วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 981,520 ตอบแล้ว: 1,629
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1487 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| -9- 10| 11| 12| 13| 14| 15|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 873 21 มี.ค. 2554 (12:51)

ผมเพิ่งจะพูดยกตัวอย่างคนญี่ปุ่นที่เป็นแบบอย่างในการสร้างชาติ โดยความมีวินัย ซื่อสัตย์ และรักเพื่อนร่วมชาติ


วันนี้มีเรื่องเปรียบเทียบกับสังคมไทย ขณะที่ญี่ปุ่นตกอยู่ในสถานะยากลำบาก คนญี่ปุ่นก็จะร่วมมือร่วมใจกันอย่างน่านับถือ คราวนี้ลองมาดูคนไทยบ้าง ข่าวต่อไปนี้ผมเพิ่งได้อ่านและได้ดูข่าวจากรายการโทรทัศน์.....


อนาถใจ สังคมไทย รถบรรทุกปลาคว่ำ ชาวบ้านแห่เก็บหน้าตาเฉย
อนาถใจ สังคมไทย รถบรรทุกปลาคว่ำ ชาวบ้านแห่เก็บหน้าตาเฉย


รถบรรทุกปลา แฉลบลงข้างทาง พลิกคว่ำ จนทำให้ปลาขนาด 3 ตันตกลงข้างทางกระจัดกระจาย ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงแห่กันไปขโมยปลาแบบหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ
และเจ้าของปลาจะห้ามปรามอย่างไร ก็ไม่มีทีท่าจะหยุดการกระทำอันน่าอายนี้

เจ้าของรถที่บรรทุกปลามา ก็ได้แต่ยืนนิ่งๆ ปล่อยให้ชาวบ้าน
กระทำการตามใจชอบ
และหน้าตาท่าทาง ของชาวบ้านที่มาเก็บเอาปลาไปคนละตัวสองตัวนั้น
ก็ดูจะยิ้มแย้มแจ่ใสอย่างดีใจ  ราวกับว่าปลานั้นมันว่ายอยู่ในน้ำโดยไม่มีเจ้าของ และหาได้สนใจไม่ว่า
มีรถกระบะ ขนปลา นอนตะแคงเอียง รอความช่วยเหลืออยู่


ที่น่าแปลกใจและเศร้าใจก็คือ ผู้อ่านข่าว(ผู้หญิง) เห็นเป็นเื่รื่องที่น่าขบขัน กลับหัวเราะ แทนที่จะใช้จุดนี้เป็นเรื่องจริงจังสื่อเตือนเพื่อให้ประชาชนให้มีความสำนึก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 874 21 มี.ค. 2554 (13:08)

ระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่นน่าชื่นชมจริงครับ
แม้ในยามประสบภัยก็ยังรักษาวินัยไว้ได้  ต่อแถวกันรับของบริจาค





ต่อแถวกันซื้อของจากร้านค้า ไม่เห็นภาพการลัดคิว หรือเบียดแย่งกัน


ส่วนที่นี่ยังไม่ทันจะมีวิกฤตร้ายแรงเท่าไหร่ แต่









Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 875 23 มี.ค. 2554 (07:36)

 


ตัวแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขอโทษประชาชน


คลิกเข้าไปดูแล้ว อดนึกถึงบางประเทศที่ผมเคยอาศัยอยู่ไม่ได้ มันมีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับข่าวของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแล้วยังลอยหน้ลอยตาอย่างมีเกียรติในสังคม (พูดรวมๆทั่วไป ไม่กล้าว่าประเทศไทยครับ กลัว!)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 876 23 มี.ค. 2554 (09:17)

วันนี้มีนิทานเศร้ามาเล่าให้ฟัง


ในอเมริกามีคนที่ชื่อ Stevie Wonder, Bob Hope and Johnny Cash  มีประเทศสมมุติประเทศหนึ่งที่ไม่มีทั้งWonder, Hope และ Cash  ขอตั้งชื่อว่าประเทศ NOHOPE ก็แล้วกัน


วันหนึ่งมีการประชุมครั้งสำคัญเกี่ยวกับ "เอกลักษณ์ NOHOPE" จัดขึ้นที่เมืองใกล้ชายฝั่งทะเลของประเทศ NOHOPE ซึ่งห่างจากเมืองหลวงของประเทศ NOHOPE ไปราว 100 ไมล์ แขกผู้มีเกียรติผู้ใหญ่หลายท่านมารอคอยพิธีเปิด รัฐมนตรีของประเทศ NOHOPE ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ "เอกลักษณ์ NOHOPE" เดินทางมาเปิดงานล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้ราวครึ่งชั่วโมง แทนที่จะกล่าวคำขอโทษที่มาช้า หรือกล่าวถึงการมีเหตุจำเป็น (อย่างที่คนญี่ปุ่นเขาทำกัน) ก็คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะเข้าใจสถานะการณ์ แต่นี่กลับพูด(ถอดความเป็นภาษาไทย)ว่า .."ผมดูรายชื่อผู้ร่วมประชุมแล้ว เห็นว่าหลายคนเดินทางมาจากเมืองหลวงของ NOHOPE ซึ่งรถติดมาก ผมก็เลยคิดว่า ไม่เป็นไร มาช้าก็ได้"  ช่างเป็นเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชมมากของประเทศNOHOPE ที่นำโดยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเสียนี่กระไร หรือเขาอาจจะคิดว่า ไม่เป็นไร รัฐมนตรีมาช้าก้ได้เพราะ "ประชาชนต้องมาก่อน"


เช้าวันรุ่งขึ้น ตามกำหนดการของการประชุมจะมีการเชิญนักบวชของประเทศ NOHOPE มาทำพิธีตอนเช้า (ถ้าจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเราก็คือ ทำบุญตักบาตรนั่นเอง) นักบวชมาราว 6.30 AM ผู้ใหญ่หลายท่านที่จะเป็นผู้นำทางเอกลักษณ์NOHOPE ก็มากันสาย ปล่อยให้นักบวช (บ้านเราเรียกว่าพระ) นั่งรอทำพิธ๊ (บ้านเราเรียกว่าใส่บาตร) ถึงครึ่งชั่วโมง นี่ก็คงเป็นเอกลักษณ์ของNOHOPE อีกเหมือนกันที่ใครๆก็ต้องรอ "ผู้ใหญ่" และ "ผู้ใหญ่"ทำอะไรก็น่าดูไปหมด ไม่เคยผิด


ที่เล่ามาก็เป็นเพียงนิทานสมมุติครับ.............


----------------------------------------------------------------------


อ้อ! 2-3 วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปบรรยายที่ Asian University พัทยา และได้มีโอกาสไปดูสถานที่จัดประชุมวิชาการทางการศึกษาเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ที่พัทยา 4-7 กรกฎาคม 2554 ไม่เกี่ยวกับนิทานที่เล่าให้ฟังข้างต้น เล่าให้ฟังเฉยๆ


"โปรดใช้วิจารณญาณในการแปลความที่ตั้งใจจะสื่อความหมาย"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 877 24 มี.ค. 2554 (22:59)


รูปจาก >>> http://img219.imageshack.us/img219/3483/maensuksasathan2491.jpg 


สมัยที่เป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เวลาเลิกเรียน บ่อยครั้งที่ผมมักจะเดินกลับบ้านโดยเดินผ่านวัดและโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ที่หน้าตึกเรียน "แม้นศึกษาสถาน" ซึ่งเป็นอาคารทรงกอธิค จะมีต้นมะฮอกกานีต้นสูงใหญ่ปลูกอยู่ บางทีผลมะฮอกกานีก็จะแตกออก ทำให้เมล็ดมะฮอกกานีแตกกระจายออกมา ปีกของเมล็ดมะฮอกกานีปลิวต้านลมหมุนควงสว่านค่อยๆตกลงสู่พื้นดิน หากมีลมโชยมาก็จะช่วยทำให้เมล็ดหมุนปลิวไปตกยังที่ห่างไกลออกไป เป็นการช่วยในการแพร่พันธุ์



เมล็ดมะฮอกกานีมีปีกที่อยู่ติดกับแกนรูปดาวห้าแฉก เรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในผลมะฮอกกานี พวกเราชอบเก็บเมล็ดมะฮอกกานีมาเล่นอยู่เสมอ  เราอยากได้หลายใบ ผมชอบเอาหนังสติ๊กไปยิงผลมะฮอกกานีให้ตกลงมา แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จสักครั้งเดียว เพราะผลมะฮอกกานีที่ยังไม่แก่นั้นเหนียวแน่นมาก ไม่หลุดออกมาได้ง่ายๆ แม้ว่าจะใช้หนังสติ๊กยิงโดนผลอย่างแรงก็ไม่หลุดออกมาเลย เพื่อนๆที่ไม่รู้จักต้นมะฮอกกานี ก็จะเรียกตามประสาเด็กว่า "เมล็ดเฮลิคอปเตอร์"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 878 25 มี.ค. 2554 (08:07)


เห็นรูปเก่าๆแล้วคิดถึงสมัยเด็กๆ มีรูปตึกแม้นศึกษาสถานที่ผมชอบไปวิ่งเล่น อยู่หลายรูป แต่เวลาต่างกัน เปรียบเทียบตั้งแต่ปี พ.ศ.2459  พ.ศ.2491  และปี พ.ศ.2553 สังเกตต้นหมากทีี่อยู่หน้าตึก กะดูด้วยสายตา ช่วงเวลาต่างกัน 62 ปี ต้นหมากสูงขึ้นราว 5 เมตร


รูปริมซ้ายสุดเป็นรูปตั้งแต่ปี พ.ศ.2459 ในหนังสือ "ที่รฦกแห่งการเปิดทางรถไฟหลวงสายใต้ ๒๔๕๙"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 879 25 มี.ค. 2554 (13:11)

สถิติของกระทู้นี้
วันนี้มีคนเข้ามาครบ 400000 คน ในเวลา 762 วัน
เฉลี่ย สมาชิกเข้ามาอ่าน 525 คน ต่อวัน ความคิดเห็นเพิ่มเติมจำนวน 1.15 ความเห็น ต่อวัน
ขอบคุณที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมครับ!


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 880 25 มี.ค. 2554 (21:43)

 



พูดถึงเรื่องมะฮอกกานี ทำให้คิดถึงหนังเรื่องหนึ่งชื่อ Mahoagy ของ Paramount เมื่อปี 1975 รู้สึกว่าจะมีชื่อภาษาไทยว่า นางสาวมะฮอกกานี ฉายที่โรงหนังแถวๆสยามสแควร์ แสดงโดย Diana Ross มีเพลงดังจากหนังเรื่องนี้คือ Do You Know Where You're Going To <<< ฟังเพลงคลิกที่นี่ครับ


ตัวอย่างภาพยนต์ดูที่นี่ครับ >>>



Thumbnail


mahogany



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 881 27 มี.ค. 2554 (03:36)


นอกจากเมล็ดมะฮอกกานีที่แพร่พันธุ์ให้แพร่กระจายไกลออกไปโดยใช้ปีกของมัน ที่ผมได้ไปวิ่งเล่นในโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์แล้ว ยังมีเมล็ดพืชที่แพร่พันธุ์แบบอื่นๆที่ผมยังหามาเล่นสนุกได้อีก ก็คือเมล็ด "ต้อยติ่ง"


ผมมักจะไปหาเมล็ดต้อยติ่งจากต้นที่ขึ้นอยู่รอบๆพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ พื้นหญ้าที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็พอมีแต่ไม่มากนัก ความจริงที่เราเรียกว่า "เมล็ดต้อยติ่ง" นั้นมันคือฝักหรือผลของต้อยติ่ง ฝักที่แก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว ตรงปลายฝักจะแหลม เมื่อถูกน้ำสักพักหนึ่งฝักจะแตกออก เมล็ดจริงๆที่อยู่ข้างในจะถูกดีดออกมา เป็นการแพร่พันธุ์วิธีหนึ่ง ที่เราชอยเล่นกันก็คือ เอาฝักแก่มาอมตรงปลายให้ติดน้ำลายเล็กน้อยแล้วแอบเอาไปวางไว้บนบ่าเพื่อนๆ สักพักหนึ่ง ไม่กี่วินาที ฝักต้อยติ่งจะแตกออกดีดเม็ดใส่หน้าเพื่อนได้ ดังแสดงให้ดูในรูปข้างล่างนี้



ต้อยติ่ง


ชื่ออื่น ๆ : อังกาบ (กรุงเทพฯ)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ruellia tuberosa Linn.
วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่เล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 20-30 ซม.
ใบ : ออกใบเดี่ยว เรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี
ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก แต่อาจจะเป็นคลื่นเล็กน้อย
ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 2.5-3 นิ้วมีสีเขียว
ดอก : ออกเป็นช่อ หรือบางทีก็ออกดอกเดี่ยว ตามง่ามใบที่ส่วนยอดของต้น
มีสีม่วง ลักษณะของดอกเป็นรูปกรวยปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ เกสรกลางดอกมี 4
อันสั้น 2 ยาย 2
ผล : เป็นฝักยาว ซึ่งยาวประมาณ 1 นิ้วกว่า ๆ เล็กน้อย
แต่เมื่อถ้าได้รับความชื้นมาก ๆ หรือถูกน้ำ ผลนี้จะแตกออกเป็น 2 ซีก
ภายในมีเมล็ดอยู่ 8 เมล็ด
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป จะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ราก
สรรพคุณ :
ราก นำมาเป็นส่วนผสมของยาใช้ดับพิษ ปัสสาวะพิการและแก้พิษต่าง ๆ



หมายเหตุ : “ต้อยติ่ง, อังกาบ(กรุงเทพฯ)” in Siam. Plant Names
1948,p.420, Ruellia tuberosa กสิน สุวตะพันธุ์, ข่าวการเกษตร, ฉบับที่ 1, 1
กันยายน2492, น.8 VIII,3,1931,p.210 “ต้อยติ่ง”, “ต้อยติ่ง น. ต้นไม้เล็ก ๆ
ชนิดหนึ่ง ฝักมีเม็ดเล็ก ๆ
อย่างฝักเสี้ยนใช้ทำยาพอกแผล” พจน. 2493,น.396
พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 882 27 มี.ค. 2554 (12:00)


ดูตอนฝักต้อยติ่งแตกอีกรูปครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 883 5 เม.ย. 2554 (23:34)

ต่อจากความห็นที่ 873 874

หลังจากสึนามิที่ญี่ปุ่น ภาคใต้เกิดอุทกภัย เมื่อได้เห็นข่าวนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง






พอพูดวิจารณ์อะไรก็หาว่าดูถูกคนไทยด้วยกัน
แต่ดูเถิดยามเดือดร้อนของบ้านเขากับบ้านเรา คนมีพฤติกรรมต่างกันเพียงใด
บ้านเมืองที่เฝ้าพร่ำบอกกันเองว่าไ­ม่ได้เจริญทางวัตถุแต่เจริญท­างจิตใจ มันเป็นอย่างนี้สินะ  {#emotions_dlg.q8}


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 884 6 เม.ย. 2554 (00:13)

ผมได้ยินผู้ใหญ่หลายคนบ่นเรื่องวัฒนธรรมไทยว่า เราเริ่มจาก ก ข และ ค ภาษาไทยของเราเริ่มอย่างนั้นจริงๆ แต่คุณภาพของคนไทยเดี๋ยวนี้เริ่มจาก โโมย และ อร์รัปชั่น เช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่จะพัฒนาคุณภาพครูไทยเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งแง่ของความรู้และจิตใจ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 885 13 เม.ย. 2554 (12:46)

เพิ่มเติมจากความเห็นที่ 884 อย่างนี้ต้องเรียกว่า นอกจากจนทางวัตถุแล้ว ยังจนทางจิตใจด้วย น่าเศร้าใจจริงๆ


ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเรื่องค่านิยมเรื่องความดี ความเลวในสังคมไทยกำลังเปลี่ยนไป การโกง การฉ้อฉล การขโมยเป็นเรื่องที่คนไทยกำลังค่อยๆเย็นชาและเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นทุกที โกงได้แต่อย่าให้ถูกจับได้ ขโมยได้แต่อย่าให้เจ้าของไล่ตามทัน ดูซิคนขโมยของชาวบ้าน ยังมีหน้าออกมาพูดแบบหน้าตาเฉยว่า ถ้าไม่หยิบฉวยเอาไป มันก็ไหลไปกับน้ำลงทะเล ช่างไม่มีหิริโอตบะเสียเลย


ประเทศอื่น เช่น ที่ญี่ปุ่น เขาก็พัฒนาและเจริญทางวัตถุมาก มีการสำรวจในญี่ปุ่น พบว่าปัจจุบัน มีคนญี่ปุ่นที่บอกว่าเขาเป็นคนไม่มีศาสนาถึง 50% แต่เมื่อเขาประสบภัย เขาก็ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อกัน และยังมีความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่บ้านเรามีคนลงทะเบียนว่ามีศาสนาเกือยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อประสบภัยพิบัติ ก็มีคนไทยส่วนหนึ่งออกมาขโมยของผู้อื่นแบบหน้าตาเฉย ผมว่าการอบรมสั่งสอนในสังคมไทย รวมทั้งระบบการศึกษาไทยต้องมีการอะไรผิดพลาดแน่ๆ ยิ่งพัฒนาทางวัตถุมากเท่าใด จิตใจของคนยิ่งยากจนลงเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่น เขาเจริญทางวัตถุมากกว่าเราเยอะ แต่ไม่เห็นพฤติกรรมเช่นที่ว่าเลย


 


 


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 886 13 เม.ย. 2554 (22:39)

เมื่อ 20 ปีก่อน ผมมีโอกาสสอนวิชาฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง อาจารย์ที่นั้นคุยกันว่านักศึกษามักจะทำทุจริตในการสอบ ช่วงที่มีการสอบกลางภาค ก่อนลงมือสอบวิชาของผม ผมได้ประกาศขู่หน้าห้องสอบว่า เมื่อลงมือสอบจะเดินไปตามโต๊ะที่นักศึกษานั่งเพื่อเอาใบเซ้นชื่อไปให้เซ็น ขณะเดียวกันก็จะขอค้นตัวดูในกระเป๋า หากพบวามีการแอบเอากระดาษที่จดข้อมูลเข้ามาจะปรับตกและลงโทษให้ไล่ออก แต่ถ้าเอากระดาษที่ซ่อนไว้ออกมาตอนนี้ก่อนลงมือสอบจะให้อภัยไม่เอาผิด ปรากฏว่าผมได้เศษกระดาษที่นักศึกษาแอบเอาเข้ามาถุงใหญ่ทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว ผมยังสังเกตต่อไปอีกว่า นักศึกษามักจะขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำกันบ่อย ที่น่าสนใจก็คือ พอคนหนึ่งกลับมาปุ๊บ อีกคนหนึ่งต้องขอตามไปบ้างปั๊บ ผมสังสัยมากย่องตามนักศึกษาคนหลังไป สักครู่หนึ่งหลังจากที่นักศึกษาเข้าไปในห้อง ผมย่องเข้าไปเห็นนักศึกษากำลังล้วงกระเป๋าโน้นกระเป๋านี้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับกิจกรรมปัสสาวะเลย พอเขาเห็นผมย่องเข้ามาก็ตกใจ เศษกระดาษหล่นลงที่พื้นดิน คราวนี้ตกใจหน้าซีดเลย แถมยังพูดตะกุกตกักว่า "อาจารย์ครับ เศษกระดาษแผ่นนี้ไม่ใช่วิชาของอาจารย์ครับ"


อันที่จริงผมก็เคยคิดทำทุจริตในการสอบอยู่เหมือนกัน สมัยที่ผมเรียนระดับปริญญาตรี มีเพื่อน 4-5 คนในรุ่นผมที่มักจะทำทุจริตโดยคัดลอกเอาข้อมูลใส่เศษกระดาษเข้าห้องสอบ สมัยนั้นเราใช้ศัพท์แสลงว่า "กระดาษฝิ่น" ใครแอบเอาเข้าห้องสอบก็เรียกว่า "เอาฝิ่นเข้าห้องสอบ" เพื่อนๆเหล่านี้ทำกันหลายครั้ง แต่ละคนได้เกรดดีๆกันทั้งนั้น ผมเองก็ไม่กล้าไปฟ้องอาจารย์ ต่อมาผมเรียนวิชาหนึ่งตอนปี 4 เป็นวิชาที่ยากมาก สูตรต่างๆมากมาย ก็คิดจะเอาฝิ่นเข้าไปบ้าง ผมลอกสูตรและข้อมูลที่สำคัญต่างๆลงในกระดาษ แล้วลองซ่อนตามที่ต่างๆ ปรากฏว่าซ่อนไม่มิด เพราะเศษกระดาษใหญ่เกินไป ผมลงทุ่นคัดลอกใหม่ให้ตัวหนังสือเล็กที่สุด ปรากฏว่าตัวหนังสือเล็กเกินไป หมึกเลอะติดกันจนอ่านไม่ออก พอผมเริ่มคัดลอกใหม่เป็นครั้งที่ 3 คราวนี้ผมรู้ตัวว่า หลังจากคัดลอกมาหลายรอบ ปรากฏว่าผมจำสูตรต่างๆที่คัดลอกนั้นได้หมดเลยอย่างแม่นยำ เลยถามตัวเองว่า ในเมื่อจำได้หมดแล้วจะคัดลอกไปทำทุจริตทำไม ผมเลยล้มเลิกการทำทุจริต ผลการสอบออกมาผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะผมได้ "A" วิชานั้น หลังจากนั้นอีกยี่สิบกว่าปี ผมได้พบกับอาจารย์ที่สอนวิชานั้นอีก อาจารย์บอกว่ายังจำผมได้ดีเพราะผมได้คะแนนสูงสุดในวิชาของอาจารย์   


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 887 14 เม.ย. 2554 (09:53)

เรื่องการทุจริตในการสอบ  ผมก็เคยนะครับ
สอบใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ 
ข้อเขียน ผมผิดไป 3 ข้อ
ปฎิบัติ  ก็ไม่ผ่าน เพราะทำสัญญาณมือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไม่ได้

แต่เนื่องจากผมใช้เส้น(เซ่น)สาย จึงผ่าน
เมื่อได้ใบขับขี่มาแล้ว  ผมจึงมาหัดขับให้ชำนาญ
จนสามารถไปทุกหนทุกแห่งได้ทั่ว กทม.

ถ้าผมไม่มีใบขับขี่ ผมก็ไม่สามารถหัดขับออกกถนนได้
จึงต้องหาวิธีการใดๆที่สามารถให้ได้ใบขับขี่มา

ทั้งๆที่สอบตก  แต่ปัจจุบันนี้ผมก็สามารถขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนต่อไหนได้และเรียนรู้กฎจราจรไปด้วย




บางครั้ง  ผมก็เกิดความคิดในทางลบและสับสนเกี่ยวกับการเข้มงวดในการคุมการสอบ
(บางเรื่อง หรือบางวิชา)

และข้อสอบวัดความจำ(ที่ผู้เรียนเขียนคำตอบในเศษกระดาษไว้นั้น)
ถึงแม้จะจำได้ในขณะสอบ  แต่ต่อไปก็ต้องลืมอยู่ดี
เมื่อเขาเรียนจบไปแล้ว ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนั้น
เขาก็สามารถเปิดหาคำตอบได้


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 888 14 เม.ย. 2554 (17:53)

หากจะพิจารณาให้ดี น่าจะต้องพิจารณาแยกเป็นสามส่วน คือ



1. วิธีการสอน ซึ่งมีตความหลากหลายถึงสิบกว่าวิธี แล้วแต่เงื่อนไขของสิ่งต่างๆหลายอย่าง แต่จุดมุ่งหมายหลักก็คือให้ผู้เรียนนอกจากจะมีความรู้แล้วยังต้องมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างเป็นสุขตามอตภาพ สามารถเรียนรู้แสวงหาความรู้ได้เองตลอดชีวิต


2. การสอบและการประเมินผล มีวิธีการที่ถูกต้องสมบูรณ์อย่างไร ข้อสอบบางข้อใช้ภาษาที่ทำให้ผู้สอบไขว้เขวตอบผิดทั้งๆที่เข้าใจ เช่น "ถาม:ไปวัดเอาอะไรไป" ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องมีได้มากมาย ข้อสอบบางชนิดทดสอบความจำ แทนที่จะทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจ อันที่จริฝผมเห็นต่างจากนักการศึกษาหลายๆท่านที่มักพูดว่า "ต้องสอนให้เข้าใจจะได้ไม่ต้องท่องจำ" ผมสงสัยว่า ถ้าคุณไม่จำแล้วมันจะเข้าใจได้อย่างไร ผมอาจจะโง่เกินกว่าที่นักการศึกษาหลายท่านจะสอนผมได้ เพราะผม"ไม่เข้าใจ"ที่ท่านพูด ทุกวันนี้คนเรา(ผู้ใหญ่) ใช้ความสามารถของสมองเพียง 2% ของความสามารถที่จะทำได้ ยังจะให้ลดการทำงานลงไปอีก อิทธิบาทสี่หายไปไหนกันหมด


การสอบใบขับขี่เป็นตัวอย่างที่ดี เกี่ยวกับการเรียนรู้และทดสอบการขับรถ ในต่างประเทศหลายประเทศ ไม่ได้มีการวัดผลแบบประเทศไทย ในต่างประเทศหลายประเทศการสอบใบขับขี่ไม่ใช่ได้กันง่ายๆ จะต้องผ่านการเรียนและฝึกหัดนานหลายชั่วโมงจากโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งแพงมาก ดังนั้นการเอาระบบนั้นมาใช้ในเมืองไทยคงไม่ได้แน่ จึงต้องใช้เซ่นสาย ให้ได้ใบขับขี่มาก่อน แล้วค่อยไปฝึกหัดเองบนท้องถนน (แหม! ทำอย่างกับ Backward Design)


3. ส่วนที่สามนี้ไม่เกี่ยวกับสองข้อแรก คือ การทำทุจริตในการสอบ ไม่ขึ้นกับวิธีการสอนของครู และหากข้อสอบออกไม่ดี กรรมการคุมสอบเข้มงวดเกินไป มันก็ไม่เกี่ยวกับการทำทุจริต หากเห็นว่าอะไรไม่ถูกต้องเหมาะสมก็จะต้องนำมาพิจารณากันใหม่ ไม่ใช่โกงเพื่อให้ได้คะแนนก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน แต่อาจเกี่ยวข้องกับข้อแรกบ้างก็คือ สอนอย่างไรจึทำให้คนในสังคมมีนิสัยฉ้อโกง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 889 14 เม.ย. 2554 (22:28)

ดังนั้น 
เพื่อมิให้มีการเขียนคำตอบในเศษกระดาษ  ในยางลบ
ในไม้บรรทัด ในฝ่ามือ ที่โคนขา ที่ฝาผนังห้องเรียน
ในห้องน้ำ หรือเหลียวซ้ายแลขวา เพื่อหาความรู้รอบข้าง

ครูควรออกข้อสอบชนิดที่  นักเรียน....
อยากเขียนคำตอบมา เชิญเลย
อยากดูกระดาษคำตอบของคนอื่น  เชิญดู
อยากนำหนังสือทั้งเล่ม เข้ามาในห้องเรียน เชิญเลย


แล้วจะออกข้อสอบแบบนี้ได้อย่างไร ?


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 890 15 เม.ย. 2554 (00:39)

ขอบคุณ คุณ NpEd มากตรับที่เข้ามาพูดคุยทักทายอยู่บ่อยๆ เข้ามาทักทายยังไม่เท่าไร ยังมีเรื่องประเทืองปัญญามาเล่าสู่กันฟังด้วย


การออกข้อสอบแบบเปิดหนังสือได้นั้น ในวิชาฟิสิกส์ชั้นสูงๆขึ้นไปมีมากครับ เช่นวิชากลศาสตร์ควอนตัม อาจารย์ให้เอาหนังสือเข้าได้ แต่หาคำตอบไม่เจอแน่ เพราะการจะตอบคำถามได้จะต้องเข้าใจหลักสำคัญๆแต่ไม่ต้องท่องสูตรที่ยุ่งยาก เช่น สมการของ Schroedinger


 



ตัวสมการเองอาจไม่ต้องจำ แต่จะต้องจำได้ว่า แต่ละเทอมคืออะไร และสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเพิ่ม-ลดค่าตัวแปรตัวไหน ตัวไหนมีค่าเปลี่ยนอย่างไร แม้ว่าเราจะจำสมการที่ยุ่งยากไม่ได้ แต่เราเข้าใจธรรมชาติหรือความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ เราก็จะทำข้อสอบได้


อันที่จริงหากเรามานั่งคิดดูว่า คนเราเมื่อเริ่มแรกเกิดมา ไม่มีความรู้อะไรติดตัวมาก่อน และสิ่งต่างๆที่เราได้เรียนรู้นั้นเกิดจากการกระทำผิดเป็นส่วนใหญ่ เช่นเด็กเล็กๆ พ่อแม่บอกว่า ลูกอย่าเอาลวดไปแหย่ปลั๊กไฟนะ เด้กอาจจะคิดว่าทำไมต้องห้ามด้วย เอานิ้วแหย่ ถ้าไม่ตายก็จะเกิดการเรียนรู้ของใหม่


เมื่อคนเราเรียนรู้จากความผิดพลาด จะต้องเรียนรู้อีกว่า การทำผิดนั้นมีผลเสียหายต่อผู้อื่นหรือไม่ เพาะนิสัยฉ้อโกง ทำลายสังคมหรือไม่ ความสำนึกต่อสังคมเป็นสิ่งที่เราต้องการการพัฒนาอย่างมาก ผมเห็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโกงการสอบกันเป็นจำนวนมากแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ คนที่เรียกว่าปัญญาชนเพาะนิสัยฉ้อโกงตั้งแต่ตอนเรียนนี้ พอจบออกไปมันก็จะยิ่งหาทางโกงและเอาเปรียบผู้อื่นมากกว่านี้แน่นอน


สมัยที่ผมเรียนหนังสือที่เยอรมนี นักศึกษาเยอรมัน หยิ่งและมีศักดิ์ศรีมากครับ ไม่มีการลอกและทำทุจริตเลย ถ้าทำไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้ อาจารย์ให้การบ้านมา พวกนักเรียนเอเชียลอกกันเป็นแถว แต่พวกเยอรมัน หากทำไม่ได้ ก็จะมาถามว่าวิธีคิด ทำอย่างไร แล้วเอากลับไปทำเอง ไม่เคยเห็นลอกเลย (หากมีผมก็ไม่เคยเห็น) การสอบของเยอรมันคิดคะแนนว่า ต้องทำได้ 2 ใน 3 จึงจะถือว่าสอบได้ครับ


หวลนึกถึงอดีตสามสิบกว่าปีก่อน เกี่ยวกับใบขับขี่ ผมขับรถยนต์ได้ตั้งแต่อายุราว 10 ชวบ พ่อสอนให้ตอนอยู่ที่เวียงจันทน์ ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น แต่พอโตขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ก็อยากได้ใบขับขี่ มีนายตำรวจใหญ่ญาติของเพื่อนบอกว่าจะทำใบขับขี่ให้โดยไม่ต้องสอบ สมัยก่อนการทำใบขับขี่ขึ้นตรงต่อกองตำรวจจราจร ผม็รู้สึกดีใจอยากได้ แม้ว่าถ้าไปสอบเองก็คงสอบได้ แต่ก็พอใจที่ไม่ต้องไปสอบ อันที่จริงนี่คือการเพาะนิสัยที่ไม่ดี ทำลายสังคม ตราบใดที่เรายังมีกิเลส ก็มักมีคนทำผิด จึงจำเป็นต้องมีกกหมายมาลงโทษห้ามปราม


มีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างในสังคมไทย เราเห็นสื่อต่างๆมีการกำกับควบคุมภาพ หรือวิดีโอลามกอนาจารทำลายสังคม หนังสือโป๊ ซีดีโป๊ ตำรวจจับ เพื่อผดุงสังคม แต่ท่านเชื่อไหมครับ ทุกครั้งที่ผมไปคลองถม หรือแถมบ้านหม้อ ผมก็จะเห็นซีดีลามกพวกนี้วางขายอยู่เกลื่อนอย่างเปิดเผย แถมยังพูดเชิญชวนเยาวชนอีกว่า "เชิญมาชมหนังดีมีสาระ"  ตำรวจท่านไหนแย้งว่าไม่จริง ผมพูดโกหก ติดต่อผมมาได้เลยครับ จะพาไปดู สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คำโบราณของไทยจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัยอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งก็คือ "ลูบหน้าปะจมูก"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 891 15 เม.ย. 2554 (02:27)

ตัวอย่างข้อสอบแบบ take home exam ที่ครูไผ่ให้นักศึกษาทำ และให้รับโจทย์ที่ www.krupai.net

คำชี้แจง ข้อสอบต่อไปนี้เป็นข้อสอบแบบบรรยาย จำนวน 2 ข้อ ให้ตอบทั้ง 2 ข้อ โดยมีความยาวพอเหมาะสม ครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้อง

1. เป้าหมายที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาทั่วไปคือ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพัฒนากระบวนการคิด และการส่งเสริมปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับผู้เรียนให้ได้มาตรฐานการศึกษาที่กำหนด ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบงานด้านวิชาการของสถานศึกษา ท่านจะออกแบบการเรียนการสอนอย่างไร เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมั่นได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนของท่านจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (40 คะแนน)

2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้มีโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย เพื่อส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญได้แก่ 1) ตั้งคำถาม 2) เตรียมการค้นหาคำตอบ 3) ดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ 4) สรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ โดยดำเนินการในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ระหว่างปีการศึกษา 2554 – 2556 ท่านมีความเห็นต่อโครงการนี้อย่างไร และจงใช้ประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจของท่านพิจารณาว่า ขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย ในโครงการดังกล่าว สอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ใดบ้าง (20 คะแนน)


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 892 18 เม.ย. 2554 (10:19)

มากราบสวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ ขอให้ท่านอาจารย์แขชนะมีสุขภาพที่แข็งแรงมากๆค่ะ


ornyupa
ร่วมแบ่งปัน1602 ครั้ง - ดาว 138 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 893 1 พ.ค. 2554 (02:08)

ผมไปสอนหนังสือที่รัสเซียราว 2 สัปดาห์เพิ่งกลับมา เอาเมล็ดต้อยติ่งไปให้นักเรียนรัสเซียเล่น รู้สึกตื่นเต้นกันใหญ่



ผมลองใช้กล้องถ่ายภาพความไวสูงขนาด 480 Frame ต่อ วินาที ถ่ายเมล็ดต้อยติ่งขนะแตกออก ดังแสดงในรูป



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 894 1 พ.ค. 2554 (15:27)

ขนาด 480 frames/second ยังเห็นได้แค่นี้เอง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 895 1 พ.ค. 2554 (15:40)

จริงๆแล้วเห็นชัดกว่านี้ครับ แต่ผมแยกตัดเอาออกมาแค่ 10 frame เพื่อทำ animation เป็น GIF file ครับ ที่น่าสนใจคือเรื่องการอนุรักษ์โมเมนตัม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 896 1 พ.ค. 2554 (15:52)

ผมคิดไปว่า มันเร็วเสียจนกล้องที่เร็วขนาดนี้ยังจับการเคลื่อนไหวของมันไม่ได้
แล้ว ดร.แขชนะใช้กล้องอะไร มันถึงได้เร็วขนาด 480 frames/second ครับ
เผื่อจะไปหามาเล่นบ้าง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 897 1 พ.ค. 2554 (16:12)

เป็นกล้องราคาไม่แพงนัก ประมาณ 12000 บาท HS10 ของ FUJI แต่เก่าไปหน่อยแล้วครับ มีรุ่นที่ใหม่กว่านี้ ที่ผมใช้นี้ HS10 สามารถถ่ายได้ไวสุด 1000 Frame ต่อ วินาที ดูตัวอย่างครับ


Thumbnail


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 898 5 พ.ค. 2554 (23:01)


ผมลองแกะฝักต้อยติ่งออกมาดู ปรากฎว่ามีเมล็ดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบสองฝั่งราวกับคนที่นั่งแจวเรือ ฝั่งละ 16 ช่อง รวมแล้ว 32 ช่อง เมื่อนับเมล็ดดูก็จะมี 32 เมล็ด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 899 6 พ.ค. 2554 (01:14)

สมัยเด็ก ผมมักจะทำอะไรๆหลายอย่างที่แปลกแตกต่างจากคนอื่น (นิสัยนี้ก็ยังติดตัวมาจนทุกวันนี้) สมัยที่ผมเรียนชั้นอนุบาลสอง ครูที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีมาหาพ่อแม่ที่บ้านเพื่อขอปรึกษา เพราะสงสัยว่าผมจะเป็นเด็กปัญญาอ่อน เพราะไม่ค่อยพูดคุยกับใคร มีเพื่อนน้อยมาก มีเพียงอาจารย์นิรันดร์ (สมัยนั้นยังเป็น ด.ช.นิรันดร์) กับเด็กอีก 2-3 คนเท่านั้น ไม่ค่อยเล่นกับเด็กคนอื่น เอาแต่เหม่อมองท้องฟ้า สำรวจต้นไม้ใบหญ้าและเล่นกับมด พ่อแม่ก็ขอบใจครูที่เอาใจใส่ เรื่องนี้พ่อแม่เล่าให้ฟังตอนที่ผมโตแล้ว อาจารย์นิรันดร์เพื่อนรักก็คงไม่ต่างจากผมนัก เพราะเรามักจะทำอะไรแปลกๆเช่นเดียวกัน


ผมชอบเมล็ดต้อยติ่งมาก ชอบเอาเมล็ด(ความจริงคือฝัก)ไปใส่น้ำที่ละหลายๆฝัก ให้มันแตกออกมา และที่อยากลองมากก็คือเอาใส่เข้าไปในปากที่ละมากๆแล้วอมน้ำตาม รู้สึกสนุกเป็นบ้าเลย ทุกวันนี้หากเดินผ่านเป็นต้องเก็บฝักเอามาดูเล่น นึกถึงความหลัง


เมื่อนึกถึงความหลังเรื่องเม็ดต้อยติ่งทำให้ผมคิดถึงอาจารย์ของผมและของอาจารย์นิรันดร์ท่านหนึ่งที่จุฬา คือ รองศาสตราจารย์ ลิขิต ฉัตรสกุล แห่งภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมอาจกล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย มีเพียงอาจารย์ลิขิตท่านเดียวเท่านั้นที่สอนผมไม่เพี่ยงแต่วิชาฟิสิกส์ แต่สอนให้ผมรู้เรื่องธรรมชาติ การดำรงชีวิต ปรัชญาต่างๆ และเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผมเคยเล่าให้อาจารย์ลิขิตฟังว่า ผมเคยชนะการประกวดโครงงานของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (เมื่อ 40 ปีก่อน) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองชีวิตของไรน้ำ ว่าเป็นสามารถสืบพันธุ์แบบใช้เพศก้ได้ ไม่ใช้ก็ได้


54859


อาจารย์ลิขิตก็เล่าว่าอาจารย์ก็สนใจ พืชชนิดหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 เพราะมันคล้ายๆไรแดง ที่สืบพันธุ์โดยใช้เพศก้ได้ ไม่ใช้ก็ได้ พืชชนิดนั้นก็คือ "ต้อยติ่ง" ดังที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 900 13 พ.ค. 2554 (03:35)


ผมลองใช้กล้องถ่ายภาพความไวสูงขนาด 1000 Frames ต่อ วินาที ถ่ายเมล็ดต้อยติ่งขนะแตกออก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 901 13 พ.ค. 2554 (05:21)


ผมขอคั่นเอารูปมาฝากอาจารย์นิรันดร์ใช้กล้องถ่ายภาพความไวสูงขนาด 480 Frames ต่อ วินาที ถ่ายรูปหยดน้ำ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 902 13 พ.ค. 2554 (09:50)

อาจารย์ลิขิตเล่าให้ฟังว่า.......



เมื่อปี พ.ศ.2497 ในวันไหว้ครูของปีนั้น ดอกไม้ที่จะนำเอามาทำพานไหว้ครูดูจะหายาก  ท่านจึงได้เดินแสวงหาดอกไม้สีสวยๆมาประดับพาน ปรากฏว่าท่านได้พบกับความประหลาดของเมล็ดต้อยติ่ง ที่ว่าแปลกก็คือ ต้นต้อยติ่งมีฝักได้โดยไม่ต้องมีดอก ถึงแม้ว่าจะมีดอกสีม่วงงดงาม แต่มันก็จะมีฝักก่อนมีดอก

อาจารย์ลิขิตเริ่มสงสัย ท่านจึงได้เก็บเอาฝักต้อยติ่งมาเพราะเมล็ด ท่านมีเลือดนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ ซึ่งคงได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อของท่านที่เป็นหมอ เมื่อท่านเพาะเมล็ดต้อยติ่งจนโตเป็นต้นขึ้นมา ก็พบว่ามันออกฝักก่อนออกดอก เมื่อท่านนำไปเล่าให้เพื่อนนักเรียนของท่านสมัยนั้นฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็สงสัยและสนใจศึกษาเรื่องของต้อยติ่งเป็นเวลาต่อมาอีกหลายสิบปี 

ต้นต้อยติ่งเป็นต้นไม้ดอกขนาดเล็กที่ชอบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ชอบดินเหนียวปนทราย มักพบขึ้นตามริมรั้ว หรือขอบทางเดิน เช่นเดียวกับพวกดาวเรื่อง หรือ บานไม่รู้โรย ต้นต้อยติ่งมีหลายชนิด แต่ที่หาได้ง่ายในเมืองไทยนั้น มีอยู่ 3 ชนิด




ชนิดที่ 1: มีใบมน ดอกสีม่วง หาง่ายมักพบทั่วไปในกรุงเทพมหานครก็หาได้ง่าย เป็นชนิดที่อาจารย์ลิขิตใช้ในการทดลอง
ชนิดที่ 2: มีใบเรียวมน มีฝักเป็นกระจุก ดอกสีออกขาว ต้นสูงกว่าชนิดที่ 1พบได้ที่กรุงเทพ อ่างศิลา ศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ชนิดที่ 3: ชนิดนี้ต้นเตี้ยติดดิน ปลายใบแหลม ดอกสีม่วง คนโบราณว่าสีขาวก็เคยมี พบที่ราชบุรี กาญจนบุรี
ชนิดที่ 4: ชนิดนี้หายาก ชอบขึ้นตามเชิงเขา ใบเรียวยาวคล้ายใบยี่โถ  ดอกสีม่วงเป็นพวง พบที่เขาเขียว ชลบุรี เขาน้อย อำเภอปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์



ต้นต้อยติ่งทุกชนิดมีฝักที่เมื่อปลายฝักโดนน้ำ จะแตกออกกระจายเมล็ดออกไปแพร่พันธุ์ ต่อไปจะเล่าถึงการทดลองวิจัยที่อาจารย์ลิขิตได้ทำไว้หลายสิบปีมาแล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 903 13 พ.ค. 2554 (21:51)

ชอบรูป 901 จัง หากชัดชัดจะเจ๋งมากทีเดียว

พืชโดยทั่วไปก็สามารถสืบพันธุ์ทั้งใช้เพศและไม่ใช้เพศอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
การปักชำ แตกหน่อ ฯลฯ ล้วนเป็นการสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ
และปัจจุบันยังมีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออีกด้วยที่เป็นการบังคับให้สืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ
จะเรียกว่าเป็นการข่มขืนแบบไม่ใช้เพศได้ไหมนี่


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 904 14 พ.ค. 2554 (00:48)

ที่เขาพูดกันว่าสืบพันธุ์แบบใช้เพศและไม่ใช้เพศนั้น คงหมายความว่า เมื่อธรรมชาติสร้าง "เครื่องเพศ" มาให้สืบพันธุ์ออกลูกออกหลาน สิ่งมีชีวิตนั้นก็น่าจะใช้สิ่งที่ธรรมชาติจัดมาให้  แต่ที่ดูแปลกคงหมายถึงว่าเมื่อธรรมชาติให้มาแล้ว ทำไมจึงไม่ใช้ แต่ธรรมชาติก็อาจสร้างทางออกให้สำหรับแพร่พันธุ์โดยวิธีอื่น เมื่อสิ่งมีชีวิตสิ่งนั้นอยู่ในภาวะคับขันหรือจำเป็นต้องหาทางออกทางอื่น


ส่วนคนเรามีมันสมองคิดที่จะทำอะไรเหนือหรือต่างจากธรรมชาติ นานาจิตตังครับ บางคนชอบประเทศจีน CHINA (ไชหน้า) บางคนอาจจะชอบด้านตรงข้าม แล้วแต่รสนิยม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 905 14 พ.ค. 2554 (02:28)

ขอเล่าเรื่องที่อาจารย์ลิขิตได้ทดลองไว้(ราว 50 ปีก่อน)ต่อครับ .......



อาจารย์ลิขิตใช้ต้นต้อยติ่งชนิดที่ 1 ในการทดลอง เพราะหาง่าย มีทั่วไปในกรุงเทพฯ มีดอกสีม่วงทรงกรวย 5 แฉก กลีบดอกไม่แยกจากกัน โคนดอกติดกันเป็นทรงกระบอกกรวย เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในกระบอกกรวย มีฝักสีน้ำตาลแก่ยาวราว 2 ซม. มีเมล็ดในฝักราว 20-30 เมล็ด ลักษณะพิเศษของต้นต้อยติ่งอีกอย่างคือ รากมีลักษณะเหมือนรากกระชาย



อาจารย์ลิขิตทดลองปลูกต้อนต้อยติ่งไว้หลายร้อยต้น เมื่อโตเต็มที่ก็คัดเอาต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงมา 100 ต้นเพื่อทำเป็นสถิติคิดเป็นร้อยละ เมื่อต้นต้อยติ่งมีอายุได้เดือนครึ่งก็จะเริ่มออกฝัก ทั้ง 100 ต้น เหมือนกันหมดคือ ออกฝักโดยไม่มีดอกสีม่วงให้เห็น ฝักจะออกมาที่ข้างลำต้นตรงโคนใบ ไม่ออกที่ยอด จำนวนฝักที่ออกโดยไม่มีดอกนี้ มีตั้งแต่ 2-10 ฝักต่อต้น คิดโดยเฉลี่ย 4.7 ฝักต่อต้น และมีจำนวนเมล็ด 16-31 เมล็ดต่อฝัก ใช้เวลาในการออกฝักในช่วงอายุ 47-70 วัน (ผมเก็บต้นมาตอนกลางวัน แต่ไม่มีเวลาถ่ายรูป เมื่อเอามาถ่ายรูปตอนเย็น ต้นมันเลยดูเหี่ยวไปหน่อยครับ)


อาจารย์ลิขิตทดลองต่อโดยเก็บเมล็ดจากฝักรุ่นแรกมาเพราะใหม่ได้ต้นต้อยติ่งรุ่นลูก ได้ผลว่า เมล็ดจะงอกเพียงร้อยละ 70 คือ ใน 100 เมล็ดจะงอกออกมาได้เพียง 70 ต้น ต้นรุ่นลูกนี้จะมีพฤติกรรมเหมือนต้นพ่อ-แม่ (ไม่รู้ว่าพ่อหรือแม่เพราะไม่ใช้เพศ - วงเล็บนี้ความเห็นผมเองครับ) คือ ออกฝักโดยไม่ต้องมีดอกสีม่วง เมื่อเอาเมล็ดรุ่นลูกไปเพาะต่อเพื่อให้ได้ต้นรุ่นหลาน จะมีการงอกอยู่ในระดับเดียวกันคือร้อยละ 65-70 หรือสรุปได้ว่า เปอร์เซ็นการงอกคงที่


 



ลักษณะการเกิดฝักโดยไม่ต้องใช้ดอกสีม่วงเป็นดังนี้ จะมีปุ่มคล้ายๆดอกออกมาข้างๆลำต้น แล้วปุ่มนี้จะเจริญเติบโตเป็นฝักเลย



ดอกสีม่วงนั้นจะออกมาเมื่อต้นต้อยติ่งมีอายุได้ประมาณ 3 เดือนจะออกตรงบริเวณยอด ดอกที่ออกจะมีลักษณะเป็นช่อๆละ 3 ดอก มีดอกกลางใหญ่กว่าดอกข้างๆ ในต้นหนึ่งจะมีหลายๆช่อรวมกันเป็นกลุ่มดอก ซึ่งอาจมีได้ถึง 15 ดอกใน 1 กลุ่ม ที่น่าแปลกคือ ดอกเหล่านี้จะกลายเป็นฝักได้เช่นเดียวกัน จำนวนเปอร์เซ็นการงอกของฝักที่เกิดจากดอกสีม่วงนี้มีถึง 85 เปอร์เซ็น ภายใต้สภาพดินและการเพาะเลี้ยงแบบเดียวกันกับการเกิดฝักโดยไม่มีดอก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 906 16 พ.ค. 2554 (03:22)

อาจารย์ลิขิตสอนให้ผมเข้าใจในทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และฝึกหัดให้ผมเป็นนักวิจัยที่ดี อาจารย์ลิขิตสอนให้ผมหาคำตอบจากสิ่งที่สังเกตได้และเป็นปัญหาโดยการตั้งสมมุติฐานแล้วทดลองเพื่อหาคำตอบ กรณีศึกษาในที่นี้คือการสังเกตต้นต้อยติ่ง......



ตอนนี้ปัญหาของต้นต้อยติ่งอยู่ที่ว่า ต้นต้อยติ่งที่อายุน้อยๆนั้นมีฝักได้อย่างไร และเป็นฝักที่ปฏิสนธิเสียด้วย เมื่อนำเมล็ดไปเพาะจะเกิดเป็นต้นใหม่ได้ โดยปกติหากเป็นผลที่เกิดเองแบบไม่ใช้เพศที่เรียกว่า Pathenocarpic fruit นั้น ผลหรือฝักที่ได้มักจะลีบและเพาะไม่ขึ้น แต่ในกรณีของฝักต้อยติ่งนั้นมีเมล็ดที่เพาะได้ ดังนั้นข้อสมมุติฐานจึงมีว่า ต้นต้อยติ่งอายุน้อยที่ออกฝักนั้น ฝักของมันจะต้องเกิดจากปุ่มเกสรตัวเมีย และละอองเกสรตัวผู้ที่อาจปลิวมาตามลมและมาแตะที่ปุ่มเกสรตัวเมีย แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อ การเกิดฝักของต้อยติ่งเกิดจากปุ่มเล็กๆที่ไม่มียอดเกสรตัวเมียปรากฏให้เห็น เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานนี้ ท่านจึงต้องทำการทดลองใหม่


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 907 16 พ.ค. 2554 (16:19)

ยังตามอ่านอยู่ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 908 16 พ.ค. 2554 (22:06)

สรุปการทดลองของอาจารย์ลิขิตที่ผ่านมาที่แสดงลักษณะการเกิดฝักโดยไม่ต้องอาศัยดอกสีม่วงของต้นต้อยติ่ง



ขั้นที่ 1: ต้นต้อยติ่งอายุ 45 วัน มีตุ่มออกข้างๆลำต้นตรงโคนใบ
ขั้นที่ 2: อายุ 48 วัน ตุ่มนั้นเจริญเติบโตเป็นฝัก
ขั้นที่ 3: อายุ 52 วัน ฝักเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์ และจะกก่จัดในอีก 7 วันต่อมา เมื่อนำฝักนี้ไปเพาะเมล็ดจะงอกเป็นต้นใหม่ได้ และจะมีฝักอื่นๆทะยอยเกิดขึ้นตามมาอีก 4-5 ฝัก ก่อนที่ดอกสีม่วงจะปรากฏที่ยอด


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 909 16 พ.ค. 2554 (23:19)

นึกถึงตอนที่เรียนชีววิทยา
มันก็เนิ่นนานมาถึงสี่สิบปีแล้ว และก็เรียนไปนิดเดียวเท่านั้น
แต่บังเอิญว่าเป็นเรื่องที่ผมสนใจเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะของพืช

พืชจะมีวงจรชีวิตสลับระหว่างที่มีโครโมโซมเป็นคู่กับโครโมโซมเดี่ยว
สัตว์หรือพืชชั้นสูงจะมีชีวิตที่มีโครโมโซมคู่เป็นส่วนใหญ่
ช่วงชีวิตที่มีโครโมโซมเดี่ยวเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
สำหรับคนก็คือคนที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันเป็นพวกโครโมโซมคู่
ตอนช่วงชีวิตที่มีโครโมโซมเดี่ยวก็คือช่วงชีวิตที่เป็นไข่และสเปิร์ม
พืชก็เช่นเดียวกัน ต้นไม้ที่เราเห็นก็เป็นช่วงชีวิตที่เป็นโครโมโซมคู่
ช่วงชีวิตที่เป็นโครโมโซมเดี่ยวก็คือช่วงเป็นไข่กับเรณู

แต่ก็จะมีพืชบางชนิดที่มีช่วงชีวิตที่เป็นโครโมโซมเดี่ยวเป็นช่วงชีวิตที่ยาว
ส่วนช่วงชีวิตที่มีโครโมโซมคู่สั้นๆ หากจำไม่ผิด น่าจะเป็นลิเวอเวิร์ท
อาจมีอย่างอื่นอีกแต่จำไม่ได้

ต้อยติ่ง อาจเป็นพวกที่สมดุลกันก็ได้กระมัง(เดาล้วนๆ ครับ)
ได้มีการตรวจสอบโครโมโซมของต้อยติ่งที่เกิดจากฝักที่ไม่มีดอกไหมครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 910 17 พ.ค. 2554 (00:04)

มีพระชาวออสเตรียอยู่รูปหนึ่งที่สนใจระบบสืบพันธุ์อย่างมากเช่นเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ และท่านได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ไว้มากมาย จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์



หลายคนอาจสงสัยว่าทีพระสงฆ์ไทยสนใจการสืบพันธุ์และทดลองทำบ้าง ทำไมถูกจับสึก เพราะท่าน Mendel เป็นพระที่สนใจระบบสืบพันธุ์ของพืชนะสิครับ


การทดลองต่างๆเกี่ยวกับต้นต้อยติ่งที่ผมเล่ามานี้เป็นการทดลองของอาจารย์ลิขิตที่ท่านได้ถ่ายทอดให้ฟังเมื่อหลายสิบปีก่อนครับ ผมไม่ได้ทดลองเองครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 911 17 พ.ค. 2554 (01:33)

จากปัญหาที่อาจารย์ลิขิตสงสัยในความเห็นที่ 906 ท่านก็ได้ออกแบบการทดลองใหม่ คราวนี้ท่านนำเมล็ดต้อยติ่งไปเพาะปลูกในที่ที่ไม่มีต้นต้อยติ่งอยู่เลยในต่างจังหวัด ท่านสำรวจจนทั่วและแน่ใจว่าบริเวณนั้นไม่มีต้นต้อยติ่ง เป็นบริเวณที่อยู่ลึกจากทางหลวงแผ่นดินเข้าไปราว 4 กิโลเมตร ท่านทดลองปลูกต้นต้อยติ่งเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10 ต้น และแต่ละกลุ่มห่างกัน 100 เมตร แล้วรอให้ต้นต้อยติ่งเจริญเติบโต


ผลการทดลองที่ได้ก็คือ ทุกต้นจะออกฝักก่อนในทุกกลุ่ม และเจริญจนเป็นฝักแก่ ท่านได้เก็บฝักต้อยติ่งมาทดลองเพาะที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็งอกออกเป็นต้นใหม่ได้เช่นกัน บริเวณแปลงทดลองของท่านในต่างจังหวัด ท่านไม่ได้ให้ต้นต้อยติ่งทดลองนั้นเจริญเติบโตต่อไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนระบบนิเวศน์ที่นั่น เผื่อว่าโอกาสหน้าอาจจะต้องมาทดลองใหม่ต่อไป ผลการทดลองของอาจารย์ลิขิตครั้งนั้น ท่านได้ฝักต้อยติ่งจำนวนนับร้อยฝักโดยไม่ได้เห็นดอกสีม่วงของมันเลยแม้แต่ดอกเดียว


อาจารย์ลิขิตท่านพยายามหาคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ ท่านคาดว่ามันคงเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของต้นไม้ชนิดนี้ที่ต้องการแพร่พันธุ์เพื่อปกคลุมพื้นที่บริเวณหนึ่งให้รวดเร็วที่สุด หากพิจารณาเปรียบเทียบการแพร่พันธุ์โดยใช้ดอกกับการแพร่พันธุ์แบบเป็นฝักเลย อาจารย์ลิขิตทดลองได้สถิติว่า ถ้าคิดเฉลี่ย 1 ฝักมี 20 เมล็ดที่จะงอกเป็นต้นใหม่ได้ ต้นต้อยติ่งต้นเดียวจะขยายจำนวนเป็น 80 ต้นภายในเวลา 3 เดือนนโดยใช้การชิงออกฝักก่อน แต่ถ้าทดลองให้แพร่พันธุ์แบบออกดอกแล้วเกิดเป็นฝักภายหลัง จะพบว่าถ้าเริ่มต้นใช้ต้นต้อยติ่ง 1 ต้น เวลาผ่านไป 3 เดือนก็ยังคงมีต้นเดียว เพราะมันเพิ่งจะออกดอกสีม่วง


ครั้งหลังสุดที่อาจารย์ลิขิตทดลองคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.2521ตอนนั้นผมจบจากจุฬาฯที่เรียนกับอาจารย์ลิขิต และข้ามมาเรียนที่มหิดลจวนจบปริญญาโทแล้ว อาจารย์ได้ทดลองใหม่โดยปลูกต้นต้อยติ่ง พอท่านเริ่มเห็นปุ่มที่จะออกมาเป็นฝักปุ่มแรกข้างลำต้น ท่านก็รีบนำถุงพลาสติกมาคลุมต้นอ่อนที่เริ่มมีปุ่มนี้ ท่านรออยู่ 2 สัปดาห์ก็ได้ฝักแก่ และเมื่อท่านนำไปปลูกก็ปรากฏว่าได้ต้นใหม่เช่นกัน ฝักที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากละอองเรณูเกสรตัวผู้ที่ปลิวมากับลมแน่เพราะมีถุงพลาสติกคลุมอยู่ ข้อมูลที่ท่านได้ยังมีไม่มากพอที่จะสรุปอะไรลงไปได้ แต่ท่านก็ได้ตั้งสมมุติฐานอีกข้อหนึ่งว่า ฝักที่ไม่ได้เกิดจากดอกนี้ คงจะมีเซลสืบพันธุ์ทั้งตัวผู้และตัวเมียเจริญมาบนฐานเดียวกัน แล้วผสมกันโดยไมาทันที่จะกลายเป็นรูปดอกให้เห็น


จากวันนั้นเวลาล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว แม้ว่าผมจะยังคงมีปัญหาคาใจเรื่องต้นต้อยติ่ง แต่ก็ไม่มีเวลาและโอกาสได้ทดลองอย่างจริงจัง เพราะหันมาทำงานด้านแสงเลเซอร์ แม้กระนั้นอาจารย์ลิขิตก็ยังชี้แนะนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่นให้ทดลองเกี่ยวกับเมล็ดต้อยติ่ง เช่น ศึกษาเกี่ยวกับค่าคงตัวของโมเมนตัม เพราะเริ่มต้นจากโมเมนตัมที่เป็นศูนย์ เมื่อพิจารณาจากเมล็ดที่กระเด็นไป รวมโมเมนตัมต้องเป็นศูนย์เหมือนเดิม สมัยก่อนตอนเป็นนิสิตเราก็ไม่รู้จะทดลองอย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านมา 30 กว่าปี เรามีเทคโนโลยีเจริญขึ้นมากมาย มีการถ่ายภาพและวิดีทัศน์ความเร็วสูงด้วยระบบดิจิตอล เราก็จะเห็นจริงตามนั้น ดังแสดงในรูป



เราจะเห็นได้ว่า เมล็ดต้อยติ่งส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ไปทางซ้าย แม้ว่าจะมีความเร็วสูงแต่มันมีมวลน้อย ส่วนเปลือกฝักแม้จะเคลื่อนที่ช้าไปทางขวา แต่มันก็มีมวลมาก เมื่อพิจารณาผลรวมของโมเมนตัมแล้ว ก็จะเห็นได้คร่าวๆทันทีว่าต้องเป็นศูนย์ และไม่เหลือเศษอะไรไว้ตรงตำแหน่งที่วางฝักไว้ก่อนแตกออกมาเลย


แม้ว่าวันนี้อาจารย์ลิขิตได้จากไปนานแล้ว แต่สิ่งต่างๆที่อาจารย์ได้พร่ำสอนและฝึกหัดให้ผมยังคงติดตัวผมมาอย่างไม่เคยลืมเลือน อาจารย์ลิขิตเป็นท่านหนึ่งที่ผมเคารพและอยู่ในหัวใจของผมเหมือนอาจารย์อีกหลายๆท่านที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ที่ปลูกฝังสิ่งดีงามให้ผมดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโลกอย่างเป็นปกติสุข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 912 18 พ.ค. 2554 (01:01)

สมพร อาภาศิริกุล (ดูรูป) เพื่อนที่น่าคบอีกคนหนึ่งของผมสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เป็นเพื่อนที่สุภาพ สนุกสนาน ที่ตลกก็คือ สมพรชอบปลิ้นเปลือกตาสองข้างแล้วเดินโชว์เพื่อนๆ ใครเห็นก็ต้องหัวเราะชอบใจ



วันหนึ่ง สมพรเอาใบไม้ชนิดหนึ่งที่สมพรใช้คั่นหนังสือมาให้ผมดู ผมตื่นเต้นมาก มันเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้พบเห็นเพราะมันมีใบเล็กๆและรากงอกออกมาตรงบริเวณขอบใบ ผมตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน มีเพื่อนนักเรียนหลายคนรู้จัก แต่เรียกชื่อแตกต่างกันไป บางคนเรียกว่า ต้นตายใบเป็น บางคนเรียก คว่ำตายหงายเป็น เป็นใบไม้ที่มีลักษณะอวบน้ำ ขอบใบมัลักษณะหยักๆ มีใบเล็กๆและรากออกมาจากตรงบริเวณรอยหยักนั้นด้วย ใบของต้นคว่ำตายหงายเป็นของเพื่อนๆ มีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกัน



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 913 18 พ.ค. 2554 (23:50)


ความแปลกของใบต้นคว่ำตายหงายเป็นนี้ ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น และอยากเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาทันที สมัยก่อนนี้ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยยังไม่มีวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต มีสิ่งแปลกๆใหม่ในธรรมชาติที่น่าสนใจอีกมากมาย ตั้งแต่นั้นมาผมก็เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวที่แปลกและน่าสนใจอีกหลายอย่าง ดังจะได้ทยอยเล่าให้ฟังเท่าที่จะจำได้ และเก็บสะสมไว้จนทุกวันนี้



ใบที่อวบน้ำของต้นคว่ำตายหงายเป็นนี้ จะเป็นเสมือนแหล่งเก็บน้ำและอาหารไว้ให้แก่ต้นอ่อนที่อยู่ที่ขอบใบ ผมคิดว่าขณะที่ใบเล็กๆที่อยู่บริเวณขอบใบซึ่งติดกับลำต้น มันยังได้น้ำและอาหารจากต้นใหญ่ เหมือนที่ลูกน้อยที่ยังอยู่ในอ้อมอกพ่อแม่ จึงยังไม่มีรากงอกออกมาเพื่อหาอาหารและน้ำเอง ดังที่แสดงในรูปให้เห็นทั้งด้านบนและด้านล่าง



คราวนี้ผมลองเด็ดใบออกมาทิ้งไว้หลายวัน ปรากฏว่ามีรากงอกออกมาจากต้นเล็กๆที่ขอบใบใหญ่ เหมือนกับว่า ใบใหญ่ถูกตัดขาดจากลำต้นแล้ว ไม่มีอาหารและน้ำมาเลี้ยง ต้นเล็กๆจึงเริ่มงอกรากออกมาเพื่อแพร่พันธุ์หากินเอง ดังที่แสดงในรูปให้เห็นทั้งด้านบนและด้านล่าง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 914 19 พ.ค. 2554 (00:26)

ติดตามอ่านเรื่องต้อยติ่งและอยากแสดงความเห็นมาสักพักแล้วครับ แต่พึ่งจะมีโอกาสได้ตอบ


เรื่องการเกิดฝักของต้อยติ่งโดยไม่ผ่านการผสมเกสรนั้น เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช พบได้ในพืชหลายชนิด มีศัพท์ทางเทคนิคว่า "apomixis" แปลตรงๆ คือ การสืบพันธุ์โดยไม่ผ่านการปฏิสนธิครับ

apomixis แบ่งย่อยได้อีกหลายแบบ แล้วแต่นิยามของนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่าน* บางแบบมีโครโมโซมชุดเดียว บางแบบมีโครโมโซมเป็นคู่ ดังที่ อ. นิรันดร์ตั้งข้อสังเกตไว้ใน #909

สองกรณีนี้ให้ผลต่างกันตรงที่ หากมีโครโมโซมชุดเดียว รุ่นลูกที่เกิดมาจะไม่สามารถใชกระบวนการ apomixis ได้อีก แต่หากมีโครโมโวม 2 ชุด รุ่นลูกจะสามารถเกิด apomixis ได้

กรณีของต้อยติ่ง ผมไม่มีข้อว่ากระบวนการ apomixis เป็นแบบใด ไม่ทราบว่าอาจารย์ลิขิตได้ทดลองปลูกต้นต้อยติ่งจากฝักที่ไม่ได้ผสมเกสร หลายๆ รุ่นหรือไม่ครับ

*บางท่านนับรวมการแตกหน่อ หรือการการงอกต้นอ่อนจากใบด้วย แต่บางท่านจำกัดเฉพาะรณีที่อวัยวะสืบพันธุ์พัฒนาสร้างเอมบริโอได้เท่านั้น

ในสัตว์ก็พบการสืบพันธุ์แบบไม่อาศับเพศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น จิ้งเหลนบางชนิด (ขอเรียกว่าจิ้งเหลนเพื่อความคุ้นคย) ในสภาวะที่ขาดแคลนตัวผู้ ตัวเมียจะออกไข่ที่สามารถฟักเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมกับเเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ แต่ว่าจิ้งเหลนที่เกิดมาจะเป็นตัวเมียทั้งหมด


นักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของสัตว์ว่า "parthenogenesis" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า parthenos ที่แปลว่า "virgin"
parthenogenesis จึงหมายถึง การให้กำเนิดทายาทโดยที่ไม่เสียพรหมจรรย์ {#emotions_dlg.q7}

นอกจากตัวอย่างจิ้งเหลนที่กล่าวมา สัตว์เลื้อยคลานเช่นโคโมโด และตุ๊กแกบางชนิด ฉลามหัวค้อน  รวมไปถึงนกบางชนิด ก็มีรายงานว่าสามารถกิด parthenogenesis ได้ เมื่อสภาพแวดล้อมบีบบังคับ
ส่วนในสัตวว์เลี่ยงลูกด้วยนมยังไม่มีใครพบว่าสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 915 20 พ.ค. 2554 (01:14)


เมื่อหลายปีก่อนผมมีโอกาสได้รับเชฺิญให้ไปจัดกิจกรรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่น และได้มีโอกาสไปเที่ยวนอกกรุงโตเกียว ราวๆครึ่งทางไปภูเขาฟฺจิ ที่เมืองฮาโกเนะ (Hakone) นั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามเหมืองกำมะถันที่ร้อนระอุ



ที่เมืองนี้มีสินค้าพื้นเมืองที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่ที่ผมรู้สึกประทับใจและชื่นชมในความคิดของชาวบ้านก็คือ เขาเอาใบต้นตายหงายเป็นมาทำเป็นสินค้าคล้ายๆบ้านเราคือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จัดทำห่ออย่างน่าดู มีคำอธิบายและชื่อทางวิทยาศาสตร์ เห็นปิดป้ายบอกราคาว่า 600 เย็น ค่าเงินในขณะนั้นเทียบเป็นเงินไทยก็ราวๆ 200 บาทครับ



มีคำอธิบายวิธีการปลูก และประดับบ้านหรือโต๊ะทำงาน แสดงตัวอย่างวิธีทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมและซื้อหาได้



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 916 20 พ.ค. 2554 (12:32)


นอกจากต้นคว่ำตายหงายเป็นแล้ว ญี่ปุ่นยังเอาเมล็ดพืชที่ร่อนได้มา Pack ขายเป็นสินค้าที่ระลึกอีกด้วย



ผมก็เอามาใช้ประกอบการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาโดยใช้กระดาษพับ ด้วยคำแนะนำของ Wako Takahashi เพื่อนชาวโตเกียวที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ คนญี่ปุ่นเก่งเรื่องพับกระดาษมาก เขาสรรหาวิธีการพับกระดาษจำลองเมล็ดพืชที่ร่อนได้ ดูรูปที่ผมลองพับเองเพื่อประกอบกิจกรรมครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 917 21 พ.ค. 2554 (03:40)

พูดถึงเรื่องใบไม้แล้ว ทำให้คิดถึงความลับของผมอีกเรื่องหนึ่งสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตลอดระยะเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยเปิดเผยให้ใครได้ล่วงรู้ แม้แต่อาจารย์นิรันดร์เพื่อนรัก กลัวใครๆจะหาว่าบ้าและโลภมาก แต่เวลาล่วงเลยผ่านมานานแล้ว ชักจะแก่ตัว เอามาเล่าให้ลูกหลานฟังเล่นๆคงไม่เสียหาย(ไปกว่านี้อีกแล้ว)



เรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ขณะเดียวกันก็มีการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติแห่งเอเชียครั้งที่ 1 ที่หัวหมาก อาคารแสดงสินค้าต่างๆบางส่วน หลังเสร็จงานก็ถูกนำมาใช้เป็นที่เรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นทางโรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็มีการพานักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ โดยพาไปชมงานแสดงสินค้านี ทางโรงเรียนได้เช่ารถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิศ พานักเรียนไป จำได้ว่าสมัยก่อนนี้รถออกจากโรงเรียนแต่เช้าตรู่ กว่าจะไปถึงสถานที่จัดงานก็นานแสนนาน ความรู้สึกสมัยก่อนนี้ รู้สึกว่าเป็นที่ที่ไกลแสนไกล รถเมล์วิ่งผ่านบริเวณท้องทุ่งท้องนา มีฝูงวัวคายเดินอยู่ในท้องนาแถวๆทุ่งบางกะปิ



ผมยังจำความรู้สึกได้ว่า มองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์ขาวแล้วคิดถึง "ไอ้ขวัญกับอีเรียม" ในละครเรื่อง "แผลเก่า" ที่เล่นทางโทรทัศน์ช่อง 4 (บางขุนพรหม) ราวปี พ.ศ.2505 โดยตอนจบของละคร พระเอกในเรื่องสมัยนั้นคือคุณกำธร สุวรรณปิยะศิริ ถูกยิงตกลงไปในคลองแสนแสบ
และนางเอกในเรื่องสมัยนั้นคือคุณนันทวรรณ
เมฆใหญ่ กระโดดนํ้าลงไปหาพระเอกกอดกันจมนํ้าตายไปด้วยกันทั้งคู่
เป็นตำนานความรักอมตะของชายหญิงคู่หนึ่งแห่งคลองแสนแสบ ผู้ร้ายในเรื่องสมัยนั้นคือคุณสมจินต์ ธรรมทัตน์ (ดูรูปกระกอบ) ต่อมาหลังแสดงละครเรื่องนี้ คุณกำธรและคุณนันทวรรณกลายเป็นคู่รักและแต่งงานกันจริงๆ เชิญฟังเพลงจากละครเรื่อง"แผลเก่า" ของ ไม้ เมืองเดิม ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2479 เป็นเสียงจริงจากเพลงต้นฉบับจากนักแสดงทั้งสองท่านได้ที่นี่ครับ






Thumbnail


เคียงเรียม- กำธร สุวรรณปิยะศิริ


ภาพอ้างอิง:
http://imageshack.us/photo/my-images/69/22941743.jpg
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=thaibear&month=04-10-2010&group=13&gblog=6
http://www.bloggang.com/data/c/cherrystone/picture/1295795516.jpg


ฝอยเพลินออกไปนอกเรื่อง ผมพยายามนึกถึงเรื่องสมัยก่อนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยเท่าที่จะจำได้ นึกออกต้องรีบเขียนไว้ กลัวจะลืม


เมื่อรถเมล์ขาวพาพวกเรามีที่บริเวณงานแสดงสินค้า คุณครูหลายท่านที่พานักเรียนมาต้องคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด และนัดหมายเวลากัน เพราะกลัวจะพลัดหลงเนื่องจากเป็นบริเวณที่กว้างมาก หลังจากนัดหมายกันเรียบร้อย พวกเราก็พากันเดินชม ผมเดินมาถึงส่วนของประเทศแคนาดา ที่นี่มีการแจกของที่ระลึก เป็นเข็มกลัดสีทองรูป "ใบเมเปิ้ล" บริเวณทางเข้า ดูรูปประกอบซึ่งผมเก็บสะสมมาจนทุกวันนี้



หลังจากออกมาจากอาคารประเทศแคนาดา เพื่อนๆก็เอาเข็มกลัดรูปใบเมเปิ้ลมาอวดกัน ปรากฏว่าเพื่อนๆได้เข็มที่ไม่เหมือนกัน ทั้งรูปร่างของใบเมเปิ้ลและคำอธิบาย ซึ่งมีอยู่ 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส ผมอยากได้ให้ครบทั้ง 3 แบบ ก็อุตส่าห์เดินวนเข้า-ออกซ้ำหลายรอบ บางรอบก็ได้เข็มกลัดซ้ำของเก่า ผมเดินวนอยู่ 8 รอบจึงได้ครบ นึกถึงตอนนั้นแล้ว ยังสงสัยตัวเองว่าคิดได้อย่างไรจึงโลภอยากได้มากขนาดนั้น


งานแสดงสินค้าคราวนั้น ผมได้แผ่นพับเอกสารและหนังสือแนะนำประเทศต่างๆมากมาย ได้อ่านแล้วรู้สึกสนุกดี ต่อมาผมก็ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอม เดินไปตามสถานฑูตประเทศต่างๆ เพื่อขอเอกสารแนะนำประเทศ เกิดแรงบันดานใจอย่างมากที่อยากเดินทางไปประเทศต่างๆ ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นประโยชน์แก่ผมอย่างมากในเวลาต่อมา เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปในประเทศต่างๆ ก็ทำให้นึกถึงประสบการณ์สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 918 21 พ.ค. 2554 (05:35)

อ้อ  คุณกำธรก็เคยเป็นหนุ่มมาก่อนหรือ
หน้าตาน่ารักมากค่ะ
Thumbnail


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 919 21 พ.ค. 2554 (09:08)

ใช่ครับ คุณกำธรก็เคยเป็นหนุ่มมาก่อน หากท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ วันนี้ก็จะเป็นวันที่คุณกำธรมีอายุมากที่สุด และพรุ่งนี้ก็จะมีอายุมากกว่าวันนี้อีก 1 วันครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 922 21 พ.ค. 2554 (20:16)


ใบเมเปิ้ลสัญญลักษณ์ของประเทศแคนาดา ผมชอบใบเมเปิ้ลมาก รู้สึกว่ารูปทรงและลักษณะที่เป็นแบบสมมาตรมันน่าดู ผมจำได้ว่าตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พ่อเล่าว่า มีการสนับสนุนให้ผู้คนอพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ที่แคนาดา มีเพื่อนๆของพ่อหลายคนชักชวนอยู่เหมือนกัน พ่อและแม่ของผมเล่าให้ฟังว่าท่านก็เคยคิดอยู่ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีการเตรียมการมากมาย ครอบครัวเรามีกันหลายคน จะยุ่งยากมาก ก็เลยล้มเลิกความคิด แต่ผมเองยังคงคิดต่อไปอยู่ว่า สักวันหนึ่งหากมีโอกาสผมก็อยากไปแคนาดา ต่อมาอีก 30 กว่าปีผมก็ได้มีโอกาสไปแคนาดาเพื่อประชุมและเสนอผลงานทางวิชาการ


ผมเดินทางจากกรุงเทพฯบินตรงไปยังลอสแองเจลิสโดยข้ามขั้วโลกเหนือ แล้วต่อเครื่องไปยังแวนคูเวอร์ จากนั้นก็บินต่อไปยังเมืองเอ็ดมอนตัน, รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ที่ยุ่งยากระหว่างเดินทาง ก็คือตอนที่ไปต่อเครื่องที่ลอสแองเจลิส ที่อเมริกา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบอกว่าผมเข้าเมืองโดยไม่มีวีซ่า ผมบอกว่าผมแค่มาเปลี่ยนเครื่องบินไม่ได้มาอเมริกา เขาบอกว่าเป็นกฏหมายของอเมริกา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหากเหยียบย่างลงที่แผ่นดินอเมริกาจะต้องมีวีซ่า เขาขนกระเป๋าเดินทางทุกใบของทุกคนที่เดินทางมาจากกรุงเทพลงมาตรวจอย่างละเอียด เขาห้ามผู้โดยสารเอามือสัมผัสกระเป๋า ผมสังเกตดูเขาใช้สำลีชุบน้ำยาบางอย่างแล้วเช็ดถูบริเวณกระเป๋า แล้วเอาไปเข้าเครื่อง Atomic Absorption Spectro Photometer น่าจะตรวจยาเสพย์ติดและวัตถุระเบิด เขาให้ผมทำวีซ่าเข้าเมือง 1 วัน และห้ามผมออกจากสนามบิน จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยประกบ 1 คน จะไปไหนมาไหน เข้าห้องน้ำ เขาก็จะตามไปด้วย แต่ตอนทำธุระในห้องเล็ก เขาให้ผมเข้าคนเดียวครับ ขากลับมาจากแคนาดาจะไปกรุงเทพฯก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ตอนนี้ผมมีวีซ่าเข้าอเมริกาแล้ว ยังอีกหลายปีกว่าจะหมดอายุ มีไมล์สะสมอยู่สามแสนกว่าไมล์ ได้ตั๋วฟรีอีกหลายใบทีเดียว คงต้องหาทางไปเที่ยวอีกสักครั้งก่อนโลกแตก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 923 21 พ.ค. 2554 (22:13)

ผมมาโพสต์ข้อความว่า ท่านพิมพ์ผิด
เพื่อจะบอกให้รู้ว่า  ผมติดตามอ่านกระทู้ของท่าน
ทุกข้อความมาตลอด


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 924 22 พ.ค. 2554 (01:41)

อันที่จริงถ้าไม่ใช่กระทู้ที่ขอให้ช่วยทำงาน ทำการบ้าน หรือที่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง ก็มักจะไม่ค่อยมีคนเข้ามาโพสต์ กระทู้นี้ก็เช่นกันครับ ไม่ค่อยมีคนเข้ามาโพสต์ พอเห็นใครแวะเข้ามาก็จะดีใจอยากรู้ว่า มีใครว่าอะไร แต่ถ้าชื่อบางชื่อปรากฏขึ้นมา เช่น NpEd ผมก็จะยิ่งดีใจรีบเข้ามาดูครับ เพราะเป็นแขก(ลาวปนไทย)พิเศษที่ไม่ธรรมดา จะต้องมีอะไรๆที่ประเทืองปัญญาอยู่เสมอ ขอบคุณมากครับมี่แวะเวียนอยู่เสมอ ลืมขอบคุณที่ช่วยบอกคำที่สะกดผิดให้ สงสัยอยู่เหมือนกันครับว่า ทำไมสะกดผิดตรงที่ไม่สำคัญ ซึ่งทุกคนก็เดาออก เพียงตัวเดียวถึงต้องเข้ามาบอกถึง 2 ครั้ง 2 ครา ทีความเห็นอื่นผิดมากกว่านี้ไม่ยักบอก อ๋อ! เป็นอย่างนี้นี่เอง ขอบคุณมากครับ ผมได้แก้ไขแล้วลบข้อความที่ท่านโพสต์เข้ามาบอกทั้งสองครั้ง เพราะมีเพื่อนๆโทรมาบ่นว่า กระทู้นี้กว่าจะโหลดเสร็จ ก็นานมาก และต้องเลื่อนหาความเห็นขึ้นลงยาวมาก ผมก็เลยแก้ไขคำผิดและขออนุญาตลงความเห็นของท่านออกครับ






แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 925 22 พ.ค. 2554 (02:02)


สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ในยุโรป ผมเก็บสะสมใบเมเปิ้ลเอามาทับให้แห้งด้วยหนังสือ แล้วเอาไปประดับทำที่คั่นหนังสือ หรือตกแต่งปกหนังสือ ที่ผมเก็บมาก็มักจะมีหลายสี มีหลายขนาด ดังรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 926 22 พ.ค. 2554 (12:58)

เมื่อพูดถึงใบไม้ที่สวยๆ ต้นไม้ไทยที่ใบสวยๆก็มีเยอะนะครับ
อยากรู้ว่าสวย ต้องเก็บมาสอดไว้ในหนังสือดู ครับ

เคยเห็นต้นหนึ่งอยู่ที่ศูนย์พัสดุและอุกรณ์การศึกษา(สังกัด กศน.) ถนนพหลโยธิน อ.ลำลูกกา
ต้นไม้นี้อยู่หลังอาคารหอประชุม
ลักษณะโครงสร้างเหมือนใบดอกปีบ หรือกาสะลอง
คือ มีก้านใบ แต่ละก้านจะแยกย่อยออกไปอีกเป็นแบบสมมาตรน่ะครับ 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 927 22 พ.ค. 2554 (17:56)

พอผมจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมตามไปอยู่กับพ่อแม่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึงอยู่ตรงข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ เพราะพ่อผมทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ โดยไปเรียนต่อชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนพานพร้าว ไม่อยากเรียนที่ลาว



ที่โรงเรียนพานพร้าว จะมีวิชาที่ให้นักเรียนปลูกผักผลไม้ ต้องขุดแปลงผัก หาบน้ำจากบ่อบาดาน ผมเลือกที่จะปลูกผักชี เพราะรูปร่างใบผักชีเหมือนใบเมเปิ้ล ประสบการณ์ที่หนองคายให้คุณค่าแก่ชีวิคผมอย่างมาก จากเด็กกรุงเทพเกิดแถวๆเกาะรัตนโกสินทร์ ไม่เคยทำไร่ผูกผักมาก่อน ได้เรียนรู้ชีวิตแบบชนบทที่บริสุทธิ์ ผมมีความสุขมากตอนที่อยู่ในชนบท ได้เรียนภาษาใหม่อีกหลายภาษา ผมได้เรียนรู้ภาษาลาว-ภาษาอีสาน แถมมีเพื่อนรักเพื่อนสนิท "มานพ สรสิทธิ์" เป็นลูกครึ่งเวียดนาม ช่วยสอนภาษาเวียดนามให้อีกภาษาหนึ่ง ปัจจุบันมานพเป็นครูที่อำเภอศรีเชียงใหม่ คงจะเกษียณไปพร้อมๆกับผมอีกไม่นานนี้แหละครับ เวลาช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 928 22 พ.ค. 2554 (21:24)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไปซื้อ iPad 2 มาใช้ วันนี้จัดของที่บ้าน ไปเจอ Old Pad ที่ใช้สมัยอนุบาล เลยเอามาถ่ายรูปร่วมกัน เป็นอุปกรณ์การศึกษาที่ต่างกันถึง 50 ปี


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 929 22 พ.ค. 2554 (22:38)

อาจารย์ทันสมัยมากครับ {#emotions_dlg.a8}

แถมยังโชคดีมีโอกาสได้ใช้ทั้งกระดานชนวน และกระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์
ไม่ทราบว่า อาจารย์ติดตั้งโปรแกรมที่เกี่ยวกับการศึกษาใดเป็นพิเศษบ้างครับ เผื่อผมจะหาโปรแกรมมาทดลองใช้บ้าง


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 930 22 พ.ค. 2554 (22:46)

ยอดเยี่ยมครับ
ผมเคยใช้มา3 แผ่น
แผ่นที่ 1 พ่อทำให้ ด้วยไม้กระดานทาด้วยน้ำมันยางผสมเขม่าที่จับก้นหม้อ  กับอะไรอีกจำไม่ไ้ด้แล้ว
แผ่นที่ 2 เป็นของปลอม  คือแทนที่จะทำด้วยหินชนวน  แต่ใช้กระจกฝ้าสองแผ่นกระกบกัน ทาสีดำไว้ข้างใน
แผ่นที่ 3 เป็นกระดานชนวนของแท้


 


เกี่ยวกับใบไม้  ใบของดอกดาวกระจาย  ก็สวยนะครับ
อีกชนิดหนึ่ง ใบทองอุไร ครับ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 931 24 พ.ค. 2554 (10:04)

จากอดีต โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ไป อดีตโรงเรียนชนบท

เรื่องฟ้อนๆ รำๆ นี่ ผมไม่เป็นเอาเสียเลย  (ใครๆก็รู้)
วันหนึ่งได้มีโอกาสคุยกับคนที่เขาเก่งและสอนในเรื่องเกี่ยวกับฟ้อนๆรำๆ และพูดถึงท่ารำต่างๆ
ผมจึงถามเขาว่ารำท่านี้เป็นไหม ผมก็บอกท่ารำทีละท่าๆแล้วเขาก็แสดงให้ดูได้เกือบหมดทุกท่าเลยครับ

ท่ารำที่ผมบอกให้เขาทำให้ดูคือ

เทพประนม ปฐม พรหมสี่หน้า  สอดสร้อยมาลาช้านางนอน 
ผาลาเพียงไหล่ พิสมัยเรียงหมอน กังหันร่อนแขกเต้าเข้ารัง
กระต่ายชมจันทร์ พระจันทร์ทรงกลด พระรถโยนสารมารกลับหลัง
เยื่องกรายฉุยฉายเข้าวัง มังกรเลียบท่ามุจลินท์
กินนรรำ ซ้ำช้างประสานงา ท่าพระรามาก่งศิลป์
ภมรเคล้า มัจฉาชมวาริน หลงใหลได้สิ้น หงส์ลินลา
ท่าโตเล่นหาง นางกล่อมตัว รำยั่ว ชักแป้งผัดหน้า
ลมพัดยอดตอง บังสุริยา เหราเล่นน้ำ บัวชูฝัก
นาคาม้วนหาง กวางเดินดง พระนารายณ์ฤทธิรงค์ขว้างจักร์
ช้างหว่านหญ้า หนุมานผลาญยักษ์ พระลักษมณ์แผลงอิทธิฤทธิ์
กินนรฟ้อนฝูง ยูงฟ้อนหาง ขัดจางนาง ท่านายสารถี
ตระเวนเวหา ขี่ม้าตีคลี ตีโทนโยนทับ งูขว้างฆ้อน
รำกระบี่สี่ท่า จีนสาวไส้ ท่าชะนีร่ายไม้ ทิ้งขอน
เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร กินนรเลียบถ้ำ หนังหน้าไฟ
ท่าเสือทำลายห้าง ช้างทำลายโรง โจงกระเบนตีเหล็ก แทงวิสัย 
กลดพระสุเมรุ เครือวัลย์พันไม้ ประไลยวาต คิดประดิษฐ์ทำ
กระหวัดเกล้า ขี่ม้าเลียบค่าย กระต่ายต้องแร้วแคล้วถ้ำ
ชักซอสามสายย้ายลำนำ เป็นแบบรำแต่ก่อนที่มีมา



แต่ผมจำไม่ได้ได้ทั้งหมดนะครับ  ยกมาเท่าที่จำได้
เขาแปลกใจว่าทั้งๆที่รำก็ไม่เป็น  แล้วรู้จักท่ารำเหล่านี้ได้ยังไง

เรื่องมันยาวครับ  เอาไว้คราวหน้า



NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 932 24 พ.ค. 2554 (13:21)

นอกจากท่ารำแล้ว  ผมยังท่องโคลงได้หลายบท ทั้งๆที่ยังเรียนไม่ถึง
เช่น
เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
ช้างศาลหกศอกไซร็ เสียงา
ฯลฯ
สิ่งต่างเหล่านี้ ผมได้มาจาก  ปกหลังของสมุดที่มีขายอยู่ในช่วงนั้นครับ
นอกจากสิ่งต่างๆเหล่านั้นแล้ว ยังมีสูตรคูณ มาตรา  การเทียบมาตราต่างๆ
มันเป็นความคิดของผู้ใหญ่ที่มองการณ์ไกลเห็นความสำตัญของการศึกษาของเยาวชน ได้รวบรวมความรู้  ข้อคิด ข้อควรจำใส่ไว้ในปกหลังของสมุดที่นักเรียนจะต้องใช้อยู่บ่อยๆ

ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า  การที่จะให้ความรู้คนนั้น นี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง

ในลักษณะเดียวกันถ้าเดินเข้าไนวัดบางวัด ก็เหมือนกับได้ยินพระเทศน์ไปตลอดทางที่ผ่าน จากแผ่นกระดานที่มีข้อความติดตามที่ต่างๆ


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 933 24 พ.ค. 2554 (23:32)

มีคนสงสัยว่า ถ้าสวมหมวกกันน็อก แต่งชุดลิเก แล้วสวมรองเท้าแตะ จะรำท่าอะไร


คำตอบคือ "ท่าจะบ้า"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 934 27 พ.ค. 2554 (02:57)


ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 โรงเรียนวัดพลับพลาชัย พี่สาวของผมเรียนที่คณะครุศาสตร์ที่จุฬาฯ วันหนึ่งผมเห็นพี่สาวของผมทำงานส่งอาจารย์ โดยเอาใบไม้มาแช่น้ำสบู่ แล้วทิ้งไว้หลายวัน จนใบไม้เหล่านั้นเน่าสลาย พี่ค่อยๆเอามือลูบใบไม้เหล่านั้นให้เหลือแต่โครงโปร่งๆ แล้วเอาไปตากแห้ง หากย้อมสีด้วยก็จะแลดูสวยงาม



พี่สาวของผมบอกว่าถ้าใช้ใบโพธิ์จะดูสวยดีเพราะได้ใบใหญ่ มีโครงร่างที่แน่นหนา ผมก็ลองเอาใบโพธิ์มาแช่น้ำสบู่แล้วทิ้งไว้จนเปื่อยเหลือแต่โครง แล้วเอามาตากแห้ง ผมเอามาประดับทำหน้าปกหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ หากเอาทองคำเปลวมาแปะบนใบโพธิ์แห้ง ก็จะยิ่งดูดี ปกดูเป็นหนังสือธรรมะ แต่ข้างในอาจเป็นหนังสืออื่นก็ได้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 936 5 มิ.ย. 2554 (00:14)


สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
แม่ของผมซื้อหนังสือมาให้เล่มหนึ่งจากร้านขายหนังสือชื่อ "ประมวลสาส์น" ตั้งอยู่ข้างโรงหนังเฉลิมเขตร์
หนังสือมีชื่อว่า "แปลกแต่จริง เชื่อหรือไม่" ของ พ.บางพลี
ผมเข้าใจว่าจะแปลมาจากหนังสือ "Ripley's Believe It or Not!"


อ้างอิง >>>
http://www.lovesiamoldbook.com/product.detail_489897_th_3763687


จำได้ว่ามีอยู่หลายเรื่องที่เป็นเรื่องจากเมืองไทย
แต่มีเรื่องหนึ่งเขียนว่า "ต้นตาลขึ้นบนต้นไทร" อยู่แถวๆถนนตก
หลังจากนั้นผมก็เฝ้าสังเกตว่ามีต้นอะไรบ้างที่ขึ้นบนต้นไม้อืน
ผมสังเกตเห็นต้นโพธิ์ขึ้นบนต้นไม้อื่นอยู่หลายแห่ง



ไปถามครู ครูก็บอกว่า พวกนก พวกกา ไปกินลูกโพธิ์ http://www.siamensis.org/webboard/topic/2600 หรือผลไม้อื่นๆ แล้วถ่ายลงมาไปตกลงที่ไหนที่ก็จะงอกรากเจริญเติบโตต่อไป
ครูบอกว่าเขาเรียกว่า "กาฝาก" ผมลองสังเกตดู
ปรากฏว่าส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นพวกต้นโพธิ์ และขึ้นตามที่ต่างๆมากมาย
เช่นตามหลังคาบ้านต่างๆ











ในรูปบนจะเห็นว่า
ช่วงเวลาสองเดือนต้นโพธิ์ริมถนนทีีขึ้นอยู้ใกล้กับก๊อกน้ำโตเร็ว
ผมสังสัยว่าตามตรอกซอกซอยเล็ก นกหรือกามันจะบินมาขี้ใส่ได้อย่างไร
ที่สังเกตเห็นมากคือ ต้นโพธิ์มักจะขึ้นที่บริเวณก๊อกน้ำ
อาจเป็นไปได้ที่อาจจะมีน้ำรั่วขังชื้นเหมาะกับการเจริญเติบโต






 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 937 5 มิ.ย. 2554 (17:15)




ไม่มีงานทำหรือไง
ไปเก็บรูปต้นโพธิ์เกิดขึ้นที่นั่นที่นี่

























































































NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 938 5 มิ.ย. 2554 (17:25)























































สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยแท้




เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ในอตีตเลย
ที่ไปนั่งจ้องนอนจ้องดูเดือนดูดาวอยู่ทุกวันทุกคืน
จนได้ข้อสรุปมาให้พวกเรารู้ถึงการเกิดข้างขึ้นข้างแรม
โลกกลม หมุนรอบดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์หมุนรอบโลก
และระบบสุริยะ
ฯลฯ

ขอชื่นชมและนับถือด้วยใจจริง


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 939 5 มิ.ย. 2554 (17:42)

นึกถึงครูของผมเองท่านหนึ่ง
ในชั่วโมงวิทยาศาสตร์(สมัยนั้นเรียกว่าวิชาธรรมชาติศึกษา)
ท่านจับเด็กคนหนึ่งออกมายืนหน้าห้องเรียนแล้วจับหมุนซ้ายหันขวาหัน
เด็กตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว  
ท่านก็ชี้ให้เด็กทั้งห้องดูขากางเกงของเด็กตนนั้น
ที่มีเมล็ดหญ้าเจ้าชู้ติดอยู่เต็ม 
แล้วท่านก็คุยไปถามให้พวกเราตอบเรื่อยเปื่อย(อะไรก็ไม่รู้)

เพิ่งรู้และคิดได้เดี๋ยวนี้เองว่า  ท่านนำเข้าสู่บทเรียน
และสอนเรื่องการกระจายพันธุ์ของพืช
เราฟังแล้วก็เข้าใจดีนะครับว่าพืชมันกระจายพันธุ์แพร่พันธุ์ไปได้โดยวิธีใดบ้าง
แต่ท่านไม่ได้บอกชื่อหัวข้อที่ท่านสอน


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 940 5 มิ.ย. 2554 (18:25)


ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็สอนเรื่องการแพร่พันธุ์ของหญ้าเจ้าชู้ครับ แถวๆบริเวณวัดก็มีเยอะครับ แต่พวกเราช่วยมันแพร่พันธุ์โดยการเก็บเอามาแอบปาใส่หลังเพื่อนๆเล่นโดยเพื่อนไม่รู้ตัว เป็นที่สนุกสนาน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 941 5 มิ.ย. 2554 (19:14)

ขอย้อนกลับมาคุยกันเรื่องต้นโพธิ์อีกนะครับ
คิดว่า  ไม่ว่ามันจะเกิดที่ไหน  คงต้องเป็นนกนั่นแหละ อันดับแรก
นอกเสียจากจะเกิดที่โคนต้น

ถามว่า นกมันไปถ่ายมูลในที่ทุกหนทุกแห่งเลยหรือ
ครับ  ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ชายคา ใต้ต้นไม้ แม้ในที่โล่งแจ้ง
เคยออกบ่อยที่เดินอยู่กลางแจ้งแม้ๆ แล้ว
โดนของเหลวที่มีเม็ดตะขบตกใส่หัวอย่างจัง

ถ้าได้ที่จอดรถใต้ต้นไม้(ที่ไม่มีผลไม้ให้นกกิน)  อย่าคิดว่าจะแฮปปี้นะครับ
โดยเฉพาะรถใหม่ๆ ป้ายแดงนี่ อารมณ์เสียเลยนะครับ
(รู้งี้ จอดตากแดดยังจะดีกว่า)

นกคาบผลโพธิ์ไปกินแล้วถ่ายมูลออกมา  แล้วถูกน้ำพัดพาไปในที่ต่างๆ
แล้วไปติดอยู่ตามซอกหลืบตึก หรือบนกิ่งไม้
พอได้รับความชื้นก็งอกเจริญเติบโตเป็นต้นได้


ที่สะพานลอย - ทางด่วน ผมก็เคยเห็น และยังคิดว่า
มันยังอุตส่าห์ขึ้นได้นะ
แต่ก็แพ้ ดร.แข ตรงที่ไม่ได้จอดรถถ่ายรูปไว้
 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 942 5 มิ.ย. 2554 (22:44)


ผมเคยได้รับเชิญไปบรรยายที่ University of Delhi มีเพื่อนที่เป็นรองอธิการบดีชื่อ Vijaya Varma ภรรยาเป็นชาวอังกฤษ คอยให้การต้อนรับ พาไปเที่ยว และจัดหารถไปทัชมาฮาลให้ ตอนหลังลูกสาวของทั้งสองท่านมาทำงานที่ประเทศไทย และได้มาเยี่ยมลูกสาวที่กรุงเทพ ผมเลยได้โอกาสพาไปเที่ยวที่อยุธยา



สังเกตเห็นต้นโพธิ์ขึ้นที่ยอดเจดีย์หลายแห่งที่อยุธยา




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 943 6 มิ.ย. 2554 (23:47)


เราคุ้นเคยกับต้นโพธิ์มาตั้งแต่เด็ก เพราะเราได้เรียนเรื่องราวพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับต้นโพธิ์ ทำให้เรารู้สึกว่า ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบติดสินบนหรืออย่างไร แม้แต่สิ่งที่เรานับถือว่าเป็นของสำคัญของศักดิ์สิทธิ์ เราก็มักจะไปติดสินบนเพื่อขอให้บันดาลสิ่งที่พึงปรารถนา โดยเอาเครื่องเซ่น ดอกไม้ไปติดสินบน



เท่านั้นยังไม่พอ รูปปั้นใหญ่ๆที่ดูขลัง ดูอลังการ ผู้คนก็ยังเอาเครื่องเซ่น ดอกไม้ไปไหว้ เช่นที่สนามบินสุวรรณภูมิมีรูปปั้นยักษ์ใหญ่ๆ หลายตน ความจริงมีประดับไว้ในเชิงสถาปัตยกรรมที่สื่อเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทยให้พวกฝรั่งมังค่าหรือชาวต่างชาติได้ซึมซับและชื่นชมในวัฒนธรรมไทย แต่กลับกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวไทยไปเซ่นไหว้ บนบานศาลเกล่าวขอในสิ่งที่พึงปรารถนา



เด็กนักเรียนหลายคนที่เรียนวิชาฟิสิกส์ แล้วบอกว่ายาก มักจะสอบตก ไม่รู้จะหาที่พึ่งได้อย่างไร หลายคนก็ไปบนที่วัดและขอให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมให้สมองแจ่มใสจำสูตรฟิสิกส์ได้แม่นยำ แต่บางคนถูกหลวงพ่อที่วัดตอกกลับหน้าหงายออกมา "พวกเอ็งจะมาให้ข้าเป่ากระหม่อมขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้สอบฟิสิกส์ผ่านไปทำไม ข้าเองก็ยังจบแค่ ป.4 เท่านั้น จะไปช่วยให้เอ็งสอบฟิสิกส์ได้อย่างไร"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 945 8 มิ.ย. 2554 (22:47)


สมัยที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นการเมืองของไทยยังอยู่ในระบอบเผด็จการ มีคำขวัญต่างๆออกมามาก คำขวัญวันเด็ก และอะไรต่างๆอีกมากมาย ล้วนคล้องจองจำง่าย เช่น ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ บำรุงความสะอาด แต่ที่นิยมมากในสมัยนั้นคือ "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ถึงขนาดทำเป็นผ้าใบกันแดดตามร้านรวงห้องแถวทั่วไปดังแสดงในรูป



สมัยก่อนนี้อย่าได้พูดถึงการเลือกตั้งเลยครับ มันห่างไกลเกินฝันเสียจริงๆ ถ้าผมเป็นเด็กสมัยนั้น แต่ได้มาเห็นป้ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมัยนี้ผมคงงงเหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจว่าจะให้เลือกใคร สองรูปบน ถ้าผมเป็นเด็กสมัยก่อน ผมคงเลือกหมีแพนด้า และหมาแน่นอน เพราะมันช่างน่ารัก น่าเอ็นดูตามประสาเด็กที่รักสัตว์ แต่ถ้าผมมาเห็นป้ายล่าง ผมคงเปลี่ยนใจหันมาเลือกคนแทนหมีแพนด้าและหมา เพราะตอนนั้นผมเป็นเด็กหัวอ่อนเชื่อฟังคำแนะนำของผู้ใหญ่ ไม่ให้เลือกสัตว์เช่นหมีและหมาครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 946 9 มิ.ย. 2554 (09:23)

ตอนที่เป็นเด็ก เราจะต้องเรียน ท่องจำพวก คำขวัญ สุภาษิต คำพังเพย
รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็จำจำไว้ พอโตขึ้นก็ระลึกถึงแล้วสิ่งที่จำไว้มันก็คอยเตือนใจเรา

งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

ผมว่าเป็นคำขวัญที่ดี
ทำงานก็มีเงิน อยากมีเงินก็ทำงาน แล้วเมื่อมีงานทำ มีเงินใช้ก็มีความสุข

ผมได้ยินผู้ปกครองบางคน สอนลูกว่า ให้ทำอย่างนี้...
เพื่อโตขึ้นจะได้มีเงินโดยไม่ต้องทำงาน
หรือทำงานน้อยๆแล้วได้เงินมากๆ หรือใช้คนอื่นให้ทำงานหาเงินแทน
ผมว่าน่าจะประหารคนเหล่านี้เสียให้สิ้นแผ่นดินไทย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 947 9 มิ.ย. 2554 (09:30)

ในความเห็นของผม
การเลือกสัตว์เข้าสภา อาจจะดีกว่าเลือกคนที่ไม่ได้เป็นมนุษย์เข้าสภาเสียอีก

หมา เป็นยอดสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์

เสือ ก็จะล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร แต่มันก็ล่าเพียงพอที่จะมีชีวิตรอด ไม่ได้สะสมจนกินร้อยชาติก็ไม่หมด

ควาย เป็นสัตว์ที่น่าสงสารมาก ถูกหาว่าโง่ ที่จริงแล้วควายเป็นสัตว์ที่ช่วยงานมนุษย์ได้สารพัด เชื่องและรู้ภาษาคน

เหี้ย คนไปรังเกียจมัน ถึงกับเวลาโกรธก็เอาชื่อมันไปด่าคนอื่นทั้งที่มันช่วยกำจัดหนูในนาได้เป็นอย่างดี

คนไทยที่ไปเข้ากับต่างชาติให้ร้ายประเทศไทย ให้ร้ายคนในประเทศไทยเวลามีปัญหากับต่างชาติ ไม่อาจมีคุณความดีเทียบกับสัตว์ที่กล่าวมาได้สักตัวเดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 948 26 มิ.ย. 2554 (18:33)
คิดถึงพลับพลาชัย คงได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนสักครั้ง
kkanni@kku.ac.th (IP:202.12.97.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 949 10 ก.ค. 2554 (09:30)

ผมเพิ่งจัดประชุมนานาชาติเกี่ยวกับของเล่นและกิจกรรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์เสร็จสิ้นลงไปด้วยดี สนุกสนานมาก เพื่อนๆชาวต่างชาติอยากให้จัดหมุนเวียนกันทุกปีในกลุ่มประเทศอาเซี่ยน
ผมมีกระทู้เก่าๆเกี่ยวกับกิจกรรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ใครสนใจเชิญได้ที่นี่ครับ

ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท. 
ทำเข็มทิศอย่างง่าย
ปี่กระป๋องน้ำอัดลม

ภาพสามมิติ

โครงงานน้ำตาลสายไหม

อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

สีของปีกแมลงทับ

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

ลูกแก้วพลาสม่า (Plasma Ball)

ฟังเสียงจริงของไอน์สไตน์                    
กิจกรรมสื่อสารด้วยแสงเลเซอร์อย่างง่ายราคาถูก
วิธีทำ ลำโพง ไมโครโฟนอย่างง่าย

ตะบันไฟ

อยากให้จมูกโด่งเชิญทางนี้

สนุกกับผักผลไม้

แสงและการมองเห็น

บัตรทายตัวเลข

ปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริก (piezoelectric effect)

ปรากฏการณ์รูเข็ม

เลนส์เสียง

กระป๋องยุบตัวได้อย่างไร            
ควันรูปวงแหวน
ทำไมแสงจึงหักเหเมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างกัน 2 ชนิด

เสริมปัญญา เสริมความคิด ด้วยคณิตศาสตร์

พระพุทธเจ้าค้นพบเซลล์คนแรกจริงหรือ ?

ทำไมท้องฟ้าจึงเปลี่ยนสี  
กำแพงกั้นด้านข้างบนทางด่วน
สนุกกับสเปคโตรสโคป

Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics

อัจฉริยภาพของชาวจีนโบราณ: การค้นพบและนวัตกรรม

ขนาดมาตรฐานของกระดาษ

เสื้อชูชีพบนเครื่องบิน

วัดขนาดเม็ดเลือดแดงอย่างง่าย ราคาถูกเชิญทางนี้

ใครอยากคุยกับหุ่นยนต์ที่โต้ตอบได้แบบออนไลน์ เชิญทางนี้

ก้าวผ่านจักรวาลสู่ควากส์

แบตเตอรี่อย่างง่าย

หาอัตราเร่งของเครื่องบินด้วยลูกตุ้มนาฬิกา

การตรวจสายตาด้วยแสงเลเซอร์

เตาแม่เหล็กเหนี่ยวนำ  
สร้างสื่อสนุกสำหรับเด็กเล็ก กับ ดร.จันทร์ชัย หญิงประยูร
สนุกกับไฟฟ้าสถิต

วัดอุณหภูมิบนเครื่องบิน

เที่ยวดาวอังคาร แบบ 3 มิติ

จุดหลอดนีออนด้วยหยดน้ำ

เสาเล็กๆด้านล่างของปีกเครื่องบินมีไว้ทำอะไร

เรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าต่างเครื่องบิน

ทำไมจึงต้องกางปีกเครื่องบินให้กว้างกว่าเดิม ขณะบินขึ้นและร่อนลง

Video clip ไอน์สไตน์กับเพื่อนๆที่บ้านที่ Princeton

ทำไมท้องฟ้าเบื้องบนจึงมืดเมื่อมองจากหน้าต่างเครื่องบินที่บินสูงมากๆ

เรื่องเล่าจากโครงการเด็กอัจฉริยะของซาอุดิอาระเบีย

มาสนุกกับหลักการ "แพรัลแลกซ์ (parallax)"

เตาอบไมโครเวฟ

โจทย์ฟิสิกส์ลูกเล่นท้าทาย

ปืนแอลกอฮอล์

จุดประกายความคิดเรียนวิทย์-คณิตให้สนุก

พาราโบลาน่าฉงน

ตามรอยการทดลองของ Hertz

นานาสุริยฉาย - รูปและเรื่องราวเกี่ยวกับดวงอาทิตย์

น้ำพุพาราโบลา

สร้าง Model ทางเคมีด้วยไม้จิ้มฟัน

Bar code ในแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิต

มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าอย่างง่าย

ใครช่วยตอบที ทำไมเปลวเทียนไม่ดับ

แรง Lorentz

กบตีลังกากลับหลัง-ของเล่นที่น่าสนใจ

Crop Circles ผลงานของมนุษย์โลก หรือ ของมนุษย์ต่าวดาว ?

ฟิสิกส์ของไหซอง

ลูกเต๋าลับสมอง

กระจกเปลี่ยนหน้า

เงาประหลาด

ลูกข่างกระดก (Tippy Top)

อารมณ์ขันเชิงวิทยาศาสตร์เชิญทางนี้


------------------





ของเล่นคลาสิกชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร ใครตอบได้บ้าง และทำเล่นได้อย่่างไรครับ

http://www.sciencetoymaker.org/diver/index.html




ทำร่มชูชีพอย่างง่าย






นกไต่เสา http://www.sciencetoymaker.org/bird/index.html






แขนหุ่นยนต์  http://www.sciencetoymaker.org/robothand/index.html


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 951 17 ก.ค. 2554 (16:39)


เมื่อนึกถึงวันอาสาฬหบูชา ทำให้ผมนึกถึง "ครูยุพิน ลำเจียก" ครูฝึกสอนที่มาจากวิทยาลัยครูสวนดุสิตในสมัยก่อนที่มาสอนผมตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย  ครูยุพินบอกว่าเด็กนักเรียนมักจะอ่านคำว่า "อาสาฬหบูชา"ผิด ครูยุพินจึงเอาเพลงวันอาสาฬหบูชา มาให้พวกเราร้อง นอกจากจะให้อ่านถูกต้องแล้วยังทำให้จำได้ว่าวันนี้สำคัญอย่างไร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 952 17 ก.ค. 2554 (19:44)


2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนชาวรัสเซียมาเยี่ยมและบรรยายตามสถาบันต่างๆ ผมต้องดูแลพาไปตามที่ต่างๆทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ผมได้พาไปเที่ยวกรุงเทพเมืองเก่าต่างๆ เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ บ้านหม้อ ฯลฯ



ผมได้มีโอกาสไปเยือนแถวๆตลาดนางเลิ้ง ทำให้นึกถึงความหลังตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนนี้ ผมได้มาเดินเล่นแถวๆนี้หลังจากไปหัดเล่นเทนนิสที่บ้านพิษณุโลก ตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว คิดถึงเพื่อนๆ 4 คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ คือ ตั้งเซ่ยตี๋ ชาติชาย ชูชาติ และวินัย ตึกแถวสองชั้นแบบชิโนโปตุเกส ยังคงสภาพไว้แบบเดิมตามนโยบายอนุรักษ์เมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร มีสีชมพูหวานแหววน่าชม



ผมเดินเข้าไปในตลาดนางเลิ้ง หลายๆอย่างเปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีร่องรอยหลายอย่างที่คุ้นตา นึกถึงภาพตลาดนางเลิ้งสมัยก่อน เหมือนเพิ่งจะผ่านไปไม่นานนี้เอง ตรงหัวมุมตลาดยังคงมีป้ายประกาศที่สลักไว้สมัยก่อนโดยกรมพระคลังข้างที่ ซึ่งทำเป็น 3 ภาษาคือภาษาไทย ภาษาจีน และ ภาษาอังกฤษ



ฝั่งตรงข้ามอีกฟากหนึ่งของถนน ก็ยังมีตึกรูปทรงแบบชิโนโปรตุเกสสีชมพูหวานแหววเช่นกัน ที่บริเวณตึกแถวฝั่งนี้มีร้านถ่ายรูปเก่าแก่ชื่อ "นางเลิ้งอ๊ารต" หน้าร้านมีตู้โชว์กล้องและรูปถ่ายเก่าแก่สมับโบราณที่ถ่ายโดยทางร้าน ภาพหลายภาพเป็นภาพเก่าที่ผมยังเด็กและได้มีโอกาสร่วมในเหตุการณ์


มีป้ายโฆษณาสมัยโบราณเก็บไว้ให้ชมด้วย สังเกตุดูจะเห็นว่าหมายเลขโทรศัพท์สมัยก่อนยังเป็นตัวเลข 5 ตัวคือ 21121 ผมจำได้ว่าโทรศัพท์ที่บ้านผมซึ่งอยู้ใกล้มีหมายเลข 25826 และต่อมาเปลี่ยนเป็น 7 ตัวคือ 282-8157 และ 281-0573 ซึ่งบ้านผมเปลี่ยนเป็น 281-2703



มีโฆษณาทำภาพถ่ายลงล็อกเก็ตหินรายแรก จำได้ว่าแม่ผมก็มาทำเหมือนกัน เป็นรูปถ่ายตอนที่แม่ไปเที่ยวบ้านของก๋งที่ซัวเถาตอนแม่อายุ 14 ขวบ เมื่อ 80 ปีมาแล้ว ดังรูปที่ลูกศรชี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 953 17 ก.ค. 2554 (23:25)


เนื้อตุ๋นนางเลิ้ง ดูภาพนี้ผิวเผินแล้วเหมือนของจริง ลองดูภาพต่อไปนี้ครับ



จะเห็นได้ว่า ความจริงเป็น "ของจิ๋ว" ที่จำลองมา



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 954 19 ก.ค. 2554 (19:01)


หลังจากไปเที่ยวตลาดนางเลิ้งแล้ว ผมก็ไปหาซื้อของที่เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ ที่นั้นมีการจัดมุมตลาดเก่า เอาสินค้าสมัยก่อนมาจัดแสดงและจำหน่าย คิดถึงสมัยก่อนตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัยมาก



มีร้านขาย "น้ำจรวด" เป็นน้ำหวานรสต่างๆที่มีการฉีดน้ำโซดาออกมาจากท่อน้ำรูปจรวด มีจักรยานโบราณ ร้านกาแฟโบราณ ขนมที่ทำจากน้ำตาลปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ รวมทั้งร้านถ่ายรูปโบราณ หน้าร้านมีรูปคุณชรินทร์ สมัยโบราณที่ตอนนั้นยังนามสกุล "งามเมือง" ก่อนที่จะได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ และนามสกุลพระราชทาน เป็น "ชรินทร์ นันทนาคร"



มีการจำลองร้านขายของชำสมัยก่อน มีสินค้าสมัยก่อนนำมาจัดแสดง มีป้ายน้ำอัดลมโบราณ แป้ง สบู่ ผงซักฟอก น้ำมันใส่ผม แชมพู ของใช้และภาชนะโบราณแบบต่างๆ ตลอดจนกระติกใส่ไอสกรีมแท่งที่ผมเคยช่วยเพื่อนๆพลับพลาชัยเดินเร่ขายตามงานวัดที่เคยเล่าให้ฟังก็มีแสดงให้ชม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 955 19 ก.ค. 2554 (23:58)


ขนมสมัยก่อนนี้เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้แม้จะหาซื้อยากแต่ก็ยังพอมีขายอยู่บ้าง แม้ไม่นิยมเท่าสมัยก่อน ที่เห็นอยู่นี้มีอยู่หลายชิ้นที่สมัยก่อนเพื่อนบางคนเอามาขายที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยแล้วถูกครูทำโทษโดยเฆี่ยนหน้าเสาธง



มีของวางขายเรียงรายเหมือนสมัยก่อนเลยครับ



มีแป้งฝุ่นและแป้งน้ำสมัยก่อนหลากหลายชนิดเอามาให้ดู ที่เห็นวงสีเหลืองคือ "แป้งน้ำพรรณงาม" ที่มีเพลงโฆษณาดังยอดนิยม ที่เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเอามาจากเพลงจีน ในหนังดัง ชื่อเพลง แม่น้ำดอกท้อบาน (เถ้าฮัวเจียง) 桃花江(1955)



 



มัแป้งเด็ก Hollywood ที่ผมใช้ตอนเรียนที่วัดพลับพลาชัย และน้ำมันใส่ผม Tancho Tique ที่พี่ชายผมใช้ตอนเรียนที่วัดเทพศิรินทร์



มีบุหรียี่ห้อต่างๆ มีทั้งแบบเอามามวนเอง คือตราแมว และแบบธรรมดาเป็นมวนที่ไม่มีก้นกรอง พวกพระจันทร์ มห่ราช เกล็ดทอง กรุงทอง และรวงทิพย์



อีกมุมหนึ่งของตู้โชว์สินค้าโบราณแบบต่างๆ ที่เห็นวงสีเหลืองคือกระปุกออมสิน จำได้ว่าถ้าถึงวันเด็ก หรือวันออมสิน วันที่ 1 เมษายนของทุกปี ถ้าไปเปิดบัญชีฝากเงินใหม่ก็จะได้รับแจกคนละ 1 ใบ เมื่อหยอดเงินต็มแล้วเอาไปฝากที่ธนาคารออมสิน เจ้าหน้าที่ธนาคารก็จะเปิดออก นับเหรัียญที่หยอดแล้วเอาเข้าบัญชี ก็จะได้กระปุกใหม่คืนมาอีก  1 ใบ ผมจำได้ว่าไปเปิดบัญชีกับเขาเหมือนกัน ธนาคารจะอยู่เลยโรงเรียนวัดพลับพลาชัยไปหน่อยหนึ่ง ตรงข้ามกับโรงพยาบาลกลาง เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเปล่า



รูปข้างบนนี้ผมคิดถึงยายมาก วงสีแดงเป็นกิ๊ปหนีบผมสมัยก่อนที่ยายชอบใช้ วงสีเหลืองเป็นน้ำหอมโอเดอโคโลญที่ยายชอบใช้เช่นกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 957 26 ก.ค. 2554 (14:44)


http://www.vcharkarn.com/vcafe/190869


pokill_25007@hotmail.com (IP:182.53.12.217)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 958 26 ก.ค. 2554 (19:49)

พูดถึงเรื่องของน้ำหอมโอเดอโคโลญ
ทำให้คิดถึงตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศเยอรมนี
ทางทุนรัฐบาลเยอรมันส่งผมไปเรียนภาษาเยอรมันก่อน 6 เดือน
ขณะที่เรียนภาษาอยู่นั้น เราก้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเยอรมันต่างๆด้วย
มีอยู่วันหนึ่งครูสอนเกี่ยวกับเรื่องเมืองสำคัญต่างๆในเยอมนี
มีอยู่เมืองหนึ่งคือเมือง เคิล์น ภาษาเยอรมันเขียนว่า Köln
แต่พวกฝรั่งเศสเรียกว่าเมืองโคโลญ หรือ cologne
เรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองนี้คือน้ำหอมที่โด่งดังไปทั่วโลกคือ eau
de cologne ยี่ห้อ 4711 รายละเอียดอ่านได้ที่นี่ครับ >>>  ประวัติน้ำหอม



เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว เมือง Cologne นี้อยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียน
ได้มีการจัดระเบียบบ้านเมืองโดยการกำหนดบ้านเลขที่ของบ้านทุกหลัง
มีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่ทำน้ำหอม และที่บ้านนี้ได้ถูกกำหนดให้มีบ้านเลขที่
4711 ตามเอกสารของทางการสมัยก่อนที่แสดงในรูป
และต่อมาบ้านเลขที่นี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้ามาจนทุกวันนี้



รูปล่างซ้ายมือเป็นรูปที่แสดงหลุมศพของผู้ที่คิดค้นสูตรน้ำหอมนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 959 26 ก.ค. 2554 (22:43)


น้ำตาลสายไหมสมัยก่อน แต่เอามาใส่ภาชนะสมัยใหม่



ภาชนะโบราณแบบต่างๆ



ร้านยถ่ายรูปแบบโบราณ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 963 27 ก.ค. 2554 (19:15)

ผมเห็นว่าความเห็นเพิ่มเติมที่ 957 ไม่เกี่ยวกับชื่อกระทู้เท่าไร จึงทำการลิ้งค์ไปไว้ในกระทู้ที่ผู้โพสต์เคยลงไว้แล้ว จะได้เป็นเรื่องเดียวกัน วิธีการคือ copy ส่วนที่เราจะลิ้งค์ไป ไปไว้ใน Word แล้วกด Enter เพื่อทำให้เกิดลิ้งค์ แล้วค่อย copy กลับมาโพสต์ลง ดังนี้ครับ



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 964 27 ก.ค. 2554 (21:19)

ได้รับความรู้การทำลิ้งค์จากอาจารย์แขชนะแล้วครับ  นอกเหนือจากเข้ามาอ่านเรื่องราวในอดีตที่ยังไม่ค่อยได้รู้มาก่อนสมัยคุณพ่อยังเด็ก


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5377 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 965 28 ก.ค. 2554 (00:31)

ผมได้ออกรายการทีวีมาหลายครั้ง ครั้งแรกตอนเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ไปแสดงการเล่นลูกข่างโชว์ที่สถานีโทรทัศน์ชอง 5 สนามเป้า รู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อเร็วๆนี้คนทำรายการ โทรทัศน์ครู เข้ามาอ่านกระทู้ต่างๆที่ผมเขียนในวิชาการ.คอม เลยมาติดต่อให้ไปออกรายการ เชิญชมได้ที่นี่ครับ >>> http://www.thaiteachers.tv/tv/?t=5&c=256&v_page=0


  


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 966 28 ก.ค. 2554 (08:41)

สอนเด็กอนุบาล เป็นความฝันของผมเลยครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 967 28 ก.ค. 2554 (10:37)

ทำไมอาจารย์นิรันดร์ถึงอยากสอนเด็กอนุบาลล่ะครับ  ผมว่าสอนเด็กโตมันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง  ไม่เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ประสีประสาทำอะไรไปตามประสาเด็ก 


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5377 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 970 31 ก.ค. 2554 (07:05)


ผมจำได้ว่าตอนที่เรียนชั้น ป.5 แม่ซื้อกระติกน้ำแข็งมาใช้ 1 ใบ เป็นกระติกน้ำตรานกอินทรีย์ ที่จำได้เพราะโฆษณาขายกระติกน้ำตรานกอินทรีย์สมัยนั้น ใช้เพลงที่พ่อเคยเล่นเปียโนให้ฟังบ่อยๆ คือเพลง  There's No Place Like Home - Home Sweet Home แต่งโดย John Howard Payne  เมื่อปี 1822 เนื้อเพลงเดิม.....


ภาพขนาดย่อ


Home, Sweet Home


 


'Mid pleasures and palaces แปลงเป็น กระติกน้ำตรานกอินทรีย์
Though we may roam,                      เป็นของดีประจำบ้านเรา
Be it ever so humble,                      
กระติกน้ำตรานกอินทรีย์ 
There's no place like home.
             เป็นของดีประจำบ้านเรา
A charm from the skies
Seems to hallow us there,
Which seek thro' the world,
Is ne'er met with elsewhere.
Home, home, sweet sweet home,
There's no place like home,
There's no place like home.

I gaze on the moon
As I tread the drear wild,
And feel that my mother
Now thinks of her child;
As she looks on that moon
From our own cottage door,
Thro' the woodbine whose fragrance
Shall cheer me no more.
Home, home, sweet sweet home,
There's no place like home,
There's no place like home.

An exile from home,
Splendor dazzles in vain,
Oh, give me my lowly
Thatched cottage again;
The birds singing gaily,
That came at my call:
Give me them and that
Peace of mind, dearer than all.
Home, home, sweet sweet home,
There's no place like home,
There's no place like home.

 





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 971 31 ก.ค. 2554 (11:05)

คุณนกแสก ลองนึกดูซิครับว่า ครูที่สอนเด็กที่พุดยังไม่คล่อง เขียนไม่ได้ ให้สามารถ พูด เขียน และ อ่านได้ น่ะ ต้องใช้ความพยายาม มากแค่ไหน


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 972 31 ก.ค. 2554 (11:50)

มาลองดู "ของจิ๋ว" ที่สะท้อนวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยก่อนครับ
















แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 974 11 ส.ค. 2554 (09:44)

วัฒนธรรมทางภาษาพูดและภาษาเขียนของไทยเปลี่ยนแปลงไปมากจากสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ในชั้นประถมศึกษาสมัยก่อนนี้ เรามีวิชาคัดไทย วิชาเขียนไทย และวิชาอ่านเอาเรื่อง



ใครที่ร่วมสมัยกับผมอาจมีประสบการณ์ที่คล้ายๆกัน ในวิชาคัดไทย หากใครลายมือไม่สวย ครูบางคนก็จะดัดนิ้ว ดูเหมือนโหดร้าย แต่ก็ทำให้นิ้วงอน เวลารำจะดูสวย ผมลายมือไม่สวย จึงไม่ชอบวิชานี้เลย


วิชาเขียนไทย ช่วยทำให้เราใช้ภาษาอย่างถูกต้องและซาบซึ้งในภาษาของเรา ส่วนวิชาอ่านเอาเรื่องจะช่วยทำให้เรามีสติ ตั้งใจฟังเรื่อง เก็บรายละเอียดเอาเฉพาะส่วนสำคัญของเรื่อง สรุปเนื้อหาหลัก หรือช่วยให้เราเขียนบทคัดย่อ หรือ Abstract เป็นเมื่อเราเรียนชั้นสูงๆขึ้นไปนั่นเอง


นอกจากนั้นแล้วครูยังสอนว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันแบบญาติพี่น้อง จะสังเกตเห็นว่า เมื่อเราพบปะผู้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็มักจะเรียกกันเหมือนญาติ เช่น เราเห็นคนแก่หาบขนมมาขาย เมื่อเราเข้าไปซื้อ ก็มักจะพูดว่า "ยายครับ"ขนมนี้ขายอย่างไร หรือราคาเท่าไรครับ คนขายก็อาจตอบว่า "หลานเอ๊ย ยายขายเพียงห่อละสลึงเดียว" หรือเมื่อมีคนมาถามทางหน้าโรงเรียนวัดพลับพลาชัย "หนูช่วยบอกทางให้อาหน่อย อาจะไปโรงพยาบาลกลาง"


เดี๋ยวนี้สังคมเปลี่ยนไป การเรียกสรรพนามของของผู้คนในสังคมก็เปลี่ยนไป......


ผมเดินทางไปต่างจังหวัดเพียงวันเดียว โดยเดินทางด้วยเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง จึงขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบิน ที่จอดรถก็ว่าง แต่เจ้าหน้าที่ก็จะรีบมาช่วยโบกรถจัดหาที่ให้ ทั้งๆที่ ที่จอดรถก็ว่างไม่น่าจะต้องรีบมาโบกรถ พอรถจอดเขาก็จะรีบมาเปิดประตูรถให้ ทั้งๆที่เรายังไม่พร้อม เพราะกำลังเช็คของและตรวจเงินในกระเป๋าซึ่งเป็นเรื่องสาวนตัว ผมบอกว่าไม่ต้อง เขาก็จะพยายามเปิดประตูเพื่อเอาอกเอาใจ ผมมีกระเป๋าเอกสารใบเล็กนิดเดียว เขาก็จะรีบมาหิ้วให้จนน่ารำคาญ ที่ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบก็คือ คำแรกที่เขาทักทายว่า "สวัสดีครับป๋า" "ป๋าจะไปไหนครับ" "ป๋าจะไปกี่วัน"


สำหรับผม คำว่า "ป๋า" มันมีความหมายในแง่ลบ และดูเหมือจะเป็นการประจบสอพลอ เพียงเพื่อหวังเงินตอบแทนเล็กๆน้อย


เท่านั้นยังไม่พอ เดี๋ยวนี้เวลาเราเรียกรถแท็กซี่ พอเข้าไปในรถ คนขับเกือบจะทุกคนจะถามว่า "เฮียจะไปไหน" หรือ "ป๋าจะไปไหน" ผมจะรู้สึกหงุดหงิดทันที มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่คนขับถามว่า "ป๋าจะไปไหน" ผมเลยถามคนขับว่า ผู้คนเดียวนี้เขาใช้คำพูดเรียกผู้โดยสารแบบนี้หรือ ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนั่งรถแท็กซี่กับพ่อ คนขับก็จะถามว่า "คุณลุงจะไปไหนไม่ทราบครับ"คนขับก็ตอบว่า "สังคมเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้วนะเฮีย เขานิยมกันแบบนี้ผมก็เลยพูดตามเพื่อนๆคนขับแท็กซี่" พอผมทักคำว่า "ป๋า" เขาคิดว่าผมไม่ชอบ ก็เลยเปลี่ยนเป็น "เฮีย" แทน ผมคิดในใจ "ถ้าสังคมมันเลว นิยมฆ่าข่มขืน เราก็ต้องนิยมตามไปด้วยหรือ" ผมเพียงคิดในใจไม่กล้าถามออกไป เพราะกล้วเขาจะเชิญ(ถีบ)ลงจากรถ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 975 11 ส.ค. 2554 (12:08)

คนใกล้ๆ พอได้ยินใครพูดถึง ป๋า จะถามว่า ป๋าไหนหละ ป๋าโหมก หรือ ป๋าหมาก คนถูกถาม สะดุ้งกันเป็นแถวๆ {#emotions_dlg.q6}


สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 976 18 ส.ค. 2554 (23:45)


ตอนที่เรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย วันหนึ่งขณะที่เดินกลับบ้านผ่านวัดเทพศิรินทร์บริเวณที่มีต้นหางนกยูง พบนักเรียนรุ่นพี่ต่างโรงเรียนที่อยู่บ้านใกล้กัน พี่เขาชวนคุยถามปัญหาเชาวน์ต่างๆ มีปัญหานึ่งที่น่าสนใจที่ผมจำได้ไม่เคยลืม เป็นคำถามในเชิง topology


พี่เขาเอากิ่งต้นหางนกยูงมากิ่งหนึ่งแล้วถามว่า จะทำอย่างไรกับกิ่งหางนกยูงนี้เพื่อให้ได้เส้นเชือกเส้นยาวที่สุด ผมคิดอยู่นานก็ตอบไม่ได้ จนพี่เขาเฉลยดังภาพ 5 ภาพที่เรียงตามลำดับนี้ ผมจำได้ไม่เคยลืม และเริ่มชอบวิธีคิดและคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ topology มากยิ่งขึ้น



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 980 20 ส.ค. 2554 (23:30)


 



วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา
เป็นวันชาติสิงคโปร์ ผมได้มีโอกาสได้รับเชิญไปบรรยายในช่วงเวลาดังกล่าว ตามถนนหนทางมีป้ายและธงชาติสิงคโปร์ประดับประดาแลดูคึกคักกว่าที่เคยเป็น
ป้ายที่ประดับจะเขียนว่าฉลองวันเกิดสิงคโปร์ปีที่
46



ผมลองหวลย้อนคิดถึงความหลังเมื่อ 46 ปีที่แล้ว คือ
วันที่
9 สิงหาคม ปี พ.ศ.2508 เป็นวันที่ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์
ช่วงนั้นผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เมื่อก่อนนี้ ครูที่สอนวิชาภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์สมัยนั้นคือครูวินัย สุขยืด และครูโกศล
จันทพํฒน์
  สมุดแผนที่ที่เราใช้เรียนนั้นเป็นของ
ทองใบ แตงน้อย สมัย ก่อนนี้
พวกเกมส์ต่างๆไม่มีเท่าสมัยนี้ ผมกับเพื่อนๆมักจะเล่นทายชื่อเมืองกัน วิธีเล่นคือคนแรกต้องพยายหาชื่อเมืองที่คิดว่าหายาหและจำยากชนิดที่เพื่อน
ไม่รู้จัก เพื่อเอามาทายกัน เพื่อนที่ถูกทายก็จะต้องพยายามหาให้เจอในช่วงเวลาจำกัด
หากหาไม่พบก็เป็นอันว่าแพ้ จะถูกลงโทษอย่างไรก็สุดแล้วแต่กติกา สมัยก่อนนี้ครูจะเน้นให้นักเรียนมีความรู้รอบตัว
เช่น ท่องชือของเมืองหลวงของประเทศต่างๆ หรือไม่ก็ชื่อของผู้นำ หรือกษัตริย์ของประเทศต่างๆ
ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้ครูสอนเรื่องเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศมาเลเซียเมื่อก่อนเราเรียนว่าเป็นประเทศมลายู ในแผนที่ก็เขียนเช่นนั้น
จำได้ว่ามีตำแหน่งผู้นำหรือประมุขของประเทศที่จำยากมากคือ
 ยังดี เปอร์ตวน อากง  (มาเลย์:
Yang di-Pertuan Agong) เป็นชื่อในภาษามลายู หมายถึง ผู้ปกครองสูงสุด เป็นตำแหน่งอย่างเป็นทางการของประมุขแห่งรัฐของสหพันธรัฐมาเลเซีย เปรียบเทียบได้กับพระมหากษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยแบบชาติตะวันตก
(อ้างอิง:
ยังดี เปอร์ตวน อากง - วิกิพีเดีย) พ่อของผมสอนว่าวิธีจำคือให้คิดถึง "ป้าต่วน" กับ "อาก๋ง" ว่าทั้งสอนคน "ยังดี" กันอยู่ ไม่ได้ทะเลาะกัน



ต่อมามีข่าวทางโทรทัศน์
ตอนนั้นเป็นแบบขาวดำ จำได้ว่ามีการจลาจล ตีกันยกใหญ่ในประเทศมลายู
ได้ยินเขาพูดกันว่า
"แขกกับเจ๊กตีกัน" ความเป็นเด็กที่ไม่ค่อยสนใจข่าวสารต่างๆในตอนนั้น
ก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ผ่านตาไปเฉยๆ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ เมือวันที่
7 สิงหาคม 2508 Tunku Abdul Rahman  นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นจึงเสมอให้รัฐสภาพิจาณาแยกสิงคโปร์ออกไปเป็นอีกประเทศหนึ่ง
หลังจากที่รวมกับสิงคโปร์มาได้เพียง 3 ปี สิงคโปร์ในยุคนั้นเป็นเพียงเกาะเล็กๆที่ไม่มีทรัพยาการที่สำคัญอะไรเลย
แทบจะทุกๆอย่างต้องพึ่งแผ่นดินใหญ่มลายู เหมือนคนที่ถูกตัดหางปล่อยวัด จนทำให้
Lee
Kuan Yew
  ถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตา
ดูตัวอย่างข่าวที่นี่ครับ
>>>>> Kanye
West interrupts Lee Kuan Yew during his Separation Speech




----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ขอนำเสนอบทความที่น่าสนใจ อ้างอิงจาก


http://www.oknation.net/blog/jui880/2008/03/26/entry-1



ลีกวนยู (Lee
Kuan Yew)
เป็นชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด
เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1923 ศึกษาที่ วิทยาลัย
Raffles วิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน British
Malaya
เพื่อนร่วมรุ่นของเขาที่คนไทยรู้จัก ก็คือ ตนกู
อับดุล รามานย์
(Tunku Abdul Raman) นายกรัฐมนตร๊ของประเทศมาเลเซีย
ก่อนหน้าที่ มหาเธร์ จะขึ้นกุมอำนาจในประเทศมาเลเซีย


ในช่วงอายุ 19 ปี
ชีวิตในวัยเรียนของเขาต้องหยุดพักเนื่องจากการรุกรานและปกครองสิงคโปร์โดยประเทศญี่ปุ่น
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นการปลุกใจให้เขาหันมาสนใจทางด้านการเมืองตามประสาชาวเอเชียเพื่อต่อสู้เพื่ออิสรภาพ
และการพ่ายแพ้อย่างง่ายดายของกองทัพอังกฤษต่อกองทัพญี่ปุ่น ทำให้ทำลายความเชื่อเรื่องการไม่สามารถเอาชนะคนขาวลงได้อย่างสิ้นเชิง
ความคิดทางการเมืองของ ลีกวนยู เริ่มจากวันเวลาแห่งความสิ้นหวังนี้


หลังสงคราม ลีกวนยู เดินทางไปศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัย Cambridge ที่ประเทศอังกฤษ
ที่ซึ่งเขาได้พบและแต่งงานกับภรรยาของเขา (กวาก๊อกชู
Kwa Geok Choo) ที่มาเรียนกฎหมายที่ Cambridgeเช่นเดียวกัน
และเป็นที่ซึ่งมีการนำเอาปัญหาความไม่พอใจในการปกครองอาณานิคมของอังกฤษต่อชาว
Malayans มาพูดคุย
โดยได้รับความเห็นอกเห็นใจและอยากให้อิสรภาพแก่อาณานิคมเหล่านั้นจากพรรค
Labor Party ของอังกฤษ ทำให้เขาฝักใฝ่ในองค์กรณ์ Socialist และกระโจนเข้าหา Malayan Forum เพื่ออภิปรายตอบโต้กับประเทศอังกฤษในการเป็นอิสรภาพจากอาณานิคมของอังกฤษ


ที่อังกฤษนี้เองเป็นที่เขาซาบซึ้งถึงความเป็นศิริวิไลซ์ของมนุษย์ โดยตัวอย่างเล็กๆของร้านขายหนังสือพิมพ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ขาย ผู้คนมาซื้อหนังสือพิมพ์จ่ายและหยิบทอนเงินทองกันเองโดยไม่มีการโกงหรือชักดาบ
และไม่มีใครคิดขโมยเงิน ผู้คนรู้จักหน้าที่ของตนเอง



หลังจากเขากลับมาสิงคโปร์ในปี 1950 ในปี 1954 ลีกวนยู จัดตั้งพรรค People’s Action Party
(PAP)
และในปี 1955 เขาชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
จากนั้นในปี 1959 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เมื่ออายุได้เพียง 35 ปี


ในปี 1961 ลีกวนยูพูดคุยกับตนกู อับตุล รามานย์ ในการรวมสิงคโปร์เข้ากับประเทศมาเลเซีย โดยเล็งเห็นว่า ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและปัจจัยที่เอื้อให้เติบโตเป็นประเทศที่สมบูรณ์ การรวมประเทศมาสำเร็จในปี 1962 หนึ่งปีผ่านมา แต่แล้วอีก 3 ปีผ่านมาในปี 1965
ลีกวนยู
ตัดสินใจนำสิงคโปร์แยกออกจากประเทศมาเลเซีย ทั้งน้ำตา
เนื่องจากปัญหาเรื่องเชื้อชาติที่เป็นปัญหาใหญ่ของทั้งสองประเทศ
เขาประกาศในวันที่ต้องแยกออกจากมาเลเซียว่า
Singapore must survive


ตั้งแต่นั้นมา ลีกวนยู ได้สร้าง สิงคโปร์ ให้เป็น หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ถึงแม้สิงคโปร์จะมีความยุ่งยากในทางเศรษฐกิจ
แต่สิงคโปร์มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีเนื่องจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษและเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้า
ลีกวนยู จึงใช้ศักยภาพทางด้านนี้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาประเทศ


ดูเหมือนว่า ลีกวนยู จะใช้องค์ความรู้ไปในด้านสิ่งจำเป็นในการการปฎิรูปการปกครองเพื่อเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับ เติ้งเสี่ยวผิง มังกรแห่งประเทศจีน จึ่งไม่แปลกใจเลยเมื่อ ลีกวนยู ก้าวออกมาสนับสนุน เติ้งเสี่ยวผิง เป็นแถวแรกๆเมื่อประเทศจีนเปิดประเทศ



มีประโยคที่ ลีกวนยู ให้สัมภาษณ์กับทางโทรทัศน์ เขาเชื่อในเรื่องนำคนดีมาดำรงตำแหน่ง
ถึงแม้ระบบจะไม่ดี หรือห่วยสุดๆ
” 
เพราะคนดีเมื่อมาดำรงอยู่สามารถสร้างระบบที่ดีได้
แต่ถ้าระบบที่ดีแต่เอาคนไม่ดีมาดำรงตำแหน่ง ระบบก็จะพังและพินาศไป บทเรียนนี้เป็นความทรงจำของเขาในภาวะสงครามที่เขาเคยเผชิญมา


แม้ลีกวนยู จะเป็นผู้เผด็จการในคราบระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เขาทำสิ่งที่เขาสร้างเพื่อประเทศสิงคโปร์ ในช่วงที่เขาปกครองประเทศสิงคโปร์ไม่เคยมีข้อกล่าวหาเขาในเรื่องคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน ทำให้ประเทศ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ติดอันดับประเทศที่น่าลงทุนในอันดับต้นๆแทบทุกปี
จะมีแต่ข้อกล่าวหา ลีกวนยู ในแง่ใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อขจัดฝ่ายตรงข้ามและบุคคลที่คิดเห็นตรงกันข้ามกับเขา


ลีกวนยู เคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องการใช้อำนาจของเขาว่า เขาปลูกฝังความคิดและความเชื่อประชากรของเขาเพื่อให้ประชากรของเขาเชื่อในเรื่องที่จะนำประเทศสิงคโปร์ก้าวพัฒนาไปสู่ประเทศที่เจริญและศิวิไลซ์
ใครที่มาขัดขวางแนวความเชื่อนี้ เขาจะขัดขวางและต่อสู้กับคนเหล่านั้นจนถึงที่สุด
” 
เพราะ
เขาบอกว่า ความคิดและความเชื่อในสิ่งที่คิดนี้ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ภายในวันเดียว
แต่ถ้ามาถูกทำลายโดยคนบางกลุ่มในเพียงวันเดียว ประเทศของเขาก็จะไม่มีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้


มีครั้งหนึ่งที่ผู้นำประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมาประชุมที่ประเทศไทย
ในตอนกลางคืนทางฝ่ายไทยได้จัดสาวๆไว้ให้ท่านผู้นำของแต่ละประเทศ ลีกวนยู ตอบแก่ผู้จัดหาคนไทยว่า
เขามาประเทศไทยเพื่อมาประชุมและไม่คิดจะมาหาความสุขและสนุกแบบนี้
ในขณะที่ผู้นำมาเลเซียเมื่อเห็น ลีกวนยู ไม่ตอบรับสาวๆที่ไทยจัดให้
จึงบอกแก่คนไทยให้ยกสาวที่จัดให้ให้ท่านผู้นำมาเลเซียเพิ่มไปเลย
เรื่องนี้มาจากบทสัมภาษณ์ของผู้ใกล้ชิด ลีกวนยู ซึ่งมีอยู่ใน
DVD ที่ผมซื้อมาดู


คงได้ข้อคิดสิ่งที่ผมนำเสนอบ้างนะครับ แม้แต่นักเผด็จการในคราบประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง
ถ้าเขาทำเพื่อประเทศชาติเขาจริงๆ คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่รักและนับถือเขา
และทำให้รู้ว่า ทำไมคนสิงคโปร์ถึงเป็นคนที่
Tough และ ก้าวร้าว ในทางเศรษฐกิจ เพราะประเทศเขาไม่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เหมือนประเทศไทยไว้ใช้สอย จึงต้องขวนขวายและแสวงหาเพื่อไม่ให้ประเทศเขาไม่ตกไปจากแผนที่โลก


เมื่อดูเขาแล้วมามองดูประเทศไทยของเรา
ไม่รู้เราจะคิดกันยังไง...โอ้ ประเทศไทย


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.singapore-window.org/80612aw.htm
http://www.usp.nus.edu.sg/post/singapore/government/leekuanyew/chron.html


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 981 21 ส.ค. 2554 (13:27)

เราเคยพูดกัน หรือครูเคยพูดกรอกใส่หูเราว่า "ประเทศไทย ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน" (แต่ประเทศสยามกับพม่า อีกเรื่องหนึ่ง) ขณะนี้เรากำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซี่ยน เราได้เตรียมความพร้อมของเราหรือยัง ผมอยากให้มาดูประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่พื้นที่ของประเทศนิดเดียว บางที่ก็ต้องถมทะเลอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่มี ป่าใหญ่ๆที่มีน้ำตกก็ไม่มี ต้องทำเทียมขึ้นมาเพื่อหลอกเหล่านกกาให้มาอาศัยอยู่ ผมกำลังพูดถึงสิงคโปร์



ดูข้อมูลเก่าจากทศวรรษที่แล้วขององค์การ UNESCO เกี่ยวกับ Culture and Communication ระหว่างปี 1985 กับ 1996 ดูเฉพาะของไทยกับ สิงคโปร์


ประชากร 1000 คน หนังสือพิมพ์ขายได้เท่าไร, มีวิทยุกี่เครื่อง, โทรทัศน์, โทรศัพท์ และ การบริการอินเตอร์เน็ต ให้ลองสังเกตตัวเลขความเปลี่ยนแปลง


ผมอยากให้มาดูวิดีทัศน์ประวัติศาสตร์นี้ประกอบครับ


 


ภาพขนาดย่อ3:26singapore rejectedโดย yonghuasiritape



 


ภาพขนาดย่อ10:00Singapore - The History of Singaporeโดย asiahomes


 




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 982 21 ส.ค. 2554 (23:06)


ช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายและจัด Science Show ให้กับนักเรียนชั้นประถมโรงเรียนต่างๆในสิงคโปร์ 7 ครั้ง http://www.synergyst.com/forms/DrJFunSciTheatre.pdf ที่เห็นนี้เป็นการแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้น ป.6 ของโรงเรียนคอธอลิคเอกชนแห่งหนึ่ง ภายใต้การสนับสนุนชองผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรม (ที่เห็นนั่งเรียงกันทางขวามือสุด) การแสดงนี้จัดที่หอประชุมใหญ่ และใช้เป็นโรงยิมสำหรับเล่นกีฬาในร่มด้วย เป็นหอประชุมที่ติดเครื่องปรับอากาศ ภาพบนสุดผมถ่ายจากหลังห้องมองไปยังเวที ภาพกลางถ่ายจากเวทีลงมา



หลังการแสดง ปรากฏว่าผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรมพอใจมาก อยากให้จัดอีกโดยมีผู้ปกครองมาร่วมสนุกด้วย เหมือนกับที่ผมเคยจัดให้กับผู้ปกครองและนักเรียนที่กรุงโตเกียว เมื่อหลายปีก่อนดังแสดงในรูปข้างบน



สนามกีฬากลางแจ้งของโรงเรียนก็พอมีบ้าง ดังแสดงในรูป ทางขวามือด้านล่างเป็นกังหันน้ำขนาดใหญ่(ที่ลูกศรสีแดงขี้อยู่)ประดับน่าตื่นตาตื่นใจมาก ที่ห้องธุรการจะมีตู้โชว์ของเก่าที่โรงเรียนเคยใช้สมัยก่อน ทำให้ผมนึกถึงความหลังสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อุปกรณ์เครื่องใช้พวกนี้ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็มีใช้ แต่คงไม่มีใครคิดจะเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนกระมัง เพราะไม่ใช่นิสัยของคนไทยที่จะเก็บของเก่าๆประวัติศาสตร์ไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้(และเข้าใจในกำพืดของตนเอง)



ดูสภาพสนามของโรงเรียนวัดพลับพลาชัยในปัจจุบัน มันต่างจากสมัยที่ผมเรียนที่นี่เมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว จะเห็นว่าที่สนามลานหน้าเสาธงมีการขึงตาข่ายโปร่งสีเขียวคลุม ผมรู้สึกอึดอัดมาก ครูและนักเรียนสมัยนี้คงจะชอบแบบนี้ เพราะเห็นว่าแดดนั้นร้อนแรงเป็นอันตรายแก่นักเรียนกระมัง ต้นไม้ใต้ตาข่ายสีเขียวคงหาแสงมาใช้สังเคราะห์ยากกว่าเดิม เพราะพืชต้องการแสงสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียวมาช่วยสังเคราะห์แสง (การที่เราเห็นคลอโรฟิลล์ที่ใบไม้เป็นสีเขียว เพราะพืชไม่ต้องการแสงสีเขียวจึงสะท้อนออกมาให้เราเห็นเป็นสีเขียว) ผมเห็นว่ามีหลายโรงเรียนที่ทำแบบนี้ โรงเรียนคงจะกลัวเด็กโดนแดดร้อน โรงเรียนที่ลูกชายของผมเรียนอยู่เมื่อหลายปีก่อนนี้ก็ทำแบบนี้ ลูกเล่าว่านักเรียนหลายคนบ่นกันว่า แม่งร้อน...หายเลย ไม่มีลมพัดเข้ามา เอาตาข่ายออก กูว่ายังสดชื่นกว่าและเย็นลมธรรมชาติด้วย



ผมคิดถึงสนามของโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อนที่ยังไม่มีตาข่ายเขียวปกคลุม ดังแสดงในรูปข้างบน รู้สึกแลดูสดชื่น เวลาฝนตกลงมากระทบพื้นดิน ได้กลิ่นไอดินโชยมาเวลานั่งเรียนในห้องเรียน รู้สึกเป็นธรรมชาติดี


เดือนหน้าผมก็ต้องไปจัดอบรมครูที่สอนวิชาฟิสิกส์ของสิงคโปร์อีก >>> http://www.synergyst.com/forms/TeachPhysicsCreatively.pdf


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 983 22 ส.ค. 2554 (21:10)


เมื่อเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้โรงเรียนสตรีชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่โรงเรียนทำหลังคาโค้งโปร่งแสงกันฝน แต่ทำด้วยวัสดุแข็ง เหมือนที่โรงเรียนของลูกชายผม หลังคากันฝนที่โค้งๆนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเสียง ลูกชายผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อยีนอยู่ที่มุมตึกหนึ่งจะได้ยินเสียงของคนที่อยู่อีกมุมหนึ่งได้ชัดเจนแม้เป็นเพียงเสียงกระซิบ โรงเรียนสตรีที่ผมว่านี้ก็เช่นกัน แม้จะกันแดดกันฝนได้แต่เกิดมลภาวะทางเสียงน่าดู เพราะนักเรียนหลายคนที่ทำกิจกรรม แต่ละคนที่อยู่ในสนามเมื่อพูดออกมา พลังงานเสียงก็ไม่ได้หายไปไหน จะสะท้อนกลับไปกลับมาหนวกหูจริงๆครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 984 23 ส.ค. 2554 (00:47)


หลังจากที่จัดแสดง Science Show เสร็จ ทางโรงเรียนก็มอบของที่ระลึกให้ มองดูไกลๆผมเห็นเป็นตุ๊กตาหมี ผมนึกในใจว่าทำไมจึงให้ตุ๊กตาหมี ผมเลิกเล่นมาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว แต่พอมาดูใกล้ๆก็เห็นว่าน่ารักดี คือเป็นตุ๊กตาหมีที่แต่งตัวเครื่องแบบนักเรียนเหมือนของจริงแต่ทำขนาดเล็ก มีเน็คไท เข็มกลัดไท กระดุมโรงเรียนขนาดเล็ก แม้แต่ตราโรงเรียนที่ด้านหลังกางเกงที่วงสีแดงไว้ ยังทำได้เหมือน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 986 24 ส.ค. 2554 (00:42)
222832


วันนี้คิดถึงอาจารย์นิรันดร์เพื่อนรักเป็นพิเศษ เพราะได้มาทำธุระแถวๆสถานีรถไฟบางซื่อ ที่คิดถึงเพราะ ว่าผมกับอาจารย์นิรันดร์มีความผูกพันกับรถไฟมาตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัด พลับพลาชัย ตอนเรียนชั้น ป.7 อาจารย์นิรันดร์พักอาศัยอยู่ที่บ้านแถวๆราชวัตร เวลาเลิกเรียนจะกลับบ้านก็จะมานั่งรถไฟที่หัวลำโพงไปลงที่สถานีบางซื่อ แล้วนั่งรถเมล์สีเขียวสายบางซื่อ-จักรวรรดฺิ ที่มีต้นสายรถเมล์อยู่ที่หน้าโรงปูนซิเมนต์บางซื่อ ไปลงที่ราชวัตร สมัยก่อนนี้บริษัทรถเมล์ที่ได้สัมปทานจะมีรถเมล์สีต่างๆกัน เช่น บ.รถเมล์นายเลิดสีขาว บ.รถเมล์ศิริมิตรสีน้ำตาล บ.รถเมล์แดง(ก็สีแดงน่ะสิ) เป็นต้น หลังเลิกเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมชอบเดินเล่นกับอาจารย์นิรันดร์ไปทางสถานีรถไฟหัวลำโพง ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนต้นๆกระทู้ ผมนั่งรถไฟเล่นกับอาจารย์นิรันดร์ไปลงสถานีบางซื่อด้วยกัน ค่ารถไฟสมัยนั้นเพียง 50 สตางค์


ปัจจุบันนี้สถานึชุมทางบางซื่อเปลี่ยนไปมาก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในสังคม มีการขยายสถานีโดยสร้างสถานีรถไฟบางซื่อสถานีที่ 2 อยู่ห่างไปจากสถานีแรกราว 300 เมตร การขายตั๋วก็ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการออกตั๋ว มีร้านรวงต่างๆมากมายที่แลดูทันสมัยเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ทีีมาเที่ยวกันมากขึ้น ช่วงเวลาห่างกันสี่สิบกว่าปี มีสิ่งต่างๆเปลี่ยนไปมากมายจนจำสภาพเดิมไม่ค่อยได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนเลยก็คือ "เสียงประกาศของนายสถานีรถไฟ" ซึ่งมักจะต้องดัดเสียงพูดจนฟังไม่รู้เรื่องว่าประกาศว่าอะไรบ้าง สี่สิบกว่าปีก่อนผมฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้ว่าจะตั้งอกตั้งใจฟัง เดี๋ยวนี้ก็ยังคงฟังไม่รู้เรื่องเหมือนแต่ก่อน ผมลองถามผู้โดยสารคนอื่นๆที่ยืนรออยู่ที่ชานชาลาสถานีดู ทุกคนล้วนแล้วแต่บอกว่า "ไม่รู้เรื่องเลย" แต่ที่เขารู้เพราะนั่งรถไฟสายนั้นประจำก็เลยรู้โดยประสบการณ์


ลองฟังเสียงประกาศดูนะครับ ผมได้อัดเสียงมาฝากให้ฟังกันสนุกๆ


<<<< คลิกที่นี่  222832


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 987 24 ส.ค. 2554 (10:41)

สวัสดีเพื่อนรัก
ค่ารถไฟสมัยนั้นนับว่าแพงกว่าเดี๋ยวนี้มากนับเป็นอนันต์เท่า ด้วยเดี๋ยวนี้รถไฟบริการฟรี
ได้ยินว่ารัฐบาลใหม่จะให้ฟรีแบบถาวรไปเลย


ที่จริงแล้ว การที่ผมได้เดินทางรถไฟไปลงสถานีบางซื่อกับเพื่อนก็ด้วยรักเพื่อน
ต้องการมีเวลาคุยกันนานขึ้น เพราะความเป็นจริง หากผมลงเพียงสถานีสามเสน
ผมก็สามารถเดินจากสถานีรถไฟกลับบ้านที่ราชวัตรได้ไม่ต้องโดยสารรถประจำทาง

นิสัยนั่งรถไฟเลยบ้านนั้นติดมาจนโต เคยนั่งรถไฟกับสาวเลยบ้านไปหลายสถานี
พอนึกได้ลงรถไปต้องเดินลุยกอผักตบชวามาเป็นกิโลเมตรจึงต่อรถเมล์กลับบ้านได้
ปัจจุบัน สาวคนนั้นก็มาเป็นคุณแม่ลูกสามให้กับผมเรียบร้อยโรงเรียนวัดพลับพลาชัย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 988 24 ส.ค. 2554 (10:49)

เรื่องประกาศของทางสถานีแล้วฟังไม่รู้เรื่องนั้น นับเป็นเรื่องใหญ่ของสถานีรถไฟไทย ที่ในระหว่างนั้นไม่เคยได้คิดแก้ไข ใครฟังไม่รู้เรื่องก็เป็นเรื่องของหู ไม่ใช่ของผู้ประกาศ


จนกระทั่งราวสามสิบปีก่อน หัวรถจักรพ่วงตู้มาด้วย(จำไม่ได้ว่าเท่าใด) ที่กำลังซ่อมอยู่ที่บางซื่อ
ได้ติดเครื่องทิ้งไว้แล้วคนขับลงไปทำธุระ กลับมา รถไฟหายไปทั้งขบวน
มุ่งหน้าด้วยความเร่งค่าหนึ่งสู่หัวลำโพง
ไม่มีใครกล้าหยุดรถไฟหรือทำให้รถไฟตกราง
ทางสถานีได้ประกาศให้คนหนีออกไปจากสถานี แต่ไม่มีใครรู้เรื่อง
ในที่สุดรถไฟก็พุ่งเข้าชนสถานีเลยขึ้นไปในบริเวณที่มีผู้โดยสารอยู่ และมีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายคน


ปัจจุบันนี้ ผ่านมาหลายสิบปี มีการแก้ไขให้ดีขึ้นหลายประการ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26629 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม