วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 980,871 ตอบแล้ว: 1,629
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1487 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| -7- 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 660 21 ก.ย. 2553 (01:24)
215705

พิธีมอบรางวัลโนเบลกระทำกันที่ City Hall หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลากลางจังหวัดของกรุง Stockholm ที่เห็นในรูปนั่นเอง


รูปบนขวาเป็นภาพวิวที่มองจากแม่น้ำเข้ามายัง City hall ส่วนรูปล่างนั้น เป็นรูปที่มองจาก City Hall ออกไปยังแม่น้ำ จะเห็นลานสนามหญ้าอเนกประสงค์ ฤดูร้อนผู้คนก็จะออกมาเดินเล่นผึ่งแดดกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 661 21 ก.ย. 2553 (01:41)
215706

วิชุนขับรถมาถึงหน้า City Hall ที่จอดรถที่นี่หายากมาก อีกทั้งค่าจอดก็แพงเอาการทีเดียว หลังจากหาที่จอดรถได้แล้ว เราก็เข้าไปเยี่ยมชมข้างใน ต้องซื้อตั๋วเข้าชม และในการเข้าชมก็จะมีคนนำชม เราจะต้องเลือกเอาว่าจะต้องการคนนำชมภาษาใด พอดีช่วงนั้นรอบที่คนนำชมเป็นภาษาอังกฤษเต็ม ต้องรอรอบใหม่ ซึ่งเสียเวลา (และค่าจอดรถ) แต่บังเอิญช่วงนั้นยังมีที่สำหรับกลุ่มที่ใช้ผู้นำชมภาษาเยอรมัน ผมก็เลยเลือกเป็นภาษาเยอรมัน เพราะคุ้นเคยดีเนื่องจากเคยมาเรียนปริญญาเอกที่เยอรมนีอยู่ถึง 6 ปี ส่วนวิชุนบอกว่า ไม่เป็นไรเข้ามาหลายรอบแล้ว จึงรออยู่ข้างนอก


รูปล่างขวามือเป็นห้องจำหน่ายตั๋วเข้าชม รูปบนขวาเป็นรูปที่ถ่ายจากลานกว้างด้านในแต่อยู่นอกอาคาร


รูปล่างซ้ายเป็นรูปที่ผมถ่ายเอง รูป"ห้องทอง" ใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ส่วนหนึ่งของพิธีมอบรางวัลโนเบล


ส่วนภาพบนซ้ายเป็นภาพในงานพิธีจริงที่จัดใน "ห้องทอง"เมื่อปีก่อนๆ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 662 21 ก.ย. 2553 (01:48)
215707

พิธีมอบรางวัลจะจัดที่ห้องโถงใหญ่ภายใน City Hall ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจะต้องเดินลงบันไดมาพร้อมกับกษัตริย์ พระราชวงศ์และคณะกรรมการรางวัลโนเบล อย่างสง่างาม เพื่อให้แขกที่มาในงานมองเห็นอย่างชัดเจนอย่างน่าชื่นชม ดังแสดงในรูปบน


ส่วนรูปล่างเป็นรูปที่ผมถ่ายแบบ Panorama ในวันที่ไปเยี่ยมชม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 663 21 ก.ย. 2553 (07:46)

215711


วันที่กลับไปเยี่ยมโรงเรียนวัดพลับพลาชัย พอเสร็จงานผมก็เดินข้ามสะพานลอยข้ามถนนหน้าโรงเรียนไปยังวัดเทพศิรินทร์ หันหลังกลับไปมองโรงเรียน เห็นห้องเรียนที่ผมเคยเรียนตอนอยู่ชั้น ป.6 ตอนนั้น ชั้น ป.6 มีอยู่ 17 ห้อง ผมอยู่ห้องที่ 16 เราเรียกว่า ป.6/16 สมัยก่อนนี้นักเรียนจะต้องติดป้ายชื่อ โดยที่กระเป๋าเสื้อจะมีกระดุม แล้วใช้ป้ายชื่อไปกลัดติด โดยแบ่งเป็นสี คือ ป.5 ใช้ป้ายชื่อสีแดง  ป.6 ใช้ป้ายชื่อสำน้ำเงิน และ ป.7 ใช้ป้ายชื่อสีน้ำตาล ตอนนั้นผมจึงใช้ป้ายชื่อสีน้ำเงิน เนื่องจากใช้กลัดกับกระดุมทุกวัน ป้ายชื่อขาดอยู่เรื่อยต้องซื้อกันอยู่บ่อยๆ  ผมจึงหาวิธีคือ เอากระดุมมาเย็บติดกับป้ายชื่อ ส่วนด้านหลังก็เอาเข็มกลัดมาเย็บติดกับป้ายชื่อ เวลาใช้ก็เพียงแต่เอาเข็มกลัดมากลัดกับกระเป๋าเสื้อ เพื่อนๆหรือครูก็ดูไม่ออก ประหยัดเงินไปเยอะ ปัจจุบันนี้พบว่าป้ายชื่อแบบที่ผมเคยใช้นั้นไม่มีการผลิตออกจำหน่ายอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าเป็นป้ายชื่อที่มีเข็มกลับติดอยู่ข้างหลังแทน แสดงว่าผมได้ประดิษฐ์ของใช้เองแบบล้ำยุคมาต้ังนานแล้ว


เมื่อเห็นห้องเรียน ภาพความหลังเก่าๆที่ไม่เคยคิดว่าจะจำได้ก็ปรากฏหลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของความทรงจำที่แจ่มชัดอย่างไม่น่าเชื่อ ดังที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 664 22 ก.ย. 2553 (01:08)

215793


ในช่วงที่ผมเรียนชั้นประถมปีที่ 5 นั้น ผมรู้สึกสนุกสนานมาก มีเพื่อนใหม่ที่มีไมตรีจิตต่อกัน มีครูวิไลที่คอยดูแลเอาใจใส่เหมือนแม่ที่คอยรับผิดชอบดูแลลูกๆ ผมมีความสุขมาก สนุกสุดๆจนไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือ จดงานก็ไม่ค่อยได้จด การบ้านก็ไม่ค่อยได้ทำ มักจะขอลอกงานจากเพื่อนๆเป็นประจำ สมัยก่อนนี้การประเมินผลการเรียนใช้วิธีให้เป็นคะแนนร้อยละ ถ้าใครได้คะแนนรวมไม่ถึงร้อยละ 50 ถือว่า สอบตก และจะต้องเรียนซ้ำชั้น ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะขี้เกียจอย่างไร ตอนปลายปีก็จะต้องพยายามให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าครึ่ง ไม่งั้นต้องเรียนซ้ำชั้นเดิม ทั้งอายเพื่อน ทั้งน่าเบื่อที่ต้องเรียนซ้ำ ทั้งยังทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินอีก ดังนั้นก่อนถึงปลายปีเราก็ต้องมีความพยายามสูง


ต่างจากปัจจุบัน การสอบตกเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรเสียก็สามารถมาสอบซ่อมได้ ครูก็ต้องพยายามให้เราสอบให้ได้ แม้ว่าเราจะขี้เกียจหลังยาวตัวขึ้นขนอย่างไร ครูก็ต้องมาขอให้เราไปสอบ หรือบางคนเรียกว่า แทบจะมาอ้อนวอนให้ไปสอบกันเลยทีเดียว เพราะถ้าเราสอบตกกันมาก (แม้ว่านักเรียนจะแย่มากจริงๆเพียงใด) ครูก็จะต้องถูกประเมินในแง่ลบจากผู้บริหาร ดังนั้นเด็กนักเรียนขี้เกียจก็สอบได้ อ่อนเพียงใดก็สอบได้ ผู้บริหารก็สบายใจประเมินผลออกมาดี ได้หน้าได้ตา


ผมเรียนไม่เก่งเลย ได้คะแนน 50 กว่านิดๆ หรือเกือบตกนั่นเอง ดีใจที่ไม่สอบตก ได้เลื่อนชั้นไป ป.6 ผมคาดว่าเราจะไปพร้อมกันทั้งห้อง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพื่อนๆที่ผมสนิทสนมและร่วมสนกเฮฮาด้วยถูกจับแยกย้ายกระจายไปหมด ผมไม่ทราบวิธีการจัดห้องใหม่ของครู แต่ผมได้เพื่อนใหม่ในชั้นป.6อีกหลายคน รู้สึกไม่อยากเรียนในห้องเลย เพราะรู้สึกว่ามีแต่นักเรียนที่เกเร ชอบกลั่นแกล้งเพื่อน หรือบางทีอยู่ดีๆก็เข้ามาตบหัวด้วยความสนุก ผมแทบไม่อยากคุยกับใครเลย รู้ัสึกอยากไปอยู่โรงเรียนอื่น ห้องที่เรานั่งประจำชั้นก็คือ ห้องที่เห็นตามลูกศรชี้ในภาพข้างต้น


ผมได้ครูประจำชั้นคนใหม่ ท่านคือ "ครูสุวรรณ๊ จันทรมาศ" รูปร่างท้วมๆ ท่าทางใจดี ท่านสอนวิชาวรรณคดีไทย ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะท่าทางของท่านคล้ายๆแม่ของผม เป็นความรู้สึกตามประสาเด็กว่าเหมือนมีแม่คอยปกป้องจากเด็กเกเร ผมมีความรู้สึกว่าท่านก็คงปวดหัวกับเด็กนักเรียนที่เกเรและไม่เคยเกรงกลัว หรือหวั่นไหวต่อไม้เรียวเช่นกัน ในสมัยนั้นครูสามารถทำโทษให้นักเรียนหลาบจำโดยการเฆี่ยนตีได้ ผมเจอครูปรีชาในงานวันก่อน เล่าให้ท่านฟังว่า สมัยก่อนนี้ครูทำโทษโดยการตีนั้นดีเหมือนกัน ทำให้เด็กกลัว ไม่กล้าทำผิด ทำให้เด็กเป็นคนดีในสังคมได้มาก ต่างจากปัจจุบัน หากครูตีนักเรียน ครูก็จะมีความผิด (แต่เด็กที่เกเรยกพวกตีกัน ยิงกันทำให้คนอื่นเสียชีวิต กลับไม่มีการสำนึก และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น) ครูปรีชาพูดว่า เมื่อก่อนครูเฆี่ยนตีเด็กเยอะ แต่ด้วยเจตนาที่ดี ครูขอให้อโหสิต่อกันก็แล้วกันนะ อันที่จริงผมไม่เคยถูกครูปรีชาตีเลย แต่เพื่อนๆที่เคยถูกตีนั้นก้นลายทุกคน


ผมไม่เคยคิดว่าชั้นเรียน ป.6 ที่ผมเรียนอย่างทนทุกข์ทรมานในช่วงแรกนั้น จะมีส่วนผลิกผันชีวิตในอนาคตของผมได้อย่างน่าอัศจรรย์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 665 22 ก.ย. 2553 (01:31)

215794


ตอนเรียนชั้น ป.5 ผมมีเพื่อนๆที่คอยช่วยเหลือเยอะ และผมพยายามหาเพื่อนที่มีบ้านอยู้ใกล้กับผม หลังเลิกเรียนแล้ว จะได้เดินไปขอความช่วยเหลือได้ ในบรรดาเพื่อนที่ตั้งใจเรียนและมีบ้านอยู่ใกล้ผมคนหนึ่งคือ "จันทร์มณ๊ ทรัพย์อาจิณ" ท่าทางเฉลียวฉลาด คล่องแคล่วและที่สำคัญ เธอเป็นคนมีน้ำใจ สมัยก่อนนี้ผมชอบเดินไปดูรถไฟหลังเลิกเรียนบนสพานกษัตริย์ศึก ซึ่งมีรถไฟลอดผ่านอยู่เสมอๆ บ้านของจันทร์มณีอยู่เชิงสะพานกษัตริย์ศึก เป็นห้องแถวอยู่ปากซอยข้างวัดชำนิหัตถการ ผมเคยไปขอความช่วยเหลือจากเธอหลายครั้ง เธอก็ยินดีช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ยังรู้สึกขอบคุณมาจนทุกวันนี้ เวลาผ่านไป 40 กว่าปี ไม่ทราบข่าวคราวจากจันทร์มณีอีกเลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 666 22 ก.ย. 2553 (09:11)

215801


นักเรียนในชั้น ป.6/16 มักจะถูกแกว้นฟัดเล่นงานกันแทบทุกคน แก้วนฟัดไปทางไหน ก็มักจะมีผู้คนหลีกหนี อันที่จริงเวลามันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ในวัยเด็กอาจจะเรื่องของชีวิตและพฤติกรรมในวัยเด็ก ตอนนี้แกว้นฟัดจะเป็นอย่างไร หรือเปลี่ยนชื่อเป็นอื่นไปแล้ว ซึ่งผมค้นหาทางอินเตอร์เน็ตไม่พบ ตอนนี้อาจเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปก็เป็นได้ แต่ในช่วงสมัยก่อนนั้นเกเรมากพอสมควรดังที่ได้เล่าให้ฟังข้างต้นและได้รับคำยืนยันจากอาจารย์นิรันดร์แล้ว


มีเพื่อนอีกสองคนในห้องที่ดูจะสนิทสนมกับแกว้นฟัดเป็นพิเศษ ก็คือ ประเสริฐ และ สุนทร ทั้งสามคนเข้าขากันดีมาก แต่ก็แปลกที่ทั้งประเสริฐและสุนทรเป็นเด็กที่พูดจาเรียบร้อยและเข้ากับคนอื่นๆได้ดี อาจเป็นได้ว่าทั้งสองคนต้องมีลักษณะอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งเด็กคนอื่นคงไม่อยากรู้เพราะไม่อยากเข้ากับแกว้นฟัด ผมได้ยินแกว้นฟัดเรียกประเสริฐว่า "ไอ้เป็ด" ผมสงสัยว่าประเสริฐมีชื่อเล่นว่าเป็ด เพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้อง ป.6/16 ด้วยกันชื่อวินัย (ที่เคยพูดถึงบ้างแล้วในตอนต้นๆกระทู้)บอกว่า "ไอ้ประเสริฐหน้ามันคล้ายเป็ด ใครๆก็เลยตั้งชื่อมันว่า ไอ้เป็ด" ท่านลองดูจากรูปเองก็ได้ครับ ส่วนอีกคนหนึ่งคือสุนทร ดูท่าเรียบร้อยกว่ามาก แต่รู้สึกว่าตาสองข้างอาจจะไม่ค่อยสามัคคีกันเล็กน้อย เวลาคุยกันไม่รู้ว่าสุนทรมองหน้าเราหรือเปล่า เพื่อนบางคนเรียกสุนทรว่า "สุนทรผู่" เลียนแบบ "สุนทรภู่" เพราะว่า สุนทรนั้น "แซ่ผู่"



ตอนเป็นเด็กไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้ เด็กๆมักจะตั้งชื่อเพื่อนให้ผิดเพี้ยนไปจากชื่อจริงของเขาแล้วแต่ว่าใครจะพบเหตุแห่งการตั้งชื่ออย่างไร มีเพือนบางคนมาบอกว่า ให้ลองดูนิรันดร์ (หมายถึงอาจารย์นิรันดร์ของเรา)ว่ามีหน้าเหมือนกระต่าย แต่ก็ไม่ยักมีใครเรียกว่า "ไอ้กระต่าย" เพื่อนๆเรียกผมว่า "ไอ้จันทร์" บางคนว่าหน้าและหัวกลมเหมือนพระจันทร์


แม้แต่ครูบาอาจารย์ เด็กๆก็ไม่ละเว้น หาชื่อมาตั้งให้เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา ครูประจำชั้นของเราชื่อสุวรรณี ท่านค่อนข้างเข้มงวดกับเด็กเกเร เด็กเกเรก็มักจะหาชื่อมาตั้งให้ท่าน ช่วงนั้นมีหนังซามูไรดังฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 เด็กๆดูกันมาก ยอดฮิต ตัวละครในเรื่องมีอยู่ตอนหนึ่ง เป็นผู้หญิงซามูไรที่มีความสามรถพิเศษคือพ่นเข็มออกมาจากปากเพื่อต่อสู้ศัตรู บังเอิญหน้าตาและท่าทางคล้ายๆกับครูสุวรรณี เด็กเกเรจึงตั้งชื่อครุสุวรรณีว่า "เข็ม" ขณะเล่นซนในห้องแต่พอครูสุวรรณีเดินมา ก็มักจะตะโกนบอกต่อๆกันว่า "เข็มมาแล้ว เข็มมาแล้ว" เป็นที่รู้กันระหว่างเด็กเกเร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 667 22 ก.ย. 2553 (22:52)

ไม่ว่าชีวิตในวัยเด็กจะเป็นอย่างไร หากจะถามว่าตอนนี้อยากพบปะเจอะเจอเพื่อนเก่าๆในสมัยก่อนที่ไม่เคยพบกันอีกเลยเป็นเวลากว่า 40 ปีนี้ไหม ผมตอบได้ทันทีว่าอยากเจอมาก ผมจะดีใจและอยากถามสารทุกข์สุกดิบกันว่า ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ทำอะไรอยู่ ครอบครัวเป็นอย่างไร มีลูกกี่คนแล้ว และอื่นๆ.....


พูดถึงเรื่องเพิ่อนเก่า วันนี้ก็พบอีกคนหนึ่ง......ผมไปโรงพยาบาลบางโพเพื่อตรวจร่างกาย ขณะที่นั่งรอหมอท่านหนึ่งหน้าห้องตรวจ ก็เหลือบไปเห็นหมอกุมารเวชที่อยู่ห้องถัดไป จำได้ว่าเป็น "ธนา" เพื่อนเก่าพลับพลาชัยกำลังนั่งตรวจเด็กคนหนึ่งอยู่ เหลือบไปเห็นป้ายหน้าห้องเขียนชื่อว่า "นพ.ธนกฤต" แต่นามสกุลเป็นนามสกุลเดิมสมัยเรียนที่พลับพลาชัย ก็เลยรู้ว่า "ธนา" เพื่อนเราเปลี่ยนชื่อเป็น "นพ.ธนกฤต"เสียแล้ว บรรดาเพื่อนๆเก่าๆจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่มีอาชีพเป็นหมอทุกคนที่ผมได้พบปะอีกและที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนต้นๆนั้น ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุลใหม่ทั้งนั้นเลย เช่น ธนกฤต ยศอนันต์ สายพิณ ชูชัย และ กวงโหน่ง ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น "วีรพงศ์" ส่วนนามสกุลอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว เราเจอกันโดยบังเอิญเดี๋ยวเดียว เขาบอกผมแล้วก็รีบไป เราก็จากกันและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย


215912


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 668 23 ก.ย. 2553 (01:50)

215916


เมื่อพูดถึงเพื่อนที่ชื่อ "สนทร แซ่ผู่" ทีไร ก็ทำให้ผมนึกถึงท่าน "สุนทรภู่" กับบทกลอนในเรื่องพระอภัยมณีท่อนหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจไม่เคยลืมเลย


เรื่องมีอยู่ว่า................. สมัยก่อนนี้หนังสือแบบเรียนที่ใช้ในโรงเรียนนั้น นักเรียนใช้กันอย่างประหยัด เมื่อพี่เรียนผ่านชั้นเรียนนั้นๆไปแล้ว ก็มอบให้น้องๆต่อมาใช้ต่อโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง พ่อแม่บางคนมีลูกหลายคน หนังสือของพี่คนโตก็จะส่งมอบต่อให้น้องคนต่อๆมา บางคนใข้หนังสืออย่างทะนุถนอมมาก ห่อปกอย่างดี บางคนแม่อุตส่าห์เย็บเป็นผ้าหุ้มสวยงามมาก สมัยก่อนนี้ผมจำได้ว่า "ร้านยงศิลป์" แถวๆวรจักร ริเริ่มทำปกพลาสติกห่อหนังสือออกจำหน่ายเป็นแบบอุตสาหกรรม เป็นที่ฮือฮา ตื่นเต้น และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย ในห้องเรียนชั้น ป.6/6 ของผมก็มีเพื่อนนักเรียนบางคนที่มีพี่น้องหลายคน ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นเพื่อนนักเรียนที่ชื่อ "ไพโจน์ มังกรวัฒนาพันธ์" เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้รับมรดกหนังสือที่สืบต่อกันมา



วันนั้นเป็นชั่วโมงเรียนวรรณคดีไทยของครูสุวรรณี ครูก็ชี้สุ่มให้นักเรียนอ่านบทกลอนท่อนสั้นๆ แล้วเปลี่ยนให้นักเรียนคนอื่นๆอ่านต่อๆกันไป บทเรียนที่เราอ่านในหนังสือแบบเรียนวรรณคดีวันนั้น เป็นบทเรียนเรื่องพระอภัยมณีตอนที่นางผีเสื้อสมุทรจับตัวพระอภัยไป ขณะที่เพื่อนบางคนอ่านบทกลอนอยู่นั้น นักเรียนหลายคนในห้องก็งุนงงมากเพราะคำกลอนที่เพื่อนอ่านอยู่นั้นมันไม่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียนของนักเรียนหลายคน แต่มันมีอยู่ในหนังสือแบบเรียนเก่าที่รุ่นพี่ๆมอบส่งต่อกันมา ครูสุวรรณีบอกให้อ่านข้ามท่อนนั้นไปอีกย่อหน้าใหม่ ครูสุวรรณีเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมคำกลอนท่อนนี้มีในหนังสือแบบเรียนเก่า แต่ตอนหลังกระทรวงวศึกษาธิการเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงตัดคำกลอนบางท่อนออกไป ในหนังสือแบบเรียนเล่มใหม่จึงไม่มีท่อนนี้ ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่สำคัญ นักเรียนไม่ต้องไปสนใจ


พอครูสุวรรณีบอกเช่นนั้น แทนที่พวกเราจะไม่ให้ความสนใจ พวกเรากลับสนใจเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้นมาอีก คำกลอนท่อนที่ครูสุวรรณีสั่งให้อ่านข้ามไปนั้นมีดังนี่ครับ.........


                เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
                กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
                กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง
                ปักเป้าเหวี่ยงยักกะแผละกระแซะชิด
                กุลาโคลงไม่สู้คล่องกระพร่องกระแพร่ง
                ปักเป้าแทงแต่ละทีไม่มีผิด
                จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด
                ประกบติดตกผางลงกลางดิน

คำกลอนท่อนนี้ก็คือ บทอัศจรรย์ของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทรนั่นเอง


สิ่งที่ทำให้ผมสงสัย ชวนให้คิดต่อไปว่า ทำไมคนสมัยก่อนจึงใส่บทอัศจรรย์นี้ลงในแบบเรียน แล้วทำไมตอนหลังจึงตัดออก ...... คำตอบที่อยู่ในใจของผมก็คืด "คนสมัยก่อนไม่คิดลามกเหมือนคนสมัยนี้ คนสมัยก่อนมีจิตใจงดงามละเอียดอ่อน เห็นความงดงามของสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากกว่า"  เหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ยังมีอีกมาก เช่น สมัยก่อนนี้มีบทเพลงชื่อ "บัวตูม-บัวบาน" ขับร้องโดย "พร ภิรมย์"  (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C)


(เชิญรับฟังได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=6PQD3_prbMw)


บัวตูม บัวบาน - พร ภิรมย์
ลงเรือน้อยลอยวน ในสายชลห้วยละหาน
มีทั้งบัวตูมบัวบาน ดอกใบไหวก้านงามตา
เมื่อลมพัดมาชื่นใจ
ผึ้งตอมหอมบินดมกลิ่นบัว
ซ่อนตัวรำพันฝันใฝ่
เหมือนดนตรีชะโลมกล่อมใจ
ฟังยิ่งฟังไป เร้าฤทัยลำพอง
ปองจะเด็ดบัวบาน
ครวญคิดนานหวั่นเจ้าของ
ใจหมายดึงโน้มโลมรอง
หากบัวไม่มีเจ้าของ จะชมทั้งสองปทุม
เอื้อมมือหมายดึงเพียงดอกบาน
ก็เกรงสะท้านถึงก้านดอกตูม
แสนเสียดายเหมือนชายหมดภูมิ
จะเด็ดดอกตูม ยังนึกเสียดายดอกบาน
เรือเร็วไปหน่อยค่อยค่อยทวน
บัวหอมชวนอกสะท้าน
งามทั้งบัวตูมบัวบาน เทพไททุกแดนพิมาน
ประทานสมดังตั้งใจ
เอื้อมมือหมายดึงดอกตูมก่อน
ดอกบานก็ค้อนแสนงอนไปใย
จะเด็ดดอกบานดอกตูมก็สั่นแกว่งไกว
จะเด็ดดอกไหนกันหนอบัวตูมบัวบาน
จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่ ครวญคิดดูอยู่ไม่นาน
พอดอกตูมแย้มตระการ ดอกบานก็คงแห้งโหย
กลีบราร่วงโรยน่าชัง
ต้องลาแล้วหนอบัวช่องาม
บาปเคราะห์และกรรมประดัง
แล้วจ้ำเรือน้อยค่อยเข้าฝั่ง
ไม่ยอมกลับหลัง หมดหวังทั้งตูมทั้งบาน


หลังจากที่เพลงนี้โด่งดังได้ไม่นาน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีคำสั่งประกาศให้เพลง บัวตูม-บัวบานกลายเป็น "เพลงต้องห้าม" เหตุเพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเพลงนี้มีเนื้อเพลงแบบสองแง่สองง่าม เสื่อมเสียต่อสังคม..........แต่ต่อมา.......


พร ภิรมย์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปี พ.ศ. 2509 ถึงสามรางวัล จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และในปี พ.ศ. 2514 จากเพลงกลับเถิดลูกไทย และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปี พ.ศ. 2532 จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ พ.ศ. 2534 จากเพลงดาวลูกไก่


พ.ศ.2524 พร ภิรมย์ ได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดรัตนชัย (วัดจีน) ตำบลหอรัตนชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจะแผ่ส่วนกุศลถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่นำเรื่องของพระองค์มาเขียนเป็นบทเพลงโดยตั้งใจจะบวช 3 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาบท พร ภิรมย์ก็มิได้ลาสิกขาบทแต่อย่างใดจนกระทั่งปัจจุบันนี้


(http://kanchanapisek.or.th/kp8/ayy/ayy207.html)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 669 23 ก.ย. 2553 (08:28)

จากการที่ไม่อยากเรียนในห้อง ป.6/16 นี้ ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มชอบกลอนแปดขึ้นมาทันที และรู้สึกว่ามันมีความไพเราะและสนุกสนาน ผมเริ่มได้เรียนรู้ว่าโครงสร้างของกลอนแปดโดยเฉพาะกลอนที่ไพเราะของท่านสุนทรภู่เป็นอย่างไร


67653


ข้อสังเกตของกลอนที่ไพเราะ โดยเฉพาะจากครูสุนทรโวหาร(ภู่)
นอกจากจะมีโครงสร้างการสัมผัสตามแบบกลอนแปดที่ถูกต้องทั่วไปแล้ว
ยังมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ไพเราะ
ถ้าจะคำนึงถึงเฉพาะโครงสร้างที่ถูกต้องของกลอนแปดอย่างเดียว
จะทำให้แลดูขาดความไพเราะ และรสของภาษาไป
ถ้าลองนำเอามาขับเสภาก็ปรากฏว่าขับยากและไม่ไพเราะ
ขอตั้งข้อสังเกตว่า กลอนไพเราะควรมีการสัมผัสภายในจะเป็นสัมผัสสระ สัมผัสอักษร หรือทั้งสองอย่างก็ยิ่งดี หลักการที่พอสรุปได้มีดังนี้

ลักษณะของกลอน (ดูตัวอย่างประกอบ)
แม่รักลูก... ลูกก็รู้... อยู่ว่ารัก
คนอื่นสัก... หมื่นแสน... ไม่แม้นเหมือน
จะกินนอน... วอนว่า... เมตตาเตือน
จะจากเรือน... ร้างแม่... ไปแต่ตัว

กลอน 1 บท มี 4 วรรค (2 วรรค เท่ากับ 1 บาท ) กลอน 1 บท มี 2 บาท กลอนทั้ง 4 วรรค มีชื่อเรียกในแต่ละวรรค ดังนี้
1. วรรคสลับ คือวรรคที่ 1 ของกลอนไม่นิยมใช้เสียงสามัญในคำสุดท้ายของวรรค ในที่นี้คือคำว่า “รัก”
2.
วรรครับ คือวรรคที่ 2 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา
ห้ามใช้เสียงสามัญ นอกนั้นให้เลือกใช้ให้คล้อยตามเสียงของแต่ละบท
ในที่นี้คือคำว่า “เหมือน”
3. วรรครอง คือวรรคที่ 3 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์ ในที่นี้คือ “เตือน”
4. วรรคส่ง คือวรรคที่ 4 ของกลอน คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ในที่นี้คือ “ตัว”
5. ความไพเราะจะเกิดจากการสัมผัสภายใน ทั้งสัมผัสสระ และ สัมผัสอักษร เช่น
- แม่รักลูก ลูกก็รู้ อยู่ว่ารัก >>> “ลูก” สัมผัสกับ “ลูก” “รู้” สัมผัสกับ “อยู่”
- คนอื่นสัก หมื่นแสน ไม่แม้นเหมือน >>> “สัก” สัมผัสอักษรกับ “แสน” และ “แสน” สัมผัสกับ “แม้น”
-
จะกินนอน วอนว่า เมตตาเตือน >>> “นอน”สัมผัสกับ”วอน”
“วอน”สัมผัสอักษรซ้อนอีกชั้นหนึ่งกับ”ว่า” และ”ว่า” สัมผ้สกับ “ตา” และ
“ตา”สัมผ้สอักษรซัอนอีกชั้นหนึ่งกับ”เตือน”
- จะจากเรือน ร้างแม่
ไปแต่ตัว >>> “จะ”สัมผัสอักษรซ้อนภายในกับ”จาก”
“เรือน”สัมผัสอักษรซ้อนภายในกับ”ร้าง” และ “แม่” สัมผัสกับ”แต่”

คนที่แต่งกลอนประจำเก่งๆ เสียงเหล่านี้จะเข้าไปในหัวและแต่งออกมาโดยอัตโนมัติ ควรฝึกการแต่งแบบไพเราะนี้บ้าง
นอกเหนือจากโครงสร้างบังคับหลัก
จะยกตัวอย่าง นิราศภูเขาทอง มาให้ทดลองศึกษาดู

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิสร
โอ้ผ่านเผ้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่กาลก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น……….
……
ถึงอารามนามวัดประโคนปัก
ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ฤาชา

หรือนิทานเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ต่อมาเมื่อเรียนชั้น ป.7 ผมใช้สอบขับเสภากับครูบุญเหลือ ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น

จะกล่าวถึงพลายงามทรามสวาท
เฉลียวฉลาดแกล้วกล้าวิชาขยัน
เรืองฤทธิ์ประสิทธิ์ทุกสิ่งอัน
หมายประจันสงครามไม่ขามใคร

ขออนุญาตตบท้ายด้วยกลอนที่มีโครงสร้างไพเราะแบบครูสุนทรภู่ว่า

เอา... กลอนเพราะเสนาะโสตโลดมาฝาก
กลอน... มีหลากมากนักหนาพาให้เห็น
มา... เถิดมาแต่งกลอนเพราะเสนาะเย็น
ฝาก... มาเป็นตัวอย่างบ้างเป็นไร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 670 23 ก.ย. 2553 (16:21)

เมื่อกล่าวถึง"ขุนช้างขุนแผน"ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ได้เรียนตอน"พลายงามอาสา"
พลายงามได้อาสาออกรบเพื่อเอาความดีไถ่พ่อที่ถูกจองจำอยู่
โดยนำคนคุก ๓๕ คน ออกไปรบกับกองทัพลาวที่นำทัพโดย"แสนตรีเพชรกล้า"

"ครานั้น
แสนตรีเพชรกล้าได้ฟังถาม
ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่
ซึ่งถามเราจะเล่าให้เข้าใจ
เจ้าชาวใต้ไม่รู้จู่ขึ้นมา
เราเป็นเชื้อจ้าวท้าวคำแมน
มียศเป็นแสนตรีเพชรกล้า
เป็นชายชาติทหารชาญศักดา
ในลานนาใครใครไม่ต่อแรง
พระครูผู้บอกวิทยา
ชื่อศรีแก้วฟ้ากล้าแข็ง
สถิตยังเขาคำถ้ำวัวแดง
ทุกหนแห่งเลื่องลือนับถือจริง
เจ้าหนุ่มน้อยนี้หรือชื่อพลายงาม
ช่างสมรูปสมนามดูงามยิ่ง
ตะละแกล้งหล่อเหลาเราพริ้ง
รูปร่างอย่างผู้หญิงพริ้มพรายตา
เปรียบลูกยังอ่อนกว่าลูกเล็ก
เปรียบหลานพาลจะเด็กกว่าหลานข้า
ไม่ควรจะรบสู้กับปู่ตา
กลับไปบอกบิดามารอนราญ
จะได้เป็นขวัญตาโยธาทัพ
เห็นฉบับแบบไว้ในทหาร
ยังเด็กอยู่คอยดูวิชาการ
เฮ้ยหลานพ่ออยู่ไหนไปบอกมา

ครานั้น
พลายงามทรามคะนอง
ร้องตอบต่อคดีตรีเพชรกล้า
แนะเธออย่าเพ่ออหังการ์
เจรจาหมิ่นประมาทเราชาติเชื้อ
ตัวท่านแก่กายดั่งควายเฒ่า
ตัวเราถึงเด็กเล็กลูกเสือ
ฝีมือไทยไพร่ลาวแหลกแตกเป็นเบือ
อย่าหลงเชื่อว่าผู้ใหญ่จะไม่แพ้
ถ้าไม่ดีที่ไหนใครจะมา
จะขอลองวิชากับตาแก่
ให้ปรากฏฤทธีว่าดีแท้
หรือเป็นแต่ปากกล้ากว่าฝีมือ
ขออภัยอย่าเพิ่งให้ถึงบิดา
แต่ลูกยาท่านจะชนะหรือ
มาลองดูสักหนให้คนลือ
จะปลกเปลี้ยเสียชื่อดอกกระมัง

ครานั้นแสนตรีเพชรกล้า
โกรธาตาแดงดังแสงครั่ง
เหม่อ้ายนี่หนักหนาว่าไม่ฟัง
มาโอหังอวดรู้สู้สงคราม
เท้ากระทืบกระทบโกลนโขนขบ
มุ่นหมกขับคว้างมากลางสนาม
ท่วงทีขี่ม้าสง่างาม
รำง้าวก้าวตามกระบวนทวน
....."

หลังจากรบกันด้วยฝีมือและเวทย์มนต์(ดำ)ไปสักพัก
แสนตรีเพชรกล้าก็เสียทีถูกจับได้
ลูกน้องขุนแผนพลายงามแม้จับแสนตรีเพชรกล้าได้กลับไม่สามารถทำอันตรายแสนตรีเพชรกล้าได้ดัง
"ราวกับฟาดทองแดงแทงก้อนหิน
หักบิ่นไม่เข้าตรีเพชรกล้า"
...
"ขุนแผนร้องว่าอย่ามี่ฉาว
เฮ้ยพวกเราเอาหลาวทะลวงก้น
มาตรแม้นอยู่ยงมันคงทน
แยงให้ถึงคอคงมรณา"
...
"....
พวยทะลึ่งตึงตังเข้าแก้ผ้า
นายโม้กับนายเม้าเอาหลาวมา
ผ่าทวาร์เข้าปร๊อดตลอดตัว
หลายคนช่วยกันดันกระดอก
เอาไม้ตอกกังกังกระทั่งหัว
หน้าเผือดเลือดแดงดังแทงวัว
ถูกรูรั่วเลือดสาดลงดาดดิน"
...

มันก็หลายสิบปีแล้ว
จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่มันมีอิทธิพลต่อผมในเวลาต่อมา
เมื่อเรียนจบ ป. ๗ ขึ้นชั้นมัธยม ผมได้ย้ายออกไปอยู่จ.ฉะเชิงเทรา
และได้แสวงหาหนังสือเวทย์มนต์คาถาของไสยศาสตร์มาอ่านฝึกฝนด้วย

ตอนเรียนอยู่ ส.พ.ช. ผมสอบได้ห้าสิบกว่าเปอร์เซนเท่านั้น
เทียบกับเด็กสมัยนี้ก็ต้องได้ 1 กว่า ๆ นิดหน่อย
จะว่าสมองไม่ดีก็คงไม่ถูก ดูเนื้อหาที่ผมจำได้สิครับ แต่ครูท่านไม่ได้ออกข้อสอบตรงที่ผมรู้
และผมยังได้นำความรู้ที่เรียนไปเสาะหาความรู้เพิ่มเติมด้วย
ผมพยายามเสาะหาวิชาขอมดำดิน อยู่ยงคงกระพันชาตรี คาถามหาเสน่
เสกใบไม้เป็นต่อแตน ผูกฟางเป็น ... รักยม น้ำมันพราย ฯลฯ
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ผมไม่เคยประสบความสำเร็จกับวิชาไสยศาสตร์เลย

แยกกับดร.แขชนะ ไม่รู้ว่าไปอยู่หนองคาย ข้ามไปฝั่งลาว ได้วิชาของแสนตรีเพชรกล้ามาบ้างหรือไม่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 671 23 ก.ย. 2553 (16:27)

นอกจากนั้น
ด้วยพื้นฐานของเด็ก เมื่ออ่านบทอัศจรรย์ดังที่ดร.แขชนะ
ได้ยกมาข้างต้น ก็สร้างความงวยงงให้กับผมมากว่า
จีบกันอยู่ดีดี ไหงพูดเรื่องว่าวจุฬาปักเป้าตีกัน
บางทีจีบกันอยู่ดีดี พายุพัดมาเสียอย่างนั้นแหละ
และคงเป็นแบบฉบับของภาพยนต์ไทยที่
พระเอกนางเอกไปอยู่กระท่อมกลางดงแล้วก็มีพายุทุกทีไป


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 672 23 ก.ย. 2553 (21:26)

216029


                เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
                กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
                กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง
                ปักเป้าเหวี่ยงยักกะแผละกระแซะชิด
                กุลาโคลงไม่สู้คล่องกระพร่องกระแพร่ง
                ปักเป้าแทงแต่ละทีไม่มีผิด
                จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด
                ประกบติดตกผางลงกลางดิน

จากความเห็นของอาจารย์นิรันดร์ข้างต้น หลายคนอาจจะงงว่าอาจารย์นิรันดร์พูดถึงว่าว แล้ว"บทพิศดาร" มันเกี่ยวกับว่าวจุฬาอย่างไร


จะขอขยายความดังนี้ครับ...... เมื่อก่อนนี้เราเรียก "ว่าวจุฬา" ว่า "ว่าวกุลา" ดังจะดูได้จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต


การเล่นว่าวมีมาแต่โราณ ดังจะเห็นได้จากบทพิศดารข้างบน หรือ ดูจากนอราศพระประธมของครูสุนทรภู่ที่ว่า  


ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ               พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม
น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าว              อนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม
มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยม               ยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน
โอ้ หน้าหนาว คราวนี้เป็นที่สุด                  ไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน
พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวน                       มิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทน

จากบทกลอนนี้ เราจะเห็นว่ามีการเล่นว่าวกันในหน้าหนาว สำหรับพวกเราที่อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนนี้เราจะเห็นว่ามีเทศกาลการละเล่นของไทยที่ขึ้นหน้าขึ้นตาโด่งดังก็คือการแข่งว่าว "จุฬา-ปักเป้า" ซึ่งจัดที่บริเวณท้องสนามหลวงราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นหน้าร้อน สมัยก่อนตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัย พอสอบเสร็จต้นเดือนมีนาคมเราก็เริ่มเหลาไม้ทำว่าวเล่นกันแล้ว พ่อผมพาไปเล่นที่สนามหลวง ตอนบ่ายแก่ๆ แดดอ่อนลงเราก็นั่งที่สนามหญ้าดูเขาแข่งว่าว พลางกิน"เมี่ยงคำ"ที่แม่ค้าหาบมาขายในบริเวณนั้น แต่ทำไมในคำกลอนโบราณหลายแห่งบ่งชัดว่าเล่นว่าวกันในฤดูหนาว ตอนหลังพอผมย้ายไปอยู่ที่หนองคาย-เวียงจันทน์ พบว่าชาวบ้านเขาเล่นว่าวกันในหน้าหนาวเหมือนในคำกลอนโบราณ



http://www.siamsport.co.th/Column/100418_054.html


อันที่จริง ลมว่าว หรือ ลมข้าวเบา นั้นเป็นลมที่พัดมาจากประเทศจีนทางทิศเหนือลงมายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทางทิศใต้ และหอบเอาความหนาวเย็นจากประเทศจีนมาด้วย ดังนั้นจึงเป็นลมหนาวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต้นฤดูหนาวราวเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเล่นว่าว จึงเรียกว่าลมว่าว ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าลมข้าวเบา เนื่องมาจากลมพัดผ่านมาในช่วงเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวชนิดหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนนั่นเอง ส่วน ลมตะเภา เป็นลมที่พัดจากอ่าวไทยไปยังที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเป็นลมที่พัดจากทิศใต้ขึ้นไปยังทิศเหนือ ในช่วงกลางฤดูร้อน โดยเฉพาะในเดือนเมษายนของทุกปี ลมตะเภาจะพัดแรงในเวลากลางวัน เนื่องจากได้รับอิทธิพบจากลมทะเลพัดเข้ามาช่วยเสริม ส่วนเวลากลางคืนจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย เนื่องจากมีลมบกพัดต้านไว้ มักมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าลมตะเภาเป็นลมว่าว เนื่องจากเดือนมีนาคม และเดือนเมษายนที่ลมตะเภาพัดผ่าน ผู้คนมักนิยมเล่นว่าวเช่นกัน (อ้างอิง: http://www.rmutphysics.com/CHARUD/naturemystery/sci3/geology/2/index_ch_2-7.htm)

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 673 23 ก.ย. 2553 (22:24)

จาก เครื่องกระดาษ จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13


ว่าว

          ว่าว เป็นเครื่อง
เล่นชนิดหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ลอยอยู่ในอากาศได้ด้วยแรงลมและ
มีสายป่านคอยบังคับให้ลอยอยู่ในทิศทางที่ต้องการ
ว่าวไทยในอดีตนั้นมีกล่าวอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า
พระร่วงทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่าเป็นท้าวเป็นพระยาในสมัยกรุง
ศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๐๐)
ก็มีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกมณเฑียรบาลห้ามมิให้ประชาชนเล่นว่าวทับ
พระราชวัง ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีการเล่นว่าวดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ ๕

ซึ่งทรงโปรดให้ใช้สถานที่ในพระราชวังดุสิตและสนามสโมสรเสือป่าเป็นที่เล่น
ว่าวจุฬากับปักเป้า เป็นต้น ว่าวของไทยที่ทำขึ้นเล่นกันเป็นพื้น มีอยู่ ๔
ชนิดด้วยกันคือ อีลุ้ม ปักเป้า จุฬาและตุ๋ยตุ่ย


ว่าวปักเป้า



          ว่าวปักเป้า มีลักษณะเช่นเดียวกับว่าวอีลุ้ม
แต่ทว่าไม้โครงส่วนที่เป็นปีกจะแข็งกว่าปีกของอีลุ้มมาก
จึงต้องมีหางซึ่งทำด้วยผ้าเป็นเส้นยาวถ่วงอยู่ที่ส่วนก้น
เมื่อชักขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศแล้วจะไม่ลอยอยู่เฉยๆ
จะส่ายตัวไปมาน่าดูมากและเมื่อถูกคนชักกระตุกสายเชือกป่านตามวิธีการแล้ว
มันจะเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวไปในท่าทางต่างๆ ตามต้องการ


ว่าวจุฬา          


ว่าวจุฬา  มีลักษณะเป็น ๕ แฉก ประกอบเป็นโครงขึ้นด้วยไม้ ๕ อัน นักเลงว่าวจะเสาะหาไม้ไผ่สีสุกที่มีปล้องยาวเรียว เรียกว่า "เพชรไม้" มาเหลา อันกลางเรียกว่า "อก" เหลาปลายเรียวหัวท้าย ๑ อัน อีก ๒ อันผูกขนาบตัวปลายให้จรดกันเป็นปีก และอีก ๒ อัน เป็นขาว่าวเรียกว่า "ขากบ" จากนั้นขึงด้ายเป็นตารางตลอดตัวว่าว เรียกว่า "ผูกสัก" แล้วใช้กระดาษสาปิดทับลงบนโครง สำเร็จเป็นว่าวจุฬา ถ้าหากไม่ถูกสัดส่วนแล้ว ว่าวจะไม่อาจลอยตัวขึ้นได้เลย


 


จะเห็นว่าคำว่า "ขากบ" ก็อยู่ในบทอัศจรรย์ในเรื่องพระอภัยมณี-ผีเสื้อสมุทร


เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 674 24 ก.ย. 2553 (00:17)

เอ้าอ้าวเพื่อนมาตู่ว่าตูเอ่ย
คำที่เผย"อัศจรรย์"จันทร์ชัยขา
บทอัศจรรย์สัมพันธ์เพศนะเพื่อนยา
พิดารแปลกนักหนาอย่าปนกัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 675 24 ก.ย. 2553 (00:55)


ตั้งใจเขียน "อัศจรรย์" ดันเขียนผิด

ไปเขียน "พิศดาร" วานแก้ไข

ขอบใจเพื่อนเตือนมาน่าดีใจ


แต่เหตุใดค้นคำนี้ไม่มีเอย




 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 676 24 ก.ย. 2553 (10:46)

"พิสดาร"สะกดด้วยสอเสือ
ศอคอเชื่อไม่พบดั่งเฉลย
เป็นคำพลาดผิดเสมอเผลอคุ้นเคย
อย่าเฉยเมยแก้ไขให้ถูกพลัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 677 24 ก.ย. 2553 (11:04)

จากความเห็น 674 ...........................
บทอัศจรรย์สัมพันธ์เพศนะเพื่อนยา
พิศดารแปลกนักหนาอย่าปนกัน


--------------------------------------------------------------------------


มิน่าเล่าเข้าค้นดูมิรู้เห็น
นี่เพราะเป็นคำเขียนผิดติดนิสัย
เพื่อนก็ใช้ผิดเป็นเห็นคานัยน์
มิเป็นภัยหากรีบแก้ไม่แย่เอย


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 678 24 ก.ย. 2553 (11:25)

เชิญชมบทอัศจรรย์กลางท้องฟ้าที่นี่

http://www.vcharkarn.com/vcafe/139712


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 679 24 ก.ย. 2553 (11:39)

216062


โอ้โห ! เข้าไปดูมาแล้ว สุดยอด ทำกันอย่างเปิดเผย ช่างไม่อายผีสางเทวดา เห็นเขาเล่นกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่แบบนี้เขาเรียกว่า Se...หมู่หรือเปล่าหนอ


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ลองให้อากู๋ (Google) ช่วยค้นหาคำว่า "พิศดาร" และ "พิสดาร" ได้ความว่า
คำว่า "พิศดาร" ซึ่งเขียนผิด หาเจอ 271000 รายการ ในขณะที่ "พิสดาร"ที่เขียนถูก หาเจอ 1850000 รายการ
คิดเป็นคำที่ใช้ผิด ถึง 15 %


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 680 24 ก.ย. 2553 (15:03)

อีกคำที่ใช้ผิดกันจนเคยชินก็คือ "สถิต" มักไปเติม ย์ จนกลายเป็น "สถิตย์"
กูเกิ้ลหาพบได้ใกล้เคียงกัน หมายความว่าใช้ผิดถึง 50% ของการใช้งานทั้งหมด


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 681 24 ก.ย. 2553 (20:07)
จากความเห็น 670 ของอาจารย์นิรันดร์........................
......ได้แสวงหาหนังสือเวทย์มนต์คาถาของไสยศาสตร์มาอ่านฝึกฝนด้วย.....
และผมยังได้นำความรู้ที่เรียนไปเสาะหาความรู้เพิ่มเติมด้วย
ผมพยายามเสาะหาวิชาขอมดำดิน อยู่ยงคงกระพันชาตรี คาถามหาเสน่
เสกใบไม้เป็นต่อแตน ผูกฟางเป็น ... รักยม น้ำมันพราย ฯลฯ
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ผมไม่เคยประสบความสำเร็จกับวิชาไสยศาสตร์เลย

แยกกับดร.แขชนะ ไม่รู้ว่าไปอยู่หนองคาย ข้ามไปฝั่งลาว ได้วิชาของแสนตรีเพชรกล้ามาบ้างหรือไม่
-------------------------------------------------------------

สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมก็มีความรู้สึกนึกคิดตลอดจนผลการเรียนไม่ต่างจากอาจารย์นิรันดร์เลยครับ คือห่วยมาก! จะว่าโง่ก็ไม่เชิง เพราะผมจำเรื่องราว เหตุการณ์และบทประพันธ์ต่างๆอย่างแม่นยำได้มากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยในการสอบเลย แต่กลับช่วยในการดำเนินชีวิตต่อมาได้อย่างมีความสุข คงเหมือนๆกับอาจารย์นิรันทร์ครับที่ เวลาครูออกข้อสอบนั้นครูถามไม่ตรงกับคำตอบของเรามากกว่า


สำหรับเรื่องติดตามศึกษาเกี่ยวกับไสยศาสตร์นั้นผมก็เอาเหมือนกัน ผมติดตามศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้วครับ ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 439 จะขอยกมาพูดอีกเล็กน้อยจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไป


ในตอนต้นๆนั้นผมเคยเล่าเรื่องผีถ้วยแก้วให้ฟังแล้ว
แต่ตอนนี้จะเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่ประหลาดและผมยังหาคำตอบไม่ได้แม้ใน
ปัจจุบัน

ผมมีเพื่อนอยู่ 3 คนคือ เอ็งฮี้ (หมอ)ยศอนันต์ และ ซุ่ยขี่ แซ่เหลี่ยง
เราเริ่มสนใจและเรียนวิชา "ไสยศาสตร์"
จากเพื่อนนักเรียนรุ่นพี่โรงเรียนอื่นอีก 2 คน
มีการฝึกปรือคาถาอาคมต่างๆอยู่นาน รวมทั้งเล่นเรื่องผีสางนางไม้ ผีถ้วยแก้ว
เราฝึกกันอยู่หลายเดือน ก็ถึงระดับที่ในวงการเรียกว่า
"เลยระดับเทวดา"ขึ้นมาแล้ว

รุ่นพี่ได้สอนอาวุธประจำตัวที่ได้ปลุกเสกขึ้นมา คือ "ใบไม้" และ "เข็ม"
หากมีภัยจะมาถึงตัวก็ให้เสก "ของ" นี้เข้าไปในตัวศัตรู ผมได้รับมอบ"เข็มปลุกเสก"มา 3 เล่ม ส่วยซุ่ยขีได้รับ "ใบไม้ปลุกเสก"
ในการเสก"ของ"เข้าตัวใครนั้น จะต้องมีท่าในการปล่อยด้วย
ผมก็ฝึกอยู่นานพอควร

แต่ที่จริงๆแล้วยศอนันต์และผมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เราสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า "การเล่นของ"นั้น
อาจารย์บอกว่าจะต้องมีข้อห้ามหลายข้อ
ข้อหนึ่งก็คือห้ามลอดราวตากผ้าที่ตากผ้านุ่งผ้าถุงผู้หญิง
ไม่งั้น"ของ"จะเสื่อม  สมัยก่อนนี้ผมเล่นซุกซนกับอาจารย์นิรันดร์มาก
มุดโน่นมุดนี่ ลอดอุโมงค์หลุมหลบภัยแถวๆสถานีรถไฟหัวลำโพง ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากความสนุกแบบเด็กๆ อาจารย์ก็เลยบอกว่า
"เข็มที่ปลุกเสก"ที่ให้ผมมานั้นหนีกลับมาหาอาจารย์หมดแล้ว

มีอยู่วันหนึ่งพวกเราทั้ง 4 คนและเพื่อนรุ่นพี่อีก 2 คน
นัดกันมาฝึกเพิ่มพลัง"ของ" เราลองปล่อยของด้วยท่าต่างๆขึ้นไปบนฟ้า
และเฝ้าดูการเคลื่อนไหว
ปรากฏว่าทุกคนที่มาฝึกวันนั้นสามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของ"ของปลุกเสก"ทุก
คน ยกเว้นผมและยศอนันต์ ผมพยายามเพ่งกระแสจิตอย่างไร ก็ยังไม่เห็น
ก็เลยไม่คิดเอาดีทางนี้

ที่น่าแปลกคือ เพื่อนที่ชื่อ "ซุยขี่" เป็นคนขี้เล่นยวนๆกวนๆ
ยศอนันต์บอกว่าหมั่นไส้ซุ่ยจะลองแกล้งสนุกๆ
สักพักหนึ่งซุ่ยขี่มาบอกกับผมว่า ยศอนันต์มาแกล้ง เขาก็เลยปล่อย
"ใบไม้ปลุกเสก"เข้าสะโพกยศอนันต์ให้เข็ด หลังพักเที่ยงค่อยถอนออก
อีกสักครู่หนึ่งเห็นยศอนันต์เดินกระเผกมา บอกว่า ไปเล่นฟัดกับซุ่ยขี่มา
ไม่รู้อีท่าไหนเจ็บสะโพกจี๊กขึ้นมาทันที อีกสักพักหนึ่งหลังเที่ยง
ยศอนันต์ก็บอกว่าหายเจ็บแล้ว

ไสยศาสตร์จะมีจริงหรือไม่ผมก็ไม่ทราบชัด แต่เรื่องที่ผมเล่ามานี้ก็เป็นเรื่องจริงจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เหมือนอาจารย์นิรันดร์ว่าไว้ เราคงไม่ประสบความสำเร็จกับวิชาไสยศาสตร์เลย

ส่วนที่ถามว่าตอนที่ผมไปอยู่หนองคายแล้วข้ามไปลาว ได้วิชาของแสนตรีเพชรกล้าหรือไม่นั้น ตอบว่า วิชาอย่างว่านั้นไม่ได้ครับ แต่ได้อย่างอื่นมาแทนคือ

เคล็ดลับการพูดภาษาอีสานแบบฟิสิกส์ควันตัม >>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/98217  

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 682 24 ก.ย. 2553 (20:47)

นอกจากตอนที่อยู่วัดพลับพลาชัย เราจะได้เรียนวิชาความรู้ที่ดีแล้ว
เราก็ยังได้เรียนรู้วิชาที่ไม่ดีด้วย
ผมไม่แน่ใจว่า หากเล่าไป จะเป็นการลบหลู่หรือทำลายชื่อเสียงของ
โรงเรียนที่เรารักหรือเปล่า

ห้องเรียนของผมนั้น เต็มไปด้วยเด็กซุกซนแก่นแก้ว(ที่ดีก็มาก ส่วนใหญ่อ.แขชนะเล่าแล้ว )
กิจกรรมแห่งความฉิบหายที่เราได้ฝึกฝนกันก็คือ การเล่นการพนัน
เด็ก ๆ หัดเล่นการพนันกันตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ
นอกจากเล่นกินลูกหิน ไพ่ขนมโก๋ โรตีสายไหม ฯลฯ
เราเล่น"ลูเทอร์"
ผมก็ไม่ทราบว่าเขาเล่นกันอย่างไร

นับว่ารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ก็เพราะไม่มีเงินนั่นเอง

คนที่เล่นนั่งล้อมวงกัน เอาธนบัตรขึ้นมาแล้วก็แพลมเลขบางตัว แล้วก็ทายกัน
ผมไม่เคยมีธนบัตรไปโรงเรียนเลยมีเงินไปโรงเรียนวันละ 50 สตางค์เท่านั้น
หมดสิทธิ์เล่นลูเทอร์ (ตอนนั้น ธนบัตรเล็กที่สุด ฉบับละ 1 บาท)

บทเรียนวิทยาศาสตร์ตอนนั้น มีผลงานนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง
เป็นผู้ที่คิดค้นวิธีทางเกษตรอะไรสักอย่าง ชื่อว่า ลูเทอร์ เบอร์แบงค์
แทนที่จะเรียกว่าเล่นทายเบอร์แบงค์ เราก็เรียกว่า"ลูเทอร์"

นอกจากจะเล่นการพนันแล้ว ยังมีคนเฝ้าต้นทางด้วย
เนื่องจากห้องเรียนของเรามีทางเข้าทางเดียว
ผมอยู่ห้อง ป.6/2 เกือบสุดระเบียง(สุดทางเป็นห้อง 6/1)
ต้นทางเป็นห้อง 6/4 จะมีคนเฝ้าต้นทางตรงหัวมุม หัวบันได จุดเลี้ยวทุกจุด
ทางแยกทุกทาง
พอครูเดินมา คนเฝ้าต้นทางจะวิ่งพร้อมกับตะโกนว่า "ตำรวจมาแล้ว"
วงลูเทอร์ก็จะสลายตัว ไม่มีทางที่ครูจะจับได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 683 24 ก.ย. 2553 (22:16)

ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากครับ


ผมจำได้แล้วบทเรียนเรื่อง "ลูเธอร์ เบอร์แบงค์ ผู้วิเศษแห่งต้นไม้"(ดูรูป) ห้องผมก็มีเล่นการพนันทายเบอร์แบงค์เหมือนกันครับ แต่พอครูสุวรรณีเดิน ต้นทางก็จะบอกว่า "เข็มมาแล้ว เข็มมาแล้ว"



หากจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ทำให้ผมคิดถึง "วิชาไม้ดอกไม้ประดับ" สมัยที่เรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัยเมื่อก่อนนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังมีวิชานี้หรือไม่ หรือเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่น มีหลายคนบอกว่า ตั้งแต่ปฏิรูปการศึกษามา มีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์เลย ยังไม่ทันจะปรับตัวให้เข้ากับของใหม่เลย ก็มีที่ใหม่กว่ามาใหม่อีกแล้ว หรืออาจจะเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward (to canal) Design หรือเปล่าหนอ



วิชาไม้ดอกไม้ประดับ สอนโดยครูบุญรัตน์ โปขันเงิน ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้หลายอย่างจากครู รู้สึกสนุกและตื่นเต้นมาก เพราะเด็กกรุงเทพไม่ค่อยมีโอกาสปลูกต้นไม้เลย เด็กๆส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบวิชานี้ ไม่ใช่เพราะไม่ชอบต้นไม้ แต่เพราะครูบุญรัตน์ชอบเฆี่ยนนักเรียนแรงๆ เนื้อแตกทุกรายไป ใครไม่ฟังครูพูดเป็นต้องได้ถูกเฆี่ยน เด็กนักเรียนตั้งอกตั้งใจฟังครูบุญรัตน์สอนด้วยความสงบ"ราบคาบ"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 684 25 ก.ย. 2553 (10:58)

ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนี้ผมกับอาจารย์นิรันดร์จะสอบได้คะแนนไม่ดี แต่เราก็อ่านหนังสือมาก ผมโชคดีที่ได้เป็นกรรมการนักเรียนช่วยดูแลห้องสมุด ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น เรื่องใดที่ครูสอนในห้องเรียน เราสามารถมาค้นดูเพิ่มเติมได้ในห้องสมุด ผมสามารถขอยืมหนังสือได้มากและนานกว่านักเรียนคนอื่น สมัยก่อนนี้เราเรียนเกี่ยวกับประวัติบุคคลสำคัญของโลกมากมาย เราจะได้เรียนรู้ว่าวิธีคิดของท่านเหล่านั้นทำอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่ามันด้อยลงไป นักเรียนปัจจุบันชอบแบบ "สูตรสำเร็จ" ไม่ค้องคิดมาก ไม่ค้องเรียนรู้เพิ่มเติมมาก ถ้าเรียนวิทยาศาสตร์ก็จะเน้นแทนค่าสูตร โดยไม่อยากรู้ประวัติหรือที่มา



http://www.toulo.com/product/ViewPic.asp?pic=10298.jpg&BID=10298

ผมจำลูเธอร์ เบอร์แบงค์ได้เพราะเชื่อมโยงกับที่ครูบุญรัตน์สอนเกี่ยวกับการตอน การต่อกิ่ง การทาบกิ่ง และอื่นๆ ที่ทำให้ต้นไม้ต้นเดียวสามารถออกดอกได้ถึง 7 สี มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านจากห้องสมุดของโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เป็นประวัติชีวิตของลูเธอร์ เบอร์แบงค์ พิมพ์โดยบริษัน ประชุมช่าง จำกัด


สมัยก่อนนี้แหล่งบันเทิงต่างๆที่จะยั่วยุเด็กให้ไปในทางเสื่อมเสียมีน้อยกว่าปัจจุบันมาก สิ่งที่อำนวยความบันเทิงให้กับผมและอาจารย์นิรันดร์ก็คือ "หนังสือ" มีหนังสือหลายเล่มที่อาจารย์นิรันดร์แนะนำให้ผมอ่าน และเป็นแรงบันดาลใจให้รักวิชาคณิตศาสตร์ เช่นหนังสือชื่อ "ยูเรก้า" ช่วยเปิดโลกทัศน์ทางคณิตศาสตร์ให้ผมอย่างมาก ผมรีบไปหาซื่อมาอ่านจากร้านศึกษาภัณฑ์ราชดำเนิน โจทย์หลายข้อในหนังสือชื่อ"ยูเรก้า"มีลักษณะคล้ายๆโจทย์ที่อยู่ในกระทู้นี้ครับ >> เสริมปัญญา เสริมความคิด ด้วยคณิตศาสตร์   http://www.vcharkarn.com/vcafe/140652


นอกจากหนังสือเหล่านี้แล้วยังมีพวกนิตยสารต่างๆ เช่นนิตยสารของ"สำนักพิมพ์ก้าวหน้า" ซึ่งตีพิมพ์หนังสือและนิตยสารที่น่าสนใจมากมาย ผมจำได้ว่าเป็นนิตยสารที่ให้สาระความรู้มากมาย มีการสอนภาษาอังกฤษด้วย และหนึ่งในนิตยสารของสำนักพิมพ์ก้าวหน้าก็คือนิตยสารสำหรับเด็กที่มีชื่อว่า "นิตยสารเด็กก้าวหน่า" ภาษาอังกฤษเขียนว่า Junior Progress ให้เกล็ดความรู้ต่างๆจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีบทเสริมความรู้ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เรียนในโรงเรียน


ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปที่บ้านอาจารย์นิรันดร์สมัยนั้นอยู่แถวๆราชวัตร ไปพบน้องๆและคุณพ่อของอาจารย์นิรันดร์ ผมเห็นน้องของอาจารย์นิรันดร์คนที่ชื่อ"เทิด" กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างมีความสุข ผมก็เข้าไปถามว่าอ่านหนังสืออะไร เทิดตอบแบบเล่นๆแกมหัวเราะว่า อ่านนิตรสาร"เด็กถอยหลัง" (ตรงข้ามกับเด็กก้าวหน้า) คุณพ่อนิรันดร์หันควับมาบอกว่า มีที่ไหนกันนิตยสารเด็กถอยหลัง


สำนักพิมพ์ก้าวหน้าพิมพ์สิ่งหนึ่งที่เป็นยอดฮิตสมัยนั้นคือ "ไดอารี่" พอใกล้ๆปีใหม่ ผู้คนก็จะต้องถามหา "ไดอารีก้าวหน้า" จำได้ว่าร้านยงศิลป์ แถวๆวรจักรร ตั้งโต๊ะใหญ่ขายไดอารีก้าวหน้า เนื่องจากเป็นที่นิยมมาก จึงมีการพิมพ์ไดอารีเพื่อเอาใจคนกลุ่มต่างๆ เช่น ไดอารีสำหรับสตรี ไดอารีสำหรับเด็ก ไดอารีฉบับนำโชค ไดอารีฉบับตำรวจทหาร เป็นต้น


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 685 25 ก.ย. 2553 (13:47)

หนังสือยูเรก้า จัดพิพม์ด้วยกระดาษอะไรก็ไม่รู้
ไม่นานก็กรอบจนเปิดอ่านไม่ได้ สีกระดาษก็ทึบ ๆ ทึม ๆ
ตัวหนังสือตัวโตแต่ก็อ่านไม่ค่อยง่ายเท่าใดนักเพราะกลืนไปกับสีกระดาษ
มีแต่คำถามกับรูป ประหลาด ๆ ไม่มีวิธีคิดวิธีทำอย่างที่มีในหนังสือเรียน
หรือที่ครูสอนในห้อง
เราต้องหาวิธีคิดของเราเอง
แต่ละคนก็จะมีวิธีคิดของตัวเอง
ผมกลับทำโจทย์หรือแก้ปัญหาในหนังสือนี้ได้เป็นส่วนใหญ่
เวลาทำก็ต้องหมกมุ่นอยู่กับมัน ขีดขีดเขียนเขียนไปเรื่อย ๆ
ถึงทำไม่ได้ก็ไม่ต้องกลัวสอบตก แต่กลับเพียรพยายามทำจนได้
แต่กลับสอบข้อสอบโรงเรียนตกเป็นส่วนใหญ่

โจทย์ปัญหาในโรงเรียน มักมีวิธีคิดที่ตายตัวตามที่ครูสอน
หากจำได้จะทำได้อย่างราบรื่นรวดเร็วและได้คะแนนดี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 686 25 ก.ย. 2553 (19:29)

วันที่มีการเรียนเกี่ยวกับบทอัศจรรย์ของพระอภัยมณี-ผีเสื้อสมุทรนั้น มีเพื่อนนักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหลังผมหัวเราะกิ๊กๆอยู่ เพื่อนนักเรียนญิงคนนี้หน้าตาสะสวย มีนักเรียนชายต่างห้องหลายคนแวะเวียนมาพูดคุยกันบ่อยๆ เพื่อนคนนี้ชื่อ "บุญเจรียญ แซ่เฮง" พูดจาอ่อนหวานน่ารักมาก นับว่าเป็นเพื่อนที่ดีของผมคนหนึ่ง



หลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยไปหลายปี ผมไปพบกับบุญเจรียญอีกครั้งหนึ่งแถวๆบ้านหม้อ รู้สึกดีใจมาก เธอโตขึ้นเยอะ เป็นสาวสวยผมยาว หน้าตาเข้มๆดูคล้าย Ali McGraw (ดูรูป) เธอบอกว่าเปลี่ยนไปใช้นามสกุลแล้ว เป็น "บุญเจรียญ รัชตะสมภพ" คุยกันอยู่ตั้งนาน ผมเดินไปส่งเธอที่บ้านซึ่งทำการค้าพวกทำแหวน-เครื่องเพชรพลอยแถวๆบ้านหม้อ



หลังจากนั้นไม่นานผมไปขอความช่วยเหลือจากเธอ โดยผมเอาแหวนไปซ่อม วันนั้นไม่พบบุญเจรียญ แต่พบกับน้องสาวของเธอกำลังง่วนอยู่กับการร้องเพลง ผมถามว่าเพลงอะไร น้องบุญเจรียญตอบว่า เพลง "Pretty Ribbon" ของ Francis Yip ซึ่งกำลังฮิตโด่งดังในขณะนั้น เชิญฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ >> http://www.4shared.com/audio/28w53ohS/Frances_Yip_-_Pretty_Ribbons_1.htm


แต่อันที่จริงเพลงนี้เป็นของ Engelbert Humperdinck ปี 1967 แต่ Francis Yip เอามาร้องอีกทีหนึ่ง เชิญฟังได้ที่นี่ >>> http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=blueballoon&month=04-2007&date=28&group=7&gblog=25


พ่อผมไปติดต่องานแถวๆบ้านหม้อ ปรากกฏว่าพ่อผมก็รู้จักบ้านของบุญเจรียญ พ่อเล่าว่าทางบ้านบุญเจรียญกำลังยุ่งกับจัดงานแต่งงานให้กับลูกสาว ตั้งแต่สมัยนั้นมาผมก็ไม่ได้มีโอกาสพบบุญเจรียญอีกเลย ถ้าเธอมีลูก ป่านนี้ก็คงมีอายุ 30 กว่าปีแล้วครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 687 25 ก.ย. 2553 (22:53)

ที่พูดถึงบุญเจรียญเพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อมาสำหรับผม.......



เรื่องมีอยู่ว่า เนื่องจากเรานั่งโต๊ะติดกัน ได้พูดคุยสนิทสนมกันทุกวันจนไหว้วานกันทำงานให้กันได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอทำอะไรให้ผมอย่างหนึ่งก็จำไม่ได้ ผมจึงอยากตอบแทนเธอ พอดีครูสอนภาษาไทยคือครูปราณีตสั่งงานให้นักเรียนทำป้ายคำศัพท์ไปติดบอร์ด คนละคำพร้อมทั้งหาความหมายละรายละเอียดมาเล่าสู่กันฟัง พอดีบุญเจรียญไม่ได้เตรียมมาผมจึงรับอาสาทำให้ บุญเจรียญได้คำว่า "โสกันต์" ผมก็ไปค้นมาให้เธอ ปรากฏว่าหลังจากค้นคำนี้ ก็เกิดจุดประกายให้ผมอยากค้นคว้าต่อ คำนี้หมายถึง "พิธีโกนจุก" ผมไปถามยายเกี่ยวกับการโกนจุก ยายก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับลูกของยายคนหนึ่ง (น้องของแม่) คือน้าจุก แล้วก็เล่าต่อถึงพิธีนี้ที่มักทำกันในช่วงตรุษไทย คือเดือน 4 ผมรู้สึกสนุกเพราะเห็นว่าแต่ละเดือนก็จะมีพิธีต่างๆที่ยายเคยทำ เลยค้นต่อไปเรื่อยๆ และไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมคือ พระราชพิธีสิบสองเดือน จึงรักวิชาวรรณคดีไทย และประวัติศาสตร์ไทย จากที่ไม่เคยสนใจมาก่อน


 



ในปัจจุบันเราแทบจะมองไม่เห็น เด็กไว้ผมจุกกันแล้ว เนื่องจากความเจริญก้าวหน้า ของเทคโนโลยี และความหลากหลายทางสังคม ทำให้วัฒนธรรมหลายอย่าง ถูกลบเลือนไป โดยเฉพาะธรรมเนียมการไว้ผมจุก ซึ่งพลอยทำให้พิธีกรรมโบราณอย่าง โกนจุกก็พลันต้องค่อยๆเลือนหายตามไปด้วย


การไว้จุกของเด็กไทยในสมัยโบราณเป็นคตินิยม ที่ได้รับมาจากศาสนาพราหมณ์ โดยเทพเจ้า ในศาสนาพราหมณ์ จะไว้ผมยาว และขมวดเป็นมวยไว้กลางผม จึงมีการดัดแปลง มาใช้เป็นทรงผมเด็ก เพื่อให้เทพคุ้มครอง เมื่อเด็กผู้ชาย มีอายุประมาณ 11-13 ปี และเด็กผู้หญิงมีอายุ 11 ปี (เด็กผู้หญิงต้องโกนจุก ก่อนเด็กผู้ชาย เพราะผู้หญิงโตเร็วกว่าผู้ชาย) ก็จะต้องมีการจัดพิธีโกนจุก ให้ดีที่สุดเท่าที่ฐานะจะทำได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีเชื้อสาย พระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์ จะถือว่าเป็นพระราชพิธีสำคัญ โดยเรียกพิธีโกนจุกพระราชโอรส หรือพระราชธิดาว่า "พระราชพิธีโสกันต์" และ "เกศากันต์"




----- อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>>
http://www.pakxe.com/home/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=3892&page=1 

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 688 30 ก.ย. 2553 (00:08)

สมัยก่อนนี้ที่เราเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย การเขียนหนังสือด้วยลายมือที่สวยเป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่ของเพื่อนๆหลายคนเคี่ยวเข็ญบังคับให้ลูกเขียนหนังสือสวย เมื่อก่อนนี้ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่จะพิมพ์ให้สวยๆ คนที่มีลายมือสวยมักจะได้รับคำยกย่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะได้รับเกียรติจากโรงเรียนให้เขียนใบประกาศนียบัตร


เมื่อก่อนนี้ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเราเรียนเกี่ยวกับศรีปราชญ์ (ดูใน >>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/170766/3) สมัยพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคทองของวรรณคดีไทย เรียกได้ว่าภาษาไทยยุคนั้นเป็นแบบฉบับมาถึงปัจจุบัน ผมลองเปรียบเทียบลายมือของเพื่อนๆสมัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนกับลายมือของเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน) ราชฑูตที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้ว จะเห็นว่าลายมือของท่านแม้จะหวัดแต่ก็แลดูสวย และไม่แตกต่างลายมือของเพื่อนๆผมทั้งๆที่ช่วงเวลาต่างกันกว่า 300 ปี



ตัวอักษรภาษาไทยเป็นเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ที่จะสื่อสารระหว่างคนในสังคมแม้จะต่างยุคกัน ภาษาที่เราใช้กันไม่ควรจะให้มีการเปลี่ยนหรือดัดแปลงแผลงๆไปอย่างง่ายๆโดยไม่จำเป็น มิฉะนั้นแล้วเมื่อเวลาผ่านไป หากภาษาไทยของเราเปลี่ยนไปอย่างมาก จะทำให้เราสูญเสียข้อมูลหลายอย่างไปอย่างน่าเสียดายโดยการที่ไม่สามารถสื่อกันได้ระหว่างคนต่างยุค ศาสนาพุทธหากไม่บันทึกด้วยภาษาบาลีและคงไว้ หรือมีพระพวกแผลงๆแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยภาษาที่ดัดแปลงใหม่ ศานาพุทธคงไม่เจริญมากว่า 2 พันปี


แต่เดี๋ยวนี้ เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ตัวหนังสือไทยของพวกวัยรุ่นช่างต่างไปจากที่ผมเคยเขียน และรู้สึกว่าจะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง แม้แต่ตามร้านค้าใหญ่ก็เขียนป้ายด้วยตัวหนังสือดังกล่าว เช่นที่แสดงในรูป



ผมเห็นครูที่จบมาใหม่ๆนิยมเขียนตัวหนังสือแบบนี้กันมาก และลูกศิษย์ก็มักนิยมเขียนตาม ผมได้แต่หวังว่าที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยคงไม่มีครูที่สอนให้นักเรียนเขียนตัวหนังสือแบบนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 689 30 ก.ย. 2553 (06:33)

ดูรูปครูหนุ่ม ๆ สาว ๆ ในอดีตเปรียบเทียบกับรูปปัจจุบันซึ่งแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมแล้วรู้สึกบรรลุธรรมอย่างแรงเลยค่ะ

ความจริงตัวเราเองก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่เราไม่ค่อยจะรู้สึก


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4078 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 690 30 ก.ย. 2553 (13:57)
อ่านแล้วนึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กประถมจริง ๆ เพื่อน ๆที่เคยเรียนกันมายังจำกันได้บ้างไหม อยากเห็นรูปคุณครูเรณู แสงขาว ครูประจำชั้นสมัยเรียนอยู่ป.6 / 3 .......สมชาย
somchai.sup@hotmail.com (IP:203.146.104.32)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 691 1 ต.ค. 2553 (07:19)

ขอบคุณ คุณสมชายที่แวะเข้ามาทักทายและร่วมสนทนาด้วย โรงเรียนเรามีประวัติยาวนานเกือบ 50 ปี ไม่ทราบว่าคุณสมชาย ตอนที่เรียนชั้น ป.6/3 นั้นปีไหนครับ ใครมีรูปครูเรณู แสงขาวก็ช่วยกรุณานำมาแนะนำกันหน่อยครับ เพราะสมัยผมไม่รู้จักคุณครูท่านนี้ครับ


ผมลองสืบค้นดูชื่อครูเรณู แสงขาว ปรากฏว่าเจอที่เว็ปไซต์ท่องเที่ยวบ้านบางปู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ http://bangpooh.moobanthai.com/   ดังนี้ครับ



มีข้อความเขียนว่า.......


จุดบริการหาดบางปู อยู่บริเวณชายหาดบางปู ทางเดินขึ้นเขาชมถ้ำพระยานคร
ให้บริการเรือนำเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะกลางทะเลสามร้อยยอด
ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ จำนวน 5 เกาะด้วยกัน
ตลอดการล่องเรือนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพอันสวยงามแปลกตาของ
ภูเขาหินปูน และเทือกเขาสามร้อยยอดที่สูงตระหง่าน
ทอดตัวขนานไปกับแนวชายฝั่งทะเล
ในระหว่างนั่งเรือรอบหมู่เกาะจะสนุกสนานกับการชื่นชมนกนางนวลและนกท้องถิ่น
ที่บินโฉบลงจับปลาเล็กปลาน้อยที่กระโดดเล่นคลื่นข้างลำเรือ
ในช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี
จะมีพบฝูงปลาโลมาสีชมพูหรือโลมาเผือกเข้ามาหากินใกล้กับบริเวณหมู่เกาะเป็น
ประจำทุกปี
จากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือข้ามฟากขึ้นชมถ้ำพระยานครจากหาดแหลม
ศาลาได้อีกด้วย ราคาตามกิจกรรมที่สนใจ ประมาณ 300 – 600 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ นางสาวเรณู แสงขาว ประธานกลุ่มบริการด้านการท่องเที่ยวหาดบางปู หมายเลขโทรศัพท์ 089-5028-076


ไม่ทราบว่าจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่าครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 692 2 ต.ค. 2553 (16:48)

ตอนที่เรียนชั้น ป.6/16 ผมเริ่มรู้สึกว่าเรียนหนังสือสนุก ก็เมื่อได้พบกับเพื่อนอีก 3 คน ที่ช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียน คือ กวงโหน่ง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วีรพงศ์ อีกคนหนึ่งคือ ณัฐชัย ที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนต้น และอีกคนหนึ่งคือ เคี้ยง แซ่เตียว


เราช่วยกันดูหนังสือ ช่วยกันติว และช่วยกันทำการบ้าน ณัฐชัยเรียนเก่งกว่าเพื่อน สอบได้ที่ 1 ของห้อง ต่อมาพบว่าผลการเรียนดีขึ้นเยอะ วีรพงศ์เคยพูดกับผมว่า เมื่อก่อนนี้เรียนหนังสือไม่เป็น แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าวิธีเรียนให้ดีทำอย่างไร ต่อมาวีรพงศ์ก็สอบได้คะแนนดีขึ้นมาก และในที่สุดก็เรียนจบเป็นหมอสมใจ ส่วนเคี้ยงก็เป็นเพื่อนที่สุภาพอ่อนน้อมมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนอย่างดี บางครั้งผมก็วานให้เคี้ยงช่วยเหลือ แต่ก็ลำบากเพราะเคี้ยงต้องรีบกลับบ้านเพราะบ้านอยู่ไกลแถวๆตลาดพลู


หลังจากจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมไม่เคยได้พบเคี้ยงอีกเลย วีรพงศ์เคยเจอ 1 ครั้งตรงหน้าร้านศึกษาภัณฑ์ราชดำเนินแถวๆบ้านวีรพงศ์ ตอนนั้นวีรพงศ์กำลังเรียนหมอที่ศิริราช ส่วนณัฐชัยเคยเจอ 3 ครั้ง ครั้งแรกเจอตอนที่ณัฐชัยเรียนวิศวะปี 1 ที่บางมด ครั้งที่ 2 เจอข้างถนนที่ไหนสักแห่งบอกว่าทำงานเกี่ยวกับธุรกิจขายแก๊สหุงต้ม และครั้งที่ 3 เจอกันใน Airlines lounge ของการบินไทยในต่างประเทศ รู้สึกว่าจะเป็นแถวๆตะวันออกกลาง ตอนนั้นณัฐชัยนั่งอยู่กับผู้ใหญ่หลายท่าน ผมเข้าไปทักทาย แต่ความรู้สึกมันต่างจากสมัยเป็นเด็กมาก ผมก็เลยถอยออกมา เขาอาจจะคุยกันเรื่องธุรกิจสำคัญ เราจึงได้แต่ทักกันเพียง 2-3 คำแล้วก็จากกัน ไม่ค่อยสนิทสนมกันเหมือนก่อน



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 693 3 ต.ค. 2553 (16:47)

เคี้ยงเป็นเพื่อนที่ผมรู้สึกสบายใจเมื่อได้คุยด้วย เพราะเคี้ยงเป็นคนร่าเริง เป็นมิตร ตลกและไม่เคยแกล้งเพื่อนเหมือนเด็กอื่นๆ ผมยังจำท่าทางและวิธีพูดของเคี้ยงได้เสมอ เขาชอบเกาหัวแบบเด็กญี่ปุ่น เวลายิ้มและหัวเราะจะมันมากครับ จนเรารู้สึกสบายใจไปด้วย จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ในช่วงปีใหม่ มีหนังไทยเรื่องหนึ่งเข้าฉาย เรื่อง "หงส์เหิร" ผู้กำกับ: ส.อาสนจินดา; นำแสดงโดย: สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฎร์, บุศรา นฤมิตร, อดุลย์ ดุลยรัตน์, รุจน์ รณภพ, อนุชา รัตนมาลย์ และมีเพลงประกอบเรื่อง เป็นของวงสุนทราภรณ์ ขับร้องโดย คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เราก็เอาเพลงนี้มาร้องกันผิดๆถูกๆไปตามประสาเด็ก ผมบอกเคี้ยงว่า ผมมีเนื้อร้องเพลงนี้ที่บ้าน แต่ก็ลืมเอามาให้ทุกที เคี้ยงก็ทวงอยู่หลายตรั้ง จนต่างฝ่ายต่างลืมพอสอบเสร็จก็แยกย้ายกันปิดเทอม เนื้อร้องเป็นดังนี้ครับ


ทดลองฟังเพลงต้นฉบับได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=VhVbPavnpW0&feature=related



ผมจำได้ว่าสมัยนั้นห้างแผ่นเสียงศรีกรุง ได้จัดพิมพ์ ส.ค.ส.แนวใหม่ โดยมีลักษณะเป็นแผ่นเสียงบน ส.ค.ส.เลย เวลาเราส่งให้กันในช่วงปีใหม่ ก็เขียนคำอวยพรให้กันบนแผ่น ส.ค.ส.แผ่นเสียงนี้เลย ใส่ซองส่งมอบให้กันแบบปกติ สำหรับเพลงก็มีให้เลิอกหลากหลาย แต่ในตอนแรกๆจะเป็นเพลงพวกเกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่เป็นหลัก แต่ตอนหลังๆเป็นที่นิยมกันมาก ก็มีเพลงหลากหลายขึ้น



เราสามารถเอามาวางเล่นเพลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงเหมือนแผ่นเสียงทั่วไป


(http://www.oknation.net/blog/16MM/2010/04/29/entry-2)



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 694 4 ต.ค. 2553 (21:28)


พูดถึงแผ่นเสียงที่ทำด้วยกระดาษที่กล่าวถึงข้างต้นนี้แล้ว ทำให้นึกถึงของเล่นสมัยเด็กอีกชนิดหนึ่งคือ "ถุงหัวเราะ" เป็นของเล่นที่มีหลักการทำงานของแผ่นเสียงที่หมุนด้วยมอเตอร์ ใช้ถ่านไฟฉาย 1 ก้อน ขนาด 1.5 โวลต์ แผ่นเสียงที่ใช้นั้นอัดเสียงหัวเราะของผู้หญิงกับผู้ชาย 2 คนในแบบกวนๆ เมื่อกดปุ่มสลักจะปลดออกทำให้สวิทช์สัมผัส แผ่นเสียงจะหมุนเล่นประมาณ 5-6 วินาที พอเข็มเคลื่อนที่ไปสุดแผ่นเสียงสลักจะผลักให้ตัดสวิทช์ แผ่นเสียงก็จะหยุดหมุน เมื่อจะเล่นใหม่ก็กดปุ่มใหม่


วิธีเล่นก็คือเอา "กล่องหัวเราะ" ใส่เข้าไปในถุงแล้วมัดปากถุง เอาไปวางไว้ใกล้ๆเพื่อนที่เราจะ "แกล้ง" หลังจากนั้นก็กดปุ่มให้กล่องหัวเราะทำงาน เพื่อนจะแปลกใจมากที่มีใครมาหัวเราะอยู่ใกล้ๆโดยที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น


ผมรื้อเครื่องออกมาดู ปรากฏว่าแผ่นเสียงมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นเสียงคนหัวเราะ อีกด้านหนึ่ง ถ้าเราลองฟังดูจะเป็นเสียงหมาเห่า


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 695 7 ต.ค. 2553 (23:18)

แวะมาอ่านครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 696 16 ต.ค. 2553 (23:46)

ผมไปสอนหนังสือต่างประเทศเพิ่งจะกลับมา ระหว่างอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน เข้าวิชาการ.คอมยากเย็นเหลือเกิน นึกอะไรออกว่าจะเข้ามาเขียนก็ทำไม่ได้ เข้ามาอาศัยเขาใช้งานก็อย่างนี้แหละครับ ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว สงบปากสงบคำหน่อย ไม่อยากให้ webmaster พูดให้เจ็บใจซ้ำอีก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 697 18 ต.ค. 2553 (16:36)

โธ่ น่าเห็นใจอจ.แขชนะ เอาอย่างนี้ซิ ถ้าอาจารย์มีอารมณ์จะเขียนระหว่างอยู่ต่างประเทศ อจ.ลองเขียนใส่email ส่งถึงตัวอาจารย์เอง เขียนไปเรื่อยๆ แล้วเอามันเรียงต่อๆกัน (thread) พออาจารย์กลับมาถึงเมืองไทย อาจารย์ก็แค่ cut and paste ลงใน Vcharkan.com อยู่ต่างประเทศเข้าเวปนี้ยากเป็นเรื่องปกติครับ เพราะถ้าเวปไซด์ไม่ได้ไปฝากไว้กับ Host ที่เป็นServerแรงมากๆ และต่อเข้ากับ backbone ของlead line ที่มีช่องการจราจรของข้อมูลที่ใหญ่จริงๆ มันก็เข้ายากเป็นธรรมดาครับ อย่าคิดอะไรให้มากเลย


 


 


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 698 18 ต.ค. 2553 (21:51)

ขอบคุณ คุณ Davidply มากครับที่แวะเข้ามาพูดคุย ถ้าไม่ตั้งใจจริงคงไม่เขียนมาเสียยาวเชียว ผมรู้สึกดีที่ไม่ต้องเป็นไอ้บ้าเขียนรอะไรๆอยู่คนเดียว


อันที่จริงผมเขียนกระทู้มาเป็นจำนวน 101กระทู้ มีกระทู้อยู่เป็นจำนวนมากที่มีคนเข้ามาอ่านนับแสนหรือหลายแสนคน ส่วนใหญ่ก็หลายหมื่นคน แต่ผมหมดอารมณ์ที่จะเขียนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวิชาการ.คอมอีกแล้ว อันที่จริงมันไม่ได้เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้ข้อมูลไหล"กระฉูด"หรอกครับ แต่ไม่อยากหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกแล้ว


ปรกติผมนึกอะไรออกก็จะเขียนและลงรูปเก็บไว้ใน Cyberspace ของผม เมื่อมีโอกาสหรือกลับมาถึงบ้าน ผมก็จะเอามาลงในกระทู้แบบที่คุณ Davidply ว่าไว้นั่นแหละครับ ทำมากว่า 3 ปีแล้ว ถ้าไม่ทำเดี๋ยวลืม ตอนนี้อายุเริ่มมากขึ้น ลืมง่าย (รับเงินแล้ว นึกว่ายังไม่ได้รับอยู่เรื่อย) ดังจะเห็นได้จากความเห็นบางตอนของผมเขียนเรียงติดกันยาวเหยียด นอกเสียจากว่า เรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่อง "Hot" ทางการเมือง หรือ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หลายๆคนกำลังเฝ้าดู พร้อมกันทั่วโลก แต่อยากเห็นภาพจากอีกมุมหนึ่งของโลกที่อยู่ห่างออกไปที่ผมอยู่ในขณะนั้น อย่างนี้ก็ต้องเข้ามาคุยกันทันที ส่งemail ถึงตัวเอง แล้วเอามาลงทีหลัง มันหมดอารมณ์ร่วมเสียแล้ว เช่น การเฝ้าดูสุริยุปราคาต่างๆ หรือ Earth shine ในกระทู้อื่นๆ เป็นต้น


คุณ Davidply วันหน้าว่างๆก็แวะเข้ามาคุยอีกนะครับ ผมหมดอารมณ์จะเข้ามาเขียนกระทู้เพิ่มในวิชาการ.คอมอีกแล้ว จะมีก็แต่กระทู้นี้ หรือเพียงบางกระทู้ที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และครูเก่าๆของผม ขอร้องให้เข้ามาพูดคุยเล่าเรื่องราว และลงรูปเก่าๆในอดีต เช่นกระทู้นี้ที่มีคนเข้ามาอ่านเฉลี่ยวันละ 500-600 คน ผมเจอเพื่อนรักสมัยก่อนที่ไม่ได้พบกันมากว่า 40 ปีก็จากกระทู้นี้แหละครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 699 20 ต.ค. 2553 (18:30)

เรียนอ.แขชนะ


ที่อาจารย์บอกว่า....ตอนนี้อายุเริ่มมากขึ้น ลืมง่าย (รับเงินแล้ว นึกว่ายังไม่ได้รับอยู่เรื่อย)... ผมว่ายังดีกว่าที่เป็นแบบ ....ยังไม่ได้รับเงิน แต่นึกว่ารับไปแล้วอยู่เรื่อย...


ส่วนที่อาจารย์บ่นว่ามีแต่คนเข้ามาอ่านนับหมื่่่นนับแสน แต่ไม่มีคนเขียนตอบเลย ผมว่ายังดีกว่าที่เขียนแล้วไม่มีคนอ่าน และไม่มีคนตอบ


ผมผมสันนิษฐานเอาเองว่าสาเหตุที่มีแต่คนอ่านแต่ไม่ค่อยมีคนตอบ มีเหตุหลายปัจจัย ประการแรก คนอ่านส่วนใหญ่คงเป็นเยาวชน ระดับมัธยมปลายเสียส่วนใหญ่ เลยไม่ถนัดจะเขียน ประการที่สอง คนรุ่นโบราณแบบผมหรืออาจารย์ถูกหัดให้เขียนความเรียงบ่อย แต่มักพิมพ์ดีดไม่เป็น เป็นแต่จิ้มดีดเสียส่วนใหญ่ ร้ายกว่านั้นส่วนใหญ่ก็ใช้เนทไม่เป็น


ผมเคยคิดเล่นๆว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีมือถือให้ SMS พวกนักจัดรายการทางวิทยุก็เหมือนคนบ้าพูดอยู่หน้าไมค์คนเดียว มีใครฟังก็ไม่รู้ ผมว่ายิ่งหนักกว่า การเขียนเล่าเรื่อง ในเนทของอาจารย์ตอนนี้เสียอีก


ความจริงผมสังเกตุเห็นว่า ในกรณีที่เป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นคำถามแบบฝึกหัดโจทย์ระดับ ม.ต้นหรือม.ปลาย โดนเฉพาะข้อสอบที่เกี่ยวข้องกัีบentrance ก็มีคนตอบและให้ความเห็นพอสมควร ไม่ถึงกับเงียบเป็นเป่าสาก คิดเสียว่า การขีดเขียนและจดบันทึกไม่ใช่อุปนิสัยของคนไทย นี่ค่อนข้างเป็นเรื่องปกติของคนไทย อาจารย์จะเห็นได้ว่าชาติจีนหนึ่ง อินเดียหนึ่ง อาหรับหนึ่ง เปอร์เซียหนึ่ง และพวกชาติตะวันตกหนึ่ง เขานิยมบันทึกมากตั้งแต่โบราณมา

ทุกวันนี้่ หากใครจะศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลาย ก็ต้องอาศํยบันทึกของพ่อค้า บาทหลวง หรือนักเดินเรือฝรั่งที่มาติดต่อกับราชสำนักไทย เป็นหลัก ส่วนงานบันทึกที่เป็นของขุนนางไทยหรือชาวบ้านจริงๆมีน้อยมาก เว้นแต่การบันทึิกอย่างเป็นทางการของอาลักษณ์หลวง ดังนั้น อาจารย์อย่าได้เซ็งไปเลยว่าทำไมถึงมีแต่นักอ่าน แต่ไม่ค่อยมีนักเขียน มาเขียนโต้ตอบกับอาจารย์


ผมขอฝอยกับอาจารย์แค่พอหอมปากหอมคอแค่นี้่ก่อนก็แล้วกัน วันหลังค่อยมาเม้าท์ก้นใหม่ สวัสดีครับ


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 700 23 ต.ค. 2553 (01:23)
สวัสดีครับ อ. แขชนะ
ผมขอทดสอบว่า จะสามารถส่งข้อความได้หรือไม่ ? / สมเกียรติ
panusith@yahoo.com (IP:61.90.14.152)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 701 24 ต.ค. 2553 (22:37)

สวัสดี สมเกียรตฺิ


ผมเดินทางไปทำงานที่ต่างๆ หลายวัน เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ดีใจที่สมเกียรติแวะเข้ามาทักทาย ปลายปีนี้หากมีการสังสรรค์เพื่อนเก่าพลับพลาชัยอีก อย่าลืมบอกด้วยครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 702 25 ต.ค. 2553 (20:16)

ด้วยเทคนิคทางมัลติมีเดียสมัยใหม่ เราสามารถทำให้ภาพนิ่งขาว-ดำสมัยก่อนเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว เป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาได้ ดังเช่นรูปของสมเกียรติ และ นิรันดร์ ที่เห็นอยู่นี้




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 703 25 ต.ค. 2553 (20:44)
ทำยังไงครับ
สอนหน่อยครับ
np (IP:61.90.14.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 704 26 ต.ค. 2553 (19:45)
ผมคิดว่าน่าจะใช้โปรแกรม Photoshop แต่งภาพก่อน
แล้วจากนั้นเอาแต่ละรูปมาเรียงเป็น animation ใช่รึเปล่าครับ
ว่างเปล่า (IP:183.89.86.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 705 26 ต.ค. 2553 (21:02)

ถูกต้องแล้วครับ ใช้โปรแกรมพวกแต่งภาพต่างๆ มาทำภาพ Distortion ให้เป็นภาพแบบต่างๆตามที่เราต้องการ เช่น เอียงหน้า หลับตา หรืออื่นๆ จำนวน 6 ภาพ จากนั้นก็เอามารวมกันทำ Animation โดยใช้โปรแกรมพวก GIF Animator ครับ ที่เห็นข้างบนผมใช้ภาพต่างๆที่แต่งไว้ 6 ภาพมาเรียงกันทำ Animation ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 706 30 ต.ค. 2553 (01:09)

เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมมีโอกาสผ่านไปทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เลยไปแถวๆวรจักร เห็นป้ายบนห้างขายสินค้าแถววรจักร เขียนว่า "เกย์ชั่วโมง" ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เราเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เราคงไม่สงสัยอะไรกับแผ่นป้ายนี้ แต่วันเวลาเปลี่ยนไป อะไรๆหลายอย่างในสังคมเปลี่ยนไป มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นหลายอย่าง ภาษาเปลี่ยนไป คำศัพท์หรือนิยามต่างๆเกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนไป มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าใครมาเห็นป้ายนั้ก็อาจสงสัยว่า ร้านนี้ขายหรือบริการอะไรกันแน่ {#emotions_dlg.d2}



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 707 30 ต.ค. 2553 (22:03)

ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว จำได้ว่าสมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ช่วงเวลานี้ของปีตอนเย็นๆถ้ามองขึ้นไปบนฟ้าตั้งแต่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยไปจนถึงถนนเยาวราช เราจะเห็นฝูงนกนางแอ่นจำนวนมาก มีการอพยพย้ายถิ่นฐานชั่วคราว บินมาเกาะบนเสาไฟฟ้าแถวๆถนนเยาวราชตลอดถนน เวลาเดินข้ามถนนต้องระวังขี้นกจะตกใส่หัว แต่ตอนหลังมีการจัดการเดินสายไฟฟ้าใหม่ ไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงเดินระโยงระยางเป็นแนวยาวตลอดถนนดังเช่นแต่ก่อน ฝูงนกนางแอ่นจึงหายไป


ผมมีโอกาสเดินไปแถวๆนั้น ช่วงเย็นค่ำ อากาศเย็น ลมพัดโชยมาเอื่อยๆ ชวนให้คิดถึงชีวิตเด็กสมัยก่อนที่่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมาก



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 708 31 ต.ค. 2553 (21:39)

ผมเดินผ่านสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เลขที่ 599 ถนนไมตรีจิต ใกล้โรงเรียนวัดพลับพลาชัย คิดถึงสมัยก่อน มีห้องโชว์หนังสือของสำนักพิมพ์ ผมชอบเข้าไปดูหนังสือ แล้วบอกให้แม่ซื้อให้ ผมชอบอ่านหนังสือนอกห้องเรียนมากกว่าหนังสือตำราที่เรียนในโรงเรียน จำได้ว่าเมื่อก่อนนี้มีการโฆษณาขายหนังสือทางโทรทัศน์ (สมัยก่อนนี้เรียกว่า โทรภาพ) มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมดูโฆษณาแล้วขอให้แม่ซื้อให้ คือ "ประวัติบุคคลสำคัญของโลก" โดย ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี จำได้ว่าคนทำโฆษณาคือคุณสรรพสิทธิ์ วิรยศิริ ที่จำได้เพราะตอนนั้นพี่ชายผมเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ห้องเดียวกับลูกชายคุณสรรพสิทธิ์ ท่านเป็นนักทำโฆษณาฝีมือชั้นยอดสมัยนั้น ท่านมีรถยนต์มัสแตง พอตอนเข้าเกียร์ถอยหลังจะมีเสียงพูดออกมาทางลำโพงท้ายรถว่า "ขอทางรถมัสแตงถอยหลังหน่อยค่ะ" หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดานใจแก่ผมมากมาย และมีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิตในเวลาต่อมา ผมยังคงเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้แม้ว่าจะพิมพ์มานานเป็นเวลา 50 ปีแล้วก็ตาม




เมื่อพูดถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงในความเห็นข้างต้น ทำให้ผมนึกถึง ธอมัส แอลวา เอดิสัน






 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 709 1 พ.ย. 2553 (12:50)


เมื่อพูดถึงโฆษณาสมัยก่อน หลายท่านคงจำโฆษณาขาวดำของคุณสรรพสิทธิ์ วิรยศิริ ที่ขายยาหม่อง "บริบูรณ์บาล์ม" ได้ เด็กๆจำได้ ท่องได้ทั้งเมือง ..... หนูหล่อ พ่อเขาพาไปดูหมี ที่นาตาหมอหลอ หนูหล่อแสนซน เอาไม้แหย่หมี หมีโมโห กระโชกใส่ โฮก โฮก โฮก หนูหล่อตกใจ หงายท้องตึง ร้องไห้จ้า บอกว่า ก้นพัง ก้นพัง พ่อต้องเอาบริบูรณ์บาล์มทาให้ แล้ว สอนว่า ทีหลังอย่าซน ทีหลังอย่าซน... ดูตัวอย่างโฆษณาโบราณเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=BaEKQeNqVvM



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 710 1 พ.ย. 2553 (21:04)

นักทำโฆษณาที่มีชื่อดังอีกคนหนึ่งในสมัยก่อน ที่ทำโฆษณาแบบแปลกและคนฟังคนดูจำได้ทั้งเมืองคือ คุณนคร มังคลายน ที่ดังมากและฮิตทั้งเมืองคือโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบ ดังนี้....

(เพลง) ต้นตระกูลผม แต่บางบรรพ์
หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน
จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี
ขืนจุดไต้ที ถ้ามีใครมาพบ
อาจต้องอายขายหน้าอักโข
เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

ยุคนี้มันต้องทันสมัย
เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย
คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง
เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ
ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ

(คำพูดแบบเร็วๆ คล้ายกับโฆษณา ยาชูกำลังช่วง พักยกชกมวย) คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเงินไทย
และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก แต่ถ่านไฟฉายตรากบ
ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลย์การค้าของไทยดีขึ้น
ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว
เดี๋ยวนี้ ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย โอ๊บ โอ๊บ


ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=v9mMh_pSC6Y&feature=related




 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 711 6 พ.ย. 2553 (22:40)

ว่าจะพูดถึงเรื่องแผ่นเสียงของเอดิสัน พอดีนึกอย่างอื่นได้ ก็เลยว่าต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้เข้ามาหลายวัน เพราะไปจัดอบรมครูหลายแห่ง


ผมรู้จักแผ่นสียงและเครื่องเล่นก็ตอนที่เรียนชั้น ป.5 ตอนนั้นพี่ชายของผมซื้อเรื่องเล่นแผ่นเสียงมาใหม่ แต่เป็นเครื่องเปล่าที่ต้องมาต่อเครื่องขยายเสียงเอง ตอนนั้นราคาราว 300 บาทเห็นจะได้ (สมัยนั้นกินโจ๊กชามละ 50 สตางค์ก่อนไปโรงเรียนก็อิ่มแล้ว) ผมสังเกตุดูแผ่นเสียงที่พี่และพ่อซื้อมาด้วยความสงสัยว่ามันให้กำเนิดเสียงได้อย่างไรโดยให้เข็มของเครื่องเล่นวางอยู่บนแผ่น จากการอ่านเืรื่่องของเอดิสันก็ทำให้ผมพอเข้าใจบ้าง เครื่องของเอดิสันสมัยก่อนนั้นมีกรวยลำโพงขนาดใหญ่ให้เสียงออกมา



ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้ ผมลองเอาเข็มหมุดติดกับถ้วยกระดาษเพื่อทำเป็นลำโพงให้เกิดเสียงออกมาทางถ้วย



เมื่อเอาถ้วยที่มีเข็มติดอยู่นี้ไปเล่นแทนเข็มแผ่นเสียงปรากฏว่าได้เสียงดังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง



แผ่นเสียงแผ่นแรกที่พ่อซื้อมาให้พวกเราคือแผ่นชุด Pourcel of Paris ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นเพลงบรรเลงอะไรก็ไม่รู้
สู้เพลงของคุณสวลี เช่น เพลง "เพื่อคุณ" ที่บ้านของชูชัยไม่ได้ ตอนที่ไปเล่นปิงปองบนชั้นสองที่บ้านของชูชัย เขาเอาแผ่นเสียงชุดของคุณสวลีมาเปิด เป็นแผ่นแบบโบราณใช้ความเร็ว 78  เพลงไทยฟังเพราะกว่า เพราะฟังรู้เรื่องกว่า แต่ตอนหลังผมมีโอกาสไปเรียนต่อที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็ได้ยินเพลงที่เหมือนอยู่ในแผ่นที่พ่อซื้อมาพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง ราวกับเป็นเพลงอมตะไปแล้ว
ผมยังเก็บแผ่นเสียงต่างๆที่พ่อซื้อให้อยู่จนทุกวันนี้ เพลงในแผ่นนี้ เช่น เพลง


Tu n’as pas très bon caractère (music from Albano / lyrics from Fernand Bonifay [Scapricciatiello] เป็นเพลงในภาพยนต์สมัยก่อน ดูตัวอย่างที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=TV3YvIsNgX0



หรือเพลง Around The World In 80 Days ของ Victor
Young, ที่ได้รับรางวัล the academy award winner ปี 1956 เชิญฟังตัวอย่างที่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=IopjF6gv3YU



ผมเริ่มเรียนเปียโนจากพ่อตอนที่เรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พ่อชอบเอาเพลงแปลกๆดูโบราณมากมาสอน บางที่ก็จับเราพี่น้องสามคน พี่สาว พี่ชายและตัวผมมาหัดร้องเพลงร่วมกัน จำได้ว่าพ่อหัดให้ร้องเพลงอเมริกันยุคโบราณ เช่น เพลงของ Stephen Collins
Foster นักแต่งเพลงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 19 ผู้ซึ่งได้การยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งเพลงอเมริกัน"
เพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยม เป็นอมตะยืนยาวมานับกว่า 150 ปี หลังจากที่เขาได้แต่งเพลงเหล่านี้ เพลงเหล่านี้ได้แก่ "Old Black Joe", "Oh! Susanna", "Camptown Races", "Old Folks at Home" ("S(u)wanee
River"),"My Old Kentucky Home" และ "Beautiful Dreamer"



ตัวอย่าง เพลง "Old Black Joe"  เชิญฟังที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=0oNsSzMlrsM



เนื้อเพลง


st verse
Gone are the days when my heart was young and gay,
Gone are my friends from the cotton fields away,
Gone from the earth to a better land I know,
I
hear those gentle voices calling Old Black Joe. Chorus: I'm
coming, I'm coming, for my head is bending low, I hear those
gentle voices calling Old Black Joe.

2nd verse
Why do I weep, when my heart should feel no pain,
Why do I sigh that my friends come not again?
Grieving for forms now departed long ago.
I hear those gentle voices calling Old Black Joe. Chorus

3rd verse
Where are the hearts once so happy and so free?
The children so dear that I held upon my knee?
Gone to the shore where my soul has longed to go,
I hear those gentle voices calling Old Black Joe.
----------------------------------------------------------------------------


ตัวอย่างเพลง "Oh! Susanna" เชิญชมได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=zZRg5iOGpYo&p=2177B206E99F553F&playnext=1&index=6  
เป็นคลิปหนังเกี่ยวกับประวัติของครอบครัว Von Trapp ในเรื่อง Sound of
Music แต่เป็นตอนที่หนีฮิตเลอร์สำเร็จ แล้วย้ายมาอยู่ในอเมริกา
ตะเวนร้องเพลงตามที่ต่างๆ อันที่จริงเรื่อง Sound of Music
นั้นสร้างจากชีวิตจริงของครอบครัว Von trapp



เพลง "Old Folks at Home" ("S(u)wanee River") เชิญชมที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=hju5YFPH_eA



เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี ค.ศ.1851 นับว่าเป็นเพลงแรกที่สร้างความกลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ


 


ในVideo clip นี้ ขับร้องโดย Deanna Durbin ฟังแล้วดูเศร้าๆ ซึ้งๆ ยังมีเพลงอีกเพลงหนึ่งที่พ่อผมชอบเล่นคือ เพลง Danny boy มี Video clip ขับร้องโดย Deanna Durbin เชิญชมที่นี่ครับ >>>> http://www.youtube.com/watch?v=j32Fnb_8Bv4&NR=1


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 714 8 พ.ย. 2553 (08:47)

เมื่อคลิกเข้าไปดูแล้ว  ก็พบคลิปอีกหลายคลิป  เช่น

http://www.youtube.com/watch?v=6DBNQOBzqyA&feature=related



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 715 8 พ.ย. 2553 (08:51)

เพลงนี้ชอบไหม

http://www.youtube.com/watch?v=9DjDwgjJfi4&feature=related



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 716 8 พ.ย. 2553 (10:20)

สวัสดีครับคุณ NpEdu ที่แวะเข้ามาทักทาย ดีใจมากครับที่ได้สนทนาด้วย บนเว็ปนี้มีไม่กี่คนครับที่เข้ามาคุยกันด้วยความสนใจที่ตรงกัน


ผมชอบเพลงเขมรไทรโยคครับ และได้เคยเล่าให้ฟังบ้างแล้วในความเห็นที่ 238......



ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ในวิชาขับร้อง คุณครูเอมอร ธัมมรัคคิต (ดูรูป) สอนให้เราขับร้องเพลงไทยเดิม และให้สอบขับร้องเพลงเขมรไทรโยค
ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์




เพลงเขมรไทรโยค
เป็นเพลงไทยเดิม พระนิพนธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑


สมเด็จฯ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์โดยได้เค้ามาจากเพลง
"เขมรกล่อมลูก" ซึ่งเป็นเพลง ๒ ชั้น ดัดแปลงขึ้นใหม่เป็นเพลง ๓ ชั้น
กับได้ทรงพระนิพนธ์บทร้องประกอบบรรยายถึงความงดงามของธรรมชาติ
แล้วประทานนามว่า "เขมรไทรโยค"
ออกแสดงครั้งแรกในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุล
จอมเกล้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑
ต่อมาถูกตัดทอนให้เป็นเพลงชั้นเดียว ใส่เนื้อร้องโดยนาง
จันทนา พิจิตรคุรุการ และขยายเป็นเพลง ๓ ชั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กลายเป็น "เพลงเถา" ขึ้นมา


พระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตรฯ ก็ได้รับการออกแบบโดย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เมื่อแรกสร้างมีรูปร่างดังรูป


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 717 8 พ.ย. 2553 (11:42)

แล้วอย่างนี้ ฟังได้ไหมครับ

(ไม่ได้คิดจะชวนออกนอกวัดพลับพลาไชย)


http://www.youtube.com/watch?v=pIsMmuf9Q3Y&feature=related




แถมอีก

http://www.youtube.com/watch?v=p9FYD1dlw4E&feature=related




คือว่า สมัยก่อน หาฟังยาก แผ่นเสียงหรือแถบแม่เหล็ก ราคาแพงมาก ได้แต่ลูบๆคลำๆ

ปัจจุบันหาฟังได้ง่าย(จาก Youtube  นี่แหละ)
หรืออยากฟังระนาดเอกของขุนอิน ก็ค้นหาได้เลย
เจอทันที



 



 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 718 8 พ.ย. 2553 (12:23)

link ทั้ง 2 ที่ถามถึงข้างบน ผมก็ชอบแบบนี้ครับ Link บน เป็น Symphony หมายเลข 40 ของ Mozart ผมชอบแนวของ Mozart เพราะออกจะหวานๆ ฟังแล้วรื่นหู หลายคนก็รู้สึกแบบนี้ จึงมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางบวกในแง่การศึกษาต่อการฟังเพลงของ Mozart ดังที่เรารู้จักกันในเรื่องของ Mozart Effect


ที่เห็นใน Link บรรเลงโดย Berliner Phiharmoniker เป็นวงของเบอร์ลิน ตอนที่ผมเรียนหนังสือที่ Berlin ที่พักของผมจะอยู่ใกล้ๆกับโรงอุปรากรแห่งชาติ ผมเคยไปดูการแสดงสดในโรงอุปรากรหลายครั้งครับ


Link ที่สองเป็นการแสดงสดของวง Paul Mauriat เป็นเพลงประเภท Medley รวมหลายเพลง แต่เพลงแรกที่เล่นคือ Love is Blue อันที่จริงเพลง Love is Blue ผมชอบ Original Version ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสของ Vicky มากกว่าครับ เพราะทำให้คิดถึงความหลังตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่ผมจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมก็ไปเรียนที่หนองคาย ผมชอบข้ามไปเที่ยวที่ทำงานของพ่อที่สนามบินเวียงจันทน์บ่อยๆ เวียงจันทน์สมัยนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อิทธิพลทางการค้าและศิลปวัฒนธรรมจากฝรั่งเศสยังมีอยู่มาก เรามักจะได้ยินเพลงฮิตจากฝรั่งเศสอยู่บ่อยๆ L'amour Est Bleu หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Love is Blue ก็เป็นหนึ่งในนั้น >>> http://www.youtube.com/watch?v=nD4ib9-laGY  




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 722 8 พ.ย. 2553 (17:09)


http://www.youtube.com/watch?v=FY4Y1gTO9HE&feature=related



http://www.youtube.com/watch?v=JI7AsZGnyi4


ใช้ลำโพง 5.1 ปรับอีคลอไลเซอร์ให้ถูกใจที่สุด
สภาพแวดล้อมให้ใช้ Auditorium
ปิดประตูหน้าต่างบ้าน ปิดม่าน เปิดแอร์เย็นๆ
แล้วเร่งเสียงให้ดังตามใจชอบ


http://www.youtube.com/watch?v=ph3h2IJAsgk&feature=related


http://www.youtube.com/watch?v=1ea90L91eZk


เสร็จแล้วอย่าลืมกลับมาวัดพลับพลาไชย


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 723 9 พ.ย. 2553 (02:54)

ตามไปดูมาแล้วครับ ทำตามคำแนะนำแล้ว แต่กำลังหาทางกลับวัดพลับพลาชัยอยู่ หลวงพี่ที่วัดเวลาไปไหนก็มักหาทางกลับไม่เจอ เห็นท่านว่าต้อง"จำวัด"ทุกวันเลย คงต้องหายามาบำรุงสมองและความจำ


ผมเพิ่งได้รับจดหมายเชิญให้ไปบรรยายที่รัสเซียในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ คงต้องหาโอกาสไปดู Swan lake ballet ที่โรงจริงๆสักครั้งหนึ่ง


อย่างที่เคยว่าไว้บ่อยๆครับว่า คุยกับคุณ NpEdu บนเว็บนี้สนุกกว่าใคร หลายเรื่องก็ช่วยเพิ่มไอคิวได้อีกต่างหาก ขอบคุณอีกครั้งที่แวะเวียนเข้ามาคุยด้วยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 724 9 พ.ย. 2553 (21:37)

เข้ามาเพื่อจะบอกว่ายังติดตามอ่านอยู่เสมอ(วันละหลายครั้ง ฮิฮิ) นะครับ


ทึ่งและขอบคุณ ดร.แข ที่มีรูปเก่า ๆ มาให้ดูเป็นขวัญตา แม้ไม่ได้เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แค่ได้นั่งรถเมล์ผ่านแบบเฉียด ๆ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน (อุ๊บบบ เผลอไป เขารู้กันหมดว่าแก่แล้ว ฮิฮิ) ก็ซึ้งใจครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 725 11 พ.ย. 2553 (16:20)

ในตอนที่เราเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย
เราไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันเหมือนตอนที่เรียนทัดสิงห์
แต่ก็ยังคบหากันอยู่เสมอ

เมื่อได้อ่านเรื่องถ่ายไฟฉายตรากบแล้วก็ให้นึกถึงการบ้านในยุคนั้น
คุณครูให้ทำกระดิ่งไฟฟ้า เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วไม่น่าเชื่อว่าเด็กเพียง ป.6-7
จะสามารถทำกระดิ่งไฟฟ้าให้ทำงานได้จากเศษวัสดุล้วน ๆ
วัสดุจะหาได้จากบ้านสุวิช มะโนทัย ที่เป็นร้านปั๊มแผ่นเหล็ก
มีเศษเหล็ก เศษน้อต ฯลฯ ให้เก็บไปใช้ได้เกลื่อนกลาด
สิ่งที่ต้องซื้อก็คือลวดอาบน้ำยาเคมี และถ่านไฟฉาย
ปัญหาของการบ้านก็คือ กระดิ่งทำงานได้จริง แต่กินถ่านเร็วมาก
ทดลองดูไม่กี่ทีก็ถ่านหมดแล้ว เมื่อเรียนมากขึ้นถึงได้ทราบว่า
แม่เหล็กไฟฟ้าที่เราทำขึ้น มันก็เป็นการลัดวงจรที่ขั้วถ่านไฟฉายดีดีนี่เอง

ในตอนนั้น เท่าที่จำได้ นอกจากถ่านไฟตรากบแล้วก็มีตราสตางค์ กับแมว9ชีวิต
ซึ่งเป็นถ่านนำเข้า อายุยาวกว่าถ่านตรากบและตราสตางค์ แต่เงินไทยรั่วออก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 726 11 พ.ย. 2553 (21:59)

แม้ว่าจะอยู่คนละห้องกับอาจารย์นิรันดร์ แต่เราก็ได้รับการบ้านมอบหมายเหมือนกันคือ การทำกระดิ่งไฟฟ้า ผมได้ทดลองทำอยู่หลายวันจนในที่สุดก็สำเร็จ



ขณะที่จัดแผ่นโลหะเพื่อให้กระดิ่งสั่นได้ดีที่สุดนั้น บังเอิญผมเอามือไปจับที่จุด 2 จุด ดังรูป ปรากฏว่ามีไฟฟ้าดูดนิ้วมืออย่างแรงจนสะดุ้ง ผมแปลกใจมากว่า ทำไมจึงมีไฟฟ้าดูดมือ ทั้งๆที่ใช้ถ่านไฟฉายเพียงไม่กี่ก้อน ให้ไฟฟ้าเพียงไม่กี่โวลต์ ไปถามใครๆก้ไม่มีใครตอบได้ ถามครู ครูก็ไม่เชื่อ ผมเก็บความสงสัยอยู่นาน จนกระทั่งเมื่อเรียนฟิสิกส์ที่จุฬาฯ จึงรู้ว่ามันเป็นไปได้ คือตรงหน้าสัมผัส ถ้ากระดิ่งไฟฟ้าสั่นรัวเร็ว จะมีการเปลี่ยนแปลงกระแสในวงจรอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เมื่อไร จะเกิด Back Electromotive Force หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าย้อนกลับ ยิ่งเวลาน้อยๆ โวลต์จะยิ่งสูง นับหลายพันโวลต์



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 727 11 พ.ย. 2553 (23:13)

ผมชอบประดิษฐ์ของเล่นพวกนี้มากกว่าวิชาหลักที่เรียนในโรงเรียนเสียอีก ผมเรียนไม่เก่ง ได้คะแนนน้อย ผมใช้เวลากับการประดิษฐ์และอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนมาก ผมชอบงานประดิษฐ์ของเอดิสันมาก เช่นการประดิษฐ์เครื่องอัดเสียง และเครื่องเล่นจานเสียง



ผมติดตามหาประวัติการคิดค้นต่างๆของเอดิสันมาอ่าน และได้ทดลองสร้างเครื่องอัดแผ่นเสียงตามแบบของเอดิสัน กระบอกรับเสียงของผม ใช้ถ้วยกระดาษที่ติดเข็มไว้ที่ก้นกระป๋อง แผ่นเสียงที่จะอีด ผมใช้ถ้วยพลาสติกใสที่ติดอยู่บนแท่นที่ขับให้หมุนด้วยมอเตอร์และสามารถเลื่อนถ้วยได้เป็นระยะที่คงที่เมื่อมอเตอร์หมุน


เวลาอัดก็เอาถ้วยที่ติดเข็มมาจ่อไว้ที่ถ้วยเปล่าที่จะอัด เมื่อมอเตอร์หมุน ก็พูดใส่เสียงลงไปในถ้วยกระดาษ ก้นถ้วยกระดาษก็จะสั่นและเจาะถ้วยแผ่นเสียงลึก-ติ้น ตามเสียงพูด เมื่ออัดเสร็จ ก็เอามาเล่นโดยวางเข็มแผ่นเสียงลงบนร่องที่อัดแล้วให้มอเตอร์หมุน เนื่องจากร่องแผ่นเสียงขรุขระตามเสียงพูด เข็มก็จะขูดและสั่นตาม ส่งพลังงานไปที่ถ้วยกระดาษเป็นเสียงดังออกมา



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 728 12 พ.ย. 2553 (07:53)

ดร.แขชนะ  เคยดูข้างในกระดิ่งไฟฟ้า หรือออดไฟฟ้า
ที่ใช้ไฟบ้านไหมครับ 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 729 12 พ.ย. 2553 (09:36)

จากความรู้ในความเห็น 726
ได้ทดลองใช้กับหมาที่บ้านด้วย

นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกว่าถ่านไปฉาย 1.5 V นั้น
นอกจากจะหมดเร็วแล้วยังไม่ค่อยแรงเอาเสียเลย
ผมจึงลองเทียบบัญญัติไตรยางศ์ดูว่า หากใช้ไฟฟ้า 110 V
มันจะดูดตะปูได้สักกี่ตัว

ลองทายดูนะครับว่าผมจะลองไหม


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 730 12 พ.ย. 2553 (16:04)

หากใช้ไฟฟ้า 110 V มันจะดูดตะปูได้สักกี่ตัว
โอ้โห  เคยใช้ไฟ 110 v เสียด้วย
ช่วยบรรยายให้ฟังหน่อยว่าสายไฟฟ้าที่บ้านมีลักษณะอย่างไร

ลองทายดูนะครับว่าผมจะลองไหม
ขี้เกียจทาย
มีหรือที่ คนอย่าง อ.นิรันดร์ จะไม่ลอง
(อยากฟังผลการลองมากกว่า คงจะได้ขำกลิ้ง)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 731 12 พ.ย. 2553 (16:31)
220045

มาดูวีรกรรมของผมดีกว่า


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 732 12 พ.ย. 2553 (21:54)

วาน ดร.แขชนะ ช่วยทำภาพแอนิเมชัน เมื่อกด สวิทช์
หน่อยครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 733 12 พ.ย. 2553 (22:20)

โชคดีที่ด้านซ้ายของวงจรในความเห็น 731 ลอย ๆ อยู่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 734 13 พ.ย. 2553 (22:50)
220165

ในภาพเดิม ไม่ลอยนะครับ  แต่ภาพนั้นไม่มีกรอบ 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 735 14 พ.ย. 2553 (10:59)

กดสวิทช์
http://megaswf.com/serve/71596/

http://megaswf.com/simple_serve/71596/


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 736 14 พ.ย. 2553 (23:01)

{#emotions_dlg.d6}บ้านผมมีฟิวส์ครับ
ตอนผมลองแม่เหล็กไฟฟ้า มันเหมือนกับจะระเบิดตรงหน้า
ตอนที่ผมเล่น น่าจะอายุประมาณ 9-10 ขวบ
ผมจัดปลายสายไฟให้ตรงกับรูปลั๊กไฟ
ใช้คีมที่มีด้ามยางจับขดลวดแล้วแหย่เข้าในรูปปลั๊ก

ปึ๊บ

จำได้ว่าเป็นแสงสีเขียวสว่างขึ้นตรงหน้า จ้ามาก
หน้ามืดไปพักหนึ่ง ไฟฟ้าดับหมดทั้งบ้าน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 737 14 พ.ย. 2553 (23:33)

แล้วเป็นไปตามบัญญัติไตรยางค์ไหมครับ

(ผมคิดแล้วว่า อ.นิรันดร์ จะต้องมีอะไรสนุกๆมาเล่าให้ฟัง)

ผมก็เคยเข็มขัดสั้นอยู่หลายเรื่องแต่ไม่น่าขำเหมือนการต่อสวิทช์ไฟ

ถ้าพัดลมหมุน  ก็ต้องมีลมออกมา
พัดลมที่อยูบนรถกะบะที่กำลังวิ่ง ก็หมุนติ้ว

ต่อไฟฟ้าเข้าไปในมอเตอร์  มอเตอร์ก็หมุน
ก็น่าจะใช้มอเตอร์ไปหมุนไดนาโมให้จ่ายกระแสไฟออกมาแล้วต่อเข้ากับมอเตอร์  แล้วก็ตัดกระแสไฟจากโรงไฟฟ้าออกเสีย
ไชโย ไม่ต้องเสียค่าไฟอีกต่อไปแล้ว

ไฟบ้าน 220 V สามารถแปลง ให้เป็นกระแสตรง 6 v
ใช้กับวิทยุได้ 
ดังนั้น  ตัดสายที่ต่อเข้ากับวิทยุออก แล้วนำถ่านไฟฉายสี่ก้อนมาต่อแทน ก็จะได้ไฟ 220 v. ออกที่ขั้วไฟ ac ได้แล้ว  ไชโย

ฟีล์มสี ถ่ายรูป จะกลับกันกับสีของวัตถุ เช่น วัตถุสีเขียว ในฟีล์มจะเป็นสีแดง
เมื่อเราถ่ายรูปมาแล้วอยากจะทำสไลด์ ก็นำฟีล์มนี้ไปก๊อบปี้ลงฟีล์เนกตีฟอีกม้วนหนึ่ง 
สีในฟีล์มก็จะกลับเป็นเหมือนสีของวัตถุ แล้วเราก็นำฟีล์มนั้นไปทำสไลด์ได้
ไชโย ไม่ต้องซื้อฟีล์สไลด์ซึ่งแพงกว่า และไม่ต้องเสียเวลา(และหาโอกาสยากๆ)ถ่ายใหม่ 




NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 738 16 พ.ย. 2553 (01:11)

เรื่องสร้างวีรกรรมแบบนี้ มีหรือที่ผมจะพลาด เกือบเจอ ม.17 ของจอมพลสฤษดิ์ ในยุคนั้นเหมือนกัน อันที่จริงแม้ว่าจะมีไฟฟ้า 220 โวลต์ มีหลอดไฟ มีสายไฟและสวิทช์ พร้อมสรรพ ก็ใช่ว่าจะทำได้ จะต้อง"โง่"ด้วย จึงจะสำเร็จ


ผมหายหน้าไปหลายวัน พานักเรียนสิงคโปร์ไปทัศนศึกษาเดินป่าที่มาเลเซียเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทย พรุ่งนี้ต้องบินต่อไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลินราว 1 สัปดาห์ อยู่ต่างประเทศเข้ามาในวิชาการ.คอมยากเหลือเกิน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 739 16 พ.ย. 2553 (11:40)

รอดูวีรกรรมของ ดร.แขชนะ อยู่


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 740 16 พ.ย. 2553 (12:28)

วีรกรรมของผมสมัยเรียนที่พลับพลาชัยนั้นมีหลายระดับ มีทั้งเสี่ยงต่อชีวิตตัวเอง ชีวิตคนอื่น และชีวิตสัตว์อื่น ต้องทำ Animation ประกอบจึงจะมัน แล้วจะค่อยๆทยอยเอามาลงเป็นตอนๆไปครับ ตอนนี้ต้องขอเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางก่อนครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 741 16 พ.ย. 2553 (19:19)

ชีวิตคือการเดินทางจริง ๆ เลยนะคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4078 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 742 25 พ.ย. 2553 (03:58)

ต้องขอติดหนี้คุณ NpEdu ไว้ก่อนที่ให้เล่าเรื่อง "วีรกรรม" ที่เสี่ยงต่อชีวิต


ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมต้องไปบรรยายตามที่ต่างๆ 3 ประเทศคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน ระหว่างอยู่ต่างประเทศเข้า "วิชาการ.คอม" ไม่ค่อยได้ เข้าได้ก็ใช้เวลาโหลดนานมาก จนหลุดไปเอง มีเรือ่งราวต่างๆที่ทำให้คิดถึงโรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ก็เข้ามาเขียนเล่าสู่กันฟังไม่ได้



เอเชี่ยนเกมส์ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันที่กวางโจวนั้น ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เราจัดเอเชี่ยนเกมส์ครั้งแรกที่ประเทศไทย ตอนนั้นเราเรียนขั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่ามีเพลงมาร์ชเอเชี่ยนเกมส์ อยู่ 2-3 เพลง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ.....


ประดับเด่นเห็นเป็นธงห่วง นั่นหรือคือห่วงโอบพวกเรา
จะอยู่ที่ไหนมาลำเนา เรียกร้องพวกเราเผ่ากีฬา
ทุกชาติภูมิใจจำรูญ ที่ได้เป็นศูนย์ชาวบูรพา
โลกนิยมสมญาคือเอเชียนเกมส์

อันว่ากีฬาเป็นแรงพาสมบูรณ์ให้
เกิดพลานามัยด้วยพลังข้นเข้ม
วิญญาณชาวเอเซียนานา
จะเป็นนักกีฬาโดยเต็ม
เอเชี่ยนเกมส์เชิดชูขวัญจรรโลงใจ

เหมือนสื่อประสานสัมพันธ์ไปกันทั่วหล้า
ชวนผูกใจสามัคคีให้ยั้งยืนไป
เอเชี่ยนเกมส์กีฬาก่อปัจจัยส่งสันติ
สุขสมบูรณ์ให้ชาวเอเซีย

ชัยโย.. ชัยโย... ชัยโย... เอเชี่ยนเกมส์


........


โอ เอเชี่ยนเกมส์ ๆ
เราชาวไทย ต่างหัวใจปรีเปรม
โอ.....เอเชี่ยนเกมส์   โอ.....เอเชี่ยนเกมส์
เราชาวเอเซียมาช่วยกันเชียร์ เอเชี่ยนเกมส์

เอเชียนเกมส์นี่หรือทั่วโลกเลื่องลือ คือกีฬา
เอเซียทุกชาติภาษาต่างส่งกีฬามาประชัน
กีฬาสามัคคี รวมไมตรีสัมพันธ์
กีฬาเป็นยาประสานให้ความสุขสันต์ทั่วเอเซีย


โอ เอเชี่ยนเกมส์ ๆ
เราชาวไทย ต่างหัวใจปรีดเปรม
โอ.....เอเชี่ยนเกมส์   โอ.....เอเชี่ยนเกมส์
เราชาวเอเซียมาช่วยกันเชียร์ เอเชี่ยนเกมส์

ไทยขอเชิญเวียดนาม ฮ่องกง เจแปน เพื่อนเอเซีย
ลังกา พม่า อินเดีย อิหร่าน โกเรีย อัฟกานิสถาน
อิสราเอล เนปาล ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ปากีสถาน
มาเลเซีย จีนไต้หวัน สมานฉันท์อินโดนีเซีย


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  http://www.cokethai.com/forum/viewtopic.php?f=23&t=1894


นอกจากเอเชี่ยนเกมส์แล้ว ตอนนั้นมี "งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งเอเชีย ครั้งที่ 1" จัดที่หัวหมาก อาคารที่ใช้จัดแสดงต่างๆ ตอนหลังใช้เป็นอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อก่อนนี้ทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัยจัดให้มีการทัศนศึกษาที่งานแสดงสินค้าฯนี้ด้วย จำได้ว่า ต้องนั่งรถที่เช่าพิเศษของบริษัทนายเลิด เป็นรถเมล์ขาว สมัยนั้นรู้สึกว่านั่งรถไปช่างนานแสนนาน ไม่ถึงสักที ต่างจากเดี๋ยวนี้ ไปรามคำแหงเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว


5-6 วันที่ผ่านมาผมไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลิน เดี๋ยวนี้ไม่มีเครื่องบินที่บินตรงเหมือนก่อน ต้องบินไปต่อเครื่งที่กวางโจว ที่กวางโจวกำลังคึกคักกับบรรยายกาศเอเชี่ยนเกมส์ บรรยากาศที่สนามบินเป่ยหยุน (白云) หรือแปลว่าเมฆขาว ก็คึกคัดเช่นกัน มีการประดับประดาตกแต่งอย่างมีชีวิตชีวา มีร้านขายของที่ระลึกกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ทำรายได้อย่างมหาศาล ผมยืนดูอยู่สังเกตเห็นผู้คนเข้ามาเลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง




มีคนแต่งตัวเป็น Mascot ของกีฬาเอเชี่ยนเกมส์เดินวนเวียนให้ผู้คนถ่ายรูปด้วย มีกระดานรูปทรงกระบอกให้ผู้คนมาขีดเขียนแสดงความเห็น ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ดังแสดงในรูป



ทางมหาวิทยาลัย Guangxi Normal University ได้รับงบประมาณจากทางรัฐบาลกลาง โดยให้ Prof.Luo Xingkai เป็นผู้ดำเนินการจัดการอบรมครูฟิสิกส์ 2 รุ่น รวมราว 400 คน ผมไปบรรยายในฐานะ Visiting Profesor ของมหาวิทยาลัย ผมไปสอนหนังสือนักศึกษาปริญญาโทที่นี่ด้วยมาตั้งแต่ปี 2005 ที่เห็นในรูปบน Prof.Luo Xingkai กำลังแนะนำผมซึ่งอยู่บนเวทีกำลังจะบรรยาย รูปล่างถ่ายหน้าประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย


ผมใช้โทรศัพท์มือถ่ายรูปขณะนั่งในห้องบรรยาย แล้วติดต่อกับดาวเทียมของ Goole earth จะสามารถได้ภาพที่บอกพิกัดและ Zoom ทำให้เห็นหลังคาของห้องบรรยายได้



หลังจากบรรยายอบรมครูจบไป 2 รุ่น มีโรงเรียนมัธยม Number 1 ในเมืองกุ้ยหลินที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย Guangxi Normal University ได้เชิญผมไปบรรยายในลักษณะ Science Show ให้แก่ครูและนักเรียนจำนวน 2000 คน



ที่เห็นในรูปบน ผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังกล่าวแนะนำตัวผม สังเกตุป้ายต้อนรับสีแดงด้านหลัง ผมวงสีดำไว้ตรงชื่อของผมที่เป็นภาษาจีน (จงฉาย) ภาพล่างเป็นภาพที่ผมถ่ายบรรยากาศในโรงยิมของโรงเรียนก่อนเรื่มบรรยาย


เช่นเดียวกัน ผมใช้โทรศัพท์มือถ่ายรูปขณะนั่งในโรงยิม แล้วติดต่อกับดาวเทียมของ
Goole earth จะสามารถได้ภาพที่บอกพิกัดและ Zoom
ทำให้เห็นหลังคาของโรงยิมของโรงเรียนได้



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 743 25 พ.ย. 2553 (04:09)


ผมลองเข้าไปดูเว็ปของมหาวิทยาลัย ใน Blog ของครูจีนที่เช้ามาแสดงความคิดเห็น มีรูปให้ดูด้วยครับ http://xhxy.risechina.org/201011/3209.html


钟才博士:手脑并用的创意科学教学


1120日下午,在大学生学术报告厅,来自泰国的钟才(Janchai Yingprayoon)博士给本次研修班的学员们带来了一场创意科学教学的视听盛宴。


整场报告中,钟才博
士用幽默的语言,精彩的互动实验,让在座的老师体会怎样进行创造性的教学。利用纸杯和细绳模拟发音、利用细绳和电动牙刷演示驻波、自制的简易留声机、酒精
枪、简易温度计、自制简易麦克风等一系列精彩巧妙、取材简易、富含创意的实验,使学员们沉浸其中,会场不时传出开心的笑声、由衷的掌声。


张波/文;陶民/





钟才博士与学员做互动游戏



利用纸杯和细绳来模拟发音



利用细绳和电动牙刷来演示驻波实验



自制的简易留声机



酒精枪


自制的一种简易温度计



力的介绍




试试看,奇怪的视觉效果



我们来做个静电实验




演示自制简易麦克风



钟才博士在演示实验




钟才博士报告会现场座无虚席




学生们情绪高涨,积极参与




好精彩,好棒呦




意犹未尽




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 744 24 พ.ย. 2553 (23:33)

หน้ามหาวิทยาลัยจะมีรถแท็กซี่จอดเรียงรายไว้บริการ มีร้านรวงขายของทั้งตึกแถวและหาบเร่ อีกทั้งยังมีตลาดสดขายผักผลไม้ นักศึกษาก็มักจะออกมาเดินซื้อของและรับประทานอาหารเหมือนๆกับมหาวิทยาลัยทั่วไปในประเทศไทย แผงลอยที่อยู่ริมถนนจำนวนมากคือแผงบริการเติมเงินโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม



 


อากาศที่กุ้ยหลินเริ่มเย็นๆ ลมโชยมาอ่อนๆ คิดถึงหน้าหนาวสมัยก่อนที่กรุงเทพ รู้สึกหนาวมาก ตอนเรียนที่พลับพลาชัย เด็กนักเรียนสวมเสื้อหนาวกันหลากสีอยู่นาน ต่างจากปัจจุบัน ผมเดินไปแถวๆเยาวราชกับแม่ จำได้ว่าแม่ซื้อขนมชนิดหนึ่งที่วางขายทั่วไปที่เยาวราช ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ผมชอบกินมาก มาจีนก็มีขายและผู้คนนิยมกินกันมาก ไปเมืองไหนก็มีขายทั่วไปทุกเมือง เรียกได้ว่าเป็นของกินพื้นบ้านที่ใครๆก็รู้จัก ดังแสดงในรูปซ้ายมือ



ที่น่าสนใจคือ ขนมชนิดนี้มีลักษณะเหมือนขนมที่นิยมรับประทานกันทั่วไปในเมือง Kazan ในรัสเซีย ดังแสดงในรูปขวามือ ขนมนี้มีชื่อเรียกว่า "ชัค-ชัค" ขนมที่เป็นรูปกรวยสีขาวๆนั้นคือ ขนมคล้ายๆน้ำตาลสายไหมอัดเป็นแท่ง ทำให้ชวนสงสัยว่าวัฒนธรรมการกินขนมแบบนี้มากจากไหน



ทำให้ผมคิดเล่นๆว่า การนำวัฒนธรรมการกินจากจีนไปสู่ดินแดน Tatarstan นี้อาจจะต้องมีการเคลื่อนย้ายโดยผู้ทรงอำนาจ เช่น "เจ็งกีสข่าน" ดังแสดงในรูปซ้ายมือ เจ็งกีสข่านแผ่อำนาจไปไกลจากเอเชียไปชนแดนยุโรปดังรูปซ้ายมือ


ชาวมองโกลหรือที่เรียกกันในหมู่รัสเซียว่า
ตาตาร์ (Tatar) เป็นเชื้อสายของเตมูจิน (Temuchin, ค.ศ. 1155 หรือ ค.ศ.
1162-1227) หรือที่เรารู้จักกันในนามเจงกิสข่าน
(Jenghiz Khan) พวกมองโกลได้รุกรานเข้าโจมตีอาณาจักรจีน
และเข้าตีอาณาจักรของชาวมุสลิมทางตอนกลางของทวีปเอเซีย
พวกมองโกลได้นำทัพข้ามเทือกเขาคอเคซัส
เข้ามาถึงทางภาคใต้ของรัสเซีย ตีอาณาจักรโพลอตส์ บนฝั่งแม่น้ำกัลกา (The
River Kalka) ในปี ค.ศ. 1223 แต่หลังจากที่เจงกิสข่านเสียชีวิตลง
อาณาจักรมองโกลได้แบ่งออกเป็นส่วนๆ
ให้แก่ลูกชายทั้ง 4 คนของเขา แต่ชาวมองโกลมีทำเนียมที่ว่า
ประมุขของพวกมองโกลจะต้องมี 1 คน และดำรงตำแหน่งข่านผู้ยิ่งใหญ่ (Great
Khan) ออคไต (Ogdai) ลูกชายคนที่ 3
ของเจงกิสข่านได้รับตำแหน่งนี้ ออคไต ได้ดำเนินนโยบายครองโลกตามอย่างบิดา
โดยยกทัพไปรุกรานแคว้นเตอรกีสถาน (Turkestan) อาร์มาเนีย
จอรืเจียและเมืองต่างๆ แถวเทือกเขา
คอเคชัส นอกจากนั้นพวกมองโกลยังได้ยกทัพไปตีเมืองต่างๆ บนลุ่มแม่น้ำโวลก้า
เมืองของพวกบูลการ์ในรัสเซีย อาณาจักรเมโสโปเตเมีย ประเทศซิลี เกาหลี
และอาณาจักรจีนทั้งประเทศ
กุบไลข่าน (Kublai Khan, ค.ศ. 1259-1294) เชื้อสายเจงกิสข่าน
(โอรสพระราชบุตรองค์ที่ 4 ของเจงกิสข่าน) ได้เป็นผู้ก่ตั้งราชวงศ์หงวน
(The Yuan dynastry) ขึ้นในประเทศจีน


ในปี ค.ศ. 1260
ชาวมองโกลได้ปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศโปแลนด์
และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ตลอดลงมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิก
และจากมหาสมุทรอาร์ติก
ลงมาถึงประเทศตุรกี อ่าวเปอร์เซียและทางตอนใต้ของประเทศจีน นอกจากนี้แล้ว
พวกมองโกลยังสามารถยกทัพเข้าไปรุกรานจนถึงภาคกลางของทวีปยุโรป
เอาชนะพวกโปล เยอรมัน และอังกาเรียน


(อ้างอิง: http://www.tiewrussia.com/webboard/view_question.php?qno=45)




ที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นคือ สาวๆที่เมืองนี้ หน้าตาผสมปนเปคล้าย หมวย ปนแขก ปนฝรั่ง รูปซ้ายมือเป็นรูปเลขาของผู้อำนวยการโรงเรียนที่เมือง Kazan ที่ผมไปสอนหนังสือนี้กำลังเตรียมอาหารเช้าไว้ต้อนรับผม หน้าตาคล้ายหมวยแถวๆเยาวราช คงจะเป็นยเพราะการผสมปนเปข้ามเผ่าพันธุ์ตั้งแต่สมัยเจ็งกีสข่านกระมัง


เดือนหน้า วันที่ 12-17 ธันวาคมนี้ ผมก็ต้องไปสอนที่เมือง Kazan อีก นัยว่าอุณหภูมิราวๆ -20 องศาเซลเซียส คงมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอีก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 745 24 พ.ย. 2553 (23:56)

เรียน อาจารย์แขชนะ



ผมคิดว่าขนมในรูปที่อาจารย์นำมาแสดงน่าจะเป็น ขนม "ข้าวซอยตัด" ของทางภาคเหนือครับ หรือมีชื่อภาษาจีนว่า 沙琪玛 - Shāqímǎ-ซาฉี๋หม่า
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cometz&month=04-05-2009&group=2&gblog=2
http://www.nakhonchiangmai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=87:2010-01-14-04-51-37&catid=40:food&Itemid=56


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 746 25 พ.ย. 2553 (00:06)

ขอบคุณ คุณOuroboros ที่เข้ามาร่วมสนทนาด้วย ทำให้บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีกมาก จากลิ้งค์ที่คุณให้มา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cometz&month=04-05-2009&group=2&gblog=2
http://www.nakhonchiangmai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=87:2010-01-14-04-51-37&catid=40:food&Itemid=56 


จะได้ข้อมูลดังนี้ครับ    


ข้าวซอยตัด 沙琪玛 เป็นอาหารที่เรียบง่าย เดิมทีเป็นอาหารว่างของเผ่าแมนจู มีความหมายเดิมในภาษาแมนจูแปลว่า "นมหมาชุบน้ำตาล"


沙琪玛 วิธีการทำโดยการนำเอาเส้นหมื่ไปทอดจนสุก แล้วชุบด้วยน้ำตาล


มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเมื่อก่อนในสมัยราขวงศ์ชิง มีแม่ทัพอยู่ท่านนึง
ท่านชอบขี่ม้าล่าสัตว์มาก และก่อนออกล่าสัตว์ทุกครั้งจะต้องทานของว่างก่อน
โดยของว่างที่ทานนั้นต้องไม่ซ้ำกับที่เคยทานด้วย
มีอยู่วันนึงก่อนออกล่าสัตว์
ท่านได้สั่งคนครัวท่านให้ทำของว่างที่น่าสนใจมาให้ทาน
ไม่เช่นนั้นจะไล่คนครัวกลับบ้านไปทำนา
เมื่อครั้งพ่อครัวลงมือทำอาหารก็งุนงงคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี
พอทำอาหารว่างที่ทำด้วยไข่ไปทอดจนเละ ท่านแม่ทัพก็รีบเร่งให้นำไปเสิร์ฟ
ด้วยความตั้งตัวไม่ถูกพ่อครัวจึงตะโกนออกมาว่า“杀那骑马的!shānàqímǎde"(ไอ้คนขี่
ม้าไปตายไป!) แล้วจึงรีบนำไปเสิร์ฟ
ครั้งเมื่อท่านแม่ทัพได้ทานปรากฎว่าท่านชอบใจขนมหวานนี้มาก
จึงถามพ่อครัวว่าขนมนี้ชื่ออะไร
พ่อครัวจึงตอบว่าชื่อ“杀骑马Shāqímǎ”ด้วยเหตุนี้ข้าวซอยตัดจึงถูกเรียกว่า沙琪玛
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 747 25 พ.ย. 2553 (00:21)

ผมไปดูใกล้ๆที่ซอง เขาเขียนไว้ว่า "ขนมไข่ชาฉีหม่า" จริงๆด้วยครับ ราคา 5 หยวน



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 748 25 พ.ย. 2553 (01:15)

นับว่าเป็นความบังเอิญจริงๆ ครับ เพราะระหว่างที่ผมกำลังนั่งตรวจเพื่อลบความเห็นและกระทู้ "ขยะ" ทั้งหลายอยู่ ผมอ่านเจอความคิดเห็นที่ 744 ของอาจารย์แขชนะ และพบว่าขนมในรูปนั้นเหมือนกับขนมที่ผมกำลังนั่งกินอยู่พอดี น้องผมซื้อขนมชนิดนี้มาให้ เป็นของฝากจากเชียงใหม่ครับ ในตอนที่รับมา น้องบอกว่าขนมนี้ชื่อ "ข้าวซอยตัด" ผมยังแปลกใจว่าขนมชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับข้าวซอยไก่ที่ผมชอบกินอย่างไร


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 749 26 พ.ย. 2553 (00:01)

ขอย้อนกลับมาเล่าเรื่อง "วีรกรรม" ที่เสี่ยงต่อชีวิต ที่ติดหนี้คุณ NpEdu ไว้


เรื่องแรกเกี่ยวกับงานลอยกระทง สมัยก่อนนี้ไปเที่ยวงานลอยกระทงรู้สึกว่าคนแน่นขนัดไปหมด แก่งแย่งกันลอยกระทงริมคลอง ผมรุู้สึกรำคาญ ก็เลยคิดลอยกระทงสวรรค์ โดยเอาลูกโป่งสวรรค์หลายลูกมาผูกติดกับกระทงใบขนาดเล็ก จัดการจุดธูปเทียนอธิฐานเสร็จสรรพก็ปล่อยให้กระทงลอยขึ้นสู่ฟ้า สมัยเด็กไม่ได้คิดต่อว่ากระทงสวรรค์มันจะไปถึงสวรรค์จริงหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าสนุกเมื่อเห็นกระทงสวรรค์ค่อยๆลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า


แต่แล้วความสนุกสุขสมใจก็ต้องมลายสลายไป เมื่อกระแสลมพัดเปลวเทียนให้ไปไหม้เส้นเชือกที่ผูกไว้กับลูกโป่งให้ขาดออกจากกระทง กระทงพร้อมเปลวไปลอยระลิ่วตกลงมา ที่น่าหวาดเสียวก็คือ มันได้ตกไปที่ปั๊มน้ำมัน เคราะห์ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่นั้นมาผมไม่คิดจะลอยกระทงสวรรค์อีกเลย และถึงคราววันเพ็ญเดือนสิบสองมาเยือนคราใด เห็นมีการประกาศจัดงานลอยกระทงสวรรค์ตามโรงแรมและงานวัดต่างๆ ภาพหวาดเสียวในอดีตมันโผล่ขึ้นมาเตือนใจทุกครั้งไป




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aitai&month=12-2007&date=23&group=63&gblog=2


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 750 26 พ.ย. 2553 (02:54)

เรื่องที่สอง ไม่ค่อยตื่นเต้น แต่ก็ทำให้ผมได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องมีอยู่ว่า....


ตอนผมเรียนชั้น ป.2 แม่ผมซื้อกล้องถ่ายรูปตัวแรกมาให้ เป็นกล้องยี่ห้อ Kodak รุ่น Brownie Chiquita ใช้ฟิล์มม้วนขนาด 3 นิ้ว จำได้ว่าเป็นหมายเลขขนาด 127 เป็นกล้องแบบปัญญาอ่อนสมบูรณ์แบบ คือ แบบ Focus free ใช้หลักการกล้องรูเข็มนั่นเอง ผมก็หัดถ่ายรูปมาตลอด จนกระทั่งมาเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย




ตอนเรียนชั้น ป.6 มีครูมาฝึกสอนท่านหนึ่งชื่อ "ครูยุพิน ลำเจียก" ท่านเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยครูสวนดุสิตในสมัยนั้น ท่านมาสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สอนสนุกมาก มีการทดลองที่สนุกตื่นเต้น โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังอีก ท่านมีส่วนทำให้ผมรักวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้นอีกมากมาย ก่อนท่านจะฝึกสอนจบ ผมก็ขอถ่ายรูปท่านด้วยกล้องดังกล่าวข้างต้นเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายตรงบริเวณมุมตึก หน้าห้องของ"ครูปัญหา" ดังแสดงให้เห็นดังรูป เปรียบเทียบกับภาพโรงเรียนในปัจจุบัน



การทดลองตอนหนึ่งที่ครูยุพินได้ทดลองให้ดูคือ การต้มน้ำให้เดือดโดยใช้ถ้วยกระดาษ ครูยุพินพับกระดาษเป็นกระทงขนาดเล็ก เทน้ำลงในกระทงแล้ววางบนตะแกรงแล้วใช้ไฟลน จนกระทั่งน้ำเดือดโดยที่กระดาษไม่ไหม้ไฟ ตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมากระคนกับความสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ครูยุพินเล่าเหตุผลว่าเมื่อกระดาษได้รับความร้อนจากไฟ ก็จะส่งต่อความร้อนไปยังน้ำ ความร้อนสูงสุดที่กระดาษได้รับก็คือไม่เกิน 100 องศาเซ็นติเกรด (สมัยก่อนเรียกแบบนั้น) เป็นความรู้ใหม่ที่ผมตื่นเต้นมาก



จากความรู้ใหม่ที่ได้รับมาสดๆร้อนๆ ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ผมทำธุระในห้องน้ำ สังเกตเห็นหลอดไฟในห้องน้ำ ลองสัมผัสดูรู้สึกว่าร้อน ก็เลยคิดต่อไปได้ว่า เราน่าจะทำให้หลอดไฟนี้เย็นได้โดยใช้หยดน้ำช่วยถ่ายเทความร้อน เหมือนที่ครูยุพินแสดงให้ดู ผมก็เลยลองเอาน้ำหยดลงไปบนหลอด ขณะที่นั่งปลดทุกข์พลางดูหลอดไฟไปพลาง ดูอยู่ไม่นานนัก หลอดไฟก็แตกโพล๊ะ มืดตื๋อ กลัวเกือบตาย ก็เลยได้เรียนรู้ว่า ผิวแก้วตรงบริเวณที่มีหยดน้ำจะเย็น แต่ผิวแก้วบริเวณอื่นจะร้อน ทำให้แก้วขยายตัวไม่เท่ากัน หลอดแก้วจึงแตกได้ ความรู้เรื่องนี้เป็นประโยชน์แก่ผมในเวลาต่อมาเมื่อเรียนปริญญาโท เกี่ยวกับการสร้างหัววัดรังสีไกเกอร์เคาน์เตอร์ใช้เองในประเทศไทย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 751 26 พ.ย. 2553 (14:30)

ขอประชาสัมพันธ์หน่อยครับ



เมื่อเช้านี้ อรทัยโทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่า เพื่อนร่วมรุ่นพลับพลาชัย (โดยเฉพาะห้องครูบุญเหลือ) จะมีการจัดพบปะสังสรรค์กันที่ โรงแรมนารายณ์ เป็นแบบบุพเฟ่ครับ เวลา 11-13 น. วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2553 เพื่อนๆนักเรียนพลับพลาชัยที่อยากมาพบปะกันก็เชิญนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 752 29 พ.ย. 2553 (11:17)

ดร.แขชนะ ต้องอธิบายได้


http://www.learnsanook.info/?tag=harry-potter



ในลิงค์นี้มีภาพสามมิติอยู่หลายภาพ
อยากทราบว่า ภาพสามมิติ แบบนี้ เขาทำกันอย่างไร
เราจะทำเล่นเองได้หรือไม่-อย่างไร
(ในเมื่อมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถคัดลอกรูปภาพและจัดวางได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 753 29 พ.ย. 2553 (11:34)
221409

พิมพ์กระทู้เสร็จ คิดว่า มันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วก็ลองทำดู

ไชโย  ทำได้แล้ว


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 754 29 พ.ย. 2553 (14:45)

ผมจบจาก ส.พ.ช. เหมือนกันครับ ไม่นึกว่าจะมาเจอรุ่นพี่ในเวบบอร์ดนี้เลย (เป็นสมาชิกใหม่ด้วย)

แต่ผมพึ่งจะจบจากวัดพลับพลาชัยเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง สารสัมพันธ์(42)

ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ^^


mrpig
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 755 29 พ.ย. 2553 (17:05)
221477

ดูให้ดี พยายามให้สายตาไปโฟกัสที่หลังจอภาพ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 756 29 พ.ย. 2553 (17:07)
221478

ข่วยนับหน่อยมีกี่แถว


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 758 29 พ.ย. 2553 (17:20)
221480

พูดกันว่า คนที่ยืนหน้าสุดเป็นนางงามจักวาลนะ
อยากทราบว่าคนที่เท่าไร นับจากไหน


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 759 1 ธ.ค. 2553 (02:50)

การมองเห็นภาพสามมิติเป็นคุณสมบัติพิเศษของสัตว์ที่อยู่ในกลุ่ม Primate ที่มี 2 ตา



สามารถเห็นภาพได้จากมุมมอง 2 มุมมอง สมองส่วนที่เรยกว่า Optical Thalamus
จะเก็บสะสมประสบการณ์มองเห็นแต่เยาว์วัย แล้วตีความออกมาว่ามีความลึก



พิจารณาการมองภาพสองภาพ คือ ภาพที่ 1 และ ภาพที่ 2 โดยให้ตาซ้ายมองภาพที่ 1 และตาขวามองภาพที่ 2 ตรงวงกลมสีขาว ลากเส้นนำสายตาไปบรรจบกัน เป็นภาพโฟกัสปรากฏให้เห็นพร้อมกันทั้งสองตา แต่ถ้ามองที่วงกลมสีแดง เส้นนำสายตาจะลากไปรวมกันโฟกัสเป็นภาพปรากฏเป็นวงกลมสีแดงวงเดียวเห็นทั้งสองตา จะพบว่าภาพปรากฏชขงวงกลมสีขาวและสีแดงจะอยู่คนและตำแหน่ง วงกลมสีแดงจะอยู่ข้างหน้าวงกลมสีขาว จะเห็นได้ว่า ถ้าระยะห่างระหว่างวงกลมสีแดงในภาพที่ 1 และภาพที่ 2 มีขนาดสั้นกว่าระยะห่างของวงกลมสีขาว จะเกิดภาพปรากฏว่าสีแดงจะอยู่ข้างหน้าวงกลมสีขาว



และในทำนองเดียวกัน ถ้าระยะห่างระหว่างวงกลมสีแดงในภาพที่ 1 และภาพที่ 2 มีขนาดยาวกว่าระยะห่างของวงกลมสีขาว จะเกิดภาพปรากฏว่าสีแดงจะอยู่ข้างหลังวงกลมสีขาว



 



ลองพิจารณาภาพถ่ายแบบสามมิติจริง จะเห็นว่า ระยะห่างระหว่างหน้าคน (ลูกศรสีน้ำเงิน) และระยะห่างระหว่างยอดไม้ด้านหลัง (ลูกศรสีแดง) มีขนาดไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างหน้าของ 2 ภาพสั้นกว่า ดังนั้นเราก็จะเห็นหน้าคนอยู่หน้าทิวทัศน์ข้างหลัง



ลองทำภาพรวมโดยใช้ไฟล์ GIF โดยให้ทิวทัศน์หลังคาบ้านด้านหลังคงที่



เปรียบเทียบกับภาพรวมโดยใช้ไฟล์ GIF โดยให้หน้าคนคงที่


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 760 1 ธ.ค. 2553 (11:17)

อันที่จริงยังมีวิธีการดูอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Crossed eyes viewing คือมองแบบทำตาเหล่นั่นเอง คือเอาภาพวางสลับที่กัน แล้วให้สายตามองข้ามภาพตัดกัน เกิดเป็นภาพสามมิติได้เช่นเดียวกัน วิธีนี้อาจมองง่ายและสบายตากว่า เพราะคนเราทำตาเหล่ง่ายกว่าทำตาถ่างดูภาพ วิธีนี้ใช้มองดูด้วยตาเปล่า หากใช้อุปกรณ์ช่วยที่เรียกว่า Stereoscope ต้องวางรูปแบบที่กล่าวถึงตอนต้น



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 761 1 ธ.ค. 2553 (21:21)

คิดแล้วว่า ดร.แขชนะ ต้องรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด
และเพิ่งรู้ Crossed eyes viewing

จากภาพในความเห็นเพิ่มเติมที่ 758  
นางงามจักรวาลคือคนที่ 5 จากซ้าย  และทุกคนจะอยู่หลังจอภาพ

แต่ Crossed eyes viewing นางงามจักรวาลคือคนที่ 7 จากซ้าย  และทุกคนจะอยู่หน้าจอภาพ (ใกล้จมูกเรา)เหมือนจะจับตัวได้


ขอบคุณ ดร.แขชนะ ครับ
อ้อ  แล้ว Stereoscope นี่เป็นยังไง ครับ ทำเล่นเองได้ไหม


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 762 2 ธ.ค. 2553 (01:00)

หากจะพูดถึงเรื่อง Stereoscope นั้น ผมจะขอเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังสักเล็กน้อย



ย้อนหลังไปสมัยที่ผมเรียนชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยนั้นทางโรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าชมนิทรรศการของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆที่นำมาจัดแสดงในงานแสดงศิลปะหัตถกรรมนักเรียนประจำปี ผมได้มีโอกาสไปกับเพื่อนรักคนหนึ่งมีชื่อว่า "กิ้มเซ้ง แซ่กัว" (ดังรูป) ในงานนิทรรศการครั้งนั้นไม่มีนิทรรศการใดที่ทำให้ผมประทับใจเท่านิทรรศการของ "วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ" ในสมัยนั้น (ดูรูป)เป็นนิทรรศการของนักศึกษาพวกช่างรางวัด ที่ได้นำเอา "Stereoscope" มาจัดแสดงในงาน จำได้ว่าเป็นภาพถ่ายทางอากาศของตึกในกรุงเทพ ผมตื่นเต้นมากที่ได้มองเห็นยอดตึกพุ่งขึ้นมาราวกับจะทิ่มแทงตา มันทำให้ผมทั้งตื่นเต้นและฉงนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง พวกพี่ๆนักศึกษาได้อธิบายให้ฟัง แต่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ปล่อยให้ผมสงสัยและอยากรู้ตลอดมา


หลังจากนั้นมาผมก็ติดตามศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับภาพสามมิติมาตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี จึงทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการต่างๆเกี่ยวกับภาพและหนังสามมิติแบบต่างๆมากมาย มีโอกาสได้จัดนิทรรศการภาพสามมิติให้สมเด็จพระเทพฯทอดพระเนตรหนึ่งครั้ง และมีโอกาสจัดการอบรมและนิทรรศการต่างๆทั้งประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2520 ผมได้เขียนบทความเรื่อง"ทำกล้องดูภาพสามมิติ (Stereoscope)" ไว้ในวารสาร"วิทยาศาสตร์ไทย" เขียนไว้สามสิบกว่าปีมาแล้ว สำนวนต่างๆอาจแลดูแปลกตาบ้างตามวัยและยุคสมัยครับ ลองอ่านดูก่อนนะครับ แล้วผมจะมาเพิ่มเติมวิธีทำและรายละเอียดอื่นๆในโอกาสต่อไป







 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 763 2 ธ.ค. 2553 (15:15)

อ๋อ  อย่างนี้นี่เอง
เคยเห็นแล้วเหมือหลายสิบปี นอกจากพ่อค้าเร่ ขายของใช้ประจำบ้านแปลกๆใหม่ๆ  แม้แต่การรับจ้างถ่ายรูป กรอฟัน แล้ว ยังมีพวกที่นำกล้องให้คนจ้างส่องดูภาพ 
คนจ้างดูเยอะเลยครับ  ภาพก็ไม่ได้สวยหรือแปลกประหลาดมากนัก มันก็ภาพวิวธรรมดาๆนี่เอง หรืออาจจะเป็นรูปสัตว์ที่ค้นรู้จักดี แต่ไม่เคยเห็นตัว เช่นเสือ

ที่คนแย่งกันจ้างดูเพราะ คนดูก่อน ผิดหวัง(แทนที่จะได้ดูของดีกว่านี้) จึงหลอกคนต่อๆไปให้อยากดูและเสียเงินเหมือนตัวเอง

ต่อมาคนที่ดูตอนหลัง จึงบอกคนอื่นๆว่าไม่มีอะไรที่น่าสนใจ
แต่คนก็ไม่เชื่อ ดีหรือไม่ดีจะต้องเห็นกับตา จึงต้องยอมเสียเงินค่าจ้างดู

ผมก็อยากดูบ้าง แต่ไม่มีเงินจึงอดดู 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 764 2 ธ.ค. 2553 (16:46)
221835

ภาพ 3 มิติ (ทำเป็นแล้ว)
วิธีดู
จ้องภาพ ให้สายตาไปโฟกัสทีหลังจอ  เพื่อให้ภาพทั้งสองซ้อนทับกันตรงกลางจอ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 765 2 ธ.ค. 2553 (20:24)

คนที่เพิ่งหัดดูใหม่อาจจะยากมากที่จะบังคับตาให้เห็นเป็น 3 ภาพ โดย 2 ภาพซ้ายขวาเป็นภาพ 2 มิติ
ภาพกลางเป็นภาพ 3 มิติ

แนะนำให้เอาสมุดมาเล่มหนึ่ง วางตั้งฉากกับจอตรงเส้นกลางระหว่างภาพทั้งสอง
สันสมุดตรงกับดั้งจมูก
ทำให้ตาขวาเห็นภาพขวาภาพเดียว ตาซ้ายเห็นภาพซ้ายภาพเดียว
แล้วทีนี้ก็บังคับสมองให้รวมภาพสองภาพเป็นภาพเดียวกันให้ได้

ขอให้เมื่อยกล้ามเนื้อตากันทุกคนนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม