วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 1,003,577 ตอบแล้ว: 1,651
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1505 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| -7- 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 571 8 มี.ค. 2553 (00:51)
191031 สมัยก่อนนี้ตอนที่พ่อแม่ผมอยู่ที่เวียงจันทน์ หลังสอบเสร็จจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ปิดเทอม ผมก็ไปติดต่อให้โรงเรียนทำบัตรรถค่ารถไฟเดินทางไปหนองคาย แล้วข้ามฟากแม่น้ำโขงไปอยู่กับพ่อแม่ที่เวียงจันทน์ตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น ยุคนั้นเป็นยุคที่สงครามเย็นกำลังรุนแรง สถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทยที่มีกำลังส่งสูงมาก และผมรับฟังได้ที่เวียงจันทน์พูดโจมตีกล่าวหาอเมริกาว่ามาใช้ประเทศต่างๆเป็นฐานทัพโจมตีเพื่อนบ้าน.........ส่วนทางอเมริกาเองก็ใช้สถานีวิทยุเสียงอเมริกาตอบโต้ แต่การส่งวิทยุไปได้ไกลๆนั้นต้องใช้กำลังส่งคลื่นวิทยุสูงมาก ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้ฐานทัพอเมริกาที่ใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี สถานีส่งกำลังสูงก็อยู่ที่อุดรธานี หนังสือพิมพ์สมัยนั้นลงข่าวว่า คนเล่นวิทยุแร่ใกล้สถานีส่งรับคลื่นได้แรงมากฟังชัดเจน นอกจากนั้นแล้ว เมื่อคลื่นวิทยุถูกไดโอดตัดสัญญาณคลื่นพาห์ออกแล้ว และมีตัวเก็บประจุ C ช่วยกรองและทำสัญญาณให้เรียบ ดังแสดงในรูปบน ปรากฏว่าได้ไฟฟ้าที่มีกำลังแรงมาก จนสามารถจุดหลอดไฟโวลต์ต่ำๆให้สว่างได้ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆสถานีส่งคลื่นวิทยุที่อุดรธานีจึงได้ใช้ไฟฟ้าจุดหลอดไฟฟรีๆ โดยการดัดแปลงวงจรรับคลื่นวิทยุให้กลายเป็นวงจรจ่ายไฟฟ้า ดังแสดงในรูป โดยใช้ ไดโอด 4 ต้ว และตัวเก็บประจุ 4 ตัว เท่านั้นครับ แม้แต่ทุกวันนี้ เราก็ยังสามารถเอาไฟฟ้าฟรีมาใช้จากคลื่นวิทยุ สมัยนี้ยิ่งมีหลายสถานีและกำลังส่งแรงมาก สามารถเอามาชาร์จแบตเอตรี่โทรศัพท์มือถือก็ยังได้ ใครที่มีความรู้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่สนใจเชิญชมตัวอย่างได้ที่นี่เลยครับ >>>> http://www.metacafe.com/watch/915226/free_electricity_from_thin_air/ หากท่านที่ไม่มีความรู้แต่อยากทำเครื่องชาร์จไฟฟรีบ้าง ก็บอกมานะครับ จะได้เขียนแนะนำต่อจากความเห็นนี้ ถ้าไม่สนใจก็แล้วไปครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 572 8 มี.ค. 2553 (12:23)
ผมขอพักกระทู้ของผมไว้เพียงเท่านี้ครับ ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับเว็ปวิชาการเพิ่ม และคงไม่กลับเข้ามาอีก จนกว่า "วิชาการ.คอม" จะจัดระบบให้เรียบร้อยก่อน หรือ ไม่ก็ "ปิดบอร์ด" หวังว่าคงได้พบกันอีกในเว็ปอื่นถ้ามีโอกาส สวัสดีครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 573 8 มี.ค. 2553 (14:05)
นู๋รุ่น32ค่ะศิษย์เก่า ส.พ.ช. อ.บรรจง สืบสุข อ.มาลี อ.ศุภลัษณ์ เคยโดนอาจารย์โรจน์ตี โทษฐานกระโดดเก็บดอกกระดังงา อ.ใหญ่ คือ อ.ประสิทธิศรี ไรนี่อะมั้ง
ชื่อสุกัญญา ตัวสูงๆๆฉายาสูบกัญชา 5555

kaelwalin.hi5.com
kaelwalin
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 574 8 มี.ค. 2553 (14:09)
รุ่น 32 ค่ะ รู้อ.ทวีวัฒน์ อ.มณฑาทิพย์ ฤกษ์เย็น
kaelwalin.hi5.com
kaelwalin
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 576 8 มี.ค. 2553 (16:43)

ผมขอลาออกจากการเป็น V-team และ สมาชิกภาพของวิชาการ.คอม ครับ
เพราะรู้สึกไม่สะดวกในการใช้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว
เสียเวลามากครับ สมาชิกท่านอื่นอีกหลายท่านก็คงเหมือนผม
ส่วนกระทู้ต่างๆที่ผมที่เคยเขียนไว้ จะค่อยๆทยอยลบออกเองครับ
เพราะมีจำนวนมาก ตอนนี้ก็ทยอยลบทิ้งไปจำนวนหนึ่งแล้ว
หากมีเพื่อนสมาชิกต้องการเก็บข้อมูลไว้ กรุณารีบดำเนินการ
เพราะผมจะทำการลบข้อมูลให้หมดเร็วๆนี้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 581 5 มิ.ย. 2553 (22:37)

Webmaster
ของ vchakarn.com ตอบสมาชิก ว่า . . .


วิชาการ.คอม ผ่านมา 10 ปีแล้ว มีคนผ่านเข้ามาและจากไปนับไม่ถ้วน
บางคนจากไปเพราะการกระทบกระทั่งทางความคิดกันเพียงเล็กน้อย
บางคนก็คิดมากไปเอง บางคนจากไปเพราะไม่ได้มีใจที่ตั้งมั่นในการให้
บางคนติดยึดกับตัวตนตัวกูของกู สารพัดรูปแบบของคนที่เข้ามาและผ่านไป
ที่เราพบเจอใน 10 ปี เราจึงไม่แปลกใจกับการเข้ามาและจากไปอีกแล้ว.......


----------------------------------------------------------------


ผมได้พิจารณาแล้ว คิดว่าผมเลิกสนทนาบน "วิชาการ.คอม" แล้วครับ แต่ถ้าหากยังอยากคุยกัน
แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกระทู้นี้ ขอเชิญคลิกมาที่นี่ครับ
>>>
เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย 


http://curric.net/elearning/mod/forum/discuss.php?d=178


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 582 25 ก.ค. 2553 (08:26)

210700


หลังจากฟังคำพูดที่น่าชื่นใจของ webmaster วิชาการ.คอมแล้ว ผมตั้งใจว่าจะไม่เข้ามาพูดคุยอีก แต่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ผมได้รับข่าวจากนักเรียนรุ่นน้อง (รุ่น 14) คุณ"มีนา" ว่าจะมีการแสดงมุทิตาจิตอดีตครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่มีอายุครบ 80 ปี จำนวน 3
ท่าน คือ



  1. อาจารย์ ทองคำ  ผดุงศุข

  2. อาจารย์ เทียนทอง  จรูญพันธุ์

  3. อาจารย์ เฉลา  แสงสิงแก้ว


ผมจึงถือโอกาสนี้ไปร่วมแสดงมุทิตาจิตต่ออาจารย์ทั้งสามท่าน โดยชวนเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันเลยมากว่า 40 ปี นาวาอากาศโท สุชีพศิวเสนที่พูดถึงในตอนต้นนั้นไปร่วมงานด้วย ที่เห็นในรูปคืองานที่จัดที่ห้องประชุมของโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ซึ่งต่างจากสมัยก่อนมาก สวยหรูและมีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ท่านอาจารย์ทั้งสามนั่งอยู่บนโซฟาด้านซ้ายมือสุดครับ


แม้ว่าผมจะไม่อยากเข้ามาในนี้อีกแล้ว แต่เพื่อนๆ น้องๆ และครูที่เคารพของผมหลายท่านอยากให้เข้ามาเอารูปเก่าๆพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีตมาคุยกันเพื่อรื้อฟื้นความหลังเมื่อสืี่สิบกว่าปีก่อน


210730


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 583 25 ก.ค. 2553 (11:25)
สวัสดีค่ะ อ.แขชนะ� ขอแสดงความเห็นค่ะ� หนูอยากอ่านเรื่องราวของท่านมากๆๆๆเลยค่ะ
เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรอบๆบ้านของหนูเมื่อหลายสิบปีก่อน บ้านอยู่หน้าเวิ้งนครเขษมค่ะ
พออ่านหรือเห็นรูป ก็รีบไปดูของจริงตามรูปถ่าย ไม่ก็ไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง ท่านก็อธิบายให้ฟัง
สนุกดีค่ะ ^๐^
ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3863 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 584 28 ก.ค. 2553 (11:50)
210879

การแสดงมุทิตาจิตอดีตครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่มีอายุครบ 80 ปี จำนวน
3 ท่าน คือ


อาจารย์ เทียนทอง  จรูญพันธุ์      อาจารย์ เฉลา  แสงสิงแก้ว     อาจารย์ ทองคำ  ผดุงศุข


รูปล่างซ้ายคือ นาวาอากาศโท สุชีพ ศิวเสน เปรียบเทียบภาพช่วงเวลาต่างกัน 45 ปี รูปล่างขวาเป็นรูปห้องประชุมเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เห็นในรูปถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 585 29 ก.ค. 2553 (16:04)

เสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปร่วมงาน
หากว่าโอกาสหน้ามีจะพยายามเข้าไปร่วมงานนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 586 16 ส.ค. 2553 (13:06)
น่าจะเรียนช่วงปี 2516 ความจำช่วงนั้นลางเลือนมาก จำได้ว่าไม่มีเงิน แต่มีเพื่อนใจดีออกเงินให้เสมอ ชื่อพรทิพย์ อยากเจอจัง
rawan (IP:58.8.86.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 587 26 ส.ค. 2553 (22:08)

ขอแจ้งข่าว


อดีต ผอ.รร.วัดพลับพลาชัย (พ.ศ.2508-2516) ผอ.ปรีดา จันทรุเบกษา ถึงแก่กรรม วันนี้มีพิธีน้ำอาบศพ สวดอภิธรรม 7 วัน ณ วัดพระศรีมหาธาตุ (ศาลา 9/1) หลักสี่ กรุงเทพฯ จากนั้นจะเก็บไว้ทำบุญ 100 วัน


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 588 9 ก.ย. 2553 (03:12)
214616

มีคุณครู เพื่อนๆ และน้องๆ หลายคนอยากดูรูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 589 9 ก.ย. 2553 (03:14)
214617

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 590 9 ก.ย. 2553 (03:15)
214618

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 591 9 ก.ย. 2553 (03:15)
214619

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 592 9 ก.ย. 2553 (03:16)
214620

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 593 9 ก.ย. 2553 (03:17)
214621

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 594 9 ก.ย. 2553 (03:18)
214623

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 595 9 ก.ย. 2553 (03:19)
214624

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 596 9 ก.ย. 2553 (03:20)
214626

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 597 9 ก.ย. 2553 (03:21)
214628

รูปครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2508


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 598 9 ก.ย. 2553 (10:51)
214661

รูปหมู่ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 599 9 ก.ย. 2553 (17:14)
214723

ขยายรูปหมู่ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เปรียบเทียบกับรูปเก่าของครูบางท่านที่ผมรู้จักในสมัยก่อนเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 601 9 ก.ย. 2553 (17:18)
214725

ขยายรูปหมู่ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
เปรียบเทียบกับรูปเก่าของครูบางท่านที่ผมรู้จักในสมัยก่อนเมื่อสี่สิบกว่า
ปีมาแล้ว


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 602 9 ก.ย. 2553 (19:38)
214730

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 603 9 ก.ย. 2553 (19:40)
214731

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 604 9 ก.ย. 2553 (19:41)
214732

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 605 9 ก.ย. 2553 (19:43)
214733

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 606 9 ก.ย. 2553 (19:44)
214734

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 607 9 ก.ย. 2553 (19:45)
214736

รูปอื่นๆ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 608 13 ก.ย. 2553 (00:06)

เช้าวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ขณะที่เดินเข้าไปในโรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีความรู้สึกหลายๆอย่างรวมกัน ทั้งดีใจที่ได้หวนนึกถึงความหลัง ทั้งอยากเห็นหน้าเพื่อนๆ และโดยเฉพาะครูเก่าๆที่ไม่ได้พบกันมากว่า 40 ปี อยากเห็นหน้าว่าท่านจะเปลี่ยนไปอย่างไร


ครูที่ผมหวังจะได้พบก็คือครูประจำชั้น  ผมเรียนที่นี่มีครูประจำชั้น 3 คน คือตอนเรียนชั้น ป.5-ป.7 ครูประจำชั้น ป.6-ป.7 ท่านเสียไปแล้ว ทราบว่าครูประจำชั้นป.5 คือ ครูวิไล ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้นก็มาร่วมในงานด้วย


พอเข้าไปในงานได้พบครูเก่าๆหลายท่าน บางท่านเค้าหน้าไม่เปลี่ยนเลยพอเห็นก็จำได้ทันที แต่บางท่านก็เปลี่ยนไปมาก ขณะที่มองหาครูวิไลอยู่นั้น ผมได้พบครูท่านหนึ่ง นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่า ท่านชื่ออะไร ท่านก็ยืนคุยอยู่ตั้งนาน ท่านเล่าให้ฟังว่ามีครูคนไหนในสมัย พ.ศ.2508 มาร่วมงานบ้าง พรางชี้ให้ดูครูท่านนั้น ท่านนี้ พอท่านพูดจบ ผมก็อดถามท่านไม่ได้ว่า ครูที่ผมอยากพบมากที่สุดคือ "ครูวิไล" ครูประจำชั้นของผมสมัยเรียน ป.5 อยู่ที่ไหน ครูอีกท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะแล้วพูดว่า "เธอกำลังคุยกับครูวิไลอยู่ จำท่านไม่ได้หรือ" คุยกันตั้งนาน ผมจำครูไม่ได้เลย เพราะครูวิไลเปลี่ยนไป ต่างจากที่ผมเคยเห็นสมัยก่อน


ผมดีใจมากที่ได้พบครูวิไลอีกครั้งหนึ่งหลังจาก เวลาผ่านไป 44 ปี ผมเล่าให้ฟังว่า ผมจำรถยนต์ Volkswagen ของครูได้ที่สามีของครูวิไล ที่เป็นนายตำรวจใหญ่ที่โรงพักสำราญราษฏร์ขับมาส่งทุกวัน ครูหลายท่านที่ยืนสนทนาด้วยอยู่ข้างๆ บอกว่า "เดี๋ยวนี้ครูวิไลก็ยังใช้รถ Volkswagen คันเดิมนั่นแหละ" ว่าแล้วท่านก็พากันหัวเราะ ผมก็เลยไม่ทราบว่า เป็นเรื่องจริง หรือท่านพูดหยอกล้อกันเองที่ผมไม่เข้าใจ เป็นบรรยาการศที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 609 14 ก.ย. 2553 (08:03)

ในงานวันนั้น ผมได้ถ่ายเป็นภาพสามมิติไว้ สิ่งที่ท่านต้องทำเพื่อให้มองเห็นภาพสามมิติก็คือ ต้องทำแว่นตาสามมิติโดยเอากระดาษแบบข้างล่างนี้มาพับแล้วเจาะเป็นช่อง 2 ช่อง ช่องสีน้ำเงินให้สอดกระดาษแก้วใสสีน้ำเงินไว้ตรงกลางด้านใน ช่องสีแดงให้สอดกระดาษแก้วใสสีแดงไว้ตรงกลางด้านในเช่นกัน 

เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้แว่นตามองภาพสามมิติดังนี้
หลังจากนั้นก็เอาแว่นมามองดูภาพที่ผมถ่ายในระบบสามมิติโดยให้สีน้ำเงินอยู่
ตรงตาข้างขวา และสีแดงอยู่ตรงตาข้างซ้าย


215002


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 610 14 ก.ย. 2553 (08:09)
215003

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 611 14 ก.ย. 2553 (08:11)
215004

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 612 14 ก.ย. 2553 (08:11)
215005

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 613 14 ก.ย. 2553 (08:12)
215006

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 614 14 ก.ย. 2553 (08:13)
215007

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 615 14 ก.ย. 2553 (08:13)
215008

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 616 14 ก.ย. 2553 (08:14)
215009

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 617 14 ก.ย. 2553 (08:15)
215010

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 619 14 ก.ย. 2553 (19:25)
ดีจังหาเจอ

สักกะที
- (IP:58.9.175.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 620 14 ก.ย. 2553 (22:12)
215124

วัดพลับพลาชัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 621 14 ก.ย. 2553 (22:40)
215125

ไหนๆก็มาเยี่ยมโรงเรียนเก่าสมัยเด็กๆแล้ว ก็เลยเดินต่อไปเพื่อระลึกถึงความหลังสมัยที่เดินกลับบ้านหลังเลิกเรียนผ่านวัดเทพศิรินทร์ ผมเดินผ่านสระน้ำซึ่งเมื่อก่อนนี้รู้สึกใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ดูเล็กลงไปมากเนื่องจากมีการสร้างเรือนล้ำลงไปในสระน้ำ อดไม่ได้ที่จะไปดูต้นพิกุลที่เคยปีนเล่นประจำ ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้นๆ ต้นพิกุลที่เห็นในรูปด้านซ้ายมือสุด เมื่อก่อนนี้ต้นเล็ก เด็กชั้นประถมศึกษาอย่างผมปีนขึ้นไปเล่นได้อย่างง่ายดาย แต่หลังจากเวลาผ่านไป 44 ปี ต้นแลดูสูงใหญ่ ท่าท่างดูแล้วผู้ใหญ่ก็คงจะปีนขึ้นไปยากหน่อย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 622 14 ก.ย. 2553 (23:25)


ผมตั้งใจจะเดินลัดเลาะเข้าไปในวัดเทพศิรินทร์ โดยเฉพาะตรงถัดจากต้นพิกุลเข้าไปจะเป็นที่ตั้งของลูกอุกกาบาตที่มีอำนาจแม่เหล็ก อยากรู้ว่ายังอยู่หรือเปล่า และถ้ายังอยู่ หลังจากเวลาผ่านไป 44 ปี มันยังคงมีอำนาจแม่เหล็กอยู่หรือเปล่า เข้าไปด้านในจะเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถที่มีสนามหญ้ากว้าง ตรงกลางสนามหญ้าจะมีต้นโพธิ์ใหญ่ปลูกไว้บนฐานแบบย่อมุมไม้สิบสอง


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 623 14 ก.ย. 2553 (23:49)
215128

วันที่ผมเข้าไปเดินเล่นนั้น บริเวณรอบนอกพระอุโบสถกำลังก่อสร้างอยู่ เดินค่อนข้างลำบาก แต่ก็พอเข้าไปได้ แลเห็นพระอุโบสถดูสง่างาม น่าจะเพิ่งบูรณะซ่อมแซมใหม่


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 624 15 ก.ย. 2553 (00:01)
215129

ผมค่อยๆเดินสำรวจและพยายามหวลนึกถึงความหลัง อ้อมไปด้านหลังพระอุโบสถเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก สมัยเด็กก็เคยขึ้นไปไหว้พระในพระอุโบสถหลายครั้ง เคยมาร่วมดูเขาแห่บวชนาคด้วย นึกถึงภาพสมัยก่อนที่นาคยืนอยู่บนบันไดแล้วหว่านเงินเหรียญให้ทาน เพิ่อนๆหลายคนสมัยก่อนนี้ก็วิ่งเข้าไปแย่งเหรียญเงินเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง เหตุการณ์ต่างๆที่ผมไม่นึกว่าจะจำได้ก็พร่างพรูออกมาแจ่มชัด เหมือนเวลาเพิ่งผ่านมาไม่นานมานี้เอง


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 625 15 ก.ย. 2553 (00:06)
215130

ที่สนามหญ้ากว้างข้างพระอุโบสถ จะมีต้นโพธิ์ใหญ่ปลูกไว้บนฐานแบบย่อมุมไม้สิบสองที่บูรณะทาสีใหม่เช่นเดียวกัน


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 626 15 ก.ย. 2553 (00:59)

215132


ผมจำสีของพระอุโบสถได้ว่าเป็นสีเหลืองอย่างแน่นอน ผมมีรูปพระอุโบสถเมื่อราว 50 ปีมาแล้วจากหนังสือแบบเรียน ก.ไก่ ที่ผมเคยเรียนตอนชั้นอนุบาลร่วมกับ อาจารย์นิรันดร์ ราว 50 กว่าปีมาแล้วที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี แบบเรียน ก.ไก่ พิมพ์โดย บริษัท โรงพิมพ์ประชาช่าง จำกัด ในรูปจะเห็นตัวอักษร ณ เณร ไม่มอง ด้านหลังจะเป็นรูปของพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ และต้นโพธิ์ใหญ่ที่อยู่บนสนามด้านข้างอย่างชัดเจน


ผมจำได้ว่า สมัยก่อนนี้ที่เพดานโบสถ์ด้านข้างจะมีรวงผึ้งหลวงขนาดใหญ่ 2 รวง
รวงหนึ่งใหญ่มาก มีขนาดราวกระด้งเห็นจะได้ ดูแล้วน่ากลัวมาก
อีกรวงหนึ่งขนาดเล็กกว่าอยู่ข้างๆ เมื่อก่อนนี้ในวัดเทพศิรินทร์ร่มรื่นมาก
มีดอกไม้หลากชนิดที่ผึ้งจะมาหาน้ำหวานได้
จำได้ว่ารอบๆทางเดินข้างโบสถ์จะปลูกต้นเข็มเป็นพุ่มเรียงรายยาวไปตลอดแนว
ที่จำได้เพราะมีเพื่อนที่ชวนกันไปเล่นในสนามนี้สอนให้รีดน้ำหวานออกมาจากดอก
เข็มลองชิมกัน เป็นที่สนุกสนาน
ยังไม่พอยังไปแอบปีนต้นลูกหว้าเอาผลมากินเสียอีก
จนหลวงพี่ในวัดมาไล่ ต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 627 15 ก.ย. 2553 (01:11)
215133

ผมลองพลิกแบบเรียน ก.ไก่ พิมพ์โดย บริษัท โรงพิมพ์ประชาช่าง จำกัด ดูอีกหลายรูป เช่นรูป ข. ขวด (หัวแตก) ยังเป็นขวด เซเว่นอัพ แบบโบราณด้วย


นอกจากนั้นยังมีรูป ค. คน ขึงขัง ซึ่งเป็นรูปของคุณสมจินต์ ธรรมฑัต นักพากย์หนังชื่อดัง และดาราโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมสมัยก่อน ผมนำรูปมาเปรียบเทียบกับรูปของคุณสมจินต์ บนหน้าปกนิตยสารไทยโทรทัศน์ หรือ TTV 4 Mirror เมื่อ 50 ปีก่อนนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 628 15 ก.ย. 2553 (08:24)


รอบๆพระอุโบสถและสนามหญ้าจะมีกำแพงล้อมรอบ พอพวกเราไปวิ่งซุกซนรบกวนทางวัด ก็จะมีหลวงพี่ หลวงพ่อ ออกมาไล่ ผมจำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ หลวงพ่อรูปหนึ่งท่านออกมาวิ่งไล่พร้อมถือไม้เท้า ท่านวิ่งไม่ทันพวกเราเพราะท่านค่อนข้างอ้วน พวกเราวิ่งไปที่กำแพงที่มีรูปร่างพิเศษคือ ไม่ใช่กำแพงตัน แต่มีช่องเล็กๆที่ขนาดตัวพวกเราที่เป็นเด็กจะลอดผ่านไปได้ หลวงพ่อท่านถือไม้เท้าวิ่งไม่ทัน แถมยังลอดกำแพงออกมาไม่ได้ด้วย พวกเราวิ่งหนีไปตามทางเดินเล็กๆภายในวัดแล้วไปทะลุออกมาทาง "ถนนหลวง" ที่ผ่านหน้าโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตรงหน้าร้าน "เทพศิรินทร์โลหะกิจ" ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนที่ชื่อ "สุวิช มะโนทัย" ที่เคยกล่างถึงแล้วในตอนต้นๆ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 629 15 ก.ย. 2553 (08:52)
215136

อันที่จริงแล้วบริเวณรอบๆพระอุโบสถนั้น ร่มรื่น มีต้นไม้ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ สงบร่มเย็นมาก เหมาะที่จะมานั่งวิปัสนาทำสมาธิ มากกว่าที่จะปล่อยให้เด็กๆซุกซนแบบพวกผมเข้ามาวิ่งเล่น


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 630 15 ก.ย. 2553 (19:57)
215263

ลืมให้ดูรูปบริเวณสระน้ำที่ผมถ่ายแบบ Panorama


ต้นไม้ที่เห็นเรียงรายกันอยู่บนฝั่งทางขวามือนั้นคือต้นพิกุลที่ผมมักจะไปปีนป่ายเล่นอยู่เป็นประจำ แถมยังเด็ดดอกพิกุลห่อใส่ผ้าเช็ดหน้ากลับมาฝากยายด้วย ยายชอบดอกไม้ไทยๆสมัยก่อน กลิ่นหอมชื่นใจดีครับ สังเกตดูน้ำในสระ ปัจจุบันนี้แลดูใสสะอาดดีมาก อ้อ! เพิ่งนึกขึ้นมาได้ เมื่อก่อนนี้ริมสระน้ำด้านต้นพิกุลนี้ มักจะมีคนมาช้อนกุ้งด้วย ตัวขนาดราว 1 นิ้วเห็นจะได้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นกุ้งตัวเป็นๆ ตัวใสๆ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เห็นกุ้งตัวใสๆแบบนี้ แต่พอเอาไปทำให้สุกเพื่อรับประทานกลับกลายเป็นสีออกส้มๆ


สมัยก่อนนี้ตรงกลางสระน้ำจะมีคล้ายๆเกาะขนาดเล็กอยู่กลางน้ำ เป็นที่พักของพวกเต่าทั้งหลาย สมัยก่อนนี้เต่าเยอะมาก คนไปทำบุญที่วัดก็มักจะมาปล่อยเต่ากัน ผมเคยเห็นเขาหาบมาขายเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้คงไม่มีแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 631 16 ก.ย. 2553 (05:18)

215288


จากภาพสระน้ำข้างบน ถ้าเราเดินไปทางซ้ายมือ จะเป็นทางไปยังพระอุโบสถ วันที่ผมไปนั้น ทางเข้าพระอุโบสถกำลังก่อสร้าง มีการขุดดินเลอะเทอะไปหมด ในรูปจะเห็นคนงานกำลังทำงานกันอยู่ (ภาพ 3 มิติ) จากภาพนี้ ทางซ้ายมือจะเป็นทางเข้าพระอุโบสถ


สมัยก่อนนี้ผมจำได้ว่ายังไม่มีเรือนสองชั้นสีเหลืองที่อยู่ตรงหน้า ตรงนี้เคยเป็นลานสนามหญ้ากว้าง กลางลานจะมีลูกอุกกาบาตที่ตกลงมาตั้งแต่สมัยใดก็ไม่ทราบวางอยู่ โดยจะมีฐานก่อปูนรองรับ ผมลองเข้าไปถามคนงานก่อสร้างก็ได้ความว่า มีการเคลื่อนย้ายลูกอุกกาบาตและฐานรองไปไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าเรือนสีขาวที่อยู่ทางขวามือในรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 632 16 ก.ย. 2553 (05:48)
215289

ผมเดินลัดเลาะบริเวณที่ก่อสร้างไปจนถึงต้นไม่ใหญ่ต้นหนึ่งหน้าเรือนสีขาวในรูปบน ก็เห็นลูกอุกกาบาตที่เคยเห็นคุ้นตามาตั้งแต่สมัยเด็ก ด้วยความพิศวงในอำนาจแม่เหล็กของลูกอุกกาบาตลูกนี้ ผมต้องยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งในหลายๆอย่างที่มีส่วนผลักดันให้ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์ในเวลาต่อมา


ในฐานะที่ผมเป็นนักฟิสิกส์ ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ถ้าจะตีค่าเป็นเงินที่ซื้อขายกันแล้วล่ะก้อ ลูกอุกกาบาตลูกนี้ราคาสูงเอาการทีเดียว แต่ภาพของลูกอุกกาบาตที่ผมเห็นในวันนั้น มันขัดแย้งกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก เพราะบนลูกอุกกาบาตลูกนั้น มีชามข้าวของคนงานที่กินแล้วแต่ยังไม่ได้ล้างวางอยู่ มีเศษอาหารเลอะไปหมด ผมพยายามยกจานที่เปื้อนนั้นออก แล้วบรรจงทำความสะอาดลูกอุกกาบาตลูกนั้นอยู่พักหนึ่ง


ในรูปที่แสดงนี้ รูปทางซ้ายมือเป็นรูปที่ผมถ่ายแบบ 3 มิติ ต้องใช้แว่นตาน้ำเงิน-แดงช่วยดูจึงจะเห็นความลึก ส่วนรูปขวามือเป็นรูปปกติ สังเกตดูด้านซ้ายมือ (หรือทางขวาของลูกอุกกาบาต) ยังมีช้อนวางอยู่ 1 คัน ตอนถ่ายรูปนี้ ผมลืมเอาออก แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้เห็นบรรยากาศจริง


เมื่อสังเกตให้ดีๆก็จะพบว่า เคยมีร่องรอยของการเอาทองคำเปลวมาปิดอยู่เหมือนกัน ในรูปก็พอจะมองเห็นอยู่บ้างเป็นสีทองๆบางจุด เป็นธรรมดาของสังคมไทยที่ ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจด้วยศรัทธาที่มีต่อสิ่งที่คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะใช้ปัญญา ว่าที่จริงแล้ว การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความหวังจะด้วยแรงใจจากสิ่งใดก็ตาม ก็ยังดีกว่าการดำรงชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 633 16 ก.ย. 2553 (06:03)

215291


หลังจากทำความสะอาดลูกอุกกาบาตแล้ว ผมก็ไม่รอช้า อยากรู้ว่าหลังจากเวลาผ่านไป 40 กว่าปี มันยังคงมีอำนาจแม่เหล็กอยู่หรือเปล่า ผมหาเศษตะปูที่ทำด้วยเหล็กมาลองไว้ใกล้ๆลูกอุกกาบาต ปรากฏว่ามันยังคงสภาพเป็นแม่เหล็กอยู่เหมือนเดิม


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 634 16 ก.ย. 2553 (11:36)

เก็บจานชามหมดแล้ว ยังเหลือช้อนอีกคัน(#632)
ก็ตามอ่านอยู่ แต่มันลืมไปเกือบหมดแล้ว โผล่หน้าเข้ามาบอกว่า
มีคนอ่านนะครับ

ช้อนคันนั้นมันไม่ถูกดูดหรือ ?

ย้อนไปดูรูป ไม่เห็นรูปครูวินัย สุขยืด
ได้พบท่านบ้างหรือไม่ ท่านเป็นครูประจำชั้นของผมตอน ป.๗
และเป็นคนออกเงินให้ไปถ่ายรูปที่หน้าตูม ๆ นั่นเพื่อไปลงหนังสืออนุสรณ์ ส.พ.ช.
ยังระลึกถึงคุณครูอยู่เสมอ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 635 16 ก.ย. 2553 (15:40)
215361

หากเราเอาช้อนเข้าไปใกล้ๆก็จะรู้สึกถึงแรงดูดได้ครับ แต่แรงไม่มากพอที่จะดูดให้ช้อนติดกับก้อนแม่เหล็ก ตะปูเหล็กมีน้ำหนักเบากว่า แรงดูดมากพอที่จะทำให้ตะปูติดได้


ที่ผมสนใจคือ อยากรู้รูปแบบของการกระจายของอำนาจแม่เหล็ก ขั้วเหนือ-ขั้วใต้อยู่ตรงไหน ความจริงอยากเอาแผ่นกระดาษขาวมาวางแล้วโรยผงตะไบเหล็กเพื่อดูการกระจายของสนามแม่เหล็กเหมือนกันครับ


ครูวินัย มีคนบอกว่าท่านเสียแล้วครับ ผมก็ระลึกถึงท่านเหมือนกันครับ ดังที่เล่าให้ฟังแล้วในตอนต้นๆกระทู้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 636 17 ก.ย. 2553 (00:21)
215383

อาจจะมองภาพ 3 มิติของลูกอุกกาบาตแบบใช้ gif file มาช่วย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 637 17 ก.ย. 2553 (03:06)

215385


ห่างจากพระอุโบสถไปทางด้านหลังเล็กน้อย จะมีสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งสมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนั้นยังไม่มี ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้


สถานที่แห่งนี้เป็นที่เก็บอัฐิของท่านผู้หนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นของโลก ปี 2547-2548 จากองค์การยูเนสโก ในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยและสร้างสันติภาพของโลก


ท่านผู้นี้คือ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์  หรือ ที่ใช้นามปากกาว่า "ศรีบูรพา" เจ้าของบทประพันธ์อมตะ แลไปข้างหน้า,จนกว่าเราจะพบกันอีก, ลูกผู้ชาย, สงครามชีวิต และข้างหลังภาพ
รวมทั้งผลงานเรื่องแปล ได้แก่ เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร และแม่ ของแมกซิม กอร์กี้


อ่านประวัติของท่านได้จาก >>>


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C


หรือ อ่านจากเว็ปไซต์ของกองทุนศรีบูรพา
http://www.sriburapha.net


ปฏิทินชีวิต กุหลาบ สายประดิษฐ์



พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๓๑ มีนาคม กุหลาบ
สายประดิษฐ์ เกิดที่กรุงเทพฯ  พ่อชื่อสุวรรณ เป็นเสมียนเอก
ทำงานอยู่กรมรถไฟ  แม่ชื่อสมบุญ มีลูกสาวอีกคนหนึ่งชื่อ จำรัส
เป็นพี่สาวของกุหลาบ


พ.ศ. ๒๔๕๒ - เข้าเรียนโรงเรียนวัดหัวลำโพง


พ.ศ. ๒๔๕๓ - รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต


พ.ศ. ๒๔๕๔ - พ่อเสียชีวิต
เมื่อกุหลาบอายุได้ ๖ ขวบ แม่ต้องรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า
และส่งพี่สาวไปฝึกเล่นละครรำและละครร้อง
เพื่อช่วยหาเงินส่งเสียให้กุหลาบเรียนหนังสือ


พ.ศ. ๒๔๕๙-๒๔๖๘ - หลังจากจบชั้นประถม ๔
ที่วัดหัวลำโพงแล้วได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนทหารเด็ก
ของกรมหลวงนครราชสีมา แต่เรียนได้ไม่นาน
แม่ให้ย้ายมาอยู่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ในชั้นมัธยม ๒
และเรียนจนจบชั้นมัธยม ๘


พ.ศ. ๒๔๖๐ - เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์


พ.ศ. ๒๔๖๕ - เรียนชั้นมัธยม ๖ ออกหนังสือพิมพ์ในห้องชื่อ ศรีเทพ ใช้นามปากกา "ดาราลอย"


พ.ศ. ๒๔๖๖ - เรียนชั้นมัธยม ๗ ออกหนังสือพิมพ์ในห้องชื่อ เทพคำรน ต่อมาเปลี่ยนเป็น ศรีสัตตคารม


                    - ใช้ในนามปากกา "ศรีบูรพา" เป็นครั้งแรกในบทความชื่อ "แถลงการณ์" ลงในหนังสือพิมพ์ ทสวารบรรเทิง


                    - มีงานเขียนประเภทบทกลอนลงหนังสือพิมพ์ ฉันทราบหมด และภาพยนตร์สยาม


พ.ศ. ๒๔๖๗ - เรียนชั้นมัธยม ๘ เริ่มทำงานกลางคืนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนรวมการสอน
เป็นนักประพันธ์ในสำนักรวมการแปล ของนายแตงโม จันทวิมพ์



                    - มีนวนิยายเรื่องแรกชื่อ คุณพี่มาแล้ว ในนามปากกา "ศรีบูรพา" พิมพ์ออกจำหน่าย 


                   - ใช้ชื่อจริง
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นครั้งแรกในงานเขียนกลอนหกชื่อ "ต้องแจวเรือจ้าง"
ลงในหนังสือพิมพ์ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์  


พ.ศ. ๒๔๖๘ - รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต   


                    - จบชั้นมัธยม ๘ เป็นบรรณาธิการหนังสือรายทส ชื่อ สาสน์สหาย ซึ่งออกมาได้เจ็ดเล่ม  


                   - ๒๙ ตุลาคม
เข้าทำงานที่กรมยุทธศึกษาฯ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์
เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีบรรณาธิการคือ พ.ท. พระพิสิษฐพจนาการ
(ชื่น อินทรปาลิต บิดาของ ป. อินทรปาลิต) แต่มีตำแหน่งเป็น
"เจ้าพนักงานโรงวิทยาศาสตร์"


พ.ศ. ๒๔๖๙ -
มีงานเขียนลงในหนังสือพิมพ์ประเภทบรรเทิงคดีรายคาบที่ออกมาแพร่หลายในช่วง
เวลานี้ เช่น สมานมิตรบรรเทิง รายปักษ์ สวนอักษร รายปักษ์ สาราเกษม
รายปักษ์ ปราโมทย์นคร รายสัปดาห์  ดรุณเกษม รายปักษ์ เฉลิมเชาว์ รายเดือน
ฯลฯ 


                   -
มีผู้ซื้องานเขียนไปพิมพ์เป็นเล่มออกจำหน่าย ได้แก่ พิษนางกำนัล
ชีวิตวิวาห์ และโลกสันนิวาส นามปากกา "ศรีบูรพา"


                   - ช่วยทำหนังสือพิมพ์ ธงไทย ซึ่ง เฉวียง เศวตะทัต เพื่อนร่วมรุ่นเป็นหัวเรือใหญ่


พ.ศ. ๒๔๗๐ - เปลี่ยนตำแหน่งจากเจ้าพนักงานโรงวิทยาศาสตร์ เป็น เลขานุการแผนกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เสนาศึกษาฯ


                   - เริ่มหัดต่อยมวย   


                   -
ร่วมกับเพื่อนจัดพิมพ์หนังสือออกจำหน่าย ใช้ชื่อสำนักพิมพ์ว่า
"นายเทพปรีชา" โดยหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์คือ ชีวิตสมรส


พ.ศ. ๒๔๗๑  -
เขียนนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง เล่นกับไฟ ลงในเสนาศึกษาฯ
 มีประโยคที่จะมีความสำคัญในกาลต่อมา คือ "ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ
ผู้นั้นเกิดมาสำหรับผู้อื่น"    


                   - เขียนนวนิยายเรื่อง ลูกผู้ชาย ซึ่งนับเป็นนวนิยายที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ "ศรีบูรพา"


พ.ศ. ๒๔๗๒ - ลาออกจากหนังสือพิมพ์เสนาศึกษาฯ    


                   -
ก่อตั้งคณะสุภาพบุรุษ
กลุ่มนักประพันธ์นวนิยายรุ่นหนุ่มสาวฝีมือดีที่เป็นสามัญชน
โดยออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ชื่อ สุภาพบุรุษ
มีกุหลาบเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ สำนักงานอยู่ที่ห้องเกษมศรี
หน้าวัดชนะสงคราม  ฉบับปฐมฤกษ์ วันที่ ๑ มิถุนายน
เป็นหนังสือพิมพ์ที่เริ่มประเพณีการซื้อเรื่องลงในหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก
ยกระดับงานเขียนหนังสือให้เป็นงานที่มีเกียรติและเป็นอาชีพได้
 และได้ประกาศความหมายของคำว่า "สุภาพบุรุษ"
อันเป็นอุดมคติที่มั่งคงในชีวิตของกุหลาบ สายประดิษฐ์


พ.ศ. ๒๔๗๓  -
รับเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน บางกอกการเมือง
เพื่อช่วยปรับปรุงหนังสือพิมพ์ซึ่งออกจำหน่ายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๖
นับเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่อาณาจักรหนังสือพิมพ์ข่าว
โดยนำเพื่อนนักเขียนในคณะสุภาพบุรุษเข้ามาเป็นกองบรรณาธิการ  แต่ทำอยู่ได้ ๓
เดือนก็ลาออก  


                   - หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ ฉบับสุดท้ายคือปีที่ ๒ เล่มที่ ๓๗ วันที่ ๓๐
พฤศจิกายน โดยไม่มีการชี้แจงจากบรรณาธิการ   


                   -
ช่วงปลายปีคณะสุภาพบุรุษจัดทำหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ ไทยใหม่ มีกุหลาบ
สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ นายเอก วีสกุล เป็นนายทุน


พ.ศ. ๒๔๗๔ - เปลี่ยนให้ สนิท เจริญรัฐ เป็นบรรณาธิการไทยใหม่  


                   - วันที่ ๘ และ ๑๑
ธันวาคม ไทยใหม่ ลงบทความของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เรื่อง "มนุษยภาพ"
ซึ่งแสดงถึงความคิดทางสังคมที่ก้าวหน้ามากของนักเขียนในวัยเพียง ๒๖ ปี
โดยเป็นการวิพากษ์สังคมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
และเรียกร้องความเสมอภาคของมนุษย์และความเป็นประชาธิปไตยในสังคม
ทำให้หลวงวิจิตรวาทการเข้ามาถือหุ้นและเบี่ยงเบนนโยบายของหนังสือพิมพ์
คณะสุภาพบุรุษจึงลาออกทั้งคณะ


พ.ศ. ๒๔๗๕ - วันที่ ๑๐, ๑๖ และ ๒๑
มกราคม หนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ลงบทความ "มนุษยภาพ" ใหม่อีกครั้ง ทำให้
ศรีกรุง ถูกสั่งปิดไป ๙ วัน นับเป็นเหตุการณ์ที่เกรียวกราวมากในยุคนั้น 


                   -
คณะสุภาพบุรุษร่วมจัดทำหนังสือพิมพ์ ผู้นำ ซึ่งมีนายทองอิน บุณยเสนา
(เวทางค์) เป็นบรรณาธิการ ออกฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน    - ๑
มิถุนายน นวนิยายเรื่อง สงครามชีวิต ของ "ศรีบูรพา"
จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก
เป็นนวนิยายที่แสดงถึงสำนึกทางมนุษยธรรมต่อผู้ยากไร้ในสังคม
ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการประพันธ์ไทย 


                   - วันที่ ๒๔ มิถุนายน คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 


                   -
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ประชาชาติ รายวัน มีกุหลาบสายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ
พร้อมด้วยคณะสุภาพบุรุษที่มาร่วมกองบรรณาธิการ ออกฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๑
ตุลาคม เป็นหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และคัดค้านเผด็จการ 


  - วันที่ ๑๐ ธันวาคม รัชกาลที่ ๗ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม


พ.ศ.
๒๔๗๖ - กระทรวงมหาดไทย ออก พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๖


พ.ศ. ๒๔๗๗ - วันที่ ๒๗ มิถุนายน วันเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง


                   - อุปสมบทที่วัดเบญจมบพิตร ๑ พรรษา


พ.ศ. ๒๔๗๘ - วันที่ ๑๙ สิงหาคม
แต่งงานกับนางสาวชนิด ปริญชาญกล หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นเจ้าภาพ
พร้อมทั้งได้ประทานที่ดินในซอยพระนางให้ปลูกเรือนหอ



พ.ศ. ๒๔๗๙ - จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เชิญหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นที่ปรึกษา เพื่อหวังให้ ประชาชาติ
ลดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล  ในเดือนพฤษภาคม
กุหลาบถือโอกาสลดความขัดแย้งด้วยการเดินทางไปดูงานหนังสือพิมพ์ที่ประเทศ
ญี่ปุ่นโดยได้รับคำเชิญจากหนังสือพิมพ์อาซาฮี เป็นเวลา ๖ เดือน  มาลัย
ชูพินิจ จึงเป็นบรรณาธิการประชาชาติ แทน
 เมื่อกุหลาบกลับมาแล้วก็ไม่ได้รับหน้าที่ในประชาชาติ อีก
โดยเป็นเพียงนักเขียนพิเศษที่มีเรื่องลงประจำ


พ.ศ. ๒๔๘๐ - เขียนนวนิยายรักที่มีชื่อเสียงมากคือ ข้างหลังภาพ ลงในประชาชาติ และเรื่อง ป่าในชีวิต ลงในสยามนิกร รายวัน 


                   - เกิดกรณีประชาชาติ ลงข่าวเกี่ยวกับทหารในกรม ป.ต.อ. วิวาทชกต่อยกับกรรมกรสามล้อ ทหารไปล้อมวังท่านวรรณ
กองบรรณาธิการจึงลาออกทั้งคณะ


พ.ศ. ๒๔๘๑ - พันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลคณะที่ ๙


                   - สนิท เจริญรัฐ
หนึ่งในคณะสุภาพบุรุษ ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ประชามิตร รายวัน
สำนักงานอยู่ที่โรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรหม เรียกกันว่า วิกบางขุนพรหม
 ฉบับปฐมฤกษ์ออกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม  กุหลาบ สายประดิษฐ์
เป็นกรรมการอำนวยการ


พ.ศ. ๒๔๘๒ - วันที่ ๒๔ มิถุนายน เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย


                   - วันที่ ๑ กันยายน กองทัพเยอรมันบุกโปแลนด์ เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ ๒


                   - ออกหนังสือพิมพ์
สุภาพบุรุษ กับวิกบางขุนพรหม กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ
เขียนบทความต่อต้านรัฐบาลเผด็จการมาโดยตลอด  ต่อมารวมประชามิตร
กับสุภาพบุรุษ เป็นเล่มเดียวในชื่อ ประชามิตร สุภาพบุรษ
แต่ในยุคนั้นเขียนว่า ประชามิตร สุภาพบุรุส


พ.ศ. ๒๔๘๓ - เกิดสงครามอินโดจีน ไทยรบกับฝรั่งเศสเพื่อขอดินแดนคืน


พ.ศ. ๒๔๘๔ - รัฐบาลจอมพล ป.
พิบูลสงคราม ประกาศใช้ พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เกิดการข่มขู่ คุกคาม
สิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อย่างหนัก 


                   - เขียนบทความชุด
"เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕" ลงใน สุภาพบุรุษ ตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ถึง
๑๑ มิถุนายน รวม ๑๖ ตอน สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาล 


                   -
ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
มีพิธีเปิดป้ายสมาคมในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน กุหลาบเสนอให้พระยาปรีชานุศาสน์
(บิดาของอานันท์ ปันยารชุน) เป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์ฯ คนแรก
กุหลาบเป็นเลขาธิการสมาคม 


                   - วันที่ ๘ ธันวาคม
ญี่ปุ่นเดินทัพเข้าไทย เริ่มต้นสงครามมหาเอเชียบูรพา เกิดขบวนการเสรีไทย
มีนายปรีดี พนมยงค์เป็นหัวหน้า


พ.ศ. ๒๔๘๕ -
เขียนบทความคัดค้านการฟื้นฟูบรรดาศักดิ์ของรัฐบาล
จนเป็นผลให้รัฐบาลต้องระงับไป
และยังได้เขียนบทความคัดค้านรัฐบาลเรื่องการร่วมมือกับญี่ปุ่น
จึงถูกรัฐบาลจับกุมข้อหากบฏในราชอาณาจักร ถูกขังอยู่ ๓ เดือน


พ.ศ. ๒๔๘๖ - สอบได้ ธรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


พ.ศ. ๒๔๘๗ - รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลาออก เนื่องจากแพ้เสียงในการเสนอร่าง พ.ร.บ. สองฉบับ ต่อสภา


                   - ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์ฯ คนที่ ๓ และได้ดำรงตำแหน่งอยู่สองสมัย (พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๘๙)


พ.ศ. ๒๔๘๘ - วันที่ ๑๕ สิงหาคม ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม วันที่ ๑๖ สิงหาคม ไทยประกาศสันติภาพ 


                   - เดือนตุลาคม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจับในคดีอาชญากรสงคราม


พ.ศ. ๒๔๘๙ - ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๔๘๙ และมีการยกเลิก พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๗๖ 


                   - วันที่ ๙ มิถุนายน รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคตพ.ศ. ๒๔๙๐


                   - วันที่ ๘
พฤศจิกายน คณะนายทหารทำรัฐประหาร มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม พลโท ผิน ชุณะหวัณ
หลวงกาจ กาจสงคราม พันเอกเผ่า ศรียานนท์ พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เป็นผู้ร่วมก่อการ  และให้นายควง อภัยวงศ์ จัดตั้งรัฐบาล
ต่อมาเกิดการแก่งแย่งชิงอำนาจกันเอง


                   - กุหลาบไปศึกษาวิชาการเมืองในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา ๒ ปี


พ.ศ. ๒๔๙๑ - จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐


พ.ศ. ๒๔๙๒ - เหมาเจ๋อตง และพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะจากพรรคก๊กมินตั๋ง ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน


                   - ปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยการเมือง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓  


                   - กลับจากออสเตรเลีย กุหลาบตั้งสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษ เพื่อพิมพ์และจำหน่ายหนังสือของ "ศรีบูรพา" และ "จูเลียต"


พ.ศ. ๒๔๙๓ -
เกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างเกาหลีเหนือซึ่งปกครองด้วยระบอบ
คอมมิวนิสต์ กับเกาหลีใต้ซึ่งปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย
 รัฐบาลไทยประกาศส่งกำลังทหารเข้าร่วม  


                   -
จนกว่าเราจะพบกันอีก จัดพิมพ์ครั้งแรก
และเป็นเล่มแรกของสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษ
นวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวนิยายเพื่อชีวิตซึ่งเป็น
พัฒนาการใหม่ของนวนิยายไทย  


                   - เรื่องสั้น "คำขานรับ" ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดลิเมล์วันจันทร์
  


                   -
เขียนบทความเรื่อง "มองดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว"
ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนำไปพิมพ์เพื่อเตือนสติ
นักการเมืองบางคนในยุคนั้นที่พยายามทำลายสถาบันแห่งนี้
 ประโยคอมตะในบทความนี้คือ "ฉันรักธรรมศาสตร์
เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"  


                   - เริ่มเขียน ปรัชญาของลัทธิมาร์กซิสม์ ลงพิมพ์เป็นบทความต่อเนื่องใน อักษรสาส์น รายเดือน


พ.ศ. ๒๔๙๔ - เดือนกุมภาพันธ์
มีการประชุมสภาสันติภาพสากลเป็นครั้งแรก ที่เมืองเบอร์ลินตะวันออก
เรียกร้องให้มหาอำนาจเจรจาตกลงกันให้เกิดสันติ
าพขึ้น รวมทั้งกรณีสงครามเกาหลี
 และมีการรับรองคนไทยสามคนให้เข้าร่วมงานส่งเสริมสันติภาพในสภานี้ด้วย คือ
กุหลาบ สายประดิษฐ์ สมัคร บุราวาศ และเพทาย โชตินุชิต 


                   - เดือนเมษายน มีการก่อตั้ง คณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย นายแพทย์เจริญ สืบแสง เป็นประธาน 


                   - หนังสือ ข้าพเจ้าได้เห็นมา เรื่องราวจากประสบการณ์ที่ออสเตรเลีย จัดพิมพ์เป็นครั้งแรก


พ.ศ. ๒๔๙๕ - เดินทางไปสวนโมกข์ ศึกษาพุทธศาสนากับท่านพุทธทาสภิกขุ 


                   - เรื่องแปลและเรียบเรียง เขาถูกบังคับให้เป็นโจร จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก


                   -ปราศรัยในที่
ประชุมใหญ่สมาคมหนังสือพิมพ์ฯ
และเขียนบทความเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ และยกเลิก
พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ 


                   - รับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย เรียกร้องสันติภาพคัดค้านสงครามเกาหลี 


                   - เดือนตุลาคม
เป็นประธานนำคณะจากสมาคมหนังสือพิมพ์ฯ
ไปแจกสิ่งของแก่ประชาชนภาคอีสานที่ประสบภัยแล้ง  วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน
รัฐบาลจับกุมกุหลาบ สายประดิษฐ์ พร้อมทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน
ข้าราชการ จำนวนมากในข้อหา"ขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร" ถูกตัดสินจำคุก
๑๓ ปี ๔ เดือน และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง เรียกกันว่ากรณี
"กบฏสันติภาพ"


พ.ศ. ๒๔๙๖ -เรื่องสั้นที่มีชื่อเสียงของ "ศรีบูรพา" เรื่อง "ขอแรงหน่อยเถอะ" ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ปิยะมิตรพ.ศ. ๒๔๙๗ 


                   - ฝ่ายเวียดนามเหนือรบชนะฝรั่งเศสในสมรภูมิเดียนเบียนฟู


                   -
ไทยเข้าร่วมในองค์การ SEATO ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ
เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้


พ.ศ. ๒๔๙๘ - นวนิยายเรื่อง แลไปข้างหน้า ภาคปฐมวัย จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก


                   -เขียนบทความเกี่ยว
กับพุทธศาสนา นามปากกา "อุบาสก" ลงในหนังสือพิมพ์ วิปัสสนาสาร
ของสำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุ


พ.ศ. ๒๕๐๐ - เดือนกุมภาพันธ์ ได้รับนิรโทษกรรมเนื่องในวโรกาสครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ  



                   - เดือนเมษายน ร่วมประท้วงรัฐบาลกรณีจับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ  


                   - เดือนกันยายน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนีออกนอกประเทศ  


                   - เดือนพฤศจิกายน ได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตเพื่อร่วมฉลองครบรอบ ๔๐ ปีของการปฏิวัติโซเวียต 


                   - หนังสือ อุดมธรรมกับความเรียงเรื่องพุทธศาสนา ๑๓ บท จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก  


                   - เขียน แลไปข้างหน้า ภาคมัชฉิมวัย ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในปิยะมิตร


พ.ศ. ๒๕๐๑ - วันที่ ๑ มกราคม จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๑๐


                   - แม่
ผลงานแปลจากงานประพันธ์ของแมกซิม กอร์กี้
จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน โดยสำนักพิมพ์บุษบาบรรณ


                   - ไปสหภาพโซเวียต หนังสือเล่มสุดท้ายของสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษ


เยือนจีน


                   - เดือนสิงหาคม นำคณะผู้แทนส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน


                   - วันที่ ๒๐ ตุลาคม
จอมพลสฤษดิ์ ทำการปฏิวัติอีกครั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเอง
สั่งจับกุมคุมขังผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจำนวนมาก
 กุหลาบขอลี้ภัยอยู่ในจีน



                   - เดินทางจากจีนไปร่วมประชุมกลุ่มนักเขียนเอเชีย-แอฟริกาที่เมืองทาชเคนท์ สหภาพโซเวียต


พ.ศ. ๒๕๐๖ - จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี


พ.ศ. ๒๕๐๗ - เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิทยาศาสตร์ (สาขาสังคมศาสตร์) ที่ปักกิ่ง


พ.ศ. ๒๕๐๘ - เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมนานาชาติที่ฮานอย ในการสนับสนุนประชาชนเวียดนามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐอเมริกา


พ.ศ. ๒๕๐๙ - เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมกลุ่มนักเขียนเอเชีย-แอฟริกาที่ปักกิ่ง


พ.ศ. ๒๕๑๖ - เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม
พลังประชาชนล้มล้างรัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาส-ณรงค์
 กุหลาบเขียนบทกวีร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ส่งมาเมืองไทย


พ.ศ. ๒๕๑๗ - วันที่ ๑๖ มิถุนายน กุหลาบ
สายประดิษฐ์
ถึงแก่กรรมด้วยโรคปอดบวมและเส้นโลหิตหัวใจตีบที่โรงพยาบาลเซียะเหอในปักกิ่ง
อัฐิส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่สุสานปาเป่าซาน


พ.ศ. ๒๕๑๘ - แลไปข้างหน้า ภาคมัชฉิมวัย จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก


พ.ศ. ๒๕๑๙ - เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ผลักดันนักศึกษาจำนวนมากเข้าป่าเป็นแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


พ.ศ. ๒๕๒๑ - รัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม "คดี ๖ ตุลา"


พ.ศ. ๒๕๒๘ - ข้างหลังภาพ สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก โดยเปี๊ยก โปสเตอร์


พ.ศ. ๒๕๓๑ - กองทุนศรีบูรพา มอบรางวัล
"ศรีบูรพา" แก่นักเขียนที่สร้างสรรค์งานอันมีคุณค่าแก่สังคมและมนุษยชาติ
เป็นปีแรก คือ "เสนีย์ เสาวพงศ์" หรือนายศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์


พ.ศ.๒๕๓๗ - อัฐิของกุหลาบได้รับการนำกลับมาไว้ที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์


พ.ศ. ๒๕๔๑ - ถนนสายหนึ่งในเขตบางกะปิ
กรุงเทพฯ ได้รับการตั้งชื่อว่า ถนนศรีบูรพา
และมีการจัดทำแผ่นป้ายคำสดุดีสันติภาพลายมือกุหลาบ
สายประดิษฐ์ติดไว้ที่สวนสันติภาพ


พ.ศ. ๒๕๔๓ - ในวาระเฉลิมฉลอง ๑๐๐
ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส คณะอนุกรรมการฝ่ายรางวัลปรีดี พนมยงค์
มอบรางวัลปรีดี พนมยงค์ สำหรับบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านประชาธิปไตยในรอบ
๑๐๐ ปีแก่ กุหลาบ สายประดิษฐ์


พ.ศ. ๒๕๔๔ - ข้างหลังภาพ สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งที่ ๒ โดยเชิด ทรงศรี


พ.ศ. ๒๕๔๕ - ข้างหลังภาพ จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งที่ ๓๖


พ.ศ. ๒๕๔๖ - วันที่ ๑๗ ตุลาคม ยูเนสโก
(UNESCO) ประกาศการคัดเลือกบุคคลดีเด่นของโลก ปี พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๘ รวม ๔๓ คน
เป็นคนไทยสองคน คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และ
กุหลาบ สายประดิษฐ์


พ.ศ. ๒๕๔๘ - วันที่ ๓๑ มีนาคม การฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาล กุหลาบ สายประดิษฐ์


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 638 17 ก.ย. 2553 (03:40)
215386

กุหลาบ สายประดิษฐ์


นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ พ.ศ.๒๔๖๖ - ๒๔๖๗ ...............................................


องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาต (UNESCO) ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญ ในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยและสร้างสันติภาพโลก


ชาตะ ๓๑ มีนาคม ๒๔๔๘


มรณะ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๗


------------------------------------------------------------------------------------


บั้นปลายชีวิตของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ นั้นท่านลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่ปักกิ่ง สาธารณะประชาชนจีน และได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคปอดบวมและเส้นโลหิตหัวใจตีบที่โรงพยาบาลเซียะเหอในปักกิ่ง อัฐิส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่สุสานปาเป่าซาน


เป็นที่น่าสังเกตว่า คนไทยที่เป็นบุคคลสำคัญของโลกจำนวนหลายคน สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศ แต่ไม่สามารถอยู่ในประเทศของตนเองได้จนสิ้นชีวิตในต่างแดน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 639 17 ก.ย. 2553 (04:14)
215387

มีผู้กล่าวว่าสังคมไทยเป็นสังคมของความอิจฉาริษยา เห็นใครดีกว่าไม่ได้ ไม่ค่อยยกย่องสนับสนุนคนเก่ง คนดี นักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เป็นแชมป์โลก แต่ปั้นปลายชีวิต ต้องตายแบบอนาถา นักร้องนักแสดงที่สร้างความบันเทิง เป็นตนดี แต่ต้องตายอย่างอนาถา มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย


พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เคยกล่าวไว้ว่า
"อันที่จริง คนเขาอยาก ให้เราดี
แต่ถ้าเด่น ขึ้นทุกที เขาหมั่นไส้
จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
ไม่มีใคร เขาอยากเห็น เราเด่นเกิน"


มีคนกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า ให้ดูที่ธนบัตรใบละ 20 บาทรุ่นเก่า จะเห็นรูปพระเจ้าตากสินมหาราช และทหารเอกมือขวาคู่ใจ "พระยาพิชัยดาบหัก" เนื่องจากพระยาพิชัย มีผลงานดีเด่นมาก มีคนอิจฉาจึงต้องแกล้งขัดขา ดูที่ลูกศรสีแดง


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 640 17 ก.ย. 2553 (04:30)
215388

ที่ลานประดิษฐานอัฐิของคุณกุหลาบ สายประดิษฐื จะอยู่ใต้ต้นนิโครธ ผมยืนอยู่ใต้ต้นนิโครธและแหงนมองขึ้นไป ถ่ายรูปแบบ 3 มิติมาให้ดู


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 641 17 ก.ย. 2553 (04:44)
215389

ต้นนิโครธที่เห็นนี้ คือต้นจริงที่ลานอัฐิของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผมขยายรูปผลที่มีสีแดงสวยงามมาก


ความรู้เกี่ยวกับต้นนิโครธ อ้างอิงจาก >>>  http://www.dhammajak.net/


ต้นไทรหรือกร่าง (ต้นนิโครธ)


ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก
เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ กัสสปพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่
27 พระนามว่า พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน
จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้นิโครธ


“ต้นนิโครธ” เป็นชื่อภาษาบาลีของต้นไทรหรือต้นกร่างชนิดหนึ่ง
ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Ficus benghalensis Linn.”
อยู่ในวงศ์ Moraceae รู้จักกันดีในภาษาสันสกฤตว่า “บันยัน” (banyan) และในภาษาฮินดูว่า “บาร์คาด” (bargad) ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว
ได้ทรงประทับอยู่ ณ ภายใต้ร่มโพธิ์ต่อไปอีก 7 วัน
จึงได้ทรงย้ายไปประทับต่อที่ใต้ร่มไทรนิโครธอีก 7 วัน


Image

ต้นนิโครธมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ศรีลังกา และปากีสถาน
และแพร่กระจายทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นตรงเป็นพูพอน
แตกกิ่งก้านแน่นทึบ เรือนยอดแผ่กว้าง
มีรากอากาศห้อยลงมาตามกิ่งก้านและลำต้น ซึ่งรากอากาศนี้สามารถเจริญเติบโต
เป็นลำต้นต่อไปได้ด้วย


ผิวเปลือกเรียบสีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ มีความเงามัน กว้าง 10-14
ซม. ยาว 15-20 ซม. ปลายใบมน โคนใบโค้งกว้าง ออกเป็นคู่สลับกัน
แขนงใบมีระหว่าง 4-6 คู่ ก้านใบอวบ ยาว 2-5 ซม. ผลกลมโต
วัดผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 1-1.5 ซม. ผลจะติดแนบอยู่ กับกิ่ง แต่ละผลจะมีกาบ
2-4 กาบ เมื่อผลแก่จะมีสีแดงคล้ำๆ หรือสีเลือดหมู
เป็นอาหารของพวกนกได้เป็นอย่างดี
การขยายพันธุ์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นไปเองตามธรรมชาติ
โดยพวกนกมากินผลแล้วไปถ่ายมูลยังที่ต่างๆ
นอกจากนั้นยังอาจใช้วิธีตอนกิ่งหรือปักชำก็ได้


Image

นิโครธ มีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพร อาทิ ใบและเปลือกใช้แก้โรคท้องเสีย
ท้องร่วง ถ่ายเป็นมูกเลือด และช่วยห้ามเลือด
(ในทางอายุรเวชใช้เปลือกแก้โรคเบาหวาน) ยางใช้แก้โรคริดสีดวงทวาร หูด
ผลสุกใช้เป็นยาระบาย ส่วนราก ใช้เคี้ยวเพื่อป้องกันโรคเหงือกบวม
นอกจากนี้ในอินเดียยังใช้ใบสำหรับใส่อาหาร รับประทานด้วย


ด้วยเหตุที่ ต้นนิโครธเป็นไม้มงคลอย่างหนึ่งของฮินดูและพุทธ ดังนั้น จึงมักนิยมปลูกไว้ตามศาสนสถาน วัดวาอารามต่างๆ
และสวนสาธารณะที่มีเนื้อที่กว้างๆ เพื่อให้ร่มเงาและเพิ่มความร่มเย็น
เพื่อใช้เป็นที่พักของพุทธศาสนิกชน
ตลอดจนเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของนกกาต่างๆ
แต่ตามบ้านเรือนและตามชายถนนแล้วไม่ค่อยนิยมปลูกกัน
เพราะกิ่งก้านของต้นนิโครธมีขนาดใหญ่โต
ซึ่งอาจมีอันตรายเมื่อมีพายุพัดในบางโอกาส
ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อเสาไฟหรือหลังคาบ้านก็เป็นได้


Image


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 642 17 ก.ย. 2553 (07:22)

จากประวัติของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้างต้น มีจุดหนึ่งที่ผมสนใจมากคือ.......


พ.ศ. ๒๔๘๓ - เกิดสงครามอินโดจีน ไทยรบกับฝรั่งเศสเพื่อขอดินแดนคืน


พ.ศ. ๒๔๘๘ - วันที่ ๑๕ สิงหาคม ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม วันที่ ๑๖ สิงหาคม ไทยประกาศสันติภาพ 


ในช่วงนั้นยังมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง


ผมมีเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่พ่อผมเก็บไว้ รู้สึกว่าจะเคยเล่าให้ฟังบ้างแล้วในตอนต้นๆของกระทู้ ต้องขอย้อนความหลังเล็กน้อย เผื่อท่านที่เพิ่งจะเข้ามาอ่าน...... หลังจากที่พ่อจบ ม.8 แล้ว พ่อผมได้รับทุนไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยหวงผู่ หลังสำเร็จการศึกษา เกิดสงครามกลับบ้านไม่ได้ จึงไปสมัครเป็นนายทหารจีน ตอนหลังพอญี่ปุ่นยอมแพ้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ พ่อผมก็ถูกส่งมาประจำการที่กองพล 93 ในฐานะนายทหารคนสนิทของท่านนายพล ยศของพ่อขณะนั้นคือ พันโท ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาไทย เอกสารของพ่อฉบับนั้นลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2488 เป็นจดหมายจากนายอำเภอเชียงแมนถึงพ่อ เพื่อสมานพันธไมตรี โดยพ่อผมเป็นล่ามของฝ่ายทหารจีนในกองพล 93


71925
กองทัพจีนมาช่วยปลดอาวุธญี่ปุ่นและคืนดินแดนให้แก่ประเทศไทยที่อำเภอเชียงแมน
จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว แสดงว่า เมื่อปี พ.ศ.2488 เรายังมีจังหวัดล้านช้างอยู่ ซึ่งได้คืนมาจากฝรั่งเศสจากการเจรจา สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือดินแดนอำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้างนั้น
กลายเป็นของลาวอีกตั้งแต่เมื่อไร และอย่างไร 


71926


ปัจจุบันเมืองเชียงแมนเป็นเมืองที่น่าท่องเทียวเมืองหนึ่ง
มีวัดเชียงแมนไชยเชษฐาราม
ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำโขงด้านทิศตะวันตกตรงกันข้ามกับเมืองหลวงพระบาง
ต้องนั่งเรือข้ามฝากที่ท่าวัดเชียงแมน เป็นเรือติดเครื่องยนต์ลำเล็กนั่งได้
10 คน เรือจะรอคนเต็มลำแล้วจึงจะออกเรือ
หมู่บ้านเชียงแมนมีลักษณะเป็นหมู่บ้านในชนบทอย่างแท้จริง
พระอุโบสถมีลักษณะคล้ายกับวัดในเชียงใหม่ โดยเฉพาะซุ้มประตูโขงของพระอุโบสถ
บานประตูแกะสลักไม้ปิดทองเรื่องพระเวสสันดรชาดก คันทวย
ลวดลายประดับคล้ายกับแบบสมัยล้านนา มีความสง่างามน่าชม
นอกจากนี้ยังมีผ้าพระบฏปักทองเป็นรูปพระพุทธเจ้าที่หาดูได้ยาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 643 17 ก.ย. 2553 (10:05)

ขอบคุณครับสำหรับภาพของ"คุณครูวินัย"


"กุ" หมายถึงเรื่องที่เขียนหรือเล่าขึ้นมาโดยไม่มีมูลความจริง

จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี ๒๕๔๒

"กุ ๑   ก. สร้างให้เป็นเรื่องเป็นข่าวขึ้นโดยไม่มีมูล"

ซึ่งกร่อนมาจากชื่อของคุณ"กุหลาบ"
อาจเป็นเพราะพยายามลดความน่าเชื่อถือของคุณกุหลาบ
หรือว่าท่านได้แต่งนิยายที่ทำให้คนคล้อยตามได้มากมายว่าเป็นเรื่องจริง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 644 17 ก.ย. 2553 (10:32)

คำว่า "กุ" นี้มาจากคนชื่อ "กุหลาบ" แต่เป็นคนละคนกับคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์


คำว่า"กุ"..ที่เราใช้กันในความหมายว่า "โกหก" นั้น
มีที่มาจากชื่อของคนสามัญที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 คือนายกุหลาบ ตฤษณานนท์ บุคคลผู้นี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3(พ.ศ.2377) และเสียชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 6(พ.ศ.2464) เป็นคนที่มีความสนใจเรื่องเก่า ชอบเขียนเรื่องเก่า แต่บางเรื่องก็เขียนฟุ้งหรือแต่งสนุกเกินเหตุ เช่นแต่งประวัติพระเจ้าแผ่นดิน หรือขุนนางยุคเก่าอย่างพิสดาร ทำให้รัชกาลที่ 5และเจ้านายหลายพระองค์ขัดใจ จึงทรงใช้คำว่า"กุ" มาเป็นศัพท์สแลง
(อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/krupia/2008/12/07/entry-1) และต่อมาพอเป็นที่นิยมใช้กันมาก
ก็เลยกลายเป็นคำๆหนึ่งในภาษาไทยของเราที่ถูกบันทึกไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน



190834


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 645 17 ก.ย. 2553 (11:14)
215415
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 646 17 ก.ย. 2553 (22:51)
215500

ผมเป็นเด็กรุ่นหลังคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หลายปี แต่เริ่มสนใจผลงานของท่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ตอนนั้นท่านยังมีชีวิตอยู่แต่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง บทประพันธ์อมตะของท่านที่ผมชื่นชอบก็มี แลไปข้างหน้า,จนกว่าเราจะพบกันอีก, ลูกผู้ชาย,สงครามชีวิต และที่ชอบมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ ข้างหลังภาพ ผมชอบวิธีการเขียนที่โยงเรื่องให้ผู้อ่านติดตาม ดึงผู่อ่านจากชีวิตจริงเข้าไปร่วมเหตุการณ์ในภาพวาด ได้สัมผัสเรื่องราวต่างๆที่แฝงด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีญี่ปุ่น และจบลงด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกค้างคาใจ ในเรื่องราวที่อยู่ "ข้างหลังภาพ" เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายสิบครั้ง และได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆอีกหลายภาษา และถึงกับมีการนำไปทำเป็นละครและภาพยนต์ที่เป็นที่ชื่นชอบ  นอกจากผลงานเขียนแล้วยังมีผลงานเรื่องแปล ได้แก่ เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร และแม่ ของแมกซิม กอร์กี้


สำหรับงานแปลเรื่อง "แม่" ของแมกซิม กอร์กี้นี้ มี 2 เล่ม แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่หนัก แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการต่อสู้ทางการเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมหนึ่ง เนื้อเรื่องดูคุ้นๆตาอย่างไรชอบกล เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดในบางประเทศ ท่านที่สนใจสามารถ download เรื่องภาษาอังกฤษได้ฟรีที่นี่ครับ


>>> http://manybooks.net/titles/gorkymaxetext03mthrg10.html


Mother by Maxim Gorky - Free eBook



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 647 17 ก.ย. 2553 (23:58)

215502


ผมมีเพื่อนชาวรัสเซียคนหนึ่งชื่อ Prof.Alexander Fishman ทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ใน Kazan State University ที่เมือง Kazan เมืองหลวงของรัฐ Tatarstan ในรัสเซีย เรารู้จักและทำงานร่วมกันทางด้านฟิสิกส์ทัศนศาสตร์และเลเซอร์มาราว 16 ปีแล้ว ผมเคยเชิญมาอยู่เมืองไทยหลายครั้งแล้ว เมืื่อ 2 ปีที่แล้ว Alexander ก็ได้เชิญผมไปบรรยายที่เมือง Kazan ปีแรกที่ไป (ไปหลายครั้งแล้ว) เขาจัดให้พักที่หอพักของมหาวิทยาลัย ที่อยู้ใกล้ๆกับสวนสาธารณะแห่งหนึ่งชื่อ Gorky Park 


Alexander รู้สึกแปลกใจที่ผมรู้จักชื่อเสียงของ Maxim Gorky เขาเล่าให้ฟังว่า Maxim Gorky เคยอาศัยอยู่ที่เมือง Kazan และเรียนที่ Kazan University หลังจากนั้น Alexander ก็พาผมไปยังพิพิธภัณฑ์ประวัติของมหาวิทยาลัย พาไปดูห้องบรรยายประวัติศาสตร์ ที่ Gorky, Lenin และ Tolstoy เคยนั่งเรียน


Alexander พาผมไปนั่งเก้าอี้ในห้องบรรยายตรงที่ Gorky และ Lenin เคยนั่ง ดูในรูป ผมกับ Alexander นั่งตรงที่นั่งประวัติศาสตร์นี้ ส่วนลีโอ ตอลสตอย หรือ Count Leo Nikolayevich Tolstoy (นักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมโลก มีผลงานอันเป็นอมตะ คือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina)) นั้น ท่านตัวสูงมาก อาจารย์เลยให้ไปนั่งด้านหลังสุด เพราะเกรงว่าจะบังนักศึกษาคนอื่น ต้องขอขอบตุณ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ทำให้ผมรู้จัก Maxim Gorky จากผลงานแปลของท่าน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 648 18 ก.ย. 2553 (14:10)

ขอบคุณสำหรับที่มาของ "กุ" ที่ชัดเจนขึ้นครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 649 19 ก.ย. 2553 (04:22)
215539

เมือง Kazan เป็นเมืองมหาวิทยาลัยและเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญเมืองหนึ่งของรัสเซีย เป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ มีป้อมปราการใหญ่ริมแม่น้ำที่งดงามและทางองค์การ UNESCO ได้ประกาศให้เป็น 1 ในมรดกโลก ผมกับ Alexander ถ่ายภาพหน้ามัสยิดแห่งหนึ่งที่เป็นส่วนของมรดกโลก เป็นภาพ 3 มิติ ที่ต้องใช้แว่นตามอง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 650 19 ก.ย. 2553 (04:35)

215540


เมือง Kazan มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ประชาชนที่นี่ประมาณครึ่งหนึ่งนับถือศาสนาอิสลาม อีกประมาณครึ่งหนึ่งนับถือคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ ซึ่งแปลว่าถูกต้อง โดยแยกตัวออกไปจากพระศาสนจักรของกษัตริย์แห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเพราะเหตุผลไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจขององค์สันตะปาปาซึ่งมีอำนาจมากสูงกว่ากษัตริย์ (คือมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนกษัตริย์ได้)ในสมัยนั้น โดยที่มิได้เปลี่ยนแปลงข้อความเชื่อ ข้อความเชื่อของนิกายออโธดอกซ์เหมือนกับข้อความเชื่อของนิกายโรมันคาทอลิก มีพระอัยกาเป็นประมุข นิกายออร์โธดอกซ์ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระศาสนจักรตะวันออก มีผู้นับถือรวมกันประมาณ 500 ล้านคน (อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/)


เราจะเห็นผู้คนที่นี่มีหลายเผ่าพันธุ์ปะปน มีจำนวนมากที่สวมหมวกแบบชาวมุสลิม หรือบางทีหน้าตาแปลกๆ เช่น หน้าเหมือนอาหมวยแถวเยาวราช แต่มีผมสีทอง ว่ากันว่าผสมปนเปกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยเจ็งกีสข่านก็ว่าได้ Alexander ลองให้ผมสวมหมวกแล้วถ่ายแบบ 3 มิติรูปร่วมกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 651 19 ก.ย. 2553 (04:48)

215541


ภายในป้อมปราการ หรือที่ในภาษารัสเซียเรียกว่า Kremlin ที่เป็นมรดกโลกนี้ มีโบสถ์ศาสนาคริสต์และมัสยิดของชาวมุสลิมอยู่ติดกัน ชาวเมืองนี้อยู่กันอย่างสงบสุขไม่มีปัญหาเกี่ยวกับศาสนาแม้แต่น้อย แม้แต่ในเมืองเราจะพบโบสถ์และมัสยิดอยู่คู่กันเสมอ เคยถาม Alexander เหมือนกันว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาบ้างหรือ Alexander ตอบแบบติดตลกว่า ชีวิตหลังม่านเหล็กในช่วงสงครามเย็นมันทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากพออยู่แล้ว ชาวเมืองไม่เอาเรื่องความขัดแย้งเหล่านี้มาเพิ่มให้เป็นภาระทางสมองหรอก ในภาพ 3 มิตินี้ จะเห็นโบสถ์ศาสนาคริสต์ (ทีมีโดมรูปหัวหอม)อยู่ทางซ้ายมือ ส่วนมัสยิดจะอยู่ทางขวามือ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 652 19 ก.ย. 2553 (05:00)
215542

Alexander พาผมไปเยื่ยมเยียนโบสถ์ศาสนาคริสต์หลายแห่ง พระในยุคสงครามเย็นนั้นต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ทำพิธีแบบหลบๆซ่อนๆ พิธีกรรมของพวกพระที่นี่แปลกดีเหมือนกัน ดูแล้วบางอย่างคล้ายๆพระไทย คือมีการเจิมและปะพรมน้ำมนต์ด้วย 


มีผู้หญิงคนหนึ่ง ในรูปเห็นสวมหมวกสีขาว ขับรถยนต์ไปเฉี่ยวชนกันมา เห็นว่ารถยนต์ของเธอคงนำโชคร้ายมาให้ จึงมาที่วัดเพื่อให้หลวงพ่อท่านเจิมรถและพรมน้ำมนต์ ที่เห็นอยู่ในมือหลวงพ่อนั้นคือขันน้ำมนต์และที่พรมน้ำมนต์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 653 19 ก.ย. 2553 (05:03)
215543

ที่เห็นในรูป หลวงพ่อกำลังพรมน้ำมนต์ให้แก่รถยนต์คันสีขาว สังเกตเห็นเจ้าของรถคนสวมหมวกสีขาวยืนอยู่ทางขวามือ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 654 19 ก.ย. 2553 (05:34)

215544


เมือง Kazan ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโวลก้า ในฤดูหนาวแม่น้ำทั้งสายจะกลายเป็นน้ำแข็ง เนื่องจากน้ำเป็นฉนวนความร้อนที่ดี และเป็นตัวนำความร้อนที่เลว ดังนั้นน้ำแข็งที่ผิวแม่น้ำจึงกันความร้อนได้ ทำให้ใต้ผิวน้ำแข็งมีอุณหภูมิไม่ติดลบ และยังเป็นน้ำอยู่ได้ จึงมีสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลา ที่เป็นสัตว์เลือดเย็น สามารถอาศัยอยู่ได้


ตอนที่ผมไปเยือนเมือง Kazan นั้นเป็นต้นเดือนเมษายน ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วก็จริง แต่แม่น้ำโวลก้าก็ยังเป็นน้ำแข็งอยู่ ในรูป ผมยืนอยู่บนแม่น้ำโวลก้า ที่เห็นด้านหลังออกไปกลางแม่น้ำนั้น ชาวบ้านมาตกปลา โดยการเจาะน้ำแข็งให้เป็นรู แล้วใช้เบ็ดหย่อนลงไปตกปลา ภาพบนขยายให้เห็นใกล้ยิ่งขึ้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 655 19 ก.ย. 2553 (18:54)

ขากลับจาก Kazan ไปแวะต่อเครื่องบินที่ Moscow เพื่อกลับเมืองไทย มีโอกาสไปแวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อวกาศของรัสเซีย



=========================================================


ไลก้า สุนัขอวกาศ
สุนัขตัวแรกที่โซเวียตส่งไปโคจรบนอวกาศ ทั้งนี้ ไลก้า สุนัขอวกาศ ได้เสียชีวิตหลังจากขึ้นไปบนอวกาศเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะความร้อน ทำให้องค์กรพิทักษ์สัตว์ของตะวันตกออกมาประณามโซเวียต


ไลก้า



          หลังจากที่รัสเซียส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นโคจรในอวกาศเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957 จนโลกแซ่ซ้อง นายนิกิต้า ครุชชอฟ ประธานาธิบดีในขณะนั้น จึงสั่งให้นายเซอร์เก โครอลยอฟ บิดาโครงการอวกาศโซเวียต นำดาวเทียมขึ้นไปโคจรบนอวกาศอีก เพื่อเฉลิมฉลองวันที่ 7 พฤศจิกายน วันครบรอบการปฏิวัติของบอลเชวิค คำสั่งนี้จึงเป็นที่มาของ "การเดินทางอวกาศของไลก้า"
          นายบอริส เชอร์ทอค มือขวาของโครอลยอฟ กล่าวว่า โครอลยอฟมีเวลาไม่ถึง 1 เดือนในการออกแบบดาวเทียมใหม่ พวกเขาหวั่นว่า การส่งดาวเทียมขึ้นไปอีกครั้ง อาจเกิดอุบัติเหตุจนเป็นการกลบชัยชนะครั้งแรก แต่ไม่อาจโต้แย้งครุชชอฟได้ ต่อมามีผู้เสนอความคิดให้นำสุนัขขึ้นไปด้วย ซึ่งโครอลยอฟก็ปิ๊งกับความคิดนี้ทันที แม้จะไม่ทราบถึงผลกระทบของอวกาศต่อสิ่งมีชีวิต
         โซเวียตเคยทำการทดลองนำสุนัขขึ้นไปกับขีปนาวุธ สุนัขบางตัวรอดชีวิต โดยสุนัขที่นำมาทดลองเป็นพันทาง เพราะเชื่อว่ามีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมสูง เพียง 9 วันก่อน "สปุตนิก 2" ออกเดินทาง ดร.วลาดิเมียร์ ยาซดอฟสกี้ เลือก "ไลก้า" สุนัขอายุ 2 ขวบไปกับสปุตนิก ไม่มีใครทราบเหตุผลในการตัดสินใจ บางทีอาจเป็นเพราะว่า "ไลก้า" เป็นสุนัขที่รูปร่างลักษณะดี
          ในบันทึกของยาซดอฟสกี้ระบุว่า รู้สึกสงสาร "ไลก้า" เพราะรู้ว่ามันต้องเสียชีวิตแน่นอน เวลาของมันที่จะอยู่ในโลกเหลืออยู่น้อยเต็มที เขาจึงนำมันกลับบ้านไปเล่นกับลูกๆ ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย วันต่อมา เขาพา "ไลก้า" ไปส่งที่ฐานทดลอง มันเดินเข้าไปประจำในแคปซูลอย่างเงียบๆ และสง่าผ่าเผย 


          ในพิพิธภัณฑ์อวกาศนี้ ยังมีภาพยนต์ประวัติศาสตร์ในการส่งสุนัขชึ้นไปในอวกาศ ผมได้ถ่ายเก็บไว้และทำเป็นภาพเคลื่อนไหวมาให้ดูกันครับ




          ก่อนเดินทางเกิดอุปสรรคทางเทคนิค ไลก้าต้องนั่งอยู่ในแคปซูลนานถึง 3 วัน ในขณะนั้นอากาศหนาวมาก จนต้องติดตั้งสายยางจากภายนอกให้เข้าไปในแคปซูลเพื่อให้อากาศอบอุ่น กระทั่งวันที่ 3 พฤศจิกายนจึงสามารถส่งสปุตนิก 2 ขึ้นไปบนอวกาศได้ เมื่อไลก้าไปถึงอวกาศ แพทย์ต่างเบาใจเมื่อพบว่า หัวใจของ "ไลก้า" ยังเต้นอยู่ ความดันปกติ มันกินอาหารที่เตรียมไว้ให้ในแคปซูล ในรายงานของโซเวียตบันทึกว่า เมื่อประมาณ 1 อาทิตย์ผ่านไป "ไลก้า" จึงเสียชีวิต ทำให้องค์กรพิทักษ์สัตว์ของตะวันตกออกมาประณามโซเวียต
          เมื่อโซเวียตล่มสลายแล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งร่วมในโครงการจึงออกมาเปิดเผยความจริงของการส่ง "ไลก้า" ไปกับ "สปุตนิก 2" ว่า "ไลก้า" เสียชีวิตหลังจากขึ้นไปบนอวกาศเพียงไม่กี่ชั่วโมงเพราะความร้อน หลังจาก "ไลก้า" โซเวียตยังส่งสุนัขขึ้นไปอีกอย่าง "เบลก้า" และ "สเตรลก้า" แต่พวกมันตายก่อนที่จะลงมายังพื้นโลก
          จนวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 โซเวียตส่ง "ยูริ กาการิน" มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นไปบนอวกาศ กาการินกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า "ผมไม่เข้าใจว่าผมเป็นใครกันแน่ ระหว่างมนุษย์คนแรกในอวกาศหรือสุนัขตัวสุดท้ายในอวกาศ"

ข้อมูลจาก http://blog.eduzones.com/sanookma/946 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 656 19 ก.ย. 2553 (22:23)

ภาพยนต์ที่ฉายในพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นว่า ในยุคโซเวียตนั้นโครงการอวกาศส่งสุนัขขึ้นไปหลายครั้ง จนกระทั่งแน่ใจ จึงส่งมนุษย์คนแรกขึ้นไป สุนัขสองตัวที่ส่งขึ้นไปในยุตแรกๆ แม้ว่าจะเสียชีวิต แต่ก็ได้รับการยกย่องเยี่ยง "วีรสุนัข" มีการสตาฟฟ์ร่างไว้ให้เยาวชนและคนทั่วไปเข้าชมและศึกษา





 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 657 20 ก.ย. 2553 (09:14)



สถิติเกี่ยวกับกระทู้นี้


ตั้งกระทู้วันที่ 21 มกราคม 2552 ถึงวันนี้ 20 กันยายน 2553 รวม 20 เดือน มีผู้เข้ามาในกระทู้นี้ 300000 คน เฉลี่ยวันละ 500 คน ตอบกระทู้ประมาณวันละ 1 ความเห็น


ท่านที่เข้ามาในกระทู้นี้ หากจะทักทายกันสักเล็กน้อย ก็จะทำให้กระทู้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมกระทู้นี้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 658 20 ก.ย. 2553 (22:45)

เมื่อพูดถึง ลีโอ ตอลสตอย ที่เมือง Kazan ก็อดพูดถึงเรื่องของรางวัลโนเบลไม่ได้ กล่าวกันว่า มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเหมือนกัน แม้แต่การมอบรางวัลให้แก่ ท่านประธานาธิบดีโอบามา ก็ยังมีข้อกังขากันว่า ท่านยังไม่ได้ทำงานทางสันติภาพอะไรให้เห็นเด่นชัดเลย


10.10%20OBAMA%20NOBEL%20copy


(http://www.boston.com/bostonglobe/editorial_opinion/outofline/2009/10/obamas_prize.html)


ผลงานของ ลีโอ ตอลสตอย ยอมรับกันว่าได้มีอิทธิพลต่อรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง ท่านมหาตมะ คานธี และ เลนิน รวมถึงนักเขียนในรุ่นหลังๆ มากมายที่ต่างก็มองงานเขียนของ ลีโอ ตอลสตอยเป็นต้นแบบ 


แต่ปรากฎว่า ลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่เคยได้รับการประกาศรายชื่อเข้ารับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมแต่อย่างใด ได้รับเพียงแต่การถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกเท่านั้น


กล่าวกันว่าในการพิจารณาตัดสิน รางวัลโนเบล สาขาวรรณคดีของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนในครั้งแรก คือ ในปี ค.ศ.1901 ซึ่งมีชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ถูกเสนอชื่อเข้าชิงด้วย แต่ก็ปฏิเสธชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย เพราะคนที่ได้รับรางวัลนั้นแทนคือ   ซัลลี่ พรูโดม (Sully Prudhomme , 1839-1907) ซึ่งเป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศส แม้งานของ ซัลลี่ พรูโดมจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับงานเขียนของลีโอ ตอลสตอย ก็ตาม แต่ก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองหลายประการของคณะกรรมการตัดสินฯ ได้แก่
การแทรกแซงของราชบัณฑิตสภาของฝรั่งเศสซึ่งทำตัวเป็นเสมือน
“สภาพี่”ของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนนั่นเอง 


งานอันโดดเด่นของ ลีโอ ตอลสตอย จึงเกิดเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามของชาวโลกในขณะนั้น(และตลอดมา) เหตุนี้เองจึงทำให้ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนถูกจับตามมองมากกว่า “ผู้ได้รับรางวัลโนเบล” แต่ราชบัณฑิตฯ ก็อ้างว่าการเสนอชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ในครั้งนั้นผิดระเบียบ เพราะการตัดสินครั้งแรกของราชบัณฑิตฯ จะต้องถือเรื่องกฎระเบียบเป็นสำคัญ และกรรมการตัดสินได้กล่าว ปลอบใจว่าในปีถัดๆ ไป ลีโอ ตอลสตอย ก็ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณา


แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมอีกเลยแม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะถูกเสนอชื่ออย่างถูกต้องตามระเบียบที่ตั้งไว้แล้วนั้น แต่คณะกรรมการฯ ก็มีคำปฏิเสธอย่างนิ่มๆ ว่า


“แม้ว่างานเขียนของลีโอ ตอลสตอย โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่โลกให้การยอมรับคือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) และ แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina) แต่งานเขียนเรื่องอื่นๆ ก็ได้แสดงทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามความมีอารยธรรมอันสูงส่งของมวลมนุษย์ แต่กลับไปส่งเสริมอารยธรรมอันดั้งเดิมในสมัยที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม เช่น
การปฏิเสธค่านิยมที่ใหม่สูงส่งและ ระบบเงินตรา รวมทั้งกล่าว(หา)ว่า ลีโอ ตอลสตอย นั้นปฏิเสธสถานะของการปกครองรัสเซียโดยพระเจ้าซาร์อีกด้วย คณะกรรมการฯ จึงไม่มีเหตุผลสมควรที่จะให้รางวัลนี้แก่ผู้ที่ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นด้วย


แม้ในปีเดียวกันนั้น งานเขียนของ เอมิล โซล่า (Emile Zola,นวนิยายเรื่อง Les Rougon-Macquart  ระหว่างปี 1871-93)ก็
ถูกเสนอชื่อเข้ามาด้วยกัน ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนก็ยังเห็นว่าเป็นงานที่หยาบเกินไป ทั้งๆที่งานเขียนของเขาได้สื่อออกมาในแนวธรรมชาตินิยม
(Naturalism) และเป็นงานที่ อัลเฟรด โนเบล ว่าไว้ “ต้องตรงกับลักษณะที่เป็น Idealistic Tendency หรือต้องเป็นงานเขียนเพื่อยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น”แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันในระยะต่อๆ มาในประเด็นเหล่านี้ว่ารางวัลโนเบลควรกำหนด “ธง”เอาไว้เช่นนี้ต่อไปหรือไม่


(อ้างอิง:http://www.oknation.net/blog/nn1234/2010/08/19/entry-1)


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 659 21 ก.ย. 2553 (01:12)

215704


เมื่อ 2 เดิอนก่อน ผมเดินทางไปประชุม World Conference ทางด้าน Science Education ที่ Estonia ในฐานะ 1 ในคณะกรรมการผู้จัดการประชุม ขากลับเมืองไทยต้องไปต่อเครื่องบินที่กรุง Stockholm เมืองหลวงของสวีเดน และได้ถือโอกาสพบเพื่อนนักเรียนสมัยเด็กที่ไม่ได้พบกันมานานราว 40 ปี ชื่อ "วิชุน ใจขาน" ในรูปลูกศรชี้


วิชุนมาตั้งรกรากอยู่ที่สวีเดนนานแล้ว กลายเป็นพลเมืองสวีเดนและมีชื่อเป็นแบบฝรั่งมังค่าว่า Barry Intirach แต่ผมก็ยังเรียกชื่อเดิมเหมือนเมื่อ 40 ปีก่อน วิชุนขับรถมารับที่สนามบินแล้วพาไปพักที่บ้านพักซึ่งห่างจากตัวเมือง Stockholm ไปราว 13 กิโลเมตร ขณะที่อยู่ที่นี่ 3 วัน วิชุนพาไปเที่ยวตามที่ต่างๆ รวมทั้งเมืองที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายเมือง แต่ที่พลาดไม่ได้คือต้องไปเยี่ยมชมสถานที่มอบรางวัลโนเบล ที่จัดในวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันถึงแก่กรรมของท่านอัลเฟรด โนเบล


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 660 21 ก.ย. 2553 (01:24)
215705

พิธีมอบรางวัลโนเบลกระทำกันที่ City Hall หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลากลางจังหวัดของกรุง Stockholm ที่เห็นในรูปนั่นเอง


รูปบนขวาเป็นภาพวิวที่มองจากแม่น้ำเข้ามายัง City hall ส่วนรูปล่างนั้น เป็นรูปที่มองจาก City Hall ออกไปยังแม่น้ำ จะเห็นลานสนามหญ้าอเนกประสงค์ ฤดูร้อนผู้คนก็จะออกมาเดินเล่นผึ่งแดดกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 661 21 ก.ย. 2553 (01:41)
215706

วิชุนขับรถมาถึงหน้า City Hall ที่จอดรถที่นี่หายากมาก อีกทั้งค่าจอดก็แพงเอาการทีเดียว หลังจากหาที่จอดรถได้แล้ว เราก็เข้าไปเยี่ยมชมข้างใน ต้องซื้อตั๋วเข้าชม และในการเข้าชมก็จะมีคนนำชม เราจะต้องเลือกเอาว่าจะต้องการคนนำชมภาษาใด พอดีช่วงนั้นรอบที่คนนำชมเป็นภาษาอังกฤษเต็ม ต้องรอรอบใหม่ ซึ่งเสียเวลา (และค่าจอดรถ) แต่บังเอิญช่วงนั้นยังมีที่สำหรับกลุ่มที่ใช้ผู้นำชมภาษาเยอรมัน ผมก็เลยเลือกเป็นภาษาเยอรมัน เพราะคุ้นเคยดีเนื่องจากเคยมาเรียนปริญญาเอกที่เยอรมนีอยู่ถึง 6 ปี ส่วนวิชุนบอกว่า ไม่เป็นไรเข้ามาหลายรอบแล้ว จึงรออยู่ข้างนอก


รูปล่างขวามือเป็นห้องจำหน่ายตั๋วเข้าชม รูปบนขวาเป็นรูปที่ถ่ายจากลานกว้างด้านในแต่อยู่นอกอาคาร


รูปล่างซ้ายเป็นรูปที่ผมถ่ายเอง รูป"ห้องทอง" ใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ส่วนหนึ่งของพิธีมอบรางวัลโนเบล


ส่วนภาพบนซ้ายเป็นภาพในงานพิธีจริงที่จัดใน "ห้องทอง"เมื่อปีก่อนๆ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 662 21 ก.ย. 2553 (01:48)
215707

พิธีมอบรางวัลจะจัดที่ห้องโถงใหญ่ภายใน City Hall ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจะต้องเดินลงบันไดมาพร้อมกับกษัตริย์ พระราชวงศ์และคณะกรรมการรางวัลโนเบล อย่างสง่างาม เพื่อให้แขกที่มาในงานมองเห็นอย่างชัดเจนอย่างน่าชื่นชม ดังแสดงในรูปบน


ส่วนรูปล่างเป็นรูปที่ผมถ่ายแบบ Panorama ในวันที่ไปเยี่ยมชม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 663 21 ก.ย. 2553 (07:46)

215711


วันที่กลับไปเยี่ยมโรงเรียนวัดพลับพลาชัย พอเสร็จงานผมก็เดินข้ามสะพานลอยข้ามถนนหน้าโรงเรียนไปยังวัดเทพศิรินทร์ หันหลังกลับไปมองโรงเรียน เห็นห้องเรียนที่ผมเคยเรียนตอนอยู่ชั้น ป.6 ตอนนั้น ชั้น ป.6 มีอยู่ 17 ห้อง ผมอยู่ห้องที่ 16 เราเรียกว่า ป.6/16 สมัยก่อนนี้นักเรียนจะต้องติดป้ายชื่อ โดยที่กระเป๋าเสื้อจะมีกระดุม แล้วใช้ป้ายชื่อไปกลัดติด โดยแบ่งเป็นสี คือ ป.5 ใช้ป้ายชื่อสีแดง  ป.6 ใช้ป้ายชื่อสำน้ำเงิน และ ป.7 ใช้ป้ายชื่อสีน้ำตาล ตอนนั้นผมจึงใช้ป้ายชื่อสีน้ำเงิน เนื่องจากใช้กลัดกับกระดุมทุกวัน ป้ายชื่อขาดอยู่เรื่อยต้องซื้อกันอยู่บ่อยๆ  ผมจึงหาวิธีคือ เอากระดุมมาเย็บติดกับป้ายชื่อ ส่วนด้านหลังก็เอาเข็มกลัดมาเย็บติดกับป้ายชื่อ เวลาใช้ก็เพียงแต่เอาเข็มกลัดมากลัดกับกระเป๋าเสื้อ เพื่อนๆหรือครูก็ดูไม่ออก ประหยัดเงินไปเยอะ ปัจจุบันนี้พบว่าป้ายชื่อแบบที่ผมเคยใช้นั้นไม่มีการผลิตออกจำหน่ายอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าเป็นป้ายชื่อที่มีเข็มกลับติดอยู่ข้างหลังแทน แสดงว่าผมได้ประดิษฐ์ของใช้เองแบบล้ำยุคมาต้ังนานแล้ว


เมื่อเห็นห้องเรียน ภาพความหลังเก่าๆที่ไม่เคยคิดว่าจะจำได้ก็ปรากฏหลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของความทรงจำที่แจ่มชัดอย่างไม่น่าเชื่อ ดังที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 664 22 ก.ย. 2553 (01:08)

215793


ในช่วงที่ผมเรียนชั้นประถมปีที่ 5 นั้น ผมรู้สึกสนุกสนานมาก มีเพื่อนใหม่ที่มีไมตรีจิตต่อกัน มีครูวิไลที่คอยดูแลเอาใจใส่เหมือนแม่ที่คอยรับผิดชอบดูแลลูกๆ ผมมีความสุขมาก สนุกสุดๆจนไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือ จดงานก็ไม่ค่อยได้จด การบ้านก็ไม่ค่อยได้ทำ มักจะขอลอกงานจากเพื่อนๆเป็นประจำ สมัยก่อนนี้การประเมินผลการเรียนใช้วิธีให้เป็นคะแนนร้อยละ ถ้าใครได้คะแนนรวมไม่ถึงร้อยละ 50 ถือว่า สอบตก และจะต้องเรียนซ้ำชั้น ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะขี้เกียจอย่างไร ตอนปลายปีก็จะต้องพยายามให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าครึ่ง ไม่งั้นต้องเรียนซ้ำชั้นเดิม ทั้งอายเพื่อน ทั้งน่าเบื่อที่ต้องเรียนซ้ำ ทั้งยังทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินอีก ดังนั้นก่อนถึงปลายปีเราก็ต้องมีความพยายามสูง


ต่างจากปัจจุบัน การสอบตกเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรเสียก็สามารถมาสอบซ่อมได้ ครูก็ต้องพยายามให้เราสอบให้ได้ แม้ว่าเราจะขี้เกียจหลังยาวตัวขึ้นขนอย่างไร ครูก็ต้องมาขอให้เราไปสอบ หรือบางคนเรียกว่า แทบจะมาอ้อนวอนให้ไปสอบกันเลยทีเดียว เพราะถ้าเราสอบตกกันมาก (แม้ว่านักเรียนจะแย่มากจริงๆเพียงใด) ครูก็จะต้องถูกประเมินในแง่ลบจากผู้บริหาร ดังนั้นเด็กนักเรียนขี้เกียจก็สอบได้ อ่อนเพียงใดก็สอบได้ ผู้บริหารก็สบายใจประเมินผลออกมาดี ได้หน้าได้ตา


ผมเรียนไม่เก่งเลย ได้คะแนน 50 กว่านิดๆ หรือเกือบตกนั่นเอง ดีใจที่ไม่สอบตก ได้เลื่อนชั้นไป ป.6 ผมคาดว่าเราจะไปพร้อมกันทั้งห้อง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพื่อนๆที่ผมสนิทสนมและร่วมสนกเฮฮาด้วยถูกจับแยกย้ายกระจายไปหมด ผมไม่ทราบวิธีการจัดห้องใหม่ของครู แต่ผมได้เพื่อนใหม่ในชั้นป.6อีกหลายคน รู้สึกไม่อยากเรียนในห้องเลย เพราะรู้สึกว่ามีแต่นักเรียนที่เกเร ชอบกลั่นแกล้งเพื่อน หรือบางทีอยู่ดีๆก็เข้ามาตบหัวด้วยความสนุก ผมแทบไม่อยากคุยกับใครเลย รู้ัสึกอยากไปอยู่โรงเรียนอื่น ห้องที่เรานั่งประจำชั้นก็คือ ห้องที่เห็นตามลูกศรชี้ในภาพข้างต้น


ผมได้ครูประจำชั้นคนใหม่ ท่านคือ "ครูสุวรรณ๊ จันทรมาศ" รูปร่างท้วมๆ ท่าทางใจดี ท่านสอนวิชาวรรณคดีไทย ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะท่าทางของท่านคล้ายๆแม่ของผม เป็นความรู้สึกตามประสาเด็กว่าเหมือนมีแม่คอยปกป้องจากเด็กเกเร ผมมีความรู้สึกว่าท่านก็คงปวดหัวกับเด็กนักเรียนที่เกเรและไม่เคยเกรงกลัว หรือหวั่นไหวต่อไม้เรียวเช่นกัน ในสมัยนั้นครูสามารถทำโทษให้นักเรียนหลาบจำโดยการเฆี่ยนตีได้ ผมเจอครูปรีชาในงานวันก่อน เล่าให้ท่านฟังว่า สมัยก่อนนี้ครูทำโทษโดยการตีนั้นดีเหมือนกัน ทำให้เด็กกลัว ไม่กล้าทำผิด ทำให้เด็กเป็นคนดีในสังคมได้มาก ต่างจากปัจจุบัน หากครูตีนักเรียน ครูก็จะมีความผิด (แต่เด็กที่เกเรยกพวกตีกัน ยิงกันทำให้คนอื่นเสียชีวิต กลับไม่มีการสำนึก และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น) ครูปรีชาพูดว่า เมื่อก่อนครูเฆี่ยนตีเด็กเยอะ แต่ด้วยเจตนาที่ดี ครูขอให้อโหสิต่อกันก็แล้วกันนะ อันที่จริงผมไม่เคยถูกครูปรีชาตีเลย แต่เพื่อนๆที่เคยถูกตีนั้นก้นลายทุกคน


ผมไม่เคยคิดว่าชั้นเรียน ป.6 ที่ผมเรียนอย่างทนทุกข์ทรมานในช่วงแรกนั้น จะมีส่วนผลิกผันชีวิตในอนาคตของผมได้อย่างน่าอัศจรรย์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 665 22 ก.ย. 2553 (01:31)

215794


ตอนเรียนชั้น ป.5 ผมมีเพื่อนๆที่คอยช่วยเหลือเยอะ และผมพยายามหาเพื่อนที่มีบ้านอยู้ใกล้กับผม หลังเลิกเรียนแล้ว จะได้เดินไปขอความช่วยเหลือได้ ในบรรดาเพื่อนที่ตั้งใจเรียนและมีบ้านอยู่ใกล้ผมคนหนึ่งคือ "จันทร์มณ๊ ทรัพย์อาจิณ" ท่าทางเฉลียวฉลาด คล่องแคล่วและที่สำคัญ เธอเป็นคนมีน้ำใจ สมัยก่อนนี้ผมชอบเดินไปดูรถไฟหลังเลิกเรียนบนสพานกษัตริย์ศึก ซึ่งมีรถไฟลอดผ่านอยู่เสมอๆ บ้านของจันทร์มณีอยู่เชิงสะพานกษัตริย์ศึก เป็นห้องแถวอยู่ปากซอยข้างวัดชำนิหัตถการ ผมเคยไปขอความช่วยเหลือจากเธอหลายครั้ง เธอก็ยินดีช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ยังรู้สึกขอบคุณมาจนทุกวันนี้ เวลาผ่านไป 40 กว่าปี ไม่ทราบข่าวคราวจากจันทร์มณีอีกเลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 666 22 ก.ย. 2553 (09:11)

215801


นักเรียนในชั้น ป.6/16 มักจะถูกแกว้นฟัดเล่นงานกันแทบทุกคน แก้วนฟัดไปทางไหน ก็มักจะมีผู้คนหลีกหนี อันที่จริงเวลามันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ในวัยเด็กอาจจะเรื่องของชีวิตและพฤติกรรมในวัยเด็ก ตอนนี้แกว้นฟัดจะเป็นอย่างไร หรือเปลี่ยนชื่อเป็นอื่นไปแล้ว ซึ่งผมค้นหาทางอินเตอร์เน็ตไม่พบ ตอนนี้อาจเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปก็เป็นได้ แต่ในช่วงสมัยก่อนนั้นเกเรมากพอสมควรดังที่ได้เล่าให้ฟังข้างต้นและได้รับคำยืนยันจากอาจารย์นิรันดร์แล้ว


มีเพื่อนอีกสองคนในห้องที่ดูจะสนิทสนมกับแกว้นฟัดเป็นพิเศษ ก็คือ ประเสริฐ และ สุนทร ทั้งสามคนเข้าขากันดีมาก แต่ก็แปลกที่ทั้งประเสริฐและสุนทรเป็นเด็กที่พูดจาเรียบร้อยและเข้ากับคนอื่นๆได้ดี อาจเป็นได้ว่าทั้งสองคนต้องมีลักษณะอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งเด็กคนอื่นคงไม่อยากรู้เพราะไม่อยากเข้ากับแกว้นฟัด ผมได้ยินแกว้นฟัดเรียกประเสริฐว่า "ไอ้เป็ด" ผมสงสัยว่าประเสริฐมีชื่อเล่นว่าเป็ด เพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้อง ป.6/16 ด้วยกันชื่อวินัย (ที่เคยพูดถึงบ้างแล้วในตอนต้นๆกระทู้)บอกว่า "ไอ้ประเสริฐหน้ามันคล้ายเป็ด ใครๆก็เลยตั้งชื่อมันว่า ไอ้เป็ด" ท่านลองดูจากรูปเองก็ได้ครับ ส่วนอีกคนหนึ่งคือสุนทร ดูท่าเรียบร้อยกว่ามาก แต่รู้สึกว่าตาสองข้างอาจจะไม่ค่อยสามัคคีกันเล็กน้อย เวลาคุยกันไม่รู้ว่าสุนทรมองหน้าเราหรือเปล่า เพื่อนบางคนเรียกสุนทรว่า "สุนทรผู่" เลียนแบบ "สุนทรภู่" เพราะว่า สุนทรนั้น "แซ่ผู่"



ตอนเป็นเด็กไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้ เด็กๆมักจะตั้งชื่อเพื่อนให้ผิดเพี้ยนไปจากชื่อจริงของเขาแล้วแต่ว่าใครจะพบเหตุแห่งการตั้งชื่ออย่างไร มีเพือนบางคนมาบอกว่า ให้ลองดูนิรันดร์ (หมายถึงอาจารย์นิรันดร์ของเรา)ว่ามีหน้าเหมือนกระต่าย แต่ก็ไม่ยักมีใครเรียกว่า "ไอ้กระต่าย" เพื่อนๆเรียกผมว่า "ไอ้จันทร์" บางคนว่าหน้าและหัวกลมเหมือนพระจันทร์


แม้แต่ครูบาอาจารย์ เด็กๆก็ไม่ละเว้น หาชื่อมาตั้งให้เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา ครูประจำชั้นของเราชื่อสุวรรณี ท่านค่อนข้างเข้มงวดกับเด็กเกเร เด็กเกเรก็มักจะหาชื่อมาตั้งให้ท่าน ช่วงนั้นมีหนังซามูไรดังฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 เด็กๆดูกันมาก ยอดฮิต ตัวละครในเรื่องมีอยู่ตอนหนึ่ง เป็นผู้หญิงซามูไรที่มีความสามรถพิเศษคือพ่นเข็มออกมาจากปากเพื่อต่อสู้ศัตรู บังเอิญหน้าตาและท่าทางคล้ายๆกับครูสุวรรณี เด็กเกเรจึงตั้งชื่อครุสุวรรณีว่า "เข็ม" ขณะเล่นซนในห้องแต่พอครูสุวรรณีเดินมา ก็มักจะตะโกนบอกต่อๆกันว่า "เข็มมาแล้ว เข็มมาแล้ว" เป็นที่รู้กันระหว่างเด็กเกเร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 667 22 ก.ย. 2553 (22:52)

ไม่ว่าชีวิตในวัยเด็กจะเป็นอย่างไร หากจะถามว่าตอนนี้อยากพบปะเจอะเจอเพื่อนเก่าๆในสมัยก่อนที่ไม่เคยพบกันอีกเลยเป็นเวลากว่า 40 ปีนี้ไหม ผมตอบได้ทันทีว่าอยากเจอมาก ผมจะดีใจและอยากถามสารทุกข์สุกดิบกันว่า ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ทำอะไรอยู่ ครอบครัวเป็นอย่างไร มีลูกกี่คนแล้ว และอื่นๆ.....


พูดถึงเรื่องเพิ่อนเก่า วันนี้ก็พบอีกคนหนึ่ง......ผมไปโรงพยาบาลบางโพเพื่อตรวจร่างกาย ขณะที่นั่งรอหมอท่านหนึ่งหน้าห้องตรวจ ก็เหลือบไปเห็นหมอกุมารเวชที่อยู่ห้องถัดไป จำได้ว่าเป็น "ธนา" เพื่อนเก่าพลับพลาชัยกำลังนั่งตรวจเด็กคนหนึ่งอยู่ เหลือบไปเห็นป้ายหน้าห้องเขียนชื่อว่า "นพ.ธนกฤต" แต่นามสกุลเป็นนามสกุลเดิมสมัยเรียนที่พลับพลาชัย ก็เลยรู้ว่า "ธนา" เพื่อนเราเปลี่ยนชื่อเป็น "นพ.ธนกฤต"เสียแล้ว บรรดาเพื่อนๆเก่าๆจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่มีอาชีพเป็นหมอทุกคนที่ผมได้พบปะอีกและที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนต้นๆนั้น ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุลใหม่ทั้งนั้นเลย เช่น ธนกฤต ยศอนันต์ สายพิณ ชูชัย และ กวงโหน่ง ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น "วีรพงศ์" ส่วนนามสกุลอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว เราเจอกันโดยบังเอิญเดี๋ยวเดียว เขาบอกผมแล้วก็รีบไป เราก็จากกันและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย


215912


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 668 23 ก.ย. 2553 (01:50)

215916


เมื่อพูดถึงเพื่อนที่ชื่อ "สนทร แซ่ผู่" ทีไร ก็ทำให้ผมนึกถึงท่าน "สุนทรภู่" กับบทกลอนในเรื่องพระอภัยมณีท่อนหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจไม่เคยลืมเลย


เรื่องมีอยู่ว่า................. สมัยก่อนนี้หนังสือแบบเรียนที่ใช้ในโรงเรียนนั้น นักเรียนใช้กันอย่างประหยัด เมื่อพี่เรียนผ่านชั้นเรียนนั้นๆไปแล้ว ก็มอบให้น้องๆต่อมาใช้ต่อโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง พ่อแม่บางคนมีลูกหลายคน หนังสือของพี่คนโตก็จะส่งมอบต่อให้น้องคนต่อๆมา บางคนใข้หนังสืออย่างทะนุถนอมมาก ห่อปกอย่างดี บางคนแม่อุตส่าห์เย็บเป็นผ้าหุ้มสวยงามมาก สมัยก่อนนี้ผมจำได้ว่า "ร้านยงศิลป์" แถวๆวรจักร ริเริ่มทำปกพลาสติกห่อหนังสือออกจำหน่ายเป็นแบบอุตสาหกรรม เป็นที่ฮือฮา ตื่นเต้น และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย ในห้องเรียนชั้น ป.6/6 ของผมก็มีเพื่อนนักเรียนบางคนที่มีพี่น้องหลายคน ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นเพื่อนนักเรียนที่ชื่อ "ไพโจน์ มังกรวัฒนาพันธ์" เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้รับมรดกหนังสือที่สืบต่อกันมา



วันนั้นเป็นชั่วโมงเรียนวรรณคดีไทยของครูสุวรรณี ครูก็ชี้สุ่มให้นักเรียนอ่านบทกลอนท่อนสั้นๆ แล้วเปลี่ยนให้นักเรียนคนอื่นๆอ่านต่อๆกันไป บทเรียนที่เราอ่านในหนังสือแบบเรียนวรรณคดีวันนั้น เป็นบทเรียนเรื่องพระอภัยมณีตอนที่นางผีเสื้อสมุทรจับตัวพระอภัยไป ขณะที่เพื่อนบางคนอ่านบทกลอนอยู่นั้น นักเรียนหลายคนในห้องก็งุนงงมากเพราะคำกลอนที่เพื่อนอ่านอยู่นั้นมันไม่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียนของนักเรียนหลายคน แต่มันมีอยู่ในหนังสือแบบเรียนเก่าที่รุ่นพี่ๆมอบส่งต่อกันมา ครูสุวรรณีบอกให้อ่านข้ามท่อนนั้นไปอีกย่อหน้าใหม่ ครูสุวรรณีเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมคำกลอนท่อนนี้มีในหนังสือแบบเรียนเก่า แต่ตอนหลังกระทรวงวศึกษาธิการเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงตัดคำกลอนบางท่อนออกไป ในหนังสือแบบเรียนเล่มใหม่จึงไม่มีท่อนนี้ ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่สำคัญ นักเรียนไม่ต้องไปสนใจ


พอครูสุวรรณีบอกเช่นนั้น แทนที่พวกเราจะไม่ให้ความสนใจ พวกเรากลับสนใจเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้นมาอีก คำกลอนท่อนที่ครูสุวรรณีสั่งให้อ่านข้ามไปนั้นมีดังนี่ครับ.........


                เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
                กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
                กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง
                ปักเป้าเหวี่ยงยักกะแผละกระแซะชิด
                กุลาโคลงไม่สู้คล่องกระพร่องกระแพร่ง
                ปักเป้าแทงแต่ละทีไม่มีผิด
                จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด
                ประกบติดตกผางลงกลางดิน

คำกลอนท่อนนี้ก็คือ บทอัศจรรย์ของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทรนั่นเอง


สิ่งที่ทำให้ผมสงสัย ชวนให้คิดต่อไปว่า ทำไมคนสมัยก่อนจึงใส่บทอัศจรรย์นี้ลงในแบบเรียน แล้วทำไมตอนหลังจึงตัดออก ...... คำตอบที่อยู่ในใจของผมก็คืด "คนสมัยก่อนไม่คิดลามกเหมือนคนสมัยนี้ คนสมัยก่อนมีจิตใจงดงามละเอียดอ่อน เห็นความงดงามของสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากกว่า"  เหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ยังมีอีกมาก เช่น สมัยก่อนนี้มีบทเพลงชื่อ "บัวตูม-บัวบาน" ขับร้องโดย "พร ภิรมย์"  (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C)


(เชิญรับฟังได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=6PQD3_prbMw)


บัวตูม บัวบาน - พร ภิรมย์
ลงเรือน้อยลอยวน ในสายชลห้วยละหาน
มีทั้งบัวตูมบัวบาน ดอกใบไหวก้านงามตา
เมื่อลมพัดมาชื่นใจ
ผึ้งตอมหอมบินดมกลิ่นบัว
ซ่อนตัวรำพันฝันใฝ่
เหมือนดนตรีชะโลมกล่อมใจ
ฟังยิ่งฟังไป เร้าฤทัยลำพอง
ปองจะเด็ดบัวบาน
ครวญคิดนานหวั่นเจ้าของ
ใจหมายดึงโน้มโลมรอง
หากบัวไม่มีเจ้าของ จะชมทั้งสองปทุม
เอื้อมมือหมายดึงเพียงดอกบาน
ก็เกรงสะท้านถึงก้านดอกตูม
แสนเสียดายเหมือนชายหมดภูมิ
จะเด็ดดอกตูม ยังนึกเสียดายดอกบาน
เรือเร็วไปหน่อยค่อยค่อยทวน
บัวหอมชวนอกสะท้าน
งามทั้งบัวตูมบัวบาน เทพไททุกแดนพิมาน
ประทานสมดังตั้งใจ
เอื้อมมือหมายดึงดอกตูมก่อน
ดอกบานก็ค้อนแสนงอนไปใย
จะเด็ดดอกบานดอกตูมก็สั่นแกว่งไกว
จะเด็ดดอกไหนกันหนอบัวตูมบัวบาน
จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่ ครวญคิดดูอยู่ไม่นาน
พอดอกตูมแย้มตระการ ดอกบานก็คงแห้งโหย
กลีบราร่วงโรยน่าชัง
ต้องลาแล้วหนอบัวช่องาม
บาปเคราะห์และกรรมประดัง
แล้วจ้ำเรือน้อยค่อยเข้าฝั่ง
ไม่ยอมกลับหลัง หมดหวังทั้งตูมทั้งบาน


หลังจากที่เพลงนี้โด่งดังได้ไม่นาน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีคำสั่งประกาศให้เพลง บัวตูม-บัวบานกลายเป็น "เพลงต้องห้าม" เหตุเพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเพลงนี้มีเนื้อเพลงแบบสองแง่สองง่าม เสื่อมเสียต่อสังคม..........แต่ต่อมา.......


พร ภิรมย์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปี พ.ศ. 2509 ถึงสามรางวัล จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และในปี พ.ศ. 2514 จากเพลงกลับเถิดลูกไทย และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปี พ.ศ. 2532 จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ พ.ศ. 2534 จากเพลงดาวลูกไก่


พ.ศ.2524 พร ภิรมย์ ได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดรัตนชัย (วัดจีน) ตำบลหอรัตนชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจะแผ่ส่วนกุศลถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่นำเรื่องของพระองค์มาเขียนเป็นบทเพลงโดยตั้งใจจะบวช 3 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาบท พร ภิรมย์ก็มิได้ลาสิกขาบทแต่อย่างใดจนกระทั่งปัจจุบันนี้


(http://kanchanapisek.or.th/kp8/ayy/ayy207.html)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 669 23 ก.ย. 2553 (08:28)

จากการที่ไม่อยากเรียนในห้อง ป.6/16 นี้ ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มชอบกลอนแปดขึ้นมาทันที และรู้สึกว่ามันมีความไพเราะและสนุกสนาน ผมเริ่มได้เรียนรู้ว่าโครงสร้างของกลอนแปดโดยเฉพาะกลอนที่ไพเราะของท่านสุนทรภู่เป็นอย่างไร


67653


ข้อสังเกตของกลอนที่ไพเราะ โดยเฉพาะจากครูสุนทรโวหาร(ภู่)
นอกจากจะมีโครงสร้างการสัมผัสตามแบบกลอนแปดที่ถูกต้องทั่วไปแล้ว
ยังมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ไพเราะ
ถ้าจะคำนึงถึงเฉพาะโครงสร้างที่ถูกต้องของกลอนแปดอย่างเดียว
จะทำให้แลดูขาดความไพเราะ และรสของภาษาไป
ถ้าลองนำเอามาขับเสภาก็ปรากฏว่าขับยากและไม่ไพเราะ
ขอตั้งข้อสังเกตว่า กลอนไพเราะควรมีการสัมผัสภายในจะเป็นสัมผัสสระ สัมผัสอักษร หรือทั้งสองอย่างก็ยิ่งดี หลักการที่พอสรุปได้มีดังนี้

ลักษณะของกลอน (ดูตัวอย่างประกอบ)
แม่รักลูก... ลูกก็รู้... อยู่ว่ารัก
คนอื่นสัก... หมื่นแสน... ไม่แม้นเหมือน
จะกินนอน... วอนว่า... เมตตาเตือน
จะจากเรือน... ร้างแม่... ไปแต่ตัว

กลอน 1 บท มี 4 วรรค (2 วรรค เท่ากับ 1 บาท ) กลอน 1 บท มี 2 บาท กลอนทั้ง 4 วรรค มีชื่อเรียกในแต่ละวรรค ดังนี้
1. วรรคสลับ คือวรรคที่ 1 ของกลอนไม่นิยมใช้เสียงสามัญในคำสุดท้ายของวรรค ในที่นี้คือคำว่า “รัก”
2.
วรรครับ คือวรรคที่ 2 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา
ห้ามใช้เสียงสามัญ นอกนั้นให้เลือกใช้ให้คล้อยตามเสียงของแต่ละบท
ในที่นี้คือคำว่า “เหมือน”
3. วรรครอง คือวรรคที่ 3 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์ ในที่นี้คือ “เตือน”
4. วรรคส่ง คือวรรคที่ 4 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ในที่นี้คือ “ตัว”
5. ความไพเราะจะเกิดจากการสัมผัสภายใน ทั้งสัมผัสสระ และ สัมผัสอักษร เช่น
- แม่รักลูก ลูกก็รู้ อยู่ว่ารัก >>> “ลูก” สัมผัสกับ “ลูก” “รู้” สัมผัสกับ “อยู่”
- คนอื่นสัก หมื่นแสน ไม่แม้นเหมือน >>> “สัก” สัมผัสอักษรกับ “แสน” และ “แสน” สัมผัสกับ “แม้น”
-
จะกินนอน วอนว่า เมตตาเตือน >>> “นอน”สัมผัสกับ”วอน”
“วอน”สัมผัสอักษรซ้อนอีกชั้นหนึ่งกับ”ว่า” และ”ว่า” สัมผ้สกับ “ตา” และ
“ตา”สัมผ้สอักษรซัอนอีกชั้นหนึ่งกับ”เตือน”
- จะจากเรือน ร้างแม่
ไปแต่ตัว >>> “จะ”สัมผัสอักษรซ้อนภายในกับ”จาก”
“เรือน”สัมผัสอักษรซ้อนภายในกับ”ร้าง” และ “แม่” สัมผัสกับ”แต่”

คนที่แต่งกลอนประจำเก่งๆ เสียงเหล่านี้จะเข้าไปในหัวและแต่งออกมาโดยอัตโนมัติ ควรฝึกการแต่งแบบไพเราะนี้บ้าง
นอกเหนือจากโครงสร้างบังคับหลัก
จะยกตัวอย่าง นิราศภูเขาทอง มาให้ทดลองศึกษาดู

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิสร
โอ้ผ่านเผ้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่กาลก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น……….
……
ถึงอารามนามวัดประโคนปัก
ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ฤาชา

หรือนิทานเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ต่อมาเมื่อเรียนชั้น ป.7 ผมใช้สอบขับเสภากับครูบุญเหลือ ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น

จะกล่าวถึงพลายงามทรามสวาท
เฉลียวฉลาดแกล้วกล้าวิชาขยัน
เรืองฤทธิ์ประสิทธิ์ทุกสิ่งอัน
หมายประจันสงครามไม่ขามใคร

ขออนุญาตตบท้ายด้วยกลอนที่มีโครงสร้างไพเราะแบบครูสุนทรภู่ว่า

เอา... กลอนเพราะเสนาะโสตโลดมาฝาก
กลอน... มีหลากมากนักหนาพาให้เห็น
มา... เถิดมาแต่งกลอนเพราะเสนาะเย็น
ฝาก... มาเป็นตัวอย่างบ้างเป็นไร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 670 23 ก.ย. 2553 (16:21)

เมื่อกล่าวถึง"ขุนช้างขุนแผน"ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ได้เรียนตอน"พลายงามอาสา"
พลายงามได้อาสาออกรบเพื่อเอาความดีไถ่พ่อที่ถูกจองจำอยู่
โดยนำคนคุก ๓๕ คน ออกไปรบกับกองทัพลาวที่นำทัพโดย"แสนตรีเพชรกล้า"

"ครานั้น
แสนตรีเพชรกล้าได้ฟังถาม
ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่
ซึ่งถามเราจะเล่าให้เข้าใจ
เจ้าชาวใต้ไม่รู้จู่ขึ้นมา
เราเป็นเชื้อจ้าวท้าวคำแมน
มียศเป็นแสนตรีเพชรกล้า
เป็นชายชาติทหารชาญศักดา
ในลานนาใครใครไม่ต่อแรง
พระครูผู้บอกวิทยา
ชื่อศรีแก้วฟ้ากล้าแข็ง
สถิตยังเขาคำถ้ำวัวแดง
ทุกหนแห่งเลื่องลือนับถือจริง
เจ้าหนุ่มน้อยนี้หรือชื่อพลายงาม
ช่างสมรูปสมนามดูงามยิ่ง
ตะละแกล้งหล่อเหลาเราพริ้ง
รูปร่างอย่างผู้หญิงพริ้มพรายตา
เปรียบลูกยังอ่อนกว่าลูกเล็ก
เปรียบหลานพาลจะเด็กกว่าหลานข้า
ไม่ควรจะรบสู้กับปู่ตา
กลับไปบอกบิดามารอนราญ
จะได้เป็นขวัญตาโยธาทัพ
เห็นฉบับแบบไว้ในทหาร
ยังเด็กอยู่คอยดูวิชาการ
เฮ้ยหลานพ่ออยู่ไหนไปบอกมา

ครานั้น
พลายงามทรามคะนอง
ร้องตอบต่อคดีตรีเพชรกล้า
แนะเธออย่าเพ่ออหังการ์
เจรจาหมิ่นประมาทเราชาติเชื้อ
ตัวท่านแก่กายดั่งควายเฒ่า
ตัวเราถึงเด็กเล็กลูกเสือ
ฝีมือไทยไพร่ลาวแหลกแตกเป็นเบือ
อย่าหลงเชื่อว่าผู้ใหญ่จะไม่แพ้
ถ้าไม่ดีที่ไหนใครจะมา
จะขอลองวิชากับตาแก่
ให้ปรากฏฤทธีว่าดีแท้
หรือเป็นแต่ปากกล้ากว่าฝีมือ
ขออภัยอย่าเพิ่งให้ถึงบิดา
แต่ลูกยาท่านจะชนะหรือ
มาลองดูสักหนให้คนลือ
จะปลกเปลี้ยเสียชื่อดอกกระมัง

ครานั้นแสนตรีเพชรกล้า
โกรธาตาแดงดังแสงครั่ง
เหม่อ้ายนี่หนักหนาว่าไม่ฟัง
มาโอหังอวดรู้สู้สงคราม
เท้ากระทืบกระทบโกลนโขนขบ
มุ่นหมกขับคว้างมากลางสนาม
ท่วงทีขี่ม้าสง่างาม
รำง้าวก้าวตามกระบวนทวน
....."

หลังจากรบกันด้วยฝีมือและเวทย์มนต์(ดำ)ไปสักพัก
แสนตรีเพชรกล้าก็เสียทีถูกจับได้
ลูกน้องขุนแผนพลายงามแม้จับแสนตรีเพชรกล้าได้กลับไม่สามารถทำอันตรายแสนตรีเพชรกล้าได้ดัง
"ราวกับฟาดทองแดงแทงก้อนหิน
หักบิ่นไม่เข้าตรีเพชรกล้า"
...
"ขุนแผนร้องว่าอย่ามี่ฉาว
เฮ้ยพวกเราเอาหลาวทะลวงก้น
มาตรแม้นอยู่ยงมันคงทน
แยงให้ถึงคอคงมรณา"
...
"....
พวยทะลึ่งตึงตังเข้าแก้ผ้า
นายโม้กับนายเม้าเอาหลาวมา
ผ่าทวาร์เข้าปร๊อดตลอดตัว
หลายคนช่วยกันดันกระดอก
เอาไม้ตอกกังกังกระทั่งหัว
หน้าเผือดเลือดแดงดังแทงวัว
ถูกรูรั่วเลือดสาดลงดาดดิน"
...

มันก็หลายสิบปีแล้ว
จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่มันมีอิทธิพลต่อผมในเวลาต่อมา
เมื่อเรียนจบ ป. ๗ ขึ้นชั้นมัธยม ผมได้ย้ายออกไปอยู่จ.ฉะเชิงเทรา
และได้แสวงหาหนังสือเวทย์มนต์คาถาของไสยศาสตร์มาอ่านฝึกฝนด้วย

ตอนเรียนอยู่ ส.พ.ช. ผมสอบได้ห้าสิบกว่าเปอร์เซนเท่านั้น
เทียบกับเด็กสมัยนี้ก็ต้องได้ 1 กว่า ๆ นิดหน่อย
จะว่าสมองไม่ดีก็คงไม่ถูก ดูเนื้อหาที่ผมจำได้สิครับ แต่ครูท่านไม่ได้ออกข้อสอบตรงที่ผมรู้
และผมยังได้นำความรู้ที่เรียนไปเสาะหาความรู้เพิ่มเติมด้วย
ผมพยายามเสาะหาวิชาขอมดำดิน อยู่ยงคงกระพันชาตรี คาถามหาเสน่
เสกใบไม้เป็นต่อแตน ผูกฟางเป็น ... รักยม น้ำมันพราย ฯลฯ
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ผมไม่เคยประสบความสำเร็จกับวิชาไสยศาสตร์เลย

แยกกับดร.แขชนะ ไม่รู้ว่าไปอยู่หนองคาย ข้ามไปฝั่งลาว ได้วิชาของแสนตรีเพชรกล้ามาบ้างหรือไม่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 671 23 ก.ย. 2553 (16:27)

นอกจากนั้น
ด้วยพื้นฐานของเด็ก เมื่ออ่านบทอัศจรรย์ดังที่ดร.แขชนะ
ได้ยกมาข้างต้น ก็สร้างความงวยงงให้กับผมมากว่า
จีบกันอยู่ดีดี ไหงพูดเรื่องว่าวจุฬาปักเป้าตีกัน
บางทีจีบกันอยู่ดีดี พายุพัดมาเสียอย่างนั้นแหละ
และคงเป็นแบบฉบับของภาพยนต์ไทยที่
พระเอกนางเอกไปอยู่กระท่อมกลางดงแล้วก็มีพายุทุกทีไป


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 672 23 ก.ย. 2553 (21:26)

216029


                เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
                กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
                กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง
                ปักเป้าเหวี่ยงยักกะแผละกระแซะชิด
                กุลาโคลงไม่สู้คล่องกระพร่องกระแพร่ง
                ปักเป้าแทงแต่ละทีไม่มีผิด
                จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด
                ประกบติดตกผางลงกลางดิน

จากความเห็นของอาจารย์นิรันดร์ข้างต้น หลายคนอาจจะงงว่าอาจารย์นิรันดร์พูดถึงว่าว แล้ว"บทพิศดาร" มันเกี่ยวกับว่าวจุฬาอย่างไร


จะขอขยายความดังนี้ครับ...... เมื่อก่อนนี้เราเรียก "ว่าวจุฬา" ว่า "ว่าวกุลา" ดังจะดูได้จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต


การเล่นว่าวมีมาแต่โราณ ดังจะเห็นได้จากบทพิศดารข้างบน หรือ ดูจากนอราศพระประธมของครูสุนทรภู่ที่ว่า  


ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ               พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม
น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าว              อนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม
มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยม               ยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน
โอ้ หน้าหนาว คราวนี้เป็นที่สุด                  ไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน
พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวน                       มิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทน

จากบทกลอนนี้ เราจะเห็นว่ามีการเล่นว่าวกันในหน้าหนาว สำหรับพวกเราที่อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนนี้เราจะเห็นว่ามีเทศกาลการละเล่นของไทยที่ขึ้นหน้าขึ้นตาโด่งดังก็คือการแข่งว่าว "จุฬา-ปักเป้า" ซึ่งจัดที่บริเวณท้องสนามหลวงราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นหน้าร้อน สมัยก่อนตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัย พอสอบเสร็จต้นเดือนมีนาคมเราก็เริ่มเหลาไม้ทำว่าวเล่นกันแล้ว พ่อผมพาไปเล่นที่สนามหลวง ตอนบ่ายแก่ๆ แดดอ่อนลงเราก็นั่งที่สนามหญ้าดูเขาแข่งว่าว พลางกิน"เมี่ยงคำ"ที่แม่ค้าหาบมาขายในบริเวณนั้น แต่ทำไมในคำกลอนโบราณหลายแห่งบ่งชัดว่าเล่นว่าวกันในฤดูหนาว ตอนหลังพอผมย้ายไปอยู่ที่หนองคาย-เวียงจันทน์ พบว่าชาวบ้านเขาเล่นว่าวกันในหน้าหนาวเหมือนในคำกลอนโบราณ



http://www.siamsport.co.th/Column/100418_054.html


อันที่จริง ลมว่าว หรือ ลมข้าวเบา นั้นเป็นลมที่พัดมาจากประเทศจีนทางทิศเหนือลงมายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทางทิศใต้ และหอบเอาความหนาวเย็นจากประเทศจีนมาด้วย ดังนั้นจึงเป็นลมหนาวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต้นฤดูหนาวราวเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเล่นว่าว จึงเรียกว่าลมว่าว ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าลมข้าวเบา เนื่องมาจากลมพัดผ่านมาในช่วงเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวชนิดหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนนั่นเอง ส่วน ลมตะเภา เป็นลมที่พัดจากอ่าวไทยไปยังที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเป็นลมที่พัดจากทิศใต้ขึ้นไปยังทิศเหนือ ในช่วงกลางฤดูร้อน โดยเฉพาะในเดือนเมษายนของทุกปี ลมตะเภาจะพัดแรงในเวลากลางวัน เนื่องจากได้รับอิทธิพบจากลมทะเลพัดเข้ามาช่วยเสริม ส่วนเวลากลางคืนจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย เนื่องจากมีลมบกพัดต้านไว้ มักมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าลมตะเภาเป็นลมว่าว เนื่องจากเดือนมีนาคม และเดือนเมษายนที่ลมตะเภาพัดผ่าน ผู้คนมักนิยมเล่นว่าวเช่นกัน (อ้างอิง: http://www.rmutphysics.com/CHARUD/naturemystery/sci3/geology/2/index_ch_2-7.htm)

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 673 23 ก.ย. 2553 (22:24)

จาก เครื่องกระดาษ จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13


ว่าว

          ว่าว เป็นเครื่อง
เล่นชนิดหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ลอยอยู่ในอากาศได้ด้วยแรงลมและ
มีสายป่านคอยบังคับให้ลอยอยู่ในทิศทางที่ต้องการ
ว่าวไทยในอดีตนั้นมีกล่าวอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า
พระร่วงทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่าเป็นท้าวเป็นพระยาในสมัยกรุง
ศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๐๐)
ก็มีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกมณเฑียรบาลห้ามมิให้ประชาชนเล่นว่าวทับ
พระราชวัง ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีการเล่นว่าวดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ ๕

ซึ่งทรงโปรดให้ใช้สถานที่ในพระราชวังดุสิตและสนามสโมสรเสือป่าเป็นที่เล่น
ว่าวจุฬากับปักเป้า เป็นต้น ว่าวของไทยที่ทำขึ้นเล่นกันเป็นพื้น มีอยู่ ๔
ชนิดด้วยกันคือ อีลุ้ม ปักเป้า จุฬาและตุ๋ยตุ่ย


ว่าวปักเป้า



          ว่าวปักเป้า มีลักษณะเช่นเดียวกับว่าวอีลุ้ม
แต่ทว่าไม้โครงส่วนที่เป็นปีกจะแข็งกว่าปีกของอีลุ้มมาก
จึงต้องมีหางซึ่งทำด้วยผ้าเป็นเส้นยาวถ่วงอยู่ที่ส่วนก้น
เมื่อชักขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศแล้วจะไม่ลอยอยู่เฉยๆ
จะส่ายตัวไปมาน่าดูมากและเมื่อถูกคนชักกระตุกสายเชือกป่านตามวิธีการแล้ว
มันจะเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวไปในท่าทางต่างๆ ตามต้องการ


ว่าวจุฬา          


ว่าวจุฬา  มีลักษณะเป็น ๕ แฉก ประกอบเป็นโครงขึ้นด้วยไม้ ๕ อัน นักเลงว่าวจะเสาะหาไม้ไผ่สีสุกที่มีปล้องยาวเรียว เรียกว่า "เพชรไม้" มาเหลา อันกลางเรียกว่า "อก" เหลาปลายเรียวหัวท้าย ๑ อัน อีก ๒ อันผูกขนาบตัวปลายให้จรดกันเป็นปีก และอีก ๒ อัน เป็นขาว่าวเรียกว่า "ขากบ" จากนั้นขึงด้ายเป็นตารางตลอดตัวว่าว เรียกว่า "ผูกสัก" แล้วใช้กระดาษสาปิดทับลงบนโครง สำเร็จเป็นว่าวจุฬา ถ้าหากไม่ถูกสัดส่วนแล้ว ว่าวจะไม่อาจลอยตัวขึ้นได้เลย


 


จะเห็นว่าคำว่า "ขากบ" ก็อยู่ในบทอัศจรรย์ในเรื่องพระอภัยมณี-ผีเสื้อสมุทร


เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 674 24 ก.ย. 2553 (00:17)

เอ้าอ้าวเพื่อนมาตู่ว่าตูเอ่ย
คำที่เผย"อัศจรรย์"จันทร์ชัยขา
บทอัศจรรย์สัมพันธ์เพศนะเพื่อนยา
พิดารแปลกนักหนาอย่าปนกัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 675 24 ก.ย. 2553 (00:55)


ตั้งใจเขียน "อัศจรรย์" ดันเขียนผิด

ไปเขียน "พิศดาร" วานแก้ไข

ขอบใจเพื่อนเตือนมาน่าดีใจ


แต่เหตุใดค้นคำนี้ไม่มีเอย




 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 676 24 ก.ย. 2553 (10:46)

"พิสดาร"สะกดด้วยสอเสือ
ศอคอเชื่อไม่พบดั่งเฉลย
เป็นคำพลาดผิดเสมอเผลอคุ้นเคย
อย่าเฉยเมยแก้ไขให้ถูกพลัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 677 24 ก.ย. 2553 (11:04)

จากความเห็น 674 ...........................
บทอัศจรรย์สัมพันธ์เพศนะเพื่อนยา
พิศดารแปลกนักหนาอย่าปนกัน


--------------------------------------------------------------------------


มิน่าเล่าเข้าค้นดูมิรู้เห็น
นี่เพราะเป็นคำเขียนผิดติดนิสัย
เพื่อนก็ใช้ผิดเป็นเห็นคานัยน์
มิเป็นภัยหากรีบแก้ไม่แย่เอย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6444 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม