วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 997,781 ตอบแล้ว: 1,638
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1492 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| -3- 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 2 พ.ค. 2552 (22:27)

สวัสดีครับผมก็เคยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมาก่อน แต่เรียนแค่2ปี
คือ ป.5-6� ในปี พศ.2520-2522� ก่อนนั้นผมเรียนที่โรงเรียนบัณฑิตวิทยาอยู่ที่หลัง รพ.หัวเฉียว เข้าใจว่าตอนที่ อ.แขชนะเรียนที่ทัดสิงหเสนี� โรงเรียนนี้คงยังไม่ก่อตั้ง� เพราะจากประวัติที่ผมเสิร์ชเจอ� รร.บัณฑิตก่อตั้งก่อนผมเกิด น่าจะราวๆ 250กว่าๆ (ผมเกิด2510)� โรงเรียนบัณฑิตกับทัดสิงหเสนี ก็เพื่อนบ้านกัน หลังโรงเรียนติดกับหน้าโรงเรียนบัณฑิต�� น่าเสียดายที่โรงเรียนทัดสิงหเสนีถูกรื้อไปแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าชื่อโรงเรียนมีคำหน้าหน้าว่าสตรีด้วยรึป่าว จำได้แต่ทัดสิงๆ อะไรประมาณนี้ล่ะครับ
ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยที่ผมเรียนปีนั้น2520 เป็นปีท้ายๆที่ชั้นมัธยมกำลังจะถูกยกเลิก� เหลือแต่ประถมล้วนๆ���� รูปคุณครูข้างบนผมคุ้นๆอยู่4-5ท่าน� แต่มีท่านนึงผมจำได้แม่นคือคุณครูถนอม เพราะเคยเรียนกับท่านมาตอน ป.5 วิชาเกี่ยวกับศิลปะ� คุณครูถนอมดุมากๆ� จำได้มีอยู่ครั้งนึงมีงานให้ทำโดยให้เอาไม้ไอติมหลายอันมาปะติดกันด้วยกาวทำเป็นคล้ายๆตระกร้าหรือพานใส่ของ� ซึ่งต้องเอาไม้ไอติมอันที่ใช้แล้วที่เค้าทิ้งกันตามร้านขายไอติมเท่านั้น ใครถูกจับได้ว่าไปซื้อไม้ใหม่มา จะถูกลงโทษ���� พานอันที่ว่าผมเก็บไว้หลายปี� น่าเสียดายที่สูญหายไประหว่างย้ายบ้านจาก ซ.นาคบำรุง(ถัดจาก รร.ทัดสิงหเสนีไปไม่กี่ซอย)ไปลาดพร้าวเมื่อปี2532
แค่นี้ก่อนครับแล้วจะแวะมาใหม่ครับ� มีเรื่องเล่าอีกเยอะ


กำชัย
ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 3 พ.ค. 2552 (02:46)

ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาทั้งที่เยี่ยมเยียนเฉยๆ และเข้ามาทักทายเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยให้ฟัง รู้สึกดีใจที่มีคนเข้ามาคุยด้วยครับ ขอเชิญท่านอื่นแสดงความคิดเห็น รวมทั้งศิษย์ปัจจุบันด้วยครับ


ผมรู้สึกว่าโรงเรียนวัดพลับพลาชัยให้อะไรดีๆแก่ชีวิตผมมาก จึงอยากเล่าเรื่องที่ประสบมาให้ผู้อื่นฟังก่อนที่ความจำของผมจะเลอะเลือนไปเสียก่อน ดีใจที่ได้เห็นว่าเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพียง 3 เดือนก็มีผู้เข้ามาเยี่ยมห้าหมื่นกว่าคนแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 3 พ.ค. 2552 (21:24)

คุณกำชัย และ ดร.แขชนะครับ
วันนี้ ผมได้ไปเที่ยวกับศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีคนหนึ่ง
นอกจากเป็นศิษย์เก่าแล้วก็เป็นครูเก่าด้วย
ก็คุณแม่ของผมนั่นเอง

ตอนที่เรา(ผมและดร.แขชนะ)เรียนที่โรงเรียน ส.พ.ช. นั้น
โรงเรียนของเราก็มีเพียงสามชั้นเท่านั้นครับ คือ
ประถม 5 6 และ 7


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 234 3 พ.ค. 2552 (23:34)

 


 




รูปที่ผมนำมาลงนี่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ยังหลงเหลือมาจากสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย  เป็นกระเป๋าสตางค์ที่ทำตอนเรียนกับคุณครูถนอม น่าจะตอน ป.5  เสียดายที่ไม่มีสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นของโรงเรียนวัดพลับพลาชัย
ส่วนหลักฐานอื่นผมหาไม่เจอจริงๆครับ  เก่าสุดก็เป็นรูปสมัยที่ย้ายมาเรียนที่เทพศิรินทร์แล้ว
ตอนผมเรียนที่นี่กลายเป็นโรงเรียนประถมล้วนๆ ป1.-ป.6  ผมเข้าไปเรียน ป.5ปี2520 ชั้นมัธยมเหลือปีสุดท้ายแล้ว ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าที่โรงเรียนเราครั้งนึงเคยมีสอนระดับมัธยมหลังจาก อ.แขชนะจบออกไป  ซึ่งหลังจากตอนนั้นผมมาคิดดูก็น่าจะยุบเพราะมีโรงเรียนระดับมัธยมชายล้วน(เทพศิรินทร์)กับหญิงล้วน(สายปัญญา) ขนาบข้างกันอยู่
ผมเป็นรุ่นที่สองที่เรียนในระบบใหม่หลังจากยุบ ป.7 แต่ไปเพิ่มในระดับมัธยมปลาย   ผมเรียน ป.5ที่ตึกข้างโบสถ์ และมาเรียน ป.6ที่ตึกด้านในโรงเรียน แต่อยู่ฝั่งริมถนนใหญ่เหมือนกันทั้งคู่  ตอน ป.5นี่แหละมีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย คือได้เกิดเพลิงไหม้ที่บ้านฝั่งตรงข้ามอาคารเรียน แต่ว่าเป็นวันหยุดหรือนอกเวลาเรียนอะไรนี่ล่ะครับ  
อ้อ สมัย ป.5ผมจำชื่อ ครูประจำชั้นไม่ได้ จำได้แต่สมัย ป.6คือ คุณครู อาภา บัวบาน  ค่อนข้างดุครับ   คุณครูอาภา มีลูกสาว2คนเรียนที่นี่ด้วย ในระดับประถมต้น เป็นไปได้ว่าคุณวีรวัฒน์อาจจะเคยเรียนกับลูกสาวคนเล็กของคุณครูอาภา
ที่บ้านผมเรียนประถมต้นที่บัณฑิตวิทยาทุกคน(ยกเว้นพี่คนโตอยู่กับญาติที่ ตจว)
ผมกับน้องสาวคนถัดจากผมปีนึงมาต่อที่พลับพลาชัยแล้วแยกกันไปที่เทพศิรินทร์กับสายปัญญา  น้องชายคนเล็กจบ ป.6ที่บัณฑิตแล้วไปต่อเทพศิรินทร์  ส่วนพี่คนรองจบ ม.3ที่บัณฑิตแล้วไปต่อ ไตรมิตรวิทยา

แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ แล้วจะแวะมาใหม่ครับ


กำชัย
ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 237 4 พ.ค. 2552 (09:57)



ดีใจมากครับที่คุณกำชัยเข้ามาเล่าเรื่องราวเก่าๆ อีกทั้งยังเอารูป "กระเป๋าสตางค์ประวัติศาสตร์" มาให้ชมกัน

ผมกับอาจารย์นิรันดร์ก็ทำกระเป๋าเหมือนกันครับ แต่เป็นคนละดีไซน์กับของคุณกำชัย ของผมหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ 40 กว่าปีมาแล้ว

แต่ที่แน่ๆคือ เราได้รับความรู้จากครูถนอม เกษสุวรรณ สมัยก่อนนี้ ก่อนที่เราจะทำลวดลายลงบนเครื่องหนัง เราจะต้องเอาตะปูมาตะไบตรงหัวให้เป็นลวดลายต่างๆ เพื่อที่จะเอาไปตอกลงบนแผ่นหนัง เราใช้ตะปูหลายๆตัวทำให้มีลวดลายต่างๆกัน แล้วแต่จินตนาการของเรา แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ ครูต้องการฝึกให้เราเกิดทักษะ ทำเป็น แต่ท้ายที่สุดแล้วใครตะไบไม่สวย ก็ไม่เป็นไร ครูก็จะมีตะปูลวดลายเตรียมไว้ให้เราแล้ว

ครูถนอมดุมาก นักเรียนจะกลัว เวลาเฆี่ยนตีนักเรียนที่ทำผิดระเบียบ ถึงกับเนื้อแตกเลยทีเดียว ผมยังไม่เห็นนักเรียนคนไหนประพฤติชั่ว และทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียงเลย ตลอดระยะเวลาที่เราเรียนอยู่ที่นั้น เดี๋ยวนี้ครูตีนักเรียนไม่ได้แล้ว แต่ก็เห็นสังคมนักเรียนเสื่อมทรามมากกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้คิดถึงไมเรียวของคุณครูมาก มันทำให้เรามี "ความเป็นนุษย์" ได้อย่างน่าอ้ศจรรย์





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 238 5 พ.ค. 2552 (01:33)





























เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ - วิกิพีเดีย 

ผมได้ยินคำนี้ครั้งแรก เมื่อครูวินัย สุขยืด ได้พูดถึงตอนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราวปลายปี พ.ศ.2509 ครูวินัยเล่าว่า พระประธานในพระอุโบสถ(ที่สร้างด้วยหินอ่อน)นั้น คือพระพุทธชินราชจำลอง ที่จำลองแบบมาจากองค์จริงที่พิษณุโลก และที่องค์พระจำลองนี้จะมีเครื่องราชอิสรยาภรณ์ ชั้น นพรัตนราขวราภรณ์ประดับอยู่ ที่สำคัญนอกเหนือจากนี้ก็คือ เมือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อัญเชิญพระสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังค์ของพระพุทธชินราชในพระอุโบสถแห่งนี้
บ่ายวันที่เราไปทัศนศึกษานั้น ผมจำได้ว่ามี ครูประกอบ วิเชียร เป็นหนึ่งในคณะครูที่นำไป ผมเคยเรียนวิชาลูกเสือกับครูประกอบตอนที่เรียนชั้น ป.5 ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ก็ได้ข่าวว่าครูประกอบลาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ครูประกอบใจดีมากกับเด็กนักเรียน แถมยังมีอารมณ์ขันแบบสุภาพ ครูบุญเหลือ ทองเอี่ยม ที่สอนวิชาวรรณคดีไทยก็ร่วมไปด้วย (ลูกศรสีแดง) ครูบุญเหลือเป็นแรงบันดาลใจให้ผมชอบเรียนวิชาภาษาไทย จากที่สอบตกมาได้คะแนนดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงเพราะคำชมของครูที่บอกว่า "ผมเป็นคนเดียวในห้องเรียนที่ขับเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนได้" และอาจเป็นเพราะดนตรีที่พ่อเคยสอนสมัยเด็กร่วมมีส่วนทำให้รู้สึกชอบก็เป็นได้ 


เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (อังกฤษ: The Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems) มีอักษรย่อว่า น.ร. เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีความเป็นมาสืบแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดารานพรัตนขึ้นสำหรับใช้ประดับที่เสื้อ ซึ่งทรงเรียกว่า "เครื่องประดับสำหรับยศ" นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างแหวนนพรัตนสำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์ฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างดวงตรามหานพรัตน สำหรับห้อยสายสะพายขึ้นเป็นครั้งแรกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย


เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ มีเฉพาะชั้นสายสะพายชั้นเดียว ทั้งนี้ ผู้รับพระราชทานต้องเป็นพุทธมามกะ และจะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ในงานมงคล หรืองานที่มีหมายกำหนดการระบุไว้เท่านั้น


เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ จัดเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีลำดับเกียรติเป็นลำดับที่ 3 รองจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลยิ่งราชมิตราภรณ์และเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่สามัญชนจะได้รับพระราชทาน

ผมเคยได้ดูข่าวหลายปีมาแล้วว่าพลเอกเปรมก็ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ชั้นนี้


รายพระนามและรายนามผู้ได้รับพระราชทาน น.ร.


นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นองค์ประธานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคล
นพรัตนราชวราภรณ์นั้น มีพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนด้วยกัน อาทิเช่น


  • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

  • สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

  • นายปรีดี พนมยงค์

  • พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

  • จอมพลแปลก พิบูลสงคราม

  • จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


  •  



  • นายสัญญา ธรรมศักดิ์



    พระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตรฯ ได้รับการออกแบบโดย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์




















    พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เมื่อแรกสร้างมีรูปร่างดังรูป




    ในวิชาขับร้อง คุณครูเอมอร ธัมมรัคคิต (ดูรูป) สอนให้เราขับร้องเพลงไทยเดิม และให้สอบขับร้องเพลงเขมรไทรโยค ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เช่นกัน




    เพลงเขมรไทรโยค
    เป็นเพลงไทยเดิม พระนิพนธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑


    สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์โดยได้เค้ามาจากเพลง "เขมรกล่อมลูก" ซึ่งเป็นเพลง ๒ ชั้น ดัดแปลงขึ้นใหม่เป็นเพลง ๓ ชั้น กับได้ทรงพระนิพนธ์บทร้องประกอบบรรยายถึงความงดงามของธรรมชาติ แล้วประทานนามว่า "เขมรไทรโยค" ออกแสดงครั้งแรกในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ต่อมาถูกตัดทอนให้เป็นเพลงชั้นเดียว ใส่เนื้อร้องโดยนางจันทนา พิจิตรคุรุการ และขยายเป็นเพลง ๓ ชั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กลายเป็น "เพลงเถา" ขึ้นมา





  • แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 239 5 พ.ค. 2552 (11:07)

    สวัสดีครับ พี่กำชัย
    ผมเคยเรียนกับลูกสาวครูอาภา บัวบาน ครับ
    จริง ๆ ลูกสาวของครูเรียนชั้นเดียวกันแต่คนละห้อง
    ผมเคยเรียนกับลูกสาวคนโต รู้สึกจะชื่อว่ากิติวรรณ (ไม่แน่ใจครับ)
    ครูที่ผมยังอยากทราบข่าวคราวอยู่ คือ ครูเทียนทอง จรูญพันธ์
    (เคย search ใน google ดูเห็นยังเป็นข้าราชการบำนาญอยู่)
    เพราะว่าเป็นครูประจำชั้นประถม 1 เป็นครูคนแรกในชีวิตที่สอนให้อ่านและเขียนหนังสือครับ

    แล้วเรื่องอักษรย่อโรงเรยน พพช คิดว่าพี่กำชัย คงอยู่ในช่วงนั้นพอดี
    เพราะตอนที่ผมเข้าไปเรียนที่วัดพลับพลาชัยนั้น
    โรงเรียนย้ายมาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช)
    ก็เลยเป็นไปได้ที่จะมีการแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สปช (ป1-ป6) และ พพช (ป7)


    weerawat80
    ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 240 5 พ.ค. 2552 (15:44)

    สวัสดีครับคุณวีรวัฒน์
    ผมดูรุ่นที่คุณเรียนแล้วคงเดาไม่ผิดว่าน่าจะเคยเรียนกับลูกสาวคุณครูอาภา คนไหนคนนึง
    เรื่องอักษรย่อ พพช� ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน
    จำได้แต่ว่ารุ่นผมที่เรียน ปักอักษรย่อว่า� สพช.ครับ
    ตอนที่เข้าไปเรียนตอนแรกก็งงๆ ว่าทำไมอักษรตัวแรกเป็น ส.เสือ
    ก็เลยมีคนบอกว่าชื่อเต็มๆคือ "สามัญพลับพลาชัย"


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 241 5 พ.ค. 2552 (22:49)

    ผมยังจำคุณครูถนอมได้ดี
    ท่านสอนวิชาช่างเย็บหนัง ผมทำกระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจและเข็มขัด
    ทุกอันสามารถใช้งานได้จริง คุณพ่อของผมเอาไปใช้ครับ
    เพราะผมไม่มีธุระใช้ของทั้งสามอย่าง พวงกุญแจกับเข็มขัด คงไม่มีใครสงสัย
    เด็ก ป. 6 ไม่มีธุระใช้ ส่วนกระเป๋าสตางค์ก็ไม่มีธุระใช้เพราะวันหนึ่งได้มาเหรียญเดียว
    ตอนนั้นผมได้ค่าขนมไปโรงเรียนวันละ 50 สตางค์
    กระเป๋ากางเกง ส่วนใหญ่จะใส่ฝาน้ำอัดลมเอาไว้เล่นหมากฮอส

    เรื่องที่ทำให้ผมไม่สามารถลืมคุณครูถนอมก็เพราะวันแรกที่ครูสอนเย็บหนัง
    ท่านสอนท่าทางในการจับชิ้นงาน และเครื่องมือ
    หากจับผิดวิธีมันสามารถทำให้เราบาดเจ็บได้
    และหลังจากนั้นไม่กี่วินาที ก็มีเลือดออกมาจากมือคุณครูที่เรารัก
    ตอนนั้น ผมสงสัยว่าทำไมคุณครูถึงต้องสาธิตให้เราเห็นจริงจังมากอย่างนั้น
    แต่ในชั้นเรียน ก็ไม่มีเด็กคนไหนถูกเครื่องมือทำร้ายเลยสักคน
    ทุกคนเชื่อฟังครูเป็นอย่างดี

    ตอนนี้ ผมก็ทราบว่า(คิดเอง)คุณครูคงไม่ได้สาธิตเรื่องมือเจ็บให้ดู
    แต่เป็นอุบัติเหตุ คุณครูคงเจ็บมากเหมือนกัน
    ยังคิดถึงคุณครูครับ
    กราบขอบพระคุณครูด้วย ด้วยเลือดที่หลั่งของครูในชั้นเรียน
    ช่วยให้ศิษย์ทุกคนปลอดภัย


    นิรันดร์
    ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 242 6 พ.ค. 2552 (03:23)



    ขอย้อนกลับมาเรื่องไปทัศนศึกษาที่วัดเบญจมบพิตรฯอีกครั้ง

    สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งในการไปทัศนศึกษาครั้งนั้นก็คือ การได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ พระท่านเล่าว่าเป็นต้นโพธิ์ต้นแรกที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำหน่อมาจากพุทธคยา ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ปลูกไว้ ณ บริเวณหลังพระอุโบสถเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2443 ถ้านับถึงปัจจุบันก็เกือบ 90 ปีมาแล้ว

    สิ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าต่างจากต้นโพธิ์ตามวัดทั่วไปก็คือ ใบโพธิ์บางใบบนต้นนี้มีสีแดง ผมหลับตานึกภาพถึงวันวิสาขบูชา เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่หน่อถูกนำมาปลูกที่นี่ และตรัสรู้ในตอนรุ่งเช้าของวันวิสาขบูชา เพื่อนบางคนเล่าว่า ตรงบริเวณยอดกิ่งถ้าเราเด็ดออกมาเป่าจะมีเสียงคล้ายๆเสียงนก ผมลองเป่าดูเท่าไรก็ไม่มีเสียงดังว่า เพื่อนที่บอกก็เป่าไม่ดังเช่นกัน ผมจำได้ว่าผมอยากเด็ดใบโพธิ์ทีมีสีแดงนี้ไปเป็นที่ระลึก แต่พอเด็ดออกรู้สึกว่ามีน้ำยางหรือน้ำอะไรก็ไม่ทราบหยดลงมาเข้าตาผม ต้องเอาน้ำล้างอยู่เป็นนาน และแสบตาอยู่หลายวัน ผมเลยไม่ได้เอาใบโพธิ์มาเป็นที่ระลึก เพื่อนๆล้อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษที่ผมพยายามขโมยใบโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ผมยังจำได้ไม่ลืม เวลาผ่านไปเร็วมาก ผมยังรู้สึกเหมือนว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 244 7 พ.ค. 2552 (01:21)

    ทุกครั้งที่ผมมองย้อนไปในอดีตสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ก็ยิ่งทำให้ผมมีความภาคภูมิใจที่ได้เรียนที่นี่ โรงเรียนสอนให้เรารู้จักตัวเรา รู้จักศิลปะและวัฒนธรรมของเรา รู้จักทำนุบำรุงศาสนา ทุกสัปดาห์นักเรียนจะต้องเข้าห้องประชุมเพื่อทำการสวดมนต์ใหญ่
































    ผมยังคงจำภาพห้องประชุมของเราได้ดี เป็นห้องโถงขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้นล่างสุดของอาคาร 1 มีนาฬิกาแขนยาวขนาดใหญ่อยู่ทางหลังห้อง ตอนกลางของห้องประชุมด้านนอกจะเป็นเวทีอเนกประสงค์ที่ครูจะมาพูดคุยกับนักเรียนตอนเช้า หรือใช้ทำพิธีต่างๆ เช่น พิธีไหว้ครู หรือบางที ก็มีวงดนตรีของคนพิการก็มาเล่นอยู่บนเวทีนี้ ถัดไปก็เป็นสนามของโรงเรียนที่นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติ ตอนกลางวันจะใช้ห้องประชุมเป็นโรงอาหาร สมัยก่อนนี้ผมกินอาหารกลางวันที่โรงเรียน จ่ายเงินเป็นเดือน นักเรียนจะได้รับบัตรตารางอาหารกลางวัน เมื่อจะรับอาหารก็จะต้องมีการ "ติ๊ก" ที่ช่องบัตรอาหารว่าวันนี้กินแล้ว พอครบเดือนก็จะเปลี่ยนบัตรใหม่ ผมได้รู้จักอาหารหน้าตาแปลกๆที่ตอนเป็นเด็กเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น แกงส้ม น้ำพริกปลาทู พวก หลนต่างๆ เป็นต้น เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเหมือนกันที่กินข้าวจาก "ถาดหลุม" ผมได้บอกตอนต้นเรื่องแล้วว่าผมได้รับสิทธิ์พิเศษให้รับประทานอาหารก่อนนักเรียนคนอื่น เพราะต้องให้เสร็จเร็วจะได้ไปช่วยงานที่ห้องสมุดได้เต็มที่ ช่วยทำให้ฝึกทำอะไรเร็วและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 245 7 พ.ค. 2552 (15:59)

    เรื่องอาหารกลางวัน พอมาถึงรุ่นผมไม่ได้ลงมากินในห้องประชุมแล้วครับ
    เป็นอาหารถาดหลุม จะนักการยกอาหารไปวางให้ที่หน้าห้องเรียนตอนใกล้พักครับ
    พอถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่มีสมาธิจะเรียนแล้วครับ ก็กลิ่นข้าวกลางวันมันหอมชวนหิวซะขนาดนั้น แต่พอทานอาหารเสร็จก็จะต้องเอาถาดมาคืนที่ด้านหลังห้องประชุม
    ซึ่งเป็นโรงครัว แล้วก็ล้างช้อน แปรงฟันด้วยครับ

    รุ่นผมก็มีนมโรงเรียนแล้วนะครับ


    weerawat80
    ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 246 8 พ.ค. 2552 (02:01)






















    มีอีกกิจกรรมหนึ่งที่ต้องอาศัยแรงนักเรียนมาช่วยงานโรงเรียน โดยเฉพาะนักเรียนหญิง คืองานกาชาดประจำปี ซึ่งจะจัดงานที่สวนอัมพร กิจกรรมหลักในงานก็คือการเรี่ยไรเงินโดยอาศัย "กิจกรรมสอยดาว" (ความจริงผมว่ามันก็ตือการพนันอย่างหนึ่ง แต่เงินรายได้ก็เอาไปทำสาธารณกุศลของโรงเรียน) ก่อนจะไปออกร้านในงาน นักเรียนหญิงที่เรียนวิชาอนุกาชาดก็จะต้องมาช่วยกันทำดาว คือทำกระดาษสีทองมาผนึกสลากหมายเลขรางวัลข้างในแล้วผูกเชือกเพื่อเอาไปแขวนบนราวในงาน ถ้าผมจำไม่ผิดนอกจากดาวสีทองแล้วยังมีดาวสีเงินด้วย นอกจากนักเรียนหญิงจะช่วยกันทำดาวแล้ว พวกลูกเสือชายก็ไปช่วยเพื่อนๆเหมือนกัน ผมเองก็เคยไปช่วยทำอยู่ด้วย เพราะเพื่อนๆบอกว่าในงานมีคนเข้ามาในร้านมากจน "ดาวหมด" ทำไม่ค่อยทัน  นอกจากจะมีกิจกรรมสอยดาวแล้ว ยังมีน้ำอัดลมขายในงานด้วย และแน่นอนที่สุดในการตกแต่งร้านรวงของโรงเรียน ก็จะมี"คุณครูปัญหา" ของเราเข้าไปช่วยในการเดินไฟฟ้าตกแต่งในร้านให้สวยงามและสว่างไสว

    ตกค่ำพ่อกับแม่ผมพาไปเที่ยวงานกาชาด ผมเป็นต้องได้เข้าไปหาเพื่อนๆและร่วมกุศลโดยการ "สอยดาว" ผมไม่ค่อยสนใจรางวัลเท่าไร แต่อยากร่วมสนุกกับโรงเรียนเท่านั้น (อันที่จริงก็ไม่ได้รางวัลใหญ่อะไรหรอกครับ)

    ยังมีงานออกร้านที่สนุกสนานอีกงานหนึ่งที่เรามักจะรอคอยคือ "งานวชิราวุธานุสรณ์" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม ของทุกปี ที่วังสราญรมณ์ เพื่อเป็นทีระลึกถึงวันสวรรณคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมราว "งานพระรูปทรงม้า" 23 ตุลาคม อากาศเรื่มหนาวแล้ว เวลาเราไปเที่ยวงานพระรูป ก็ยังสวมเสื้อหนาว ยิ่งงานวชิราวุธานุสรณ์ เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ยื่งหนาวใหญ่ แต่สนุกมาก ได้สวมเสื้อหนาวเที่ยวงาน กลับมาถึงบ้านแม่ก็ยังต้มน้ำร้อนให้อาบ เพราะสมัยนั้นบ้านผมไม่มีเครื่องทำน้ำร้อนเหมือนสมัยนี้ แต่เดี๋ยวนี้โลกเราร้อนขึ้น ฤดูกาลต่างๆดูมันผิดไปจากสมัยก่อนมาครับ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 247 10 พ.ค. 2552 (22:14)

    เหตุการณ์หลายอย่างในปัจจุบันนี้ ที่ผมเผชิญกับมันและผมสามารถดำรงอยู่ได้ ก็เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย โรงเรียนสอนให้ผมทำอะไรเป็นหลายอย่างๆในชีวิต โรงเรียนสอนให้ผมรู้และเข้าใจเรื่องราวต่างๆของชีวิต และที่สำคัญคือ โรงเรียนสอนให้ผมสามารถดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข และทั้งหมดที่ว่ามานี้คือ "เสาหลักทางการศึกษา" ตามแนวทางขององค์การยูเนสโกนั่นเอง ผมรู้สึกภูมิใจในโรงเรียนวัดพลับพลาชัยของผม ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนที่ได้เข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้ ทั้งที่เป็นศิษย์เก่าและที่ไม่ใช่ศิษย์เก่าก็คงเห็นด้วยกับผม แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องกราบขอบพระคุณคุณครูของโรงเรียนทุกท่านที่มีส่วนสร้างอนาคตของเด็กนักเรียนด้วย "วิญญาณแห่งความเป็นครู"









    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 248 11 พ.ค. 2552 (23:04)













    ผมลองนึกย้อนไปให้ไกลที่สุดตอนเริ่มที่จะเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่าครูคนแรกที่ผมรู้จักคือ ครูศุภลักษณ์ เจริญฉิม ครูมีรูปร่างสูง เวลาเดินสง่างามมาก เสียงครูดังฟังชัดดีมาก อันที่จริงครูไม่ได้สอนผม แต่วันนั้นครูเป็นผู้คุมสอบในห้องที่ผมนั่งสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมเป็นนักเรียนชั้น ป.4 จากโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีที่ไปนั่งสอบคัดเลือก แต่หลังจากที่ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็นเวลา 3 ปี ผมไม่มีโอกาสได้เรียนกับครูศุภลักษณ์แม้แต่ครั้งเดียว


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 249 12 พ.ค. 2552 (12:27)

    เมื่อพูดถึงโรงเรียนที่ผมภูมิใจ ก็อดที่จะพูดถึงบุคคลที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนไม่ได้ คือ "ครูใหญ่"
    ระยะเวลา  3 ปีที่ผมเรียนที่นี่ โรงเรียนได้ครูใหญ่ 2 ท่าน ตอนที่ผมเข้าเรียนชั้น ป.5 สมัยนั้นครูใหญคือ ครูสมเจตน์ ดงไม้น้ำ น่าเสียดายที่ผมไม่มีรูปของท่าน ผมพยายามค้นหาดูว่าจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง รูปเก่าๆของท่านผมไม่มีเก็บไว้ แต่ลองสืบค้นดูพบว่าอาจจะหาได้จาก หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพนางสมเจตน์ ดงไม้น้ำ ผมก็เพิ่งทราบว่าท่านถึงแก่กรรมแล้ว หนังสือเล่มนี้หาได้จากหอสมุด ชั้น 3 ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดเก็บในหมวด อนุสรณ์งานศพ ส236อ หมายเลข Barcode 1000159776

    ต่อมาไม่นานท่านก็ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนอื่น ครูใหญ่ที่มาแทนคือ ครูปรีดา จันทรุเบกษา (ดูรูปท่านกำลังชมผลงานสื่อการเรียนรู้ภาษาไทย ราวปี พ.ศ.2508) ท่านสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากท่านย้ายไปจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้วท่านก็ได้สร้างผลงานอื่นๆอีกมากมาย เช่น ช่วยเหลือนักเรียนที่พิการต่างๆ และยังได้เคยเป็นนายกสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mental Health Association of Thailand Royal Patronage) ใช้ชื่อย่อว่า สสจท. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ซึ่งตรงกับ "วันสุขภาพจิตโลก" โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางสุขภาพจิต แก่ประชาชนที่มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาขึ้นด้วย


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 250 12 พ.ค. 2552 (13:31)

    ภาพกิจกรรมของโรงเรียนวัดพลับพลาชัยในช่วงเวลาที่ต่างกัน 42 ปี























    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 251 12 พ.ค. 2552 (17:50)






























    ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นวิทยากรบรรยายและแสดง Science Show ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา จีน ฮ่องกง อินเดีย เนปาล ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฮังการี อาร์เจนตินา สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ซาอุดิอะราเบีย บาห์เรน เอสโทเนีย กรีซ รัสเซีย และ สเปน

    แต่ผมยังไม่เคยกลับไปที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยอีกเลยในช่วง 43 ปีที่ผ่านมา อยากกลับไปช่วยบรรยายหรือแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนในโรงเรียนวัดพลับพลาชัยอยู่เหมือนกัน เกรงว่าถ้าไปบอกเขาแล้ว ทางโรงเรียนไม่สนใจ เดี๋ยวหน้าแตกกลับมาเปล่าๆ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 252 12 พ.ค. 2552 (19:27)

    สื่อการเรียนรู้ภาษาไทยในความเห็นที่ 249 ใช้มือหมุนใช่ไหมคะ


    สมัยเด็ก ๆ ด.ญ.ไผ่ เคยเอากล่องบรรจุขวดยาน้ำของคุณพ่อมาทำค่ะ

    เขียนการ์ตูนเป็นเรื่องด้วยกระดาษที่ต่อกันยาว ๆ ม้วนเข้ากับแกนบนและแกนล่าง นำไปเสียบไว้กับผนังกล่องด้านบนแกนหนึ่ง และด้านล่างแกนหนึ่ง เอาไว้หมุนภาพทีละภาพ เลียนแบบฟิล์มภาพยนตร์  หมุนให้น้องดูพร้อมกับพากย์ไปด้วย เป็นที่สนุกสนาน


    ครูไผ่
    ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 253 14 พ.ค. 2552 (02:12)

    ถูกต้องแล้วครับ เขาทำแบบที่ครูไผ่เคยทำสมัยก่อนนี้ นอกจากวิชาภาษาไทยแล้ว วิชาอื่นๆก็ทำแบบเดียวกันครับ การนำเสนอก็จะเป็นรูปภาพบ้าง ตัวหนังสือบ้าง พูดง่ายๆก็คือ ทำแบบ Powerpoint สมัยโบราณเมื่อยังไม่มีคอมพิวเตอร์นั่นเอง 
     
    ระบบป้องกันการทิ้งขยะไม่เป็นที่ หรือการรักษาความสะอาดในโรงเรียน ใช้ระบบ "สายลับ" คือครูจะตั้งนักเรียนที่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์สุจริตขึ้นมาหลายคน สำหรับเดินสำรวจและคอยจดชื่อนักเรียนที่ทำให้โรงเรียนสกปรกโยการทิ้งไม่เป็นที่ หรือทำผิดระเบียบอื่นๆ เท่าที่ผมจำได้รูสึกว่าจะใช้ระบบ Buddy คือจะเดินกันเป็นคู่ คล้ายๆว่าจะป้องกันการใส่ร้าย คือ ทั้งสองคนจะต้องสังเกตเห็นร่วมกันทั้งคู่ หลังจากจดชื่อนักเรีนที่ทำผิดส่งให้ครูแล้ว วันรุ่งขึ้นครูกจะประกาศรายชื่อนักเรียนให้ออกมาหน้าเสาธงหลังเคารธงชาติ เพื่อรับการลงโทษคือการโดนเฆี่ยนหน้าเสาธง ทั้งอายทั้งเจ็บตัว ที่ผมรู้ดีก็เพราะว่าผมเคยโดนคร้งหนึ่ง ผมซื้อไอศกรีมแท่งมาแล้วเอากระดาษห่อไอศกรีมมาปั้นแล้วโยนลงถังขยะระยะไกลแบบเล่นบาสเก็ตบอลล์นั่นแหละ ปรากฏวากระดาษไม่ลงถัง แต่สังเกตเห็นเพื่อนนักเรียนหญิงสองคนแอบๆดูป้ายชือของผม จดชื่อผมส่งให้ครู แต่เธอทั้งสองไม่รอดูต่อตอนที่ผมเดินไปเก็บให้ลงถังขยะ ตอนนี้แหละครับที่ผมเห็นว่ามันไม่ยุติธรรม

    ผมลืมบอกไปว่าสมัยก่อนไม่มีการปักชื่อที่เสื้อ แต่ใช้ป้ายชื่อแทน ชั้น ป.5 ป้ายชื่อสีแดง ชั้น ป.6 ป้ายชื่อสีน้ำเงิน ชั้น ป.7 ป้ายชื่อสีน้ำตาล เราจะต้องติดกระดุม 1 เม็ดไว้ที่กระเป๋าเพื่อเอาป้ายชื่อนี้ไปกลัด ป้ายชื่อทำด้วยพลาสติกขาดง่าย ต้องคอยซื้ออยู่บ่อยๆ มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ "ออนก๊อก" ทำเท่มากคือมีป้ายชื่อที่ทำด้วยหนังสัตว์ที่ทาสี ไม่ขาดง่าย ราคาแพงหน่อยแต่ใช้ได้นานไม่ขาดเลย "ออนก๊อก" หน้าผากกว้างมาก แลดูเหมือนผู้คงแก่เรียน หรือผู้ทรงภูมิ อันที่จริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะเขาฉลาดพูดจาดี มีไหวพริบ ต้องไปหารูปมาก่อนไม่รู่ว่ายังมีอยู่หรือเปล่า


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 254 14 พ.ค. 2552 (08:01)

    ชื่อเท่จริงๆ ออนก๊อก


    อยากเห็นหน้าจัง จะเท่เหมือนชื่อไหมเอ่ย {#emotions_dlg.d5}


    KNowarp
    ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 255 14 พ.ค. 2552 (08:24)

    สันนิษฐานว่า "ออนก๊อก" เป็นสำเนียงกวางเจา หรือ แคะ


    สำเนียงจีนกลาง คือ "อานโกว๋"


    "อาน" แปลว่า สวัสดิภาพ สันติ สงบสุข


    "โกว๋" แปลว่า ประเทศ


    รวมกันแปลว่า ประเทศที่สงบสุข� หรือ ทำให้ประเทศมีความสงบสุข ค่ะ



    ครูไผ่
    ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 256 14 พ.ค. 2552 (16:37)

    ขอเล่าเรื่องป้ายชื่ออีกหน่อยครับ เนื่องจากป้ายชื่อที่ติดกับกระดุมที่กระเป๋ามักจะขาดบ่อยๆ ผมก็เลยเอากระดุมเย็บติดกับป้ายชื่อ แล้วเอาเข็มกลัดซ่อนปลายไปเย็บติดด้านหลังป้ายชื่อ เวลาใช้ก็ใช้วิธีกลัดเข็มกลับบนกระเป๋าเสื้อแทน


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 257 15 พ.ค. 2552 (03:25)


















    มาแล้วครับ ออนก๊อก แซ่ฉั่น
    หรือ ประเทศที่สงบสุข  หรือ ทำให้ประเทศมีความสงบสุข


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 258 15 พ.ค. 2552 (06:36)

    หน้าผาก คุณออนก๊อก แซ่ฉั่น กว้างจริงๆด้วย คะ {#emotions_dlg.d5}


    KNowarp
    ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 259 15 พ.ค. 2552 (08:45)

    มาฟันธงค่ะ เมื่อได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมในความเห็น 257  "แซ่ฉั่น"

    "ฉั่น" เป็นสำเนียงกวางเจา ที่เราเรียกว่าภาษากวางตุ้ง หรือ Cantonese นั่นเอง  สำเนียงจีนกลางออกเสียง "เฉิน"  สำเนียงแต้จิ๋วออกเสียง "ตั๊ง" สำเนียงฮกเกี้ยนออกเสียง "ตัน" แต่เขียนเหมือนกันคือ 陳

    จะเห็นว่าสำเนียงกวางเจาคล้ายจีนกลางมากกว่า แต้จิ๋ว และ ฮกเกี้ยน  ทั้ง ๆ ที่แต้จิ๋วก็อยู่ในมณฑลกวางตุ้ง แต่ "กวางเจา" เป็นเมืองหลวง ของมณฑลกวางตุ้ง


    ส่วนสำเนียงแต้จิ๋ว คล้ายสำเนียงฮกเกี้ยน เนื่องจากสมัยโบราณ แต้จิ๋วอยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน  มาตัดให้มณฑลกวางตุ้งในภายหลัง


    ครูไผ่
    ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 260 15 พ.ค. 2552 (20:02)

    ขอบคุณครูไผ่มากครับที่เข้ามาร่วมให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ทำให้กระทู้นี้มีความหลากหลายทางความคิด แทนที่จะเป็นเรื่องในอดีตที่ผมเล่าให้ฟัง

    ประวัติศาสตร์จีนมีเรื่องที่น่าสนใจมาก ให้ทั้งความรู้และแง่คิดต่างๆ รวมทั้งบทเรียนที่เจ็บปวดที่เราไม่ควรเดินย้อนตาม ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ประวัติศาสตร์จีน" โดย ทวีป วรดิลก เล่มใหญ่หนามาก อ่านตั้งนานแล้วยังไม่จบเลย อ่านแล้วก็ลืม เพราะมีชื่อที่จำยากหลายชื่อ ส่วนใหญ่จะเอามาอ่านเพื่ออ้างอิงมากกว่า กำลังค้นเรื่องทีครูไผ่บอกว่า "สำเนียงแต้จิ๋ว คล้ายสำเนียงฮกเกี้ยน เนื่องจากสมัยโบราณ แต้จิ๋วอยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน  มาตัดให้มณฑลกวางตุ้งในภายหลัง"
























    ผมมีกระทู้อีกกระทู้หนึ่งที่เกี่ยวกับประเทศจีน หากใครสนใจเข้ามาคุยได้ที่
    >>> อัจฉริยภาพของชาวจีนโบราณ: การค้นพบและนวัตกรรม

    127453


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 261 17 พ.ค. 2552 (22:08)

    ต้องขออภัยด้วยครับที่หมู่นี้ดูจะเงียบๆไป
    อันที่จริงผมก็ยังเข้ามาอ่านเรื่องเล่าของ อ.แขชนะอยู่ครับ
    เพียงแต่ว่าบางครั้งก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรเหมือนกัน
    ผมสังเกตุดูความทรงจำในหลายๆเรื่องของ อ.ทั้ง2ท่านดูค่อนข้างชัดเจนดี
    ต่างกับผมที่ดูเหมือนจะเลือนๆไปบ้างแล้ว ทั้งๆที่อายุอานามอ่อนกว่าอาจารย์อยู่หลายปี

    ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ
    ถ้ามีอะไรก็จะมาเล่าให้ฟังกันอีกครับ
    ขอบคุณครับ


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 262 18 พ.ค. 2552 (06:23)

    ขอบคุณคุณกำชัยมากครับที่แวะเข้ามาทักทาย อันที่จริงคุยเรื่องอะไรๆก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยโดยตรงก็ไม่เสียหายอะไรครับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน

    ผมยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยในความทรงจำของผม แต่อาจไม่เหมาะที่จะเล่าในที่สาธารณะ ไม่น่าเชื่อครับว่าผมตั้งใจจะเขียนเรื่องประทับใจที่ผมพอจะจำได้ก่อนที่จะแก่ตัวแล้วหลงลืม แต่ปรากฏว่าไม่ถึง 4 เดือนมีคนเข้ามาอ่านเกือบเจ็ดหมื่นคนแล้ว นึกว่าผมจะเป็นคนบ้าเขียนอยู่คนเดียว ก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่แวะเวียนเข้ามา ถ้าไม่ทราบจะแสดงความคิดเห็นอะไร ก็กล่าวคำทักทายสัก 2-3 คำก็ยังดี ขอบคุณล่วงหน้าครับ

    ขณะนี้ผมอยู่ที่สิงคโปร์ เขาเชิญมาบรรยายพิเศษ 2 ชั่วโมง บรรยายเสร็จก็บินกลับเมืองไทยแล้วครับ ยังกะนั่งรถเมล์มาสอน สอนเสร็จก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน

    ได้เห็นเด็กนักเรียนที่นี่เล่นกีฬาแล้วก็นึกถึงโรงเรียนวัดพลับพลาชัยว่ายังไม่ได้เล่าให้ฟังเลยที่เกี่ยวกับกีฬา เอาไว้กลับเมืองไทยก่อนค่อยเล่าให้ฟัง เพราะต้องใช้รูปเก่าๆประกอบด้วย


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 263 18 พ.ค. 2552 (17:47)

    ในครั้งต่อไป หากยังมีความทรงจำที่ดี ๆ� ในสถานศึกษาชื่อโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย กรุณาเขียนถึงด้วยนะครับ� มีคนรออ่าน


    sam2496
    ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 264 19 พ.ค. 2552 (01:52)































    ผมบรรยายให้นักเรียนมัธยมสิงคโปร์ฟัง เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน "สนุกกับฟิสิกส์" นอกจากนักเรียนจะสนุกแล้ว ผมเองก็สนุก จ้างให้บินมาสอน 2 ชั่วโมง นอนค้างฟรีหนึ่งคืน และมีเงินติดกระเป๋ากลับบ้านด้วย ผมจัดบรรยายและกิจกรรมต่างๆให้แก่นักเรียนและครู ทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ตลอดทั้งปี โดยผ่านบริษัทจัดอบรมที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ http://www.synergyst.com/evnt_edu.html


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 265 19 พ.ค. 2552 (10:09)

    ขอขอบคุณ คุณ sam2496 มากครับที่แวะมาเยี่ยมกระทู้นี้และทักทาย หากตัวเลขชื่อของคุณบอกปี พ.ศ. ที่เกิด เราก็คงอยู่ในวัยที่ร่วมสมัยกันครับ ไม่ทราบว่าเป็นเพื่อนที่เรียนที่ราชสีมาด้วยกันหรือเปล่าจึงได้ทร่าบว่าผมจบจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย

    ผมเรียนที่ราชสีมาวิทยาลัยชั้น ม.ศ.4-5 สมัยก่อนราว 39 ปีมาแล้ว หรือเทียบเท่า ม.5-6 ปัจจุบัน ชีวิตช่วงนั้นก็จะสนุกตื่นเต้นไปอีกแบบหนึ่ง เพราะเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในโรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัด ส่วนโรงเรียนสตรีประจังหวัดคือ โรงเรียนสุรนารีวิทยา

    โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยตั้งมานานมากนับร้อยปี พ.ศ.2442 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมชื่อว่า โรงเรียนวัดกลาง แต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อไปอีกหลายชื่อ สมัยก่อนนี้มีการตั้งชื่อย่อของโรงเรียนตามชื่อของจังหวัดแล้วมีตัวเลขต่อท้าย เช่น โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนอันดับ 1 โรงเรียนชายประจำจังหวัด ก็จะเขียนย่อๆว่า "น.ม.1" ส่วนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดคือสุรนารีวิทยา ก็จะมีชื่อย่อว่า "น.ม.2" ชื่อย่อของโรงเรียนจะปักไว้ที่หน้าอกเสื่อพร้อมกับชื่อนักเรียน พวกเราเป็นนักเรียนชายที่ชอบทะลึ่ง เวลาแนะตัว จะชี้ที่หน้าอกตัวเองแล้วพูดว่า "นม 1" แล้วดันไปชี้ที่หน้าอกนักเรียนหญิงว่า "นม 2" พวกครูทั้งหลายเห็นท่าไม่ค่อยดี ก็เลยเปลี่ยนชื่อย่อของโรงเรียนใหม่ เป็น "ราชสีมาวิทยาลัย = ร.ส." ส่วน"สุรนารี = ส.ร.น." เรื่องราวที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยยังมีเรื่องที่สนุกสนานตื่นเต้นอีกมากมาย แต่คงต้องตั้งเป็นกระทู้ใหม่ หากมีเวลาว่างก็จะทยอยเอามาลงครับ ส่วนรูปถ่ายต่างๆที่ผมเก็บไว้ก็คงเป็น ขาว-ดำ แบบเดิม เพราะสมัยก่อนรูปสียังแพงมากครับ

    รุปถ่ายสมัยเรียนที่ราชสีมาวิทยาลัย ตอนที่ส่งโครงงานวิทยาศาสตร์เข้าประกวดและได้รับรางวัลสาขาชีววิทยาจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์













    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 266 19 พ.ค. 2552 (11:03)

    สมัยที่เราเป็นเด็ก (ดร.แขชนะ และผม) โรงเรียนประจำจังหวัดที่ผมเรียน
    แทนที่อักษรย่อจะเป็นตัวแทนโรงเรียน กลับเป็นชื่อจังหวัด
    อย่างผมเรียนที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
    ชื่อโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชาย
    ในสมัยนั้น ชื่อย่อโรงเรียนผมเป็น ฉ.ช. ๑
    ขณะที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดหญิง ชื่อโรงเรียนดัดดรณี ย่อเป็น ฉ.ช. ๒ ครับ

    ปัจจุบัน โรงเรียนทั้งสองได้ใช้อักษรย่อเป็น บ.ฉ. และ ด.ด. ตามลำดับ


    นิรันดร์
    ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 267 19 พ.ค. 2552 (21:56)

    รับทราบครับ อ.แขชนะครับ จะพยายามแวะเข้ามาทักทายอยู่เรื่อยๆแล้วกันครับ 


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 268 21 พ.ค. 2552 (20:30)

    เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับท่านจริง ๆ เมื่อตอนที่ท่าน ( ดร.แขชนะ ) ย้ายมาเข้าเรียนใหม่ ๆ ผมชื่นชมในความรอบรู้ของท่านเป็นอย่างมาก เคยขอคำแนะนำในวิชาเคมีบ่อยครั้ง ขอแสดงความยินดีกับความรุ่งเรื่องและความสำเร็จในวิชาชีพของท่าน ดร.นะครับ โอกาสต่อ ๆ ไปจะติดตามอ่านกระทู้ใหม่ ๆ ของท่าน


    sam2496
    ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 269 21 พ.ค. 2552 (20:38)

    เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับท่านจริง ๆ�เมื่อตอนที่ท่าน ( ดร.แขชนะ ) ย้ายมาเข้าเรียนใหม่ ๆ ผมชื่นชมในความรอบรู้ของท่านเป็นอย่างมาก เคยขอคำแนะนำในวิชาเคมีบ่อยครั้ง ขอแสดงความยินดีกับความรุ่งเรื่องและความสำเร็จในวิชาชีพของท่าน ดร.นะครับ โอกาสต่อ ๆ ไปจะติดตามอ่านกระทู้ใหม่ ๆ ของท่าน


    sam2496th@yahoo.com (IP:113.53.44.62)

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 270 21 พ.ค. 2552 (22:16)

    วันนี้ผมลาพักร้อนครับไปทำธุระแถวสี่พระยา  มีโอกาสผ่านไปแถวโรงเรียนวัดพลับพลาชัย (สังเกตุดูว่ารถตำรวจหรือป้ายสัญญาณจราจรแถวนั้นใช้คำว่า "ไชย" ไม่ใช่ "ชัย")เลยถ่ายรูปมาฝากเล็กน้อย คัดมาลงซัก3รูปแล้วกันครับ เสียดายเข้าไปถ่ายในโรงเรียนไม่ได้ ประตูปิดไว้  นักเรียนกำลังเรียนวิชาลูกเสือและเนตรนารีอยู่ครับ  คาดว่าถ้าจะขอเข้าไปถ่ายรูปจริงๆ คงไม่ได้แน่นอน







    ภาพแรกเป็นพระอุโบสถยืนถ่ายจากหน้าโรงเรียนครับ
    ภาพถัดมาเป็นโรงเรียน  ยืนถ่ายจากหน้าโบสถ์
    ภาพล่างสุดเป็นป้ายชื่อโรงเรียนอันเดิม ด้านใน  ดูจากลักษณะป้ายคาดว่าน่าจะเกิน20ปี


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 271 21 พ.ค. 2552 (22:35)



    ขอแถมอีกซักรูปแล้วกันครับ  อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ข้างโบสถ์ ที่ อจ.แขชนะ บรรยายไว้ว่าเป็นอาคารหลังใหม่(ในตอนนั้น) อยู่ในรูปที่มีการแข่งกีฬาภายในโรงเรียนไงครับ  
    ตึกแถวที่ตรงข้ามกับอาคารนี้ไงครับที่ผมเคยบอกว่าได้เกิดไฟไหม้ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่อาคารนี้ ตอน ป.5 (แต่เหตุเกิดจริงตอนนอกเวลาเรียนครับ)  นอกจากนี้ผมยังเรียนการทำกระเป๋าจาก คุณครูถนอมก็ที่อาคารนี้เช่นกัน เป็นห้องเกี่ยวกับการเรียนวิชานี้โดยเฉพาะอยู่ชั้นล่างสุด


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 272 22 พ.ค. 2552 (03:06)

    ขอบคุณคุณกำชัยมากครับที่ชวยพาพวกเรากลับไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนของเรา ทำให้เห็นภาพและได้บรรยากาศที่ดีมากครับ



    สังเกตดูรูปของคุณกำชัยนี้เห็นว่า สนามของโรงเรียนเดี๋ยวนี้มีตาข่ายสีเขียวโปร่งกันแดดให้นักเรียนด้วย สมัยก่อนนี้เปิดโล่งครับ ตอนที่ผมอยู่ชั้นป.5 ที่ยังปรับไม่สมบูรณ์ มีต้นหญ้าขึ้นฝนตกก็มีน้ำขังนอง มีพวกคางคกตัวเล็กที่เพิ่งแปรสภาพมาจากลูกอ๊อดกระโดดกันเต็มไปหมด ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น

    ตอนหลัง 2 ปีต่อมาก็มีการปรับที่เป็นสนามกีฬาเล็กๆของโรงเรียน หลายๆโรงเรียนมีชื่อเรียกว่า "โรงเรียนขยายโอกาส" แต่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็น "โรงเรียนที่ไม่มีโอกาสขยาย" เนื่องจากเนื้อที่ของวัดมีจำกัด ไม่สามารถขยายได้อีก เสาสำหรับขึงตาข่ายที่ใช้ในกีฬาบางประเภทก็ใช้ยางรถยนต์เก่าเอามาเทปูนซีเมนต์ยึดกับเสาโลหะที่ทำจากแป๊บน้ำ ดังแสดงในรูปเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนข้างล่างนี้  กีฬาพวกบาสเก็ตบอลล์ ไม่มีโอกาสได้เล่น เราจะเล่นพวก Chair Ball แทน ใช้คนถือตะกร้ารอรับลูก หรือบางที่ก็ใช้เป็นห่วงเฉยๆ ไม่มีแป้น ดังแสดงในรูป เป็นกีฬาที่แข่งขันระหว่างคุณครูในรงเรียน สังเกตดูเวลาชู้ตจะลงยากมากครับ












































    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 273 22 พ.ค. 2552 (12:44)



    บริเวณเรือนสังกะสีใกล้ตึกที่เห็นนี้ สมัยก่อนเป็นบริเวณโล่งมีเพิงสังกะสีกั้นฝน เป็นที่ตั้งโต๊ะปิงปองให้นักเรียนเล่น แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะมีนักเรียนตั้ง 40 กว่าห้องเรียน ช่วงพัก นักเรียนบางส่วนก็จะมาเล่นปิงปอง แต่เนื่องจากโต๊ะปิงปองไม่พอ ใครมาก่อนก็ได้เล่นก่อน แต่มักจะเล่นกันเป็นกลุ่ม คือโต๊ะหนึ่งจะมี 2 กลุ่มแข่งกัน แล้วหมุนเวียนตีคนละ 1 ลูก ใครตีเสียก็จะต้องออกให้เพื่อนคนอื่นเข้าแทน ใครอยากตีนานๆก็ต้องพยายามทำแต้มอย่าให้เสีย 1 เกมส์ก็จะมี 21 ลูก เล่นกันอยู่ 2 กลุ่มๆละข้าง แต่บางทีตีกันนานไม่ยอมเลิก ก็จะมีนักเรียนกลุ่มอื่นอยากเล่นบ้าง เข้าไปขัดโดยขอท้าชิงโต๊ะ โดยให้ 2 กลุ่มเดิมส่งตัวแทนมาจำนวนหนึ่ง หรือบางครั้งก็ส่งมาคนเดียว ฝ่ายท้าชิงก็ส่งมาแข่งกัน 11 ลูก ใครแพ้ก็ต้องสูญเสียโต๊ะให้อีกฝ่ายหนึ่ง ใครอยากเล่นก็ต้องพยายามฝึกฝีมือให้เก่งๆแล้วไปท้าชิงโต๊ะ หรือบางทีก็หาเพื่อนที่เก่งๆไปช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามักให้เพือ่นที่ชื่อ "วิจารณ์ ลิขิตสิงโสภณ" (ดูรูปข้างล่าง) ไปท้าชิงโต๊ะแทนเรา เพราะวิจารณ์เป็นแชมป์ปิงปองและเป็นนักกีฬาปิงปองตัวแทนของโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยนั้น












    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 274 22 พ.ค. 2552 (13:17)

    ผมเริ่มเล่นปิงปองครั้งแรกในชีวิตก็ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนี่แหละครับ เนื่องจากโต๊ะปิงปองให้ฝึกซ้อมไม่เพียงพอ ผมก็ไปตีที่บ้านเพื่อนชื่อ ชาญชัย และ ชูชัย วิทยาทอง (คือนายแพทย์ชูชัย คนเดียวกับที่ผมกล่วถึงในตอนต้นๆ) บ้านเขาเป็นโรงกลึงโลหะอยู่แถวๆหลังวัดเทพศิรินทร์ โต๊ะปิงปองจะอยู่บนชั้นสอง มีเพื่อนๆตีกันอยู่ 4-5 คน ผมก็ได้เพื่อนใหม่แถวๆนั้นเพิ่ม สบายมากไม่ต้องแย่งกันมาก แรกๆผมตีไม่เก่งจึงมักโดนแกล้งให้รับ "ลูกเหม็น" คือลูกที่ตัดให้หมุน จนเรารับไม่ได้ หรือรับได้ลูกก็มักจะกระดอนไปไม่ลงโต๊ะ

    แม้จะมีเสียงรบกวนจากเครื่องกลึงของคุณพ่อของชาญชัย และชูชัย แต่เขาก็มีการเปิดแผ่นเสียงเพลงเพราะๆมากลบเสียงกลึง จำได้ว่าเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงสมัยโบราณ เพลงที่ผมจำแม่นก็คือเพลงฮิตสมัยนั้นคือเพลง "เพื่อคุณ" ของคณะสุนทราภรณ์ ขับร้องโดยคุณรวงทอง ทองลั่นธม - วิกิพีเดีย (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นแผ่นเสียงแบบโบราณใช้ speed 78 เชิญฟังตัวอย่างเพลงได้ที่นี่ครับ
    http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=4902

    ผมฝึกเล่นปิงปองอยู่หลายปี จนในที่สุดก็ได้เป็นนักกีฬาปิงปองตัวแทนของโรงเรียนอื่นหลังจากที่ผมจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยลืมความหลังครั้งเริ่มเล่นปิงปองเลย


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 275 22 พ.ค. 2552 (14:39)

    ย้อนกลับไปดูความคิดเห็นเก่า ๆ ของกระทู้นี้
    ก็พบว่าอ่านข้ามไปหลายความคิดเห็น


    มาอ่านความคิดเห็นที่ 198
    ยังพอจำความลาง ๆ ได้ว่า คนที่เล่นเป็นเสือมีชุดใส่เต็มตัว
    เวลาแสดงก็ลงไปคลานเข่า
    ยังพอจำบทความตอนหนึ่งได้ว่า


    "ข้าเป็นคนซื่อ ชื่ออ้ายตื้อบ้องตัน เป็นคนขยัน แต่บางวันเฉยแฮะ ๆ"


    นิรันดร์
    ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 22 พ.ค. 2552 (15:00)

    กีฬายอดฮิตอีกอย่างหนึ่งของเด็กวัดพลับพลาชัยก็คือ "ลูกหิน"


    ตอนนั้น ลานระหว่างแขนของตัว U จะเป็นดิน
    รั้วกั้นระหว่างโรงเรียนกับวัดก็ไม่มี ตรงป้ายมูลนิธิฯ ในรูป 272 จะมีต้นมะขามเทศอยู่ต้นหนึ่ง
    ใต้ต้นมะขามเทศจะเป็นดินเหนียว เราใช้ส้นเท้ากดลงไปแล้วหมุน ๆ ก็จะได้หลุมสำหรับเล่นลูกหิน


    คนที่แพ้จะต้องเสียลูกหินให้กับคนที่ชนะ ราคาลูกหิน(ลูกซีเมนต์) 5 ลูก 1 สลึง
    หากคนที่ไม่มีลูกหินเสียให้กับผู้ชนะ จะต้องเล่นสยองมาก
    คือคนชนะจะกระทืบลูกหินจนจมมิดดินแล้วผู้แพ้จะต้องเอาฟันขุดดินเอาลูกหินขึ้นมา
    นับเป็นกีฬาต้องห้ามอย่างหนึ่งของโรงเรียน
    หากครูมา วงลูกหินก็กระเจิง


    นิรันดร์
    ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 277 23 พ.ค. 2552 (00:02)

    ตาข่ายสีเขียวที่ว่านั้นทางโรงเรียนติดตั้งเมื่อไร ผมก็รู้เหมือนกัน ประมาณเกือบสิบปีที่แล้วเคยผ่านมาก็เห็นเขาติดแล้วครับ แต่ผมชอบแบบเดิมเปิดโล่งมากกว่าครับ เมื่อวานที่ไปมาบรรยากาศโดยรอบก็ไม่ต่างจากสมัยผมเรียนเมื่อ30ปีก่อนเท่าไรนัก เพราะอาคารเรียนก็ยังคงเดิม ไม่มีการทุบทิ้งหรือสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพียงแต่อาจมีการตบแต่งรายละเอียดเล็กน้อย อยากเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนเหมือนกันแต่คงยากครับ โอกาสใกล้เคียงน่าจะเป็นช่วงตรุษจีน เมื่อหลายก่อนจะมีจัดงานวัดช่วงเทศกาลตรุษจีน แล้วมีดนตรีมาเล่นเก็บตังค์บนเวทีภายในบริเวณโรงเรียนครับ เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้เค้ายังมีการจัดงานวัดที่ว่ารึป่าว อ้อ ตอนขากลับออกมาผมไปเดินเล่นไปวัดเทพศิรินทร์ นึกได้ว่าเคยอ่านเจอที่ อจ.แขชนะ พูดถึงลูกอุกกาบาตอะไรนั่นครับ สมัยผมเรียนมัธยมต้นที่นี่ตอนปี พศ.2522-2525 ลูกอุกกาบาตที่ว่านั่นมีนะครับ ผมจำได้แม่น วางอยู่กลางลานกว้างใกล้ๆโบสถ์ใหญ่นั่น แต่เมื่อวานผมเดินไปดูรอบๆ ไม่เห็นเลยครับ ไม่รู้ว่าหลวงพี่ท่านเอาไปไว้ไหน

    128557


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 278 23 พ.ค. 2552 (08:58)

    ลูกอุกกาบาตที่ผมกล่าวถึงในความเห็นที่ 73 นั้น ผมลองถามผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ดูแล้ว ท่านว่าถ้าเป็นขนาดที่ผมบอกนั้น ราคาซื้อขายกันแพงมากทีเดียว ที่ว่าสสารไม่สูญหายนอกจากเปลี่ยนเป็นพลังงานนั้น ความจริงมันอาจแปรสภาพไปเป็นปัจจัยทำนุบำรุงศาสนาไปแล้วก็เป็นได้ครับ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 279 23 พ.ค. 2552 (16:02)

    เส้นทางกลับบ้านเส้นทางหนึ่งที่ผมชอบเดินหลังเลิกเรียนจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย คือเส้นทางที่ผ่านเข้าไปในวัดเทพศิรินทร์ รู้สึกเงียบสงบ เดินแล้วสบายใจ เส้นทางที่ไปจะต้องผ่านสระน้ำใหญ่ ที่มีกุ้งปลาและเต่าอาศัยอยู่มากมาย บางวันจะมีอาซิ้มแก่ อายุราว 70-80 ปี ขายผักที่ตลาดเพิ่งเจริญ (เป็นตลาดเก่าแก่ ขายของสารพัดชนิดคล้ายตลาดโบ๊เบ๊ ถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาวอดไปเป็นบริเวณกว้าง ไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว ปัจจุบันคือย่านชุมชนสวนมะลินั่นเอง) เอาผักที่เหลือจากการขายที่ตลาดใส่เข่งใบใหญ่มาให้เต่ากิน พลางตะโกนร้อง "เต๋าจ๋า เต่าจ๋า มากินผักเร็ว มากินผัก" เห็นแล้วน่าประทับใจจริงๆครับ

    บริเวณริมสระน้ำจะมีต้นพิกุลเรียงรายกันอยู่หลายต้น ถ้าคราวใดผลิดอกเต็มต้นจะมีกลิ่นหอมชื่นใจ ผมชอบมาปืนและเก็บดอกพิกุลใส่ห่อผ้าเช็ดหน้ากลับบ้าน

    ผมชอบเดินลัดเลาะไปทางสนามหญ้าข้างๆโบสถ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเจอแก๊งนักเลงเด็ก เดินอยู่แถวๆบริเวณโบสถ์เหมือนกัน มีจำนวน 15 คน อายุตั้งแต่ 10 ขวบ - 18 ปีเห็นจะได้ แต่ละคนจะสวมเสื้อยืดมีหมายเลขตั้งแต่ 1 - 15 เรียงตามลำดับความสูง และจะมีเด็กหนุ่มอายุ ราว 20 ปี เป็นหัวหน้าแก๊ง ตอนนั้นผมเดินไปกับเพื่อนจากโรงเรียนเทศบาลวัดสระบัว อยู่แถวสะพานกษัตริย์ศึกชื่อ "เพียว" บังเอิญ เพียวไปมองหน้าหัวหน้าแก็ง หัวหน้าแก๊งไม่พอใจ จะหาเรื่อง เขาเรียกให้ลูกสมุนทั้ง 15 คน มาเข้าแถวเรียงตามหมายเลข(หรือความสูง) แล้วเรียกหมายเลขที่มีความสูงเท่าเพียว ออกมาเพื่อจะท้าต่อย แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ก็ต้องรีบยกมือไหว้ขอโทษแล้วรีบเดินออกมา ผมกลัวเกือบตาย ตอนหลังผมไปคุยกับตำรวจสน.พลับพลาไชย(เขียนต่างจากชื่อของโรงเรียน) ตำรวจก็บอกว่ามีจริง กำลังตามหาตัวกลุ่มนักเลงเหล่านี้อยู่เหมือกัน แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่ได้ทำความผิดให้เห็นต่อหน้า แล้วก็ไม่มีใครกล้าไปแจ้งความด้วย


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 280 23 พ.ค. 2552 (20:17)

    เมื่อได้กลิ่นดอกพิกุล ก็ทำให้นึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่มักจะนำมาร้อยมาลัยถวายพระ ตามวัดต่างๆสมัยก่อนนี้มีต้นไม้เขียวชอุ่มหนาทึบ และมักจะปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและมีกลิ่นหอม เวลานั่งที่ศาลาวัดในงานบุญที่วัด ลมพัดมาหอมเย็นชื่นใจ ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนไป มีสิ่งก่อสร้างทางวัตถุมากยิ่งขึ้น พระท่านก็จะนิยมของ "ไฮเทค" ด้วยเหมือนกัน สังเกตดูจากการไปเดินซื้อของแถวคลองถม หรือบ้านหม้อ พระท่านมักจะมาเดินหาซื้อเครื่องเสียงที่ให้เสียงไพเราะเสนาะโสต เพิ่มพูนขันธ์ 5 มากยิ่งขึ้น วัดที่ชาวบ้านว่ายิ่งใหญ่จะต้องมีสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โต งดงามอลังการ แวววาวแสบตา ต่างจากสมัยก่อนที่ร่มรื่น แต่ก็มีหลายวัดตามชานเมืองที่ยังรักษาความสงบร่มเย็นไว้อย่างเหนียวแน่น น่าเข้าไปทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรม

    วัดหลายวัดปลูกต้นไม้ที่ให้กลิ่นหอมต่างๆกัน บางวัดปลูกต้นราตรีที่ส่งกลิ่นหอมตอนกลางคืน ผมชอบกลิ่นดอกราตรี เพราะสมัยก่อนตอนเรียนชั้น ป.7 อยู่กับน้าเพราะพ่อกับแม่ไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ที่บ้านน้าปลูกต้นราตรี ตอนกลางคืนมานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้านมองดูดวงจันทร์ ลมพัดเย็น ได้กลิ่นดอกราตรีหอมชื่นใจ ชวนให้คิดถึงพ่อแม่ ถามเพื่อนๆหลายคนบอกว่า ไม่ชอบกลิ่นดอกราตรี เพราะตอนไปงานศพที่วัดมักจะได้กลิ่นนี้ คือมันจะหอมแบบ "ผีๆ"อย่างไรชอบกล


    ผมชอบปีนต้นพิกุลที่วัดเทพศิรินทร์เป็นประจำ สังเกตดูพอดอกร่วงสักพัก ก็จะเกืดเป็นผลขึ้นมาเป็นช่อ ตอนแรกจะมีสีเขียว แต่พอสุกแล้วผลกลมโตสีแดงแสดรับประทานได้ มีรสฝาด หวานมัน เมื่อขบผลดูจะเห็นเม็ดในสีดำ คล้ายๆเม็ดละมุดแต่เล็กกว่าหน่อยหนึ่ง

    พิกุล มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mimusops elengi Linn.
    ทางภาคเหนือเรียก"แก้ว" ทางภาคใต้เรียก "กุล" มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน อินเดีย พม่า ศรีลังกา ดูจากสถานที่แล้ว น่าจะเกี่ยวข้องกับทางพุทธศาสนาพอสมควร ดูจากลักษณะของต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มียางสีขาว ดอกออกเป็นช่อ  เป็นไม้ปลูกกันทั่วไป ดอกสีนวลใบสีเขียว หนามัน  

    สรพพคุณทางยาก็มีนะครับ คือ ดอกสด-เข้ายาหอม ทำเครื่องสำอาง แก้ท้องเสีย ดอกแห้ง-เป็นยาบำรุงหัวใจ ปวดหัว เจ็บคอ เปลือก-ใช้ทำยากลั้วล้างปาก แก้เหงือกบวม แก้ปวดเมื่อย เมล็ด-ตำแล้วสวนทวารเด็ก แก้โรคท้องผูก แก่นที่ราก-เป็นยาบำรุงโรคหัวใจ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 281 24 พ.ค. 2552 (04:03)


    นี่คือสภาพลานกว้างในบริเวณวัดเทพศิรินทร์ที่ผมไปมาเมื่อ2-3วันก่อน��พระอุโบสถใหญ่กำลังปรับปรุง รวมทั้งพื้นที่บริเวณรอบๆด้วย�ลูกอุกกาบาตที่ว่าก็วางอยู่ประมาณบริเวณนี้ล่ะครับ� ลักษณะเป็นหินก้อนใหญ่รูปร่างประหลาดๆ�ตอนนั้นเคยมีคนบอกว่าตกมาจากท้องฟ้า�� แต่ดูตามภาพถ่ายจะอยู่คนละบริเวณกับที่ผมเคยเห็นในสมัยนั้น�� ไม่ทราบว่าตามภาพของ อจ.แขชนะ ที่ตั้งนี่หมายถึงตอนที่ อจ.แขชนะ ยังเรียนอยู่ที่วัดพลับพลาชัยใช่มั๊ยครับ� ถ้าใช่ มันเป็นไปได้มั๊ยครับที่ผมไม่เห็น เพราะหลวงพี่ท่านอาจจะเอากลับไปไว้ตรงจุดเดิม
    เส้นทางเดินกลับบ้านผมก็เดินผ่านวัดเทพศิรินทร์เหมือนกันครับ แต่ไม่ได้เดินเข้าไปในวัดครับ� แต่จะเดินผ่านเมรุเผาศพ เมรุเดียวกับที่ในหลวงท่านทรงเสด็จมาทำพิธีเวลามีพระราชทานเพลิงศพ� อ้อแถวใกล้ๆสระน้ำที่ว่าตอนผมเรียนที่เทพศิรินทร์ ทางวัดจะเลี้ยงหมีตัวใหญ่อยุ่ตัวนึงใส่กรงขังไว้
    พอเดินผ่านบริเวณวัดขวามือตรงไปสุดสามแยกจะเป็นโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี แต่ผมไม่ค่อยได้เดินไปทางนั้น� จะข้ามถนนเดินทะลุไปแถวๆสวนมะลิ ไปโผล่ตรงข้ามปากซอยนาคบำรุง� ส่วนเรื่องไฟไหม้ตลาดเก่าที่สวนมะลิผมไม่รู้เลยครับ น่าจะเกิดขึ้นในปีก่อนผมเกิด(พศ.2510)รึป่าวครับ� จำได้แต่ว่าตลาดใกล้บ้านคือตลาดโรงเลี้ยงเด็กเคยไฟไหม้ ตอนผมยังเด็กมาก ผมจำไม่หรอก แม่ผมเป็นคนเล่าให้ฟังครับ�


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 282 24 พ.ค. 2552 (22:15)

    ขอบคุณคุณกำชัยอีกครั้งที่กรุณานำรูปภาพมาประกอบเรื่อง ทำให้เพิ่มบรรยากาศของกระทู้เป็นอย่างมาก ผมไม่ได้กลับไปบริเณนี้เป็นเวลานานนับกว่า 40 ปีแล้ว อันที่จริงราวสิบกว่าปีก่อน สมัยที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท. ผมเคยมาบรรยายพิเศษที่อาคารเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่อยู่เบื้องหลัง รู้สึกว่าจะเป็นตึกแม้นศึกษาสถาน นอกจากนั้นผมยังมางานพระราชทานเพลิงศพของผู้ใหญ่หลายท่านที่วัดเทพศิรินทร์นี้ แต่มันเป็นทางการมากจนไม่มีเวลามาเดินเล่นภายในวัด คิดถึงสมัยก่อนเหมือนกันครับ หล้งเลิกเรียนที่วัดพลับพลาชัยผมก็เดินผ่านมาทางนี้แล้วก็แวะไปหาพี่ชายที่เรียนที่วัดเทพศิรินทร์ พี่ชายผมเป็นนักฟุตบอลล์ของโรงเรียน ตำแหน่งผู้รักษาประตู และยังเป็น Cheer Leader ด้วย พี่ผมเป็นเพื่อนร่วมห้องกับคุณอดิศร เพียงเกษ�ส่วนพ่อผมก็เป็นโค้ชทีมบาสเก็ตบอลล์ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซ้อมเสร็จแล้วเราก็กลับบ้านพร้อมกัน

    ที่ตั้งลูกอุกกาบาตที่ผมทำ marking ไว้คือตำแหน่งที่ผมเคยเห็นตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนครับ เป็นตำแหน่งที่อยู่นอกสนามหญ้าบริเวณพระอุโบสถ ต่างจากที่คุณกำชัยเคยเห็น สมัยนั้นลูกอุกกาบาตจะถูกจัดวางบนแท่นใกล้กุฏิพระครับ ผมชอบไปเล่นกับมันเพราะมันมีอำนาจแม่เหล็ก เป็นเสมือนแม่เหล็กแท่งใหญ่

    ไฟไหม้ที่ตลาดเพิ่งเจริญบริเวณสวนมะลินั้นราวๆปี พ.ศ.2507 เห็นจะได้กระมังครับ ส่วนตลาดโรงเลี้ยงเด็กเคยไฟไหม้นั้นเป็นครั้งหลังครับ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 283 24 พ.ค. 2552 (22:39)

    เมื่อพูดถึงดอกพิกุล ทำให้นึกถึงละครไทยที่ตัวละครมักจะพูดถึงสุภาษิตคำพังเพย คือกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปาก หมายถึงคนที่ไม่ค่อยพูด หรือใครถามอะไรหรือสนทนาด้วยแล้วไม่อยากจะตอบหรือพุดคุย

    ความจริงเรื่องนี้มาจากนิทานเรื่องนางพิกุลทอง - วิกิพีเดีย บทละครนอกที่ปรากฏในสมุดไทยแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นจับเรื่องตั้งแต่นางพิกุลทองสรงน้ำ จนถึงตอนนางพิกุลทองลุยไฟ ส่วนนิทานกลอนของนายบุศย์ โรงพิมพ์วัดเกาะจะแต่งเพิ่มต่อจนจบเรื่อง

    ในเรื่องนางพิกุลทอง ได้แสดงให้เห็นเกี่ยวกับประเพณีความเชื่อหลายประการเช่น ที่มาของเรื่องรัก-ยมอันมาจากชื่อของโอรสนางพิกุลทอง ซึ่งในปัจจุบันเราจะรู้จักว่าเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง,ที่มาของสุภาษิตคำพังเพย คือกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปาก, เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับลูกกรอกและ เหตุที่ชะนีร้องเรียกว่า "ผัว ๆ" ในส่วนอื่นก็สอนให้เห็นผลของการกล่าววาจาที่ไพเราะและความซื่อสัตย์ จะทำให้เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั้งหลาย และนำพาไปสู่ความเจริญ และเรื่องเกี่ยวกับความเชื่ออื่น ๆ เช่นแม่ย่านางเป็นต้น


    นางพิกุลทองเป็นธิดาของท้าวสัณนุราชกับพระมเหสี คือ นางพิกุลจันทราผู้ครองเมืองสรรพบุรี (ในสมุดไทยเขียนว่าเมือง สันทบุรี)เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นสาว ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือว่ายากจะหาหญิงใดเสมอเหมือนได้ ซึ่งนอกจากเวลาพูดกับใครจะมีดอกพิกุลทองร่วงจากปากแล้วยังมีเส้นผมที่หอมอีกด้วย วันหนึ่งนางพิกุลทองเกิดร้อนรุ่มกลุ้มอุรา จึงได้ลาท้าวสัณนุราชไปเล่นน้ำกับพระพี่เลี้ยงในลำธาร ท้าวสัณนุราชจึงให้วางตาข่ายและทุ่นไว้รอบท่าน้ำ เพราะโหรทำนายว่านางจะต้องพลัดพรากจากเมือง


    จะกล่าวถึงพญาแร้งชื่อว่า ท้าวสุบรรณปักษาบินมาเห็นซากสุนัขเน่าจึงโฉบนำกลับไปจิกกินลอยมาใกล้บริเวณที่นางพิกุลทองกับพี่เลี้ยงเล่นน้ำอยู่ นางพิกุลทองได้กลิ่นเหม็นเน่าจึงใช้ให้พี่เลี้ยงไปดูก็พบพญาแร้งกำลังกินซากนั้นอยู่จึงได้พากันด่าว่าแล้วขับไล่ด้วยคำหยาบช้าต่าง ๆ นา ๆ ฝ่ายท้าวปักษาก็โกรธจัดกล่าวว่า สุขัขเน่านี้คืออาหารของตนอยู่แล้ว นางพิกุลทองเป็นลูกเจ้าท้าวพระยาไม่น่ามากล่าวเจรจาด่าว่าขับไล่ตนเช่นนี้ว่าแล้วก็บินหนีไป แต่ท้าวปักษีก็ยังคิดจะแก้แค้นนางพิกุลทองให้ได้จึงออกอุบายแปลงกายเปนหนุ่มรูปงามไปขออาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนขวัญของเมืองสรรพบุรี แล้วคอยเนรมิตทองคำให้ตายายใช้จนร่ำรวย โดยบอกว่าตนไปพบตอนขุดเผือกมัน อยู่มาวันหนึ่งจึงรบเร้าขอให้ตายายเข้าไปสู่ขอนางพิกุลทองมาเป็นภรรยา สองตายายฟังแล้วหัวใจแทบวายกล่าวว่าคิดเกินตัวอย่างนี้จะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร ท้าวปักษาแปลงจึงแสร้งทำเป็นตรอมใจใกล้ตาย สองตายายจึงจำใจเข้าไปทูลสู่ขอนางพิกุลทองจากท้าวสัณนุราช ๆ ได้ทราบความดังกล่าวก็กริ้วจัด กล่าวว่าถ้าคิดว่าหลานชายมีบุญวาสนาจะได้คู่กับนางจริงใกล้สร้างสะพานเงินสะพานทองจากท้ายสวนมาถึงพระราชวังภายใน ๓ วันมิเช่นนั้นจะประหารทั้งโคตร ตายายหลังจากลับมาถึงบ้านแล้วก็นั่งซึม เอาแต่ร้องไห้แล้วต่อว่าท้าวปักษาที่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตน ครั้นท้าวปักษาได้ทราบเรื่องต้องสร้างสะพานทองแล้วจึงกล่าวปลอบใจว่าถ้าตนทำไม่เสร็จจะยอมตายแทน สองตายายจึงค่อยโล่งใจบ้าง พอตกค่ำท้าวปักษาก็บอกว่าจะขอออกไปทำธุระข้างนอกจากนั้นก็แปลงเป็นพญาแร้งขนาดมหึมาบินกลับไปยังเขานินทะกาลา แล้วเกณฑ์ไพร่พลทั้งหลายให้มาช่วยสร้างสะพานจนแล้วเสร็จ


    ครั้นรุ่งเช้า ท้าวสัณนุราชกับพระมเหสีมองออกไปเห็นสะพานเงินสะพานทองเป็นอัศจรรย์ เสร็จตามข้อตกลงดังกล่าวจึงคิดว่ามาณพผู้นี้คงจะมีบุญ แล้วจัดอภิเษกสมรสนางพิกุลทองให้กับท้าวปักษาและนางพิกุลทอง ซึ่งตลอดเวลาเมื่ออยู่ใกล้กันนางพิกุลทองก็ได้ได้กลิ่นสาบแร้งจนเวียนหัวบ่นว่าต่าง ๆ นานา ส่วนท้าวปักษาก็มิอาจจะเข้าใกล้สมัครสังวาสได้เพราะไม่ได้นึกรัก ประกอบกับเทวดาดลใจ คงมีแต่ความแค้นที่นางเคยด่าว่า


    ครั้นอยู่มาได้ ๓ วัน ท้าวปักษาจึงออกอุบายว่าจะชวนนางกลับไปกราบบิดามารดาของตน จากนั้นก็พากันลงเรือสำเภา ๕๐๐ ลำล่องไปได้ ๓ เดือน ก็มาถึงหาดแก้วพยัคฆีหน้าเมือง ท้าวปักษาจึงให้นางรออยู่ในเรือเพื่อจะขึ้นไปแจ้งให้บิดามารดาตนทราบก่อน แท้ที่จริงท้าวปักษากลับไปเกณฑ์บริเวณนกแร้งทั้งหลายให้มากินคนบนเรือเสียให้หายแค้น ส่วนนางพิกุลทองนั้นตนจะจัดการกินเองห้ามนกตัวไหนแตะต้องต้องมีโทษถึงตาย ฝูงนกก็ดีใจพากันบินมาจับไพร่พลบนเรือกินเสียหมดทั้ง ๕๐๐ ลำ ส่วนนางพิกุลทองนั้นได้รับความช่วยเหลือจากแม่ย่านางวิญญาณประจำเรือ รู้ว่าพญาแร้งคิดไม่ซื่อ จึงเนรมิตรห้องคูหาแล้วนำนางพิกุลทองไปซ่อนไว้ในปลายเสากระโดงเรือ พญาแร้งโกรธมากด่าว่าลูกน้องไม่เชื่อฟังหาว่ากินไม่ดูตามาตาเรือดันไปกินเอานางพิกุลทองไปด้วยแล้วก็พากันบินกลับไป แต่กระนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่านางตายจริง ก็จึงให้บริวารบางส่วนคอยเฝ้าดูเรือไว้


    ฝ่ายแม่ย่านางครั้นเห็นพญาแร้งกับบริวารบินกลับไปหมดแล้ว จึงได้พานางพิกุลทองออกมาจากที่ซ่อนเพื่อสรงน้ำ เส้นผมของนางที่ไม่เคยหลุดร่วงเลย ก็ร่วงลงมา นางสงสัยว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น นางจึงเสี่ยงทายเสยเอาเส้นผม และดอกพิกุลทองใส่ผอบพร้อมจารึกชื่อและเรื่องราวลงไปด้วยเพื่อหาผู้มีบุญมาช่วยเหลือ ผอบทองลอยไปจนถึงเมืองพรหมกุฏปัญจาละซึ่งมีพระสังข์ศิลป์ชัยและนางสุพรรณปกครอง มีโอรสเก่งกล้าองค์หนึ่งชื่อพระพิชัยมงกุฏ(ในฉบับตัวเขียนว่าชื่อ "พระพิไชยวงศ์กุฏ") ขณะนั้นทั้งสามกษัตริย์ได้มาสรงน้ำที่ท่าน้ำนอกเมือง เห็นผอบทองลอยทวนน้ำมา พระพิชัยมงกุฏจึงเสี่ยงพระสังข์วิเศษไปกล่าวว่าถ้ามาดีให้ช้อนขึ้นมา ถ้ามาร้ายให้สังข์วิเศษทำลายเสีย ปรากฏว่าสังข์ก็ไปช้อนผอบขึ้นมา เมื่อเปิดข้อความดูเห็นเส้นผม,ดอกพิกุล และจารึกเรื่องราวก็ถึงกับหลงใหลกินไม่ได้นอนไม่หลับ พระสังข์ศิลป์ชัยได้ทราบอาการก็ตกพระทัย พระพิชัยมงกุฏจึงขอลาไปตามนางพิกุลทอง จึงโปรดให้สังข์ ศร และพระขรรค์วิเศษไปป้องกันตัว และให้จัดแต่งเรือสำเภาพร้อมไพร่พลไปตามประสงค์ กองเรือแล่นมาหลายวันจนกระทั่งถึงเกาะใหญ่กลางทะเลซึ่งเป็นเขตของ นางยักษ์กาขาว ซึ่งลอบเข้ามาในเรือด้วยความสงสัย ครั้นเห็นพระพิชัยมงกุฏรูปร่างสง่างามก็หลงรักจึงแอบอุ้มพาไปขณะหลับ แล้วเนรมิตเมืองขึ้นบนเกาะแล้วแปลงเป็นหญิงสาวอยู่ในเมืองนั้น ครั้นพระพิชัยมงกุฏตื่นมาเห็นบ้านเมืองกับหญิงงามก็เข้าใจว่าเป็นนางพิกุลทอง จึงเกี้ยวนางจนได้เป็นภรรยา แต่ยังสงสัยว่าได้กลิ่นสาบสางยักษ์และนางผมไม่หอม ตกดึกเทพารักษ์จึงได้มาบอกให้รีบหนีไปเพราะนางเป็นยักษ์แปลงมาแล้วบอกทางให้แล่นเรือไปทางตะวันออก ๗ วันก็จะถึงหาดแก้วพยัคฆี


    ครั้นพระพิชัยมงกุฏเดินทางมาถึงเห็นกองเรือร้างจอดอยู่จึงให้ไปค้นเรือทุกลำก็พบแต่กระดูก ฝ่ายนางพิกุลทองได้ยินเสียงจึงลาแม่ยานางออกมาจากเสากระโดงเรือและเข้าพบกับพระพิชัยมงกุฏด้วยความยินดี

































     
    (โอด) เมื่อนั้น พระไชยวงศ์กุฏเห็นนางเร่งหรรษา
    เห็นนางทรงโศกโศกา หอมเส้นเกศาตระลบไป
    พิกุลทองตกลงจากโอษฐ์ ให้ทรงโปรดพิศวงหลงใหล
    ยอกรฟักฟูมเข้าอุ้มไว้ ฟังพี่อย่าได้โศกา
    พี่ได้ผอบมาติดตาม ประสบสมดังความปรารถนา
    ขอเชิญนงเยาเล่ากิจจา แรกเริ่มเดิมมาประการใด


    ขณะนั้นบริวารของพญาแร้งเห็นผู้คนมาเอะอะวุ่นวายจึงรีบบินไปบอกแก่ท้าวปักษา กล่าวว่าชะรอยนางพิกุลทองจะยังไม่ตาย ท้าวปักษาจึงรีบพาบริวารมาทันที ครั้นเห็นนางพิกุลทองหลบอยู่กับพระพิชัยมงกุฏก็เจรจาตอบโต้อยู่พักหนึ่งแล้วทำการรบกัน พระพิชัยมงกุฏจึงแผลงศรวิเศษไปถูกอกท้าวปักษาตายกลางอากาศพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ครั้นเสร็จศึกแล้ว จึงพานางพิกุลทองกลับไปยังบ้านเมืองของตนต่อไป ฝ่ายนางยักษิณีกาขาวครั้นตื่นมาไม่เห็นพระพิชัยมงกุฏ จึงคว้ากระบองออกไล่ติดตามไปถึงเมืองพรหมกุฏปัญจา แต่เกรงอำนาจพระเสื้อเมืองจึงเข้าเมืองไม่ได้ ก็ซ่อนตัวอยู่ที่ต้นไทรในสวน


    หลังจากพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ต่อมานางพิกุลทองก็ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ คนพี่มีนามว่า พระรัก ส่วนโอรสองค์รองนามว่า พระยม อยู่มาวันหนึ่งทั้งสี่กษัตริย์ก็เสด็จประพาสที่บึงบัวเพื่อเก็บบัวมาบูชาพระปฏิมา ฝ่ายนางยักษ์กาขาวครั้นรู้ว่าพระพิชัยมงกุฏได้อภิเษกกับนางพิกุลทองแล้ว ก็ให้เคียดแค้นเป็นยิ่งนักหมายจะทำร้ายนางพิกุลทองเสียให้หายแค้น จึงแปลงร่างเป็นดอกบัวทองอยู่ใต้น้ำ ครั้นเรือผ่านมานางพิกุลทองเห็นเข้าก็ประหลาดใจในความงามจึงเอื้อมมือลงไปเด็ด นางยักษ์ได้ทีจึงฉุดนางลงไปใต้น้ำแล้วสาปให้กลายร่างเป็นนางชะนี จะพ้นสาปได้ก็ต่อเมื่อนำเลือดยักษืมาชโลมตัวส่วนนางยักษ์ก็จดจำและแปลงร่างเป็นนางพิกุลทองแทน ครั้นพระพิชัยมงกุฏช่วยฉุดขึ้นมาครั้งแรกเป็นนางยักษ์แปลงนางยักษ์ก็รีบเป่ามนต์ให้หลงใหล พระรักและพระยมก็ร้องไห้บอกว่าไม่ใช่แม่ของตน แต่เมื่อเห็นนางชะนีผุดขึ้นมาจากน้ำกลับร้องว่าเป็นแม่ และไม่ยอมกลับวัง พระพิชัยมงกุฏจึงกริ้วขับไล่ให้ไปอยู่กับนางชะนีในป่า แล้วพระองค์ก็พานางยักษ์กลับเข้าวัง สองพี่น้องร้องไห้หาแม่จนหิวแต่นางชะนีก็กำลังคลุ้มคลั่งด้วยมนต์ของนางยักษ์คอยแต่จะหนีเข้าป่าท่าเดียว









































     
    (เพลง) เมื่อนั้น พระกุมารอุ้มน้องแล้วร้องไห้
    ค่อยลอดลัดตัดเดินดำเนินไป ถึงที่ต้นไทรพระมารดา
    จึงร้องเรียกอยู่แจ้วแจ้ว ลูกมาถึงแล้วพระแม่ขา
    ลงมาส่งนมพระลูกยา น้องข้าอยากนมเป็นเหลือใจ
    แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย กรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
    ทูลหัวนั่งนิ่งบนกิ่งไม้ ไขหูเสียใยไม่นำพา
    ร้องเรียกมารดาขึ้นไปเล่า แม่เจ้าประคุณลูกมาหา
    น้องยมอยากนมพ้นปัญญา ส่งนมลูกเถิดราแม่ดวงใจ


    พอมีสติขึ้นบ้างก็เล่าเรื่องให้ลูกฟังแล้วให้เก็บดอกพิกุลทองที่หล่นออกมาเอาไปขายเพื่อซื้อข้าวกิน ครั้นนางวิเสทชาววังออกมาเห็นก็พาสองพระโอรสเข้าไปในเมืองแล้วกราบทูลให้พระสังข์ศิลป์ชัยทราบ สองพี่น้องจึงเล่าเหตุการณ์นางยักษ์แปลงให้พระอัยกาฟัง พระสังข์ศิลป์ชัยและพระมเหสีถึงกับกริ้วจัด ตรัสให้เรียกพระพิชัยมงกุฏเข้าเฝ้าแล้วสอบสวนเรื่องนางพิกุลทอง นางยักษ์แปลงก็พูดตลบแตลงวกวนไปมา พระนางสุพรรณจึงกระซิบให้พระพิชัยมงกุฏดูอาการของนางยักษ์ที่ไม่มีแววตา และไม่มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก แล้วออกอุบายให้โอรสบอกกับนางยักษ์แปลงว่าจะออกไปคล้องช้างเผือก ครั้นพระพิชัยมงกุฏ พระลักษณา และพระยมยศเข้าไปทำจั่นจนดักได้ตัวนางชะนีพิกุลทอง เมื่อเห็นพระพิชัยมงกุฏก็ร้องเรียก "ผัว ๆ" จนถามนางชะนีได้ความว่าต้องฆ่านางยักษ์แล้วเอาเลือดมารดก็จะหายเป็นปกติ ฝ่ายนางยักษ์ซึ่งลอบเห็นเหตุการณ์รู้ว่าความแตกจึงกลับคืนร่างเดิมออกอาละวาด แต่ถูกพระพิชัยมงกุฏสังหารนางยักษ์ แล้วรองเอาเลือดมารดนางพิกุลทองจนกลับร่างเป็นมนุษย์ตามเดิม


    ต่อมานางพิกุลทองก็จะกลับไปเยี่ยมท้าวสัณนุราชที่เมืองสรรพบุรี จึงล่องเรือสำเภาไปในทะเลได้ ๗ ราตรี นางยักษ์กาสุวรรณ ซึ่งเป็นน้องของนางยักษ์กาขาว ทราบข่าวว่า พี่สาวตนถูกพระพิชัยมงกุฏฆ่าตายก็ให้แค้นใจตามมาอาละวาดจนเรือแตกผู้คนตายหมด จนสี่กษัตริย์พลัดพรากจากกัน โดยที่เทวดาบังตาไว้ไม่ให้นางยักษ์เห็นกษัตริย์ทั้ง ถ องค์นางพิกุลทองถูกน้ำซัดไปอีกทางหนึ่ง พระสมุทรเทวา เกิดความสงสารจึงเนรมิตขอนไม้ใหญ่ให้นางเกาะมาจนกระทั่งชายหาดเมืองเวรุจักร นางจึงถอดแหวนเสี่ยงทายว่าหากโอรสและภัสดาตายแล้วก็ให้แหวนจม ปรากฏว่าแหวนลอยขึ้นนางจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง จึงฉีกชายผ้าสไบเขียนบอกเรื่องราวผูกไว้ที่พระไทรแล้วฝากกราบพระไทรให้ช่วยบอกทางหากสามีมาพบ นางพิกุลทองเดินซัดเซพเนจรไปในป่าจนเข้ามาในเขตเมืองเวรุจักร ซึ่งมี พญายักษ์วิรุณจักรปกครองอยู่นางก็หลับอยู่ในศาลาหน้าเมือง ท้าววิรุณจักรมาพบเข้าก็เกี้ยวพาราสี นางพิกุลทองก็ว่าตนมีสามีและลูกแล้ว แต่พญายักษ์กลับไม่ฟังเสียงบังคับนางขึ้นรถพาเข้าไปในวัง ท้าววิรุณจักรก็เพียรพยายามเกี้ยวพาราสีนางพิกุลทอง แต่นางไม่ยอมซ้ำกลับต่อว่าเปรียบเปรยต่าง ๆ นานา ท้าววิรุณจักรโกรธมากจึงใช้พระขรรค์ฟันนาง แต่ด้วยสัจจบารมีที่นางซื่อสัตย์ต่อสามีทำให้พระขรรค์หักเป็นสองเสี่ยง เมื่อท้าววิรุณจักรไม่สามารถทำอันตรายแก่นางได้จึงขับไล่ให้เป็นทาสรับใช้อยู่ในครัว


    ฝ่ายสามพ่อลูกครั้นเรือแตกแล้ว พระพิชัยมงกุฏจึงขว้างสังข์วิเศษไปสังหารนางยักษ์กานิลจนสิ้นชีพ แล้วเนรมิตขึ้นขี่สังข์ออกตามหานางพิกุลทอง จนพบชายผ้าสไบที่นางผูกไว้ พระไทรจึงปรากฏกายแล้วชี้ทางให้ไปทางทิศตะวันออก จึงพากันเดินไปตามทางพบอาศรมพระฤๅษี ๆ ก็ตรวจดวงชะตาว่าพระพิชัยมงกุฏนั้นจะได้ชายาอีก ๑ คน ส่วนนางพิกุลทองนั้นพอครบ ๑ เดือนจึงพ้นเคราะห์กรรม แล้วพระดาบสจึงสั่งสอนวิชาเหาะเหินเดินอากาศให้ พร้อมทั้งมอบแหวนเนาวรัตน์กายสิทธิ์ และพระขรรค์แก้ว ให้กับพระพิชัยมงกุฏเพื่อนำไปต่อสู้กับยักษ์ ทั้งสามก็กราบลาพระอาจารย์แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองวิรุณจักร จึงพากันแปลงกายเป็นนกขุนทองบินเข้าไปในสวนขวัญเพื่อสืบเรื่องราว


    จะกล่าวถึงท้าววิรุณจักรมีธิดาโสภาอันเกิดแต่นางมนุษย์อยู่องค์หนึ่งชื่อว่า นางอรุณวดี อยู่มาคืนหนึ่งกลับฝันเห็นพญานาค ๗ เศียรเลื้อยเวียนรอบปราสาทแล้วเข้ารัดนาง ครั้นตื่นขึ้นจึงปรึกษานางยักษ์พี่เลี้ยง ก็ทำนายว่าสงสัยจะได้คู่ ทำเอานางร้อนรุ่มกล้มอุราจึงพากันไปลงเที่ยวชมสวนพบกับนกสาริกาสามพ่อลูกคุยกันอยู่ จึงใช้ให้พวกยักษ์จับเข้าไปเลี้ยงในวัง ครั้นตกดึก พระพิชัยมงกุฏจึงแปลงกลับเป็นคนดังเดิมแล้วลอบเข้าหานางอรุณวดีจนได้นางเป็นชายา


    ความแตกเมื่อนางกำนัลมาพบเข้าในตอนรุ่งเช้า จึงรีบไปทูลบอกแก่ท้าววิรุณจักร ๆ กริ้วโกรธดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ตรัสสั่งให้โอรสองค์รองชื่อกุมภัณฑสูร ไปจับแต่ก็ถูกสองกุมารฆ่าตาย ท้าววิรุณจักรก็ยิ่งแค้นว่าต้องมาแพ้เด็กเมื่อวานซืน ครั้นจะสู้เองพระมเหสีก็ห้ามว่าท่าทางศัตรูจะมีฤทธิ์มากควรมีหนังสือไปบอกให้สหายคือ ท้าวกัมพลนาคที่เมืองบาดาล กับ ท้าวหัศจักรมาช่วยรบดีกว่า ครั้นทั้งสองมาถึง ท้าววิรุณจักรก็ให้แต่งทัพออกสู้รบกับพระพิชัยมงกุฏ แต่ก็ถูกพระขรรค์ฟันเสียเป็นแผลหลายแห่งก็แค้นใจจึงกลับร่างพญานาคเจ็ดเศียรใหญ่พ่นพิษหมายจะให้ตาย พระพิชัยมงกุฏจึงถอดแหวนเนาวรัตน์ที่พระดาบสให้มาขว้างออกไปเป็นพญาครุฑไล่จิกตีท้าวกัมพลนาคจนต้องซมซานหนีลงไปบาดาล ต่อมาท้าวหัสจักรออกรบก็ถูกสองกุมารฆ่าตายด้วยพระขรรค์แก้ว ฝ่ายท้าววิรุณจักรก็ถูกพระพิชัยมงกุฏยิงด้วยศรวิเศษเสียบอกตายกลางสนามรบ พวกยักษ์ที่เหลือก็พากันครั่นคร้ามไม่กล้าต่อกรด้วย แล้วทูลเชิญให้ขึ้นครองเมือง พระพิชัยมงกุฏจึงให้จัดการถวายพระเพลิงท้าววิรุณจักรตามราชประเพณี


    ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นทราบว่าผู้ปราบท้าววิรุณจักรได้คือสวามีและพระโอรสก็ยินดี ครั้นเวลานำอาหารถวายนางก็รับอาสาเพราะยักษ์ทำอาหารมนุษย์ไม่เป็น แล้วใส่พิกุลทองลงไปในเครื่องเสวยด้วย สามพ่อลูกเห็นดอกพิกุลทองก็จำได้จึงให้ไปเรียกคนครัวขึ้นมา เมื่อพบหน้ากันแล้วทั้งสี่ก็ร้องไห้กันจนสลบ ครั้นฟื้นขึ้นแล้วจึงให้นางพิกุลทองไปทรงเครื่องอย่างนางกษัตริย์ แล้วเรียกนางอรุณวดีมาทำความรู้จัก ฝ่ายนางอรุณวดีนั้นถือตนว่าเป็นลูกเจ้าท้าวกษัตริย์บวกกับความหึงหวงจึงค่อนแคะนางพิกุลทองในทำนองว่า เป็นเมียน้อยบิดาตนมาแล้วกลายเป็นคนครัว คิดจะเป็นนางกษัตริย์เสมอตนมิรู้จักเจียมตัวบ้าง


    ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นได้ยินดังนี้ก็ให้เจ็บใจ จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้วขอพิสูจน์ด้วยการลุยไฟแสดงความบริสุทธิ์ พระอินทร์จึงเอาน้ำอมฤตมาพรมดับไฟ ส่วนนางอรุณวดีลุยไฟแล้วทนร้อนไม่ได้ จึงถูกพระพิชัยมงกุฏลงโทษ และให้ขอโทษนางพิกุลทอง


    จบเนื้อเรื่องตามสมุดไทยเพียงเท่านี้

    รูป-อ้างอิง พิกุลทอง


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 284 24 พ.ค. 2552 (23:55)

    ตึกแม้นผมเคยเรียนตอน ม.1ครับ  ส่วนตึก6ชั้นด้านหลังเริ่มก่อสร้างในช่วงปีที่ผมจบ ม.3คือ พศ.2525(ผมออกไปเรียนต่อสายอาชีพครับ ปวช.)
    ส่วนเรื่องลูกอุกกาบาตนั้นถ้ามีโอกาสผ่านไปอีกผมจะลองไปดูในบริเวณเดิมที่ อจ.แขชนะบอกครับ 


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 285 26 พ.ค. 2552 (00:31)



    เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมไปซื้อของที่ร้าน Macro บางกระบือ ไปพบเพื่อนเก่าที่เคยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย และไม่ได้พบกันมานานกว่า 40 ปี อีกคนหนึ่ง คือ นพ.ธนา ตะรุโณทัย หน้าตาของหมอธนาไม่ต่างจากสมัยเด็กๆ เห็นปุ๊บก็จำได้เลย ต่างจากเพื่อนอีกหลายๆคนที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น หมอธนาบอกว่าเป็นหมอเด็กอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ ลูกชายผมก็เกิดที่นี่แต่ไม่ยักเจอกันก่อนหน้านี้






    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 286 26 พ.ค. 2552 (02:28)

    อยากจะยกความคิดเห็นของอาจารย์นิรันดร์ที่เคยเขียนไว้ใน http://www.vcharkarn.com/vcafe/52102/66 เห็นว่ามันเกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยเลยเอามาเล่าอีกครั้ง...........




    อาจารย์นิรันดร์: เห็นค้างคาวแล้วก็นึกถึงความหลังเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน
    ตอนที่ผมกับดร.แขชนะเป็นเพื่อนนักเรียน
    ตอนนั้นเดินจากวัดพลับพลาชัยมาเฉลิมเขตร์
    เห็นค้าวคาวตัวเล็ก ๆ ตกน้ำ เราพยายามช่วย แต่ในที่สุดก็ไม่รอด

    เราเดินเล่นกันไปโดยเลียบคลองผดุงกรุงเกษม หรือ คลองมหานาค เห็นมีตัวอะไรเล็กๆดิ้นเอาตัวรอดอยู่ในคลอง เราพยายามเขี่ยขึ้นมาเพื่อช่วยชีวิต ปรากฏว่ามันเป็นค้างคาวตัวเมียขนาดเล็กเท่าฝ่ามือของเราสมัยนั้น เป็นครั้งแรกที่เห็นสิ่งที่ครูสอนไว้ว่านกมีหูหนูมีปีก เป็นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เห็นเต้านมของมันด้วยครับ รู้สึกตื่นเต้นมาก ผมกับอาจารย์นิรันดร์เคยเขียนเล่าไว้ที่ไหนสักแห่งจำไม่ได้แล้ว แต่อยากเอามาเล่ารวมกันในกระทู้นี้เพราะเป็นสมัยที่เราเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ตัวที่เห็นในรูปนี้เป็นคนละตัวกับที่เล่านะครับ ตัวนี้คือค้างความแม่ไก่ที่วัดโพธิ์บางคล้า ฉะเชิงเทราครับ ตัวขนาดเท่าแม่ไก่จริงๆ อยู่ใกล้ขนาดเอื้อมถึงเลยทีเดียวครับ















    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 287 27 พ.ค. 2552 (02:20)



    ผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่าเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดเพิ่งเจริญ(ชื่อตลาด) หรือบริเวณชุมชนสวนมะลิในปัจจุบัน ซึ่งกินเนื้อที่กว้างมาก เป็นการสุญเสียครั้งใหญทีเดียว คือจากบริเวณยศเสไปจนเกือบถึงวรจักร


    ตรงบริเวณสี่แยกวรจักรสิ่งที่เราจะเห็นเด่นชัดคือถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ของการประปานครหลวง ตั้งแต่ผมเกิดมาและมาอยู่ที่บริเวณนี้แม้กระทั่งปัจจุบัน อาคารและถังเก็บน้ำก็ยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผมจะลองเอาภาพสองภาพมาเปรียบเทียบให้ชมครับ ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพที่ถ่ายในช่วงเวลาต่างกันราว 100 จะสังเกตเห็นว่าช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ในสมัย 100 ปีที่แล้ว ตรงกลางสี่แยกจะมีป้อมสำหรับให้ตำรวจจราจรไปยืนโบกรถ ผมยังจำได้ว่าตอนผมเด็กๆราว 50 ปีก่อน ก็ยังมีป้อมให้ตำรวจยืนโบกรถ แต่ไม่มีหลังคากันแดดแบบสมัย 100 ปีก่อน เป็นแต่เพียงแท่นให้ยืนเฉยๆ เคยถ่ายรูปไว้อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังหาไม่เจอ เอาไว้เจอแล้วจะเอามาให้ดูกันครับ






    110065


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 27 พ.ค. 2552 (22:28)

    บริเวณเดิมที่เคยไฟไหม้ผมเดาเอาว่าน่าจะใกล้ๆกับธ.ศรีนคร สนง.ใหญ่เดิม� ก่อนโดนยุบครับ��ตรงข้ามกันจะมี สนง.ใหญ่ ของ ธ.มหานคร (เดิม ก่อนถูกควบรวมกับ ธ.กรุงไทย)� อ่านเรื่องเกี่ยวกับสวนมะลิของ อจ.แขชนะแล้ว� ทำให้นึกถึงย่านนั้น� สิ่งที่ประทับใจที่สุดเกี่ยวกับสวนมะลิ ก็คงเป็น ธ.ศรีนครนั่นล่ะครับ มีอยู่2อย่างคือ
    1.ห้องสมุดประชาชน
    2.งานวันเด็กที่ ธนาคารศรีนครจัดทุกปีในสมัยนั้นนอกจากจะมีการแจกของขวัญแล้ว ยังมี่ดาราดังอย่างพี่เปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์ มาโชว์ตัวด้วย�
    สมัยก่อนย้ายบ้าน ย่านนั้นปกติจะไม่ใช่ทางเดินประจำของผม ยกเว้นตอนมาที่ ธ.ศรีนคร�� แต่ก็คุ้นเคยดีครับ ผ่านมาเป็น20-30ปี เดินยังไงก็ไม่หลง� ชักคิดถึงบรรยากาศเก่าๆซะแล้วล่ะ เพราะนานๆทีที่ผมจะมีโอกาสผ่านไปแถวบ้านเก่าผมก็ไม่ค่อยได้ผ่านไปตรงสวนมะลิซะด้วย ไว้จะหาโอกาสไปเดินสำรวจซะหน่อยครับ�


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 290 29 พ.ค. 2552 (01:00)

    เมื่อก่อนนี้ตอนที่อ.นิรันดร์กับผมเรียนชั้น ป.7 บ้านพักของอาจารย์นิรันดร์อยู่ที่ราชวัตร เวลาเดินทางกลับก็มักจะใช้รถไฟนั่งจากหัวลำโพง วันที่เราพบค้างคาวในคลองผดุงกรุงเกษมนั้น ก่อนที่เราจะแยกกันกลับบ้านโดย อ.นิรันดร์เอาค้างคาวกลับไปบ้านด้วย เรานั่งรถไปลงที่สถานีชุมทางบางซื่อ แล้วนั่งรถเมล์สาย 5 จอดที่หน้าโรงปูน สมัยก่อนเป็นของเอกชน ถ้าจำไม่ผิดเป็นรถเมล์พีระ (อ่านเพิ่มเติม เรื่อง “พระองค์พีระ” จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/388)

    ระหว่างทางที่เดินจากจุดที่พบค้างคาว เราเดินลัดเลาะเลียบคลองและทางรถไฟไปทางสถานีรถไฟหัวลำโพง สมัยก่อนนี้เราพบ "หลุมหลบภัย" ที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วย อยู่บริเวณใกล้กับสถานีตำรวจรถไฟ นอกจากนี้เรายังพบที่หน้าสถานีรถไปหัวลำโพงด้วย นั้นมันนานกว่า 40 ปีมาแล้ว ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังคงเหลือร่องรอยให้เห็นอยู่หรือเปล่า

    พูดถึงเรื่องหลุมหลบภัย เวลาอ่านหนังสือหรือดูละครเรื่อง "คู่กรรม"หรือ "สี่แผ่นดิน" จะมีพูดถึงการทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟ ทำให้ผมวาดภาพถึงตัวละครที่อยู่ในหลุมหลบภัยที่ผมได้พบเห็นมาจริงๆ จะยกตัวอย่างตอนหนึ่งของบทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท เรื่องสี่แผ่นดิน ดังนี้.........


    ......อีกสองสามวันต่อมา ตาอั้นก็อำนวยการให้ขุดหลุมหลบภัยใหญ่ที่สนามหน้าบ้าน กะให้พอบรรจุคนทั้งหมดภายในบ้านได้ การสร้างหลุมหลบภัยนั้น ตาอั้นมาบ่นกับพลอยว่าแพงเต็มที เพราะราคาของทุกอย่างตลอดจนค่าแรงขึ้นสูงลิ่ว แต่พลอยก็ได้แต่บอกว่าอย่าเสียดาย ถ้าสิ่งใดคุ้มครองชีวิตมนุษย์ได้ในยามนี้ก็ควรทำ พ่อเพิ่มดูจะสนุกในการนี้มากกว่าคนอื่น เพราะพ่อเพิ่มเทียวไปเทียวมา ดูการก่อสร้างหลุมหลบภัยที่บ้านพลอย ด้วยความสนใจเป็นที่สุด และมักจะมีความเห็นมาแนะนำตาอั้นทุกเที่ยวที่มาดู
    พอหลุมเสร็จได้ไม่นานเท่าไร เครื่องบินก็มาทิ้งระเบิดอีก และก็มาอีกเฉพาะในเวลาที่เดือนหงาย ศัพท์ที่เรียกกันนั้นก็ติดปากว่าหวอมา และข่าวที่เลื่องลือกันทั่วไปก็เกี่ยวกับการระเบิดทำลาย ใครเจ็บที่ไหน ตายที่ไหนด้วยอาการที่น่ากลัวอย่างไรบ้าง พ่อเพิ่มมีนิยายเล่ามากกว่าคนอื่นๆ เพราะแทนที่พ่อเพิ่มจะเห็นภัยอันตรายต่างๆ เป็นทุกข์อย่างที่พลอยเห็น พ่อเพิ่มกลับเห็นเป็นของสนุก บางครั้งพ่อเพิ่มก็โดนระเบิดเข้าจริงๆ มีนิยายมาเล่าให้พลอยฟังอย่างครึกครื้น ครั้งหนึ่งพ่อเพิ่มหายไปหลายวัน พอมาถึงบ้านก็เอ่ยขึ้นว่า
    "ฉันซวยแท้ๆ ทีเดียวแม่พลอย ต้องไปเที่ยวรดน้ำมนต์เสียเจ็ดวัดเจ็ดวา"
    "อ้าว ! ทำไมล่ะคุณหลวง" พลอยถาม
    "เรื่องมันอย่างนี้" พ่อเพิ่มเล่า "คือวันที่ลูกระเบิดตกใหญ่ที่หัวลำโพง ฉันเผอิญไปกินเลี้ยงกับเพื่อนฝูงหลายคนที่โฮเต็ลตุ้นกี่"
    "คุณหลวงนี่ก็ช่างไม่ยอมแก่สักที" พลอยพูดอย่างอ่อนใจ
    "อ้าวเดี๋ยวซี นั่นมันคนละเรื่อง ฟังฉันเล่าก่อน" พ่อเพิ่มพูดแล้วก็เล่าต่อไปว่า
    "พอกินเลี้ยงเสร็จเดินออกมาแถวหน้าสถานี ก็พอดีหวอขึ้น พวกพ้องฉันเขาจะลงหลุม แต่ฉันเห็นว่าให้คนอื่นเขาเข้าดีกว่า พวกเราจะตายบ้างก็คงจะไม่เป็นไร จึงคอยหลบๆ กันอยู่แถวนั้น พอดีได้ยินเสียงระเบิดลงมาดังซู่ ฉันก็ลงนอนคว่ำอยู่ข้างถนน ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกตัวว่าอะไรเป็นอะไร เพราะมีแต่เสียงระเบิดเปรี้ยงปร้าง และเศษอะไรมันปลิวว่อนไปหมด ฉันนอนคว่ำหน้าอยู่ตั้งนาน เสียงระเบิดก็ดังอยู่เรื่อย นึกในใจว่าคราวนี้ตัวคงไม่รอด แต่ก็ช่างมัน นานเต็มทีจึงได้สงบลง ฉันก็นอนคิดว่าตัวเองมีเจ็บอะไรที่ไหนบ้าง ดูมันก็ไม่เห็นมี ฉันจึงยันตัวลุกขึ้นยืนมันก็ยืนได้ ไม่มีเจ็บไม่ขัดไม่ยอกที่ไหน พอจะเอ่ยปากว่าตัวกูนี่เคราะห์ยังดี เจ้าเพื่อนของฉันคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างหลัง มันร้องตะโกนว่า 'หลวงโว้ย ! ทำใจให้ดีๆ ไว้เถอะ ถ้าเอ็งจะไม่รอดเสียแล้ว อะไรมันออกมาห้อยอยู่ข้างหลังทั้งพวง นั่นแน่ !' ฉันได้ยินก็เหลียวไปดู จริงของมันเทียวแม่พลอย ตับไตไส้พุงออกมาแขวนอยู่ข้างนอกหมด ฉันก็ค่อยๆ กลับลงนอนใหม่ ตั้งใจจะนอนตายให้สบายๆ นอนอยู่ตั้งนาน มันก็ไม่ยักตาย เจ็บอะไรก็ไม่เจ็บ จนตำรวจคนหนึ่ง เขามาเห็นเข้าฉันก็ร้องเรียกเขามาฝากผี บอกให้เขาช่วยขนศพฉันใส่รถไปส่งคืนให้เมียเขาด้วย แต่เขามองๆ ดูแล้วบางทีเขาจะเห็นอะไรผิดสังเกต เขาก็ม่ช่วยพยุงฉันให้ยินฉันก็ยืนได้อย่างสบายอีก จนตัวเองก็เอะใจ ตำรวจนั่นเขาหาไม้มาเขี่ยๆ ที่หลัง ตับไตไส้พุงนั่นมันก็หลุดออกมาทั้งพวง ฉันเองก็ยังไม่ล้มลงตาย จึงรู้กันว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ของคนอื่นเขาปลิวมาติดต่างหาก"
    พลอยอดหัวเราะขันพี่ชายไม่ได้ ทั้งที่รายละเอียดที่พ่อเพิ่มเล่านั้น ฟังดูน่ากลัวน่าขยะแขยง พลอยหัวเราะพลางถามขึ้นว่า
    "แล้วตำรวจคนนั้นเขาว่าอย่างไร"
    "ฉันไม่ได้อยู่รอฟังหรอกแม่พลอย" พ่อเพิ่มตอบ "พอรู้ตัวว่าไม่ใช่ของฉัน ฉันออกได้ก็วิ่งอ้าวเข้าไปในวัดหัวลำโพง ไปตะโกนเรียกพระขอน้ำมันต์ท่านรด ตั้งแต่นั้นมาก็ท่องเที่ยวไปรดน้ำมนต์จนไม่รู้ว่ากี่สิบวัดเข้าไปแล้ว ซวยแท้ๆ ทีเดียว"

     


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 291 29 พ.ค. 2552 (06:32)

    เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ที่กล่าวถึงรถเมล์สาย 5 ในความคิดเห็นข้างต้นนั้น เป็นรถสีเขียว ที่วิ่งระหว่าง บางซื่อ-จักรวรรดิ ซึ่งไม่ใช่รถเมล์"พีระ"  เพราะนึกถึงคำว่า "สีพีระ" อันหมายถึงสีของผ้าพันพระศอและสีของรถของพระองค์เจ้าพีระ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ - วิกิพีเดีย)ที่มักทรงใช้ในการแข่งรถเสมอ ซึ่งเป็นสีฟ้าปนขาว




    พระองค์พีระ และรถแข่ง Romulus ที่มีชื่อเสียง ชายที่อยู่ขวาสุดในภาพคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

    บริษัท รถเมล์พีระ จำกัด มีรถที่มี "สีพีระ" ก็คือรถเมล์สาย 16 สมัยก่อน ที่วิ่งระหว่างอู่เตาปูน และ สี่พระยา เป็นรถเมล์ที่มีสีฟ้า ซึ่งไม่ใช่สาย 5 ที่มีสีเขียวที่กล่าวถึงข้างต้น สมัยก่อนนี้ผมนั่งอยู่บ่อยครั้งตอนไปฝีกเทนนิสที่ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ที่บริเวณบ้านพิษณุโลก ที่รถเมล์พีระวิ่งผ่าน ในความเห็นที่ 38 (http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/2) เมื่อก่อนรถเมล์พีระสาย 16 จะผ่านบริเวณสยามสแควร์(ตอนนั้นกำลังเริ่มสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณเหมือนปัจจุบัน) ก่อนจะไปถึงสี่พระยา

    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 292 30 พ.ค. 2552 (02:49)

    รถเมล์สมัยก่อนให้เอกชนทำธุรกิจเดินรถ มีหล่ายหลายบริษัท ส่วนใหญ่จะเน้นสีให้ประชาชนจำได้ เช่น รถเมล์พีระ-สีฟ้า รถเมล์นายเลิศ-สีขาว รถเมล์บขส-สีส้ม บริษัทรถเมล์แดง-สีแดง รถเมล์บุญผ่อง-สีน้ำเงิน รถเมล์ไทยประดิษฐ์-สีน้ำเงินคาดเหลือง รถเมล์ศิริมิตร-สีน้ำตาล  เป็นต้น

    รถ Taxi ก็คันเล็กพวกออสติน ไม่มีแอร์ ไม่มีมิเตอร์ จะไปไหนก็ต้องต่อรองราคากันเอาเอง รถตุ๊กตุ๊ก หรือสามล้อเครื่องก็มีหลากหลายสี






























    เวลาเดินทางผ่านร้านรวง ห้องแถว อาคารพาณิชบ์ เรามักเห็นป้ายผ้าใบกันแดดหน้าร้าน ที่มักจะพิมพ์เป็นสโลแกนของรัฐบาลยุคนั้นคือ "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" แต่ดูเหมือนพระอาจารย์พยอมท่านจะไม่ค่อยเห็นด้วย ต้องฟังท่านเทศน์เรื่องนี้ มันมากและได้คติสอนใจด้วย























    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 293 30 พ.ค. 2552 (19:39)

    ระบบขนส่งมวลชนที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในสมัยก่อนก็คือ "รถราง"

    ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาสมัยก่อน ครูเคยออกข้อสอบมาว่ารถรางไทยมีใช้ที่จังหวัดใดบ้าง เราเคยเรียนกันมาว่า มีเพียง 2 จังหวัดคือ จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) และจังหวัดลพบุรี เรื่องราวเกี่ยวกับรถรางไทยอาจค้นหาอ่านได้จาก Google ผมกับเพื่อนรักที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล คือ อาจารย์นิรันดร์ เจริญกูลมีประสบการณ์เก่าๆเกี่ยวกับรถรางพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความซุกซนประสาเด็ก เด็กๆสมัยนั้นมักจะทำของเล่นจากฝาจีบน้ำอัดลม เราจะเอาฝาจีบมาทุบให้เป็นแผ่นกลมบางๆ แล้วเจาะรู 2 รู เอาเชือกคล้องปั่นเล่นกัน การทุบฝาจีบมักไม่ค่อยเรียบ เรามักจะเอาไปให้รถรางทับ มันจะเรียบกลมสวยงามมาก อาจารย์นิรันดร์ยังไม่พอใจ อยากให้เรียบมากกว่านี้ เราก็เลยเอาไปให้รถไฟทับ คราวนี้ผลปรากฏว่าเรียบบางจริง แต่เบี้ยวไม่กลม เพราะรถไฟหนักกว่ารถรางมากเวลาทับแล้ว ขบวนยาวมากทับแล้วทับอีกจนเบี้ยวหมด แต่รถรางมีคันเดียวทับออกมาแล้วสวยมากกว่า


     



     


     


     


    รถรางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เท่าที่ผมจำได้ผู้รับผิดชอบคือการไฟฟ้านครหลวง ด้านบนรถรางจะมีเสาเป็นก้านยาวออกมาติดกับสายไฟฟ้าที่ส่งกำลังยาวไปตลอดทาง ผมชอบดูตอนที่เสาเคลื่อนที่ไปชนรอยต่อของสายไฟฟ้าส่งกำลัง มันจะสปาร์คเสียงดังและมีไฟแลบออกมาสีเขียวๆสวยงามมาก


     


    ค่าโดยสารจะมี 2 ราคา ราคาถูกหน่อยจะเป็นที่นั่งทำด้วยไม้ธรรมดา อีกราคาหนึ่งสูงขึ้นมาหน่อย ที่นั่งจะเป็นเบาะนั่งนุ่มๆ


     


    ขณะที่วิ่งบนถนน รถรางไม่มีแตร แต่ใช้ระฆังเคาะเตือน พอรถรางวิ่งสุดสาย พนักงานขับรถรางจะลงมาใช้เชือกดึงเสานำไฟฟ้าบนตัวรถรางให้หันกลับทิศ ด้านหัวกับด้านท้ายรถรางเหมือนกัน จึงวิ่งได้ 2 ทางโดยไม่ต้องหันตัวรถกลับ


     



     



     


    รถรางคันที่เห็นอยู่นี้จะวิ่งแถวๆวรจักร วิ่งไปทางวัดตึก สะพานหัน และเคยจอดประจำที่ป้ายจอดรถรางที่ยังหลงเหลือให้เห็นที่ผมถ่ายรูปมาให้ดู ข้างล่างนี้









    รถรางคันนี้จอดที่หน้าวัดสระเกศด้วย ช่วงเดือนสิบสอง ก่อนเทศกาลลอยกระทงราว 1 สัปดาห์จะมีงานภูเขาทองที่วัดสระเกศ รถรางจะแน่นมาก สมัยเด็กนั่งรถรางไปเที่ยวงานภูเขาทองกับคุณยาย คนเบียดเสีดกันมากหายใจแทบไม่ออก แต่ยังจำได้ว่าคนสมัยก่อนนั้นมีน้ำใจมากกว่าตนสมัยนี้มาก เวลาเห็นเด็กหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ขึ้นรถ เขาจะรีบลุกให้นั่งทันที ไม่เหมิอนสมัยนี้ ที่ทำเป็นนั่งหลับไม่รู้ไม่ชี้


     



     



     



     


    รถรางที่วิ่งในกรุงเทพจะมีสีเหลือง-แดง แต่รถรางที่วิ่งที่จังหว้ดลพบุรีจะมีสี เหลือง-เขียว ที่จำได้เพราะพ่อเคยให้ดูความแตกต่างตอนที่พ่อพาไปเที่ยวดูลิงที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี 


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 294 30 พ.ค. 2552 (20:42)

    100234

    ป้ายจอดรถรางที่ยังเหลืออยู่ ฝังอยู่บนตึกหลังหนึ่งแถวสะพานหัน ปัจจุบันมีการจดทะเบียนเป็นวัตถุโบราณไว้ที่เขตเรียบร้อยแล้ว



     


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 295 31 พ.ค. 2552 (00:26)

    เรื่องรถรางผมโตไม่ทันครับ เมื่อซักครู่ผมเสิร์ชดูในเขตเมืองหลวงเลิกในปี พ.ศ.2511 (ผมขวบเดียว)  แต่ช่วงเด็กจนถึงวัยรุ่นผมเคยไปเยาวราช รางรถยังมีอยู่ชัดเจน ปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่าที่นั่นยังพอมีเหลือรึป่าว รู้แต่ว่าตรงถนนเส้นระหว่างศาลหลักเมืองและกระทรวงกลาโหม ยังมีหลงเหลือร่องรอย
    ตะกี๊นี้ตอนทีเริ่มอ่านเรื่องรถรางของ อจ.แขชนะ กำลังนึกอยู่ว่าป้ายจอดรถรางที่ อจ.แขชนะเอามาลงอยู่ที่ไหน  เพราะเมื่อหลายวันก่อนผมเคยเสิร์ชเจอรูป แต่คนโพสท์รูปไม่รู้   ดูจากรูปสภาพยังดีอยู่มาก


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 296 31 พ.ค. 2552 (01:06)


    รูปนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่าที่ไหน แต่ผมรู้เพราะคนถ่ายน่าจะถ่ายจากหลังกระทรวงพาณิชย์เดิม(ปัจจุบันอาคารและชื่อกระทรวงยังคงอยู่แต่ดัดแปลงเป็นมิวเซียมสยาม) ภาพนี้น่าจะถ่ายราวๆ40ปีมั๊งครับ  ประตูบ้านซ้ายมือเป็นบ้านจุลจักรพงศ์ ตรงเสาไฟฟ้าที่มีป้ายหยุดรถรางปัจจุบันเป็นธนาคาร  ตอนผมออกจาก รพ.เทพศิรินทร์ ผมก็มาต่อที่พาณิชย์ตั้งตรงจิตรซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับธนาคารแห่งนี้ล่ะครับ  ซึ่งสมัยผมเรียนพาณิชย์ที่นี่(พ.ศ.2525-2528)เป็นธนาคารมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ  สำหรับอาคารถัดๆไปจากที่เห็นในรูปนี้ปัจจุบันก็ยังคงรูปทรงเดิมอยู่ แต่กิจการในชั้นล่าง ก็อาจจะแตกต่างจากในอดีตไปบ้างครับ
    ขอต่อเรื่องป้ายหยุดรถรางนิดนึงครับ เมื่อซักครู่ผมไปเสิร์ชหาเรื่องรถรางไทย  เจอรูปป้ายหยุดรถราง แต่ถ่ายคนละมุมกับที่ อจ.แขชนะเอามาลง   คนโพสท์เรื่องนั้นเค้าก็สงสัยประมาณว่า มีคนไปทาสีใหม่รึป่าวและยังบอกต่ออีกว่าของจริงต้อง3ดาว  แต่ทำไมป้ายที่ยังหลงเหลืออยุ่มีแค่ดาวเดียว ผมว่าแค่รูปนี้รูปเดียวก็บอกได้แล้วครับว่า ดาวเดียวหรือ 3ดาว


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 297 1 มิ.ย. 2552 (01:27)

    ขอบคุณคุณกำชัยอีกครั้งที่เข้ามาร่วมสนทนาทำให้กระทู้มีความหลากหลายทางความคิดดีจังครับ
    มีข่าวลงในหน้าหนังสือพิมพ์สมัยก่อน ผู้หญิงสาวสวมแหวนเพชรวงใหญ่และกำไรข้อมือทองคำนั่งรถรางที่วื่งผ่านไปทางบางกระบือ ซึ่งสมัยก่อนค่อนข้างเปลี่ยว คนร้ายเห็นได้ที เอามีดอันใหญ่ฟันข้อมือผู้หญิง แล้วเอามือที่มีแหวนเพชรและกำไรวิ่งลงจากรถรางเข้าไปในซอยเขียวไข่กาข้างโรงเรียนราชินีบน


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 298 1 มิ.ย. 2552 (03:10)

    ขอขัดจังหวะเรื่องรถรางกลับไปเรื่องวัดเบญจมบิตรในความเห็นที่ 238 และ 242 เล็กน้อย http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/11

    เมื่อวันก่อนนี้ขับรถผ่านวัดเบญจมบิตรสังเกตดูเข็มความร้อนรถยนต์ขึ้นสูงมาก ก็เลยแวะจอดรถที่หน้าวัด ขณะรอให้เครื่องยนตฺเย็นนั้นผมก็ถือโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมเยียนในวัดอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไม่ได้เข้ามาเป็นเวลากว่า 40 ปี ตอนนี้ทางวัดกำลังซ่อมแซมพระอุโบสถอยู่ ดังรูป

















    และต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ผมกล่าวถึงในตอนแรกว่ามีใบสีแดงนั้น ก็ยังเป็นเช่นนั้นเหมือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน แต่คราวนี้ต่างจากสมัยเป็นเด็ก คือ เห็นว่าใบโพธิ์อ่อนจะมีสีแดง แต่พอแก่หน่อยก็จะกลายเป็นสีเขียว แต่ถึงกระนั้นก็ตามต้นโพธิ์ต้นอื่นๆ ใบอ่อนจะมีสีเขียว ไม่ใช่สีแดงแบบต้นนี้




































    บริเวณใต้ต้นโพธิ์จะเป็นที่บรรจุอัฐิของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ญาติพี่น้องนำมาบรรจุและบริจาคเงินเพื่อเป็นปัจจัยทำนุบำรุงศาสนา



































    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 299 2 มิ.ย. 2552 (07:59)

    บริเวณลานกว้างใต้ต้นโพธิ์





















    ถัดจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปเล็กน้อย จะมีต้น"สาระ"ที่กำลังออกดอกงดงาม ตามที่เราทราบกันว่าพระพุทธเจ้าประสูตรใต้ต้นสาระ





















    ต้นสาระนี้ฝรั่งเรียกว่า "ต้นลูกปืนใหญ่" สงสัยว่าจะเห็นผลของต้นสาระที่มีขนาดใหญ่เท่าลูกปืนใหญ่สมัยก่อนนั่นเอง


















    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 300 2 มิ.ย. 2552 (09:31)

    ลานต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่หลังพระอุโบสถ มองผ่านประตูพระอุโบสถจะเห็นพระพุทธชินราชจำลองอยู่ภายใน






































    ด้านหน้าวัดจะมีป้ายบอกประวัติย่อของวัด สำหรับนักท่องเที่ยว มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


























    ด้านข้างพระอุโบสถจะเป็นลำคลองเล็กๆ มีสะพานสีแดงข้ามไปยังส่วนสำนักงานของวัด ดูร่มรื่นและน่ามาเยียมชมมากครับ






























    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 301 2 มิ.ย. 2552 (10:47)

    มาดูสะพานที่ข้ามไปยังฝั่งสำนักงานของวัดกันครับ




































































    ที่หัวสะพานด้านหนึ่งมีรูปปั้นตุ๊กตาจีน

























    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 302 3 มิ.ย. 2552 (01:53)

    มาเที่ยววัดเบญจมบิตรด้วยภาพสามมิติกันดีกว่า (ดุรายละเอียดภาพสามมิติ << คลิก)
    ก่อนอื่นต้องทำแว่นตาสามมิติก่อนโดยเอากระดาษแบบข้างล่างนี้มาพับแล้วเจาะเป็นช่อง 2 ช่อง ช่องสีน้ำเงินให้สอดกระดาษแก้วใสสีน้ำเงินไว้ตรงกลางด้านใน ช่องสีแดงให้สอดกระดาษแก้วใสสีแดงไว้ตรงกลางด้านในเช่นกัน


































    เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้แว่นตามองภาพสามมิติดังนี้









    หลังจากนั้นก็เอาแว่นมามองดูภาพที่ผมถ่ายในระบบสามมิติโดยให้สีน้ำเงินอยู่ตรงตาข้างขวา และสีแดงอยู่ตรงตาข้างซ้ายต่อไปนี้ครับ


































































































































































































































































































































    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 303 4 มิ.ย. 2552 (04:14)

    การถ่ายภาพสามมิติและใช้แว่นตา น้ำเงิน-แดงส่องดูนี้ เรามีวิธีการถ่ายคือ ถ่ายภาพจากทางซ้าย 1 ภาพ และภาพทางขวาอีก 1 ภาพ หรือจะถ่ายโดยใช้กล้องสองกล้องถ่ายพร้อมกันจากคนและตำแหน่งก็ได้ ดังรูป จากนั้นใช้โปรแกรมแต่งภาพรวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกัน (ดุรายละเอียดเพิ่มเติม ภาพสามมิติ << คลิก)






























    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 304 5 มิ.ย. 2552 (09:06)

    ผมได้โปรแกรมถ่ายภาพ 3 มิติที่ใข้กับ iPHONE เมื่อถ่ายแล้วเวลาดูภาพก็ต้องใช้แว่นตา 2 สี คือ น้ำเงิน-แดง เช่นเดียวกัน































    เวลาถ่ายภาพก็ต้องถ่ายจาก 2 ตำแหน่งเช่นกันคือ ทางซ้าย 1 ภาพ ทางขวา 1 ภาพ จากนั้นโปรแกรมจะทำการรวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกันโดยเทคนิคการเล่นสี 2 สีคือน้ำเงิน-แดง

























    เมื่อรวมภาพแล้วก็จะได้แบบนี้ครับ ถ้างลองใช้แว่นตาส่องดูก็จะเห็นเป็นสามมิติครับ































    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 305 8 มิ.ย. 2552 (10:28)


























    ผมมีความผูกพันกับรถไฟมากมาตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะบ้านผมอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ตอนเย็นๆแม่มักจะให้น้าที่ช่วยเลี้ยงดูผมพาไปดูรถไฟที่สะพานกษัตริย์ศึกเกือบทุกวัน ของเล่นที่ผมชอบคือ "รถไฟเล็ก" ที่ขายเป็นชุด เอารางมาต่อให้มีรูปแบบใดก็ได้ตามใจชอบ แล้วให้แล่นไปรอบๆ อันที่จริงรถไฟเล็ก หรือรถไฟโมเดลนี้เป็นที่นิยมเล่นกันในยุโรปมาก โดยเฉพาะในเยอรมนี มีบริษัทที่ทำรถไฟเล็กรุ่นต่างๆตั้งแต่สมัยโบราณไว้ขายนักสะสม  แม้แต่ตอนหลังที่ผมมาเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็มักจะมาวิ่งเล่นดูรถไฟเสมอ ยิ่งมาได้พบอาจารย์นิรันดร์ที่ต้องเดืนทางด้วยรถไฟแล้ว ก็เลยยิ่งเป็นคู่หูกันเลยทีเดียวครับ

    รถไฟไทยเริ่มต้นโดยได้รับแนวคิดมาจากเยอรมนี ตั้งแต่ตอนที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป  โดยเฉพาะ สถานีรถไฟกรุงเทพ - วิกิพีเดีย หรือที่นิยมเรียกกันว่า สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย และเป็นสถานีที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในสมัย รัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2453 สร้างเสร็จและเริ่มใช้งาน วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ในปัจจุบันสถานีรถไฟหัวลำโพง มีทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4


    การก่อสร้างสถานีกรุงเทพ ก่อสร้างในลักษณะโดมสไตล์อิตาเลียนผสมกับศิลปะแบบเรอเนซองซ์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานีรถไฟที่เมือง Frankfurtในประเทศเยอรมนี การประดับหลัก ประดับด้วยหินอ่อนและเพดานมีการสลักลายนูนต่าง ๆ โดยมีนาฬิกาขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ตั้งอยู่กลางสถานีรถไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่ง


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 306 8 มิ.ย. 2552 (12:05)

    ในเมืองไทยเราก็มี ชมรมรถไฟจำลองแห่งประเทศไทย เหมือนกัน http://modelrailroad.pantown.com/

    ดูตัวอย่างรถไฟจำลองที่นี่ครับ
    http://images.google.co.th/images?hl=th&q=%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87&um=1&ie=UTF-8&ei=zJssSuCXEdGgkAXwzKXfDg&sa=X&oi=image_result_group&resnum=4&ct=title


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 307 9 มิ.ย. 2552 (00:06)

    การที่ได้ไปวิ่งเล่นแถวๆที่มีรถรางหรือรถไฟสมัยเด็ก ก็จะต้องมีเรื่องราวที่สนุกสนานหรือของเล่นที่ได้จากละแวกนั้น เมื่อก่อนนี้ของเล่นมีไม่มากเท่าสมัยนี้ซึ่งเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มาก ทำให้เกิดของเล่นแปลกใหม่ๆสู่ท้องตลาดมากมาย ของเล่นชิ้นหนึ่งที่นิยมเล่นกันมากในสมัยนั้นคือ การที่เอาฝาจีบ หรือที่เราเรียกกันว่า "ฝาเบียร์" มาใช้ฆ้อนทุบให้แบนราบเรียบที่สุด แล้วเอาตะปูมาเจาะรู 2 รูตรงกลางฝาเบียร์ แล้วใช้เขือกมาร้อยและผูกปลายทั้งสองด้าน แกว่งฝาเบียร์เป็นวงเพื่อทำให้ฝาเบียร์หมุน ดังแสดงในรูป จะเห็นได้ว่าการใช้ฆ้อนมาทุบนั้นจะต้องทุบบนพื้นหินที่เรียบที่สุด จึงจะได้แผ่นโลหะที่เรียบสวยงาม ถ้าจะให้ได้แผ่นที่ดีสุดนั้น จะต้องเอามาให้รถรางทับอีกทีหนึ่งจึงจะสวยงามและเรียบบางที่สุด








































    เมื่อดึงเชือกจะทำให้แผ่นฝาเบียร์หมุนคลายเกลียวเชือก ฝาเบียร์จะหมุนต่อไปด้วยความเฉื่อยทำให้เชือกบิดเป็นเกลี่ยวอีกด้านหนึ่งและหยุดในที่สุด เราจะต้องดึงเขือกออกอีก เพื่อให้แผ่นฝาเบียร์หมุนอีกทิศทางหนึ่งเพื่อคลายเกลี่ยวเชือก เมือ่เราดึงเชือกเป็นจังหวะ ฝาเบียร์ก็จะหมุนกลับไปกลับมาตลอดเวลาดังรูป










    สมัยนั้นผมมีความคิดว่าอยากให้ฝาเบียร์มีคงามเรียบบางกว่านี้ จึงเอาไปให้รถไฟทับ คราวนี้ปรากฏว่า รถไฟมีขบวนยาว มีล้อหลายล้อทับแล้วทับอีก ทำให้ได้แผ่นเรียบบางจริงแต่บิดเบี้ยวมาก ไม่กลมเหมือนให้รถรางทับ


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 308 9 มิ.ย. 2552 (15:55)

    ความซนอีกอย่างในสมัยก่อนที่วิ่งเล่นระหว่างโรงเรียนวัดพลับพลาชัยกับหัวลำโพง เมื่อคิดขึ้นมาแล้วก็อดนึกถึงเด็กคนอื่นไม่ได้คือ ผมชอบเอาก้อนหินไปวางบนรางให้รถไฟทับ ชอบดูตอนที่ก้อนหินถูกบดละเอียดเป็นผง หรือบางทีก็ถูกบดและอัดแน่นเป็นแผ่น แทนที่จะเป็นก้อนแบบในตอนแรก ตอนนี้มานึกดูรู้สึกว่าไมน่าทำ โดยเฉพาะถ้าเป็นหินก้อนใหญ่ๆ ถ้ารถไฟเกิดตกรางขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่เมื่อก่อนนี้ลองวางดูกี่ก้อนกี่ก้อนไม่ว่าใหญ่เล็กก็ถูกรถไฟทับเสียละเอียดยิบทุกก้อนไป

    เคยมีคำถามเชาวน์สมัยก่อนสำหรับเด็กนักเรียนกรุงเทพก็คือ จงบอกความแตกต่างระหว่างรางของรถรางและรางของรถไฟ คำตอบคือรางของรถรางจะเป็นร่องลึกลงไปบนถนน ส่วนรางรถไฟจะนูนขึ้นมา


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 309 10 มิ.ย. 2552 (13:53)

    ท่านที่เขียนเล่าเรื่องจากอดีตได้เอ่ยถึงกระผม สุชีพ  ศิวเสน ผมได้ไปเรียนที่โรงเรียนพลับพลาชัย ชั้น ป.7 ในปี พ.ศ.2509 ระยะเวลาในการเรียนแค่ 1 ปี ทำให้ความจำเลือนลาง เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด จำได้บ้างไม่ได้บ้าง รบกวนผู้เขียนเรื่องกรุณาติดต่อผมด้วย 089-1585109 ที่ทำงาน 025343313 จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง


    suchip
    ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 11 มิ.ย. 2552 (04:34)

    ดีใจจริงๆครับที่เพื่อนเก่า สุชีพ  ศิวเสน ที่ไม่ได้พบกันเลยมากว่าสี่สิบปีติดต่อกลับมา ว่างๆผมจะไปหาที่ที่ทำงานครับ อยากเจอหน้าครับว่าจะเป็นอย่างไร ในหัวผมยังจำหน้าได้แต่เฉพาะตอนเด็กดังในรูปข้างล่างนี้


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 311 13 มิ.ย. 2552 (02:19)

    ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกเป็นอย่างมากที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมและแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ ภายในช่วงเวลา 4 เดือนกว่าก็มีผู้เข้ามาอ่านถึงเก้าหมื่นกว่าคน หากท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ ประสงค์จะอ่านความคิดเห็นเก่าๆ เพื่อความสะดวก ท่านสามารถกดเลือกได้ที่นี่ครับ

    หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 14 มิ.ย. 2552 (17:01)

    สวัสดีครับ อจ.แขชนะครับ  ก็ยังคงมาอ่านข้อเขียนของ อจ.อยู่เรื่อยๆครับ  แต่ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีเรื่องเล่า ผมก็เลยอาจจะดูเงียบๆไปซักนิดนึง  หวังว่า อจ.แขชนะ และศิษย์เก่าโรงเรียนวัดพลับพลาชัยหรือผู้ที่สนใจยังสบายดีกันอยู่นะครับ  ไว้มีเรื่องอะไรอีกก็จะมาเล่าให้ฟังเหมือนเดิมครับ


    กำชัย
    ร่วมแบ่งปัน22 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 14 มิ.ย. 2552 (21:18)

    นี่ก็อีกมุมหนึ่งของสถานีรถไฟหัวลำโพงเปรียบเทียบกับสถานีรถไฟ Frankfurt

























    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ

    หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 314 14 มิ.ย. 2552 (22:27)

    ขอบคุณคุณกำชัยมากครับที่แวะเวียนเข้ามาทักทายสม่ำเสมอ หากไม่มีเรื่องเก่าๆมาเล่า ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับงานที่ทำก็ได้ครับว่าได้ใช้สิ่งที่เรียนมาจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยอะไรบ้างที่เกี่ยวกับงานที่ทำในปัจจุบัน

    ผมลองนึกว่ามีอะไรบ้างในงานปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ทำให้ผมนึกถึงครูวิชิต (ดูรูปช้างล่าง)ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7
















    ครูวิชิตเป็นผู้ทำให้ผมรักวิชาวิทยาศาสตร์ สิ่งใดที่ผมสงสัยผมมักจะไปถามครูวิชิต หากครูตอบไม่ได้ครูก็จะไปค้นมาให้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูให้ผมกับยศอนันต์ไปค้นเรื่องปุ๋ย NPK-684 แล้วมาอภิปรายในห้อง ปรากฏว่าพอบรรยายเสร็จมีเพื่อนอีกคนหนึ่งท่าทางคงแก่เรียนมาก ชื่อ สมศักดิ์ แซ่จัง (ดูรูปข้างล่าง) มาซักถามแบบเอาเป็นเอาตายให้ได้ ผมกับยศอนันต์ได้แต่ส่ายหน้า ความรู้แค่เด็กอย่างเราจะไปรู้ซึ้งอะไร ครูวิชิตเห็นท่าไม่ค่อยดี ก็เลยเข้ามาขัดจังหวะช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น













    อ้อ! ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนจะทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ก็คือ ครูวิชิตเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับทฤษฏีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ครบรอบวันเกิด 200 ปี ของชาร์ล ดาร์วิน และครบรอบ 150 ปี ของทฤษฏีวิวัฒนาการของชีวิต นึกดูแล้วโรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็สอนอะไรหลายๆอย่างที่แลดูเข้มข้นและทันสมัยเหมือนกัน

    ครูวิชิตเล่าว่า นกมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ตอนนั้นผมฟังดูแล้วรู้สึกแปลกและคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น

    เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ผมได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือที่รัสเซีย ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตววิทยาที่ Saint Petersberg ได้ชมนิทรรศการเกี่ยวกับชาร์ล ดาร์วินด้วยครับ



























    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 315 23 มิ.ย. 2552 (06:00)

    อยากเขียนเรื่องต่อ และโพสต์รูปที่น่าสนใจลง แต่ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีช่องให้ใส่รูป ทางวิชาการ.คอมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่ค่อยสะดวกเหมือนก่อน ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด สมาชิกท่านอื่นเจอแบบเดียวกับผมไหมครับ

    ถ้าจะโพสต์รูปลง ก็จะต้องเขียนข้อความอะไรก็ได้ลงไปก่อน แล้วก็ตามมาแก้ไขความเห็น เพราะในช่อแก้ไขความเห็น สามารถลงรูปได้ แต่ช่องให้เขียนความคิดเห็นตอนแรกไม่มี ไม่ทราบทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไม่สะดวกเลยครับ นอกจากนั้นการจัดรูปในตำแหน่งที่เข้ากับตัวหนังสือก็ทำได้ยากมาก เสียเวลาจัดอย่างยิ่ง ลองดูตัวอย่างข้างล่างนี้สิครับ พยายามจัดอย่างไรก็ไม่เป็นสัดส่วน ผมว่าอย่างนี้ ไม่ช้าคนคงเบื่อและหนีไปหมดแน่ ผมเองก็เริ่มเบื่อหน่าย ว่าจะย้ายไปคุยเว็ปอื่นเหมือนกัน

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|

    จากความคิดเห็นเดิมที่ครูวิชิตสอนผมไว้ว่า "นกมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานนั้น"




























    ผมเองก็ไม่ใช่นักชีววิทยา แต่ก็ลองตั้งข้อสังเกตโดยพิจารณาเล่นๆตามประสาชาวบ้าน จะเห็นว่า การเคลื่อนที่ของมันจะไม่เหมือนสัตว์อื่นตือ จะมีการเคลื่อนที่แบบกระตุกๆ คือ "มีการใช้พลังงานอย่างพอเพียง" พลังงานจะถูกนำออกมาใช้เป็นช่วงๆเท่าที่จำเป็น ซึ่งโดยปกติมันมักจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เช่น จิ้งจกที่เกาะข้างฝา มันมักจะหยุดนิ่ง แต่ถ้ามันจะเดิน มันจะเดินไปเป็นช่วงๆ หยุดเป็นช่วง ไม่เดินเล่นไปมา เหมือน หมา แมว หรือสัตว์อื่นๆ กิ้งก่าก็เช่นกัน หากมันจะหันหน้า หันหัว มันก็จะกระทำเป็นช่วงสั้นๆอย่างรวดเร็ว กลัวพลังงานจะหมด





















    ถ้าพิจารณาจากผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลาน จะเห็นว่ามีหนังหนาและอาจมีเกล็ดเป็นลวดลายหุ้มทั้งตัว คล้ายๆกับใส่เสื้อกันฝน ป้องกันไม่ให้น้ำละเหยออกจากตัว สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดกินอาหารนิดเดียวแต่ดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งปี โดยพยายามไม่ให้สูญเสียพลังงาน หรือให้เสียน้อยที่สุด มันจึงมักจะยืนนิ่งอยู่เฉยๆ













    คราวนี้เราลองมาดูนกกันบ้าง ว่ามันมีลักษณะอย่างไรเราจึงคิดว่ามันมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ถ้าเราดูที่ขาของนกเราก็จะพบว่ามีหนังหุ้มเป็นคล้ายๆเกล็ดแบบเดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ว่าจะเป็นขานก ขาเป็ด ขาไก่ ก็จะเป็นแบบเดียวกัน หากมีโอกาสก็ลองสังเกตดูนะครับ ดูคล้ายๆกับว่ามันมีบรพพบุรุษเดียวกัน แต่นกเป็นสัตว์ที่ปรับตัวพยายามหนีการไล่ล่าของสัตว์อื่น สัตว์บางชนิดก็หนีลงน้ำ บางชนิดก็หนีขึ้นฟ้า ก๋คือพวกนกนี่เอง แต่มันยังวิวัฒนาการยังไม่สุด หรืออาจจะสุดแล้ว แต่ยังคงลักษณะของบรรพบุรุษให้เห็น

























    นอกจากนั้นระบบการใช้พลังงานในร่างกายของนกก็มีวิวัฒนาการไปในลักษณะที่มีการปั๊มพลังงานมากขึ้น เพราะต้องใช้ในการบิน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มันก็ยังคงลักษณะเดิมของบรรพบุรุษ คือปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นช่วงๆอย่างเร็ว คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน การหันหัวของนกก็คล้ายๆกับของสัตว์เลื้อยคลาน คือมรการหันแบบกระตุก















    หรือแม้แต่การเดินของนก ยังมีการเดินแบบกระตุก หรือโยกหัวและตัวเป็นจังหวะ เป็นเพียงข้อสังเกตของผมเล่นๆนะครับ อาจไม่ถูกต้องตามหลักชีววิทยา เรียนรบกวบผู้รู้ช่วยเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ











    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 23 มิ.ย. 2552 (20:48)

    นี่ก็ตัวอยู่นิ่ง ขยับแต่หัว กลัวเสียพลังงาน















    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 25 มิ.ย. 2552 (00:04)

    ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้ผมคนแรกที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็คือครูวิไล ซึ่งเป็นครูประจำชั้นด้วย สมัยก่อนรู้สึกว่าเรียนอะไรหลายๆอย่างที่น่าสนใจ จำได้ว่าครูสอนเรื่องโครงสร้างของปลา ครูวิไลวาดรูปปลาบนกระดานแล้วนักเรียนวาดตาม ผมยังจำภาพนั้นไม่เคยลืม เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเหมือนกันที่ได้ดูภาพจากกล้องจุลทรรศน์ ครูวิไลเตรียมกล้องแล้วให้นักเรียนเข้าแถวมาดู คณุวิไลพูดเรียบๆ เสียงเล็กๆ บางครั้ง (ความจริงหลายครั้ง)ทำให้ผมง่วงนอนมากเวลาเรียน มีครูอีกท่านหนึ่งที่เสียงดัง ท่าทางดู "บู๊ๆ"หน่อย ท่านคือ "ครูเชียรศรี วิวิธสิริ" (ดูรูป)ท่านสอนวิทยาศาสตร์อยู่อีกห้องหนึ่ง ฟังเสียงนักเรียนเฮกัน น่าสนุกมาก ผมไม่ได้เรียนกับครูเชียรศรีโดยตรง แต่ได้เคยคุยกับท่านบ้างเหมือนกัน ท่านให้ความเป็นกันเองกับนักเรียนมาก นักเรียนชายที่เฮี้ยวๆทั้งหลายมักชอบมาคุยกับครู นักเรียนที่ออกจะเกหน่อยจะถูกครูเชียรศรีปราบเรียบทุกคน





















    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 25 มิ.ย. 2552 (02:09)

    สมัยก่อนนี้ครูมักจะเน้นให้นักเรียนรู้จักอ่านหนังสือมากๆ และเน้นเรื่องความรู้รอบตัวเป็นพิเศษ ข่าวคราวของเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว หรือสถานที่สำคัญต่างๆที่เราควรทราบ ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำประเทศทั้งหลายในหน้าหนังสือพิมพ์

    ผมจำได้ว่าตอนเรียนชั้น ป.4 ก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เราต้องเตรียมเรื่องความรู้รอบตัวอย่างมาก ตอนนั้น ท่านประธานาธิปดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ถูกรอบยิง ก็ยังมีออกเป็นข้อสอบ หรือเรื่องกรณีเขาพระวิหารก็เป็นข้อสอบ หรือแม้แต่ข่าวของ "โผน กิ่งเพชร" ที่ชิงแชมป์โลกกับเปเรซ เราก็ยังต้องรู้ สมัยนั้นเด็กๆมักจะล้อเลียนเป็นคำคล้องจอง เช่น "โผน กิ่งเพชร เปเรซ กิ่งหัก" หรือไม่ก็ "โผน กิ่งเพชร เปเรซ กิ่งไผ่ โผน มือไวต่อยไข่ เปเรซ" เป็นต้น จำได้อีกว่าช่วงก่อนมีการแข่งขัน จะมีรถยนต์ติดตั้งเครื่องขยายเสียงตระเวนทั่วกรุงเทพ แถมยังมีเพลงร้องปลุกใจว่า "....โผน ชาติเชื้อไทย เป็นดังขวัญใจเราทั่วหล้า...."

    เป็นที่น่าแปลกใจมากว่า ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ กลับถูกลืมอย่างง่ายดาย เด็กปัจจุบันไม่มีใครรู้จักชื่อโผน กิ่งเพชรเลย แม้แต่ "แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์" ที่เพิ่งจะถึงแก่กรรมไปเมื่อเร็วๆนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้า คนที่เคยนำธงชาติไทยไปประกาศก้องโลก ทำให้คนไทยทั้งมวลรู้สึกว่าตนเองก็สำคัญในโลก กลับจบชีวิตอย่างแทบไม่มีใครเหลี่ยวแล

    ถ้าพูดถึงเพลง "บัวขาว" "ลมหวล" "วันเพ็ญ" "ดอกไม้" "เงาไม้" หรืออีกหลายๆเพลงที่เรายกย่องว่าเป็นเพลงอมตะของไทย ที่แม้แต่ชาวต่างชาติเวลาจะร้องเพลงไทยก็มักจะรู้จักและร้องเพลงนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเพลง"บัวขาว" ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่าเป็น "เพลงแห่งเอเชีย" มีใครกี่คนที่รู้ว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าเป็นผลงานของท่านผู้หญิงหม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ - วิกิพีเดีย  เมื่อท่านถึงแก่กรรมเมือ่ปี 2543 ผมเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวตัวเล็กนิดเดียว (ไม่อยากจะบอกว่าข่าวอะไรที่สำคัญจนลงหน้า 1 แทนข่าวของท่าน)

    แม้แต่การเขียนคำภาษาไทยสมัยก่อนนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ต่างจากสมัยนี้โดยสิ้นเชิง ที่นักเรียนช่วยกันทำลายภาษาของเราให้วิบัติไปอย่างรวดเร็ว แม่ของผมเน้นเรื่องนี้มาก วันเด็กปี 2506 ก่อนที่ผมจะสอบเข้าโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ท่านได้ซื้อ "ปทานุกรมนักเรียน" พิมพ์โดยไทยวัฒนาพานิชให้ผมเป็นของขวัญวันเด็ก ผมก็ยังเก็บมาจนทุกวันนี้ อายุของหนังสือก็เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว เนื้อหาในหนังสือช่วยให้ผมซาบซึ้งในภาษาไทยและเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก











































    สมัยก่อนนี้ เวลาผมค้นหาคำยังไม่คล่อง ผมก็จะทำสารบัญตัวอักษรเอง เพื่อความสะดวกในการค้นหาคำ ปทานุกรมเล่มนี้พิมพ์เมือ่ปี 2504 แม่ผมซื้อมาจากร้าน "ประมาลสาส์น" ที่ตั้งอยู่ข้างโรงหนังเฉลิมเขตร์ ผมมักจะไปยืนอ่านหนังสือที่ร้านนี้เป็นประจำในสมัยเด็ก










































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 25 มิ.ย. 2552 (02:51)

    หนังสือที่แม่ให้เล่มนี้ผมยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เมือ่ไม่นานมานี้มีหนังเรื่อง "สุริโยทัย"มาฉาย หากไม่รู้เรื่องราชวงศ์ต่างๆสมัยอยุธยาก็จะไม่มีวันรู้เรื่อง ผมต้องมานั่งทำ Mapping ของช่วงเวลา และไล่เรียงลำดับตัวละครจึงจะพอเข้าใจ แต่พอได้หนังสือปทานุกรมนักเรียนเล่มนี้ ช่วยให้เข้าใจขึ้นอีกเยอะ เพราะในเล่มจะบอกเกี่ยวกับราชวงศ์ต่างๆในแต่ละสมัยอย่างละเอียด





















































































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 25 มิ.ย. 2552 (09:23)

    พูดถึงวันเด็ก สมัยก่อนนั้นเป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ที่โรงภาพยนต์เฉลิมเขตร์ใกล้บ้านผม ฉายหนังให้เด็กชมโดยเก็บค่าชมคนละ 1 บาท ทุกที่นั่ง เวลาเปิดให้เด็กเข้าชมจะต้องวิ่งแย่งที่นั่งกัน ต่างคนต่างก็แย่งที่ที่ดีที่สุด ผมว่าวิธีนี้ไม่ค่อยดี เพราะเด็กจะวิ่งแย่งที่กันอย่างวุ่นวาย ในปี พ.ศ.2506 นั้นผมโชคไม่ดีได้ที่นั่งติดกับเด็กคนหนึ่งที่ท้องเสีย ผมนั่งดูหนังอย่างไม่มีความสุขเลยเพราะทนกลิ่นไม่ไหว


    ปีพ.ศ. 2498 เป็นปีที่ทั่วโลกเริ่มจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติกันขึ้น ตามความเห็นขององค์การสหประชาชาติที่นำปัญหาเรื่องเด็กมาร่างเป็นปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของเด็กขึ้นมา


    ประเทศไทยได้รับข้อเสนอของนาย วี เอ็ม กุลกานี ผู้แทนองค์กรสมาพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศ ผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ประเทศไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของเด็กให้มากขึ้น ดังที่นานาประเทศกำลังทำอยู่


    ขณะนั้น สภาวัฒนธรรมแห่งชาติยังมิได้ถูกยุบเลิกไป คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา ในที่สุดที่ประชุมได้เห็นชอบนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2498 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีรับหลักการ ให้จัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการรับไปดำเนินการ ส่วนของค่าใช้จ่ายในการจัดงานั้น ได้อนุมัติเงินจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาลมาดำเนินการ


    ดังนั้น ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 ประเทศไทย จึงมีงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากนั้นเป็นต้นมา ทางราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันเด็กแห่งชาติสำหรับประเทศไทย และจัดติดต่อกันมาจนถึงปี พ.ศ.2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ เพื่อความเหมาะสมด้วยเหตุผลว่า ในเดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทยเราเป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็ก ๆ ไม่สะดวกในการมาร่วมงาน ประการต่อไปก็คือ วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้ ตลอดจนการจราจรก็ติดขัด จึงเห็นว่าควรจะเปลี่ยนไปเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมเสียทุกสิ่งทุกอย่างได้สะดวกสบายขึ้น และมีความเหมาะสมมากกว่า


    จากข้อเสนอดังกล่าว คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอ ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 จึงประกาศเปลี่ยนงานฉลองวันเด็กแห่งชาติจากวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม มาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ปี พ.ศ.2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว


    งานวันเด็กแห่งชาติได้เริ่มจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ.2508 และจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน(งดจัดในปี พ.ศ.2507 หนึ่งปี) หนังสือปทานุกรมนักเรียนที่แม่ให้ผมนั้นจึงเป็นของขวัญวันเด็กปีสุดท้ายที่จัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 25 มิ.ย. 2552 (21:08)

    ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เข้ามาเยี่ยมชมกระทู้นี้ ช่วงเวลาเพียง 5 เดือนมีเพื่อนสมาชิกเข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้ถึงแสนคนแล้ว ผมเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคนเข้ามามากถึงขนาดนี้ ตอนแรกที่ตั้งใจเขียนคิดว่า เป็นเรื่องส่วนตัววัยเด็กของผมที่ยังมีความทรงจำอยู่ และอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิก คงไม่มีใครอยากอ่านเรื่องของคนอื่น แต่ก็ผิดคาดจริงๆครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ให้ความสนใจ

    นอกจากนั้นผมยังได้รับการติดต่อกลับมาของเพื่อนเก่าๆที่ไม่ได้พบกับนานกว่า 40 ปี เช่น
    ด.ช.ชาติชาย เดี๋ยวนี้เป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาติชาย ยมะคุปต์

















    ด.ช.ยศอนันต์ ก็เป็น นาพแพทย์ยศอนันต์









    ด.ญ.พรทิพท์ ก็เป็น ท่านผู้อำนวยการพรทิพย์
























    ด.ช.สุชีพ ก็เป็น นาวาอากาศโทสุชีพ และอีกหลายๆคน

    ถ้ามีคนอ่านถึงแสนคน น่าจะเรียบเรียงใหม่แล้วพิมพ์ขาย เอาเงินไปบริจาคช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนของโรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็คงไม่เลวนะครับ

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 26 มิ.ย. 2552 (02:32)

    วันเด็กสมัยก่อนนี้เมื่อจัดในเดือนตุลาคม ผมจำได้ว่าอากาศเริ่มหนาวบ้าง และต่อมาอีกไม่กี่วัน เราไปเที่ยวงานพระรูปทรงม้าวันที่ 23 ตุลาคม เราก็สวมเสื้อกันหนาวกันแล้ว สมัยก่อนนี้ผมไม่เข้าใจว่า ขณะที่เราเอาพวงมาลาไปถวายบังคมพระปิยมหาราช ในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน ทำไมจึงจัดงานรื่นเริง แทนที่จะเป็นการแสดงความอาลัย โรงเรียนต่างๆก็จัดขบวนพาเหรดนำนักเรียนมาเดินพร้อมพวงมาลา มีแตรวงเป่ากันอย่างยิ่งใหญ่ราวกับว่าเป็นงานสนุกสนานรื่นเริงแห่งปี โรงเรียนวัดพลับพลาชัยของเราก็มีวงดุริยางค์และขบวนนักเรียน จำได้ว่า "ครูปัญหา" เป็นผู้ซ้อมการเดินสวนสนาม

    แม่ผมเล่าว่าสมัยก่อนนี้ แม่เป็นผู้แทนนักเรียนโรงเรียนสตรีวรนารถ นำพวงมาลาไปวางก็เดินกันอย่างสงบ ไม่ได้มีแตรวงประโคมกึกก้องเหมือนในเวลาต่อมา และถวายบังคมด้วยความอาลัย แม่ตัดรูปถ่ายที่ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเก็บไว้ นักข่าวถ่ายตอนที่แม่ถือพวงมาลาหน้าพระบรมรูปทรงม้า รูปนี้มีอายุราว 70 กว่าปีแล้วถ้านับถึงปัจจุบัน


















    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่
    | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 26 มิ.ย. 2552 (09:51)

    หน้าตาคุณแม่ท่านเหมือนจะไม่เปลี่ยนเลย(จากที่ผมเคยเห็นเมื่อ...
    ผมคิดว่าเห็นท่านตอนไปที่บ้านเมื่อสักยี่สิบปีมาแล้วกระมัง)


    นิรันดร์
    ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324 26 มิ.ย. 2552 (22:36)

    วิชาที่ผมชอบเรียนขณะที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยคือวิชาวาดเขียนและวิชาการฝีมือ สมัยก่อนนี้ ในการเรียนวิชาการฝีมือผมจำได้ว่าผมชอบทำโมเดลบ้าน แล้วแต่งแต้มทาสีเองตามใจชอบ มี Template แบบบ้านแบบต่างๆ วางขายตามร้านขายเครื่องเขียน ผมรู้สึกว่าทำแล้วเพลินดี ฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ และต่อมาก็ทำให้ผมสามารถออกแบบบ้าน หรือสร้างอุปกรณ์ต่างๆได้เองโดยทำเป็น Model ก่อน ประโยชน์นี้ยังติดตัวผมมาโดยตลอด เวลาจะสร้างอะไรจะต้องคิดหลักการและสร้าง Model ทดลองก่อนเสมอ อุปกรณ์บางชิ้นผมก็ออกแบบผลิตขายให้มหาวิทยาลัยโตเกียวเมื่อหลายปีก่อน

    ผมมีโมเดลของวัดเซียงทอง ทัชมาฮาล และ หอไอเฟลมาฝาก เผื่อใครสนใจเอาไปทำเล่นยามว่าง สนุกและเพลิดเพลินดีครับ ตอนนี้วิชาการ.คอมมีการเปลี่ยนแปลงการโพสต์รูปและไฟล์ ทำให้ไม่สะดวก ไม่รู้ว่าผมจะเอาลงได้หรือไม่ แต่ก็จะลองดูครับ สมาชิกหลายท่ายอยากเอารูปและเสียงมาลงก็ทำไม่ได้ เมื่อไรจะปรับปรุงเสร็จก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีการแจ้งอะไรให้ทราบกันบ้างเลย

    โหลดโมเดลได้ที่นี่ครับ >>> MODEL.zip(June 26, 2009 23:03)








































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 27 มิ.ย. 2552 (00:14)

    ใครอยากได้โมเดลของจรวดกระดาษเชิญที่นี้เลยครับ

















































































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 326 28 มิ.ย. 2552 (00:34)









































    หลักการเหมือนความเห็น 307 แต่คราวนี้เป็นโมเดลกระดาษแข็ง

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 327 28 มิ.ย. 2552 (10:53)

    ขอบคุณค่ะ

    ขออนุญาตนำไปเป็นสื่อประกอบการเรียนรู้เรื่องรูปเรขาคณิต 2 มิติ และ 3 มิติ สำหรับนักเรียนนะคะ


    ครูไผ่
    ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 328 29 มิ.ย. 2552 (01:39)

    เชิญครับครูไผ่

    ผมเองก็ต้องขอขอบคุณครูไผ่ที่เลี้ยงอาหารกลางวันในวันก่อน และการสนทนาที่ให้อาหารสมองที่มีคุณค่า

    -----------------------------------------------------------------------------
















    เมื่อพูดถึงวิชาวาดเขียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ทำให้ผมคิดถึงเพื่อนอีกคนหนึ่งคือ "สมพร อาภาศิริกุล" สมพรเป็นเพื่อนที่ผมชอบสนทนาด้วยอีกคนหนึ่ง เพราะคุยด้วยแล้วรู้สึกสนุกสนาน เป็นคนตลก ทะลึ่งเล็กๆ และมีความคิดสร้างสรรค์ สมพรเป็นคนที่แต่งกายสะอาดสะอ้าน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มเสมอ ลักษณะพิเศษที่ผมสังเกตเห็นสมพรมีแต่คนอื่นไม่มีก็คือ การปลิ้นเปลือกตาเอาด้านในออกมาด้านนอกทั้งสองข้าง ถ้าเห็นตอนกลางคืนต้องนึกว่าผีหลอกแน่ สมพรปลิ้นเปลือกตาครั้งใดก็ต้องเป็นได้ฮากันทั้งวง

    เราเรียนวิชาวาดเขียนด้วยกัน ครูสอนให้เราทำรูปโดยใช้สี Stencil คือเอาแปรงสีฟันที่ไม่ใข้แล้วมาจุ่มหมึกแล้วถูลงบนแผ่นตะแกรงมุ้งลวดโลหะ น้ำหมึกก็จะกระจายออกมาเป็นฝอยๆลงเป็นแผ่นกระดาษที่เราต้องการทำรูป เราสองคนออกแบบทำรูปแปลกๆจนมือเลอะเทอะไปหมด แม้ว่าสมพรจะแต่งกายสะอาดสะอ้านแต่มือเลอะหมึกหลากสีประจำ ไม่เข้ากันเลย








































    เราได้เรียนจากครูเกี่ยวกับทฤษฎีสีว่ามีแม่สี 3 สี คือ แดง เหลือง และ น้ำเงิน หากใช้แม่สีนี้ผสมกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกันก็จะได้สีสรรค์ที่มีความหลากหลาย สี Stencil ที่วางขายนั้นจะใส่มาเป็นกล่อง ในกล่องจะมีขวดหมึก 3 สีคือ แดง เหลืองและน้ำเงิน รวมทั้งแผ่นตะแกรงโลหะอีกหนึ่งแผ่น จากเทตนิคการทำสี Stencil นี้ผมได้เรียนรู้ว่าจะให้ได้สีเข้มหริอจางนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนจุดหรือฝอยของหมึกที่ตกลงบนกระดาษชิ้นงาน ดังนั้นเราจึงใช้เล่นเงาได้ นี่คือวิธีที่คล้ายกับวิธีในงานพิมพ์ทั่วไปที่ใช้แบบ "พิมพ์สกรีน" นั่นเอง ในงานพิมพ์ทั่วไปให้ได้สีธรรมชาติ จะต้องพิมพ์แบบสกรีน คือพิมพ์เป็นเม็ดสีเล็กๆ และพิมพ์สอดสี 4 สีคือ แดง เหลือง น้ำเงินและดำ








































    โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสอนอะไรๆหลายอย่างมากมายกว่าที่ผมคิดครับ

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 330 1 ก.ค. 2552 (06:18)

    สมัยก่อนนี้ผมได้รับแว่นขยายสำหรับ่ส่องพลอยหรือไข่มุกจากแม่




















    ผมลองเอามาส่องดูสิ่งต่างๆรอบตัว แม้ว่าจะไม่ใช่กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเราได้เห็นสิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ลวดลายที่เกิดจากการทักทอผ้า หรือ รูขนบนหลังมือ หรือฟองอากาศที่อยู่ในก้อนฟองน้ำ หรือแม้แต่ลวดลายบนธนบัตร จะเห็นตัวเลขเล็กๆที่ไม่คิดว่าจะมองเห็น ซึ่งเป็นการป้องกันการปลอมแปลง







































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 331 1 ก.ค. 2552 (16:08)

    ผมได้กล่าวถึงเรื่องปากกาลูกลื่นบ้างแล้วในความเห็นที่ 15 (กดดูที่นี่ >> | 1|)สมัยก่อนนี้ที่เริ่มมีการผลิตปากกาลูกลื่นโดยชาวฝรั่งเศส BIC ( http://asia.bicworld.com/ ) สมัยนั้นมีโฆษณาทางโทรทัศน์ถึงความแข็งแกร่งของหัวลูกลื่น โดยการยิงปากกาลูกลิ่นเข้าไปในแท่งไม้ แท่งปากกาลูกลื่นทะลุออกมาแล้วยังเอามาเขียนได้อีก นักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็เริ่มเอามาใช้กันแทนปากกาหมึกซึมที่ใช้กันอยู่เดิม

    ผมก็สงสัยว่าหัวลูกลื่นมันเป็นอย่างไร พอเอาแว่นขยายของแม่มาส่องดู ได้เรียนรู้อะไรต่างๆอีกมากมาย เมื่อลูกลื่นกลิ้งไปหมึกก็ไหลออกมาจากด้านข้างถ้าเราเขียนลงบนกระดาษ หมึกก็จะไหลซึมลงมาเห็นเป็นเส้น แต่ถ้าเราเขียนลงบนแผ่นพลาสติก หมึกจะไม่ค่อยติด แต่ก็พอมองเห็นเป็นเส้น  ถ้าผมเอาแว่นขยายมาส่องดูใกล้ๆ จะพบว่าหมึกจะออกมาเป็นทางยาวสองข้างคล้ายๆทางรถไฟ แลดูสวยงามมาก

    สมัยก่อนนี้หากผมรู้จักวิธีทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายใช้เอง  (<<< คลิ้กที่นี่) ผมคงจะมีความสุขกว่านี้อีกมากที่ได้สำรวจสิ่งต่างๆขนาดเล็กรอบๆตัว








































    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 332 2 ก.ค. 2552 (00:41)

    ความจริงเราอาจดูของเล็กๆให้เห็นราวกับภาพขยายได้ โดยอาศัยปรากฏการณ์รูเข็ม 
    ตอนที่เราเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ครูเคยให้เราทำกล้องรูเข็ม โดยเอากระป๋องมาเจาะรูเล็ก แล้วทาสีดำหรือปิดกระดาษสีดำข้างในเพื่อป้องกันการสะท้อนแสง เอากระดาษฝ้าหรือกระดาษลอกลายมาขึงปิดที่ปากกระป๋องทำเป็นฉาก จากนั้นหากระดาษสีดำมาหุ้มเป็นกระบอกป้องกันแสงจากภายนอกตกลงบนฉาก เราหันรูเข็มไปทางไหนก็จะปรากฏภาพของสิ่งนั้นมาปรากฎบนฉากแต่เป็นแบบรูปหัวกลับ ผมสังเกตเห็นว่าไม่ว่าวัตถุจะอยู่ห่างไกลหรือใกล้เพียงใด ก็จะเห็นภาพชัดทุกภาพ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า ทางเดินของแสงจากทุกๆจุดจะผ่านมาที่จุดตรงรูเข็มทุกเส้น ดังนั้นจึงได้ภาพที่ค่อนข้างชัดทุกภาพดังแสดงหลัการในรูป
























































    ตัวหนังสือเล็กๆเราสามารถมองเห็นใหญ่เหมือนดูด้วยแว่นขยายโดยทดลองหากระดาษสีดำมาเจาะรูแล้วมองโดยผ่านรู ดูวัตถุขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆเช่นตัวหนังสือเล็กๆบนธนบัตรที่นำมาไว้ใกล้หน้าของท่าน ถ้ารูใหญ่จะมองเห็นภาพมัว แต่ถ้ารูเล็กมากๆ จะมองเห็นภาพชัดโดยไม่ต้องใช้แว่นขยายช่วย

    ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ รูต้องเล็กมาก ภาพจะชัด(หรือเกือบชัด)ตลอดไม่ว่าวัตถุจะอยู่ใกล้หรือไกล ยิ่งเล็กมากภาพยิ่งชัดมาก แต่แสงที่เข้ามาจะน้อย มองยาก ต้องทำรูให้มีขนาดพอเหมาะ เราจึงเรียกปรากฏการณ์รูเข็ม


    74663

    บางทีคนที่สายตาสั้น หรือสายตายาวที่ลืมใส่แว่น แต่จำเป็นต้องใช้สายตา ก็มักจะทำตาหยีๆเพื่อมอง นั่นก็คือทำให้เกิดรูเข็มนั่นเอง จำได้ว่าแม่ผมเวลาหาแว่นไม่เจอมักจะทำตาหยีอ่านหนังสือช่วงเวลาสั้นๆ ไม่นานนัก เคยถ่ายรูปท่านตอนทำตาหยีอ่านหนังสือ ก่อนที่ท่านจะเสีย วันนี้คิดถึงท่านก็เลยเอารูปท่านมาเป็น"นางแบบ"ทางวิชาการครับ




    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่
    | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 333 2 ก.ค. 2552 (01:04)

    อยากได้แบบแว่นตารูเข็มไปทำสวมเล่น เชิญที่นี่เลยครับ

    112047

    ตัวอย่างกิจกรรมแว่นตารูเข็มที่ผมให้นักศึกษาปริญญาโทที่ผมสอนอยู่ทำ ที่ Guangxi Normal University





















    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 334 2 ก.ค. 2552 (14:33)

    มีผู้คนมากมายรวมทั้งเพื่อนๆหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมในช่วงวัยเด็ก ผมสามารถจำชื่อและนามสกุลได้หลายคน แต่พอเวลาผ่านไปหลายๆปี ได้มีโอกาสพบกันโดยบังเอิญ เพื่อนๆเหล่านั้นกลับจำผมไม่ได้ บางคนในสมัยเด็กเคยโทรศัพท์คุยกันเกือบทุกเย็น (สมัยที่หมายเลขโทรศัพท์กรุงเทพเพียง 5 ตัว บ้านผม โทร.25826 ต่อมาเปลี่ยนเป็น 812703 แล้วเปลี่ยนเป็น 2812703 ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) มาเจอกันอีกที่ เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่จบปริญญาเอก แต่เขากลับจำเราไม่ได้ เพื่อนๆจำนวนมากเป็นเช่นนั้น อันที่จริงก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรเลย เพราะในชีวิตจริงของเรา เราต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย และหลายๆเหตุการณ์มีผลกระทบต่อชีวิตเราอย่างมากที่ทำให้เราจำเรื่องนั้นไปตลอดชีวิต ส่วนการได้รู้จักเพื่อนในวัยเด็กเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หากไม่ประทับใจจริงๆหรือมีผลกระทบต่อชีวิตเราจริงๆก็จะจำไม่ได้

    ในสมองของคนเรามีหน่วยความจำ 2 ประเภท คือหน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร หน่วยความจำชั่วคราวเราจะจำได้เพียงเดี๋ยวเดียว หากไม่กระตุ้นซ้ำๆเราก็จะลืม เช่น เราถามหมายเลขโทรศัพท์จากเพื่อน หากไม่จดไว้ เดี๋ยวก็ลืม แต่ถ้าเพื่อนเราบอกซ้ำๆอยู่เรื่อยเราก็จะจำได้ หรือบางทีก็อาจเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำถาวรเลย ในการจำตัวเลขนั้น จากการวิจัยพบว่า สมองของเราจะไม่สามารถจำตัวเลขได้ชุดละไม่เกิน 4 หลัก ดังนั้นถ้าเราบอกหมายเลขโทรศัพท์ เช่น 029667747 ติดๆกัน เราจะจำไม่ได้ จากการวิจัยเกี่ยวกับสมองพบว่า เราต้องบอกเป็นตัวเลขชุดๆละไม่เกิน 4 ตัว เช่นบอกว่า 0 2966 7747 โดยเว้นช่องเล็กน้อย จะทำให้เราจำได้ดีขึ้น การนำข้อมูลใหม่ๆเข้าสู่สมองนั้นเรามักได้จากการฟังและการมองเห็น จากการวิจัยพบว่าข้อมูลจะเข้าสู่สมองจากการฟังน้อยกว่าการมองเห็น ถึงเกือบ 6 เท่า เช่นถ้ามีคนบอกหมายเลขโทรศัพท์ให้เราฟัง เดี๋ยวเดียวเราก็จะลืม แต่ถ้าหากเราจดหมายเลขลงบนกระดาษ เรามองเห็นตัวเลข ข้อมูลนี้จะเข้าไปสู่สมองได้นานกว่า เพราะมีการเก็บข้อมูลแบบดิจิตอล โดยผ่านเป็นภาพถ่ายทางสมอง พูดแบบนี้หลายท่านอาจจะงง จะยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้ครับ ให้ท่านลองจ้องมองวัตถุอะไรก็ได้ตรงหน้าท่านสัก 2-3 วินาที แล้วหลับตาทันที หรือดูดอกทิวลิปข้างล่างนี้ก็ได้ครับ ท่านจะยังคงมองเห็นหรือจินตนาการวัตถุที่ท่านมองอยู่นั้นได้หลังจากหลับตาไปแล้วสักระยะหนึ่ง ซึ่งข้อมูลจากเสียงนั้นทำไม่ได้ ดังนั้นเวลาใครบอกหมายเลขอะไรก็ตามให้ผม ผมมักจะจดเป็นตัวเลขก่อนแล้วดูเพื่อถ่ายภาพจากสมอง หรือถ้าไม่มีกระดาษผมจะใช้วิธีนึกตัวเลขนั้นเป็นภาพก่อน แล้วจำจากภาพที่จินตนาการ จะทำให้จำได้แม่นยำ แต่นั้นก็เป็นเพียวการบันทึกลงในหน่วยความจำชั่วคราวเท่านั้น แล้วมันก็จะลืมได้ง่าย วิธีที่จะทำให้จำได้แม่นยำคือจะต้องโยงข้อมูลที่เข้ามาใหม่นั้นให้เข้ากับข้อมูลเดิมที่อยู่ในหน่วยความจำถาวร เมื่อเชื่อมต่อกันได้แล้ว สมองวันวิเศษของเราก็จะพ่วงเอาข้อมูลใหม่นั้นไปไว้ในหน่วยความจำถาวรด้วย






















    ผมโชคดีที่พ่อผมสอนไว้หลายอย่าง ทุกวันนี้ก็ยังคงเอามาใช้ เช่น ตอนที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีคำใหม่ๆเข้ามาที่ทำให้เราเริ่มสับสน ยกตัวอย่างที่พ่อเคยสอน เช่น เรื่องของประโยคแบบต่างๆ
    ประโยคปฏิเสธ - Negative sentense
    ประโยคบอกเล่า - Affermative sentense
    ประโยคคำถาม - Interrogative sentense

    ผมจำไม่ค่อยได้ มักจะสับสนทุกที พ่อก็เลยสอนว่าให้พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ทำให้เราจำได้ในหน่วยความจำถาวร เช่น
     
    Negative ก็ให้คิดเป็น "นึกอยากถีบ" - ถีบไม่ได้ ไม่ดี ก็เป็นปฏิเสธ
    Affermative ก็ให้คิดว่า "แอบมาเฉยๆ" - บอกเล่าธรรมดา
    Interrogative ก็ให้คิดว่าเป็น "เอ็ดตะโรถาม" - คำถาม อย่างนี้เป็นต้น

    สมัยก่อนมีการสอบความรู้รอบตัว นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียสมัยนั้นมีตำแหน่ง Yang di-Pertuan Agong จำยากมาก พ่อผมก็เลยสอนว่า มีญาติเราสองคน คือ ป้าต่วนกับองก๋ง ทั้งสองคง ยังดีกันอยู่ คือ "ยังดี ป้าต่วน อาก๋ง" ก็ทำให้จำได้แม่นยำ ผมก็ใช้วิธีที่พ่อสอนนี้มาตลอดชีวิตตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมา

    ต่อมาพอเราเป็นผู้ใหญ่ เมื่อได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงสำคัญ บางทีเจ้าภาพไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าเราจะต้องขึ้นกล่าวรปาฐกถา ผมจะใช้วิธีที่พ่อสอนไว้ คือจำภาพสิ่งของที่น่าสนใจในห้องที่เราจะพูด จากนั้นก็ขอนุญาตไปเข้าห้องน้ำสักครู่ ขณะที่เข้าห้องน้ำนั้นเราก็ Plot เรื่อง มีบทนำ เนื้อหาสำคัญที่เราจะสื่อสาร แล้วสรุปแบบหักมุมให้ประทับใจ โดยพยายามโยงเข้ากับภาพสิ่งของต่างๆที่เราสังเกตมา ทำให้เราสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องเขียนอะไรขึ้นไปและจบอย่างประทับใจ พูดเรื่องนี้แล้วก็คิดถึงพ่อทุกที

    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|


    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    ความเห็นเพิ่มเติมที่ 335 2 ก.ค. 2552 (21:10)

    เทคนิคที่อาศัยการผูกเรื่องโยงเพื่อใช้ในการพูดนี้ไม่ใช่ของใหม่ ซิเซโร นักการเมืองและนักพูดผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงโรมสมัยก่อนคริสตกาลก็ใช้วิธีนี้ จะขอนำเรื่องราวของซิเซโรมาเล่าสู่กันฟัง โดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้เคยเขียนไว้ดังนี้


    ซิเซโร


    สุลักษณ์ ศิวรักษ์

    “เมื่ออ่านการเมืองสมัยซิเซโรแล้ว มาเปรียบเทียบกับสมัยนี้ ก็ดูแทบไม่แตกต่างกันเอาเลย โดยเนื้อหาสาระ โรมเคยเป็นเมืองเล็กๆ ครั้นเติบโตขึ้น ขยายอำนาจไปทั่วอิตาลี คนจึงอพยพมาอยู่ในกรุงโรมมากขึ้น จนไม่มีที่ทำมาหากิน จำต้องขยายดินแดนออกไป จนเป็นจักรวรรดิ์โรมัน เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงพลเมือง นี้ฉันใด สหรัฐอเมริกาก็ฉันนั้น ความเป็นประชาธิปไตยที่ร่ำรวยขึ้น ก็ต้องกลายเป็นจักรวรรดิ์นิยมไปเป็นธรรมดา โดยต้องบีบบังคับบ้านเล็กเมืองน้อยให้สยบยอมต่อตน เป็นแต่สหรัฐต้องการน้ำมัน ในขณะที่โรมต้องการข้าวสาลีนั้นแลคือข้อแตกต่างที่สำคัญ”

    กล่าวได้ว่า ซิเซโรเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่สุดของกรุงโรมซึ่งพยายามรักษาสาธารณรัฐไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับการล่มสลายของประชาธิปไตย นอกไปจากนี้แล้ว เขายังเป็นนักกฎหมายคนสำคัญของยุคสมัย และเป็นคนมีวาทศิลป์ที่หาตัวจับได้ยาก ใครที่เรียนภาษาละติน แม้จนสมัยเมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนที่อังกฤษเมื่อห้าสิบปีมาแล้ว ก็ต้องอ่านงานเขียนของเขา

    เขาเกิด เมื่อ ๑๐๖ ปีก่อนค.ศ. และถูกฆ่าตายในปีที่ ๔๓ ก่อนค.ศ. เขาเป็นเพื่อนรักกับอัตติกัส ซึ่งเกิดก่อนเขา ๓ ปี แต่หมอนี่เห็นพิษภัยของการเมือง จึงหนีไปอยู่ที่กรุงเอเทนส์ ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเสียงเสียด้วย จึงร่ำรวยและมีชีวิตราบรื่นมาโดยตลอด ทั้งยังรู้จักปรับตัวให้เข้าได้กับสภาพการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปเรื่อย โดยมีชีวิตยืนยาวกว่าซิเซโร คือตายอย่างธรรมดาสามัญหลังสหายรัก ๘ ปี โดยที่ซิเซโรเขียนจดหมายถึงอัตติกัสอย่างสม่ำเสมอ เล่าความในใจและเหตุการณ์ทางการเมือง แม้จนเรื่องไปนอนค้างกับใครและทุกอย่าง ต่อมาอัตติกัสเอาจดหมายเหล่านี้มาตีพิมพ์ ช่วยให้เรารู้จักซิเซโรได้มากขึ้น นอกเหนือไปจากงานเขียนของเขาเองที่มีมากเล่มและหลายเรื่องหลากรส รวมทั้งวาทศิลป์และปรัชญาต่างๆ แม้จะขาดความลุ่มลึกอย่างของกรีก แต่ก็ให้ความรู้ได้มิใช่น้อย

    ข้าพเจ้าเคยอ่านประวัติซิเซโรและติดใจผลงานและการต่อสู้ทางการเมืองของเขามาแต่เมื่อกึ่งศตวรรษก่อน หากบัดนี้มาได้อ่านงานเขียนของ Anthony Everitt ที่เขียนถึง Cicero: The Life and Times of Rome’s Greatest Politician (Random House) New York 2001 แล้วก็อดชื่นชมเสียมิได้ ดังเขาเกริ่นไว้ด้วยว่าเล่มต่อไปของเขา จักว่าด้วย Angustus ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของ จูเลียส ซีซาร์ ศัตรูคู่อาฆาตของซิเซโร และได้เสวยราชย์เป็นจักรพรรดิ์ของโรมในเวลาต่อมา (ดังเรามีเดือน July และ August ตามชื่อบุคคลทั้งสองนี้)

    เล่ากันว่าหลานของจักรพรรดิ์คนหนึ่งชอบอ่านงานของซิเซโร ครั้นเห็นปู่เสด็จมา โดยรู้อยู่ว่าปู่เคยขัดใจกับซิเซโรมาก่อนจึงเอาหนังสือซ่อน หากปู่เห็น จึงเรียกเอามาทอดพระเนตร แล้วตรัสว่าคนๆนี้ “เป็นคนที่วิเศษทางการพูด และเป็นคนรักชาติ”

    เอเวอริตเขียนประวัติซิเซโร โดยการเล่าประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมของโรมในสมัยนั้น ให้เราเห็นภาพต่างๆอย่างชัดเจน แม้คนที่ไม่เคยเรียนรู้อะไรมาก่อน ก็ได้ความรู้อย่างไม่น่าเบื่อ เพราะเขาเขียนดีอย่างมีสำนวนสละสลวย น่าอ่าน น่าติดตาม

    กล่าวกันว่าซิเซโรเป็นรัฐบุรุษ ผู้มีความสามารถสูงมาก รู้จักบริหารงานการเมืองอย่างเก่งฉกาจ โดยรู้จักใช้โวหารในการพูดโน้มน้าวใจคนได้ทั้งทางศาล(ซึ่งใช้ลูกขุนตัดสินคดี)และทางวุฒิสภา ซึ่งมักมีพวกหัวโบราณที่มีสกุลรุนชาติควบคุมอยู่โดยมาก

    พวกนี้รังเกียจซิเซโร ซึ่งไม่ใช่ผู้ดีมีสกุลมาแต่กำเนิด หากเป็นชาวชนบทที่มาได้ดี เพราะฝีปากและวิชากฎหมาย กับความคมคายต่างๆประกอบกัน จนพวกผู้ดีแปดสาแหรกต้องยอมรับ

    นักการเมืองร่วมสมัยที่หันไปในทางเผด็จการ รวมหัวกันตั้งตัวเป็นก๊ก กะจะให้เป็นก๊กทั้ง ๔ ซึ่งมี จูเลียส ซีซาร์๑ ปอมเปอี๑ และคราสซุสอีก๑นั้น หวังว่าถ้าได้ซิเซโรร่วมด้วยก็จะกุมบังเหียนทางการเมืองได้ แต่ซิเซโรไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่านั่นจะเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตย เขาก็เลยกลายเป็นศัตรูของพวกนี้ไป แม้กระนั้นซิเซโรก็ยอมไกล่เกลี่ยหลักการเพื่อประสานประโยชน์ ผิดกับเคโต นักการเมืองร่วมสมัยซึ่งไม่ยอมผ่อนปรนหลักการเอาเลย นับว่าเป็นคนเถรตรงโดยแท้ จนหาพวกไม่ได้เอาเลย แต่ก็ต้องยกย่องความซื่อตรงของเขา

    ลึกๆลงไปแล้ว ซิเซโรเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง แม้จะเป็นนักพูดชั้นเอก แต่ถ้าเกิดความหวั่นใจขึ้นมา จะพูดได้อย่างไม่ดีเอาเลย และเมื่อได้รับความสำเร็จทางการเมือง ก็พูดอวดโอ้เกินไป

    ในทางครอบครัว เขามีน้องชายและลูกชาย ตลอดจนหลานชายที่อยู่ใต้ฉายาของเขามากไป จนพวกนี้ถึงกับเป็นกบฏต่อเขา หากคืนดีกันได้ภายหลัง ส่วนภรรยาเขานั้น มาจากสกุลสูงและร่ำรวย หากสุรุ่ยสุร่าย จนเขาต้องหย่าขาดจากกันแล้วมามีเมียสาวเมื่อแก่ แต่ก็ไม่มีความสุข เคราะห์ดีที่เขาดีต่อบ่าวไพร่และทาส ที่เขาปล่อยให้เป็นไท ดังคนหนึ่งเขียนสรรเสริญนายอย่างดียิ่ง และบ่าวคนนี้มีอายุยืนจน ๑๐๓ ปี เมื่อเขาถูกล่าตัว บ่าวไพร่ก็พาเขาหนี หากเขาสั่งให้หยุดเสียและยอมให้ฆาตกรตัดหัวตัดมือไปอย่างป่าเถื่อน โดยที่ก่อนหน้านี้ เขาก็ต้องหนีศัตรู ทั้งหนังสือของเขาก็ถูกเผา บ้านของเขาก็ถูกเผา ฯลฯ ทั้งนี้มีผลมาจากการที่เขาต่อต้านเผด็จการนั้นแลเป็นประการสำคัญ

    นอกจากรักเพื่อนคืออัตติกัสอย่างไม่เสื่อมคลายแล้ว ซิเซโรรักลูกสาวมาก จนลือกันว่าเขามีความสัมพันธ์ทางเพศกับลูกสาวเอาเลยด้วยซ้ำ เมื่อลูกสาวตาย เขาเศร้าใจอย่างถึงที่สุด จนเกือบจะเสียคนไป นอกไปจากนี้แล้ว เขายังชอบสอนเด็กหนุ่มๆในทางกฎหมายและการว่าความ ตลอดจนการฝึกปรือทางวาทศิลป์ จนหลายคนมีชื่อเสียง ยังการที่เขาช่วยว่าความให้ใครต่อใครหลายคน หลุดพ้นไปได้จากการลงโทษนั้น ก็ได้รับการเนรคุณจากคนพวกนี้ด้วยบ้างเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นของธรรมดา ตามนิสัยของมนุษย์ส่วนมาก ซึ่งไม่ได้เป็นคนกตัญญูกตเวที แม้โรมสมัยนั้นจะวุ่นวายในเรื่องรักร่วมเพศ และในเรื่องผิดผัวผิดเมียกันแทบทั่วไปในหมู่ชนชั้นปกครอง แต่ซิเซโรครองความบริสุทธิ์ทางเพศไว้ได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่

    เมื่ออ่านการเมืองสมัยซิเซโรแล้ว มาเปรียบเทียบกับสมัยนี้ ก็ดูแทบไม่แตกต่างกันเอาเลย โดยเนื้อหาสาระ โรมเคยเป็นเมืองเล็กๆ ครั้นเติบโตขึ้น ขยายอำนาจไปทั่วอิตาลี คนจึงอพยพมาอยู่ในกรุงโรมมากขึ้น จนไม่มีที่ทำมาหากิน จำต้องขยายดินแดนออกไป จนเป็นจักรวรรดิ์โรมัน เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงพลเมือง นี้ฉันใด สหรัฐอเมริกาก็ฉันนั้น ความเป็นประชาธิปไตยที่ร่ำรวยขึ้น ก็ต้องกลายเป็นจักรวรรดิ์นิยมไปเป็นธรรมดา โดยต้องบีบบังคับบ้านเล็กเมืองน้อยให้สยบยอมต่อตน เป็นแต่สหรัฐต้องการน้ำมัน ในขณะที่โรมต้องการข้าวสาลีนั้นแลคือข้อแตกต่างที่สำคัญ

    การข่มขู่อีรัก อิหร่าน อ้างว่าจะไปตรวจอาวุธสงครามที่ร้ายแรงของเขา ก็เพราะเขาไม่ลงให้ ทีตัวมีอาวุธสงครามที่ร้ายแรงกว่าพวกนั้น อีกเท่าไรต่อเท่าไร ทำไมไม่ยอมให้ใครๆ มาตรวจสอบคลังอาวุธลับของตนเองบ้างเล่า

    การโกงกินในสมัยโบราณก็เลวร้ายปานๆกัน เป็นแต่สมัยนั้นยังไม่มีอาวุธเลวร้ายเท่าสมัยนี้ พร้อมกันนั้น สหรัฐก็ไม่มีนักการเมืองที่มีคุณธรรมและความสามารถถึงระดับซิเซโรเอาเลย ตั้งแต่เกิดประเทศนี้มากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว แต่สองร้อยปีก็เป็นเวลาอันสั้น แม้กระนั้น ก็ยังมองไม่เห็นเลยว่าการศึกษาอย่างของสหรัฐ จะก่อให้เกิดมนุษย์ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมและการเมืองถึงขั้นที่เป็นชั้นนำได้อย่างไร ก็ได้แต่ขั้นกึ่งดิบกึ่งดีเท่านั้นเอง ได้คนอย่างวุฒิสมาชิกฟุลไบร์ นั่นก็ถือได้ว่าเยี่ยมแล้ว แต่จะเอาฟุลไบรท์ไปเทียบกับซิเซโรนั้น ห่างไกลกันนัก ดังจะเอาบุชไปเทียบกับนักการเมืองของกรุงโรมชั้นเลว ก็ยังทาบไม่ติดเอาเลยด้วยซ้ำ


    อ่านความคิดเห็นเก่าๆ กดเลือกได้ที่นี่ครับ  หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13|14|15|

    แขชนะ
    ร่วมแบ่งปัน6417 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

    จำไว้ตลอด

    ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
    ชื่อ / email:
    ข้อความ

    กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
    กรอกตัวอักษรตามภาพ
    ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
    ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
    ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
    ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
    ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม