คำทำนาย : คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน?



ดาวน์โหลดได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ. (MySelf.pdf ขนาดไฟล์ 130.6KB)


http://xy1rka.bay.livefilestore.com/y1pn0w6OeupspO1X8GEg3T1Ww1m0fElHSMrTYTh6MeqGJH0C-RZxgt9jqQJlV2IuUwUzmitaHPXSRU/MySelf.pdf?download



ความคิดเห็นที่ 1

สุธัช หุยากรณ์
11 ก.พ. 2552 10:11
  1.  


    บทความ : รู้จักตนเอง 


    ที่มา ( http://blog.eduzones.com/chembuuza/2708 )


     


    "รู้จักตนเอง"


     


    ..........การรู้ตนเอง หมายถึงอะไร? จะตอบได้อย่างง่ายๆคือการ "รู้" ถึงตัวตนของเรา และเข้าใจทุกสิ่งที่ตัวเราเป็น รวมไปถึงการควบคุมตัวเราอย่างมีประสิทธิภาพ


     


    "แต่เราก็รู้ตัวเองอยู่แล้วนี่ " หลายคนอาจคิดเช่นนี้


     


    ..........ฉะนั้นลองพิจารณาคำถามเหล่านี้กัน


     



    • - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งพฤติกรรมในตัวท่านได้หมดไหม?

    • - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งอารมณ์ในตัวท่านได้หมดไหม?

    • - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งความคิดอ่าน ทัศนคติ และแนวทางการมองโลกในตัวท่านได้หมดไหม?

    • - ท่านสามารถอธิบายหลักคุณธรรมจริยธรรมที่ท่านมีได้หมดไหม?


     


    ..........นี่เป็นเพียงคำถามพื้นๆ ที่จะตรวจดูว่าท่านรู้จักตนเองมากน้อยแค่ไหน และหลายๆคนก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้หมด


     ..........การเข้าถึง และรู้จักตัวตนของตนเอง มีอยู่ด้วยกันสองทางใหญ่ๆ คือทางรูปธรรม คือทางกาย สัมผัส และอีกทางหนึ่งคือทางนามธรรม คือทางจิต วิญญาณ ความรู้สึก


     ..........ทางรูปธรรมเราสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะจับต้องได้เป็นชิ้นอัน เรารู้ว่าเราหน้าตาเป็นเช่นไร เมื่อเรามองดูรูปภาพเราสามารถระบุได้ว่านี่เป็นรูปของเรา เมื่อได้ยินเสียงสามารถระบุได้ว่าเป็นเสียงเรา เมื่อสัมผัสสามารถระบุได้ว่านี่เป็นกายเรา เพราะมนุษย์รับรู้รูปกายได้รวดเร็ว และนั่นเป็นการรู้จักตัวเองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว (ตั้งแต่จำความได้ก็สามารถระบุความเป็นตัวเราได้แล้ว)


     ..........ทว่ายังมีอีกทางที่เข้าถึงได้ไม่ครบถ้วนนัก นั่นคือนามธรรม


     ..........ดั่งที่นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า จิตใจคนเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยน้ำอยู่ เราเห็นแต่เพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำ มันอาจดูมหึมา แต่มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ และส่วนนั้นก็ไม่ง่ายนักที่เราจะทำความเข้าใจ (แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะดำลงไปสำรวจมัน)


    ..........ทุกๆความคิดอ่าน อากัปกริยา ทัศนคติ อารมณ์ที่เกิดในจิตใจเรา ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรมอันเข้าถึงได้ด้วยการตระหนักระลึกรู้ โดยประสาทสัมผัสทางกายไม่อาจช่วยได้ เราไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์หนึ่งๆได้ด้วยการสัมผัส แต่การสัมผัสสามารถก่อให้เกิดอารมณ์หนึ่งๆได้ (เช่นการลูบผ้ากำมะหยี่อาจให้ความรู้สึกสบาย เกิดอารมณ์ในแง่บวก) ฉะนั้นจึงต้องเตือนตนเสมอว่า ความสอดคล้องระหว่างกาย(รูปธรรม) และจิต(นามธรรม) เป็นสิ่งที่เกิดอย่างสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่วิธีการเข้าถึง (เพราะมีหลายคนที่หลงอยู่ในวังวนนี้ และคิดว่าการรับรู้ทางประสาทสัมผัสจะนำไปสู่ความเข้าถึงตัวตนทางจิตวิญญาณ)


     ..........หนทางเดียวที่เราจะเข้าถึงนามธรรมในตัวตนเราได้คือต้องอาศัยนามธรรมในตัวตนเราเอง (อ่านแล้วก็ชวนงงนัก) เพราะจิตใจมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่เรียบง่าย แต่มันมีหลายมิติ ซับซ้อน กว้างขวางไร้ขอบเขต และเข้าถึงได้ยาก ฉะนั้นการที่เราจะ "ออกสำรวจ" ตัวเราเอง ก็ต้องใช้ทรัพยากรภายใน คือจิตใจเราเอง


     ..........และรูปแบบของจิตใจก็มีความละเอียด-หยาบ มากน้อยกับไป โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มง่ายๆ ตามความละเอียดคือ อารมณ์ เหตุผล และความเหมาะสม


     ..........อารมณ์คือกลุ่มนามธรรมในจิตใจที่มีความละเอียดน้อยที่สุด กระทั่งอารมณ์ที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดก็ยังหยาบกว่าเหตุผล แต่อารมณ์กลับมีอิทธิพลกับมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งปวง เปรียบง่ายๆให้อารมณ์เป็น หิน เมื่อหินกระทบกายเรา เราสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างรวดเร็ว (ยิ่งมันมาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกรุนแรงเท่านั้น เหมือนหินที่ถูกขว้าง ยิ่งแรงก็ยิ่งเจ็บ) และอารมณ์เองก็เป็นตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายนักทั้งดี-ร้าย เพราะอารมณ์นั่นเองที่เป็นตัวขับดันให้กายเรา "กระทำ" การใดๆลงไปในโลกแห่งรูปธรรม


     ..........การเข้าถึงอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราจึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดในการจะเข้าถึงตัวตนของเราเอง


     ..........แล้วจะอาศัยอะไรล่ะ?


     ..........ก็เหตุผลน่ะสิ


     ..........เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่เหตุกับผล อารมณ์ก็เช่นกัน ทุกๆอารมณ์ที่เกิดมาในจิตใจย่อมต้องมีเหตุอันจูงใจให้เกิดขึ้น เรารักใคร ก็เพราะเขาดีกับเรา เพราะถูกจริตเรา เราเกลียดใครเพราะเขาร้ายกับเรา เพราะเขาไม่ถูกจริตเรา ทุกอารมณ์มีเหตุอันก่อให้เกิดเสมอ ฉะนั้นการไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในบ่อเกิดแห่งอารมณ์นั้นจึงเป็นการเข้าถึงตัวตนในชั้นแรก


     ..........การเข้าถึงทุกอารมณ์ในตัวเราจึงเป็นหลักพื้นฐานที่สุด ที่จะสามารถตอบทุกคำถามอันเกิดแก่จิตใจเราได้ และผู้ที่สามารถตอบ สามารถหาเหตุอันเกิดแก่อารมณ์ได้ครบถ้วน ก็คือผู้ที่เข้าถึงตนเองในขั้นแรกสุด


     ..........ทว่าการหาเหตุแห่งอารมณ์ได้ก็เป็นเพียงการรู้ถึงที่มาเท่านั้น เป็นเพียงการรู้จักตนเองโดยปราศจากการควบคุม เป็นเพียงการระลึกรู้ถ่ายเดียว เช่น เราโกรธ เรารู้ว่าโกรธเพราะอะไร ก็เพียงเท่านี้ แต่ความโกรธขึ้งนั้นก็ยังดำรงอยู่ เพราะเหตุและผลไม่สามารถ "แก้ไข" อะไรได้ มันทำได้แต่เพียง "ตอบปัญหา" และ หาเหตุให้เราเท่านั้น


     ..........ฉะนั้นการรู้จักอารมณ์ของตนเองก็เป็นเพียงการรู้จักตนเองอย่างผิวเผินเช่นกัน เพราะเมื่อเรารู้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือควบคุมมันได้ นั่นเรียกว่าเราเข้าถึงตัวเองได้ละหรือ? ต่างอะไรกับการที่เรารู้จักก้อนหินสักก้อน หรือตั๊กแตนสักตัว เราไม่สามารถควบคุมอะไรมันได้ ก็เหมือนกับการปล่อยให้รูปธรรมคือกาย กระทำการใดๆตามแต่นามธรรมที่หยาบที่สุดคืออารมณ์ สั่งการ โดยที่เรารับรู้แต่เพียงสาเหตุอันก่อให้เกิดอารมณ์เท่านั้น


     ..........แล้วเราจะควบคุมมันได้อย่างไร?


     ..........ก็อาศัยนามธรรมที่ละเอียดที่สุด คือความเหมาะสมนั่นอย่างไรเล่า!


     ..........ความเหมาะสม กาละเทศะ มารยาท จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่จะเรียกเช่นไรก็มีความหมายเดียวกันทั้งสิ้น คือรูปแบบจิตใจที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด และเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าถึงมากที่สุด เพราะสิ่งนี่เองที่จะเป็นตัวคัดกรองและควบคุมอารมณ์ โดยอาศัยข้อมูลจากเหตุผลที่เรามี


     ..........เปรียบง่ายๆคือ หากเราเกิดอารมณ์อยากทานกล้วยแขกสักถุงทั้งๆที่เจ็บคอ อารมณ์อยากจะถูกหาที่มาโดยเหตุและผล อาจจะเป็นว่าเพื่อนที่นั่งข้างๆพูดถึงร้านกล้วยแขกอร่อย หรืออาจจะเดินผ่านร้านกล้วยแขกและได้กลิ่นน้ำมันทอดอันแสนหอม นั่นคือเหตุผลสามารถหาคำตอบถึงที่มาของอารมณ์ "อยาก" นั้นได้แล้ว และสุดท้ายก็เป็นหน้าที่ของความเหมาะสมที่จะคัดกรองว่าอารมณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือไม่ กรณีนี้ตอบได้ว่าไม่ เพราะทั้งๆที่เจ็บคอแต่ยังทานกล้วยแขกเข้าไปสักถุงก็คงไม่เป็นการดีแน่ (อาจจะไอค่อกแค่กจนเกิดอารมณ์อยากทานยาแก้ไอเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้) ฉะนั้นแล้วผลสรุปออกมาว่าอารมณ์อยากกล้วยแขกในครั้งนี้ก็เป็นอันตกไป ไม่สามารถทำให้สัมฤทธิ์ผลได้


     ..........ทุกอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราก็ใช้ระบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ยากง่ายต่างกันไป ฉะนั้นการจะเข้าถึงตนเองก็จะต้องรู้จักทั้งสามประการนั้นอย่างถี่ถ้วน 


     


     




ความคิดเห็นที่ 2

สุธัช หุยากรณ์
12 ก.พ. 2552 06:18
  1. รู้จักตัวเองจากสีต่างๆ


     






                 มาลองทำนายกันดีกว่าว่าช่วงวันเกิดของคุณจะตรงกับสีไหน เมื่อได้สีแล้วก็เอาสีไปเทียบกับ ความหมายของแต่ละสีข้างล่างได้เลยนะ การทำนายสีและลักษณะนิสัยนั้นอาศัยวิเคราะห์โดยจิตวิทยา ควรใช้วิจารณญานในการ อ่านด้วยนะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าน้าาาา


    วัน - เดือน ตรงกับสี

    23 ธันวาคม - 1 มกราคม
    สี แดง

    2 มกราคม - 11 มกราคม
    สี ส้ม


    12 มกราคม - 24 มกราคม
    สี เหลือง


    25 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์
    สี ชมพู


    4 กุมภาพันธ์ - 8 กุมภาพันธ์
    สี น้ำเงิน


    9 กุมภาพันธ์ - 18 กุมภาพันธ์
    สี เขียว


    19 กุมภาพันธ์ - 28 กุมภาพันธ์
    สี น้ำตาล


    1 มีนาคม - 10 มีนาคม
    สีน้ำ ( ฟ้า )


    11มีนาคม - 20 มีนาคม
    สีมะนาว ( เขียวอ่อน )


    * 21 มีนาคม
    สีดำ


    22 มีนาคม - 31 มีนาคม
    สีม่วง


    1 เมษายน - 10 เมษายน
    สีน้ำเงินเข้ม


    11 เมษายน - 20 เมษายน
    สี เงิน


    21 เมษายน - 30 เมษายน
    สี ขาว


    1 พฤษภาคม - 14 พฤษภาคม
    สี น้ำเงิน


    15 พฤษภาคม - 24 พฤษภาคม
    สี ทอง


    25 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน
    สี ครีม


    4 มิถุนายน - 13 มิถุนายน
    สี เทา


    14 มิถุนายน - 23 มิถุนายน
    สีเลือดนกปนน้ำตาล


    *24 มิถุนายน
    สี เทา


    25 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม
    สี แดง


    5 กรกฏาคม - 14 กรกฏาคม
    สี ส้ม


    15 กรกฏาคม - 25 กรกฏาคม
    สี เหลือง


    26 กรกฏาคม - 4 สิงหาคม
    สี ชมพู


    5 สิงหาคม - 13 สิงหาคม
    สี น้ำเงิน


    14 สิงหาคม - 23 สิงหาคม
    สี เขียว


    24 สิงหาคม - 2 กันยายน
    สี น้ำตาล


    3 กันยายน - 12 กันยายน
    สี น้ำ ( ฟ้า )


    13 กันยายน - 22 กันยายน
    สี มะนาว ( เขียวอ่อน )


    *23 กันยายน
    สี เขียวมะกอก่


    24 กันยายน - 3 ตุลาคม
    สี ม่วง


    4 ตุลาคม - 13 ตุลาคม
    สี น้ำเงินเข้ม


    14 ตุลาคม - 23 ตุลาคม
    สี เงิน


    24 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน
    สี ขาว


    12 พฤศจิกายน - 21 พฤศจิกายน
    สี ทอง


    22 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม
    สี ครีม


    12 ธันวาคม - 21 ธันวาคม
    สี เลือดนกปนน้ำตาล


    * 22 ธันวาคม
    สี เขียวแก่


    **สีแดง**


                คุณเป็นคนประเภทที่น่ารัก , คุณอาจจะเลือกมากซะหน่อย แต่ก็มักจะไปหลงรักใครบ่อยๆ เข้าและคุณก็ชอบที่จะถูกรักซะด้วยสิ คุณสดใสและร่าเริง แต่บางครั้งก็มีอาการหมอง เศร้าซึม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้นุ่มนวล และดี และสิ่งนั้นเองจะทำให้คนอื่นชื่นชอบในตัวคุณและสิ่งที่คุณเป็น คุณ ชอบคนที่คบหาด้วยง่ายและทำให้คุณมีความสะดวกสบายใจ


    ** ครีม **


                คุณเป็นคนประเภทที่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบต่อการพ่ายแพ้ และคุณมักจะร่าเริงอยู่เสมอๆ คุณเป็นคนที่น่าไว้วางใจได้ คุณมักจะเลือกความรักด้วยความระมัดระวังเสมอ และไม่ตกหลุมรักใครง่ายๆซะด้วยสิ แต่ถ้าคุณพบใครที่คิดว่าใช่แล้ว คุณก็ไม่ปล่อยความรักให้หลุดมือไปซะทีเดียวหรอก


    ** เขียวเข้ม **


                คุณมักจะพิถีพิถันเกี่ยวกับตัวเอง และมักจะมองหาความรักที่ดูมีภูมิฐาน คุณมักจะเป็นคนตัดสินใจอะไรง่ายๆและขาดสติ ซึ่งมักจะตามมาด้วยปัญหาต่างๆ คุณชอบที่จะเป็นผู้ที่นำ และคุณชอบที่จะค้นคว้าหาเพื่อนใหม่ๆ เสมอๆ


    ** เทา **


                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์และคล่องแคล่ว คุณไม่เคยซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเอง และมักจะเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคุณให้คนอื่นได้รับรู้ แต่บางครั้ง ก็นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวบ้าง คุณอยากจะเป็นคนสำคัญและรักความยุติธรรม ปลอบใจคนเก่ง พูดโน้มน้าวได้ดี และคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี


    ** เขียว **


                คุณมักจะเข้ากับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาได้ดี คุณไม่ได้เป็นคนที่ขี้อายนัก กล้าแสดงออกแต่บางครั้ง การพูดจาของคุณก็ทำให้ความรู้สึกของคนอื่นๆเข้าเจ็บปวดได้ คุณมักจะอยากเป็นคนสำคัญของคนรักของคุณเสมอๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดช่วงนี้มักจะยังโสด เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจนัก


    ** ทอง **


                คุณรู้ว่าอะไรที่ผิดหรือถูก คุณเป็นคนที่ร่าเริงทีเดียว เสปคของคนรักในใจคุณหายากนักแต่เมื่อคุณได้พบเจอแล้ว รับรองว่าคุณคงไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปหรอกน่า..


    ** ชมพู ** 

                คุณมีความพยายามต่างๆที่จะทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆออกมาดีที่สุด และมักจะชอบช่วยเหลือและดูแลผู้อื่น แต่บางครั้งความคิดของคุณก็คิดไปทางที่ไม่ดีบ้าง ส่วนเรื่องของความรัก คุณกำลังมองหาความรักที่โรแมนติกเหมือนในนิยาย


    ** เหลือง **


                คุณเป็นคนอ่อนหวานและใสซื่อ เป็นที่ไว้วางใจจากคนอื่นๆ และเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ข้อตัดสินใจของคุณมักจะนำพาไปเรื่องที่ดีๆเสมอๆ และคุณก็ชอบที่จะมีความรักแบบโรแมนติคซะด้วยสิ


    เลือดนกปนน้ำตาล


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดทีเดียวและรู้ในสิ่งที่ถูกและผิด คุณมักจะทำให้สิ่งต่างๆ ให้เป็นในสิ่งที่คุณต้องการ และบางครั้งสิ่งนั้นอาจทำให้คุณทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นโดนที่คุณไม่รู้ แต่เมื่อถึงเรื่องความรักคุณคือนักอดทนทีเดียว เมื่อคุณได้รักใครแล้ว ยากที่จะหาคนอื่นมาเทียบได้ทีเดียวแหละ


    ** ส้ม **


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างมีความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณมักจะมี จุดประสงค์ในสิ่งที่ตนทำอยู่เสมอๆ และชอบการแข่งขัน เมื่อคุณมีเพื่อนคุณจะพบว่ายากนักที่จะเชื่อและไว้ใจใครสักคนได้ แต่เมื่อคุณได้เจอเพื่อนที่คุณถูกใจแล้ว คุณจะเชื่อในคนๆนั้นตลอดไป


    ** ม่วง **


                คุณค่อนข้างดูลึกลับ ไม่เห็นแก่ตัว และไม่ค่อยจะคล้อยตามสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย. การกระทำของคุณในแต่ละวัน อาจนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ได้ คุณมักจะป๊อปในหมู่เพื่อนฝูงเป็นที่รักใคร่ คุณเป็นคนที่ขี้ลืมและคุณน่าจะมองหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้ดีกว่า


    **มะนาว(เขียวอ่อน) **


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น แต่เป็นคนที่เครียดง่าย คุณมักจะเป็นคนที่ขี้อิจฉา และมักจะขี้บ่นเสมอ แต่คุณก็มีความรับผิดชอบที่ดี และดูเหมือนคนรอบข้างดูจะรักและไว้ใจคุณเป็นอย่างมากทีเดียว


    ** เงิน **


                คุณเป็นคนช่างคิดและขี้อาย และชอบที่จะลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอๆ คุณชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณเป็นคนหัวไวพอควร เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ความรักของคุณมักจะเจอแต่เรื่องที่ต้องมาขัดใจเสมอๆ


    ** ดำ **


                คุณเป็นนักท้าทาย และมีความอดทนทีเดียว แต่คุณไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อคุณได้ตัดสินใจอะไรบางสิ่งแล้ว คุณก็จะยึดมั่นความคิดนั้นไว้ตลอด ความรักของคุณก็ค่อนข้างดูแปลก และท้าทายทีเดียว


    ** เขียวมะกอก **


                คุณเป็นคนที่อบอุ่น และมักจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุณไม่ชอบความรุนแรงและรักความยุติธรรมคุณเป็นคนใจดี และร่าเริงแต่อย่าอิจฉาใครคนอื่นให้มากนักล่ะ


    ** น้ำตาล **


                คุณเป็นคนชอบการกีฬา คุณมักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหวงตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่คุณตกหลุมรักคนอื่นอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคุณได้พบเจอสิ่งที่ต้องการ และไม่ถูกใจคุณเมื่อไร คุณก็พร้อมที่จะยอมแพ้และปล่อยสิ่งนั้นทันที


    ** น้ำเงิน **


                คุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบยกย่องใครสักเท่าไร และเรื่องมาก. แต่คุณมีความคิดที่ดี เสมอๆ และชอบที่ตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่คุณชอบปล่อยให้ความรักหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย คุณมักจะรักตามใจคุณไม่ใช่ตามที่หัวใจคุณต้องการ


    ** น้ำเงินเข้ม **


                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์ และรักสนุก คุณมีความพยายามและความอดทน ในการที่ทำสิ่งต่างๆดี และค่อนข้างจะหมกมุ่นในบางครั้ง แต่เมื่อคุณได้โกรธใคร สักคนแล้วยากที่คุณจะให้อภัยได้


    ** ขาว **


                ความฝันของคุณนำพาไปสู่จุดหมายของชีวิต คุณมักจะชอบอิจฉาคนอื่นๆ บางครั้งคุณก็ดูแปลกไป เมื่อเทียบกับความคิดคนอื่นๆ แต่คุณมีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆที่ดี


    ** น้ำ (ฟ้า ) **


                คุณเป็นคนที่มีอารมค่อนข้างที่จะแปรปรวน คุณมักเป็นคนสันโดษและชอบการท่องเที่ยว คุณเป็นคนที่เชื่อใจได้ แต่มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหูเบา ความรักที่คุณหวังไว้นั้นหายาก และมักจะเลิกรากันด้วยโดยง่าย และบางครั้ง คุณเองก็มักจะเจ็บปวดด้วยเรื่องความรัก

    ที่มา : ( http://www.showded.com/myprofile/mainblog.php?user=phuengnoi&jucId=14915 )




ความคิดเห็นที่ 3

สุธัช หุยากรณ์
13 ก.พ. 2552 06:46
  1. แบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 1)


    1. คุณกำลังเดินไปตามทางเดิน แล้วเห็นอะไรอยู่รอบตัว
    ก. ป่าทึบ มองขึ้นข้างบนแทบไม่เห็นท้องฟ้า
    ข. ทุ่งข้าวโพดเหลืองอร่ามตัดกับสีขอบฟ้า
    ค. เนินเขาสีเขียว เห็นภูเขาอยู่ลืบๆ


    2. คุณเห็นอะไรตกอยู่ข้างๆ เท้า
    ก. กระจก
    ข. แหวน
    ค. ขวด


    3. เก็บมันขึ้นมาไหม
    ก. เก็บ
    ข. ไม่เก็บ


    4. เดินต่อไปเจอแหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่ว่าคือ …
    ก. ทะเลสาบใส
    ข. น้ำตก
    ค. ลำธาร


    5. กุญแจที่จมอยู่ในน้ำซึ่งคุณกำลังจะเก็บขึ้นมานั้นมีลักษณะอย่างไร
    ก. กุญแจบ้าน
    ข. กุญแจโบราณ
    ค. กุญแจล็อคเกอร์เล็กๆ


    6. ต่อมาเจอะบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นบ้านแบบไหน
    ก. แมนชั่นหรูแบบละแวกฮอลลีวู้ด
    ข. กระท่อมพร้อมสนามหญ้า
    ค. ปราสาทสวยโทรมๆ


    7. แล้วทำยังไงต่อ
    ก. มองเข้าไปทางหน้าต่าง
    ข. เข้าไปสำรวจ
    ค. ไม่สน … แล้วเดินต่อไป


    8. ทันใดนั้นก็มีบางอย่างกระโจนใส่ ทำให้คุณตกใจ สิ่งนั้นคือ
    ก. หมี
    ข. พ่อมด
    ค. เหยื่อที่ใช้ตกปลา


    9. ด้วยความตกใจคุณจึงวิ่งไปจนถึงกำแพงมีประตูคุณจึงมองลอดรูกุญแจก็เลยเห็น
    ก. สวนเขียวขจีในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง
    ข  บ่อน้ำกลางทะเลทราย
    ค. ชายหาดและเกลียวคลื่น

    ตอบคำถามทั้ง 9 ข้อให้หมดก่อน แล้วคอยอ่านคำตอบวันพรุ่งนี้นะครับ
    (ถ้ารู้คำตอบก่อนแบบทดสอบนี้ก็ไม่มีประโยชน์)




ความคิดเห็นที่ 4

สุธัช หุยากรณ์
14 ก.พ. 2552 07:09
  1. เฉลยแบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 1)

    คำถามที่ 1 ทัศนคติของคุณเกี่ยวกับตัวเอง
    ก. คนอื่นมองว่าคุณเป็นคนที่น่าสนใจเพราะคุณปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อนๆรักคุณเพราะคุณเป็นนักฟังที่ดี
    ข. เป็นคนฉลาด ซื่อสัตย์และน่ารักเป็นมิตรกับทุกคนและไม่ค่อยมีเรื่องกับใครแถมยังเป็นตัวแทนของความร่าเริงสนุกสนาน ใครๆจึงมักจะเข้ามาพูดคุยด้วย
    ค. เป็นคนติดดิน และผู้คนเขาก็รักคุณเพราะนิสัยเป็นคนตรงๆ นี่แหละคุณคือนักไกล่เกลี่ยปัญหาเพราะคุณจะรับฟังความของทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินว่าใครถูกใครผิด


    คำถามที่ 2 ลักษณะของคู่รักที่คุณมองหา
    ก. แฟนคุณต้องเป็นคนที่จะร่วมชีวิตกันในอนาคต แต่คุณควรเปิดใจให้กว้างเพราะเขา/เธอที่สมบูรณ์ตามแบบของคุณ อาจไม่ค่อยมีเสน่ห ์มากนัก
    ข. คุณป็นคนโรแมนติกยามรักก็จะทุ่มเทเพื่อถนอมรักไว้ให้ดีที่สุดเพราะคุณเชื่อว่ารักแท้จะคงอยู่ตลอดกาล และคุณก็อยากให้แฟนห่วงใยดูแลคุณเสมอ
    ค. คุณชอบคนที่กล้าแสดงความเก่ง ทะเยอทะยาน และ จริงจัง ฉะนั้นพวกหล่อ/สวยอย่างเดียวน่ะไม่ผ่าน


    คำถามที่ 3 ความพร้อมที่จะผูกมัดกับใครซักคน
    ก. ถ้าใช่ก็ได้เลย
    ข. ดูใจกันไปเรื่อยดีกว่า


    คำถามที่ 4 รักคุณซึมลึกขนาดไหน
    ก. คุณจริงจังกับความสัมพันธ์เอามากๆ ถ้าพบคนที่ใช่คุณก็จะรักเขา/เธอคนนั้นสุดหัวใจ
    ข. เพศตรงข้ามคิดว่าคุณเซ็กซี่มากเพราะคุณหว่านเสน่ห์เก่งชาย/หญิงหลายขโยงจึงพากัน หลงใหลคุณ
    ค. ทักษะการจีบของคุณเป็นเลิศ คุณจึงเปลี่ยนคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า


    คำถามที่ 5 ความสำคัญของการศึกษา
    ก. การศึกษาสำคัญน้อยกว่าโลกภายนอกที่รออยู่เบื้องหน้าลึกๆแล้วคุณอาจจะอยากเริ่มทำงานและออกมาอยู่เอง
    ข. การศึกษาสำคัญที่สุดคุณอยากเรียนหนักๆจะได้ซึมซับความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
    ค. คุณอาจจะไม่ชอบเรียน แต่มีความคิดดีๆมากมายคุณเชื่อสัตชาตญาณและสมองของตัวเองฉะนั้นคุณอาจลงเอยด้วย อาชีพที่ไม่เหมือนใคร


    คำถามที่ 6 งานเหมาะๆ
    ก. คุณมีเป้าหมายเยอะและพยายามทำทุกอย่างสุดๆงานที่ชอบจึงต้องเป็นงานที่ได้แสดงพลังคุณปรารถนาความสำเร็จอย่างที่สุด
    ข. คุณยึดหลักความเป็นจริงในการเลือกอาชีพและมุ่งมั่นจะเติบโตในสายงานที่คุณเลือก
    ค. อาชีพที่คุณฝันไว้เป็นไปได้ยากในชีวิตจริงน่าจะมองๆหาอะไรใกล้ตัวทำไปก่อนดีกว่าไม่งั้นอาจเศร้า


    คำถามที่ 7 ความสำเร็จมีความหมายแค่ไหน
    ก. คุณกลัวล้มเหลวเลยไม่กล้าเริ่มต้นจงอย่าเพิ่งยอมแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ
    ข. คุณมั่นใจว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ เพราะจะไม่มีสิ่งไหนมากั้นขวางคุณได้
    ค. ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องใหญ่คุณพอใจในสิ่งที่มีอยู่และชอบที่จะอยู่กับคนที่คุณรักมากกว่าจะทุ่มชีวิตไปกับการงานหรือดำรงตำแหน่งสูง


    คำถามที่ 8 คุณกลัวอะไรมากที่สุด
    ก. คุณกลัวที่จะไม่มีใครให้พึ่ง หรือกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้
    ข. คุณกลัวในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเพื่อกลบเกลื่อนคุณก็เลยใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไปบ้าง
    ค. คุณเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนอื่นเอามากๆ จึงพยายามสุดชีวิตที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนคุณต้องเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองบ้างแล้ว


    คำถามที่ 9 ตัวตนของคุณคือ …
    ก. คุณเป็นผู้ใหญ่มีความคิดความอ่าน ซื่อสัตย์ กล้าแสดงความเห็นผู้คนจึงมาขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แต่คุณอาจแย่ถ้าเจอปัญหาที่ต้องใช้หัวใจมิใช่สมอง
    ข. คุณต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ เพราะชอบอยู่กับความคิดของตัวเอง และมักจะแว่บหายยามเข้าตาจน แต่คุณจะรู้สึกดีขึ้นถ้าระบายกับคนที่คุณไว้ใจซะบ้าง
    ค. คุณเป็นคนที่เต็มที่กับชีวิตและกล้าแสดงออก แต่เดาอารมณ์ยากและเปลี่ยนความคิดได้เรื่อยๆ บางครั้ง คุณก็เหมือนมหาสมุทร … สงบได้ … แต่ไม่นาน


    ที่มา : (http://www.pantown.com/board.php?id=15408&area=1&name=board5&topic=14&action=view )




ความคิดเห็นที่ 5

สุธัช หุยากรณ์
16 ก.พ. 2552 06:28
  1. ข้อคิดดีๆ "รู้จักตัวเองแค่ไหน" 


    (ตอบก่อนอ่านเฉลย)


     


    สัจจธรรม 


     


    เรื่องจากสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง


     


    ดีเจพูด : 


    คำถามนี้มาจากคำถามสอบสัมภาษณ์เข้าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในต่างประเทศ


    คำถามมีอยู่ว่า...


     


    ในวันที่ฝนตกหนัก คุณขับรถสปอร์ทคันหนึ่ง รถคันนี้นั่งได้แค่ 2 คนเท่านั้น เมื่อคุณขับรถถึงชานชลา มีคนนั่งอยู่ 3 คน





    1. หมอผู้ที่เคยช่วยชีวิตคุณให้รอดจากโรคหัวใจ

    2. คนแก่ที่กำลังป่วยเป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรงที่จะต้องไปโรงพยาบาล

    3. คนที่คุณชื่นชอบแล้วอยากเจอมาทั้งชีวิต


     


    ถามว่า "ใครที่คุณจะให้นั่งไปด้วยกับรถ?" ให้เวลาคิดแล้วผมจะกลับมาเฉลยในเบรกหน้าครับ


    ____________________________________________________________


    (เฉลยวันพรุ่งนี้ครับ) 




     




ความคิดเห็นที่ 7

สุธัช หุยากรณ์
17 ก.พ. 2552 06:15
  1. คำถามนี้เป็นคำถามที่มีได้หลายคำตอบขึ้นอยู่กับ
    วิจารณญาณ และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล 


    แต่มีคำตอบหนึ่งที่ค่อนข้างดีก็คือ


    "ถ้าผมเป็นคนขับรถผมจะให้กุญแจแก่หมอเพื่อให้พาคนแก่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจไปยังโรงพยาบาลเพราะหมอจะสามารถปฐมพยาบาลคนแก่ได้ดีกว่าในระหว่างทางส่วนตัวผมจะนั่งอยู่ที่ชานชลาเพื่อคุยกับคนที่ผมอยากเจอเขามาตลอดชีวิต"


    คำตอบนี้สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้เป็นอย่างดีคือได้ตอบแทนผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือเราได้ช่วยคนชราซึ่งกำลังใกล้จะตายและสุดท้ายคือได้พูดคุยกับคนที่เราอยากเจอได้ครบสมบูรณ์ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม และตัวเราก็มีความสุขในท้ายที่สุดด้วย


    ก่อนเฉลยหลายคนอาจคิดว่าจะเอาใครไปกับเราดี


    ...คนแก่..หมอ..หรือคนที่เราอยากเจอ


     


    นี่เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคนที่มักจะคิดถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกฉะนั้นเวลาคนอื่นเขาทำอะไรแล้วเรารู้สึกไม่พอใจก็ควรจะให้อภัยเขาเพราะทุกคนก็รักตัวเองมากกว่าคนอื่นด้วยกันทุกคน


    เขาไม่ได้..... อย่างที่คิดหรอก เพียงแค่เขาทำไม่ถูกใจเราเท่านั้นเอง 


     


    ที่มา : ( http://www.crma38.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=crma38com&thispage=1&No=466891 )


     


    "คนนะครับไม่ใช่แมว" รักตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว


     




ความคิดเห็นที่ 8

สุธัช หุยากรณ์
18 ก.พ. 2552 07:51
  1. แบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 2)


    1. วันเกิดเพื่อน คุณจะเลือกส่งของขวัญอะไรให้เขา 


    ก. ของใช้ประจำวัน 
    ข. ของที่ตัวเองชอบ 
    ค. ของที่เพื่อนอยากได้ 
    ง. ของทันสมัยที่สุด 
    จ. ของประดิษฐ์ด้วยตนเอง 


    2. ขณะนี้คุณอยากนั่งเก้าอี้แบบไหน 


    ก. เก้าอี้ผ้า 
    ข. เก้าอี้หนัง 
    ค. เก้าอี้ไม้ 
    ง. เก้าอี้มีพนักวางแขน 
    จ. เก้าอี้ที่นวดได้ 


    3. พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณคิดจะทำอะไร 


    ก. พักผ่อนอยู่กับบ้านทั้งวัน 
    ข. ไปshopping 
    ค. ไปออกกำลัง 
    ง. ไปเดินเล่น 
    จ. นอนหลับให้สบาย  


    4. เห็นต้นอ่อนของต้นไม้งอกออกมา ความคิดประการแรกของคุณคือ 


    ก. ดีใจอยากให้มันโตเร็ว ๆ 
    ข. ต้องระวังเวลาเดินอย่าไปเหยียบมัน 
    ค. ห่วงใยว่ามันจะออกดอกไหม 
    ง. นึกขอบคุณ ที่มันเติบโต 
    จ. คงไม่ต้องรดน้ำให้มากอีกต่อไป  


    5. ถ้าคุณสามารถขึ้นไปบนอวกาศคุณอยากจะทำอะไร 


    ก. มองเห็นโลก 
    ข. สำรวจดาวทุกดวง 
    ค. เริ่มงานอนุรักษ์โลก 
    ง. มองหามนุษย์อวกาศ 
    จ. หาโลกอื่นอยู่ 


    6.คุณคิดว่าในภาพๆนึง ควรจะมีสัตว์อะไรอยู่ 


    ก. สิงโต 
    ข. กระต่าย 
    ค. หมี 
    ง. นก 
    จ. แมว  


    7. ถ้าเป็นไปได้ คุณอยากอาศัยอยู่ที่ใดต่อไปนี้ 


    ก. ภาคใต้ของจีน 
    ข. เทือกเขาแอลป์ 
    ค. จีน 
    ง. ทุ่งหญ้า 
    จ. ทะเลทราย 


    8. ถ้าจะได้ไปเที่ยว คุณมีความสุขที่สุดตอนไหน 


    ก. ก่อนไป 1 วัน 
    ข. เวลาที่ทุกคนสนุกด้วยกัน 
    ค. เวลาคุย 
    ง. เวลาไปและกลับ 
    จ. ตอนกินขนม  


    9. มีกับข้าววางอยู่บนโต๊ะ คุณจะเลือกรับประทานอะไรเป็นอันดับแรก 


    ก. น้ำแกง 
    ข. ข้าว 
    ค. สลัด 
    ง. ผัก 
    จ. ขนมหวาน ผลไม้  


    10.เห็นแสงอาทิตย์ยามสายัณห์ มีความหมายอย่างไร 


    ก. สวยเหลือเกิน 
    ข. อ้างว้างจนน้ำตาไหล 
    ค. อากาศดี 
    ง. อยากตะโกนดัง ๆ 
    จ. พรุ่งนี้ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม 


    11.อยากข้ามแม่น้ำแต่ข้างหน้าไม่มีสะพานจะทำอย่างไร 


    ก. ว่ายน้ำข้ามไป 
    ข. ทำแพไม้ไผ่ 
    ค. ดูว่ามีสะพานที่อื่นไหม 
    ง. หาที่ตื้นที่สุดข้าม 
    จ. รอน้ำลดค่อยข้าม  


    12. ถ้าคนข้างหน้าทำของตก คุณจะทำอย่างไร 


    ก. ส่งเสียงดังเรียกเขา
    ข. เก็บขึ้นมาแล้วเดินตามไปใกล้หน่อย ค่อยเรียกเขา 
    ค. วิ่งไปดักหน้า แล้วส่งของคืนเขา 
    ง. ดูว่าเขารู้ตัวว่าทำของตกไหม 
    จ. ไม่อยากยุ่ง ทิ้งไว้เฉย ๆ ดีกว่า  


    13. เห็นรุ้งขึ้นที่ขอบฟ้าใส คุณชอบสีใดต่อไปนี้ที่สุด 


    ก. แดง 
    ข. เหลือง 
    ค. เขียว 
    ง. ฟ้า 
    จ. ม่วง 


    ตอบคำถามทั้ง 13 ข้อให้หมดก่อน แล้วคอยอ่านคำตอบวันพรุ่งนี้นะครับ


     




ความคิดเห็นที่ 9

สุธัช หุยากรณ์
19 ก.พ. 2552 06:20
  1. เฉลยแบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 2)


    1. ท่าทีของคุณต่อคนรอบข้าง 


    ก. แสดงว่าไม่ค่อยเปิดเผย มักจะหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
    ข. ถือตัวเองเป็นศูนย์กลางในการคบหากับผู้อื่น 
    ค. คำนึงถึงจุดยืนผู้อื่น หวังให้คนอื่นยอมรับ 
    ง. สภาพแวดล้อมธรรมชาติสำคัญกว่าตนเองและผู้อื่น 
    จ. ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าตัวเอง 


    2. ความคาดหวังตัวคนที่คุณชอบ 


    ก. ไปไหนมาไหนกับคุณทุกที่ 
    ข. อยากรู้เรื่องของเขามากกว่านี้ 
    ค.เป็นคนมีรสนิยมสูง 
    ง. ให้อภัยเป็น 
    จ. หวังให้เขาทำอะไรให้ 


    3. ความรู้สึกในเรื่องเงินทองของคุณ 


    ก. พยายามประหยัด 
    ข. มีเท่าไรใช้เท่านั้น 
    ค. เก็บเงินไว้ใช้ยามจำเป็น 
    ง. เห็นอะไรก็อยากซื้อโดยไม่คิดว่าฟุ่มเฟือย 
    จ. ขี้เหนียว 


    4. ความรู้สึกของคุณต่อพ่อแม่ 


    ก. ไม่อยากให้ท่านก้าวก่ายคุณ 
    ข. ขอบคุณท่านที่เลี้ยงคุณให้เป็นคนดี 
    ค. พึ่งพาพ่อแม่มากอยากอยู่ใกล้ท่านตลอด 
    ง. ขอบคุณท่านมาก ๆ 
    จ. คิดว่าจะยืนหยัดด้วยตัวเองเร็วหน่อย 


    5. ความรู้สึกต่อสภาพการณ์ปัจจุบันของคุณ 


    ก. แม้ไม่พอใจแต่ก็ยังพออยู่ได้ 
    ข. พอใจสภาพแวดล้อมแต่คิดหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ 
    ค. พอใจสภาพแวดล้อมปัจจุบันมาก อยากรักษาให้คงอยู่ตลอดไป 
    ง. ไปให้ไกลจากมนุษย์โลก 
    จ. ไม่พอใจตัวเอง อยากหาอะไรแปลกใหม่ 


    6. คุณต้องการเพื่อนแบบไหน 


    ก. เข้มแข็งกระตือรือร้น 
    ข. โอนอ่อนผ่อนตามและให้อภัย 
    ค. พึ่งพาได้ 
    ง. ช่างคุย 
    จ. เต็มไปด้วยเสน่ห์หญิง 


    7. คู่ครองในอุดมคติ 


    ก. มีอารมณ์ขัน มีชีวิตชีวา 
    ข. สะโอดสะอง 
    ค. นุ่มนวล 
    ง. ใจดี 
    จ. เงียบขรึม น่าพึ่งพา 


    8. ความปรารถนาของคุณ 


    ก. เรื่องที่วางแผนไว้ต้องสำเร็จ ตั้งความหวังที่จะประสบผลสำเร็จ 
    ข. ชอบเปรียบเทียบ มีความหวังสูง 
    ค. อยากอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา 
    ง. ชอบการเปลี่ยนแปลง เหมือนการไปเที่ยวเป็นสิ่งเร้าความสนใจคุณ 
    จ. รักการกินและนอนที่สุด 


    9. ท่าทีและความคิดของคุณต่อสังคม 


    ก. มีหลักการ ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์สังคม 
    ข. คิดว่ามีทุกข์ก็ต้องมีสุข 
    ค. ให้ชายเป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง 
    ง. มีความสุขไปเรื่อย ๆ ขอเพียงตัวเองชอบ จะไม่มีอะไรที่ไม่มีความสุข 
    จ. รักอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด 


    10. นิสัยของคุณ 


    ก. จิตใจบริสุทธิ์ มองทุกสิ่งในแง่ดี 
    ข. มีบางสิ่งไม่แน่นอน อย่าวิตกเกินไป 
    ค. ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ 
    ง. ปณิธานสูง ยึดตนเป็นใหญ่ 
    จ. พิจารณาทุกสิ่งรอบคอบ ยึดความคิดตนเป็นหลัก 


    11. วิธีการหาคู่ใจ 


    ก. หาคนที่ถูกใจได้ก็หยุด 
    ข. ร่วมกิจกรรมสาธารณะ เผื่อจะเจอคนถูกใจ 
    ค. แม้ไม่ชอบนักแต่ถ้าเขาไม่ปฏิเสธก็ลองคบหาดู 
    ง. หาจากบรรดาเพื่อน 
    จ. แล้วแต่บุญแต่กรรม 


    12. โอกาสพบรัก 


    ก. คนกล้าหาญอย่างคุณ โอกาสมาถึงย่อมไม่ปล่อยไป 
    ข. ที่จริงมีโอกาส แต่พอผ่านไปก็พลาดอย่าง น่าเสียดาย 
    ค. ไม่มั่นใจ อยากหาโอกาสแต่พลาดทุกครั้งเพราะไม่กล้าเผชิญหน้าเขา 
    ง. รอฝ่ายตรงข้ามแสดงตัวก่อน 
    จ. ไม่ค่อยมีโอกาสแสดงความรัก 


    13. คุณคิดว่านิสัยของตัวเอง......... 


    ก. กระตือรือร้น 
    ข. เปิดเผย 
    ค. แข็งแรง ดีงาม 
    ง. สงบเยือกเย็น 
    จ. รสนิยมสูง


    ที่มา : ( http://board.dserver.org/p/porko/00000633.html )


     




ความคิดเห็นที่ 10

สุธัช หุยากรณ์
20 ก.พ. 2552 08:33

  1. (ไฟล์ PDF ขนาด: 127.9 KB)

    เกมชีวิต "เริ่มที่ตอนจบ"

     


    บทความของ วนิษา เรซ (หนูดี)
    ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ
    ปริญญาโทจากฮาวาร์ด




    ข้อคิดดีๆที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น




ความคิดเห็นที่ 11

สุธัช หุยากรณ์
21 ก.พ. 2552 07:00
  1. หมื่นตา หมื่นรู้..
    มิสู้ปล่อยวาง


    หมื่นตาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
    จากนั้นไปต่อปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศ

    เขาเรียนเก่งมากระดับเหรียญทอง เกียรตินิยมตั้งแต่เล็กจนโต


    หมื่นตาเป็นคนสมองดี ชีวิตเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้น
    นั่นทำให้เขามั่นใจในตัวเอง
    และคิดว่าเขารู้ทุกสิ่ง
    เขาอ่านตำรามากมาย หลายหมื่นเล่ม
    วิถีของคนผู้เป็นเลิศ..!


    วินาทีนั้นหมื่นตาคิดว่า เขารู้ทุกอย่างเป็นอย่างดี
    คนอื่นล้วนด้อยกว่าเขา ทั้งระดับการศึกษา

    การค้นคว้าข้อมูล
    การตัดสินใจ
    และความเป็นเลิศทางวิชาการ


    แล้ววันหนึ่ง
    พ่อของหมื่นตาก็บอกให้เขาเดินทางไปหาคุณตาของเขาที่บ้านนอก


    หมื่นตาไม่อยากไป เพราะคิดว่าคุณตาก็เป็นเพียงแค่คนแก่
    ซึ่งไม่มีพลังชีวิตหลงเหลืออีกแล้ว ได้แต่ใช้ชีวิตไปเพียงวันๆ
    Rolling Eyes


    แต่เขาก็ไป
    ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก
    พ่อให้ผมมาหาตาครับ


    ตาของหมื่นตาเป็นชายชรา
    อาศัยอยู่ในชนบทอับเงียบสงัด
    ชื่อของเขาคือ
    ไร้ตา


    หวัดดีหลานชาย ..
    ไม่เจอกันนานเลยนะ


    ทั้งสองคนนั่งคุยกันอย่างยาวนาน


    หมื่นตาไม่คิดว่า ชายแก่คนนี้จะรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย
    ในเมื่อตารู้อะไรมากมาย กลับมาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแบบนี้ไปทำไมละครับ
    ?


    คุณตาผู้ชรายิ้ม
    และให้คำตอบแก่หลานชาย

    ความรู้ในโลกนี้มีจำกัด เราไม่อาจเรียนรู้ทุกสิ่งได้ภายในช่วงอายุสั้นๆ ของเรา
    สิ่งที่เราต้องรู้จักให้มากที่สุด ก็คือ ตัวตนของเรา ต่างหาก


    การอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น
    ไม่ได้หมายความว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น

    ปริญญาเป็นเพียงสิ่งสมมติเพื่อใช้วัดค่ามาตรฐานตามกฎเกณฑ์ของสังคม
    แต่นั่นย่อมไม่ได้วัดว่า ใครเข้าใจชีวิตมากกว่ากัน


    วิชากับ “ปัญญานั้นแตกต่างกัน
    อ่านเยอะ รู้เยอะ เห็นเยอะ ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น ผู้รู้ที่แท้จริง


    คนมีปัญญาสำหรับตา คือคนที่นอบน้อมถ่อมตน
    รู้ว่าตนยังต้องเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย


    ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง
    ..หรือฉลาดไปซะทุกสิ่ง


    เราอาจฉลาดเรื่องหุ้น ..
    แต่อาจปลูกข้าวไม่เป็น


    เราอาจเป็นครูที่เก่งกาจ แต่เราอาจสร้างบ้านไม่เป็น


    ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเกื้อผลกัน
    คนฉลาดและมีปัญญาจะอ่อนน้อมถ่อมตน

    และ
    พร้อมจะน้อมรับคำสอนของทุกคน
    โดยไม่แบ่งว่าเขารวย-จน
    หรือไปวัดว่าเขาจบการศึกษาระดับไหน


    เปลือกภายนอกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานะ
    ระดับการศึกษา
    ชาติตระกูล เส้นสาย อำนาจ วาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นเพียงสิ่งลวงตา
    ที่ไม่อาจทำให้เรารู้แจ้งแทงทะลุไปถึงหลักสัจธรรมของชีวิตได้





    ทำไมยิ่งฉลาด ยิ่งพบปัญหาต่างๆ
    รุมเร้า

    แม้แต่จะยิ้มให้คนแปลกหน้ายังคิดระแวง
    ทำอะไรก็คิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น
    ไม่รู้จักการให้ คิดทุกอย่างเป็นเพียงแต่เรื่องของผลประโยชน์


    คนเราตัดสินกันที่ ความคิดและ “ตัวตน
    ของคนๆ นั้น
    เราดูสิ่งที่เขามี “ภายใน
    ไม่ได้วัดคุณค่าของคนจากสิ่งที่เขามีอยู่
    ภายนอก


    ทุกถ้อยคำของไร้ตาเสียดแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหมื่นตา
    คุณตาครับ


    > ที่ผ่านมาผมโอหังกับความรู้ที่ผมมี
    แท้จริงผมเป็นเพียงไอ้งั่งคนนึง


    ผมทำตัวเหมือน ชาล้นถ้วย”  ที่ใครก็ไม่อยากสอนอยากแนะนำ
    ผมนี่มันงี่เง่ามากที่คิดว่าคนจนโง่ คนที่เรียนสูงๆ ถึงจะฉลาด
    วันนี้ผมได้รู้แล้วครับ ว่าคนฉลาดที่แท้นั้นเป็นอย่างไร


    ผู้รู้ที่แท้คือ “ผู้ที่รู้จักตัวเอง
    เราไม่ต้องไปวิจารณ์ใครหรอก ว่าเขาดี-เลวแค่ไหน
    ย้อนมองส่องตน ดูแล
    จิตใจและความคิด” ของตัวเราให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ


    อย่าไปมัวคิดแต่เปลี่ยนแปลงโลก
    เพราะเพียงแค่เราเปลี่ยนความคิดของตัวเอง
    ครอบครัวของเราจะเปลี่ยน สังคมของเราจะเปลี่ยน
    และในที่สุด
    โลกก็จะเปลี่ยน


    เปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือเลวได้ โดยที่เราไม่ต้องคอยก่นด่าคนอื่นว่าเลว
    ไม่ต้องไปพิพากษาคนอื่นว่าโง่เง่าที่เขาคิดไม่เหมือนเรา
    Exclamation


    คนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์
    ไม่มีใครทำให้เราต่ำต้อยได้ ถ้าเราไม่ยอมรับตัวเองว่าเราต่ำต้อยด้อยค่าจริงๆ


    หมื่นรู้.. มิสู้ปล่อยวาง
    หลายคนแปลกใจในความเปลี่ยนแปลงของหมื่นตา เมื่อกลับจากบ้านคุณตาในวันนั้น


    เขาเลิกใส่สูท
    และหันมาแต่งกายด้วยชุดอันเรียบง่าย
    เขาใส่ใจที่จะฟังคนอื่นมากขึ้น และพูดให้น้อยลง
    เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และโกรธขึ้งน้อยลง


    หมื่นตาไม่ได้แปลว่า รู้ไปซะทุกอย่าง
    แต่ปล่อยวางทุกสิ่งที่รู้ ด้วยดวงตาแห่งความรู้แจ้ง

    ด้วยดวงตาดวงเดียว


     


    ข้อคิดดีๆที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น


    ที่มา : ( http://www.วัดใหม่ศรีม่วงคํา.com )




     




ความคิดเห็นที่ 12

สุธัช หุยากรณ์
22 ก.พ. 2552 06:13
  1. รู้จักตัวตนจากเวลาเกิด 


     - ผู้ที่เกิดเวลาตี 5 ถึง 7 โมงเช้า 


    ช่วงเวลานี้เป็นเวลากระต่าย จะทำให้คุณเป็นคนรักสวยรักงาม ทำอะไรละเอียดอ่อน สะอาดสะอ้าน ชอบแต่งตัวให้ดูดีเสมอ บุคลิ

    กของคุณจะค่อนข้างสุภาพดูอ่อนโยน พูดจาหวานและนอบน้อมถ่อมตัว มีมารยาทเป็นเลิศ ดูแล้วผู้ดี๊ผู้ดี สงบ เงียบ เรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่ 


    ด้านนิสัยใจคอแม้จะดูเงียบนุ่มปานนั้น ลึก ๆ มั่นใจและทะเยอทะยานไม่น้อย เป็นคนเข้ม แข็งข้างใน รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เป็นนักการทูต จิตวิทยาสูง มี ความเข้าอกเข้าใจคนอื่นดี ใจกว้าง โกรธง่ายหายไว จิตใจดี ใจอ่อน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือ รสนิยมดี


    - ผู้ที่เกิดเวลา 7 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า 


    เวลานี้เป็นเวลามังกร บุคลิกของคุณจะดูหยิ่งทะนงมาก ท่าทางสง่าผ่าเผย ดูหัวสูง ติดหรู ความทะเยอทะยานจะเห็นได้ชัด คุณดูน่าเกรงใจ เข้าถึงยาก มีความเป็นผู้นำสูง 


    นิสัยของคุณจริง ๆ แล้วเป็นคนใจกว้างและเด็ดเดี่ยว รักศักดิ์ศรี โมโหร้าย บุ่มบ่าม มุทะลุ ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่ชอบเรื่องเล่ห์เหลี่ยม ในด้านดีอยู่ที่เป็นหลักพึ่งพิงได้ รับผิดชอบสูงและขี้สงสาร เป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงทีเดียวนะ อนาคตของคุณค่อนข้างแจ่มแจ๋วด้วยความมุ่งมั่นบากบั่นของ คุณนั่นแหละ


    - ผู้ที่เกิดเวลา 9 โมงเช้าถึง 11 โมงเช้า 


    คนที่เกิดสาย ๆ เวลานี้ซึ่งเป็นเวลางู โดยมากจะหน้าตาดีแต่งตัวดีเสมอ ด้วยของหรูหราราคาแพงหรือมียี่ห้อ ภาพพจน์ของคุณต้องมาก่อนเสมอบุคลิกของคุณดูเงียบขรึม เรียบร้อยสุภาพนุ่มนวล มายาทดี พูดจาหวานหูชื่นใจ 


    นิสัยข้างในค่อนข้างฉลาด เก็บความรู้สึกและความต้องก ารได้นิ่งลึกมาก คุณรักการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีความทะเยอทะยานสูง ชอบทำตัวเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นนักวางแผนผู้ชาญฉลาดใจแข็งไม่หวั่นไหวอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ถ้าจะล้วงความลับจากตัวคุณคง ไม่ง่ายนักหรอก


    - ผู้ที่เกิดเวลา 11 โมงเช้าถึงบ่ายโมง 


    เวลาเกิดช่วงนี้เป็นเวลาม้า ทำให้คุณมีบุคลิกของนักกีฬา แข็งแรง อดทน ร่าเริงคึกคัก ชอบสนุกสนาน เรื่องตลกโปกฮาล่ะ ชอบนัก ความที่รักอิสระเสรีกับการเป็นนักผจญภัย ถือเป็นจุดเด่นในตัวคุณ มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบแหกกฎ 


    นิสัยของคุณเป็นคนใจกว้างกระตือรือร้นมากแต่รอบคอบไม่เป็น ใจร้อน ชอบทำก่อนคิด กล้าลุยไปข้างหน้า จิตใจเข้มแข็ง มานะบากบั่น มีความจริงใจสูง รักเพื่อนและครอบครัว เวลามีทิฐิจะเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นสุด ๆ เวลาน่ารักจะมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้น เจอมรสุมก็ยังลุกขึ้นสู้ได้ ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเลยนะคุณน่ะ


    - ผู้ที่เกิดเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย 3 โมง 


    คุณที่เกิดเวลานี้เป็นเวลาแพะ จะเป็นคนใจดีอ่อนโยนจนถึงขั้นขลาดเขิน บุคลิกท่าทางของคุณจะสุภาพอ่อนโยน นุ่มนวล มีมารยาท ด ูสุขุมใจเย็น ไม่มีพิษไม่มีภัย ขี้อายแต่มีความคิดสร้างสรรค์ ช่างฝัน มีไอเดียมัน ๆ กับเรื่องตลกจี้เส้นที่ทำให้หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล บางเวลาดูเศร้าซึมเพราะชอบคิดมากเกินเหตุ จิตใจดีทำร้ายใครไม่เป็น ถ้าถูกรังแกจะสู้ยิบตา มีความมั่นใจซ่อนไว้ใต้ท่าทางอ่อนโลกติ๋ม ๆ คุณเป็นคนซื่อตรงรักสงบ เกลียดความรุนแรง อะไร ๆ ก็ดีหมด ยกเว้นเรื่องดื้อรั้นของคุณ ครองแชมป์ตลอดกาลเลย


    - ผู้ที่เกิดเวลาบ่าย 3 โมงถึง 5 โมงเย็น 


    คุณที่เกิดเวลาบ่ายๆ ซึ่งเป็นเวลาของลิง จะมีอิทธิพลทำให้คุณค่อนข้างแอ็กทีฟไม่อยู่เฉย บุคลิกของคุณดูเปิดเผย ใจร้อน และซุ่มซ่าม


    นิสัยของคุณเหมือนเด็ก ๆ ชอบเล่นพิสดาร คุณเป็นคนฉลาดหัวไว มีไหวพริบกล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา เป็นนักวางแผนและรู้จักเอาตัวรอด มีเล่ห์กลแต่ไม่ทำร้ายใครลับหลัง มีความสามารถรอบตัว ปรับตัวเข้ากับคนได้ทุกระดับ ทุ่มเทกับการงานมาก งานดีเชื่อมือได้ เสน่ห์ในตัวอยู่ที่ความขี้เล่นมีชีวิตชีวาเฮฮา แม้ท่าทางจะดูคล้ายกะล่อนเล็ก ๆ แต่ก็หนักแน่นจริงใจมากนะ


    - ผู้ที่เกิดเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม 


    ช่วงหัวค่ำเป็นเวลาไก่ ส่งผลให้คุณเป็นคนเข้มแข็ง หยิ่งยโส หัวรุนแรง ขวางโลก และหัวโบราณ คุณเป็นคนที่ชอบแต่งตัว ใช้แต่ของดีมีราคา บุคลิกขี้อวดไม่ใช่เล่น ว่าฉันเนี่ยรสนิยมดีนะ ในส่วนลึกของจิตใจคุณเป็นนักอนุรักษ์นิยม เจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่นเก่ง หงุดหงิดง่ายดาย ไม่ยอมเสียเงินแบบไร้ค่า ยกเว้นเรื่องภาพพจน์ล่ะก็โอ.เค. คุณมีหัวในการบริหาร ควบคุม มีความเด็ดขาดละเอียดถี่ถ้วน ต่อสู้กับอุปสรรคไม่มีถอย ยามอารมณ์ดีจะเป็นคนสนุก ชอบล้อเล่น ใจกว้าง มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ชอบการใช้อำนาจ เกลียดคนอวดเบ่งที่สุด


    - ผู้ที่เกิดเวลา 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม 


    คุณทีเกิดช่วงเวลานี้เป็นเวลาของหมา ทำให้คุณเป็นคนรักคุณธรรม ความถูกต้องซื้อสัตย์จริงใจมาก จนถึงขั้นยึดมั่น ถือมั่นทีเดียว ยืดหยุ่นไม่ค่อยเป็น คิดและทำอะไรก็ตามตรงทื่อไปหมด ไม่กล้าแหกกฎระบบระเบียบจนเกินไป ชีวิตถึงไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ บางครั้งจึงดูน่าเบื่อและแสนเซ็ง มีความขยัน ฉลาด แต่พลิกแพลงไม่เป็น เอาตัวไม่ค่อยรอด 


    คุณเกิดมาเป็นนักปกป้องคุ้มครองคนอื่นมองโลกแบบตรงไปตรงมา ไม่เพ้อฝัน ขาดอารมณ์โรมานซ์ แต่ก็เป็นคนตลกจี้เส้น เพราะมองโลกในแง่ดี เรื่องเสียสละเพื่อคนอื่น คุณเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงในเรื่องนี้เลยล่ะ ซื่อไปนิดเซ็งไปหน่อยแต่จริงใจไม่มีใครเทียบได้เลย


    - ผู้ที่เกิดเวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม 


    คุณที่เกิดเวลาหมู อันเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทำให้คุณขี้เกียจนิดๆ เฉื่อยหน่อย ๆ คุณรักความเรียบง่ายไม่มากเรื่อง สุภาพอ่อนโยน ใจดี และอบอุ่น บุคลิกออกจะนุ่ม ๆ คุณมีจิตใจดี จริงใจ มีอารมณ์สุนทรีย์ รักดนตรี ศิลปะสวยงาม มีความโรมานซ์ในหัวใจ แม้จะพูดน้อย แต่เอาอกเอาใจเป็นเลิศ คุณชอบแต่งตัวแบบผู้ดี๊ผู้ดี รสนิยมดี ชอบทำอาหารและ ชอบกินด้วย รูปร่างจึงออกจะแข็งแรงและสมบูรณ์ คุณเป็นคนใจกว้างและชอบให้อภัย หากถูกทำร้ายจะกลายเป็นหมูป่า สู้ถวายชีวิตความคิดและการกระทำจะเป็นแบบค่อยๆเป็นค่อย ๆ ไป รอบคอบใจเย็นจนกว่าจะมั่นใจนั่นแหล่ะถึงจะลุยไม่ว่าคุณจะหญิงหรือชาย คุณจะเป็นแม่บ้านพ่อเรือน และรักครอบครัวมาก


    - ผู้ที่เกิดเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1 


    เป็นเวลาของหนู คนที่เกิดเวลานี้จะมีบุคลิกกระตือรือร้น ร่าเริงปราดเปรียวสดใส แต่มีความระแวดระวัง ฉลาดหัวไว ไหวพริบดี ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม บุคลิกท่าทางดูขรึม พูดน้อย เฉยชาแต่มีมารยาท รักเพื่อน มีความสุขในหมู่ เพื่อน ๆชอบช่วยเหลือและมีน้ำใจ 


    จุดเด่นคือความขยัน และสะสมเก่งคุณมักมีเงินสำรองช่อนไว้ไม่มีใครรู้หรอก ชอบวางแผนการเงิน ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย เป็นคนมีระเบียบ บากบั่นมุ่งมั่นสูง ปรับตัวเก่ง มีความรักแบบผู้ให้ รักบ้านรักครอบครัว แต่ก็รักอิสระ ไม่อยากถูกผูกมัด กว่าจะลงเอยกับใครสักคน คิดนาน คิดลึก จนผมหงอกเลยเชียวล่ะ


    - ผู้ที่เกิดเวลาตี 1 ถึงตี 3 


    เวลานี้เป็นเวลาของวัว ทำให้คุณทำอะไรช้ากว่าชาวบ้าน บุคลิกท่าทางแข็งแรงบึกบึน และอึดเป็นบ้าเลย เป็นคนเฉื่อย แบบใจเย็น ๆ โกรธยากแต่โกรธทีเหมือนระเบิดลง 


    ข้อดีอยู่ที่มีความบากบั่นมีระเบียบ ขยันอดทนหนักแน่น อยู่ในจำพวกสมบูรณ์แบบนิยม ทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่รู้จักปรับตัว ไม่มีเล่ห์เพทุบายกับใครเค้าหรอก คุณน่ะทื่อตรง จนไม่ค่อยทันใคร ขาดอารมณ์ขัน ตลกก็ตลกแบบฝืดๆ โดยปกติเป็นคนอดทนมาก ไม่ชอบความรุนแรง การทะเลาะวิวาท เลี่ยงได้จะเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้คุณจะเปลี่ยนร่างเป็นวัวกระทิงขวิดสุดฤทธิ์ทีเดียว


    - ผู้ที่เกิดเวลาตี 3 ถึงตี 5 


    คุณที่เกิดเวลานี้จะเป็นคนดวงแข็ง เพราะนี่เป็นเวลาเสือ ส่งผลให้คุณหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าวเข้มแข็งและดูมีอำนาจ คุณมีจิตใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มั่นใจในตัวเองสูง แต่ขาดความรอบคอบ เพราะอารมณ์อยู่เหนือหัวใจ แต่ก็เป็นคนใจดี ชอบเสียสละ ใจกว้างไม่จุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆน้อยๆ มีความรับผิดชอบ ชอบฉายเดี่ยวไม่อยู่ติดที่ คุณมักจะมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ขี้โม้โอ้อวด หลงใหลเรื่องรักใคร่โรแมนติก ชอบเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปชั่ววูบ มีความเซ็กซี่เป็นเสน่ห์ ส่วนตัวที่น่าดึงดูดใจ ข้อเสียมีแค่ไม่รู้จักยอมออมชอมบ้างขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ จะหาสีเทาจากคุณน่ะยากเหลือเกิน


     


    ที่มา : ( http://www.thainewyork.com/find-1321.html )


     




ความคิดเห็นที่ 13

สุธัช หุยากรณ์
23 ก.พ. 2552 06:21
  1.  


    ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


       







    วิศวกร...นักสร้างคน 

















    โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 กรกฎาคม 2548

      

    ๐ วิศวกรคือคนสำคัญที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
    เพื่อให้ชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ได้อย่างสุขสบายขึ้น
    ๐ แต่สำหรับ “ดร.อาจอง ชุมสาย
    ณ อยุธยา” ไม่ได้เป็นแค่วิศวกรธรรมดาๆ

    การเผยแพร่ทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม
    เป็นไปอย่างแตกฉานอย่างผู้รู้ลึก
    ๐ ภารกิจสร้างความรู้คู่คุณธรรม ณ วันนี้
    ยังมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้

    ในที่สุดพวกเราก็มีโอกาสสัมภาษณ์“ดร.อาจอง
    ชุมสาย ณ อยุธยา”ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เพราะปกติท่านมักจะอยู่ที่ลพบุรี
    เพื่อสอนและดูแลเด็กๆ ที่โรงเรียนสัตยาไส และมีภารกิจมากมายอยู่เป็นประจำ


    บางคนอาจวัดความสำเร็จของหน้าที่การงานด้วยชื่อเสียง เงินทอง และลาภยศ
    แต่สำหรับบุคคลท่านนี้
    การใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความสำคัญเป็นอันดับแรก
    ส่วนสิ่งที่ได้มาคือของแถม

    “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา”
    บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกจากการเป็นผู้คิดค้นระบบควบคุมการลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง
    2 ลำ เมื่อปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
    เป็นวิศวกรนักเทคโนโลยี เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เป็นผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัท เป็นนักการเมืองน้ำดี
    และเป็นนักการศึกษาที่ได้รับการเชิญไปบรรยายมาแล้วทั่วโลก


    จุดเปลี่ยนอย่างกระทันหันของเด็กชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่ออายุ 15
    ปี ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำ Haileybery & Imperial Service College
    ประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มศึกษาพุทธศาสนา ธรรมะ และเรียนรู้การฝึกสมาธิ
    เพราะไปอ่านบทความการฝึกสมาธิที่น่าประทับใจมาก


    ทำให้ยุตินิสัยที่เคยชอบชกต่อยกับเด็กฝรั่ง
    และเปลี่ยนจากเด็กที่เคยเรียนแย่ กลายเป็นเด็กเรียนดีอย่างรวดเร็ว


    “ตอนแรกฝึกเองจากตำราทุกวันไม่เคยขาดเลยครับ
    ฝึกแล้วเกิดความสงบเลยอยากฝึกต่อเรื่อยๆ ต่อมาไถ่ถามจากผู้รู้ด้วย
    และฝึกต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเลิก”

    ดร.อาจองเล่าต่อว่า จนกระทั่ง
    ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มรู้ตัวแล้วว่า จริงๆ ชีวิตนี้อยากจะเป็นนักบวช
    อยู่ในวัดในถ้ำฝึกสมาธิปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
    แต่มีหลายอย่างที่ทำให้ไม่บวช คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้เพราะรู้ว่าถ้าบวชจะไม่สึก
    และการนั่งสมาธิทำให้รู้ว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตของนักบวช ต้องอยู่รับใช้สังคม
    ซึ่งเมื่อฝึกสมาธิแล้วก็เรียนได้ที่ 1 ทุกวิชา เลยตัดสินใจว่า

    “ชีวิตนี้
    เราจะช่วยคนอื่นให้มีความสุข แต่เราต้องหากินด้วยเพราะต้องมีเงินทอง
    เราหากินทางโลกก็ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน แต่เราจะไม่หากินจากธรรมะ”


    “เราแค่หารายได้จากวิทยาศาสตร์ แต่เราจะทำงานเพื่อสังคม”


    การเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เพราะเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
    จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจในอนาคต มันจะไม่อยู่นิ่ง


    สำหรับเด็กทั่วไปในยุคสมัยนี้ก็ต้องรู้จักวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว
    รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งผู้บริหารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
    อย่างในออฟฟิศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะฉะนั้น
    การทำงานด้านเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่โลกต้องการมากๆ และอนาคตก็อยู่ที่เทคโนโลยี
    ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    “แต่ผมมุ่งไปที่จิตใจของมนุษย์มากกว่า
    ต้องการให้คนค้นพบสิ่งที่สงบสุขอยู่ในตัวเองมากกว่าเพราะเราไม่สามารถค้นพบจากวิทยาศาสตร์
    หรือโลกภายนอกได้เลย และถ้าระวังเราอาจหลงอยู่ในเทคโนโลยี”

    “ที่สำคัญ
    ถ้าเราจะสอนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ให้คนอื่น ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์
    คนจะนับถือ จะยอมรับมากกว่า อาจารย์หลายท่านแนะนำว่า
    เรามีปริญญาเอกพูดที่ไหนคนก็อยากรู้ เชื่อถือ ทำงานกับส่วนรวมได้ดีขึ้น”


    “ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ให้แค่อยู่ได้ ไม่คิดรวย เพราะจริงๆ
    หลังจากทำเรื่องยานไวกิ้ง ทางอเมริกาก็เพิ่มเงินเดือนให้เยอะเลยหลายแสน
    ถ้าอยู่ต่อก็รวยมหาศาล จะให้สัญญาชาติอเมริกัน
    แต่เป้าหมายผมคือการไปหาความรู้เพื่อไปสอนนักศึกษาในไทย
    จึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เงินเดือน 4,500 บาท”


    ดร.อาจองเล่าเกี่ยวกับเรื่องเรียนว่า
    เป็นคนที่เรียนอะไรแล้วเต็มที่ทำจริงจัง
    สมัยเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ
    จบหลักสูตรปริญญาตรีภายใน 2 ปี โดยได้เกียรตินิยม แต่ต้องอยู่ให้ครบ 3 ปี
    แล้วได้ปริญญาโทพร้อมกันอีกใบ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ว่างเพราะเรียนจบแล้วนั้น
    เป็นนายกสมาคมพุทธศาสตร์ ใช้เวลาไปกับการช่วยเหลือคนอื่นและฝึกสมาธิ


    “เมื่อเรียนตั้งใจเรียน แต่เรียนได้เร็วเพราะฝึกสมาธิ เราฟังแล้วก็จำได้
    ไม่ต้องท่องมาก มันเกิดประโยชน์มากมายหลายอย่างด้านการเรียนการศึกษา
    พวกฝรั่งที่สนใจมองว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญามากกว่าเป็นศาสนา
    เพราะเราไม่ได้พูดเรื่องขอให้เชื่อ แต่ให้ฝึกให้ทำ เพราะฉะนั้นเขารับง่าย”


    สำหรับการเลือกเรียนสาขาไมโครเวฟ ตอนปริญญาเอก เพราะเห็นว่าท้าทาย
    เป็นของใหม่ คนยังไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยกล้าเรียนเพราะมันยาก
    ไม่ต้องไปแย่งงานกับคนอื่น และเป็นเรื่องของอนาคตจริงๆ
    ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมที่จะใช้ทั่วโลก
    ตอนที่เรียนนั้นยังไม่มีดาวเทียม ยานอวกาศ การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร


    แต่ช่วง 2 ปีแรก แทนที่จะใช้เวลาทำวิจัย
    ดร.อาจองกลับใช้เวลาทำงานสังคมตามที่ตั้งใจ
    เพราะอยากช่วยให้คนอื่นมีความสุขส่วนใหญ่ไปบรรยายให้เยาวชนที่สนใจมากมายเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ
    ธรรมะ แนวทางชีวิต หลายเวทีหลายรอบหลายสมาคม และตามคำเชิญของสถานทูตไทย


    จนกระทั่ง เมื่ออยากจบแล้ว จึงใช้เวลานั่งสมาธิตามลำพัง
    และก็เกิดเห็นภาพเครื่องมือที่จะใช้ขยายคลื่นไมโครเวฟ
    เพื่อใช้ทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นของใหม่ไม่มีใครเคยคิด
    เลยเขียนวิทยานิพนธ์ออกมา โดยไปวิเคราะห์ ทดลอง สร้าง แล้ววัดผล คิดค้นทฤษฎี
    โดยใช้เวลา 1 ปีเศษ จบปริญญาเอก สาขา Science and Technology ที่ Imperial College
    Of Science and Technology , London University

    ซึ่งต่อมา
    ก็ได้ใช้ความรู้ทางด้านไมโครเวฟ บวกกับการทำสมาธิ
    ทำให้ได้ระบบควบคุมการลงจอดของยานไวกิ้งขึ้นมา

    ดร.อาจองยืนยันว่า
    ในอนาคต สมาธิจะเป็นพื้นฐานสำหรับทุกคน เพราะเมื่อฝึกแล้วเกิดความสงบ
    ก็จะลดและเลิกทะเลาะกัน มีวิธีแก้ปัญหาที่ดี
    คนจะสนใจฝึกมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องจำเป็น
    ตอนนี้ทหารอเมริกันจะขับเครื่องบินเร็วกว่าเสียงหลายๆ เท่า ก็ต้องมีสมาธิ
    แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบพุทธ เพราะในหลายศาสนาก็มีการฝึกให้จิตใจสงบ


    นอกจากนี้ ความรู้พื้นฐาน อย่างเช่น วิทยาศาสตร์ก็จำเป็น
    ไม่ใช่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล
    รู้จักตั้งคำถาม รู้จักหาคำตอบ แก้ปัญหา วิจัย และเมื่อเห็นข้อมูลแล้วสามารถสรุปได้


    ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้มากขึ้นๆ เพราะการสื่อสารกับประเทศอื่นๆ
    ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดดูทางอินเตอร์เน็ต จะจำเป็นมากขึ้นแล้วยังทำนายไว้ว่า
    ในอีก 10 ปีข้างหน้า
    ความวุ่นวายในโลกจะลดลงจากความจำเป็นที่มนุษย์ต้องร่วมมือกันมากขึ้น
    เพราะตระหนักว่าหากยังขัดแย้งสู้รบกันต่อไป จะยิ่งเลวร้ายลง

    เพราะฉะนั้น
    จึงมักจะแนะนำว่า ที่สำคัญ เราต้องรู้จักตัวเอง เพราะมนุษย์เราไม่ค่อยรู้ว่าเรามีความสามารถอะไร
    ทั้งที่เรามีความสามารถที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด และฝึกฝนแนะนำเด็กของเราด้วย


    เราต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วเราจะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีมากมายในตัวเราที่ยังไม่เคยใช้ เราใช้สมองไม่ถึง 10%
    เราต้องรู้จักใช่สมองของเราอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง
    เราไม่รู้จักคนอื่น เราจึงเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเป็น
    เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากตัวเรา การศึกษาต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง
    การฝึกสมาธิจะช่วยให้รู้จักตัวเอง เพราะเป็นการเข้าไปสู้ใจของตัวเอง
    ช่วยให้ความจำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น


    โดยต้องเดินไปทั้งสองทางไปด้วยกัน คือ “ทางโลกกับทางธรรม”
    ใช้ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป

    แล้วยังย้ำว่า
    เมื่อเป็นคนดีแล้วจะเก่งได้เอง แต่การเป็นคนเก่งยากที่จะเป็นคนดี


    การมุ่งไปเอาแค่ความรู้อย่างเดียว แต่ขาดคุณธรรม...มันอันตราย
    เพราะจะทำให้เห็นแก่ตัว ทำอะไรเพื่อตัวเอง ต้องรวย มีงานดี ประสบความสำเร็จ


    แต่สิ่งที่คนเราปรารถนาจริงคือความสุข การมีคุณธรรมสูงจะนำไปสู่ความสุข
    พอใจ ไม่โลภ ความเห็นแก่ตัว การถือตนหายไป และจะกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก


    สำหรับนักสร้างคนที่ไม่มีวันหยุด
    ซึ่งมองเห็นเส้นทางกับเป้าหมายอย่างแจ่มชัดอย่างดร.อาจอง
    เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยหัวใจว่า เมื่อเรารู้อะไรต่ออะไรแล้ว
    มันจะเกิดประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อสามารถอธิบายและสอนคนอื่นได้


    เมื่อเราค้นพบอะไรก็แล้วแต่ เรื่องใหม่ๆ เราต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง
    เขาจะได้เข้าใจกับเราด้วย แต่ถ้าเราจะอธิบายด้วยสมาธิ
    ถ้าเราไม่มีพื้นฐานทางวิชาการด้านนั้น
    ถึงแม้เรารู้แต่เราอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้...


     


     




ความคิดเห็นที่ 14

สุธัช หุยากรณ์
24 ก.พ. 2552 06:22

  1. รักตัวเอง หรือ เห็นแก่ตัว

     

     

     

    เมื่อพูดถึงความรัก เรามักนึกถึงความรู้สึกที่เรามอบให้คนอื่น แทบไม่มีใครพูดถึงความรักที่เรามอบให้ตัวเอง

     

    ในสายตาของคนจำนวนมาก ความรักตัวเองเป็นภาพของความเห็นแก่ตัวจริงหรือ?

     

    “ความจริงคือ ความรักตัวเองกับความเห็นแก่ตัวไม่เหมือนกัน”

     

    ความรักตัวเอง เป็นสัญชาตญาณหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์อยู่รอด เมื่อสังคมมนุษย์ทวีความซับซ้อนขึ้น ความรักตัวเองก็ลดระดับลงไปเป็น ความเห็นแก่ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง น่าชิงชัง

     

    ความรักตัวเอง มิได้หมายถึง การแย่งอาหารชาวบ้านมากินคนเดียว หรือการแซงคิวคนอื่น ฯลฯ มันมีความหมายลึกกว่านั้นมาก

     

    ความรักตัวเอง คือ การรักกายภาพของตนเอง ไม่ว่าเกิดมาหล่อหรือไม่ สูงหรือเตี้ย ก็สามารถยอมรับข้อแม้ที่กำหนดโดยธรรมชาติแต่แรกเกิดได้

     

    ความรักตัวเอง คือ การไม่ทำร้ายตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใส่สารพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่จำเป็น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จนเกินจุดที่ร่างกายจะรับได้ ไม่กินอาหารอย่างตะกละตะกลามจนกระเพาะอาหารพัง ไม่แสวงหาความสุขใส่ตัวจนร่างกายเสื่อมสภาพ

     

    ความรักตัวเอง คือ การไม่เติมความเครียดใส่ตัว ไม่ยอมระบายออกเมื่อโกรธ หรือปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวจนพิษลามถึงร่างกาย การตกหลุมแห่งอารมณ์โกรธบ่อยๆ เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงเป็นการไม่รักดีอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่โกรธ หัวใจก็สึกหรอเร็วกว่าเดิม

     

    และที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ ความรักตัวเองคือความกล้าให้อภัยตัวเอง

     

    มนุษย์ทุกคนล้วนเคยกระทำเรื่องไม่ดีมาสักเรื่องสองเรื่องในชีวิต

     

    บางคนทำเรื่องที่ไม่ดีเมื่อยังเด็ก ก่อเรื่องผิดพลาดไว้ และจดจำฝังใจ จนอายุแก่ใกล้ลงโลงแล้วก็ยังไม่ยอมให้อภัยตนเอง

     

    โจรร้ายอย่างองคุลิมาลที่สังหารคนมากมาย เมื่อกลับใจ ยังได้รับการให้อภัยและบรรลุจิตขั้นสูง หรือในสำนวนนิยายจีนกำลังภายในคือ เมื่อวางดาบ ก็บรรลุอรหันต์

     

    เราจะรักคนอื่นได้อย่างไร หากเรารักตัวเองไม่เป็น?

     

    ถ้ารักตัวเองจริง ก็ต้องกล้าพอที่จะให้อภัยตัวเองได้ แล้วเดินหน้าบนทางชีวิตที่เหลือต่อไป

     

    มีแต่คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ มีแต่คุณเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ เพราะคุณต้องลงมือด้วยตัวเอง

     

    เข้าใจ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง แล้วเดินหน้าต่อไป

     

    บทความโดย...วินทร์ เลียววาริณ

     

     

    ตอนนี้คุณเริ่มรักตัวเองมากขึ้นหรือยัง ?

     




ความคิดเห็นที่ 15

สุธัช หุยากรณ์
25 ก.พ. 2552 06:41
  1. รู้จักตัวตนของคุณจาก... วิธีถอดผ้า


     


    ลองเลือกวิธีถอดผ้ากันนะ (แล้วค่อยดูเฉลยข้างล่าง)


     


    1 คุณเลือกวิธีถอดผ้า แล้วกองไว้ทั่วห้อง
    2 เปลื้องผ้าถอดแต่ละชิ้น เก็บเป็นระเบียบ
    3 คุณเลือกถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วจัดเก็บก่อนเสมอ
    4 คุณค่อย ๆ เปลื้องผ้าทีละชิ้น ช้า ๆ สบาย ๆ
    5 เปลื้องผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
    6 ถอดเครื่องประดับ จำพวก แหวน ตุ้มหู สร้อยคอก่อน
    7 คุณไม่มีวิธีการเปลื้องผ้าที่แน่นอน




     



     


     


     


     


     




    ___________________________________________________________________




    1 คุณเลือกวิธีถอดผ้า แล้วกองไว้ทั่วห้อง


    แสดงว่า คุณเป็นคนร่าเริง เฮฮา รักความสนุกสนาน มีความคิดเสรี
    และมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยแคร์ใคร ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขา
    ก็ชีวิตนี้เป็นของคุณนี่น่า แม้ว่าห้องนอนของคุณจะรกหน่อย
    แต่คุณก็มีความสุขเสมอ


     


    2 เปลื้องผ้าถอดแต่ละชิ้น เก็บเป็นระเบียบ


    แสดงว่า คุณเป็นคนที่จริงจังกับชีวิต เป็นคนที่รัก ความสงบ
    ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ เป็นขั้นตอน ระมัดระวัง
    คุณยึดหลักป้องกันไว้ดีกว่าแก้


     


    3 คุณเลือกถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วจัดเก็บก่อนเสมอ


    แสดงว่าคุณเป็นขี้อาย แต่ช่างสังเกต คุณจึงรู้จักคนอื่นมากกว่าที่เขาคิด
    คุณเป็นคนที่ระมัดระวังในการใช้ชีวิต คุณจึงใช้เวลาในการตัดสินใจนาน
    และมักจะทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน แต่ก็ทุ่มเท


     


    4 คุณค่อย ๆ เปลื้องผ้าทีละชิ้น ช้า ๆ สบาย ๆ


    บางครั้งคุณอาจถอดเสื้อตัวนอกหรือเสื้อเชิ๊ตก่อน
    แล้วอีกเกือบสิบนาทีคุณจึงจะถอดกางเกง แสดงว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
    มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ฉลาดหลักแหลม ช่างคิด และมักชอบแก้ปัญหายากๆ
    คุณไม่ชอบชีวิตที่เร่งรีบ หรือการทำงานที่เร่งด่วน คุณชอบชีวิตที่เป็นอิสระ
    มีเวลาเป็นของตัวเอง


     


    5 เปลื้องผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


    แสดงว่า คุณเป็นคนที่แคร์ความคิดของคนอื่น
    และมักจะสับสนกับความต้องการของตัวเอง คุณจะเป็นคนที่ดูยุ่ง ๆ อยู่เสมอ
    จึงเครียดได้ง่ายเพราะชอบคิดทีละหลายเรื่อง หรือทำหลายอย่าง.. ในเวลาเดียวกัน
    และมีความคาดหวังสูงคุณควรทำชีวิตให้ช้าลงสักนิด หากคุณจะทำอะไร พลาดไปบ้าง
    คิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติ (เพราะ คุณไม่ใช้มิสเพอร์เฟคสักหน่อย) 
    จะช่วยให้คุณเครียดน้อยลง


     


    6 ถอดเครื่องประดับ จำพวก แหวน ตุ้มหู สร้อยคอก่อน


    แสดงว่า คุณเป็นคนที่อบอุ่น โรแมนติด ช่างฝัน(หวาน) และอ่อนไหวง่าย
    บ่อยครั้งที่มักเกรงใจคนอื่น แต่ก็เป็นคนที่มีคำแนะนำดี ๆ 
    ให้กับเพื่อนฝูงเสมอ


     


    7 คุณไม่มีวิธีการเปลื้องผ้าที่แน่นอน


    แสดงว่า คุณเป็นคนที่กระตือรือร้นสูง รักความสนุกสนาน แอ๊คทีฟ ชอบการผจญภัย
    กล้าเสี่ยง และเป็นสาวสังคมพันธุ์แท้


     


    ที่มา ( http://www.yehyeh.com/webboard-7029/ )


     


    คนอื่นเขารู้กันหมดว่าคุณเป็นคนอย่างไร
    แม้กระทั่งเวลาคุณถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำ


    คุณรู้จักตัวเองหรือยัง?


     




ความคิดเห็นที่ 16

สุธัช หุยากรณ์
26 ก.พ. 2552 06:26
  1. การควบคุมอารมณ์


    จากหนังสือเข็มทิศแห่งชีวิต
    ของคุณฐิตินาถ ณ.พัทลุง



    เคยโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้ไหม  
    หลังจากหายโกรธคุณรู้สึกอะไรบ้างหรือไม่
    แล้วคุณรู้ไหมครับ คนที่ถูกอารมรณ์โกรธของคุณเค้าเป็นอย่างไรกัน 


     


    เรื่อง เด็กน้อยกับตะปู 


     



    มีเด็กน้อยคนหนึ่งมีสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่งและบอกว่า 


    "ทุกครั้งที่เจ้ารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัว เข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน" 


    วันแรกผ่านไป.............. 


    เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และค่อยๆลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป 


    อย่างน้อยที่สุด เขาได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อพยายามบอกกับเขา ก็คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ 


    และแล้วหลังจากที่เขาควบคุมตนเองได้ดีขึ้น...ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า.... 


    " ผมสามารถควบคุมตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น " 


    พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า" ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆครั้งที่เจ้าสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว" 


    วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1 เป็น 2 ..... จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกมา เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า " ผมทำได้แล้ว ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ !! " 


    พ่อไม่ได้พูดอะไรแต่จูงมือลูกชายของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้านและบอกกับลูกว่า 


    " ทำได้ดีมากลูกพ่อ แต่เจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก ..... เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน 


    ต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้" 


    ฉันใดก็ฉันนั้น..........กับเพื่อน หรือคนที่เรารัก 


    เปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หาได้ยาก เป็นคนทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ เป็นคนที่คอยปลอบใจเรา ร่วมสุขร่วมทุกข์กับเรา......แสดงให้เขาเห็นว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจำไว้เสมอว่า " คำขอโทษ " ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้น คือรอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้เลย........... 


    แม้คนๆนั้นจะให้อภัยคุณ แต่ความรู้สึกที่เค้าได้รับจากคุณ 
    คงเป็นบาดแผลในใจเค้า อย่าให้อารมณ์ชั่ววูบมาทำร้าย
    คนที่เรารัก รวมถึงตัวเราเลยนะครับ


     


    ที่มา : ( http://www.centinova.com/board/index.php?topic=66.0 )


     


     




ความคิดเห็นที่ 17

สุธัช หุยากรณ์
27 ก.พ. 2552 06:27
  1. แบบทดสอบ : มาวัดอารมณ์กันดีกว่า


    1. แฟนคุณลืมวันเกิดคุณ แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่โทรมาคุณจึง...


    A. ไม่สนใจเพราะเขามักลืมนั่นลืมนี่อยู่เสมอ
    B. เสียใจแต่ไม่แสดงให้เขารู้
    C. นินทาเขาให้เพื่อนคุณฟังว่าไร้น้ำใจ


    2. เพื่อนบอกคุณว่าชุดใหม่ที่คุณใส่อยู่ดูไม่ได้เลย คุณรู้สึก...


    A. ไม่เป็นไรเพราะคุณก็ไม่ชอบรสนิยมเขาเช่นกัน
    B. เสียใจ แต่ก็เคารพความเห็นของเขา
    C. โกรธ นึกว่าเขาอิจฉาคุณ


    3. คุณกำลังจะออกไปพบแฟนตามนัดแต่เพื่อนกลับพรวดพราดมาขอความช่วยเหลือเรื่องด่วน....


    A. ตอบตกลงแล้วขอเลื่อนนัดแฟน
    B. แสดงให้เพื่อนเห็นว่าคงช่วยไม่ได้แล้วหาคนอื่นมาช่วยแทน
    C. บอกอย่างเหลืออดว่าช่วยไม่ได้จริงๆ


    4. คุณเคยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายไหม ?


    A. ไม่เคย
    B. บางครั้ง
    C. บ่อยครั้ง


    5. ผลงานของเพื่อนร่วมงานดีกว่าคุณ คุณจึง...


    A. ยุติธรรมดีแล้ว เพราะเขาทุ่มเทมากกว่า
    B. เลียนแบบเขาบ้าง
    C. โทษว่าเจ้านายไม่ยุติธรรม


    6. เพื่อนนำเรื่องที่คุณนินทาคนอื่นไปเปิดเผยคุณจึง...


    A. แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
    B. รู้สึกลำบากใจ เพราะคุณเถียงใครไม่เป็น
    C. อยากฆ่าเจ้าเพื่อนปากเสียคนนั้นจัง


    7. ผลงานของคุณไม่ดีตามที่เพื่อนร่วมงานคาดหวังคุณจึง.....


    A. โทษคนอื่นว่าไม่ให้ความร่วมมือ
    B. รู้สึกเสียใจแต่ก็ยอมรับคำปลอบใจจากเพื่อนร่วมงาน
    C. คิดว่าบริษัทนี้ไม่เหมาะกับคุณ


    8. เพื่อนยืมชุดคุณไปใส่แล้วทำขาด คุณจึง....


    A. ไม่สนใจคำขอโทษของเพื่อนค่อยๆ ถอยห่างจากเขา
    B. ต้องการให้เขาซื้อชุดใหม่ชดเชยให้
    C. ต่อว่าเสียงดัง ว่าให้ยืมแล้วยังทำขาดอีก


     -----------------------------------------------------


    มาดูผลกัน


    ข้อ A ได้ข้อละ 1 คะแนน
    ข้อ B ได้ข้อละ 2 คะแนน
    ข้อ C ได้ข้อละ 3 คะแนน


    ได้ 19 - 24 คะแนน


    ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์และเหตุผล ชีวิตคุณจึงสับสนขาดควมมั่นใจ
    ถ้าคุณให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของคนอื่นมากไปย่อมทำให้อารมณ์ไม่มั่นคง
    เพราะคุณต้องคอยเอาอกเอาใจทำเพื่อผู้อื่นตลอด
    ฝึกควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีแล้วคนอื่นจะชอบคุณเอง


     


    ได้ 13 - 18 คะแนน


    เป็นคนมี EQ สูง รู้จักแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเหมาะสม
    ไม่ทำให้คนรอบข้างหรือผู้ใกล้ชิดหงุดหงิดกับคุณ
    เมื่อพบเรื่องไม่สบอารมณ์รู้จักจัดการด้วยตัวเองได้


     


    ได้ 8 - 12 คะแนน


    เป็นคนเย็นชาเกินไปคุณไม่ชอบแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาโดยตรง
    ผลจากอารมณืที่เก็บกดสะท้อนออกทาร่างกาย เช่นปวดศรีษะ โรคกระเพาะ
    คุณควรค่อยๆ ผ่อนคลายจิตใจจะแก้ความเย็นชาที่มีต่อคนอื่นได้
    ลองหัดแสดงความรู้สึกในเรื่องเล็กๆน้อยๆจากนั้นค่อยหัดออกความเห็นในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น
    เชื่อแน่ว่าเพื่อนคุณต้องยินดีในความเปลี่ยนแปลงของคุณ


     


    "คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด"


     


    ที่มา : ( http://artsmen.net/content/show.php?Category=testboard&No=1131 )


     




ความคิดเห็นที่ 18

สุธัช หุยากรณ์
28 ก.พ. 2552 06:41
  1. มองกันคนละมุม





    "อากง"






    อากงแก่ๆ คนหนึ่ง รับหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่กำลังอยู่ในวัยซนทั้งสี่ หลานทั้งสี่ก็เล่นกันบ้าง ตีกันบ้างตามประสาเด็ก แต่ครั้งหนึ่งรุนแรงจนถึงขนาดที่อากงต้องออกโรงห้ามปราม เมื่ออารมณ์ทุกฝ่ายสงบลง อากงจึงเรียกหลานๆ มานั่งล้อมโต๊ะคุยกัน


    อากงบอก 'เอาล่ะหลานๆ หลับตานะ หลับตา'


    พอหลานๆ หลับตาอากงก็เดินกลับเข้าไปห้องเก็บของแล้วหยิบตะเกียงเก่าๆ ออกมาอันหนึ่ง อากงเปิดฝาครอบ จุดไฟ แล้วปิดฝาครอบ


    อากงบอกหลานทั้งสี่ให้ลืมตา 'บอกซิว่าโคมไฟสีอะไร ?'


    เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น เห็นเปลวไฟในตะเกียงสี ต่างแย่งกันตอบ


    คนที่นั่งด้านหนึ่งบอก สีแดง
    อีกด้านหนึ่งบอกว่า
    สีเขียว
    อีกด้านหนึ่งบอก
    สีเหลือง
    และอีกด้านหนึ่งเห็น
    สีน้ำเงิน


    จากคำตอบเล็กๆ กลายเป็นเสียงถกเถียง และเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนเกือบกลายเป็นกรณีพิพาท อากงนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์ราวกับพายุของหลานทั้งสี่เริ่มสงบลง


    หลานคนหนึ่งจึงเอ่ยปากถามว่า 'อากงของอย่างเดียวกัน ทำไมจึงมีตั้งหลายสี ?'
    อากงยิ้มแล้วบอกว่า 'อากงจะทำอะไรให้ดู'


    อากงเดินไปที่โต๊ะหยิบฝาครอบตะเกียงออก แล้วหมุนฝาครอบนั้นให้หลานๆ ดู


    ปรากฏว่าฝาครอบตะเกียงนั้น ทั้งสี่ด้าน มีสีที่แตกต่างกันไป.. สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน


    อากงถามอีกว่า 'คราวนี้บอกอากงซิว่า เห็นตะเกียงเป็นสีอะไร ?


    'สีของไฟ' หลานๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน


    'อากงขอถามอะไรสักสองข้อ เมื่อสักครู่นี้ ใครตอบผิด ?'


    หลานๆ ตอบโดยพร้อมเพรียงกัน 'ไม่มีใครผิด'


    อากงจึงกล่าวต่อไปว่า 'เจ้าทั้งสี่นั่งอยู่ในที่เดียวกัน มองของอย่างเดียวกันในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะคนทุกคนมองตะเกียงจากมุมมองของตัวเอง มองในสิ่งที่ตัวเองเห็น และก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น'


    'แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ว่า ทำไมคนอื่นจึงเห็นไม่เหมือนเรา แตกต่างกับเรา ก็จงเดินไปดูที่มุม ของเขา แล้วเราก็จะรู้ จะเข้าใจว่า เขาเห็นอย่างไร เห็นและคิดได้อย่างที่เขาเห็น'


    'ต่อไปในอนาคต เวลาที่พวกหลานๆ ต้องเข้าไปอยู่ในสังคม จะต้องพบคนต่างๆ มากมายที่ มองสิ่งเดียวกัน แต่กลับเห็นไม่เหมือนกัน เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน ก็อย่าไปโกรธเขา'


    'เพราะนั่นเพียงแต่เป็นการมองต่างมุม ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด'


    'และอย่าไปกลัวว่า ตัวเองจะผิดที่มองไม่เห็นเหมือนคนอื่นเพราะแต่ละคนก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยขอบข่ายจากประสบการณ์และจากสิ่งแวดล้อมของตนเอง'


    'ถ้าเราอยากเข้าใจว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น เห็นแบบนั้น ก็จงเดินไปที่มุมของเขา เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอะไรทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะทำให้คนอื่นยอมที่จะเดินมาและเข้าใจหลานเช่นกัน'


    อากงถามต่อ 'แล้วสิ่งที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลังเป็นของอย่างเดียวกันไหม ?'


    หลานๆ ตอบ 'อย่างเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน'


    'อย่างไร ?' อากงถาม


    หลานตอบว่า 'ครั้งแรกเราเห็นแต่ฝาครอบตะเกียง แต่ครั้งหลังเราเห็นเปลวไฟที่อยู่ในตะเกียง'


    อากงจึงกล่าวว่า


    'นี่เป็นการบอกว่า จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...
    แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น'




    "อย่าให้แว่นตาสีต่างๆ (ความรู้สึก) มาสร้างความผิดเพี้ยนให้กับสีธรรมชาติ (ความจริง) ของสิ่งที่เรากำลังมอง หรือให้ความสนใจอยู่"


     



    ที่มา : ( http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kingmaithai&date=15-12-2005&group=27&gblog=8 )



     


     


     




ความคิดเห็นที่ 19

สุธัช หุยากรณ์
1 มี.ค. 2552 06:50
  1. คำทำนายจุดแข็ง-จุดอ่อนตามราศีเกิดของคุณ


    ราศีมังกร (22 ธันวาคม – 19 มกราคม)


    จุดแข็ง


    1.อ่านคนเก่ง มีลางสังหรณ์แม่นยำ
    2.วางตัวดี ยากที่ใครอ่านออก
    3.มีอารมณ์ขัน มีวาทศิลป์
    4..มีความนอบน้อมถ่อมเคารพผู้อาวุโส
    5.มีความซื่อตรงและยุติธรรม
    6.รอบคอบ ละเอียดอ่อน
    7.ใจบุญสุนทาน มีความรอบรู้ รักพ่อแม่พี่น้องมาก
    8.เข้มแข็งแกร่งกล้า แม้จะเป็นคนอ่อนไหวง่าย


    จุดอ่อน


    1.เจ็บปวดง่าย ยากจะลืมเลือนหรือให้อภัยคนที่ทำร้ายตน
    2.ชอบผูกมิตรกับคนแต่ไม่ชอบคบใครจริงจัง
    3.ชอบแสดงความสดใสร่าเริง ทั้งที่ในใจรู้สึกโดดเดี่ยว
    4.ทนไม่ได้กับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการดูถูก
    5.ยึดมั่นในหน้าที่ จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบที่ปารถนา
    6.ใช้จ่ายเงินเก่ง
    7.เชื่อว่าตนเองถูกเสมอ


     


    ราศีกุมภ์ (20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์)


    จุดแข็ง


    1.มีความเป็นเพื่

    อนให้ทุกคนอย่างไม่เลือก
    2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคง
    3.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เคยดับมอด
    4..เด็ดเดี่ยว ไม่ท้อแท้
    5.กล้าได้กล้าเสีย แก้ปัญหาเก่ง ไม่ตื่นตกใจง่าย
    6.รู้จักกาลเทศะ
    7.สร้างจุดสนใจได้ดีเสมอ สร้างความประทับใจให้กับทุกคน
    8.สุขุมเยือกเย็น ไม่เคยทำอะไรสะเพร่า


    จุดอ่อน


    1.ต่อต้านกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง จนบางครั้งก้าวร้าว
    2.ไม่ลงให้ใครง่ายๆ
    3.ไม่แสดงความคิดเห็นของตน แต่เก็บเกี่ยวความคิดของผู้อื่น
    4.ชอบเสี่ยง ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจเลย
    5.ไม่ทนกับคนที่ตนคิดว่าไรสาระ
    6.ไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์ แม้แต่จะทำสิ่งที่ดีๆให้กับคนที่ตนรัก
    7.คาดหวังสูงกับความเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง
    8.ชอบคิด ชอบวางแผน แต่ไม่ชอบลงมือทำ


     


    ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม)


    จุดแข็ง


    1.สามารถดึงเอาความเพ้อฝันมาใช้สร้างสรรค์ได้
    2.ปรับตัวได้ดี รู้จักรอมชอม แม้จะฝืนใจตนเองบ้าง
    3.วางตัวดี รู้จักพูดจา เป็นผู้ฟังที่ดี
    4.ยินดีให้ความร่วมมือกับผู้อื่นแม้จะไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม
    5..ไม่เรียกร้องความโดดเด่น ไม่ยึดติดว่าตนต้องเป็นผู้นำ
    6.มีความอดทน มีศักยภาพที่ไขว้คว้าความสำเร็จ
    7.ฉลาดและรู้จักใช้โอกาส


    จุดอ่อน


    1.อารมณ์เปราะบาง
    2.สับสนและเครียดได้สูงเพียงเพราะอารมณ์อ่อนไหวของตน
    3.ไม่กล้าทำในสิ่งที่ลึกๆปรารถนา
    4.ชอบหลอกตัวเองไม่ยอมรับความจริง
    5.พอใจที่จะอยู่ในโลกแห่งจินตนาการมากกว่าโลกแห่งความจริง
    6.ชอบหนีปัญหาของตนเอง ทั้งที่สามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาของผู้อื่นได้
    7.ไม่ชอบงานหนักหรือภาวะที่บังคับให้ต้องรับผิดชอบสูง
    8.ขาดมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับชีวิต


     


    ราศีเมษ (21 มีนาคม – 19 เมษายน)


    จุดแข็ง


    1.มีกำลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอยง่ายๆ
    2.มีน้ำใจไมตรีต่อคนรอบข้าง
    3.รู้จักสร้างความสดชื่นรื่นรมย์อยู่เสมอ
    4.เป็นผู้นำที่ดี มีความยุติธรรมและซื่อตรงสูง
    5.มีความคิดริเริ่มรักอิสระ
    6.วางจุดหมายของตัวเองไว้ทุกระยะ
    7.สนใจใฝ่รู้ มุ่งไปที่ความสำเร็จมากกว่าเงิน
    8.กล้าสู้ปัญหา ยอมรับความกดดันได้ดี


    จุดอ่อน


    1.เชื่อแต่ความคิดและมุมมองของตนเอง
    2.หลงตนเองต้องการเป็นหนึ่งเสมอ
    3.อยากควบคุมความคิดคนอื่น เผด็จการพอตัว
    4.บางครั้งก้าวร้าวและไม่ใคร่ตรองให้ลึกซึ้ง
    5.อ่านคนไม่เก่ง แต่ชอบแข่งขันและชอบเอาชนะ
    6.กลังคนไม่ยอมรับ
    7.เก็บเงินไม่เก่ง
    8.ไม่ค่อยอดทนไม่ชอบอยู่กับความซ้ำซากเป็นเวลานาน


     


    ราศีพฤษภ (20 เมษายน – 20 พฤษภาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีความบากบั่นสูง ยากที่จะยอมแพ้หรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเอง
    2.เป็นคนมีจิตใจดี ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่คนอื่นเสมอ
    3.เป็นคนจริงใจ รักมั่นคง รักครอบครัวรักเพื่อน อย่างแท้จริง
    4.สามารถเก็บความรู้สึกเกรี้ยวกราดไว้ได้ ยากที่จะแสดงออกว่าไม่พอใจใคร
    5.สามารถจัดการชีวิตให้มีระเบียบวินัยอย่างพอเหมาะ
    6.เป็นคนมีเหตุผล พูดจริง ทำจริง และไม่ไข่คว้าในสิ่งที่เกินตัว
    7.มักไตร่ตรองให้รอบครอบอยู่เสมอ
    8.เป็นคนสุภาพนอบน้อม ไม่ใจร้อนวู่วาม


    จุดอ่อน


    1.คิดและทำอะไรช้า
    2.อยากทำตามความคิดตนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงเพราะฟังคนอื่น
    3.โกธรได้ง่าย แต่หายยาก
    4.ยอมทุ่มเทเงินทองให้กับสิ่งที่ชอบ
    5.เจ้าระเบียบ ไม่ชอบให้ใครยุ่งกับคนของตน
    6.ไม่ชอบที่จะให้เพื่อนพ้อง พี่น้องชื่นชมใครไปกว่าตน


     


    ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน)


    จุดแข็ง


    1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ
    2.ช่างคิด ช่างสังเกต
    3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง
    4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
    5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน
    6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
    7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้
    8..เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา


    จุดอ่อน


    1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น
    2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน
    3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน
    4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ
    5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ
    6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง
    7.ขาดพลังในการควบคุมตน


     


    ราศีกรกฎ (21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนมีจิตใจดี ไม่เคยคิดเบียดเบียนทำร้ายใคร
    2.สนใจเรื่องแสวงหาความมั่นคงในชีวิตความสำเร็จและความก้าวหน้ามากกว่าปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ
    3.รักบ้าน รักครอบครัว รักเพื่อน
    4.มีความจำดี มีความรับผิดชอบสูง
    5.ขยันขันแข็ง ไม่เหลวไหล
    6.ยอมรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง
    7.ยืดหยัดตามลำพังได้ด้วยตัวของตัวเองหากต้องเผชิญกับปัญหา
    8.มีความละเมียดละไม ใฝ่หาความสุนทรีในชีวิต


    จุดอ่อน


    1.อ่อนไหวเกินไป เจ็บปวดง่าย เจ้าอารมณ์
    2.ขาดเหตุผลเข้มงวดกับคนใกล้ตัวเกินไป
    3.ช่างหวาดระแวงและวิตกกังวลเกินควร
    4.บางครั้งก้าวร้าวเพราะยึดมั่นในความคิดของตนเกินไป
    5.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทั้งที่ไม่คิดจะทำร้ายใครเลย
    6.ไม่มีความกล้าได้กล้าเสี่ยงเท่าใด
    7.มักมองโลกในแง่ร้ายและตัดสินใจเรื่องราวในแง่ลบเสมอ


     


    ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจ
    2.ไม่ดึงตัวเองลงไปในความเครียด รู้จักสร้างความรื่นรมย์ให้ตนเองและคนรอบข้าง
    3.เป็นคนที่มีระเบียบในการใช้ชีวิต
    4.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
    5.มีความมั่นอกมั่นใจและเป็นตัวเองสูง
    6.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าพูดกล้าทำ กล้าเสี่ยง
    7.ไม่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง
    8.ไม่ยอมล้มเหลวหรือพ่ายแพ้


    จุดอ่อน


    1.บางครั้งทระนงจนไม่ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
    2.ชอบให้ทุกคนยกย่อง เอาอกเอาใจ ต้องการการยอมรับมากไป
    3.ให้ความสำคัญกับการเที่ยวเตร่มากกว่าการมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง
    4.การเลือกคบคมมากเกินไปจนดูเหมือนดูถูกคนที่ต้อยต่ำกว่า
    5.ชอบโอ้อวดและหน้าใหญ่ในบางครั้ง
    6.วู่วามใจร้อนไร้เหตุผล
    7.มักเห็นแก่ความต้องการของตนเป็นใหญ่เสมอ
    8.กล้าคิดกล้าตัดสินใจแต่ขาดความรอบครอบ


     


    ราศีกันย์ (23 สิงหาคม – 22 กันยายน)


    จุดแข็ง


    1.ซื่อสัตย์ภัคดี มีความตั้งใจจริงไม่เอาเปรียบใคร
    2.มีความรับผิดชอบสูง ความตั้งใจสูง
    3.ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักออมเงิน
    4..เก่งกาจในการติดต่อสื่อสาร การคิด การวิเคราะห์และการเก็บรายละเอียด
    5.สามารถปรับตัวได้ไม่เบื่อหน่ายมีความอดทนสูง
    6.เก่งด้านการจัดการ มีมาตรฐานในชีวิต
    7.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน


    จุดอ่อน


    1.ไม่เชื่อถือและไม่วางใจใครเหมือนกับที่คนอื่นวางใจตน
    2.เข้มงวด เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้
    3.มีความบากบั่นสูงแต่บางครั้งก็ดันทุรังโดยไร้เหตุผล
    4.ด้วยความสามารถในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้บ่อยครั้งช่างตำหนิติเตียนผู้คน
    5.มักมีลับลมคมนัยเก็บความรู้สึกและความคิดที่แท้จริงของตนไว้ไม่แสดงออกมา
    6.มักหวังสิ่งตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
    7.เป็นคนเอาใจยาก


     


    ราศีตุลย์ (23 กันยายน – 22 ตุลาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตของตนเอง รู้จักวางเป้าหมายและวางแผนอยุ่เสมอ
    2.ดูแลชีวิตตนเองให้มีความสุขเสมอ
    3.มีวาทศิลป์ มีคารมคมคาย รู้จักการเจรจาต่อรองได้เยี่ยม
    4.ไม่ทำตัวขวางโลก
    5.มีความเป็นผู้นำ
    6.อ่อนโยน แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น
    7.มนุษย์พันธ์ดีเยี่ยม ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง


    จุดอ่อน


    1.การตัดสินใจไม่เด็ดขาดเพราะมักเกิดการโลเล ไม่มั่นใจในตนเอง
    2.ปรารถนาความเป็นหนึ่งมากจนเกินไป บางครั้งอาจผิดหวังและอิจฉาผู้อื่นได้
    3.บางครั้งสุขุมเกินไปจนดูเหมือนเป็นคนเฉื่อยช้า
    4.ยึดถือความถูกต้องเป็นใหญ่จนไม่ประนีประนอมให้เกิดความยืดหยุ่นบาง
    5.มีความอ่อนไหวน้อยใจมากพอๆกับความยโส


     


    ราศีพิจิก (23 ตุลาคม – 21 พฤษจิกายน)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนมีระเบียบวินัยและวางมาตรฐานให้กับชีวิตของตนอย่างเคร่งครัด
    2.ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของตนเอง
    3.มีความทรงจำเยี่ยม มีสมาธิดี มีความรับผิดชอบ
    4.มีน้ำใจไมตรี ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการประจบ
    5.เป็นคมมีไหวพริบ
    6.รู้จักใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด
    7.มีจุดยืนและเป้าหมายเด่นชัด


    จุดอ่อน


    1.ค่อนข้างเข้มงวดกับตนเองและคนอื่นมากไป
    2.บางครั้งดูหมิ่นผู้อื่นอยู่ในใจและยากที่จะไว้ใจใคร
    3.โมโหร้าย หวาดระแวง ยากที่จะประนีประนอม
    4.แม้จะไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ก็มักจะตอบโต้ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงอย่างจริงจัง
    5.สามารถที่จะลืมความอ่อนโยนกลายเป็นคนก้าวร้าวได้ถ้าไม่พอใจ


     


    ราศีธนู (22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีแนวคิดที่ชัดเจน มีหลักปรัชญาในการดูแลชีวิต
    2.มีอารมณ์ขันเสมอ ไม่เครียดง่าย
    3.ปรับตัวได้ดีมองการณ์ไกล
    4.กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่เสมอ
    5.เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น
    6.ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง


    จุดอ่อน


    1.เก่งหลายอย่างแต่ไม่มุ่งมั่นซะอย่าง
    2.มักเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นจนท้อ
    3.ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่เก่งเรื่องวางแผน
    4.เก็บเงินไม่เก่ง
    5.ทนไม่ได้หากถูกมองว่าไม่ชื้อ จะก้าวร้าวถ้าไม่ได้ดั่งใจ
    6.บางครั้งใจแคบ ไม่รู้จักกาลเทศะ
    7.ไว้ใจคนง่าย ชอบโต้คารม ชอบอวดความคิดตน
    8.แม้ปัญญาดีแต่ขาดไหวพริบ


     


    ที่มา : ( http://board.narak.com/topic_light.php?No=300545 )




ความคิดเห็นที่ 20

Kidder
1 มี.ค. 2552 08:50
  1. ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน)


    จุดแข็ง

    1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ
    2.ช่างคิด ช่างสังเกต
    3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง
    4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
    5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน
    6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
    7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้
    8..เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา

    จุดอ่อน

    1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น
    2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน
    3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน
    4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ
    5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ
    6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง
    7.ขาดพลังในการควบคุมตน

    -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

    ตรงเป๊ะทุกข้อเลยผม.. เฮ้อ~



ความคิดเห็นที่ 21

สุธัช หุยากรณ์
2 มี.ค. 2552 06:50




  1. สุดยอด
    Animation
    เรื่อง "ปีศาจที่ชื่อว่าทุกข์"
    โดย Tanes Tanakijudomchai (littlebigstep@hotmail.com)


    (คลิกที่ภาพหรือลิงค์ด้านล่างครับ)
    http://www.youtube.com/watch?v=xbfLCsFbLNk&eurl=http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7557851/A7557851.html&feature=player_embedded



    ข้อคิดดีๆที่จะทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น