วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย

โพสต์เมื่อ: 10:13 วันที่ 21 ม.ค. 2552         ชมแล้ว: 1,002,577 ตอบแล้ว: 1,649
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

ผมกับเพื่อนรัก อ.นิรันดร์ เจริญกูล เริ่มเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี เราย้ายมาเรียนต่อที่เรียนโรงเรียนเดียวกันอีกที่ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ตั้งอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่วัด ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคก หรือ วัดโคกอีแร้ง” เรื่องเล่าว่า เดิมทีเป็นที่ประหารนักโทษ (เหมือนกับวัดสระเกศ ศพที่ประหารแล้วจะถูกส่งออกมาด้านหลังวัดสระเกศ บริเวณนั้นจึงถูกเรียกกันมาจนทุกวันนี้ว่า “ประตูผี”) บางครั้งก็ปล่อยให้อีแร้งมากินศพที่ถูกประหาร บริเวณนั้นจึงมีอีแร้งชุกชุม เลยเรียกว่า วัดโคกอีแร้ง สมัยที่เราเรียนอยู่นั้น ราว ปี พ.ศ.2507-2509 เมื่อมีการขุดถนนแถวห้าแยกพลับพลาชัยเพื่อซ่อมแซมครั้งใด จะต้องเจอโครงกระดูกอยู่ใต้ดินเต็มไปหมด ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 6 ตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้น และได้มีการซ้อมรบ พระองค์ได้มาตั้งพลับพลาเสือป่าขึ้นที่วัดนี้ ต่อมาวัดจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพลับพลาชัย”


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 1503 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| -9- 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 783 5 ธ.ค. 2553 (21:17)

ขณะนี้ กำลังดูพลุและโคมลอยอยู่ สวยงามมาก


พลุนั้นผมเองเคยทำมาแล้ว แต่เป็นพลุเสียง
ถ้าเป็นแสงก็เป็นดอกไม้ไฟ

วิธีทำดอกไม้ไฟของผมก็คือ ใช้เหล็กผลาน(ไถ)เก่าๆ
ทุบให้ละเอียดแล้วนำไปคั่วในกระทะให้ร้อนนิดหน่อย
ยกลงแล้วออกห่างเตาไฟ โรยผลกำมะถันลงไป กำมะถันจะหลอมเหลวและเคลือบเม็ดเหล็กเอาไว้
คนอย่าหยุดจนกว่าจะเย็น(มิฉะนั้นจะติดกันเป็นก้อนใหญ่)

นำของผสมนี้ไปกรอกลงในกระบอกไม้ไผ่ที่มีไม้เหลากลม(โคนใหญ่ ปลายเล็ก)เป็นแกนกลาง


ของผสมจะอยู่รอบๆแกนกลาง อัดให้แน่น (ถ้าแน่นมากจะดึงแกนกลางไม่ออก)
เมื่อเต็มแล้ว ดึงแกนกลางออก แล้วใส่ดินปืน(สำหรับทำบั้งไฟ)อัดให้แน่นแทนที่แกนกลาง
เมื่อเต็มแล้ว อุดหัวท้ายด้วยดินเหนียวให้แน่น
เจาะรูใส่สายชนวนแล้วนำไปฝังดินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งแล้วจุด

โคมลอยก็เคยทำ  เคยปล่อย  แต่ไม่เคยติดตามว่า...
(ขอโอกาสถามเสียเลย) 
1. มันจะไปตกที่ไหน 
2.ก่อนตก ไฟจะดับหรือไม่

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อปล่อยขึ้นไปแล้วลมแรงมากไฟไหม้กระดาษแล้วตกลงมากลางนาข้าว(ที่ออกรวงแล้ว)ของชาวบ้าน  แต่โชคดีที่ใบข้าวยังเป็นสีเขียวอยู่และพื้นยังมีน้ำขังอยู่จึงเสียหายไม่มาก

และพร้อมนี้ขอถือโอกาสถามว่าลูกโป่งที่ปล่อยไปในพิธีเปิดงานต่างๆ มันไปตกที่ไหน


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 784 5 ธ.ค. 2553 (21:48)

ลูกโป่งสวรรค์ที่ปล่อยในพิธีเปิดงานต่างๆที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อแก็สหมดแล้วเศษของลูกโป่งที่ตกบริเวณทะเล ทำให้สัตว์ทะเล เช่น เต่าและวาฬเป็นจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร เศษลูกโป่งพวกนี้จะเข้าไปอุดตันในกระเพาะอาหาร กำจัดออกจากร่างกายของสัตว์เหล่านี้ก็ไม่ได้ ทำให้พวกมันกินอาหารก็ไม่ได้ จึงทำให้มันอดอาหารตาย เป็นบุญกุศลแก่ผู้ทำพิธีเปิดงานยิ่งนัก !




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 785 6 ธ.ค. 2553 (03:06)

วันพ่อ! ทำให้ผมคิดถึงพ่อมาก ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้ชีวิตหลายๆรูปแบบจากพ่อ ขออนุญาตเล่าเรื่องของพ่อผมสักเล็กน้อย กรุณาอย่าถือว่าเป็นการเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็แล้วกัน อันที่จริงผมเคยเล่าให้ฟังแล้วในกระทู้ของอาจารย์นิรันดร์ แต่จะขอยกมาเพียงบางส่วน......


71922

หลังจากที่ ดร.ซุนยัดเซ็น ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ท่านก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อย ”หวงผู่” ขึ้นเมื่อ ปีค.ศ. 1924
เพื่อผลิตนายทหารที่มีคุณภาพให้แก่กองทัพก๊กมินตั๋ง
นายทหารระดับสูงคนสำคัญในยุคนั้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนนานร้อย
หวงผู่นี้ ได้แก่ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี จูเอนไหล จอมพลเจียงไคเช็ค เป็นต้น
เป็นโรงเรียนนายร้อยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของจีนในยุคนั้น
ปัจจุบันเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อดีตแห่งความทรงจำ


71923

พ่อผมเป็นคนเมืองหลวงนี้แหละครับ เกิดที่ฝั่งธนบุรี
หลังจากพ่อผมเรียนจบชั้น ม.8 (ปัจจุบันเทียบได้กับชั้น ม.6)
ท่านได้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยหวงผู่ ขณะนั้น
ท่านจอมพลเจียงไคเช็ค เป็นผู้บัญชาการโรงเรียน เมื่อเรียนจบ
ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเป็น 1 ใน 8
นักเรียนนานร้อยที่ได้รับรางวัลจากท่านจอมพลเจียงไคเช็ค
พร้อมรูปถ่ายและลายเซ็นดังแสดงในรูป



เมื่อหลายปีก่อนผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่ไต้หวัน
ได้เล่าเรื่องและให้ครูไต้หวันดูรูปนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า
เขาจะชื่นชมมากและให้การต้อนรับผมดีเกินคาด
ต้องขอบคุณพ่อผมที่ให้ได้ร่วมกินบุญเก่าของท่าน 


หลังจากเรียนจบโรงเรียนนายร้อย
ก็เกิดมีสงครามพ่อผมไม่สามารถกลับเมืองไทยได้
ก็เลยต้องพลอยบรรจุเป็นนายทหารจีนอยู่หลายปี
ตอนหลังกองทัพจีนเห็นว่าพ่อผมรู้ภาษาอังกฤษดีและเป็นคนไทย
ก็เลยส่งไปประจำการที่สถานีวิทยุปักกิ่ง ช่วยในเรื่องของภาษาและการข่าว
ไม่ได้ออกรบเหมือนคนอื่น

ขณะที่เกิดสงครามนั้น จีนต้องสู้รบกับญี่ปุ่นอย่างหนัก
ทหารญี่ปุ่นฆ่าชาวจีนไปหลายล้านคน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่หนานจิง หรือ นานกิง
(จีน: 南京; พินอิน: Nánjīng) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจียงซู
สาธารณรัฐประชาชนจีน (อ่านเรื่อง


การสังหารหมู่นานกิง - วิกิพีเดีย


) ญี่ปุ่นก็ทำสงครามมหาเอเชียบูรพา
เข้ามาแทรกซึมประเทศไทยและบังคับให้ไทยร่วมกับญี่ปุ่น
ดังที่มีคำศัพท์ที่เป็นที่รู้จักกันคือ “ร่วมวงศ์ไพบูลย์”
(แนวการดำเนินยุทธวิธีเหมือนฮิตเลอร์ วันหน้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟัง)
ญี่ปุ่นส่งคนเข้ามาอยู่ก่อนเป็นพลเรือนหลายปี พอวันที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก
พวกพลเรือนที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ก็แต่งกายเป็นทหารญี่ปุ่นพรึบขึ้นมาอย่าง
พร้อมเพียง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของนิยายเรื่อง “คู่กรรม”
ของคุณทมยันตีนั่นเอง ญี่ปุ่นถึงขนาดพิมพ์ธนบัตรของไทย(ปลอม)ใช้เอง
ทำให้เงินเฝ้ออย่างมากมายมหาศาล

รัฐบาลขณะนั้นซึ่งมีท่านควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้อง
“แสดงละคร” หลอกญี่ปุ่นปล่อยให้ ท่านปรีดี พนมยงค์ดำเนินการใต้ดินโดยใช้
ขบวนการเสรีไทยกู้ชาติ ดังที่เราทราบกันดี

ญี่ปุ่นเข้ามาทางใต้ ตั้งแต่นครศรีธรรมราช ขึ้นไปจนทางเหนือถึงตอนใต้ของจีน
กองทัพจีนส่งกองพล 93 เข้ามาทางตอนใต้ของจีนตลอดมาถึงทางเหนือของไทย
(ต้องอย่าลืมว่าขณะนั้น เหมาเจ๋อตุง กับ
เจียงไคเช็คเป็นศัตรูกันแต่ร่วมมือกันชั่วคราวต่อต้านญี่ปุ่น)
กองทัพจีนรบชนะทำการปลดอาวุธญี่ปุ่นในประเทศไทย
พ่อผมถูกส่งมาประจำการด้วยเพราะเป็นคนไทย
ขณะนั้นมียศเป็นนายพันโทแห่งกองทัพก๊กมินตั๋ง ดังแสดงในรูป



 


71925



กองทัพจีนปลดอาวุธญี่ปุ่นและคืนดินแดนให้แก่ประเทศไทยที่อำเภอเชียงแมน
จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว
พ่อผมทำหน้าที่ล่ามภาษาไทยให้แก่กองทัพจีน
ท่านนายอำเภอเมืองเชียงแมนขณะนั้นคือ นายภักดี สุนทรางกูร
ได้มีหนังสือราชการไทยถึงพ่อของผมเพื่อเยี่ยมเยียนสมานพันธไมตรี
พ่อเล่าว่าตอนแรกนั้นท่านนายอำเภอไม่ทราบว่านายทหารคนสนิทของท่านนายพลจีนจะเป็นคนไทย


71927

เรื่องราวของวีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ หรือทหารก๊กมินตั๋งแห่งกองพล 93 นี้นั้นอาจหาอ่านได้จากหนังสือเล่มนี้

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนให้ไปบรรยายที่กวางโจว และได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยประวัติศาสตร์ที่พ่อเคยเรียน เทียบได้กับโรงเรียนนายร้อย West Point ก็ว่าได้ในยุคนั้น ปัจจุบันเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของจีน



ที่เห็นข้างล่างนี้คืออาคารเรียนต่างๆ ส่วนภาพล่างเป็นโรงนอนและห้องอ่านหนังสือของนักเรียนนายร้อย



ภายในโรงเรียนจะมีหอแสดงภาพประวัติศาสตร์ วันที่ผมไปนั้นมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ามาเเยี่ยมด้วย



อันที่จริงโรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ถูกญี่ปุ่นทิ้งระเบิดเสียหาย ทางการได้สร้างขึ้นมาใหม่ให้เหมือนสถานที่จริงในสมัยก่อน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 786 6 ธ.ค. 2553 (10:07)

แจ้งให้ทราบว่า
เรื่องที่ท่านเขียนมีคนติดตามอ่านอยู่ครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 787 6 ธ.ค. 2553 (13:00)

อ้างถึง #782

ตอนที่เรียนวัดพลับพลาชัย
ผมก็มีของที่ทำจากโรงเรียนไปให้พ่อเหมือนกัน แต่น่าเสียดาย ไม่มีรูป
และของนั้นก็ไม่อยู่ถึงวันนี้เสียแล้ว
มันเป็นเข็มขัดหนังตอกลายอย่างสวยงาม(ในสายตาผม)
ครูถนอมเป็นคนสอนทำ ยังระลึกถึงท่านเสมอ เพราะประทับใจหลายอย่าง
นอกจากนั้น ก็ยังทำพวงกุญแจหนังที่ออกแบบลายเอง ย้อมสีเองด้วย
ลายเป็นรูปทหารโบราณสวมหมวกเหล็ก


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 788 6 ธ.ค. 2553 (18:58)

ภาพนี้เป็นภาพถ่ายพ่อของผม และภาพถ่ายหน้าโรงเรียนนายร้อยหวงผู่สมัยที่พ่อผมเรียนอยู่



ผมยังมี Video ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ด้วยครับ




ภาพสามมิติต่อไปนี้ เอามาฝากคุณ NpEdu โดยเฉพาะเลยครับ



หน้าประตูทางเข้าโรงเรียนนายร้อยหวงผู่



โรงนอนของนักเรียนนายร้อย



ส่วนหนึ่งของอาคารเรียน



ห้องรับประทานอาหาร



ภายในอาคารจะมีสระน้ำเล็ก ดูร่มรื่นตามาก



ด้านหน้าโรงเรียนเมื่อเดินผ่านประตูทางเข้ามา วันนั้นมีนักศึกษาวิชาทหารมาเยี่ยมเยียนด้วย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 789 6 ธ.ค. 2553 (19:56)

ขอบคุณครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 790 6 ธ.ค. 2553 (20:04)


ภาพ 3 มิติ หรือ หนัง 3 มิติที่ผมถ่ายนั้น ผมจะใช้กล้องที่เหมือนกัน 2 ตัวมาประกบติดกันแล้วนำไปวางไว้บนไม้บรรทัดอลูมิเนียมที่ตัดให้ได้ขนาดพอเหมาะ แล้วเจาะรูไม้บรรทัดยึดติดด้วยสกรูขนาด M4 (ผมไม่รู้ว่าเชาเรียกว่าขนาดเท่าไรในเมืองไทย แต่ที่เยอรมนีใช้มาตรฐาน M4) เวลาจะถ่ายภาพหรือ Video ก็ต้องตั้งค่าต่างๆให้เท่ากันทั้ง 2 กล้อง แล้วกดชัตเตอร์พร้อมกัน การที่ใช้กล้อง 2 ตัวนั้นดีกว่าใช้ตัวเดียวแล้วถ่าย 2 ครัง เพราะถ้าหากวัตถุที่เราจะถ่ายมีการเคลื่อนไหว ก็จะทำให้ได้ภาพที่ไม่เป็น 3 มิติเท่าไรนัก หรือแม้แต่ใช้กล้อง 2 ตัว หากกดชัตเตอร์ไม่พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาทีเดียว และวัตุถมีการเคลื่อนที่เร็ว เราก็จะไม่ได้ภาพ 3 มิติที่ดี เช่นรูปนักศึกษาวิชาทหารของจีนข้างบนนี้ จะเห็นว่าได้ภาพเหลื่อมออกไปเล็กน้อย เพราะถ่ายคนเดินเร็วในระยะใกล้ ส่วน Video ที่ถ่ายนั้น มีวิธีการดูหลายแบบ แบบที่นิยมกันก็คือใช้ Projector 2 ตัว ฉายไปบนจอ Silver อาศัยเทคนิคทางแสงคือ Polarisation เข้ามาช่วยครับ ดังนั้นเวลาดูจึงต้องใช้แว่นตา Polaroid มาดูประกอบ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 791 7 ธ.ค. 2553 (00:41)

ไว้อาลัย




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา    ′′พระปุญญวังโส′′ หรือ ′′หลวงพ่อพร ภิรมย์′′ อดีตนักแต่งเพลงดังอมตะ ′′ดาวลูกไก่, บัวตูมบัวบาน′′ ได้มรณภาพแล้ว เนื่องจากอาการปอดติดเชื้อ รวมอายุได้ 82 ปี หลังอาพาธ
เนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบ ขาขวาไม่มีแรงเดิน
เข้ารักษาโรงพยาบาลสงฆ์มาเป็นเวลานานหลายเดือน   ซึ่งมีนายรังสรรค์
มีสมวงษ์ ลูกชายดูแลอย่างใกล้ชิดจนถึงลมหายใจสุดท้าย
 นายรังสรรค์ เปิดเผยด้วยสีหน้าโศกเศร้าว่า  ก่อนหน้าที่หลวงพ่อพร
ภิรมย์ จะมรณภาพ  ลูกศิษย์ลูกหา และคนลูกทุ่งที่เคารพนับถือ
เพิ่งมาร่วมกันทำบุญวันเกิดหลวงพ่อ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 53  ที่ผ่านมา
ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญต่ออายุไปในตัวด้วย แต่ หลวงพ่อพร ภิรมย์
ได้มีอาการทรุดก่อนหน้านั้น และเข้ารับการรักษในห้องไอซียู
ก่อนเสียชีวิตอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม  ได้มีการเคลื่อนศพของหลวงพ่อพร ภิรมย์
ออกจากโรงพยาบาลสงฆ์ ไปทำพิธีทางศาสนา ที่ศาลา 10 วัดมกุฏกษัตริยาราม 
เพื่อทำพิธีรดน้ำศพในเวลา 16.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. นี้ 
และสวดพระอภิธรรมในเวลา 19.00 น. ส่วนจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมกี่วัน
และมีพิธีฌาปนกิจวันไหนนั้น ทางครอบครัวขอปรึกษากันก่อน


สำหรับคอนเสิร์ต ′′เชิดชูครูเพลง พระพร ภิรมย์′′ ที่ อ.เด่นชัย เอนกลาภ ประธานชมรมศิลปินพื้นบ้าน ร่วมกับ นายห้างประจวบ
จำปาทอง ปรธานที่ปรึกษาชมรมศิลปินพื้นบ้านจะจัดขึ้น ในวันที่ 17 ธ.ค. 53
เวลา 12.30 น. ที่หอประชุมเล็ก กระทรวงวัฒนธรรม  นั้น
ทางคณะผู้จัดงานจะคงดำเนินการอยู่เหมือนเดิม 
โดยในคอนเสิร์ตมหากุศลรวมพลคนลูกทุ่งถ่ายทอดบทเพลงอมตะ พระพร ภิรมย์
มีศิลปินแห่งชาติ ชาย เมืองสิงห์, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชัยชนะ บุญนะโชติ,
ขวัญจิต ศรีประจันต์ และ ชินกร ไกรลาศ
พร้อมใจมาร่วมขับร้องเพลงอันแสนไพเราะ นอกจากนี้ยังมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง
มาร่วมสร้างกุศลเพื่อรำลึกถึงงานเพลงของ หลวงพ่อพร ภิรมย์ ด้วย อาทิ
′′เอ-ไชยา′′ และ แอน มิตรชัย, ทศพล หิมพานต์, สุริยา ชินพันธุ์, จีรพันธ์
วีรพงษ์, ยอดธง บุญธูป, นพรัตน์ ไม้หอม เป็นต้น สอบถามซื้อบัตรติดต่อที่
08-6386-8653



ประวัติหลวงพ่อพร ภิรมย์ เดิมชื่อ นายบุญสม มีสมวงษ์ เป็นบุตรของ นายประเสริฐ และนางสัมฤทธิ์
มีสมวงษ์ ชาวอำเภอพระนครศรีอยุธยา จบชั้นมัธยม 3 จากโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข
มีความเชี่ยวชาญการร้องและเล่นดนตรีไทย ทำขวัญนาค พากย์หนัง
และเข้ามาเล่นลิเก ใช้ชื่อคณะว่า ′′บุญสม อยุธยา′′ เล่นกับ ′′เสน่ห์
โกมารชุน′′ มีชื่อเสียงโด่งดังจน ′′ครูมงคล อมาตยกุล′′ ชักชวนมาอยู่
′′วงดนตรีจุฬารัตน์′′



 ร้องเพลงอยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์หลายปี มีผลงานบันทึกเสียงประมาณ
200 เพลง เพลงที่ร้องส่วนใหญ่เป็นผู้แต่งเอง ในแนวนิทานชาดกแฝงธรรมะ
ด้วยเทคนิคการแหล่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
เพลงแรกที่ได้รับความนิยมคือเพลง ′′บัวตูมบัวบาน′′ ตามด้วย ′′ดาวลูกไก่′′,
′′ดาวจระเข้′′, ′′วังแม่ลูกอ่อน′′, ′′กลับเถิดลูกไทย′′



 ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปีพ.ศ. 2509 ถึงสามรางวัล
จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และในปีพ.ศ. 2514 จากเพลง
กลับเถิดลูกไทย และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปีพ.ศ. 2532
จากเพลงบัวตูมบัวบาน และพ.ศ. 2534 จากเพลง ดาวลูกไก่



โดยล่าสุด ได้รับรางวัลการเชิดชูปูชนียบุคคลเกียรติยศ
ทางด้านผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2553
,รับรางวัลพระคเณศ กรมศิลปากร จากผลงานรางวัลเพลง ดาวลูกไก่
เนื่องในโครงการเพชรในเพลง วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2553
 
ทั้งนี้ หลวงพ่อพร ภิรมย์ บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดรัตนชัย
(วัดจีน) ตำบลหอรัตนชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ตั้งแต่พ.ศ. 2524 จนมรณภาพ อายุได้ 82 ปี



หลวงพ่อพร ภิรมย์"มรณภาพแล้ว ปอดติดเชื้อ สิ้นครูเพลงอมตะ"ดาวลูกไก่ ...



ดาวลูกไก่ 1-2 พร ภิรมย์



 


"บัวตูม-บัวบาน" ขับร้องโดย "พร ภิรมย์" 


(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C)


เชิญรับฟังได้ที่นี่ >>> http://www.youtube.com/watch?v=6PQD3_prbMw


บัวตูม บัวบาน - พร ภิรมย์
ลงเรื
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 792 7 ธ.ค. 2553 (20:44)

มีบทเพลงจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ตนในสังคมนั้นๆ หรือบางทีก็บันทึกการใชัถ้อยคำในภาษาไทยที่ไพเราะ แต่ไม่ค่อยมีคนใช้ จนเยาวชนไม่รู้จักคำๆนั้น เช่น...


ลงเรือน้อยลอยวน ในสายชลห้วยละหาน


ลองถามเด็กๆสมัยนี้จะไม่รู้จักตำนี้หรือในบทกลอนของครูสุนทรภู่ หรืออีกหลายๆคน ที่มีการเปรียบเทียบหน้าอกผู้หญิงว่าเปรียบเหมือนดอกบัว เช่น  ปทุมไฉไล สุนทราภรณ์  หรือ ปทุมนาง  http://www.4shared.com/embed/309660261/3308cc5  ที่ว่า..


บัวสลอน ร่อนตูม
ตูมเต่งตรง งามทรงสำอาง
โอ้ว่า ปทุมของนาง
เต่งตั่งหลั่นสล้าง
บัวกลางสระสิ้นงาม ..


ดังนั้นในเพลงบัวตูม บัวบาน ที่ใช้คำหวานพรรณาถึงดอกบัวจริงๆ แต่ดันไปแทงใจดำของผู้มีอำนาจ ซึ่งคิดในแง่ลบ ก็ทำให้บทเพลงนั้นเป็นบทเพลงต้องห้ามไปได้


บทเพลงหลายบทเพลงเอามาจากบทกวีในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น บทกลอนของครูสุนทรภู่ ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้ถูกนำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง "คำมั่นสัญญา" ที่เจ้าบ่าวมักเอามาร้องในงานวันแต่งงาน ที่เรามักจะพบกันอยู่บ่อยๆ >>ชรินทร์ นันทนาคร คำมั่นสัญญา


ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์
จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป


หรือแม้แต่บทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 เรื่องท้าวแสนปม ก็นำมาทำเป็นเพลง สาส์นรัก และเคยเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถามว่าเนื้อเพลงนี้เป็นถ้อยคำของใครพูดกับใคร


เพลงบางเพลงมีการกล่าวถึงใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ในเนื้อเพลงเหมือนเป็นผู้ที่คนรู้จักทั่วโลก ทำให้เราสงสัยว่าเป็นใครกันหนอ สมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีเพลงดังชื่อ มอง- สุรพล สมบัติเจริญ เป็นผู้ขับร้อง


เธอสวยน่ารักฉันจึงได้มอง
ต่อให้เทวีที่อยู่บนฟ้า
ต่อให้สีดาก็ยังเป็นสอง
ต่อให้ไซซีที่โลกยกย่อง
ถ้าเจอะกันสองต่อสอง
ฉันว่าพระอินทร์ยังต้องมองเธอ


ผมสงสัยมากว่า "ไซซี" คือใคร ถามครูหลายคนจึงได้คำตอบว่า


"ไซซี"

ความงามของไซซีนั้นแม้จอมยุทธ์ยังต้องพ่ายในลักษณาการต่างๆกัน
บ้างลุ่มหลงจนสิ้นชาติ บ้างสังเวยด้วยชีวิต บ้างยอมล่าหนีไม่กล้าอยู่เป็นคู่ปรปักษ์ กระทั่งจอมยุทธ์ผู้กำชัยในบั้นปลายก็ยอมสละยศศักดิ์ทรัพย์ศฤงคารไปครองรักกับยอดพธูผู้นี้อย่างสงบสุข โดยไม่รังเกียจว่าเธอได้พลีโฉมผ่านชายอื่นมาแล้ว

"ไซซี" ถึงพร้อมด้วยโฉมสะคราญ-ปัญญาเยี่ยม-จรรยายอด จึงมีเกียรติคุณเกริกกระเดื่องมาทุกยุคทุกสมัย

ไซซีเกิดมาในยุคสงครามชิงความเป็นใหญ่ มีคนเก่งเกิดร่วมยุคกับเธอหลายคน ที่สำคัญได้แก่
"ขงจื๊อ" ปราชญ์เอกของจีน
"เอี้ยนอิง" ผู้ขจัดขงจื๊อตกจากเวทีการเมือง
"ซุนวู" เจ้าของตำราพิชัยสงครามฉบับเลื่องลือสนั่นโลก
รายนี้เป็นปรปักษ์คนหนึ่งของไซซี แต่ในที่สุดก็ต้อง "หนี"
ยอดพธูผู้เปี่ยมปัญญาและกลศึกอันลึกซึ้งผู้นี้


ไซซี


 





ไซซี 沉鱼 (chen yu)“ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”

“沉鱼” หรือ “ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”นั้น หมายถึงหญิงงามที่มีนามว่าไซซี

ไซ
ซี หรือซีซือ (西施) นามอี๋กวง เกิดในสมัยชุนชิว (ช่วงปี 722-481
ก่อนคริสต์ศักราช) ที่มณฑลเจ้อเจียง เป็นผู้ที่มีความงดงามมาแต่กำเนิด

ในสมัยชุนชิวนี้ รัฐอู่และรัฐเยว่ทำสงครามกัน
เนื่องจากรัฐอู่มีกำลังทหารที่กล้าแข็ง
ในเวลาที่ไม่นานนักก็สามารถเอาชนะรัฐเยว่ได้ และนำเอาเยว่อ๋องโกวเจี้ยน
(勾践) และอัครเสนาบดีนามฟ่านหลี่ (范蠡)ไปเป็นตัวประกัน
เพื่อแก้แค้นที่ชาติถูกรุกราน เยว่อ๋องยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของอู่อ๋อง
และแสร้งว่ามีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งอู่อ๋องมีอาการปวดท้อง
บรรดาหมอหลวงทั้งหลายที่เชิญมาต่างก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร
เมื่อเยว่อ๋องโกวเจี้ยนได้ทราบเรื่องนี้
จึงได้ชิมอุจจาระของอู่อ๋องต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งหลาย และกล่าวว่า
“ท่านอ๋องไม่ได้ป่วยเป็นโรคอันใด แค่โดนความเย็นมากไปเท่านั้น
เพียงดื่มเหล้าให้ร่างกายอบอุ่นก็เพียงพอแล้ว”
อู่อ๋องทำตามที่โกวเจี้ยนแนะนำดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย
ก็มีอาการดีขึ้นทันที อู่อ๋องเห็นว่าโกวเจี้ยนมีความจงรักภักดี
จึงปล่อยตัวให้กลับรัฐเยว่
เมื่อโกวเจี้ยนกลับไปยังรัฐเยว่แล้ว
ฟ่านหลี่ก็ได้เสนอแผนกู้้ชาติ 3 แผนให้แก่เยว่อ๋อง หนึ่งคือ
สั่งสมกำลังทหาร ฝึกฝนการรบ สองคือพัฒนาด้านการกสิกรรม และสามคือ
คัดเลือกหญิงงามเพื่อส่งให้แก่อู่อ๋อง เพื่อเป็นสายคอยส่งข่าวภายในให้
ในเวลานั้น มีหญิงสาวนามว่าไซซี เป็นหญิงซักผ้า
มีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือกว่าผู้อื่น เมื่อนางไปซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำนั้น
น้ำอันใสสะอาดจะสะท้อนเงาอันงดงามของนาง ทำให้ยิ่งดูงดงามมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองเห็นเงาของนางแล้ว บรรดาปลาทั้งหลายที่ว่ายน้ำอยู่
ต่างก็ลืมที่จะว่ายน้ำ และค่อยๆจมลงสู่ก้นแม่น้ำไป นับแต่นั้นมาฉายา
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”ของไซซี
ก็เล่าลือกันไปทั่วบริเวณนั้น
หลังจากที่ไซซีถูกเลือกไปถวายแล้วนั้น
เมื่ออู่อ๋องเห็นไซซีมีรูปโฉมที่งดงาม
ก็เกิดความลุ่มหลงเป็นอย่างมากจนกระทั่งละเลยราชการ ไม่สนใจบ้านเมือง
ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอลงเรื่อยๆ เยว่อ๋องโกวเจี้ยน
จึงถือโอกาสยกทัพเข้าโจมตีรัฐอู่ และสามารถกู้้ชาติได้สำเร็จ
ไซซีเสียสละเพื่อบ้านเมือง
แสดงให้เห็นถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความรักชาติเป็นอย่างยิ่ง
ตำนาน
เล่าว่า หลังจากที่รัฐอู่พ่ายแพ้แล้ว ไซซีได้ออกท่องเที่ยวไปกับฟ่านหลี่
ไม่ทราบว่าสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างไร เป็นที่ระลึกถึงของชนรุ่นหลังตลอดมา
ไซ
ซี หยางกุ้ยเฟย หวังเจาจวิน
และเตียวเสี้ยนได้รับการขนานนามให้เป็นสี่ยอดหญิงงามแห่งแผ่นดินจีน
ในจำนวนทั้งหมดนี้จัดให้ไซซีอยู่ในอันดับแรก
และกลายเป็นสัญลักษณ์ของหญิงงามนับแต่นั้นมา


http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=gonnachamp&month=24-02-2007&group=1&gblog=3



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 793 7 ธ.ค. 2553 (21:02)

ตอนเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย มีเรียนวิชาวรรณคดีเรื่องเกี่ยวกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) พูดถึงบุคคลคนหนึ่งคือ "เตียวเสี้ยน" ผู้ได้รับสมญานามว่า "หญิงผู้พลิกแผ่นดินจีน"


เตียวเสี้ยน “หญิงงาม ในสมัยฮั่นตอนปลาย




เตียวเสี้ยน หรือ เตียวฉาน (อังกฤษ: diao chan จีน: 貂蝉, 貂蟬 พินอิน: diāochán)
เป็นหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน เชื่อว่าเกิดใน ค.ศ. 169
ซึ่งเป็นยุคสามก๊ก
และปรากฎตัวในนิยายเรื่องสามก๊กด้วยเตียวเสี้ยนได้รับฉายานามว่า
"จันทร์หลบโฉมสุดา" (จีน: 闭月 พินอิน: bì yuè) ซึ่งหมายถึง
"ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้" (a face that would
make the full moon hide behind the
clouds)เตียวเสี้ยนแตกต่างจากหญิงงามอีกสามคน
เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
อาจเป็นเพียงหญิงรับใช้ของตั๋งโต๊ะที่มีความสัมพันธ์กับลิโป้
ซึ่งเป็นขุนศึกของตั๋งโต๊ะเท่านั้น
ครั้นเมื่อนางเห็นว่าราชวงศ์ฮั่น
ตะวันออกตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางทรราชตั๋งโต๊ะ
ซึ่งแอบอ้างราชโองการปกครองเหล่าขุนนาง ทำให้ขุนทางทั้งหลายไม่กล้าขัดขืน
อีกทั้งอ๋องอุ้นกลัดกลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ในคืนพระจันทร์สว่างสดใส
นางได้จุดธูปอธิษฐานต่อสวรรค์ยินดีที่จะรับภาระช่วยเหลือผู้เป็นนาย
อ๋องอุ้นผ่านมาได้ยินเข้าก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
จึงตรงเข้าไปพยุงนางลุกขึ้น และคำนับนาง
นับจากนั้นจึงได้รับเตียวเสี้ยนเป็นธิดาบุญธรรม


อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋งโต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้
ก่อนอย่อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋งโต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้ ก่อนอย่างลับๆ
แล้วจึงค่อยยกนางให้แก่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้นั้นมีความกล้าหาญอายุยังน้อย


ส่วนตั๋งโต๊ะเจ้าเล่ห์เพทุบาย เพื่อที่จะดึงลิโป้มาเป็นพวก
ตั๋งโต๊ะจึงได้รับลิโป้เป็นลูกบุญธรรม ทั้งสองต่างก็ฝักใฝ่ในอิสตรี
ดังนั้นนับจากนั้นมาเตียวเสี้ยนต้องรับมือกับบุคคลทั้งสอง
ทำให้ทั้งคู่หลงใหล หลังจากที่ตั๋งโต๊ะรับเตียวเสี้ยนไว้เป็นภรรยาน้อย
ลิโป้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก างลับๆ


ภาพวาด นางเตียวเสี้ยนฟ้อนรำให้ตั๋งโต๊ะชม

วันหนึ่ง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะไปร่วมประชุมเหล่าขุนนาง
ลิโป้ก็แอบเข้าไปพบกับเตียวเสี้ยน และนัดพบกันที่ศาลาฟ่งอี๋
เมื่อเตียวเสี้ยนไปพบลิโป้
ก็ได้แสร้งร้องไห้บอกเล่าความทุกข์ที่ถูกตั๋งโต๊ะขืนใจ ลิโป้โกรธมาก
ในเวลาเดียวกันนั้นเองตั๋งโต๊ะกลับมาพบเข้า
และด้วยความโกรธจึงได้แย่งเอาง้าวในมือของลิโป้และตรงเข้าแทง
แต่ลิโป้หนีไปได้ นับจากนั้นทั้งสองต่างก็เกิดความระแวงซึ่งกันและกัน
จนท้ายที่สุดอ๋องอุ้นก็สามารถเกลี้ยกล่อมลิโป้ให้กำจัดตั๋งโต๊ะได้ในที่สุด
ฉายา
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”ของเตียวเสี้ยนนั้นมา
จากเรื่องราวตอนที่นางกำลังอธิษฐานต่อดวงจันทร์อยู่ภายในสวน
ทันใดนั้นมีลมพัดขึ้นเบา ๆ เมฆจึงลอยมาบดบังอันสว่างสดใส
ขณะนั้นบังเอิญอ๋องอุ้นมาพบเข้า
เพื่อที่จะเป็นการกล่าวชมว่าธิดาของตนนั้นมีความงามเพียงใด
เมื่อพบปะผู้คนก็มักจะกล่าวว่า บุตรีของข้าหากเทียบความงามกับดวงจันทร์แล้ว
ดวงจันทร์ยังมิอาจเทียบได้ รีบหลบเข้าไปหลังหมู่เมฆ
ดังนั้นผู้คนจึงขนานนามเตียวเสี้ยนว่า
“ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”



http://printhaha.blogspot.com/2009/04/blog-post_25.html


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 795 7 ธ.ค. 2553 (21:51)

ผู้ที่ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีน
หากได้เดินเลิอกหาซื้อของที่ระลึกจำพวกภาพวาดของจีนที่งดงามต่างๆ
ไม่ว่าเมืองไหนๆก็ตาม เรามักจะพบเจอรูปวาดของหญิงงามทั้ง 4 ของจีน
ผู้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน ดังรูป



ยอดหญิงงามทั้ง 4 ในประวัติศาสตร์ชาติจีน


ไซซี    หวางเจาจวิน    เตียวเสี้ยน    หยางกุ้ยเฟย



ไซซี http://www.youtube.com/watch?v=u3wnYRUtE-w&feature=player_embedded#!
หวังเจาจวิน  http://www.youtube.com/watch?v=N6BZvVNLoUc&feature=player_embedded
เตียวเสี้ยน  http://www.youtube.com/watch?v=1pqTZRGnuck&feature=player_embedded#!
หยางอี้ว์หวน  http://www.youtube.com/watch?v=d70OuQbd-tg&feature=player_embedded#!

  โฉมงามหนึ่ง...ซีซือ xishi...    งามเลื่องลือที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน
  เสน่ห์นางนั้นชวนไหลหลงยิ่ง
  ความงามนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดิน
  ความงามที่สั่นสะเทือนราชบัลลังก์ฟูไชฮ่องเต้ผู้เก่งกล้า
  นักรบที่แข็งแกร่งที่สุด กลับสยบในอ้อมกอดแห่งโฉมอิสตรี
  เมืองล่มสลาย  ฟูไชเชือดพระศอสังเวยคมเสน่ห์ของนางผู้ถูกส่งมากำจัดพระองค์
 เพราะความงามดุจเทพวิจิตรสร้าง
เพราะความงามดุจลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษที่บุรุษอาชาไนยยินดีแอ่นอกรับ
นี่แหละ  ซีซือ...   โฉมงามผู้ทำลายเมืองและราชบัลลังก์ศัตรู

โฉมงามสอง...หวางเจาจวิน wang zhaojin   ผู้ถูกจำพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน
ความงามของนาง...ทำให้ต้องนิราศร้างจากแผ่นดินเกิด
ความงามคือทูตสันถวไมตรีไปยังเซียงหนู
ผู้พบเห็นต้องตะลึงในความงามอันหาที่ติมิได้
ขับเพลงเสนาะ กับเครื่องดีดคู่กาย...แสนไพเราะยิ่ง
ทำนองเศร้าสร้อยที่ต้องร้างไกลจากบ้านมายังถิ่นอนารยธรรมแดนศัตรู
แลตายเพราะตรอมตรม  แสนรันทดยิ่งนัก
โฉมงามสาม...เตียวเสี้ยน diaochan   นางผู้พลิกแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟ
ความงามของนางเป็นมหันตภัยยิ่งของนักรบผู้แข็งแกร่งทุกคนที่ใกล้ชิด
ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะก็เพราะแย่งชิงนาง
ตั๋งโต๊ะตายเพราะเมียรักโดยแท้
ลิโป้ถูกยั่วเสน่ห์ และลุ่มหลงนาง
ความภักดีมิได้มีไว้มอบแก่บุรุษ แต่...เพราะงมงายในเสน่ห์เหลือล้นของนาง
ร่ำสุรา เมามาย เคล้ากายนารี จนพบจุดจบอย่างไร้ศักดิ์ศรี
บ้านเมืองที่แข็งแกร่งต้องพินาศเพราะนางโดยแท้
โฉมงามสี่...หยางกุ้ยเฟย yang guifei  นางผู้สั่นสะท้านราชสำนัก
ความงามที่อวบอิ่มยามดรุณแรก ...สบตาแรกไฟราคฮ่องเต้เฒ่าถังหมิงก็ลุกโชน
ถังหมิงพรากนางไปจากโอรส...ยกฐานะลูกสะใภ้ขึ้นเป็นสนมเอก...ฐานะมารดาบุญธรรม
หลี่เม่าโอรสชอกช้ำใจที่ถูกพรากชายา
ถังหมิงเมามายลุ่มหลงนางจนบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยไร้ฮ่องเต้ออกว่าราชการ
นางและพวกเรืองอำนาจขึ้น
นางมีลูกบุญธรรมกำยำคนหนึ่งไว้ข้างกาย...  แม้ถูกอัปเปหิ แต่ก็กลับมาอีก
แต่เพราะนาง...ได้ชักศึกเข้าเมือง ราชสำนักป่นป่วนเพราะแย่งชิงบัลลังก์
เฒ่าถังหมิงฮ่องเต้หนีพร้อมนาง...แต่ไม่รอด   
หยางกุ้ยเฟยถูกกำจัด  ...ฮ่องเต้พร่ำเพ้อถึงนางจนประชวรและสวรรคต
โฉมงามหยางกุ้ยเฟย คือ อิสตรีผู้ล่มราชบัลลังก์โดยแท้
....................................................................................................
ความงามของสตรียอดวิไล   คือมหันตภัยของบุรุษ  
ความงามที่อาบยาพิษ  คือความงามที่อาจล่มบ้านล่มเมืองได้

บุรุษผู้เก่งกล้าเพียงไหน ...ย่อมสยบต่อเบื้องเท้านางได้...หากปล่อยราคะเข้าครอบงำ  http://gotoknow.org/blog/phetroong/214554

ดูเนื้อเรื่องเพิ่มเติมและ  Video ประกอบได้ที่นี่


http://www.konrakmeed.com/webboard/upload/index.php?showtopic=12677


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 798 9 ธ.ค. 2553 (00:19)

หากจะกล่าวถึงหญิงงามกับความรัก
ในแง่ของบทกวีที่ถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ในห้วงแห่งความรักและความคิดถึง
บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่า จะมีการเปรียบเปรยเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์
บางครั้งหากเรายืนอยู่กลางทุ่งกว้างหรือบนภูเขา
มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ีมีดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นกลางฟ้าท่ามกลางหมู่ดวง
ที่ระยิบระยับในคืนที่ท้องฟ้าเปิด
หรือบางครั้งมีกลุ่มเมฆลวดลายงดงามเคลื่อนที่มาบดบัง
อาจทำให้เราหลงเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งความงามตามธรรมชาติเหล่านั้นได้


เมื่อสิบกว่าปีก่อน ศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกส้าน และผม
ได้มีโอกาสพานักเรียนไทยทีมชาติไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศที่กรุง
ปักกิ่ง ระหว่างการแข่งขัน ทางเจ้าภาพได้พาเราไปชมการแสดงบนเวที
ครั้งนั้นมีการบรรเลงเพลงประกอบที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามีความไพเราะมาก
หลังจากวันนั้น
ผมก็ยังได้ยินผู้คนทั่วไปในกรุงปักกิ่งฮัมเพลงๆนี้อยู่หลายแห่ง
ผมพยายามติดตามสอบถามดูก็พบว่าเป็นเพลงที่มีชื่อว่า


彩雲追月 Silver Clouds Chasing the Moon (Colorful Clouds)


ผมแปลเป็นไทยว่า "เมฆางามไล่ตามดวงแข" (ลิเกไหมครับ) ลองฟังเพลงตัวอย่างจากวงดนตรี Orchestra  
http://www.youtube.com/watch?v=YDWIeUmwgqc&feature=related



ลองฟัง Version ที่เป็นการบรรเลงด้วยเปียโนดูบ้าง


http://www.youtube.com/watch?v=pL5bB-s-mEg&feature=related




http://www.youtube.com/watch?v=Zr4S7IWEvww&NR=1




ลองฟัง Version ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีจีนบ้างครับ


http://www.youtube.com/watch?v=eQgkOz8gQU4




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 799 9 ธ.ค. 2553 (15:40)

ความไพเราะของเพลงนี้ส่วนหนึ่งก็คือ การเล่นด้วยเปียโนโดยนิ้วที่รัวพริ้วไปบนคีย์ของเปียโนตามท่วงทำนองเร็ว-ช้า ดัง-ค่อยสลับกันไป ราวกับกลุ่มเมฆที่ลอยพริ้วฝ่ากระแสลมที่พัดผ่านเป็นระยะๆเพื่อไล่ตามดวงจันทร์ ลองฟังการเล่นเพลงนี้โดย Lang Lang >>>


http://www.youtube.com/watch?v=IlCiGoQuFCQ&feature=related


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 800 9 ธ.ค. 2553 (16:37)

ประวัติคนแต่งเพลงนี้ครับ >>> http://chinesemusic.net/feature_ren_guang.php









Ren Guang

Ren Guang  
and "Fishermen's Song"


Ren Guang is the first composer of China to have made a film famous
because of the film's title song. "Fishermen's Song" remains today one
of the best loved and most memorable songs of the Chinese people.
"Fishermen's Song" was composed one third of a century into the 20th
Century. Another third of a century later, Shen Xing-yang (Shen Sin-yan)
first recorded "Fishermen's Song" in the United States.

Shao Ying


This November (2000) marks the Centenary of composer Ren Guang's
birth. Ren Guang was born November 9, 1900. In Chinese music history,
Ren Guang's name would forever be bonded with "Fishermen's Song".


It was June of 1934. The title song of a new film "Fishermen's
Song" took Shanghai by storm. It was the very first time in China's
history when any movie became known best to its audience by its musical
sound track. It started the movie boom. This famous sound track was
issued by the Baidai Record Company as Baidai 34442. The
composition was by Ren Guang. The famed actress Wang Renmei sang "Yu
Guang Qu (Fishermen's Song)". The Lyrics was by the female writer An E.
Composer Ren Guang himself played the piano accompaniment.


It was 1971 in Columbus Ohio. "Fishermen's Song" was first sung
in the U.S. It took the United States by storm. The Ohio State Chinese
Choir under the direction of Shen Sin-yan recorded this classic under
the Coronet label. Tan Tianyuan was the tenor soloist. This U.S. version
was for tenor and choir, with piano accompaniment. In 1973 the erhu and
piano version of "Fishermen's Song" was first recorded by Shen Sin-yan
and Lee Yuan-Yuan.


Ren Guang was born a hundred years ago in November. Ren Guang was
exposed to folk music and became a musician at very young age. In 1917,
upon graduation from Chengxian High School in Zhejiang Province, Ren
Guang enrolled in Shanghai's Zhendan University.


In 1919 Ren Guang travelled to Paris. He studied composition and
piano tuning, while working odd jobs to make a living. Between 1924 and
1927 Ren Guang worked for a French piano company in Saigon, Vietnam. Ren
Guang returned to Shanghai in 1928. Beginning in 1932 Ren Guang was
employed as Director of Music at the French owned Baidai Record Company.
While at Baidai, he organized a small Chinese instrumental ensemble, of
which Huang Yijun was a member. This ensemble recorded quite a few
arrangements and compositions by Ren Guang. While serving as Director of
Music, Ren Guang composed the popular instrumental piece "Colorful
Clouds Chasing the Moon". Today this classic instrumental composition is
popular both on the Mainland and on Taiwan, and all over the world.
Another popular composition the group under Ren Guang recorded was "The
Flowers are Blooming and the Moon is Full". "The Flowers are Blooming
and the Moon is Full" is today the favorite encore of the Chinese
Classical Orchestra of the Chinese Music Society of North America in
concerts throughout North America and Europe. Ren Guang also recorded a
large number of the compositions by Nie Er while at the Baidai record
Company. The classic "Spring at the Emerald lake" was recorded during
this time.


Ren Guang and An E were a fabulous team. Together they wrote
"Fishermen's Song" and a full opera "Hong Bo Quota. In "Hong Bo Quota,
which commemorates the battle of Tai-er Zhuang, An E wrote the story and
Iyrics, and Ren Guang wrote the music. In "Fishermen's Song" An E rote
the Iyrics which glued to the melody and the accompaniment. Their
artistic liaison is among the best musical teams in 20th Century China.


In 1937 Japan invaded China. In the same year Ren Guang returned
to parts to study music. In October 1938 Ren Guang came back to Asia,
organizing choral activities in China and Singapore (Beginning in the
spring of 1939), raising money for the resistance movement. In Singapore
he founded the Tongluo Choir. In the spring of 1940 Ren Guang started
teaching at the Yucai School in Chongqing. In Chongqing he conducted the
performance of "The Yellow River Cantata" and "Hong Bo Quota. In
November of 1940 Ren Guang left Chongqing to join the Xing Si Jun army.
In January of 1941 Ren Guang was murdered during the Wannan (southern
Anhui) Incident. Young composer Ren Guang gave his life in Jinhua,
Jiangxi Province.


While we think of Ren Guang and An E, we cannot forget the
incredible melody of "Fishermen's Song" would appear. "Fishermen's Song"
had such impact that composer Nie Er wrote a musical analysis of the
composition. In the history of Chinese instrumental music in the 20th
Century, Ren Guang's leadership in composing, performing, and recording
at Baidai in Shanghai had served to truly popularize ensemble and
orchestral music, two thirds of a century ago. When we think of the
early days of Chinese instrumental music recorded in Shanghai, the
refreshing sound of Ren Guang's "Colorful Clouds Chasing the Moon",
"Spring at the Emerald Lake" and "Flowers Are Blooming and the Moon is
Full" would appear. It will soon be a century later, but the emotional
excitements are instantaneous.§








Famous Works of Ren Guang


"Fishermen's Song" (Lyrics by An E)
"Yue Guang Guang (Bright Bright Moon)"
"Farewell to Wannan"
"The Sorghum is Red"
"The New Lianhualao"
"Colorful Clouds Chasing the Moon"
"Flowers Are Blooming and the Moon is Full"
"Hong Bo Qu - Remembering the Battle of Tai-er Zhuang" (Opera - with An E)

Ren Guang (Chinese: 任光; pinyin: Rèn Guāng; b. Zhejiang, November 9, 1900; d. January 1941), also known by a nom de plume, Ren Qianfa (任前发), was a noted Chinese composer of the early 20th century.


Ren studied in Paris beginning in 1919, and there acquired the techniques of music
composition. As a consequence, his works are influenced by Western
music, particularly in their harmonic accompaniment. Among his best
known compositions are "Fishermen's Song" (渔光曲, Yú Guāng Qǔ), which was
used as the theme song for a film, and "Colorful Clouds Chasing the
Moon" (彩云追月, Cǎi Yún Zhuī Yuè). He also invited the musician Huang Yijun
(黄贻钧) to compose "The Flowers are Blooming and the Moon is Full"
(花好月圆), which was included on a 1935 recording Ren Guang supervised.


He died in the Wannan Incident (also called the New Fourth Army Incident, during the Second Sino-Japanese War) in Wannan, southern Anhui, in January 1941.


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 801 9 ธ.ค. 2553 (22:00)

เมื่อพูดถึงเรื่องราวของสามก๊ก บุคคลผู้หนึ่งที่สำคัญและได้รับการยกย่องจากชาวจีนว่าเป็นเทพเจ้าแห่งชัยชนะ คือ กวนอู - วิกิพีเดีย



กวนอู (อังกฤษ: Guan Yu;จีนตัวเต็ม: 關羽; จีนตัวย่อ: 关羽; พินอิน: Guān Yǔ; เวด-ไจลส์: Kuan Yu) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน 6 จีนศักราชเอี่ยงฮี ปี พ.ศ. 703 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั้นฮวนเต้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เดือนที่ 7 จีนศักราชเคี่ยงเซ้ง ปี พ.ศ. 762 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้[1] [2] มีชื่อรองว่า "หุนเตี๋ยง" (จีน: 云长)
เป็นชาวอำเภอไก่เหลียง ลักษณะตามคำบรรยายในวรรณกรรมสามก๊ก
กวนอูเป็นผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ 9 ฟุตจีนหรือประมาณ 6 ศอก
ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก นัยน์ตายาวรี คิ้วดั่งหนอนไหม หนวดเครางามถึงอก[3]
มีง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง เป็นอาวุธประจำกายเรียกว่า
"ง้าวมังกรเขียว" หรือ "ง้าวมังกรจันทร์ฉงาย"
ในจินตนาการของศิลปินมักวาดภาพหรือปั้นภาพให้กวนอูแต่งกายด้วยชุดสีเขียวและ
มีผ้าโพกศีรษะ กวนอูมีความเชี่ยวชาญและเก่งกาจวิทยายุทธ จงรักภักดี
กตัญญูรู้คุณ มีคุณธรรมและซื่อสัตย์เป็นเลิศ


ในวัยหนุ่มฉกรรจ์กวนอูได้พลั้งมือฆ่าปลัดอำเภอและน้าชายตายจนต้องหลบหนีการจับกุม[4] และพบกับเล่าปี่และเตียวหุยจนร่วมสาบานตนเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ ร่วมทำศึกกับเล่าปี่มาโดยตลอด เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ ครองเกงจิ๋วร่วมกับกวนเป๋งบุตรบุญธรรมและจิวฉอง ภายหลังถูกแผนกลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเลของลกซุนและลิบองจนเสียเมืองเกงจิ๋ว กวนอูคับแค้นใจที่พลาดท่าเสียทีลกซุนและลิบองจึงนำทัพไปตีเกงจิ๋วเพื่อแย่งชิงคืน แต่ถูกจูเหียนและพัวเจี้ยงจับได้พร้อมกวนเป๋งที่เขาเจาสันและถูกประหารในปี พ.ศ. 762 รวมอายุได้ 59 ปี


ลักษระเด่นที่สังเกตได้ของท่านคือ ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก สมัยก่อนตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัย มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเรียนห้องเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ตอนเรียนชั้น ป.7 เพื่อนคนนี้คือ "สุพรชัย แซ่เซียว" ลักษณะเด่นของเพื่อนคนนี้คือ มีใบหน้าแดงก่ำตลอดเวลา ไม่รู้ว่าอาจารย์นิรันดร์ยังคงจำสุพรชัยได้ไหม เมื่อพูดถึง "กวนอู" ทีไรเป็นต้องนึกถึง "สุพรชัย" ทุกทีไป (ดูรูป)
  



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 802 19 ธ.ค. 2553 (22:32)

ความเห็นที่ 785 ของคุณแขชนะที่เล่่าว่า "เมื่อหลายปีก่อนผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่ไต้หวัน ได้เล่าเรื่องและให้ครูไต้หวันดูรูปนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า เขาจะชื่นชมมากและให้การต้อนรับผมดีเกินคาด ต้องขอบคุณพ่อผมที่ให้ได้ร่วมกินบุญเก่าของท่าน"


ดีนะที่คุณแขชนะงัดรูปนี้โชว์ที่ไต้หวัน แต่ถ้าเป็นที่จีนแดง สงสัยจะเป็นอย่างอื่นๆ


ผมแซวเล่นนะครับ


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 803 21 ธ.ค. 2553 (23:27)

ขอบคุณ คุณ Davidply ที่แวะเวียนเข้ามาทักทายพูดคุยครับ


อย่างที่คุณว่ามานั่นแหละครับ เวลาจะไปพูดที่ไหนต้องเลือกกาละเทศะถูกที่ถูกทาง ถ้าไปพูดที่จีนแดงคงมีทางเลือกให้อีก 2 ทาง คือมีเรื่องตื่นเต้นกลับมาเล่าให้ฟังอีกเยอะ หรือกรณีหนึ่งคือไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย


ผมห่างหายไปจากกระทู้เกือบ 2 อาทิตย์ เพราะต้องไปสอนหนังสือที่สอง"เซีย" คือรัสเซียและมาเลเซีย อย่างที่บอกไว้แล้ว อยู่เมืองนอกเข้ามาวิชาการ.คอมยากเย็นแสนเข๊ญ แม้จะใช้อินเตอร์เน็ทที่เร็วๆและแรงๆของมหาวิทยาลัยที่รัสเซียก็ตาม


ที่รัสเซียอุณหภูมิติดลบ หิมะขาวไปหมด ถ้ามีผลไม้กระป๋องเอาไปตั้งไว้ข้างนอกเดี๋ยวเดียวก็แข็งกินอร่อย



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 804 22 ธ.ค. 2553 (09:11)

เห็นหน้าตอนเด็ก ๆ ก็พอนึกได้ว่าคนนี้เคยเป็นเพื่อนเรา แต่ไม่รู้ว่าพบหน้าตัวจริงจะจำกันได้หรือไม่ครับ

ความทรงจำเกี่ยวกับโรงเรียนวัดพลับพลาชัยของผมเหลืออยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับของเพื่อน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 805 23 ธ.ค. 2553 (04:01)


ผมเดินทางไปรัสเซียคราวนี้ ไปบรรยายที่เมือง 2 เมืองคือ เมือง Kazan และเมืองนิซเนคามสก์ (Nizhnekamsk) ทั้งสองเมืองนี้อยู่ในรัฐทาทาร์สถาน ห่างกันประมาณ 250 กิโลเมตร เดินทางใช้เวลาหลายชั่วโมงเพราะมีหิมะตก ถนนเป็นน้ำแข็งต้องวิ่งไม่เร็วเกินไป ล้อรถยนต์สำหรับฤดูหนาวจะเป็นล้อที่หนาเป็นพิเศษและมีตะปูตัวเล็กตอกติดอยู่เพื่อให้ยึดเกาะถนนได้ดี ดังรูป




ช่วงฤดูหนาวที่นี่มืดเร็ว ช่วงสว่างจะสั้น 8 โมงเช้ายังมืดอยู่เลย ราวๆ 9 โมงจึงจะสว่าง พอบ่าย 3 โมงก็จะเรื่มมืดแล้ว เหมือน 6 โมงเย็นบ้านเรา Alexander เพื่อนชาวรัสเซียของผมขอรถจากมหาวิทยาลัยคาซานพร้อมคนขับรถให้เดินทางไปส่ง ระหว่างทางที่ไปเมืองนิซเนคามสก์ สองข้างทางขาวไปหมด เต็มไปด้วยหิมะ ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ฉายตอนที่ผมเรียนชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย เรื่องนั้นก็คือ ดร.ชิวาโก




 


ด็อกเตอร์ชิวาโก (ภาพยนตร์) - วิกิพีเดีย


ด็อกเตอร์ชิวาโก (อังกฤษ: Doctor Zhivago; รัสเซีย: До́ктор Жива́го; ออกเสียง [ˈdoktər ʐɪˈvaɡə]) เป็นภาพยนตร์เอพิคที่กำกับโดยเดวิด ลีนในชื่อเดียวกันของบอริส ปาสเตอร์แน็ก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษารัสเซียในอิตาลีเมื่อ ค.ศ. 1957 ดัดแปลงจากนวนิยาย


ด็อกเตอร์ชิวาโกเป็นภาพยนตร์ชีวิต ภาพยนตร์รัก และภาพยนตร์สงคราม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวนายแพทย์และกวีชาว
รัสเซียชื่อ นายแพทย์ยูริ อังเดรเยวิช ชิวาโก
และความรักที่มีต่อหญิงสาวสองคน คือ ลาริซซา "ลารา" แอนติโปวา และ ทันยา
โกรมีโก ฉากหลังในเรื่องกินเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติรัสเซีย สงครามกลางเมืองรัสเซีย ไปจนถึงการโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และสถาปนาสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ทศวรรษ 1910 จนถึง ทศวรรษ 1950


ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมติดต่อกันมาหลายปี จนติดอันดับ 8 ของภาพยนตร์ทำรายได้สูงสูงตลอดกาล ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 10 สาขา และได้รับรางวัล 5 สาขา และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์ดรามา



คนเขียนเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลชาวรัสเซียนามว่าบอรีส ปาสเตอร์แน็ค
(Boris Pasternak)
เขาเกิดเมื่อปี 1890
เป็นนักเขียนนักกวีที่ผลิตผลงานชื่อดังออกมาหลายเล่ม
แน่นอนว่าชีวิตของเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของรัสเซียไม่ว่า
การโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟและการขึ้นมามีอำนาจของพรรคบอลเชวิคในปี 1917
รวมไปถึงสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่รุนแรง
ผลาญชีวิตชาวรัสเซียไปมากย่อมเป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนนวนิยายขนาดยาวคือ
ด็อกเตอร์ชิวาโก้ที่ปาสเตอร์เน็ตต้องใช้เวลาเขียนและเรียบเรียงถึงกว่าสี่
สิบปีจนสำเร็จในปี 1956
ด้วยเนื้อหาที่ส่อไปในการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ย่อมทำให้มีการตีพิมพ์นวนิยาย
เรื่องนี้ในสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นอันขาดจนต้องมีการลักลอบเอาตีพิมพ์ที่
อิตาลีและประสบความสำเร็จ ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศขายดีไปทั่วโลก
แต่ตัวคนเขียนเองต้องพบกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงจากพรรคคอมมิวนิสต์จนต้อง
ปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบลในปี 1956
แต่ทางปาสเตอร์แน็คก็ถูกยกว่าเป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อยู่ดี
เขาต้องจ่ายค่ารางวัลด้วยราคาแพงนั้นคือถูกโจมตีและข่มขู่จากทางการอยู่ตลอด
เวลาแม้จะไม่ถูกจับติดคุกหรือประหารชีวิตจนเขาเสียชีวิตในปี 1960
ชาวรัสเซียต้องรอให้ถึงปี 1988
ที่ด็อกเตอร์ชิวาโก้ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศแม่ของตน 


Bloggang.com : Johann sebastian Bach - ด็อกเตอร์ชิวาโก้


 



การประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2010 นี้ก็เช่นเดียวกัน มีความเกี่ยวโยงกับการเมืองระหว่างประเทศอีกจนได้ เมื่อนักโทษทางการเมืองของจีน หลิว เสี่ยวโป ถูกประกาศว่าเป็นผู้เหมาะสมได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 806 23 ธ.ค. 2553 (18:14)

สมัยก่อนตอนเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ดูหนังเรื่อง ด็อกเตอร์ชิวาโกไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเป็นหนังหนัก รู้แต่ว่ามีเพลงประกอยที่ไพเราะและดังมากคือ


Somewhere my love 


Tema de Lara


ตอนหลังพอผมไปเรียนต่อที่เยอรมนี มีหนังเรื่องนี้ฉาย ค่อยดูรู้เรื่อง ผมอัดเก็บไว้ดูเป็นหนังที่พากย์เป็นภาษาเยอรมัน


เวลาหนาวๆ สวมหมวกแบบรัสเซียทำด้วยขนกระต่ายอุ่นดีจัง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 807 24 ธ.ค. 2553 (01:32)

ตอนไปเมืองคาซานผมต้องบินไปลงที่มอสโคว์แล้วต่อเครื่องบินไปอีก



ผมเดินทางด้วยสายการบินไทย ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ระหว่างทางผมได้ถ่ายภาพที่มองจากหน้าต่างเครื่องบิน จะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าใกล้กรุงมอสโคว์ก็จะเห็นภูเขาหรือที่พื้นดินเริ่มมีหิมะปกคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ไปถึงสนามบิน Domodedovo กรุงมอสโคว์เป็นเวลา 16.11 น.หรือบ่าย 4 โมงกว่าเวลาท้องถิ่น ท้องฟ้ามืดแล้ว อุณหภูมภายนอกยังไม่หนาวมาก เพียงแค่ -3 องศาเซลเซียส เวลาในเมืองไทยในช่วงฤดูหนาวจะต่างจากมอสโคว์ 4 ชั่วโมง คือเป็นเวลาราว 2 ทุ่มกว่า



ที่เห็นในรูปคือบริเวณภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ผมต้องมารอต่อเครื่องบิน Siberia Airlines - S7 เพื่อเดินทางต่อไปคาซาน


 



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 808 24 ธ.ค. 2553 (19:36)



โอ๊ย  เบื่อแล้ว  กระทู้นี้

เมื่อไรจะปิดซักที





























...



เบื่อที่จะเลื่อน scroll bar  เพื่ออ่านทุกความเห็นให้ได้ครบหมด น่ะครับ
บางทีก็โหลดช้ามาก  เพราะกระทู้ยาว หลายความคิดเห็น


ปิด  แล้วตั้งกระทู้ใหม่ 
"ท่องไปในโลกกว้าง กับ ดร.แขชนะ"  (คล้ายๆอย่างนี้น่ะครับ)

ดีไหมครับ  (หรือจะให้ครบ 1000  คหพต. เสียก่อน)


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 809 24 ธ.ค. 2553 (21:40)

ขออภัยกระทู้นี้ปิดรับความเห็นชั่วคราว !


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.


เปิดรับความคิดเห็นต่อครับ ขออภัยไปห้องน้ำมาเดี๋ยวเดียว


ผมเองก็เบื่อที่จะรอครับ ถ้าอยู่ต่างประเทศยิ่งไม่มีทางเข้ามาเลย แต่ก็มีกระทู้อื่นที่มีคนเข้ามาอ่านเป็นล้านคน แล้วก็มีความเห็นนับหลายพันความเห็น ไม่ยักมีปัญหา เช่น



ถึงแม้ตั้งกระทู้ใหม่ก็ต้องเจอาปัญหาแบบเดิมหากมีคนเข้ามาและตอบกระทู้มาก ผมว่าถ้าเขาจัดระบบใหม่ให้มีจำนวนกระทู้ต่อหน้าน้อยกว่านี้น่าจะช่วยให้เร็วขึ้นได้ แบบเมื่อก่อนนี้น่ะครับ ผมมาอาศัยเขาใช้งานที่นี่ ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวครับ ต้องแล้วแต่ท่านผู้จัดการเว็ปจะกรุณาจัดการให้ พูดมากไม่ได้ครับ ประสบการณ์เก่ามันสอนไว้


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 810 25 ธ.ค. 2553 (10:39)

ผมลองคลิ๊กเข้าไปดูที่กระทู้ยอดฮิต
"แบ่งปันโจทย์วชาฟิสิกส์ระดับมัธยมปลายครับ" มา
http://www.vcharkarn.com/vcafe/121925/30

รู้สึกว่าเป็นกระทู้ที่ใหญ่มาก มีคนชมเป็นล้าน
มีผู้แสดงความคิดเห็นเป็นหลายพันคน

แต่ดูเนื้อหาของความคิดเห็นคร่าว ๆ แล้วก็จะเป็นขอทาน กับบริจาคทานเป็นส่วนใหญ่ครับ
นอกจากนั้น ยังเป็น text ล้วน ๆ ไม่มีรูปใดใดเลย
จึงเป็นได้ที่จะโหลดได้เร็วกว่ากระทู้ที่เต็มไปด้วยรูปภาพหรือความคิดเห็นยาว ๆ
หลายสิบเท่า

แต่ก่อน เคยเซ็ทได้ว่าแต่ละหน้าต้องการให้แสดงกี่ความเห็น แต่เดี๋ยวนี้ อ็อพชันนี้หายไป
ช่วงที่โหลดนาน ๆ ผมก็ใช้วิธีสวดมนต์คอย ก็พอทนได้ครับ
บางที่ก็ไปโหลดข้อมูลอื่น พร้อม ๆ กันไปหรือทำงานอื่นไปด้วยครับ


แต่ละคนต่างมีวิธีจัดการกับตัวเองต่าง ๆ กันไป


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 811 25 ธ.ค. 2553 (13:18)

ขออภัยกระทู้นี้ปิดรับความเห็นชั่วคราว !











โต๊ะ กะ ใจ โหมะ เลย

จะทำอย่างนั้นได้ยังไงในเมื่อกระทู้ใหม่ยังไม่เปิด


คือ อยากจะถามปัญหามาที่มันไม่เกี่ยวกับวัดพลับพลาไชย
มานานแล้ว

ก็เคยถามเหมือนกัน  แต่ถ้าถามบ่อยๆก็กลัวว่าจะทำให้เรื่องวัดพลับพลาไชยไม่ต่อเนื่องกันน่ะครับ



แต่...เห็นท่าจะไม่ดี กลัวจะปิดกระทู้เสียก่อน(แล้วไม่เปิดกระทู้ใหม่)  จึงขอถามเสียเลย ว่า

1. ภาพสามมิติที่เป็นรูปถ่าย นั้น เป็นภาพเดียวกัน(ถ่ายจากจุดเดียวกัน)แล้วนำมาเปลี่ยนให้เป็นสีแดงและสีน้ำเงินใช่หรือไม่

หรือถ่าย(ตั้งกล้อง)คนละจุด

2. ถ้าเราเปลี่ยนสีของภาพเป็นสีอื่น เช่น เหลือง และเขียว
แล้วใช้แว่นสีเหลืองและเขียว  จะเป็นภาพสามมิติหรือไม่


หมายเหตุ
ถ้าใช้จิตวิทยาศาสตร์ แล้ว
1. ถ้านำภาพภาพหนึ่งมาเปลี่ยนให้เป็นสองสีไม่น่าจะเป็นภาพสามมิตินะครับ (ใช่หรือเปล่า)
2. ใช้สีใด ก็น่าจะได้นะครับ ถ้าเปลี่ยนสีของแว่นตามนั้น  (ใช่หรือเปล่า)


ทำไม WM ของ VC ไม่เห็นความสำคัญของสมาชิกที่มีความสำคัญบ้างนะ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 812 25 ธ.ค. 2553 (19:56)

ผมเข้ามาอ่านกระทู้นี้ได้ไม่กี่ครั้งก็ได้รับประสบการณ์แปลก ๆ ที่คนรุ่นผมอาจจะไม่เคยพบเจอในชีวิต  ก็สนุกดีครับทั้งประสบการณ์ของ อาจารย์แขชนะ  รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วย


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5656 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 813 27 ธ.ค. 2553 (01:48)

คำถามของคุณNpEdu ต้องขอติดไว้ก่อนนะครับ ผมสอนหนังสือนักศึกษาปริญญาโทที่ Guangxi Normal University จะกลับมาต้นเดือนหน้าครับ ใช้งานวิชาการ.คอม ในต่างประเทศไม่ค่อยได้ครับ



1. ภาพสามมิติที่เป็นรูปถ่าย นั้น เป็นภาพเดียวกัน(ถ่ายจากจุดเดียวกัน)แล้วนำมาเปลี่ยนให้เป็นสีแดงและสีน้ำเงินใช่หรือไม่

หรือถ่าย(ตั้งกล้อง)คนละจุด

2. ถ้าเราเปลี่ยนสีของภาพเป็นสีอื่น เช่น เหลือง และเขียว
แล้วใช้แว่นสีเหลืองและเขียว  จะเป็นภาพสามมิติหรือไม่


หมายเหตุ
ถ้าใช้จิตวิทยาศาสตร์ แล้ว
1. ถ้านำภาพภาพหนึ่งมาเปลี่ยนให้เป็นสองสีไม่น่าจะเป็นภาพสามมิตินะครับ (ใช่หรือเปล่า)
2. ใช้สีใด ก็น่าจะได้นะครับ ถ้าเปลี่ยนสีของแว่นตามนั้น  (ใช่หรือเปล่า)




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 814 27 ธ.ค. 2553 (20:04)

ความรู้ เกี่่ยวกับ ภาพสามมิติ อาจารย์แขฃนะ ตั้งกระทู้ไว้ที่...


http://www.vcharkarn.com/vcafe/98904

คำถามที่ 2 อาจารย์แขฃนะเคยตอบไว้ ในกระทู้ดังกล่าว ที่ความเห็นที่ 100 ครับ ��{#emotions_dlg.d4}


สิง
ร่วมแบ่งปัน811 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 816 31 ธ.ค. 2553 (21:48)

เอ  เครื่องของใคร เป็นอย่างนี้บ้าง
หรือว่าเป็นที่เครื่องของผมคนเดียว  คือ 
เมื่อเลื่อนสครอลบาร์ลงสุด แล้วปล่อยเมาส์ มันจะเลื่อนกลับไปต้นกระทู้ แทบทุกครั้งเลย
กว่ามันจะหยุดนิ่งก็พยายามอยู่ตั้งนาน


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 817 1 ม.ค. 2554 (10:31)

เรียนอ.แขชนะ และแฟนๆกระทู้นี้


มันก็แปลกนะ เครื่องผมเวลา download กระทู้นี้ของอาจารย์ ไม่มีปัญหาอะไร โหลดได้เร็วมาก สงสัยอาจเป็น พื้นที่ความจำชั่วคราวที่ตั้งเผื่อไว้(แคช)หรือเปล่า (นี่ผมหมายถึงโหลดในเมืองไทยนะ เมืองนอกไม่เกี่ยว)


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 818 1 ม.ค. 2554 (16:55)

ครับ
ผมคงจะต้องตรวจสอบเครืองของผมแล้วหละ(โดยนำไปหาช่าง)

ขอบคุณครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 819 14 ม.ค. 2554 (22:01)

ช่วงฤดูหนาวสมัยก่อนตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย จำได้ว่าพ่อกับแม่ชอบพาผมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านตอนเย็นๆ อากาศหนาวเย็นแต่ก็สดชื่นสบาย แม่กับพ่อชอบไปหาอะไรๆร้อนกินกันบริเวณใกล้วัดพลับพลาชัย ที่ผมพอจะจำได้ก็เห็นจะได้แก่


1. รังนกนางแอ่นต้มน้ำตาลร้อนๆ มีขายอยู่หลายร้านรอบๆวงเวียน 22 กรกฏาคม บางทีผมก็มานั่งกินกับอาช้วน น้องของพ่อคนที่เคยพาผมไปดูระบำโป๊ที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ อาช้วนเล่าว่าบริเวณรอบๆวงเวียน 22 มักจะมีผู้หญิงมาเดินเรียกลูกค้าไปประกอบอาชีพพิเศษกัน


2. วันหนึ่งพ่อบอกว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ขาย "สุกี้ยากี้" ชื่อ "ลักกี้โภชนา" อยู่เลยวัดพลับพลาชัยไปทางโรงพยาบาลกลาง ผมไม่เคยรู้จักสุกี้ยากี้มาก่อน ไม่ค่อยมีให้เห็นเหมือนในปัจจุบัน รู้สึกว่ามีวิธีการกินที่แปลก มีเนื้อสดและผักสดมาให้เราลวกกินเอง สมัยนั้นผมรู้สึกสนุกเหมือนได้เล่นอะไรใหม่ๆ อีกทั้งรสชาติของกุ้งก็อร่อยมาก ผมรู้สึกว่าอร่อยและแปลกกว่าร้านสุกี้ยากี้สมัยนี้มาก เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสรับรองเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มาเยือนเมืองไทย ผมพาเขาไปรับประทานสุกี้ยากี้ร้านดังของไทย โดยไม่บอกว่าเป็นสุกี้ยากี้ เมื่อรับประทานแล้ว เพื่อนชาวญี่ปุ่นถามว่า อาหารที่เรากินกันนี้เรียกว่าอะไร ผมรู้สึกแปลกใจแต่ก็ตอบไปว่า "สุกี้ยากี้" เขาหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เหมือนที่เขากินที่ญี่ปุ่น


3. พระรามลงสรงที่เวิ้งนาครเขษม ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า


4. ข้าวต้มปลาห้าแยกพลับพลาชัย ขายอยู่หน้าโรงรับจำนำบริเวณห้าแยกพลับพลาชัย ใกล้บ้านเพื่อน สุรพล แซ่อึ้ง ที่เคยเล่าให้ฟัง


5. ในซอยยศเสบริเวณใกล้วัดพลับพลาชัยและซอยสวนมะลิ ตอนเย็นๆจะมีร้านค้าหาบเร่ขายของกินมากมาย ที่ผมไปนั่งกินกับพ่อแม่ประจำก็มีไม่กี่อย่าง เช่น หมูสะเต๊ะ จำได้ว่าเขาเขียนป้ายไว้หน้าร้านว่า "หมูสะเต๊ะอร่อย 5 ไม้บาท" ข้างๆร้านหมูสะเต๊ะจะมีร้านขายโจ๊กหมู คนขายเป็นพ่อของเพื่อนชื่อ "ตือ" เป็นภาษาแต้จิ๋วแปลว่า หมู ของหวานที่ผมชอบอยู่ติดๆกันคือ ขนมปังสังขยา ผมชอบไปยืืนดูเขาเอาขนมปังอบไอน้ำ แล้วตักสังขยาสีส้มน่ารับประทานมาก ของหวานอีกอย่างที่ผู้คนนิยมกินกัน ยืนรอกันแน่นร้านคือ "บัวเกี้ย"


ช่วงเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมานี้ ดูรวดเร็วยิ่งนัก มีประสบการณ์ต่างๆทั้งแง่บวกและแง่ลบที่อยากจะเล่าให้เยาวชนคนรุ่นหลังฟัง ผมมีโอกาสไปบรรยายให้นักเรียนในประเทศต่างๆหลายประเทศ และหลายๆทวีป แต่มีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ผมอยากไปบรรยายมาก แต่ไม่เคยได้รับเชิญ ครั้นจะไปบอกให้เขาเชิญก็ไม่กล้า กลัวเขาจะตอบปฏิเสธ โรงเรียนนั้นก็คือ "โรงเรียนวัดพลับพลาชัย"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 820 15 ม.ค. 2554 (17:43)
อาจารย์ ไอซ์ ร่นุ ปี 49
พิมรัดดา วิรมรัตน์ (IP:113.53.105.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 821 15 ม.ค. 2554 (21:28)

ผมอาจจะแก่เกินกว่าที่จะเข้าใจภาษาของคนรุ่นใหม่


ไม่ทราบว่าคุณพิมรัดดา วิรมรัตน์ ต้องการจะสื่ออะไรครับ.....อาจารย์ ไอซ์ รุ่น ปี 49


หมายความว่า..


1.คุณพิมรัดดา คืออาจารย์ไอซ์ จบรุ่น ปี 49


2.แจ้งให้ทราบว่าอาจารย์ไอซ์ (ใครก็ไม่รู้) นั้นจบรุ่น 49


3. เข้ามาถามหาอาจารย์ไอซ์ที่สอนรุ่นปี 49


4.....สุดจะเดาครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 822 16 ม.ค. 2554 (12:54)

คาดว่า "พิมรัดดา วิรมรัตน์" จะหลงทางเข้ามาน่ะครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 823 16 ม.ค. 2554 (13:02)

หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 824 16 ม.ค. 2554 (16:45)

ขอเป็นกำลังใจให้ อาจารย์แขชนะ ได้ไปบรรยายที่ โรงเรียนวัดพลับพลาบชัย ครับ... {#emotions_dlg.d4}


สิง
ร่วมแบ่งปัน811 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 825 16 ม.ค. 2554 (18:51)

คาดว่าโรงเรียนไม่กล้าเชิญค่ะ 

นอกเสียจากอาจารย์แขชนะจะแสดงความจำนงให้โรงเรียนทราบถึงความตั้งใจของอาจารย์


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 826 16 ม.ค. 2554 (22:19)

สมัยก่อนนี้ตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อาจารย์นิรันดร์กับผมกล้าทำอะไรๆหลายอย่างโดยไม่เกรงกลัว เพราะคุณครูของเราสอนให้ "กล้า" ทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม วันนี้วันครู คิดถึงคุณครูโรงเรียนวัดพลับพลาชัยสมัยก่อนนี้ครับ



สมัยโบราณคนเราจะเรียนหนังสือจะต้องไปเรียนกับพระที่วัด หรือจะให้เรียนวิชาที่ลึกซึ้งทั้งทางโลกและทางธรรมจะต้องบวชด้วย ที่เรามักจะใช้คำว่า "บวชเรียน" ครูคนสำคัญในสมัยโบราณก็คือพระ คำว่า"พระ"ในภาษากลางนั้น คนทางเหนือหรือคนในประเทศลาวเรียกว่า "ครูบา" การผันแปรทางภาษาของคนในสังคมปัจจุบัน เรียกบุคคลที่ทำการสังสอนคนโดยรวมว่า "ครูบาอาจารย์"


สมัยก่อนนี้คนเราให้ความนับถือพระและครูมาก โดยเฉพาะคนในชนบทสมัยก่อน ชาวบ้านอยู่กันอย่างปกติสุขก็เพราะมีพระและครูเป็นผู้นำชุมชน เป็นแบบอย่างอันดี น่าเสียดายที่สถาบันอันเป็นที่น่ายกย่องเทิดทูนกลับเสื่อมทรามลงอย่างมาก


มีเรื่องสนุกๆตลกๆเกี่ยวกับพระในสมัยก่อนนี้ ตอนเรียนชั้น ป.5 เพื่อนผมที่ชื่อ"พิชัย" (ขอเรียกชื่อสมัยก่อน) เอาซองผ้าป่ามาให้พวกเราแล้วพูดว่า มีใครจะทำบุญบ้าง พวกเราก็ถามว่า "วัดไหน" พิชัยตอบว่า "ของวัดใหม่อมตด" พวกเราก็ร้องพร้อมกันว่า "หา! วัดอะไรนะ" แล้ววัดใหม่"อมตด"  ใครจะอยากไปทำบุญ พวกเราขอซองผ้าป่ามาดู ปรากฏว่าชื่อวัดคือ "วัดใหม่อมตรส" (วัด-ใหม่-อะ-มะ-ตะ-รด) โปรดดูรูปหน้าวัดและรูปพิชัยอยู่ด้านล่าง



มีร้านอาหารเอารูปพระอาจารย์ดังๆมาปิดไว้เป็นศิริมงคล แต่ก็มีอีกหลายร้านที่เอาพระอาจารย์ดังๆหลายๆรูปมารวมกัน ทำเป็นภาพพิมพ์เป็นศิริมงคล ที่น่าสนใจคือ มีการเลือกชื่อพระอาจารย์ได้อย่างเหมาะสมกับโลกของทุนนิยม ซึ่งอันที่จริงก็ห่างไกลจากหลักทางศาสนา เช่น เอารูปของพระอาจารย์ชอบ พระอาจารย์เงิน และพระอาจารย์สด มาเรียงติดกันเป็นศิริมงคล พร้อมทั้งเขียนใต้ภาพเป็นชื่อพระอาจารย์ทั้งสามว่า ชอบ-เงิน-สด อันที่จริงมันคนละเรื่องและห่างไกลจากศาสนาทีเดียว แต่ว่าที่จริงผมก็อดขำและชื่นชมในอารมณ์ขันและความคิดสร้างสรรค์ของคนที่คิดเรื่องนี้ไม่ได้





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 827 16 ม.ค. 2554 (22:50)

ตอนนั้น เรามักเล่นอ่านหนังสือให้มันเพี้ยน ๆ ไปอยู่หลายคำ
น้ำเปล่าก็ออกเสียงว่า น้ำ เป - ล่า
สามารถ ก็อ่านว่า สา มา รด
ซึ่งช่วยการสะกดคำเวลาสอบเขียนตามคำบอกทำได้ดีขึ้น
อย่างเช่นคำว่า "เสียง" เวลาสะกดคำก็จะอ่านว่า สระเอ สอ อี ยอ งอ เสียง

เห็นโฆษณาเด็กอ้วนช่วยคนแก่ถือส้มให้นึกถึงคำสอนครูในสมัยก่อน

ท่านสอนให้ช่วยเหลือคนที่อื่นทุกที่ที่มีโอกาส
เช่นให้ลุกให้ผู้หญิง เด็ก คนแก่นั่งบนรถเมล์
ให้ช่วยคนที่ถือของพะรุงพะรัง
ช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียน และโรงเรียน
นอกจากเราจะไม่ทิ้งขยะเลอะเทอะทั่วไปแล้ว
เราเห็นขยะที่ใดก็ช่วยกันเก็บทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง

เดี๋ยวนี้คงไม่ค่อยมีการสอนแบบนี้กัน
การที่จะปล่อยให้เด็กคิดขึ้นมาเอง นับเป็นเรื่องยาก
แต่การที่โรงเรียนทั้งที่ทัดสิงห์และพลับพลาชัยสอนเรา
ทำให้เราสามารถข่มความเห็นแก่ตัวเองลงไปได้บางส่วน
และสามารถทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ต้องหวังสิ่งใดตอบแทนแม้กระทั่งคำขอบคุณได้

แปลกที่ว่า เมื่อเราได้ทำลงไป จิตใจกลับเบิกบาน พอโต รู้สึกมีความสุขขึ้นมา

เรียกว่าโรงเรียนได้สอนวิชา"ความสุข"ให้กับศิษย์


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 828 17 ม.ค. 2554 (00:53)

โฆษณาเด็กอ้วนช่วยคนแก่ถือส้มที่อาจารย์นิรันดร์พูดถึงคือโฆษณาขายผงซักฟอกบรีส



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 829 18 ม.ค. 2554 (00:06)

แต่ก่อนตอนผมเป็นเด็ก ๆ ซักผ้ากันด้วยสบู่
ต่อมาก็มีผงซักฟอก ยี่ห้อ Fab
กลายเป็นว่าเมื่อใดที่เรียกแฟ้บ จะหมายถึงผงซักฟอก
เช่นซื้อแฟ้บยี่ห้อ"บรีส"
วิธีการใช้ภาษาไทยก็เป็นเอกลักษณ์ของเราที่รู้กันเอง

จำได้หรือไม่ครับว่าผ้าอนามัยก็ถูกเรียกในทำนองเดียวกัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 830 18 ม.ค. 2554 (12:49)

โกเต็กซ์ ไม่ค่อยเห็นในร้านค้าแล้ว


บะหมี่สำเร็จรูป ยี่ห้อ "มาม่า" มาก่อนใครเขา เมื่อก่อนเด็ก ๆ ไปซื้อ "มาม่า" ได้ซอง "ไวไว" หรือ "ยำยำ" มาก็ไม่มีใครบ่นกันครับ 


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 831 18 ม.ค. 2554 (18:34)

ผมมีเอกสารสำคัญ มีคนแนะว่าให้รีบถ่ายซีร็อกซ์ด้วยเครื่องมิต้าเก็บไว้ก่อนจะชัดดีมาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 832 18 ม.ค. 2554 (20:52)

ซีร็อกซ์ เสร็จแล้ว  แมกซ์ ให้ด้วยนะครับ


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 833 18 ม.ค. 2554 (22:56)

แต่ผมว่าน่าจะสแกนแล้วบันทึกไว้ในทัมป์ไดรฟ์ของคิงส์ตันด้วยนะครับ เก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิตอลไว้ด้วยน่าจะปลอดภัยมากขึ้น

          
ThumbdriveTM ชื่อทางการค้าของอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบแฟลชรุ่นแรก        
       
Kingston ชื่อทางการค้าของอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบแฟลชที่ได้รับความนิยม 


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 834 18 ม.ค. 2554 (23:14)

เมื่อวานนี้นั่งรถแท็กซี่ ลืมทัมป์ไดรฟ์ว้บนรถ ไม่รู้จะติดต่ออย่างไร เพราะไม่ทันดู"ป้าย ก.ท."


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 835 19 ม.ค. 2554 (12:34)

ที่ผิดพลาดจนไม่น่าให้อภัยคือ
เรียก "อิ่วจาก้วย" ว่า "ปาท่องโก๋"

อิ่วจาก้วย และ ปาท่องโก๋ เป็นขนมคนละชนิดกันเลย

"อิ่วจาก้วย" เป็นสำเนียงในภาษาแต้จิ๋ว ภาษาจีนสำเนียงอื่น อาจเพี้ยนและตัดคำไปบ้างเป็น "จาโก้ย"

อิ่วจาก้วย และ จาโก้ย เป็นขนมชนิดเดียวกัน ทำจากแป้งทอดน้ำมันติดกันเป็นคู่

ปาท่องโก๋ หรือ ปะถ่องโก๊ (สำเนียงกวางตุ้ง)
เป็นขนมถาดใหญ่ ตัดเป็นชิ้นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน หรือ สี่เหลี่ยมมุมฉาก เนื้อขนมเป็นสีขาว  ไม่แห้งฟูเหมือนขนมสาลี่  เนื้อแข็งกว่าขนมเปียกปูน  เนื้อพรุนนิด ๆ ไม่เนียนเหมือนขนมเปียกปูน  สมัยก่อนมักวางขายเป็นอาหารเช้าในร้านกาแฟใกล้ ๆ กับ "อิ่วจาก้วย"  จึงเกิดการเรียกสับสน จนเรียกผิดติดปากไปเลย

อิ่ว หรือ อิ๊ว หรือ อิ๋ว แปลว่า  น้ำมัน
จา แปลว่า ทอด
ก้วย หรือ โก๊ หรือ โก๋ แปลว่า ขนม

ไป่ หรือ ปะ หรือ แป๊ะ แปลว่า ขาว
ท่อง หรือ ถ่อง หรือ ทึ้ง แปลว่า น้ำตาล


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 836 19 ม.ค. 2554 (13:01)

ปาท่องโก๋


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  ปาท่องโก๋ - วิกิพีเดีย




ปาท่องโก๋ (จีน: 白糖糕) เป็นอาหารที่ทำจากแป้งสองชิ้นประกบกันแล้วทอด นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า โดยทานคู่กับกาแฟ, โกโก้, น้ำเต้าหู้ หรือ โจ๊ก


ที่มา


ปาท่องโก๋ที่คนไทยเรียกนั้น แท้จริงแล้วมีชื่อเรียกว่า อิ่วจาก้วย หรือภาษาฮกเกี้ยน อิ่วเจี่ยโก้ย หรือ เจี่ยโก้ย (จีนตัวเต็ม: 油炸檜; จีนตัวย่อ: 油炸桧) โดยมีที่มาจาก สมัยราชวงศ์ซ้อง ที่มีขุนนางกังฉินชื่อว่า "ฉินข้วย" หรือ "ฉินฮุ่ย" (จีนตัวเต็ม: 秦檜; จีนตัวย่อ: 秦桧) มีความอิจฉาริษยา นายทหาร "เยียะเฟย" หรือ แม่ทัพงักฮุย (จีนตัวเต็ม: 岳飛; จีนตัวย่อ: 岳飞) จึงได้วางแผนให้ฮ่องเต้เรียกตัวงักฮุยกลับจากแนวหน้า และ ฉินข้วย ทำให้เขาถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา
ข่าวล่วงรู้ไปถึงประชาชนจึงโกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ช่วงนั้นชาวจีนนิยมรับประทานแป้งทอดอยู่แล้ว
จึงมีคนคิดเอาแป้งสองชิ้นมาประกบกันเพื่อเป็นตัวแทนขุนนางกังฉินกับภรรยาแซ่
หวัง แล้วนำมาทอดกินเพื่อระบายความแค้น เรียกว่า “อิ่วจาก้วย” หมายถึง
น้ำมันทอดฉินข้วย


ส่วนที่คนไทย เรียกว่า ปาท่องโก๋ นั้น เพราะจำมาผิด เนื่องจาก
สมัยก่อนชาวจีนที่ขายปาท่องโก๋ (ขนมน้ำตาลทรายขาวซึ่งออกเสียงว่า แปะ ทึ่ง
กอ หรือ แปะถึ่งโก้) มักจะขายเอิ่วจาก้วยด้วย พอคนขายตะโกนขายปาท่องโก๋
จึงเข้าใจว่า ปาท่องโก๋ คือ แป้งทอดอิ่วจาก้วย นั่นเอง แต่ในพื้นที่ภาคใต้ผู้คนยังคงนิยมเรียกว่า อิ่วเจี่ยโก้ย อยู่หรืออาจเรียกสั้น ๆ ว่า เจี่ยโก้ย ตามแบบภาษาฮกเกี้ยน 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 837 19 ม.ค. 2554 (13:07)

ต่อไปตอนไปซื้อจะลองสั่งว่าเอา เจี่ยโก้ย 10 บาท

พยายามหาข้อมูลและภาพของปาท่องโก๋ที่แท้จริง เจอแต่อิ่วจาก้วยเต็มไปหมด


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 838 19 ม.ค. 2554 (14:44)


ประวัติ จาโก้ย..จาก้วย..(อิ่วจาก้วย)


..สำหรับคำว่า "จาโก้ย" หรือ บางที่อาจออกเสียง "จาก้วย" ในภาษาใต้ที่เราใช้กัน ก็คือ "ปาท่องโก๋" ในภาษากลาง..




...สำหรับข้อมูลความเป็นมานั้น ขออนุญาติยกมาจากแหล่งข้อมูลในโลกออนไลน์นะครับ..




ความ
ซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์
โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของโลกตะวันออกที่ 'ความซื่อสัตย์' เกาะเกี่ยวอยู่กับ
'ความกตัญญู'
และแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาและลัทธิปรัชญาของชาวตะวันออกมาโดยตลอด
       
        สำหรับสังคมจีนที่ช่วงเวลาสองพันกว่าปีที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากคำสอนของ ยอดปราชญ์'ขงจื๊อ (ขงจื่อ:孔子)' อย่างหยั่งรากฝังลึกนั้น ขงจื๊อบอกว่าหัวใจของการเป็นมนุษย์ในสายตาของท่านก็ คือ เหริน หรือ เหยิน (仁)
       
       
คำๆ นี้มีผู้รู้หลายท่านแปลความหมายเป็นไทยไว้ว่า เมตตาธรรม มนุสสธรรม
มนุษยธรรม เป็นต้น แต่ด้วยข้อจำกัดทางภาษาและอิทธิพลจากศาสนาพุทธ
ทำให้ความเข้าใจในความหมายแท้จริงของคำๆ นี้ค่อนข้างจะคลาดเคลื่อน
แต่ทั้งนี้หากจะอธิบายถึง "เหริน" ก็อาจระบุความได้อย่างกว้างๆ ว่า คือ
คุณธรรมและความดีงามที่พึงกระทำระหว่างบุคคลต่อบุคคล
       
        ทั้งนี้ใน 'เหริน' หรือคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ขงจื๊อกล่าวถึงนี้มีส่วนประกอบสำคัญประการหนึ่งที่มิอาจละเลยได้ก็คือ ความซื่อสัตย์ หรือ ซิ่น (信)
       
       
ประวัติศาสตร์จีนตลอดช่วงเวลานับร้อยนับพันปีที่ผ่านมา
ในระบบสังคมที่การปลูกฝังทางความคิดระบุว่าความซื่อสัตย์ถูกเน้นย้ำไปที่
"ความภักดีต่อสังคมโดยรวม"
หรือที่ปัจจุบันเราให้คำจำกัดความกันในกรอบใหญ่ว่า "ความรักชาติ" นั้น
หากเราจะเอ่ยถึงวีรบุรุษผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และรักชาติแล้ว
ก็มิอาจละเลยที่จะกล่าวถึงคนสองคน
       
        หนึ่งนาม กวนอู อีกหนึ่งนาม งักฮุย
        .............................
       
เวลาแดดร่มลมตกต้นเดือนพฤษภาคม ผมก้าวลงจากรถประจำทาง ณ ป้าย
'ศาลเจ้ากวนอู' ห่างจากตัวเมืองลั่วหยางมาทางทิศใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร
       
       
สำหรับประวัติและเรื่องราวกวนอู (关羽) หรือในภาษาจีนกลางอ่านว่า กวนอี่ว์
นั้น
เนื่องจากเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทยอยู่แล้วตามกระแสความนิยมในเรื่อง
สามก๊กที่ดำเนินมายาวนานตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
ดังนั้นผมจึงขอเล่าเรื่อง งักฮุย
วีรบุรุษผู้รักชาติของชาวจีนให้ฟังกันเสียก่อน
ไว้ในตอนหน้าผมจะค่อยกล่าวถึงกวนอูอย่างคร่าวๆ
แล้วก็นำท่านผู้อ่านเที่ยวชมศาลกวนอูไปพร้อมๆ กัน
       
        งักฮุย* หรือชื่อเรียกในภาษาจีนกลางคือ เย่ว์เฟย (岳飞;
ค.ศ.1103-1142) เกิดในยุคปลายของราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ.960-1127)
ที่มณฑลเหอหนาน เมื่อครั้งยังเล็ก ณ
บ้านเกิดของเขาเกิดอุทกภัยใหญ่จากการแตกของเขื่อนกั้นแม่น้ำเหลือง (黄河)
มารดาของงักฮุยต้องอุ้มบุตรชายไว้ในอ้อมกอด
อาศัยซุกตัวอยู่ในโอ่งลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาชีวิตให้รอด
       
       
เมื่อล่วงเข้าสู่วัยหนุ่ม
ในภาวะที่ประเทศกำลังตกอยู่ในวิกฤตเนื่องจากฮ่องเต้สองพระองค์ของราชวงศ์ซ่ง
เหนือ คือ ซ่งฮุยจง (宋微宗) และซ่งชินจง (宋钦宗) ถูกพวกจิน (金; ค.ศ.1115-1234)
จับตัวไปเป็นเชลยศึก จนในที่สุดนำมาสู่จุดจบของราชวงศ์ซ่งเหนือ
งักฮุยเมื่อพบเห็นกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าจะ
ต้องกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียและชาติกลับคืนมาให้ได้
       
       
ความตั้งใจนี้เมื่อประกอบกับการสนับสนุนมารดา
เขาจึงสมัครเข้าเป็นทหารรับใช้ให้กับราชวงศ์ซ่งใต้ (南宋; ค.ศ.1127-1279)
ที่ขณะนั้นองค์ฮ่องเต้คือ ซ่งเกาจง (宋高宗) ได้ย้ายเมืองหลวงหนีมาทางใต้
จากเปี้ยนเหลียง (汴梁; ปัจจุบันคือเมืองไคเฟิง) มาอยู่ที่หลินอัน (临安;
ปัจจุบันคือเมืองหางโจว)
       
        โดยก่อนที่งักฮุยจะออกจากบ้านไปรับใช้ชาติ มารดาได้สลักอักษรจีน 4 ตัวไว้ที่กลางแผ่นหลังของบุตรชาย ความว่า
       
        尽忠报国
        จิ้นจงเป้ากั๋ว
        รู้รักภักดี พลีชีพเพื่อชาติ
       
       
เมื่อเข้ารับราชการทหาร
งักฮุยที่พกความมุ่งมั่นไว้เต็มเปี่ยมก็แสดงความกล้าหาญและสามารถรบชนะ
สังหารข้าศึกไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งผลงานไปเข้าตาแม่ทัพนาม จงเจ๋อ (宗泽)
ต่อมาแม่ทัพจงเจ๋อก็ถ่ายทอดวิชาความรู้ในการทำศึกสงครามนานาประการให้กับงัก
ฮุยโดยหมดสิ้น โดยหวังว่างักฮุยจะเป็นกำลังสำคัญในการกู้ชาติต่อไป
       
       
หลังจากที่แม่ทัพจงเจ๋อเสียชีวิต
งักฮุยก็ได้เป็นผู้สืบทอดในตำแหน่งแม่ทัพต่อตามคาด
และสร้างผลงานจนได้ดำรงแม่ทัพใหญ่ในตำแหน่งเจี๋ยตู้สื่อ (节度使) เมื่ออายุเพียง 32 ปีเท่านั้น
แต่ทั้งนี้งักฮุยก็มิได้แสดงอาการยโสโอหังต่อตำแหน่งใหญ่ของตัวเองแต่อย่าง
ใด สังเกตได้จากที่ครั้งหนึ่งฮ่องเต้เคยออกปากว่าจะสร้างจวนหลังใหม่ให้
งักฮุยกลับตอบปฏิเสธโดยกล่าวกับฮ่องเต้ไปว่า
       
        "ในเมื่อยังกวาดล้างศัตรูได้ไม่สิ้นซาก กระหม่อมจะมีมาคำนึงถึงเรื่องบ้านของตัวเองได้อย่างไร?"
       
       
เมื่อก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ชื่อเสียงของงักฮุยก็ยิ่งขจรขจาย
โดยเฉพาะในแง่ของความเข้มงวดและระเบียบวินัยของกองทัพ
มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ฝึกซ้อมการรบอยู่นั้น เมื่อบุตรชาย (เย่ว์หยุน:岳云)
ของงักฮุยบังคับม้าศึกควบขึ้นเนินลาดแล้วเกิดบังคับม้าไม่อยู่จนทั้งคนทั้ง
ม้าเสียหลักล้มลง
ด้านงักฮุยเมื่อทราบดังนั้นก็มิได้แสดงความอาทรต่อบุตรของตัวเองเหนือกว่าพล
ทหารนายอื่นแต่อย่างใด
ออกคำสั่งให้ดำเนินการลงโทษบุตรชายของตนไปตามกฎระเบียบ
       
        มากกว่านั้น สิ่งที่ทำให้กองทัพของงักฮุยครองใจชาวบ้านมากไปกว่านั้นก็คือ "ความซื่อสัตย์" และ "ซื่อตรง"
       
       
เมื่อพบว่าพลทหารขอเชือกปอจากชาวบ้านหนึ่งเส้นเพื่อนำมามัดไม้ฟืน
งักฮุยก็สั่งให้ลงโทษพลทหารผู้นั้นไปตามระเบียบ
ขณะที่เมื่อกองทัพของงักฮุยผ่านไปยังหมู่บ้านใดก็จะตั้งค่ายนอนกันริมทาง
แม้ชาวบ้านเชิญให้เหล่าทหารเข้าไปพักผ่อนในบ้านอย่างไรก็ไม่ยินยอม
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วว่าในกองทัพของงักฮุยมีคำขวัญที่
ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดประการหนึ่ง คือ
       
        "แม้ต้องหนาวตายก็ไม่ขอเบียดเบียนบ้านชาวประชา แม้ต้องอดตายก็จะไม่ปฏิบัติตัวเยี่ยงโจร-ขโมย"
       
       

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างงักฮุยกับเหล่าทหารในกองทัพก็เป็นไปด้วยความแนบ
แน่นยิ่ง โดยเมื่อมีพลทหารคนใดป่วยงักฮุยก็จะไปเยี่ยมด้วยตัวเอง
พร้อมส่งคนไปให้การดูแลครอบครัวของพลทหารผู้นั้น
ขณะที่หากเบื้องบนตบรางวัลอะไรให้มา
งักฮุยก็จะจัดสรรแบ่งปันให้พลทหารของตนอย่างเท่าเทียมโดยที่ไม่คำนึงว่าจะ
เหลือตกถึงตนเองหรือไม่
       
        ด้วยเหตุฉะนี้
กองทัพของงักฮุยจึงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
และเมื่อประกอบกับความรู้ความสามารถในด้านสงครามของงักฮุยแล้วก็ทำให้ในการ
รับทุกครั้งกับชนเผ่าจินนั้น กองทัพงักฮุยได้รับชัยชนะอยู่เสมอๆ
จนพวกจินนั้นเกิดความเกรงกลัวอย่างมาก จนกระทั่งมีคำกล่าวกันว่า
"โยกภูเขานั้นง่าย คลอนทัพงักฮุยนั้นยากยิ่ง"
       
       
ทัพงักฮุยประสบชัยชนะกรีฑาทัพขึ้นภาคเหนือเพื่อยึดดินแดนคืนได้มากมาย
บุกจนกระทั่งตั้งทัพอยู่ห่างจากเมืองหลวงเดิมเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น**
       
       
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ฉินฮุ่ย (秦桧) ขุนนางกังฉิน
(ว่ากันว่าฉินฮุ่ยและภรรยาแซ่หวังเคยถูกกองทัพของจินจับตัวเป็นเชลยศึก
แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวกลับมายังซ่งโดยให้สัญญาว่าจะเป็นสายลับให้กับทางจิ
น***) ผู้ซึ่งเชลียร์ฮ่องเต้ซ่งเกาจงจนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จึงกราบทูลต่อองค์ฮ่องเต้ว่าทัพของงักฮุยนั้นเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสงบศึก
กับเผ่าจิน
       
       
ด้านฮ่องเต้ซ่งเกาจงก็เชื่อในคำของฉินฮุ่ย
และออกโองการบัญชาให้งักฮุยถอนทัพกลับมายังเมืองหลวง
ทางฝั่งงักฮุยแม้จะทักท้วงและออกอาการดื้อดึงเช่นไรก็ไม่สำเร็จ
จนกระทั่งพระบัญชาของฮ่องเต้ส่งมาเป็นฉบับที่ 12 งักฮุยจึงถอดใจ
พร้อมกับทอดถอนใจรำพึงกับตัวเองด้วยความช้ำใจอย่างสุดแสนว่า ความพากเพียร
10 ปีของตนกลับต้องกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีในพริบตา
       
       
เมื่องักฮุยปฏิบัติตามพระบัญชาถอนทัพกลับมายังเมืองหลวง
ฉินฮุ่ยก็ใส่ร้ายว่างักฮุยนั้นมักใหญ่ใฝ่สูง
คิดการณ์ใหญ่จะก่อกบฎล้มล้างราชสำนัก
งักฮุยได้ฟังดังนั้นก็ไม่โต้ตอบอะไรด้วยคำกล่าวอะไร
เพียงแต่คลายชุดท่อนบนของตนออก เผยให้ฉินฮุ่ยเห็นถึงคำว่า '尽忠报国' อักษรสี่ตัวที่มารดาสลักไว้ด้านหลัง ขุนนางกังฉินเมื่อเห็นดังนั้นก็ชะงัก เอ่ยปากอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
       
       
อย่างไรก็ตาม ฉินฮุ่ยก็ยังไม่ยอมลดละความพยายามในการป้ายสีงักฮุยต่างๆ
นานา แม้จะตรวจไม่พบความผิดใดๆ ก็ตาม
แต่ในที่สุดฉินฮุ่ยก็ปั้นเรื่องจนทำให้งักฮุยต้องถูกโทษประหารจนได้
โดยเมื่อมีขุนนางฝ่ายงักฮุยคนอื่นๆ ทักท้วง
และตั้งคำถามฉินฮุ่ยว่ามีหลักฐานในการกล่าวโทษงักฮุยหรือไม่
ฉินฮุ่ยก็ตอบว่า "อาจจะมีก็ได้ (莫须有)" คำตอบของฉินฮุ่ยที่ว่า
"อาจจะมีก็ได้" นี้ ภายหลังกลายเป็นศัพท์ที่ถูกจารึกไว้ต่อๆ
มาว่ามีความหมาย คือการให้ร้ายผู้อื่นโดยปราศจากหลักฐาน
       
       
ทั้งนี้ในวันที่งักฮุยถูกประหารชีวิต
ก็มีพลเมืองดีที่รู้เรื่องราวและเคารพรักในตัวงักฮุยนำศพของเขามาทำพิธีฝัง
ศพ
โดยเวลาต่อมาได้มีการเคลื่อนย้ายหลุมฝังศพของงักฮุยมาตั้งไว้ริมทะเลสาบซีหู
ณ เมืองหางโจว
       
        อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนการขายชาติ
'นายกรัฐมนตรีกังฉิน' ถูกเล่ากันจากปากต่อปากราษฎรไปจนทั่วเมืองหลวง
เพื่อระบายความแค้นใจที่มีต่อฉินฮุ่ย ภรรยาและพรรคพวกที่ให้ร้ายงักฮุย
ขุนศึกผู้รักชาติจนเสียชีวิต
ราษฎรจึงนำแป้งสองชิ้นมาบีบติดกันแล้วทอดรับประทานเพื่อระบายความแค้น
โดยเปรียบเอาว่าแป้งชิ้นหนึ่งคือฉินฮุ่ย ส่วนอีกชิ้นหนึ่งก็คือ
ภรรยาแซ่หวัง
       
        แป้งทอดที่ว่าก็คือ ปาท่องโก๋**** หรือที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมเรียกกันว่า 'อิ่วจาก้วย' ส่วนในภาษาจีนกลางนั้นเขาอ่านว่า โหยวจ๋าฮุ่ย (油炸桧) แปลว่า น้ำมันทอดฉินฮุ่ย ซึ่งก็เป็นการนำชื่อของ ฉินฮุ่ย
ขุนนางกังฉินผู้ขายชาติมาตั้งเป็นชื่ออาหาร
เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังจดจำถึงผู้ทรยศต่อประเทศชาติ
(ส่วนทางประเทศจีนภาคเหนือเขารับประทานปาท่องโก๋กันเป็นชิ้นใหญ่ยาว
เรียกว่า โหยวเถียว (油条))
       
        สำหรับหลุมศพของงักฮุย วีรบุรุษผู้รักชาติ ปัจจุบันก็ยังตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออก ริมทะเลสาบตะวันตก (西湖) ณ เมืองหางโจว โดยคนในรุ่นต่อๆ
มาได้มีการปรับปรุงยกระดับให้มีฐานะเป็นศาลเจ้า
ซึ่งก็เปรียบเสมือนว่ายกย่องให้งักฮุยกลายเป็นเทพแห่งความซื่อสัตย์องค์
หนึ่งนั่นเอง
       
        ณ
วันนี้หากมีโอกาสได้เข้าไปเยือนศาลเจ้างักฮุยริมทะเลสาบซีหู
ติดกับโรงแรมแชงกรีลา ก็จะพบกับรูปปั้นสูงตระหง่านของงักฮุย
โดยด้านบนรูปปั้นเป็นลายมือของงักฮุยตวัดพู่กันอย่างมีพลังเป็นตัวอักษร 4
ตัวอ่านว่า
       
        "เอาแผ่นดินของข้าคืนมา (还我河山)"
       
       
ขณะที่รูปปั้นของงักฮุย แสดงความองอาจ น่าเกรงขาม
และเป็นที่ชื่นชมของบุคคลที่มาเยี่ยมเยือน
ข้างหน้าหลุมศพของงักฮุยในเวลาต่อมาประชาชนก็ได้หล่อรูปโลหะขึ้นมา 4 รูป
ประกอบไปด้วย คนขายชาติทั้ง 4 คือ ฉินฮุ่ย ภรรยาแซ่หวัง ม่อฉีเซี่ย (万俟卨)
และ จางจุ้น (张俊) นั่งคุกเข่าเอามือไพล่หลังอยู่หน้าหลุมศพ
ไว้เป็นอุทาหรณ์แก่คนรุ่นหลัง
       
       
ว่ากันว่าเมื่อรูปหล่อของคนขายชาติทั้ง 4 สร้างเสร็จ
ผู้คนที่มาเยือนศาลเจ้างักฮุยต่างก็นิยมถ่มน้ำลาย
แสดงความเหยียดหยามต่อบุคคลทั้งสี่อยู่
แม้ปัจจุบันจะมีการสร้างรั้วกั้นไว้แล้วก็ตาม
       
       
เมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในประวัติศาสตร์จีนแล้ว 'ราชวงศ์ซ่ง'
นับเป็นยุคสมัยที่ประเทศจีนอันปกครองด้วยชาวฮั่นที่อ่อนแอที่สุดยุคหนึ่ง
จนในเวลาต่อมาประเทศจีนก็ถูกยึดครองโดยชนกลุ่มน้อย คือชาวมองโกล
       
        ...... มิอาจปฏิเสธได้เลยว่าการขาดหายไปของวีรบุรุษกู้ชาติเช่นงักฮุย และการเรืองอำนาจของ สามี-ภรรยาปาท่องโก๋ ฉินฮุ่ย-ภรรยาแซ่หวัง ถือเป็นจุดหักเหหนึ่งที่นำพาชาติไปสู่เส้นทางแห่งความอ่อนแอ และเสื่อมสลายในที่สุด


       หมายเหตุ :
       *ใน
ที่นี้สำหรับชื่อ 岳飞 ผมจะอ่านว่า 'งักฮุย' แทนชื่อเรียกในภาษาจีนกลาง
'เย่ว์เฟย' ด้วยเหตุผล หนึ่ง ความคุ้นเคยของคนไทย และ สอง
ความลื่นไหลในการอ่านบทความโดยมิให้เกิดความสับสน
       **ข้อมูลจากหนังสือ 世界文化史故事大系•中国卷 โดย จูอี้เฟย และ หลี่รุ่นซิน (朱一飞,李润新) สำนักพิมพ์ 上海外语教育出版社 หน้า 325-328
       ***อ้าง
อิงจากบรรยายวิชาประวัติศาสตร์จีนโบราณ ภาคการศึกษาฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.2005
โดย ดร.หวงจิ้ง (黄静) มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง
       ****เรื่อง
ปาท่องโก๋ โดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร จาก
คอลัมน์โต๊ะจีนในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 17
กุมภาพันธ์ 2546


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 839 19 ม.ค. 2554 (17:59)


                                 -ขนมน้ำดอกไม้-

ปะถ่องโก๊  มีเนื้อขนมคล้ายเนื้อขนมน้ำดอกไม้ เคี้ยวหนึบ ๆ
แต่แห้งกว่า เนื้อไม่เรียบเป็นมัน มีร่องขรุขระนิด ๆ 
มีสีเดียวคือสีขาวสะอาด สีเดียวกับน้ำตาลทรายขาว (ปะถ่อง แปลว่า น้ำตาลทรายขาว)
ไม่ใช่ขาวขุ่น ไม่มีกะทิ และไม่ได้ทำเป็นรูปถ้วย
เขานึ่งในถาดใบใหญ่ แล้วตัดขายเป็นชิ้นทรงสี่เหลี่ยม 
ปัจจุบันแทบจะไม่เห็นเลย น่าจะไม่เห็นมานานแล้วด้วย
ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ ได้ยินคนที่แบกถาดขนมชนิดนี้เดินร้องขาย ว่า
"ปะถ่องโก๊ โก๊ทำมะลา กิ๊งอาหล่อย"

ใครอยู่มุมไหนของประเทศไทยที่ยังมีขนมลักษณะตามที่บรรยายมานี้
ช่วยส่งรูปมาให้คนที่ไม่เคยเห็นได้ดูกันด้วยค่ะ
จะได้รู้ว่าต่างกับ อิ่วจาก้วย โดยสิ้นเชิง


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 840 21 ม.ค. 2554 (07:58)

ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมและแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ วันนี้ครบรอบ 2 ปีของการตั้งกระทู้นี้ มีสถิติดังนี้ครับ


ผู้เข้ามาอ่านเฉลี่ย 488 คน ต่อวัน


จำนวนความคิดเห็น 1.15 ความเห็นต่อวัน


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 841 21 ม.ค. 2554 (10:12)

วิธีการ สัญลักษณ์ อะไร ๆ (ของต่างประเทศ) ที่มาถึงเมืองไทย ก็จะถูกคนไทยเราเปลี่ยนไปจนผิดจากความหมายเดิมอย่างมากมาย เช่น


1. การขับรถผ่านทางแยก คนขับรถหลายคนจะเปิดไฟกระพริบฉุกเฉินที่ไฟเลี่ยวสว่างทั้ง 4 ด้าน(ดวง) เพื่อจะบอกคนอื่น ๆ ว่า "ฉันจะไปตรงนะ" ทั้ง ๆ ที่เป็นจำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย เพราะขับไปตรง ๆ ไม่ต้องเปิดไฟกระพริบก็แสดงว่าเราไปตรงอยู่แล้ว


2. การกระพริบไฟหน้ารถ ทั่วไป(ไม่ใช่ในเมืองไทย) เขาหมายถึง บอกว่า " เชิญครับ ผมให้คุณไปก่อน" แต่ในเมืองไทยเรา การกระพริบไฟเป็นการบอกว่า "อย่ามานะ ฉันจะไปก่อน(โว้ย)"


 


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 842 21 ม.ค. 2554 (12:23)

คำในภาษาจีนที่ออกเสียงเหมือนคำในภาษาไทย แต่มีความหมายตรงข้ามกันเลย

เช่น

เท้า (สำเนียงจีนแต่จิว)  แปลว่า หัว  ศีรษะ หรือ หัวหน้า  (น่าจะตรงกับ ท้าว ในภาษาไทย)
เท้า (ภาษาไทย) แปลว่า ตีน


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 843 23 ม.ค. 2554 (21:29)

สมัยก่อนนี้ นักเรียนชายสองคนขัดใจกัน ไม่พอใจก็ท้าต่อย ครูปรีชาที่สอนพละศึกษาบอกให้นักเรียน "ทั้งสองคน" มาต่อยกัน "ตัวต่อตัว"


ส่วนครูอำนาจซึ่งเข้มงวดเร่ื่องความประพฤตินักเรียนบอกว่า ห้ามนักเรียนขาย-นักเรียนหญิง ไปไหนด้วยกันตอนเย็นๆ "สองต่อสอง" ไม่งั้นจะทำโทษ"ทั้งสองคน"


พวกเราก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "นักเรียนสองคน"


เพื่อนฝูงชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานอยู่ในเมืองไทย และต้องเรียนภาษาไทยรู้สึกสับสนมากว่า


"ตัวต่อตัว"   คือคนสองคน อันนี้รับได้ แต่


"สองต่อสอง" มันน่าจะเป็น "คนสี่คน" ทำไมกันกลายเป็นว่าหมายถึง "คนสองคน"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 844 24 ม.ค. 2554 (15:08)

ถ้าพิจารณาด้วยจิตคณิตศาสตร์

1 : 1    กับ   2 : 2   เป็นอัตราส่วนที่เท่ากันค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 845 27 ม.ค. 2554 (00:50)


เมื่อวานนี้จัดบ้าน โชคดีไปพบเครื่องบันทึกเสียงแบบโบราณ เป็นแบบม้วนเทป แม่ซื้อให้เมื่อ 46 ปีก่อนราคา 300 บาท สังเกตขนาดของเครื่องกับเหรียญ 1 บาทที่วางบนเครื่อง ผมเอาไปที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อัดเสียงเพื่อนๆเก็บไว้ จำได้ว่าอัดเสียงของ "พงษ์ศักดิ์" ร้องเพลง "เพ็ญโสภา" ตอนนี้พยายามซ่อมแล้วเอาเสียงออกมาให้ได้ แต่เทปก็เปื่อยแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 846 27 ม.ค. 2554 (02:49)

อ่าน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 845 แล้ว นึกถึง
1. เครื่องเล่นเทปฟิลลิปส์ 4 แทรก (ไป 2 กลับ 2)
2. เครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่เล่นแผ่นครั่ง และแบบใส่ทีละหลายๆแผ่น เล่นจบและแผ่นแล้วเล่นแผ่นต่อไปได้ จบทุกแผ่นแล้วปิดเครื่องได้
3. เครื่องฉายฟีล์มสตริปต์
4. เครื่องฉายสไลด์
5. เครื่องฉายสไลด์โกดัก และการสร้างสไลด์มัลติวิชัน
6. ฟีล์มถ่ายรูป 1 ม้วนได้ 36 รูป
7. ฟีล์มสไลด์ ม้วนละ 120 บาท ค่าล้างและใส่กรอบต่างหาก ถ่ายเสียเป็นหอบๆ
8. เครื่องฉายภาพยนตร์ 16 มม. และฟีล์มภาพยนตร์ของ กศน. 9. เครื่องพิมพ์ดีด
10.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เวอร์ดราชวิถี เวอร์ดจุฬา โลตัส123 ดีเบส โชว์พาร์ทเนอร์


Np (IP:58.8.180.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 847 1 ก.พ. 2554 (01:25)

สิ่งที่เราพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้งสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็คือ เพื่อนบางคนแก้มโย้และมีตัวหนังสือภาษาจีนคำว่า "เสือ"อยู่บนใบหน้า อาการหน้าบวมนี้คือโรคคางทูม ซึ่งปัจจุบันผมไม่ค่อยพบเห็นแล้ว


โรคคางทูม (mumps) เป็นการติดเชื้อ
และมีการอักเสบของต่อมน้ำลายที่อยู่บริเวณกกหูทำให้ที่บริเวณคางบวม
จึงได้ชื่อว่าคางทูม พบในเด็กเป็นส่วนใหญ่
โรคคางทูมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง
พบได้ในเด็กตั้งแต่วัยเรียนขึ้นไป ติดต่อกันโดยทางเดินหายใจ


โรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลาย เนื่องจากเป็นโรคติดต่อจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า epidemic parotitis ต่อมน้ำลายในร่างกายมีหลายต่อม ต่อมที่ถูกเชื้อไวรัสเล่นงานมาที่สุดคือ ต่อมพาโรติด (parotid) ซึ่งอยู่ตรงหน้าหูหรือแก้มส่วนบน ทำให้แก้มโย้ลงมาที่คาง
อันเป็นที่มาของชื่อคางทูม อาจเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างใดข้างหนึ่ง
หรือทั้งสองข้าง หรืออาจเป็นที่ต่อมน้ำลายที่ใต้ลิ้น
หรือที่ใต้ขากรรไกรก็ได้ ถ้ายิ่งเป็นมากต่อม อาการก็ยิ่งมาก
พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี มักไม่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว




สาเหตุ



  1. เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Paramyxovirus

  2. ติดต่อกันได้โดยตรงทางการหายใจ และสัมผัสกับน้ำลายของผู้ป่วย เช่น การกินน้ำ และอาหารโดยใช้ภาชนะร่วมกัน เป็นกับเด็กได้ทุกอายุ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และมีโรคแทรกซ้อนได้บ่อยกว่าในเด็ก

  3. หลังจากมีวัคซีนป้องกันในประเทศ
    ที่พัฒนาแล้วอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้ลดลงมาก ระยะที่ติดต่อกันได้ง่าย
    คือจาก 1-2 วัน (หรือถึง 7 วัน) ก่อนมีอาการบวมของต่อมน้ำลาย ไปจนถึง 5-9
    วันหลังจากมีอาการบวมของต่อมน้ำลาย

  4. ระยะฟักตัวของโรคคือ 16-18 วัน แต่อาจสั้นเพียง 12 วัน และนานถึง 25 วันหลังสัมผัสโรค




อาการ



  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้คล้ายไข้
    หวัดนำมาก่อนประมาณ 2–3 วัน
    จากนั้นจะมีอาการเจ็บบริเวณหน้าหูร่วมกับอาการบวม
    โดยเริ่มเป็นที่หน้าหูข้างใดข้างหนึ่งก่อน ต่อมาจึงมีอาการทั้ง 2 ข้าง

  2. โรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะตับอ่อนอักเสบ และถุงอัณฑะอักเสบในเด็กผู้ชาย ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง หรือมีอาการเจ็บบริเวณถุงอัณฑะ
    โดยมีประวัติเป็นคางทูมมาก่อนในระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
    ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาต่อไป

  3. กรณีต่อมน้ำลายอักเสบ มักมีไข้นำมาก่อน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร วันต่อมาจึงมีการอักเสบของต่อมน้ำลาย ที่พบบ่อยที่สุดคือต่อม parotid ซึ่งจะบวมโต ผิวหนังเหนือต่อมมักแดง และร้อน เมื่อกดดูมีลักษณะคล้ายเยลลี่ อาการบวมจะเริ่มจากหน้าใบหนู บวมมาหลังใบหนู และลงมาคลุมขากรรไกร
    บางรายบวมมากจนมีอาการบวมลงมาถึงส่วนหน้าอก ส่วนใหญ่มักเป็นสองข้าง
    ข้างที่สองมักเป็นหลังข้างแรก 4-5 วัน การบวมมักไม่เกิน 7
    วันผู้ป่วยจะมีอาการปวดเวลาพูด กลืน หรือเคี้ยว
    โดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยวจะทำให้ปวดมาก

  4. บางรายอาจเกิดอาการอัณฑะอักเสบ
    มักเกิดหลังต่อมน้ำลาย 4-10 วันหรือบางรายอาจไม่มีการอักเสบของต่อมน้ำลาย
    และมักเป็นข้างเดียว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอัณฑะ บวม กดเจ็บ

  5. ตับอ่อนอักเสบเป็นภาวะที่รุนแรง ผุ้ป่วยจะปวดท้องส่วนบน อาเจียน กดเจ็บบริเวณลิ้มปี่

  6. คางทูมกับสมอง
    อาจจะทำให้เกิดอาการสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ และซึมลง
    บางรายเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง หลังแข็ง
    มักเป็นหลังต่อมน้ำลายอักเสบ 3-7 วัน


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------เขียนเสือให้คางทูม (อ้างอิง:ศูนย์ข่าวกรองเตือนภัยสุขภาพ สคร.10


     

ความเชื่อในสมัยก่อนเราเป็นคางทูมกันจนแก้มโย้ พ่อแม่บางบ้านก็พาไปหาซินแส
และหมอชาวบ้านจะเขียนเสือเป็นตัวอักษรหรือเป็นรูปเสือ ในที่สุดก็หายเป็น
ปกติจริง ๆ
คนหลายคนก็เลยเชื่ออย่างปักใจว่าต้องเขียนเสือไว้ คางทูมถึงจะกลัว พากัน
เลี้ยงเสือไว้บนคางกันเรื่อยมา ซึ่งคำตอบของเหตุผลที่สัมพันธ์กับทางวิทยา
ศาสตร์นั้น คือ
คางทูมเป็นโรคที่สามารถหายได้เองและยังสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน


     คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม paramyxovirus
 ที่บริเวณต่อมน้ำลาย อาจจะเป็นต่อมเดียวก็ได้ หรือบางครั้งเชื้อโรคก็
ลุกลามไปยังต่อมน้ำลายในบริเวณอื่นๆ
เชื้อไวรัสชนิดนี้มีช่องทางเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป


       
จากสถานการณ์โรคคางทูมนับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่
๑๐ ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคคางทูม จำนวนทั้งสิ้น ๒๑๐๗ ราย คิดเป็นอัตราป่วย
๕๙.๑๘ ต่อประชากรแสนคน ซึ่งพบผู้ป่วยสูงสุดในเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ในกลุ่มอายุ
๕-๙ ปี โดยมีอัตราป่วย ๒๒๘.๐๖
ต่อแสนประชากร จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ
จังหวัดแม่ฮ่องสอน รองลงมาเป็นเชียงราย อัตราป่วย ๖๕.๖๙ และ ๕๔.๗๕
ต่อแสนประชากรตามลำดับ ในปี
๒๕๕๓ มีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐานตั้งแต่ต้นปี (รูปที่ ๑)
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับตาเฝ้าระวังและเตรียมการป้องกันควบคุมโรค
 

คำแนะนำและการป้องกันควบคุมโรค

        ๑.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรตรวจสอบความครอบคลุมการให้วัคซีนให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

        ๒.เฝ้าระวังการเกิดโรคในสถานศึกษาทุกระดับ หากมีผู้ป่วยควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนโดยทันที

        ๓.ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม

        ๔.ให้คนไข้พักผ่อนมาก ๆ รักษาความสะอาดปาก โดยใช้ยาอมฆ่าเชื้อ หรือยาบ้วนปากหรือยากลั้วคอ และควรให้อาหารเหลว

        ๕.ควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ หากสงสัยควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล

        ๖.โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด, หัดเยอรมันและคางทูม(MMR) มักจะฉีดเมื่อเด็กอายุได้ ๙-๑๕ เดือน

โดย เฉลิมพล  เจนวิทยา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 848 1 ก.พ. 2554 (14:10)

จากความเชื่อที่ว่า คางทูม มีลักษณะคล้าย คางหมู ซึ่่งหมูจะกลัวเสือ...


จึงมีการเขียนเสือ ให้หมูกลัว {#emotions_dlg.a2}


สิง
ร่วมแบ่งปัน811 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 849 1 ก.พ. 2554 (18:05)

คางทูม  ผมก็มีโอกาสเป็นกับเขาเหมือนกัน
นอกจากคางทูมแล้ว  ถ้าเท้าเป็นแผล
ไข่ดันมักจะบวมด้วยทุกครั้ง
เรียกไข่ดัน ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด
ลักษณะ เป็นก้อนกลมอยู่ที่โคนขาตรงรอยพับทั้งสองข้าง (ต้องคลำดู)

ที่ตรงนี้จะมีชีพจรเต็นตุบๆ  ถ้าใช้นิ้วมือกดไว้นานๆ(ประมาณ2-3 นาที)แล้วปล่อยมือจะรู้สึกวูปวาบจาก
โคนขาไปยังปลายเท้า


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 850 4 ก.พ. 2554 (23:29)

มีสิ่งที่เคลือบแคลงใจและสงสัยมาจนทุกวันนี้คือ เมื่อก่อนนี้มีร้านตัดแว่นมาที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย อธิบายเรื่องสายตาแก่นักเรียน หากนักเรียนไม่รักษาสุขภาพตาก็จะเป็นผลเสียอย่างร้ายแรง ทางร้านก็มีการนัดหมายให้นักเรียนไปตรวจสายตา โดยตรวจนักเรียนทีละห้องๆ ผมจำได้ว่าทางร้านเอาภาพมาให้ดูแล้วถามนักเรียนว่าเห็นอะไร ภาพนั้นเป็นภาพที่ใช้ทดสอบตาบอดสี เช่น


129828


ตาปกติ: จะเห็นเลข 9
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข
หรือ


129829

ตาปกติ: จะเห็นเลข 6
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข
เพื่อนๆหลายคนดูไม่รู้เรื่อง เขาก็บอกให้ไปตัดแว่น สำหรับตัวผม ผมจำได้ว่าเห็นเป็นตัวเลข เขาก็บอกให้ผ่านไป ไม่ต้องตัดแว่น ส่วนเพื่อนๆหลายคน ที่ผมลองถามดู ก็เห็นเป็นตัวเลขเหมือนกัน แต่เข้าใจว่าช่างทำแว่นให้มองเห็นเป็นภาพอื่นๆ ก็เลยบอกว่าไม่เห็นภาพ (แต่ความจริงเห็นตัวเลข) เพื่อนๆเหล่านั้นถูกจับไปตัดแว่นหมดเลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 851 13 ก.พ. 2554 (10:46)

ดูข่าวกีฬาทางโทรทัศน์ เห็นเด็กๆเล่นเทนนิสแล้วคิดถึงสมัยที่เรียนที่วัดพลับพลาชัยเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนนี้ สมัยนั้นผมเริ่มเล่นเทนนิสในขณะที่กีฬาเทนนิสยังไม่เป็นที่แพร่หลาย "ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย" เป็นผู้จัดการอบรม แข่งขัน และกิจกรรมต่างๆ โดยใช้สถานที่ "บ้านพิษณุโลก"เป็นสำนักงานในสมัยนั้น ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 38 โปรดคลิกดูได้ >>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226/1            



ยี่ห้อไม้และลูกเทนนิสชื่อดังก็มีหลายยี่ห้อ เช่น Dunlop wilson และ Slazenger บรรดา "เพื่อนๆผู้ดี" ของผมทั้งหลายที่เล่าให้ฟังในความเห็นที่ 38 แล้วนั้น ก็มักจะพูดคุยกันถึงโมเดลใหม่ๆ หรือข่าวคราวสินค้าของแบรนด์ดังๆเหล่านี้ สมัยก่อนนี้ผมรู้สึก "อาย"ที่จะพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ เพราะพ่อผมซื้อไม้เทนนิสที่ไม่ใช่เป็นของแบรนด์ดังๆ แต่เป็นไม้เทนนิสที่ทำโดยคนไทยยี่ห้อ "มงคลประดิษฐ์" โดยใช้เครื่องหมายรูปตัว "M" แทน ส่วนไม้ยี่ห้อ "Wilson" ใช้อักษรย่อ "W"



เวลาที่ "พวก" ผู้ดีทั้งหลายคุยอวดไม้ใหม่กัน ผมมักจะหลบๆ เพราะกลัวเขาจะเห็นไม้ "มงคลประดิษฐ์"ของผมที่พ่อให้ มีอยู่วันหนึ่งมีการคุยโม้เรื่องไม้เก่าที่ตกทอดจากสมัยพ่อว่าของใครจะเก่าและเท่กว่ากัน ผมพยายามหนี แต่ก็ไม่พ้น เพื่อนๆ"ผู้ดี"ของผมก็มาแย่งไม้ไปดูว่าเป็นยี่ห้ออะไร โดยดูที่ตัวอักษรย่อ ของคนส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อ "Wilson" ที่ใช้ตัวอักษรย่อ "W" ส่วนของผมมีอักษรย่อ "M" ติดอยู่ที่ไม้ แต่พวก"ผู้ดี"ทั้งหลายกลับหันไม้กลับหัวเป็นตัวเอ็มกลับหัวจึงอ่านเป็นตัว "W" พวกนั้นเลยเข้าใจว่าเป็นไม้ย่อห้อ Wilson แบบโบราณ จึงชื่นชมมากว่าเป็นของ "เท่" ที่เป็นมกดกตกทอดกันมา 


ถ้าเป็นปัจจุบัน ผมจะไม่มีวันอับอายเป็นปมด้อยเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อผมสอนไว้เสมอว่า "จงทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่อย่าทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน" และที่สำคัญคือ "จงเป็นตัวของตัวเอง แต่เป็นตัวของตัวเองให้ดีที่สุด"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 852 13 ก.พ. 2554 (16:03)

ไม่ได้เข้ามาอ่านนานแล้ว นึกว่ากระทู้ล่มไปเรียบร้อยแล้วนะครับเนี่ย


weerawat80
ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 853 13 ก.พ. 2554 (16:24)

ในความเห็นที่ 851ของอ.แขชนะเขียนประชดประชันได้ดีจัง ถึงรสนิยมพวกลูกผู้ดีแปดสาแหรกสมัยก่อน ทีอ่าน M เป็น W ผมสงสัยว่าเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีไม้ตีเทนนิสที่คนไทยทำได้เอง ก็เลยทำให้เข้าใจผิด


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 854 17 ก.พ. 2554 (09:05)

สมัยก่อนตอนที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมชอบกิจกรรมต่างๆนอกโรงเรียน หรือนอกห้องเรียนมาก สิ่งเหล่านี้กลับให้ประโยชน์แก่ผมในการดำรงชีวิตในสังคมในเวลาต่อมา กิจกรรมทัศนศึกษานอกโรงเรียนกิจกรรมหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจผมมากในยุคนั้นคือการได้ไปเยี่ยมชมท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ช่วงนั้นท้องฟ้าจำลองเพิ่งจะเปิดใหม่ๆ จำได้ว่าในห้องฉายดาวปรับอากาศจนหนาว ผมได้รู้จักกลุ่มดาวต่างๆเป็นครั้งแรกในชีวิต ตอนที่เรียนวรรณคดีไทยชั้น ป.5 เรื่องกลอนสักวา มีการพูดถึง "ดาวจรเข้"ว่า


สักวาดาวจรเข้ก็เหหก                 ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว
เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว     น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง
ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ     ความหนาวเหลือทานทนกมลหมอง
สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง             พอแสงทองส่องฟ้าขอลาเอย...

ผมมองภาพไม่ออกเลยว่าดาวจรเข้มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วหันหัวอย่างไร แต่พอมาดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองแล้ว ก็เข้าใจทุกอย่าง รู้สึกสนุกและจำได้มาจนทุกวันนี้ และยังจำได้แม่นว่า เราใช้ดาวจรเข้หาตำแหน่งของดาวเหนือได้อย่างไร ผมชอบตอนที่บรรยายใกล้จะจบ เป็นเวลารุ่งเช้า พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น จะมีเพลงเบาๆบรรเลงประกอบพร้อมเสียงนกร้อง สร้างบรรยากาศได้ดีมาก


ผมเคยเข้าชมการบรรยายที่ท้องฟ้าจำลองที่กรุงโตเกียว ในการบรรยายเขาใช้เพลง "Stardust" บรรเลงเบาๆประกอบ น่าฟังมาก เพลง"Stardust"เป็นเพลงที่ไพเราะที่แต่งโดย ชาวอเมริกันชื่อ Hoagy Carmichael เมื่อปี ค.ศ.1927 ต่อมาอีก 2 ปี Mitchell Parish เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง และมีผู้นำไปขับร้องมากมาย หรือนำไป Arrange ในท่วงทำนองที่แตกต่างไป จนถึงวันนี้มีผู้บรรเลงและขับร้องบันทึกเสียงจากศิลปินทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 1800 ราย ลองฟังตัวอย่างเพลงจากการขับร้องของ Nat King Cole >>>



Thumbnail



ความประทับใจในท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในสมัยนั้น มีส่วนผลักดันให้ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์ ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่า ต่อมาอีก 30 กว่าปี ผมจะได้มีโอกาสเข้าไปยืนบรรยายพิเศษในห้องฉายดาวของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพแห่งนี้ เราลองมาดูประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อยครับ (อ้างอิง:http://www.bangkokplanetarium.com/aboutus/index.html)


ความเป็นมาของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ









King


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรง ประกอบพิธี
เปิดอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2507
และนับจากบัดนั้น ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ จึงเปิดการแสดง
ให้นักเรียนและประชาชนเข้าชมได้ ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2507 เป็นต้นมา
อาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ห้องฉายดาว และ
ส่วนแสดงนิทรรศการรอบห้องฉายดาว











          ห้องฉายดาวเป็นห้องวงกลมขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
20.60 เมตร หลังคาเป็นรูปโดม สูง 13 เมตร เพดานโดมเป็นแผ่นอลูมิเนียมพรุน
ทาสีขาวเพื่อรับแสง ที่ฉายออกจากเครื่องฉายดาวปรากฎเป็น ดวงดาวใน
ท้องฟ้าจำลอง คล้ายกับดวงดาวในท้องฟ้าจริง ความจุ 370 ที่นั่ง ตรงกลางห้อง
ตั้งเครื่องฉายดาวระบบเลนส์ของ Carl Zeiss ของบริษัทคาร์ล ไซซ์
ประเทศเยอรมนี











          เครื่องฉายดาว นับเป็นประดิษฐกรรมทางวิทยาศาสตร์
ที่มีระบบการทำงาน ซับซ้อน ประกอบด้วยระบบ เครื่องกล ระบบไฟฟ้า
และระบบแสงที่ประณีต ฉายภาพวัตถุท้องฟ้า และปรากฎการหลายชนิด
เลียนแบบธรรมชาติ สามารถ ปรับเครื่องขึ้นลง เพื่อแสดงดวงดาวในท้องฟ้า
ของประเทศใดก็ได้ตามวัน เวลาที่ต้องการ ทั้งดวงดาวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และยังเป็นเครื่องฉายดาว ขนาดใหญ่เครื่องแรก ในย่านเอเซียอาคเนย์ด้วย



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 855 17 ก.พ. 2554 (09:35)

ลองฟังเพลง "Stardust" หรือ "ละอองดาว" ในแบบการบรรเลงด้วยเปียโนดูบ้างนะครับ >>>


Thumbnail


เพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้สำหรับเป็นแบบฝึกหัดสำหรับผู้เริ่มเล่นเปียโน โดยใช้มือสองข้างที่สัมพันธ์กัน แบบฝึกหัดก็มีสองแบบ คือแบบฝึกสำหรับมือซ้าย และแบบฝึกสำหรับมือขวา


แบบฝึกมือซ้าย >>>


ThumbnailStardust Melody Piano Tutorial L


 


แบบฝึกมือขวา >>>


ThumbnailStardust Melody Piano Tutorial R



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 857 23 ก.พ. 2554 (15:42)
ศิษย์เก่าอีกคนครับ ผ่านมา อารมย์คิดถึงเพื่อนเก่า ห่างหายกันไปนาน ทั้งๆที่บ้านไม่ไกลโรงเรียน
เพื่อเก่าบางคนเดินชนกันยังจำกันไม่ได้ และเพื่อนเก่าที่รักกัน ก็ยังทะเลาะกันจนไม่มองหน้า ความรู้สึกแบบเก่าๆหายไปหมดแทบจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ งานวัดทุกปีผ่านไปๆเปลี่ยนไปทุกปีไม่รู้ว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกับผม เคยเปิดหน้านี้อ่านบ้างไหม ถ้าจำกันได้ เมลมาคุยกันมั่ง ลืมบอกไปผมเป็นศิยษ์เก่าเป็นรุ่นไม่เก่าเท่าขนาด จขกท แต่เป็นรุ่นที่ อจ. ไม่อยากจดจำเท่าไหร่ แต่ผมจำภาพหน้า กระทูได้ ภาพสุดท้ายน่าจะเป็นอาจารย์โรจน์นะ ผมเคยอยู่ห้องอ.ฉวีวรรณครับดุเอาการ ตอนนี้ อายุอานามมากแล้วมั้ง
ป.1 อ. จำไม่ได้
ป.2 อ.จำไม่ได้
ป.3 อ.จำไม่ได้
ป.4 อ.พ.พิศ
ป.5 อ.พวงชมพู
ป.6/3 หรือป่าวไม่แน่ใจ อ.ฉวีวรรณ
เพื่อนที่จำได้ นวลพรรณ นิภัทรา สุภาวดี วิมลมาศ พรพรรณ กรรณิกา (จำได้แต่ผู้หญิงอ่า)
autooo_chai@hotmail.com (IP:115.87.84.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 858 24 ก.พ. 2554 (01:02)


รูปถ่ายแถวๆโรงหนังโอเดียน หน้าวัดไตรมิตร ราวๆปี พ.ศ.2506 ช่วงที่ผมเข้าเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย สังเกตดูรถแท็กซี่สมัยก่อนไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีมิเตอร์ การว่าจ้างใช้วิธีต่อรองราคาค่าโดยสาร ตรงที่ลูกศรสีแดงชี้คือส้วมสาธารณะสำหรับผู้ชาย ไม่มีประตู เดินเข้าไปได้เลย สามาถยืนได้สองคน ถ้าเป็นเด็กๆพลับพลาชัยสมัยก่อนยืนฉี่ได้ 3 คน ลมเย็นสบาย แต่ลมโชยไปถึงผู้อื่นก็จะไม่สบาย(จมูก)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 859 24 ก.พ. 2554 (09:59)
ขอบคุณอาจารย์แขชนะ สำหรับ เรื่องวีรบุรุษ งักฮุย ค่ะ ต่อไปนี้ดิฉันคิดว่าจะไม่กินขนม ฉินฮุ่ย-ภรรยาแซ่หวัง อีกต่อไปแล้วอ่านประวัติแล้วรู้สึกรังเกียจค่ะ ไม่อยากแตะต้องอีก
IPD (IP:124.121.160.233)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 861 2 มี.ค. 2554 (22:51)


วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับชื่อของโรงเรียนที่มีจุดกำเนิดจากวัดของชุมชน หลายโรงเรียนพยายามเอาคำว่า "วัด"ออกจากชื่อโรงเรียน ราวกับว่าวัดเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย น่ารังเกียจ หรือจะทำให้โรงเรียนมัวหมอง ผมกลับภูมิใจใน "โรงเรียนวัดพลับพลาชัย" ที่ยังคงคำว่าวัดไว้ได้ตลอดมาจนทุกวันนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เอาเรื่องมี้มาพูดถึง และจะให้โรงเรียนที่เอาคำว่าวัดออกไปแล้ว ให้เอากลับมาใหม่


สมัยก่อนนี้โอกาสของคนที่จะได้เล่าเรียนหนังสือก็คือได้โอกาสจากวัดนั่นเอง หรือที่เรามักได้ยินคำว่า "บวชเรียน"  ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย ไม่ใช่แต่เฉพาะวัดพลับพลาชัย แต่ได้เรียนรู้จากวัดเทพศิรินทร์ด้วย ดังที่ได้เคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นต้นๆ



โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ก็เป็นโรงเรียนหนึ่งที่เอาคำว่า "วัด" ออก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 862 10 มี.ค. 2554 (06:18)


สมัยที่เรียนชั้น ป.5-6 ผมเรียนๆเล่นๆ ชอบหาความรู้ที่อยู่นอกตำราหรือนอกห้องเรียน มีความรู้สึกว่าถูกครูตีอยู่เรื่อย (สมัยก่อนนี้ครูตีนักเรียนได้ ไม่ถูกฟ้องร้อง) แต่พอปลายปี ป.6 พ่อกับแม่ต้องไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ผมต้องอยู่กับน้าและป้า อะไรๆดูเปลี่ยนไปหมด ต้องปรับตัวอย่างมาก ใช้ความคิดมากกว่าเดิม ซึ่งเมื่อก่อนเล่นสนุกโดยไม่ต้องคิดมาก ฟังเทศน์ฟังธรรมมักจะหลับเสมอ ครูสมบัติพร่ำสอนศีลธรรม พระครูสิริทัดสุนทรเทศน์ให้ความรู้ไม่เคยผ่านเข้าไปในหัวเลย จำคำต่างๆทางศาสนาได้ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เช่น อริยสัจสี่ ขันธ์ห้า มรรคแปด อิทธิบาทสี่ เป็นต้น


เวลาพ่อแม่ไม่อยู่ ไม่อยากทำให้น้าและป้าต้องลำบากใจกับการเรียนของผม ผมจึงถามตัวเองว่าทำอย่างไรจึงจะเรียนได้ดี ผมรู้สึกว่าหลังจากมี "สติ" ได้คิดทบทวนอะไรต่างๆ ทำให้ถูกครูตีน้อยลง ผมเริ่มเห็นอะไรชัดขึ้น ผมจึงเข้าใจว่าอันที่จริงแล้ว คนเราเรียนรู้อะไรต่างๆจากความผิดพลาดทั้งนั้น เด็กเล็กเอามือไปจับกาน้ำร้อน ก็เกิดการเรียนรู้ วิ่งบนถนนแฉะๆ หกล้ม ก็เรียนรู้ว่าต้องเดินช้าๆอย่างวิ่ง เป็นต้น ผมเรียนรู้ว่าคนเรากลัวเสียหน้าเวลาทำผิด ดังนั้นจึงไม่ค่อยทำงาน ความผิดพลาดขององต์การนาซ่าในโครงการอพอลโล 13 ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาระบบบต่างๆไปอีกหลายขั้น จึงมักมีคนพูดเสมอว่า คนที่ไม่ทำผิดอะไรเลยก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย


จากจุดที่ "มีสติ" และใช้ "ปัญญา" นี้ ทำให้ผมสนใจคำสอนของครูมากขึ้น ครูสอนว่า ถ้าเธออยากเรียนดี เธอต้องมี "อิทธิบาทสี่" เมื่อก่อนนี้ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา แต่พอได้คิดตาม ก้รู้สึกว่าเกิด "ปิ๊ง" จำได้แม่นตั้งแต่นั้นมา ผลการเรียนดีขึ้นอย่างน่าใจหาย และเมื่อจบออกไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่นก็สอบได้เป็นที่ 1 ของโรงเรียนต่างๆที่ไปเรียน การใช้ปัญญาอย่างมีสติ ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง



"อิทธิบาทสี่" 
หมายถึง ฐานหรือหนทางสู่ความสำเร็จ หรือ
คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มี 4 ประการ คือ



  • ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป

  • วิริยะ(ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย

  • จิตตะ(ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป

  • วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ
    ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล
    คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 863 12 มี.ค. 2554 (06:50)


โรงเรียนหลายโรงเรียนหาทางทำให้คุณภาพของนักเรียนดีขึ้นโดยการมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่เรียนดีเด่น โดยเฉพาะที่สอบได้เป็นที่หนึ่งของโรงเรียน หลังจากที่ผมจบจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย ผมก้ไปเข้าเรียนมัธยมอีกหลายโรงเรียน เพราะต้องตามพ่อไปทำงานในที่ต่างๆ สมัยที่เรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ผมเคยมีโอกาสได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ แต่ผมได้เรียนรู้ว่า เป็นช่วงที่เรียนอย่างไม่มีความสุขเลย เพราะมีความรู้สึกว่าจะต้องแข่งขันเพื่อการแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง ผมรู้สึกว่าเพื่อนๆหลายคนไม่จริงใจ คบกันอย่างระมัดระวังกลัวเพื่อนจะได้ดีกว่า ผมมีเพื่อนผู้เป็นกลัยาณมิตรที่ช่วยเหลือกันแม้ยามยากเพียงไม่กี่คน เช่น อารักษ์ ศรีสกุลเตียว เพื่อนรักที่สนิทกันที่สุดและช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยากแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 40 ปีแล้ว ดังที่เคยกล่าวถึงในตอนต้น อีกคนหนึ่งคือ องอาจ ชูทอง ผู้พลิกผันชีวิตไปเรียนต่อปริญญาเอกทางศาสนาที่อเมริกา แล้วมาเป็นหมอสอนศานาดูแลโบสถ์ ช่วยเหลือคนทุกข์ยากมากมาย บางคนก็เป็นใหญ่เป็นโต ปัญญา มหาชัย ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 


ผมรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ในสภาพที่แข่งขันสูง ต่อมาผมจึงพลิกผันตัวเองไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแบบที่ผมชอบ โดยไม่สนใจการแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง ผมหันมาใช้เวลากับการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือทำของเล่นที่ผมชอบ โดยไม่สนใจว่าใครจะแข่งเรียนให้ได้รีบรางวัล ผมขอจัดตั้งชุมนุมวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ขณะนั้น อาจารย์ฉวี ถีรวงศ์ เป็นอาจารย์หัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ ท่านก็ใจดีอย่างมาก ให้การสนับสนุนเต็มที่ หาเงินทุนและให้สถานที่ทดลองในตึกวิทยาศาสตร์ ท่านไว้ใจผมมากถึงขนาดมอบกุญแจห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ให้ผมเป็นผู้รับผิดชอบ จะเข้ามาทดลองตอนไหนก้ได้ วันไหนก้ได้ แม้แต่เวลากลางคืน อันที่จริงเป็นความรับผิดชอบที่สูงมาก หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาคงยุ่งน่าดู ผมรวบรวมเพื่อนๆที่สนใจจะทำโครงงานมาช่วยกัน อาจารย์ที่ปรึกษาชุมนุมวิทยาศาสตร์ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลพวกเราคือ อาจารย์วรากร วราอัศวปติ แม้ว่าท่านจะเสียไปนานแล้ว แต่พวกเราก็ยังระลึกถึงพระคุณของท่านไม่เคยลืม ผมริเริ่มทดลองทำนมถั่วเหลืองขายในโรงเรียน ทำรายได้เข้าหมวดวิทยาศาสตร์มากพอสมควร พออยู่ตัวแล้ว ก็ให้นักการของโรงเรียนรับช่วงธุรกิจต่อ ปีนั้นเราส่งโครงงานวิทยาศาสตร์เข้าแข่งขันถึง 10 โครงงาน จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทสไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เราได้รับรางวัลถึง 5 รางวัล อาจารย์ใหญ่ และอาจารย์ฉวี พอใจมาก โรงเรียนได้จัดทำเกียรติบัตรและรางวัลมอบให้นักเรียนทุกคนที่เข้าแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ ผมรู้สึกว่าการเรียนแบบนี้มีความสุขมากกว่าการแข่งขันแก่งแย่งความเป้นหนึ่ง



ผมจำได้ว่า เราได้ข่าวว่าอาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จัดตั้งชมรมจิตศึกษาขึ้นที่จุฬาฯ ผมจึงขออนุญาติโรงเรียนให้เชฺิญอาจารย์อาจองมาบรรยายเกี่ยวการฝึกจิตกับการศึกษา ผมจองที่พักให้อาจารย์อาจอง จำได้ว่าที่โรงแรมศรีวิชัย ตรงถนนบัวรอง เช้าวันที่อาจารย์จะบรรยายผมไปรับอาจารย์ที่โรงแรม ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับการฝึกจิตและสมาธิ อาจารย์เล่าถึงตอนที่อาจารย์เรียนปริญญาเอก แล้วอาศัยการนั่งสมาธิช่วยในการออกแบบการทดลองจนประสบความสำเร็จ อาจารย์อาจองแนะนำสิ่งที่น่าสนใจแก่ผมหลายอย่างแบบที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งต่อมาผมก้ได้ปฏิบัติตามและประสบผลสำเร็จได้เช่นกัน


ผมได้มีโอกาสพบกับอาจารย์อาจองอีกหลายครั้งในโอกาสต่างๆกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมทำงานเป็นผู้บริหาร Asian University ที่พัทยาโดยความร่วมมือกับ Imperial College, Unversity of London ซึ่งอาจารย์อาจองเป็นศิษย์เก่า เราได้มีการจัดเลี้ยงศิษย์เก่าและได้เชิญอาจารย์อาจองมาด้วย ผมถามอาจาย์เกี่ยวกับผลงานการออกแบบระบบไมโครเวฟนำร่องเอายานลงจอดบนดาวอังคารที่อาจารย์ออกแบบให้องค์การนาซ่า อาจารย์เล่าว่าได้จากการนั่งสมาธิแล้วสามารถจินตนาการมองเห็นภาพในการออกแบบอุปกรณ์ ผมคุยกับอาจารย์หลายเรื่องรวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเห็น UFO ที่ทั้งอาจารย์และผมเคยประสบพบเห็นมา คุุยกันอยู่านเกี่ยวกับ UFO และการฝึกจิต ผมได้ความรู้และแนวคิดอีกมากมายจากอาจารย์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 864 12 มี.ค. 2554 (10:36)
"...
เช้าวันที่อาจารย์จะบรรยายผมไปรับอาจารย์ที่โรงแรม ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับการฝึกจิตและสมาธิ อาจารย์เล่าถึงตอนที่อาจารย์เรียนปริญญาเอก แล้วอาศัยการนั่งสมาธิช่วยในการออกแบบการทดลองจนประสบความสำเร็จ อาจารย์อาจองแนะนำสิ่งที่น่าสนใจแก่ผมหลายอย่างแบบที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งต่อมาผมก้ได้ปฏิบัติตามและประสบผลสำเร็จได้เช่นกัน
..."

ข้อความที่ยกมาข้างบนนี้ จะไม่มีประโยชน์อันใดแก่ผู้อ่านเลย ถ้าไม่ทราบว่า "สิ่งที่อาจารย์อาจองแนะนำซึ่งอาจารย์แขชนะได้ปฏิบัติตามจนประสบผลสำเร็จเช่นกัน" คืออะไร? ปฏิบัติอย่างไร?
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 865 12 มี.ค. 2554 (12:21)

อันที่จริงอยากเล่าให้ฟังเหมือนกัน แต่เกรงว่าจะต้องใช้ตัวหนังสือวิ่ง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 866 12 มี.ค. 2554 (15:35)

ชมตัวอักษรกระพริบ ซึ่งเกิดจากการ run ภาพ 2 ภาพ
ภาพหนึ่งเป็นภาพว่าง ภาพหนึ่งเป็นภาพข้อความตามนั้น 
โดยให้แสดงสลับกันภาพละ 0.1 วินาที
ซึ่งเป็นความเร็วที่ตาเรายังจับได้ทัน จึงเห็นการกระพริบ

แล้วยังไงอีกคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 867 14 มี.ค. 2554 (00:11)

เรื่องนี้ต้องคุยกันยาว แต่ว่ากันที่จริงแล้วสิ่งที่อาจารย์อาจองสอนผมนั้น ก็มีคนพูดมานาน ใครๆก็รู้



อาจารย์เพียงแต่เล่าประสบการณ์ตอนที่อาจารน์เรียนปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ ตอนทำงานค้นคว้าวิจัยงานวิทยานิพนธ์ อาจารย์ใช้การนั่งสมาธิแล้วสามารถเห็นเครื่องมือที่จะต้องทำเพื่อให้งานสำเร็จ ผมเองก็ไม่ทราบว่าอาจารย์เห็นอย่างไร ผมเพียงแต่ลองทำตามคือ ตอนกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ ผมทำตัวให้มีสติ มีสมาธิ แล้วมันก็คิดออกมาเอง หรืออาจจะเรียกว่า "ปิ๊งไอเดีย" ก็น่าจะได้ การฝึกง่ายๆโดยการฝึกสังเกตดูลมหายใจเข้าออก หากเข้าใจอิทัปปัจจยตาก็จะเข้าถึงงานทางวิทยาศาสตร์ได้ เมื่อผมทำจิตให้สงบ ปัญญาก็เกิด ผมสามารถฝึกและกำหนดเวลาตื่นนอนได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก รู้สึกแปลกเหมือนกันที่เราจะรู้สึกตัวตื่นได้ตามเวลาที่กำหนดไว้นั้น



อาจารย์อาจองยังพูดถึงเรื่องของการคิดในแง่ดี คิดในแง่บวก รวมทั้งการแผ่เมตตาให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่อยู่ร่วมโลก มีเกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกัน ใครๆก็รู้จักและทำการแผ่เมตตากัน ตอนที่เรียนที่วัดพลับพลาชัยเราก็สวดมนต์และแผ่เมตตากันทุกสัปดาห์


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


Thumbnailสวนโมกข์


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 868 15 มี.ค. 2554 (09:47)


ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
ช่วงปิดเทอมต้น ผมไปอยู่กับพ่อแม่ที่เวียงจันทน์
เราเช่าบ้านของรองอธิบดีกรมอนามัยของลาว ท่านมีชื่อว่า "ท้าวถอ"
มีพี่คนหนึ่งทำงานที่เดียวกับพ่อที่บริษัท
Air America ในสนามบินเวียงจันทน์
ชื่อ "สมคิด กลิ่นบัวแก้ว" พี่เขามาขอช่าบ้านร่วมกับครอบครัวเรา
เขาเคยบวชเณรคาธอลิคมาก่อน ตอนที่เรียนที่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก
เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม เคร่งศาสนาพอสมควร ทุกวันอาทิตย์พี่เขาจะต้องไปโบสถ์ ผมก็ดีใจที่พี่เขาคอยดูแลแม่เหมือนกับเป็นพี่ชายคนหนึ่งของผม
ตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ผมถือโอกาสตามพี่เขาไปโบสถ์ด้วยในวันอาทิตย์ ได้เรียนรู้อะไรๆหลายอย่างจากพี่เขา
ที่โบสถ์จะมีคนเชื้อชาติหรือเผ่าต่างๆกันมาเข้าโบสถ์ พี่เขาสอนให้สังเกตการแต่งตัวของแต่ละเผ่า
ที่เห็นมีมากก็พวก"ไทยดำ" ดูจากการแต่งกายที่มีกระดุมเสื้อทำด้วยเงิน จำได้ว่าสมัยผมเด็กมีเพลงดังชื่อ
ไทยดำรำพัน ขับร้องโดย ก.วิเสส



ตอนที่ร้องเพลงสวดในโบสถ์ มีการร้องเป็นภาษาของเผ่าต่างๆ ผมฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ก็เพราะดี เปรียบเทียบเหมือนฟังพระท่านเทศน์เป็นบาลี ซึ่งก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
ก็เลยรู้สึกว่าศาสนาและคนนับถือศาสนาคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเราจะไปทางกันกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ผู้คนที่มาที่โบสถ์ล้วนยิ้มแย้มมีไมตรีต่อกัน ผมได้เรียนรู้จากศาสนาคริสต์ว่าพระเจ้าสอนให้คนเรารักกัน
มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันแม้ว่าจะเป็นศัตรูกัน พระเจ้าถึงขนาดเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อไถ่บาชให้มวลมนุษย์
ดังพระธรรมยอห์นที่
3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก
จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ
แต่มีชีวิตนิรันดร์



พี่เขาสอนผมเกี่ยวกับการรับศีลมหาสนิท
หลังจากร้องเพลงสวดเสร็จ
ผมเห็นพี่เขาเดินออกจากที่นั่งสวดไปเข้าแถวหาบาทหลวงเพื่อรับ
แผ่นปังทำศีลมหาสนิทประกอบด้วยขนมปังแผ่นบางไร้เชื้อ
(ยีสต์) เรียกว่า แผ่นศีล ความ จริงคำว่า
"ปัง" หรือขนมปังมาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ผมถามพี่เขาว่ารสชาดเป็นอย่างไร
พี่บอกว่าจืดๆ เวลากินแล้วมักจะไปติดเพดานปากด้านบน พี่เขาเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนกับกินนมผงเล่นโดยไม่ชงน้ำ
เวลาติดเพดานปากแล้วต้องคอยเอาลิ้นดุนออก พี่เขาเคยสังเกตเห็นว่าผมชอบกินแป้งนม
และโอวัลติน หรือไมโลเล่นโดยไม่ชงน้ำ



พี่สมคิดเรียนที่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้มีวารสารเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีชื่อว่า "วีรธรรม" เป็นวารสารที่ดีมาก เป็นเรื่องราวที่สอนคนให้มีคุณธรรม ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังคงมีอยู่หรือเปล่า มีอยู่หลายตอนที่กล่าวถึง ประวัติคุณพ่อบอสโก และคณะซาเลเซียนแห่งประเทศไทย



Thumbnail



อันที่จริงหลักคำสอนในศาสนาคริสต์เกี่ยวกับความรัก การให้อภัยแม้แต่ศัตรูและการรู้สึกละลายต่อพระเป็นเจ้าในการประพฤติชั่วนั้น ก็คือสิ่งที่ผมเรียนมาจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เกี่ยวกับมตตาธรรม อภัยทาน และหิริโอตัปปะ นั่นเอง


แต่ที่ผมรู้สึกสะอึกและอึ้ง ก็คือ เมื่อพวกฝรั่งเพื่อนๆพ่อถามว่า แล้วศาสนาพุทธที่เรานับถือนั้น "พระพุทธเจ้าสอนอะไร" ผมเรียนในโรงเรียน"วัด"พลับพลาชัย สวดมนต์ฟังเทศน์เป็นประจำที่โรงเรียน แต่กลับตอบคำถามนี้ไม่ได้ ผมจึงเริ่ม "หาความหมาย"


จริงๆแล้วหลักใหญ่ๆที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือหนทางดับทุกข์ และที่ท่านตรัสรู้ก็คือ "อริยสัจ 4"



อริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ


1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่
ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น)
การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5


2. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ


3. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง


4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง


มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ 2.
อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ 3.
อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ


อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 869 15 มี.ค. 2554 (10:25)

ผมมีความมั่นใจว่าทุกศาสนาต่างสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี
มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตา กรุณา
แต่ความแตกต่างอย่างมากระหว่างพระพุทธศาสนา กับศาสนาอื่นก็คือ
ศาสนาอื่นมักเน้นที่ความมีอัตตาตัวตน หรือชีวิตนิรันดร์หลังความตาย
แต่พระพุทธศาสนาจะสอนเรื่องไตรลักษณ์ หรือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งมวล
ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
คือไม่แน่นอน ตั้งอยู่ไม่ได้นาน ไม่มีตัวตน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 870 17 มี.ค. 2554 (11:49)

ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ เคยอ่านวารสารวีรธรรมเหมือนกัน
แต่ไม่ทราบว่าเป็นวารสารเผยแพร่เรื่องคริสตศาสนา
เข้าใจว่าเป็นวารสารที่ดี มีสาระ มีประโยชน์สำหรับผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนทั่ว ๆ ไป  


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4144 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 871 19 มี.ค. 2554 (08:35)


สืบเนื่องจากความเห็น 863 เกี่ยวกับการทำโครงงานวิทยาศาสตร์สมัยเป็นนักเรียนเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน สับดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสกลับไปจัดการอบรมครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้กับครูวิทยาศาสตร์ จัดโดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครราชสีมา ตอนที่ผมทำโครงงานนั้น ครูส่วนใหญ่ที่เข้ารับการอบรมยังไม่เกิดเลยครับ



นึกถึงความหลังเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง หลังจากที่ผมและเพื่อนๆทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์หลายรางวัลจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ ก็มีนักเรียนรุ่นน้องมาขอคำปรึกษาสืบทอดผมงานที่พวกเราได้ริเริ่มบุกเบิกไว้ มีรุ่นน้องคนหนึ่งทำโครงงานเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเอามาทำเป็นเส้นใยจนถึงทำเป็นผ้าไหม ทำเป็นขั้นตอนและแผงแสดงผลการงาน ช่วงที่นักเรียนรุ่นน้องคนนี้ทำนั้น ผมเข้าเรียนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วและไม่มีเวลาติดต่อกลับไปที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยอีก ผมได้มีโอกาสพบกับนักเรียนรุ่นน้องคนนี้อีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพในงานประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เขาบอกกบผมด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจอย่างมากว่า "พี่ครับโครงงานของผมได้รับรางวัลที่ 1 เข้ารับพระราชทานรางวัลด้วย" ผมก็บอว่าขอแสดงความยินดีด้วยที่สร้างชื่อเสียงให้ตนเองและโรงเรียน เขากลับบอกว่า "มันไม่ใช่อย่างที่พี่เข้าใจสิครับ" ผมก็งงมาก เขาเล่าต่อไปดวยน้ำเสียงที่แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า "โครงงานที่ผมทำนี้ไม่ใช่เป็นความคิดของผม แต่ผมไปขอยืมแผงแสดงนิทรรศการมาจาก ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ (สมัยก่อนไม่ได้ชื่อนี้) ที่ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนของเรา สมาคมวิทยาศาสตร์ฯชื่นชมมากและขอให้ไปแสดงโชว์ในที่ต่างๆทั่วประเทศ แต่ทางศูนย์หม่อนไหมกำลังของชุดนิทรรศการคืน!" ผมก็ได้แต่บอกว่า ผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร นอกจากแจ้งให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบ ผมไม่ทราบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยท่านไหนให้คำปรึกษา และปล่อยให้หลุดมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ก็เกิดมาสี่สิบปีแล้ว เมื่อผมได้เป็นกรรมการบริหารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ตอนนี้ก็ยังเป็น) ก็เคยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ที่ประชุมฟัง เพื่อให้กรรมการตัดสินโครงงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมได้รับทราบไว้บ้าง



ภาพโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ถัดไปทางขวามือของผู้ชมเป็นศูนย์หม่อนไหมฯ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 872 21 มี.ค. 2554 (02:20)

จากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อดที่จะนึกถึงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่ผมได้พบเห็นมาไม่ได้



ผมมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นชื่อ Takahashi WAKO เรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าที่โตเกียว แต่ค้นพบตัวเองว่าน่าจะเป็นครูวิทยาศาสตร์ จึงลาออกจากบริษัทมาเป็นครูโรงเรียนมัธยม ดังรูป ผมรู้จัก Wako ราวสิบปีก่อนเมื่อครั้งที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายและจัดกิจกรรมเลเซอร์ในโรงเรียนทีเยอรมนี  Wako เข้าร่วมฟังการบรรยายของผมด้วย หลังจากที่ผมบรรยายและจัดกิจกรรมเสร็จ ผมก็เก็บชุดการทดลองที่ผมเตรียมไปบรรยายซึ่งต้องใช้เวลานาน Wako ก็เดินเข้ามาแนะนำตัว แล้วบอกว่าจะช่วยเก็บของ เขาพูดว่าเขาเคยจัดกิจกรรมและบรรยายแบบผม แต่พอเสร็จสิ้นกิจกรรม ทุกคนก็จากไปหมดไม่มีใครเหลียวมาดูวิทยากรที่ให้การอบรมเลย หรือแม้แต่จะเอ่ยปากช่วยเหลือ ว่าแล้วเขาก็อาสาจะช่วยผมเก็บของ ผมได้ฟังคำพูดของ Wako แล้วก็อึ้งไปเหมือนกันว่า ช่างเป็นเพื่อนใหม่ที่มีนำ้ใจยิ่ง หลังจากนั้นเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ผมเชิญ Wako มาเมืองไทย และผมก็มีโอกาสไปเยี่ยม Wako ที่โตเกียวหลายครั้ง


Wako เป็นคนที่มาจากตระกูลผู้ดีมีเงินได้รับการอบรมเกี่ยวกับมารยาทในสังคมอย่างดี พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นทั่วๆไป พ่อแม่พี่น้องส่วนใหญ่ของWako อาศัยอยู่ในอมเริกา ส่วนตัว Wako อยากอยู่ญี่ปุ่น วันที่มารับผม Wako ขับรถยนต์คันใหม่หรูมารับผม ภายในรถมีอุปกรณ์แบบไฮเทคเพรียบพร้อม แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรูจาก Wako ก็คือความมีน้ำใจ ชอบสอนเด็กนักเรียนยากจนที่มีความรักวิทยาศาสตร์ เขามักจะเอานักเรียนมาสอนที่บ้านฟรี โดยมากมักจะสอนเกี่ยวกับการทดลองที่สนุกๆ หรือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ แต่ก็ทำน้อยลงหลังจากที่ Wako แต่งงานกํบครูญี่ปุ่นที่สอนภาษาฝรั่งเศส ภรรยาของ Wako ก็เป็นคนที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากเช่นกัน ผมได้มีโอกาสได้พบและรู้จักตอนที่เขาทั้งสองยังเป็นแฟนกันอยู่่ ทั้งสองคนมีน้ำใจและมีความสำนึกต่อการสร้างชาติและสังคมอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจำนวนมากก็เป็นเช่นนี้ มีคนกล่าวว่าถ้าใครลืมของทิ้งไว้ในญี่ปุ่น จะไม่มีวันหาย หากเรากลับไปเอา ของของเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม สำนักงานแจ้งของหายแน่นขนัดไปด้วยสิ่งของที่มีผู้ลืมไว้แล้วมีผู้คนเก็บได้เอามาคืนเจ้าของ ความซื่อสัตย์และความจริงจังในการทำงานตลอดจนความรักชาติและเพื่อนร่วมชาติสูงมาก



เมื่อปี 1999 ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยที่กุ้ยหลินให้ไปบรรยายแบบ Science show ร่วมกับ Professor ชาวเยอรมันและญี่ปุ่น เป็นโชว์แบบ 3 คนแสดงร่วมกัน แสดงตอนกลางคืนราว 2 ทุ่มที่สนามกีฬากลางแจ้งมีผู้เข้าชมราว 2000 คน เรา 3 คนต้องมาวางแผนกันว่าใครจะบรรยายและแสดงอะไรกันบ้าง ในการประชุมคราวนั้นมีผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลกราว 300 คน มีคนญี่ปุ่นมาร่วมประชุมราว 30 คน พอรู้ว่าจะมี Professor ชาวญี่ปุ่นมาบรรยายกลางแจ้ง ชาวญี่ปุ่นทั้ง 30 คน ก็มาหา professor ชาวญี่ปุ่นที่ร่วมบรรยายกับผม ทั้ง 30 คนบอกว่ามีอะไรจะให้ช่วยไหม ผมเฝ้าสังเกตดู สักพักหนึ่งทั้ง 30 คนก็เข้ามาช่วยคนละไม้คนละมืออย่างตั้งอกตั้งใจ ที่น่าแปลกใจคือ คนญี่ปุ่นที่มาร่วมประชุมนี้ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ความสำนึกหรือเลือดรักชาติแบบนี้คงจะยากที่จะมาปลูกฝังในประเทศของเรา


ผมสังเกตเห็นจากข่าวการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางโทรทัศน์ มีการแจกของบรรเทาทุกข์ คนญี่ปุ่นเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการแก่งแย่งชิงก่อนหลัง เหมือนที่เราเคยเห็นในประเทศอื่นรวมทั้งประเทศ...ท


เมื่อครั้งที่ผมเรียนหนังสืออยู่ชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัย มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมหาวิทยาลัยโอซาก้า ในครั้งนั้นมีนักศึกษามหาวิทยาลัยโอซาก้าจำนวนราว 30-40 คนเดินทางมาดูงานในเมืองไทยช่วงสั้นๆ โดยมีคณะเศรษฐศาสตร์เป็นเจ้าภาพ แล้วประกาศขออาสาสมัครนิสิตที่จะร่วมโครงการ ผมก็ลองอาสาพานักศึกษาโอซาก้าเที่ยวตามที่ต่างๆในกรุงเทพแบบ 1 ต่อ 1 คือไทย 1 คน ญี่ปุ่น 1 คน คราวนั้นบังเิอิญผมได้ประกบคู่กับนักศึกษาปีที่ 3 ของโอซาก้า และเป็นประธานนักศึกษาญี่ปุ่นด้วย ผมก็พาเพื่อนญี่ปุ่นไปเที่ยวตามที่ต่างๆโดยนั่งรถมล์ มีครั้งหนึ่งที่ผมพาเขาไปเที่ยวแถวๆประตูน้ำ ตอนนั้นรถเมล์ก็แน่น แต่เรานังรถเมล์เพียงไม่กี่ป้าย กระเป๋ารถเมล์ยังไม่ทันเดินมาเก็บเงินเราก็ลงกันแล้ว โดยไม่ได้เสียค่าโดยสาร หลังจากลงจากรถเมล์นักศึกษาชาวญี่ปุ่นก็ถามผมอย่างแปลกใจว่า ทำไมผมจึงไม่จ่ายค่าโดยสาร ผมก็บอกว่ารถเมล์แน่น กระเป๋าเดินมาไม่ถึงเราก็ลงแล้ว เพื่อนญี่ปุ่นพูดออกมาประโยคหนึ่งซึ่งผมจำไปตลอดชีวิตเลยว่า "มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่หรือที่จะต้องเดินเอาเงินไปจ่ายค่าโดยสาร ทำไมจึงไม่ทำ"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 873 21 มี.ค. 2554 (12:51)

ผมเพิ่งจะพูดยกตัวอย่างคนญี่ปุ่นที่เป็นแบบอย่างในการสร้างชาติ โดยความมีวินัย ซื่อสัตย์ และรักเพื่อนร่วมชาติ


วันนี้มีเรื่องเปรียบเทียบกับสังคมไทย ขณะที่ญี่ปุ่นตกอยู่ในสถานะยากลำบาก คนญี่ปุ่นก็จะร่วมมือร่วมใจกันอย่างน่านับถือ คราวนี้ลองมาดูคนไทยบ้าง ข่าวต่อไปนี้ผมเพิ่งได้อ่านและได้ดูข่าวจากรายการโทรทัศน์.....


อนาถใจ สังคมไทย รถบรรทุกปลาคว่ำ ชาวบ้านแห่เก็บหน้าตาเฉย
อนาถใจ สังคมไทย รถบรรทุกปลาคว่ำ ชาวบ้านแห่เก็บหน้าตาเฉย


รถบรรทุกปลา แฉลบลงข้างทาง พลิกคว่ำ จนทำให้ปลาขนาด 3 ตันตกลงข้างทางกระจัดกระจาย ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงแห่กันไปขโมยปลาแบบหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ
และเจ้าของปลาจะห้ามปรามอย่างไร ก็ไม่มีทีท่าจะหยุดการกระทำอันน่าอายนี้

เจ้าของรถที่บรรทุกปลามา ก็ได้แต่ยืนนิ่งๆ ปล่อยให้ชาวบ้าน
กระทำการตามใจชอบ
และหน้าตาท่าทาง ของชาวบ้านที่มาเก็บเอาปลาไปคนละตัวสองตัวนั้น
ก็ดูจะยิ้มแย้มแจ่ใสอย่างดีใจ  ราวกับว่าปลานั้นมันว่ายอยู่ในน้ำโดยไม่มีเจ้าของ และหาได้สนใจไม่ว่า
มีรถกระบะ ขนปลา นอนตะแคงเอียง รอความช่วยเหลืออยู่


ที่น่าแปลกใจและเศร้าใจก็คือ ผู้อ่านข่าว(ผู้หญิง) เห็นเป็นเื่รื่องที่น่าขบขัน กลับหัวเราะ แทนที่จะใช้จุดนี้เป็นเรื่องจริงจังสื่อเตือนเพื่อให้ประชาชนให้มีความสำนึก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 874 21 มี.ค. 2554 (13:08)

ระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่นน่าชื่นชมจริงครับ
แม้ในยามประสบภัยก็ยังรักษาวินัยไว้ได้  ต่อแถวกันรับของบริจาค





ต่อแถวกันซื้อของจากร้านค้า ไม่เห็นภาพการลัดคิว หรือเบียดแย่งกัน


ส่วนที่นี่ยังไม่ทันจะมีวิกฤตร้ายแรงเท่าไหร่ แต่









Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 875 23 มี.ค. 2554 (07:36)

 


ตัวแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขอโทษประชาชน


คลิกเข้าไปดูแล้ว อดนึกถึงบางประเทศที่ผมเคยอาศัยอยู่ไม่ได้ มันมีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับข่าวของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแล้วยังลอยหน้ลอยตาอย่างมีเกียรติในสังคม (พูดรวมๆทั่วไป ไม่กล้าว่าประเทศไทยครับ กลัว!)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 876 23 มี.ค. 2554 (09:17)

วันนี้มีนิทานเศร้ามาเล่าให้ฟัง


ในอเมริกามีคนที่ชื่อ Stevie Wonder, Bob Hope and Johnny Cash  มีประเทศสมมุติประเทศหนึ่งที่ไม่มีทั้งWonder, Hope และ Cash  ขอตั้งชื่อว่าประเทศ NOHOPE ก็แล้วกัน


วันหนึ่งมีการประชุมครั้งสำคัญเกี่ยวกับ "เอกลักษณ์ NOHOPE" จัดขึ้นที่เมืองใกล้ชายฝั่งทะเลของประเทศ NOHOPE ซึ่งห่างจากเมืองหลวงของประเทศ NOHOPE ไปราว 100 ไมล์ แขกผู้มีเกียรติผู้ใหญ่หลายท่านมารอคอยพิธีเปิด รัฐมนตรีของประเทศ NOHOPE ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ "เอกลักษณ์ NOHOPE" เดินทางมาเปิดงานล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้ราวครึ่งชั่วโมง แทนที่จะกล่าวคำขอโทษที่มาช้า หรือกล่าวถึงการมีเหตุจำเป็น (อย่างที่คนญี่ปุ่นเขาทำกัน) ก็คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะเข้าใจสถานะการณ์ แต่นี่กลับพูด(ถอดความเป็นภาษาไทย)ว่า .."ผมดูรายชื่อผู้ร่วมประชุมแล้ว เห็นว่าหลายคนเดินทางมาจากเมืองหลวงของ NOHOPE ซึ่งรถติดมาก ผมก็เลยคิดว่า ไม่เป็นไร มาช้าก็ได้"  ช่างเป็นเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชมมากของประเทศNOHOPE ที่นำโดยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเสียนี่กระไร หรือเขาอาจจะคิดว่า ไม่เป็นไร รัฐมนตรีมาช้าก้ได้เพราะ "ประชาชนต้องมาก่อน"


เช้าวันรุ่งขึ้น ตามกำหนดการของการประชุมจะมีการเชิญนักบวชของประเทศ NOHOPE มาทำพิธีตอนเช้า (ถ้าจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเราก็คือ ทำบุญตักบาตรนั่นเอง) นักบวชมาราว 6.30 AM ผู้ใหญ่หลายท่านที่จะเป็นผู้นำทางเอกลักษณ์NOHOPE ก็มากันสาย ปล่อยให้นักบวช (บ้านเราเรียกว่าพระ) นั่งรอทำพิธ๊ (บ้านเราเรียกว่าใส่บาตร) ถึงครึ่งชั่วโมง นี่ก็คงเป็นเอกลักษณ์ของNOHOPE อีกเหมือนกันที่ใครๆก็ต้องรอ "ผู้ใหญ่" และ "ผู้ใหญ่"ทำอะไรก็น่าดูไปหมด ไม่เคยผิด


ที่เล่ามาก็เป็นเพียงนิทานสมมุติครับ.............


----------------------------------------------------------------------


อ้อ! 2-3 วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปบรรยายที่ Asian University พัทยา และได้มีโอกาสไปดูสถานที่จัดประชุมวิชาการทางการศึกษาเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ที่พัทยา 4-7 กรกฎาคม 2554 ไม่เกี่ยวกับนิทานที่เล่าให้ฟังข้างต้น เล่าให้ฟังเฉยๆ


"โปรดใช้วิจารณญาณในการแปลความที่ตั้งใจจะสื่อความหมาย"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 877 24 มี.ค. 2554 (22:59)


รูปจาก >>> http://img219.imageshack.us/img219/3483/maensuksasathan2491.jpg 


สมัยที่เป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เวลาเลิกเรียน บ่อยครั้งที่ผมมักจะเดินกลับบ้านโดยเดินผ่านวัดและโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ที่หน้าตึกเรียน "แม้นศึกษาสถาน" ซึ่งเป็นอาคารทรงกอธิค จะมีต้นมะฮอกกานีต้นสูงใหญ่ปลูกอยู่ บางทีผลมะฮอกกานีก็จะแตกออก ทำให้เมล็ดมะฮอกกานีแตกกระจายออกมา ปีกของเมล็ดมะฮอกกานีปลิวต้านลมหมุนควงสว่านค่อยๆตกลงสู่พื้นดิน หากมีลมโชยมาก็จะช่วยทำให้เมล็ดหมุนปลิวไปตกยังที่ห่างไกลออกไป เป็นการช่วยในการแพร่พันธุ์



เมล็ดมะฮอกกานีมีปีกที่อยู่ติดกับแกนรูปดาวห้าแฉก เรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในผลมะฮอกกานี พวกเราชอบเก็บเมล็ดมะฮอกกานีมาเล่นอยู่เสมอ  เราอยากได้หลายใบ ผมชอบเอาหนังสติ๊กไปยิงผลมะฮอกกานีให้ตกลงมา แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จสักครั้งเดียว เพราะผลมะฮอกกานีที่ยังไม่แก่นั้นเหนียวแน่นมาก ไม่หลุดออกมาได้ง่ายๆ แม้ว่าจะใช้หนังสติ๊กยิงโดนผลอย่างแรงก็ไม่หลุดออกมาเลย เพื่อนๆที่ไม่รู้จักต้นมะฮอกกานี ก็จะเรียกตามประสาเด็กว่า "เมล็ดเฮลิคอปเตอร์"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 878 25 มี.ค. 2554 (08:07)


เห็นรูปเก่าๆแล้วคิดถึงสมัยเด็กๆ มีรูปตึกแม้นศึกษาสถานที่ผมชอบไปวิ่งเล่น อยู่หลายรูป แต่เวลาต่างกัน เปรียบเทียบตั้งแต่ปี พ.ศ.2459  พ.ศ.2491  และปี พ.ศ.2553 สังเกตต้นหมากทีี่อยู่หน้าตึก กะดูด้วยสายตา ช่วงเวลาต่างกัน 62 ปี ต้นหมากสูงขึ้นราว 5 เมตร


รูปริมซ้ายสุดเป็นรูปตั้งแต่ปี พ.ศ.2459 ในหนังสือ "ที่รฦกแห่งการเปิดทางรถไฟหลวงสายใต้ ๒๔๕๙"


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 879 25 มี.ค. 2554 (13:11)

สถิติของกระทู้นี้
วันนี้มีคนเข้ามาครบ 400000 คน ในเวลา 762 วัน
เฉลี่ย สมาชิกเข้ามาอ่าน 525 คน ต่อวัน ความคิดเห็นเพิ่มเติมจำนวน 1.15 ความเห็น ต่อวัน
ขอบคุณที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมครับ!


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 880 25 มี.ค. 2554 (21:43)

 



พูดถึงเรื่องมะฮอกกานี ทำให้คิดถึงหนังเรื่องหนึ่งชื่อ Mahoagy ของ Paramount เมื่อปี 1975 รู้สึกว่าจะมีชื่อภาษาไทยว่า นางสาวมะฮอกกานี ฉายที่โรงหนังแถวๆสยามสแควร์ แสดงโดย Diana Ross มีเพลงดังจากหนังเรื่องนี้คือ Do You Know Where You're Going To <<< ฟังเพลงคลิกที่นี่ครับ


ตัวอย่างภาพยนต์ดูที่นี่ครับ >>>



Thumbnail


mahogany



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 881 27 มี.ค. 2554 (03:36)


นอกจากเมล็ดมะฮอกกานีที่แพร่พันธุ์ให้แพร่กระจายไกลออกไปโดยใช้ปีกของมัน ที่ผมได้ไปวิ่งเล่นในโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์แล้ว ยังมีเมล็ดพืชที่แพร่พันธุ์แบบอื่นๆที่ผมยังหามาเล่นสนุกได้อีก ก็คือเมล็ด "ต้อยติ่ง"


ผมมักจะไปหาเมล็ดต้อยติ่งจากต้นที่ขึ้นอยู่รอบๆพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ พื้นหญ้าที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัยก็พอมีแต่ไม่มากนัก ความจริงที่เราเรียกว่า "เมล็ดต้อยติ่ง" นั้นมันคือฝักหรือผลของต้อยติ่ง ฝักที่แก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว ตรงปลายฝักจะแหลม เมื่อถูกน้ำสักพักหนึ่งฝักจะแตกออก เมล็ดจริงๆที่อยู่ข้างในจะถูกดีดออกมา เป็นการแพร่พันธุ์วิธีหนึ่ง ที่เราชอยเล่นกันก็คือ เอาฝักแก่มาอมตรงปลายให้ติดน้ำลายเล็กน้อยแล้วแอบเอาไปวางไว้บนบ่าเพื่อนๆ สักพักหนึ่ง ไม่กี่วินาที ฝักต้อยติ่งจะแตกออกดีดเม็ดใส่หน้าเพื่อนได้ ดังแสดงให้ดูในรูปข้างล่างนี้



ต้อยติ่ง


ชื่ออื่น ๆ : อังกาบ (กรุงเทพฯ)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ruellia tuberosa Linn.
วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่เล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 20-30 ซม.
ใบ : ออกใบเดี่ยว เรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี
ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก แต่อาจจะเป็นคลื่นเล็กน้อย
ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 2.5-3 นิ้วมีสีเขียว
ดอก : ออกเป็นช่อ หรือบางทีก็ออกดอกเดี่ยว ตามง่ามใบที่ส่วนยอดของต้น
มีสีม่วง ลักษณะของดอกเป็นรูปกรวยปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ เกสรกลางดอกมี 4
อันสั้น 2 ยาย 2
ผล : เป็นฝักยาว ซึ่งยาวประมาณ 1 นิ้วกว่า ๆ เล็กน้อย
แต่เมื่อถ้าได้รับความชื้นมาก ๆ หรือถูกน้ำ ผลนี้จะแตกออกเป็น 2 ซีก
ภายในมีเมล็ดอยู่ 8 เมล็ด
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป จะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ราก
สรรพคุณ :
ราก นำมาเป็นส่วนผสมของยาใช้ดับพิษ ปัสสาวะพิการและแก้พิษต่าง ๆ



หมายเหตุ : “ต้อยติ่ง, อังกาบ(กรุงเทพฯ)” in Siam. Plant Names
1948,p.420, Ruellia tuberosa กสิน สุวตะพันธุ์, ข่าวการเกษตร, ฉบับที่ 1, 1
กันยายน2492, น.8 VIII,3,1931,p.210 “ต้อยติ่ง”, “ต้อยติ่ง น. ต้นไม้เล็ก ๆ
ชนิดหนึ่ง ฝักมีเม็ดเล็ก ๆ
อย่างฝักเสี้ยนใช้ทำยาพอกแผล” พจน. 2493,น.396
พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 882 27 มี.ค. 2554 (12:00)


ดูตอนฝักต้อยติ่งแตกอีกรูปครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 883 5 เม.ย. 2554 (23:34)

ต่อจากความห็นที่ 873 874

หลังจากสึนามิที่ญี่ปุ่น ภาคใต้เกิดอุทกภัย เมื่อได้เห็นข่าวนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง






พอพูดวิจารณ์อะไรก็หาว่าดูถูกคนไทยด้วยกัน
แต่ดูเถิดยามเดือดร้อนของบ้านเขากับบ้านเรา คนมีพฤติกรรมต่างกันเพียงใด
บ้านเมืองที่เฝ้าพร่ำบอกกันเองว่าไ­ม่ได้เจริญทางวัตถุแต่เจริญท­างจิตใจ มันเป็นอย่างนี้สินะ  {#emotions_dlg.q8}


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 884 6 เม.ย. 2554 (00:13)

ผมได้ยินผู้ใหญ่หลายคนบ่นเรื่องวัฒนธรรมไทยว่า เราเริ่มจาก ก ข และ ค ภาษาไทยของเราเริ่มอย่างนั้นจริงๆ แต่คุณภาพของคนไทยเดี๋ยวนี้เริ่มจาก โโมย และ อร์รัปชั่น เช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่จะพัฒนาคุณภาพครูไทยเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งแง่ของความรู้และจิตใจ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 885 13 เม.ย. 2554 (12:46)

เพิ่มเติมจากความเห็นที่ 884 อย่างนี้ต้องเรียกว่า นอกจากจนทางวัตถุแล้ว ยังจนทางจิตใจด้วย น่าเศร้าใจจริงๆ


ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเรื่องค่านิยมเรื่องความดี ความเลวในสังคมไทยกำลังเปลี่ยนไป การโกง การฉ้อฉล การขโมยเป็นเรื่องที่คนไทยกำลังค่อยๆเย็นชาและเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นทุกที โกงได้แต่อย่าให้ถูกจับได้ ขโมยได้แต่อย่าให้เจ้าของไล่ตามทัน ดูซิคนขโมยของชาวบ้าน ยังมีหน้าออกมาพูดแบบหน้าตาเฉยว่า ถ้าไม่หยิบฉวยเอาไป มันก็ไหลไปกับน้ำลงทะเล ช่างไม่มีหิริโอตบะเสียเลย


ประเทศอื่น เช่น ที่ญี่ปุ่น เขาก็พัฒนาและเจริญทางวัตถุมาก มีการสำรวจในญี่ปุ่น พบว่าปัจจุบัน มีคนญี่ปุ่นที่บอกว่าเขาเป็นคนไม่มีศาสนาถึง 50% แต่เมื่อเขาประสบภัย เขาก็ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อกัน และยังมีความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่บ้านเรามีคนลงทะเบียนว่ามีศาสนาเกือยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อประสบภัยพิบัติ ก็มีคนไทยส่วนหนึ่งออกมาขโมยของผู้อื่นแบบหน้าตาเฉย ผมว่าการอบรมสั่งสอนในสังคมไทย รวมทั้งระบบการศึกษาไทยต้องมีการอะไรผิดพลาดแน่ๆ ยิ่งพัฒนาทางวัตถุมากเท่าใด จิตใจของคนยิ่งยากจนลงเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่น เขาเจริญทางวัตถุมากกว่าเราเยอะ แต่ไม่เห็นพฤติกรรมเช่นที่ว่าเลย


 


 


Davidply
ร่วมแบ่งปัน71 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 886 13 เม.ย. 2554 (22:39)

เมื่อ 20 ปีก่อน ผมมีโอกาสสอนวิชาฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง อาจารย์ที่นั้นคุยกันว่านักศึกษามักจะทำทุจริตในการสอบ ช่วงที่มีการสอบกลางภาค ก่อนลงมือสอบวิชาของผม ผมได้ประกาศขู่หน้าห้องสอบว่า เมื่อลงมือสอบจะเดินไปตามโต๊ะที่นักศึกษานั่งเพื่อเอาใบเซ้นชื่อไปให้เซ็น ขณะเดียวกันก็จะขอค้นตัวดูในกระเป๋า หากพบวามีการแอบเอากระดาษที่จดข้อมูลเข้ามาจะปรับตกและลงโทษให้ไล่ออก แต่ถ้าเอากระดาษที่ซ่อนไว้ออกมาตอนนี้ก่อนลงมือสอบจะให้อภัยไม่เอาผิด ปรากฏว่าผมได้เศษกระดาษที่นักศึกษาแอบเอาเข้ามาถุงใหญ่ทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว ผมยังสังเกตต่อไปอีกว่า นักศึกษามักจะขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำกันบ่อย ที่น่าสนใจก็คือ พอคนหนึ่งกลับมาปุ๊บ อีกคนหนึ่งต้องขอตามไปบ้างปั๊บ ผมสังสัยมากย่องตามนักศึกษาคนหลังไป สักครู่หนึ่งหลังจากที่นักศึกษาเข้าไปในห้อง ผมย่องเข้าไปเห็นนักศึกษากำลังล้วงกระเป๋าโน้นกระเป๋านี้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับกิจกรรมปัสสาวะเลย พอเขาเห็นผมย่องเข้ามาก็ตกใจ เศษกระดาษหล่นลงที่พื้นดิน คราวนี้ตกใจหน้าซีดเลย แถมยังพูดตะกุกตกักว่า "อาจารย์ครับ เศษกระดาษแผ่นนี้ไม่ใช่วิชาของอาจารย์ครับ"


อันที่จริงผมก็เคยคิดทำทุจริตในการสอบอยู่เหมือนกัน สมัยที่ผมเรียนระดับปริญญาตรี มีเพื่อน 4-5 คนในรุ่นผมที่มักจะทำทุจริตโดยคัดลอกเอาข้อมูลใส่เศษกระดาษเข้าห้องสอบ สมัยนั้นเราใช้ศัพท์แสลงว่า "กระดาษฝิ่น" ใครแอบเอาเข้าห้องสอบก็เรียกว่า "เอาฝิ่นเข้าห้องสอบ" เพื่อนๆเหล่านี้ทำกันหลายครั้ง แต่ละคนได้เกรดดีๆกันทั้งนั้น ผมเองก็ไม่กล้าไปฟ้องอาจารย์ ต่อมาผมเรียนวิชาหนึ่งตอนปี 4 เป็นวิชาที่ยากมาก สูตรต่างๆมากมาย ก็คิดจะเอาฝิ่นเข้าไปบ้าง ผมลอกสูตรและข้อมูลที่สำคัญต่างๆลงในกระดาษ แล้วลองซ่อนตามที่ต่างๆ ปรากฏว่าซ่อนไม่มิด เพราะเศษกระดาษใหญ่เกินไป ผมลงทุ่นคัดลอกใหม่ให้ตัวหนังสือเล็กที่สุด ปรากฏว่าตัวหนังสือเล็กเกินไป หมึกเลอะติดกันจนอ่านไม่ออก พอผมเริ่มคัดลอกใหม่เป็นครั้งที่ 3 คราวนี้ผมรู้ตัวว่า หลังจากคัดลอกมาหลายรอบ ปรากฏว่าผมจำสูตรต่างๆที่คัดลอกนั้นได้หมดเลยอย่างแม่นยำ เลยถามตัวเองว่า ในเมื่อจำได้หมดแล้วจะคัดลอกไปทำทุจริตทำไม ผมเลยล้มเลิกการทำทุจริต ผลการสอบออกมาผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะผมได้ "A" วิชานั้น หลังจากนั้นอีกยี่สิบกว่าปี ผมได้พบกับอาจารย์ที่สอนวิชานั้นอีก อาจารย์บอกว่ายังจำผมได้ดีเพราะผมได้คะแนนสูงสุดในวิชาของอาจารย์   


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 887 14 เม.ย. 2554 (09:53)

เรื่องการทุจริตในการสอบ  ผมก็เคยนะครับ
สอบใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ 
ข้อเขียน ผมผิดไป 3 ข้อ
ปฎิบัติ  ก็ไม่ผ่าน เพราะทำสัญญาณมือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไม่ได้

แต่เนื่องจากผมใช้เส้น(เซ่น)สาย จึงผ่าน
เมื่อได้ใบขับขี่มาแล้ว  ผมจึงมาหัดขับให้ชำนาญ
จนสามารถไปทุกหนทุกแห่งได้ทั่ว กทม.

ถ้าผมไม่มีใบขับขี่ ผมก็ไม่สามารถหัดขับออกกถนนได้
จึงต้องหาวิธีการใดๆที่สามารถให้ได้ใบขับขี่มา

ทั้งๆที่สอบตก  แต่ปัจจุบันนี้ผมก็สามารถขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนต่อไหนได้และเรียนรู้กฎจราจรไปด้วย




บางครั้ง  ผมก็เกิดความคิดในทางลบและสับสนเกี่ยวกับการเข้มงวดในการคุมการสอบ
(บางเรื่อง หรือบางวิชา)

และข้อสอบวัดความจำ(ที่ผู้เรียนเขียนคำตอบในเศษกระดาษไว้นั้น)
ถึงแม้จะจำได้ในขณะสอบ  แต่ต่อไปก็ต้องลืมอยู่ดี
เมื่อเขาเรียนจบไปแล้ว ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนั้น
เขาก็สามารถเปิดหาคำตอบได้


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 888 14 เม.ย. 2554 (17:53)

หากจะพิจารณาให้ดี น่าจะต้องพิจารณาแยกเป็นสามส่วน คือ



1. วิธีการสอน ซึ่งมีตความหลากหลายถึงสิบกว่าวิธี แล้วแต่เงื่อนไขของสิ่งต่างๆหลายอย่าง แต่จุดมุ่งหมายหลักก็คือให้ผู้เรียนนอกจากจะมีความรู้แล้วยังต้องมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างเป็นสุขตามอตภาพ สามารถเรียนรู้แสวงหาความรู้ได้เองตลอดชีวิต


2. การสอบและการประเมินผล มีวิธีการที่ถูกต้องสมบูรณ์อย่างไร ข้อสอบบางข้อใช้ภาษาที่ทำให้ผู้สอบไขว้เขวตอบผิดทั้งๆที่เข้าใจ เช่น "ถาม:ไปวัดเอาอะไรไป" ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องมีได้มากมาย ข้อสอบบางชนิดทดสอบความจำ แทนที่จะทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจ อันที่จริฝผมเห็นต่างจากนักการศึกษาหลายๆท่านที่มักพูดว่า "ต้องสอนให้เข้าใจจะได้ไม่ต้องท่องจำ" ผมสงสัยว่า ถ้าคุณไม่จำแล้วมันจะเข้าใจได้อย่างไร ผมอาจจะโง่เกินกว่าที่นักการศึกษาหลายท่านจะสอนผมได้ เพราะผม"ไม่เข้าใจ"ที่ท่านพูด ทุกวันนี้คนเรา(ผู้ใหญ่) ใช้ความสามารถของสมองเพียง 2% ของความสามารถที่จะทำได้ ยังจะให้ลดการทำงานลงไปอีก อิทธิบาทสี่หายไปไหนกันหมด


การสอบใบขับขี่เป็นตัวอย่างที่ดี เกี่ยวกับการเรียนรู้และทดสอบการขับรถ ในต่างประเทศหลายประเทศ ไม่ได้มีการวัดผลแบบประเทศไทย ในต่างประเทศหลายประเทศการสอบใบขับขี่ไม่ใช่ได้กันง่ายๆ จะต้องผ่านการเรียนและฝึกหัดนานหลายชั่วโมงจากโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งแพงมาก ดังนั้นการเอาระบบนั้นมาใช้ในเมืองไทยคงไม่ได้แน่ จึงต้องใช้เซ่นสาย ให้ได้ใบขับขี่มาก่อน แล้วค่อยไปฝึกหัดเองบนท้องถนน (แหม! ทำอย่างกับ Backward Design)


3. ส่วนที่สามนี้ไม่เกี่ยวกับสองข้อแรก คือ การทำทุจริตในการสอบ ไม่ขึ้นกับวิธีการสอนของครู และหากข้อสอบออกไม่ดี กรรมการคุมสอบเข้มงวดเกินไป มันก็ไม่เกี่ยวกับการทำทุจริต หากเห็นว่าอะไรไม่ถูกต้องเหมาะสมก็จะต้องนำมาพิจารณากันใหม่ ไม่ใช่โกงเพื่อให้ได้คะแนนก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน แต่อาจเกี่ยวข้องกับข้อแรกบ้างก็คือ สอนอย่างไรจึทำให้คนในสังคมมีนิสัยฉ้อโกง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม