เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 931,680 ตอบแล้ว: 1,461
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1326 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| -8- 9| 10| 11| 12| 13| 14|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 699 20 ต.ค. 2553 (18:30)

เรียนอ.แขชนะ


ที่อาจารย์บอกว่า....ตอนนี้อายุเริ่มมากขึ้น ลืมง่าย (รับเงินแล้ว นึกว่ายังไม่ได้รับอยู่เรื่อย)... ผมว่ายังดีกว่าที่เป็นแบบ ....ยังไม่ได้รับเงิน แต่นึกว่ารับไปแล้วอยู่เรื่อย...


ส่วนที่อาจารย์บ่นว่ามีแต่คนเข้ามาอ่านนับหมื่่่นนับแสน แต่ไม่มีคนเขียนตอบเลย ผมว่ายังดีกว่าที่เขียนแล้วไม่มีคนอ่าน และไม่มีคนตอบ


ผมผมสันนิษฐานเอาเองว่าสาเหตุที่มีแต่คนอ่านแต่ไม่ค่อยมีคนตอบ มีเหตุหลายปัจจัย ประการแรก คนอ่านส่วนใหญ่คงเป็นเยาวชน ระดับมัธยมปลายเสียส่วนใหญ่ เลยไม่ถนัดจะเขียน ประการที่สอง คนรุ่นโบราณแบบผมหรืออาจารย์ถูกหัดให้เขียนความเรียงบ่อย แต่มักพิมพ์ดีดไม่เป็น เป็นแต่จิ้มดีดเสียส่วนใหญ่ ร้ายกว่านั้นส่วนใหญ่ก็ใช้เนทไม่เป็น


ผมเคยคิดเล่นๆว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีมือถือให้ SMS พวกนักจัดรายการทางวิทยุก็เหมือนคนบ้าพูดอยู่หน้าไมค์คนเดียว มีใครฟังก็ไม่รู้ ผมว่ายิ่งหนักกว่า การเขียนเล่าเรื่อง ในเนทของอาจารย์ตอนนี้เสียอีก


ความจริงผมสังเกตุเห็นว่า ในกรณีที่เป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นคำถามแบบฝึกหัดโจทย์ระดับ ม.ต้นหรือม.ปลาย โดนเฉพาะข้อสอบที่เกี่ยวข้องกัีบentrance ก็มีคนตอบและให้ความเห็นพอสมควร ไม่ถึงกับเงียบเป็นเป่าสาก คิดเสียว่า การขีดเขียนและจดบันทึกไม่ใช่อุปนิสัยของคนไทย นี่ค่อนข้างเป็นเรื่องปกติของคนไทย อาจารย์จะเห็นได้ว่าชาติจีนหนึ่ง อินเดียหนึ่ง อาหรับหนึ่ง เปอร์เซียหนึ่ง และพวกชาติตะวันตกหนึ่ง เขานิยมบันทึกมากตั้งแต่โบราณมา

ทุกวันนี้่ หากใครจะศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลาย ก็ต้องอาศํยบันทึกของพ่อค้า บาทหลวง หรือนักเดินเรือฝรั่งที่มาติดต่อกับราชสำนักไทย เป็นหลัก ส่วนงานบันทึกที่เป็นของขุนนางไทยหรือชาวบ้านจริงๆมีน้อยมาก เว้นแต่การบันทึิกอย่างเป็นทางการของอาลักษณ์หลวง ดังนั้น อาจารย์อย่าได้เซ็งไปเลยว่าทำไมถึงมีแต่นักอ่าน แต่ไม่ค่อยมีนักเขียน มาเขียนโต้ตอบกับอาจารย์


ผมขอฝอยกับอาจารย์แค่พอหอมปากหอมคอแค่นี้่ก่อนก็แล้วกัน วันหลังค่อยมาเม้าท์ก้นใหม่ สวัสดีครับ


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 700 23 ต.ค. 2553 (01:23)
สวัสดีครับ อ. แขชนะ
ผมขอทดสอบว่า จะสามารถส่งข้อความได้หรือไม่ ? / สมเกียรติ
panusith@yahoo.com (IP:61.90.14.152)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 701 24 ต.ค. 2553 (22:37)

สวัสดี สมเกียรตฺิ


ผมเดินทางไปทำงานที่ต่างๆ หลายวัน เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ดีใจที่สมเกียรติแวะเข้ามาทักทาย ปลายปีนี้หากมีการสังสรรค์เพื่อนเก่าพลับพลาชัยอีก อย่าลืมบอกด้วยครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 702 25 ต.ค. 2553 (20:16)

ด้วยเทคนิคทางมัลติมีเดียสมัยใหม่ เราสามารถทำให้ภาพนิ่งขาว-ดำสมัยก่อนเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว เป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาได้ ดังเช่นรูปของสมเกียรติ และ นิรันดร์ ที่เห็นอยู่นี้




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 703 25 ต.ค. 2553 (20:44)
ทำยังไงครับ
สอนหน่อยครับ
np (IP:61.90.14.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 704 26 ต.ค. 2553 (19:45)
ผมคิดว่าน่าจะใช้โปรแกรม Photoshop แต่งภาพก่อน
แล้วจากนั้นเอาแต่ละรูปมาเรียงเป็น animation ใช่รึเปล่าครับ
ว่างเปล่า (IP:183.89.86.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 705 26 ต.ค. 2553 (21:02)

ถูกต้องแล้วครับ ใช้โปรแกรมพวกแต่งภาพต่างๆ มาทำภาพ Distortion ให้เป็นภาพแบบต่างๆตามที่เราต้องการ เช่น เอียงหน้า หลับตา หรืออื่นๆ จำนวน 6 ภาพ จากนั้นก็เอามารวมกันทำ Animation โดยใช้โปรแกรมพวก GIF Animator ครับ ที่เห็นข้างบนผมใช้ภาพต่างๆที่แต่งไว้ 6 ภาพมาเรียงกันทำ Animation ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 706 30 ต.ค. 2553 (01:09)

เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมมีโอกาสผ่านไปทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เลยไปแถวๆวรจักร เห็นป้ายบนห้างขายสินค้าแถววรจักร เขียนว่า "เกย์ชั่วโมง" ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เราเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เราคงไม่สงสัยอะไรกับแผ่นป้ายนี้ แต่วันเวลาเปลี่ยนไป อะไรๆหลายอย่างในสังคมเปลี่ยนไป มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นหลายอย่าง ภาษาเปลี่ยนไป คำศัพท์หรือนิยามต่างๆเกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนไป มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าใครมาเห็นป้ายนั้ก็อาจสงสัยว่า ร้านนี้ขายหรือบริการอะไรกันแน่ {#emotions_dlg.d2}



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 707 30 ต.ค. 2553 (22:03)

ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว จำได้ว่าสมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ช่วงเวลานี้ของปีตอนเย็นๆถ้ามองขึ้นไปบนฟ้าตั้งแต่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยไปจนถึงถนนเยาวราช เราจะเห็นฝูงนกนางแอ่นจำนวนมาก มีการอพยพย้ายถิ่นฐานชั่วคราว บินมาเกาะบนเสาไฟฟ้าแถวๆถนนเยาวราชตลอดถนน เวลาเดินข้ามถนนต้องระวังขี้นกจะตกใส่หัว แต่ตอนหลังมีการจัดการเดินสายไฟฟ้าใหม่ ไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงเดินระโยงระยางเป็นแนวยาวตลอดถนนดังเช่นแต่ก่อน ฝูงนกนางแอ่นจึงหายไป


ผมมีโอกาสเดินไปแถวๆนั้น ช่วงเย็นค่ำ อากาศเย็น ลมพัดโชยมาเอื่อยๆ ชวนให้คิดถึงชีวิตเด็กสมัยก่อนที่่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยมาก



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 708 31 ต.ค. 2553 (21:39)

ผมเดินผ่านสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เลขที่ 599 ถนนไมตรีจิต ใกล้โรงเรียนวัดพลับพลาชัย คิดถึงสมัยก่อน มีห้องโชว์หนังสือของสำนักพิมพ์ ผมชอบเข้าไปดูหนังสือ แล้วบอกให้แม่ซื้อให้ ผมชอบอ่านหนังสือนอกห้องเรียนมากกว่าหนังสือตำราที่เรียนในโรงเรียน จำได้ว่าเมื่อก่อนนี้มีการโฆษณาขายหนังสือทางโทรทัศน์ (สมัยก่อนนี้เรียกว่า โทรภาพ) มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมดูโฆษณาแล้วขอให้แม่ซื้อให้ คือ "ประวัติบุคคลสำคัญของโลก" โดย ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี จำได้ว่าคนทำโฆษณาคือคุณสรรพสิทธิ์ วิรยศิริ ที่จำได้เพราะตอนนั้นพี่ชายผมเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ห้องเดียวกับลูกชายคุณสรรพสิทธิ์ ท่านเป็นนักทำโฆษณาฝีมือชั้นยอดสมัยนั้น ท่านมีรถยนต์มัสแตง พอตอนเข้าเกียร์ถอยหลังจะมีเสียงพูดออกมาทางลำโพงท้ายรถว่า "ขอทางรถมัสแตงถอยหลังหน่อยค่ะ" หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดานใจแก่ผมมากมาย และมีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิตในเวลาต่อมา ผมยังคงเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้แม้ว่าจะพิมพ์มานานเป็นเวลา 50 ปีแล้วก็ตาม




เมื่อพูดถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงในความเห็นข้างต้น ทำให้ผมนึกถึง ธอมัส แอลวา เอดิสัน






 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 709 1 พ.ย. 2553 (12:50)


เมื่อพูดถึงโฆษณาสมัยก่อน หลายท่านคงจำโฆษณาขาวดำของคุณสรรพสิทธิ์ วิรยศิริ ที่ขายยาหม่อง "บริบูรณ์บาล์ม" ได้ เด็กๆจำได้ ท่องได้ทั้งเมือง ..... หนูหล่อ พ่อเขาพาไปดูหมี ที่นาตาหมอหลอ หนูหล่อแสนซน เอาไม้แหย่หมี หมีโมโห กระโชกใส่ โฮก โฮก โฮก หนูหล่อตกใจ หงายท้องตึง ร้องไห้จ้า บอกว่า ก้นพัง ก้นพัง พ่อต้องเอาบริบูรณ์บาล์มทาให้ แล้ว สอนว่า ทีหลังอย่าซน ทีหลังอย่าซน... ดูตัวอย่างโฆษณาโบราณเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=BaEKQeNqVvM



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 710 1 พ.ย. 2553 (21:04)

นักทำโฆษณาที่มีชื่อดังอีกคนหนึ่งในสมัยก่อน ที่ทำโฆษณาแบบแปลกและคนฟังคนดูจำได้ทั้งเมืองคือ คุณนคร มังคลายน ที่ดังมากและฮิตทั้งเมืองคือโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบ ดังนี้....

(เพลง) ต้นตระกูลผม แต่บางบรรพ์
หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน
จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี
ขืนจุดไต้ที ถ้ามีใครมาพบ
อาจต้องอายขายหน้าอักโข
เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

ยุคนี้มันต้องทันสมัย
เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย
คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง
เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ
ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ

(คำพูดแบบเร็วๆ คล้ายกับโฆษณา ยาชูกำลังช่วง พักยกชกมวย) คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเงินไทย
และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก แต่ถ่านไฟฉายตรากบ
ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลย์การค้าของไทยดีขึ้น
ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว
เดี๋ยวนี้ ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย โอ๊บ โอ๊บ


ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?v=v9mMh_pSC6Y&feature=related




 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 711 6 พ.ย. 2553 (22:40)

ว่าจะพูดถึงเรื่องแผ่นเสียงของเอดิสัน พอดีนึกอย่างอื่นได้ ก็เลยว่าต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้เข้ามาหลายวัน เพราะไปจัดอบรมครูหลายแห่ง


ผมรู้จักแผ่นสียงและเครื่องเล่นก็ตอนที่เรียนชั้น ป.5 ตอนนั้นพี่ชายของผมซื้อเรื่องเล่นแผ่นเสียงมาใหม่ แต่เป็นเครื่องเปล่าที่ต้องมาต่อเครื่องขยายเสียงเอง ตอนนั้นราคาราว 300 บาทเห็นจะได้ (สมัยนั้นกินโจ๊กชามละ 50 สตางค์ก่อนไปโรงเรียนก็อิ่มแล้ว) ผมสังเกตุดูแผ่นเสียงที่พี่และพ่อซื้อมาด้วยความสงสัยว่ามันให้กำเนิดเสียงได้อย่างไรโดยให้เข็มของเครื่องเล่นวางอยู่บนแผ่น จากการอ่านเืรื่่องของเอดิสันก็ทำให้ผมพอเข้าใจบ้าง เครื่องของเอดิสันสมัยก่อนนั้นมีกรวยลำโพงขนาดใหญ่ให้เสียงออกมา



ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้ ผมลองเอาเข็มหมุดติดกับถ้วยกระดาษเพื่อทำเป็นลำโพงให้เกิดเสียงออกมาทางถ้วย



เมื่อเอาถ้วยที่มีเข็มติดอยู่นี้ไปเล่นแทนเข็มแผ่นเสียงปรากฏว่าได้เสียงดังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง



แผ่นเสียงแผ่นแรกที่พ่อซื้อมาให้พวกเราคือแผ่นชุด Pourcel of Paris ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นเพลงบรรเลงอะไรก็ไม่รู้
สู้เพลงของคุณสวลี เช่น เพลง "เพื่อคุณ" ที่บ้านของชูชัยไม่ได้ ตอนที่ไปเล่นปิงปองบนชั้นสองที่บ้านของชูชัย เขาเอาแผ่นเสียงชุดของคุณสวลีมาเปิด เป็นแผ่นแบบโบราณใช้ความเร็ว 78  เพลงไทยฟังเพราะกว่า เพราะฟังรู้เรื่องกว่า แต่ตอนหลังผมมีโอกาสไปเรียนต่อที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็ได้ยินเพลงที่เหมือนอยู่ในแผ่นที่พ่อซื้อมาพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง ราวกับเป็นเพลงอมตะไปแล้ว
ผมยังเก็บแผ่นเสียงต่างๆที่พ่อซื้อให้อยู่จนทุกวันนี้ เพลงในแผ่นนี้ เช่น เพลง


Tu n’as pas très bon caractère (music from Albano / lyrics from Fernand Bonifay [Scapricciatiello] เป็นเพลงในภาพยนต์สมัยก่อน ดูตัวอย่างที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=TV3YvIsNgX0



หรือเพลง Around The World In 80 Days ของ Victor
Young, ที่ได้รับรางวัล the academy award winner ปี 1956 เชิญฟังตัวอย่างที่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=IopjF6gv3YU



ผมเริ่มเรียนเปียโนจากพ่อตอนที่เรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พ่อชอบเอาเพลงแปลกๆดูโบราณมากมาสอน บางที่ก็จับเราพี่น้องสามคน พี่สาว พี่ชายและตัวผมมาหัดร้องเพลงร่วมกัน จำได้ว่าพ่อหัดให้ร้องเพลงอเมริกันยุคโบราณ เช่น เพลงของ Stephen Collins
Foster นักแต่งเพลงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 19 ผู้ซึ่งได้การยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งเพลงอเมริกัน"
เพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยม เป็นอมตะยืนยาวมานับกว่า 150 ปี หลังจากที่เขาได้แต่งเพลงเหล่านี้ เพลงเหล่านี้ได้แก่ "Old Black Joe", "Oh! Susanna", "Camptown Races", "Old Folks at Home" ("S(u)wanee
River"),"My Old Kentucky Home" และ "Beautiful Dreamer"



ตัวอย่าง เพลง "Old Black Joe"  เชิญฟังที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=0oNsSzMlrsM



เนื้อเพลง


st verse
Gone are the days when my heart was young and gay,
Gone are my friends from the cotton fields away,
Gone from the earth to a better land I know,
I
hear those gentle voices calling Old Black Joe. Chorus: I'm
coming, I'm coming, for my head is bending low, I hear those
gentle voices calling Old Black Joe.

2nd verse
Why do I weep, when my heart should feel no pain,
Why do I sigh that my friends come not again?
Grieving for forms now departed long ago.
I hear those gentle voices calling Old Black Joe. Chorus

3rd verse
Where are the hearts once so happy and so free?
The children so dear that I held upon my knee?
Gone to the shore where my soul has longed to go,
I hear those gentle voices calling Old Black Joe.
----------------------------------------------------------------------------


ตัวอย่างเพลง "Oh! Susanna" เชิญชมได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=zZRg5iOGpYo&p=2177B206E99F553F&playnext=1&index=6  
เป็นคลิปหนังเกี่ยวกับประวัติของครอบครัว Von Trapp ในเรื่อง Sound of
Music แต่เป็นตอนที่หนีฮิตเลอร์สำเร็จ แล้วย้ายมาอยู่ในอเมริกา
ตะเวนร้องเพลงตามที่ต่างๆ อันที่จริงเรื่อง Sound of Music
นั้นสร้างจากชีวิตจริงของครอบครัว Von trapp



เพลง "Old Folks at Home" ("S(u)wanee River") เชิญชมที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=hju5YFPH_eA



เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี ค.ศ.1851 นับว่าเป็นเพลงแรกที่สร้างความกลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ


 


ในVideo clip นี้ ขับร้องโดย Deanna Durbin ฟังแล้วดูเศร้าๆ ซึ้งๆ ยังมีเพลงอีกเพลงหนึ่งที่พ่อผมชอบเล่นคือ เพลง Danny boy มี Video clip ขับร้องโดย Deanna Durbin เชิญชมที่นี่ครับ >>>> http://www.youtube.com/watch?v=j32Fnb_8Bv4&NR=1


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 714 8 พ.ย. 2553 (08:47)

เมื่อคลิกเข้าไปดูแล้ว  ก็พบคลิปอีกหลายคลิป  เช่น

http://www.youtube.com/watch?v=6DBNQOBzqyA&feature=related



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 715 8 พ.ย. 2553 (08:51)

เพลงนี้ชอบไหม

http://www.youtube.com/watch?v=9DjDwgjJfi4&feature=related



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 716 8 พ.ย. 2553 (10:20)

สวัสดีครับคุณ NpEdu ที่แวะเข้ามาทักทาย ดีใจมากครับที่ได้สนทนาด้วย บนเว็ปนี้มีไม่กี่คนครับที่เข้ามาคุยกันด้วยความสนใจที่ตรงกัน


ผมชอบเพลงเขมรไทรโยคครับ และได้เคยเล่าให้ฟังบ้างแล้วในความเห็นที่ 238......



ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ในวิชาขับร้อง คุณครูเอมอร ธัมมรัคคิต (ดูรูป) สอนให้เราขับร้องเพลงไทยเดิม และให้สอบขับร้องเพลงเขมรไทรโยค
ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์




เพลงเขมรไทรโยค
เป็นเพลงไทยเดิม พระนิพนธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑


สมเด็จฯ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์โดยได้เค้ามาจากเพลง
"เขมรกล่อมลูก" ซึ่งเป็นเพลง ๒ ชั้น ดัดแปลงขึ้นใหม่เป็นเพลง ๓ ชั้น
กับได้ทรงพระนิพนธ์บทร้องประกอบบรรยายถึงความงดงามของธรรมชาติ
แล้วประทานนามว่า "เขมรไทรโยค"
ออกแสดงครั้งแรกในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุล
จอมเกล้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑
ต่อมาถูกตัดทอนให้เป็นเพลงชั้นเดียว ใส่เนื้อร้องโดยนาง
จันทนา พิจิตรคุรุการ และขยายเป็นเพลง ๓ ชั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กลายเป็น "เพลงเถา" ขึ้นมา


พระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตรฯ ก็ได้รับการออกแบบโดย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เมื่อแรกสร้างมีรูปร่างดังรูป


 


 


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 717 8 พ.ย. 2553 (11:42)

แล้วอย่างนี้ ฟังได้ไหมครับ

(ไม่ได้คิดจะชวนออกนอกวัดพลับพลาไชย)


http://www.youtube.com/watch?v=pIsMmuf9Q3Y&feature=related




แถมอีก

http://www.youtube.com/watch?v=p9FYD1dlw4E&feature=related




คือว่า สมัยก่อน หาฟังยาก แผ่นเสียงหรือแถบแม่เหล็ก ราคาแพงมาก ได้แต่ลูบๆคลำๆ

ปัจจุบันหาฟังได้ง่าย(จาก Youtube  นี่แหละ)
หรืออยากฟังระนาดเอกของขุนอิน ก็ค้นหาได้เลย
เจอทันที



 



 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 718 8 พ.ย. 2553 (12:23)

link ทั้ง 2 ที่ถามถึงข้างบน ผมก็ชอบแบบนี้ครับ Link บน เป็น Symphony หมายเลข 40 ของ Mozart ผมชอบแนวของ Mozart เพราะออกจะหวานๆ ฟังแล้วรื่นหู หลายคนก็รู้สึกแบบนี้ จึงมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางบวกในแง่การศึกษาต่อการฟังเพลงของ Mozart ดังที่เรารู้จักกันในเรื่องของ Mozart Effect


ที่เห็นใน Link บรรเลงโดย Berliner Phiharmoniker เป็นวงของเบอร์ลิน ตอนที่ผมเรียนหนังสือที่ Berlin ที่พักของผมจะอยู่ใกล้ๆกับโรงอุปรากรแห่งชาติ ผมเคยไปดูการแสดงสดในโรงอุปรากรหลายครั้งครับ


Link ที่สองเป็นการแสดงสดของวง Paul Mauriat เป็นเพลงประเภท Medley รวมหลายเพลง แต่เพลงแรกที่เล่นคือ Love is Blue อันที่จริงเพลง Love is Blue ผมชอบ Original Version ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสของ Vicky มากกว่าครับ เพราะทำให้คิดถึงความหลังตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่ผมจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมก็ไปเรียนที่หนองคาย ผมชอบข้ามไปเที่ยวที่ทำงานของพ่อที่สนามบินเวียงจันทน์บ่อยๆ เวียงจันทน์สมัยนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อิทธิพลทางการค้าและศิลปวัฒนธรรมจากฝรั่งเศสยังมีอยู่มาก เรามักจะได้ยินเพลงฮิตจากฝรั่งเศสอยู่บ่อยๆ L'amour Est Bleu หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Love is Blue ก็เป็นหนึ่งในนั้น >>> http://www.youtube.com/watch?v=nD4ib9-laGY  




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 722 8 พ.ย. 2553 (17:09)


http://www.youtube.com/watch?v=FY4Y1gTO9HE&feature=related



http://www.youtube.com/watch?v=JI7AsZGnyi4


ใช้ลำโพง 5.1 ปรับอีคลอไลเซอร์ให้ถูกใจที่สุด
สภาพแวดล้อมให้ใช้ Auditorium
ปิดประตูหน้าต่างบ้าน ปิดม่าน เปิดแอร์เย็นๆ
แล้วเร่งเสียงให้ดังตามใจชอบ


http://www.youtube.com/watch?v=ph3h2IJAsgk&feature=related


http://www.youtube.com/watch?v=1ea90L91eZk


เสร็จแล้วอย่าลืมกลับมาวัดพลับพลาไชย


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 723 9 พ.ย. 2553 (02:54)

ตามไปดูมาแล้วครับ ทำตามคำแนะนำแล้ว แต่กำลังหาทางกลับวัดพลับพลาชัยอยู่ หลวงพี่ที่วัดเวลาไปไหนก็มักหาทางกลับไม่เจอ เห็นท่านว่าต้อง"จำวัด"ทุกวันเลย คงต้องหายามาบำรุงสมองและความจำ


ผมเพิ่งได้รับจดหมายเชิญให้ไปบรรยายที่รัสเซียในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ คงต้องหาโอกาสไปดู Swan lake ballet ที่โรงจริงๆสักครั้งหนึ่ง


อย่างที่เคยว่าไว้บ่อยๆครับว่า คุยกับคุณ NpEdu บนเว็บนี้สนุกกว่าใคร หลายเรื่องก็ช่วยเพิ่มไอคิวได้อีกต่างหาก ขอบคุณอีกครั้งที่แวะเวียนเข้ามาคุยด้วยครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 724 9 พ.ย. 2553 (21:37)

เข้ามาเพื่อจะบอกว่ายังติดตามอ่านอยู่เสมอ(วันละหลายครั้ง ฮิฮิ) นะครับ


ทึ่งและขอบคุณ ดร.แข ที่มีรูปเก่า ๆ มาให้ดูเป็นขวัญตา แม้ไม่ได้เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย แค่ได้นั่งรถเมล์ผ่านแบบเฉียด ๆ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน (อุ๊บบบ เผลอไป เขารู้กันหมดว่าแก่แล้ว ฮิฮิ) ก็ซึ้งใจครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 725 11 พ.ย. 2553 (16:20)

ในตอนที่เราเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย
เราไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันเหมือนตอนที่เรียนทัดสิงห์
แต่ก็ยังคบหากันอยู่เสมอ

เมื่อได้อ่านเรื่องถ่ายไฟฉายตรากบแล้วก็ให้นึกถึงการบ้านในยุคนั้น
คุณครูให้ทำกระดิ่งไฟฟ้า เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วไม่น่าเชื่อว่าเด็กเพียง ป.6-7
จะสามารถทำกระดิ่งไฟฟ้าให้ทำงานได้จากเศษวัสดุล้วน ๆ
วัสดุจะหาได้จากบ้านสุวิช มะโนทัย ที่เป็นร้านปั๊มแผ่นเหล็ก
มีเศษเหล็ก เศษน้อต ฯลฯ ให้เก็บไปใช้ได้เกลื่อนกลาด
สิ่งที่ต้องซื้อก็คือลวดอาบน้ำยาเคมี และถ่านไฟฉาย
ปัญหาของการบ้านก็คือ กระดิ่งทำงานได้จริง แต่กินถ่านเร็วมาก
ทดลองดูไม่กี่ทีก็ถ่านหมดแล้ว เมื่อเรียนมากขึ้นถึงได้ทราบว่า
แม่เหล็กไฟฟ้าที่เราทำขึ้น มันก็เป็นการลัดวงจรที่ขั้วถ่านไฟฉายดีดีนี่เอง

ในตอนนั้น เท่าที่จำได้ นอกจากถ่านไฟตรากบแล้วก็มีตราสตางค์ กับแมว9ชีวิต
ซึ่งเป็นถ่านนำเข้า อายุยาวกว่าถ่านตรากบและตราสตางค์ แต่เงินไทยรั่วออก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 726 11 พ.ย. 2553 (21:59)

แม้ว่าจะอยู่คนละห้องกับอาจารย์นิรันดร์ แต่เราก็ได้รับการบ้านมอบหมายเหมือนกันคือ การทำกระดิ่งไฟฟ้า ผมได้ทดลองทำอยู่หลายวันจนในที่สุดก็สำเร็จ



ขณะที่จัดแผ่นโลหะเพื่อให้กระดิ่งสั่นได้ดีที่สุดนั้น บังเอิญผมเอามือไปจับที่จุด 2 จุด ดังรูป ปรากฏว่ามีไฟฟ้าดูดนิ้วมืออย่างแรงจนสะดุ้ง ผมแปลกใจมากว่า ทำไมจึงมีไฟฟ้าดูดมือ ทั้งๆที่ใช้ถ่านไฟฉายเพียงไม่กี่ก้อน ให้ไฟฟ้าเพียงไม่กี่โวลต์ ไปถามใครๆก้ไม่มีใครตอบได้ ถามครู ครูก็ไม่เชื่อ ผมเก็บความสงสัยอยู่นาน จนกระทั่งเมื่อเรียนฟิสิกส์ที่จุฬาฯ จึงรู้ว่ามันเป็นไปได้ คือตรงหน้าสัมผัส ถ้ากระดิ่งไฟฟ้าสั่นรัวเร็ว จะมีการเปลี่ยนแปลงกระแสในวงจรอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เมื่อไร จะเกิด Back Electromotive Force หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าย้อนกลับ ยิ่งเวลาน้อยๆ โวลต์จะยิ่งสูง นับหลายพันโวลต์



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 727 11 พ.ย. 2553 (23:13)

ผมชอบประดิษฐ์ของเล่นพวกนี้มากกว่าวิชาหลักที่เรียนในโรงเรียนเสียอีก ผมเรียนไม่เก่ง ได้คะแนนน้อย ผมใช้เวลากับการประดิษฐ์และอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนมาก ผมชอบงานประดิษฐ์ของเอดิสันมาก เช่นการประดิษฐ์เครื่องอัดเสียง และเครื่องเล่นจานเสียง



ผมติดตามหาประวัติการคิดค้นต่างๆของเอดิสันมาอ่าน และได้ทดลองสร้างเครื่องอัดแผ่นเสียงตามแบบของเอดิสัน กระบอกรับเสียงของผม ใช้ถ้วยกระดาษที่ติดเข็มไว้ที่ก้นกระป๋อง แผ่นเสียงที่จะอีด ผมใช้ถ้วยพลาสติกใสที่ติดอยู่บนแท่นที่ขับให้หมุนด้วยมอเตอร์และสามารถเลื่อนถ้วยได้เป็นระยะที่คงที่เมื่อมอเตอร์หมุน


เวลาอัดก็เอาถ้วยที่ติดเข็มมาจ่อไว้ที่ถ้วยเปล่าที่จะอัด เมื่อมอเตอร์หมุน ก็พูดใส่เสียงลงไปในถ้วยกระดาษ ก้นถ้วยกระดาษก็จะสั่นและเจาะถ้วยแผ่นเสียงลึก-ติ้น ตามเสียงพูด เมื่ออัดเสร็จ ก็เอามาเล่นโดยวางเข็มแผ่นเสียงลงบนร่องที่อัดแล้วให้มอเตอร์หมุน เนื่องจากร่องแผ่นเสียงขรุขระตามเสียงพูด เข็มก็จะขูดและสั่นตาม ส่งพลังงานไปที่ถ้วยกระดาษเป็นเสียงดังออกมา



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 728 12 พ.ย. 2553 (07:53)

ดร.แขชนะ  เคยดูข้างในกระดิ่งไฟฟ้า หรือออดไฟฟ้า
ที่ใช้ไฟบ้านไหมครับ 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 729 12 พ.ย. 2553 (09:36)

จากความรู้ในความเห็น 726
ได้ทดลองใช้กับหมาที่บ้านด้วย

นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกว่าถ่านไปฉาย 1.5 V นั้น
นอกจากจะหมดเร็วแล้วยังไม่ค่อยแรงเอาเสียเลย
ผมจึงลองเทียบบัญญัติไตรยางศ์ดูว่า หากใช้ไฟฟ้า 110 V
มันจะดูดตะปูได้สักกี่ตัว

ลองทายดูนะครับว่าผมจะลองไหม


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 730 12 พ.ย. 2553 (16:04)

หากใช้ไฟฟ้า 110 V มันจะดูดตะปูได้สักกี่ตัว
โอ้โห  เคยใช้ไฟ 110 v เสียด้วย
ช่วยบรรยายให้ฟังหน่อยว่าสายไฟฟ้าที่บ้านมีลักษณะอย่างไร

ลองทายดูนะครับว่าผมจะลองไหม
ขี้เกียจทาย
มีหรือที่ คนอย่าง อ.นิรันดร์ จะไม่ลอง
(อยากฟังผลการลองมากกว่า คงจะได้ขำกลิ้ง)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 731 12 พ.ย. 2553 (16:31)
220045

มาดูวีรกรรมของผมดีกว่า


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 732 12 พ.ย. 2553 (21:54)

วาน ดร.แขชนะ ช่วยทำภาพแอนิเมชัน เมื่อกด สวิทช์
หน่อยครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 733 12 พ.ย. 2553 (22:20)

โชคดีที่ด้านซ้ายของวงจรในความเห็น 731 ลอย ๆ อยู่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 734 13 พ.ย. 2553 (22:50)
220165

ในภาพเดิม ไม่ลอยนะครับ  แต่ภาพนั้นไม่มีกรอบ 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 735 14 พ.ย. 2553 (10:59)

กดสวิทช์
http://megaswf.com/serve/71596/

http://megaswf.com/simple_serve/71596/


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 736 14 พ.ย. 2553 (23:01)

{#emotions_dlg.d6}บ้านผมมีฟิวส์ครับ
ตอนผมลองแม่เหล็กไฟฟ้า มันเหมือนกับจะระเบิดตรงหน้า
ตอนที่ผมเล่น น่าจะอายุประมาณ 9-10 ขวบ
ผมจัดปลายสายไฟให้ตรงกับรูปลั๊กไฟ
ใช้คีมที่มีด้ามยางจับขดลวดแล้วแหย่เข้าในรูปปลั๊ก

ปึ๊บ

จำได้ว่าเป็นแสงสีเขียวสว่างขึ้นตรงหน้า จ้ามาก
หน้ามืดไปพักหนึ่ง ไฟฟ้าดับหมดทั้งบ้าน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 737 14 พ.ย. 2553 (23:33)

แล้วเป็นไปตามบัญญัติไตรยางค์ไหมครับ

(ผมคิดแล้วว่า อ.นิรันดร์ จะต้องมีอะไรสนุกๆมาเล่าให้ฟัง)

ผมก็เคยเข็มขัดสั้นอยู่หลายเรื่องแต่ไม่น่าขำเหมือนการต่อสวิทช์ไฟ

ถ้าพัดลมหมุน  ก็ต้องมีลมออกมา
พัดลมที่อยูบนรถกะบะที่กำลังวิ่ง ก็หมุนติ้ว

ต่อไฟฟ้าเข้าไปในมอเตอร์  มอเตอร์ก็หมุน
ก็น่าจะใช้มอเตอร์ไปหมุนไดนาโมให้จ่ายกระแสไฟออกมาแล้วต่อเข้ากับมอเตอร์  แล้วก็ตัดกระแสไฟจากโรงไฟฟ้าออกเสีย
ไชโย ไม่ต้องเสียค่าไฟอีกต่อไปแล้ว

ไฟบ้าน 220 V สามารถแปลง ให้เป็นกระแสตรง 6 v
ใช้กับวิทยุได้ 
ดังนั้น  ตัดสายที่ต่อเข้ากับวิทยุออก แล้วนำถ่านไฟฉายสี่ก้อนมาต่อแทน ก็จะได้ไฟ 220 v. ออกที่ขั้วไฟ ac ได้แล้ว  ไชโย

ฟีล์มสี ถ่ายรูป จะกลับกันกับสีของวัตถุ เช่น วัตถุสีเขียว ในฟีล์มจะเป็นสีแดง
เมื่อเราถ่ายรูปมาแล้วอยากจะทำสไลด์ ก็นำฟีล์มนี้ไปก๊อบปี้ลงฟีล์เนกตีฟอีกม้วนหนึ่ง 
สีในฟีล์มก็จะกลับเป็นเหมือนสีของวัตถุ แล้วเราก็นำฟีล์มนั้นไปทำสไลด์ได้
ไชโย ไม่ต้องซื้อฟีล์สไลด์ซึ่งแพงกว่า และไม่ต้องเสียเวลา(และหาโอกาสยากๆ)ถ่ายใหม่ 




NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 738 16 พ.ย. 2553 (01:11)

เรื่องสร้างวีรกรรมแบบนี้ มีหรือที่ผมจะพลาด เกือบเจอ ม.17 ของจอมพลสฤษดิ์ ในยุคนั้นเหมือนกัน อันที่จริงแม้ว่าจะมีไฟฟ้า 220 โวลต์ มีหลอดไฟ มีสายไฟและสวิทช์ พร้อมสรรพ ก็ใช่ว่าจะทำได้ จะต้อง"โง่"ด้วย จึงจะสำเร็จ


ผมหายหน้าไปหลายวัน พานักเรียนสิงคโปร์ไปทัศนศึกษาเดินป่าที่มาเลเซียเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทย พรุ่งนี้ต้องบินต่อไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลินราว 1 สัปดาห์ อยู่ต่างประเทศเข้ามาในวิชาการ.คอมยากเหลือเกิน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 739 16 พ.ย. 2553 (11:40)

รอดูวีรกรรมของ ดร.แขชนะ อยู่


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 740 16 พ.ย. 2553 (12:28)

วีรกรรมของผมสมัยเรียนที่พลับพลาชัยนั้นมีหลายระดับ มีทั้งเสี่ยงต่อชีวิตตัวเอง ชีวิตคนอื่น และชีวิตสัตว์อื่น ต้องทำ Animation ประกอบจึงจะมัน แล้วจะค่อยๆทยอยเอามาลงเป็นตอนๆไปครับ ตอนนี้ต้องขอเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางก่อนครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 741 16 พ.ย. 2553 (19:19)

ชีวิตคือการเดินทางจริง ๆ เลยนะคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3608 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 742 25 พ.ย. 2553 (03:58)

ต้องขอติดหนี้คุณ NpEdu ไว้ก่อนที่ให้เล่าเรื่อง "วีรกรรม" ที่เสี่ยงต่อชีวิต


ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมต้องไปบรรยายตามที่ต่างๆ 3 ประเทศคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน ระหว่างอยู่ต่างประเทศเข้า "วิชาการ.คอม" ไม่ค่อยได้ เข้าได้ก็ใช้เวลาโหลดนานมาก จนหลุดไปเอง มีเรือ่งราวต่างๆที่ทำให้คิดถึงโรงเรียนวัดพลับพลาชัย แต่ก็เข้ามาเขียนเล่าสู่กันฟังไม่ได้



เอเชี่ยนเกมส์ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันที่กวางโจวนั้น ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เราจัดเอเชี่ยนเกมส์ครั้งแรกที่ประเทศไทย ตอนนั้นเราเรียนขั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่ามีเพลงมาร์ชเอเชี่ยนเกมส์ อยู่ 2-3 เพลง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ.....


ประดับเด่นเห็นเป็นธงห่วง นั่นหรือคือห่วงโอบพวกเรา
จะอยู่ที่ไหนมาลำเนา เรียกร้องพวกเราเผ่ากีฬา
ทุกชาติภูมิใจจำรูญ ที่ได้เป็นศูนย์ชาวบูรพา
โลกนิยมสมญาคือเอเชียนเกมส์

อันว่ากีฬาเป็นแรงพาสมบูรณ์ให้
เกิดพลานามัยด้วยพลังข้นเข้ม
วิญญาณชาวเอเซียนานา
จะเป็นนักกีฬาโดยเต็ม
เอเชี่ยนเกมส์เชิดชูขวัญจรรโลงใจ

เหมือนสื่อประสานสัมพันธ์ไปกันทั่วหล้า
ชวนผูกใจสามัคคีให้ยั้งยืนไป
เอเชี่ยนเกมส์กีฬาก่อปัจจัยส่งสันติ
สุขสมบูรณ์ให้ชาวเอเซีย

ชัยโย.. ชัยโย... ชัยโย... เอเชี่ยนเกมส์


........


โอ เอเชี่ยนเกมส์ ๆ
เราชาวไทย ต่างหัวใจปรีเปรม
โอ.....เอเชี่ยนเกมส์   โอ.....เอเชี่ยนเกมส์
เราชาวเอเซียมาช่วยกันเชียร์ เอเชี่ยนเกมส์

เอเชียนเกมส์นี่หรือทั่วโลกเลื่องลือ คือกีฬา
เอเซียทุกชาติภาษาต่างส่งกีฬามาประชัน
กีฬาสามัคคี รวมไมตรีสัมพันธ์
กีฬาเป็นยาประสานให้ความสุขสันต์ทั่วเอเซีย


โอ เอเชี่ยนเกมส์ ๆ
เราชาวไทย ต่างหัวใจปรีดเปรม
โอ.....เอเชี่ยนเกมส์   โอ.....เอเชี่ยนเกมส์
เราชาวเอเซียมาช่วยกันเชียร์ เอเชี่ยนเกมส์

ไทยขอเชิญเวียดนาม ฮ่องกง เจแปน เพื่อนเอเซีย
ลังกา พม่า อินเดีย อิหร่าน โกเรีย อัฟกานิสถาน
อิสราเอล เนปาล ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ปากีสถาน
มาเลเซีย จีนไต้หวัน สมานฉันท์อินโดนีเซีย


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  http://www.cokethai.com/forum/viewtopic.php?f=23&t=1894


นอกจากเอเชี่ยนเกมส์แล้ว ตอนนั้นมี "งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งเอเชีย ครั้งที่ 1" จัดที่หัวหมาก อาคารที่ใช้จัดแสดงต่างๆ ตอนหลังใช้เป็นอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อก่อนนี้ทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัยจัดให้มีการทัศนศึกษาที่งานแสดงสินค้าฯนี้ด้วย จำได้ว่า ต้องนั่งรถที่เช่าพิเศษของบริษัทนายเลิด เป็นรถเมล์ขาว สมัยนั้นรู้สึกว่านั่งรถไปช่างนานแสนนาน ไม่ถึงสักที ต่างจากเดี๋ยวนี้ ไปรามคำแหงเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว


5-6 วันที่ผ่านมาผมไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลิน เดี๋ยวนี้ไม่มีเครื่องบินที่บินตรงเหมือนก่อน ต้องบินไปต่อเครื่งที่กวางโจว ที่กวางโจวกำลังคึกคักกับบรรยายกาศเอเชี่ยนเกมส์ บรรยากาศที่สนามบินเป่ยหยุน (白云) หรือแปลว่าเมฆขาว ก็คึกคัดเช่นกัน มีการประดับประดาตกแต่งอย่างมีชีวิตชีวา มีร้านขายของที่ระลึกกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ทำรายได้อย่างมหาศาล ผมยืนดูอยู่สังเกตเห็นผู้คนเข้ามาเลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง




มีคนแต่งตัวเป็น Mascot ของกีฬาเอเชี่ยนเกมส์เดินวนเวียนให้ผู้คนถ่ายรูปด้วย มีกระดานรูปทรงกระบอกให้ผู้คนมาขีดเขียนแสดงความเห็น ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ดังแสดงในรูป



ทางมหาวิทยาลัย Guangxi Normal University ได้รับงบประมาณจากทางรัฐบาลกลาง โดยให้ Prof.Luo Xingkai เป็นผู้ดำเนินการจัดการอบรมครูฟิสิกส์ 2 รุ่น รวมราว 400 คน ผมไปบรรยายในฐานะ Visiting Profesor ของมหาวิทยาลัย ผมไปสอนหนังสือนักศึกษาปริญญาโทที่นี่ด้วยมาตั้งแต่ปี 2005 ที่เห็นในรูปบน Prof.Luo Xingkai กำลังแนะนำผมซึ่งอยู่บนเวทีกำลังจะบรรยาย รูปล่างถ่ายหน้าประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย


ผมใช้โทรศัพท์มือถ่ายรูปขณะนั่งในห้องบรรยาย แล้วติดต่อกับดาวเทียมของ Goole earth จะสามารถได้ภาพที่บอกพิกัดและ Zoom ทำให้เห็นหลังคาของห้องบรรยายได้



หลังจากบรรยายอบรมครูจบไป 2 รุ่น มีโรงเรียนมัธยม Number 1 ในเมืองกุ้ยหลินที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย Guangxi Normal University ได้เชิญผมไปบรรยายในลักษณะ Science Show ให้แก่ครูและนักเรียนจำนวน 2000 คน



ที่เห็นในรูปบน ผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังกล่าวแนะนำตัวผม สังเกตุป้ายต้อนรับสีแดงด้านหลัง ผมวงสีดำไว้ตรงชื่อของผมที่เป็นภาษาจีน (จงฉาย) ภาพล่างเป็นภาพที่ผมถ่ายบรรยากาศในโรงยิมของโรงเรียนก่อนเรื่มบรรยาย


เช่นเดียวกัน ผมใช้โทรศัพท์มือถ่ายรูปขณะนั่งในโรงยิม แล้วติดต่อกับดาวเทียมของ
Goole earth จะสามารถได้ภาพที่บอกพิกัดและ Zoom
ทำให้เห็นหลังคาของโรงยิมของโรงเรียนได้



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 743 25 พ.ย. 2553 (04:09)


ผมลองเข้าไปดูเว็ปของมหาวิทยาลัย ใน Blog ของครูจีนที่เช้ามาแสดงความคิดเห็น มีรูปให้ดูด้วยครับ http://xhxy.risechina.org/201011/3209.html


钟才博士:手脑并用的创意科学教学


1120日下午,在大学生学术报告厅,来自泰国的钟才(Janchai Yingprayoon)博士给本次研修班的学员们带来了一场创意科学教学的视听盛宴。


整场报告中,钟才博
士用幽默的语言,精彩的互动实验,让在座的老师体会怎样进行创造性的教学。利用纸杯和细绳模拟发音、利用细绳和电动牙刷演示驻波、自制的简易留声机、酒精
枪、简易温度计、自制简易麦克风等一系列精彩巧妙、取材简易、富含创意的实验,使学员们沉浸其中,会场不时传出开心的笑声、由衷的掌声。


张波/文;陶民/





钟才博士与学员做互动游戏



利用纸杯和细绳来模拟发音



利用细绳和电动牙刷来演示驻波实验



自制的简易留声机



酒精枪


自制的一种简易温度计



力的介绍




试试看,奇怪的视觉效果



我们来做个静电实验




演示自制简易麦克风



钟才博士在演示实验




钟才博士报告会现场座无虚席




学生们情绪高涨,积极参与




好精彩,好棒呦




意犹未尽




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 744 24 พ.ย. 2553 (23:33)

หน้ามหาวิทยาลัยจะมีรถแท็กซี่จอดเรียงรายไว้บริการ มีร้านรวงขายของทั้งตึกแถวและหาบเร่ อีกทั้งยังมีตลาดสดขายผักผลไม้ นักศึกษาก็มักจะออกมาเดินซื้อของและรับประทานอาหารเหมือนๆกับมหาวิทยาลัยทั่วไปในประเทศไทย แผงลอยที่อยู่ริมถนนจำนวนมากคือแผงบริการเติมเงินโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม



 


อากาศที่กุ้ยหลินเริ่มเย็นๆ ลมโชยมาอ่อนๆ คิดถึงหน้าหนาวสมัยก่อนที่กรุงเทพ รู้สึกหนาวมาก ตอนเรียนที่พลับพลาชัย เด็กนักเรียนสวมเสื้อหนาวกันหลากสีอยู่นาน ต่างจากปัจจุบัน ผมเดินไปแถวๆเยาวราชกับแม่ จำได้ว่าแม่ซื้อขนมชนิดหนึ่งที่วางขายทั่วไปที่เยาวราช ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ผมชอบกินมาก มาจีนก็มีขายและผู้คนนิยมกินกันมาก ไปเมืองไหนก็มีขายทั่วไปทุกเมือง เรียกได้ว่าเป็นของกินพื้นบ้านที่ใครๆก็รู้จัก ดังแสดงในรูปซ้ายมือ



ที่น่าสนใจคือ ขนมชนิดนี้มีลักษณะเหมือนขนมที่นิยมรับประทานกันทั่วไปในเมือง Kazan ในรัสเซีย ดังแสดงในรูปขวามือ ขนมนี้มีชื่อเรียกว่า "ชัค-ชัค" ขนมที่เป็นรูปกรวยสีขาวๆนั้นคือ ขนมคล้ายๆน้ำตาลสายไหมอัดเป็นแท่ง ทำให้ชวนสงสัยว่าวัฒนธรรมการกินขนมแบบนี้มากจากไหน



ทำให้ผมคิดเล่นๆว่า การนำวัฒนธรรมการกินจากจีนไปสู่ดินแดน Tatarstan นี้อาจจะต้องมีการเคลื่อนย้ายโดยผู้ทรงอำนาจ เช่น "เจ็งกีสข่าน" ดังแสดงในรูปซ้ายมือ เจ็งกีสข่านแผ่อำนาจไปไกลจากเอเชียไปชนแดนยุโรปดังรูปซ้ายมือ


ชาวมองโกลหรือที่เรียกกันในหมู่รัสเซียว่า
ตาตาร์ (Tatar) เป็นเชื้อสายของเตมูจิน (Temuchin, ค.ศ. 1155 หรือ ค.ศ.
1162-1227) หรือที่เรารู้จักกันในนามเจงกิสข่าน
(Jenghiz Khan) พวกมองโกลได้รุกรานเข้าโจมตีอาณาจักรจีน
และเข้าตีอาณาจักรของชาวมุสลิมทางตอนกลางของทวีปเอเซีย
พวกมองโกลได้นำทัพข้ามเทือกเขาคอเคซัส
เข้ามาถึงทางภาคใต้ของรัสเซีย ตีอาณาจักรโพลอตส์ บนฝั่งแม่น้ำกัลกา (The
River Kalka) ในปี ค.ศ. 1223 แต่หลังจากที่เจงกิสข่านเสียชีวิตลง
อาณาจักรมองโกลได้แบ่งออกเป็นส่วนๆ
ให้แก่ลูกชายทั้ง 4 คนของเขา แต่ชาวมองโกลมีทำเนียมที่ว่า
ประมุขของพวกมองโกลจะต้องมี 1 คน และดำรงตำแหน่งข่านผู้ยิ่งใหญ่ (Great
Khan) ออคไต (Ogdai) ลูกชายคนที่ 3
ของเจงกิสข่านได้รับตำแหน่งนี้ ออคไต ได้ดำเนินนโยบายครองโลกตามอย่างบิดา
โดยยกทัพไปรุกรานแคว้นเตอรกีสถาน (Turkestan) อาร์มาเนีย
จอรืเจียและเมืองต่างๆ แถวเทือกเขา
คอเคชัส นอกจากนั้นพวกมองโกลยังได้ยกทัพไปตีเมืองต่างๆ บนลุ่มแม่น้ำโวลก้า
เมืองของพวกบูลการ์ในรัสเซีย อาณาจักรเมโสโปเตเมีย ประเทศซิลี เกาหลี
และอาณาจักรจีนทั้งประเทศ
กุบไลข่าน (Kublai Khan, ค.ศ. 1259-1294) เชื้อสายเจงกิสข่าน
(โอรสพระราชบุตรองค์ที่ 4 ของเจงกิสข่าน) ได้เป็นผู้ก่ตั้งราชวงศ์หงวน
(The Yuan dynastry) ขึ้นในประเทศจีน


ในปี ค.ศ. 1260
ชาวมองโกลได้ปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศโปแลนด์
และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ตลอดลงมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิก
และจากมหาสมุทรอาร์ติก
ลงมาถึงประเทศตุรกี อ่าวเปอร์เซียและทางตอนใต้ของประเทศจีน นอกจากนี้แล้ว
พวกมองโกลยังสามารถยกทัพเข้าไปรุกรานจนถึงภาคกลางของทวีปยุโรป
เอาชนะพวกโปล เยอรมัน และอังกาเรียน


(อ้างอิง: http://www.tiewrussia.com/webboard/view_question.php?qno=45)




ที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นคือ สาวๆที่เมืองนี้ หน้าตาผสมปนเปคล้าย หมวย ปนแขก ปนฝรั่ง รูปซ้ายมือเป็นรูปเลขาของผู้อำนวยการโรงเรียนที่เมือง Kazan ที่ผมไปสอนหนังสือนี้กำลังเตรียมอาหารเช้าไว้ต้อนรับผม หน้าตาคล้ายหมวยแถวๆเยาวราช คงจะเป็นยเพราะการผสมปนเปข้ามเผ่าพันธุ์ตั้งแต่สมัยเจ็งกีสข่านกระมัง


เดือนหน้า วันที่ 12-17 ธันวาคมนี้ ผมก็ต้องไปสอนที่เมือง Kazan อีก นัยว่าอุณหภูมิราวๆ -20 องศาเซลเซียส คงมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอีก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 745 24 พ.ย. 2553 (23:56)

เรียน อาจารย์แขชนะ



ผมคิดว่าขนมในรูปที่อาจารย์นำมาแสดงน่าจะเป็น ขนม "ข้าวซอยตัด" ของทางภาคเหนือครับ หรือมีชื่อภาษาจีนว่า 沙琪玛 - Shāqímǎ-ซาฉี๋หม่า
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cometz&month=04-05-2009&group=2&gblog=2
http://www.nakhonchiangmai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=87:2010-01-14-04-51-37&catid=40:food&Itemid=56


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2435 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 746 25 พ.ย. 2553 (00:06)

ขอบคุณ คุณOuroboros ที่เข้ามาร่วมสนทนาด้วย ทำให้บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีกมาก จากลิ้งค์ที่คุณให้มา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cometz&month=04-05-2009&group=2&gblog=2
http://www.nakhonchiangmai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=87:2010-01-14-04-51-37&catid=40:food&Itemid=56 


จะได้ข้อมูลดังนี้ครับ    


ข้าวซอยตัด 沙琪玛 เป็นอาหารที่เรียบง่าย เดิมทีเป็นอาหารว่างของเผ่าแมนจู มีความหมายเดิมในภาษาแมนจูแปลว่า "นมหมาชุบน้ำตาล"


沙琪玛 วิธีการทำโดยการนำเอาเส้นหมื่ไปทอดจนสุก แล้วชุบด้วยน้ำตาล


มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเมื่อก่อนในสมัยราขวงศ์ชิง มีแม่ทัพอยู่ท่านนึง
ท่านชอบขี่ม้าล่าสัตว์มาก และก่อนออกล่าสัตว์ทุกครั้งจะต้องทานของว่างก่อน
โดยของว่างที่ทานนั้นต้องไม่ซ้ำกับที่เคยทานด้วย
มีอยู่วันนึงก่อนออกล่าสัตว์
ท่านได้สั่งคนครัวท่านให้ทำของว่างที่น่าสนใจมาให้ทาน
ไม่เช่นนั้นจะไล่คนครัวกลับบ้านไปทำนา
เมื่อครั้งพ่อครัวลงมือทำอาหารก็งุนงงคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี
พอทำอาหารว่างที่ทำด้วยไข่ไปทอดจนเละ ท่านแม่ทัพก็รีบเร่งให้นำไปเสิร์ฟ
ด้วยความตั้งตัวไม่ถูกพ่อครัวจึงตะโกนออกมาว่า“杀那骑马的!shānàqímǎde"(ไอ้คนขี่
ม้าไปตายไป!) แล้วจึงรีบนำไปเสิร์ฟ
ครั้งเมื่อท่านแม่ทัพได้ทานปรากฎว่าท่านชอบใจขนมหวานนี้มาก
จึงถามพ่อครัวว่าขนมนี้ชื่ออะไร
พ่อครัวจึงตอบว่าชื่อ“杀骑马Shāqímǎ”ด้วยเหตุนี้ข้าวซอยตัดจึงถูกเรียกว่า沙琪玛
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 747 25 พ.ย. 2553 (00:21)

ผมไปดูใกล้ๆที่ซอง เขาเขียนไว้ว่า "ขนมไข่ชาฉีหม่า" จริงๆด้วยครับ ราคา 5 หยวน



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 748 25 พ.ย. 2553 (01:15)

นับว่าเป็นความบังเอิญจริงๆ ครับ เพราะระหว่างที่ผมกำลังนั่งตรวจเพื่อลบความเห็นและกระทู้ "ขยะ" ทั้งหลายอยู่ ผมอ่านเจอความคิดเห็นที่ 744 ของอาจารย์แขชนะ และพบว่าขนมในรูปนั้นเหมือนกับขนมที่ผมกำลังนั่งกินอยู่พอดี น้องผมซื้อขนมชนิดนี้มาให้ เป็นของฝากจากเชียงใหม่ครับ ในตอนที่รับมา น้องบอกว่าขนมนี้ชื่อ "ข้าวซอยตัด" ผมยังแปลกใจว่าขนมชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับข้าวซอยไก่ที่ผมชอบกินอย่างไร


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2435 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 749 26 พ.ย. 2553 (00:01)

ขอย้อนกลับมาเล่าเรื่อง "วีรกรรม" ที่เสี่ยงต่อชีวิต ที่ติดหนี้คุณ NpEdu ไว้


เรื่องแรกเกี่ยวกับงานลอยกระทง สมัยก่อนนี้ไปเที่ยวงานลอยกระทงรู้สึกว่าคนแน่นขนัดไปหมด แก่งแย่งกันลอยกระทงริมคลอง ผมรุู้สึกรำคาญ ก็เลยคิดลอยกระทงสวรรค์ โดยเอาลูกโป่งสวรรค์หลายลูกมาผูกติดกับกระทงใบขนาดเล็ก จัดการจุดธูปเทียนอธิฐานเสร็จสรรพก็ปล่อยให้กระทงลอยขึ้นสู่ฟ้า สมัยเด็กไม่ได้คิดต่อว่ากระทงสวรรค์มันจะไปถึงสวรรค์จริงหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าสนุกเมื่อเห็นกระทงสวรรค์ค่อยๆลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า


แต่แล้วความสนุกสุขสมใจก็ต้องมลายสลายไป เมื่อกระแสลมพัดเปลวเทียนให้ไปไหม้เส้นเชือกที่ผูกไว้กับลูกโป่งให้ขาดออกจากกระทง กระทงพร้อมเปลวไปลอยระลิ่วตกลงมา ที่น่าหวาดเสียวก็คือ มันได้ตกไปที่ปั๊มน้ำมัน เคราะห์ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่นั้นมาผมไม่คิดจะลอยกระทงสวรรค์อีกเลย และถึงคราววันเพ็ญเดือนสิบสองมาเยือนคราใด เห็นมีการประกาศจัดงานลอยกระทงสวรรค์ตามโรงแรมและงานวัดต่างๆ ภาพหวาดเสียวในอดีตมันโผล่ขึ้นมาเตือนใจทุกครั้งไป




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aitai&month=12-2007&date=23&group=63&gblog=2


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 750 26 พ.ย. 2553 (02:54)

เรื่องที่สอง ไม่ค่อยตื่นเต้น แต่ก็ทำให้ผมได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องมีอยู่ว่า....


ตอนผมเรียนชั้น ป.2 แม่ผมซื้อกล้องถ่ายรูปตัวแรกมาให้ เป็นกล้องยี่ห้อ Kodak รุ่น Brownie Chiquita ใช้ฟิล์มม้วนขนาด 3 นิ้ว จำได้ว่าเป็นหมายเลขขนาด 127 เป็นกล้องแบบปัญญาอ่อนสมบูรณ์แบบ คือ แบบ Focus free ใช้หลักการกล้องรูเข็มนั่นเอง ผมก็หัดถ่ายรูปมาตลอด จนกระทั่งมาเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย




ตอนเรียนชั้น ป.6 มีครูมาฝึกสอนท่านหนึ่งชื่อ "ครูยุพิน ลำเจียก" ท่านเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยครูสวนดุสิตในสมัยนั้น ท่านมาสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สอนสนุกมาก มีการทดลองที่สนุกตื่นเต้น โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังอีก ท่านมีส่วนทำให้ผมรักวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้นอีกมากมาย ก่อนท่านจะฝึกสอนจบ ผมก็ขอถ่ายรูปท่านด้วยกล้องดังกล่าวข้างต้นเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายตรงบริเวณมุมตึก หน้าห้องของ"ครูปัญหา" ดังแสดงให้เห็นดังรูป เปรียบเทียบกับภาพโรงเรียนในปัจจุบัน



การทดลองตอนหนึ่งที่ครูยุพินได้ทดลองให้ดูคือ การต้มน้ำให้เดือดโดยใช้ถ้วยกระดาษ ครูยุพินพับกระดาษเป็นกระทงขนาดเล็ก เทน้ำลงในกระทงแล้ววางบนตะแกรงแล้วใช้ไฟลน จนกระทั่งน้ำเดือดโดยที่กระดาษไม่ไหม้ไฟ ตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมากระคนกับความสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ครูยุพินเล่าเหตุผลว่าเมื่อกระดาษได้รับความร้อนจากไฟ ก็จะส่งต่อความร้อนไปยังน้ำ ความร้อนสูงสุดที่กระดาษได้รับก็คือไม่เกิน 100 องศาเซ็นติเกรด (สมัยก่อนเรียกแบบนั้น) เป็นความรู้ใหม่ที่ผมตื่นเต้นมาก



จากความรู้ใหม่ที่ได้รับมาสดๆร้อนๆ ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ผมทำธุระในห้องน้ำ สังเกตเห็นหลอดไฟในห้องน้ำ ลองสัมผัสดูรู้สึกว่าร้อน ก็เลยคิดต่อไปได้ว่า เราน่าจะทำให้หลอดไฟนี้เย็นได้โดยใช้หยดน้ำช่วยถ่ายเทความร้อน เหมือนที่ครูยุพินแสดงให้ดู ผมก็เลยลองเอาน้ำหยดลงไปบนหลอด ขณะที่นั่งปลดทุกข์พลางดูหลอดไฟไปพลาง ดูอยู่ไม่นานนัก หลอดไฟก็แตกโพล๊ะ มืดตื๋อ กลัวเกือบตาย ก็เลยได้เรียนรู้ว่า ผิวแก้วตรงบริเวณที่มีหยดน้ำจะเย็น แต่ผิวแก้วบริเวณอื่นจะร้อน ทำให้แก้วขยายตัวไม่เท่ากัน หลอดแก้วจึงแตกได้ ความรู้เรื่องนี้เป็นประโยชน์แก่ผมในเวลาต่อมาเมื่อเรียนปริญญาโท เกี่ยวกับการสร้างหัววัดรังสีไกเกอร์เคาน์เตอร์ใช้เองในประเทศไทย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 751 26 พ.ย. 2553 (14:30)

ขอประชาสัมพันธ์หน่อยครับ



เมื่อเช้านี้ อรทัยโทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่า เพื่อนร่วมรุ่นพลับพลาชัย (โดยเฉพาะห้องครูบุญเหลือ) จะมีการจัดพบปะสังสรรค์กันที่ โรงแรมนารายณ์ เป็นแบบบุพเฟ่ครับ เวลา 11-13 น. วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2553 เพื่อนๆนักเรียนพลับพลาชัยที่อยากมาพบปะกันก็เชิญนะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 752 29 พ.ย. 2553 (11:17)

ดร.แขชนะ ต้องอธิบายได้


http://www.learnsanook.info/?tag=harry-potter



ในลิงค์นี้มีภาพสามมิติอยู่หลายภาพ
อยากทราบว่า ภาพสามมิติ แบบนี้ เขาทำกันอย่างไร
เราจะทำเล่นเองได้หรือไม่-อย่างไร
(ในเมื่อมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถคัดลอกรูปภาพและจัดวางได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 753 29 พ.ย. 2553 (11:34)
221409

พิมพ์กระทู้เสร็จ คิดว่า มันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วก็ลองทำดู

ไชโย  ทำได้แล้ว


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 754 29 พ.ย. 2553 (14:45)

ผมจบจาก ส.พ.ช. เหมือนกันครับ ไม่นึกว่าจะมาเจอรุ่นพี่ในเวบบอร์ดนี้เลย (เป็นสมาชิกใหม่ด้วย)

แต่ผมพึ่งจะจบจากวัดพลับพลาชัยเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง สารสัมพันธ์(42)

ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ^^


mrpig
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 755 29 พ.ย. 2553 (17:05)
221477

ดูให้ดี พยายามให้สายตาไปโฟกัสที่หลังจอภาพ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 756 29 พ.ย. 2553 (17:07)
221478

ข่วยนับหน่อยมีกี่แถว


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 758 29 พ.ย. 2553 (17:20)
221480

พูดกันว่า คนที่ยืนหน้าสุดเป็นนางงามจักวาลนะ
อยากทราบว่าคนที่เท่าไร นับจากไหน


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 759 1 ธ.ค. 2553 (02:50)

การมองเห็นภาพสามมิติเป็นคุณสมบัติพิเศษของสัตว์ที่อยู่ในกลุ่ม Primate ที่มี 2 ตา



สามารถเห็นภาพได้จากมุมมอง 2 มุมมอง สมองส่วนที่เรยกว่า Optical Thalamus
จะเก็บสะสมประสบการณ์มองเห็นแต่เยาว์วัย แล้วตีความออกมาว่ามีความลึก



พิจารณาการมองภาพสองภาพ คือ ภาพที่ 1 และ ภาพที่ 2 โดยให้ตาซ้ายมองภาพที่ 1 และตาขวามองภาพที่ 2 ตรงวงกลมสีขาว ลากเส้นนำสายตาไปบรรจบกัน เป็นภาพโฟกัสปรากฏให้เห็นพร้อมกันทั้งสองตา แต่ถ้ามองที่วงกลมสีแดง เส้นนำสายตาจะลากไปรวมกันโฟกัสเป็นภาพปรากฏเป็นวงกลมสีแดงวงเดียวเห็นทั้งสองตา จะพบว่าภาพปรากฏชขงวงกลมสีขาวและสีแดงจะอยู่คนและตำแหน่ง วงกลมสีแดงจะอยู่ข้างหน้าวงกลมสีขาว จะเห็นได้ว่า ถ้าระยะห่างระหว่างวงกลมสีแดงในภาพที่ 1 และภาพที่ 2 มีขนาดสั้นกว่าระยะห่างของวงกลมสีขาว จะเกิดภาพปรากฏว่าสีแดงจะอยู่ข้างหน้าวงกลมสีขาว



และในทำนองเดียวกัน ถ้าระยะห่างระหว่างวงกลมสีแดงในภาพที่ 1 และภาพที่ 2 มีขนาดยาวกว่าระยะห่างของวงกลมสีขาว จะเกิดภาพปรากฏว่าสีแดงจะอยู่ข้างหลังวงกลมสีขาว



 



ลองพิจารณาภาพถ่ายแบบสามมิติจริง จะเห็นว่า ระยะห่างระหว่างหน้าคน (ลูกศรสีน้ำเงิน) และระยะห่างระหว่างยอดไม้ด้านหลัง (ลูกศรสีแดง) มีขนาดไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างหน้าของ 2 ภาพสั้นกว่า ดังนั้นเราก็จะเห็นหน้าคนอยู่หน้าทิวทัศน์ข้างหลัง



ลองทำภาพรวมโดยใช้ไฟล์ GIF โดยให้ทิวทัศน์หลังคาบ้านด้านหลังคงที่



เปรียบเทียบกับภาพรวมโดยใช้ไฟล์ GIF โดยให้หน้าคนคงที่


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 760 1 ธ.ค. 2553 (11:17)

อันที่จริงยังมีวิธีการดูอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Crossed eyes viewing คือมองแบบทำตาเหล่นั่นเอง คือเอาภาพวางสลับที่กัน แล้วให้สายตามองข้ามภาพตัดกัน เกิดเป็นภาพสามมิติได้เช่นเดียวกัน วิธีนี้อาจมองง่ายและสบายตากว่า เพราะคนเราทำตาเหล่ง่ายกว่าทำตาถ่างดูภาพ วิธีนี้ใช้มองดูด้วยตาเปล่า หากใช้อุปกรณ์ช่วยที่เรียกว่า Stereoscope ต้องวางรูปแบบที่กล่าวถึงตอนต้น



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 761 1 ธ.ค. 2553 (21:21)

คิดแล้วว่า ดร.แขชนะ ต้องรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด
และเพิ่งรู้ Crossed eyes viewing

จากภาพในความเห็นเพิ่มเติมที่ 758  
นางงามจักรวาลคือคนที่ 5 จากซ้าย  และทุกคนจะอยู่หลังจอภาพ

แต่ Crossed eyes viewing นางงามจักรวาลคือคนที่ 7 จากซ้าย  และทุกคนจะอยู่หน้าจอภาพ (ใกล้จมูกเรา)เหมือนจะจับตัวได้


ขอบคุณ ดร.แขชนะ ครับ
อ้อ  แล้ว Stereoscope นี่เป็นยังไง ครับ ทำเล่นเองได้ไหม


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 762 2 ธ.ค. 2553 (01:00)

หากจะพูดถึงเรื่อง Stereoscope นั้น ผมจะขอเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังสักเล็กน้อย



ย้อนหลังไปสมัยที่ผมเรียนชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สมัยนั้นทางโรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าชมนิทรรศการของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆที่นำมาจัดแสดงในงานแสดงศิลปะหัตถกรรมนักเรียนประจำปี ผมได้มีโอกาสไปกับเพื่อนรักคนหนึ่งมีชื่อว่า "กิ้มเซ้ง แซ่กัว" (ดังรูป) ในงานนิทรรศการครั้งนั้นไม่มีนิทรรศการใดที่ทำให้ผมประทับใจเท่านิทรรศการของ "วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ" ในสมัยนั้น (ดูรูป)เป็นนิทรรศการของนักศึกษาพวกช่างรางวัด ที่ได้นำเอา "Stereoscope" มาจัดแสดงในงาน จำได้ว่าเป็นภาพถ่ายทางอากาศของตึกในกรุงเทพ ผมตื่นเต้นมากที่ได้มองเห็นยอดตึกพุ่งขึ้นมาราวกับจะทิ่มแทงตา มันทำให้ผมทั้งตื่นเต้นและฉงนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง พวกพี่ๆนักศึกษาได้อธิบายให้ฟัง แต่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ปล่อยให้ผมสงสัยและอยากรู้ตลอดมา


หลังจากนั้นมาผมก็ติดตามศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับภาพสามมิติมาตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี จึงทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการต่างๆเกี่ยวกับภาพและหนังสามมิติแบบต่างๆมากมาย มีโอกาสได้จัดนิทรรศการภาพสามมิติให้สมเด็จพระเทพฯทอดพระเนตรหนึ่งครั้ง และมีโอกาสจัดการอบรมและนิทรรศการต่างๆทั้งประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2520 ผมได้เขียนบทความเรื่อง"ทำกล้องดูภาพสามมิติ (Stereoscope)" ไว้ในวารสาร"วิทยาศาสตร์ไทย" เขียนไว้สามสิบกว่าปีมาแล้ว สำนวนต่างๆอาจแลดูแปลกตาบ้างตามวัยและยุคสมัยครับ ลองอ่านดูก่อนนะครับ แล้วผมจะมาเพิ่มเติมวิธีทำและรายละเอียดอื่นๆในโอกาสต่อไป







 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 763 2 ธ.ค. 2553 (15:15)

อ๋อ  อย่างนี้นี่เอง
เคยเห็นแล้วเหมือหลายสิบปี นอกจากพ่อค้าเร่ ขายของใช้ประจำบ้านแปลกๆใหม่ๆ  แม้แต่การรับจ้างถ่ายรูป กรอฟัน แล้ว ยังมีพวกที่นำกล้องให้คนจ้างส่องดูภาพ 
คนจ้างดูเยอะเลยครับ  ภาพก็ไม่ได้สวยหรือแปลกประหลาดมากนัก มันก็ภาพวิวธรรมดาๆนี่เอง หรืออาจจะเป็นรูปสัตว์ที่ค้นรู้จักดี แต่ไม่เคยเห็นตัว เช่นเสือ

ที่คนแย่งกันจ้างดูเพราะ คนดูก่อน ผิดหวัง(แทนที่จะได้ดูของดีกว่านี้) จึงหลอกคนต่อๆไปให้อยากดูและเสียเงินเหมือนตัวเอง

ต่อมาคนที่ดูตอนหลัง จึงบอกคนอื่นๆว่าไม่มีอะไรที่น่าสนใจ
แต่คนก็ไม่เชื่อ ดีหรือไม่ดีจะต้องเห็นกับตา จึงต้องยอมเสียเงินค่าจ้างดู

ผมก็อยากดูบ้าง แต่ไม่มีเงินจึงอดดู 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 764 2 ธ.ค. 2553 (16:46)
221835

ภาพ 3 มิติ (ทำเป็นแล้ว)
วิธีดู
จ้องภาพ ให้สายตาไปโฟกัสทีหลังจอ  เพื่อให้ภาพทั้งสองซ้อนทับกันตรงกลางจอ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 765 2 ธ.ค. 2553 (20:24)

คนที่เพิ่งหัดดูใหม่อาจจะยากมากที่จะบังคับตาให้เห็นเป็น 3 ภาพ โดย 2 ภาพซ้ายขวาเป็นภาพ 2 มิติ
ภาพกลางเป็นภาพ 3 มิติ

แนะนำให้เอาสมุดมาเล่มหนึ่ง วางตั้งฉากกับจอตรงเส้นกลางระหว่างภาพทั้งสอง
สันสมุดตรงกับดั้งจมูก
ทำให้ตาขวาเห็นภาพขวาภาพเดียว ตาซ้ายเห็นภาพซ้ายภาพเดียว
แล้วทีนี้ก็บังคับสมองให้รวมภาพสองภาพเป็นภาพเดียวกันให้ได้

ขอให้เมื่อยกล้ามเนื้อตากันทุกคนนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 766 3 ธ.ค. 2553 (01:54)

ขอกลับมาเล่าเรื่อง "วีรกรรมเสี่ยงตาย" อีกสักเรื่องหนึ่ง


ขอย้อนกลับไปพูดถึงความเห็นที่่ 567-570 เกี่ยวกับการทำวิทยุแร่เล่นสมัยเด็ก



สมัยที่ยังเป็นเด็ก ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้ามากนัก หลายอย่างก็คิดแบบเด็กๆ ผมคิดว่าถ้าต่อสายอากาศยาวมากๆ จะได้ยินเสียงชัดเจน ก็เลยคิดต่อไปว่า ปลั๊กไฟมีการเดินสายไปยาวๆตามบ้านต่างๆตลอดจนไปยังเสาไฟฟ้านอกบ้าน น่าจะช่วยทำหน้าที่เป็นสายอากาศได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟดูดเพราะครบวงจร เราก็ใช้ต่อสายอากาศเข้ากับปลั๊กไฟเพียงข้างเดียว มันคงไม่ดูดเพราะไม่ครบวงจร (คิดเอาเอง) ดังรูป พอต่อเสร็จสรรพ ก็นอนฟังบนเตียงซึ่งขาไม่ถึงพื้นดิน ฟังสบายใจ ขณะที่กำลังหมุนหาคลื่นวิทยุโดยจับตัว Condenser ที่ปรับค่าได้ซึ่งทำด้วยโลหะ ขาก็ก้าวลงจากเตียงสัมผัสพื้นดิน เท่านั้นเอง !! ก็โดยไฟดูด หงึกๆๆๆ เกือบตาย



มาทราบต่อมาว่า ปลั๊กไฟบ้านเราทั่วไปมีสองสาย ซึ่งเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ สายหนึ่งจะมีไฟ Line (L) อีกสายหนึ่งไม่มีไฟ Neutral (N) แต่อันที่จริงการต่อสายไฟควรมีสายดิน (Ground) ด้วยเพื่อป้องกันไฟรั่วโดยบังเอิญ ถ้าสังเกตให้ดี ปลั๊กไฟ 2 รูนี้มักมีขนาดไม่เท่ากัน รูใหญ่เป็นสายที่ไม่มีไฟ (Neutral) ส่วนรูเล็กว่าเป็นสายที่มีไฟ (Line) ปลั๊กตัวผู้ของเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดก็มักมีขนาดหัวปลั๊กไม่เท่ากัน ขาปลั๊กข้างที่ให้เสียบกับรูที่ไม่มีไฟจะมีขนาดใหญ่กว่า ดังแสดงในรูป สายไฟที่ใช้ก็มักทำเป็นสี เพื่อให้จำได้ง่าย คือ สายดิน หรือ Ground มักใช้ Green สายที่ไม่มีไฟใช้สีขาว ส่วนสายที่มีไฟใช้สีดำ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 767 3 ธ.ค. 2553 (12:54)

เคยสังเกตไหมว่า
อยู่ดีๆ ไฟดับทั้งบ้าน หลอดไฟไม่ติด ตู้เย็น วิทยุ ทีวี และคอมพิวเตอร์ หยุดทำงาน
เมื่อทดสอบไฟที่เต้าเสียบ มีไฟทั้งสองรู


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 768 3 ธ.ค. 2553 (13:01)

เคยเห็นประจำครับ เต้าเสียบ UPS ของผมมีไฟทุกรูเลยครับ แม้ว่าไฟจะดับทั้งบ้าน (กวนๆ) ฮา!


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 769 3 ธ.ค. 2553 (21:32)

มีคนสงสัยไหมครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 770 3 ธ.ค. 2553 (22:54)

จริงๆแล้วลักษณะแบบนี้ผมยังไม่เคยเห็นครับ แต่ก็น่าจะพิจารณาต่อไปว่า สายไฟนอกบ้านยังมีไฟหรือไม่ หรือไฟฟ้าของเพื่อนบ้านยังมีไหม อาการนี้น่าจะเป็นที่ระบบไฟฟ้าในบ้านมากกว่า


เมื่อสี่สิบปีก่อนสมัยที่ผมเรียนหนังสือที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ระบบไฟฟ้ายังไม่ค่อยดี ไฟตกอยู่เรื่อยๆ พ่อผมต้องไฟซื้อหม้อแปลงเพิ่มไฟมาใช้ ตอนไฟตก หลอดไฟไม่ติด วิทยุ(สมัยก่อนใช้แบบหลอด) ทีวีไม่ทำงาน แต่ที่เต้าเสียบ เมื่อเอาไขควงวัดไฟมาตรวจจะเห็นว่าเต้าเสียบยังมีไฟอยู่ครับ แต่นี่คงเป็นคนละกรณีกับที่คุณNpEduถามมาแน่ 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 772 4 ธ.ค. 2553 (14:10)
221982

ปกติ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 773 4 ธ.ค. 2553 (14:12)
221983

ฟิวส์เส้นที่มีไฟ ขาด


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 774 4 ธ.ค. 2553 (14:19)
221984

ฟิวส์เส้นที่ไม่มีไฟ ขาด
แบบนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งบ้าน ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ครบวงจร
ที่เต้าเสียบ มีไฟทั้งสองรู เพราะ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 775 5 ธ.ค. 2553 (02:22)

เวลาเราเอารถยนต์ไปซ่อม หรือติดต่องานที่เกี่ยวกับรถยนต์ ช่างมักจะถามว่า "กท ของคุณเบอร์อะไร" มันหมายถึง "เลขทะเบียนรถยนต์ของคุณหมายเลขอะไร" นั่นเอง


ผมจำได้ว่า ได้ยินพ่อ หรือใครๆพูดถึงป้ายทะเบียนรถยนต์ว่า "กท เลขนั้น กท เลขนี้" สมัยก่อนนี้ช่วง พ.ศ. 2501 พ่อผมมีรถอยู่คันหนึ่งยี่ห้อซีตรอง เป็นรุ่นแบบโบราณมาก ดังแสดงในรูป ไฟเลี้ยวของรถคันนี้ตลกมากคือ จะเป็นแท่งพลาสติกมีไฟติดอยู่ที่ข้างประตู พอเวลาจะเลี้ยว พ่อเปิดไฟเลี้ยว แท่งพลาสติกนี้ก็จะกระดกขึ้นมา พอปิดไฟเลี้ยว แท่งพลาสติกไฟเลี้ยวก็จะหดลงไป


คนมักจะพูดกันติดปากเวลาบอกเลขทะเบียนรถ มักบอกว่า กท .... ซึ่งต่อมาก็ใช้กัน จนคำว่า กท หมายถึงป้ายทะเบียนรถ



รูปนี้พี่สาวผมจับให้ผมนั่งบนรถพ่อ บอกให้ผมยกหัวแม่มือทำทีบอกว่า "ยอด" ถ่ายเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2501 อายุราวๆ 4-5 ขวบ ผมยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ป้ายทะเบียนรถยนต์ของพ่อเป็นพื้นสีดำตัวหนังสือและตัวเลขสีขาว กท 90_4 จำตัวเลขได้ไม่ครบ แต่จำได้ว่า มีตัวเลข 4 ตัว



ตอนหลังพอผมเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พ่อก็เปลี่ยนรถใหม่เป็นยี่ห้อ TOYOTA 700 คราวนี้ป้ายทะเบียนมีอักษรย่อของอำเภอกำกับด้วย และมีตัวเลข 5 ตำแหน่ง ผมจำได้ว่า ป้ายทะเบียนของเราคือ กท ร 11335 พ่อบอกว่า  กท หมายถึงกรุงเทพ (สมัยนั้นยังเรียกว่า จังหวัดพระนคร) ตัว ร เป็นอักษรย่อของอำเภอที่รถยนต์คันนั้นขึ้นทะเบียนสังกัดอยู่ ในที่นี้คือ อำเภอ "บางรัก" ตอนนั้นเราซื้อรถกับบริษัทโตโยต้า ตั้งอยู่ที่อำเภอบางรัก ยังไม่ได้โอนรถมาอยู่ที่ อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายที่เราอาศัยอยู่ 


ช่วงเวลาไม่นาน อะไรต่างๆก็เปลี่ยนไปมากมาย ป้ายทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเปลี่ยนจากพื้นดำตัวเลขขาว มาเป็นพื้นขาวตัวเลขดำ และอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่เบอร์โทรศัพท์สมัยก่อนนี้ ตอนที่ผมเข้าเรียนที่วัดพลับพลาชัย หมายเลขโทรศัพท์บ้านเรามีเพียง 5 ตัว คือ 25826 ได้ยินแม่พูดเสมอว่า หมายเลข โทร 5 8 โทร 6 ผมถามแม่ว่า ทำไม่ไม่บอกว่า 2 5 8 2 6 กลับใช้คำว่า "โทร" แทนหมายเลข 2 แม่บอกว่าเวลาเราสนทนาทางโทรศัพท์ แล้วต้องการบอกตัวเลข คนมักจะสับสนกับคำว่า สอง หรือ สาม หากได้ยินไม่ถนัดก็มักจะได้เลขผิดไป จึงนิยมใช้คำว่า "โทร" แทนเลข สอง จะได้ไม่ใกล้เคียงกับคำว่า สาม เช่นเดียวกับ หมายเลข 11 หรือ 21 หรือ 31 ... ทางทหารเรือจะใช้คำว่า สิบหนึ่ง ยี่สิบหนึ่ง หรือ สามสิบหนึ่ง เพราะหากเราใช้คำว่า "เอ็ด" มันจะฟังดูคล้ายๆ "เจ็ด" จึงทำให้ผิดไปได้ ยิ่งหากใช้ในทางการทหารแล้วต้องการความแม่นยำ ต่อมาไม่นานมีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ เป็นเลข 6 หลัก โทรศัพท์บ้านผม ก็ต้องเปลี่ยนจาก 25826 เป็น 812703 คนละเรื่องเลย คนที่เคยติดต่อเลขเดิมก็สับสนกันอยู่พักใหญ่ และอีกไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเลข 7 หลัก แต่คราวนี้ดีหน่อย คือไม่เปลี่ยนไปมาก เพียงแต่เพิ่มเลข 2 เข้าไปข้างหน้าคือ 2812703 แต่ปัจจุบันระบบโทรศัพท์เปลี่ยนเป็น 8 หลักแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 776 5 ธ.ค. 2553 (10:33)

2501-5 = 2496
2554-2496=58 
===========================
อยากทราบทุกเรื่องเกี่ยวกับ กุ้ยหลิน (พร้อมภาพประกอบ)
ต้นไม้ใบหญ้า
สัตว์ กิ้งก่า นก หนู ปู ปีก
ทิวทัศน์ ไร่ นา สวน ตึกราม บ้านช่อง
ผู้คน พลเมือง ชาวบ้านร้านตลาด
ชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม




NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 777 5 ธ.ค. 2553 (11:19)

ต้องขอขอบคุณ คุณNpEduสำหรับความเห็นที่ 772-774 จะเป็นประโยชน์มากสำหรับครูที่สอนเกี่ยวกับไฟฟ้าครับ   


เรื่องที่เกี่ยวกับกุ้ยหลินผมเคยเขียนไว้บ้างแล้ว แต่ไม่อยากเขียนอะไรเพิ่มเติมในวิชาการ.คอม นอกจากกระทู้นี้ครับ




เรื่องเล่าจากเมืองกุ้ยหลิน   http://www.vcharkarn.com/vcafe/171275


คณะอาจารย์จากขุขันธ์และยะลาประชุม-ดูงานที่กุ้ยหลิน  http://www.vcharkarn.com/vcafe/172102


http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1365



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 778 5 ธ.ค. 2553 (12:27)

เอ  เรื่องไฟฟ้า ดูด-ไม่ดูด  นี่มันยังไง

เรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์รอบตัว(ทั้งใกล้และไกล)
ต้องยกให้ผม
ในฐานะเป็นคนขี้สงสัย  และชอบศึกษา

แต่...ในฐานผู้มีความรู้ซอกเล็กซอกน้อย ทุกแง่ทุกมุม
ต้องยกให้ ดร.แขชนะ กับ อ.นิรันดร์
-----------------------------------------

สงสัยมานาน ว่าไฟฟ้าที่ดูดและไม่ดูด  ขึ้นอยู่กับอะไร
ต่อไปนี้เป็นทั้งสมติฐาน ข้อสรุป และข้อสงสัย(ปนกัน)
1.ต้องเป็นไฟกระแสสลับเท่านั้นจึงจะดูด เช่น
ไฟจากแบตเตอรีรถยนต์ไม่ดูดเพราะเป็นไฟกระแสตรง
2.ต้องมีแรงดัน(โวลต์)สูงจึงจะดูด กระแสสูงจะไม่ดูด 
เช่น ไฟจากตู้เครื่องเชื่อม แรงดันต่ำ กระแสสูง ไม่ดูด

ไฟจากเครื่องตียุง ไฟจากกระบองไฟฟ้า ไฟจากวงจรทำเสียงออด(ใช้ถ่านไฟฉาย) ก็สามารถดูดได้ 

3. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสายดิน (ถ้าไฟรั่ว)จะไม่ดูดคน เพราะกระแสไหลลงดิน

4. เอ  ถ้าเรายืนอยู่บนคานหรือพื้นที่ทำด้วยแผ่นเหล็กที่มีเสาฝังลึกลงไปในดินแล้วมีสายไฟฟ้ามาพาดกับเหล็กไฟจะดูดเราไหมหนอ ในเมื่อไฟฟ้าสามารถไหลลงดินได้อยู่แล้ว เรื่องอะไรมันจะไหลขึ้นมาสู่ตัวเราซึ่งไม่มีทางต่อไปไหนไม่ได้อีกแล้ว

5. ปลาช่อน ว่ายอยู่ในน้ำ  เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปในน้ำ ปลาช่อนก็ตาย ทำไม กระแสไฟฟ้าไม่ไหลผ่านจากน้ำลงไปที่โคลนแฉะแล้วก็ลงดินไปเลยล่ะ
ทำไมมันหวลขึ้นมาผ่านตัวปลา

6. จากข้อ 5. ปลาช่อนตาย ทำไมปลาซิวปลาสร้อย ปลาน้อยปลาเล็กไม่ตายล่ะ

7. นกจับที่สายไฟ หรือกระรอกที่ไต่สายไฟ
ทำไมไม่ถูกไฟดูด (ตอบ เพราะสายไฟมีฉนวนหุ้ม)
แต่เคยเห็นนกจับที่สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนหุ้ม
ก็ไม่ดูดนี่นา

8.ช่างไฟบางคน ขณะต่อไฟ จับสายไฟตรงที่ไม่มีฉนวนหุ้มเฉยเลย ทั้งๆที่สายไฟนั้นมีไฟ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 779 5 ธ.ค. 2553 (15:12)

ชอบรูปในความเห็น 777 จังเลย

ไม่แน่ใจว่าจะตอบพี่ np ทีละข้อดีหรือตอบรวม ๆ ไปถึงจะดี

ระบบการทำงานของร่างกายสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าคน หรือปลา ที่มีระบบประสาท
จะต้องถูกสั่งงานด้วยไฟฟ้า
เซลประสาทของคนนั้นก็คล้ายกับสายไฟฟ้า แต่แตกต่างกันที่วัสดุครับ
สายไฟฟ้าทำด้วยโลหะ นำไฟฟ้าด้วยการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน
แต่เซลประสาทนำไฟฟ้าด้วยการแลกเปลี่ยนอนุภาคไฟฟ้าผ่านผนังเซล

การที่ร่างกายถูกไฟดูดก็คือ การเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าในร่างกาย
ผิดไปจากปกติ(หรือปรกติก็ได้) หากผิดไปนิดหน่อย หากกลับคืนสภาพเดิมได้ก็ไม่พอเป็นไร
แต่ถ้าผิดปกติไปมากก็อาจจะไปแล้วไปเลย

การไหลของกระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้า เกิดได้จากในตัวนำไฟฟ้ามีสนามไฟฟ้า
สนามไฟฟ้าจะไปดึงหรือผลักให้อนุภาคไฟฟ้าเกิดการเคลื่อนที่และทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้ครับ

เมื่อเราสัมผัสกับขั้วไฟฟ้า จะทำให้เกิดสนามไฟฟ้าในตัวเราและเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าบนตัวเราได้
ขนาดของความต่างศักย์ขึ้นอยู่กับสนามไฟฟ้าและระยะทางในแนวของสนามไฟฟ้า
ปลาตัวใหญ่จะมีขนาดของความต่างศักย์มากกว่าลูกน้ำตัวเล็ก ๆ

นอกจากนั้น ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวยังขึ้นกับขนาดของพื้นที่หน้าตัดด้วย
ปลาตัวใหญ่พื้นที่หน้าตัดมาก กระแสไฟฟ้าก็ผ่านได้มากกว่าลูกน้ำที่มีขนาดเล็ก

ในร่างกายของสัตว์มีสื่อนำไฟฟ้าได้ดีกว่าน้ำเปล่าครับ(เป็นธรรมชาติที่ต้องทำให้เกิดกระแสประสาท)
ดังนั้น เมื่อสิ่งมีชีวิตแช่น้ำอยู่ เหมือนกับตัวต้านทานที่ต่อขนานกัน
ร่างกายมีความต้านทานน้อยกว่า กระแสไฟฟ้าก็จะเลือกเคลื่อนที่ผ่านมากกว่าน้ำเปล่า

แต่ตัวเล็กไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกไฟช็อตนะครับ
ไม้ตียุงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าตัวเล็กก็ถูกไฟช็อตตายได้
แต่ไม้ตียุงก็เพิ่มความต่างศักย์สูงขึ้นไปเป็นพันโวลต์เชียวนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 780 5 ธ.ค. 2553 (15:20)

เป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่ว่าไฟฟ้ากระแสตรงไม่ดูด

ไฟฟ้าที่ดูดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต่างศักย์
หากความต่างศักย์สูงประมาณ 50 V ไม่ว่าไฟตรงหรือไฟสลับก็ดูดได้ครับ
แต่ไฟแบตเตอรีนั้นสูงประมาณ 12 - 24 V จึงไม่ดูด

แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นด้วยครับ
เช่นแต่ละคนมีความต้านทานไฟฟ้าไม่เท่ากัน
บางคนถูกไฟดูดง่าย บางคนถูกไฟดูดยาก
ผมเคยปีนเสาไฟฟ้าหน้าบ้านแล้วถูกไฟดูดอยู่บนนั้น
พิเรนมาก ๆ โชคดีมากที่ไม่ตาย
ส่วนใหญ่ไม่ถูกไฟดูดตายก็ตกลงมาตาย
อาจเป็นเพราะผมเล่นกับไฟฟ้ามาแต่เด็ก ค่อนข้างชินกับการถูกไฟดูดพอสมควร

บางคนถูกไฟดูดแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่บางคนก็คุมได้
แต่ผมคิดว่า ไม่ลองดีกว่า เพราะส่วนใหญ่คุมไม่ได้แล้วก็จะตาย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 781 5 ธ.ค. 2553 (18:09)

ขอเสริมอาจารย์นิรันดร์เป็นข้อๆดังนี้ครับ


1.ต้องเป็นไฟกระแสสลับเท่านั้นจึงจะดูด เช่น
ไฟจากแบตเตอรีรถยนต์ไม่ดูดเพราะเป็นไฟกระแสตรง



ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่า การที่เรารู้สึกว่าไฟดูด ก็คือกล้ามเนื้อมีการหดตัวเมื่อถูกกับไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์ค่าหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกระแสตรงหรือกระแสสลับมันก็ดูดได้ครับ แต่กระแสสลับจะทำให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวสลับกัน ส่วนถ้าเป็นกระแสตรงจะรู้สึกว่ากล้ามเนื่อกระตุกเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ากระแสไหลผ่านร่างกายเกิน 500 mA ก็อาจทำลายกล้ามเนื้อให้เป็นอัมพาตไปเลยก็ได้


การที่เรียกว่าไฟฟ้าดูดนั้น อันที่จริงก็คือเมื่อเราเอามือไปจับบริเวณที่มีไฟแรงสูง กล้ามเนื้อจะหดตัวเนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน เราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ดังเดิม ดังนั้นเมื่อเราจับสายไฟฟ้าที่มีไฟ จึงจับค้างอยู่อย่างนั้นเนื่องจากควบคุมไม่ได้ จึงดูเหมือนถูกไฟดูดให้มือค้างอยู่ที่เดิม


2.ต้องมีแรงดัน(โวลต์)สูงจึงจะดูด กระแสสูงจะไม่ดูด 
เช่น ไฟจากตู้เครื่องเชื่อม แรงดันต่ำ กระแสสูง ไม่ดูด


อย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่าไว้ครับ ว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่ว่าไฟฟ้ากระแสตรงไม่ดูด หากความต่างศักย์สูงประมาณ 50 V ไม่ว่าไฟตรงหรือไฟสลับก็ดูดได้ครับ แต่ไฟแบตเตอรีนั้นสูงประมาณ 12 - 24 V จึงไม่ดูด ความจริงถ้าไฟโวลต์สูง และจ่ายกระแสต่ำก็ดูดได้ครับ


ไฟจากเครื่องตียุง ไฟจากกระบองไฟฟ้า ไฟจากวงจรทำเสียงออด(ใช้ถ่านไฟฉาย) ก็สามารถดูดได้


เครื่องเหล่านี้แม้จะใช้ถ่านไฟฉาย แต่ข้างในมีวงจร Oscillator สร้างไฟฟ้ากระแสสลับแล้วถูกแปลงไฟให้มีความต่างศักย์สูง ผมลองวัดค่าความต่างศักย์ของไม้ตียุง ปรากกฏว่าเป็นไฟฟ้ากระแสตรงที่มีค่าประมาณ 1650 โวลต์ (แต่กระเพื่อมเล็กน้อย) ลองเอาหลอดนีออนมาทดสอบกด ปิด-เปิด ปรากฏว่าหลอดนีออนสว่างขั้วเดียวเนื่องจากเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ดูเพิ่มเติมใน >>> สนุกกับไฟฟ้าสถิต




3. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสายดิน (ถ้าไฟรั่ว)จะไม่ดูดคน เพราะกระแสไหลลงดิน


แน่นอนอญุ่แล้ว



4.
เอ 
ถ้าเรายืนอยู่บนคานหรือพื้นที่ทำด้วยแผ่นเหล็กที่มีเสาฝังลึกลงไปในดินแล้ว
มีสายไฟฟ้ามาพาดกับเหล็กไฟจะดูดเราไหมหนอ
ในเมื่อไฟฟ้าสามารถไหลลงดินได้อยู่แล้ว
เรื่องอะไรมันจะไหลขึ้นมาสู่ตัวเราซึ่งไม่มีทางต่อไปไหนไม่ได้อีกแล้ว


นั่นน่ะสิ


5.
ปลาช่อน ว่ายอยู่ในน้ำ  เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปในน้ำ ปลาช่อนก็ตาย ทำไม
กระแสไฟฟ้าไม่ไหลผ่านจากน้ำลงไปที่โคลนแฉะแล้วก็ลงดินไปเลยล่ะ
ทำไมมันหวลขึ้นมาผ่านตัวปลา
ความจริงมีกระแสไฟฟ้าไหลในน้ำก็จริง แต่น้ำไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าที่ดี โดยปกติน้ำในบ่อไม่บริสุทธิ์อยู่แล้ว มีแร่ธาติต่างๆละลายอยู่ สามารถทำให้น้ำนำกรแสได้ ตรงไหลมีประจุมาก หรือไอออนในน้ำมากก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหล ในตัวปลาซึ่งทำงานด้วยประจุไฟฟ้าจึงมีกระแสไฟฟ้าไหลได้มากกว่าน้ำรอบนอก ตามที่อาจารย์นิรันดร์ได้กล่าวมาแล้ว


6. จากข้อ 5. ปลาช่อนตาย ทำไมปลาซิวปลาสร้อย ปลาน้อยปลาเล็กไม่ตายล่ะ


อาจารย์นิรันดร์ตอบแล้ว


7. นกจับที่สายไฟ หรือกระรอกที่ไต่สายไฟ
ทำไมไม่ถูกไฟดูด (ตอบ เพราะสายไฟมีฉนวนหุ้ม)
แต่เคยเห็นนกจับที่สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนหุ้ม
ก็ไม่ดูดนี่นา


ที่ไม่ดูดก็เพราะ ประจุไฟฟ้าเข้าไปในตัวนกแต่ไม่ครบวงจร ก็ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในตัวนก หรือเช่นมีเด็กยืนอยู่บนแหล่งจ่ายประจุไฟฟ้าที่มีค่าความต่างศักย์นับหลายหมื่นโวต์ ประจุไฟฟ้าจะเข้าไปในตัวเด็ก และมักจะไปอยู่ที่ปลายแหลม เช่นที่เส้นผม เนื่องจากประจุเหมือนกัน จะผลักกัน ผมก็เลยฟูออกมา แต่เด็กไม่เป็นอะไร เพราะไฟฟ้าไม่ครบวงจร



สำหรับนกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนสายไฟแรงสูงเปลือย ขนไม่ฟูเพราะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ



8.ช่างไฟบางคน ขณะต่อไฟ จับสายไฟตรงที่ไม่มีฉนวนหุ้มเฉยเลย ทั้งๆที่สายไฟนั้นมีไฟ


ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายคนเรามีค่าความต้านทานไฟฟ้าไม่เท่ากัน ใครที่มีความต้านทานสูง กระแสก็จะไหลในร่างกายน้อยตามกฏของโอห์ม


แม้แต่คนๆเดียว แต่ละส่วนของร่างกายก็จะมีค่าความต้านทานไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้คิดสร้างเครื่องมือดูภาพภาคตัดขวางของร่างกายโดยอาศัยการวัดค่าความต้านทานของร่างกายตามจุดต่างๆ ที่เรียกว่า Electrical Impedance Tomography


Electrical impedance tomography - Wikipedia, the free encyclopedia




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 782 5 ธ.ค. 2553 (20:35)

สมัยก่อนนี้ เราไม่มีวันพ่อ-วันแม่แห่งชาติ วันที่ครอบครัวผมถือว่าสำคัญคือวันคล้ายวันเกิดของพ่อและแม่



เมื่อก่อนนี้ผมเคยเห็นพ่อสูบบุหรี่ ก็เลยจะหาของขวัญวันเกิดให้พ่อที่เพ่อจะใช้ได้ ผมถือโอกาสทำการฝีมือส่งครูเป็นกล่องใส่บุหรี่ มีฝาปิด บนฝาจะมีที่สำหรับใส่กลักไม้ขีดไฟด้วย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีไฟแช็กที่สะดวกเหมือนปัจจุบัน โดยใช้ไม้เลื่อยฉลุ ขัดอย่างดี ทาน้ำมันเคลือบเงา แล้วส่งครู พอครูตรวจให้คะแนนเสร็จสรรพ ก็เอาไปมอบให้พ่อเป็นของขวัญเกิด ตอนนั้นพ่อกับแม่ผมอยู่ที่เวียงจันทน์ พอเอาของขวัญไปให้พ่อ พ่อบอกว่าเลิกสูบบุหรี่แล้ว อีกทั้งแม่ยังบอกว่า ถึงใส่บุหรี่ก็ใส่ไม่ได้ เพราะกล่องมีขนาดเล็กใส่ได้เฉพาะบุหรี่มวนเล็กที่ไม่มีก้นกรอง แต่พ่อก็ยิ้มแล้วบอกขอบใจ คนที่เอาไปใช้จริงๆก็คือแม่ เอาไว้ใส่พวกแหวน ต่างหูและเข็มกลัดที่ใช้ประจำ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 783 5 ธ.ค. 2553 (21:17)

ขณะนี้ กำลังดูพลุและโคมลอยอยู่ สวยงามมาก


พลุนั้นผมเองเคยทำมาแล้ว แต่เป็นพลุเสียง
ถ้าเป็นแสงก็เป็นดอกไม้ไฟ

วิธีทำดอกไม้ไฟของผมก็คือ ใช้เหล็กผลาน(ไถ)เก่าๆ
ทุบให้ละเอียดแล้วนำไปคั่วในกระทะให้ร้อนนิดหน่อย
ยกลงแล้วออกห่างเตาไฟ โรยผลกำมะถันลงไป กำมะถันจะหลอมเหลวและเคลือบเม็ดเหล็กเอาไว้
คนอย่าหยุดจนกว่าจะเย็น(มิฉะนั้นจะติดกันเป็นก้อนใหญ่)

นำของผสมนี้ไปกรอกลงในกระบอกไม้ไผ่ที่มีไม้เหลากลม(โคนใหญ่ ปลายเล็ก)เป็นแกนกลาง


ของผสมจะอยู่รอบๆแกนกลาง อัดให้แน่น (ถ้าแน่นมากจะดึงแกนกลางไม่ออก)
เมื่อเต็มแล้ว ดึงแกนกลางออก แล้วใส่ดินปืน(สำหรับทำบั้งไฟ)อัดให้แน่นแทนที่แกนกลาง
เมื่อเต็มแล้ว อุดหัวท้ายด้วยดินเหนียวให้แน่น
เจาะรูใส่สายชนวนแล้วนำไปฝังดินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งแล้วจุด

โคมลอยก็เคยทำ  เคยปล่อย  แต่ไม่เคยติดตามว่า...
(ขอโอกาสถามเสียเลย) 
1. มันจะไปตกที่ไหน 
2.ก่อนตก ไฟจะดับหรือไม่

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อปล่อยขึ้นไปแล้วลมแรงมากไฟไหม้กระดาษแล้วตกลงมากลางนาข้าว(ที่ออกรวงแล้ว)ของชาวบ้าน  แต่โชคดีที่ใบข้าวยังเป็นสีเขียวอยู่และพื้นยังมีน้ำขังอยู่จึงเสียหายไม่มาก

และพร้อมนี้ขอถือโอกาสถามว่าลูกโป่งที่ปล่อยไปในพิธีเปิดงานต่างๆ มันไปตกที่ไหน


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 784 5 ธ.ค. 2553 (21:48)

ลูกโป่งสวรรค์ที่ปล่อยในพิธีเปิดงานต่างๆที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อแก็สหมดแล้วเศษของลูกโป่งที่ตกบริเวณทะเล ทำให้สัตว์ทะเล เช่น เต่าและวาฬเป็นจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร เศษลูกโป่งพวกนี้จะเข้าไปอุดตันในกระเพาะอาหาร กำจัดออกจากร่างกายของสัตว์เหล่านี้ก็ไม่ได้ ทำให้พวกมันกินอาหารก็ไม่ได้ จึงทำให้มันอดอาหารตาย เป็นบุญกุศลแก่ผู้ทำพิธีเปิดงานยิ่งนัก !




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 785 6 ธ.ค. 2553 (03:06)

วันพ่อ! ทำให้ผมคิดถึงพ่อมาก ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้ชีวิตหลายๆรูปแบบจากพ่อ ขออนุญาตเล่าเรื่องของพ่อผมสักเล็กน้อย กรุณาอย่าถือว่าเป็นการเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็แล้วกัน อันที่จริงผมเคยเล่าให้ฟังแล้วในกระทู้ของอาจารย์นิรันดร์ แต่จะขอยกมาเพียงบางส่วน......


71922

หลังจากที่ ดร.ซุนยัดเซ็น ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ท่านก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อย ”หวงผู่” ขึ้นเมื่อ ปีค.ศ. 1924
เพื่อผลิตนายทหารที่มีคุณภาพให้แก่กองทัพก๊กมินตั๋ง
นายทหารระดับสูงคนสำคัญในยุคนั้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนนานร้อย
หวงผู่นี้ ได้แก่ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี จูเอนไหล จอมพลเจียงไคเช็ค เป็นต้น
เป็นโรงเรียนนายร้อยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของจีนในยุคนั้น
ปัจจุบันเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อดีตแห่งความทรงจำ


71923

พ่อผมเป็นคนเมืองหลวงนี้แหละครับ เกิดที่ฝั่งธนบุรี
หลังจากพ่อผมเรียนจบชั้น ม.8 (ปัจจุบันเทียบได้กับชั้น ม.6)
ท่านได้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยหวงผู่ ขณะนั้น
ท่านจอมพลเจียงไคเช็ค เป็นผู้บัญชาการโรงเรียน เมื่อเรียนจบ
ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเป็น 1 ใน 8
นักเรียนนานร้อยที่ได้รับรางวัลจากท่านจอมพลเจียงไคเช็ค
พร้อมรูปถ่ายและลายเซ็นดังแสดงในรูป



เมื่อหลายปีก่อนผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่ไต้หวัน
ได้เล่าเรื่องและให้ครูไต้หวันดูรูปนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า
เขาจะชื่นชมมากและให้การต้อนรับผมดีเกินคาด
ต้องขอบคุณพ่อผมที่ให้ได้ร่วมกินบุญเก่าของท่าน 


หลังจากเรียนจบโรงเรียนนายร้อย
ก็เกิดมีสงครามพ่อผมไม่สามารถกลับเมืองไทยได้
ก็เลยต้องพลอยบรรจุเป็นนายทหารจีนอยู่หลายปี
ตอนหลังกองทัพจีนเห็นว่าพ่อผมรู้ภาษาอังกฤษดีและเป็นคนไทย
ก็เลยส่งไปประจำการที่สถานีวิทยุปักกิ่ง ช่วยในเรื่องของภาษาและการข่าว
ไม่ได้ออกรบเหมือนคนอื่น

ขณะที่เกิดสงครามนั้น จีนต้องสู้รบกับญี่ปุ่นอย่างหนัก
ทหารญี่ปุ่นฆ่าชาวจีนไปหลายล้านคน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่หนานจิง หรือ นานกิง
(จีน: 南京; พินอิน: Nánjīng) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจียงซู
สาธารณรัฐประชาชนจีน (อ่านเรื่อง


การสังหารหมู่นานกิง - วิกิพีเดีย


) ญี่ปุ่นก็ทำสงครามมหาเอเชียบูรพา
เข้ามาแทรกซึมประเทศไทยและบังคับให้ไทยร่วมกับญี่ปุ่น
ดังที่มีคำศัพท์ที่เป็นที่รู้จักกันคือ “ร่วมวงศ์ไพบูลย์”
(แนวการดำเนินยุทธวิธีเหมือนฮิตเลอร์ วันหน้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟัง)
ญี่ปุ่นส่งคนเข้ามาอยู่ก่อนเป็นพลเรือนหลายปี พอวันที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก
พวกพลเรือนที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ก็แต่งกายเป็นทหารญี่ปุ่นพรึบขึ้นมาอย่าง
พร้อมเพียง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของนิยายเรื่อง “คู่กรรม”
ของคุณทมยันตีนั่นเอง ญี่ปุ่นถึงขนาดพิมพ์ธนบัตรของไทย(ปลอม)ใช้เอง
ทำให้เงินเฝ้ออย่างมากมายมหาศาล

รัฐบาลขณะนั้นซึ่งมีท่านควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้อง
“แสดงละคร” หลอกญี่ปุ่นปล่อยให้ ท่านปรีดี พนมยงค์ดำเนินการใต้ดินโดยใช้
ขบวนการเสรีไทยกู้ชาติ ดังที่เราทราบกันดี

ญี่ปุ่นเข้ามาทางใต้ ตั้งแต่นครศรีธรรมราช ขึ้นไปจนทางเหนือถึงตอนใต้ของจีน
กองทัพจีนส่งกองพล 93 เข้ามาทางตอนใต้ของจีนตลอดมาถึงทางเหนือของไทย
(ต้องอย่าลืมว่าขณะนั้น เหมาเจ๋อตุง กับ
เจียงไคเช็คเป็นศัตรูกันแต่ร่วมมือกันชั่วคราวต่อต้านญี่ปุ่น)
กองทัพจีนรบชนะทำการปลดอาวุธญี่ปุ่นในประเทศไทย
พ่อผมถูกส่งมาประจำการด้วยเพราะเป็นคนไทย
ขณะนั้นมียศเป็นนายพันโทแห่งกองทัพก๊กมินตั๋ง ดังแสดงในรูป



 


71925



กองทัพจีนปลดอาวุธญี่ปุ่นและคืนดินแดนให้แก่ประเทศไทยที่อำเภอเชียงแมน
จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว
พ่อผมทำหน้าที่ล่ามภาษาไทยให้แก่กองทัพจีน
ท่านนายอำเภอเมืองเชียงแมนขณะนั้นคือ นายภักดี สุนทรางกูร
ได้มีหนังสือราชการไทยถึงพ่อของผมเพื่อเยี่ยมเยียนสมานพันธไมตรี
พ่อเล่าว่าตอนแรกนั้นท่านนายอำเภอไม่ทราบว่านายทหารคนสนิทของท่านนายพลจีนจะเป็นคนไทย


71927

เรื่องราวของวีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ หรือทหารก๊กมินตั๋งแห่งกองพล 93 นี้นั้นอาจหาอ่านได้จากหนังสือเล่มนี้

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนให้ไปบรรยายที่กวางโจว และได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยประวัติศาสตร์ที่พ่อเคยเรียน เทียบได้กับโรงเรียนนายร้อย West Point ก็ว่าได้ในยุคนั้น ปัจจุบันเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของจีน



ที่เห็นข้างล่างนี้คืออาคารเรียนต่างๆ ส่วนภาพล่างเป็นโรงนอนและห้องอ่านหนังสือของนักเรียนนายร้อย



ภายในโรงเรียนจะมีหอแสดงภาพประวัติศาสตร์ วันที่ผมไปนั้นมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ามาเเยี่ยมด้วย



อันที่จริงโรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ถูกญี่ปุ่นทิ้งระเบิดเสียหาย ทางการได้สร้างขึ้นมาใหม่ให้เหมือนสถานที่จริงในสมัยก่อน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 786 6 ธ.ค. 2553 (10:07)

แจ้งให้ทราบว่า
เรื่องที่ท่านเขียนมีคนติดตามอ่านอยู่ครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 787 6 ธ.ค. 2553 (13:00)

อ้างถึง #782

ตอนที่เรียนวัดพลับพลาชัย
ผมก็มีของที่ทำจากโรงเรียนไปให้พ่อเหมือนกัน แต่น่าเสียดาย ไม่มีรูป
และของนั้นก็ไม่อยู่ถึงวันนี้เสียแล้ว
มันเป็นเข็มขัดหนังตอกลายอย่างสวยงาม(ในสายตาผม)
ครูถนอมเป็นคนสอนทำ ยังระลึกถึงท่านเสมอ เพราะประทับใจหลายอย่าง
นอกจากนั้น ก็ยังทำพวงกุญแจหนังที่ออกแบบลายเอง ย้อมสีเองด้วย
ลายเป็นรูปทหารโบราณสวมหมวกเหล็ก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 788 6 ธ.ค. 2553 (18:58)

ภาพนี้เป็นภาพถ่ายพ่อของผม และภาพถ่ายหน้าโรงเรียนนายร้อยหวงผู่สมัยที่พ่อผมเรียนอยู่



ผมยังมี Video ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ด้วยครับ




ภาพสามมิติต่อไปนี้ เอามาฝากคุณ NpEdu โดยเฉพาะเลยครับ



หน้าประตูทางเข้าโรงเรียนนายร้อยหวงผู่



โรงนอนของนักเรียนนายร้อย



ส่วนหนึ่งของอาคารเรียน



ห้องรับประทานอาหาร



ภายในอาคารจะมีสระน้ำเล็ก ดูร่มรื่นตามาก



ด้านหน้าโรงเรียนเมื่อเดินผ่านประตูทางเข้ามา วันนั้นมีนักศึกษาวิชาทหารมาเยี่ยมเยียนด้วย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 789 6 ธ.ค. 2553 (19:56)

ขอบคุณครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 790 6 ธ.ค. 2553 (20:04)


ภาพ 3 มิติ หรือ หนัง 3 มิติที่ผมถ่ายนั้น ผมจะใช้กล้องที่เหมือนกัน 2 ตัวมาประกบติดกันแล้วนำไปวางไว้บนไม้บรรทัดอลูมิเนียมที่ตัดให้ได้ขนาดพอเหมาะ แล้วเจาะรูไม้บรรทัดยึดติดด้วยสกรูขนาด M4 (ผมไม่รู้ว่าเชาเรียกว่าขนาดเท่าไรในเมืองไทย แต่ที่เยอรมนีใช้มาตรฐาน M4) เวลาจะถ่ายภาพหรือ Video ก็ต้องตั้งค่าต่างๆให้เท่ากันทั้ง 2 กล้อง แล้วกดชัตเตอร์พร้อมกัน การที่ใช้กล้อง 2 ตัวนั้นดีกว่าใช้ตัวเดียวแล้วถ่าย 2 ครัง เพราะถ้าหากวัตถุที่เราจะถ่ายมีการเคลื่อนไหว ก็จะทำให้ได้ภาพที่ไม่เป็น 3 มิติเท่าไรนัก หรือแม้แต่ใช้กล้อง 2 ตัว หากกดชัตเตอร์ไม่พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาทีเดียว และวัตุถมีการเคลื่อนที่เร็ว เราก็จะไม่ได้ภาพ 3 มิติที่ดี เช่นรูปนักศึกษาวิชาทหารของจีนข้างบนนี้ จะเห็นว่าได้ภาพเหลื่อมออกไปเล็กน้อย เพราะถ่ายคนเดินเร็วในระยะใกล้ ส่วน Video ที่ถ่ายนั้น มีวิธีการดูหลายแบบ แบบที่นิยมกันก็คือใช้ Projector 2 ตัว ฉายไปบนจอ Silver อาศัยเทคนิคทางแสงคือ Polarisation เข้ามาช่วยครับ ดังนั้นเวลาดูจึงต้องใช้แว่นตา Polaroid มาดูประกอบ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 791 7 ธ.ค. 2553 (00:41)

ไว้อาลัย




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา    ′′พระปุญญวังโส′′ หรือ ′′หลวงพ่อพร ภิรมย์′′ อดีตนักแต่งเพลงดังอมตะ ′′ดาวลูกไก่, บัวตูมบัวบาน′′ ได้มรณภาพแล้ว เนื่องจากอาการปอดติดเชื้อ รวมอายุได้ 82 ปี หลังอาพาธ
เนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบ ขาขวาไม่มีแรงเดิน
เข้ารักษาโรงพยาบาลสงฆ์มาเป็นเวลานานหลายเดือน   ซึ่งมีนายรังสรรค์
มีสมวงษ์ ลูกชายดูแลอย่างใกล้ชิดจนถึงลมหายใจสุดท้าย
 นายรังสรรค์ เปิดเผยด้วยสีหน้าโศกเศร้าว่า  ก่อนหน้าที่หลวงพ่อพร
ภิรมย์ จะมรณภาพ  ลูกศิษย์ลูกหา และคนลูกทุ่งที่เคารพนับถือ
เพิ่งมาร่วมกันทำบุญวันเกิดหลวงพ่อ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 53  ที่ผ่านมา
ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญต่ออายุไปในตัวด้วย แต่ หลวงพ่อพร ภิรมย์
ได้มีอาการทรุดก่อนหน้านั้น และเข้ารับการรักษในห้องไอซียู
ก่อนเสียชีวิตอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม  ได้มีการเคลื่อนศพของหลวงพ่อพร ภิรมย์
ออกจากโรงพยาบาลสงฆ์ ไปทำพิธีทางศาสนา ที่ศาลา 10 วัดมกุฏกษัตริยาราม 
เพื่อทำพิธีรดน้ำศพในเวลา 16.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. นี้ 
และสวดพระอภิธรรมในเวลา 19.00 น. ส่วนจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมกี่วัน
และมีพิธีฌาปนกิจวันไหนนั้น ทางครอบครัวขอปรึกษากันก่อน


สำหรับคอนเสิร์ต ′′เชิดชูครูเพลง พระพร ภิรมย์′′ ที่ อ.เด่นชัย เอนกลาภ ประธานชมรมศิลปินพื้นบ้าน ร่วมกับ นายห้างประจวบ
จำปาทอง ปรธานที่ปรึกษาชมรมศิลปินพื้นบ้านจะจัดขึ้น ในวันที่ 17 ธ.ค. 53
เวลา 12.30 น. ที่หอประชุมเล็ก กระทรวงวัฒนธรรม  นั้น
ทางคณะผู้จัดงานจะคงดำเนินการอยู่เหมือนเดิม 
โดยในคอนเสิร์ตมหากุศลรวมพลคนลูกทุ่งถ่ายทอดบทเพลงอมตะ พระพร ภิรมย์
มีศิลปินแห่งชาติ ชาย เมืองสิงห์, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชัยชนะ บุญนะโชติ,
ขวัญจิต ศรีประจันต์ และ ชินกร ไกรลาศ
พร้อมใจมาร่วมขับร้องเพลงอันแสนไพเราะ นอกจากนี้ยังมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง
มาร่วมสร้างกุศลเพื่อรำลึกถึงงานเพลงของ หลวงพ่อพร ภิรมย์ ด้วย อาทิ
′′เอ-ไชยา′′ และ แอน มิตรชัย, ทศพล หิมพานต์, สุริยา ชินพันธุ์, จีรพันธ์
วีรพงษ์, ยอดธง บุญธูป, นพรัตน์ ไม้หอม เป็นต้น สอบถามซื้อบัตรติดต่อที่
08-6386-8653



ประวัติหลวงพ่อพร ภิรมย์ เดิมชื่อ นายบุญสม มีสมวงษ์ เป็นบุตรของ นายประเสริฐ และนางสัมฤทธิ์
มีสมวงษ์ ชาวอำเภอพระนครศรีอยุธยา จบชั้นมัธยม 3 จากโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข
มีความเชี่ยวชาญการร้องและเล่นดนตรีไทย ทำขวัญนาค พากย์หนัง
และเข้ามาเล่นลิเก ใช้ชื่อคณะว่า ′′บุญสม อยุธยา′′ เล่นกับ ′′เสน่ห์
โกมารชุน′′ มีชื่อเสียงโด่งดังจน ′′ครูมงคล อมาตยกุล′′ ชักชวนมาอยู่
′′วงดนตรีจุฬารัตน์′′



 ร้องเพลงอยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์หลายปี มีผลงานบันทึกเสียงประมาณ
200 เพลง เพลงที่ร้องส่วนใหญ่เป็นผู้แต่งเอง ในแนวนิทานชาดกแฝงธรรมะ
ด้วยเทคนิคการแหล่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
เพลงแรกที่ได้รับความนิยมคือเพลง ′′บัวตูมบัวบาน′′ ตามด้วย ′′ดาวลูกไก่′′,
′′ดาวจระเข้′′, ′′วังแม่ลูกอ่อน′′, ′′กลับเถิดลูกไทย′′



 ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปีพ.ศ. 2509 ถึงสามรางวัล
จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และในปีพ.ศ. 2514 จากเพลง
กลับเถิดลูกไทย และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปีพ.ศ. 2532
จากเพลงบัวตูมบัวบาน และพ.ศ. 2534 จากเพลง ดาวลูกไก่



โดยล่าสุด ได้รับรางวัลการเชิดชูปูชนียบุคคลเกียรติยศ
ทางด้านผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2553
,รับรางวัลพระคเณศ กรมศิลปากร จากผลงานรางวัลเพลง ดาวลูกไก่
เนื่องในโครงการเพชรในเพลง วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2553
 
ทั้งนี้ หลวงพ่อพร ภิรมย์ บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดรัตนชัย
(วัดจีน) ตำบลหอรัตนชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ตั้งแต่พ.ศ. 2524 จนมรณภาพ อายุได้ 82 ปี



หลวงพ่อพร ภิรมย์"มรณภาพแล้ว ปอดติดเชื้อ สิ้นครูเพลงอมตะ"ดาวลูกไก่ ...



ดาวลูกไก่ 1-2 พร ภิรมย์



 


"บัวตูม-บัวบาน" ขับร้องโดย "พร ภิรมย์" 


(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C)


เชิญรับฟังได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=6PQD3_prbMw


บัวตูม บัวบาน - พร ภิรมย์
ลงเรื
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 792 7 ธ.ค. 2553 (20:44)

มีบทเพลงจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ตนในสังคมนั้นๆ หรือบางทีก็บันทึกการใชัถ้อยคำในภาษาไทยที่ไพเราะ แต่ไม่ค่อยมีคนใช้ จนเยาวชนไม่รู้จักคำๆนั้น เช่น...


ลงเรือน้อยลอยวน ในสายชลห้วยละหาน


ลองถามเด็กๆสมัยนี้จะไม่รู้จักตำนี้หรือในบทกลอนของครูสุนทรภู่ หรืออีกหลายๆคน ที่มีการเปรียบเทียบหน้าอกผู้หญิงว่าเปรียบเหมือนดอกบัว เช่น  ปทุมไฉไล สุนทราภรณ์  หรือ ปทุมนาง  http://www.4shared.com/embed/309660261/3308cc5  ที่ว่า..


บัวสลอน ร่อนตูม
ตูมเต่งตรง งามทรงสำอาง
โอ้ว่า ปทุมของนาง
เต่งตั่งหลั่นสล้าง
บัวกลางสระสิ้นงาม ..


ดังนั้นในเพลงบัวตูม บัวบาน ที่ใช้คำหวานพรรณาถึงดอกบัวจริงๆ แต่ดันไปแทงใจดำของผู้มีอำนาจ ซึ่งคิดในแง่ลบ ก็ทำให้บทเพลงนั้นเป็นบทเพลงต้องห้ามไปได้


บทเพลงหลายบทเพลงเอามาจากบทกวีในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น บทกลอนของครูสุนทรภู่ ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้ถูกนำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง "คำมั่นสัญญา" ที่เจ้าบ่าวมักเอามาร้องในงานวันแต่งงาน ที่เรามักจะพบกันอยู่บ่อยๆ >>ชรินทร์ นันทนาคร คำมั่นสัญญา


ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์
จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป


หรือแม้แต่บทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 เรื่องท้าวแสนปม ก็นำมาทำเป็นเพลง สาส์นรัก และเคยเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถามว่าเนื้อเพลงนี้เป็นถ้อยคำของใครพูดกับใคร


เพลงบางเพลงมีการกล่าวถึงใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ในเนื้อเพลงเหมือนเป็นผู้ที่คนรู้จักทั่วโลก ทำให้เราสงสัยว่าเป็นใครกันหนอ สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีเพลงดังชื่อ มอง- สุรพล สมบัติเจริญ เป็นผู้ขับร้อง


เธอสวยน่ารักฉันจึงได้มอง
ต่อให้เทวีที่อยู่บนฟ้า
ต่อให้สีดาก็ยังเป็นสอง
ต่อให้ไซซีที่โลกยกย่อง
ถ้าเจอะกันสองต่อสอง
ฉันว่าพระอินทร์ยังต้องมองเธอ


ผมสงสัยมากว่า "ไซซี" คือใคร ถามครูหลายคนจึงได้คำตอบว่า


"ไซซี"

ความงามของไซซีนั้นแม้จอมยุทธ์ยังต้องพ่ายในลักษณาการต่างๆกัน
บ้างลุ่มหลงจนสิ้นชาติ บ้างสังเวยด้วยชีวิต บ้างยอมล่าหนีไม่กล้าอยู่เป็นคู่ปรปักษ์ กระทั่งจอมยุทธ์ผู้กำชัยในบั้นปลายก็ยอมสละยศศักดิ์ทรัพย์ศฤงคารไปครองรักกับยอดพธูผู้นี้อย่างสงบสุข โดยไม่รังเกียจว่าเธอได้พลีโฉมผ่านชายอื่นมาแล้ว

"ไซซี" ถึงพร้อมด้วยโฉมสะคราญ-ปัญญาเยี่ยม-จรรยายอด จึงมีเกียรติคุณเกริกกระเดื่องมาทุกยุคทุกสมัย

ไซซีเกิดมาในยุคสงครามชิงความเป็นใหญ่ มีคนเก่งเกิดร่วมยุคกับเธอหลายคน ที่สำคัญได้แก่
"ขงจื๊อ" ปราชญ์เอกของจีน
"เอี้ยนอิง" ผู้ขจัดขงจื๊อตกจากเวทีการเมือง
"ซุนวู" เจ้าของตำราพิชัยสงครามฉบับเลื่องลือสนั่นโลก
รายนี้เป็นปรปักษ์คนหนึ่งของไซซี แต่ในที่สุดก็ต้อง "หนี"
ยอดพธูผู้เปี่ยมปัญญาและกลศึกอันลึกซึ้งผู้นี้


ไซซี


 





ไซซี 沉鱼 (chen yu)“ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”

“沉鱼” หรือ “ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”นั้น หมายถึงหญิงงามที่มีนามว่าไซซี

ไซ
ซี หรือซีซือ (西施) นามอี๋กวง เกิดในสมัยชุนชิว (ช่วงปี 722-481
ก่อนคริสต์ศักราช) ที่มณฑลเจ้อเจียง เป็นผู้ที่มีความงดงามมาแต่กำเนิด

ในสมัยชุนชิวนี้ รัฐอู่และรัฐเยว่ทำสงครามกัน
เนื่องจากรัฐอู่มีกำลังทหารที่กล้าแข็ง
ในเวลาที่ไม่นานนักก็สามารถเอาชนะรัฐเยว่ได้ และนำเอาเยว่อ๋องโกวเจี้ยน
(勾践) และอัครเสนาบดีนามฟ่านหลี่ (范蠡)ไปเป็นตัวประกัน
เพื่อแก้แค้นที่ชาติถูกรุกราน เยว่อ๋องยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของอู่อ๋อง
และแสร้งว่ามีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งอู่อ๋องมีอาการปวดท้อง
บรรดาหมอหลวงทั้งหลายที่เชิญมาต่างก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร
เมื่อเยว่อ๋องโกวเจี้ยนได้ทราบเรื่องนี้
จึงได้ชิมอุจจาระของอู่อ๋องต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งหลาย และกล่าวว่า
“ท่านอ๋องไม่ได้ป่วยเป็นโรคอันใด แค่โดนความเย็นมากไปเท่านั้น
เพียงดื่มเหล้าให้ร่างกายอบอุ่นก็เพียงพอแล้ว”
อู่อ๋องทำตามที่โกวเจี้ยนแนะนำดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย
ก็มีอาการดีขึ้นทันที อู่อ๋องเห็นว่าโกวเจี้ยนมีความจงรักภักดี
จึงปล่อยตัวให้กลับรัฐเยว่
เมื่อโกวเจี้ยนกลับไปยังรัฐเยว่แล้ว
ฟ่านหลี่ก็ได้เสนอแผนกู้้ชาติ 3 แผนให้แก่เยว่อ๋อง หนึ่งคือ
สั่งสมกำลังทหาร ฝึกฝนการรบ สองคือพัฒนาด้านการกสิกรรม และสามคือ
คัดเลือกหญิงงามเพื่อส่งให้แก่อู่อ๋อง เพื่อเป็นสายคอยส่งข่าวภายในให้
ในเวลานั้น มีหญิงสาวนามว่าไซซี เป็นหญิงซักผ้า
มีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือกว่าผู้อื่น เมื่อนางไปซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำนั้น
น้ำอันใสสะอาดจะสะท้อนเงาอันงดงามของนาง ทำให้ยิ่งดูงดงามมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองเห็นเงาของนางแล้ว บรรดาปลาทั้งหลายที่ว่ายน้ำอยู่
ต่างก็ลืมที่จะว่ายน้ำ และค่อยๆจมลงสู่ก้นแม่น้ำไป นับแต่นั้นมาฉายา
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”ของไซซี
ก็เล่าลือกันไปทั่วบริเวณนั้น
หลังจากที่ไซซีถูกเลือกไปถวายแล้วนั้น
เมื่ออู่อ๋องเห็นไซซีมีรูปโฉมที่งดงาม
ก็เกิดความลุ่มหลงเป็นอย่างมากจนกระทั่งละเลยราชการ ไม่สนใจบ้านเมือง
ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอลงเรื่อยๆ เยว่อ๋องโกวเจี้ยน
จึงถือโอกาสยกทัพเข้าโจมตีรัฐอู่ และสามารถกู้้ชาติได้สำเร็จ
ไซซีเสียสละเพื่อบ้านเมือง
แสดงให้เห็นถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความรักชาติเป็นอย่างยิ่ง
ตำนาน
เล่าว่า หลังจากที่รัฐอู่พ่ายแพ้แล้ว ไซซีได้ออกท่องเที่ยวไปกับฟ่านหลี่
ไม่ทราบว่าสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างไร เป็นที่ระลึกถึงของชนรุ่นหลังตลอดมา
ไซ
ซี หยางกุ้ยเฟย หวังเจาจวิน
และเตียวเสี้ยนได้รับการขนานนามให้เป็นสี่ยอดหญิงงามแห่งแผ่นดินจีน
ในจำนวนทั้งหมดนี้จัดให้ไซซีอยู่ในอันดับแรก
และกลายเป็นสัญลักษณ์ของหญิงงามนับแต่นั้นมา


http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=gonnachamp&month=24-02-2007&group=1&gblog=3



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 793 7 ธ.ค. 2553 (21:02)

ตอนเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีเรียนวิชาวรรณคดีเรื่องเกี่ยวกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) พูดถึงบุคคลคนหนึ่งคือ "เตียวเสี้ยน" ผู้ได้รับสมญานามว่า "หญิงผู้พลิกแผ่นดินจีน"


เตียวเสี้ยน “หญิงงาม ในสมัยฮั่นตอนปลาย




เตียวเสี้ยน หรือ เตียวฉาน (อังกฤษ: diao chan จีน: 貂蝉, 貂蟬 พินอิน: diāochán)
เป็นหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน เชื่อว่าเกิดใน ค.ศ. 169
ซึ่งเป็นยุคสามก๊ก
และปรากฎตัวในนิยายเรื่องสามก๊กด้วยเตียวเสี้ยนได้รับฉายานามว่า
"จันทร์หลบโฉมสุดา" (จีน: 闭月 พินอิน: bì yuè) ซึ่งหมายถึง
"ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้" (a face that would
make the full moon hide behind the
clouds)เตียวเสี้ยนแตกต่างจากหญิงงามอีกสามคน
เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
อาจเป็นเพียงหญิงรับใช้ของตั๋งโต๊ะที่มีความสัมพันธ์กับลิโป้
ซึ่งเป็นขุนศึกของตั๋งโต๊ะเท่านั้น
ครั้นเมื่อนางเห็นว่าราชวงศ์ฮั่น
ตะวันออกตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางทรราชตั๋งโต๊ะ
ซึ่งแอบอ้างราชโองการปกครองเหล่าขุนนาง ทำให้ขุนทางทั้งหลายไม่กล้าขัดขืน
อีกทั้งอ๋องอุ้นกลัดกลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ในคืนพระจันทร์สว่างสดใส
นางได้จุดธูปอธิษฐานต่อสวรรค์ยินดีที่จะรับภาระช่วยเหลือผู้เป็นนาย
อ๋องอุ้นผ่านมาได้ยินเข้าก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
จึงตรงเข้าไปพยุงนางลุกขึ้น และคำนับนาง
นับจากนั้นจึงได้รับเตียวเสี้ยนเป็นธิดาบุญธรรม


อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋งโต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้
ก่อนอย่อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋งโต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้ ก่อนอย่างลับๆ
แล้วจึงค่อยยกนางให้แก่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้นั้นมีความกล้าหาญอายุยังน้อย


ส่วนตั๋งโต๊ะเจ้าเล่ห์เพทุบาย เพื่อที่จะดึงลิโป้มาเป็นพวก
ตั๋งโต๊ะจึงได้รับลิโป้เป็นลูกบุญธรรม ทั้งสองต่างก็ฝักใฝ่ในอิสตรี
ดังนั้นนับจากนั้นมาเตียวเสี้ยนต้องรับมือกับบุคคลทั้งสอง
ทำให้ทั้งคู่หลงใหล หลังจากที่ตั๋งโต๊ะรับเตียวเสี้ยนไว้เป็นภรรยาน้อย
ลิโป้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก างลับๆ


ภาพวาด นางเตียวเสี้ยนฟ้อนรำให้ตั๋งโต๊ะชม

วันหนึ่ง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะไปร่วมประชุมเหล่าขุนนาง
ลิโป้ก็แอบเข้าไปพบกับเตียวเสี้ยน และนัดพบกันที่ศาลาฟ่งอี๋
เมื่อเตียวเสี้ยนไปพบลิโป้
ก็ได้แสร้งร้องไห้บอกเล่าความทุกข์ที่ถูกตั๋งโต๊ะขืนใจ ลิโป้โกรธมาก
ในเวลาเดียวกันนั้นเองตั๋งโต๊ะกลับมาพบเข้า
และด้วยความโกรธจึงได้แย่งเอาง้าวในมือของลิโป้และตรงเข้าแทง
แต่ลิโป้หนีไปได้ นับจากนั้นทั้งสองต่างก็เกิดความระแวงซึ่งกันและกัน
จนท้ายที่สุดอ๋องอุ้นก็สามารถเกลี้ยกล่อมลิโป้ให้กำจัดตั๋งโต๊ะได้ในที่สุด
ฉายา
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”ของเตียวเสี้ยนนั้นมา
จากเรื่องราวตอนที่นางกำลังอธิษฐานต่อดวงจันทร์อยู่ภายในสวน
ทันใดนั้นมีลมพัดขึ้นเบา ๆ เมฆจึงลอยมาบดบังอันสว่างสดใส
ขณะนั้นบังเอิญอ๋องอุ้นมาพบเข้า
เพื่อที่จะเป็นการกล่าวชมว่าธิดาของตนนั้นมีความงามเพียงใด
เมื่อพบปะผู้คนก็มักจะกล่าวว่า บุตรีของข้าหากเทียบความงามกับดวงจันทร์แล้ว
ดวงจันทร์ยังมิอาจเทียบได้ รีบหลบเข้าไปหลังหมู่เมฆ
ดังนั้นผู้คนจึงขนานนามเตียวเสี้ยนว่า
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”



http://printhaha.blogspot.com/2009/04/blog-post_25.html


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 795 7 ธ.ค. 2553 (21:51)

ผู้ที่ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีน
หากได้เดินเลิอกหาซื้อของที่ระลึกจำพวกภาพวาดของจีนที่งดงามต่างๆ
ไม่ว่าเมืองไหนๆก็ตาม เรามักจะพบเจอรูปวาดของหญิงงามทั้ง 4 ของจีน
ผู้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน ดังรูป



ยอดหญิงงามทั้ง 4 ในประวัติศาสตร์ชาติจีน


ไซซี    หวางเจาจวิน    เตียวเสี้ยน    หยางกุ้ยเฟย



ไซซี http://www.youtube.com/watch?v=u3wnYRUtE-w&feature=player_embedded#!
หวังเจาจวิน  http://www.youtube.com/watch?v=N6BZvVNLoUc&feature=player_embedded
เตียวเสี้ยน  http://www.youtube.com/watch?v=1pqTZRGnuck&feature=player_embedded#!
หยางอี้ว์หวน  http://www.youtube.com/watch?v=d70OuQbd-tg&feature=player_embedded#!

  โฉมงามหนึ่ง...ซีซือ xishi...    งามเลื่องลือที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน
  เสน่ห์นางนั้นชวนไหลหลงยิ่ง
  ความงามนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดิน
  ความงามที่สั่นสะเทือนราชบัลลังก์ฟูไชฮ่องเต้ผู้เก่งกล้า
  นักรบที่แข็งแกร่งที่สุด กลับสยบในอ้อมกอดแห่งโฉมอิสตรี
  เมืองล่มสลาย  ฟูไชเชือดพระศอสังเวยคมเสน่ห์ของนางผู้ถูกส่งมากำจัดพระองค์
 เพราะความงามดุจเทพวิจิตรสร้าง
เพราะความงามดุจลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษที่บุรุษอาชาไนยยินดีแอ่นอกรับ
นี่แหละ  ซีซือ...   โฉมงามผู้ทำลายเมืองและราชบัลลังก์ศัตรู

โฉมงามสอง...หวางเจาจวิน wang zhaojin   ผู้ถูกจำพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน
ความงามของนาง...ทำให้ต้องนิราศร้างจากแผ่นดินเกิด
ความงามคือทูตสันถวไมตรีไปยังเซียงหนู
ผู้พบเห็นต้องตะลึงในความงามอันหาที่ติมิได้
ขับเพลงเสนาะ กับเครื่องดีดคู่กาย...แสนไพเราะยิ่ง
ทำนองเศร้าสร้อยที่ต้องร้างไกลจากบ้านมายังถิ่นอนารยธรรมแดนศัตรู
แลตายเพราะตรอมตรม  แสนรันทดยิ่งนัก
โฉมงามสาม...เตียวเสี้ยน diaochan   นางผู้พลิกแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟ
ความงามของนางเป็นมหันตภัยยิ่งของนักรบผู้แข็งแกร่งทุกคนที่ใกล้ชิด
ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะก็เพราะแย่งชิงนาง
ตั๋งโต๊ะตายเพราะเมียรักโดยแท้
ลิโป้ถูกยั่วเสน่ห์ และลุ่มหลงนาง
ความภักดีมิได้มีไว้มอบแก่บุรุษ แต่...เพราะงมงายในเสน่ห์เหลือล้นของนาง
ร่ำสุรา เมามาย เคล้ากายนารี จนพบจุดจบอย่างไร้ศักดิ์ศรี
บ้านเมืองที่แข็งแกร่งต้องพินาศเพราะนางโดยแท้
โฉมงามสี่...หยางกุ้ยเฟย yang guifei  นางผู้สั่นสะท้านราชสำนัก
ความงามที่อวบอิ่มยามดรุณแรก ...สบตาแรกไฟราคฮ่องเต้เฒ่าถังหมิงก็ลุกโชน
ถังหมิงพรากนางไปจากโอรส...ยกฐานะลูกสะใภ้ขึ้นเป็นสนมเอก...ฐานะมารดาบุญธรรม
หลี่เม่าโอรสชอกช้ำใจที่ถูกพรากชายา
ถังหมิงเมามายลุ่มหลงนางจนบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยไร้ฮ่องเต้ออกว่าราชการ
นางและพวกเรืองอำนาจขึ้น
นางมีลูกบุญธรรมกำยำคนหนึ่งไว้ข้างกาย...  แม้ถูกอัปเปหิ แต่ก็กลับมาอีก
แต่เพราะนาง...ได้ชักศึกเข้าเมือง ราชสำนักป่นป่วนเพราะแย่งชิงบัลลังก์
เฒ่าถังหมิงฮ่องเต้หนีพร้อมนาง...แต่ไม่รอด   
หยางกุ้ยเฟยถูกกำจัด  ...ฮ่องเต้พร่ำเพ้อถึงนางจนประชวรและสวรรคต
โฉมงามหยางกุ้ยเฟย คือ อิสตรีผู้ล่มราชบัลลังก์โดยแท้
....................................................................................................
ความงามของสตรียอดวิไล   คือมหันตภัยของบุรุษ  
ความงามที่อาบยาพิษ  คือความงามที่อาจล่มบ้านล่มเมืองได้

บุรุษผู้เก่งกล้าเพียงไหน ...ย่อมสยบต่อเบื้องเท้านางได้...หากปล่อยราคะเข้าครอบงำ  http://gotoknow.org/blog/phetroong/214554

ดูเนื้อเรื่องเพิ่มเติมและ  Video ประกอบได้ที่นี่


http://www.konrakmeed.com/webboard/upload/index.php?showtopic=12677


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 798 9 ธ.ค. 2553 (00:19)

หากจะกล่าวถึงหญิงงามกับความรัก
ในแง่ของบทกวีที่ถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ในห้วงแห่งความรักและความคิดถึง
บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่า จะมีการเปรียบเปรยเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์
บางครั้งหากเรายืนอยู่กลางทุ่งกว้างหรือบนภูเขา
มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ีมีดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นกลางฟ้าท่ามกลางหมู่ดวง
ที่ระยิบระยับในคืนที่ท้องฟ้าเปิด
หรือบางครั้งมีกลุ่มเมฆลวดลายงดงามเคลื่อนที่มาบดบัง
อาจทำให้เราหลงเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งความงามตามธรรมชาติเหล่านั้นได้


เมื่อสิบกว่าปีก่อน ศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกส้าน และผม
ได้มีโอกาสพานักเรียนไทยทีมชาติไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศที่กรุง
ปักกิ่ง ระหว่างการแข่งขัน ทางเจ้าภาพได้พาเราไปชมการแสดงบนเวที
ครั้งนั้นมีการบรรเลงเพลงประกอบที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามีความไพเราะมาก
หลังจากวันนั้น
ผมก็ยังได้ยินผู้คนทั่วไปในกรุงปักกิ่งฮัมเพลงๆนี้อยู่หลายแห่ง
ผมพยายามติดตามสอบถามดูก็พบว่าเป็นเพลงที่มีชื่อว่า


彩雲追月 Silver Clouds Chasing the Moon (Colorful Clouds)


ผมแปลเป็นไทยว่า "เมฆางามไล่ตามดวงแข" (ลิเกไหมครับ) ลองฟังเพลงตัวอย่างจากวงดนตรี Orchestra  
http://www.youtube.com/watch?v=YDWIeUmwgqc&feature=related



ลองฟัง Version ที่เป็นการบรรเลงด้วยเปียโนดูบ้าง


http://www.youtube.com/watch?v=pL5bB-s-mEg&feature=related




http://www.youtube.com/watch?v=Zr4S7IWEvww&NR=1




ลองฟัง Version ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีจีนบ้างครับ


http://www.youtube.com/watch?v=eQgkOz8gQU4




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 799 9 ธ.ค. 2553 (15:40)

ความไพเราะของเพลงนี้ส่วนหนึ่งก็คือ การเล่นด้วยเปียโนโดยนิ้วที่รัวพริ้วไปบนคีย์ของเปียโนตามท่วงทำนองเร็ว-ช้า ดัง-ค่อยสลับกันไป ราวกับกลุ่มเมฆที่ลอยพริ้วฝ่ากระแสลมที่พัดผ่านเป็นระยะๆเพื่อไล่ตามดวงจันทร์ ลองฟังการเล่นเพลงนี้โดย Lang Lang >>>


http://www.youtube.com/watch?v=IlCiGoQuFCQ&feature=related


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 800 9 ธ.ค. 2553 (16:37)

ประวัติคนแต่งเพลงนี้ครับ >>> http://chinesemusic.net/feature_ren_guang.php









Ren Guang

Ren Guang  
and "Fishermen's Song"


Ren Guang is the first composer of China to have made a film famous
because of the film's title song. "Fishermen's Song" remains today one
of the best loved and most memorable songs of the Chinese people.
"Fishermen's Song" was composed one third of a century into the 20th
Century. Another third of a century later, Shen Xing-yang (Shen Sin-yan)
first recorded "Fishermen's Song" in the United States.

Shao Ying


This November (2000) marks the Centenary of composer Ren Guang's
birth. Ren Guang was born November 9, 1900. In Chinese music history,
Ren Guang's name would forever be bonded with "Fishermen's Song".


It was June of 1934. The title song of a new film "Fishermen's
Song" took Shanghai by storm. It was the very first time in China's
history when any movie became known best to its audience by its musical
sound track. It started the movie boom. This famous sound track was
issued by the Baidai Record Company as Baidai 34442. The
composition was by Ren Guang. The famed actress Wang Renmei sang "Yu
Guang Qu (Fishermen's Song)". The Lyrics was by the female writer An E.
Composer Ren Guang himself played the piano accompaniment.


It was 1971 in Columbus Ohio. "Fishermen's Song" was first sung
in the U.S. It took the United States by storm. The Ohio State Chinese
Choir under the direction of Shen Sin-yan recorded this classic under
the Coronet label. Tan Tianyuan was the tenor soloist. This U.S. version
was for tenor and choir, with piano accompaniment. In 1973 the erhu and
piano version of "Fishermen's Song" was first recorded by Shen Sin-yan
and Lee Yuan-Yuan.


Ren Guang was born a hundred years ago in November. Ren Guang was
exposed to folk music and became a musician at very young age. In 1917,
upon graduation from Chengxian High School in Zhejiang Province, Ren
Guang enrolled in Shanghai's Zhendan University.


In 1919 Ren Guang travelled to Paris. He studied composition and
piano tuning, while working odd jobs to make a living. Between 1924 and
1927 Ren Guang worked for a French piano company in Saigon, Vietnam. Ren
Guang returned to Shanghai in 1928. Beginning in 1932 Ren Guang was
employed as Director of Music at the French owned Baidai Record Company.
While at Baidai, he organized a small Chinese instrumental ensemble, of
which Huang Yijun was a member. This ensemble recorded quite a few
arrangements and compositions by Ren Guang. While serving as Director of
Music, Ren Guang composed the popular instrumental piece "Colorful
Clouds Chasing the Moon". Today this classic instrumental composition is
popular both on the Mainland and on Taiwan, and all over the world.
Another popular composition the group under Ren Guang recorded was "The
Flowers are Blooming and the Moon is Full". "The Flowers are Blooming
and the Moon is Full" is today the favorite encore of the Chinese
Classical Orchestra of the Chinese Music Society of North America in
concerts throughout North America and Europe. Ren Guang also recorded a
large number of the compositions by Nie Er while at the Baidai record
Company. The classic "Spring at the Emerald lake" was recorded during
this time.


Ren Guang and An E were a fabulous team. Together they wrote
"Fishermen's Song" and a full opera "Hong Bo Quota. In "Hong Bo Quota,
which commemorates the battle of Tai-er Zhuang, An E wrote the story and
Iyrics, and Ren Guang wrote the music. In "Fishermen's Song" An E rote
the Iyrics which glued to the melody and the accompaniment. Their
artistic liaison is among the best musical teams in 20th Century China.


In 1937 Japan invaded China. In the same year Ren Guang returned
to parts to study music. In October 1938 Ren Guang came back to Asia,
organizing choral activities in China and Singapore (Beginning in the
spring of 1939), raising money for the resistance movement. In Singapore
he founded the Tongluo Choir. In the spring of 1940 Ren Guang started
teaching at the Yucai School in Chongqing. In Chongqing he conducted the
performance of "The Yellow River Cantata" and "Hong Bo Quota. In
November of 1940 Ren Guang left Chongqing to join the Xing Si Jun army.
In January of 1941 Ren Guang was murdered during the Wannan (southern
Anhui) Incident. Young composer Ren Guang gave his life in Jinhua,
Jiangxi Province.


While we think of Ren Guang and An E, we cannot forget the
incredible melody of "Fishermen's Song" would appear. "Fishermen's Song"
had such impact that composer Nie Er wrote a musical analysis of the
composition. In the history of Chinese instrumental music in the 20th
Century, Ren Guang's leadership in composing, performing, and recording
at Baidai in Shanghai had served to truly popularize ensemble and
orchestral music, two thirds of a century ago. When we think of the
early days of Chinese instrumental music recorded in Shanghai, the
refreshing sound of Ren Guang's "Colorful Clouds Chasing the Moon",
"Spring at the Emerald Lake" and "Flowers Are Blooming and the Moon is
Full" would appear. It will soon be a century later, but the emotional
excitements are instantaneous.§








Famous Works of Ren Guang


"Fishermen's Song" (Lyrics by An E)
"Yue Guang Guang (Bright Bright Moon)"
"Farewell to Wannan"
"The Sorghum is Red"
"The New Lianhualao"
"Colorful Clouds Chasing the Moon"
"Flowers Are Blooming and the Moon is Full"
"Hong Bo Qu - Remembering the Battle of Tai-er Zhuang" (Opera - with An E)

Ren Guang (Chinese: 任光; pinyin: Rèn Guāng; b. Zhejiang, November 9, 1900; d. January 1941), also known by a nom de plume, Ren Qianfa (任前发), was a noted Chinese composer of the early 20th century.


Ren studied in Paris beginning in 1919, and there acquired the techniques of music
composition. As a consequence, his works are influenced by Western
music, particularly in their harmonic accompaniment. Among his best
known compositions are "Fishermen's Song" (渔光曲, Yú Guāng Qǔ), which was
used as the theme song for a film, and "Colorful Clouds Chasing the
Moon" (彩云追月, Cǎi Yún Zhuī Yuè). He also invited the musician Huang Yijun
(黄贻钧) to compose "The Flowers are Blooming and the Moon is Full"
(花好月圆), which was included on a 1935 recording Ren Guang supervised.


He died in the Wannan Incident (also called the New Fourth Army Incident, during the Second Sino-Japanese War) in Wannan, southern Anhui, in January 1941.


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 801 9 ธ.ค. 2553 (22:00)

เมื่อพูดถึงเรื่องราวของสามก๊ก บุคคลผู้หนึ่งที่สำคัญและได้รับการยกย่องจากชาวจีนว่าเป็นเทพเจ้าแห่งชัยชนะ คือ กวนอู - วิกิพีเดีย



กวนอู (อังกฤษ: Guan Yu;จีนตัวเต็ม: 關羽; จีนตัวย่อ: 关羽; พินอิน: Guān Yǔ; เวด-ไจลส์: Kuan Yu) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน 6 จีนศักราชเอี่ยงฮี ปี พ.ศ. 703 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั้นฮวนเต้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เดือนที่ 7 จีนศักราชเคี่ยงเซ้ง ปี พ.ศ. 762 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้[1] [2] มีชื่อรองว่า "หุนเตี๋ยง" (จีน: 云长)
เป็นชาวอำเภอไก่เหลียง ลักษณะตามคำบรรยายในวรรณกรรมสามก๊ก
กวนอูเป็นผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ 9 ฟุตจีนหรือประมาณ 6 ศอก
ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก นัยน์ตายาวรี คิ้วดั่งหนอนไหม หนวดเครางามถึงอก[3]
มีง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง เป็นอาวุธประจำกายเรียกว่า
"ง้าวมังกรเขียว" หรือ "ง้าวมังกรจันทร์ฉงาย"
ในจินตนาการของศิลปินมักวาดภาพหรือปั้นภาพให้กวนอูแต่งกายด้วยชุดสีเขียวและ
มีผ้าโพกศีรษะ กวนอูมีความเชี่ยวชาญและเก่งกาจวิทยายุทธ จงรักภักดี
กตัญญูรู้คุณ มีคุณธรรมและซื่อสัตย์เป็นเลิศ


ในวัยหนุ่มฉกรรจ์กวนอูได้พลั้งมือฆ่าปลัดอำเภอและน้าชายตายจนต้องหลบหนีการจับกุม[4] และพบกับเล่าปี่และเตียวหุยจนร่วมสาบานตนเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ ร่วมทำศึกกับเล่าปี่มาโดยตลอด เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ ครองเกงจิ๋วร่วมกับกวนเป๋งบุตรบุญธรรมและจิวฉอง ภายหลังถูกแผนกลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเลของลกซุนและลิบองจนเสียเมืองเกงจิ๋ว กวนอูคับแค้นใจที่พลาดท่าเสียทีลกซุนและลิบองจึงนำทัพไปตีเกงจิ๋วเพื่อแย่งชิงคืน แต่ถูกจูเหียนและพัวเจี้ยงจับได้พร้อมกวนเป๋งที่เขาเจาสันและถูกประหารในปี พ.ศ. 762 รวมอายุได้ 59 ปี


ลักษระเด่นที่สังเกตได้ของท่านคือ ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก สมัยก่อนตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัย มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเรียนห้องเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ตอนเรียนชั้น ป.7 เพื่อนคนนี้คือ "สุพรชัย แซ่เซียว" ลักษณะเด่นของเพื่อนคนนี้คือ มีใบหน้าแดงก่ำตลอดเวลา ไม่รู้ว่าอาจารย์นิรันดร์ยังคงจำสุพรชัยได้ไหม เมื่อพูดถึง "กวนอู" ทีไรเป็นต้องนึกถึง "สุพรชัย" ทุกทีไป (ดูรูป)
  



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 802 19 ธ.ค. 2553 (22:32)

ความเห็นที่ 785 ของคุณแขชนะที่เล่่าว่า "เมื่อหลายปีก่อนผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่ไต้หวัน ได้เล่าเรื่องและให้ครูไต้หวันดูรูปนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า เขาจะชื่นชมมากและให้การต้อนรับผมดีเกินคาด ต้องขอบคุณพ่อผมที่ให้ได้ร่วมกินบุญเก่าของท่าน"


ดีนะที่คุณแขชนะงัดรูปนี้โชว์ที่ไต้หวัน แต่ถ้าเป็นที่จีนแดง สงสัยจะเป็นอย่างอื่นๆ


ผมแซวเล่นนะครับ


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 803 21 ธ.ค. 2553 (23:27)

ขอบคุณ คุณ Davidply ที่แวะเวียนเข้ามาทักทายพูดคุยครับ


อย่างที่คุณว่ามานั่นแหละครับ เวลาจะไปพูดที่ไหนต้องเลือกกาละเทศะถูกที่ถูกทาง ถ้าไปพูดที่จีนแดงคงมีทางเลือกให้อีก 2 ทาง คือมีเรื่องตื่นเต้นกลับมาเล่าให้ฟังอีกเยอะ หรือกรณีหนึ่งคือไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย


ผมห่างหายไปจากกระทู้เกือบ 2 อาทิตย์ เพราะต้องไปสอนหนังสือที่สอง"เซีย" คือรัสเซียและมาเลเซีย อย่างที่บอกไว้แล้ว อยู่เมืองนอกเข้ามาวิชาการ.คอมยากเย็นแสนเข๊ญ แม้จะใช้อินเตอร์เน็ทที่เร็วๆและแรงๆของมหาวิทยาลัยที่รัสเซียก็ตาม


ที่รัสเซียอุณหภูมิติดลบ หิมะขาวไปหมด ถ้ามีผลไม้กระป๋องเอาไปตั้งไว้ข้างนอกเดี๋ยวเดียวก็แข็งกินอร่อย



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 804 22 ธ.ค. 2553 (09:11)

เห็นหน้าตอนเด็ก ๆ ก็พอนึกได้ว่าคนนี้เคยเป็นเพื่อนเรา แต่ไม่รู้ว่าพบหน้าตัวจริงจะจำกันได้หรือไม่ครับ

ความทรงจำเกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยของผมเหลืออยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับของเพื่อน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24858 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 805 23 ธ.ค. 2553 (04:01)


ผมเดินทางไปรัสเซียคราวนี้ ไปบรรยายที่เมือง 2 เมืองคือ เมือง Kazan และเมืองนิซเนคามสก์ (Nizhnekamsk) ทั้งสองเมืองนี้อยู่ในรัฐทาทาร์สถาน ห่างกันประมาณ 250 กิโลเมตร เดินทางใช้เวลาหลายชั่วโมงเพราะมีหิมะตก ถนนเป็นน้ำแข็งต้องวิ่งไม่เร็วเกินไป ล้อรถยนต์สำหรับฤดูหนาวจะเป็นล้อที่หนาเป็นพิเศษและมีตะปูตัวเล็กตอกติดอยู่เพื่อให้ยึดเกาะถนนได้ดี ดังรูป




ช่วงฤดูหนาวที่นี่มืดเร็ว ช่วงสว่างจะสั้น 8 โมงเช้ายังมืดอยู่เลย ราวๆ 9 โมงจึงจะสว่าง พอบ่าย 3 โมงก็จะเรื่มมืดแล้ว เหมือน 6 โมงเย็นบ้านเรา Alexander เพื่อนชาวรัสเซียของผมขอรถจากมหาวิทยาลัยคาซานพร้อมคนขับรถให้เดินทางไปส่ง ระหว่างทางที่ไปเมืองนิซเนคามสก์ สองข้างทางขาวไปหมด เต็มไปด้วยหิมะ ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ฉายตอนที่ผมเรียนชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เรื่องนั้นก็คือ ดร.ชิวาโก




 


ด็อกเตอร์ชิวาโก (ภาพยนตร์) - วิกิพีเดีย


ด็อกเตอร์ชิวาโก (อังกฤษ: Doctor Zhivago; รัสเซีย: До́ктор Жива́го; ออกเสียง [ˈdoktər ʐɪˈvaɡə]) เป็นภาพยนตร์เอพิคที่กำกับโดยเดวิด ลีนในชื่อเดียวกันของบอริส ปาสเตอร์แน็ก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษารัสเซียในอิตาลีเมื่อ ค.ศ. 1957 ดัดแปลงจากนวนิยาย


ด็อกเตอร์ชิวาโกเป็นภาพยนตร์ชีวิต ภาพยนตร์รัก และภาพยนตร์สงคราม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวนายแพทย์และกวีชาว
รัสเซียชื่อ นายแพทย์ยูริ อังเดรเยวิช ชิวาโก
และความรักที่มีต่อหญิงสาวสองคน คือ ลาริซซา "ลารา" แอนติโปวา และ ทันยา
โกรมีโก ฉากหลังในเรื่องกินเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติรัสเซีย สงครามกลางเมืองรัสเซีย ไปจนถึงการโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และสถาปนาสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ทศวรรษ 1910 จนถึง ทศวรรษ 1950


ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมติดต่อกันมาหลายปี จนติดอันดับ 8 ของภาพยนตร์ทำรายได้สูงสูงตลอดกาล ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 10 สาขา และได้รับรางวัล 5 สาขา และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์ดรามา



คนเขียนเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลชาวรัสเซียนามว่าบอรีส ปาสเตอร์แน็ค
(Boris Pasternak)
เขาเกิดเมื่อปี 1890
เป็นนักเขียนนักกวีที่ผลิตผลงานชื่อดังออกมาหลายเล่ม
แน่นอนว่าชีวิตของเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของรัสเซียไม่ว่า
การโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟและการขึ้นมามีอำนาจของพรรคบอลเชวิคในปี 1917
รวมไปถึงสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่รุนแรง
ผลาญชีวิตชาวรัสเซียไปมากย่อมเป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนนวนิยายขนาดยาวคือ
ด็อกเตอร์ชิวาโก้ที่ปาสเตอร์เน็ตต้องใช้เวลาเขียนและเรียบเรียงถึงกว่าสี่
สิบปีจนสำเร็จในปี 1956
ด้วยเนื้อหาที่ส่อไปในการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ย่อมทำให้มีการตีพิมพ์นวนิยาย
เรื่องนี้ในสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นอันขาดจนต้องมีการลักลอบเอาตีพิมพ์ที่
อิตาลีและประสบความสำเร็จ ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศขายดีไปทั่วโลก
แต่ตัวคนเขียนเองต้องพบกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงจากพรรคคอมมิวนิสต์จนต้อง
ปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบลในปี 1956
แต่ทางปาสเตอร์แน็คก็ถูกยกว่าเป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อยู่ดี
เขาต้องจ่ายค่ารางวัลด้วยราคาแพงนั้นคือถูกโจมตีและข่มขู่จากทางการอยู่ตลอด
เวลาแม้จะไม่ถูกจับติดคุกหรือประหารชีวิตจนเขาเสียชีวิตในปี 1960
ชาวรัสเซียต้องรอให้ถึงปี 1988
ที่ด็อกเตอร์ชิวาโก้ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศแม่ของตน 


Bloggang.com : Johann sebastian Bach - ด็อกเตอร์ชิวาโก้


 



การประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2010 นี้ก็เช่นเดียวกัน มีความเกี่ยวโยงกับการเมืองระหว่างประเทศอีกจนได้ เมื่อนักโทษทางการเมืองของจีน หลิว เสี่ยวโป ถูกประกาศว่าเป็นผู้เหมาะสมได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 806 23 ธ.ค. 2553 (18:14)

สมัยก่อนตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ดูหนังเรื่อง ด็อกเตอร์ชิวาโกไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเป็นหนังหนัก รู้แต่ว่ามีเพลงประกอยที่ไพเราะและดังมากคือ


Somewhere my love 


Tema de Lara


ตอนหลังพอผมไปเรียนต่อที่เยอรมนี มีหนังเรื่องนี้ฉาย ค่อยดูรู้เรื่อง ผมอัดเก็บไว้ดูเป็นหนังที่พากย์เป็นภาษาเยอรมัน


เวลาหนาวๆ สวมหมวกแบบรัสเซียทำด้วยขนกระต่ายอุ่นดีจัง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 807 24 ธ.ค. 2553 (01:32)

ตอนไปเมืองคาซานผมต้องบินไปลงที่มอสโคว์แล้วต่อเครื่องบินไปอีก



ผมเดินทางด้วยสายการบินไทย ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ระหว่างทางผมได้ถ่ายภาพที่มองจากหน้าต่างเครื่องบิน จะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าใกล้กรุงมอสโคว์ก็จะเห็นภูเขาหรือที่พื้นดินเริ่มมีหิมะปกคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ไปถึงสนามบิน Domodedovo กรุงมอสโคว์เป็นเวลา 16.11 น.หรือบ่าย 4 โมงกว่าเวลาท้องถิ่น ท้องฟ้ามืดแล้ว อุณหภูมภายนอกยังไม่หนาวมาก เพียงแค่ -3 องศาเซลเซียส เวลาในเมืองไทยในช่วงฤดูหนาวจะต่างจากมอสโคว์ 4 ชั่วโมง คือเป็นเวลาราว 2 ทุ่มกว่า



ที่เห็นในรูปคือบริเวณภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ผมต้องมารอต่อเครื่องบิน Siberia Airlines - S7 เพื่อเดินทางต่อไปคาซาน


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5963 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 808 24 ธ.ค. 2553 (19:36)



โอ๊ย  เบื่อแล้ว  กระทู้นี้

เมื่อไรจะปิดซักที





























...



เบื่อที่จะเลื่อน scroll bar  เพื่ออ่านทุกความเห็นให้ได้ครบหมด น่ะครับ
บางทีก็โหลดช้ามาก  เพราะกระทู้ยาว หลายความคิดเห็น


ปิด  แล้วตั้งกระทู้ใหม่ 
"ท่องไปในโลกกว้าง กับ ดร.แขชนะ"  (คล้ายๆอย่างนี้น่ะครับ)

ดีไหมครับ  (หรือจะให้ครบ 1000  คหพต. เสียก่อน)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.8623 seconds !