที่อยู่ใกล้กัน รู้สึกตัวว่าแปลกอยู่เหมือนกัน ผมจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้มากมายและแม่นยำ แต่ที่เรียนในห้องเรียนไม่ยักจะจำได้ จากการประเมินผลการเรียน เราเป็นพวกค่อนข้างเรียนแย่มาก ครูบางคนอาจบอกว่าเป็นพวกโง่ก็ว่าได้ นี่ยังไม่เท่าไรนะครับ ตอนที่ผมอยู่ชั้นอนุบาล 2 คุณครูท่านเป็นห่วงผมมาก ถึงกับไปปรึกษาพ่อและแม่ของผมที่บ้าน โดยแจ้งว่า ลูกชายของท่านน่าจะเป็นพวกปัญญาอ่อน เล่าว่าผมไม่ค่อยพูดจากับใคร ไม่ชอบเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ให้ไปนอนตอนกลางวัน ก็ไม่ยอมนอนท่าเดียว เอาแต่เหม่อมองดูท้องฟ้า หรือไม่ก็เดินสำรวจมดหรือเศษดินเศษหินตามพื้น ผมเองก็ไม่รู้ตัวครับ พ่อกับแม่เล่าให้ฟัง

127608

มีรูปเก่าที่ถ่ายที่วัดพระแก้วถ่ายกับครูทองทิพย์ ยิ้มชูเดช มีเพื่อนอยู่ 2 คนที่ยังจำได้ดี คือ อรุณ เจียมพิจิตร เป็นนักวิ่งลมกรดของโรงเรียน ชอบสวมกางเกงตัวใหญ่ขากว้าง เวลาวิ่งพริ้วลมมาก ดูแล้วไม่น่าจะเร็วขนาดนั้นเลย อรุณมีจักรยานเสือหมอบคู่ใจ ไปไหนมาไหนไกลๆเขาก็จะใช้จักรยานเป็นพาหนะ เป็นนักกีฬาของโรงเรียนที่แข็งแรง ปัจจุบันเป็นนายตำรวจใหญ่ที่ไหนสักแห่งผมก็ไม่แน่ใจ อีกคนหนึ่งคือ จุฑาธิป อยู่เย็น เป็นนักเรียนหญิงที่น่ารัก พูดจาไพเราะ เวลายิ้มฟันขาวสวยมาก เจอกันครั้งล่าสุดราวปี พ.ศ.2517 ตอนนั้นผมอยู่ในวงดนตรีโฟล์คซองที่ตั้งกันเองที่จุฬาฯ แต่ไปช่วยร้องงานค่ายอาสาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ไปเจอจุฑาธิปเรียนอยู่ที่นั่น ปัจจุบันไม่ทราบอยู่ที่ไหนครับ

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 28 ม.ค. 2552 (04:44)

ดูจาก end product (คุณแขชนะ กับ อาจารย์นิรันดร์) ส.พ.ช. คงมีครูดีๆอยู่หลายคน


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5945 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 28 ม.ค. 2552 (08:30)

มีชั้น ป. 5 ตั้ง 15 ห้องในยุคนั้นตามที่ ดร. แขชนะ เล่ามา
ต้องเป็นโรงเรียนหลวงชั้นนำในกรุงเทพฯ ค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 28 ม.ค. 2552 (08:33)

รูปใน #29  นางเอกในอดีต ปัจจุบันวัย 60 เศษ ก็ยังดูสวยมากนะคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 28 ม.ค. 2552 (09:54)

คุณหมอศานติและคุณครูไผ่ครับ ตอนผมเป็นเด็ก หากผมตั้งใจเรียนสักหน่อย
ผมก็คงจะได้ดีกว่านี้มาก คะแนนของผมจะอยู่รั้งท้ายในห้องเสมอ
กระนั้น ผมก็ยังได้สิ่งดีดีจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ไม่เคยลืมพระคุณโรงเรียน
ก็มีหลายครั้งที่ผมกลับไปที่โรงเรียนฯ อยากไปกราบไปคุยถึงความหลังกับครู ๆ ท่าน
แต่ก็ไม่มีครูท่านจำได้ ก็ไม่ได้เสียใจหรอกครับ เพราะท่านมีลูกศิษย์มากหลายปีเข้า
ก็ต้องลืมไปบ้าง ผมก็ไม่สามารถจำลูกศิษย์ของผมได้เหมือนกัน
เดี๋ยวนี้ ครูที่เคยสอนผมท่านก็เกษียณไปหมดแล้ว (ก็จะไม่เกษียณได้อย่างไร
ผมเองก็ใกล้เกษียณอยู่แล้ว ) ผมก็เลยไม่ได้กลับไปที่โรงเรียนอีก
แต่เมื่อใดที่ผ่านโรงเรียนพร้อมกับลูก ผมก็จะชี้ให้ลูกดูและเล่าเรื่องหลังให้ลูกฟัง
จนบางครั้งลูก ๆ ก็จะดักคอเล่าแทน

ผมรู้สึกว่าดีมากที่โรงเรียนสอนวิชาที่สามารถทำงานได้จริง
เช่น ทำกับข้าว ต่อไฟฟ้า เย็บหนัง ฯลฯ
มันช่วยให้ผมสามารถทำความเข้าใจกับบทเรียนในชั้นมัธยม
ที่ต้องเรียนในอนาคตได้อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์

เมื่อกล่าวว่าโรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็นโรงเรียนที่มีพระคุณต่อผมแล้ว
ก็ยังมีอีกสองเรียนเรียนที่หากไม่กล่าวถึงก็อาจเป็นเด็กที่ไม่รู้จักกตัญญูก็ได้
นั่นก็คือโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีย์ กับโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
แต่หากเล่าที่นี้ ก็จะผิดไปจากหัวข้อกระทู้ของ ดร.แขชนะ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 28 ม.ค. 2552 (11:04)
ครูไผ่ครับ สมัยที่ผมเรียน นอกจากชั้นป.5 จะมี 15 ห้องแล้ว ป.6 ก็มีถึง 17 ห้อง และ ป.7 มี 14 ห้อง รวมหั้งหมดแล้วมี 46 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนในห้องสมัยก่อนก็ไม่มากเท่าสมัยนี้

แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังมีห้องเรียนพิเศษอื่นๆ เช่นห้องศิลปะ ห้องช่างหนัง ฯลฯ

127617

ในห้องศิลปะซึ่งเป็นห้องของครูอนุวิจน์ โอวาทะสาร (ดูรูป)เป็นห้องที่มีการตกแต่งประดับประดาสมเป็นห้องศิลปะ แม้แต่การแต่งกายของครูอนุวิจน์ ก็แลดูทันสมัยแปลกตากว่าครูท่านอื่นๆ คือดูแล้วสง่างาม เป็นทางการมาก เป็นแบบของศิลปิน

ภายในห้องมีคำกลอนพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่เขียนไว้ว่า.......

14387

ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก
ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย
จำเริญตาพาใจให้สบาย
อีกร่างกายก็พลอยสุขสราญ


ผมชอบมากก็ไปค้นหาต่อพบว่า เป็นพระราชนิพนธ์จาก ..สามัคคีเสวก

...อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์
เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า
ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำเริญตา
เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย
ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก
ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย
จำเริญตาพาใจให้สบาย
อีกร่างกายก็พลอยสุขสราญ

แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม
เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร
เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ
โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ

และยังพบว่าพระนามแฝงของพระองค์ยังมีอีกมาก เช่น อัศวพาหุ รามจิตติ ศรีอยุธยา นายแก้วนายขวัญ พันแหลม ฯลฯ

ต้องให้อาจารย์นิรันดร์มาเล่าต่อดีกว่าสำหรับเรื่องกาพย์ เรื่องกลอน

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 28 ม.ค. 2552 (15:00)
สมัยก่อน 40 กว่าปีมาแล้ว กีฬาเทนนิสยังไม่นิยมแพร่หลายเหมือนปัจจุบัน หลายคนอาจกล่าวว่าเป็นกีฬาของพวกผู้ดี หรือคนในวงสัมคมชั้นสูงสมัยนั้น โดยเฉพาะลูกหลานของนักเรียนนอกที่จบมาจากอังกฤษ

ผมเห็นพี่สาวและพี่ชายของผมเล่นเทนนิสแล้วอยากเล่นบ้าง ต้องรอจนกระทั่งโตพอ ตอนนั้นเรียนชั้นป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พ่อผมก็พาไปสมัครเรียนเทนนิส ที่ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมัยก่อนตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านพิษณุโลก มีสนามเทนนิสที่เป็นแบบสนามหญ้า ต้องใช้ลูกกลิ้งหนักๆมาอัดพื้นก่อนเล่น ต้องแต่ชุดขาว เวลาเดินไปตามถนนหนทางมีแต่คนมอง เพราะไม่ค่อยมีคนเล่นมากนัก มีครูสอนทั้งไทยและต่างชาติ จำได้ว่ามีครูจากฟิลิปปินส์มาสอนด้วย ชื่อ"ครูโบตี้" พูดไทยได้แต่ไม่ชัด

เพื่อนๆเด็กๆที่มาเล่นด้วยกันก็ล้วนแต่เป็นลูกเศรษฐี หรือไม่ก็พวกลูกครึ่งฝรั่ง พ่อแม่ที่มาส่งก็ขับรถหรูๆมากันทั้งนั้น ผมก็ได้เพื่อนใหม่หลายคน คุยกันสนุกสนาน เขาคุยกันเรื่องเพลงฝรั่งๆที่กำลังฮิต ผมก็รู้เรื่องเพราะชอบฟังเพลงฝรั่ง และชอบเรียนภาษาอังกฤษจากเพลง ซึ่งก็ได้มาจากพี่สาวและพี่ชายนั่นเอง พวกเพื่อนๆพวกนี้เวลาพูดจาไพเราะเสนาะหูมาก พูด คุณ-ผม ครับ-ค่ะ เวลาตีลูกเทนนิสพลาด ก็มีการโค้ง และกล่าวคำขอโทษ มันช่างเป็นสังคมของผู้ดีเสียนี่กระไร

127658

อยู่มาวันหนึ่ง ผมเจอเพื่อนนักเรียนที่เรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยชื่อ ตั้งเซ่ยตี๋ แซ่ตั้ง (ดูรป) เขามารับจ้างเก็บลูกเทนนิสที่สนาม เพื่อหาเงินรายได้พิเศษช่วยครอบครัว ผมดีใจมาก เข้าไปพูดคุยอย่างสนุกสนาน ตั้งเซ่ยตี๋เล่นเทนนิสเก่งมาก มีไม้ตีเทนนิสเก่าที่ได้รับบริจาคมาจากคนที่เขาจะทิ้งแล้ว เนื่องจากผมเพิ่งจะเริ่มหัดตี ตั้งเซ่ยตี๋ก็ช่วยสอนให้ พอ "พวกผู้ดี" เห็นผมพูดคุยสนิทสนมกับเด็กรับจ้างเก็บลูก ก็ถามความเป็นมา พอรู้ว่ามาจากโรงเรียนเดียวกันเท่านั้น "ความเป็นเพื่อนผู้ดี" ก็มลายหายสิ้นไปในบัดดล พวกนี้แทนที่จะเรียก คุณ-ผม เหมือนเมื่อก่อน ก็กลับเรียกผมว่า "ไอ้ตี๋"

แต่ผมไม่สนใจคนพวกนี้อยู่แล้ว ผมเล่นเสร็จผมก็ตามตั้งเซ่ยตี๋กลับบ้าน ซึ่งอยู่แถวๆวัดญวนสะพานขาว ทางไปลำบากมากต้องลงไปลุยน้ำข้ามในคลองตื้นๆไปอีกฝั่งหนึ่งของลอนเทนนิส ลองนึกถึงภาพตอนแต่งชุดขาวลงลุยในคลองสิครับ แต่ผมก็สนุกมากที่ได้เล่นกับตั้งเซ่ยตี๋ เมื่อไปถึงบ้านตั้งเซ่ยตี๋ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี ความโอบอ้อมอารีย์และความมีน้ำใจของครอบครัวตั้งเซ่ยตี๋ ทำให้ผมรู้สึกสนุกและมีความสุขมาก มันช่างต่างจากที่ผมได้รับจาก "พวกผู้ดี" เหล่านั้นมากเหลือเกิน

"พวกผู้ดี"เหล่านั้นเป็นพวกที่มีโอกาสในสังคมพ่อแม่มีชื่อเสียง นามสกุลเป็นที่รู้จักในหน้าหนังสือพิมพ์ อีกทั้งยังมีเงิน ผมสงสัยตลอดเวลาแม้กระทั่งทุกวันนี้ว่า ลูกหลานของคนพวกนี้(บางคน) เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาเล่นการเมือง เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ไม่ว่าระดับใดก็ตาม เขาจะรู้และเข้าใจความเดือดร้อนและทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างจริงจังแค่ไหน เพราะในชีวิตของเขาจะอยู่แต่ในแวดวงของชนชั้นสูง บางคนเรียนหนังสือในสังคมของฝรั่งมาตลอด

ทุกวันนี้ เวลาผมดูข่าวทางโทรทัศน์ การให้สัมภาษณ์ของคนในแวดวงชั้นสูงที่พูดจาไพเราะเสนาะโสต มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะหวลระลึกถึงเหตุการณ์สมัยเด็กที่เกิดขึ้นกับผมที่ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทยฯ

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 28 ม.ค. 2552 (15:33)

อ่านเรื่องเล่าในอดีต ของอาจารย์มาตลอด แต่ไม่ได้เข้ามา กลัวจะขัดจังหวะ


สนุกดี ได้แง่คิดดีๆเยอะ แต่ไม่รู้ว่าเด็กๆอ่านด้วยหรือเปล่า


ฝากถึงอาจารย์ท่านอื่นๆด้วยคะ ถ้ามีเรื่องเล่าในอดีต นำมาเล่าสู่กันฟัง


จะดีมากๆเลยคะ  ขอบคุณมากนะคะ


รออ่านต่อคะ Yell


KNowarp
ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 28 ม.ค. 2552 (15:40)

ขอบคุณครับ
กรุณาเข้ามาขัดจังหวะบ่อยๆนะครับ ผมจะได้ไม่รู้สึกเหมือนคนบ้าที่พูดอยู่คนเดียว เข้ามาแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง หรือเสริมก็ได้ครับ จะยินดีมาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 28 ม.ค. 2552 (18:26)

ช่วงวันหยุด บางที่ผมอยากวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ แต่ก็หาไม่ค่อยได้ เพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่ต้องช่วยหาเงินรายได้เล็กๆน้อยๆช่วยเหลือทางบ้าน บางคนต้องนั่งเฝ้าร้านขายไข่ บางคนต้องเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ บางคนต้องเฝ้าแผงขายของที่ตลาด ที่พอจะเล่นด้วยได้ก็พวกเดินเร่ขายไอศกรีมแท่ง พวกเขาจะไปรับไอศกรีมแท่งใส่ในกระดิกกันความร้อนแล้วหิ้วด้วยตระกร้าหวาย เดินขายไปตามที่ต่างๆ ผมชอบแอบหนีแม่ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนพวกนี้ตามที่ต่างๆใกล้บ้าน สนุกมาก บางทีก็ช่วยเขาร้องขาย "ไอศกรีมครับ ไอศกรีมอร่อยๆมาแล้วครับ" เพื่อนหลายคนเดินเท้าเปล่า เพราะไม่มีเงินซื้อ ผมเองก็ลองเดินเท้าเปล่าไปกับเขาด้วย แต่ก็ทนได้ไม่นาน เพราะไม่เคยชิน กลับมาสวมรองเท้าตามเดิม

ช่วงที่สนุกที่สุดเห็นจะได้แก่การมีงิ้วมาแสดงประจำปี ย่านชุมชนยศเสใกล้ๆโรงเรียนของเราจะมีการทำบุญประจำปี มีงิ้วมีหนังกลางแปลงมาให้ความบันเทิงอยู่ราว 1 สัปดาห์ นอกจากเพื่อนๆจะขายไอศกรีมแล้ว ยังมีขายลูกโป่งสวรรค์ ขายข้างโพดคั่ว ขายเมล็ดแตงโม ผมนึกสนุกอยากลองขายดูบ้าง สอบถามเพื่อนดู เพื่อนบอกว่า ไปรับลูกโป่งสวรรค์มาขาย 7 ลูก ราคา 1 บาท แต่เวลาขายให้ขายลูกละ 25 สตางค์ หรือ 1 สลึง ถ้าขายหมดก็จะกำไร 75 สตางค์ ผมหนีแม่ไปอีกตามเคย กลัวแม่จะไม่ให้ไป ผมรับมา 7 ลูก 1 บาท วิ่งไป ร้องไป "โป่ง ครับโป่ง ลูกโป่งมาแล้วครับ" ผมเรียนรู้ว่าถ้ายืนร้องอยู่กับที่จะขายไม่ออก ต้องเดินไปด้วย และพยายามเข้าไปร้องใกล้ๆเด็กเล็กๆ พอเด็กอยากได้ พ่อแม่ก็จะซิ้อให้ ผมวิ่งขายอยู่หน้าโรงงิ้ว ลูกโป่งหลุดลอยไป 1 ลูก วิ่งสักพักก็ขายหมด สุดท้ายขายได้ 6 ลูก สรุปแล้วยังกำไร 50 สตางค์ สนุกมาก แม่ครัวที่บ้านเห็นผมโดยบังเอิญ ก็แอบไปฟ้องแม่ว่า เห็นคุณหนูแอบไปเร่ขายของตามข้างถนน แทนที่พ่อแม่จะว่า ท่านทั้งสองกลับหัวเราะชอบใจ บอกว่า "ดีแล้วลูก เราจะได้เข้าใจชีวิตจริงของเพื่อนๆ" ผมไม่เคยลืมช่วงชีวิตที่มีความสุขช่วงนั้นเลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 28 ม.ค. 2552 (19:06)

ดีจังที่มีคนมาขัดจังหวะบ้าง
กระทู้ที่ผมเปิดไว้ ไม่มีคนมาขัดจังหวะเลย จนผมอ่อนใจไม่ได้พลิกไปดูหลายวันแล้ว(ข้ามปีไปเลย)
ก็ยังเห็นมีคนเข้ามาชม เพราะยอดคนเปิดอ่านเพิ่มขึ้น
ก็คอยดูว่าคนชมกับเจ้าของกระทู้ ใครจะอึดกว่ากัน ตอนนี้ยังคอยคนขัดจังหวะอยู่ครับ

ตอนที่  ดร.แขชนะวิ่งขายลูกโป่ง
ก็นับว่าโชคดีนะครับ ที่เอาของไปขายในวัดได้ และบ้านก็ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก
บ้านผม ห่างจากโรงเรียนโขอยู่(นั่งรถเมล์ถึงสองต่อ) แต่บ้านผมก็อยู่ใกล้วัด
แต่อย่าได้คิดเอาของไปขายเลย
แถวบ้านผมมีเด็กแยะอยู่พอสมควร แบ่งเป็นสองพวกชัดเจนแบบสีแดงกับสีเหลือง
คือเด็กวัด กับ เด็กบ้าน
วันดีคืนดี(หรือร้ายก็ไม่รู้)ก็จะมีการยกพวกตีกัน ก็ไม่ถึงกับบาดเจ็บล้มตายหรอกครับ
แค่เขียว ๆ ช้ำ ๆ
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าทำไมต้องตีกันด้วย

ขณะที่ดร.แขชนะขายลูกโป่ง พ่อของผมก็คั่วถั่วลิสงให้ไปขายที่ตลาด
นอกจากนั้น ก็ยังขายถุงกระดาษ ก็ได้กระดาษมาจากไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน
พับได้พับดี แต่ก่อน ไม่มีถุงไนลอนหรือถุงพลาสติกใช้อย่างสมัยนี้
ทุกอย่างต้องใส่ถุงกระดาษ อาจเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือการดาษสมุดหนังสือเรียน
ขายได้ร้อยละบาทบ้าง ร้อยละ 50 สตางค์บ้าง
กว่าจะได้เงินใช้แต่ละสตางค์ก็เหนือยพอควร
ไม่ได้นับกันเป็นบาทเป็นสลึง แต่นับกันเป็นสตางค์เลยทีเดียว
ตอนนั้น ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 28 ม.ค. 2552 (19:12)

ขอบคุณมากเพื่อนรัก ที่เข้ามาคุยขัดจังหวะด้วย จะได้เลิกเป็นไอ้บ้าพูดคนเดียว มีอะไรสนุกๆที่พอจะนึกได้ ขุดเอามาเล่าให้ฟังกันบ้าง พอแก่ลงทุกวัน ROM บางส่วนมันจะชำรุดแล้วเดี๋ยวกู้ข้อมูลขึ้นมาจากสมองไม่ได้นะจะบอกให้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 28 ม.ค. 2552 (19:35)

ของเด็กหญิงไผ่ลูกสาวคุณหมอได้แต่เฝ้ามองดูเด็กเล็ก ๆ วัยเดียวกันกระเดียดถาดใส่ผลไม้ เช่น แตงโม หั่นเป็นชิ้น ๆ คลุมด้วยผ้าขาวสะอาด เดินเร่ขายผ่านหน้าบ้านทุกวัน เกิดความอยากขายกับเขาบ้าง และพูดให้แม่ได้ยินบ่อย ๆ ด้วย

วันหนึ่งแม่นึกสนุกขึ้นมา ก็ไปซื้อแตงโมมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แบบนั้น จัดเรียงใส่ถาดอย่างสวยงาม พร้อมกับคลุมด้วยผ้าขาวสะอาด บอกนี่ไง แม่ทำให้แล้ว ยกไปขายซิ

เอาล่ะซิ !  งานเข้าแล้วไง  ลองทายดูซิว่า  เรื่องราวต่อไปเป็นอย่างไร


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 28 ม.ค. 2552 (19:49)

แหม! ครูไผ่เล่นเล่าค้างไว้แบบนี้ ชวนให้ติดตามตอนต่อไปเหมือนดูละครกำลังตื่นเต้นแล้วมีโฆษณามาคั่นเลยครับ เล่าต่อเลยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 29 ม.ค. 2552 (01:41)

แหม! ไม่มีใครยอมทายเลยนะ 

เล่าต่อจาก #44 ค่ะ

ด.ญ.ไผ่ ยืนมองแตงโมถาดนั้น เหมือนต้องนะจังงัง ไม่นึกว่า มาม่า จะจัดให้จริง ๆ   
ทำไงดีล่ะ จะวิ่งหนีก็เสียฟอร์ม  จะยกไปขายก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี จะทำหน้ายังไง  มันรู้สึกขัดเขินไปหมด

มาม่าเตือนซ้ำ  เอ้า จะไปเมื่อไรจ๊ะ เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อนนะ

ด.ญ.ไผ่ลองยกถาดแตงโมขึ้น โอ๊ย หนัก
แม่ช่วยจัดวางให้กระเดียดไว้ที่เอวเหมือนเด็กคนนั้น
ด.ญ.ไผ่กระเดียดถาดเดินเก้ ๆ กัง ๆ ออกประตูไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้าน
ถึงแม้ว่าจะตัวโตเท่าเด็กคนนั้น แต่อาจจะมีอายุน้อยกว่า มีกำลังภายในน้อยกว่า หรือมีทักษะน้อยกว่า
จึงรู้สึกว่าแตงโมถาดนั้นมันหนักขึ้น ๆ ในทุกวินาทีที่ผ่านไป
แตงโมลูกใหญ่ ๆ ลูกหนึ่งก็หนักพอแรงแล้วสำหรับเด็กอายุ 8-9 ขวบ  ยังรวมน้ำหนักของถาดเข้าไปอีก
นี่เราจะกระเดียดแตงโมถาดนี้ไปได้นานสักเท่าไรกัน และจะเดินไปทางไหนก่อนดี
ทั้งหนักทั้งวุ่นวายใจขึ้นทุกขณะ 
คิด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ และ คิด
แว้บ! นึกถึงคุณน้าคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไข้ของคุณพ่อ  ขายขนมอยู่ในตลาดใกล้ ๆ  
คุณน้าคนนี้มักจะขายขนมให้ ด.ญ.ไผ่โดยไม่รับเงิน 
คิดได้ดังนั้น ก็รวบรวมกำลังยกถาดแตงโมไปให้คุณน้าคนนั้น
บอกว่าแม่ทำมาให้คุณน้า   เย็น ๆ ค่อยมารับถาดคืน
แล้ววิ่งตื๋อกลับบ้าน บอกแม่ว่าเอาไปไหน

แม่หัวเราะ บอกว่า นึกแล้ว ที่บ่นว่าอยากขายน่ะ ราคาคุย พอเอาจริงเข้าก็ไม่กล้า
แม่บอกว่าแอบดูอยู่ในบ้าน ตอนแรกก็ขำ สีหน้าท่าทางตลกของลูก สนุกที่ได้แกล้งลูกเล่น
แต่สักพัก ก็รู้สึกสงสารจับใจกับสีหน้าของลูกที่ม่อยลง ๆ
กำลังเดินออกไปจะช่วยรับถาดแตงโมเข้ามากินกันเองอยู่แล้วเชียว
แต่เห็นลูกออกเดินมุ่งหน้าไป ก็ตื่นเต้นปนดีใจ นึกว่าลูกเราทำได้นี่หว่า

ที่ไหนได้...  แต่แม่ก็ดีใจที่ ด.ญ.ไผ่ รู้จักนำไปตอบแทนน้ำใจคุณน้าคนนั้น


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 29 ม.ค. 2552 (06:23)
127716

แตงโมแบบนี้น่าจะขายดีกว่านะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 29 ม.ค. 2552 (08:44)

ค่ะ  น่าจะนำไปขายที่เหลา / ภัตตราคาร / ห้องอาหาร
และจะขายได้ราคาดีกว่าด้วย


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 29 ม.ค. 2552 (12:53)

มีขายเมื่อไร บอกด้วยนะคะ จะตามไปกินคะ  {#emotions_dlg.a7}


KNowarp
ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 29 ม.ค. 2552 (14:00)

นอกจากแตงโมแล้วยังมีอย่างอื่นอีกครับ ตามมาซื้อที่นี่ได้ครับ >>> สนุกกับผักผลไม้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 29 ม.ค. 2552 (18:35)
127777

ส้มโอครับ ส้มโอ เชิญแวะซื้อส้มโออร่อยรสหวานก่อนครับ !


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 29 ม.ค. 2552 (20:06)
คนที่เราคุ้นเคยเห็นหน้ากันอยู่ประจำ แม้เวลาจะล่วงเลยไปเราก็ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใบหน้า เช่น อาจารย์นิรันดร์ ผมมีความรู้สึกว่าอาจารย์นิรันดร์ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 จนถึงปัจจุบัน กว่า 50 ปีมาแล้ว ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เพื่อนบางคนไม่ได้พบกัน 40 กว่าปี มาเห็นอีกครั้งก็ไม่แน่ใจว่าใช่เพื่อนรักของเราหรือไม่

127794

เพื่อนรักคนหนึ่งที่ ส.พ.ช. ชื่อ ด.ช.ชาติชาย ยมะคุปต์ หลังจากไม่ได้พบกันกว่า 40 ปี ผมลองค้นหาชื่อใน Internet ก็พบว่า เดี๋ยวนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาติชาย ยมะคุปต์ เป็น ผู้อำนวยการ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ลองดูรูปเปรียบเทียบสิครับ ถ้าเจอกันโดยบังเอิญตามถนน คงจำไม่ได้แน่ แต่ถ้าได้ยินเสียงก็คงพอจำกันได้ เพราะเสียงจะเปลี่ยนไปไม่มากนัก ผมเคยเจอเพื่อนที่ไม่ได้พบกันกว่า 20 ปี 2 - 3 ครั้ง ตอนแรกไม่เห็นหน้า แต่ได้ยินเสียงพูดอยู่ข้างหลัง ผมหันไปเจอเพื่อน จำไม่ค่อยได้ แต่มีเค้าหน้าเดิม สอบถามดูปรากฏว่าเป็นเพื่อนจริง


127797
ลองเปรียบเที่ยบรูปผมกับอาจารย์นิรันดร์ในช่วงอายุต่างกันคือ 11 ขวบ, 21 ปี และ 41 ปี


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 29 ม.ค. 2552 (22:13)
127812

ช่วงชีวิตวัยเด็กของผมก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จะรู้จักเครื่องดนตรี 2 ชนิดที่มีอยู่ในบ้านคือ ไวโอลินและเปียนโน ไวโอลินเป็นของแม่ที่ซื้อมาเรียนสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านซื้อมาจากห้างเก่าแก่ชื่อดังคือ ห้าง "ไนติงเกล-โอลิมปิค" ห้างนี้ก่อตั้งขึ้นโดย คุณนัติ นิยมวานิช เมื่อปี พ.ศ.2473 จากร้านขายของเล็กๆจนกลายมาเป็นห้างใหญ่โตใกล้ๆ "ศาลาเฉลิมกรุง" (ดูรูปประกอบ) ไวโอลินมรดกที่แม่ยกให้ผมตัวนี้มีอายุปาเข้าไปราว 70 ปีแล้ว ถ้าบอกราคาแล้วท่านทั้งหลายในขณะนี้จะต้องตกใจ แม่ซื้อมาในราคา 5 บาท 50 สตางค์ ถ้าเป็นสมัยก่อนนับว่ามากโขที่เดียว ส่วนเปียนโนเป็นของพ่อที่ซื้อมาจากร้านขายของเก่าย่านคลองหลอด(ที่ผมเกิด) ที่เรียกว่าย่านหลังกระทรวง(กลาโหม) เครื่องดนตรีทั้งสองชนิดนี้เรียกได้ว่า เล่นเป็นเพลงคนเดียวได้โดยไม่ต้องง้อใคร
เมื่อผมมาเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ได้รู้จักเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องดนตรีไทยที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนีเซีย  ที่เราจะเล่นคนเดียวไม่ได้ จะเล่นแบบตัวใครตัวมันก็ไม่ได้ ต้องอาศัยจังหวะและความสามัคคีของคนหลายคน (ถ้าให้พวกเสื้อเหลืองกับพวกเสื้อแดงมาเล่นจะไม่มีวันเป็นเพลงได้แน่นอน) เครื่องดนตรีที่ว่านี้คือ
  อังกะลุง - วิกิพีเดีย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 29 ม.ค. 2552 (23:27)
ชาติชาย ยมะคุปต์ เพื่อนรักของผมในความเห็นที่ 52 เป็นนักดนตรีอังกะลุงของโรงเรียน ผมจำได้ว่าเวลาเดินไปไหนมาไหนกับชาติชาย เขามักจะซ้อมฮัมเป็นเพลงอยู่เสมอ....โด เร ฟา ฟา... โด เร ฟา ฟา ลา ซอล ลา ลา.....เป็นท่อนหนึ่งของดนตรีไทยที่เอาไปออกรายการโทรทัศน์
ชาติชายเป็นเพื่อนที่สุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ คุณ-ผม กิริยามารยาทเหมือนคนที่มาจากในรั้วในวัง ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ผมลองสืบค้นดูได้ความว่า ยมะคุปต์ - วิกิพีเดีย  .......

นามสกุล ยมะคุปต์ เป็นนามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำดับที่ ๑๐๖๐ ท่านทรงพระราชทานนามสกุล ยมคุปต์* Yamagupta ให้แก่ พระแสนท้องฟ้า [ ป่อง ] กรมการพิเศษเมืองราชบุรี ซึ่งมีปู่ทวดคือพระยายมราช [ ควร ] เขมร ปู่คือพระบวรนายก [ณี ] บิดาคือ พระยาวิเศษสงคราม [ มาด ] โดยพระราชทานให้เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๑๓ แต่ในราชกิจจานุเบกษาลงว่า "ยมะคุปต์" [2]

คำว่ายม-คุปต์ น่าจะหมายถึง พระยายมราช [ ควร ] คำว่า คุป, คุปต์ นั้นมีความหมายว่า(แบบ) ก. รักษา, คุ้มครอง, ปกครอง. (ส.; ป. คุตฺต). [3]


พ.ศ. 2441 พระแสนท้องฟ้า [ ป่อง ] เป็น นายอำเภอเมืองราชบุรี ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากเดิมที่ตำบลธรรมเสนมาตั้งที่ถนนอัมรินทร์ ตำบลหน้าเมือง ครั้นต่อมาในสมัยปัจจุบัน บริเวณที่ที่ว่าการอำเภอเมืองราชบุรี ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์การค้า จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเมืองราชบุรีไปปลูกสร้างใหม่ณ บริเวณที่มีโครงการจัดตั้ง เป็นศูนย์ราชการปัจจุบัน [4] [5]


ข้อมูลจาก ตามรอยเสด็จประพาสต้น ร.ศ.123(พ.ศ. 2447 ) มีระบุไว้ว่า


.......17 กรกฎาคม 2447 เสด็จจากวัดโชติทายการาม ออกสู่แม่น้ำแม่กลอง ถึงเมืองราชบุรี ประทับพักที่หน้าบ้านเทศา แล้วเสด็จโดยรถไฟผ่านบ้านปากท่อ ถึงเมืองเพชรบุรี เสวยพระกระยาหารค่ำแล้วเสด็จกลับเมืองราชบุรีโดยทางรถไฟ


18 กรกฎาคม 2447 เสด็จประพาสตลาดเมืองราชบุรี แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรแห่นาคที่วัดสัตนาถ ช่วงบ่ายทรงเรือมาด 4 แจว มีเรือไฟเล็กลากล่องน้ำประพาสแม่น้ำอ้อม ถึงบ้านวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี ทรงซื้อเรือมาด 4 แจว พระราชทานชื่อว่าเรือต้น.....


...........เสด็จรถไฟพิเศษกลับมาประทับแรมราชบุรี วันที่ 18 กรกฎาคม วันนี้ประจวบเป็นวันกำหนดบวชนาคบุตรพระแสนท้องฟ้า เวลาเช้าเสด็จประพาสตลาดแล้วเสด็จไปทอดพระเนตรบวชนาคที่วัดสัตนาถ การแห่นี้ก็แห่อย่างนาคราษฎร มีกลองยาวเถิดเทิงตามแบบที่เคยเห็นกัน ถ้าจะว่าก็ไม่สนุก แต่บังเอิญในเวลาเถิดเทิงตีอยู่ในลานวัด มีอ้ายบ้าคนหนึ่งซึ่งพระเลี้ยงไว้ในใต้ถุนกุฏิ ออกสนุกขึ้นมาอย่างไร กรากออกมาช่วยรำ ใครจะห้ามก็ไม่ฟัง เจ้าพนักงานจะไปห้าม ก็มีรับสั่งว่า ช่างมันเถิด อ้ายบ้ารำไปรำมาประเดี๋ยวแลบลิ้นหลอกก็เดินออกไปจากวัดเสีย ใครจะไปเรียกให้มารำอีกก็ไม่รำ................


ในฐานข้อมูลท้องถิ่น มรภ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้กล่าวไว้ว่า..........สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีละครหญิงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านได้หัดละครขึ้นในทำเนียบของท่านจนมีชื่อเสียง และเคยแสดงถวายรัชกาลที่ ๔ ทั้งวงปี่พาทย์ของท่านยังเป็นวงที่มีชื่อเสียงมากวงหนึ่งในสมันรัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้กำเนิดเพลงที่มีชื่อเสียง เช่น เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง เพลงเทพบรรทม และเพลงบุหลัน ๓ ชั้น และได้ให้การสนับสนุนนักร้อง นักดนตรี และละครที่มีชื่อเสียงเยี่ยมยอด เช่น หม่อมสุด ครูมีแขก ครูทัต จ่าโคม และพระแสนท้องฟ้า ถึงแม้ว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ ถึงแก่พิราลัยไปแล้ว แต่ละคร และนักดนตรีของท่านยังได้เป็นครูในวงดนตรีต่อ ๆ มา [6]


จากข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เข้าใจว่าพระแสนท้องฟ้าที่กล่าวถึงนั้นคงจะเป็น พระแสนท้องฟ้า [ ป่อง ]


พระแสนท้องฟ้า [ ป่อง ] กรมการพิเศษเมืองราชบุรี ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล ยมะคุปต์ มีบุตร 5 คนคือ น.ส.จันทร์ นายแท้ ร.ท.ปาน นาย ฤกษ์ และนายสงัด ครูปี่พาทย์ กรมศิลปากร สามี นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร

คุณยายลมุล ยมะคุปต์ ก็คือญาติผู้ใหญ่ของชาติชายนั่นเอง
คุณยายลมุล ยมะคุปต์เป็นบุคคลสำคัญของชาติท่านหนึ่ง ท่านได้ปั้นศิลปินนาฏศิลป์ไทยจำนวนมากมายรวมทั้งศิลปินแห่งชาติด้วย ด้วยเหตุนี้เองชาติชายจึงมีเลือดและวิญญาณแห่งศิลปินไทยโดยแท้ สมัยก่อนนี้ชาติชายอยู่แถววัดโสมนัส ผมเองก็เคยไปแวะเวียนอยู่บ้างเหมือนกัน ตอนนี้มีครอบครัวแล้วย้ายไปอยู่ที่กาญจนบุรี ผมคงหาเวลาว่างไปเยี่ยมเพื่อนเก่าบ้างสักหน่อย

127813

ครูผู้ควบคุมวงดนตรีไทยในสมัยนั้น ผมจำได้ว่าเป็น
ครูอำนาจ ผิวขำ ภรรยาของครูอำนาจคือ ครูสุปราณี (ดูรูปประกอบ) ผมไม่เคยเรียนกับคุณครูทั้ง 2 ท่านนี้ แต่หลังจากที่ผมจบมาแล้ว 30 กว่าปีก็ได้มาพบและร่วมงานกับครูสุปราณีที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย (เปรียบเทียบกับรูปทางขวาสุด) ตอนนั้นผมไปช่วยโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยสร้างห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์และคณิคศาสตร์ (และทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯด้วย)


 


 


 


75304


 



ปัจจุบันนี้ท่านทั้งสองเกษียณไปนานแล้ว จะไม่เกษียณได้อย่างไร ผมเองก็ใกล้เกษียณอยู่เหมือนกัน (ขอยืมคำของอาจารย์นิรันดร์มาใช้) ครูอำนาจท่านย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ไหนสักแห่งผมก็ไม่ทราบก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 30 ม.ค. 2552 (00:43)

สังเกตดูรูป #52 ก็อาจจะสงสัยว่าทำไมครุยปริญญาของผมถึงได้สั้นนัก
สาเหตุก็คือ คุณแม่ของผมเข้าเรียนที่จุฬาฯในเวลาไล่เรี่ยกัน(ท่านเข้าเรียนก่อนผม 1 ปี)
แทนที่จะเช่าครุยมาสวมใส่เข้าพิธีพระราชทานปริญญา
คุณแม่ผมจึงตัดสินใจตัดครุยเอาไว้เผื่อให้ลูกชายใช้ เพื่อความประหยัดนั่นเอง
เพราะชุดครุยจุฬาฯนั้น ราคาเช่ากับตัดต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

ผมก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเพราะตั้งแต่เด็กมา ผมก็อาศัยเสื้อผ้าของพ่อที่ไม่ใช้แล้วมาใช้ต่ออยู่เสมอ
และน้อง ๆ ก็ต้องใช้ต่อผมอีก เนื่องด้วยครอบครัวเราค่อนข้างยากจนแต่พยายามเรียน
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนที่ลูกสาวคนโตของผมรับพระราชทานปริญญา
ผมได้ตัดชุดครุยให้คุณแม่ใหม่เพื่อท่านจะได้ใส่มาแสดงความยินดีกับหลานย่า


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 30 ม.ค. 2552 (00:54)

เพื่อเพิ่มเติมให้เห็นภาพในความเห็นที่ 56 จะขอแอบเอารูปของอาจารย์นิรันดร์มาใส่เพื่อเพิมบรรยากาศและให้มองเห็นภาพพจน์ชัดเจนขึ้นครับ


126317

บัณฑิตใหม่จากประสานมิตร ยืนกลาง ขนาบด้วยคุณย่ากับคุณแม่
ที่เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรแต่ไปจบป.โทที่จุฬาฯทั้งคู่
ชุดครุยสีแดงเป็นเพื่อนบัณฑิตใหม่ จากม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ
คนที่ไม่ได้สวมครุยเป็นน้องชายของบัณฑิต กำลังเรียนวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
ขวาสุดเป็นพี่สาวของบัณฑิตใหม่ จบ ป.ตรีจากจุฬาฯ แต่ไปจบ ป.โทที่ประสานมิตร ซ้ายสุดคือพ่อของบัณฑิตใหม่


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 30 ม.ค. 2552 (01:24)

อาจารย์นิรันดร์ยังเก็บรูปถ่ายตอนที่ผมไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตอนแต่งงานไว้บ้างไหมครับ ผมทำหายไปตอนย้ายบ้าน พยายามหาเท่าไรก็ไม่พบ หากยังมีอยู่ ผมขอด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 30 ม.ค. 2552 (02:21)
                  127822

ประชันรูปจากกรุ

ด.ญ.ไผ่ (ชุดสีชมพูอ่อนไม่มีดอก) ถ่ายกับเพื่อนอายุ 4 ขวบเท่ากัน
ถูกช่างถ่ายรูปจับและจัดให้นั่งนิ่ง ๆ ในท่านั้น (ต้องวางมืออย่างนั้นด้วย คริ ๆ)
เลยทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับทั้งสองคน ไม่มีแววที่จะเป็นขวัญใจช่างภาพเลย
(หน้า ด.ญ.ไผ่ ตอนกระเดียดถาดแตงโมที่เล่าไว้ใน #46 คงคล้าย ๆ อย่างนี้)

ถ้าปล่อยให้วิ่ง และกระโดดไปมาล่ะก็ จะหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก กร๊าก ๆ เลยทีเดียว
ตอนเด็กชอบวิ่ง และกระโดดเหย็ง ๆ  ที่ขาและหัวเข่ามักจะมีแผลอันเกิดจากความซุ่มซ่ามเสมอ

พ่อแม่ต้องใจหายใจคว่ำกี่ครั้งกี่หน
กว่าลูก ๆ แต่ละคนจะรอดจากอุบัติภัยต่าง ๆ จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสภาพที่ครบสมบูรณ์


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 30 ม.ค. 2552 (14:09)

ว้าว! (แบบวัยรุ่น) รูปคลาสสิกมากเลยครับ ราวกับรูปตามร้านถ่ายรูปเก่าแก่ที่เซี่ยงไฮ้เลยครับ มีให้ชมอีกไหมครับ ผมชอบมาก รูปภาพและเรื่องราวสนุกๆจากอดีต น่าจะไปตั้งกระทู้ใหม่ดีกว่า ไม่ใช่เอาแต่อดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อาจจะตั้งชื่อตามครูไผ่ก็ได้ครับ "กระทู้ประชันรูปและเรื่องราวจากกรุ(หรือจากอดีต)" ท่านผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์เก่าๆดีๆคงอยากเข้ามาร่วมด้วย โดยเฉพาะ พวก Seven up (7-UP) คือหมายถึงท่านผู้อาวุโสอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปน่ะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 30 ม.ค. 2552 (18:24)
127914

ข่วงเวลาที่มีความสุขของผมอีกช่วงหนึ่งโดยไม่ต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็คือการได้ไปตั้งค่ายพักแรมของกองลูกเสือของโรงเรียนที่ค่ายลูกเสือมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยออกไปพักค้างแรมแบบนี้มาก่อน ต้องตระเตรียมเข้าของใส่เป้ลูกเสือ ผมเองไม่รู้จักเป้มาก่อน มีอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอื่นๆในการเดินป่า ที่ประกอบกับเป้ เช่นกระติกน้ำ และภาชนะที่สามารถเป็นได้ทั้งหม้อหุงข้าวและชามข้าว ได้เรียนรู้ว่าเขาหุงข้าวกันอย่างไรโดยใช้ภาชนะพวกนี้ ต้องมีการกะประมาณน้ำที่ใช้ให้พอเหมาะกับปริมาณข้าว ไม่งั้นจะแฉะ หรือ ข้าวที่หุงอาจไหม้ได้ เนื่องจากไปไม่กี่วัน เสียดายเงินถ้าซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ผมก็เลยไปซื้อของมือสองมาใช้ จำได้ว่าไปหาซื้อแถวๆตลาดโบ๊เบ๊ ต้องมาซักล้างทำความสะอาด ก็แลดูเป็นของใหม่ แต่ขอประทานโทษครับ ซื้อมาตอนแรกดมดู ก็เกือบอาเจียรเหมือนกัน (ทุกวันนี้ยังจำกลิ่นนั้นได้อยู่ เพราะตอนไปฝึกภาคสนามพวก รด.ที่เขาชนไก่ก็เจออีกครั้งหนึ่ง) แต่ความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมันมากจนผมไม่สนใจรายละเอียดว่าเหม็นแค่ไหน แต่พอซักสะอาดแล้วก็หอมฉุยเหมือนกัน

เราไปรวมพลกันตอนเช้าที่โรงเรียน จากนั้นก็มีรถบัสมารับไปส่งที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เป็นรถไฟชั้น 3 เก้าอี้ไม้ รถไฟแล่นช้ามาก นั่งนานๆแล้วเจ็บก้น แต่ดูเหมือนเราไม่ค่อยสนใจกับเก้าอี้หรือส่วนประกอบของรถไฟ หรือแม้แตจะดูวิวขณะรถไฟแล่น

พวกเราร้องรำทำเพลงกันอย่างสนกสนาน ในยุดคนั้นเรานิยมต่อเพลงกลอนกัน ที่ฮิตที่สุดในขณะนั้นก็คือ มีสร้อยว่า "ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา" จากนั้นเราก็จะช่วยกันคิดต่อ รับกันไปเป็นช่วงๆ เช่น ต่อว่า
"ขึ้นต้นอะไรก็ได้ ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่ให้ลงท้ายด้วยสระอา" หรือ "วันนี้ทำไมหน้าสวย วันนี้ทำไมหน้าสวย เพราะฉันถูกหวยร่ำรวยขึ้นมา" หรือบางที่เราก็เอาเพือนนอนหลับมาล้อ เช่น "สมชายกำลังนั่งหลับ สมชายกำลังนั่งหลับ พวกเราช่วยจับให้ลุกขึ้นมา" ทำนองนี้เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตุว่าสมัยก่อนนี้ เราไม่ค่อยใช้ภาษาวิบัติเหมือนวันรุ่นสมัยนี้ เราจะใช้มันสมองคิดคำที่เฉียบคม แต่หักมุมในแง่สนุกที่ลงท้ายด้วยสระอา เรียกว่าเป็นสาระมากกว่ายุคปัจจุบันมาก แต่พอต่อกลอนไปเรื่อยๆ ก็คิดไม่ค่อยออก มันก็ชักจะออกไปในแนวทะลึ่ง จนในที่สุดพอคิดไม่ออกบ่อยๆ กำลังจะเบื่อรถไฟก็มาถึงมหาชัยพอดี มีสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกเราอยู่ใกล้ทะเลก็คือได้กลิ่นคาวปลา กุ้งและของทะเลที่โชยมาจากตลาดมหาชัย

สมุทรสาคร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า มหาชัย เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนปากน้ำท่าจีน ห่างจากทะเลเพียง 2 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวพระเจ้าเสือเสด็จประพาสทางชลมารค จังหวัดนี้เดิมเรียกว่า ”ท่าจีน” เพราะแต่เดิมเป็นตำบลใหญ่อยู่ติดอ่าวไทยมีชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนนำสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าค้าขายกันมากจึงเรียกติดปากกลายเป็นตำบล ”ท่าจีน” ต่อมาในปี พ.ศ. 2091 ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้สร้าง เมืองใหม่ขึ้นอีกหลายเมือง ด้วยมีพระราชประสงค์จะใช้เป็นที่ระดมพลสำหรับสู้รบกับพม่า บ้านท่าจีนจึงยกฐานะเป็นเมือง “สาครบุรี” เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันศัตรูที่จะมารุกรานทางทะเลตั้งแต่นั้นมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อเมืองสาครบุรีเป็นเมืองสมุทรสาคร ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองมีการจัดระบบราชการส่วนภูมิภาคเป็นมณฑลเทศาภิบาล และประกาศจัดตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่ตำบลท่าฉลอมเมื่อปี พ.ศ. 2449ต่อมา พ.ศ.2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้ทางราชการเปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” ทั่วทุกแห่ง เมืองสมุทรสาครจึงได้เปลี่ยนเป็น “จังหวัดสมุทรสาคร” มาจนทุกวันนี้ ส่วนคำว่า “มหาชัย” ที่คนชอบเรียกกันนั้นเป็นชื่อของคลองที่ขุดขึ้นที่ตัดความคดเคี้ยวของคลองโคกขามอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ของพันท้ายนรสิงห์จังหวัดสมุทรสาครมีเนื้อที่ประมาณ 872 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้วคำขวัญประจำจังหวัด เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์ อาณาเขต ทิศเหนือติดกับกรุงเทพฯ และจังหวัดนครปฐม ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสงคราม และอ่าวไท ทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดราชบุรี ทิศตะวันออกติดต่อกับกรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรปราการ

พอจะลงจากรถไฟพวกเราก็ยังร้องเพลงแล้วเอาไม้พลองประจำตัวที่มีอยู่ทุกคน กระทุ้งที่พื้นรถไฟเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน จนครูผู้กำกับลูกเสือหลายท่านที่ไปด้วยต้องวิ่งขึ้นมาดุว่ากล่าวอย่างรุนแรง ไอ้พวก"ลามะลิลาทั้งหลายเมื่อสักครู่นี้ หน้าจ๋อย เหลือ 2 นิ้ว" ไปเลยละครับ (รวมทั้งผมด้วย)

เพื่อให้บริหารจัดการง่ายในกองลูกเสือ เราถูกจัดให้อยู่เป็นหมู่ หัวหน้าหรือนายหมู่ของผมคือเพื่อนนักเรียนที่ชื่อ"วิษณุรักษ์" ตัวสูงใหญ่ดูเป็นผู้ใหญ่มากและมีความรับผิดชอบสูง เมื่อเปรียบเทียบกับผมและลูกหมู่อีกหลายคน ในหมู่ของเรามีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ดูจากนามสกุลแล้ว ก็รู้ว่ามาจากในรั้วในวังอีกเช่นกัน คือ "ฉัตรวัฒนา ชุมสาย ณ อยุธยา" เขาเป็นคนสุภาพเรียบร้อยเหมือนมาจากในรั้วในวังจริงๆ แต่พอมากินนอน ลำบากในค่ายพักแรมด้วยกันจนสนิทสนม ก็รู้ว่า ฉัตรวัฒนานั้น ตลกและทะลึ่งเงียบ หรือหน้าตายนั่นเอง ตอนแรกนึกว่าเป็นผู้ดี พูดเล่นไม่เป็น ที่ไหนได้ "มันสุดๆ" เหมือนกัน

เราช่วยกันกางเต๊นให้เสร็จก่อนค่ำ ไม่งั้นพอมืดแล้วยุ่งแน่ เราเอาไม้พลองมาพิงรวมกันแล้วลงไม้ลงมือประกอบเต้นจนเสร็จ ทางกองลูกเสือเอาอาหารสดมาให้เพื่อให้เราหุงหาอาหารกันเอง วิษณุรักษ์ทำหน้าที่หุงข้าว พวกเราก็ได้แต่มองดูและเรียนรู้ เพราะพวกเราหุงข้าวไม่เป็น ที่เหลือก็ช่วยทำกับข้าวอย่างอื่นไป ที่ง่ายที่สุดก็คือเปิดกระป๋องเกี้ยมฉ่ายแล้วเทลงจาน เราเหนื่อยมาทั้งวัน อาหารค่ำวันนั้นเป็นอาหารค่ำที่อร่อยที่สุดในชีวิตมื้อหนึ่งที่เดียวครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 31 ม.ค. 2552 (02:50)
127972

เสร็จจากการเข้าค่ายพักแรม ก่อนกลับกรุงเทพ พวกเราทั้งหมดไปแวะทัศนศึกษาที่ วัดใหญ่จอมปราสาท   ครูผู้กำกับลูกเสือจัดให้เราเข้าพบและรับพรจากท่านเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท ครูที่คุมไปมีหลายท่านผมจำชื่อไม่ได้หมด แต่ที่จำได้เห็นจะได้แก่ 1.ครูปัญหา ฤกษ์จำนงค์  2.ครูโกศล จันทพัฒน์  3.ครูพงศ์ศักดิ์ รัตนวงศา (ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการสมัยนั้น)  4.ครูปรีชา ช่วยป้อง  5.ครูวินัย สุขยืด(ครูประจำชั้นของอาจารย์นิรันดร์)  6.ครูไพบูลย์ ช่วยสงคราม

ผมกับอาจารย์นิรันดร์เป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง อยู่ค่อนข้างรั้งท้าย จำอะไรไม่ได้มากเท่าพวกนักเรียนห้องKING สมัยนั้น หากเพื่อนๆนักเรียนเก่าห้องKINGบังเอิญแวะเข้ามาในกระทู้นี้ กรุณาแวะมาทักทายและเล่ารายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้นะครับ

วัดใหญ่จอมปราสาทเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นบริเวณด้านหน้าของวัดเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ มีฐานะเป็นเมืองท่าตลาดริมน้ำมีพ่อค้าจากทางทะเล และพ่อค้าจากเมือง ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินมาติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างเนืองแน่น ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าชาวจีน ดังนั้นจึงได้เรียกชุมชนนี้ว่า "บ้านท่าจีน" ปัจจุบันน้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้าไปจนถึงบริเวณด้านหน้าวัด ทำให้พื้นที่ของชุมชนบ้านท่าจีนรุ่นแรกๆ ถูกทำลายล่มลงแม่น้ำจนหมด

ชาวบ้านจะเรียกชื่อวัดนี้ต่างๆ กันไป เช่น วัดใหญ่ วัดจอมปราสาทหรือ วัดใหญ่จอมปราสาท ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับพระราชทานชื่อว่า " วัดใหญ่สาครบุรี " และทรงพระราชทานพระไตรปิฏกบรรจุตู้ละจบ จำนวน 39 เล่ม ให้มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวง

ร่องรอยในอดีตยังมีให้เห็นคือวิหารเก่า (รูปล่างซ้ายมือ) อาคารก่ออิฐถือปูนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าฐานบัวโค้งแอ่นคล้ายท้องเรือสำเภา สภาพปรัก หักพัง ผนังด้านทิศใต้และหลังคาพังทลายลงมาหมด ลักษณะของผนังก่ออิฐถือปูน สอบเข้าด้านบน ทางด้านหน้ามีซุ้มประตูทรงมณฑป ประดับลวดลายปูนปั้น 1 ช่อง ด้านหลังทึบ ผนังทางด้านทิศเหนือมีเสาประดับผนังแบ่งออกเป็น 5 ห้อง โดยห้องแรก และห้องสุดท้าย จะย่อมุมเข้าไป ส่วนอีก 3 ช่องเป็นผนังเรียบ ผนังห้องกลางมีช่อง หน้าต่าง 2 บาน ซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มหน้านางประดับลวดลายปูนปั้น ที่หัวเสาของผนัง ในแต่ละช่องประดับปูนปั้นเป็นลายกรวยเชิง สันนิษฐานว่าพระวิหารหลังนี้คงจะสร้าง ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ส่วนพระอุโบสถที่เห็นอยู่ด้านหลังคณะครูและท่านเจ้าอาวาสนั้น ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของพระวิหาร ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคา เครื่องไม้มุงกระเบื้อง ช่อฟ้าใบระกาปูนปั้นประดับกระจก หน้าบันปูนปั้นประดับกระจก ด้านหน้ามีมุขยื่น ออกมาจำนวน 1 ห้อง ผนังก่ออิฐถือปูนด้านหน้ามีประตูทางเข้า 2 ประตู ซุ้มประตูปูนปั้นประดับกระจก ทรงมณฑป บานประตูเป็นไม้แกะสลักลวดลายพันธุ์พฤกษา และสิงสาราสัตว์ต่างๆ โดยแกะสลักลึกเข้า ไปในเนื้อไม้ เป็นฝีมือช่างโบราณที่มีความงดงามในเชิงช่างและศิลปะเป็นอันมาก ลักษณะลวดลายจะมีอิทธิพลของศิลปะจีนเข้ามาปะปนอยู่ด้วยทั้งสองบาน ผนังด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ 6 บาน ซุ้มหน้าต่าง เป็นซุ้มหน้านางปูนปั้นประดับด้วยลายกระหนกเปลว บานหน้าต่างไม้แกะสลักเป็นลวดลายต้นไม้ ภูเขา รูปสัตว์และบุคคล แบบศิลปะจีน บานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถนี้แต่เดิมเป็นบานประตูและ หน้าต่างของพระวิหารเก่านำมาซ่อมแซม และติดไว้ที่พระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป ประทับนั่ง ปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น บนเพดาน และขื่อมีลวดลายเขียนสีเป็นรูปดอกไม้และลายประจำยาม

ด้านหลังพระวิหารจะเป็นที่ตั้งของเจดีย์ทรงมณฑป(รูปล่างขวา) ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปเรือนธาตุมีซุ้มทั้งสี่ด้าน ส่วนยอดเป็นปรางค์ สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก มีรากไม้พันอยู่ทั้งองค์ จากการสำรวจพบวามีอายุราวกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

วัดนี้เป็นวัดที่มีการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 31 ม.ค. 2552 (08:46)

เพื่อความเป็นระบบระเบียบ
ให้กระทู้นี้เป็นเรื่องราวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยตามชื่อกระทู้
และตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะในความเห็นที่ 60 

จึงขออนุญาตย้ายเรื่องและรูปของ ด.ญ.ไผ่ ไปไว้ที่กระทู้ "มุมมองเก่า เอามาเล่าใหม่" ของอาจารย์นิรันดร์นะคะ 

ไม่อยากจะตั้งกระทู้ใหม่ให้ซ้ำซ้อน
เพราะกระทู้เดิมก็มีความหมายและมีผู้มาร่วมเล่าเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายท่านค่ะ
http://www.vcharkarn.com/vcafe/134528/12


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 31 ม.ค. 2552 (09:52)

อ้าว! อย่าเพิ่งหนีไปสิครับ กระทู้นี้ยิ่งเหงาๆ ไม่ค่อยมีใครมาทักทายเลย อยู่คุยกันก่อนครับ เดี๋ยวผมจะกลายเป็นอ้บ้า คุยอยู่คนเดียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 31 ม.ค. 2552 (11:46)

เพื่อนในรูป ในความเห็นที่ 59 (ขอสงวนชื่อ) คือลูกสาวของ "ชายผู้หลงรักตัวเลข"
ที่ครูไผ่กล่าวถึงใน http://www.vcharkarn.com/vcafe/24505
บอกอย่างนี้คงไม่ทำให้เพื่อนเสียหายนะคะ
เพราะคงไม่มีใครดูออกว่าเด็กในรูปนั้นคือใครในปัจจุบัน
นอกจากเจ้าตัวจะมาเห็นเอง

เช่นเดียวกับรูป ด.ญ.ไผ่ ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าคือครูไผ่ในปัจจุบัน


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 31 ม.ค. 2552 (12:10)

ครูไผ่สมเป็นครูจริงๆครับ ชอบยั่วให้นักเรียนอยากรู้อยากเห็น เอ๊! ผมชักอยากจะรู้แล้วว่า ชายผู้หลงรักในตัวเลขนั้นคือใคร แถวบ้านผมก็มีอยู่หลายคน แต่คิดว่าคงไม่ใช่คนที่ครูไผ่พูดถึง เพราะคนแถวบ้านผมรักตัวเลขแบบว่างวดนี้จะออกอะไรดีทำนองนั้นครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 1 ก.พ. 2552 (09:32)

ทำนองเดียวกันเลยค่ะ
แสดงว่ายังไม่ได้เข้าไปอ่านที่ link ไว้


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 1 ก.พ. 2552 (12:06)

ช่างจำได้แม่นยำจริง ๆ ถึงว่าได้เป็นถึง ดร.
จำได้บ้างไม่ได้บ้างอย่างผม ก็ได้เป็นแค่ครูธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

ตอนที่เรียนวัดพลับพลาชัย
ผมไม่ได้ไปค่ายลูกเสือที่สมุทรสาคร
แต่ไปค่ายลูกเสือที่เขาอีโต้
จำได้ว่าเป็นเรื่องโกลาหลมากเลย
เพราะต้องแบกอะไรต่อมิอะไรไปมากมายมาก
คุณยายผมทำหน้าที่เย็บถุงทะเลให้ ทำด้วยผ้าดิบ
เสร็จแล้วแทบจะเอาผมยัดลงไปข้างในได้ด้วย
แล้วผมจะต้องแบกถุงนั้นเดินทางไกล
ลำพังตัวเองเปล่า ๆ ก็จะไปไม่รอดแล้ว
ครูท่านก็เลยเอากระสอบผมใส่รถให้ผมเดินแบกไม้พลองอย่างเดียว
ก็ของที่จะต้องใช้ทั้งหมู่ มันดันมาอยู่ในถุงทะเลผมคนเดียว
กระเป๋าคนอื่น ก็ใบไม่ได้ใหญ่โตอะไร

กางเต้นท์นอนกับดินเป็นครั้งแรก ก็สนุกดีเอาเชือกมัดตรงกิ่งไม้โยงไปโยงมา
กลับมาจากค่าย ได้เลื่อนจากลูกเสือโทเป็นลูกเสือเอก รู้สึกโก้พิกลพิกล


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 1 ก.พ. 2552 (13:49)

อ่านเรื่องถุงทะเลของอาจารย์นิรันดร์แล้วนั่งหัวเราะกั๊ก ๆ เลยค่ะ

อยู่ชั้นประถมได้เป็นลูกเสือเอกเลยหรือคะ โก้จริง ๆ ค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 1 ก.พ. 2552 (14:44)

คุณครูอาจจะดูจากขนาดถุงหรือเป้ที่แบกก็ได้ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 2 ก.พ. 2552 (03:37)

ผมไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลิน ได้เรียนรู้อะไรสนุกอีกหลายเรื่อง สงสัยต้องตั้งกระทู้ใหม่เกี่ยวกับกุ้ยหลิน
อ้อ! เกือบลืมบอกไป "กระเป๋า" คนจีนใช้คำว่า "เคว่เปา" และเป้หลังแบบลูกเสือ เขาเรียกว่า "เป้เปา"
คำว่า"เปา" หมายถึงเป็นลูกๆ ดังนั้น 2 คำนี้คงมาจากภาษาจีน

เป้ที่เราผูดถึงกันนี้มาจากภาษาจีนครับ

คำว่า "เต็ก" ในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า ไม้ไผ่
คำว่า "เคี้ยบ" ในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า "คีบ หรือ หนีบ"
ดังนั้นถูกคนแต้จิ๋วบอกว่า "เต็กเคี้ยบ" หมายถึง ไม้ไผ่ที่คีบ คนไทยเราคงจะเอามาจากภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งหมายถึง "ตะเกียบ"

"เต็กเคี้ยบ" = "ตะเกียบ"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 2 ก.พ. 2552 (08:18)

ใช่แล้วค่ะ
"เปา" หมายถึงสิ่งที่เป็นลูก เป็นห่อ หรือเป็นซอง ซึ่งสามารถบรรจุอะไรไว้ข้างในได้  เช่น อั่งเปา  ซาละเปา 
และออกเสียงเหมือนกันทั้งภาษาจีนกลาง และภาษาแต้จิ๋ว

ถงเปา (เสียงจีนกลาง)  ตั่งเปา (เสียงจีนแต้จิ๋ว) หมายถึง ร่วมครรภ์มารดา ร่วมอุทร จนถึง ร่วมชาติเชื้อ  แต่ "เปา" ในที่นี่ (มีชีวิต) เขียนต่างจาก "เปา" ที่ไม่มีชีวิตหน่อยหนึ่ง

ถง (สำเนียงจีนกลาง) = ตั๊ง (สำเนียงแต้จิ๋ว) แปลว่า ร่วม


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 4 ก.พ. 2552 (01:50)

มีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ยังพอจะจำได้เกี่ยวกับสุวิชช์

128557

สุวิชช์เคยพาผมมาที่บริเวณสนามหญ้าใกล้ๆกำแพงรอบพระอุโบสถของวัดเทพศิรินทร์เพื่อดูก้อนเศษอุกาบาตที่ตกลงมาที่บริเวณวัด ทางวัดเอามาวางไว้บนแท่นพื้นยกสูงแต่ไม่มากนัก เป็นก้อนรูปร่างรีๆแต่ไม่เรียบขนาดราวๆ  1 ฟุตกว่าๆ คุณสมบัตพิเศษของก้อนอุกาบาตนี้คือมีอำนาจแม่เหล็กอย่างอ่อนๆ เราทดลองเอาเข็มหมุดมาวางใกล้ๆ ก็สามารถดูดเข็มหมุดได้ ผมไม่ได้ไปแถวๆนั้นมา 40 กว่าปีแล้ว ไม่ทราบว่าขณะนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 4 ก.พ. 2552 (22:39)
การชกต่อยกันระหว่างเด็กผู้ชายที่บาดหมางกัน ทั้งในเรื่องที่มีเหตุผลและในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องคงจะเป็นเรื่องที่ปกติและมีมานมนานแล้ว ไม่ว่ายุคสมัยไหนทั้งในสมัยก่อนและปัจจุบัน

128677

เห็นสนามหญ้าข้างพระอุโบสถที่เขียวเรียบแลดูงดงามในภาพข้างบนแล้วก็อดที่จะคิดถึงเรื่องราวของเด็กผู้ชายที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อนไม่ได้ ช่วงที่ผมเรียนอยู่เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วนี้ เด็กนักเรียนชายที่ไม่ค่อยพอใจกันก็มักจะนัดกันมาชกต่อยกันที่สนามหญ้าแห่งนี้ในตอนหลังเลิกเรียน โดยมีเพื่อนนักเรียนของแต่ละฝ่ายหรือนักเรียนที่เป็นกลางมาดูเพื่อเป็นสักขีพยานหรือกรรมการห้ามในกรณีที่อาจจะมีการทำเกินกว่าเหตุที่จะเป็นอันตราย

128666

ผมมีเพื่อนนักเรียนอยู่คนหนึ่งชื่อ "พิเชษฐ ประเสริฐภักดี" บ้านอยู่ที่ถนนหลานหลวงใกล้ภูเขาทอง เรารู้สึกเขม่นกันมานานแล้ว จนในที่สุดก็นัดไปชกกันที่สนามหญ้าดังกล่าวตอนหลังเลิกเรียน โดยมีเพื่อนๆไปเชียร์กันหลายคน ต่อยกันฟัดกันที่สนามหญ้าจนหน้าตาปูดเสื้อผ้าขาดยับเยิน จนพอใจแล้วก็มีพื่อนๆมาแยกให้ออก แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

วันรุ่งขึ้นมาเจอกันอีกที่ที่โรงเรียน ต่างคนต่างมองหน้ากันแล้วหลบสายตา ในช่วงเวลานั้น เมื่อผมเห็นหน้าพิเชษฐ ที่เขียวและปูดบวม ผมก็รู้สึกสงสารและคิดว่า เราต่อยกันทำไม ไม่เห็นจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย ผมคิดว่าพิเชษฐเมื่อมองหน้าผมก็อาจรู้สึกแบบเดียวกัน ในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พอเรียนจบ ผมทราบว่าพิเชษฐไปเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบเช่นเดียวกับพิชัยที่กล่าวถึงในตอนต้น เวลาผ่านไป 40 กว่าปีมาแล้วเราไม่เคยพบกันอีกเลย แต่ความทรงจำเก่าๆในเรื่องชกต่อยที่ไร้สาระของเรายังคงถูกจดจำไม่รู้ลืม

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 5 ก.พ. 2552 (00:18)

ก็แปลกดีนะครับ
เป็นเด็กวัดพลับพลาชัย
เวลาจะชกกันก็จะต้องนัดไปชกกันที่วัดเทพศิรินทร์
ไม่ยักนัดชกกันที่วัดพลับพลาชัย

มีครั้งหนึ่งที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
ครูจัดให้เด็กชกกันในโรงเรียน
มีทั้งครูและเพื่อนมุงดูกันเต็มไปหมด
ผมรู้สึกว่าเพื่อนที่ชกกันนั้น โตมาก ไม่น่าจะเป็นเพื่อนเราเลย
และคู่ชกก็ค่อนข้างแปลกคือ ชกกันสามคน ทุกคนใส่นวม
ที่แปลกก็คือ สามคนนี้แบ่งเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งคนเดียว เป็นคนตัวเล็กกว่า
อีกฝ่ายสองคน ตัวโตกว่า
และที่แปลกยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ มันเป็นหนึ่งรุมสอง
คือ สองคนสู้คนเดียวเหมือนจะไม่ได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 5 ก.พ. 2552 (00:31)
128673

เออ ใช่ ใช่ ผมนึกออกแล้ว "ครูปรีชา ช่วยป้อง"(ดูรูป) เป็นคนจัดการชกนั้น แปลกดี คนก็เชียร์สนุกสนาน คนชกไม่รู้สนุกหรือเปล่า ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นใคร คนตัวใหญ่รู้สึกว่าจะเป็น "นายกิมเซี๊ย" เพื่อนนักเรียนที่เป็นนักวิ่งของโรงเรียน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 5 ก.พ. 2552 (01:14)
การที่เด็กนักเรียนวัดพลับพลาชัยไม่ต่อยกันที่วัดของเรานั้น คงเนื่องมากจากว่าต้องการให้ห่างหูห่างหาครูของเรามากกว่า อีกอย่างก็คือสนามคับแคบ มีแต่ฝุ่น ต่อยไม่มัน สู้ที่สนามหญ้าข้างพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ไม่ได้ กว้างใหญ่รื่นรมณ์ น่าวิ่งเล่น (และชกต่อย)

128679

ที่สนามหญ้าใกล้ๆพระอุโบสถนี้ ผมจำได้ว่ามีต้นลูกหว้าขนาดใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นต้นโพธิ์หรือต้นลูกหว้า แต่ที่แน่ๆมีต้นลูกหว้าขนาดใหญ่อยู่บริเวณนั้นที่ไหนสักแห่งแน่นอน เพราะพวกเราชอบแอบไปเอามากิน มีลูกขนาดใหญ่มาก รสหวานหอมชื่นใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้รู้จักลูกหว้า ตอนหลังๆเห็นมีวางขายที่ตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สู้อร่อยเท่าที่วัดเทพศิรินทร์ เดี๋ยวนี้หาซื้อยากมาก เพื่อนๆหลายคนบอกว่า "ทำไมขโมยของวัดกินมันช่างอร่อยเหลือเกิน" บางครั้งที่เราแอบไปเอาก็มีพระมาวิ่งไล่ วิ่งหนีกันตับแลบ มุดลอดช่องกำแพงรอบพระอุโบสถออกมาได้ เพราะเราตัวเล็ก แต่หลวงพ่อตัวใหญ่กว่า เลยมุดไม่ได้ ได้แต่เอาไม้เท้ายืนดุพวกเราอยู่ไหวๆ
หากผมจำผิด ไม่งั้นต้นบริเวณพระอุโบสถอาจเป็นต้นโพธิ์ และต้นลูกหว้าอาจอยู่บริเวณที่วงกลมไว้ เพื่อนสมาชิกที่อยู่แถวๆวัดเทพศิรินทร์หากทราบก็ช่วยเข้ามาชี้แจงแถลงไขด้วยจะขอบพระคุณยิ่งครับ ผมไม่ได้ไปแถวนั้นมา 40 กว่าปีแล้วครับ

128682

ต้นลูกหว้ามีความหมายทางพุทธศาสนาก็คือ ในช่วงที่เข้าพรรษา ฆาราวาสที่บวชเข้ามาเป็นพระภิกษุแล้ว จะต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาโดยเคร่งครัด ซึ่งมีกล่าวไว้ในพระวินัยปิฏก แม้แต่อาหารก็จะฉันหลังเที่ยงอีกไม่ได้ จะฉันได้ก็แต่น้ำและเครื่องดื่มที่เรียกว่า "น้ำปานะ" เท่านั้น การที่ญาติโยมจะถวายน้ำปานะให้กับพระภิกษุโดยไม่เป็นโทษนั้น เครื่องดื่มที่พระพุทธองค์อนุญาตเป็นเครื่องดื่มทำจากผลไม้ต่อไปนี้
     1. ผลมะม่วง
     2. ผลลูกหว้า
     3. ผลกล้วยมีเมล็ด
     4. ผลกล้วยไม่มีเมล็ด
     5. ผลมะซาง
     6. ผลจันทน์หรือองุ่น
     7. เง่าบัว
     8. ผลมะปรางหรือลิ้นจี่

จะเห็นได้ว่าผลลูกหว้าก็มีความสำคัญเป็นหนึ่งในนั้น

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 5 ก.พ. 2552 (13:10)

ความคึกคะนองและความสนุกสนานกับเพื่อนๆของเด็ก บางครั้งเป็นไปด้วยความไร้เดียงสาและยังขาดวุฒิภาวะ สมัยนั้นผมไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆเก็บผลไม้ของวัดมากิน ไม่ได้รู้สึกว่าไปขโมยของ แต่ทำไปเพราะความสนุกสนาน ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยไปขายเพื่อผลประโยชน์หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแต่อย่างใด เวลาไปเอามากิน ก็เอามาไม่กี่ลูก สนุกๆเท่านั้นเอง เราก็รู้สึกว่า วัดก็เป็นเสมือนที่สาธารณะที่ใครจะไปจะมาก็ได้ หยิบผลไม้กินลูกสองลูกก็คงไม่เป็นไร 

128778

เมื่อโตขึ้นเราจึงรู้ว่า ของบางอย่างเป็นของสาธารณะก็จริงแต่เป็นของส่วนรวมที่เราต้องช่วยกันรักษา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ระบบโรงเรียนสอนเน้นให้เด็กซาบซึ้งถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากน้อยแค่ไหน ครูส่วนใหญ่ของเราทุกวันนี้ สอนแบบ "ผู้รับจ้างสอน-รับจ้างทำผลงาน" หรือสอนแบบ "ใจเขาใจเราด้วยวิญญาณของความเป็นครู" กันแน่

ครูสมัยนี้ให้เวลาและเอาใจใส่กับเด็กมากเพียงพอแล้วหรือ ครูที่มีความก้าวหน้า ได้เลื่อนขั้นสูงๆ มีเงินพิเศษกลับกลายเป็นครูที่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเอกสารเพื่อขอตำแหน่งให้ตัวเอง ครูที่ให้เวลาทุ่มเทกับเด็ก ไปเยี่ยมเด็กที่มีปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม กลับไม่มีผลงานที่เป็นกระดาษเป็นปึกๆไปแสดงให้คนอื่นๆ หรือกระทรวงศึกษาฯได้เห็นและได้ประเมิน ต้องขอออกตัวก่อนว่า ความเห็นของผมเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ที่หลายคนอาจเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่โง่ๆก็เป็นได้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 5 ก.พ. 2552 (17:12)

ขอบคุณครับ


sai6205

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 5 ก.พ. 2552 (19:26)
128801

จากเรื่องของลูกหว้าดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าเครื่องดื่มที่เรียกว่า "น้ำปานะ" หรือ เรียกอีกอย่างว่า "น้ำอัฏฐบาน"  ซึ่งทำจากผลไม้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยมีกล่าวไว้ในพระวินัยปิฏกนั้น เราจะพบว่า วัดบางวัดจะมีการปลูกต้นไม้ที่ให้ผลไม้ต่างๆเหล่านี้ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์และเพื่อไว้ใช้งาน เช่นตันลูกหว้าที่วัดเทพศิรินทร์ เป็นต้น บางวัดก็มีเป็นภาพจิตรกรรมบนผนัง หรือบานประตู หรือหน้าต่างของพระอุโบสถเป็นรูปผลไม้ต่างๆเหล่านี้ เช่น  ภาพจิตรกรรมที่บานหน้าต่างด้านในพระอุโบสถของวัดโสมนัสวิหาร http://www.watsomanas.com/painting/door/paint03/index.php


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 5 ก.พ. 2552 (19:39)
128803

แสดงภาพขยายของภาพจิตรกรรมที่บานหน้าต่างด้านในพระอุโบสถวัดโสมนัสวิหาร

* ผลกล้วยไม่มีเมล็ด
-- ผลมะม่วง -- ลูกจันทน์
* เง่าบัว -- ผลกล้วยมีเมล็ด -- ผลลูกหว้ากับชมพู่ (2 ชนิดนี้ท่านจัดไว้เป็นประเภทเดียวกัน)
* มะซาง -- ผลมะปรางและลิ้นจี่ (2 ชนิดนี้ท่านจัดไว้เป็นประเภทเดียวกัน)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 5 ก.พ. 2552 (22:36)
128830

ผลลูกหว้าที่ผมได้กินที่วัดเทพศิรินทร์นั้น มีสีม่วงเข้มออกดำ เวลากินแล้ว ปากและลิ้นมักจะดำ (จึงสามารถเอาไปย้อมผ้าได้ด้วย) แต่มีรสชาดหอมหวานมาก ตามปกติเราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับผลลูกหว้า หายาก ไม่ค่อยพบในท้องตลาด หรือแม้แต่การกล่าวอ้างถึงในวรรณคดีไทย ก็ไม่ค่อยปรากฏพบ แต่เป็นที่น่าสนใจว่ามีการกล่าวอ้างถึงในไตรภูมิพระร่วง - วิกิพีเดีย  วรรณคดีทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญเล่มหนึ่งของไทย มีอายุกว่า 600 ปี เชื่อกันว่าแต่งขึ้นโดยพญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ 1) พระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง เมื่อ พ.ศ. 1888 นับเป็นเวลา 7 ปีก่อนที่จะเสด็จออกผนวชในพ.ศ. 1905 วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คติความเชื่อของชาวไทย เป็นจำนวนมาก เช่น นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปป์กัลป์ กลียุค การล้างโลก พระศรีอาริย์ มหาจักรพรรดิราช แก้วเจ็ดประการ ฯลฯ มีการบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของป่าหิมพานต์ไว้อย่างละเอียด และได้กล่าวถึงลูกหว้าไว้ดังนี้

..........ลูกหว้านั้นโดยใหญ่แลกินหวานดังน้ำผึ้ง อันว่าลูกหว้านั้นถ้าว่าตกถูกตัว ๆ  นั้นหอมดังหอมน้ำตระคันดังแก่นจันทน์นั้น ถ้ายื่นมือล้วงเข้าไปในเนื้อหว้าพอสุดแขนจึงถึงเล็ดใบหว้า แลฝูงนกกินลูกไม้หว้านั้นนกลางตัวใหญ่เท่าช้างสาร ลางตัวใหญ๋เท่าเรือน ลูกหว้านั้นหล่นตกลงทั่วทั้งรอบต้นน้น ๆ  ส่วนว่าลูกอันเป็นในค่าเบื้องตีนนอนนั้นแลตกลงในท่านทีก็เป็นเหยื่อแก่ฝูงปลาในน้ำนั้น ยางลูกหว้าอันตกลงนั้นกลายเป็นทองสุกชื่อชมพูนุทฯ ..............

พูดง่ายๆก็คือ.....

ลูกหว้าหวานดังน้ำผึ้ง ถ้าตกถูกตัวก็จะหอมดังแก่นจันทน์ ผลลูกหว้ามีขนาดใหญ่มาก ถ้าเอามือเจาะเข้าไปในผลลูกหว้าจนสุดแขนจึงจะถึงเมล็ดใน ยางของลูกหว้าถ้าตกถึงพื้นก็จะกลายเป็นทองบริสุทธิ์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 6 ก.พ. 2552 (22:00)
128990

ใน ไตรภูมิพระร่วง - วิกิพีเดีย  ยังมีการบรรยายถึงผลไม้ที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในป่าหิมพานต์ที่ถัดจากต้นลูกหว้าไปคือนารีผล หรือ มักกะลีผล ดังนี้ 

..... ถัดนั้นไปมีป่าไม้นารีผลแลว่าลูกไม้นั้นงามนักดังสาวอันพึ่งใหญ่ได้ ๑๖ ปี แลฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรักนัก ครั้นว่าหล่อนตกลงฝูงนกกลุ้มกินดังหมีกินผึ้ง ......

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำ มักกะลีผล ว่าเป็นชื่อต้นไม้ในนิยายโบราณ มีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ออกผลเป็นรูปหญิงสาวงดงาม ห้อยย้อยเป็นระย้า เมื่อครบ 7 วัน ผลก็เน่า, นารีผล ก็เรียก ขณะที่ไตรภูมิพระร่วง บอกว่า มักกะลีผล เป็นต้นไม้วิเศษในป่าหิมพานต์มีผลเป็นรูปสตรีอันพึงใหญ่ได้ 16 ปี แลฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรัก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 8 ก.พ. 2552 (02:19)
129228  129229

ในแง่ของการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็ไม่แพ้ผู้ใด หลวงพ่อที่เรารู้จักมักคุ้นกับท่านก็คือ พระครูสิริทัตสุนทร (ดูรูป) ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ หรืองานสำคัญๆใดของโรงเรียน ท่านก็จะรับนิมนต์มาทำพิธีและให้โอวาทแก่นักเรียนและครูทุกครั้งไป ปัจจุบันที่โรงเรียนของเรา มีมูลนิธิสิริทัตสุนทร ซึ่งมีนายทวี บัณฑิตวัฒนาวงศ์ เป็นประธานกรรมการ ผมพยายามค้นหารายละเอียดของท่าน พบว่ามีชื่อ พระครูสิริทัตสุนทร เป็นหนึ่งในพระที่ปฏิบัติดีที่ควรหาโอกาสไปกราบไหว้ แต่ปรากฏว่าท่านอยู่ที่วัดคณิกาผล เขตป้อมปราบ ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นรูปเดียวกันหรือเปล่า เพราะเวลาเนิ่นนานมากว่า 40 ปีแล้ว

รายชื่อพระปฏิบัติดีที่พุทธศาสนิกชนสมควรหาโอกาสไปกราบไหว้,ทำบุ(ข้อมูลเมื่อเดือน กรกฏาคม พ.ศ. 2542)


กรุงเทพมหานคร  


1. สมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ( หลวงปู่เจริญ ) วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร 
2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( หลวงพ่อเกี่ยว ) วัดสระเกษ เขตป้อมปราบ 
3. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ( หลวงพ่อนิยม ) วัดชนะสงคราม เขตพระนคร 
4. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ( หลวงพ่อช่วง ) วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ 
5. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( หลวงพ่อพุฒ ) วัดสุวรรณาราม เขตบางกอกใหญ่ 
6. พระพรหมมุนี ( หลวงปู่บู่ ) วัดบรมนิวาส เขตปทุมวัน 
7. พระพรหมจริยาจารย์ ( หลวงพ่อสุนทร ) วัดเบญจมบพิตรฯ เขตดุสิต 
8. พระพรหมโมลี ( หลวงพ่อวิลาศ ) วัดยานนาวา เขตยานนาวา 
9. พระอุดมญานโมลี ( หลวงพ่อมานิตย์ ) วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ 
10. พระวิสุทธิวงศาจารย์ ( หลวงพ่อพลอย ) วัดเทพธิดาราม เขตพระนคร 
11. พระวิสุทธาธิบดี ( หลวงพ่อวีระ ) วัดสุทัศน์เทพวราราม เขตพระนคร 
12. พระญานวโรดม ( หลวงพ่อประยูร ) วัดเทพสิรินทราวาส เขตป้อมปราบ 
13. พระธรรมธัชมุนี ( หลวงพ่อประจวบ ) วัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร 
14. พระธรรมวโรดม ( หลวงพ่อบุญมา ) วัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต 
15. พระธรรมเมธาภรณ์ ( หลวงพ่ออัมพร ) วัดราชบพิธฯ เขตพระนคร 
16. พระพุทธวรญาน ( หลวงพ่อมงคล ) วัดประยุรวงศาวาส เขตธนบุรี 
17. พระธรรมวราจารย์ ( หลวงพ่อแบน ) วัดบวรนิเวศฯ เขตพระนคร 
18. พระธรรมกิตติวงศ์ ( หลวงพ่อทองดี ) วัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง 
19. พระธรรมธีรราชมหามุนี ( หลวงพ่อวิเชียร ) วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ 
20. พระมงคลเทพโมลี  ( หลวงพ่อสุพจน์ ) วัดสุทัศน์ฯ เขตพระนคร 
21. พระเทพรัตนโมลี ( หลวงพ่อชนินทร์ ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เขตพระนคร 
22. พระธรรมเสนานี ( หลวงพ่อถาวร ) วัดพระเชตุพนฯ เขตพระนคร 
23. พระเทพบัญญานุมนี ( หลวงพ่อลือชัย ) วัดราชาธิวาส เขตดุสิต 
24. พระเทพสังวรญาน ( หลวงพ่อสงวน )วัดราชประดิษฐ์ฯ เขตพระนคร 
25. พระเทพประสิทธิคุณ ( หลวงพ่อผัน ) วัดระฆังฯ เขตบางกอกน้อย 
26. พระเทพวิสุทธเมธี ( หลวงพ่อเที่ยง )วัดระฆังฯ เขตบางกอกน้อย 
27. พระเทพปัญญาเมธี ( หลวงพ่อสนิท ) วัดไตรมิตรฯ เขตสัมพันธวงศ์ 
28. พระเทพวิสุทธิกวี ( หลวงพ่อพิจิตร ) วัดโสมนัสวิหาร เขตป้อมปราบ 
29. พระเทพรัชมงคลเมธี ( หลวงพ่อศิลา ) วัดนรนาถสุนทริการาม เขตพระนคร 
30. พระปริยัติโมลี ( หลวงพ่อสมศักดิ์ ) วัดชนะสงคราม เขตพระนคร 
31. พระราชมงคลญาน ( หลวงพ่อสงัด ) วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ 
32. พระราชปริยัติบดี ( หลวงพ่อเอื้อน ) วัดสามพระยา เขตพระนคร 
33. พระธรรมเจติยาจารย์ ( หลวงพ่อวิริยังค์ ) วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง 
34. พระธรรมนันทาจารย์ ( หลวงพ่อผล ) วัดเชิงหวาย ( เวตวันธรรมวาส ) เขตบางซื่อ 
35. พระครูวิสุตธรรมรส ( หลวงพ่อแคล้ว ) วัดดอนเมือง เขตดอนเมือง 
36. พระครูโกศลปิยกิจ ( หลวงพ่อเชวง ) วัดหลักสี่ เขตดอนเมือง 
37. พระครูผาสุการโกวิท ( หลวงพ่อผูก ) วัดเลา เขตบางขุนเทียน 
38. พระครูเกษมธรรมาภาตินันท์ ( หลวงพ่อเผื่อน ) วัดกำแพง เขตบางขุนเทียน 
39. พระธรรมสิริชัย ( หลวงพ่อบุญเลิศ ) วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ 
40. พระราชกิตติเมธี ( หลวงพ่อทอง ) วัดเบญจมบพิตรฯ เขตดุสิต 
41. พระเมธีปริยัตยาภรณ์ ( หลวงพ่อบุญชุม ) วัดเบญจมบพิตรฯ เขตดุสิต 
42. พระครูสิริทัตสุนทร ( หลวงพ่อบุญศรี ) วัดคณิกาผล เขตป้อมปราบ 
43. พระธรรมวรเมธี ( หลวงพ่อสมชาย ) วัดเทพศิรินฯ เขตป้อมปราบ 
44. พระราชวิสุทธิมุนี ( หลวงพ่อบุญเรือง ) วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน 
45. พระวิมลศีลาจาร ( หลวงพ่อเสงี่ยม ) วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน 
46. พระครูภาวนาภิราม( หลวงพ่อบริลักษณ์ ) วัดเจริญธรรมาราม เขตบางเขน 
47. พระครูปราโมทย์ธรรมโสภณ ( หลวงพ่อหลอด ) วัดสิริกมลาวาส เขตลาดพร้าว 
48. พระครูสิริธรรมสุธี ( หลวงพ่อศรี ) วัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม 
49. พระครูปิยศีลาภรณ์ ( หลวงพ่อจำปี ) วัดจันทร์ใน เขตบางคอแหลม 
50. พระครูภาวนานุสิฐ ( หลวงพ่อขาว ) วัดบุญศรีมุนีกรณ์ เขตลาดพร้าว 
51. พระครูพุทธิวงศมุนี ( หลวงพ่อบุญมา ) วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ 
52. พระเทพสารเวที ( หลวงพ่อสุบิน ) วัดเครือวัลย์ เขตบางกอกใหญ่ 
53. พระราชสังวรวิมล ( หลวงพ่อพร ) วัดกัลยานมิตร เขตธนบุรี 
54. พระราชปริยัติเมธี ( หลวงพ่อประกอบ )วัดชนะสงคราม เขตพระนคร 
55. พระเทพวรมุนี ( หลวงพ่อสุกรี )วัดหนัง เขตจอมทอง 
56. พระโสภณธรรมรส ( หลวงพ่อสุรชาญ ) วัดยายร่ม เขตจอมทอง 
57. พระอมรสมาจาร ( หลวงพ่อเอื้อน ) วัดบางขุนเทียนกลาง เขตจอมทอง 
58. พระเทพศีลวิสุทธิ์ ( หลวงพ่อพลายงาม ) วัดราชสิทธาราม เขตบางกอกใหญ่ 
59. พระเทพปริยัติสุธี ( หลวงพ่อโฮม ) วัดโมลีโลกยาราม เขตบากกอกใหญ่ 
60. พระเทพวิสุทธิโสภณ ( หลวงพ่อวรรณ ) วัดดุสิดาราม เขตบางกอกน้อย 
61. พระครูวิมลสีลคุณ ( หลวงพ่อธงชัย ) วัดโตนด เขตภาษีเจริญ 
62. พระราชธรรมมาภรณ์ ( หลวงพ่อบุญธรรม ) วัดอินทารามวรวิหาร เขตธนบุรี 
63. พระธรรมโมลี ( หลวงพ่อสมศักดิ์ ) วัดพิชยติการามฯ เขตคลองสาน 
64. พระศรีวิสุทธิดิลก ( หลวงพ่อวิชิต ) วัดประยูรวงศาวาส เขตธนบุรี 
65. พระเมธีธรรมาภรณ์ ( หลวงพ่อประยูร ) วัดประยูรวงศาวาส เขตธนบุรี 
66. พระธรรมราชานุวัตร ( หลวงพ่อกมล )วัดพระเชตุพนฯ เขตพระนคร   


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 8 ก.พ. 2552 (02:58)
สมัยก่อนนี้ เราเรียนกันวันเสาร์ด้วย แต่เรียนกันครึ่งวัน เป็นวันที่เราเรียนและแต่งชุดลูกเสือ จำได้ว่ามีการสวดมนต์ยาวมาก ทุกวันนี้ผมเชื่อว่านักเรียนเก่าสมัยก่อนก็คงยังจำบทสวดเหล่านั้นขึ้นใจ

เมื่อมีคำถามว่า "ธรรมะคืออะไร" เรามักจะตอบกันสนุกๆว่า "ธรรมะ คือ คุณากร......." เพราะจำได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในบทสวด

สมัยนั้นผมสงสัยมากว่าบทสวดชัยมงคลคาถา (พาหุง 8 บท) ที่เราสวดกันในโรงเรียนตรงท่อนสุดท้ายทำไมจึงต่างจากที่พระท่านสวดในวัดพลับพลาชัย
คือ เราสวดว่า
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมาะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง

แต่พระท่านสวดว่า

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมาะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทดลองฟังสวดได้ที่นี่ครับ >>> บทสวดพาหุง

มาค้นดูภายหลังจึงทราบที่มาว่า คาถาพาหุง 8 บทนี้เป็น  "คาถาว่าด้วยชัยชนะ 8 ประการ อันเป็นมงคลของพระพุทะเจ้า" พระท่านสวดเช่นนั้นถูกต้องแล้ว แต่เรื่องมีอยู่ว่า 

86006

เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเข้าร่วมกับ ฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 (วงเวียน 22 กรกฎาคม คือ อนุสาวรีย์ของเหตุการณ์ครั้งนั้น ดูภาพถ่ายดาวเทียม) และทรงได้ส่งทหารไปสู่สงครามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2461 (จำได้จากหนังสือเรียนสมัยนั้นว่ากองทหารไทยที่ไปครั้งนั้นอยู่ใต้การบังคับบัญชาของนาบพลเปแตง ชาวฝรั่งเศส) พระองค์ทรงนำกองทัพสวดคาถาพาหุง พร้อมทั้งคำแปลที่ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นวสันตดิลกฉันท์ เพื่อชัยชนะแห่งกองทัพไทย และฝ่ายพันธมิตร

ฉันท์พระราชนิพนธ์บทนี้ ทรงนำเอา "ชยมังคลอัฏฐกคาถา" บทแรก (คือบทพาหุง) มาลงไว้ดัดแปลงตอนท้ายจากเดิม ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ เป็น ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 8 ก.พ. 2552 (11:56)

129273

เมื่อยืนอยู่ในตัว U ของอาคารเรียน หันหน้าไปทางตะวันตก
ทางซ้ายมือของอาคารเรียนจะเป็นศาลาการเปรียญ
เราได้มีโอกาสขึ้นไปสวดมนต์ฟังเทศกันบนศาลานี้

ผมชอบมากครับ
ทั้งที่ฟังพระเทศน์ไม่รู้เรื่องเท่าใดนักแต่ก็ชอบ
เพราะได้พักผ่อนสมองไม่ต้องเรียนเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 10 ก.พ. 2552 (00:04)
129606
สมัยก่อนนี้ เราไม่มีเงินเหรียญ 1 บาท 5 บาท และ 10 บาทอย่างในปัจจุบัน แต่เราใช้เงินในรูปของธนบัตร ดังแสดงในรูป
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 10 ก.พ. 2552 (00:12)
129607

พูดถึงเรื่องเงินทำให้นึกถึงภาพยนต์เพลงไทยอมตะเรื่องหนึ่งในสมัยนั้น คือ "เงิน เงิน เงิน" แสดงโดยพระเอก นางเอกคู่ขวัญ มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฏร์


127558
129608

ภาพยนต์เรื่อง "เงิน เงิน เงิน" นี้ฉายที่ "โรงภาพยนต์เฉลิมเขตร์" (ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2516) ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนของเรา แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของวัดเทพศิรินทร์ ผมจำได้ว่าฉายอยู่นานหลายเดือน เป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

หน้าโรงภาพยนต์เฉลิมเขตร์สมัยก่อน ตอนกลางคืนสนุกสนานคึกคักมาก เปรียบได้คล้ายๆกับหน้าโรงภาพยนต์ดังๆในสมัยนี้นั่นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 10 ก.พ. 2552 (12:38)

ความเห็นที่ 91 ของผม เดิมทีไม่มีรูปนะครับ คงเป็น ดร.แขชนะ ไปหามาแปะให้
ก็ขอบคุณนะครับ
ที่จริงรูปนี้ ผมก็ไม่เคยเห็นด้วย และก็ไม่แน่ใจว่ามีผมในรูปด้วยหรือเปล่า
แต่พอจำได้เลา ๆ ว่า ศาลาที่เราเป็นร้อย ๆ คนขึ้นไปสวดมนต์ด้วยกันนั้น
จะเป็นศาลาเรือนไม้ใต้ถุนสูงมากที่เดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 10 ก.พ. 2552 (12:48)

สมัยนั้น โรงภาพยนต์จะมีชื่อนำหน้าว่า ศาลา เฉลิม ...
เช่น เฉลิมกรุง เฉลิมไทย เฉลิมเขตร์ เฉลิมบุรี
รุ่นหลังมาก็จะมีคำว่า รามา และ เทียร์เตอร์
โรงภาพยนต์ยุกหลัง นี้จะไม่มีคำเหล่านี้
เริ่มด้วย คิงส์ ควีนส์ และแกรนด์ นำร่องก่อน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 10 ก.พ. 2552 (17:03)
129751

เงินสมัยก่อนนี้มีค่ามาก 1 สลึง หรือ 25 สตางค์นั้นสามารถซิ้อโจ๊กเปล่าๆได้ 1 ชาม เงิน 10 บาทถือว่ามีค่ามากสำหรับเด็กๆอย่างเรา

ขณะที่ภาพยนต์เพลงเรื่อง "เงิน เงิน เงิน" เข้าฉายอยู่นั้น ทางโรงเขาก็ทำโฆษณาหนังโดยพิมพ์เนื้อเพลงเป็นเล่มเล็กๆแจก เพลงที่ดังเพลงหนึ่งที่ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมคือเพลง "หยาดเพชร" ร้องโดยคุณชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินแห่งชาติ (ฟังเพลงเก่า :: หยาดเพชร - ชรินทร์ นันทนาคร <<< ได้ที่นี่ครับ) เนื้อเพลงที่ทำเป็นเล่มนั้น ตรงขอบๆจะพิมพ์ลวดลายคล้ายธนบัตรสมัยก่อน เรามักจะเอามาฉีกแล้วพับหลายๆทบให้เห็นเฉพาะตรงที่คล้ายๆธนบัตร แล้วเอาไปวางตรงทางเดิน จากนั้นพวกเราก็ไปแอบดูปฏิกิริยาของคนที่เดินผ่ามมาเห็น ตลกมากครับ เพราะแต่ละคนก็จะมีท่าทางต่างๆกันไป ผู้หญิงบางคน ใส่ส้นสูง หน้าตาดี๋ดี เหลียวซ้ายแลขวาแล้วก้มลงหยิบ แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้รีบเดินต่อไป จนเกือบล้มเพราะรองเท้าส้นสูง เด็กนักเรียนบางคนดีมาก พอพบเงินก็จะมองหาเจ้าของแถวๆนั้น ถ้าไม่พบก็เอาไปให้ตำรวจ กรณีนี้หายากมากในปัจจุบัน พวกเราไปเอาเนื้อเพลงมาหลายเล่ม แอบเฝ้ามองดูอยู่หลายคน สมัยนั้นรู้สึกสนุกเป็นบ้าเลยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 10 ก.พ. 2552 (21:35)

เงิน เงิน เงิน
เงินเท่านั้นเสกสรรให้เราได้
ทุกคนเป็นใหญ่ได้ด้วยเงิน

ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวในโรงเรียนชามละ 50 สตางต์
10 บาทก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 20 ชาม
10 บาทตอนนั้นเทียบกับเดี๋ยวนี้ก็ประมาณ 500 บาท

ตอนที่อยู่วัดพลับพลาชัย ก็มีการเล่นของพวกมีเงินอีกอย่าง
คล้าย ๆ กับที่ดร.แขชนะเล่า คือจะมีคนเอาธนบัตร 10 บาทหรือ 5 บาท
เอาเชือกด้ายที่มองแทบไม่เห็นผูกกับธนบัตรนั้น แกล้งเป็นทำหล่น
แล้วแอบ เมื่อมีใครจะหยิบ ก็จะดึงธนบัตรหนีมือ
หากมีคนพยายามตามเก็บก็จะเป็นที่เฮฮา

เมื่อเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
ผมก็ต้องห่อข้าวไปโรงเรียนและได้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ 50 สตางค์


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 11 ก.พ. 2552 (01:58)
129837

เพื่อนนักเรียนที่ย้ายมาจากโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี มาเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมีอยู่ด้วยกัน 10 คน คือ อาทร ชูชัย สุวิชช์ คณิต นิรันดร์ สมทรง สมเกียรติ ธีระเดช ผม และ อีกคนหนึ่ง คือ ศรีสมพร น่าเสียดายที่ผมไม่รู้เอารูปไปไว้ที่ไหนตอนย้ายบ้าน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 11 ก.พ. 2552 (02:13)
129838

โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่สร้างคนมีชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมากมาย โรงเรียนตั้งอยู่บนถนนบำรุงเมือง ใกล้กับโรงพยาบาลหัวเฉียวในปัจจุบัน สมัยที่ผมเรียนที่นั่น คุณแม่ของอาจารย์นิรันทร์ก็เป็นครูที่นั่นด้วยเหมือนกัน แต่ท่านสอนระดับมัธยม ตอนหลังโรงเรียนเลิกกิจการไป ผมเคยถ่ายรูปโรงเรียนไว้ เสียดายมากที่หายังไม่พบ เมื่อเร็วๆนี้ผมขับรถผ่าน ได้เห็นอาคารที่คุ้นตามาก คืออาคารรูปทรงเดิมเดียวกับโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีที่ผมเคยเรียนอยู่(ดังรูป) จึงรีบถ่ายรูปเก็บไว้ อาคารที่เห็นนี้เหมือนกันที่ผมและอาจารย์นิรันดร์เริ่มรู้จักกันเมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว เราเริ่มเรียนชั้นอนุบาล 1 ตรงนี้ ชั้น 2 เป็นที่สำหรับให้นักเรียนนอนตอนกลางวันหลังรับประทานอาหาร ซึ่งผมปฏิเสธที่จะนอนกลางวันเสมอ จนครูลงความเห็นว่าผมเป็นพวกปัญญาอ่อน ดังที่เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันนี้ทำเป็นศูนย์การค้าส่งออก ตึกสูงๆที่เห็นอยู่ด้านหลังขวามือคือโรงพยาบาลหัวเฉียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 11 ก.พ. 2552 (10:41)

ต้องไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง สร้างใหม่ได้เหมือนมาก แต่สีรู้สึกจะเพี้ยน ๆ ไป
เห็นแล้วก็คิดถึงโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีขึ้นมาทันที
ตึกหลังนี้ อยู่ในความฝันของผมเสมอในวัยเด็ก(นอนหลับแล้วฝันว่าวิ่งเล่นบนตึกนี้)
เด็ก ๆ แทบจะไม่ได้ขึ้นไปโดยเฉพาะบันไดที่เห็นกลางภาพตึก
เพราะขึ้นไปจะเป็นห้องครูใหญ่

ทุกวัน เราจะต้องท่องกำพืดของเราด้วยความภาคภูมิใจ
"โรงเรียนของเราชื่อ ..... "
ดร.แขชนะยังคำได้หรือเปล่าครับ

เพื่อนผู้หญิงที่อยู่ข้างผม เธอน่าจะชื่อ "ขนิษฐ์" นะครับ(ออกเสียงเหมือน "คณิต")
ไม่แน่ใจว่า "สุรสิทธิ์" ได้มาเรียนที่ ส.พ.ช.ด้วยหรือเปล่า ตัวขาว ๆ วิ่งเร็ว ๆ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 11 ก.พ. 2552 (11:36)
129877

ใช่ครับสีออกจะเพี้ยนไป แต่เดิมผมจำได้ว่าสีคล้ายๆตู้รถไฟ คือส่วนล่างของอาคาร ตรงเสาจะเป็นสีเบจ ชั้นบนจะเป็นสีน้ำหมาก

ผมจำสุรสิทธิ์ได้ครับ เวลาพูด ส.เสือ จะมีลมออกมาทางมุมปาก 2 ข้าง ผมต้องคอยหลบกลัวน้ำลายจะกระเด็นใส่ สุรสิทธิ์ ไม่ได้ย้ายไปกับเราด้วย ไม่ทราบไปอยู่ที่ไหน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 11 ก.พ. 2552 (12:22)
129897

"โรงเรียนของเราชื่อ ..... " จำได้ครับ ครูประจำชั้น ป.1 และ ป.2 ชื่อ "ครูเกิดดี ซื่อตรง" ให้เราท่องประจำ พอขึ้น ป.3 "ครูสุภา หนูเทศ" ครูประจำชั้นคนใหม่  ให้เราคัดไทย..และตบท้ายด้วยว่า โรงเรียนเรามี 2 แห่ง อีกสาขาหนึ่งอยู่ฝั่งธนบุรี

จำได้ว่าตอนเรียน ป.4 มีงานแสดงที่โรงเรียนของเรา ครูสุภาออกไปรำ ผมไปช่วยครูสุภา ท่านก็เลยให้รูปเป็นที่ระลึก รูปนี้เก็บไว้นานเกือบ 50 ปีแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 12 ก.พ. 2552 (13:02)
130060

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 14 ก.พ. 2552 (02:52)

แวะมาทักทายครับ


sai6205

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 14 ก.พ. 2552 (03:14)

ขอบคุณมากครับ เป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆครับ ที่ไม่ได้เป็นไอ้บ้าคุยอยู่คนเดียว
แวะเข้ามาบ่อยๆนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 15 ก.พ. 2552 (10:41)

โรงเรียนทัดสิงห์ เป็นโรงเรียนที่ผมใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนมากที่สุด
คืออยู่ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่(แม่เป็นครูที่นั่น และยังเป็นครูของพี่สาวของ ดร.แขชนะด้วย)
ผมใช้เวลาเรียนที่ทัดสิงห์ยาวนานกว่าเรียนที่อื่น คืออนุบาล 3 ปี(ทั้งที่คนอื่นเรียนเพียง 2ปี)
แล้วก็ประถมอีก 4 ปี ซึ่งอาจจะเกินได้เป็น 7 ปี (หากสอบเข้าเรียนที่วัดพลับพลาชัยไม่ได้)
หากนับตอนอยู่ในท้องด้วยก็จะยิ่งนานขึ้นไปอีก {#emotions_dlg.a2}

ดีใจที่ได้เห็นรูปคุณครูสุภา ท่านเป็นคนใจดีมาก
สมัยนั้น อัดรูปหนึ่ง ราคาแพงมาก ค่ารูปโพสการ์ด 1 ใบ กินก๋วยเตี๋ยวได้หลายชาม


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 16 ก.พ. 2552 (10:12)

คุณจำปา ถ้าเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ก็คงจะรุ่นราวคราวเดียวกับเรา
อาจจะบวกลบสัก ๕ ปี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 16 ก.พ. 2552 (11:00)

ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์เท่านั้นหรือคะ??

เคยซื้อไอติมหวานเย็นเป็นแท่งทรงกระบอก แท่งละสลึงค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4143 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 16 ก.พ. 2552 (12:51)

เมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว ลูกคนโตของผมอายุสิบขวบครับ น่าจะอ่อนกว่าคุณจำปาสักห้าปี
ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงในโรงเรียนในกรุงเทพฯน่าจะอยู่ที่ สามบาทเห็นจะได้

อ่านการดำรงชีพคุณจำปาในชนบท น่าจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
ข้างนอกจะวุ่นวายอย่างไร ชีวิตในชนบทก็น่าจะอยู่ได้สบาย น่าอิจฉาจัง
ไม่มีเงินก็อยู่ได้ ชีวิตผม หากไม่มีเงิน ไม่รู้ว่าจะรอดได้อย่างไร


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 16 ก.พ. 2552 (15:30)

น่าเสียดายนะครับ

ความไว้วางใจ ความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปันและการให้อภัยกัน
ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่สะดวกสบายนัก แต่ก็มีความสุข
พอความเจริญเข้าถึงชนบท หนี้สินก็ตามมา

ไม่รู้จะเรียกความเจริญหรือว่าเสื่อมดี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 16 ก.พ. 2552 (22:08)
ดีใจมากครับที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนพูดคุยด้วย ไม่งั้นก็มีแต่อาจารย์นิรันดร์ที่คอยมาเยี่ยม(เอาข้าวมันไก่กับโอเลี้ยงมาส่ง) สนุกดีครับที่ได้รู้เรื่องราวอีกมุมหนึ่งของคุณcutiebuffy(เพิ่งจะรู้ว่าแปลว่าจำปา ไม่เคยเรียนมาก่อนครับ)

ครูไผ่เคยซื้อไอติมหวานเย็นเป็นแท่งทรงกระบอก แท่งละสลึงแสดงว่าต้องร่วมสมัยกับผมและอาจารย์นิรันดร์แน่ เพราะผมเคยหนีแม่ไปแอบขายไอติมหน้าโรงงิ้ว ราคานี้แหละครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 17 ก.พ. 2552 (15:11)

ดีใจจังที่ได้คุยเกี่ยวกับลาวหรืออีสาน คุณจำปามาจากลาวทางไหนครับ อีสานเหนือหรืออีสานใต้ครับ (เวียงจันทน์ หรือปากเซ) ผมอยากเชิญให้มาอ่านบทความที่ผมเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว >>> เคล็ดลับการพูดภาษาอีสานแบบฟิสิกส์ควันตัม อ่านแล้วช่วยกรุณาให้ความเห็นด้วยจะขอบคุณมาก

ตอนที่พ่อผมทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว ผมก็ไปอยู่ด้วยครับ บ้านเราอยู่แถวๆวัดไต ใกล้กับสนามบินเวียงจันทน์ ทุกวันนี้เลยติดข้าวเหนียวมากว่าข้าวเจ้าครับ

ดอกจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว ได้ฟังเพลง "ดวงจำปา" แล้วคิดถึงเมืองลาวมาก>>>  ฟังเพลง เพลง ดวงจำปา ฟังเพลงออนไลน์ - อรวี สัจจานนท์ เนื้อเพลง ดวงจำปา

เพลง:ดวงจำปาหรือ จำปาเมืองลาว
อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศสเมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในสมัยนั้นได้เห็นโดยอุตมะ ได้ใช้ ดอกจำปาหรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ในอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง ดวงจำปา
เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเองและหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว
ที่มาข้อมูล : จาก http://www.geocities.com/ped_degree/lpbg/


โอ้ดวงจำปา....เวลาซมดอก
นึกเห็นพันซ่อง....มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้....ในกลิ่นเจ้าหอม
เห็นสวนดอกไม้....บิดาปลูกไว้....ตั้งแต่นานมา
เวลาง่วมเหงา....เจ้าซ่วยบรรเทา....เฮาหายโศกา
เจ้า ดวงจำปา....คู่เคียงเฮามา....แต่ยามน้อยเอย


 


กลิ่นเจ้าสำคัญ....ติดพันหัวใจ
เป็นน่าฮักใคร่....แพงไว้เซยซม
ยามเหงาเฮาดม....โอ้ ดวงจำปา
เมื่อดมกลิ่นเจ้า....ปานพบเพื่อนเก่า...ที่พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้....ที่งามวิไล...ตั้งแต่ใดมา
เจ้าดวงจำปา....มาลาขวัญฮัก...ของเฮียมนี้เอย


 


โอ้ดวงจำปา....บุปผาเมืองลาว
งามดั่งดวงดาว....ชาวลาวเพิ่งใจ
เกิดอยู่ภายใน....แดนดินล้านซ้าง
ถ้า ได้พลัดพราก....หนีไปไกลจาก....บ้านเกิดเมืองนอน
เฮาจะเอาเจ้า....เป็นเพื่อนบรรเทา....เท่าสิ้นซีวา
เจ้าดวงจำปา....มาลางามยิ่ง....มิ่งเมืองลาวเอย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 17 ก.พ. 2552 (22:58)

อยากให้เข้ามาดูที่นี่ครับ ที่นี่เมืองไทย ที่หลายคนยังไม่รู้จัก

cutiebuffy แปลว่าน้องกระบือผู้น่ารัก {#emotions_dlg.q2}
ฟังดูเฉพาะชื่อ(ไม่ได้หมายถึงบุคคลนะครับ) ชื่อเพราะๆอย่างนี้เข้ากับชื่อโรงเรียนเพราะๆคือ "กาสรกสิวิทย์" ฟังดุเท่และน่าเรียนมากใช่ไหมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 18 ก.พ. 2552 (10:53)

หากนับคุณจำปาเป็นคนลาว ผมคงถูกนับเป็นมอญหรือพม่า
ดร.แขชนะอาจถูกนับเป็นคนจีน

ผมเคยเดินทางไปประชุมต่างประเทศ
พบคนลาว ก็ถือเป็นเพื่อนบ้านเรา ผมก็ปรี่ไปปราศัยด้วยไมตรี
เป็นภาษาอังกฤษ
เพื่อนลาวคนนี้ ตอบกลับเป็นภาษาไทยกรุงเทพฯชัดเป๊ะ ๆ
ผมงี้ เขินไปเลย

ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ทำไม ไทย ลาว ไม่รวมเป็นประเทศเดียวกันไปเสียเลย
เหมือนกับว่า พี่น้องที่แยกจากกันไปกลับมารวมกันอีกครั้ง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27039 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 18 ก.พ. 2552 (20:45)

ขณะนี้ผมอยู่ที่ปีนัง หรือเกาะหมากของเราเมือก่อนนี้ จับมารวมเป็นประเทศเหมือนเก่าใครจะยอม ลาวก็เช่นกันครับ
ถ้าพิจารณาว่าพื้นที่ใดที่ ใครที่พูดภาษาลาวหรืออีสานมีจำนวนเท่าไร ก็จะพบว่าคนกรุงเทพที่พูดภาษากลาง หรือที่พูดภาษาปักษ์ใต้ จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยทันที


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 20 ก.พ. 2552 (00:06)

ผมเริ่มสนใจภาษาลาวหรือภาษาอีสานตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนชั้น ป 7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตอนนั้นพ่อไปทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ช่วงบิดเทอมผมก็ไปเยี่ยมพ่อและแม่ ช่วงนั้นผมมีความสุขมาก ได้เห็นอะไรแปลกตาไปจากที่เราคุ้นเคยที่กรุงเทพ ผมนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงที่สุดเขตแดนสยามคือจังหวัดหนองคาย เพื่อนที่ทำงานพ่อมารับที่ฝั่งไทย จากนั้นก็นั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขงที่ท่าเสด็จ ตื่นตาตื่นใจมากเพราะไม่เคยมา"ต่างประเทศ"เลย แม่น้ำโขงกว้างใหญ่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผมคุ้นเคย ยืนอยู่ที่ฝั่งไทยมองไปฝั่งลาวดูไกลลิบๆ ผมลองจับเวลานั่งเรือข้ามไปถึงท่าเดื่อฝั่งลาว ใช้เวลา 6 นาที ได้เห็นหน้าพ่อ-แม่ ผมก็โผเข้ากอดทันที กลั้นน้ำตาไม่อยู่เลยครับ พ่อขับรถ Ford รุ่น consule สีเขียวอ่อนมารับ เราต้องเดืนทางต่อไปยังตัวเมืองเวียงจันทน์ ใช้เวลาราวๆ 45 นาที ก่อนถึงทางเข้าเมืองจะเป็นค่ายทหารใหญ่มีชื่อว่า "ค่ายจินายโม่" แปลเป็นไทยว่า "ค่ายจิ้งหรีดโม้" พ่อขัยรถต่อไปอีกเล็กน้อยก็มาถึงตัวเมือง ผ่านวัดต่างๆมากมาย มีวัดหนึ่งซึ่งมีชื่อคุ้นหูมากคือ "วัดสีสัตตะนาคะนะหุต" (เขียนแบบลาว) พ่อชี้ให้ดู "วัดพระแก้ว" ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่นี่ จากการที่ผมเรียนวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ค่อยรู้เรื่อง ได้คะแนนตกเป็นประจำ (เรียนกับครูวินัย สุขยืด ครูประจำชั้นของอาจารย์นิรันดร์) ผมก็เริ่มสนใจค้นหาเกี่ยวกับจังหวัดหนองคาย ประวัตินครวียงจันทน์ ประวัติวัดพระแก้ว ตลอดจน ชื่อ "วัดสีสัตตะนาคะนะหุต" ผมรู้สึกสนุกมากขึ้นกับวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ คะแนนพุ่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ศึกษาต่อไปก็พบว่า เมืองศรีสัตนาคนหุตนั้นก็หมายถึงดินแดนลาวซึ่งตอนหลังมีการแตกแยกไปเป็น สามเมืองคือ
- เมืองหลวงพระบาง
- เมืองเวียงจันท์
- เมืองจำปาศักดิ์
จะเรียกชื่อเมืองไหนก็ต้องใช้ศรีสัตนาคนหุต แล้วมีคำห้อยท้าย ดูจากรากศัพท์แล้วเป็นที่ถกเถียงกันเป็นสองแบบบ้างก็ว่า คำว่า "สัตตนาคนหุต" นั้นมาจากคำว่า "สัตตนาค" คือ "สัตต" เป็นคำบาลี หมายความว่า "เจ็ด"
"สัตตนาค" จึงหมายถึงนาคเจ็ดตัว ซึ่งเป็นผู้ปกปักดูแลอาณาจักร
เราจะเห็นรูปป้นพญานาคตามที่ต่างๆมากมายในเวียงจันทน์โดยเฉพาะตามวัดทั้งหลาย แล้วยังมีเรื่องของ "บั้งไฟพญานาค"อีกด้วย

บ้างก็ว่ากรุงศรีสัตนคนหุตล้านช้างสร้างเมื่อปี พ.ศ.2103โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์องค์ที่39แห่งราชวงศ์ล้านช้างร่มขาว สาเหตุที่เรียกว่าล้านช้าง อาจจะเพี้ยนมาจากคำว่าลานช้าง เป็นล้านช้าง เนื่องจากสมัยก่อน บริเวณนี้คือ
ที่อยู่อาศัยของช้าง ส่วนคำว่าศรีสัตนาคนหุตนั้น เป็นคำผูกที่ปราชญ์โบราณ
ของลาวตั้งขึ้น คือ สัตตะ แปลว่า 100 นาคะ แปลว่าช้าง นหุตแปลว่าหมื่น
รวมเป็นช้างร้อยหมื่นหรือช้างสิบแสนตัว เท่ากับ1ล้าน เลยเรียกชื่อว่า
กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ในประวัติศาสตร์ล้านช้างก็คือเมืองเวียงจันทน์ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เราก็มีเรื่องเคืองแค้นกัน พระเจ้าตากสินพิโรธมากจึงได้ตรัสสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์และพระยาจักรีสองพี่น้องยกทัพไปตีกรุงศรีสัตนคนหุตล้านช้างโดยทำให้เราได้ลาวเป็นเมืองขึ้นและได้อันเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มาด้วย

จากวัดพระแก้ว พ่อขับรถผ่านตลาดใหญ่ มีชื่อว่า "ตลาดเช้า" เป็นตลาดใหญ่มากขายของหลากหลายชนิด คล้ายตลาดจตุจักรบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นของสด และขายกันเฉพาะช่วงเช้า พ่อขับรถต่อไปทางสนามบินซึ่งอยู่อีกซึกหนึงของเมืองเวียงจันทน์ บ้านเราอยู่ใกล้วัดสองวัดคือ วัดอุโมงค์ กับวัดไต เป็นบ้านเช่าสองชั้น เจ้าของบ้านเป็นรองอธิบดีกรมอนามัย ชื่อ "ท้าวถอ" (คุณถอ) มีลูกสาวหนึ่งคน อายุอ่อนกว่าผม 2 ปี ชื่อจ๊อด ป่านนี้ก็อายุห้าสิบกว่าปีแล้วครับ

วันนั้นแม่ทำลาบและข้าวเหนียวให้กิน เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต บางครั้งอาหารจะอร่อยไม่ได้ขึ้นกับรสชาด แต่ขึ้นกับว่าเราได้กินกับใคร พูดแล้วก็คิดถึงท่านทั้งสองมาก ท่านจากผมไปตามอายุขัยหลายปีมาแล้วครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 20 ก.พ. 2552 (00:48)

เพิ่งจะนึกออก ขอแก้ไขหน่อย

รถที่พ่อขับไปรับที่ท่าเดื่อนั้นเป็นรถเรโนลต์สีแดง เป็นรถคันแรกที่พ่อซื้อที่เวียงจันทน์ แต่ตอนหลังจึงเปลี่ยนเป็นรถฟอร์ด ที่จำได้นึกออกก็เพราะหมาตัวหนึ่งที่แม่ซื้อมาจากตลาดเช้า เป็นหมาพันธุ์ผสมระหว่าง คอกเกอร์สแปเนียล (ดูรูป) กับแม่หมาลาว หูใหญ่ตกๆเหมือนพ่อ ตัวสีดำ พ่อตั้งชื่อว่า Onyx แปลว่า "นิล"

131444

ผมรัก Onyx มาก มันซื่อสัตย์และรักเจ้าของ ตอนเช้าและเย็นที่แดดไม่ร้อนผมจะพามันไปวิ่งเล่นหลังบ้านซึ่งเป็นทุ่งนา มันชอบคึกตอนไปวิ่งเล่นกับผม และชอบเกลือกคลุกดินเป็นประจำ วันหนึ่งแม่บอกให้ผมอาบน้ำให้หมา ผมรักมันมากอยากให้มันตัวหอมๆ ก็เลยใช้แชมพูยี่ห้อดังที่เพิ่งออกใหม่ ซื้อมาจากฝั่งไทย อาบแล้วหอมฉุยเลย บังเอิญวันนั้นรถของพ่อเสีย ต้องเอาไปซ่อม เป็นรถมือสอง ผมติดรถออกไปเที่ยวด้วยแถมเอาหมาตัวโปรดติดรถไป พอไปถึงที่อู่ ลูกน้องช่างบอกว่าให้รอเดี๋ยว ช่างกำลังสระผมอยู่ รอสักพักหนึ่ง ช่างเดินหวีผมออกมา โอโฮ แชมพูที่ใช้กลิ่นหอมฟุ้ง กลิ่นเดียวกับเจ้า Onyx เลยครับ ผมก็เลยจำได้ว่ามันเป็นรถเรโนลต์สีแดง  เนื่องจากรถคันนี้เสียบ่อย พ่อก็เลยขายไปแล้วซื้อรถฟอร์ดที่พูดถึงตอนแรกมาแทน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 20 ก.พ. 2552 (12:08)

come to visit .......  interesting {#emotions_dlg.d4}


seamanfanclub
ร่วมแบ่งปัน20 ครั้ง - ดาว 107 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม