วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 981,297 ตอบแล้ว: 1,629
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1487 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| -5- 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 438 11 ต.ค. 2552 (12:17)

สัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกันที่อาจารย์พิทยากล่าวถึง หมายถึงมีอวัยวะเพศทั้ง 2 เพศในตัวเดียวกันใช่ไหมคะ
คนที่มีเครื่องเพศทั้ง 2 เพศอยู่ในคนเดียวกันก็มี ซึ่งน่าจะมีจำนวนน้อยมาก
แต่ผู้ที่มีพฤติกรรมผิดเพี้ยนในปัจจุบันเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่น่าจะมีอวัยวะเพศเพียงเพศเดียว
แต่มีพฤติกรรมและความรู้สึกไม่ตรงกับเพศทางกายภาพที่ตนมีอยู่


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 439 11 ต.ค. 2552 (22:27)

เรื่องประหลาดสมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยยังมีอีกหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่ผมยังเล่าค้างไว้ในตอนต้นๆนั้นคือเรื่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ในตอนต้นๆนั้นผมเคยเล่าเรื่องผีถ้วยแก้วให้ฟังแล้ว แต่ตอนนี้จะเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่ประหลาดและผมยังหาคำตอบไม่ได้แม้ในปัจจุบัน


ผมมีเพื่อนอยู่ 3 คนคือ เอ็งฮี้ (หมอ)ยศอนันต์ และ ซุ่ยขี่ แซ่เหลี่ยง เราเริ่มสนใจและเรียนวิชา "ไสยศาสตร์" จากเพื่อนนักเรียนรุ่นพี่โรงเรียนอื่นอีก 2 คน มีการฝึกปรือคาถาอาคมต่างๆอยู่นาน รวมทั้งเล่นเรื่องผีสางนางไม้ ผีถ้วยแก้ว เราฝึกกันอยู่หลายเดือน ก็ถึงระดับที่ในวงการเรียกว่า "เลยระดับเทวดา"ขึ้นมาแล้ว


รุ่นพี่ได้สอนอาวุธประจำตัวที่ได้ปลุกเสกขึ้นมา คือ "ใบไม้" และ "เข็ม" หากมีภัยจะมาถึงตัวก็ให้เสก "ของ" นี้เข้าไปในตัวศัตรู ผมได้รับมอบ "เข็มปลุกเสก"มา 3 เล่ม ส่วยซุ่ยขีได้รับ "ใบไม้" ในการเสก"ของ"เข้าตัวใครยั้ย จะต้องมีท่าในการปล่อยด้วย ผมก็ฝึกอยู่นานพอควร


แต่ที่จริงๆแล้วยศอนันต์และผมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เราสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า การเล่น"ของ"นั้น อาจารย์บอกว่าจะต้องมีข้อห้ามหลายข้อ ข้อหนึ่งก็คือห้ามลอดราวตากผ้าที่ตากผ้านุ่งผ้าถุงผู้หญิง ไม่งั้น"ของ"จะเสื่อม  สมัยก่อนนี้ผมเล่นซุกซนกับอาจารย์นิรันดร์มาก มุดโน่นมุดนี่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากความสนุกแบบเด็กๆ อาจารย์ก็เลยบอกว่า "เข็ม"ที่ให้ผมมานั้นหนีกลับมาหาอาจารย์หมดแล้ว


มีอยู่วันหนึ่งพวกเราทั้ง 4 คนและเพื่อนรุ่นพี่อีก 2 คน นัดกันมาฝึกเพิ่มพลัง"ของ" เราลองปล่อยของด้วยท่าต่างๆขึ้นไปบนฟ้า และเฝ้าดูการเคลื่อนไหว ปรากฏว่าทุกคนที่มาฝึกวันนั้นสามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของ"ของปลุกเสก"ทุกคน ยกเว้นผมและยศอนันต์ ผมพยายามเพ่งกาะแสจิตอย่างไร ก็ยังไม่เห็น ก็เลยไม่คิดเอาดีทางนี้


ที่น่าแปลกคือ เพื่อนที่ชื่อ "ซุยขี่" เป็นคนขี้เล่นยวนๆกวนๆ ยศอนันต์บอกว่าหมั่นไส้ซุ่ยจะลองแกล้งสนุกๆ สักพักหนึ่งซุ่ยขี่มาบอกกับผมว่า ยศอนันต์มาแกล้ง เขาก็เลยปล่อย "ใบไม้"เข้าสะโพกยศอนันต์ให้เข็ด หลังพักเที่ยงค่อยถอนออก อีกสักครู่หนึ่งเห็นยศอนันต์เดินกระเผกมา บอกว่า ไปเล่นฟัดกับซุ่ยขี่มา ไม่รู้อีท่าไหนเจ็บสะโพกจี๊กขึ้นมาทันที อีกสักพักหนึ่งหลังเที่ยง ยศอนันต์ก็บอกว่าหายเจ็บแล้ว


ไสยศาสตร์จะมีจริงหรือไม่ผมก็ไม่ทราบชัด แต่เรื่องที่ผมเล่ามานี้ก็เป็นเรื่องจริงจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 440 13 ต.ค. 2552 (00:43)

หลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้ว ผมก็ยังคงเจอเรื่องประหลาดอยู่เสมอๆ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ก็เช่นกัน  เพื่อนสมาชิกอ่านแล้ว ก็ฟังหูไว้หูก็แล้วกัน เป็นเรื่องจริงที่เขียนในขณะที่ยังมีสติดีอยู่นะครับ..........


เรื่องเก่าแก่ที่ประหลาดที่อยากจะเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ประสบด้วยตัวเองที่ไม่สามารถอธิบายได้ ตอนที่เป็นนักเรียนมัธยมปลายผมเรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยและเป็นประธานชุมนุมวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการ ผมได้เชิญอาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มาบรรยายเกี่ยวกับ “จิต-สมาธิ” รู้สึกทึ่งมากที่ท่านอาศัยการนั่งสมาธิช่วยในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน นอกจากนั้นตอนหลังผมยังทราบว่าท่านใช้การนั่งสมาธิช่วยมองเห็นภาพในการออกแบบระบบไมโครเวฟสำหรับยานที่ร่อนลงบนดาวอังคารให้แก่องค์การ NASA หลังจากนั้นผมก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับ “จิต-สมาธิ”


พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งรถเมล์ไปเรียนและพยายยามทำจิตให้ว่างขณะนั่งรถ ไม่คิดถึงเรื่องอะไร อยู่ๆก็มีความรู้สึกว่า อีกไม่กี่ป้ายรถเมล์ข้างหน้าผมจะต้องเจอเพื่อนคนหนึ่งเดินขึ้นมา และแล้วพอรถเมล์ถึงป้ายนั้นเพื่อนคนนี้ก็ขึ้นมาจริงๆ และเป็นอย่างนี้บ่อยๆกับรถเมล์คันอื่นและเพื่อนคนอื่นๆ แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่า เราจะรับรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้เมื่อไร บางครั้งที่มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนนั่งจ้องมองเราอยู่ข้างหลัง ผมพยายามสงบจิตให้นิ่งแล้วเพ่งดูว่าคนๆนั้นคือใคร พอหันไปก็เป็นคนๆนั้นจริงๆ ยากที่จะอธิบายได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้


บางครั้งมีความรู้สึกว่านึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้พบปะกันมานานกว่า 10 ปี และแล้วอีก 2-3 วันก็ได้เจอเพื่อนหรือคนๆนี้ เหตุการณืนี้ก็เกิดบ่อยเหมือนกัน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะรับรู้เรื่องนี้เมื่อไร มันจะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นช่วงที่ ”ประตูแห่งการรับรู้เปิดออก” เมื่อสภาวะจิตเหมาะสม


มีอยู่ครั้งหนึ่งก็ฝันถึงเพื่อนคนหนึ่งที่รักกันมาก ไม่ได้พบกันมานานกว่า 20 ปี คืนนั้นฝันถึงเพื่อนคนนี้ตลอดคืน พอรุ่งเช้าพยายามสอบถามหาเพื่อนคนนี้ ปรากฏว่า คืนนั้นเพื่อนคนนี้ถูกแทงตาย การฝันแบบนี้ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง สมัยที่ผมเรียนหนังสือที่จุฬา ผมทำงานหาเงินเรียนและทำงานไปด้วย(เราควรทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนนักศึกษาในต่างประเทศ ทำให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับการรับผิดชอบตัวเอง ดีกว่าเพื่อนๆที่พอตกเย็นก็ไปรวมหัวกันกินเหล้าที่สามย่าน) ได้อาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ ที่ภาควิชาฟิสิกส์ช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง มีความผูกพันกับอาจารย์มาก


พอผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่เบอร์ลิน มีอยู่วันหนึ่ง ผมฝันถึงอาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ทั้งคืนเลย พอตื่นขึ้นมาพ่อผมส่งข่าวมาว่า อาจารย์ประยูรเสียชีวิตแล้วจากอุบัติเหตุที่ถนนบางนา-ตราด ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆและญาติหลายคนฟัง แต่ละคนบอกแบบตลกๆว่า พยายามอย่าให้ผมฝันถึงเขามากนัก หรือบางคนบอกว่าอยากให้ช่วยฝันเป็นตัวเลขให้ด้วย แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบแล้ว มันจะเกิดขึ้นเมื่อไรผมบอกไม่ได้ แต่มันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ


มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง ผมเดินสวนทางกับพนักงานธุรการในที่ทำงานเก่า ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่า เธอเพิ่งจะแต่งงานมาใหม่ๆ พอคล้อยหลังไปไม่ถึง 1 นาที ก็ได้ยินคนในห้องธุรการพูดว่า “เมื่อวานนี้เธอไปแต่งงานทำไมไม่บอกพวกเราเลย” ผมถึงขนาดขนลุกเลยครับว่า มันมาได้อย่างไร ผมอยากให้ผมกำหนดรับรู้ได้จังว่าเมื่อไรจะรับรู้ได้ แต่ก็กำหนดไม่ได้


เมื่อผมจบปริญญาโทใหม่ๆ และเริ่มทำงานสอนหนังสือ มีอยู่วันหนึ่งผมเดินกลับบ้านแถวๆสะพานพระรามหก ผมเห็นวัตถุประหลาดสีส้มรูปร่างคล้ายซิการ์เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ขนาดปรากฏราวๆเส้นผ่าศูนย์กลางของดวงจันทร์ อยู่สูงจากพื้นดินด้วยมุมเงยราว 14 องศา จากการสังเกตเทียบกับดาวเหนือที่อยู่บริเวณใกล้เคียง (ซึ่งเป็นตำแหน่งเส้นรุ้งของกรุงเทพมหานครคือ 14 องศา) แสงที่เห็นเป็นสีส้มนวลไม่ใช่แสงจ้าแบบแสงจากเครื่องบิน และไม่กระพริบ มันเคลื่อนที่เร็วแล้วหักฉากอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็ลับหายไป ผมพยายามใช้หลักการทางฟิสิกส์ต่างๆมาอธิบายลักษณะและการเคลื่อนที่ของมันแล้ว ก็ไม่สามารถอธิบายได้ การที่มันเคลื่อนที่หักฉากได้ ตามกฏของนิวตันแล้วต้องใช้แรงเป็นอนันต์ (Infinity)จึงจะทำได้ ผมไม่สามารถ Identify มันได้จริงๆครับ จึงขอเรียกมันว่า วัตถุบินได้ที่ไม่สามารถIdentify หรือ Un-identify Flying Object (UFO) เหมือนคนอื่นๆก็แล้วกัน


ผมได้มีโอกาสพบอาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสายฯ อีกครั้งหนึ่งในงานชุมนุนศิษย์เก่า Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ผมได้เล่าประสบการณ์นี้ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ได้แต่ยิ้มแล้วชวนไปนั่งคุยด้วยตั้งนาน อาจารย์เล่าว่าเห็นแบบนี้มาสิบกว่าครั้งแล้ว และยังสามารถสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง โดยอาศัยจิตเป็นตัวกำหนด ผมเองก็ไม่ได้ฝึกจิตหรือนั่งสมาธิอะไรมากมาย เพียงแต่พยายามฝึกเฝ้ามองตัวเองให้มีสมาธิกำหนดลมหายใจเข้า-ออกอยู่เสมอเท่านั้นเอง
ยังมีเรื่องแปลกที่ผมสังเกตเห็นคือ ถ้ามีอาการเจ็บปวดบริเวณใด จากบาดแผล หรือ ปวดฟัน ผมจะสงบจิตแล้วเพ่งไปที่นั้นและเฝ้าสังเกตมันสักครู่หนึ่ง ปรากฏว่าอาการปวดสามารถบรรเทาได้เหมือนกัน ถ้าผมมีอาการสะอึกเมื่อใด ผมจะสงบจิตแล้วเพ่งไปที่ใดที่หนึ่ง โดยปกติผมจะเพ่งไปที่กึ่งกลางของร่างกายคือบริเวณราวสะดือ ไม่ถึง 1 นาทีอาการสะอึกก็จะหายได้ เป็นเรื่องที่แปลกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ครับ ยิ่งแปลกไปกว่านั้นก็คือ ถ้าผมต้องการตื่นนอนกี่โมง คืนนั้นจะเพ่งสมาธิแล้วกำหนดเวลาตื่น ตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวตื่นได้ตามเวลาได้ ประหลาดมากครับ


เรื่องศูนย์กลางกายนี้มีเรื่องที่น่าพูดถึงคือรูปวาดของ ดาวินชี ที่มีชื่อเสียง เขาพบว่า ความยาวของช่วงแขนจากปลายนิ้วหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่งของแขนอีกข้างหนึ่ง จะมีขนาดเท่าส่วนสูงของคนๆนั้น ถ้าลากเส้นตรงจะได้รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ดังรูป และถ้ายกแขนขึ้นให้อยู่ในระดับเดียวกับส่วนสูง และกางขาออก ทุกจุดบนปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าจะเป็นทางเดินของวงกลมที่มีสะดือเป็นจุดศูนย์กลาง


อย่างไรก็ตามเรื่องที่ผมเล่ามานี้ เพื่อนสมาชิกฟังหูไว้หูก็แล้วกันนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 441 18 ต.ค. 2552 (00:40)

"ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" ดูเหมือนคำนี้จะใช้กันบ่อยในสังคมไทยเรา เมื่อเราได้พบเห็นสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้


อันที่จริงสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้นั้น อาจเป็นเพียงสิ่งที่มีในธรรมชาติอยู้แล้ว แต่เรายังค้นไม่พบที่และรวบรวมไว้เป็นทฤษฎีหรือหลักความจริง


เหมือนสมัยก่อนโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่ทำใหเผ้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก คนทั่วไปก็มักจะหาว่าเป็นเรื่องของผีสางเทวดา (แม้แต่ในเมืองไทยในปัจจุบัน หลายคนยังมีความเชื่อเช่นนั้น) จนต่อมาหลุยส์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ทีเรามองไม่เห็น ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ


อย่างไรก็ตาม คำว่า "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" เราก็ยังนิยมใช้กันอยู่ตราบเท่าที่เรายังอธิบายสิ่งที่เราคิดว่าประหลาดนั้นไม่ได้


มีการอบรมครูเกี่ยวกับวิชาดาราศาสตร์อยู่หลายครั้งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มีเพื่อนๆอาจารย์ที่นั่นเล่าให้ฟังว่า เมื่อมีการอบรมครูเรื่องดาราศาสตร์ กิจกรรมหลักที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือกิจกรรมดูดาวตอนกลางคืน ปัญหาการดูดาวของจังหวัดสงชลาก็คือฟ้ามักไม่ค่อยเปิด มักจะมีเมฆมาก ที่น่าสนใจคือ จะมีการเรี่ยไรเงินจากผู้ร่วมประชุมเพื่อนำไปซื้อของมา "บน" กรมหลวงชุมพรฯ เพื่อให้ท้องฟ้าเปิด จะได้ดูดาวกันได้ ที่น่าแปลกก็คือ บนทีไรก็มักจะได้ผลทุกที "เป็นเหตุผลที่น่าสนใจมากสำหรับการอบรมครูวิทยาศาสตร์"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 443 20 ต.ค. 2552 (23:28)

เมื่อพูดถึง "กรมหลวงชุมพรฯ" ทำให้นึกถึงเรื่องราวสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นยายผมชอบไปหาคนทรงเจ้าที่อยู่แถวๆตลาดพลู สมัยก่อนนั่งรถเมล์สีเขียวสาย 66 พอลงจากรถเมล์แล้วต้องเดินผ่านสวนที่ปลูกใบพลูเข้าไปอีกตั้งไกล ผมก็เพิ่งจะรู้ตอนนั้นว่า ชาวบ้านเขาเอา "อึ" คนมาทำเป็นปุ๋ยสำหรับรดต้นพลูที่ปลูกเป็นแถวเรียงราย บ้านคนทรงเป็นเรือนไม้สองชั้นอยู่ท่ามกลางสวน ชั้นบนของเรือนมีชั้นทำเป็นศาลสำหรับเซ่นไหว้ มีฉัตรสีเงินและสีทองประดับ ดูน่าเลื่อมใสมาก  คนทรงเป็นผู้หญิงแก่อายุราว 60 เศษๆ มักจะอัญเชิญกรมหลวงชุมพรมาเข้า พอทำพิธีได้สักระยะหนึ่ง ก็จะมีต้วสั่นและเปลี่ยนเสียงออกห้าวๆเป็นเสียงผู้ชาย บอกว่าเป็น "เสด็จพ่อ" กรมหลวงชุมพร สามาถสอบถามสารทุกข์สุกดิบได้


สมัยนั้นผมยังเป็นเด็ก ก็รู้สึกกลัวๆ พูดอะไรต้องระวังกลัวจะลบหู่ เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง  ยายผมเป็นคนโบราณเวลาพูดกับลูกหลานมักใช้คำโบราณแทนตัว เอ็ง-ข้า ยายเล่าว่าท่านเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนเสด็จเรียบเมือง ยายมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งมีบ้านอยู่ที่ตลาดพลูไม่ไกลจากบ้านคนทรงเท่าไร พี่ชายของยายมีอายุยืนมาก ตอนเสียท่านมีอายุ 106 ปี แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสถิติโลกอะไรกับเขาหรอกครับ เพราะสมัยก่อนไม่เหมือนยุคโลกาภิวัฒน์เหมือนสมัยนี้ 


การทรงเจ้าเข้าผีนั้นเป็นเรื่องที่แปลกและตื่นเต้นสำหรับผมมากในสมัยนั้น ทุกครั้งที่ยายจะไปหาคนทรงเจ้า ผมมักจะขอติดตามไปด้วยทุกครั้ง ผมกลัวว่ายายจะไม่ให้ไปด้วย จึงบอกว่าคิดถึง "เสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ"มาก อยากจะไปเข้าเฝ้าท่าน ขณะที่เจ้าเข้าแล้ว ยายก็บอกกับ "เสด็จพ่อ" ว่าผมคิดถึงท่านมาก อยากมาหา "เสด็จพ่อ" ก็เลยบอกด้วยเสียงอันดังพร้อมเสียงหัวเราะว่า "ข้ารู้แล้ว มันคิดถึงข้าเพราะว่า เมื่อชาติก่อน มันเป็นลิงที่ข้าเลี้ยงดูเอาไว้นั่นเอง"


นอกจากคนทรงจะทรง กรมหลวงชุมพรฯ แล้ว บางครั้งก็ทรงสมเด็จพระศรีสุริโยไทด้วย ตอนเจ้าเข้าจะมีลักษณะที่แตกต่างกันกับเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ คือเสียงจะเป็นเสียงผู้หญิง และมีท่านั่งที่เอียงไหล่ไปข้างหนึ่ง คือตามประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับถึงวีรกรรมของ สมเด็จพระศรีสุริโยไท ซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี จะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง เพื่อปกป้องพระราชสวามีไว้ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติ คือ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2092


จากสมัยเด็กที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไม่หายสงสัยมากว่า ถ้ามีคนทรงจำนวนมากทำพิธีเข้าทรงพร้อมๆกันแล้ว เจ้าทั้งหลายท่านจะแบ่งภาคไปเข้าทรงได้ทุกๆที่พร้อมกันได้อย่างไร หรือจะเป็นแบบวิชาการ.คอม ที่มีการแชร์ข้อมูลกลาง ใครเข้ามาอ่านกระทู้(ทรงเจ้า) ได้พร้อมๆกันโดยไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 444 21 ต.ค. 2552 (04:58)

เสียงผู้ชายที่อาจารย์ได้ยินจากหญิงที่เป็นร่างทรง เป็นเสียงแบบเสียงผู้ชายจริง ๆ
หรือเสียงหญิงดัดให้เป็นเสียงชายคะ
หรือเป็นเสียงจากเครื่องเสียงหรือจากทีมงานในที่กำบัง ซึ่งหญิงร่างทรงทำปากพูดแบบลิปซิงค์ (lip synchronization) ?

ไม่ได้ลบหลู่นะคะ เพียงแต่อยากทราบข้อเท็จจริง


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 445 21 ต.ค. 2552 (12:43)
เป็นเสียงของคนทรงที่ดัดเสียงเอาเองครับ ดูๆแล้วเหมือนเล่นละครหลอกคนที่หลงเชื่อแบบงมงาย แต่สมัยเด็ก เรายังเล็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรก็เลยกลัวครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 446 22 ต.ค. 2552 (11:50)

การมีอาชีพเป็นครูเดี๋ยวนี้ต่างจากสมัยก่อนมาก เมื่อก่อนสมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เราจะกลัวครูตีมาก ไม่กล้าทำผิด หรือประพฤติตัวไม่ดี เพราะครูสามารถตีนักเรียนได้ โดยไม่ผิดกฏหมาย ปกติเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น คิดอะไรยังไม่เป็นผู้ใหญ่ อาจทำสิ่งที่ผิดๆได้โดยไม่มีใครว่ากล่าวตักเตือน หากมีครูหรือพ่อแม่คอยว่ากล่าวตักเตือน ก็จะทำให้เด็กเป็นคนดีในสังคมได้ และถ้าหากสั่งสอนโดยการเฆี่ยนตีได้ด้วย เด็กก็จะยิ่งมีความกลัวต่อความผิด และเรียนรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ


แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ครูกลัวเด็ก หากทำโทษที่เด็กต้องเจ็บตัว ก็สามารถเอาผิดทางกฏหมายกับครูได้ และโดยเฉพาะพ่อแม่ของผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย จะขับรถหรูๆ ราคาแพงเข้ามาข่มขู่ครูกันถึงโรงเรียนเลยทีเดียว (เล่าจากประสบการณ์จริงนะครับ)


ครูที่ดีเดี๋ยวนี้ดูจะมีลดน้อยถอยลงไปมากแล้ว ครูที่ดีนอกจากจะให้ความรู้กับนักเรียนแล้ว ยังจะต้องใส่ใจในความทุข์-สุขของเด็กด้วย ต้องสังเกตหน้าตาและอาการของเด็กที่ผิดไปจากปกติด้วย มีอยู่บ่อยๆที่เราได้เห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเด็กฆ่าตัวตายเพราะหนีปัญหาทางบ้าน เดี๋ยวนี้ดีที่กระทรวงศึกษามีโครงการไปเยี่ยมเด็กนักเรียนที่บ้าน เพื่อนๆครูหลายคนเล่าให้ฟังว่า เมื่อได้ไปเยี่ยมนักเรียนแล้ว แทบร้องไห้ เพราะนึไม่ถึงเลยว่าชีวิตของนักเรียนจะลำบากยากเข็ญเพียงนี้ แล้วอย่างนี้เด็กจะมีใจเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร


ผมอาจเป็นคนสมัยโบราณที่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" แม้แต่เพื่อนๆฝรั่งของผมหลายคนก็ยังเห็นด้วยกับคำของเขาที่ว่า Spare the rod, spoil the child ซึ่งตัดมาจากส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่มีความหมายเหมือนกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 447 23 ต.ค. 2552 (04:21)

สมัยที่ผมเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจอย่างมาก ไม่มีครูคนไหนที่โรงเรียนจะมาล่วงรู้ความในใจของผม เพราะผมไม่รู้จะไปเล่าให้ใครฟัง เพราะแม้แต่พ่อ แม่ พี่ และคนในครอบครัวของผมก็ยังกลุมไม่แพ้กันเลย


วันหนึ่งพ่อมาบอกผมว่า แม่จะไม่อยู่บ้านหลายวันเพราะต้องไปนอนที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนักเพราะมีพ่อคอยดูแลแทนแม่ กลับสนุกเสียด้วยซ้ำเพราะ พ่อพาไปเยี่ยมแม่ เหมือนไปเที่ยวโดยนั่งเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของบริษัทสุภัทรา จากท่าพระจันทร์ไปยังท่าพรานนก หรือท่าเรือศิริราชโดยตรง แล้วแต่ว่าเรือลำไหนจะไปทางไหน เมื่อขึ้นจากท่าน้ำก็เดินไปอีกไม่ไกลเพราะห้องที่แม่พักอยู่ใกล้ๆถนน จำได้ว่าชื่อตึก ประยงค์ เล็ก ตั้งตรงจิตร ผมมาทราบภายหลังว่าคุณประยงค์ ตั้งตรงจิตรท่านสร้างกุศลไว้มาก โดยการบริจาคเงินช่วยเหลือคนอื่นๆมากมาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> http://www.yatrabaipo.com/content/frame.asp  )การได้มาที่โรงพยาบาลเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับผมมาก และยิ่งตื่นเต้นมากก็ตอนที่เดินผ่านศพของ"ซีอุย" ที่พ่อพาไปดู 


ซีอุย แซ่อึ้ง เป็นฆาตกรที่ฆ่าเด็กและนำตับมาต้นกินในช่วงปี พ.ศ. 2497-2501 โดยมีเด็กอย่างน้อย 6 คนที่ถูกนายซีอุยสังหาร ซีอุย เป็นชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามาในเมืองไทยและขึ้นฝั่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายซีอุยชอบจับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวรรฒณะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตรกรรมในจังหวัดระยอง ซึ่งสุดท้ายโดนจับขังคุกและยิงเป้าประหารชีวิต ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502







ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย" ดูเพิ่มเติมได้ที่ >>> http://happy.teenee.com/xfile/tamnan/103.html











เมื่อผมมาถึงห้องที่แม่พักฟื้น ผมก็ตกใจที่เห็นสายยางระโยงระยางเต็มไปหมดบนตัวแม่ มีสายน้ำเกลือฉีดเข้าที่แขนแม่ นอกจากนั้นยังมีสายยางออกมาจากจมูกแม่ด้วย แต่แม่ก็ยังยิ้มให้และยังมีอารมณ์ขันเหมือนเดิมเพราะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแม่ที่ยิ้มหัวเราะและไม่ค่อยเครียด แถมยังพูดตลกกับผมอีกว่าเดี๋ยวนี้แม่เป็นช้างแล้ว เพราะมีงวงออกมาด้วย


มีคนมาเยี่ยมแม่มากมาย แต่ละคนก็ล้วนเอาผลไม้กระเช้าใหญ่ๆมาให้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก แอปเปิ้ล องุ่น และลูกแพร์ สมัยก่อนนี้ผลไม้พวกนี้หากินได้ไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ เพราะมันมีราคาแพงมาก เวลาจะกินแต่ละครั้งต้องค่อยๆกินเพราะมันแพง กลัวหมดเร็ว แม่บอกว่าแม่ไม่สบายกินไม่ลง ให้ผมเอาไปกิน ผมชอบมาเยี่ยมแม่มากเพราะได้กินผลไม้แพงๆตามประสาเด็ก หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว แม่ก็มาพักฟื้นที่บ้าน แม่ผอมลงไปมาก เสื้อผ้าสวมใส่ไม่ได้เลย น้าของผมชวนผมไปซื้อผ้าที่ร้ายคิคูยาแถวๆราชวงค์มาตัดเสื้อให้แม่ใหม่ทั้งหมด หลังจากแม่ออกจากโรงพยาบาลไม่นานแม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก และเข้าๆออกๆอีกหลายครั้ง ตอนหลังๆแม่เรียกผมไปสอนหลายเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของร่างกาย แม่เอารอยแผลผ่าตัดมาให้ดูรวมทั้งสิ้น ผ่าตัด 8 ครั้ง แลดูน่ากลัวมาก แต่แม่ก็ยังพูดโดยมีอารมณ์ขันแบบตลกไม่ให้ผมกลัวว่า เมื่อชาติก่อนนี้แม่เกิดเป็นคนขายหมู ชาตินี้ก็เลยต้องมาชดใช้กรรมต้องถูกเฉือนจนพรุนไปหมด


อยู่มาวันหนึ่งแม่เอาของอย่างหนึ่งมาให้ดู มีลักษณะคล้ายเหรียญทองขนาดใหญ่ ทีแรกผมนึกว่าแม่จะเอาช็อคโกแล็ตมาให้กิน เพราะมีรูปร่างเหมือนห่อช็อคโกแล็ตสมัยก่อนเลย เดี่ยวนี้ก็ยังพอเห็นขายกันอยู่บ้าง แต่อันที่จริงแล้วมันคือ คอนดอม หรือ ถุงยางอนามัยนั่นเอง ผมรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาเลย และที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อนนี้ก็ไม่เห็นมีสอน ผมได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายเกี่ยวกับร่างกายคนเรา แม่เล่าว่าแม่เคยไปเป็นผู้ช่วยแพทย์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เลยเล่าประสบการณ์ต่างๆเกี่ยวกับร่างกายคนเรามาให้ฟัง


ในช่วงนั้นผมได้มีโอกาสไปที่โรงพยาบาลศิริราชบ่อยมาก นอกจากไปเยี่ยมแม่แล้ว ยังไปเยื่ยมญาติคนอื่นๆอีก ผมไปเยี่ยมลูกชายของคุณป้าผม ชื่อ "พี่อ๊อด" มานอนไม่สบายอยู่ที่ศิริราชเหมือนกัน ลูกสาวคุณป้าอีกคนหนึ่งชื่อ "จันทพงษ์ ประกอบผล" หรือที่เราเรียกกันในหมู่ญาติว่า "พี่แดง" เป็นพี่ของพี่อ๊อดเรียนหมออยู่ที่ศิริราชเหมือนกัน ตอนนั้นพี่อ๊อดเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่ศิริราช พี่แดงซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ ก็เอาตำรามากางอ่านให้ฟังว่า อาการของน้องชายเหมือนกับเป็นโรคๆหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่พอดี คือโรคลูคีเมีย หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็เลยโดนคุณป้าดุว่า ห้ามพูดอะไรเป็นลางค์ไม่ดี พี่แดงก็บอกว่าตามตำราว่าอย่างนั้นนี่นา พอผลการตรวจออกมาปรากฏว่าเป็นลูคีเมียจริงดังที่พี่แดงวินิจฉัย เราก็เลยรู้ว่าพี่แดงต้องเป็นหมอที่เก่งมากแน่ๆในอนาคต ต่อมาพี่แดงก็เรียนจบและเป็นอาจารย์หมอสอนอยู่ที่ศิริราชนั่นเอง และต่อมาก็ได้แต่งงานกับอาจารย์หมอที่ศิริราชเหมือนกัน พี่แดงก็เลยต้องเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น "จันทพงษ์ วะสี" ปัจจุบันพี่แดงก็เกษียณไปแล้ว (ผมเองก็ยังใกล้เกษียณอยู่แล้วเหมือนกัน) แต่ก็ยังช่วยอยู่ในแวดวงหมอๆเพราะตามอาจารย์ประเวศไปไหนๆเหมือนเดิม


คุณป้าสมนึก คุณแม่ของพี่แดงเล่าว่า ตอนสมัยที่พี่เขาเรียนหมอ พี่ได้แอบเอาห่ออะไรมาซุกไว้ไม่อยากให้แม่เห็น พอพี่แดงไม่อยู่ป้าสมนึกก็ย่องไปเอา "ห่อปริศนา" นั้นมาแกะดู คุณป้าสมนึกเล่าว่า พอเห็นของข้างในก็ตกใจลมแทบใส่ เพราะเป็น "ชิ้นส่วนของอาจารยฺใหญ่" ที่พี่แดงเอากลับมาศึกษาที่บ้าน คุณป้าต้องรีบเอาธูปมาจุดขอขมาแล้วห่อเก็บไว้อย่างดี


หลังจากที่ผมได้เข้าๆออกๆโดยไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลศิริราช ผมก็ได้รู้จักคำว่า "โรคมะเร็ง" ตอนหลังแม่จึงบอกกับผมว่า "แม่เป็นมะเร็งที่ลำไส้" หมอที่ทำการผ่าตัดให้แม่บอกว่า ทำใจให้ดีๆ อย่าเครียด อยากกินอะไรก็กิน อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถึง 3 ปี


นี่แหละครับที่ผมบอกในตอนต้นว่าผมมีเรื่องทุกข์ใจสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ยายผมก็มิได้รอช้า หมั่นไปหาคนทรงเพิ่อทำการสะดาะเคราะห์ ยืดอายุของแม่ออกไปตามความเชื่อของคนโบราณ ผมก็เลยต้องตามยายไปไหนต่อไหน เพราะไม่อยากให้แม่ตาย


แต่สำหรับตัวแม่เอง ก็ไม่เห็นท่านแสดงอาการว่าตื่นตระหนกตกใจอะไร แม่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส หัวเราะหยอกล้อกับผมด้วยอารมณ์ขันเหมือนเดิมทุกประการ แต่คนรอบข้างแม่สิครับ ทุกคนกลุ้มใจจะแย่อยู่แล้ว แม่เป็นคนมีอารมณ์ดีไม่เครียดอะไรเลย หากมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นในบ้าน แม่ก็มักจะพูดเล่นพูดล้อเปลี่ยนให้เป็นเรื่องสนุกสนานไป เพื่อนๆผมที่รู้จักแม่ก็จะรู้ดี มักจะได้มาเฮฮากับแม่เสมอ


จากวันที่หมอบอกกับแม่ว่า แม่จะมีอายุได้อีกเพียงไม่เกิน 3 ปีนั้น เวลาได้ล่วงเลยมาอีก 40 กว่าปี แม่ก็ยังมีชีวิตอยู่ คุณหมอทั้งหลายที่ได้รักษาโรคมะเร็งให้แม่ ท่านได้ตายจากไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว และในที่สุดแม่ผมท่านก็จากไปด้วยโรคชราตามอายุขัย ผมได้เรียนรู้จากแม่ในเรื่องกำลังใจ การคิดดี คิดชอบ และการดำรงชีวิตอย่างมีสติตลอดเวลา จะทำให้เรามีสุขได้ แม้ว่าความตายจะมาเยือนเมื่อไรก็ตาม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 448 23 ต.ค. 2552 (07:11)

วันนี้เป็นวันปิยมหาราช หน่วยงานต่างๆก็ไปวางพวงมาลาที่พระบรมรูปทรงม้ากันเป็นประจำทุกปี แม่เคยเล่าว่าสมัยทีเป็นนักเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวรนารถ แม่เคยได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักเรียนไปวางพวงมาลาเหมือนกัน หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อราว 70 ปีที่แล้วได้เคยถ่ายรูปแม่และลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แม่ตัดรูปนี้เก็บเอาไว้ ผมนึกขึ้นมาได้เลยขออนุญาตเอามาลงให้ดูกัน สอดคล้องกับวันปิยมหาราชในปีนี้ครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ ภาพนี้มีอายุราว 70 กว่าปีแล้วครับ
















แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 449 24 ต.ค. 2552 (13:27)

อันที่จริงในช่วงที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยนั้น ผมเรียนอย่างว้าวุ่นใจหลายเรื่อง จนต้องหากิจกรรมอย่างอื่นที่นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนในโรงเรียนมาทำให้ลืมๆ จึงทำให้ได้เรียนรู้กิจกรรมแปลกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ผมในอนาคตต่อมา

ช่วงปลายปีการศึกษาชั้น ป.6 พ่อและแม่ผมต้องย้ายไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ผมต้องไปอยู่กับน้า คิดถึงพ่อแม่มาก ต้องหาอะไรทำให้ลืมๆ ก็พอดีได้เพื่อนที่เล่นไสยศาสตร์ด้วยกัน และได้เพื่อนใหม่คือ สุชีพ ศิวเสน นักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากจังหวัดชัยภูมิ ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น ดีใจที่เพื่อนเก่าโทรศัพท์มาหาเมื่อไม่นานมานี้ เดี๋ยวนี้ เป็น นาวาอากาศโท สุชีพ ศิวเสน อยู่ที่ดอนเมือง

พ่อผมทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในเวียงจันทน์ ต่อมามีประกาศรับสมัครพนักงานที่บริษัท Air America ที่สนามบินเวียงจันทน์ ให้เงินเดือนและสวัสดิการดีมากๆ และต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ดี พ่อไปสมัครงานที่นั่นและได้รับการบรรจุเป็นหัวหน้างานเกี่ยวกับการคำนวณน้ำหนักสินค้าและพัสดุที่จะขึ้นเครื่องบิน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Load Master แรกๆผมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนหลังพ่อเล่าให้ฟังว่ามีการขนของแปลก เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ และบางที่ก็ขนหีบศพจำนวนมาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีสงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นหัวหน้าใหญ่ พ่อเล่าว่า บางทีสำนักงานของ Air America ในบางท้องที่ของลาวถูกถล่ม เจ้าหน้าที่ของ Air America ถูกยิงตายเรียบ ต้องขนศพกลับมา ผมฟังดูแล้วก็ยิ่งเป็นห่วงพ่อมาก ยิ่งอญุ่ห่างกันมากก็ยิ่งคิดถึง สมัยก่อนนี้การติดต่อสื่อสารยังไม่ไวเท่าเดี๋ยวนี้ เครื่องโทรสารก็ยังไม่มี อย่างเร็วสุดก็โทรเลข ยิ่งเป็นที่ลาวด้วยยิ่งลำบากมากครับ งานหลายอย่างที่นั่นพ่อบอกว่าต้องทำเป็นความลับ จะลับมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับของเจ้าหน้าที่

ตอนนั้นผมเป็นเด็ก ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร แต่ตอนหลังมาทราบว่า Air America เป็นชื่อเรียกสายการบินที่ตั้งขึ้นมาอย่างลับ ๆ โดยหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐหรือซี.ไอ.เอ. และในขณะเดียวกันก็เป็นสายการบินขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน มีเรื่องราวที่น่าสนใจจนถูกนำมาเขียนเป็นหนังสืขายดี โดยChristopher Robbins และทำเป็นภาพยนต์เมื่อปี 2533 แสดงโดย Mel Gibson ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>>> http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5376167&Ntype=11

เป็นหนังที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อฉีกหน้ากาก CIA ในลาวอย่างมีอารมณ์ขัน มาดูเดี๋ยวนี้ ก็เข้าใจมากขึ้น เพราะได้รับข้อมูลจากพ่อด้วยอีกทางหนึ่ง และพอปิดเทอมก็ไปอยู่กับพ่อแม่ที่เวียงจันทน์ และไปหาพ่อที่ทำงาน Air America บ่อยๆ ได้เห็นบรรยายกาศจริงในสมัยนั้นด้วย








แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 450 24 ต.ค. 2552 (14:03)
ชีวิตของอาจารย์มีประสบการณ์หลากหลายตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันเลยนะคะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 451 24 ต.ค. 2552 (20:15)

ที่เล่ามานี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยครับ ยังมีสมัยมัธยม มหาวิทยาลัย เรียนในต่างประเทศ และประสบการณ์ทำงานที่ตื่นเต้นกว่านี้อีกมากครับที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ที่ไม่สามาถเล่าให้ใครฟัง และที่อาจมีคนไม่อยากฟังก็ได้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 452 25 ต.ค. 2552 (22:14)

สิ่งที่ทำให้ผมซาบซึ้งในบทเรียนในการเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยอย่างหนึ่งก็คือการไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ผมรู้สึกมีความสุขมากที่พ่อแม่พาพวกเราไปต่างจังหวัดใกล้ๆในช่วงวันหยุด เช่น อยุธยา สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น

ผมชอบไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาในปัจจุบัน http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=478 หากใครมีโอกาสน่าจะได้พาลูกหลานไปเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทยในช่วงอยุธยาเป็นราชธานี


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 453 28 ต.ค. 2552 (03:57)

 



 


ระหว่างทางที่ไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือต่อไปยังสระบุรีสมัยนั้น
ข้างทางจะมีแผงขายสิ่งของสิ่งหนึ่งที่ผู้มักจะซื้อเป็นของฝากกัน ดังรูป
เป็นของที่ผมชอบกินมากสมัยเด็ก แต่เดี๋ยวนี้หากินยากมากจริงๆ
ถ้าไปในสมัยนี้แทนที่จะพบกับสิ่งนี้ กลับพบกับแผงขายน้ำตาลสายไหมแทนครับ


ใครทราบบ้างว่าสิ่งที่เห็นนี้คืออะไร


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 454 28 ต.ค. 2552 (09:32)

อาจารย์ถามจริงๆหรือลองภูมิ

กระจับครับ แต่ไม่ใช่ที่นักมวยใช้ (อย่างหลังกินไม่ได้) ดูเหมือนจะขึ้นในน้ำที่ไม่เชี่ยว ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Water caltrop ชื่อวิทยาศาสตร์ Trapa bicornis� บางคนเรียก water chestnut แต่ผมว่าไม่ถูก (หมายถึง แห้ว มากกว่า)

จำได้ว่ากินสนุกดี�มันๆดี ไม่มีรสชาติอะไรเท่าไหร่ แต่สมัยเด็กอะไรใส่ปากเคี้ยวได้ก็อร่อย� น้อยลงเพราะน้ำสะอาดหายากหรือเปล่าไม่แน่

สำหรับผู้ที่สนใจภาษาอังกฤษ คำว่า caltrop�หมายถึงอาวุธในสงครามสมัยโบราณที่มีการขี่ม้าไล่ ฝ่ายที่หนีจะโรยเหล็กงอมีปลายแหลมสี่ปลาย ไม่ว่าลงท่าไหนก็มีปลายแหลมชี้ขึ้น ม้าเหยียบเข้าก็พิการ ไทยดูเหมือนจะเรียกว่า ล้มลุก ใช้แกล้งให้ยางแบน แต่สมัยนี้ไม่ค่อยสำเร็จเพราะไม่ใช้ยางในกันแล้ว เขาว่ากระจับอีกพันธุ์หนึ่ง (Trapa natans) ที่ขึ้นในประเทศอื่นหน้าตาเหมือนล้มลุกมากเพราะมีสี่เขา ของเราคล้ายหัวควายมากกว่า�


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 455 28 ต.ค. 2552 (09:59)

ขอบพระคุณ คุณอาหมอศานติมากครับที่เข้ามาให้ความรู้อย่างกระจ่างแจ้ง


ผมรู้จักกระจับดีครับ สมัยก่อนชอบกิน รู้สึกว่าอร่อยดี กินแล้วมันๆ อย่างที่คุณอาหมอว่านั่นแหละครับ สมัยเด็กกินอะไรมันก็อร่อยไปหมด กระจับเดี๋ยวนี้หายากครับ บังเอิญผมไปเจอแม่ค้าขายอยู่ริมทางที่นนทบุรี ก็เลยถ่ายรูปเอามาให้ดู แต่ที่ถามเพราะอยากรู้ว่า เผื่อมีเด็กแวะเข้ามาอ่าน เขาจะรู้จักบ้างหรือเปล่าเท่านั้นครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 456 28 ต.ค. 2552 (10:12)

จากกรุงเทพ ไป กาญจนบุรี ก่อนจะถึง อ.บ้านโป่ง...

จะผ่าน สามแยกกระจับ ซึ่งมีบึงกระจับ และวัดบึงกระจับ อยู่ไม่ไกล...

ทราบมาว่า เมื่อก่อนนี้ มีกระจับขึ้นอยู่ทั่วไป ในบึง แต่ปัจจุบัน ไม่มีแล้ว...


สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 457 28 ต.ค. 2552 (10:45)

ขอบคุณ คุณสิงมากครับที่แวะเข้ามาร่วมวง


ผมไปค้นดูเพิ่มเติมใน http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK24/chapter2/t24-2-l2.htm#sect4 ได้ความว่า


กระจับ (Trapa bicornis Osb. var. cochin chinensis Gliick ex Steenis)


กระจับเป็นไม้น้ำชนิดหนึ่งที่น่าสนใจมากเพราะผลมีรูปร่างประหลาด คล้ายหน้าควายที่มีเขาโค้ง ๒ เขา สีดำสนิท เมื่อกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งออก จะได้เนื้อในสีขาว มีแป้งมาก นำมาต้มให้สุกก่อนรับประทาน หรือต้มกับน้ำตาล แล้วรับประทานกับน้ำแข็งเป็นขนมอย่างหนึ่ง กระจับมีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี ๒ แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำ และพองเป็นกระเปาะตรงกลาง แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปพัด เวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ตามลำต้น ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก ดอกสีขาวมีกลีบ ๔ กลีบ บานอยู่เหนือน้ำ เมื่อติดผลแล้ว ก้านดอกจะงอกลับลงน้ำ และผลจะเจริญอยู่ใต้น้ำ ผลอ่อนสีม่วงอมแดงจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ส่วนที่เป็นเขาโค้ง ๒ เขานี้เจริญมาจากกลีบเลี้ยง กระจับมี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์เขาแหลม และพันธุ์เขาทู่ พันธุ์เขาแหลมมีรสชาติดี แต่ชาวบ้านนิยมปลูกพันธุ์เขาทู่มากกว่า
กระจับขยายพันธุ์ด้วยผลและไหล มีการปลูกตามคูคลองหนองบึงทั่วไปที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ ใช้เวลา ๕ - ๖ เดือน จะสามารถเก็บผลิตผลได้ ไม้น้ำชนิดนี้สวยงามแปลกตา ใบรูปคล้ายพัดแผ่รอบๆ ต้น ผิวด้านบนสีเขียวเป็นมันเงางาม ส่วนแผ่นใบด้านล่างมีสีม่วงแดง ปลูกประดับในสวนน้ำได้ดี
มีกระจับอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกประดับตามสวนน้ำเรียกว่า กระจับแก้ว หรือกระจับญี่ปุ่น (Ludwigia sedioides Hora) ลักษณะของต้นและใบจะคล้ายกัน แต่ขนาดเล็กกว่ามาก ใบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน กว้างยาวประมาณ ๑ ซม. ขอบใบและก้านใบเป็นสีแดง ดอกสีเหลืองสดมีกลีบ ๔ กลีบ ไม่ติดผล ขยายพันธุ์โดยใช้ไหล กระจับแก้วมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อน นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ จึงไม่ใช่กระจับที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทย



 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 458 29 ต.ค. 2552 (00:34)

เอารูปมาเปรียบเทียบให้ดูเพิ่มเติมครับ ระหว่างกระจับนักมวยและกระจับพืชน้ำ



 


 


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 459 29 ต.ค. 2552 (06:12)

สมัยเด็กเมื่อไปดูมวยกับพ่อ สังเกตุว่านักมวยไทยมักใช้เครื่องป้องกันที่ไม่ใช่กระจับ แต่เป็นคล้ายหมอนรูปสามเหลี่ยมอยู่นอกกางเกง ใครทราบชื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้บ้างครับ


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 460 29 ต.ค. 2552 (09:40)

เขาก็เรียกว่ากระจับนักมวยเหมือนกันไม่ใช่หรือครับอาหมอ



 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 461 30 ต.ค. 2552 (04:12)

ถึงกับ knit กระจับให้ คงต้องรักจริง  เกรงว่าจะบอบบางไปหน่อย คงทนโดนเตะไม่ได้ แต่น่าจะอุ่นดี

ชวนให้นึกถึง War Museum ของอังกฤษมีชุดเกราะ (armor) ของ เฮนรี่ ที่ ๘ แสดงอยู่ นอกจากจะเป็นเหล็กขัดจนดูคล้าย stainless steel เลี่ยมด้วยทองแล้วตรงส่วนที่ทำหน้าที่เหมือนกระจับยังขนาดชวนพิศวง ไม่ทราบว่าจำเป็นต้องถึงขนาดนั้น หรือ ทำไว้เพือข่มขวัญศัตรู


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 462 30 ต.ค. 2552 (08:03)

แบบนี้ใช่ไหมครับที่อาหมอศานติหมายถึง ผมว่าเราเอากาน้ำชาที่ชำรุดแล้วมาตัดดัดแปลงดูก็น่าจะประหยัดดีครับ



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 463 30 ต.ค. 2552 (09:12)

แปลกดีครับ ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่าทางสดวกดี เสียตรงที่เล็งไม่ได้ กับถ้ากินยาบางอย่างห้ามใช้


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 464 15 พ.ย. 2552 (01:58)

เมื่อเร็วๆนี้ผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่เชียงใหม่ ข้างๆโรงแรมมีตลาดเล็กๆแต่มีผู้คนหนาแน่น เห็นแม่ค้าทำหวานเย็นขาย มีกระบอกใส่น้ำหวาน ข้างใต้มีน้ำแข็งผสมเกลือ ที่ทำให้อุณหภูมิต่ำกว่า ศูนย์องศาเซลเซียส แม่ค้าหมุนถังน้ำหวานไปมาสักพักใหญ่ๆก็กลายเป็นไอศกรีมแท่งหรือหวานเย็นแบบสมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย หวานเย็นจะถูกนำใส่ตะกร้าหวายใส่กระติก Thermos ที่ใช้เก็บความเย็นให้หวานเย็น




 


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 465 16 พ.ย. 2552 (10:44)

สมัยก่อนนี้พ่อกับแม่ผมชอบดูหนัง ผมก็เลยได้ไปดูด้วยประจำ หนังสมัยก่อนที่พ่อแม่ดูมักจะเป็นพวกหนังเพลง หนังที่ได้รับรางวัลหรือหนังลูกทุ่งตะวันตก



พูดถึงหนังลูกทุ่งตะวันตกสมัยนั้น จำได้ว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่มีเพลงไพเราะอยู่เพลงหนึ่ง ปัจจุบันนหาฟังยากมาก หนังเรื่องนั้นคือ SHANE



Shane (film) - Wikipedia, the free encyclopedia



นำแสดงโดย Alan Ladd, Jack Palance, Van Heflin, Jean McArthur และไอ้หนู Brandon de Wilde


เพลงที่ว่านั้นคือ เพลง "The Call of The Faraway Hills"


 


Bloggang.com : naiberm : The call of the faraway hills


Music: Victor Young
Lyrics: Mack David


http://www.pantown.com/board.php?id=119&area=4&name=board3&topic=8&action=view



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 466 16 พ.ย. 2552 (15:26)

เดี๋ยวนี้เราก็พอจะหาซีดีหนังเก่าเรื่องนี้มาดูได้ไม่ยาก แต่เมื่อราว 25 ปีก่อนที่ซีดีรอมยังไม่เป็นที่รู้จัก เราก็หา Video เทปมาดูได้ยาก ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง SHANE นี้อีกครั้งทางโทรทัศน์ตอนไปเรียนหนังสือที่เบอร์ลิน และได้อัดเก็บไว้ดู ตอนนี้แปลงเป็น DVD เก็บไว้ดูวันหลัง จะได้ไม่ลืมภาษาเยอรมัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 467 16 พ.ย. 2552 (23:26)

หากจะพูดถึงหนังเพลงที่โด่งดังที่สุดในสมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ก็คงหนีไม่พ้นหนังเรื่อง The Sound of Music หรือ


มนต์รักเพลงสวรรค์ - วิกิพีเดีย


ตอนนั้นฉายที่โรงหนังกรุงเกษม ตั้งอยู่ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้ๆโรงเรียนวัดพลับพลาชัย
แต่ไปทางโรงเรียนสายปัญญา ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว
ผมจำได้ว่าฉายได้นานอยู่ถึง 6 เืดือน
ปัจจุบันเพลงในหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่นิยม เรายังคงได้ยินอยู่เสมอๆ
และมีผู้นำมาประสานเสียงและขับร้องใหม่ก็ไม่น้อย


ลองชม Video บางตอนของหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ


ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ sound of music


โรงหนังกรุงเกษม
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/667/7667/images/theatre2/krugkasem.gif













 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 468 17 พ.ย. 2552 (10:57)

ผมจำได้ว่าก่อนที่จะมีการฉายหนังเรื่อง The sound of Music นี้ทางโรงหนังกรุงเกษมมีการปรับปรุงจอใหม่ให้มีขนาดใหญ่และโค้ง ออกโฆษณาทางโทรทัศน์ (สมัยก่อนใช้คำว่า "โทรภาพ")อยู่หลายวัน


ท่านที่ชอบเพลงประทับใจในอดีต ลองเข้ามาที่นี่สิครับ >>>



พิมพ์หน้านี้ - Impressive Songs : เพลงประทับใจ 3




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 469 19 พ.ย. 2552 (02:48)


ถัดจากโรงหนังกรุงเกษมมาทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัยไม่ไกลนัก จะมีโรงเลื่อยไม้เป็นห้องแถวหลายคูหา เป็นบ้านของเพื่อนรักของผมอีกคนหนึ่ง ชื่อ "มานะ สิทธิกรกุล" เป็นเพื่อนที่สุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะ เป็นคนมีน้ำใจ และที่สำคัญคือ ถ่อมตัว เรารู้จักกันชั้น ป.5 พอ ป.6 ก็แยกไปคนละห้อง มานะเรียนเก่งมากย้ายไปอยู่ห้อง King ส่วนผมเรียนห่วยมากย้ายไปอยู่ชั้น ป.6/16 เกือบบ๊วย วันเสาร์-อาทิตย์ผมเคยไปเล่นที่บ้านของมานะหลายครั้ง แต่ตอนหลังๆไม่ค่อยได้ไปเพราะที่บ้านของมานะเป็นโรงเลื่อย จะมีฝุ่นที่เกิดจากการเลื่อยไม้มาก ผมจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ผมชอบคุยกับมานะเพราะรู้สึกว่าเป็นเพื่อนที่ดี สบายใจ จำได้ว่าเราซื้อมะนาวหวานยี่ห้อ Tasty มากินกัน รู้สึกอร่อยมาก ผมติดใจมาจนทุกวันนี้ บริษัทนี้ก็ยังผลิตขายอยู่ ทนทานเหลือเกิน แต่หาซื้อยากมาก เห็นมีขายที่มาบุญครองแห่งเดียว


 




สมัยนั้นมีหนังตลกที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากเรื่องหนึ่งชื่อ "เปเป้"  Pepe (film) - Wikipedia, the free encyclopedia   นักเรียนวัดพลับพลาชัยไปดูกันเยอะ เป็นเรื่องตลกเสียดสีสังคม ตอนหลังหนังเรื่องนี้ถูกวิพากย์วิวารณ์กันมาก จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนักในอเมริกา แต่ตอนเราเป็นเด็กรู้สึกว่าสนุกและตลกมาก พระเอกที่แสดงเป็นคนเม็กซิกัน เพื่อนๆหลายคนบอกว่าหน้าตาละม้ายคล้าย "มานะ" มาก อีกทั้งท่าทางก็มีเค้าเหมือนมานะ เพื่อนๆจึงตั้งชื่อเล่นให้มานะเสียใหม่ว่า "เปเป้"





 


 


 


 


 


 


 


หลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้ว เวลาล่วงเลยมากว่า 40 ปี ผมไม่เคยพบกับมานะอีกเลย ลองเข้าไปค้นหาดูจากอินเตอร์เน็ตก็พอจะพบครับ เลยเอารูปของมานะสมัยก่อนกับปัจจุบันมาให้ดู ช่วงเวลาต่างกัน 40 กว่าปี ถ้าไปเจอกันตามถนนคนจำกันไม่ได้แน่ครับ



 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 470 20 พ.ย. 2552 (01:17)


สมัยก่อนนี้แถวๆโรงเรียนวัดพลับพลาชัยจะมีโรงหนังเยอะ ตอนหลังเมื่อยุค Video เข้ามาโรงหนังจำนวนมากก็ปิดกิจการไป ตอนผมเรียนชั้น ป.7 เป็นพี่ใหญ่ของโรงเรียน เรียกว่าเริ่มจะเป็นหนุ่มแล้ว ผมมีเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันตอน ป.7 อยู่ 2 คน คือ วีระ พงษ์หลั่น กับ อุษณา ศรีสุขสวัสดิ์ หลังเลิกเรียนบางทีเรายังไม่กลับบ้าน แต่แวะไปดูหนังก่อน สมัยก่อนนี้มีโรงหนังชั้น 2 อยู่โรงหนึ่งแถวๆเยาวราช ปัจจุบัน้ลิกกิจการไปแล้ว ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรม China Princess ในปัจจับัน เป็นโรงหนังที่ฉายหนังจากประเทศญี่ปุ่นของบริษัทโตเอะ ท่านคงทราบดีว่า โรงหนังชั้น 2 นั้นเขาจะฉายหนังวน เราจะเข้าดูตอนไหนก้ได้ เดี๋ยวก็วนมาฉายอีก เรา 3 คน ไปดูราว 2-3 ครั้ง ผมจำได้ครั้งหนึ่งเป็นหนังเชิงวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นญี่ปุ่น เรื่อง "มนุษย์แก๊ส" พอหนังเลิกก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน จำได้ว่าวีระต้องนั่งรถเมล์ต่อไปฝั่งธนบุรี น่าจะแถวๆพรานนก ส่วนอุษณาเดินกลับพร้อมผม เพราะบ้านอยู่ใกล้กันแถวๆถนนบำรุงเมือง



 


 


 


 




 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 471 20 พ.ย. 2552 (11:37)

เพื่อนเก่าๆหลายคนที่ผมรู้จักสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลไปเยอะ ดูเหมือนไม่รู้จักกัน แต่พอไล่เรียงก็พบว่าเป็นเพื่อนเราเอง แม้แต่ พิชัย เมธารักษ์ชีพ ที่กล่าวถึงในตอนต้นก็เปลี่ยนชื่อ หมอยศอนันต์เปลี่ยนนามสกุลไปตั้ง 3-4 ครั้ง จนทีแรกนึกว่าไม่ใช่เพื่อนผม


ช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อจากชื่อออกไปทางภาษาจีนมาเป็นชื่อไทยกันมาก เห็นจะเป็นช่วงชั้น ป.7 และแต่ละคนก็มีวิธีการตั้งชื่อและนามสกุลไปต่างๆนา บางคนก็ให้พระตั้งให้ บางคนก็เอาความหมายในภาษาจีนมาเปลี่ยนเป็นชื่อไทยที่มีความหมายเหมือน หรือใกล้เคียงกัน บางที่เวลาพบกันเราเรียกชื่อเดิมของเพื่อน บางคนก็ไม่ว่าอะไร บางคนบอกว่าไม่อยากให้เรียกอีก


วีระ พงษ์หลั่น ที่กล่าวถึงในกระทู้ข้างบนนี้ เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของผม สุภาพอ่อนน้้อม มีความรับผิดชอบสูง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมาก สมัยที่รู้จักกันครั้งแรกตอน ป.5 วีระยังมีชื่อจีนว่า "โป๊ะหยี่" แต่ตอนป.7 เปลี่ยนเป็น วีระ ส่วนนามสกุลนั้น ก็ใช้วิธีให้เป็นศิริมงคลคือเอาชื่อส่วนของพ่อและของแม่มารวมกันเป็น "พงษ์หลั่น" ผมว่าเทห์ระเบิดเลยครับ ลูกหลานรุ่นหลังๆจะได้รู้ว่าตระกูลนี้มาจากบรรพบุรุษคนไหน ชื่ออะไร


ส่วน อุษณา นั้นเป็นชื่อตะกูลไทยแท้แต่โบราณ พูดถึงอุษณาทีไร ผมต้องพาลนึกถึง "อุศเรน" ทุกทีเลย เพราะตอนที่เรียนวรรณคดีไทยที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยในห้องเดียวกับอุษณา ครูกำลังสอนเรือ่งพระอภัยมณี มีตัวละครชื่อ 


อุศเร


ซึ่งเป็นโอสรกษัตริย์เมืองลังกา คู่หมั้นของนางสุวรรณมาลี


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 472 20 พ.ย. 2552 (16:17)

ถนนเยาวราชเป็นถนนที่มีชีวิตชีวามาแต่สมัยก่อน แม้ในปัจจุบันก็ยังคึกคักเหมือนเดิม เรื่องรถติด ไม่ต้องพูดถึง
เยาวราชนี้เป็นสุดยอด
จนมีผู้กล่าวว่าถ้าจะขับรถแน่จริงๆต้องมาขับที่เยาวราช
ใชัทั้งทักษะในการขับรถและความอดทน


ห่างจากโรงหนังที่ วีระ อุษณาและผมไปดูตอนเย็นหลังเลิกเรียนไปทางถนนเยาวราช
สมัยก่อนนั้นมีอาคาร 9 ชั้นที่สูงตระหง่าน เรียกได้ว่า
หรูหราและสูงที่สุดในประเทศไทยก็เห็นจะไม่ผิด รูปที่เห็น��


http://img530.imageshack.us/i/phrayasombatphaisan9su4.jpg/


เป็นรูปตึก 9
ชั้นที่กำลังก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2493 ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ก็น่าจะกล่าวว่า ตั้งแต่โรงหนังนิวโอเดี่ยนไปทางเยาวราชจนถึงพาหุรัด
สมัยก่อนคึกคักพอๆกับสยามสแควร์หรือมาบุญครองในปัจจุบัน
มีโรงหนังถึงต่างๆทั้งเล็กใหญ่ถึงเกือบ 10 โรง มีโรงงิ้ว 2 โรง และที่น่าสนใจสำหรับวัยรุ่นอย่างผมสมัยนั้นก็คือมีโรงระบำโป๊ "ไต้แป๊ะ"


ผมมีอาอยู่คนหนึ่งชือ "อาช้วน" เป็นน้องชายของพ่อที่พ่อให้มาทำหน้าที่คอยเลี้ยงดูผมเวลาพ่อแม่ไม่ว่าง อยู่มาวันหนึ่ง พ่อแม่มีธุระ ก็ฝากผมไว้กับอาช้วน ไม่รู้ว่าอานึกอย่างไร อยากดูระบำโป๊ขึ้นมา ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะพ่อสั่งให้เลี้ยงดูผม อาก็เลยพาไปดูระำบำโป๊แถวๆเยาวราชด้วยกัน แล้วสั่งว่าอย่าไปบอกพ่อแม่ จนถึงทุกวันนี้ผมก็ไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟังเลย ปัจจุบันทั้งอาและพ่อแแม่ผมก็ลาจากไปนานแล้ว พ่อแม่ก็ยังไม่รู้ว่าผมไปดูระบำโป๊กับอาช้วน


เรื่องเรียนหรือเรื่องอื่น ความจำผมไม่ค่อยดีเท่าไร แต่พอเรื่องระบำโป๊นี่ มันจำได้แม่นและติดตามาจนถึงทุกวันนี้ สมัยก่อนไม่ค่อยเข้มงวดอะไรเท่าไรกระมัง เด็กอย่างผมจึงเข้าไปดูระบำโป๊กับอาช้วนได้ จำได้ว่าวันหนึ่งมีแสดง 2 รอบ รอบกลางวันกับรอบกลางคืน แต่อาเลือกรอบกลางวัน ผมสังเกตดูเห็นมีแต่พวกตาแป๊ะมานั่งดู ฝรั่งต่างชาติก็พอมีให้เห็นบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นตาแป๊ะแก่มากกว่า การแสดงก็จะมีผู้หญิงออกมาเต้นๆตามจังหวะเพลงเป็นชุดๆ แต่ละชุดก็จะมีลีลาการเต้นและการแต่งกายที่แตกต่างกันไป แต่ทุกชุดจะต้องลงท้ายด้วยการเปิดเสื้อโชว์หน้าอกทุกครั้ง การโชว์หน้าอกส่วนใหญ่จะถอดเสื้อออกหมด แต่ยังนุ่งกางเกงในอย่างมิดชิด ไม่มีเสื้อยกทรง แต่มีการปิดตรงหัวนมด้วยแผ่นกั้นที่เป็นรูปดาว เหมือนเวลาที่เราดูรูปโป๊ในหนังสือพิมพ์แล้วเซ็นเซอร์โดยมีรูปดาว หรือกรอบสี่เหลี่ยมไปบังไว้ สรุปแล้ว ไม่มีการโชว์ส่วนที่หนุ่มๆและแก่ๆอยากเห็นเลยแม้แต่น้อย ผมนั่งอย่างตื่นเต้นตลอดเวลา กางเกงที่เคยสวมอย่างพอดีดูมันฟิตแน่นขึ้นมาอย่างไรก็บอกไม่ถูก ผมจำได้ว่าเขาไม่เรียกว่าโรงระบำโป๊ แต่มีชื่อเรียกว่า "โรงน้ำชาไต้แป๊ะ" ก็มีพวกผู้ชายทั้งหนุ่มและแก่มาแวะเวียนดื่มน้ำชาและดูระบำไปด้วย คนที่มาดื่มน้ำชา ก็มักจะเรียกสาวบริกรมานั่งด้วย ขณะที่ดื่มและคุยกับสาวๆ สังเกตเห็นว่าจะมีจานเม็ดกวยจี๊ หรือเมล็ดแตงโม กินแกล้มกับน้ำชาด้วย สวยๆบริกรเหล่านี้ผมเห็นว่าต้องฝึกมาอย่างดี มีการขบเมล็ดแตงโมอย่างคล่องแคล่วแล้วพ่นเข้าปากแขกหนุ่มๆและแก่ๆที่มาใช้บริการได้อย่างแม่นยำ พวกแขกที่มากินดูๆแล้วเหมือนพวกนกที่อ้าปากรอคอยอาหารหรือหนอนที่แม่นกกำลังจะป้อนให้ ผมเห็นแล้วน่าคลื่นไส้ ไม่เห็นจะน่าดูเลย แต่ระบำโป๊นั่นโอเคครับ น่าสนใจ












แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 473 20 พ.ย. 2552 (21:28)

อยากรู้ว่าเดิมอาจารย์แขชนะแซ่อะไร แล้วเปลี่ยนชื่อและนามสกุลกี่ครั้ง คงมีความเป็นมาที่น่าสนใจเช่นกัน


เด็กวังวัว47
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 474 21 พ.ย. 2552 (00:25)


ผมพยายามสืบเสาะหาข้อมูลบรรพบุรุษของผมดู
ที่ย้อนไปได้ไกลที่สุดก็ราวๆปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4
เท่านั้นเอง เริ่มต้นจาก คุณปู่ทวดและคุณย่าทวด
ที่เห็นอยู่ในรูปซึ่งเป็นคนไทย สมัยนั้นยังไม่มีนามสกุลครับ
ท่านทั้งสองมีบุตรและธิดารวมทั้งสิ้น 7 คน คนโตเป็นผู้ชาย
(ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 106 ปี ส่วนค่ณย่า คุณยายผมล้วนมีอายุถึง 80-90
ปี ทุกคน) คุณแม่ของพ่อผม(ย่าของผม)เป็นลูกสาวคนที่ 2 ของทวด
คุณแม่ของแม่ผม(ยายของผม)เป็นลูกสาวคนที่ 5
(ความจริงตามหลักของเมนเดลไม่ควรทำอย่างนี้)
นามสกุลเพิ่งจะมีเมื่อรัชกาลที่ 6 ตอนที่แม่ผมเกิด
ดังนั้นพ่อกับแม่ผมก็มีนามสกุลใช้แล้วครับ เวลาเรารวมญาติกันทำบุญวันสงกรานต์ โอโห! เยอะแยะไปหมด ผมลองๆนับลูกหลานเหลนของคุณทวดดูแล้ว น่าจะประมาณ 300-400 คนครับ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ


 


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


พอพ่อกับแม่แต่งงานกันเมื่อปี พ.ศ.2489
ผมลองเปิดดูสมุดอำนวยพรแต่งงานของท่านทั้งสอง
เห็นมีเพื่อนของพ่อกับแม่ชื่อ Gally เขียนคำอวยพรไว้ว่า

I wish you luck, I wish you joy,
I wish you first a baby boy.
And when his hair begin to curl,
I wish you then a baby girl.


ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามคำอวยพรครับ พี่คนโตของผมเป็นผู้หญิง
ผมยังมีพี่ชายอีก 1 คน ส่วนผมเป็นคนสุดท้องครับ
สมุดอำนวยพรเล่มนี้พ่อผมจดข้อมูลต่างๆของเราสามพี่น้องไว้อย่างละเอียด
ตั้งแต่ วัน เดือน ปีเกิด ทั้งสามคนเกิดข้างขึ้น เดือน 6 เหมือนกันหมด
เกิดที่บ้านเลขที่เท่าไร
สมัยนั้นเราเรียกพยาบาลผดุงครรภ์มาทำคลอดที่บ้านครับ เวลาตกฝากกี่โมง
กี่นาที เราได้ทราบจากข้อมูลที่พ่อบันทึกไว้ให้ครับ
เวลาฉลองวันเกิดก็มักจะฉลองใกล้หรือฉลองพร้อมกันที่เดียวเป็นประจำ


ตอบคำถามของคุณวังวัว 47 : ผมมีชื่อ-นามสกุลเดียวตั้งแต่เกิดครับ
ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยครับ พ่อเอาวันเกิดมาตั้งเป็นชือผม ถ้าเปลี่ยนชื่อ
กลัวว่าเดี๋ยวจะไม่ตรงกับวันเกิดสิครับ ส่วนแซ่นั้นผมไม่เคยใช้
จะใช้แส้ก็ตอนขี่ม้าเท่านั้นแหละครับ


ส่วนนามแฝง "แขชนะ" นั้น
ก็เอาชื่อจริงมาแปลให้มีความหมายตรงกันเท่านั้น ดังนั้นกล่าวได้ว่า
"แขชนะ" มีความหมายเดียวกับชื่อจริงครับ ไม่อยากให้ผิดไปจากที่พ่อตั้งไว้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 475 21 พ.ย. 2552 (10:00)

อ่านเรื่องราวที่อาจารย์เขียนก็เห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ที่เคยบอกว่าอยากเรียนทางด้านภาษา เพราะเขียนเรื่องราวได้สนุก น่าติดตาม ขออนุญาตรวมไปถึงอาจารย์ท่านอื่นหลายๆที่เขียนโต้ตอบกับอาจารย์ โดยเฉพาะเพื่อนสุดเลิฟของอาจารย์ (อ.นิรันดร์)


เด็กวังวัว47
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 476 21 พ.ย. 2552 (11:24)

ถ้าพูดถึงเรื่องระบำโป้ ทำให้คิดถึงความซุกซนในตอนเด็กๆ เพราะเคยไปดูเหมือนกัน เพียงแต่ได้ดูตอนที่สาวๆนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาเต้นโชว์ที่เวทีด้านนอก เพื่อเรียกแขก(ร่วมทั้งไทยและเทศ) เมื่อมีผู้ชมมาก สาวๆจะเต้นเข้าไปในส่วนที่มีผ้าม่าน ซึ่งต้องซื้อบัตรเข้าชม เราเด็กๆ เขาไม่ให้เข้า แม้มีเงินซื้อบัตร เลยไม่รู้ว่า ด้านในเขาโชว์อะไรกันบ้าง แต่โชว์ที่ว่านี้ทางบ้านเรา เขาเรียกว่า จ้ำบ่ะ
แต่ถ้าไปสั่ง จ้ำบ่ะในร้านอาหาร ที่ขอนแก่น
จะได้รับประทาน มันเชื่อม ขนมปังกรอบ ถั่วแดง ลูกชิด ที่มีน้ำแข็งบดราดด้วยกาแฟเย็นและนมข้น หรือ น้ำสีต่างๆตามชอบพร้อมราดด้วยนมข้น แต่ถ้าอยากรับประทาน จ้ำบ่ะที่สร้างสรรค์ต้องไปที่ จันทบุรี ลองดูตัวอย่างจากเวบข้างล่าง ถ้ามีโอกาสไปบางแสน(สาขา 2)เราจะไปชิมแน่ๆ

http://www.moohin.com/trips/chanthaburi/jb/


เด็กวังวัว47
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 477 21 พ.ย. 2552 (11:36)

ผมว่า google นี่ช่วยให้เราตามหาความหลังได้เยอะมาก ๆ เลยนะครับ
เพราะผมก็ตามหาเพื่อนเก่า ๆ ได้จาก google ก็หลายคนเหมือนกัน


weerawat80
ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 478 22 พ.ย. 2552 (03:43)


พูดถึงเรื่องระบำโป๊หรือเต้นจ้ำบ๊ะ มีอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟัง ผมมีเพื่อนรักอีกหนึ่งคนที่รู้จักมักคุ้นกันมาเกือบ 40 ปีแล้ว สมัยที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายครั้งที่เรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เพื่อนรักคนนี้มีชื่อว่า "อารักษ์ ศรีสกุลเตียว" เราเคยไปดูจ้ำบ๊ะด้วยกันที่ "งานย่าโมประจำปี"


รูปขวามือคือ อารักษ์ ถ่ายรูปร่วมกับ Christa ภริยาของผู้จัดการแผนก Electrochemistry ของบริษัทซีเมนส์ ในกรุงเบอร์บิน รูปนี้ถ่ายเมืื่่อปี 1989 ถึงตอนนี้ก็ยี่สิบปีพอดี อารักษ์เป็นนักธุรกิจใหญ่เจ้าของโรงงานชุบโลหะ และรับสร้างโรงงานต่างๆ ไปติดต่อธุรกิจที่เบอร์ลิน ช่วงนั้นผมกำลังสอบจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่มีการพังกำแพงเบอร์ลินและรวมเยอรมันตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน รูปซ้ายมือผมกำลังร่วมทำการทุบกำแพงเพื่อเอาชิ้นส่วนประวัติศาสตร์นี้ไปเป็นที่ระลึก


เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ.2513 ผมรู้จักอารักษ์ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย บ้านเราก็อยู่ใกล้กัน เวลาเรียนหนังสือแม้ว่าจะเรียนอยู่คนละห้องแต่เราก็ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันดูหนังสือช่วยกันติว ผลการเรียนของเราเรียกได้ว่าอยู่ในแนวหน้าของโรงเรียน เนื่องจากสมัยก่อนนี้ยังไม่ใช่สหศึกษา ราชสีมาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนชายประจำจังหวัด ในขณะที่โรงเรียนสุรนารีเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด ผมกับอารักษ์มีกิจกรรมแผลงๆเยอะมากโดยเฉพาะการแกล้งนักเรียนหญิง ตามแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่ตอนหลังเพื่อนนักเรียนหญิงเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนสนิทและรักษามิตรภาพยาวนานมาจนทุกวันนี้ บางคนเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐในขณะนี้ เนื่องจากเราเป็นนักเรียนที่เรียนดี ครูบาอาจารย์มักไม่ค่อยว่าอะไรมากนัก ครูก็มักให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษเพราะเราเป็นพวกนักเรียนที่ชอบทำกิจกรรมด้วย เวลาแกล้งครู ท่านก็จะไม่ว่าอะไร กลับชอบใจที่พวกเรามีความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ พวกเรารวมตัวกันตั้งชุมนุมวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน และคิดหาทางทำโครงงานวิทยาศาสตร์ส่งเข้าประกวด ช่วงที่เราเรียนชั้น ม.ศ.5 (เทียบเท่า ม.6 ในปัจจุบัน) ปีนั้นพวกเราราว 10 คนทำโครงงานส่งประกวดที่สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ เราได้รับรางวัลถึง 5 รางวัล เรียกว่าเป็นนักเรียนดังของโรงเรียนไปเลย 



หลังจากที่พวกเราได้รับรางวัลกลับมา ครูบาอาจารย์ก็ชื่นชมกันมาก มีอาจารย์สอนฟิสิกส์ท่านหนึ่ง ท่านก็เพิ่งจบมาใหม่ๆไฟแรง มาสอนเราอย่างสนุกสนาน บางทีท่านก็แกล้งทำเป็นไม่ค่อยรู้เรื่องหลอกให้เราไปศึกษาค้นคว้างานมาเล่าให้ฟัง (ปัจจุบันท่านจบปริญญาเอกจากเยอรมนี เป็นผู้อำนวยการสถาบันแห่งหนี่งในมหาวิทยาลับของรัฐ ผลิตบัณฑิตปริญญาโท ปริญญาเอกปีละหลายคน ท่านเกษียณอายุแล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยยังจ้างต่อ) เนื่องจากนิสัยที่ชอบทำอะไรแผลงๆแหวกแนวของพวกเรา เราจึงคิดออกอุบายแกล้งอาจารย์ท่านนี้


ช่วงที่มี "งานย่าโมประจำปี" ราวเดือนมีนาคม ก็เป็นงานสนุกๆคล้ายงานวัดนั่นเอง มีคนมาออกร้านรวงต่างๆมากมาย พวกเรามีหน้าที่เอาผลงานที่ได้รับรางวัลจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยมาโชว์ใรงานเพื่อเป็นชื่อเสียงแก่โรงเรียน ในบรรดาร้านรวงต่างๆเหล่านี้ ที่น่าสนใจคือ "การแสดงมายากล" ความจริงมันไม่ใช่มายากลอะไรหรอกครับ มันก็การแสดง "เต้นจ้ำบ๊ะ" เราดีๆนี่เอง พวกเรา 3-4 คนออกอุบายหลอกอาจารย์ว่า วิทยากลที่แสดงนั้นแท้จริงแล้วมันก็ใช้หลัการฟิสิกส์ที่อาจารย์สอนเรานั่นเอง แต่ทำได้แนบเนีบนมาก พวกเราอยากเข้าไปศึกษาดูตามหลักฟิสิกส์ที่อาจารย์สอน แต่พวกเราเป็นนักเรียนไม่ค่อยมีเงิน อยากรบกวนอาจารย์ช่วยสงเคราะห์ซื้อตั๋วเข้าชมให้หน่อย จะได้เอาความรู้มาสอนรุ่นน้องให้ทำโครงงานได้ ท่านก็ใจดีอย่างน่าใจหาย พาพวกเราไปเลี้ยงข้าวในงานย่าโมแล้วพากันไปต่อที่เวทีวิทยากล


พอพวกเราไปถึงเวทีวิทยากล ที่อยู่ห่างจากเต้นของโรงเรียน อยู่สุดมุมของงานย่าโม อาจารย์ท่านก็เอะใจ กล่าวว่า "วิทยากลอะไรวะ ทำไมมีผู้หญิงยืนอยู่บนเวที 3 คน" ผู้หญิงที่เราเห็นบนเวทีนั้น เธอทั้งสามคนสวมเสื้อยืดคอกลมและนุ่งกางเกงขาสั้น ยืนเต้นตามจังหวะเพลงสมัยนั้น "โป๊ะฉึ่งๆ โป๊ะฉึ่งๆ" พวกเราก็เลยบอกอาจารย์ไปว่า "วิทยากลมันก็ต้องอย่างนี้แหละครับ เอาผู้หญิงมาเป็นผู้ช่วยทำให้น่าดู เหมือนอย่างวิทยากลที่แสดงในต่างประเทศ" อาจารย์ท่านคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บอกว่า "เอา ดูก็ดูวะ" ส่วนพวกเราต้องฝืนทำหน้าตาย และกลั้นหัวเราะจนฉี่แทบราด 


รอบหนึ่งเขาจะให้เข้าดูได้ประมาณ 10 คน พออาจารย์จ่ายเงินค่าชมแล้ว (ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่น่าจะเป็นคนละ 10 บาท) เราก็เข้าไปข้างใน พอคนเต็ม 10 คน เจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาปิดม่านมิดชิดไม่ให้คนภายนอกเห็น สาวน้อยทั้งสามคน ก็เริ่มร่ายรำด้วยจังหวะที่เร้าใจ แล้วก็ค่อยๆรูดซิบกางเกงออก ดึงกางเกงลงมาเล็กน้อย ผู้ที่เข้ามาชมก็ฟังเพลงประกอบไม่รู้เรื่องแล้ว แต่ละคนล้วนสนใจดูแต่ "สาหร่าย" สาวคนหนึ่งท่าทางจะสนใจอารักษ์ บอกว่าให้สัมผัสสาหร่ายได้ เธอทั้งสามเต้นอยู่ราว 1 นาทีก็จบรอบ


พอเจ้าหน้าที่เปิดม่านออก อาจารย์ที่เคารพของเราก็เอามืดปิดหน้ารีบวิ่งออกมา แล้วบอกว่า "ไอ้พวกเวรนี่ หรอกผม เด็กนักเรียนราชสีมาเต็มไปหมดเลย" แต่ผมสังเกตดูหน้าตาท่านไม่ได้ว่าจริงจังอะไรหรอก กลับยิ้มหัวเราะกับพวกเราเสียอีก ดูๆแล้วเหมือนจะเอ็นดูพวกเราเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเรายึดมั่นอย่างยิ่งคือ การเคารพและนึกถึงพระคุณของอาจารย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย อาจารย์ท่านมีอายุต่างจากเราไม่กี่ปี เหมือนพี่สอนและเอ็นดูน้องๆมากกว่า



หลังจากที่เราจบชั้น ม.ศ.5 สมัยก่อนมีระบบโควต้าด้วย สำหรับนักเรียนที่เรียนดี เข้ามหาวิทยาลับขอนแก่นได้โดยไม่ต้องสอบ อารักษ์เข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมไม่อยากเรียนที่ขอนแก่นจึงมาสอบที่กรุงเทพฯ ผมชอบเรียนฟิสิกส์ก็เข้ามาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ไม่วุ่นวายแบบ Admission ในปัจจุบัน ผมจำได้ว่าเลขที่นั่งสอบ ก.9305 ส่วนอาจารย์ฟิสิกส์ที่เคารพรักของเราที่ก็ออกจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และไปต่อปริญญาเอกที่เยอรมนี ทุกวันนี้ผมก็ยังติดต่อกับท่าน ท่านให้ไปช่วยสอนนักศึกษาปริญญาเอกจากต่างชาติอยู่บ่อยๆ ผมรู้สึกสำนึกในพระคุณและความเมตตากรุณาที่ท่านให้กับพวกเราไม่เคยลืมเลือน


เพลงที่เป็นที่นิยมเอามาประกอบการเต้นจ้ำบ๊ะเห็นจะได้แก่เพลง "Cherry Pink" เชิญฟังเพลงตัวอย่างที่นี่ครับ


 





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 479 22 พ.ย. 2552 (11:27)

ไปฟังเพลงตัวอย่างประกอบการเต้นจ้ำบ๊ะที่แนะนำไว้ใน คหพต. 478 มาแล้วค่ะ

อาจารย์นิรันดร์ได้นำรูปอาจารย์แขชนะที่มีนิ้วมือใครก็ไม่ทราบอยู่บนหน้ามาลงไว้ที่ http://www.vcharkarn.com/vcafe/18338 แล้วค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 480 22 พ.ย. 2552 (19:10)


พูดถึงอารักษ์ ก็ทำให้คิดถึงเพื่อนเก่าๆสมัยเรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย สมัยนั้นมีเรื่องราวสนุกอีกมากมาย น่าจะตั้งเป็นกระทู้ใหม่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านหรือเข้ามาร่วมพูดคุยบ้างหรือเปล่า ขนาดกระทู้นี้ยังไม่ค่อยมีคนเข้ามาทักทายกันเลยครับ มีเพียง 3-4 คน เกือบเรียกได้ว่าพูดคนเดียวตลอด


สมัยก่อนนี้เวลาเราจะจบการศึกษา เรามักจะมีสมุดมิตรภาพให้เพื่อนๆเขียนบันทึกก่อนจากกัน ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ผมก็มีอยู่เล่มหนึ่ง ลองไปเปิดดูหน้าแรกของสมุดมิตรภาพของผม แต่งเป็นกลอนและมีรูปถ่ายอาคารอำนวยการของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ปัจจุบันรู้สึกว่าจะถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่สูงใหญ่กว่าเดิม


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 481 22 พ.ย. 2552 (19:20)


อ่านข้อความที่อารักษ์เขียนไว้เกือบ 40 ปีมาแล้ว คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ รูปที่ถ่ายร่วมกับอารักษ์หน้าอนุสาวรีย์ย่าโม ตอนท้ายอารักษ์เขียนไว้ว่า


กาลครั้งหนึ่ง :- ขอขอบคุณ Ethyl Alcohol


ประโยคนี้เป็นประโยคยอดฮิตในหมู่เพื่อนที่หลอกอาจารย์ไปดูจ้ำบ๊ะ เพราะหลังจากเรากลับจากการดูจ้ำบ๊ะ โดยเฉพาะอารักษ์ ต้องการล้างมือโดยด่วน เราจึงกลับไปที่ร้านแสดงผลงานของโรงเรียน ที่แผงโครงงานวิทยาศาสตร์ของเราจะมี Ethyl Alcohol เตรียมไว้สาธิตแก่ผู้เยี่ยมชม จึงได้ Ethyl Alcohol ช่วยไว้นั่นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 482 23 พ.ย. 2552 (04:27)


ขอกลับมาคุยเรื่องโรงหนังสมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมดูหนังหลายเรื่องตามโรงหนังต่างๆทั้งที่ดูกับพ่อแม่และไปดูกับพี่น้องและเพื่อนๆ ลองดูในแผนผังจะเห็นว่าบริเวณใกล้โรงเรียนวัดพลับพลาชัยจะมีโรงหนังทั้งชั้น 1 และชั้น 2 มากมาย ผมผูกพันกับโรงหนังมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ ในแผนผังจะเห็นมีโรงหนัง 15 โรง แต่ความจริงยังมีอีกหลายโรงเล็กๆน้อยๆ รวมทั้งโรงหนังที่ฉายหนังพวกงิ้วอีก  2-3 โรง


ผมเกิดที่บ้านข้างโรงหนังศรีอยุธยา เป็นโรงหนังเก่าที่เลิกกิจการไปนานมากแล้ว อยู่ในซอยพระยาศรี (หมายเลข 13) พออายุ 3 ขวบก็ย้ายมาอยู่ข้างโรงหนังเฉลิมเขตร์ (หมายเลข 1) และอาศัยอยู่ที่นี่ในช่วงที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ถัดไปหมายเลข 2 คือโรงหนังกรุงเกษม และจะเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อเข้าบริเวณเยาวราช เริ่มจากโรงหนังโอเดียน (หมายเลข 3)



 


 


 


 


 


 


 


อ้างอิง


http://images.google.co.th/images?gbv=2&hl=th&safe=off&sa=1&q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E&aq=f&oq=&start=0


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 483 23 พ.ย. 2552 (04:30)


ภาพที่เห็นเป็นภาพหน้าโรงหนังโอเดียน เปรียบเทียบภาพซ้ายสมัยก่อน ภาพขวาเป็นภาพปัจจุบันจะเห็นซุ้มประตูแบบจีนสีแดงงดงามมาก


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 484 23 พ.ย. 2552 (04:43)


ถัดไปหมายเลข 4 ในแผนผังเป็นโรงหนังเฉลิมบุรี ข้างโรงหนังมีร้านขายลอดช่องที่อร่อยขึ้นชื่อ สมัยก่อนนี้หนุ่มสาวนัดพบกัน ก็มักจะนัดมากินลอดช่องที่ร้านนี้ เปรียบเหมือนกับสมัยนี้ที่นัดกันที่มาบุญครอง เนื่องจากลอดช่องอร่อยจนมีชื่อบอกต่อๆกันไปว่า "ลอดช่องสิงคโปร์" จนต่อมาคนเข้าใจผิดคิดว่าลอดช่องประเภทนี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสิงคโปร์ แต่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นชื่อของร้านที่ขายลอดช่องนี้ต่างหาก


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 485 23 พ.ย. 2552 (07:14)


ถัดจากโรงหนังเฉลิมบุรีบนถนนเยาวราชมาอีกเล็กน้อย จะถึงโรงหนังคาเธ่ ซึ่งอยู่ตรงมุมถนนมังกร หรือที่เมื่อก่อนเรียกว่าซอยมังกร ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว ทำเป็นศูนย์การค้าขายสินค้าที่มาจากประเทศจีน ฝั่งตรงข้ามโรงหนังคาเธ่จะเป็นโรงหนังที่ฉายหนังจีนประเภทงิ้วโบราณ หมายเลข 14 เป็นหนังขาว-ดำ พระเอก-นางเอก ที่นิยมในสมัยนั้นคือ แซ่จูเล้ง กับ โอลิจู โรงหนังนี้จะอยู่ใกล้ๆกับโรงน้ำชา หรือโรงระบำโป๊ไต้แป๊ะ


 


 


 



ถัดมาทางถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่สายแรกของกรุงเทพฯเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ดังนั้นเราจะเห็นว่าชื่อถนนเจริญกรุงในภาษาอังกฤษคือ "New Road" ใกล้กับสามแยกหมอมี จะมีโรงหนังเก่าอีกโรงหนึ่งคือโรงหนังพัฒนากรตอนหลังกลายมาเป็น โรงหนังสิริรามา และปัจจุบันเป็นที่จอดรถสิริรามา หมายเลข 15 หน้าโรงมีร้านขายของเล่นที่ผมชอบไปเดินซื้อมาเล่นอยู่บ่อยๆ โรงหนังจะอยู่ระหว่างโรงพยาบาลกว่างสิว และห้างขายยาเซียะเหลง ตรามังกรบิน เรายังคงเห็นเค้าของอาคารเก่า ดังแสดงในรูป ห้างขายยานี้ พวกเด็กๆวัดพลับพลาชัยมักจะเอามาล้อเลียนว่า ห้างขายยาเกี๊ยะเหม็น ตรากางเกงลิง สินค้าที่ทำให้ห้างขายยานี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป โดยเฉพาะสุภาพสตรีก็คือ แป้งน้ำสีชมพู หอมชื่นใจที่มีชื่อว่า "แป้งน้ำพรรณงาม" สิ่งที่ทำให้ดังก็เพราะ ทางห้างได้ทำเพลงโฆษณาที่เอาทำนองเพลงจีนที่ไพเราะมาใส่เนื้อใหม่ เพลงจีนที่ดังในสมัยนั้นคือเพลงที่ เหยา ลี่ ขับร้อง ชื่อเพลง เถา ฮวา เจียง หรือแปลว่า แม่น้ำดอกท้อ ลองฟังต้นฉบับเพลงจีนไดที่นี่ครับ >>>


YouTube - 桃花江


เพลงนี้ไพเราะจนวงดนตรีสุนทราภรณ์ ยังเอามาดัดแปลงเนื้อใหม่ แล้วให้คุณชวลีย์ ช่วงวิทย์ ขับร้องในชื่อเพลง "ดอกท้อริมธาร" >>>


ชวลีย์ ช่วงวิทย์ เ...


ส่วนเพลงโฆษณานั้น เอามาใส่เนื้อใหม่แล้วให้คุณ สวลี ผกาพันธ์ ขับร้อง สมัยนั้นดังมากคนนิยมร้องกันติดปาก ถึงกับมีการประกวดร้องเพลงแป้งน้ำพรรณงานทางสถานีวิทยุเสียงสามยอดด้วย เชิญฟังเพลงโฆษณาต้นฉบับได้ที่นี่ครับ >>>>


แป้งน้ำพรรณงาม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 489 23 พ.ย. 2552 (09:20)

ตามไปฟังเพลง เถา ฮวา เจียง (桃花江) มาแล้วค่ะ ไพเราะมาก
นางเอกในเรื่องอยู่ในวัยที่สวยสดใสสุด ๆ  น่ารักมาก


อ่านจากคำบรรยายที่อยู่ข้าง ๆ คลิป ใน youtube ว่า
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง "桃花江" ในปี 1956
ซึ่งนำแสดงโดย จงฉิง โหลเหว่ย และเฉินโห้ว
คนเขียนบรรยายว่า จริง ๆ แล้วเป็นหนังพื้น ๆ
แต่ได้รับการต้อนรับจากคนดูอย่างคาดไม่ถึง
นอกจากทำให้นางเอก จงฉิง (鍾情) ดังขึ้นมาแล้ว ยังรวมไปถึงนักร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้คือ เหยาเหมี่ยน (姚敏) เหยาลี่ (姚莉) ...   


"桃花江"是一首1956年合唱的原聲老歌(我有增加一段歌曲) ,在你「懷念老歌時......」去哼哼...... "桃花江"(1956/百代) 留聲唱片中﹐是1956年電影"桃花江"插曲。電影"桃花江" 於1956年由新華出品﹐張善琨與王天林聯合執導﹔方忭 (陳ก蝶衣) 編劇﹔鍾情﹑羅維及陳厚主演﹐本來只是一部低成本作品﹐卻意外地 大受歡迎﹐除了捧紅了鍾情為女主角外﹐在插曲中由姚敏﹑姚莉...  


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 490 23 พ.ย. 2552 (13:58)


ถัดจากโรงหนังพัฒนากรขึ้นไปทางสี่แยกเอสเอบี แถวๆคลองถม
จะมีโรงหนังอีกแห่งหนึ่ง คือโรงหนังแคปปิตอล หมายเลข 10 ในแผนผัง
รูปซ้ายมือเป็นสภาพโรงหนังก่อนเลิกกิจการ กลายไปเป็นแคปปิตอล พลาซ่า
ดังรูปทางขวามือ ขายของสารพัดหลากหลายโทรศัพท์มือถือ
รูปล่างเป็นภาพสภาพทางเข้าใหม่ที่ยังคงเค้าของโรงหนังให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย


โรงหนังแคปปิตอลทำให้ผมคิดถึงพ่อกับแม่มากทีเดียว
เพราะสมัยก่อนนี้พ่อเคยเล่าเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อพ่อได้
ทุนไปเรียนโรงเรียนนายร้อยหวังผู่ เมื่อเรียนจบก็ยังกลับเมืองไทยไม่ได้
จึงเข้าประจำการเป็นนายพันโททหารจีนประจำอยู่ที่สถานีวิทยุที่ปักกิ่ง
และตอนหลังเราทำการค้ากับบริษัทญี่ปุ่น พ่อแม่มีเพื่อนญี่ปุ่นหลายคน
จำได้ว่ามีหนังดังเกั่ยวกับจีนและญี่ปุ่นฉายที่โรงหนังแคปปิตอล
เป็นหนังเพลงอมตะไพเราะมาก ของบริษัท Toho พ่อกับแม่พาผมไปดู
พอได้ยินเพลงเหล่านี้ครั้งใดต้องเป็นได้คิดถึงท่านทั้งสองเมื่อครั้งยังมี
ชีวิตอยู่ทุกที หนังที่ว่านี้ หลายคนคงรู้จักในชื่อว่า Shina no Yoru
(支那の夜) หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า "She Ain't Got No Yo-Yo"


มีเพลง
ไพเราะอยู่หลายเพลง เช่น "China nights"หรือ
ชื่อเดียวกับเรื่องในภาษาญี่ปุ่นว่า Shina no Yoru
ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>>


China Nights 支那の夜- 李香蘭


Shina No Yoru - 支那之夜 - China Night - 李香蘭 - 1940


วงดนตรีสุนทราภรณ์ก็เอาทำนองมาใส่เนื้อไทยเหมือนกัน โดยใช้ชื่อเพลงว่า "ราตรีแห่งเมืองจีน" ขับร้องโดยคุณเพ็ญแข กัลยจาฤก


นอกจากนี้ยังมีอีกเพลงหนึ่งในหนังเรื่องเดียวกันคือ เพลงต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นว่า Soshu Yakyoku 蘇州夜曲  (ถ้าเป็นภาาาจีนอ่านว่า ซู โจว เย่ ฉวี่) แปลว่า เพลงราตรีแห่งซูโจว เชิญฟังเพลงที่นี่ครับ >>>


Soshu Yakyoku 蘇州夜曲1 - 李香蘭


วงสุนทราภรณ์ก็เอามาใส่เนื้อภาษาไทยว่า เพลงความรักเหมือนเมฆฝน ขับร้องโดย คุณมัณฑนา โมรากุล >>>


YouTube - มัณฑนา ความรักเหมือนเมฆฝน



ยังมีเพลงไพเราะอีกเพลงหนึ่งในยุคเดียวกันคือ Red Water Lilly หรือ
ชื่อจีนว่า หงสุ่ยเหลียน ความหมายเดียวกัน คือ ดอกบัวแดง เพลงนี้ ร้องโดย หลี่ เซียง
หลาน  หรือ Yoshiko Yamaguchi  ดารานักร้อง ในยุคปี ค.ศ. 1930-1950
เธอเป็นคนญี่ปุ่น ที่เกิดในแคว้นแมนจูเรีย ในช่วงที่ญี่ปุ่น
ยึดครองบางส่วนของจีน ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังที่แสดง
มีลักษณะแอบแฝงทางการเมือง โดยทางญี่ปุ่น ต้องการให้มีเนื้อหาแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของจีน และญี่ปุ่นผ่านตัวแสดงเอก


 


 


 


เชิญชมได้ที่นี่ >>>




YouTube - Akai Suiren 紅い睡蓮- 李香蘭


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 491 23 พ.ย. 2552 (15:52)

127560


พูดถึงโรงหนังโอเดียนส์ ตอนหลังปรับปรุงใหม่เรียกนิวโอเดียนส์
มีฉายหนังเพลงดังๆอยู่เหมือนกัน คือ Summer Holiday
ที่ได้กล่าวถึงแล้วในตอนต้นๆ กับอีกเรื่องหนึ่งคือ


เมื่อ 40 กว่าปีก่อน สมัยที่ผมเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีหนังเพลงยอดนิยมสมัยนั้นคือ "เพลงรักชาวเรือ"
หรือที่เรียกว่าหนังเพลงของ "หลิว ซาน เจี่ย"
เพลงเอกที่โด่งดังไปทั่วเอเชียได้แก่เพลงที่เราเรียกว่า "เพลงชาวเรือ
เอ๋เอ" การถ่ายทำหนังสมัยรั้นถ่ายทำที่มณฑลกวางสี
เชิญชมหนังตัวอย่างได้ที่นี่



เพลงรักชาวเรือ - HOT PEPPER : ฟรีดาวน์โหลด เพลงรักชาวเรือ.mp3 โหลด ...



 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 492 24 พ.ย. 2552 (12:33)


โรงหนังหมายเลข 6 ในแผนผัง ผมจำชื่อโรงไม่ได้แล้ว แต่เป็นโรงที่ วีระ อุษณา และผมเคยไปดูหนังญี่ปุ่นจากบริษัท โตเอะ กัน


ถัดจากโรงหนังแคปปิตอลในหมายเลข 10 มาราว 1 ช่วงตึก จะเป็นอาคารจอดรถเฉลิมนคร เมื่อก่อนนี้ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย บริเวณนี้เป็น "โรงหนังเฉลิมนคร"หมายเลข 11 มีเพื่อนนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัยเป็นลูกชายเจ้าของโรงหนัง เป็นเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับผม ไม่สนิทกันเท่าไร ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว จำแต่ลักษณะท่าทาง แต่งตัวดีสะอาดสอ้าน สวมแว่นตา และนาฬิกาข้อมือหรู มีเพื่อนฝูงมาคุยด้วยเยอะโดยเฉพาะเพื่อนๆผู้หญิง เพื่อนผู้ชายก็มีมากส่วนใหญ่อยากได้ตั๋วหนังฟรีที่เพื่อนเอามาจากอยู่เนืองๆ


อันที่จริงผมคุ้นกับที่จอดรถนี้มาก เพราะไปใช้บริการอยู่ประจำตอนไปหาซื้อของในตลาดคลองถม ที่จอดรถหายากมา การขับรถมาจอดที่จอดรถเฉลิมนครนี้จะต้องมีฝีมือในการเลี้ยวรถขึ้นตึกสักหน่อย เพราะจะต้องตีวงให้แคบที่สุด ไม่งั้นรถจะขูดกับข้างกำแพง ผมสังเกตเห็นรอยขูดเยอะแยะไปหมด แสดงว่ามีคนฝีมือขับรถไม่ถึงหลายคน ว่างๆเชิญท่านทั้งหลายมาประลองฝีมือดูได้ครับ


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 493 25 พ.ย. 2552 (06:17)


อินเตอร์เน็ททำให้ประเพณีและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์ในชาติต่างๆเปลี่ยนไปอย่างมากมายมหาศาล เป็นโลกของข้อมูลข่าวสารที่มีแนวโน้มที่ทำให้โลกหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้แต่ข้อมูลเก่าๆที่เราไม่คิดว่าจะหาได้ เราก็ยังนำมาแลกเปลี่ยนกันใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนเก่าๆ เพลงเก่าๆ รูปถ่ายแห่งความหลังเก่าๆ เรายังสามารถนำมาสานต่อเป็นเรื่องราวที่อาจพลิกผันเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้


 


 


 


 


 



พรทิพย์เพื่อนเก่าที่อาจารย์นิรันดร์และผมรู้จักกันมา 50 ปีแล้วตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล 1 ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเห็นก็ได้มีโอกาสได้มาพบปะพูดคุยกันได้อีก การค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท ทำให้ผมพบว่า พรทิพย์อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร จะติดต่อได้อย่างไร ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับพรทิพย์ก็เป็นเวลา 30 ปีมาแล้ว ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Senior Manager ของบริษัท ปตท.


เมือ่วานนี้ได้มีพบและรับประทานข้าวเย็นด้วยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเติมเต็มข้อมูลช่วงที่ขาดหายไป 30 ปี ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่ผมถ่าบแบบ 3 มิติ หากใครต้องการจะดูต้องใข้แว่น 3 มิติมาช่วยดูครับ


หากท่านต้องการจะดู สิ่งที่ท่านต้องทำเพื่อให้มองเห็นภาพสามมิติก็คือ ต้องทำแว่นตาสามมิติ
โดยเอากระดาษแบบข้างล่างนี้มาพับแล้วเจาะเป็นช่อง 2 ช่อง
ช่องสีน้ำเงินให้สอดกระดาษแก้วใสสีน้ำเงินไว้ตรงกลางด้านใน
ช่องสีแดงให้สอดกระดาษแก้วใสสีแดงไว้ตรงกลางด้านในเช่นกัน 





เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้แว่นตามองภาพสามมิติดังนี้
หลังจากนั้นก็เอาแว่นมามองดูภาพที่ผมถ่ายในระบบสามมิติโดยให้สีน้ำเงินอยู่
ตรงตาข้างขวา และสีแดงอยู่ตรงตาข้างซ้าย


 


 


 


 



 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 494 25 พ.ย. 2552 (15:31)


สุดถนนเยาวราช บริเวณใกล้ๆกับพาหุรัด จะเป็นกลุ่มโรงหนังเก่า 3 โรงที่เลิกกิจการไปแล้ว แต่ความประทับใจที่มอบความความบันเทิงให้แก่ชาวกรุงเทพฯในยุคก่อนนั้น ยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้


โรงหนังทั้งสามคือ โรงหนังคิงส์ โรงหนังควีนส์ และโรงหนังแกรนด์ แต่ละโรงมีพัฒนาการและแนวทางนำเสนอความบันเทิงที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้


ภาพอ้างอิง


โรงหนัง คิง ควีน แกรนด์  


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 495 25 พ.ย. 2552 (22:14)


โรงหนังมีหลายยุคหลายสมัย ยุคแรกๆมักจะเป็นยุคที่มีการแสดงละครด้วย อันที่จริงโรงหนังที่เก่าแก่กว่าที่ผมกล่าวมาก็มี ที่อยู่ใกล้กับโรงหนังทั้งสามคือ โรงหนังคิงส์ โรงหนังควีนส์ และโรงหนังแกรนด์ ก็เห็นจะได้แก่ โรงหนังนิยมไทย ที่อยู่ตรงบริเวณ "เวิ้งนครเกษม" หรือที่สมัยก่อนเขียนว่า "เวิ้งนาครเขษม"


หากนึกภาพไม่ออกก็ลองยืนหันหลังให้กับโรงหนังคิงส์ หมายเลข 7 (สมัยก่อน ปัจจุบันเป็นห้างเมอรี่คิงส์) แล้วหันหน้าไปทางถนนเยาวราชในปัจจุบัน จะเห็นเหมือนภาพที่แสดงอยู่ด้านบน สมัยก่อนนี้มีรถรางแล่นผ่าน ปัจจุบันรถรางเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมี "ป้ายรถราง" หลงเหลือให้เห็น เป็นรูปธงสามเหลี่ยมสีแดง และมีดาวสีขาวอยู่ตรงกลาง ถัดจากตึกที่มีป้ายรถรางไปเล็กน้อย จะมีซอยเล็กๆ ปากทางเข้าซอยจะมีป้ายโบราณขนาดใหญ่เขียนว่า "เวิ้งนาครเขษม" ดังแสดงในรูป


หากจะแบ่งยุคของโรงหนังไทยเป็นยุคๆ เราอาจแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้


ยุคแรก พ.ศ. 2470 – พ.ศ. 2490


ส่วนใหญ่เป็นโรงภาพยนตร์ที่เดิมเป็นโรงละคร
เมื่อถึงยุคเสื่อมของละครเวทีตามสมัย ภาพยนตร์ต่างประเทศก็เข้ามาแทนที่
โรงละครเวทีต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเอาตัวรอด เปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์
มีโรงละครที่เปลี่ยนแปลงเป็นโรงหนังดังนี้


เฉลิมละคร คลองถม สี่แยก เอส เอ บี
นิยมไทย เวิ้งนครเกษม
เฉลิมธานี นางเลิ้ง
เฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง ใกล้บ้านหม้อ



ยุคที่สอง พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2540


ยุคนี้โรงภาพยนตร์สร้างขนาดใหญ่โต ขนาดจุที่นั่งได้ 800 -1500 คน
เป็นโรงเดี่ยว stand alone
หลายพื้นที่มีโรงภาพยนตร์หลายโรงตั้งอยู่ใกล้กันเช่น แกรนด์ คิงส์ ควีน
ตั้งอยู่ในบริเวณวังบูรพา ศรีเยาวราช และศรีราชวงศ์
อยู่เยาวราชห่างกันไม่กี่ช่วงตึก เป็นต้น ราคาค่าชมภาพยนตร์เริ่มต้น 5 บาท
7 บาท 10 บาท 12 บาทและ 16 บาท


เฉลิมบุรี สามแยก ถนนเจริญกรุง
บร์อดเวย์ สามแยก ถนนเจริญกรุง
แค็ปปิตอล คลองถม ถนนเจริญกรุง
สิริรามา ถนนเจริญกรุง สามแยก
แกรนด์ วังบูรพา
คิงส์ วังบูรพา
ควีน วังบูรพา
โอเดียน หัวถนนเยาวราช
ศรีเยาวราช ถนนเยาวราช
ศรีราชวงศ์ ถนนเยาวราช
คาเธ่ย์ ถนนเยาวราช ฉายภาพยนตร์ไทย
เท็กซัส ถนนเยาวราช ฉายภาพยนตร์อินเดีย
รามา ถนนพระราม 4 สามย่าน
สยาม สยามสแควร์
ลิโด สยามสแควร์
สกาลา สยามสแควร์
เอเธน ราชเทวี
แม็คแคนน่า เชิงสพานหัวช้าง
ฮอลลิวูด ถนนเพชรบุรี ฉายภาพยนตร์วอสดิสนีย์
ปารีส สพานขาว มหานาค
โคลีเซียม ยมราช
เฉลิมไทย ผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินกลาง
เฉลิมเขต สพานยศเส สพานข้ามทางรถไฟ
กรุงเกษม ริมคลองผลุงกรุงเกษมใกล้หัวลำโพง
เอ็มไพร เชิงสพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฝั่งพระนคร ใกล้ปากคลองตลาด ฉายภาพยนตร์ไทย



ยุคที่สาม พ.ศ . 2541 – พ.ศ. 2551


เริ่มเข้ามาของระบบโรงภาพยนตร์สมัยใหม่ รวมตัวในศูนย์การค้า
ฉายภาพยนตร์ครั้งละหลายเรื่อง มีโรงภาพยนตร์ให้เลือกชมหลายโรงตั้งแต่ 2-16
โรง




อ้างอิง


โรงภาพยนตร์ - วิกิพีเดีย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 496 27 พ.ย. 2552 (00:59)

เผลอแป๊ปเดียว ผ่านไป 10 เดือน มีคนเข้ามากระทู้นี้สองแสนกว่าคนแล้ว ไม่น่า่เชื่อ!


ท่านที่แวะเวียนเข้ามาแล้ว ก็กรุณาทักทายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะ ติติง กันบ้างนะครับ อย่าปล่อยให้ผมพูดเพ้อเจ้อไปคนเดียว


เรื่องเล่ายังมีอีกเยอะครับ บางช่วงก็ทิ้งช่วงไปบ้างเพราะไปอยู่ต่างจังหวัด ต่างประเทศ เช่นตอนนี้ ไม่สะดวกที่จะโพสต์ข้อความและรูปภาพครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 497 28 พ.ย. 2552 (05:11)


ขอคั่นเรื่องโรงหนังสักเล็กน้อย มีเพื่อนๆ
น้องๆหลายคนถามผมถึงเนื้อร้องโฆษณาแป้งน้ำพรรณงามตรามังกรบินในความเห็นที่
485 ที่คุณ สวลี ผกาพันธ์ ขับร้องเท่าที่ผมจำได้เป็นอย่างนี้ครับ


แป้งน้ำดี มีชื่อพรรณงาม หล่า ลา ล้า กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ สิวฝ้าหมดไป เมื่อใช้พรรณงาม.....(ดนตรีบรรเลง)

ใบหน้าเป็นสิวฝ้า หน้าตกกระผิวมัน กรำแดดลมทุกวัน
มิควรใหวหวั่นเสียใจ
เพราะเราต่างเริ่มใช้แป้งน้ำพรรณงามเพื่อสำหรับแต่งหน้าหญิงและชายให้งามวิลัย

ฮ้า ฮา ฮ้า ฮา ห่า แป้งพรรณงาม หอมเย็นแสนชื่น แป้งพรรณงาม.....(ดนตรีบรรเลง)
แป้งน้ำดี มีชื่อพรรณงาม หล่า ลา ล้า กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ สิวฝ้าหมดไป เมื่อใช้พรรณงาม


เชิญฟังเพลงโฆษณาต้นฉบับประกอบได้ที่นี่ครับ >>


แป้งน้ำพรรณงาม


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 498 28 พ.ย. 2552 (22:21)

ใครที่มีอายุร่วมสมัยกับผมคงจะจำโฆษณาทางโทรทัศน์ที่เป็นที่รู้จกของคนทั่วไปเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วได้ เช่น


โฆษณาบริบูรณ์บาล์ม ที่มีหนูหล่อกับพ่อเป็นตัวเอก >>>
TVC-ยาหม่องบริบูรณ์บาล์ม

หรือโฆษณาถ่านไฟฉายของคุณนคร มงคลายนต์ >>>
ถ่านไฟฉายตรากบ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 499 2 ธ.ค. 2552 (01:59)


โรงหนังคิงส์ โรงหนังควีนส์ และโรงหนังแกรนด์ อยู่ในย่านที่เราเรียกว่า "วังบูรพา" หรือที่เราเรียกกชื่อเต็มๆว่า วังบูรพาภิรมย์ เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์สุดท้องในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เมื่อ พ.ศ. 2418


พื้นที่บริเวณนี้เป็นวังเก่ามาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
เจ้านายที่เคยประทับที่นี่ล้วนเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย
ให้มารักษาพระนครด้านทิศตะวันออก ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนเรนทรพิทักษ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนเรนทรบริรักษ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนรินทรเทพ [1] เมื่อมีการสร้างวังใหม่ในรัชกาลที่ 5 จึงได้รับพระราชทานนามซึ่งหมายถึง "วังที่อยู่ทางทิศตะวันออก" คือ วังบูรพาภิรมย์ หรือ วังบูรพา



วังบูรพาภิรมย์ ออกแบบโดย นาย โจอาคิโน กราสซี่ (Gioachino Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน-ออสเตรียน เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานแนวโคโลเนียล สร้างเป็นพระตำหนักใหญ่สูง 2 ชั้น ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง เนื้อที่กว้างขวางตั้งแต่ริมถนนตรงป้อมมหาชัย จนถึงสะพานเหล็ก ใช้เวลาสร้าง 6 ปี ตั้งแต่เริ่มวางศิลาฤกษ์เมื่อวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4 ปีกุนสัปตศก จุลศักราช 1237 ตรงกับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ 2418 [2]


เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จมาประทับ ณ วังนี้แล้ว
ทรงโปรดให้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์อยู่เสมอ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินมางานเต้นรำที่
นี่อยู่เสมอ นอกจากนี้ วังนี้ยังเคยใช้เป็นที่รับรอง ท่านรพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์ชาวอินเดีย เมื่อครั้งมาบรรยายในประเทศไทย


หลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จทิวงคต ในปี พ.ศ. 2471 วังนี้ก็ซบเซาลง ทายาทของท่านให้เช่าเป็นที่ตั้งโรงเรียนสตรีภานุทัต
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามสงบลง ก็ใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนพณิชยการพระนคร


เมื่อ พ.ศ. 2495 ทายาทราชสกุลภาณุพันธุ์ได้ขายวังบูรพาให้เอกชน คือนายโอสถ โกศิน ในราคา 12 ล้าน 2 หมื่นบาท มีการรื้อวังออก เพื่อสร้างเป็นศูนย์การค้าและโรงภาพยนตร์สามแห่ง คือโรงภาพยนตร์คิงส์ โรงภาพยนตร์ควีนส์ และโรงภาพยนตร์แกรนด์ ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2497 เมื่อรวมกับตลาดมิ่งเมือง (ปัจจุบัน คือ ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามพลาซ่า) และโรงภาพยนตร์อีกแห่งหนึ่งคือ ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 จึงนับว่าย่านนี้เป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น


ในช่วง พ.ศ. 2499 - 2500 ย่านนี้ได้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของวัยรุ่นหนุ่มสาวทันสมัย เรียกว่าเป็น โก๋หลังวัง ซึ่งหมายถึง วังบูรพา นั่นเอง
ทุกวันนี้ศูนย์การค้าและโรงภาพยนตร์เหล่านั้นล้วนเลิกกิจการไปหมดแล้ว
แต่ย่านดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ วังบูรพา


อ้างอิง: 


 


วังบูรพาภิรมย์ - วิกิพีเดีย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 500 3 ธ.ค. 2552 (04:41)

หากจะพูดถึงคำว่า "โก๋หลังวัง" โก๋เป็นคำเรียกสั้นๆของคำว่า "จิ๊กโก๋" คำนี้มีที่มาที่ไปครับ


สมัย
ก่อนนี้ผมจำได้ว่ามีหนังเก่าโบราณเรื่องหนึ่งชื่อว่า "Gigolo"
ฉายที่โรงหนังเฉลิมเขตร์ ตอนนั้นผมถามพ่อว่าหมายถึงอะไร พ่อบอกว่า
หมายถึงพวก "ผู้ชายขายตัว" หรือบริการรับจ้างเป็นคู่ควง คู่เต้นรำ
แบบฝรั่ง สมัยนั้นผมไม่ค่อยเคยเจอมากนัก
หรืออาจเป็นเพราะผมยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่อง
อันที่จริงแล้วการให้บริการของผู้ชายแบบนี้ก็มีมานมนานแล้วเช่นเดียวกับ
ผู้หญิงขายบริการ ในประเทศต่างๆทั่วโลกก็มีหมด แต่เรียกแตกต่างกันไป



มีอยู่ยุคหนึ่ง คนที่เกิดราวๆ ก่อนหรือหลัง ปี พ.ศ.2500 เล็กน้อย
จะมีคนหนุ่มสาวที่ชอบแต่งตัวตามแบบหนุ่มสาวอเมริกันสมัยนั้น
และอาจมีท่าทางกวนๆเล็กน้อย ได้แก่พวก เอลวิส  เจมส์ ดีน และแน่นอน
ในยุคนั้นก็มีเพลงดังต่างๆ เข้ามามาก หนุ่มสาวไทยยุคนั้นก็มักจะเลียนแบบ
หนุ่มสาวอเมริกัน มีการควงคู่กัน เต้นรำแบบต่างๆ เช่น ทวิสต์
(ดูท่าเต้นทวิสต์ประกอบเพลง Dancing shoes ในหนังเรื่อง Summer Holidays
ฉายที่โรงหนังโอเดี้ยน) เป็นต้น



เข้าใจว่าคำว่า "จิ๊กโก๋" เกิดขึ้นตอนนี้ แต่เพี้ยนมาจากคำว่า "Gigolo"
และเรียกสั้นไว่า "โก๋" ส่วนผู้หญิงก็เรียกว่า "จิ๊กกี๋" หรือ "กี๋" เฉยๆ
ส่วนทรงผมหนุ่มจิ๊กโก๋สมัยนั้นก็มักทำผมทรงสูงและหวีตั้งขึ้นใส่น้ำมันจน
เยิ้ม น้ำมันใส่ผมที่นิยมใช้ก็มักเป็นน้ำมันใส่ผมแบบเหนียวข้น ยี่ห้อ
"ตันโจติ๊ก" เพราะเป็นแท่งใช้สะดวก (เป็นหลอดคล้ายๆแท่งกาว)
ผมเกิดในช่วงก่อนปี 2500 เล็กน้อย ทันช่วงนี้พอดี
ตอนปิดเทอมมักจะไว้ผมยาวแล้วใส่น้ำมันตามยุคสมัย โดนแม่ว่าทุกที
เพราะซักปลอกหมอนยาก


ที่เรียกว่า "โก๋หลังวัง" เพราะสมัยก่อนนี้
ย่านวังบูรพาเป็นที่ชุมนุมของหนุ่มสาว จิ๊กโก๋-จิ๊กจี๋
เปรียบได้กับแถวๆสยามสแควร์
หรือย่านดังๆหลายแห่งที่หนุ่มสาวมักจะไปนัดพบกันในปัจจับัน
เราจึงเรียกหนุ่มสาวสมัยนั้นว่า "โก๋หลังวัง(บูรพา)"


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 501 4 ธ.ค. 2552 (00:01)


ผมได้พูดถึง Cliff Richard ในเรื่อง The Young Ones และ Summer Holidays ไปแล้วก็อดพูดถึง เอลวิสไม่ได้ เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของ "โก๋หลังวัง" สมัยนั้นเลยทีเดียว ผมจำได้ว่ามีหนังเพลงเรื่องหนึ่งของเอลวิส รู้สึกว่าจะฉายที่โรงหนังแกรนด์ สร้างในปี 1962 มาฉายเมืองไทยราวตอนที่ผมเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เรื่อง "Kid Galahad" ชื่อภาษาไทยว่า "นักมวยเสียงทอง" ในเรื่องนี้มีเพลงไพเราะดังๆอยู่ 6 เพลง


หนึ่งใน 6 เพลงนั้นคือเพลง "I got lucky" ซึ่งในหนังจะมีการเต้นรำในแบบ "Twist" ซึ่งเป็นที่ฮิตกันอย่างมากในยุคนั้น


 


 


ภาพเคลื่อนไหวแสดงท่าเต้นแบบ Twist นางเอกสวมชุดสีเหลืิอง พระเอก (เอลวิส)สวมเสื้อสีฟ้า ดูตัวอย่างเพลงได้ที่นี่ครับ >>>


Elvis Presley - I Got Lucky (Kid Galahad)



 


 


 


 


 


 



 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 502 4 ธ.ค. 2552 (21:34)

ท่าเต้นแบบ Twist  ไม่ทราบว่าท่าเดียวกับ  ท่าเต้นขยี้ก้นบุหรี่ หรือเปล่าครับ {#emotions_dlg.d5}


สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 503 5 ธ.ค. 2552 (00:46)

ท่าเต้นแบบ Twist ดูๆแล้วก็คล้ายๆท่าเต้นขยี้ก้นบุหรีแบบที่คุณสิงว่าจริงๆนั่นล่ะครับ แต่บางคนดูคล้ายๆขยี้ซิการ์ด้วยซ้ำไป



เพลงที่ทำให้เอลวิสโ่ด่งดังขึ้นมาในวงการคือ เพลง Love me tender ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของเอลวิส เป็นหนังขาว-ดำ ฉายที่โรงหนังเฉลิมเขตร์ ใกล้ๆบั้านผมนี่เอง มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "ไอ้เสือหาญ" จำได้ว่าเพลงนี้โด่งดังมาก คนร้องกันทั่วเมือง แถมยังมีคณะสเก็ตน้ำแข็ง Holiday on Ice มาแสดงที่สวนลุมพินี ข้างๆหอนาฬิกา ผมก็ไปดูกับครอบครัว จำฉากหนึ่งได้ เป็นคนแต่งตัวเป็นหมาตัวใหญ่ๆทำหน้าเศร้าๆ เล่นสเก็ตน้ำแข็ง ใช้เพลง Love me tender ประกอบ แล้วฉีดน้ำออกมาทำเหมือนน้ำตาไหลพุ่งออกมาอย่างแรง ฟังเพลงตัวอย่างที่นี่ครับ >>>


Elvis Presley - Love Me Tender


ต่อมาก็มีหนังเพลงอีกเรื่องหนึ่งฉายที่โรงหนังเฉลิมเขตร์เช่นกันคือเรื่อง Flaming Star เป็นหนังพวกคาวบอยตะวันตก มีพวกอินเดียนแดงด้วย มีขื่อไทยว่า "เลือดสังหาญ" เพลงเอกของเรื่องก็ชื่อเดียวกันคือ Flaming Star ฟังเพลงตัวอย่างที่นี่ครับ >>>


Elvis Presley - Flaming Star


ผมดูอยู่หลายรอบจนร้องได้ ที่ได้ดูหลายรอบเพราะว่า รู้จักพี่คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลโรงไฟฟ้าของโรงหนัง ชื่อ "พี่ขุนทอง" สมัยก่อนนี้โรงหนังเฉลิมเขตร์มีโรงปั่นไฟฟ้าใช้เอง อยู่ด้านหลังโรงห่างไปสักประมาณ 200 เมตร และมีบ้านพักของพนักงานโรงหนัง ซึ่งคุณพ่อของ"ศรีสมพร" (เพื่อนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่เคยเล่าให้ฟังตอนต้น) ก็พักที่นี่ พอหนังฉายไปได้สักหน่อย คนเข้าดูหมดแล้ว ผมก็ให้พี่ขุนทองพาเข้าไปนั่งตรงที่ยังว่างๆอยู่เป็นประจำ 


หนังใหม่ๆที่ฉายที่โรงหนังเฉลิมเขตร์นี้ บางที่ก็มีรายการพิเศษรอบปฐมทัศน์ โดยมีการแสดงต่างๆก่อนเรื่มฉาย มีดนตรีบ้าง กิจกรรมสนุกๆต่างๆบ้าง มีหนังอยู่เรื่องหนึ่งรอบปฐมทัศน์ ผู้จัดการก็มาเรี่ยไรของขวัญ หรือ Sponsor จากผู้คนในละแวกนั้น เขาก็มาขอบริจาคของขวัญจากแม่ของผมไปชิ้นหนึ่ง เพื่อเป็นการตอบแทนแม่ ผู้จัดการก็ให้ตั๋วดูหนังฟรี แม่ผมก็ให้ผมเข้าไปดูฟรี ก่อนจะเริ่มฉายก็มีกิจกรรมสนุกๆหลายอย่าง แล้วตบท้ายก่อนฉายหนังด้วยการแจกของขวัญ ผู้ดำเนินรายการประกาศว่า ขออาสาสมัคร 10 คน ขึ้นมาเพียงบอกชื่อ-นามสกุลก็จะสามารถเลือกของขวัญไปได้ 1 ชิ้น ประกาศอยู่หลายครั้ง ก้ไม่มีใครขึ้นไป ผมจำที่พ่อสอนได้ว่า "จงทำในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ หรือ ไม่กล้าทำ" ผมก็เลยลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นเวทีเป็นคนแรก ตอนนั้นผมแปลกใจมากที่มีคนปรบมือให้แล้วหัวเราะกันใหญ่ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเพราะผมยังเด็กมาก แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็จะเข้าใจ ว่าทำไม เพราะเราลองนึกเห็นภาพเด็กตัวนิดเดียวกล้าขึ้นไปบนเวทีคนเดียว ประกาศชื่อของตัวเองบนเวทีต่อหน้าผู้คนทั้งโรง ผู้ดำเนินรายการก็ให้ผมไปเลือกของขวัญเอง 1 ชิ้น ผมไม่รู้เลยว่าของขวัญชิ้นที่ผมเลือกนั้นก็คือของขวัญชิ้นที่แม่ผมบริจาคนั่นเอง ตอนหลังแม่มาเล่าว่า ผู้จัดการมาเล่าให้แม่ฟังว่า "ลูกชายคุณพี่นี่ร้ายกาจมากนะครับ ผมมาขอคุณพี่อนุเคราะห์ของขวัญร่วมสนุก แต่ลูกชายคุณพี่กลับไปเอาคืนมา" แม่บอกว่าเขาพูดด้วยความเอ็นดู และผมเองก็ไม่รู้ว่าแม่ให้ของขวัญชิ้นนั้นไป


ตอนที่ผมไปเรียนต่อที่เยอรมนี ก็มีหนังเก่าๆพวกนี้มาฉายทางโทรทัศน์เยอรมัน พากย์ภาษาเยอรมัน ผมอัดเก็บไว้หมด ตอนนี้ก็ทะยอยแปลงเป็น DVD เก็บอาไว้ดูเล่นจะได้ไม่ลืมภาษาเยอรมัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 504 6 ธ.ค. 2552 (06:02)


ขอกลับมาที่บริเวณโรงหนังแถวๆวังบูรพา ผมยังคงจำภาพเก่าๆสมัยนั้นได้ไม่เคยลืม แถวนั้นมีร้านขายหนังสือดีๆอยู่หลายร้าน เวลาพ่อแม่พาไปดูหนังแถวๆนั้น ผมเป็นต้องขอแวะร้านหนังสือ ผมต้องได้หนังสือที่พ่อแม่ซิ้อให้ติดมือกลับไปทุกครั้ง ตอนที่เรียนในมหาวิทยาลัยผมก็ยังไปเดินหาซื้อตำราฟิสิกส์ที่เป็นภาษาอังกฤษแถวๆนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นมีร้านขายหนังสืออยู่บ้าง ทุกวันนี้บางทียังฝันถึงเหมือนกัน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่า 40 ปีแล้วก็ตาม



ภาพที่เห็นอยู่ข้างบนนี้เป็นภาพหน้าโรงหนังแกรนด์ เปรียบเทียบสมัยก่อนกับปัจจุบัน เมื่อก่อนนี้การเดินทางไปมาผมใช้รถรางที่ทำงานโดยอาศัยไฟฟ้า ดำเนินงานโดยการไฟฟ้านครหลวง ที่เห็นในรูปมีลูกศรสีฟ้าชี้ไปที่สายไฟฟ้าที่รถรางใช้ดึงไฟมาเดินเครื่อง ปัจจุบันโรงหนังแกรนด์เลิกกิจการแล้ว กลายเป็นห้าง Mercymill แต่ถ้าดูที่หน้าห้างให้ดีจะเห็นมีร่องรอยแผงไฟแสดงรายการหนังที่เข้าฉายหลงเหลือไว้ให้เห็น (ลูกศรชี้สีแดง)


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ถัดไปทางด้านซ้ายมือที่อยู่ติดกันสมัยก่อนนี้เป็น "โรงหนังคิงส์" ปัจจุบันกลายเป็นห้าง Merry Kings - เมอร์รี่คิงส์ (ความจริงฝรั่งอ่านว่า เมร์-รี่-คิงส์)





ปัจจุบันบริเวณหน้าห้างจะเป็นที่ตั้งแผงลอยขายของกิน มีเก้าอี้บริการให้นั่งใต้ร่มไม้อย่างสบาย ทั้งบังมีบรรดาเสื่อผ้ากางเกงทั้งนอกและในวางจำหน่ายกันอย่างมากมาย บ้างแผงยังมีหุ่นโชว์ตัวอย่างกางเกงให้ดูด้วย หวลระลึกถึงสมัยก่อนนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าตรงบริเวณนี้จะเคยเป็นที่เจริญรุ่งเรือง หรูหราราวกับย่านสยามสแควร์ เป็นที่ชุมนุมของบรรดาวัยรุ่นและวันดึก โก๋-กี๋ ทั้งหนุ่ม-สาว และสูงอายุ ที่แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่าตามยุคสมัย


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 



เพลงยอดนิยมของบรรดาโก๋และกี๋หลังวังสมัยนั้น นอกจากจะเป็นเพลงของ Elvis, Cliff และ Beatles แล้ว ก็ยังมีนักร้องเพลงสากลสไตล์ลูกทุ่งยอดนิยมที่ดังมากอีกคนหนึ่ง นั่นคือ Hank Williams


Hank Williams - Wikipedia, the free encyclopedia


เด็กยุคใหม่อาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ถ้าบอกชื่อเพลง หลายคนต้องร้อง อ๋อ! แน่นนอน  Hank Williams เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงลูกทุ่งอเมริกันที่โ่ด่งดังมาก เพลงดังๆของ Hank Williams ก็มีอยู่มากมายหลายเพลง แต่ที่ดังๆมากมีอยู่สิบกว่าเพลงคือ  "Your Cheatin' Heart", "Lovesick Blues", "Long Gone Lonesome Blues", "Why Don't You Love Me?", "Moanin' the Blues", "Cold, Cold Heart", "Hey Good Lookin'", "Jambalaya (On the Bayou)", "I'll Never Get Out of This World Alive", "Kaw-Liga", "Take These Chains From My Heart"


โรงหนังคิงส์เคยฉายเรื่องราวของ Hank Williams โดยใช้ขื่อไทยว่า "เพลงลูกทุ่ง" อันที่จริงชื่อในภาษาไทยไม่ค่อยสื่อความหมายของหนังเท่าไร แต่คนก็รู้จัก หน้าโรงเขียนว่า หนังเพลงลูกทุ่ง แต่มีรูป Hank Williams ขนาดใหญ่ติดอยู่ที่หน้าโรง หนังเรื่องนี้ดังเป็นประวัติการณ์ของโรงหนังคิงส์เลยที่เดียว พูดง่ายๆว่าบรรดาโก๋และกี๋หลังวังไปดูกันอย่างเนื่องแน่นจนโรงหนังแทบปริแตกออกมาเลยก็ว่าได้ และฉายอยู่นานกว่าจะออกจากโรงไป  เชิญทดลองฟังเพลงของ Hank Williams ได้ที่นี่ครับ >>>


Your Cheatin' Heart (Hank Sr.)


ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ hank williams


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 505 7 ธ.ค. 2552 (01:34)


เมื่อเดินเข้าไปทางถนนข้างโรงหนังคิงส์เิดิม จะเป็นห้างเซ็นทรัล แต่ปัจจุบันกลายเป็นห้างสรรพสินค้า "China World" 


 


 


 


 



และจากห้าง China World เดินไปอีกราว 50 เมตร เลี้ยวขวาเข้าไป เมื่อก่อนนี้จะเป็นโรงหนังควีนส์ ปัจจุบันเห็นเขียนว่า Queens Plaza ดูท่าทางเก่าๆคล้ายๆเลิกกิจการไปแล้วเหมือนกัน


 


 


 


 



 


 


 


 


 


 


สมัยก่อนนี้ผมจำได้ว่าเคยมาดูหนังประเภทตื่นเต้นผจญภัยแบบสมัยโบราณ เช่น เรื่อง The Long Ships หรือที่มีชื่อภาษาไทยว่า "ศึกระฆังทอง" ดูตัวอย่างหนังได้ที่นี่ครับ >>>


The Long Ships - Golden Bell


 


 


 


 



แต่ภายหลังโรงหนังควีนส์ปรับปรุงใหม่ฉายหนังอินเดีย ผมจำได้ว่าเคยมาดูหนังกับยาย เป็นหนังดังมากเรื่องหนึ่งชื่อ Mother India มีชื่อภาษาไทยว่า "ธรณีกรรแสง" เวลาโฆษณาหนังทางโทรทัศน์ต้องให้เห็นว่า ใครๆที่ไปชมแล้วจะต้องซาบซึ้งร้องไห้กันทุกคน แต่พอไปดูจริงๆก็สมดังที่โฆษณา เป็นหนังที่ซึ้งมาก ได้คติสอนใจ ทำให้สังคมดีขึ้น ดูหนังตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>>


duniya main hum aaye- mother india


 


ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ youtube mother india


 


เนื่องจากตอนหลังๆทางโรงหนังจะเน้นหนังที่มาจากประเทศอินเดียเป็นหลัก เวลาโฆษณามักจะต้องบอกว่า ปรับปรุงใหม่ หอมเย็นชื่นใจ เพราะหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่ากลัวได้กลิ่นเครื่องเทศ แต่จริงๆไม่ได้เป็นเช่นนั้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 506 7 ธ.ค. 2552 (17:01)


เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมไปเดินเล่นแถววังบูรพา มีโอกาสถ่ายรูปด้านหลังของบริเวณที่เคยเป็นโรงหนังควีนส์มาก่อนโดยใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นที่มี GPS ด้วย เมื่อถ่ายแล้ว ดาวเทียมที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของผมก็จะบันทึกตำแหน่งพิกัดที่ผมยืนถ่ายรูปอยู่บนพื้นโลกตลอดจนวัน เดือน ปี เวลาที่ถ่าย และเชื่อมต่อกับ Google Map พร้อมกับแสดงผลออกมาบนจอ ผมจับภาพจากจอโทรศัพท์มือถือมาลงให้ดูเป็นตัวอย่างครับ


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 



พอผมได้พิกัดแล้ว ก็ป้อนค่าพิกัดนี้ใน Google Earth ผมก็จะได้ภาพถ่ายดาวเที่ยมของบริเวณที่ผมยืนอยู่ทันที ดังแสดงในรูปครับ


ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศน์ในปัจจุบัน ทำให้คนเราย้อนไปค้นหาข้อมูลในอดีตและสื่อความหมายกํนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 507 7 ธ.ค. 2552 (21:44)


โทรศัพท์มือถือของผมเครื่องนี้ยังถ่ายภาพ 3 มิติได้ด้วยครับ แต่เวลาจะดูต้องใช้แว่น 3 มิติที่ได้แนะนำในความเห็นที่ 493


 


 


 


รูปที่เห็นคือภาพด้านหลังของโรงหนังควีนส์เก่านั่นเองครับ



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 508 8 ธ.ค. 2552 (00:40)

กระทู้ของคุณน่าสนใจมากเกี่ยวกับ กทม.  เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นเพราะเป็นคน ตจว.

แวะมาขอบคุณที่ให้ความรู้เรื่องการแต่งกลอน  จะพยายามฝึกฝน 
      
    ขอบคุณสำหรับบทกลอนที่สอนสั่ง  เปรียบดุจดังเข็มทิศชี้ทางให้
    จะฝึกฝนทนเขียนกลอนต่อไป       สักวันคงทำได้ดีกว่านี้เอ๋ย


Wilawan112
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 509 8 ธ.ค. 2552 (10:38)

สมัยเด็กผมชอบมาดูหนังประเภทผจญภัยอภินิหารต่างๆ โดยเฉพาะหนังที่ทำ Animation ได้แนบเนียนของฮอลลีวู้ด เช่น พวก "The 7th Voyage of Sinbad" (1958) "Jason and the Argonauts" (1963)
"Golden Voyage of Sinbad" (1974) "Sinbad and the Eye of the Tiger"
(1977) และ "Clash of the Titans" (1981) ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ "เรย์ แฮรี่เฮาเซ็น" (Ray Harryhausen) สุดยอดนักสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากฮอลลีวู้ดวัย 89 ปี


The 7th Voyage of Sinbad" (1958) น่าจะชื่อ "จอมโจรซินแบด" ฉายที่โรงหนังเฉลิมเขตร์ ดูหลายรอบจนจำได้ว่า แสดงโดย  Steve Reeves - Wikipedia, the free encyclopedia ตอนเรียนหนังสือที่เบอร์ลิน ก็ยังอัดหนังเรื่องนี้แต่พากย์ภาษาเยอรมันเก็บไว้ดู



อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือ "Jason and the Argonauts" (1963) โดยผู้กำกับคนเดียวกัน มีชื่อภาษาไทยว่า "อภินิหารขนแกะทองคำ" เป็นเรื่องราวเทพนิยายกรีกโบราณ รู้สึกว่าจะฉายที่โรงหนังแกรนด์ ในเรื่องมีการปรากฏตัวของ "เจ้าสมุทร (Poseidon)" สมัยนั้นผมจำได้แม่นว่าผมนั่งดูเจ้าสมุทรโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ไม่สวมเสื้อเห็นขนจั็กแร้ยาวเฟื้อย ดูแล้วยังนึกในใจว่า ไม่น่าจะเป็นเทพเจ้าได้เลย ความสนุกสนานที่ผมได้รับนั้นนอกจากเกิดจากเทคนิคการสร้างแบบ Animation และเนื้อหาที่เป็นแบบผจญภัยแล้ว ผมยังได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องที่แม่ซื้อมาให้อีกหลายเล่ม ทำให้เกิดความใฝ่ฝันอยากไปเรียนต่างประเทศมากเลยครับ และตอนหลังผมก็ได้มีโอกาสเดินทางมาประชุมที่ประเทศกรีซ ผู้จัดการประชุมพามาเที่ยวที่ "วิหารเจ้าสมุทร (Temple of Poseidon)" ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล ทำให้หวลนึกเรื่องเรื่องราวต่างๆที่สนุกสนานในวัยเด็ก ผมถ่ายรูปสถานที่โบราณแห่งนี้ไว้เป็นที่ระลึกด้วย ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 411 หน้า 20



หนังประเภทนี้ ตอนหลัง 10 กว่าปีต่อมาก็มาฉายซ้ำอีกในโรงหนัง "อินทรา" แถวๆประตูน้ำ ลองดูต้วอย่างหนังเรื่อง "อภินิหารขนแกะทองคำ" ได้ที่นี่ครับ >>>



ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ Jason and the Argonauts


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 510 8 ธ.ค. 2552 (20:15)


หากจะพูดถึงพระเอกยอดนิยมที่แสดงหนังผจญภัยอิงประวัติศาสตร์หรือศาสนาแล้ว ก็อดนึกถึงพระเอกตุ๊กตาทอง  Charlton Heston  ไปไม่ได้ เมื่อวันที่ 5 เมษายนปีที่แล้วมานี้ Charlton Heston จากไปด้วยวัย 84 ปี หลายท่านคงรู้สึกอาลัยพระเอกผู้นี้เช่นกัน


Charlton Heston Dies at 84


พวกเราหลายๆคนรู้จักเขาในฐานะพระเอกในหนังเรื่องเบนเฮอร์ (Benhur) ฉายครั้งแรกที่โรงหนังเฉลิมเขตร์อยู่นาน หลังจากนั้นอีกเกือบ 20 ปีก็กลับมาฉายอีกในโรงอื่น รู้สึกว่าจะเป็นอินทรา แต่ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้ตามไปดู อันที่จริงเรื่องเบนเฮอร์นั้น จุดหลักอยู่ที่การกำเนิด "พระเยซู" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นหนังในแง่ศาสนาคริสต์ ที่เป็นเรื่องราวของพระเยซู แต่อาศัยการดำเนินเรื่องโดยตัวเอกต่างๆ และเหตุการณ์ที่สนุกตื่นเต้น เช่นฉากการแข่งม้าที่ยิ่งใหญ่และลงทุนมหาศาล


 


ดูฉากที่เบนเฮอร์พบพระเยซูที่นี่ >>>


Ben Hur and Jesus


เบนเฮอร์มีเพื่อนรักชื่อเมสซาลา ตอนหลังเป็นศัตรูกัน ดูฉากการแข่งรถม้าของเบนเฮอร์กับเมสซาลาที่นี่ >>>




ผมจำชื่อทั้งสองคนได้ เพราะตอนนั้นพ่อซื้อเครื่องพิมพ์ดีดใหม่ยี่ห้อ "เฮอร์เมส" จำได้ว่า เอาชื่อทั้งสองคนมารวมกัน แต่จริงๆแล้ว "เฮอร์เมส" หรือเฮอร์มีส เป็นชื่อของโอรสของมหาเทพซูสกับชายาองค์ที่เจ็ดชื่อ ไมอา ซึ่งเป็นธิดาคนโตในจำนวนเจ็ดคนของแอตลาสกับนางพลีโอนี


เฮอร์เมส - นายอังคาร


เฮอร์เมสเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์อย่างไร เชิญอ่านที่นี่ครับ >>>


ประวัติกระทรวงพาณิชย์ - moc


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 511 9 ธ.ค. 2552 (18:51)

หนังที่ทำให้ charleston Heston มีชื่อเสียงโด่งดังมีหลายเรื่อง เช่น บทบาทขอโมเสส ใน บัญญัติสิบประการ The Ten Commandments , บทบาทโรดริโก ดิอาซ เดอ วีวาร์ ใน เอลซิด El Cid หรือ จูดาร์ เบนเฮอร์  ในหนังเรื่อง เบนเฮอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะผู้แสดงดีเด่น Academy Award for Best Actor


นอกจากหนังอิงประวัติศาสตร์และศาสนาแล้ว เขายังเล่นบทบาทที่ยอดเยี่ยมในหนังนิยายวิทยาศาสตร์อีกด้วย เช่นบทบาทของนักบินอวกาศ ผู้พัน จอร์จ เทย์เลอร์ ใน พิภพวานร  Planet of the Apes



ช่วงราวๆก่อนหรือหลังเหตุกาณณ์ 14 ตุลาคม 2516 เล็กน้อย ช่วงนั้นทั่่วโลกกำลังพูดถึงประชาการล้นโลก วิกฤตอาหารโลก ผมกำลังเรียนในมหาวิยาลัย มีหนังนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งที่หน้าสนใจ ฉายที่โรงหนังสกาลาร์ หนังเรื่องนั้นคือ Soylent Green แสดงโดย Charleston Heston จำได้ว่าวันหนึ่งตอนกลางวันไม่มีชั่วโมงเรียน ผมก็เดินมาดูหนังเรื่องนี้ พอหนังเลิกก็เดินกลับเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมมุติเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2022 คนล้นโลก ขาดอาหารจนมีหน่วยงานที่มีการแอบเอาเนื้อคนมาทำเป็นอาหารกินกันเรียกว่า Soylent Green ผู้คนเข้าใจว่าทำจากพืช คนรวยอยู่รอด คนจนถ้าไม่ไหวสมัครใจตายก็จะมีบริการอำนวยความสขให้ก่อนตาย แต่ไม่มีใครรู้ว่า Soylent Green ทำจากมนุษย์ ตอนหลังพระเอกจับได้ และพยายามบอกผู้คนว่า "Soylent green is made of people.....Soylent green is people!" ลองดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ที่นี่ครับ >>>


charlton heston soylent green


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 512 11 ธ.ค. 2552 (03:12)


ช่วงนี้ใกล้เทศกาลคริสต์มาส ทำให้ผมนึงถึงกิจกรรมต่างที่ผมได้เคยร่วมกับเพื่อนชาวคริสต์นิกายต่างๆถือปฏิบัติแตก
ต่างกันไป และหากจะพูดถึง Charleston Heston
อีกครั้งในหนังที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ก็คงหนีไม่พ้อนหนังเรื่อง The ten
Commandments หรือ บัญญัติสิบประการ
จำได้ว่าฉายที่โรงหนังแกรนด์สมัยผมเรียนที่วัดพลับพลาชัย และต่อมาอีก 10
กว่าปีก็กลับมาฉายที่ฌรงหนังอินทราประตูน้ำ ตัวเอกของเรื่องคือ "โมเสส"
ซึ่งแสดงโดย Charleston Heston เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ว่าแต่ว่า "ใครคือโมเสส"


ชาวอียิปต์โบราณ หรือ
ชาวไอยคุปต์เรียกคนเรร่อนและทาสหรือเชยศึกที่มาอาศัยอยู่ในอียิปต์ว่า
อะปืรู (Apiru) ปรากกฏว่าคำนี้มีการคัดลอกผิดมาเป็น Hapiru หรือ Habiru
และต่อมาเพี้ยนเป็น ฮิบรู (Hebrew) ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเล่าว่าชาวฮีบรู เดิมเร่ร่อนอยู่ในปาเลสไตน์ แล้วอพยพ
หนีความแห้งแล้วอดอยากไปตั้งรกรากใหม่ทางดินดอนสามเหลียมปากแม่น้ำไนล์ เมื่ออยู่กันนานหลายชั่วอายุคนก็ออกลูกออกหลานมากมาย
จนฟาโรห์เกรงจะเป็นภัยต่อความมั่นคง หากไม่สามารถจำกัดจำนวน อย่างใกล้ชิด
ชาวฮีบรูจึงถูกลดสถานะลงเป็นทาสเรียกว่า อะบิรู
ทำหน้าที่ผลิดก้อนอิฐผสมฟางแห้ง แต่จำนวนทาสก็ไม่ลดน้อยลง
ฟาโรห์จึงมีราชโองการให้กำจัดทารกฮิบรูเพศชายที่เกิดใหม่ทุกคนด้วยการโยนลง
แม่น้ำไนล์เป็นอาหารของจระเข้และฮิปโปโปเตมัส ในช่วงนี้ตรงกับปี 1527 ก่อน ค.ศ.
แม่ของโมเสสซึ่งเป็นชาวฮิบรูเขาแอบเอาโมเสสที่มีอายุเพียง 3 เดือน ใส่ตระกร้าลอยน้ำไป ความที่เป็นเด็กบุญญาธิการสูง
ธิดาฟาโรห์จึงเป็นผู้พบตระกร้าและนำเด็กไปเลี้ยง ดูในวังตั้งชื่อให้ว่า
โมเสส พระคัมภีร์ระบุว่าเป็นภาษาฮีบรูหมายถึง "ฉุดขึ้นมา "
เพราะพระนางฉุดเขาขึ้นจากตระกร้าในน้ำ บ้างก็ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหญิงไอยคุปต์ตั้งชื่อบุตรบุญธรรมของตนด้วยภาษาฮีบรูจากคำ
ว่า MOSHE (MSHA แปลว่า "ฉุด" และ MOSHUI แปลว่า "ผู้ถูกฉุดขึ้นมา")
ดังนั้นโมเสสน่าจะเป็นภาษาอิยิปต์มากกว่า โดย MOSE หมายถึง "ลูกชาย"
ตรงกับภาษากรีกว่า Mosis เหมือนกับชื่อฟาโรห์ Thutmose แปลว่า
โอรสแห่งเทพเจ้าธุท


 





ต่อมาเมือ่โมเสสโตขึ้นเป็นเจ้าชายแห่งอียิปต์ แต่มารู้ความจริงว่าตนนั้นเป็นชาวฮิบรู
จึงไปอยู่กับชาวฮิบรู และได้มีโอกาสพบกับพระเจ้า
และได้รับเทวโองการให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์นับล้านคน อพยพออกจาก
อียิปต์ (EXODUS) หลังจากตั้งรกรากอยู่กินมานานถึง
430 ปี เพื่อไป สร้างบ้านเมืองของตนเองในดินแดนแห่งพันธสัญญา (The
Promised Land) ที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และ
เลบานอน
ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งพระเจ้าเตรียมไว้ให้ลูกหลานของพระองค์โดยเฉพาะ
โมเสสมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างชาติของชนอิสราเอลโดยต่อรองกับฟาห์โรต่างๆนา โดยเกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจหลายอย่างที่ปรากฏในหนัง แต่เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นเหตุการณ์อุบัติขึ้นตามธรรมชาติ
แต่ชาวฮีบรูมักตีความให้สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าเสมอ
ก็คล้ายๆกับคนไทย ที่เห็นพระอาทิตย์ทรงกลดในฤดูหนาวขณะที่ท้องฟ้าโปร่ง ก็มักจะโยงไปถึงบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ็ทั้งหลาย 
การอบยพชาวฮิบรูนับล้านคนหนีการไล่ล่าของกองทัพอียิปต์มาจนถึงฝั่งทะเลแดง ในหนังก็แสดงให้เห็นความสามารถของโมเสสที่ขอให้พระเจ้าแหวกทะเลแดง ให้ชาวฮีบรูหนีพ้นการไล่ล่าของกองทัพอียิปต์ไปได้


 


เมื่อข้ามฟากมาได้แล้ว ชาวฮิบรูหลายคนหลงผิดประพฤติชั่ว จนโมเสสต้องเข้าไปเฝ้าพระเจ้าบนยอดเขา Sinai และโมเสสได้นำ   บัญญัติ 10 ประการ - วิกิพีเดีย  หรือ คำสอนและข้อปฏิบัติตามคัมภัร์ไบเบิ้ลโดยสลักไว้ในแผ่นหิน 2 แผ่นมาเผยแพร่
บัญญัติ 10 ประการเป็นที่รู้จักในศาสนาคริสต์และลัทธิยูดาห์ มีดังนี้


 



  1. เจ้าจงอย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเรา

  2. เจ้าจงอย่าสร้างรูปเคารพสำหรับคนเป็นสัณฐานรูปใด ๆ
    ซึ่งมีอยู่ในท้องฟ้า อากาศเบื้องบน หรือแผ่นดินเบื้องล่าง
    หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ ปฏิบัติรูปนั้น ๆ ด้วยเราคือ
    ยะโฮวาฮพระเจ้าเบื้องบน ของเจ้า เป็นผู้หวงแหน ให้โทษของบิดา
    ซึ่งชังเราติดถึงลูกหลาน กระทั่ง ๓-๔ ชั่วอายุคน
    แต่แสดงกรุณาต่อผู้ที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราหลายพันชั่วอายุคน

  3. อย่าออกนาม ยะโฮวาฮ พระเจ้าของเจ้าเปล่า ๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์ท่านเล่นเปล่า ๆ นั้น พระเจ้าจะไม่ปรับโทษก็หามิได้

  4. จงนับถือวันสะบาโต (Sabbath day) คือ วันอาทิตย์เป็นวันบริสุทธิ์
    จงทำงานของเจ้าให้เสร็จใน ๖ วัน (ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์) แต่วันที่
    ๗ เป็นวันสะบาโตของพระยะโฮวาฮพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นจงอย่าทำงานใด ๆ
    คือเจ้าเองหรือบุตรธิดาของเจ้า หรือทาสของเจ้า
    หรือบรรดาสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกผู้อาศัยอยู่ข้างในประตูเมืองของเจ้า
    ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าได้สร้างฟ้าแผ่นดิน และทะเล
    และทุกสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั้งปวงนั้น พระองค์ทรงเหนื่อยมาก
    จึงทรงพักในวันที่ ๗ ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงอวยพรแต่วันสัปปาโต
    และทรงถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์

  5. จงนับถือพ่อแม่ของตน เพื่อเจ้าจะได้มีชีวิตยืนนานอยู่บนแผ่นดินที่พระยะโฮวาฮพระเจ้าของเจ้า ประทานแก่เจ้า

  6. อย่าฆ่าคน

  7. อย่าล่วงประเวณีในลูกเมียของเขา

  8. อย่าขโมย

  9. อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้านของเจ้า

  10. อย่าโลภอยากได้เรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากอยากได้เมียของเพื่อนบ้าน
    หรือทาสของเขา โค ลา ของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเพื่อนบ้านนั้น



 


ดูแนวคิดเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง บัญญัติสิบประการ ที่นี่ >>  The Ten Commandments : making of 1956 film


ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ที่นี่ครับ >>  The Ten Commandments - Movie Trailer


ดูตัวอย่างตอนที่โมเสสแหวกทะเลแดงให้ชาวฮิบรูข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งที่นี่ >> HOW MOISES AND HIS PEOPLE PASSED THE RED


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 513 11 ธ.ค. 2552 (23:24)


หนังเรื่อง The ten
Commandments หรือ บัญญัติสิบประการ เป็นหนังเก่าที่เด็กๆสมัยนี้อาจจะไม่รู้จัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเอามาทำใหม่ในรูปของหนังการ์ตูนในชื่อเรื่องว่า "เดอะ พริ้นซ์ ออฟ อียิปต์"  The Prince of Egypt - Wikipedia, the free encyclopedia


 


ดูหนังการ์ตูนตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>>


 


ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ the prince of egypt


 


 


 


 


 


 


 


พูดถึงทะเลแดง ดูมันห่างไกลจากจินตนาการของเรา เพราะอยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งเราได้รํบข่างคราวน้อยกว่าข่าวของพวกฝรั่ง สมัยเป็นนักเรียนมัธยมเราก็เรียนแต่เพียงว่า "คลองสุเอซ" เชื่อมระหว่างทะเลแดง กับ ทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน



ผมไม่เคยนึกฝันว่าในช่วงชีวิตผมจะได้ไปเห็นทะเลแดงที่โมเสสแยกน้ำให้ชาวฮิบรูเดินข้ามมา จนเมื่อ 2-3 ปีก่อนนี้ ผมได้รับเชิญให้ไปทำการอบรมครูในโครงการเด็กอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงการของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย ไม่เคยนึกว่าชีวิตผมจะต้อง "ไปทำงานที่ซาอุฯ" การอบรมครูในโครงการนี้จัดขึ้นที่เมือง Jeddah ซึ่งเป็นเมืองทางทิศตะวันตกของซาอุดิอาระเบีย ตั้งอยู่บนริมฝั่งทะเลแดง ที่ตื่นเต้นก็คือ ผมได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย ดังที่เห็นในรูป คนที่ยืนอยู่ตรงกลางด้านหลังคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของซาอุดิอาระเบีย


 


 


 


 





ผู้จัดการประชุมจัดให้ผมพักที่โรงแรม Hilton หน้าต่างห้องพักของผมหันไปทางทะเลแดง ทิวทัศน์งดงามมาก โดยเฉพาะยามเย็นตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เป็นสีแดงไปหมดเหมือนภาพถ่ายจากดาวอังคารเลยครับ



หากลงไปเดินเล่นตอนกลางวัน จะรู้สึกว่าร้อนจนแสบผิว อุณหภูมิก็ราวๆ 40 องศาเซลเซียส แม้จะมีลมจากทะเลบ้างแต่ก็ร้อนจนปวดหัวเลยครับ ต้องหาน้ำดื่มอยู่บ่อยๆ ส่วนน้ำดื่มที่นีราคาแพงมาก น้ำเปล่าที่บ้านเราขายขวดละ 6 บาท ที่นี่ขายคิดเป็นเงินไทยขวดละ 100 บาท ส่วนน้ำมันเบ็นซินเติมรถยนต์ขายคิดเป็นเงินไทยลิตรละ 6 บาทถูกจนเรียกได้ว่า อยากดื่มน้ำมันแทนน้ำกันเลยทีเดียว


 


 


 


 


 


 


 


ขณะที่ยืนอยู่บนริมฝั่งทะเลแดง ก็ทำให้คิดถึงหนังเรื่อง ”บัญญัติสิบประการ” ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่ยิ่งใหญ่และอัศจรรย์จนยากที่จะเชื่อว่าโมเสสพาชาวอิสราเอล 2 ล้านคนข้ามทะเลที่มีความลึก 800 เมตร ไกลกว่า 18 กิโลเมตรพร้อมกับการไล่ติดตามของกองทัพฟาโรห์แห่งอียิปต์ ด้วยรถม้าจำนวนมากมายที่ต้องถูกทำลายอยู่ใต้ท้องทะเล


ในอดีตมีเส้นทางที่ถูกค้นพบจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในช่วงเวลาที่ชาวอิสราเอลหนีออกจากประเทศอียิปต์ คาดกันว่าพวกเขาน่าจะอยู่กันเป็นบริเวณทางเหนือของอ่าวสุเอซ และเดินทางออกจากอียิปต์


เหตุการณ์ข้ามทะเลแดง
มีหลายคนคิดว่าอาจเป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติ เพราะบริเวณนั้นมีน้ำตื้น ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ น้ำขึ้นน้ำลง
แต่บริเวณดังกล่าวไม่น่าจะเป็น สถานที่ที่ถูกกล่าวในพระคัมภีร์ได้
เพราะว่าไม่ตรงกับที่พระคัมภีร์บรรยายไว้
และบริเวณน้ำตื้นไม่น่าจะเป็นบริเวณที่สามารถจมกองทหารทั้งหมดของอียิปต์ได้
ในขณะที่พวกเขาก็เดินนำหน้ากองทัพอียิปต์ไป ยังฝั่งตรงข้าม


ภายหลังจากการข้ามทะเลแดง
พระคัมภีร์ไบเบิ้ล บอกว่า พวกเขาเดินทางต่อไปยังภูเขาของพระเจ้าหรือภูเขาซีนาย
ที่อยู่ในดินแดนมีเดียน (
Midian) ที่โมเสสไปเข้าเฝ้าพระเจ้าและนำบัญญัติสิบประการลงมา 
แต่มีเดียนไม่ได้อยู่ในบริเวณที่เราเรียกว่าคาบสมุทรซีนายในวันนี้
มันอยู่ในซาอุดิอาระเบียและสามารถพบได้ในแผนที่ส่วนใหญ่ ที่ตั้งภูเขาแต่เดิม
ถูกค้นพบโดยคนของพระเจ้าคอนสแตนติน
ซึ่งเป็นผู้ค้นพบสถานที่หลายๆแห่งที่น่าเชื่อถือตามพระคัมภีร์
อย่างเช่นสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ศตวรรษที่
4 อยู่รอบๆดินแดนปาเลสไตน์
แต่ไม่มีหลักฐานใดๆทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายผู้คน ตลอด
40 ปี ที่เขียนบอกไว้ในพระคุมภีร์ที่เกิดขึ้น ณ คาบสมุทรซีนายเลย



ต่อมา Ron Wyatt นักโบราณคดีสมัครเล่นทำการสำรวจค้นหาความเป็นไปได้ตามบันทึกของพระคัมภีร์ไบเบิล
ที่คนจำนวนมากจะสามารถข้ามทะเลแดงมาได้
Ron มองหาในแผนที่ถึงบริเวณที่จะสามารถที่จะรองรับชาวอิสราเอลทั้งหมดได้
2 ล้านคน และพบเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้นคือ ชายหาดที่
Nuweiba ในอียิปต์ เป็นชายหาดที่ใหญ่มาก
ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าจะมีการข้ามทะเลแดงมา
บริเวณนี้เป็นส่วนที่อยู่ติดทะเลแดงตอนเหนือห่างจากที่ผมยืนอยู่ที่เมือง
Jeddah ขึ้นไปอีกไกลมาก


 





ผมเข้าไปดูใน Google Earth บริเวณที่ Ron Wyatt กล่าวถึง คือหาด Nuweiba จากภาพถ่ายดาวเทียมที่ผมค้นมาให้ดูนี้ พบว่าความกว้างของทะเลแดงช่วงนี้เป็นช่องแคบเล็กอยู่เหนือบริเวณที่เรียกว่า
อ่าว
Aqaba ทางข้ามนี้กว้างประมาณครึ่งไมล์
พื้นใต้ทะเลแดงส่วนนี้ค่อนข้างตื้นที่มีลักษณะเอียงเล็กน้อยไปสู่ชายหาดที่ซาอุดิอาระเบีย ท่านที่สนใจจะเข้าไปดูตามผมบ้างก็ได้ครับ ลองเข้าไปใน Google Earth  ผมพบว่ามันอยู่ที่พิกัด
E 34ฺิ
39 N
29


 


 


















ในปี ค.ศ. 1978 Ron Wyatt และลูกชายของเขา 2 คนเดินทางไปยังหาด Nuweiba เพื่อดำน้ำสำรวจอ่าว
ค้นหาสิ่งที่น่าจะเป็นหลักฐานบอกได้ว่า
สถานที่นี้เป็นที่จริงที่เกิดเหตุการณ์ข้ามทะเลแดง 
Ron Wyatt ใช้เครื่องสำรวจวัตถุต่างจากเรือของเขา  คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า
รถรบสมัยโบราณทั้งหมดของอียิปต์และรถม้าจำนวนมาก
ของกองทัพอียิปต์ที่ไล่ติดตามคนของพระเจ้า ถูกทำลายในวันนั้น



สิ่งที่เขาค้นพบใต้ทะเลคือ ล้อรถรบสมัยโบราณที่มี 4 ซี่
เปรียบเทียบกับภาพวาดในสุสานของอียิปต์ราณที่มีอายุราวช่วงเวลานั้น


 


 


 













และเพลาของรถรบที่ถูกปกคลุมด้วยปะการัง 


 


 


 











นอกจากนั้นยังพบกระดูกมนุษย์และกระดูกม้าจำนวนมากใต้ท้องทะเลบริเวณนี้
ภาพซ้ายที่เห็นเป็นกระดูกขามนุษย์ท่อนบนของผู้ชายสูงประมาณ
165 - 170 เซนติเมตรที่ถูกคลุมด้วยปะการังมาเป็นเวลานานมากและได้รับการทดสอบในห้องทดลองของมหาวิทยาลับ Stockholm รูปขวาแสดงล้อรถรบโบราณพบบริเวณอ่าว Aqaba ใกล้ชายฝั่งซาอุดิอาระเบีย
แต่เรื่องนี่ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมูนักวิชาการและนักการศาสนา


เชิญชมสารคดีที่เกี่ยวกับการค้นพบครั้งนี้ ที่นี่ครับ >>>  The Exodus and the Red Sea Crossing - Part 1


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 514 13 ธ.ค. 2552 (13:04)


เมื่อมาดูโรงหนังต่างๆแถววังบูรพาแล้ว จะไม่แวะเยี่ยมเยียนโรงหนังที่เก่าแก่อีกโรงหนึ่งก็ดูกระไรอยู่ โรงหนังเก่าที่อยู่ใกล้กันนั้นคือ "โรงหนังเฉลิมกรุง"


 


โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง หรือ "เฉลิมกรุง" เป็นโรงมหรสพหลวง ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นโรงภาพยนตร์ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เปิดฉายภาพยนตร์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 (สมัยรัชกาลที่ 7). ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485-2488 (รัชกาลที่ 8) ได้ใช้เป็นที่แสดงละครและดนตรี เนื่องจากไม่มีภาพยนตร์ฉาย. ต่อมาใน พ.ศ. 2536 ได้มีการปรับปรุงศาลาเฉลิมกรุงให้สามารถใช้ทั้งฉายภาพยนตร์และแสดงนาฎยศิลป์ จึงมีละครแสดงที่ศาลาเฉลิมกรุงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ภาพยนตร์เป็น
มหรสพและ การสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง
สามารถเทียบได้กับการโทรทัศน์ในปัจจุบัน โรงภาพยนตร์ในสยามสมัยรัชกาลที่ 7
นั้นมีประมาณ 20 โรง กระจายอยู่ทั่วเขตพระนครและธนบุรี
จัดฉายภาพยนตร์นำเข้าจากต่างประเทศ
ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้นเป็นภาพยนตร์จากสหรัฐ หรือจาก ฮอลลีวู้ดนั่นเอง


โรงภาพยนตร์สยามในสมัยนั้น มักเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก
ลักษณะคล้ายอาคารโรงไม้ หลังคามุงสังกะสี ไม่มีโรงขนาดใหญ่และหรูหรา
จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 ปีแห่งมหามงคลสมัยเฉลิมฉลองพระนครมีอายุครบ 150 ปี
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงมหรสพขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องด้วย
พระองค์ทรงโปรดภาพยนตร์เป็นพิเศษ
โรงภาพยนตร์แห่งใหม่ที่ทันสมัยและโอ่โถงหรูหรา ขนาดจุผู้ชมได้มากว่า 2,000
คน และนับเป็น โรงมหรสพ โรงแรกในเอเชียที่มีเครื่องปรับอากาศระบบไอน้ำ
(Chilled Water System)
ถูกสร้างขึ้นบริเวณหัวถนนเจริญกรุงตัดกับถนนตรีเพชร มีหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง นายนารถ โพธิปราสาท เป็นวิศวกร
ใช้สถาปัตยกรรมแบบเรียบง่าย ระหว่างตะวันตกผสมผสานกับไทย
และได้รับพระราชทานนามว่า "ศาลาเฉลิมกรุง" เปิดฉายปฐมฤกษ์ครั้งแรกเมื่อ
วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่จัดฉาย คือ "เรื่องมหาภัยใต้สมุทร"


ปัจจุบัน ศาลาเฉลิมกรุงยังคงเปิดดำเนินการอยู่
ภายใต้การบริหารของบริษัท เฉลิมกรุงมณีทัศน์ จำกัด
แต่มิได้ฉายภาพยนตร์เหมือนโรงภาพยนตร์ทั่วไปในยุคปัจจุบัน
แต่ถูกยกระดับให้เป็นโรงมหรสพแห่งชาติ
จัดฉายภาพยนตร์และเปิดการแสดงมหรสพสำคัญ ๆ ในโอกาสต่าง ๆ
โดยเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งคือ การฉายรอบปฐมทัศน์โลกของภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2544


 


 



 


รูปที่เห็นนี้เป็นรูปเปรียบเทียบของโรงหนังเฉลิมกรุงสมัยโบราณ (บน) และ โรงหนังเฉลิมกรุงในปัจจุบัน (ล่าง)


อ้างอิง :  ศาลาเฉลิมกรุง - วิกิพีเดีย


 


 


 


 




 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 515 16 ธ.ค. 2552 (00:20)


วันนี้นรู้สึกดีใจมากที่เพื่อนเก่าสมัยที่เรียนที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี และ โรงเรียนวัดพลับพลาชัยติดต่อมาทางอีเมล์หลังจากที่ไม่ได้พบกันกว่า 40 ปี เื่พื่อนรักเพื่อนเก่าคนนี้คือ "สมเกียรติ เกียรติก่อสิน" ที่ผมเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ คนที่เคยแสดงเป็น "เสือ" ในการละเล่นโบราณ "กระตั้วแทงเสือ" ร่วมกับเพื่อนรักของผมอีกคนหนึ่งคือ "สุรเทพ โลหิตกุล" แสดงเป็นเมียของบ้องตัน ในความเห็นที่ 198 หน้า 10 (<< คลิ้กเข้าไปดูได้ครับ) ที่บ้านสมเกียรติขายยางรถยนต์อยู่แถวๆ ห้าแยกพลับพลาชัย ผมเคยสอบถามเพื่อนๆคนอื่นว่าสมเกียรติตอนนี้อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครทราบเลย วันนี้จึงดีใจมาก


ผมจำสมเกียรติได้ดีเพราะ สมเกียรติเคยสอนภาษาไทยตอนหนึ่งให้ผม โดยบอกว่า คนส่วนใหญ่เขียนคำว่า "เกียรติ" ผิด รวมทั้งผมด้วย โดยเขียนเป็น "เกียรติ์" ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยเขียนคำว่า "เกียรติ" ผิดอีกเลย ยังนึกขอบใจ "สมเกียรติ" มาจนทุกวันนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 516 17 ธ.ค. 2552 (00:41)


ดีใจที่ได้พูดคุยกับสมเกียรติทางโทรศัพท์ และได้ส่งรูปและข้อมูลของเพื่อนเก่าๆ(แก่ๆ)มาให้ ความจริงแล้ว ผมรู้จักสมเกียรติตั้งแต่ก่อนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เรียกได้ว่ารู้จักกันมาราว 50 ปีแล้วเห็นจะได้ พร้อมๆกับอาจารย์นิรันดร์นั่นแหละครับ สมเกียรติบอกว่ามีการสังสรรค์กันทุกปีราวเดือนธันวาคม จัดกันมาราว 5 ปีแล้ว และไม่กี่วันมานี้ไปไปพบกันมา เสียดายที่ผมไม่รู้ ไม่งั้นคงได้ไปร่วมวงสนทนาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้พบกับครูบุญเหลือ ทองเอี่ยมที่สอนวิชาวรรณคดีไทย ดูจากรูปแล้ว ผมจำครูบุญเหลือได้เพียงคนเดียว ผมเอารูปของครูบุญเหลือเมื่อ 40 กว่าปีก่อนมาเปรียบเทียบ (รูปครูเล็กๆ ที่มีนักเรียนตั้งแถวอยู่นั้น ถ่ายที่วัดเบญจมบพิตร ตอนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ครับ) เพราะนั้นคือภาพของครูที่ผมยังถูกบันทึกไว้ในสมองของผม นอกนั้นเป็นเพื่อนเก่าๆที่ผม นึกหน้าไม่ออกเลยสักคนครับ 


นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนสมัยก่อนนี้ ผมมีความรู้สึกว่าต่างจากปัจจุบันมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ผมรู้สึกเสียดายสิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณของความเป็นครู" สมัยก่อนรู้สึกว่ามีมาก และขณะเดียวกัน เสียดาย "สัมมาคารวะของนักเรียน" มันหดหายไปมาก สองสิ่งสองด้านนี้ หากยังคงอยู่ สังคมของเราคงไม่ยุ่งเหยิงแบบนี้ เพราะมันจะเต็มไปด้วยความเข้าใจ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ตลอดจนให้ความเคารพนับถือซึ่งกันแลกัน แต่นั้นก็เป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของผมเท่านั้น คนอื่นอีกหลายๆคนอาจจะเห็นต่าง ซึ่งทำให้ผมกลายเป็น "ชนกลุ่มน้อยหัวโบราณ"ไปก็ได้


ผมไม่เคยลืมพระคุณของครูบุญเหลือที่เป็นแรงบันดานใจให้ผมชอบวิชาภาษาไทย ดังที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 238 หน้า  11 (<<< คลิ้กดูที่นี่ครับ)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 517 20 ธ.ค. 2552 (23:17)


สมัยเด็กผมชอบไปดูหนังกับเพื่อนๆ หนังเรื่องไหนดีบางที่เราดูจากระยะเวลาในการฉาย สมัยก่อนนี้มีหนังที่ฉายนานหลายเดือนอยู่หลายเรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่ฉายที่โรงหนังเท็กซัส ฉายนานถึง 7 เดือน หนังเรื่องนั้นคือหนังอินเดียชื่อ "ช้างเพื่อนแก้ว" เป็นหนังที่สร้างเมื่อปี พ.ศ.2514  นำโดย ราเยซ คานนา  /  ทานูจา 
ผู้พากย์หนังอินเดียดัง ๆ ในยุคนั้นคือ "ทิวา-ราตรี"


ดูหนังตัวอย่างที่นี่ครับ >>>


HaathiMereSaathi ช้างเพื่อนแก้ว


 


 


 



พูดถึงการสร้างหนังเรามักจะนึกถึง "ฮอลลีวู้ด"
เมืองแห่งการสร้างภาพยนต์ที่ทั่วโลกรู้จัก
แต่ถ้าพูดถึงหนังอินเดียต้องนึกถึง "บอลลีวู้ด" ซึ่งอยู่ที่เมือง
"บอมเบย์"  ความจริงคำว่า "บอลลีวู้ด"
เป็นคำเลียนแบบ"ฮอลลีวู้ด"แต่อยู่ที่ บอมเบย์ ก็เลยใช้ บ.ใบไม้นำหน้า
สมัยก่อนที่อินเดียยังเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ พวกฝรั่งเรียกเมือง "บอมเบย์"
แต่พออินเดียได้รับเอกราช ก็ไม่อยากใช้คำฝรั่งให้เจ็บช้ำน้ำใจ
จึงเรียกแบบอินเดียว่า "เมืองมุมไบ" ซึงก็คือเมืองเดียวกันนั้นเอง
หลายคนอาจจะงงนึกว่าคนละเมือง


ผมได้มีโอกาสไปประชุมขององค์การ UNESCO ที่เมืองมุมไบเมื่อหลายปีก่อน
ที่สนามบินดอนเมืองแจกใบปลิวแนะนำว่า
ควรหาน้ำดื่มติดตัวไปเองระหว่างเดินทาง
หากไปดื่มน้ำข้างทางที่อินเดียอาจติดเชื้อ ไม่สบายได้
เพื่อนผมเป็นคนอังกฤษถึงขนาดท้องเสียเข้าโรงพยาบาลเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ตามถนนหนทางจะมีขอทานเยอะมาก ผู้คนหนาแน่นราว 5 ล้านคน
อย่าได้ไปให้เงินขอทานเชียว หากเราสงสารเด็กขอทานให้เงินไป 1 คน
คราวนี้แหละจะแห่มานับสิบๆคนเลยทีเดียว
บางทีเดินๆไปก็มีหมองูจับงูมาเป่าแสดงตามข้างถนน
ผมเดินเล่นกับเพื่อนชาวฮ่องกงที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง
เราเห็นหมองูเป่าแสดง ก็เลยถ่ายรูปไว้
เจ้าหมองูลุกขึ้นพรวดพราดเข้ามาไถเงินทันที ขอเงินผมกับเพื่อนคนละ 1 US$
เรา 2 คนเห็นว่าแบบนี้มันไถเงินเกินไป ก็เลยเดินหนี เจ้าหมองูพูดขู่เสียดังว่า หากไม่ให้เงิน ก็จะปล่อยงูออกมากัด เรา 2 คนเลยวิ่งหนี บังเอิญเป็นที่ชุมชนคนเยอะ ก็เลยรอดตัวไป


ที่โรงแรมในเมืองมุมไบที่เราพักอยู่นั้น
ทางเดินในโรงแรมมีการปูพรมตรงทางเดิน แลดูหรูดี
แต่พอมาเห็นวิธีการทำความสะอาดพรมของเขาแล้ว ดูแปลกดี
คือพนักงานโรงแรมจะช่วยกันแบกพรมออกไปวางที่ถนนแล้วให้รถยนต์ที่วิ่งไปมาทับ
ไปทับมาเพื่อไล่ฝุ่นออก ความจริงฝุ่นก็ออกได้มากเหมือนกัน
ดีว่าใช้คนมาตีพรมไล่ฝุ่นทำความสะอาด พอฝุ่นออกพอสมควรแล้ว พนักงานก็ช่วยกันแบกพรมไปปูที่ทางเดินของโรงแรม


หน้าโรงแรมจะมีรูปปั้นเทพเจ้าองค์ต่างๆตามศาสนาฮินดู
แล้วแต่ใครจะนับถือองค์ไหน ที่โรงแรมนี้ผู้จัดการนับถือพระพิฆเนศวร์
ก็มีรูปปั้นวางไว้ ในรูปผมถ่ายรูปกับผู้จัดการโรงแรม ที่น่าสนใจคือ
พาหนะของพระพิฆเนศวร์ก็คือ "หนู"แปลกดี "ช้างขี่หนู" เป็นจะเป็นไปได้อย่างไร (ดูรูปหนูตรงศรชี้)


อาหารอินเดียมักจะใส่เครื่องเทศกลิ่นแรง หลังจากรัปประทานอาหารแล้ว
ด้านทางออกจะมีจานใส่พวกเครื่องที่เคี้ยวดับกลิ่นปาก
คล้ายๆข้าวคั่วใส่กับปนกับผงที่ได้จากพืชจำพวก Mint ดับกลิ่นปาก ใช้เคียวดับกลื่นปากแทนหมากฝรั่งนั่้นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 518 8 ม.ค. 2553 (15:03)
หวัดดี จันทร์ชัย (ดร.แขชนะ)
ไม่ได้เข้ามาเสียนาน หวังว่านายคงสบายดี สวัสดีปีใหม่ครับผม
ความจริงก็คือ ผมเป็นคนบอกพรรคพวกที่เจอกันตอนเดือน ธค.ในงานเลี้ยงให้เข้ามาอ่านข้อเขียนของดร.แขชนะ ที่มีเรื่อวราวอดีตเกี่ยวกับร.ร. สมเกียรติก็เลยได้ติดต่อนายอีกครั้ง
ในฐานะที่ผมอยู่ในวงเลี้ยงสังสรรค์ด้วย และเพื่อนก็จำเพื่อนไม่ได้จะชี้เป็นรายบุคคล ดังนี้

1) ขวาสุด ชื่อว่า อำนวย
2) ที่สองจากขวา คือ พงษ์ศักดิ์ (ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น เกรียงศักดิ์) คนที่นายบอกว่าเขาเป็นคนที่สุภาพมาก ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
3) ที่สามจากขวา ก็คือผมเอง พิชัย (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วรวัฒน์)
4) ติดกับผม ก็คือ ซ่งย้ง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น กิตติชัย) เจ้าของ แม่ไม้เพลงไทย เพลงเก่าทั้งหลายที่มีบูธขายตามสรรพสินค้า
5) ที่นั่งขวามือของครูบุญเหลือ ชื่อเดิม เหว่งจง ปัจจุบันชื่อ พิสิษฐ์
6) ที่นั่งซ้ายมือของครู ก็คือ อรทัย
7) คนถัดจากอรทัย ก็คือ จันทร์เพ็ญ นายคงไม่รู้จัก เพราะว่าจันทร์เพ็ญ เข้าตอนประถม 7
8) ที่สามจากซ้าย คือ ย่งกวง
9) ที่สองจากซ้าย ก็คือ สมเกียรติ คนที่นายกล่าวถึง
10) ซ้ายสุดก็คือ อาซ้อ ของสมเกียรติ ครับผม

อ้อ อ้างถึงบัญญัติ สิบประการที่นายขียนไว้นั้น จะเป็นการรบกวนหรือเปล่าถ้าอยากให้ช่วยเขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งสิบประการให้ด้วย เราจำได้ (ตอนดูหนังเรื่องนี้) ข้อ 6 คือ THOU SHALL NOT KILL ส่วนข้ออื่นๆจำบ่ได้ครับผม

พิชัย (วรวัฒน์)
สหายลืมวัย
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 519 8 ม.ค. 2553 (21:56)

ขอบใจพิชัยมากที่เข้ามาเล่าแจ้งแถลงไขว่าใครเป็นใคร ทำให้มองเห็นภาพเปรียบเที่ยบกับสมัยก่อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นหน้าตาและข่าวคราวของเพื่อนๆ


ผมไปสอนหนังสือที่ Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน (บริเวณวงกลมสีชมพูในแผนที่) เพิ่งจะกลับมาถึงเมืองไทย ทีอะไรหลายอย่างที่อยากเล่าให้ฟังแต่เข้า วิชาการ.คอม ไม่ได้อยู่หลายวัน วันนี้มาบรรยายที่สงขลา วันอาทิตย์ไปบรรยายที่ยะลา ตอนเย็นบินกลับกรุงเทพ ว่างๆจะทยอยเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟังอีก ยังมีอีกหลายเรื่องที่นึกได้



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


สนามบินที่เมืองกุ้ยหลินมีชื่อว่า "สนามบินเหลี่ยงเจียง" แปลว่า "สนามบินสองแม่น้ำ" ที่มีชื่อนี้เพราะว่า ที่กุ้ยกลินมีแม่น้ำที่มีชื่อสองสายมารวมกัน แม่น้ำนั้นคือแม่น้ำ เถา ฮวา (ตรงวงกลมสีเหลืองอ่อน)  และ แม่น้ำหลี่(ตรงวงกลมสีเขียวอ่อน) ซึ่งเป็นที่มาของเพลงดัง ที่เคยกล่าวมาแล้วคือ


เพลงดอกท้อริมธาร หรือ เพลงแป้งน้ำพรรณงาม  YouTube - 桃花江


และเพลงในชุดเพลงรักชาวเรือ ( เพลงรักชาวเรือ ดั้งเดิม ) นั่นเอง


กุ้ยหลินตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำหลี่ ที่งดงาม นัยว่าเป็นสถานที่ 1 ใน 1000 แห่งที่ควรไปเยี่ยมชมก่อนตาย






















แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 521 11 ม.ค. 2553 (23:18)


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ผมเอารูปของเพื่อนๆสมัยก่อนเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว มาเปรียบเทียบกับปัจจุบันเพิ่อเพิ่มบรรยากาศให้กับกระทู้นี้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 522 14 ม.ค. 2553 (03:51)

ช่วงปลายปี 2552 ผมเดินทางไปสอนหนังสือที่ Guangxi Normal University
เมืองกุ้ยหลิน เมื่อก่อนนี้ผมบินด้วยสายการบิน Bangkok Airways
ตรงจากกรุงเทพฯ ไปกุ้ยหลิน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที แต่เดี๋ยวนี้
เที่ยวบินนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ผมเลยต้องเดืนทางด้วยสายการบิน China
Southern Airlines ต้องบินไปลงที่กวางเจา
แล้วต่อเครื่องไปยังกุ้ยหลินอีกทีหนึ่ง



 


 


 


 


ผมต้องรอต่อเครื่องที่กวางเจาเป็นเวลาราวเกือบ 6 ชั่วโมง เพราะเครื่อง
Delay จึงหาทางไปเที่ยวในเมืองกวางเจา ซึ่งต้องนั่ง Taxi
เข้าไปในเมืองใช้เวลาประมาณ 45 นาที ได้เที่ยวแห่งเดียวคือ
พิพิธภัณฑ์ตระกูล "เฉิน" (Chen) () ในภาษาจีนกลาง แต่ถ้าเป็นภาษาแต้จิ๋วจะอ่านว่า แซ่ตั๊ง
แต่ถ้าเป็นสำเนียงกวางเจา ซึ่งใช้ภาษากวางตุ้ง จะออกเสียงเป็น "ฉั่น"
แต่สำเนียงฮกเกี้ยนออกเสียงว่า "ตัน" ทำให้คิดถึงเพื่อน 2
คนสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่เคยพูดถึงในตอนต้นๆคือ
ตั้งเซ่ยตี้ แซ่ตั้ง และ ออนก๊อก แซ่ฉั่น
พิพิธภัณฑ์ที่ผมไปเยี่ยมเยือนนี้ก็เป็นของตระกูลเพื่อนทั้งสองคนนี้เอง



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


แซ่ตั้ง หรือ แซ่เฉิน เป็นหนึ่งใน 5 ตระกูลใหญ่ที่มีลูกหลานมากที่สุดในโลก



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ตระกูลเฉินมีประวัติย้อนไปเมื่อ 1043 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อโจวอู่อ๋อง
(ในรูปซ้ายมือ)
กษัตริย์แห่งแคว้นโจวตะวันตกค้นหาทายาทของกษัตริย์ซุ่นตี้แห่งราชวงศ์ซางที่
ล่มสลายไป จนได้พบกุยหม่าน ทายาทสืบสกุลของซุ่นตี้
จึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย และแต่งตั้งให้เป็นขุนนางปกครองเมืองเฉิน
(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในมณฑลเหอหนาน)และให้เฝ้าสุสานซุ่นตี้
เมื่อกุ่ยหนานเสียชีวิต ก็ได้รับพระราชทานนามว่า "เฉินหูกง"
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตะกูลเฉิน ซึ่งมีตราประจำตระกูลดังแสดงในรูปขวามือ


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


พิพิธภัณฑ์ตระกูลเฉิน นับเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเมืองกวางเจา ที่เห็นในรูปคือประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าเยี่ยมชมจะต้องซื้อบัตรเข้าชม ซึ่งมีราคา 10 หยวนหรือราว 50 บาท บัตรเข้าชมทำเป็นไปรษณียบัตร ด้านหลังจะมีแสตมป์ด้วย


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


เมื่อซื้อบัตรแล้วก็เดินเข้ามาที่หน้าบ้าน หรือที่จริงน่าจะเรียกว่า คฤหาสน์ตระกูลเฉินมากกว่า


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


รูปบนแสดงด้านหน้าทางเข้า เมื่อเข้าไปแล้วจะเจอบานประตูไม้เก่าแก่แกะสลักอย่างงดงาม


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ผ่านจากประตูไม้แกะสลักเข้ามาจะเป็นตัวเรือนชั้นใน (รูปบน) สองข้างทางจะเป็นทางเดินที่มีหลังคาบังกันแดดกันฝน (รูปล่าง)


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


เมื่อเดินเข้ามาในคฤหาสน์ด้านในจะพบกับ แท่นบูชาบรรพบุรุษทำเป็นชั้นๆราวกับขั้นบันได (รูปบน) เป็นที่วางป้ายชื่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว (รูปล่างขวา)


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


รูปบนซ้ายมือเป็นภาพของแท่นบูชาบรรพบุรุษของดั้งเดิมก่อนการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ช่วงที่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ได้ถูกลื้อทำลายไปเกือบหมด ตอนหลังได้มีการทำขึ้นมาใหม่เป็นชั้นๆสีแดง ส่วนที่เป็นบริเวณสีดำบางส่วนนั้นคือของดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่ ส่วนป้ายชื่อทั้งหลายถูกทำลายไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ถัดจากห้องบูชาบรรพบุรุษไปทางซ้ายมือ จะเป็นห้องแสดงงานศิลปหัตถกรรมของตระกูลอันได้แก่พวกงานแกระสลักและงานปั้นต่างๆ ที่เห็นในรูปจะเป็นงานแกะสลักตัวอักษรจีนบนเมล็ดข้าวสาร เล็กมากจนต้องใช้แว่นขยายส่องเพื่ออ่านจึงจะมองเห็น


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ที่เห็นในรูปเป็นหนังสือเล่มจิ๋ว ต้องใช้แว่นขยายช่วยจึงจะอ่านได้


 



ที่เห็นในรูปคืองานปั้นดินเผาต่างๆ


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


งานฝีมือที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของตระกูลเฉินก็คืองานแกะสลักงาช้าง รูปบนแสดงการแกะงาช้างเป็นรูปเรือ รูปบนขวาแสดงลวดลายที่ละเอียดละออยิ่งของตัวเรือ รูปล่างแสดงขั้นตอนการแกะสลักงาช้างให้เป็นลูกบอลล์หลายชั้น


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


รูปที่เห็นข้างบนเป็นงานฝีมือการแกะกระดูก รูปตรงลูกศรชี้เป็นรูปแพะ 5 ตัว ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองกวางเจา


 



 


 


 


 


 


 


 


 


ถัดไปเป็นห้องรับแขก หน้าประตูห้องรับแขกจะเป็นไม้แกะสลักเถาองุ่นและลิ้นจี่ที่ออกผลเป็นช่อดูงดงาม


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ถัดจากห้องรับแขกจะเป็นห้องเรียนหนังสือ รูปบนซ้ายจะเป็นรูปที่มองจากด้านนอก จะมีหน้าต่างกระจกสีฟ้าเป็นช่องๆ ถ้ามองจากด้านในจะเห็นหน้าต่างกระจกสีฟ้าอย่างชัดเจน รูปล่างซ้าย เมื่อมองลองหน้าต่างสีฟ้าออกไปยังด้านนอกจะเห็นภาพที่มองแล้วเย็นสบายตาเหมาะกับการใช้เป็นห้องเรียน เปรียบเทียบกับภาพจริงจากด้านนอกในภาพล่างขวา


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ภาพซ้ายมือแสดงโต๊ะไม้และแผ่นไม้ติดผนังแกะสลักจากไม้ที่มีลวดลายละเอียด ภาพขวาเป็นมุมหนึ่งของห้องนอน มีเตียงไม้ โต๊ะและโคมไฟ


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


รูปซ้ายเป็นห้องสนทนาเอนกประสงวค์สำหรับเหล่านักวิชาการที่มาชุมนุมกัน รูปบนขวาเป็นห้องนั่งคุยกันของพวกผู้หญิง ภาพล่างขวาเป็นภาพห้องนอนเล่น ยืดแข้งยืดขา


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ภาพบนเป็นภาพลานกว้างหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ภาพล่างขวา ผมถ่ายรูปกับรูปสิงโตหินหน้าคฤหาสน์ ภาพล่างขวาเป็นภาพตู้ไปรษณีย์และโทรศัพท์สาธารณะที่ให้บริการอยู่หน้าคฤหาสน์


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ด้านหน้าทางเข้าจะมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่วางขายของบริการนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมพิพิธภ้ณฑ์แห่งนี้ อันได้แก่ (บน) ช่างแกะสลักงาช้าง - วัสดุต่างๆที่ได้จากสัตว์ป่า - สตอเบอรี่ (ล่าง) ของกินจากมณฑลซินเจียง ได้แก่ ลูกเกด อินทผาลัม ถั่วต่างๆ - มันเผาและน้ำตาลสายไหม - ลูกเกาลัดคั่ว


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ภาพถ่ายแบบสามมิติ (ต้องใช้แว่นตาสีแดง-น้ำเงินมองดู)


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


รูปบนขวาเป็นรถเมล์ไฟฟ้าประจำทางที่ให้บริการประชาชนอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ รูปซ้างเป็นป้ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ปี 2010 ที่จะมีขึ้นที่เมืองกวางเจา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 523 15 ม.ค. 2553 (18:44)
สำหรับเพื่อนสมาชิกแก่ๆที่อยากได้เนื้อเพลงแม่น้ำดอกท้อบาน 桃花江 หรือ เพลงดอกท้อริมธาร หรือ เพลงแป้งน้ำพรรณงาม ที่เป็นต้นฉบับภาษาจีน เชิญที่นี่เลยครับ




桃花江

桃花江


桃花江邊好風光

桃花多開放

好比那美紅妝


(**)

桃花千萬朵呀

開在江邊上

江邊有人家呀

桃花做圍牆

只見遠遠近近高高下下

一片錦繡好像桃花帳


啊 桃花江

啊 桃花江



女兒勤工作呀

江邊洗衣裳

男兒勤墾荒呀

田裏耕耘忙

大家談談笑笑嘻嘻哈哈

無憂無愁同聲把歌唱

repeat( **)
啊 桃花江

啊 桃花江


桃花江邊好風光

桃花多開放

好比那美紅妝




อันที่จริงเพลงนี้เก่าแก่มาก ย้อนหลังไปถึงปี ค.ศ.1929 เลยทีเดียวครับ ลองฟังตัวอย่างเพลงเก่าที่นี่ ฟังเสียงคล้ายนักร้องไทยยุคโบราณที่มีเสียงแหลมแสบแก้วหู บันทักด้วยแผ่นครั่ง speed 78
http://www.youtube.com/watch?v=ZXT5o_giiLU

王人美 + 黎莉莉 - 桃花江 1929

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 526 23 ม.ค. 2553 (11:40)
มีรูปและเรื่องราวสมัยเก่าๆ อยากเอามาเล่าให้ฟัง แต่น่าเสียดายที่ วิชาการ.คอม ปรับปรุงแล้ว ใช้ไม่ค่อยสะดวกเลย ลงรูปไม่ได้ด้วย
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 527 23 ม.ค. 2553 (13:45)
กระทู้นี้น่าติดตามมากค่ะ

ทึ่งมากกับชิ้นงานศิลปะขนาดจิ๋วของคนโบราณ (เรียกว่าศิลปะนาโน จะได้ไหมคะ)

คนทำจะต้องมีจิตที่ละเอียดและนิ่งมาก ๆ เลย

คุณพ่อเคยเล่าให้ฟัง (ท่านอ่านหนังสือมาก อาจจะไม่เคยเห็นของจริง) ถึงศิลปะจิ๋วหลายอย่าง

เช่น เรือที่ทำจากเม็ดหนำเลี้ยบ มีความงดงามและความละเอียดอย่างมหัศจรรย์ ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ลวดลายและสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นส่วนประกอบของเรือมากมาย



ตระกูลเฉิน หรือฉั่น หรือตั้ง หรือตัน เป็นตระกูลที่ใหญ่มากพอ ๆ กับตระกูลหลี่ หรือ ลี่ ของดิฉัน

แต่ หลี่ จะออกเสียงคล้ายกันไม่ว่าจะเป็นคนจีนภาคไหนมณฑลใด เป็นตระกูลของจักรพรรดิราชวงศ์ถัง
และมีมาก่อนราชวงศ์ถัง สืบสาวย้อนไปได้ถึง หลี่ไป๋ นักปราชญ์และนักกวี ไปจนถึง ปรมาจารย์หลี่ เจ้าลัทธิ "เต๋า" (แปลว่า มรรค)



เหตุที่ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงคล้ายภาษาฮกเกี้ยน ไม่คล้ายภาษากวางเจาเลย ทั้งที่อยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ก็เพราะว่าสมัยโบราณ แต่จิ๋ว สังกัดมณฑลฮกเกี้ยน ต่อมา มีการแบ่งเขตมณฑลกันใหม่ ตัดแต้จิ๋วให้มาสังกัดมณฑลกวางตุ้งในภายหลัง



ในช่วงที่ยังไม่สามารถโพสต์รูปได้สะดวก อาจารย์ส่งรูปเข้าไปใน mail ของดิฉันก่อนก็ได้ค่ะ

จะจัดการโพสต์ให้ อยากดูรูปที่น่าสนใจค่ะ

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 528 23 ม.ค. 2553 (23:48)
ครูไผ่บอกว่า.....

สมัยโบราณ แต่จิ๋ว สังกัดมณฑลฮกเกี้ยน ต่อมา มีการแบ่งเขตมณฑลกันใหม่ ตัดแต้จิ๋วให้มาสังกัดมณฑลกวางตุ้งในภายหลัง



อ้อ ! เป็นอย่างนี้นี่เอง ก๋งของผมที่มาจาก "ซัวเถา" ในมณฑลกวางตุ้ง จึงไม่ได้พูดกวางตุ้ง แต่พูดแต้จิ๋ว



กระทู้นี้ตั้งมาครบ 1 ปีพอดี ไม่นึกว่าจะมีคนเข้ามาดู 2 แสนกว่าคน เฉลี่ยวันละ 600 กว่าคน

ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 532 24 ม.ค. 2553 (22:34)




อำนวยเป็นเพื่อนนักเรียนที่เรียนชั้น ป.6 ห้องเดียวกับผม อำนวยเป็นเพื่อนที่เราร่วมซุกซนหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน

สมันนั้นเรามีการทดลองสนุกๆโดยเอาเปลือกส้มมาบีบน้ำมันใส่ไม้บรรทัดพลาสติก จะทำให้พลาสติกละลายได้






จากนั้นใช้นิ้วมือขยี้บนไม้บรรทัดที่มีน้ำมันผิวส้ม เมื่อดึงนิ้วออกมาก็จะมีเส้นใยพลาสติกยืดตามออกมา
ดังแสดงในรูป






เราปล่อยให้พลาสติกที่ละลายติดมือออกมาด้วย เมื่ือเราขยับนิ้วมือเข้าออก ก็จะเกิดเป็นเส้นใยพลาสติดฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง

วันนั้นเป็นชั่วโมงภาษาไทยของครูปราณีต ครูสังเกตเห็นอำนวยทำเส้นใยฟุ้งไปทั่วห้องก็เรียกอำนวยออกไปยืนกอดอกหน้าห้อง

ขณะที่ยืนกอดอก อำนวยก็ยังทำพลาสติกให้ฟุ้งได้เพราะนิ้วมือยังขยับได้ ครูปราณีตสั่งให้อำนวยแบมือออกมาดู ปรากฏว่าไม่มีอะไร

เพราะน้ำมันผิวส้มที่ละลายพลาสติกนั้นใสจนมองไม่เห็น ครูสั่งให้ไปยืนใหม่ อำนวยก็ยังทำเส้นใยฟุ้งได้อีก

ครูปราณีตงงมาก ไม่รู้ว่าเส้นใยพลาสติกฟุ้งมาจากไหน พวกเราก็ได้แต่นั่งหัวเราะกันที่ครูปราณีตจับไม่ได้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 533 25 ม.ค. 2553 (12:35)





เพื่อนที่มาร่วมในงานเลี้ยงเมื่อเดือนธันวาคมปีกลายนี้ ในรูป 521


สมเกียรติเล่าว่า "อรทัย" เป็นแม่งานทั้งหมด ผมเชื่อว่าต้องเป็นอรทัยแน่


เพราะสมัยนั้นเรารู้สึกว่าอรทัยเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบสูงกว่าพวกเราเยอะ


ช่วงที่เราเรียนชั้น ป.7 มีหนังไทยเรื่องหนึ่งชื่อ "อรทัยใจเพ็ชร" กำกับการแสดงโดย วิน วันชัย


นักแสดง: ปริม ประภาพร, อนุชา รัตนมาลย์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, น้ำเงิน บุญหนักม ฤทธิ นฤบาล


พวกเราก็เลยเรียกอรทัยว่า "อรทัยใจเพ็ชร"
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 534 26 ม.ค. 2553 (12:14)
อ้างถึงความเห็นฯ 532


การเล่นของเด็กซน ๆ คนหนึ่ง ใช้เป็นกิจกรรมและสื่อการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี
เช่น

การเล่นของเด็กชายอำนวยในตอนนั้น ใช้เป็นกิจกรรมและสื่อการเรียนการสอนเคมีได้

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 535 27 ม.ค. 2553 (01:47)
ขณะที่เรากำลังพูดถึงสภาวะโลกร้อน ทำให้ผมนึกถึงฤดูหนาวที่กรุงเทพฯเปรียบเทียบปัจจุบันกับสมัยก่อน

ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยนั้นราวเดือนตุลาคมเริ่มหนาวแล้ว

เวลาเราไปเที่ยว "งานพระรูป 23 ตุลาคม" บางวันพวกเราก็สวมเสื้อกันหนาวกันแล้ว พอถึงเดือนธันวาคม

แม่ผมต้องผสมน้ำอุ่นให้อาบในตอนเย็น ผมมีรูปอยู่รูปหนึ่งถ่ายตอนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยพาพวกเราไปทัศนศึกษาที่วัดพระแก้ว

ผมพอจำได้ว่าเป็นช่วงราวๆเดือนตุลาคม สังเกตดูเพื่อนๆในรูปจำได้ 3 คนที่เคยเล่าให้ฟังในตอนก่อนๆคือ

สมพร ตั้งเซ่ยตี๋ และชูชาติ สังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าครูผู้ชายทุกท่านที่พาเราไปนั้นสวมเสื้อสูททุกคน

(ดูวงกลมสีชมพู) ครูผู้หญิงในชุดขาวที่หันหลังให้คือครูทองทิพย์ ยิ้มชูเดช ถ้าเป็นสมัยนี้คงร้อนแย่แน่

ผมมีโอกาสพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยววัดพระแก้วเมื่อไม่นานมานี้

ขนาดสวมเสื้อบางๆตัวเดียวยังร้อนจนหัวแทบระเบิด เพื่อนฝรั่งถึงกับต้องซื้อน้ำขวดมาราดศีรษะตลอดเวลา

นี่แหละครับ "สภาวะโลกร้อน" ของจริง




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 536 28 ม.ค. 2553 (17:03)
มีสิ่งที่ชวนคิดอยู่หลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตนักเรียนสมัยก่อนกับสมัยนี้

ผมทำการอบรมครูทั่วประเทศมา 30 ปี ลองสอบถามครูทั้งหลายได้ข้อคิดเห็นจากครูส่วนใหญ่ว่า

1. การลงโทษสั่งสอนนักเรียนโดยการเฆี่ยนตีนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทำให้คนเป็นคนดี แต่ปัจจุบันทำไม่ได้ หากทำก็จะผิดกฏหมาย

2. การวัดผลการเรียนใช้วิธีสอบตกซ้ำชั้นดีกว่า ให็เด็กมาสอบซ่อม ในที่สุดก็ได้ทุกคนอย่างไม่มีคุณภาพ

3. เด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่งในชั้นเรียนสมัยก่อน พอจบออกไปโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนกลับมาเยี่ยมคารวะครู

หลายคนตอบแทนบุญคุณโดยกลับมาไหว้ครูตามเทศการต่างๆ เช่น สงกราานต์ หรือปีใหม่ ดังเช่น ในความเห็นที่ 521

หรือเดินไปตามถนน พวกนี้จะรีบวิ่งเข้ามาทักทายอย่างนอบน้อมดีใจ

ส่วนเด็กที่เรียนเก่งๆไม่โผล่หัวมาเลย พอเดินตามถนนกลับทำมองไม่เห็น หรือรีบเดินเลี่ยงไป
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 537 30 ม.ค. 2553 (23:00)
ผมเพิ่งกลับมาจากการไปจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนที่พังงา มีโอกาสไปแถวๆริมทะเลที่เขาหลัก

ต้องคอยมองทะเลว่าเหือดแห้งลงไปหรือเปล่า จะได้วิ่งหนีทัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับมาถึงกรุงเทพฯ

วันนี้วันหยุดมีโอกาสนั่งอ่านหนังสือดูรูปเก่าเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว เห็นรูปของ "พิชัย" หรือ วรวัฒน์ หรือ "สหายลืมวัย"

เลยเอามาลงให้ดูกัน รูปนี้พิชัยถ่ายตอนเรียนชั้น ป.4

หน้าอกปักอักษรย่อโรงเรียนเก่าก่อนมาเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย "ว.ว.ย."

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันโรงเรียนอะไร พิชัยดูเด็กกว่ารูปในความเห็น 521เพราะถ่ายหลังจากนั้น 3 ปีคือตอนจะจบ ป.7 แล้ว




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 538 31 ม.ค. 2553 (10:53)
ในช่วงปลายปี พ.ศ.2507 พ่อกับแม่ผมจัดพิมพ์สมุดไดอะรี่ปี 2508 แจก โดยทำเป็นแฟ้มเล็กๆมีที่สำหรับเสียบปากกา

แฟ้มมีให้เลือก 3 สี คือ แดง น้ำเงินและเขียว แม่บอกว่าให้เอามาแจกเพื่อนๆที่สนิทกันได้ ในช่วงพักเพื่อนๆก็มาเลือกกัน

แต่ยังไม่เสร็จก็เป็นช่วงวิชาสังคมศึกษา ครูโกศล จันทพัฒน์เข้ามาสอน "พิชัย" กำลังง่วนอยู่กับการเลือกไดอะรี่ ไม่ได้ฟังครูสอน

ครูโกศลเดินมา เอาไม้บรรทัดที่ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่ฟาดลงบนกลางหนังพิชัย จนพวกเราเองก็ตกใจ พิชัยถึงขนาดน้ำตาซึมเลยครับ

พอหมดชั่วโมงพิชัยก็เอาสมุดไดอะรีมาคืนทั้งหมด แล้วบอกว่าเล่มสีอะไรก็ไม่เอาแล้วสักเล่มเพราะเป็นสาเหตุให้พิชัยถูกครูตี

สมัยก่อนครูตีนักเรียนได้ ไม่เหมือนสมัยนี้ ครูโกศลเป็นครูที่มีความตั้งใจสอนมาก แม้ว่าสำเนียงการพูดของครูจะออกไปทางปักษ์ใต้

แต่ครูก็พูดเสียงดังฟังชัดไปทั้งห้องโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียงช่วย



ต่อมามีอยูชั่วโมงหนึ่งที่ครูโกศลไม่ได้เข้าสอน แต่ให้ครูอมรลักษณืเข้ามาสอนแทน

ครูอมรลักษณ์บอกว่าครูโกศลลาราชการกลับไปปักษ์ใต้ ไปงานศพคุณพ่อหรือคุณแม่ของครูผมก็จำไม่ได้แล้ว

ในรูปจะเห็นภาพครูโกศล ครูอมรลักษณ์และเพื่อนอีกคนหนึ่งคือไพบูลย์



































แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 539 31 ม.ค. 2553 (12:16)
ไพบูลย์ ใช่ เม่งฮง แซ่ห่าน หรือเปล่าครับ
หรือเม่งอะไรสักอย่าง

สงสัยว่าทำไมกระทู้นี้มีเครื่องมือให้ส่งรูปได้ แต่กระทู้อื่นไม่มี
แต่พอส่งข้อความทีไรกลับบอกว่า"ไม่มีความเห็น"ต้องพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26623 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 540 31 ม.ค. 2553 (12:35)
ไพบูลย์ น่าจะใช่ เม่งฮง แซ่ห่าน นะครับ

ตอน ป.7 นักเรียนที่มีชื่อจีนและใช้แซ่มักจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นไทยกันมาก จนบางทีจะไม่ได้ หรือจำสับกันครับ



กระทู้นี้ก็ไม่มีเครื่องมือให้ใช้เหมือนกันครับ

แต่ผมใช้เทคนิคพิเศษแบบที่ผมและท่านอื่นๆได้ทดลองแล้วเขียนแนะนำลงในกระทู้ "ดอกไม้กับแมลง" ของอาจารย์นิรันดร์ครับ


หรืออาจจะใช้วิธีของคุณ NpEducate ก็ได้นัครับ


วิธีโพวต์รูป

หลักการ

1. เลือกภาพที่เก็บไว้ในเครื่องของเรา แล้ว upload

2. เมื่อ upload เสร็จ จะมี code ให้ ให้คัดลอกมาแปะในกระทู้หรือความคิดเห็นของเรา

3. พิมพ์ข้อความว่า img src = “ ……….” แล้วใส่ <…>ครอบหัวท้าย

วิธีการ

1. เข้าไปที่เว็บนี้

2. คลิกที่ Brows

3. เข้าไปยังที่เก็บรูปภาพของเราในเครื่องของเรา แล้งคลิกๆที่รูปที่ต้องการ

4. คลิกที่ปุ่ม upload รอ(นานหน่อย)จนกว่าจะแสร็จและมี Code ปรากฏ

ให้เลือก Direct Link [ Full image ]: ให้คัดลอกมาแปะในกระทู้หรือความคิดเห็นของเรา

5. ทำคามหลัการข้อ 3

ไม่ต้องสร้างกระทู้เพื่อเก็บรูปในเว็บนี้

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 541 1 ก.พ. 2553 (11:00)
สมัยก่อนนี้มีนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัยหลายคนที่ย้ายเข้ามาเรียนจาก โรงเรียนอื่นในช่วงชั้น ป.6 หรือ ป.7

ที่ไม่ได้สอบคัดเลือกมาตั้งแต่ชั้น ป.5 เหมือนผมกับอาจารย์นิรันดร์หรือเพื่อนๆคนอื่น

เพื่อนๆที่เข้ามาใหม่นี้ส่วนใหญ่ก็จะมีความจำเป็นทางบ้าน

เช่น พ่อ-แม่ รับราชการมีการโยกย้ายตาม เช่นเพื่อนที่ชือ สุชีพ ศิวเสน (หรือในปัจจุบัน นาวาอากาศโท สุชีพ ศิวเสน)

ย้ายมาจากชัยภูมิ เรียนชั้น ป.7 เพียงปีเดียว (โทรศัพท์คุยกันแล้ว หลังจากไม่ได้พบกัน 40 กว่าปี แต่ยังไม่ว่างนัดพบกัน

เพราะผมต้องเดินทางตลอด เลยยังไม่มีโอกาส) เช่นเดียวกับจันทร์เพ็ญ ที่อยู่ร่วมสังสรรค์ในความเห็นฯ 521



ตอน ป.6 มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่นมาเรียนห้องเดียวกับผม เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม นิสัยดีมาก น่าคบ

เนื่องจากเข้ามาใหม่ ยังไม่มีเพื่อนและนั่งใกล้ผม เราก็ทำความรู้จักและสนิทสนมกันเร็วหน่อย เพื่อนคนนั้คือ "สุรพล แซ่อึ้ง"

ผมค้นดูรูปเก่าๆของเพื่อน ก็พบว่าสุรพลก็เคยเขียนลงใน "สมุดมิตรภาพ"ของผมด้วย ดังรูปที่เอามาให้ดูนี้

รูปถ่ายของสุรพล เป็นรูปจากโรงเรียนเก่า ปักอักษรย่อว่า "พ.ศ.ศ." หรือ โรงเรียน "ไพศาลศิลป์"

เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีที่ผมเรียนร่วมกับ อาจารย์นิรันดร์ก่อนเข้ามาที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

ปัจจุบันก็คือหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวนั่นเอง สมัยนั้นโรงเรียนไพศาลศิลป์มีชื่อมากเกี่ยวกับการตีรันฟันแทง

และยกพวกต่อยตีกันของนักเรียน ครูใหญ่ของโรงเรียนไพศาลศิลป์สมัยนั้น

นักเรียนเล่ากันว่า ท่านชอบยืนยิ้มฟังนักเรียนเข้าแถวร้องเพลงชาติในตอนเช้ามาก โดยเฉพาะตอนที่นักเรียนร้องว่า

...ไทยนี้รัก"สงบ"..เพราะท่านชื่อ"สงบ"นั่นเอง ผมเดาว่า พ่อ-แม่ของสุรพล ก็คงกลุ้มใจที่สุรพลเรียนที่โรงเรียนไพศาลศิลป์

เพราะสุรพลเป็นคนเรียบร้อย และรักครูใหญ๋ (คือรักสงบนั่นเอง)

ผมเคยไปเล่นที่บ้านสุรพลอยู่บ้างเหมือนกัน สุรพลอยู่บนชั้นสองของอาคารโรงรับจำนำตรงห้าแยกพลับพลาชัย

ที่สมัยก่อนนี้มีข้าวต้มปลาชื่อดังขายตอนกลางคืน หลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้ว ก็ไม่มีโอกาสพบกันอีกเลย

จะค้นดูทางอินเตอร์เน็ตก็ทำได้ยาก เพราะถ้าค้นหาใครที่ใช้แซ่ จะค้นหายากมาก เพราะหลายคนก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลกันหมดแล้ว

หรือค้นเจอจำนวนมากมายมหาศาลนั่นเอง
























แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 542 1 ก.พ. 2553 (22:45)
ท่านที่ชื่นชอบกับหนังเก่าแนวผจญภัยสมัยโบราณ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังที่กระทู้นี้ในความเห็นฯที่ 509 ขณะนี้ True Visions เอาหนัง เรื่อง "อภินิหารขนแกะทองคำ หรือ Jason and the Argonauts" กลับมาฉายอีกแล้วครับ ดูที่ช่อง MAX Cinemas
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 543 3 ก.พ. 2553 (02:47)


ชีวิตนักเรียน ไม่ใช่ว่าจะสนุกสนาน ร่าเริงกับเพื่อนๆเสมอไป บ่อยครั้งที่เรามักจะเจอกับเพื่อนที่เกเรชอบรังแกเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยชั้น ป6-ป.7 ผมได้มีโอกาสเรียนร่วมชั้นกับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งชื่อ "แกว่นฟัด แซ่หลิ่ม" (ดูรูป)

เพื่อนๆนักเรียนลงความเห็นว่าเป็นเด็กเกเร ชอบรังแกเพื่อนๆอยู่เป็นประจำ แกว่นฟัดเดินไปทางไหน เพื่อนนักเรียนก็มักจะเิดินหนี เพราะบางทีอยู่ดีๆแกก็เข้าไปตบหัวเพื่อน หรือแย่งขนมกิน (แบบตาเฉยอยู่ข้างหลัง)

ผมได้พูดถึงเพื่อนที่ชื่อ "สุรพล แซ่อึ้ง" ในตอนที่แล้ว สุรพลเป็นนักเรียนเข้าใหม่ในขั้น ป.6/16 ห้องเดียวกับผมและแกว่นฟัด

แกว่นฟัดก็เริ่มเข้ามาแกล้งสุรพลเพราะเห็นว่าเป็นนักเรียนใหม่ เข้าไปตบหัวบ้าง พูดจากวนโมโหบาง สุรพลได้แต่นั่งเงียบ ไม่อยากมีเรื่อง ผมเองที่นั่งอยู่ติดกับสุรพลก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวแกว่นฟัดตบหัวเอา อยู่มาวันหนึ่งสรุพลทนไม่ไหว ลุกขึ้นสู้ เข้าไปตั้งท่าชกกับแกว่นฟัดอยู่พักใหญ่ๆ เพื่อนๆไม่กล้าห้าม หรือไม่อยากห้าม เพราะสะใจก็ไม่ทราบ แต่ทุกคนล้วนเชียร์สุรพลอย่างสุดใจขาดดิ้น แก่วนฟัดเห็นท่าสุรพลเอาจริง ก็จ๋อย ไม่กล้าสู้เหมือนกัน หลังจากวันนั้นมา สุรพลก้ได้เพื่อนสนืทอีกเยอะเลย ผมเองก็รู้สึกดีที่นั่งติดกับสุรพล เพราะรู้ว่าจะปลอดภ้ยจากการรังแกของแกว่นฟัด
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 544 7 ก.พ. 2553 (01:19)
มีเรื่องของความซุกซนที่อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งทั้งต่อต้ว เองและผู้อื่นที่ผมอยากเล่าให้ฟัง นึกขึ้นมาทีไรก็รู้สึกว่าหวาดเสียวถ้าเด็กนักเรียนทำเล่นด้วยความประมาท ของเล่นที่อันตรายที่ผมชอบเล่นสมัยก่อนนี้คือ "ปืนก้านร่ม" โดยดัดแปลงจากปืนแก๊ปทำด้วยไม้



นึกแล้วก็หวาดเสียวไม่หาย เพื่อนหลายคนนิ้วฉีกขาด บางคนก็โดนยิงโดยอุบัติเหตุเพราะเพื่อนหันปากกระบอกไปทางนั้น แม้จะไม่ถึงตายแต่ก็มีรอยไหม้เจ็บไปหลายวัน มีเพื่อนบางคนถึงกับตาบอด (แต่ตอนหลังเพื่อนคนนี้ก็เรียนจบปริญญาเอกได้เหมือนกัน) แม้จะอันตรายมากแต่ผมก็ต้องยอมรับว่า ผมได้เรียนรู้อย่างมากมายและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเรียนวิชาฟิสิกส์จนถึงขั้นปริญญาเอกในเวลาต่อมา
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 546 7 ก.พ. 2553 (09:26)
ผมก็เคยได้รับฤทธิ์เดชของแกว่นฟัดเล่นงานบ้างเป็นบางครั้ง

เวลานานหลายสิบปี ก็อยากเจอว่าแกว่นฟัดเป็นอย่างไรบ้าง



เรื่องการโพสต์รูป หากเจ้าของเว็บเขาไม่อยากให้ใช้ ผมก็จะไม่ใช้จะดีกว่า

หากนานเข้า ไม่ปรับให้ใช้ ผมก็คงหาที่อื่นที่ใช้ได้สะดวก
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26623 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 547 7 ก.พ. 2553 (10:01)
ผมก็ว่าจะไปใช้ที่อื่นอยู่เหมือนกัน ทำอะไรไม่ได้สะดวก การโต้ตอบเรียนรู้ทางวิชาการโดยตัวหนังสืออย่างเดียว แถมยังติดกันเป็นพรืดอย่างนี้ มันไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ทางวิชาการเลยครับ ผมเปิดเว็ปใหม่เองแล้ว จ่ายเงินไปตั้งหลายพันบาท http://www.dr-janchai.com/ ไม่อยากเข้ามาในวิชาการ.คอมแล้ว แต่ยังไม่ว่างแต่งตัวให้มันเลยครับ อ.นิรันดร์ หรือ คุณ NP Educate หรือ ครูไฝ่มาช่วยก็จะดีไม่น้อย
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 548 7 ก.พ. 2553 (10:20)
เข้าใจว่าวิชาการเป็นอย่างที่เขาเรียกว่า victim of it's own success คือคนนิยมกันมากจะ server สู้ไม่ไหว อยู่ทางนี้กว่าจะโหลดทีนั่งดูโฆษณาไปเรียนออสเตรเลียกับโฆษณาทุนของธนาคารจนเกือบหลับ ถึงขึ้นได้ก็ต้องระวังเรื่องย่อหน้าต้องใส่เอาเองไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่ทราบว่าทำไมต้องทำให้มันยากกับคนใช้ จะลองติดตามลิงค์ข้างบนครับ
ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม