ความเห็นเพิ่มเติมที่ 868 15 มี.ค. 2554 (09:47)
ตอนที่ผมเรียนชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย
ช่วงปิดเทอมต้น ผมไปอยู่กับพ่อแม่ที่เวียงจันทน์
เราเช่าบ้านของรองอธิบดีกรมอนามัยของลาว ท่านมีชื่อว่า "ท้าวถอ"
มีพี่คนหนึ่งทำงานที่เดียวกับพ่อที่บริษัท Air America ในสนามบินเวียงจันทน์
ชื่อ "สมคิด กลิ่นบัวแก้ว" พี่เขามาขอช่าบ้านร่วมกับครอบครัวเรา
เขาเคยบวชเณรคาธอลิคมาก่อน ตอนที่เรียนที่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก
เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม เคร่งศาสนาพอสมควร ทุกวันอาทิตย์พี่เขาจะต้องไปโบสถ์ ผมก็ดีใจที่พี่เขาคอยดูแลแม่เหมือนกับเป็นพี่ชายคนหนึ่งของผม
ตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ผมถือโอกาสตามพี่เขาไปโบสถ์ด้วยในวันอาทิตย์ ได้เรียนรู้อะไรๆหลายอย่างจากพี่เขา
ที่โบสถ์จะมีคนเชื้อชาติหรือเผ่าต่างๆกันมาเข้าโบสถ์ พี่เขาสอนให้สังเกตการแต่งตัวของแต่ละเผ่า
ที่เห็นมีมากก็พวก"ไทยดำ" ดูจากการแต่งกายที่มีกระดุมเสื้อทำด้วยเงิน จำได้ว่าสมัยผมเด็กมีเพลงดังชื่อ ไทยดำรำพัน ขับร้องโดย ก.วิเสส

ตอนที่ร้องเพลงสวดในโบสถ์ มีการร้องเป็นภาษาของเผ่าต่างๆ ผมฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ก็เพราะดี เปรียบเทียบเหมือนฟังพระท่านเทศน์เป็นบาลี ซึ่งก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
ก็เลยรู้สึกว่าศาสนาและคนนับถือศาสนาคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเราจะไปทางกันกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ผู้คนที่มาที่โบสถ์ล้วนยิ้มแย้มมีไมตรีต่อกัน ผมได้เรียนรู้จากศาสนาคริสต์ว่าพระเจ้าสอนให้คนเรารักกัน
มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันแม้ว่าจะเป็นศัตรูกัน พระเจ้าถึงขนาดเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อไถ่บาชให้มวลมนุษย์
ดังพระธรรมยอห์นที่ 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก
จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ
แต่มีชีวิตนิรันดร์

พี่เขาสอนผมเกี่ยวกับการรับศีลมหาสนิท
หลังจากร้องเพลงสวดเสร็จ
ผมเห็นพี่เขาเดินออกจากที่นั่งสวดไปเข้าแถวหาบาทหลวงเพื่อรับแผ่นปังทำศีลมหาสนิทประกอบด้วยขนมปังแผ่นบางไร้เชื้อ
(ยีสต์) เรียกว่า แผ่นศีล ความ จริงคำว่า
"ปัง" หรือขนมปังมาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ผมถามพี่เขาว่ารสชาดเป็นอย่างไร
พี่บอกว่าจืดๆ เวลากินแล้วมักจะไปติดเพดานปากด้านบน พี่เขาเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนกับกินนมผงเล่นโดยไม่ชงน้ำ
เวลาติดเพดานปากแล้วต้องคอยเอาลิ้นดุนออก พี่เขาเคยสังเกตเห็นว่าผมชอบกินแป้งนม
และโอวัลติน หรือไมโลเล่นโดยไม่ชงน้ำ

พี่สมคิดเรียนที่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้มีวารสารเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีชื่อว่า "วีรธรรม" เป็นวารสารที่ดีมาก เป็นเรื่องราวที่สอนคนให้มีคุณธรรม ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังคงมีอยู่หรือเปล่า มีอยู่หลายตอนที่กล่าวถึง ประวัติคุณพ่อบอสโก และคณะซาเลเซียนแห่งประเทศไทย
อันที่จริงหลักคำสอนในศาสนาคริสต์เกี่ยวกับความรัก การให้อภัยแม้แต่ศัตรูและการรู้สึกละลายต่อพระเป็นเจ้าในการประพฤติชั่วนั้น ก็คือสิ่งที่ผมเรียนมาจากโรงเรียนวัดพลับพลาชัย เกี่ยวกับ เมตตาธรรม อภัยทาน และหิริโอตัปปะ นั่นเอง
แต่ที่ผมรู้สึกสะอึกและอึ้ง ก็คือ เมื่อพวกฝรั่งเพื่อนๆพ่อถามว่า แล้วศาสนาพุทธที่เรานับถือนั้น "พระพุทธเจ้าสอนอะไร" ผมเรียนในโรงเรียน"วัด"พลับพลาชัย สวดมนต์ฟังเทศน์เป็นประจำที่โรงเรียน แต่กลับตอบคำถามนี้ไม่ได้ ผมจึงเริ่ม "หาความหมาย"
จริงๆแล้วหลักใหญ่ๆที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือหนทางดับทุกข์ และที่ท่านตรัสรู้ก็คือ "อริยสัจ 4"
อริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ
1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่
ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น)
การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5
2. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
3. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ 2.
อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ 3.
อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5962 ครั้ง - ดาว 451 ดวง