วิชาการดอทคอม ptt logo

คำทำนาย : คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน?

โพสต์เมื่อ: 11:54 วันที่ 10 ก.พ. 2552         ชมแล้ว: 320,975 ตอบแล้ว: 196
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์



ดาวน์โหลดได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ. (MySelf.pdf ขนาดไฟล์ 130.6KB)


http://xy1rka.bay.livefilestore.com/y1pn0w6OeupspO1X8GEg3T1Ww1m0fElHSMrTYTh6MeqGJH0C-RZxgt9jqQJlV2IuUwUzmitaHPXSRU/MySelf.pdf?download

129676


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง





จำนวน 190 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 4 ธ.ค. 2552 (12:05)


ข้อคิดดีๆ ๑๐๐ ข้อ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๓


 


๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม


๒. จงทำดี ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว


๓. จงทำดี แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน


๔. อุปสรรคมักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำความดี ดีเหลือเกินหนี้สินเก่าจะได้หมดไป


๕. อุปสรรคมักจะไม่เกิดขึ้นในขณะกำลังทำความชั่ว เพราะเป็นทางกู้หนี้สินใหม่เข้ามาแทน


๖. ทุก ๆ คนปรารถนาแต่สิ่งที่ดี ๆ แต่ไม่รู้จักการทำความดี


๗. ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ


๘. คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย ได้แต่เอะอะโวยวายว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม ? ถึงต้องเป็นเรา ทำไม ? ทำไม ?


๙. ผู้ฉลาดในธรรม ยอมรับว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าตกใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา


๑๐. ชีวิตที่ไม่ขาดทุน คือการไม่เคยทำความชั่วเลย


๑๑. เพราะฉะนั้นคนเราเจอทั้งสุขและทุกข์ เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว


๑๒. การตามใจตัวเองอยู่เสมอ เป็นทางตันในการดำเนินชีวิต


๑๓. การขัดใจตัวเอง ก็คือการขัดเกลาหนทางให้ราบเรียบ


๑๔. ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักเติบโตเลย


๑๕. เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ ตอนนี้ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว


๑๖. หลาย ๆ ชีวิต เดินสวนทางกันไปมาอยู่ในขณะนี้ มีทางดำเนินชีวิตไม่เหมือน และก็มีอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน


๑๗. เราอย่าเข้าใจว่า มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี


๑๘. การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวัน เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้


๑๙. เพราะฉะนั้น เวลาเรามีความทุกข์ ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความทุกข์ เวลาเรามีความสุข ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความสุข ไม่เช่นนั้นเราต้องเป็นคนบ้า ร้องไห้บ้าง ร้องเพลงบ้าง ตามประสาคนบ้า


๒๐. คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น ทุกอย่างไม่มีเลย เพียงแต่เรายอมรับเขา อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น


๒๑. แม้แต่ตัวของเราเองก็ยังไม่ได้ดังใจเรา แล้วคนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น เป็นอันไม่มี


๒๒. เราไม่ได้ดังใจเขา จะให้เขาได้ดังใจเราอย่างไร


๒๓. ปรารถนาสิ่งใด อย่าพึงดีใจไว้ล่วงหน้า พลาดหวังสิ่งใด อย่าพึงเสียใจตามหลัง


๒๔. ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นเช่นนั้นเอง


๒๕. หากยึดถือมาก ให้ความสำคัญมันมาก ทุกข์มาก


๒๖. หากยึดถือน้อย ให้ความสำคัญมันน้อย ทุกข์น้อย


๒๗. ยินดีไปตามความอยาก คือความมักมากไม่มีสิ้นสุด


๒๘. แท้จริง ผัว ไม่มี เมียไม่มี ลูกไม่มี ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี แต่ความยึดมั่นด้วยความลุ่มหลงอย่างหนาแน่นว่าเรามี


๒๙. สักวันหนึ่ง เราคงจะไม่มีอะไรสักอย่างเลย ถึงวันนั้น เราทำใจได้ไหม ?


๓๐. การเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นไปสู่ความดับลง ท่านจะยึดถือ หรือไม่ยึด นั้นมันเป็นเรื่องของท่าน


๓๑. อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น กับความรับผิดชอบ มันคนละอย่างกัน


๓๒. วันนี้ต้องดีกว่าวานนี้ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้


๓๓. ทำดีในวันนี้ พรุ่งนี้จะดีของมันเอง


๓๔. คนโง่จะเสียใจ ร้องไห้ตลอดวัน โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย


๓๕. ส่วนคนฉลาด จะรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เท่าที่จะทำได้


๓๖. เรารักในสิ่งใด จะต้องจากในสิ่งนั้น ช้าหรือเร็วมันอีกเรื่องหนึ่ง


๓๗. ถ้าผัวตายก่อนเมีย เมียจะต้องเสียใจ ถ้าเมียตายก่อนผัว ผัวจะต้องเสียใจ ทำอย่างไร จึงจะไม่เสียใจ


๓๘. ถ้าไม่อยากเสียใจ เมื่อจากกันไป ก็อย่าดีใจเมื่อตอนได้มา


๓๙. ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเป็นพระเอกหรือนางเอกตลอดนิรันดรกาล


๔๐. ใช่แน่นอน ! ท่านเป็นตัวเอกในเรื่องของท่าน แต่ท่านอาจจะเป็นตัวสำรองในเรื่องของผู้อื่น


๔๑. เรายืนอยู่บนสนามชีวิต ต้องต่อสู้อุปสัคทุกรูปแบบ จนกว่าจะปิดฉากละครแห่งชีวิต ด้วยการตายลงไป


๔๒. บทเรียนในตำราเรียน กับบทเรียนในชีวิตจริง มันคงละอย่างกัน


๔๓. ไม่มีตำราเล่มไหน ที่จะสอนเราทุกอย่างก้าวว่าวันนี้เราจะต้องเจออะไรบ้าง และจะต้องแก้อย่างไร ?


๔๔. เสียเงินทอง เสียสิ่งของ เสียเวลา และก็เสียใจ เป็นการจ่ายค่าเทอมชีวิต


๔๕. คนฉลาดจะจ่ายค่าเทอมที่ถูกที่สุด ส่วนคนโง่จะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่ากัน


๔๖. ที่จริงคนตาบอด พิกลพิการเขาน่าจะเป็นทุกข์มากกว่าเรา ทำไม ? เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสได้


๔๗. ทำไมเราจึงทุกข์กว่าคนพิกลพิการเล่า ?


๔๘. กายพิการ แต่ใจไม่พิการ ใจพิการ แต่กายไม่พิการ อย่างไหนดีกว่ากัน ?


๔๙. เราสามารถตัดสินหนทางดำเนินชีวิตของเราเองได้ ดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวของเรา


๕๐. คนอื่นสามารถบังคับเราเป็นเพียงบางเวลา ส่วนใจของเรานั้น ไม่มีใครสามารถบังคับได้นอกจากตัวของเราเท่านั้น


๕๑. ถึงแม้งานจะสับสนยุ่งยากเหลือเกิน หากใจมีอิสระแล้ว ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน


๕๒. ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ตายเพื่อทำหน้าที่ ดีกว่าตายเพราะไม่ทำหน้าที่


๕๓. รับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบเพื่อนที่ดี และรับผิดชอบสังคม


๕๔. วันนี้เราด่าเขา วันหน้าเขาต้องด่าเรา ชาตินี้เราฆ่าเขา ชาติหน้าเขาจะต้องฆ่าเราอย่างแน่นอน


๕๕. คนทำบาป เพราะเห็นแก่กิน ไม่ต่างอะไรกับกินอาหารผสมยาพิษอย่างเอร็ดอร่อย กินมากก็มีพิษมา กินน้อยก็มีพิษน้อย


๕๖. กฎหมายทางโลก คุ้มครองสัตว์บางจำพวกเท่านั้น ส่วนกฎแห่งกรรมทางธรรม คุ้มครองสัตว์ทุกจำพวก


๕๗. กฎระเบียบของทางโลก อนุโลมไปตามความอยาก ส่วนกฎทางธรรมอนุโลมไปตามความเป็นจริง


๕๘. กรรมคือการกระทำให้สัตว์หยาบ และละเอียดประณีตต่างกัน


๕๙. ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะสร้างเรา ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราร่ำรวยได้ ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นอกจากตัวของเราเอง


๖๐. คำว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” มากเหลือเกินที่คนได้ยิน น้อยเหลือเกินที่คนรู้จัก


๖๑. เหตุการณ์ความเป็นไปของทางโลก ไม่มีสิ้นสุด เราไม่สามารถจะติดตามได้ตลอดกาล เพราะอายุยังมีที่สิ้นสุด เราจะบ้ากับมันหรือไม่บ้า มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น


๖๒. เพื่อมิให้เสียเวลา จงกลับมามองดูจิตใจของตนเอง ทำไมถึงซอกแซกสับส่ายถึงขนาดนั้น


๖๓. มันเคยตัว เพราะเราให้โอกาสมันมากเกินไป เพราะรักมันมาก จึงไม่กล้าขัดใจนาน ๆ ไปอาจกลายเป็นโรควิกลจริตทางด้านจิตใจ


๖๔. การเอาชนะใจตนเอง ไม่ให้ไหลสู่อำนาจฝ่ายต่ำ เป็นสิ่งประเสริฐแท้


๖๕. วันนี้ เราตามใจของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งความอยาก วันพรุ่งนี้ เราต้องหมดโอกาสที่จะสบายใจ


๖๖. วันนี้ เราไม่ตามใจตนเอง พรุ่งนี้ เราจะอยู่อย่างสบาย


๖๗. ยิ่งแก่ ยิ่งงก เพราะเขางกมาตั้งแต่ยังไม่แก่ ยิ่งแก่ ยิ่งดี เพราะเขาดี ตั้งแต่ยังไม่แก่


๖๘. การวิ่งไปตามความอยาก คือการฆ่าตนเองด้วยความพอใจ


๖๙. ศัตรูมักมาในรูปรอยแห่งความเป็นมิตร ความทุกข์มักมาในรูปรอยแห่งความสุข


๗๐. น้ำหวานผสมยาพิษ คนโง่จะชอบดื่ม เพราะไม่รู้ ยาเสพติด ทำลายร่างกายตนเอง คนโง่ก็จะพากันเสพทั้งที่รู้


๗๑. ความสบายกายและสบายจิต จะหาซื้อด้วยเงินแสนเงินล้านไม่มีเลย ไม่จำเป็นจะต้องซื้อด้วยเงินและทอง


๗๒. คนที่มีศรัทธา มีคุณค่ายิ่งกว่าเงินแสนเงินล้าน


๗๓. เมื่อมีศรัทธา ควรมีปัญญาประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นคนงมงาย ขาดเหตุผล


๗๔. คนนิยมสร้างพุทธ ที่เป็นรูป คือพุทธรูป แต่ไม่นิยมสร้างพุทธ ที่เป็นนาม คือสภาวธรรมที่รู้แจ้ง รู้จริง ทำให้รู้จักพุทธะ


๗๕. ความจริงต้องมีให้พิสูจน์ จึงจะถือว่าจริงแน่นอน คนโง่จะไม่เชื่อตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่พบกับความจริงในชีวิต มีแต่ความงม   งายในชีวิต


๗๖. คนใดถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ ถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระคนนั้นมีทางดำเนินในทางที่ผิด เขาจะไม่พบแก่นสารชีวิตที่แท้จริงเลย


๗๗. ผู้ที่หลงเปลือกนอก ย่อมไม่เห็นแก่นใน ผู้ถึงแก่นใน ย่อมเข้าใจเปลือกนอก


๗๘. ความสนุกสนานมัวเมาประมาทในชีวิต ไม่ใช่หนทางดำเนินชีวิตที่แท้จริง มันเป็นหนทางที่ทำให้เสียเวลา


๗๙. หากคนให้ความสำคัญกับการ กิน เล่น เสพกาม และนอน มากกว่าคุณธรรม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจะไม่ดีกว่ากันหรือ ?  เพราะว่าไม่มีกฎหมายห้าม


๘๐. หากจิตใจเต็มด้วยความโลภ โกรธ หลง ช่องว่างในหัวใจไม่มี มีแต่ความอึดอัด


๘๑. อาหารที่กินเข้าไปมาก แสนจะอึดอัด แต่มีทางระบายออก


๘๒. ยิ่งความโลภ โกรธ หลง ลดลงมากเท่าไร ความปลอดโปร่ง ยิ่งมีขึ้นมากเท่านั้น


๘๓. แสงสว่างในทางธรรม จุดประกายให้ชีวิต ให้พบแต่ความสดใส


๘๔. ความสุขทางโลก เหมือนกับการเกาขอบปากแผลที่คัน ยิ่งเกายิ่งมัน เวลาหยุดเกามันแสบมันคัน เพราะเป็นความสุขเกิดจากความเร่าร้อน


๘๕. เมื่อตอนที่อยากได้ ก็เป็นทุกข์ขณะที่แสวงหา ก็เป็นทุกข์ ได้มาแล้วกลัวฉิบหายไป ก็เป็นทุกข์


๘๖. เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ต้องมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ย่อมไม่มี


๘๗. หากมีแล้ว ทำให้มีความสุข ควรมี ถ้าหากมีแล้ว ทำให้มีความทุกข์ ไม่รู้จะมีไว้ทำไม ?


๘๘. ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เราไปยึดมั่นความไม่เที่ยงนั้นว่าความสุข


๘๙. แม้ความสุขนั้นมันก็ไม่เที่ยง จะไปหวังเอาอะไรอีกเล่า ?


๙๐. พบกันก็เพื่อจากกัน ได้มาก็เพื่อจากไป


๙๑. มองทุกข์ให้เห็นทุกข์ จึงจะมีความสุข


๙๒. ความเบาใจ คลายกังวล ย่อมมีได้ แก่บุคคลผู้เข้าใจธรรมะ


๙๓. ยิ่งเข้าถึงธรรมที่เป็นจริงมากเท่าใด ความเบาสบายใจยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น


๙๔. เพราะความสุขทางโลก ไม่ให้อะไรมากไปกว่าความเพลิดเพลิน มัวเมา ประมาทในชีวิต จนลืมทางธรรม


๙๕. ทางเดิน ๒ ทาง ทางโลก และ ทางธรรม


๙๖. ทางโลก คือการปล่อยใจไปตามความอยากในโลกีย์ ทางธรรม คือการควบคุมใจตนเอง ให้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง


๙๗. ผิดหวังทางโลก ยังมีทางธรรมคุ้มครอง หากคนนั้นรู้จักธรรม


๙๘. ผิดหวังทางโลก อยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งตนเอง คนนั้นแหละ ไม่รู้จักธรรม


๙๙. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดถือมั่น


๑๐๐. มันเป็นเช่นนั้นเอง.


 


ขอให้ความสุขที่แท้จริง เกิดขึ้นกับตัวคุณ
ทั้งกับคนที่คุณรัก และคนที่รักคุณนะครับ


สวัสดีปีใหม่ครับ


 


ที่มา : http://www.watnai.org/live/index.php?option=com_content&view=article&id=13:2008-12-20-16-22-35&catid=13&Itemid=35






myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 10 ธ.ค. 2552 (06:20)

 


"อารมณ์มีวิธีเล่นตลกกับเรามากมาย และในความตลกนั้นเราคือผู้สูญเสีย..."


 


ในยามที่ใครก็ตามต้องประสบกับความผิดหวังอย่างหนัก


ชีวิตเหมือนกำลังดิ่งสู่ก้นเหวลึกเบื้องล่าง..


ไม่รู้ชะตากรรมแม้ในเสี้ยววินาทีถัดไป


ความคิดความรู้สึกในวูบนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก


 


ความสับสนวกวน..ไม่มีจุดเริ่มต้นและหาจุดสิ้นสุดไม่ได้


ไม่มีคำอธิบายและไร้ซึ่งคำตอบ...


ส่วนในใจมักจะพร่ำถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า


"ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?..."


 


ความรู้สึกของการไม่มีใครในยามที่ต้องประสบปัญหาร้ายแรง(ที่สุด)ในชีวิต


แม้ในยามยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน...


แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรับรู้ถึงความรู้สึกภายในใจเราแม้แต่คนเดียว


นั่นเองที่ถือว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการพบใครบางคน


ที่สำคัญที่สุดในชีวิต..ซึ่งก็คือ "ตัวเราเอง..."


 


มนุษย์ทุกคนต่างต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ


นอกเสียจากผู้ที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง


และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เขาอาจจะต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง


หากคิดให้ดีนี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของคนเรา


 


การมองเห็นสัจธรรมที่ว่า...


"เมื่อตอนเกิดมาก็ไม่มีอะไร ตอนตายก็ไม่มีอะไร


หากตอนนี้เราไม่มีอะไรก็ถือว่าเราไม่ได้เสียอะไรไป แค่เท่าทุนเท่านั้น..."


 


ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปสู่จุดเริ่มต้น


แต่ถ้าจะมีใครสักคนที่คิดว่า..


การที่ตัวเองไม่มีอะไรแล้วถือว่าเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิต


ก็ขอเพียงแต่ให้ลองกลับไปมองในมุมตรงข้ามที่ไม่เคยมองดูบ้าง


อาจจะเจออะไรดีๆ ที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้...


 


มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มี


แล้วบังเอิญวันนี้ไม่มีอะไรอีก..


ก็มักคิดว่าตัวเองได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้วโดยที่ลืมคิดไปว่า


ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย..มีเพียงสิ่งเดียวที่ใช่


ซึ่งก็คือความคิดและจิตใจของเราเองเท่านั้น..


 


ดังนั้น..การได้ลิ้มลองรสชาติของการไม่มีอะไร


นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีทุกสิ่ง..อย่าได้ยึดติดอะไรให้มากนักเลย


 


ทุกอย่างมีได้มีเสีย..มีขึ้นมีลง มีเข้ามีออก มีทุกข์มีสุข มีบวกมีลบ


เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนด้านลบของชีวิต...ก็แค่นั้น


 


แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงว่า..


อีกไม่นาน "ด้านบวกของชีวิต" กำลังจะมุ่งตรงมาที่เรา


ทำไมไม่ทำใจให้สบาย รอรับมันเสียเล่า ?...


 


ที่มา : http://novakaty.blog.mthai.com/2008/11/26/public-1



_____________________________________________________


 


"+" และ "-" กับป้ายจราจร **


 


1.  เครื่องหมาย "+" มีลักษณะเหมือนป้ายเตือนว่า "ข้างหน้าเป็นทางแยก


     ต้องเลือกทางเดินให้ถูกต้อง ถ้ามีสติก็จะไม่เดินหลงทาง 


     หรือถ้าเดินทางผิดไป ก็ให้กลับมาตั้งต้นใหม่ที่แยกเดิม


     แล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินเสียใหม่ให้ถูกต้อง


2.  เครื่องหมาย "-" มีลักษณะเหมือนป้ายเตือนว่า "ข้างหน้าเป็นทางตัน"


     ต้องถอยหลังมาตั้งหลักใหม่อย่างมีสติ


     แล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินเสียใหม่ให้ถูกต้อง


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 12 ธ.ค. 2552 (09:10)


นรก กับ สวรรค์


 


มีชาวเดนมาร์คคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน 


มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก 


เขาก็ตกลงไปด้วย 


 


นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ถึงนรกแล้ว” 


ที่นั้นเป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ 


บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท 


 


มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า “นี่สัตว์นรก” 


คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก 


แต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร 


 


นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้ 


แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ 


ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น 


 


เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง 


คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที 


อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด 


เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก 


จึงผอมโซเพราะอดอาหาร 


ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ 


แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้ 


 


นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า “ถึงสวรรค์แล้ว” 


ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ 


มีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก 


มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า 


”นี่เทวดาบนสวรรค์” 


แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย 


ดูว่าเขากินอาหาร อย่างไร 


ทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรเหมือนกับที่นรก 


”เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก? 


ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง” 


 


พอดูดี ๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์ 


คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ 


เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม 


คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้ 


ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย 


สรุปว่า ที่นรกนั้น..... คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว 


คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง 


คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ 


โดยไม่คิดถึงคนอื่น 


แต่ที่สวรรค์นั้น..... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน 


คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย 


จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน ..........................


 


ที่มา : http://writer.dek-d.com/signager/story/viewlongc.php?id=265284&chapter=204






myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 16 ธ.ค. 2552 (05:59)


เรื่องเล่า "คนขายสุนัข" 


 


มีร้านค้าแห่งหนึ่งติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว


เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็กๆแวะเวียนเข้ามาเล่นมาชมลูกสุนัขทุกวัน


แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดีมีราคาค่อนข้างแพง


 


วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆให้แก่ลูกค้าในร้าน


เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งก็มากระตุกชายเสื้อเขา


เขาก้มลงมอง และถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่


 


"เพื่อนของผมบอกว่าที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย


ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัวพ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว


ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ"


เด็กบอกอย่างสุภาพ


 


"อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ"


เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดีแล้วผิวปากเรียกสุนักทั้งเจ็ดออกมา


เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมาทีละตัว


เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น


 


"ไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ"


เด็กชายถาม


 


เจ้าของร้านตอบว่า


"อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัวเพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี


มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ๆของมันไม่ได้"


 


สิ้นคำเจ้าของร้าน ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา ขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว


มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน


 


ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ดๆ


เห็นได้ชัดว่ามันพยายามคลานมาหาเขา หางของมันกระดิกดุ๊กดิ๊กๆอยู่ตลอดเวลา


มันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชายท่าทางจะชอบเขามาก


 


เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมาก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า


"หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ"


 


ปกติอาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ เจ้าของร้านตอบ


เด็กชายนิ่งอึ้งไปก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับเขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น


 


"ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้"


เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ


 


เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า


"โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรีๆไปเลย"


 


เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไปก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า


"ทำไมครับ ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้"


 


"ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อมๆ พี่ๆ น้องๆ ของมันและอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว


เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ ลองดูตัวอื่นดีไหม"


 


เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า


"คุณอาดูอะไรนี่สิครับ"


ว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้นเจ้าของร้านจึงได้เห็นว่าขาของเด็กชายคนนี้เล็กลีบ


เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัขแต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้


 


"คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกันผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ วิ่งก็ไม่ได้


กระโดดก็ไม่ได้ อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ"


 


เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา


 


เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า


"ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ในราคาสองพันบาทเท่ากับลูกหมาตัวอื่นๆ แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ


ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอา ขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือนจนครบสองพันบาท


คุณอาจะว่าอย่างไรครับ"


 


เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ


พลางกล่าวขอโทษขอโพยในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป เขาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้


และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชายพวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.


________________________________ 


 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


"อย่าตัดสินคุณค่าจากรูปลักษณ์ภายนอก"


 


ที่มา : นิทานสีขาว


เล่าโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา





myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 28 ธ.ค. 2552 (05:56)

 


ธรรมะปีใหม่สู่ครอบครัวไทย





 


ในภาวะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่คลี่คลาย ผนวกเข้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมารุมเร้าไม่หยุดหย่อน ได้ส่งผลให้หลายครอบครัวตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการเผชิญแรงบีบในหลาย ๆ ด้าน บ้างก็เริ่มมองหามาตรการต่าง ๆ ที่เชื่อว่าจะได้ผลมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานะทางการเงินของครอบครัวต้องสั่นคลอน


 


แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจหลงลืมไปเพราะมัววุ่นวายอยู่กับการเตรียมรับมือภัยที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกก็คือ ความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่ง พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ได้ยกหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเตือนสติคนไทยว่า


 


“ในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ขอให้คนไทยรู้จักกินรู้จักใช้ เวลาบริโภคปัจจัยสี่ให้มุ่งประโยชน์อย่ามุ่งประดับ ถ้าเรามุ่งประโยชน์เราจะประหยัดโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเรามุ่งประดับ คือเอาตามแฟชั่น ตามเทรนด์ ตามแบรนด์เป็นตัวตั้ง มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ฉะนั้นบริโภคปัจจัยสี่ให้มุ่งประโยชน์เป็นที่ตั้ง เช่น เสื้อก็บริโภคโดยเอาไว้ใช้ป้องกันอวัยวะที่ก่อให้เกิดความละอาย กันหนาว กันร้อน ถ้าเรามุ่งที่ยี่ห้อหรู ๆ เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอซื้อ นาฬิกาถ้ามุ่งประโยชน์ก็บอกเวลา แต่ถ้ามุ่งประดับ ก็ต้องเป็นยี่ห้อแพง ๆ ก็ต้องจ่ายแพง เงินก็ไม่พอใช้ ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาว่าเงินทองไม่พอกับความต้องการได้”


 


“นอกจากนั้น หากตกงาน ก็สร้างงานขึ้นมา ตกงานอย่าไปงอมืองอเท้ารอให้คนเอางานมาให้ทำ อย่าไปตีโพยตีพายว่าชีวิตได้รับแต่ความอยุติธรรม ตกงานเป็นเรื่องของคนไม่ยอมทำงาน คนที่พร้อมทำงานไม่มีใครตกงานสักคน ฉะนั้นเมื่อเราตกงานก็ขอให้สร้างงานใหม่ขึ้นมาทำ”


 


ขณะที่เด็ก ๆ หรือก็คืออนาคตของชาตินั้น เมื่อครอบครัวต้องเจอกับภาวะวิกฤติ หลักธรรมที่เด็ก ๆ ควรประพฤติปฏิบัติตัวในภาวะเช่นนี้คือ ศีล 5 นั่นเอง


 


“เด็ก ๆ ในยุคนี้ในสมัยนี้ ก็ขอให้ปฏิบัติตนตามศีล 5 ชีวิตก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุข ศีลข้อที่ 1 คืออย่าเบียดเบียนใคร ศีลข้อที่ 2 อย่าคอรัปชัน ในทุกรูปแบบทุกช่องทางทุกมิติ นอกจากไม่คอรัปชันเองแล้วก็ไม่ส่งเสริมให้คนอื่นคอรัปชันด้วย จงเป็นคนที่เห็นการคอรัปชันแล้วไม่อยู่เฉย ศีลข้อที่ 3 ก็อย่าละเมิดจริยธรรมทางเพศ อย่าไปมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร ศีลข้อที่ 4 อย่าเป็นคนโกหกมดเท็จ ศีลข้อที่ 5 อย่าตกเป็นทาสสุรายาเสพติด ถ้าเด็กไทยทำได้แค่นี้ จะเป็นต้นกล้าที่ดีของสังคมไทยในอนาคตอย่างแน่นอน”


 


ขณะเดียวกัน สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่ยังคงคุกรุ่น และเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากกลุ่มต่าง ๆ ท่าน ว.วชิรเมธีได้ให้ข้อคิดเตือนสติคนไทยเอาไว้ 4 ข้อก็คือ “มีสติ มองลึก นึกไกล ใจกว้าง” โดยจะเป็นทางออกของปัญหาสังคมในขณะนี้ได้ดีที่สุด


 


“ท่ามกลางปัญหาวิกฤติ อาตมาคิดว่าคนไทยต้องดำเนินชีวิตด้วยความมีสติ เพราะถ้าเราไม่มีสติ การเมืองเข้มข้นแบบนี้อาจทำให้ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ตกเป็นฝ่ายโน้นเป็นฝ่ายนี้ และอาจเกลียดชังคนไทยด้วยกันเอง อาจต้องทำสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง สองต้องมองลึก มองลึกหมายความว่าเวลามองอะไรอย่ามองเฉพาะที่ตาเห็น มองอะไรให้ลึก ๆ เช่น เวลามองประชาธิปไตยก็อย่ามองแค่ว่า การเลือกตั้ง อย่าไปมองว่าประชาธิปไตยคือเสียงส่วนใหญ่เท่านั้น ถ้ามองลึก ๆ ลงไปจะพบว่า ประชาธิปไตยหมายถึงการที่ประชาชนทุกคนมีอำนาจตัดสินใจในเชิงนโยบาย ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยมีทั้งทางตรง ทางอ้อม มีการถ่วงดุลและการตรวจสอบ ถ้าเรามองลึกเราจะไม่เห็นอะไรอย่างผิวเผิน จะไม่เป็นคนที่วินิจฉัยอะไรจากบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น”


 


“ข้อต่อมาคือนึกไกล ต้องอย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเรานึกไกล ๆ เราก็จะได้เห็นว่า ตัวเรามีประสิทธิภาพทางปัญญาแค่นี้ มีความสามารถที่จะเผชิญวิกฤติได้แค่นี้ จะทำอะไรอย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง นึกถึงคนอื่น นึกถึงสังคม นึกถึงประเทศไทย นึกถึงเวทีโลก เราจะกลายเป็นคนที่ตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ สุขุม”


 


“และข้อสุดท้ายคือใจกว้าง อย่าผูกขาดว่าความคิดความเห็นของฉันเท่านั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง ดีที่สุด ใช้ได้แล้ว ใครเห็นไม่ตรงกับฉัน เป็นฝ่ายตรงข้ามกับฉัน เพราะฉะนั้นเขาจึงมีศักดิ์ศรีความเป็นคนน้อยกว่าฉัน ฉันจะต้องเล่นงานเขา นี่แหล่ะเรียกว่าใจแคบมาก ๆ เราจงเป็นคนใจกว้าง ให้เราเปิดใจให้กว้างแบบนี้อยู่เสมอ แล้วเราก็จะอยู่ท่ามกลางความคิดเห็นแตกต่างได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข เจริญพร”


 


ที่มา : http://nawaporn.wordpress.com/2008/12/18/ธรรมะปีใหม่สู่ครอบครัว/



 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 13 ม.ค. 2553 (05:48)



ความสุข ความทุกข์ ราคาเสมอกัน (ว.วชิรเมธี) 


หลวงพ่อชา กล่าวว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”


คำของหลวงพ่อ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่อุดมด้วยเนื้อหาแห่งสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธ ด้วยประโยคง่ายๆ นี้เอง ทำให้นึกถึงพระพักตร์ของพระพุทธองค์ที่มักจะทรงแย้มสรวลด้วยความผ่อนคลายและเปี่ยมด้วยเมตตาอยู่เสมอ ยามที่มีสัตว์โลกผู้ถูกความทุกข์ท่วมทับจนทุกข์หนักหนาสาหัสแทบล้มประดาตายเข้าไปกราบขอให้พระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง แต่ทุกครั้งที่มีสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยากเข้าไปเฝ้าขอพึ่งพระบารมี ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่พระองค์จะทรงตกพระทัย หรือทรงเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่จนทรงสูญเสียปกติภาพ ตรงกันข้าม พระองค์กลับทรงปฏิสัมพันธ์ต่อความสุข ความทุกข์ ของมนุษยชาติด้วยราคาเดียวกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย 


ที่เป็นเช่นนี้ นั่นคงเป็นเพราะทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า 


“ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด” 


คราวหนึ่งมีสตรีชาวบ้านคนหนึ่งถูกความทุกข์อันเนื่องมาจากการสูญเสียลูกชายครอบงำจนวิกลจริต เธอไม่อนุญาตให้มีการฌาปนกิจศพลูก เพราะเชื่อมั่นว่า ลูกยังไม่ตาย หรือถึงตายไปแล้ว แต่ก็ต้องมียาวิเศษที่จะชุบชีวิตลูกให้ฟื้นขึ้นมาจนได้ 


วันหนึ่ง เธออุ้มศพลูกน้อยที่เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นซมซานไปจนถึงพุทธสำนัก เมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธองค์แล้ว เธอจึงได้สติ พลางกราบทูลถามว่า พระองค์สามารถจะเยียวยาลูกชายของเธอให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาดังเดิมได้หรือไม่ 


ทรงทอดพระเนตรดูเธอผู้กรมเกรียมเพราะถูกไฟแห่งความพลัดพรากแผดเผามายาวนาน พลางแย้มพระสรวลด้วยเมตตา ตรัสแก่เธอว่า 


“น้องหญิง เราสามารถชุบชีวิตลูกชายของเธอได้ แต่ว่า เธอต้องไปหาเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ยังไม่เคยมีคนตายมาก่อนมาให้เราสักหนึ่งกำมือเถิด ถ้าได้เมล็ดผักกาดจากเรือนที่ยังไม่เคยมีคนตายมาแล้ว เราตถาคต จะปรุงยาชุบชีวิตลูกชายของเธอด้วยเมล็ดผักกาดนั้น” 


หญิงสาวดีใจจนน้ำตาไหล เธอออกเดินทางจากพระอาราม มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อขอเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ยังไม่เคยมีคนตาย แต่จนแล้วจนรอด เธอกลับได้รับแต่คำตอบปฏิเสธ จากทุกหลังคาเรือนที่เธอเอ่ยปากถาม 


เมล็ดผักกาดนั้น จะหาจากเรือนหลังไหนก็ได้ แต่พอเธอเสนอเงื่อนไขที่สองที่ว่า “จากบ้านที่ยังไม่เคยมีคนตาย” เมล็ดผักกาดก็กลายเป็นของหายากขึ้นมาทันที 


คุณแม่ยังสาวผู้สูญเสียลูกชาย อุ้มศพลูกน้อยเดินขึ้นเดินลงจากเรือนหลังนั้นสู่หลังนี้ แต่ทุกหลังคาเรือนที่เธอไปเยือน ล้วนแต่มีคำตอบปฏิเสธ เรือนหลังไหนๆ บ้านหลังไหนๆ ก็ล้วนแล้วแต่เคยมีคนตายมาก่อนแล้วทั้งนั้น 


ในที่สุด ทุกๆ คำตอบปฏิเสธ ก็ได้สอนบทเรียนบทหนึ่งให้แก่เธอว่า 


“ความตายเป็นของธรรมดา ใช่แต่เพียงลูกชายของเราเท่านั้น ที่ต้องตาย แท้ที่จริง คนในโลก ล้วนแต่จะต้องตายเหมือนกันทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น” 


พลันที่จิตตื่นรู้อันเป็นผลจากประสบการณ์ตรงที่เกิดแต่การเที่ยวหาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ยังไม่เคยมีคนตาย เมฆหมอกแห่งความทุกข์ก็คลี่คลายหายห่างออกไปจากชีวิตของเธอ หญิงสาวยินยอมให้มีการเผาศพลูกชายโดยดุษฎี จากนี้จึงตรงไปเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงให้ทรงทราบ 


สิ้นเสียงกราบทูลรายงานความคืบหน้าในทางธรรมของเธอแล้ว พระบรมครูทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ พระพักตร์เจือด้วยพระเมตตาเต็มเปี่ยม นาทีนั้น หญิงสาวเข้าใจทันทีว่า สำหรับพระองค์แล้ว ความทุกข์ ความสุข มีราคาเดียวกันจริงๆ 


นับแต่นั้นเป็นต้นมา อดีตคุณแม่ผู้ถูกความพลัดพรากจู่โจมจนวิกลจริต จึงหันหน้าเข้าเส้นทางธรรม อุทิศตนบวชเป็นภิกษุณีในพระธรรมวินัย และกลายเป็นพระอรหันต์ภายในเวลาไม่นานนัก 


คำของหลวงพ่อชาที่ว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด” 


เป็นถ้อยคำสำคัญมาก คำๆ นี้ เปลี่ยนชีวิตคนมาแล้วมากต่อมาก มิน่าเล่า เมื่อแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา จึงทรงเริ่มมรรคมีองค์ ๘ ด้วย “สัมมาทิฐิ” 


“สัมมาทิฐิ” คือ การเห็นชอบ การเห็นถูก การเห็นตรง (ตามความเป็นจริง) 


การเห็นชอบ = การเห็นถูก การเห็นถูก = การเห็นตรง การเห็นตรง = การเห็นไม่ผิด ที่ว่าเห็นไม่ผิด คือ เห็นสอดคล้องกับความจริงที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นเอง 


“ทุกชีวิตเกิดมาล้วนต้องตาย” 


นี่เป็นความจริงอันเป็นสัจธรรมของโลก 


หากคนส่วนใหญ่เห็นความตายตามความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา ความทุกข์เพราะความตาย คงไม่ใช่ความทุกข์อันยิ่งใหญ่ หรือบางที อาจไม่เป็นความทุกข์เลยด้วยซ้ำ ปราชญ์ทางพุทธธรรมท่านหนึ่งกล่าวว่า 


“มีแต่ความตาย ไม่มีผู้ตาย” 


นี่เป็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าข้อความข้างต้นอีกชั้นหนึ่ง หากเราทุกคนมองเห็นความจริงตามความเป็นจริงเช่นนี้ได้ ความตายคงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแม้แต่น้อย แต่ก็นั่นแหละ การเห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องง่าย และเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายนั่นเอง ความตายจึงยังคงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนทั่วไปอยู่จนทุกวันนี้ 


ทว่าสำหรับผู้ฝึกตนจนมีสัมมาปัญญาแล้ว ท่านเหล่านั้นล้วนปฏิสัมพันธ์ต่อความสุข ความทุกข์ด้วยราคาเดียวกัน 


สุขก็ธรรมดา ทุกข์ก็ธรรมดา 


มีแต่ธรรมดาเท่านั้นเกิดขึ้น


มีแต่ธรรมดาเท่านั้นดำรงอยู่


มีแต่ธรรมดาเท่านั้นแตกดับไป


นอกจากธรรมดาแล้ว ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ 


ใครเห็นธรรมดา คนนั้น เห็นธรรม ใครเห็นธรรม คนนั้นเห็นธรรมดา


ใจที่เห็นธรรมดา เป็นใจที่ไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์อีกต่อไป เนื่องเพราะ สุขและทุกข์ ไม่ใช่สองด้านของเหรียญอันเดียวกัน แต่เป็นด้านเดียวกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ไปสร้างสมมุติซ้อนขึ้นมา ว่าสุขและทุกข์เป็นด้านทั้งสองของเหรียญแห่งชีวิตอันเดียวกัน 


ที่มา : www.dhammajak.net





myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 13 ม.ค. 2553 (06:57)

http://www.vcharkarn.com/vlesson/


NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 20 ม.ค. 2553 (02:45)
กำลังสงสัยว่า ไม่มีใครสังเกตเลยหรือว่า เมื่อเขียนข้อความแล้ว ลงรูปไม่ได้ ไม่มีไอคอนหรือแถบเครื่องมือช่วย และข้อความที่เขียนเว้นบรรทัด เมื่อโพสต์แล้ว ไม่เว้นบรรทัดให้แต่กลับติดกันเป็นพืดเลย

เห็นเพื่อนสมาชิกท่านอื่นๆเฉยๆกัน หรือว่าเป็นเฉพาะผมคนเดียวที่มีปัญหา
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 20 ม.ค. 2553 (05:24)
ก็สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าช่วงนี้ ทำไมผมไม่ค่อยได้เพิ่มกระทู้ใหม่ เพราะว่ามันใช้ยากกว่าเดิมเคยใช้อะไรง่ายๆ ก็ใช้ยากขึ้น กว่าจะโพสผ่าน (กรอกตัวอักษรตามภาพ) ก็เล่นเอาเหนื่อย ที่เห็นอยู่นี้ก็จัดหน้าให้ดูสวยงามแต่พอโพสก็เป็นอย่างที่เห็นครับ ติดกันเป็นพรืดไปหมด

ผมคิดว่าคงเป็นระบบข้อมูลของ Server ซึ่งมันอาจจะถึงขีดจำกัดของเขา จึงจำเป็นต้องตัดทอนบางอย่างลง เพราะวิชาการดอทคอมโฉมใหม่ยังไม่สมบรณ์ จึงต้องกลับไปใช้แบบเดิมแทนไปก่อน

ก็ขอเอาใจช่วยนะครับ

(ผมชอบแบบเดิมมากกว่าครับ)
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 25 ม.ค. 2553 (05:23)
เทคนิคทำให้หายโกรธ

ความโกรธ คืออารมณ์เดือดพล่านที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในยามที่เราต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น

อ่านเทคนิควิธีทำให้หายโกรธแบบง่าย ๆ

ท่านสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตครอบครัวและการทำงาน

วิธีที่ ๑. ยามใดเมื่อเราโกรธ

เราต้องรู้ตัวของเราเองว่า เรากำลังได้รับพิษร้ายเข้าไปแล้วควรสร้างความรู้สึก"สะดุ้งกลัว"ขึ้นมาทันที และ พยายามระงับความโกรธนั้นไว้ไม่ให้พิษโกรธกำเริบแสดงเป็นกริยาอาการอะไรออกมาอย่างเด็ดขาดด้วยการพิจารณาโทษของความโกรธให้มากที่สุด

ตัวอย่างวิธีคิด
"หากเราโง่เขลาคิดตอบโต้ผู้อื่นด้วยความโกรธเมื่อใด พิษร้ายของความโกรธก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและจะมีการหมักหมมอยู่ในใจมากขึ้นทุกที มันจะคอยออกมาเผาผลานจิตใจของเราไปชั่วกาลนาน เสมือนหนึ่งเราได้สร้างนรกให้เกิดขึ้นในใจของตัวเอง "

วิธีที่ ๒ มองเห็นผลดีของการระงับความโกรธด้วยเมตตา ว่าทำให้เรานอนหลับฝันดี มีเพื่อนเยอะแยะ ใครเห็นใครก็รักไคร่ มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตลอดเวลา โห..คุ้มค่าจริง ๆ เลย

วิธีที่ ๓. เมื่อรู้สึกโกรธ หรือ เคืองใจใครก็ตาม

ให้ตั้งสติระลึกนึกถึงความดีของคน ๆ นั้นไว้ในใจ เช่นเขาเคยทำดีอะไรให้แก่เราบ้างไหม หรือ เขามีส่วนดีอื่นๆ ที่น่าประทับใจอะไรบ้างนึกอย่างนี้มาแทนความคิดไม่ชอบใจ ความโกรธก็จะหายไปเอง
ตัวอย่าง
"นายมีโกรธนายแดงที่พูดจาดูถูกตน แต่พอนายมีนึกถึงเมื่อครั้งนายแดงเคยช่วยมาทาสีบ้านให้ทั้งวันเมื่อปีที่แล้ว นายมีก็หายโกรธนายแดง"
"คุณเจ ไม่ ชอบหน้าคุณจอนห์เลย เพราะคุณจอนห์ชอบพูดจากวนประสาท แต่คุณเจก็พยายามคิดว่าคุณจอนห์ถึงแกจะชอบพูดกวนประสาท แต่แกก็ยังดีที่ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ คิดได้ดังนี้คุณเจ ก็เกิดความรู้สึกที่ดีต่อคุณจอนห์ขึ้นมาบ้าง "


วิธีที่ ๔ เมื่อโกรธคนใกล้ตัว เช่น แฟน , พี่น้อง , เพื่อนร่วมงาน หรือ โกรธคนไกลตัวเช่นนักการเมือง ฯลฯ
ให้ลองนึกมโนภาพหน้าตาของเขาให้เป็นเด็กเล็ก ๆ อายุสัก 1-2 ขวบ โดยให้คิดเหมือนกับ ว่าเขาเป็นลูกของเรา สร้างความรู้สึกเอ็นดูเมตตาเหมือนพ่อแม่รักลูก ความโกรธจะหายไปเป็น ปลิดทิ้ง วิธีนี้แม้ดูง่าย ๆ และ น่าขำ แต่ก็สามารถทำให้หายโกรธได้ผลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว


วิธีที่ ๕ คิดตั้งหลายวิธีแล้วก็ยังไม่หายโกรธ มาลองใช้วิธี "ไม่คิด" ดูก็ได้ ด้วยการ
หายใจเข้าปอดลึก ๆ ยาว ๆ ทำลมหายใจให้ละเอียด (นึกจินตนาการว่าลมหายใจของเราเป็นอะไรบางอย่างที่ละเอียดอ่อนบางเบา ในขณะที่หายใจ ) หายใจเข้าออกติดต่อกันสัก ๑๐ ครั้ง ความโกรธก็จะสลายหมดไป กลายเป็นความสบายใจมาแทนที่


วิธีที่ ๖ วิธีนี้ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับเพื่อนสนิท หรือ คู่รัก ในยามที่เกิดความไม่เข้าใจกัน
หรือ ทะเลาะกันจนต่างฝ่ายต่างโกรธ นั่นคือ "การให้ของขวัญ" เป็นวิธีแก้ไข ปัญหาความโกรธที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง วิธีนี้เป็นการแสดงออกที่ทำให้หายโกรธทั้งผู้ให้และผู้รับ

วิธีที่ ๗ ให้มองว่าทั้งตัวเราและคนที่เราคนโกรธ ต่าง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น
คือ ไม่มีใครสามารถรอดจากความทุกข์ แก่ เจ็บ ตายได้สักคน ให้คิดจินตนาการมองเห็นคนที่เรากำลังโกรธอยู่ เห็นภาพในอนาคตสมมุติว่าเขากำลังป่วยหนักใกล้ตาย เขาจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานแค่ไหน จากนั้นให้หวนคิดถึงตัวเราเองว่า เราเองสักวันหนึ่งก็ต้องพบกับความทุกขทรมานและความตายเหมือนเขาเช่นเดียวกันพวกเราล้วนตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะมามัวโกรธกันอยู่ทำไมกัน


วิธีที่ ๘ ใช้วิธีกราบพระเพื่อระงับความโกรธ
การกราบพระทำให้จิตใจเกิดความอ่อนน้อม หมดความมานะถือตัว สภาพจิตใจเช่นนี้ ความโกรธเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นหากท่านใช้วิธีระงับโกรธหลายวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ขอแนะนำให้ใช้วิธีกราบพระ ท่านว่าได้ผลชงัดนัก วิธีง่าย ๆ เมื่อใดที่โกรธ ให้ก้มลงกราบพระทันที และในขณะที่ท่านกราบพระ ให้นึกถึงใบหน้าของ คนที่ท่านโกรธ ท่านจะพบด้วยตนเองว่าตราบใดที่ท่านยังกราบพระอยู่ ความโกรธจะไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้เลย

ที่มา : http://www.baanmaha.com/
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 12 ก.พ. 2553 (05:29)
"ความดีใจ ความเสียใจ มันเกิดจากพ่อแม่เดียวกัน คือตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง"

จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 15 ก.พ. 2553 (05:05)
"การทำความเข้าใจให้รู้ชัดว่าทุกสิ่ง มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรยึดมั่นอะไรเลย นี่คือ ความรู้ตามความเป็นจริง" จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 16 ก.พ. 2553 (05:29)
"คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นความสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ
คนละราคากัน ถ้าผู้รู้ทั้งหลายรู้แล้ว
ท่านจะเห็นว่า สุขกับทุกข์มันมีราคาเท่ากัน"
จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 17 ก.พ. 2553 (05:14)
อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจ ข้อนั้นเป็น “ศีล”
การกำหนดลมหายใจและติดต่อกันไปจนจิตสงบ
ข้อนี้เรียกว่า “สมาธิ” การพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่า
ไม่เที่ยง ทนได้ยาก ข้อนี้เรียกว่า “ปัญญา” จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 18 ก.พ. 2553 (05:21)
"ถ้าเราชนะตัวเอง ก็จะชนะทั้งตนเองและผู้อื่น ชนะทั้งอารมณ์
ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น รส ทั้งโผฐฐัพพะ เป็นอันว่าชนะทั้งหมด" จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 25 ก.พ. 2553 (05:48)
"สัตว์ป่า เช่น นกเขา นกเค้า จักจั่น เรไร ส่งเสียงทีไรก็รู้ เพราะมันบอกลัษณะของมันอยู่
คนเราปากกับใจไม่ตรงกัน ไว้ใจยาก ให้ระวัง
เมื่อเขานินทาเรา ต้องหยุดนิ่ง พิจารณาดูว่า เขาว่า
อะไรกัน ถ้าไม่เป็นจริงก็แล้วไป ก็หมดเรื่องกันเท่านั้นเอง" จากคำสอนหลวงพ่อชา
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 17 มี.ค. 2553 (05:56)
แบบทดสอบความเป็นเพื่อนของคุณ

1. คุณชอบไปชมภาพยนต์คนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 2
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 6

2. ชอบความครื้นเครงสนุกสนาน?
ใช่ไปที่ข้อ 7
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 3

3. ชอบเขียนจดหมายถึงเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 8
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 4

4. ชอบไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 5
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9

5. ชอบทานข้าวคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 10
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9

6. เมื่อไปทานข้าวนอกบ้านต้องมีคนเป็นเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 11
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 7

7. ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจ?
ใช่ไปที่ข้อ 12
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 8

8. เมื่ออารมณ์ไม่ดีมักจะไปหาเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 13
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9

9. ชอบพูดคุยเล่นทางโทรศัพท์?
ใช่ไปที่ข้อ 14
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 10

10. ชอบเดินเล่นคลายกลุ้มคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 15
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14

11. ชอบนั่งคิดคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 12
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 16

12. ต้องการความรู้สึกปลอดภัยมาก?
ใช่ไปที่ข้อ 17
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 13

13. มีของดี ๆ ต้องแบ่งกัน?
ใช่ไปที่ข้อ 18
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14

14. หวังอยากให้ฝ่ายตรงข้ามสนใจคุณ?
ใช่ไปที่ข้อ 18
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19

15. เบื่อหน่ายเพื่อนที่มารบกวนถึงบ้าน?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19

16. เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กต่างๆ ต้องหาเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ A
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 17

17. คิดจะไปหาเพื่อนก็กลัวถูกปฎิเสธ?
ใช่ไปที่ข้อ B
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18

18. ต้องพบหน้าเพื่อนทุกวัน?
ใช่ไปที่ข้อ B
ไม่ใช่ไปที่ข้อ C

19. พยายามที่จะไม่ไปรบกวนผู้อื่น?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18

20. ไม่ยืมเงินผู้อื่นโดยเด็ดขาด?
ใช่ไปที่ข้อ D
ไม่ใช่ไปที่ข้อ A



••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

::::: A ::::: ประเภทพึ่งพาอาศัย :::::
คุณชอบไปไหนมาไหนกับเพื่อน ไม่ว่าจะไปชมภาพยนต์หรือไปชอปปิ้ง คุณต่างชอบให้มีใครอยู่เป็นเพื่อนคุณ โดยเฉพาะในขณะที่อารมณืคุณดี หรือไม่ดี คุณยิ่งต้องการให้เพื่อน ๆ อยู่ข้างๆ โดยปกติคุณจะเป็นคนที่ไม่ รู้สึกว่าต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อน เพียงแต่มีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนโชคดี ที่มีเพื่อนดี ๆ มากมายเช่นนี้ แต่ถ้าวันใดที่คุณทะเลาะกับเพื่อนหรือติดธุระ ไปไหนกับเพื่อนไม่ได้คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยว เงียบเหงาอย่างยิ่ง ขณะนี้คุณจึง ยอมรับว่าคุณเป็นประเภทพึ่งพาอาศัยเพื่อน


::::: B ::::: ประเภทเปล่าเปลี่ยวใจ :::::
ความเปล่าเปลี่ยวใจ คือโรคจิตของคุณชนิดหนึ่ง และคือโรคประจำตัวของคุณ ภายในใจของคุณ กลัวถูกเพื่อน ๆ หรือหมู่คณะทอดทิ้ง ด้วยเหตุนี้ คุณจึงพยายาม รักษาสัมพันธ์ที่ดี กับทุก ๆ คนไม่กล้าทำให้ผู้อื่น โกรธเคือง เพราะอะไรจึงเป็น เช่นนี้ อาจเป็นเพราะว่า คุณขาดความเชื่อมั่น ในตนเอง เพราะฉนั้นจึงต้องการ ให้ผู้อื่นให้ความมั่นใจแก่คุณ ด้วยเหตุนี้ แม้ความเคลื่อนไหวบางอย่าง ที่คุณไม่ ชื่นชอบ แต่คุณก็ต้อง จำใจเข้าร่วม มิเช่นนั้น คุณก็จะเกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ ทางด้านมนุษยสัมพันธ์ อาจกล่าวว่า คุณไม่มีความรู้สึกปลอดภัย และเป็นคน ไม่มีบุคลิกภาพ


::::: C ::::: ประเภทระบายความในใจ :::::
ในชีวิตแห่งความเป็นจริงคุณมีอิสระมาก แต่ว่าทางด้านจิตใจคุณยังต้องการ ความสนับสนุนจากเพื่อน ปกติอยู่คนเดียว คุณจะไม่รู้สึกเหงา การเคลื่อนไหว ก็อิสระ ไม่ได้พบหน้าเพื่อนที่ดี เดือนสองเดือน ก็ไม่รู้สึกเงียบเหงา แต่พวกคุณ ยังคงรักใคร่ สนิทสนมกันเหมือนเดิม บางครั้งมีธุระหรือไม่สบายใจ พวกคุณ ก็นัดพบปะพูดคุยกัน ถ้าหากอยู่ห่างกัน ไม่สะดวกในการนัดพบ ก็ติดต่อกันทาง โทรศัพท์หรือจดหมาย แม้ว่าจะไม่ได้พบหน้ากันแต่พลังจิต ที่ได้รับอาจได้ มากกว่าพบหน้ากันทุกวัน คุณจึงไม่ต้อง อยู่กับเพื่อนคุณทุกวัน รูปแบบของการ พบเพื่อนประเภทคุณคือ ต่างคนต่างอยู่ แต่จิตใจทะลุถึงกัน คือคนประเภทระบาย ความในใจ


::::: D ::::: ประเภทอิสระเสรี :::::
คุณคือแบบอย่างของคนใจเพชร คุณไม่ชอบให้ผู้อื่นติดสอยห้อยตาม คุณคือคนปิดตัวเอง คุณไม่เอ่ยปาก ขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนง่าย กล่าวทางด้านจิตใจของคุณ คุณมักจะรู้สึก การเป็นหนี้บุญคุณ เป็นการ ที่เสียใจมาก และเป็นการลดคุณค่า ของตัวเองให้ต่ำลง ผู้คนที่ไม่เข้าใจ คุณจะคิดว่า คุณเป็นคนมีนิสัยสันโดษ และเอาแต่ใจตัวเอง แต่ผู้คนที่เข้า ใกล้คุณมักจะชมเชย ความเด็ดเดี่ยวของคุณ นิสัยและชีวิตของคุณมี เสน่ห์รัดตรึงใจมาก

ที่มา : http://dek-d.com/board/view.php?id=950640
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 20 มี.ค. 2553 (05:59)
วิธีทำให้ความจำดีขึ้น


1. หาเวลาที่เหมาะที่สุดกับการใช้ความคิดของเราในแต่ละช่วงวัน แต่ละคนแต่ละวัยจะมีช่วงทองให้กับการคิดไม่เหมือนกันว่าคนมีอายุแล้วสมองจะเคลียร์ที่สุดก็เป็นช่วงเช้า พวกหนุ่มๆ สาวๆ นั้นกว่าจะมีสมาธิในการคิดได้ก็จะเป็นช่วงบ่าย ดูตัวเองว่าความคิดดีดีของเรานั้นมักจะมาในช่วงไหน แล้วเก็บช่วงนั้นไว้สำหรับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์

2. หาความรู้อยู่เรื่อยๆ...รู้แบบกว้างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปซะทุกอย่าง แต่ความรู้ที่สะสมมาจากทุกเรื่องจะช่วยต่อยอดกับข้อมูลใหม่ๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ขึ้น

3. "จดไว้ให้จำ" เครื่องช่วยจำที่ดีที่สุด คือ จดทุกอย่างลงในกระดาษเขียนไว้กันลืม

4. เพิ่มพลังกับกาแฟ..แต่แค่ถ้วยเดียวพอ จะช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเวลาเครียดๆ ก็ห้ามเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม

5. โยงเรื่องใหม่กับความจำเดิม ให้คิดซะว่าความคิดหรือความจำที่มีอยู่เดิมนั้นเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแขวนไว้กลางอากาศ กำลังรอข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปปะติดปะต่อ อย่าปล่อยเรื่องใหม่ๆ เข้าไปอย่างไม่มีจุดเชื่อมโยง เช่น ถ้าจะจำชื่อคน ก็ลองโยงความหมายหรือเสียงของชื่อนั้นเข้ากับสิ่งต่างๆ ที่เราคุ้นเคย

6. ฝึกจำอยู่บ่อยๆ ถึงอายุอ่อนกว่าแค่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฝึกท่องจำเลย ความจำก็อาจจะสู้คนแก่ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อลองนึกดูว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนทำไมเราถึงไม่ลืมสูตรคูณ ที่เราท่องตั้งแต่เด็ก

7. ควรให้เวลาสมองได้รับเรื่องตลกๆ หรือได้คิดอะไรที่ไร้สาระบ้าง เป็นการให้ความคิดของเราได้พักผ่อน

8. รู้จักดัดแปลงความคิดสร้างสรรค์ มักจะเกิดขึ้นมาได้จากบางอย่างที่เราคุ้นเคย

9. คบเพื่อนที่ฉลาด มีความคิดกว้างๆ.. การที่ได้อยู่ใกล้กับคนที่มีความรู้ เป็นคนฉลาดที่เปิดรับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอนั้น จะช่วยให้เราได้คิดตาม และฝึกสมองอยู่บ่อยๆ

10. เลียนแบบ ลีโอนาโอ ดา วินซี มีวิธีมากมายที่ดาวินซีใช้สร้างสรรค์งานของเขาง่ายๆ ก็คือ ลองเขียนภาพจากมือที่ไม่ได้ถนัด

11. เอาใจใส่ เคยจำชื่อใครสักคนไม่ได้บ้างหรือเปล่า ปัญหานี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของความจำแต่เป็นเรื่องของการใส่ใจ ถ้าเราใส่ใจกับคนๆ นั้น หรือสิ่งนั้น เราจะจำได้มากกว่าที่เป็น

12. ฟังเพลงโมสาร์ท ก่อนนอนเปิดงานของโมสาร์ทฟังซักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำดีขึ้นได้

13. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนที่ไม่ใช่แค่ให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่หมายถึงสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วย

14. ลองทำสิ่งใหม่ๆ จะได้มีแนวความคิดที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

15. ตัดเครื่องรบกวนสมาธิทั้งหมด เวลาที่งานนั้นต้องใช้ความตั้งใจและมีสมาธิอย่างสูง และทางที่ดีดึงสายโทรศัพท์ออกไปไม่รับสายเข้าเลยดีกว่า

ถ้าใครอยากมีความจำที่ดีขึ้น ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/35064
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 20 มี.ค. 2553 (08:09)
เรื่องการระงับความโกรธ เป็นสิ่งที่ยากมาก แว่บแรกที่รู้สึกไม่พอใจ มักจะตามด้วยโกรธ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ สำหรับตัวเองจริงๆ แต่ก็พยายามจะระงับให้ลดลง หรือ โกรธให้มันช้าลงบ้าง

เมื่อโกรธแล้วก็จะมีข้อติดขัดตามมาก็คือ การให้อภัย

บางเรื่องที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างบุคคล แล้วก็มักจะให้อภัยยาก สิ่งหนึ่งที่เคยใช้ก็คือนึกถึงความน่าสงสารของคู่กรณีของเรา เมื่อรู้สึกสงสาร ก็ตามด้วยความเมตตา แล้วก็โกรธไม่ลง จากนั้น ก็อภัยได้ไม่ยาก แต่การจะลืมไปเลยคงยังทำไม่ได้ เพียงแต่ไม่ได้เคียดแค้น หรือ เครียดเท่าไหร่นักกับเรื่องนั้นๆ

อย่างที่สองที่จะใช้ระงับความโกรธ ก็คือ ต้องคิดว่าเมื่อโกรธแล้วสุขภาพกายและใจของเราย่ำแย่ไปเป็นลำดับแรก คนที่เราโกรธเขายังนอนตีพุงสบายแฮอยู่เลย แต่เรากลับพลุ่งพล่านไปต่างๆ นานา

เกิดตายในตอนนั้น ย่อมไปสู่ทุคติภพ เป็นแน่ และ จะกลายมีกรรมเวรหรือภาระผูกพัน แบบหนี้ที่ไม่ได้ก่อแต่ต้องชดใช้ในชาติหน้า ความฝันที่จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นอันจบสิ้นทันที

มีความตั้งใจมากๆ ที่จะไม่ขอเวียนว่ายตายเกิดอีก ตอนนี้จึงพยายามฝึกใจเต็มที่ รวมทั้งเริ่มหัดปฏิบัติ สวดมนต์ภาวนา โดยเริ่มจากเบื้องต้นไปก่อน สวดมนต์บ้างแล้ว และก็กำลังฝึกการเดินจงกรมอยู่ เพื่อจะดึงใจไม่ให้วูบวาบไปตามสิ่งเร้าภายนอก และพยายามใช้สติกำกับควบคุมเจ้ากิเลส ตัณหา ทั้งหลาย ไม่ยอมให้มันเป็นผู้กำกับการแสดงชีวิตเราแบบถาวร ให้ได้เป็นลำดับต่อไป

การมีสติ นั้นนอกจากจะช่วยให้เรารู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว จะช่วยในการดำเนินชีวิตของเราให้อยู่ในเส้นทางอันเป็นกุศลได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดๆ นักเรียน คนทำงาน หรือแม้แต่การเป็นคนที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็ตามทีค่ะ
หน้าใหม่
ร่วมแบ่งปัน1102 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 28 มี.ค. 2553 (06:08)
กตัญญู

(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย

สิ่งที่ควรกตัญญู

สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญูแบ่งได้เป็น 5 ประการ ได้แก่

กตัญญูต่อบุคคล คือ ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงไร จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ้งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนัก ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเป็นพุทธมามกะสมชื่อ

กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความกรุณาปรานี ไม่เฆี่ยนตีมันจนเหลือเกิน

กตัญญูต่อสิ่งของ คือ ของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่นหนังสือ ธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่าไม้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ

กตัญญูต่อบุญ คือ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ จะไปสวรรค์หรือกระทั่งไปพระนิพพานได้ก็ด้วยบุญ กล่าวได้ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยบุญ ทั้งบุญเก่าที่ได้สะสมมาดีแล้ว และบุญใหม่ที่เพียรสร้างขึ้นประกอบกัน จึงมีความรู้คุณของบุญ มีความอ่อนน้อมในตัว ไม่ดูถูกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จิตใจชุ่มชื่น และไม่ประมาทในการสร้างบุญใหม่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้ว่าร่างกายของเรานี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เราจะได้อาศัยใช้ในการทำความดี ใช้ในการสร้างบุญกุศลนานาประการเพื่อความสุข ความเจริญก้าวหน้า แก่ตนเองต่อไป จึงทะนุถนอมดูแลร่างกายรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ทำลายด้วยการกินเหล้าเสพสิ่งเสพย์ติด
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 7 เม.ย. 2553 (05:50)
การอยู่กับปัจจุบัน...ความสุขใกล้ตัว

สาเหตุหนึ่งที่คนเราทุกข์ก็เพราะไม่รู้จักอยู่กับปัจจุบัน เรามักจมอยู่กับอดีตและหวังไปในอนาคต อยู่กับความผิดหวังความไม่พอใจ หรือติดอยู่กับความสุขความสมหวังในอดีตที่ผ่านไปแล้ว รวมทั้งอยู่กับความคาดหวังในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ฝันว่าจะต้องรวย ประสบความสำเร็จ มีครอบครัวที่อบอุ่น จนแม้กระทั่งหวังบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์สำหรับบางท่าน

การไม่อยู่กับปัจจุบันดังกล่าว ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ เพราะต้องทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความผิดหวังความไม่พอใจ หรืออาจทุกข์เพราะโหยหาความสุขความสมหวังในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็ได้ ในขณะเดียวกันก็ตั้งความหวังอันสวยหรูไว้ในอนาคตที่ไม่มีทางรู้แน่ว่าจะมาถึงหรือไม่ จนอาจคิดว่าจะมีความสุขได้จริงก็ต่อเมื่อได้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

บางท่านอาจบอกว่า การจมอยู่กับอดีตที่หอมหวานและวาดหวังถึงอนาคตอันสดใส ก็ยังดีกว่าการต้องอยู่กับปัจจุบันที่ขมขื่นหรือไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งฟังดูเผินๆก็น่าจะใช่ แต่ในความเป็นจริงแล้วจิตนั้นเกิดดับเร็วมาก ทั้งความทุกข์และความสุขที่เกิดขึ้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าเรานำมาย้ำคิดครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์จากสิ่งที่ไม่น่าพอใจ หรือจะเป็นความทุกข์ด้วยความติดข้องต้องการในสิ่งที่น่าพอใจก็ตาม

ตัวอย่างของความทุกข์จากการไม่อยู่กับปัจจุบันมีให้เห็นทุกวัน เช่น เราโกรธใครบางคนที่ทำงาน นอกจากจะไม่พอใจในตอนนั้นแล้ว หลายครั้งที่เราพกพาความไม่พอใจนั้นกลับบ้านมาด้วย ซึ่งบางครั้งก็กินเวลาหลายวันกว่าจะลืมหรืออาจนานเป็นปีก็เป็นไปได้

ในขณะเดียวกันการหวังไปในอนาคตก็ทำให้เราต้องฝากความสุขของเราไว้กับเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงตลอดเวลา โดยบางเรื่องต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งพอเกิดขึ้นจริงก็ให้ความสุขสมหวังเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ไม่นานความรู้สึกดังกล่าวก็ผ่านไปและกลายเป็นอดีตอีก

ยิ่งเราอยู่กับปัจจุบันได้มากเท่าไร ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงได้เท่านั้น เพราะปัจจุบันขณะเกิดดับอย่างรวดเร็ว จะมีจริงก็แต่ทุกข์ทางกาย เช่นในเวลาที่เจ็บป่วย ซึ่งหากทำใจได้ ความทุกข์ที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงความทุกข์ทางกาย อย่างความเจ็บปวดไม่สบายกายหรือความไม่สะดวก เช่น ไม่สามารถเคลื่อนไหว ได้เห็นได้ยิน ฯลฯ ดังคนปกติ ส่วนความทุกข์ทางใจที่เกิดจากการคิดนึกไปในอดีตและอนาคต รวมทั้งการปรุงแต่งก็จะบรรเทาลงได้ตามกำลังปัญญาของแต่ละคนที่จะมีสติระลึกรู้ถึงปัจจุบันขณะด้วยความเห็นถูกนั่นเอง

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/poo/2009/06/19/entry-1
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 18 เม.ย. 2553 (05:52)
ยึดมั่น ถือมั่น


ทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคนเรา
บางครั้งก็เกิดจากเพราะเรายึดมั่น ถือมั่น
ยึดมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ คนนั้นคนนี้ เป็นของเรา
….

ยามกิเลสบังตา บังใจ
คนเรามักจะลืมไปว่าเราเกิดมาก็ตัวเปล่า
และเมื่อต้องจากโลกนี้ไป ก็จากไปอย่างตัวเปล่า
ไม่มีใครพกอะไรติดตัวยามเกิด
ไม่มีใครพาอะไรติดตัวไปได้ยามตาย
….

แต่ขณะที่เรามีชีวิต มีลมหายใจ
เรากลับพยายามสรรหาอะไรมากมายมาแต่งเติมชีวิต
….

การยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งของ
ยังไม่ทำให้ทุกข์เท่ากับยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งมีชีวิต
เพราะสิ่งของอาจอยู่กับเราไปได้ตราบนานเท่านาน
จนกว่าเราจะเบื่อสิ่งของนั้น
หรือแม้ว่าสิ่งของอาจเสื่อมโทรมไปตามสภาพ ตามกาลเวลา
แต่บางที เรายังพอจะมีโอกาสได้เห็นซากปรักหักพังได้บ้าง
….

แต่กับสิ่งมีชีวิต .. ไม่จากเป็น ก็จากตาย
….

คนบางคน ยึดมั่นกับใครอีกคนมากจนเกินไป
จนลืมไปว่าคนนั้นก็มีหัวใจ มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก
จนลืมไปว่าคนนั้นอาจไม่อยากจะยึดมั่นเราเข้าไปไว้ในชีวิตเค้า
จนลืมไปว่าคนนั้นอาจอยากจะยึดเราไว้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่ใช่อยากจะยึดไปจนตลอดชีวิต
….

คนบางคน ยึดมั่นกับใครอีกคนมากจนเกินไป
จนลืมไปว่าคนนั้นก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิต
ที่ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เท่ากับคนธรรมดาทั่วไป
จนเมื่อใครคนนั้นต้องจากไปด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
ทำให้เกิดอาการรับไม่ได้กับความจริงที่เกิดขึ้น
….

สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยให้คลายทุกข์ได้
ก็คือการปล่อยวางซะบ้าง
อย่าเอาใจ เอากาย ไปยึดมั่น ถือมั่น กับอะไรจนเกินไป
เพราะทุกอย่างย่อมสามารถเสื่อมสลายได้ตามกาลเวลา
เพราะทุกอย่างย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะแวดล้อม
….

อย่าเอาใจเอากายไปผูกกับอะไรที่ไม่ใช่ของเรา
เพราะซักวันสิ่งนั้นต้องจากเราไปอยู่ดี
ไม่ช้า .. ก็เร็ว

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/10396.html
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 1 พ.ค. 2553 (05:34)
ความสุขคืออะไร

"ความสุข" เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหา ด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับของสติและปัญญา ที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับของสติและปัญญา อ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้นๆ ก็ย่อมจะพาเอา ความทุกข์ พ่วงเข้ามาด้วยมากเข้าเท่านั้น

ความหมายของ ความสุข คือ ความสบาย หรือ ความสำราญ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหาตามแต่สติและปัญญา ด้วยวิธีการต่างๆ แยกออกได้เป็นสองฝ่าย คือ ความสุขทางกาย กับความสุขทางใจ

ความหมาย ของ ความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาททั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า "กามคุณ 5" หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก

ความหมาย ของ ความสุขทางใจ ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากจิต คือ ความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความพอใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น อันเป็นความสุขที่สะอาดเป็น ความสุขที่แท้จริง

ความสุขทั้งทางกายและทางใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กัน ไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งหาได้ไม่

ในความสุขทั้งสองฝ่ายนี้ ความสุขทางใจ นับว่าเป็น "ยอดแห่งความสุข" ถ้าเรากระทำสิ่งใดแล้วจิตใจไม่มีความสุข แม้ว่าเราจะมีวัตถุมากมายครบถ้วน คอยอำนวยความสุขทุกรูปแบบ ก็หาได้ก่อให้เกิดความสุขที่สมบูรณ์หรือแท้จริงไม่

แต่ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าทางร่างกายจะขาดแคลนวัตถุ ที่จะอำนวยความสุข แต่ถ้าจิตใจมันมีปีติหล่อเลี้ยง มีความพอใจ มีความสงบใจ คนก็ย่อมจะประสบความสุขได้

ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงพร่ำสอนพระ ทรงย้ำให้พระมีชีวิตอยู่อย่าง

"สันโดษ" และ "มักน้อย" ให้มีอาหารหรือปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียนเท่านั้น!

จากพุทธปฏิปทานี้ ชาวบ้านผู้ครองเรือน ก็สามารถประยุกต์เอามาใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้ นั่นคือ อย่าให้ตึงจนถึงเดือดร้อน และอย่าให้หย่อนจนตัวเป็นขน

หลัก มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อน จึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าใช้เป็นและใช้ให้ถูกต้องกับกาล เทศะ บุคคลและอัตภาพของตน

สรุปว่า ความสุขก็คือความสบายกาย และสบายใจ ในสองอย่างนี้ ความสุขใจ นับว่าเป็นยอดแห่งความสุขในโลก และทุกคนก็สามารถที่จะบรรลุความสุขใจนี้ได้ หากปฏิบัติตามหลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" คือ ทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป จึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม.

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับที่ 6743
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 9 พ.ค. 2553 (05:55)
ความแตกต่างระหว่าง "ความรู้" กับ "ความจริง" และ "ความเชื่อ"


ความรู้คืออะไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 ให้นิยามว่า
"ความรู้" คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติ และทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา

ซึ่งในความคิดของผู้นั้นคิดว่า นิยามของคำว่า ความรู้ นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะกำหนดขอบเขตของความหมาย
แต่ถ้าเราเริ่มจากคำว่า "ข้อมูล" หรือ "ข้อเท็จจริง" สิ่งที่ได้คือความจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏเกิดขึ้น การดำเนินการต่าง ๆ
ทำให้เกิดข้อมูล เช่น เมื่อเรามีการซื้อขายสินค้า ก็มีการจดบันทึกหลักฐาน เช่น การออกใบเสร็จ ใบสั่งของ เอกสารกำกับ
เป็นรายการแสดงการดำเนินการ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าข้อมูล ข้อมูลจึงเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์
เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการทั้งในระดับส่วนตัว ระดับการทำงานร่วมกัน
และระดับกลุ่ม องค์กร ตลอดจนระดับสังคม และชุมชนต่าง ๆ

ความรู้นั้นก็มีอยู่ 2 ชนิดคือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในสมอง ( Tacit Knowledge ) อาจเรียกง่ายๆ ว่า ความรู้ในตัวคน ได้แก่ ความรู้ที่เป็นทักษะ ประสบการณ์ ความคิดริเริ่ม พรสวรรค์ หรือสัญชาติญาณของบุคคลในการทำความเข้าใจ สิ่งต่างๆ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) อาจเรียกว่าความรู้นอกตัวคน เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้
โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหนังสือ ตำราเอกสาร กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน เป็นต้น
บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

จากการสำรวจในต่างประเทศ พบว่า แหล่งเก็บความรู้ในองค์กรหรือคลังความรู้ขององค์กรมีอยู่ในเอกสาร (กระดาษ) 26%
ในเอกสารอิเล็กทรอนิคส์ 20% ในฐานความรู้ (IT) 12% และมากที่สุดอยู่ในสมองพนักงานถึง 42%
ขณะเดียวกันก็มีผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงภาคธุรกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับประโยชน์
และความสำคัญของการจัดการความรู้พบว่า 80% เห็นว่าการจัดการความรู้ช่วยให้ตนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ประเด็นทางด้านอื่นๆ ได้รับความสำคัญรองๆ ลงมา


ที่มา : http://www.m-ed.net/mpa5/index.php?topic=30.0



_____________________________________________________________________________________


คำว่า "สัจจะ" แปลว่า "ความจริง"

"ความจริง" คือ "ความหรือสิ่ง"ที่ไม่ต้องมานั่งพิสูจน์ หรือวิเคราะห์

"ความจริง" คือ "ความหรือสิ่ง"ที่ไม่สามารถหาเหตุผล หรือสิ่งใดมาหักล้าง โต้แย้งหรือทำลายได้

"ความจริง" คือ "ความหรือสิ่ง" ที่สามารถรับรู้ได้

"ความจริง" คือ "ความรู้" ที่มนุษย์เราควร หรือต้องเรียนรู้

แต่ระวังเพราะ "ความรู้" อาจไม่ใช่ "ความจริง" ก็ได้

เพราะ "ความรู้" หรือ "สิ่งที่เราได้รับรู้" มานั้น ต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็น "ความจริง" หรือไม่

เราจะพบได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้มีแต่ความวุ่นวาย โดยเฉพาะความวุ่นวาย"ใจ"ที่เกิดขึ้นในแต่ละคน

นั่นเพราะหลายคน หลงทางเข้าใจว่า "ความรู้" ของตนเองที่ได้มานั้น คือ "ความจริง"

หลายๆคน ก็ยึดติดใน "ความรู้" ของตนเอง หลงคิดว่าตนเป็น "ผู้รู้" โดยไม่เคยใช้ "ปัญญาที่แท้จริง" ของตนเองเรียนรู้ ค้นคว้าว่า "ความรู้" ของตนเองนั้น ใช่"ความจริง" หรือไม่

และหลายๆคน ก็ทำตัวเป็น "ผู้รู้" โดยอ้าง "ความรู้" ของผู้ที่ตนคิดว่าเป็น "ผู้รู้กว่า" มาประกอบในการอธิบาย

แต่ "ความจริง" ต้องพิจารณาให้ดี ว่า "ความจริง" ที่เราได้พิสูจน์แล้วนั้น เป็น "ความจริงแท้" หรือ "ความจริงที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้น"


ผู้เขียนมิได้กล่าวว่า ทั้งหมดที่เขียนนี้คือ "ความจริง" แต่เป็น "ความรู้" ที่ได้เรียนรู้ และเข้าใจด้วยตนเอง อันเกิดจากการแนะนำของครูบาอาจารย์ในการ "ปฏิบัติ"

หากใครได้ "ปฏิบัติถูกทิศถูกทาง" ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ใครคนนั้นจะรัก และระมัดระวังในการใช้ภาษาไทยมากขึ้น]


ที่มา : http://nonlaw.7forum.net/forum-f6/topic-t419.htm



_____________________________________________________________________________________



"ความเชื่อ" กับ "ความจริง"

1. ความเชื่อ เป็นอัตตวิสัย
1. ความจริง เป็นสภาวะวิสัย


2. ความเชื่อ ไม่ต้องมีสภาวะรองรับ อาจตรงหรือ ไม่ตรงกับความจริงก็ได้
2. ความจริง เป็นสิ่งที่มีสภาวะรองรับ ปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ ไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อใดๆ


3. ความเชื่อที่ไม่ตรงกับความจริง ให้ผลได้สูงสุดเป็นเพียงเครื่องปลอบประโลมใจ ไม่สามารถใช้ความเชื่อนี้ แก้ปัญหาให้หมดสิ้นและราบคาบได้
3. ความจริง เป็นเรื่องของเหตุ-ผล ตามที่ตรัสว่า “ธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดแต่เหตุ” การจะกระทำใดๆ หรือการแก้ปัญหาให้เป็นผลสำเร็จจริง จึงต้องเป็นไปตามเหตุ-ผลที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อ


4. ความเชื่อที่ตรงกับความจริง เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยเรียนลัดที่จะเข้าสู่ความจริงได้โดยสะดวกและไม่ทำให้เนิ่นช้า เป็นประดุจมีแผนที่ ที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จะสามารถเข้าถึงความจริงได้อย่างแน่นนอนในที่สุด
4. ความเชื่อที่ถูกต้อง ย่อมนำไปสู่ความจริง เมื่อยังไม่พบความจริง ก็จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อที่ถูกต้องประคับประคองไปก่อน หากพบความจริงเมื่อใด ก็หมดหน้าที่ของความเชื่อ ไม่ต้องอาศัยความเชื่อในเรื่องนั้นๆ อีกต่อไป


5. โดยทั่วไปปุถุชน มักอาศัยความเชื่อ ในการดำรงอยู่และดำเนินชีวิต
5. พระอริยบุคคล อาศัยความจริงที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ ในการดำรงอยู่และดำเนินชีวิต และอาศัยความเชื่อที่ตรงกับความจริงเท่านั้น จนเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อใด ก็กลายเป็นอสัทธา ไม่ต้องมีความเชื่อใดๆ อีก ในเรื่องการดำรงอยู่ และดำเนินชีวิตที่ไม่ทุกข์


ที่มา : http://larndham.org/index.php?/topic/23756-%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/page__st__20
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 18 พ.ค. 2553 (05:32)
"ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข"


"จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้..."


"ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มีการเติบโต ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อน ให้หลายอย่างได้เกิด"


"ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ"


"ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะหารู้ไม่ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร"


"ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข....เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคนที่อ่อนแอ หรือเป็นคนที่เข้มแข็ง"


"ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ...ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ"


"ความสุขเหมือนฝนพรำสาย อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข..."


"เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์ เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง รู้จักการเติบโตทุกๆก้าวของชีวิต"


"ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์ เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า..."


"จงใช้ความทุกข์ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิตของคุณ"


ที่มา : http://thanks.exteen.com/20060908/entry
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 30 พ.ค. 2553 (11:26)
"ตระหนัก" กับ "ตระหนก"

เป็นปฏิกิริยาจากการรับรู้ทั้งคู่ โดยเฉพาะการรับรู้เรื่องที่เป็นปัญหา เรื่องที่ทำให้อกสั่นขวัญแขวน

แต่ "การตระหนัก" เป็นการรับรู้อย่างใช้สติปัญญา เกิดความไม่ประมาท
ตระหนักว่ามีภาระรอรับอยู่ ต้องไม่ละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น หรือใช้ความรู้ที่มีอยู่ในการตั้งรับต่อปัญหา

ในขณะที่ "ความตระหนก" เป็นอาการของสติแตก เป็นอาการของการวิ่งหนีปัญหา หรือทำอะไรไม่ถูก
จนกระทั่งถูกปัญหาทับถมจนทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป

เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ หากมีแต่ตระหนกตกใจ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ให้ตระหนักถึงต้นตอของปัญหา ตั้งสติ ตั้งรับกับเหตุการณ์ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

คุณจะเลือก ตระหนัก "รู้" หรือ ตระหนก "กลัว" ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 2 มิ.ย. 2553 (10:06)
มีไปทำไม ? โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

--------------------------------------------------------------------------------

มีเงินนับแสนล้าน แต่ใช้จริงวันละไม่ถึง ๑๐๐ บาท
มีไปทำไม ?

มีบ้านใหญ่โตเหมือนกับวัง แต่อยู่กันแค่ ๔ คนพ่อแม่ลูก
มีไปทำไม ?

มีรถนับสิบคัน แต่ใช้งานจริงแค่คันเดียว
มีไปทำไม ?

มีเตียงใหญ่โตมโหฬาร แต่นอนเพียงแค่เต็มแผ่นหลัง
มีไปทำไม ?

มีนาฬิกาแสนแพง แต่ไม่เคยทำอะไรตรงเวลา
มีไปทำไม ?

มีเวลาอยู่ในโลกไม่ถึงร้อยปี แต่กลับแบ่งเวลาไปริษยาคนอื่น
ทำไปทำไม ?

มีกฎหมายนับพันมาตรา แต่มีอาชญากรอยู่เต็มเมือง
มีไปทำไม ?

มี ส.ส. อยู่เต็มสภา แต่มาประชุมไม่เคยครบเลย
มีไปทำไม ?

มีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน แต่ไม่เคยปรนนิบัติท่านเลย
มีไปทำไม ?

มีอำนาจอยู่เต็มมือ แต่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?

มีภรรยาแสนดี แต่ไม่เคยแบ่งเวลาให้เธอเลย
มีไปทำไม ?

มีลูกแสนน่ารัก แต่ไม่เคยโอบกอดลูกเลย
มีไปทำไม ?

มีพระไตรปิฎกอยู่เต็มตู้ แต่ไม่เคยเปิดออกมาศึกษาเลย
มีไปทำไม ?

มีวัดอยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ศีลธรรมของสังคมอยู่ลงทุกวัน
มีไปทำไม ?

มีรองเท้าเป็นพันคู่ แต่ใส่จริงแค่วันละคู่
มีไปทำไม ?

มีพี่น้องนับสิบคน แต่แตกสามัคคีกันทุกคน
มีไปทำไม ?

มีมือมีเท้าสมบูรณ์ แต่ไม่เคยลงแรงทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?

มีหูอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยฟังธรรมเลย
มีไปทำไม ?

มีตาอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยมองหาสิ่งที่ดีเลย
มีไปทำไม ?

มีเท้าอยู่อยู่สองข้าง แต่ไม่เคยเดินเข้าหาโอกาสเลย
มีไปทำไม ?

มีปัญญาอยู่กับตัว แต่กลับใช้อารมณ์เป็นใหญ่
มีไปทำไม ?
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 8 มิ.ย. 2553 (06:18)
ทายอนาคต ด้วยแบบทดสอบง่ายๆ

ใครที่อยากรู้ว่า แนวโน้มอนาคตของเราในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ลองทำแบบทดสอบข้างล่างนี้ดู แล้วคุณจะรู้จักตัวคุณเองขึ้นมากเลย

1. คุณชอบเพื่อนที่ลักษณะนิสัยแบบไหน
ก. เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น จริงใจด้วยก็ดี
ข. ซ่าส์สุดๆ เฮฮาตลอดชีวิต ทำให้คุณหัวเราะได้ทั้งวัน
ค. จิตใจโอบอ้อมอารี ใจเย็นและทนอารมณ์คุณได้ตลอด
ง. คอยให้กำลังใจคุณตลอด ไม่ว่าคุณจะสิ้นหวังขนาดไหน

2. แล้วการเรียนของคุณตอนนี้ล่ะ เป็นยังไงบ้าง
ก. โอโหย…ไม่ต้องห่วง สบายมาก ท็อปเกรด…ยอดเยี่ยมสุดๆ
ข. ก็ดีอ่ะนะ …แต่ไม่ถึงกับโดดเด่นมาก
ค. พอใช้ได้ (ไปซื้อโอเลี้ยงให้หน่อยเด่ะ …) ไม่ถึงกับแย่หรอกนะ
ง. เลิกพูดกันเลยเรื่องเรียนเนี่ย อ่อนอกอ่อนใจซะเหลือเกิน … ทำไมมันแย่ขนาดนี้

3. นิสัยส่วนตัวของคุณโดยภาพรวมแล้วเป็นแบบไหนล่ะ
ก. เอาแต่ใจตัวเอง … อะไรในโลกนี้ไม่เคยที่ฉันไม่เคยได้
ข. เชื่อมั่นในตัวเองม้าก…มาก ตั้งใจทำอะไรทุกอย่าง
ค. มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศไม่ว่าใครก็เข้าไปเจ๊าะแจ๊ะกับเค้าได้หมด
ง. ขี้โมโหนะ … แต่แป๊บเดียวก็หายแล้วล่ะ

4. คุณเคยดูถูกคนอื่นบ้างรึเปล่า
ก. ฉันเรอะ … ไม่เคยอ่ะ ไม่ชอบด้วย ถ้าใครมาดูถูกเราบ้างเราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน
ข. ก็เฉยๆ ไม่เคยพูดออกมานะ แต่บางทีก็คิดอยู่ในใจเหมือนกัน
ค. บ่อยอ่ะนะ … ก็มันน่าดูถูกจริงๆ นี่นา ..
ง. ก็มีบ้างเป็นบางครั้ง ไม่บ่อยหรอก

5. ถ้าคุณได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ทำรายงานส่งภายใน 1 สัปดาห์ คุณจะทำอย่างไร
ก. ทำเสร็จภายในเวลาที่กำหนดน่ะแหละ ทำไปเรื่อยๆ
ข. เร่งทำมันวันสุดท้ายนั่นแหละ … ต้องเสร็จจนได้แหละน่า
ค. ทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด สักสองวันก็เสร็จแล้ว ได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น
ง. ส่งเกินกำหนดแค่วันเดียวเอง แต่รายงานก็เพอร์เฟ็คนะ

6. คุณใช้เงินฟุ่มเฟือยไหม
ก. ไม่หรอก อย่างฉันนะเหรอ มีเท่าไรก็เก็บเข้ากระปุกหมดแหละ ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ข. ก็มีบ้างเป็นบางครั้ง แหมคนเราก็ต้องมีบ้าง สีสันของชีวิตไง
ค. แบบ … จ่ายหมดแหละ ก็มีคนเมคมันนี่ให้ ก็ใช้ไปตามสบาย ไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลย
ง. ไม่มีเงินเท่าไร แต่นิสัยก็ฟุ่มเฟือยอ่ะนะ ทำไงได้… นิสัยเป็นแบบนี้นี่ ไม่งั้นก็ตกยุคสิ

7. ถ้ามีใครมาทำให้คุณโกรธจนเจ็บใจมากๆ คุณคิดจะให้อภัยเค้าบ้างไหม
ก. ฝันไปเถอะ เจ็บแล้วจำจ้ะ จำจนตาย … อย่ามาเจอะมาเจออีกเลย
ข. ก็รอเวลาน่ะ นานๆ เข้าอาจจะลืมแล้วก็ให้อภัยเค้าได้
ค. ให้อภัยเสมอแหละ โกรธใครแล้วใจก็ไม่สบายเท่าไร เดี๋ยวแก่ด้วย
ง. ดูตามความเหมาะสมน่ะนะ ตามสถานการณ์แล้วกัน แต่ก็คงจะให้อภัยได้

8. ถ้าคุณได้ไปฝึกงานก่อนเรียนจบ คุณจะ…
ก. ทำไปเรื่อยๆ ไม่เห็นต้องกระตือรือร้นอะไรมากเลย เงินก็ไม่ได้สักบาท
ข. ทำตามที่เค้าสั่งอย่างขยันขันแข็ง แต่ไม่ออกความคิดอะไรหรอก
ค. ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดล่ะ เพื่อประสบการณ์ในการทำงานของเรา … อนาคตเชียวนะ
ง. จะไปตั้งใจอะไรกันนักกันหนา ทำๆ หยุดๆ ก็ได้ … ขี้เกียจจะตาย เอาไว้ทำงานจริงแล้วค่อยขยันก็ยังทัน

9. ถ้าคุณจะประกอบอาชีพสักอย่าง คุณจะทำอาชีพลักษณะไหน
ก. ทำการค้า ธุรกิจสิ เหมาะกับเราสุดแล้ว
ข. งานอิสระที่ได้ใช้หัวคิดแล่นโลด ไม่ยึดติดกับใครเนี่ย …ฉันเอง
ค. ข้าราชการสิ สบายดี มั่นคงด้วย
ง. รัฐวิสาหกิจก็ดีนะ … เป็นระเบียบเรียบร้อยดีเหมือนกัน

10. คุณมีเงินฝากสะสมในธนาคารสักเท่าไรล่ะ
ก. ก็พอมีบ้างนิดหน่อย
ข. ไม่มีเลยซะกะบาท … ได้มาทีก็ไรก็จ่ายหมดล่ะ เรื่องใช้เงินมันเยอะซะเหลือเกิน
ค. มีพอสมควร ไม่มากไม่น้อย
ง. เยอะแยะเต็มไปหมด

11. ยามที่คุณไม่สบายใจ มีเพื่อนคนไหนมาช่วยเหลือรึเปล่า
ก. ก็เป็นบางครั้ง … แต่ก็น้อยมากนะ
ข. ไม่มีสักคน คิดเองแก้ปัญหาจนชินแล้วล่ะ
ค. มีเสมอล่ะ หลายคนด้วย
ง. มีเพื่อนซี้ปึ้กอยู่คนเดียวเนี่ยปรึกษาได้ทุกงาน

12. ถ้าคุณเจอปัญหาหนักอกหนักใจ คุณจะท้อแท้แล้วยอมแพ้ไหม
ก. ไม่มีทาง เราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก
ข. หดหู่นะ … ยอมแพ้จริงๆ มันหนักหนามากเลยนี่
ค. ก็นิดหน่อย พอสักพักพลังใจก็มาใหม่
ง. รู้สึกอยู่ในใจ

13. คุณคิดว่าชีวิตทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ก. ก็สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นธรรมดา
ข. ต้องต่อสู้ชีวิต มุ่งมั่นให้มากที่สุดเพื่ออนาคต
ค. ขอเงินพ่อแม่ใช้ไปวันๆ ไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลย
ง. อดมั่ง กินมั่ง ไม่ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายไปไหน

14. ถ้าคุณพลาดหวังจาการสอบเรียนต่อคุณจะทำยังไงล่ะทีนี้
ก. ปล่อยตนเองให้เบื่อหน่ายกับชีวิตไปสักพัก
ข. มองโลกในแง่ดี คิดเสียว่าไม่ได้วัน วันหน้าก็มีโอกาส
ค. เลิกเรียนต่อซะ ไม่เอาแล้ว
ง. ท้อแท้ แต่คงไม่ถึงกับสิ้นหวัง

15. คุณคิดว่าอนาคตที่สุดจะขึ้นอยู่กับอะไร
ก. ความตั้งใจ ขยันหมั่นเพียรของเราเนี่ยแหละ
ข. เงินสิ บันดาลได้ทุกสิ่ง
ค. ไม่เห็นต้องสนใจอนาคต ชีวิตเราเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ต้องไปคิดถึงมัน
ง. ดวงชะตาฟ้าลิขิต ตามบุญกรรมทำสร้าง

เอาล่ะ ไปตรวจคะแนนกันดีกว่า

ข้อ ก ข ค ง
1. 4 1 2 3
2. 4 3 2 1
3. 1 3 4 2
4. 4 3 1 2
5. 4 2 3 1
6. 4 3 1 2
7. 1 2 4 3
8. 2 3 4 1
9. 3 4 1 2
10. 2 1 3 4
11. 2 1 4 3
12. 4 1 2 3
13. 3 4 1 2
14. 3 4 1 2
15. 4 3 1 2

นับคะแนนกันแล้วลองมาดูผลอนาคตของคุณดีกว่า

0 - 20 คะแนน :
ถนนสายชีวิตของคุณค่อนข้างแคบและแห้งแล้ง คุณไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมทางในการเดินทางแห่งชีวิตสักกี่คน เพราะคุณไม่ค่อยสนใจใคร เอาแต่ใจตัวเอง ทำงานกับใครได้ไม่นาน คุณไม่ค่อยใส่ใจกับอะไรมากนัก คอยจะเฮฮา แฮปปี้สนุกสนานจนลืมสิ่งที่สำคัญในชีวิตไป อย่าปล่อยให้ชีวิตเรื่อยเปื่อยขนาดนี้เลย … วันหนึ่งในจุดที่คุณรู้สึกอิ่มตัวกับความสุขจอมปลอมนั้นคุณจะรู้สึกเสียดายกับเวลาที่ผ่านไปของช่วงชีวิต ค่อยๆ ปรับตัวทีละนิดนะ … คิดถึงสิ่งสำคัญในชีวิตให้มากเข้าไว้ ลองมองถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่าจมอยู่กับ ความสนุกสนานที่ไม่ทำให้เกิดสาระขึ้นมา ชีวิตน่ะสนุกสนานได้มันก็ดี…แต่ถ้ามากเกินไป ระวังจะทำชีวิตหล่นหายไปนะ …

21 - 40 คะแนน :
คุณเป็นคนที่มีไฟอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่บางครั้งไม่ค่อยได้หยิบมันเอามาใช้ เพราะคุณทำตัวสบายๆ เกินไป จับปลาสองมืออยู่บ่อยๆ ไม่ค่อยจะตั้งใจจริงจังสักเท่าไร ลองมาดูตัวเองจริงๆ ดีกว่า … แล้วคุณจะพบว่าไอ้สิ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่น่ะ คุณสามารถทำได้แล้วก็ทำได้ดีด้วยล่ะ เพิ่มความตั้งใจแล้วก็ขยันอีกนิด รับรองอนาคตสดใสแน่นอน

41 - 60 คะแนน :
คุณเป็นคนที่รู้จักตัวเองดี มีความมานะบากบั่น มุ่งมั่น ทำอะไรอย่างตั้งใจตลอดไม่ว่าจะเรื่องอะไร คุณไม่เคยหวั่นสำหรับอุปสรรคใดๆ คุณสามารถก้าวไปถึงเส้นชัย…ถึงอนาคต ที่คุณฝันไว้ได้อย่างแน่นอน รักษาความดีเอาไว้นะ … อย่าไปสะดุดหกล้มที่ไหนล่ะ

ที่มา : http://horo.mwake.com/story/2/ทายอนาคต-ด้วยแบบทดสอบง่ายๆ.html
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 15 มิ.ย. 2553 (05:12)
อยู่กับปัจจุบัน

พระชิงหลวนแห่งญี่ปุ่น เมื่อตอนที่อายุ 9 ขวบ ก็คิดที่จะออกบวช จึงไปขอบวชกับพระอาจารย์ฉือเจิ้น พระอาจารย์บอกว่า
“เจ้าอายุยังน้อย คิดจะบวชทำไม ?”

ชิงหลวนตอบว่า
“แม้ข้าพเจ้าจะอายุยังน้อย แต่พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว และเพราะเหตุว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่า คนเราทำไมต้องตาย ทำไมต้องแยกจากพ่อแม่เพื่อที่จะสืบค้นหาต้นตอของสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงต้องบวช”

พระอาจารย์รู้สึกชมชอบอุดมการณ์อันดีนั้น จึงพูดว่า
”ดีแล้ว อาจารย์จะรับเจ้าเป็นศิษย์ แต่คืนนี้ก็ค่ำแล้ว ไว้พรุ่งนี้จะทำการบวชให้เจ้า”

แต่ชิงหลวนพูดว่า
“ข้าพเจ้าอายุยังน้อย ไม่ทราบว่าจะรักษาความคิดที่จะบวชจนถึงพรุ่งนี้ได้หรือเปล่า และท่านอาจารย์ก็อายุมากแล้ว ก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่า พรุ่งนี้เช้าอาจารย์จะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า”

พระอาจารย์ฟังแล้วรู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก บอกว่า
“ถูกต้อง เจ้าพูดไม่ผิดเลย ตอนนี้จะบวชให้เจ้าทันที”
....

ที่เมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ที่จะบวช จะต้องผ่านการสอบคัดเลือกก่อน พระถังซำจั๋งตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี สอบไม่ผ่าน รู้สึกเสียใจจนร้องไห้

ผู้คุมสอบ เจิ้งซ่านกว่อ ถามว่า...“ร้องไห้ทำไม”

ซำจั๋งตอบว่า
“อยากสืบทอดศาสนาของพระพุทธองค์ และให้เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะเป็นที่เลื่องลือไปทั่วปฐพี”

ผู้คุมเห็นอุดมการณ์อันสูงส่งนั้น จึงอนุญาตให้บวช ซึ่งต่อมาทั้งสองท่านก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และทำคุณประโยชน์ให้กับศาสนามากจริงๆ

ที่มา : http://www.dhammajak.net/zen/36.html
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 21 มิ.ย. 2553 (11:45)
นิค วูจิซิค Nick Vujicic ผู้ไม่เคยท้อแท้สิ้นหวังยอมแพ้ต่อโชคชะตา


ย่างก้าวชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีอุปสรรคและสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่เสมอๆ บางคนก็สามารถก้าวพ้นความลำบากนั้นไปได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคน ที่กำลังพยายามต่อสู้ต่อไป แม้จะเหนื่อยล้ามากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าใครกำลังท้อแท้และสิ้นหวัง หรือหมดกำลังใจแล้ว ลองมาดูเรื่องราวของ "นิค วูจิซิค" หนุ่มพิการชาวออสซี่คนนี้ดูสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่า ยังมีคนอีกมากที่ลำบากกว่าเรา

นิค วูจิซิค Nick Vujicic เป็นชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 เกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น

แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ “ความไม่ยุติธรรม” (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี

ปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบรอบโลก เพื่อพูดกับเด็กวัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจเป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา

"นิค" เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ เขาบอกพ่อแม่ว่า เขาอยากใช้ชีวิตตามปกติ และไม่ต้องการให้ใครมาดูแลเป็นพิเศษ นั่นทำให้ "นิค" ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาๆ ทั่วไป "นิค" สามารถต่อสู้กับกฎหมายที่ระบุไว้ว่า ห้ามคนพิการเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำได้สำเร็จ ทำให้เขากลายเป็นคนพิการรุ่นแรกๆ ที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนระดับแถวหน้า แม้เขาจะต้องเผชิญกับ "สายตา" ของคนอื่นที่มองมา และสื่อให้เห็นว่าเขาเป็นคนแปลกแยก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ "นิค" ท้อถอยแต่อย่างใด เพราะได้รับกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ที่คอยกระตุ้นให้เขารู้สึกดี และเข้มแข็งขึ้นนั่นเอง

ในที่สุด "นิค" ก็ฝ่าฟันอุปสรรคก้าวแรกไปได้อย่างสวยงาม เขาสำเร็จการศึกษา คว้าปริญญาตรีด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชี มาได้สำเร็จ และเป็นการลบคำสบประมาทของใครหลายๆ คน ที่มองว่า "นิค" ไม่น่าจะทำได้ "นิค" รู้ดีว่า ความสำเร็จของเขาเกิดขึ้นได้ เพราะมีกำลังใจที่ดี และไม่ท้อแท้ นั่นทำให้ "นิค" มีความปรารถนาที่จะแบ่งปันและส่งต่อกำลังใจเหล่านั้น ให้กับเพื่อนมนุษย์ที่กำลังท้อแท้ สิ้นหวัง อย่างที่เขาเคยประสบมาก่อน

ด้วยเหตุนี้ทำให้ "นิค" ได้เดินทางไปบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก เขาพยายามปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีกครั้งหนึ่ง โดย "นิค" มักพูดเสมอว่า หากวันหนึ่งใครก็ตามที่ล้มและไม่มีกำลังจะลุกขึ้น ไม่มีความหวังเกิดขึ้นอีกแล้ว ขอให้หันกลับมามองชีวิตของเขาที่ไม่มีแขน ไม่มีขา ก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดว่าเขาจะลุกขึ้นมาได้ แต่เขาก็พยายามที่จะลุกขึ้นมา ครั้งแรก ครั้งที่สองสาม … หรือแม้จะเป็นครั้งที่ร้อย ครั้งที่พันเขาจะลุกไม่ได้ แต่หลังจากที่เขาพยายามทำและไม่ท้อแท้ ทำให้ ณ วันนี้เขาสามารถลุกเดินได้สำเร็จ

"ถ้าผมล้ม…แล้วยอมแพ้ คุณคิดว่าผมจะลุกขึ้นอีกได้ไหม" เป็นคำถามที่ "นิค" ถามกับทุกคน ซึ่งแน่นอนว่า คำตอบคือ "ไม่" แต่วันนี้ "นิค" สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ความพยายามและไม่ยอมแพ้ของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ทั้งนี้นิคได้บอกทุกคนว่า หากเราเจออุปสรรคร้ายแรง แล้วเราสามารถลุกขึ้นมาได้ เราจะผ่านมันไปได้อย่างเข้มแข็ง ขอเพียงแค่ให้กำลังใจกับตัวเองเท่านั้น อย่างเช่นที่เขาพยายามทำอยู่ในทุกๆ วัน

"ท้อได้ แต่อย่าถอย"

ชมวิดีโอประทับใจได้ที่ : http://www.youtube.com/watch?v=Am0yLIScU5s&feature=PlayList&p=213B265BEDB89FE0&playnext_from=PL&index=10

ที่มาของบทความ : http://www.igetweb.com/www/dhammasatta/index.php?mo=3&art=327800

หรือเยี่ยมชมได้อีก..ที่ : http://www.learnsanook.info/?p=934

ขอบคุณครับ
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 25 มิ.ย. 2553 (07:04)
คุณค่าของความเป็นมนุษย์

มีพุทธศาสนสุภาษิตกล่าวไว้แปลความว่า “ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก” เมื่อ ได้รับทราบความดังนี้แล้ว อย่าเพียงเข้าใจตื้นๆ แต่พึงพิจารณาด้วยดี ให้พร้อมด้วยสติและ ปัญญา ให้ลึกซึ้ง เพื่อจักได้ประโยชน์จากความหมายของพุทธภาษิตนี้อย่างสมบูรณ์ ปรกติ สิ่งใดที่ได้ยากท่านถือว่าเป็นของมีค่า ควรถนอมรักษาอย่างยิ่ง การได้เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นการยาก เปรียบดังได้เพชรน้ำงามเม็ดใหญ่หาค่ามิได้ไว้ในมือ เราย่อมต้องรักษาเพชรนั้นยิ่งกว่าได้เศษกระเบื้องและไม่มีราคา การรักษาค่าของความเป็นมนุษย์ก็คือ การรักษาคุณสมบัติ ของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด เช่นเดียวกับการรักษาเพชรนั่นเอง การรักษาเพชรนั้นไม่เพียงรักษาไม่ให้สูญหายเท่านั้น แต่ต้องรักษาไม่ให้แตกร้าว ไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนแม้เท่าขนแมว เพราะนั่นจะเป็นเหตุให้ความงามของเพชรลดลง เป็นเหตุให้ค่าของเพชรลดลง เป็นเหตุให้ ราคาของเพชรต่ำลง

“ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก” ก็คือยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ ที่เห็นเป็นมนุษย์กันอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้นทุกวัน จนถึงกับเกิดการตกใจกลัวมนุษย์จะล้นโลก นั้น มิใช่จะเป็นเครื่องแสดงข้อคัดค้านพุทธภาษิตดังกล่าว เพราะแม้มนุษย์จะมากมายเพียงไร แต่แม้ลองเปรียบกับสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ก็จะมีจำนวนน้อยนัก สัตว์ใหญ่สัตว์น้อยสัตว์ปีก สัตว์ไม่มีปีก รวมทั้งมดปลวกยุงแมลงในโลกเรานี้มีจำนวนมากมายเกินกว่าจะสำรวจได้ แต่มนุษย์ยังสำรวจจำนวนได้ ซึ่งก็เป็นเครื่องแสดงความเกิดได้ยากของมนุษย์ ยืนยันพุทธภาษิตว่า “ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก”

การรักษาความเป็นมนุษย์ก็เช่นกัน ไม่ควรเพียงเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้อยู่ยืนยาวเท่า นั้น แต่ต้องรักษาคุณค่าของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ มนุษย์ก็คือคน คุณค่าของมนุษย์หรือของ คนที่สำคัญที่สุดคือความไม่เป็นสัตว์ ไม่ใช่สัตว์ เมื่อพูดถึงความเป็นสัตว์ ทุกคนย่อมรู้สึกถึง ความแตกต่างของตนเองกับสัตว์อย่างชัดเจน ทุกคนย่อมยินดีอย่างยิ่งที่ตนไม่เกิดเป็นสัตว์ ยินดีที่ตนไม่ใช่สัตว์ แม้เพียงถูกเปรียบว่าเป็นสัตว์ หรือเพียงเหมือนสัตว์ ก็ย่อมไม่พอใจอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะทุกคนเห็นความห่างไกลระหว่างคุณค่าของคนกับของสัตว์ ค่าของคน เป็นค่าที่สูงกว่าค่าของสัตว์ ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์จึงแตกต่างกับสัตว์ ผู้เป็นมนุษย์จึงจำเป็นต้องถนอมรักษาคุณค่าของตนไว้มิให้เสียความเป็นมนุษย์

คุณค่าสำคัญของมนุษย์ซึ่งแตกต่างกับสัตว์ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น สัตว์ไม่รู้จักเหตุผล ไม่มีเหตุผล นั่นคือสัตว์ไม่มีปัญญาของมนุษย์ ปัญญาของสัตว์มีเพียงรู้จักหาอาหารกินเมื่อหิว จะรู้จักสะสมอาหารไว้ก็เพียงสัตว์บางชนิดเท่านั้น ปัญญาที่ยิ่งกว่านั้นหลายอย่างที่มนุษย์ มี สัตว์ไม่มี สัตว์ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์จึงต้องรักษา ปัญญาที่รู้จักผิดชอบชั่วดีไว้ สัตว์ไม่มีเมตตากรุณาเพราะไม่รู้จักว่าความเมตตากรุณาเป็น อย่างไร มีคุณเพียงไร

มนุษย์ต้องอบรมเมตตากรุณาให้มาก ต้องมีเมตตากรุณาให้มาก เพราะมนุษย์มีปัญญารู้ว่าเมตตากรุณาเป็นความดี เป็นคุณค่าสำคัญของมนุษย์ ขาดคุณค่าสำคัญนี้ความเป็นมนุษย์ย่อมไม่สมบูรณ์ คงจะเคยได้ยินคำประนามผู้ไม่มีเมตตากรุณาว่าไม่เหมือนมนุษย์ นั่นแหละคือคำรับรองยืนยันว่าเมตตากรุณาเป็นสมบัติเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สัตว์ไม่รู้ว่าการเบียดเบียนเป็นอย่างไร มีคุณหรือมีโทษอย่างไร แต่มนุษย์รู้ว่าการเบียดเบียนไม่ดี เป็นโทษ มนุษย์จึงควรต้องไม่เบียดเบียนเพื่อรักษาคุณสมบัติของมนุษย์ ประการนี้ไว้ สัตว์แม้จะมีกตัญญูกตเวที เช่น หมาแมวที่รักและมีกตัญญูต่อเจ้าของ แต่ก็เป็นเพียงในระดับของสัตว์ คือในระดับที่สติปัญญาของสัตว์จะรู้ได้ทำได้ มนุษย์มีปัญญารู้ได้ทำได้ มีปัญญาเข้าใจว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมที่ดี ที่ประเสริฐ

ดังนั้นมนุษย์จึงควรใช้ สติปัญญารักษาความสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมนี้ของมนุษย์ไว้ เพื่อให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ไม่บกพร่อง มนุษย์ต้องไม่ทำลายคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ด้วยการไม่กตัญญู หรือด้วยอกตัญญู ไม่ตอบแทนพระคุณที่ท่านทำแล้ว อันความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จริงนั้น ไม่เพียงแต่จะกตัญญูกตเวทีต่อผู้ทำคุณแก่ตนโดยตรงเท่านั้น แม้ผู้ทำคุณทางอ้อม เช่น เป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ มนุษย์ที่มีคุณค่าของมนุษย์สมบูรณ์จริงก็ยังกตัญญูต่อผู้นั้น เพราะมีปัญญารู้ได้ว่าผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบคือผู้มีคุณต่อส่วนรวม จึงเป็นผู้มีคุณแก่ตนด้วย ควรได้รับความกตัญญูกตเวทีของตนด้วย ปัญญาที่สมบูรณ์ของมนุษย์จะทำให้สามารถเห็นความจริงได้เช่นนี้

คุณธรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นคุณธรรมส่วนใหญ่ เป็นหลักสำคัญของมนุษย์ ยังมีคุณธรรมของมนุษย์หรือคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ปลีกย่อยออกไปอีกเป็นอันมาก เมื่อได้สิ่งที่ได้ด้วยยากคือได้ความเป็นมนุษย์แล้ว มนุษย์ทุกคนผู้รู้เดียงสาแล้ว ก็พึงสนใจที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ของตนให้ดีที่สุด ให้ถือความเป็นมนุษย์ของตนเหมือน เพชรหาค่ามิได้ จักทุ่มเทจิตใจระวังรักษาความเป็นมนุษย์ของตนให้เพียงนั้น มนุษย์ที่ขาด คุณสมบัติของมนุษย์ก็เหมือนเพชรงามที่แตกร้าว เป็นเพชรที่แตกร้าวย่อมไม่เหลือราคา ของเพชร ย่อมเป็นเหมือนเศษกระเบื้องและหาราคาไม่ได้ฉันใด เป็นมนุษย์ที่ไม่รักษาคุณ ค่าไว้ ปล่อยให้เสื่อมสลายบกพร่อง ก็ย่อมเป็นคนหาราคาไม่ได้ ฉันนั้น พึงคำนึงถึงความ จริงนี้ด้วย จักเกิดกำลังใจปฏิบัติรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์เต็มสติปัญญา ความสามารถ

สัปปุริสธรรม ธรรมของสัปบุรุษหรือคนดี หรือธรรมของมนุษย์ผู้มีความเป็นมนุษย์ สมบูรณ์ มี ๗ ประการ ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติให้ได้ ก็จักสามารถรักษาคุณค่าแห่ง ความเป็นมนุษย์ทุกประการได้ สัปปุริสธรรม ๗ ประการคือ ๑. รู้จักเหตุ ๒. รู้จักผล ๓. รู้จักตน ๔. รู้จักประมาณ ๕. รู้จักกาล ๖. รู้จักประชุมชน ๗. รู้จักบุคคล

๑. รู้จักเหตุ คือรู้จักพิจารณาให้รู้ว่าเหตุใดจักให้เกิดผลใด ไม่ด่วนทำอะไรก็ตามโดยไม่พิจารณาให้รู้เสียก่อนว่าเมื่อทำแล้วผลที่เกิดจะเป็นเช่นไร ก่อนจะทำการทุกอย่างต้องรู้ว่า เป็นการทำที่เป็นเหตุดีหรือไม่ดี คือจะก่อให้เกิดผลดีหรือไม่ดี

๒. รู้จักผล คือรู้จักว่าภาวะหรือฐานะหรือสิ่งที่ตนกำลังได้รับได้ประสบนั้น เกิดจากเหตุใด เป็นผลอันเกิดจากการกระทำอย่างไร ไม่ด่วนเข้าใจว่าผลดีที่กำลังได้รับอยู่เช่นเงินทอง ของมีค่าที่ลักขโมยคดโกงเขามานั้นเกิดจากเหตุดีคือการลักขโมย แต่ต้องเข้าใจว่าความ ร้อนใจที่กำลังได้รับเพราะเกรงอาญาต่างๆ นั้นแหละเป็นผลของการลักขโมยคือต้องรู้ว่าผล ดีที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุดีอย่างไร ผลร้ายที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุร้ายอย่างไร ผลร้าย ต้องอย่าเข้าใจว่าเป็นผลดีอย่าเข้าใจว่าเป็นผลร้าย

๓. รู้จักตน คือรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร อยู่ในภาวะและฐานะอย่างไร การรู้จักตนนี้จำเป็น มาก สำคัญมากเพราะมีความหมายลึกลงไปถึงว่าเมื่อรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร มีภาวะและ ฐานะอย่างใดแล้ว จะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับภาวะและฐานะของตน จะได้รักษาความ มีค่าของตัวไว้ได้ ผู้ปฏิบัติไม่เหมาะสมกับภาวะและฐานะจักเสื่อมจากค่าของความเป็น มนุษย์ที่ตนเป็นอยู่

๔. รู้จักประมาณ คือรู้จักประมาณว่าควรทำสิ่งใดเพียงใดที่เป็นการพอเหมาะพอควรแก่ ภาวะและฐานะของตน พอเหมาะพอควรแก่ผู้เกี่ยวข้อง พอเหมาะพอควรแก่เรื่องราว มีพุทธ ภาษิตกล่าวไว้ว่า “ความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ”

๕. รู้จักกาล คือรู้จักเวลา รู้ว่าเวลาใดควรทำหรือไม่ควรทำอะไร การทำผิดเวลาย่อมไม่ เกิดผลสำเร็จ ย่อมไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร

๖. รู้จักประชุมชน คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอบุคคลนั้นๆ ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้ ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควรแก่ประชุมชนนั้น

๗. รู้จักบุคคล คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอของบุคคลนั้นๆ ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้ ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควร รู้จักว่าเขาเป็นพาลจักได้หลีก รู้จักว่าเขาเป็น บัณฑิตคือคนดีจักได้เข้าใกล้ ให้เหมาะแก่แต่ละบุคคลไป ภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพา ไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” จักเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรู้จักบุคคลนี้แหละ

สัปปุริสธรรม ๗ ประการดังวิสัชนามานี้แหละจักทำให้ผู้รู้แม้พอสมควรทุกคนแล้ว ปฏิบัติด้วยดี จักสามารถรักษาค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตนไว้ได้ด้วยดีแล


จากธรรมศึกษา : พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ที่มา : http://www.mahamakuta.inet.co.th/study/study64/mk6412.html
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 3 ก.ค. 2553 (07:36)
ความว่างที่สร้างความสุข‏

นักปราชญ์ชาวเอเชียกลางคนหนึ่งเล่าว่า มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนอัตคัตความสุข
พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น
เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ
ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งหรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของ ตนเองอย่างไรก็ได้

เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว
พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย
มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆ ในบ้านของเขาก็หายไป
ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ มองไปทางไหนก็รกหูรกตา

ทีนี้ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเองช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่าอยู่ อากาศก็อุดอู้
เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ
บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะไรต่อมิอะไรได้เยอะๆ ตามต้องการ

ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง
ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆ จนปราชญ์คนนั้นได้ยิน
นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข
ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น
หากแต่เขาเก็บเอาไว้เพราะความละโมภมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่าง โล่ง
และดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราว นี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า แหม บ้านของฉันช่างกว้างขวาง
และน่าอยู่เสียนี่กระไร นักปราชญ์ได้ยินแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า
บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวาง ว่าง โล่ง และน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
เจ้าของหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไปจนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีๆ นี่เอง

ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ที่กำลังกวาดตามองหาความสุข และพยายามที่จะเติมสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปในชีวิต
แต่แล้วก็ยังคงรู้สึก “พร่อง” หรือหมักหมมไปด้วยความทุกข์อยู่เหมือนเดิม
ไม่แตกต่างอะไรกับชายเจ้าของบ้านในนิทานปรัชญาเรื่องนี้

การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูก อาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต
แต่แท้ที่จริงแล้ว คือการถ่ายเท ปล่อยวาง หรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า

ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้
แต่ที่เหนือกว่านั้น ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระจากความมีก็ได้ด้วย (นิรามิสสุข)

บ้านแห่งชีวิตของเรา เมื่อแรกสร้างก็ดูโปร่ง โล่ง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบายหูสบายตา
แต่เมื่ออยู่กันไป อะไรๆ ก็ชักจะเพิ่มขึ้น และบางทีเพิ่มมากมายจนกลายเป็นปัญหาอันบั่นทอดต่อความสุขในชีวิตคู่

จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่างด้วยการถอดถอนบางอย่างทิ้งออกไป

ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น

"ความสุข" บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี แต่บางที อาจมาจาก "ความว่าง"


ที่มา : http://lovesave.netdesignsoft.com/index.php?mo=3&art=362198
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 10 ก.ค. 2553 (05:21)

สร้างสุขได้โดยการกำจัด ‘ขยะ’ ในใจ
ไม่รับ-ไม่ให้ ทิ้งความทุกข์ไป รู้อภัยต่อกัน


หลายคนมักตั้งคำถามว่า ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมาจากอะไร คำตอบง่ายๆ ที่เราไม่เคยคิดก็คือ การที่เราเอาขยะเข้ามาอยู่ในใจของเรา ผมมักเปรียบเปรยง่ายๆ ว่าให้เราลองก้มไปที่หน้าอกด้านซ้ายของเราและดมดูว่าอกของเราเหม็นหรือไม่ ถ้าเหม็นแสดงว่าเรามีขยะอยู่ในใจ แต่ถ้าไม่แสดงว่าเรารู้จักที่จะขจัดขยะเหล่านั้นออกไป


ขยะที่เรามีหนักเท่าไรก็คือความทุกข์ที่เราแบกรับไว้มากเท่านั้น จำได้มั้ยครับว่า แก้วน้ำที่เราถือไว้ ไม่ได้บ่งบอกว่ามันมีน้ำหนักมาน้อยแค่ไหน แต่ความหนักของมัน คือ ระยะเวลาที่เราจะถือไว้ต่างหาก เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวางหรือไม่ เหมือนกับโรงเรียนแห่งหนึ่งให้นักเรียนแบกถุงมันฝรั่งไปไหนต่อไหนด้วยทุกวัน ภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนั้นมันฝรั่งก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า แต่ทุกคนก็ต้องแบกมันไว้ให้ครบอาทิตย์


เมื่อครบกำหนดคำถามที่ทุกคนได้รับก็คือ “นักเรียนอยากจะทำอะไรกับถุงมันฝรั่งใบนี้” คำตอบที่ได้เหมือนกัน ก็คือ “ทิ้งมันไปซะ” ฉันใดฉันนั้นกับขยะในใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจเพื่อนร่วมงานที่ทำงานผิดพลาด คำพูดที่ไม่หวานหูของคนในครอบครัว พนักงานบริการที่ไม่มีมารยาท หรือ คนขับรถที่ไม่มีน้ำใจหยุดให้เราข้าม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นขยะ เพราะขยะ คือ สิ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีราคา แล้วทำไมเราจึงเก็บมันมาคิดหรือติดอยู่ในใจเรา ถ้าเรารู้ว่ามันจะทำให้เราทุกข์ เราจะเก็บมันไว้หรือถือมันไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่


ผมเชื่อว่า ถ้าเราป้อนข้อมูลที่ไม่ดีเข้าสู่สมองของเราแล้ว ในหัวของเราก็จะมีแต่ข้อมูลไม่ดี และสิ่งที่ประมวลออกมาก็จะกลายเป็นข้อมูลที่ไม่ดีที่มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า เขาเรียกว่า การป้อนขยะเข้าสู่จิตใจ ทำให้เราคิดหรือแสดงออกบนมุมมองที่เต็มไปด้วยขยะหรือสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์หรือมีประโยชน์ใดๆ ดังนั้นถ้าเราเก็บขยะไว้ เราก็ค่อยๆ ซึมซับเอาความทุกข์เข้าไปทุกๆ วัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี และจากปีกลายเป็นหลายๆ ปี คนบางคนติดอยู่ในกองขยะเหล่านี้ ซึ่งเราเรียกว่า กองขยะแห่งความทุกข์


คนเราจะสุขได้ ต้องรู้จักกำจัดขยะที่มีอยู่ในใจออกไปให้หมด และไม่ดึงเอาขยะเหล่านั้นเข้ามาในใจ โดยเราต้องปิดกั้นความคิดและความรู้สึกของเรา ก่อนที่จะทำตัวเป็นเครื่องดูดฝุ่น หรือเป็นถังขยะที่รองรับสิ่งที่ไม่มีคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพจิตของเรา วิธีการที่เราสามารถทำได้เลยก็คือ การป้อนคำพูดเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองดูดขยะเหล่านี้เข้าไป เช่น พูดว่า “การเศร้าเสียใจหรือหงุดหงิดไปกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ลืมมันซะ” หรือ “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป เราอย่าไปใส่ใจ”


นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโดยการแสดงสำรับไพ่ให้คนทั่วไปได้ดู แต่ในไพ่หนึ่งสำรับจะมีบางอย่างที่ผิดปกติ มีบางอย่างที่แตกต่างไปจากไพ่ทั่วไป เช่น ไพ่ 4 ดอกจิกมีสีแดง ไพ่ 5 ข้าวหลามตัดมีรูปข้าวหลามตัด 6 รูป ซึ่งคนที่ได้เห็นไพ่นั้นจะถูกถามคำถามเหมือนกันว่าพวกเขาเห็นอะไร


ถามว่าคนที่ดูไพ่เหล่านี้ ได้เห็นความผิดปกติที่มีอยู่ในไพ่สำรับพิเศษที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้สังเกตความผิดปกติเหล่านี้ และเมื่อถูกถามให้อธิบายถึงไพ่ที่พวกเขากำลังมองอยู่ คนส่วนมากตอบว่า พวกเขากำลังมองเห็นไพ่ 5 ข้าวหลามตัด และไพ่ 4 ดอกจิกอยู่ โดยที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงความผิดพลาดของไพ่แต่ละใบไม่ว่าจำนวนรูปหรือสีที่อยู่ในไพ่


หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้น คำตอบก็คือสิ่งที่เราเห็นไม่ได้เป็นเพียงแค่รูปแบบที่ควรจะเป็น แต่ยังเป็นสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่ ซึ่งได้แก่ ความคาดหวังและข้อสันนิษฐานของเรา ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่นำไปสู่ความผิดพลาดในการดำเนินชีวิตของเรา เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่เราความหวังหรือสรุป เราก็จะรู้สึกผิดหวังและเกิดความทุกข์ใจในที่สุด เป็นการเอาขยะเข้ามาในใจเรา


ขยะเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราใส่ใจ เราเอาใจเข้าไปร่วมกับมัน เพราะเราคาดหวังว่าคนอื่นต้องเป็น ต้องพูด ต้องทำ อย่างที่เราคิดและต้องการ เมื่อเขาไม่ทำ ไม่พูด หรือไม่เป็นอย่างที่เราหวัง เราจึงผิดหวังและเสียใจ และนั่งเฝ้าถามว่าทำไมสิ่งต่างๆ ถึงเป็นเช่นนี้


เราสร้างขยะเหล่านี้ขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง ถ้าเราเปลี่ยนความคิดเสียใหม่เหมือนกับที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "You can't change other people, you can only change yourself." เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เราเปลี่ยนได้เพียงแค่ตัวเราเอง เพราะฉะนั้นความคาดหวัง ความต้องการของเราที่มีต่อคนอื่น และทำให้เราเกิดความทุกข์ สามารถแก้ไขได้ไม่ยากเพียงแต่รู้จักเปลี่ยนวิธีคิดของเรา เมื่อวิธีคิดของเราเปลี่ยนได้ เราก็สามารถขจัดขยะออกไปจากใจเราได้


ข้อคิดฝากทิ้งท้าย


ที่บ้าน เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยกันและกันในครอบครัวหรือไม่ เรารู้จักพูดจาดีๆ ต่อกันหรือไม่ เรารู้จักการให้และการรับแก่กันหรือไม่


ที่ทำงาน เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยกันและกันในกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ เรารู้จักพูดจาดีๆ ต่อกันหรือไม่ เรารู้จักการให้และการรับแก่กันหรือไม่ เรารู้จักการไม่เอารัดเอาเปรียบ การไม่แทงข้างหลัง การไม่ขัดแข้งขัดขากันหรือไม่


บนท้องถนน เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยกันและกันหรือไม่ เราเรียนรู้ที่จะมีน้ำใจให้แก่กันหรือไม่ เราเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มีอยู่หรือไม่


การที่เรามุ่งคิดในสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ดี เป็นแนวทางที่เรากำลังมอบความสุขต่อตนเองและคนรอบข้าง เป็นการให้ของขวัญแก่บุคคลอื่น และรับของขวัญจากคนอื่นในทางกลับกัน


จงจำไว้ว่า เราจะไม่มอบขยะให้กับบุคคลอื่น และไม่รับขยะที่ผู้อื่นสร้างให้ เพราะขยะคือสิ่งที่ไม่มีค่า แล้วทำไมเราอยากเก็บสิ่งไม่มีค่าไว้ในใจ


ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 12 ก.ค. 2553 (04:51)


ผลไม้

อาหารของทุกเพศทุกวัย ใครๆ ก็ชื่นชอบ เชื่อว่าแต่ละคนต้องมีผลไม้สุดโปรดเป็นของตัวเองแน่ๆ มาดูกันดีกว่าว่าผลไม้จะทายนิสัยของคุณได้แม่นแค่ไหน อย่างไร



  • กระท้อน คนชอบกินกระท้อน จะมีลักษณะแข็งนอกอ่อนใน ดูภายนอกเหมือนคนก้าวร้าวแต่จริง ๆ จิตใจดี อ่อนไหวง่าย ไม่ชอบความรุนแรง รักสงบ

  • กล้วย สำหรับคนที่ชอบทานกล้วย ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม แต่นิสัยจริง ๆ คืออ่อนไหวง่าย ถ้าถูกใครพูดกระทบกระแทกหน่อยก็จะเก็บเอาไปคิดเสียใจ เป็นคนโอบอ้อมอารีย์ มีเหตุผล รอบคอบ มองการณ์ไกล ชอบวางแผน อนาคตให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนนิสัยรักสันโดษ เป็นคนที่มีจิตเป็นกุศล ชอบทำบุญแก่คนทุกข์ยาก

  • เงาะ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบกินเงาะจะเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ ถึงคุณจะขี้โม้ไปบ้างแต่เพื่อน ๆ ก็ชอบในความร่าเริงสนุกสนานของคุณ

  • ชมพู่ สำหรับคนขี้เกรงใจ จะชอบกินชมพู่มากเป็นพิเศษ มีความอดทนสูง ยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและคิดมาก แต่ไม่ชอบที่จะทำร้ายจิตใจใครจริง ๆ ดังนั้นถ้าหนุ่มคนไหน ชอบกินชมพู่เป็นพิเศษหล่ะ ก็ควรจะเอาใจเค้าให้มาก เพราะเค้าจะคิดอะไร ๆ ไปในทางลบเสมอ

  • แตงโม เป็นของว่างจานโปรดสำหรับสาวใจกว้าง อ่อนโยน มีน้ำใจกับมิตรสหาย ซื่อสัตย์ไม่คิดคดทรยศ เป็นคนง่าย ๆ มองโลกในแง่ดี จะไม่ค่อยโวยวายหรือคิดมาก ตั้งอกตั้งใจทำงานดี แต่มักแพ้ภัยแก่เพศตรงข้าม และคนที่ชอบกินแตงโมจะเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนฝูงอีกด้วย

  • ฝรั่ง สาว ๆ ที่ชอบฝรั่งมักเป็นคนรักอิสระ ชอบที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซากจำเจ

  • มะพร้าว เพื่อน ๆ ที่ชอบมะพร้าวมักเป็นคนใจบุญ มีจิตเป็นกุศล มองโลกในแง่ดี วาจาคมคาย พูดจาเหน็บคนให้เจ็บด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเก่งนักแหละ

  • มะละกอ ผลไม้โปรดของคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง มีความคิดลุ่มลึก คิดเป็นเหตุเป็นผล วางแผนแยบยล โอบอ้อมอารีย์

  • มังคุด เหมาะสำหรับคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ช่างฝันและมีอารมณ์โรแมนติก อ่อนไหวง่าย รักใครได้ง่าย ๆ และเก็บเอาไปนึกคิดคนเดียว แต่ไม่นานก็ลืมเอาดื้อ ๆ แล้วก็ไปหลงคนอื่นต่อไปเรื่อยเปื่อย พูดง่าย ๆ คือเป็นผลไม้สำหรับคนเจ้าชู้ไงจ๊ะ

  • ลองกอง พวกที่ยึดเอาลองกองเป็นอาหารหลัก เป็นคนรักสันโดษ ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยในที่ที่ตนเองไม่เคยไป อนุรักษ์นิยม

  • ลางสาด สำหรับเพื่อน ๆ ที่เลือกลางสาดเป็นผลไม้หลัก จะเป็นคนอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในแนวความคิดเก่า ๆ ชอบวิถีทางที่เคยทำมาแต่ก่อน แต่เป็นคนมีเหตุผล

  • ลิ้นจี่ ผลไม้สำหรับคนชอบทำงานเบา ๆ ไม่ต้องใช้กำลังแรงงานมาก ๆ คนชอบทานลิ้นจี่กลัวเพื่อน ๆ จะลำบากน้อยกว่า เลยให้เพื่อน ๆ เอางานไปช่วยทำซะหมด ตัวเองคอยชักใยอยู่เบื้องหลังสบาย ๆ นี่เอง

  • ลำไย คนชอบทานผลไม้เม็ดเล็กชนิดนี้มักเป็นคนปากหวาน ชอบประจบประแจง ใช้คำพูดยกยอคนให้หลงปลื้ม แต่มักเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลัง

  • สตรอเบอร์รี่ ถ้าชอบทานสตรอเบอร์รี่ บอกได้เลยว่าคุณเป็นสาวคุยสนุก มีอารมณ์ขัน ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ตลอดเวลา เป็นที่ต้องการของเพื่อนๆ ในกลุ่ม และเมื่อจะพูดคุยหรือทำอะไรก็ต้องมีคนดู คนฟัง และค่อนข้างมีรสนิยมทีเดียว

  • สาลี่ ผลไม้คุณหนู ผู้ที่ชอบทานมักจะมีนิสัยอ่อนหวาน สุภาพ อ่อนโยน ไม่ชอบขัดใจใคร มองโลกในแง่ดี ไม่นินทาว่าร้ายใคร นอกจากนี้ยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

  • ส้มเขียวหวาน เห็นชอบส้มอย่างนี้เป็นคนทันสมัย หัวก้าวหน้า แต่มักมีนิสัยหึงหวงเพศตรงข้ามอยู่เนืองๆ มัธยัสถ์ รู้จักใช้จ่าย

  • ส้มโอ คนที่ชอบส้มโอจะเป็นคนที่รักความสบาย ความหรูหรา โอ่อ่า ใจอ่อนง่าย ถ้ามีใครๆ มาตื๊อก็คงยอมให้กันทุกอย่างแบบเทกระเป๋าไปเลย

  • สัปปะรด ผู้ที่ชอบกินเป็นคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไป มัวแต่ไปเอาใจคนอื่นเกินไป ทำให้เพื่อนๆ มักจะรำคาญและเบื่อหน่ายอยู่เสมอ

  • องุ่น ผลไม้ยอดฮิตของคนสวยมีเสน่ห์ เพื่อนๆ ที่ชอบทาน มักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่าย นิสัยร่าเริง มีความคิดความอ่านสุขุมรอบคอบ ปากกับใจไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ค่อยชอบบอกเรื่องส่วนตัวให้ใครรู้ง่าย ๆ

  • แอ๊ปเปิ้ล ผลไม้ของคนขี้เหงา ขาดเพื่อนไม่ได้ เป็นคนไม่ค่อยแคร์เรื่องความรัก คือนึกจะรักใครก็รัก นึกจะเลิกก็เลิกขึ้นมาง่ายๆ แต่จะเป็นคนที่มีความอดทนในเรื่องของการทำงาน




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 17 ก.ค. 2553 (05:05)



ฉลาดเท่ากัน แต่บั้นปลายชีวิตแตกต่างกัน








ทำไมคนที่ฉลาดเท่ากัน ถึงมีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน 


คุณเคยนึกบ้างไหมว่าในอนาคตคุณน่าจะเป็นคนที่ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ? แน่นอนว่าเราทุกคนต่างก็มีความฝัน แต่มีสักกี่คนที่ทำได้ดั่งที่ใจฝันไว้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ละทิ้งความฝันเพียงเพราะเจออุปสรรค จึงทำให้โอกาสดีๆ ในชีวิตหลุดลอยไป และนี่คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคน มีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน

ความแตกต่างระหว่าง คนที่ล้มเหลวและคนที่ประสบความสำเร็จคือ "แนวคิดในการใช้ชีวิต และ การเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น" คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่มีมุมมองที่ไม่เหมือนคนทั่วไป "วิธีคิดและมุมมอง ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ และแตกต่างจากคนอื่น"

สิ่งที่คุณคิดและมุมมองของคุณที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันจะเป็นตัวบ่งชี้อนาคตของคุณในภายภาคหน้า บางคน เมื่อวัยเด็กเป็นคนฉลาด เรียนรู้เร็ว มีความคล่องแคล่ว ว่องไว กล้าพูดกล้าทำ หัวสมองดีจดจำตำราได้แม่นยำ แต่ปัจจุบันเขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือน ในขณะที่อีกคนก็มีลักษณะไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก แต่กลับเป็นเศรษฐีพันล้าน

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่แตกต่างกันความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวคืออะไร ความจริงแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตัวเราเอง คือผู้กำหนด เห็นได้จากสิ่งที่กระทำในปัจจุบันจะส่งผล โดยตรงต่ออนาคต คนที่รู้จักอดออมในภายภาคหน้าก็จะมีเงินทอง ไม่ชัดเจน ส่วนบางคนมีเงินเยอะใช้ฟุ่มเฟือยในอนาคตอาจจะหมดตัวไม่เหลืออะไรเลย 

วันนี้เราลองมองดูตัวเองสิว่า ปัจจุบันเราทำอะไรอยู่และในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เปิดใจให้กว้าง ประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา มนุษย์เราทุกคนเกิดมาก็มีอะไรไม่แตกต่างกัน (ยกเว้นคนพิการ) การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตก็ต้องเห็นโอกาสก่อนคนอื่น ต้องรู้จักคิดวางแผนชีวิต และกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เวลาผ่านไปรวดเร็ว อย่าสัดวันประกันพรุ่ง รีบวางแผนชีวิตเสีย ตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

คนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเด่น ดังนี้

ชอบคิด แต่ไม่ใช่การคิดในลักษณะที่เพ้อฝัน ให้คิดในสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ “มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น” นี่คือเคล็ดลับเศรษฐีร้อยล้าน

 มีทัศนคติที่ดี และเชื่อว่าสามารถเป็นไปได้ ความเชื่อจะทำให้ทุกสิ่งเป็นจริงและเป็นไปได้

 ไม่ตีกรอบตัวเองให้อยู่จุดเดิม รู้จักมองโลกให้กว้างขึ้น หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เพื่อโอกาสที่ดีกว่า

 มีจุดมุ่งหมายชัดเจน และเดินหน้าตามแผนที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง ไม่เห็นปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปัญหามีไว้ให้แก้และหากทำได้ก็คือ "เราอยู่เหนือปัญหา"

 หมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง จะทำให้เรามองเห็นจุดบกพร่องที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างชัดเจน

 มีความกระตือรือร้น หรือความมุ่งมั่นในสิ่งที่จะทำ เห็นคุณค่าและรักในงานที่ทำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความกระตือรืนร้นที่จะทำให้สำเร็จ

 บุคลิกดี ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใครเห็นก็อยากคบหาสมาคมด้วย เป็นการสร้างโอกาสในสังคมให้แก่ตัวเองได้เป็นอย่างดี

 มีพลังแห่งการตัดสินใจ เราต่างมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวกันอยู่แล้ว โดยต้องเกิดจากการตัดสินใจก่อนที่จะมีการลงมือทำ สิ่งที่เราประสบต่างเป็นผลจากการตัดสินใจของเราเอง การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นกับชีวิต

 พัฒนาตัวเอง ต้องทำตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะผ่านเข้ามา เพราะโอกาสอาจไม่เกิดขึ้นได้อีก หากไม่รู้จักเตรียมตัวให้พร้อมโอกาสอาจหลุดลอยไปอย่างรวดเร็ว รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง อาจมีทั้งความคิดเห็นในแง่บวกและลบ ซึ่งความคิดเห็น ทั้งสองลักษณะล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น บางครั้งความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้

 คิดบวก การที่จะล้มเหลวหรือประสบผลสำเร็จนั้น วัดกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการคิด เลือกคิดบวกเริ่มต้นคุยถึงสิ่งดีๆ เลือกรับข้อมูลที่สร้างสรรค์ ที่จะช่วยกระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาลใจในทางที่ดี นอกจากนี้แล้ว การอยู่ในสังคมที่คิดบวก ก็จะเป็นคนที่คิดทางบวก มากกว่าคนที่คิดทางลบ

 ยอมรับสิ่งใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่ "หยุดนิ่ง" มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ปัจจุบัน

 รู้จักบริหารเวลา ผู้ที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักบริหารเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

"บางครั้งความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้"

แนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คำถามที่ว่านั้นปลายของชีวิตคุณจะเป็นเช่นไร คำตอบ จึงขึ้นอยู่กับแนวความคิดและมุมมองของคุณนั่นเอง


ที่มา : http://board.palungjit.com


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 21 ก.ค. 2553 (09:58)


ปิดทองหลังพระ


บางส่วนจาก “บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร”………นสพ.มติชน


ในคืนวันหนึ่งของปี พ.ศ. ๒๕๑๐ (ยศในขณะนั้นพันตำรวจโท)


…หลังจากได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแล้ว ในวังไกลกังวล


ผมจำได้ว่า คืนนั้นผู้ที่โชคดีได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระจิตรลดา เป็นนายตำรวจ 8 นาย และนายทหารเรือ 1 นาย


พระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงมาพร้อมด้วยกล่องใส่พระเครื่องในพระหัตถ์ ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดลำลอง


ขณะที่ทรงวางพระลงบนฝ่ามือที่ผมแบรับอยู่นั้น ผมมีความรู้สึกว่าองค์พระร้อนเหมือนเพิ่งออกจากเตา ภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบบังคมทูลถาม จึงได้ทราบว่า


พระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระเครื่ององค์นั้น ด้วยการนำเอาวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน เช่น ดินจากปูชนียสถานต่างๆ ทั่วประเทศ ดอกไม้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายในโอกาสต่างๆ และเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ของพระองค์เอง เมื่อผสมกันโดยใช้กาวลาเท็กซ์เป็นตัวยึดแล้ว จึงทรงกดลงในพิมพ์ (อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แกะถวาย) โดยไม่ได้เอาเข้าเตาเผา


หลังจากที่ได้รับพระราชทานแล้ว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทมีความว่า


“พระที่ให้ไปน่ะ ก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อน แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น”


พระราชทานพระบรมราชาธิบายด้วยว่า


“ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่าการทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว”


ผมเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้น ก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียวที่ห้อยคอผม


หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ผมได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯ ที่วังไกลกังวลอีก ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯ นอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลำบาก และเผชิญอันตรายนานาชนิด บางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ปรากฏว่ากรมตำรวจมิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น


ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น ผมจึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวย แล้วกราบบังคมทูลว่า


“ใคร่ขอพระราชทานอะไรสักอย่างหนึ่ง”


พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า


“จะเอาอะไร?”


และผมก็กราบบังคมทูลอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า จะขอพระบรมราชานุญาตปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไป


พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผลที่ผมขอปิดทองหน้าพระ


ผมกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า


“พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุดเกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้ง มิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้นแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย”


พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม)


ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า


“ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง”




 



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 31 ก.ค. 2553 (05:42)


บุคลิกภาพกับการเลือกอาชีพ


บุคลิกภาพนั้นนอกจากจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้บุคคลแต่ละคน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยส่วนตัวของแต่ละบุคคลแล้ว ยังสามารถมีส่วนช่วยในการ เลือกอาชีพ ให้เหมาะสมกับตัวคุณได้อีกด้วย ดังที่ปรากฏใน "ทฤษฎีการเลือกอาชีพ" ของของ John L. Holland ซึ่งเชื่อว่าบุคลิกภาพของคนจะสะท้อนผ่านการเลือกอาชีพของตน โดยเหตุผลในการเลือกอาชีพนั้นเกิดจากการผสมผสานความคิดต่อตัวเอง และความเข้าใจต่ออาชีพที่เลือก นั่นคือ คนที่เลือกอาชีพได้สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนมากที่สุด จะมีความพึงพอใจในอาชีพและส่งผลให้ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆ ได้


บุคลิกภาพ คือ ลักษณะโดยรวมของพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในของแต่ละบุคคลซึ่งรวมถึงความสามารถ ความถนัด ความสนใจและความรู้สึกนึกคิดที่เป็นของบุคคลนั้น อันส่งผลให้บุคคลมีพฤติกรรมและลักษณะนิสัยเฉพาะของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันไป


ทฤษฎีที่จะแนะนำว่าบุคลิกของคุณ เหมาะสมกับงานลักษณะใด แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าคุณควรจะทำอาชีพนี้เพียงเท่านั้น เพราะยังต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมาก ที่จะต้องนำมาเป็นตัวช่วยพิจารณาในการตัดสินใจ ทั้งความฝัน ความชอบ ความถนัดส่วนตัว และความรู้ความสามารถต่างๆ ที่มี แต่อย่างน้อยหากเรารู้จักตัวเอง และความต้องการของตัวเอง ก็จะสามารถทำให้เราเลือกอาชีพได้ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น


คนเราก็จะมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป มากมายหลากหลาย แล้วแต่สภาวะทางใจและทางกายของแต่ละบุคคล ทั้งการเลี้ยงดู การศึกษา และสภาวะทางสังคม รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ได้แบ่งประเภทของบุคลิกภาพออกเป็นกลุ่มๆ 6 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของงานที่เหมาะกับคนในบุคลิกต่างๆ ดังนี้


กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบจริงจัง (Realistic)


บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มที่1 คือคนประเภทที่ชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการควบคุม การปฏิบัติการกับเครื่องยนต์กลไก หรือจำพวกเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ชอบแก้ไขซ่อมแซมวัสดุต่างๆ ทั้งไม้และโลหะ มีความถนัดทางช่าง ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ชอบงานประเภทใช้กำลังกาย ชอบการเคลื่อนไหวและใช้ทักษะ เป็นลักษณะงานของผู้ชาย ชอบงานประเภทมองเห็นปัญหาที่จะแก้ไขได้ชัดเจน เลี่ยงกิจกรรมแบบต้องใช้วาจาอธิบาย สนใจคณิตศาสตร์ ไม่ชอบงานภาษาหรือการศึกษา หรืองานที่เกี่ยวข้องกับคน นอกจากนี้ยังเป็นคนขี้อาย ถ่อมตน เกรงใจคน คล้อยตามระบบกฎเกณฑ์ บางครั้งอาจเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่มีพิธีรีตอง เก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ไม่คิดมาก ไม่เพ้อฝัน หนักแน่น อดทน เอาการเอางาน จริงจัง พากเพียร เสมอต้นเสมอปลาย บุคคลพวกนี้อาจจะขาดทักษะทางสังคม


ความสามารถ : สิ่งที่คนประเภทนี้จะสามารถทำได้ดีก็คือ อ่านพิมพ์เขียว แก้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ชอบทำงานเกี่ยวกับเครื่องมือชนิดต่างๆ ตลอดจนวิธีการใช้งานต่างๆ มีความรู้ทางคณิตศาสตร์�


อาชีพ : อาชีพที่เหมาะสม ได้แก่ วิศวกร เจ้าหน้าที่เกษตรกรรม ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ช่างซ่อม ช่างฟิต ช่างสำรวจ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่อง ช่างประปา นักประมง นักเดินป่า พนักงานป่าไม้ นักกีฬา นักเดินเรือ นักประดาน้ำ นักประดิษฐ์วัสดุ ครูสอนอุตสาหกรรมศิลป์ ครูสอนการเกษตร เจ้าหน้าที่เอ็กซ์เรย์ เป็นต้น ถือเป็นอาชีพที่คนในกลุ่มนี้จะสามารถทำได้ดีกว่าบุคคลในกลุ่มอื่นๆ


กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบใช้ปัญญา และความคิดแบบนักวิชาการ (Investigative)


บุคลิกภาพ : บุคคลในกลุ่มที่ 2 จะเป็นบุคคลประเภทที่มีลักษณะดังนี้ เป็นคนที่ชอบการวิเคราะห์ และการประเมิน เป็นคนอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต ช่างสงสัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แถมยังมีเหตุผล ละเอียดรอบคอบ เป็นคนค่อนข้างอนุรักษ์นิยม นิสัยชอบเก็บตัว ไม่ชอบสังคมมาก ชอบงานอิสระ ไม่ชอบเอาอย่างใคร พึ่งพาตนเองได้ มีความมั่นใจในตนเอง ชอบคิดชอบฝัน ชอบแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ชอบวิจัยในโครงงานทางวิทยาศาสตร์ ชอบทำงานที่ซับซ้อน หรืองานทดลองแบบประเภทท้าทายความสามารถ ไม่ชอบงานการค้า หรือการโฆษณาชักชวน ยึดระเบียบกฎเกณฑ์ สนใจการจัดการและวางแผนงาน เป็นคนมุ่งงานเป็นใหญ่ และสนใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม บุคคลประเภทนี้อาจจะ ขาดทักษะในการเป็นผู้นำ


ความสามารถ : เป็นคนมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และมีความสามารถที่จะฝึกฝนอบรบทางช่างบางสาขาได้ มีความสามารถทำงานโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ทำงานเกี่ยวกับผลของกระแสคลื่นทางวิทยุ ความถี่ต่างๆได้ดี มีความสามารถทางคณิตศาสตร์และแพทยศาสตร์ รู้จักการทำงานของร่างกาย สามารถแปลส่วนผสมทางเคมี และรู้จักวิธีการใช้เครื่องมือทางเทคนิคได้ดี


อาชีพ : นักเศรษฐศาสตร์ แพทย์ สัตวศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักพยาธิวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ นักชีววิทยา นักจุลชีววิทยา นักเคมี นักฟิสิกส์ นักวางแผน นักวิจัย นักวิชาการ ครูสอนคณิตศาสตร์ ครูสอนวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักธรณีวิทยา นักสมุทรวิทยา นักดาราศาสตร์ นักอุตุนิยมวิทยา นักภูมิศาสตร์ นักสืบสวน ถือเป็นงานที่เหมาะกับบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบที่ 2 นี้


กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบศิลปิน (Artistic)


บุคลิกภาพ : กลุ่มนี้จะเป็นคนประเภทที่ชอบแสดงออก รักความเป็นอิสระ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาใคร ไม่ชอบพึ่งพาผู้อื่น ไม่คล้อยตามบุคคลอื่น เป็นคนชอบริเริ่มไม่ชอบเอาอย่างใคร ไม่ชอบสัมพันธ์เป็นส่วนตัวโดยตรงกับใคร ไม่ชอบความจำเจ หรืองานที่มีกฎระเบียบแน่นอน ช่างฝัน อ่อนไหวง่าย ชอบแสดงออก บางครั้งเจ้าอารมณ์ มีอุดมคติ ชอบคิดค้นเกี่ยวกับปัญหา สิ่งแวดล้อม และแสดงออกทางศิลปกรรม มีความสามารถทางดนตรี อ่านหนังสือแบบแสดงความรู้สึกได้ดี ชอบฟังเพลง ชอบดูละคร เขียนหนังสือและแต่งกลอนได้ดี บุคคลประเภทนี้อาจจะขาดทักษะทางสำนักงาน


ความสามารถ : สามารถเล่นดนตรีได้ ร้องเพลงประสานเสียงได้ แสดงบทบาทต่างๆได้ รวมทั้งสามารถอ่านแบบแสดงความรู้สึกได้ นิยมการไปฟังและดูละคร เขียนรูปได้อย่างใกล้เคียงความจริง เขียนหนังสือและแต่งกลอนได้ดี


อาชีพ : ผู้กำกับการแสดง ครูสอนภาษา ผู้สื่อข่าว ครูสอนการละคร ครูสอนนาฏศิลป์ ผู้แปลภาษาต่างประเทศ นักปรัชญา ครูสอนวรรณคดี ครูสอนดนตรี เต้นรำ นักดนตรี นักโฆษณา นักแสดงต่างๆ นักประชาสัมพันธ์ นางแบบ-นายแบบ นักจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย นักวิจารณ์ ผู้ออกแบบเครื่องเรือน มัณฑนากร สถาปนิก จิตรกร นักแต่งเพลง นักแต่งบทละคร นักเขียนบทภาพยนตร์ ปฏิมากร นักประดิษฐ์ ช่างภาพ ช่างพิมพ์ นักออกแบบ นักประพันธ์ นักร้อง นักเต้นรำ นักเขียนการ์ตูน ครูสอนศิลปะ นักพากษ์ วาทยากร อาชีพพวกนี้จะเป็นอาชีพที่คนในกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จได้มาก


กลุ่มที่4 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบบริการสังคม และชอบสมาคม (Social)


บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มนี้มักจะเป็นคนที่ชอบทำงานร่วมกับผู้อื่น ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยคนที่มีปัญหาทางจิตใจ แต่ไม่ชอบให้ใครสั่ง ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร ชอบให้ความรู้ ชอบสนทนาและสังสรรค์กับผู้คน มีความเข้าใจคนอื่นได้ดี กล้าแสดงออก เป็นกันเอง ร่าเริง มีความเมตตากรุณา ชอบมีอำนาจเหนือคนอื่น มีอุดมคติ รับผิดชอบ อนุรักษ์นิยม ชอบดูกีฬา ชอบร่วมกิจกรรมบันเทิง ชอบเป็นสมาชิกองค์การหรือศูนย์ ชอบดูแลเด็กๆที่มีกิจกรรมสนุกสนาน ชอบช่วยและรักษาพยาบาลผู้อื่น มีความสามารถในการพูด มีทักษะในการติดต่อกับผู้อื่น ชอบพัฒนาให้ความรู้หรือฝึกอบรมผู้อื่น มักจะชอบงานด้านภาษามากกว่างานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ บุคคลแบบนี้จะขาดทักษะทางเครื่องจักรกล ขาดความสามารถในการวิเคราะห์อย่างมีกฎเกณฑ์ระเบียบวิธี


ความสามารถ : มีความสามารถอธิบายสิ่งต่างๆได้อย่างดี สามารถทำงานร่วมกับบุคคลที่มีอายุสูงกว่าได้ดี สามารถวางกิจกรรมหรือโครงการให้กับโรงเรียน หรือวัด มองคนได้อย่างถูกต้อง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทำงานให้ชุมชนโดยสมัครใจ และชอบทำงานกับคนหมู่มาก


อาชีพ : ครู-อาจารย์ นักวิชาการ พยาบาล นักสังคมสังเคราะห์ นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา นักแนะแนว ผู้ให้คำปรึกษา ผู้จัดการ บรรณารักษ์ นักโภชนาการ ล่าม มัคคุเทศก์ นักเทศน์ พนักงานต้อนรับ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่งานบุคคล นักฝึกอบรม นักพัฒนากร ทูต เป็นต้น ซึ่งบุคคลในกลุ่มที่ 4 จะสามารถทำหน้าที่ในอาชีพเหล่านี้ได้ค่อนข้างดี�


กลุ่มที่ 5 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ (Enterprising)


บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มที่ 5 นี้ มักมีลักษณะเป็นคนที่ชอบกิจกรรมที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น ใช้ทักษะในทางพูดจา มองเห็นตนเองเป็นผู้นำเต็มตัว เชื่อมั่นในตนเอง ชอบชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตาม หรือชอบดำเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์ ชอบถกเถียงปัญหาทางการเมือง ชอบอภิปราย พูดจาตรงไปตรงมา กล้าแสดงออก กล้าโต้แย้ง กล้าคิดกล้าทำ กล้าเสี่ยง ชอบการแข่งขัน ทะเยอทะยาน ว่องไวคล่องแคล่ว มักชอบริเริ่มและดำเนินธุรกิจส่วนตัว ชอบกิจกรรมชนิดเป็นกลุ่มและองค์การ ชอบควบคุมผู้อื่น ชอบพบปะบุคคลสำคัญ เป็นผู้นำกลุ่มในการทำกิจกรรม ชอบการปาฐกถา ร่วมขบวนการในการรณรงค์หรือหาเสียง ชอบการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องเขียนด้วยสำนวนภาษาแบบสละสลวย หรือเป็นคำประพันธ์ หรือเขียนภาพ หรือปั้นแกะสลัก หรือกิจกรรมที่มีระบบระเบียบมาก เป็นพวกมุ่งงานและมุ่งความสัมพันธ์


ความสามารถ : มักเคยถูกเลือกให้ทำกิจกรรมต่างๆ สมัยอยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย สามารถควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้อื่นได้ มีความกระตือรือร้นมากๆ สามารถชักจูงให้คนอื่นมาทำสิ่งที่ตนต้องการได้ ขายสินค้าเก่ง ชอบจัดการ รวบรวมก่อตั้งเป็นสมาคมและองค์การ เป็นผู้นำการอภิปรายที่ดี เป็นตัวแทนเจรจาตกลงให้กับกลุ่มหรือองค์การได้ดี


อาชีพ : นักธุรกิจ นักการตลาด นายธนาคาร นักบริหาร ผู้ขายประกันชีวิต นายหน้าซื้อขาย ผู้จัดการ นักการเมือง ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ที่ปรึกษาทางธุรกิจ โฆษก แอร์โฮเตส อาชีพเหล่านี้ มักเป็นอาชีพที่อยู่ในความสนใจของคนกลุ่มนี้ในระดับต้นๆ


กลุ่มที่ 6 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบยึดมั่นและมีระเบียบแบบแผน (Conventional)


บุคลิกภาพ : เป็นบุคคลที่ชอบทำงานเกี่ยวกับตัวเลข และการนับจำนวน ชอบบทบาทที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พอใจที่จะคล้อยตาม หรือเชื่อฟังบุคคลอื่น ไม่ชอบเป็นผู้นำ เลี่ยงการโต้แย้ง ไม่ชอบงานที่ใช้ทักษะทางร่างกาย ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เจ้าระเบียบ ไม่ยืดหยุ่น มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมาก ขาดความคิดริเริ่มและจินตนาการ ชอบเลียนแบบ แต่เป็นคนจริงจังกับงานมาก อดทนและรับผิดชอบสูง ละเอียดถี่ถ้วน มีความพากเพียร เก็บกดและควบคุมอารมณ์ตนได้ดี ชอบทำงานสำนักงาน งานเสมียน งานตัวเลข งานเอกสารและสารบรรณ เช่น การเก็บบันทึกข้อมูล การจดคัดลอกข้อมูล การจัดหมวดหมู่งาน ไม่ชอบงานด้านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์


ความสามารถ : ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรธุรกิจ (เช่น คอมพิวเตอร์) ได้ดี จัดระเบียบงานเข้าหมวดหมู่ ใช้วิชาชวเลข ทำงานในเวลาตามที่กำหนด พิมพ์หนังสือได้ ทำบัญชีรับจ่าย ประวัติ ข้อมูล และการนัดหมายต่างๆ ตลอดจนถึงรายจ่ายในการซื้อขาย คุ้นเคยกับวัสดุครุภัณฑ์ทางธุรกิจเป็นอย่างดี


อาชีพ : สมุห์บัญชี นักบัญชี เลขานุการ เจ้าหน้าที่การเงินการธนาคาร เจ้าหน้าที่งานพัสดุ เจ้าหน้าที่สารบัญ ผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ช่วยบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ผู้คุมสต็อคสินค้า ผู้ควบคุมเครื่องยนต์ เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด นักสถิติ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงิน พนักงานไปรษณีย์ เป็นต้น บุคคลที่มีบุคลิกภาพดังที่กล่าวมา จะประกอบอาชีพต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี


ดังที่กล่าวมาแล้วว่า บุคลิกภาพ มักมีส่วนสำคัญในการเลือกอาชีพในระดับหนึ่ง คือ เมื่อเรารู้ และเข้าใจในความถนัด หรือสิ่งที่เราชื่นชอบ ว่าเป็นอย่างไร รูปแบบใด หรือ อุปนิสัยส่วนตัวต่างๆ ของเราแล้ว เราก็จะสามารถเข้าใจได้มากขึ้น ว่าอาชีพที่เราต้องการจะเป็น หรือทำแล้วเหมาะสมกับความเป็นตัวเรานั้นคืออะไร เราก็จะสามารถเลือกและประกอบอาชีพต่างๆ เหล่านั้นได้ดี แต่ทั้งนี้ ก็มิได้หมายความว่า บุคคลในกลุ่มต่างๆ จะต้องประกอบอาชีพดังที่กำหนดไว้เสมอไป เพราะเราต้องดูองค์ประกอบแวดล้อมอีกหลายประการเช่นกัน คนที่มีบุคลิกภาพในแต่ละประเภท อาจจะสามารถ ประกอบอาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกับอาชีพของกลุ่มนั้นๆ โดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ นอกจากนี้ บางคนอาจมีบุคลิกภาพแบบ 2 กลุ่มรวมกัน หรือมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งทฤษฎีก็มิสามารถนำมากำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ ดังนั้น เราสามารถเลือกอาชีพได้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับความพอใจ ความต้องการ ความฝัน และความจำเป็นในด้านต่างๆ อีกมากมาย


ที่มา : Forward mail


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 8 ส.ค. 2553 (15:40)


มาฝึกทำสมาธิกันด้วยโปรแกรม “ภวังค์จิต” (Subconsciousness Sound) กันเถอะครับ


ดาวน์โหลดไปใช้ฟรีที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=1025




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 11 ส.ค. 2553 (10:16)




คำโกหกของแม่






1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อเราเป็นเด็ก ๆ เราเกิดในครอบครัวยากจน 


ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ 
เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้เราเพิ่มขึ้นอีกพร้อมทั้งพูดว่า
 

'ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว

นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกเรา 

 
2. เมื่อเราเติบโตขึ้น แม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ 
เพื่อว่าเราจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเรา 
แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้เรากิน ในขณะที่เรากินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆ 
เรา แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่เราได้กินเนื้อปลาไปแล้ว 
เรารู้สึกตื้นตันใจมาก..เราพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ 
แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า
 

'ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา

นี่เป็นครั้งที่ ที่แม่โกหกเรา 

 
3. เมื่อเราเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น 
แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน 
บางครั้งเราตื่นขึ้นมาตอนตี 

หรือตี 2...เรายังเห็นแม่กำลังทำงาน 'แม่ค่ะ...นอนเถอะมันดึกมากแล้ว 
พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก
แม่ยิ้มกับเราพูดว่า 

'ลูกนอนก่อนนะ...แม่ยังไม่ง่วง...นอนไม่หลับ

ครั้งที่ แล้วที่แม่โกหกเรา 

 
4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมเราต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย 
แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้เรา มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก 
ๆ...แม่ต้องรอเราอยู่หลายชม. เมื่อเราทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ 
เห็นแม่เรามีเหงื่อออกท่วมตัว..แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้เราดื่ม 
เราเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า
 

'ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ' 

นั่นเป็นครั้งที่ ที่แม่โกหกเรา 

 
5. หลังจากที่พ่อเราล้มป่วยและเสียชีวิต 
แม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว 
แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้าง 
ๆบ้านท่านเป็นคนดี 
พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ 
เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย 
แม่พูดกับเราว่า
 

'แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความรักอีก' 

แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ แล้ว 

 
6. ในทื่สุดเราก็เรียนจบและมีงานทำ 
เราอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง 
แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง 
ๆที่เราพยายามส่งเงินมาให้แม่ (เราต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) 
แม่เราไม่ค่อยยอมรับเงินเรา..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้เราอีก 
แม่พูดกับเราว่า
 

'แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ

แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ 
 
7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..เราตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา 
เมื่อเราเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง 
เมื่อทำงานไปได้สักพัก...เราอยากให้แม่เรามาอยู่กับเราที่อเมริกา 
เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต 
แต่แม่เราไม่อยากรบกวนเรา...บอกเราว่า
 

'แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน

ครั้งที่ แล้วซินะที่แม่โกหกเรา 

 
8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย 
ๆ..ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล 
เราลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่ทันที แม่เรานอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อเราไปถึง 
น้ำตาเราไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก 
แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นเรา....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก 
เรารู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน 
จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว เราโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร 
หัวใจเราในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด 
แม่พยายามปลอบเราด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
 

'ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว' 

นี่เป็นครั้งที่ ที่แม่โกหก 

และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกเรา 

แม่ที่เรารักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ 
หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 
จบลง........ 

 
อยากให้เรื่องราวนี้สะท้อนกลับไปยังลูกๆทุกคน ที่ยังมีคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ 
รักคุณแม่ให้มากๆนะครับ






myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 19 ส.ค. 2553 (11:42)


ธรรมะ เสมือนลมหายใจ ?


ท.พ.วิรัช วโนทยาพิทักษ์ (อิกคิว)


 


อาจารย์ครับ ผมก็ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ทำไมผมรู้สึกไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์ ??


 


ก่อนที่ครูจะสอนเธอต่อไป ในความคิดของเธอ เธอคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนการกระทำอะไร ดังต่อไปนี้ ???


 


เสมือนการเรียนในโรงเรียน ?


เสมือนการรักษาโรคทางใจ ?


เสมือนการสั่งสมบุญ ?


เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง ?


เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ ?


 


สิ่งแรกที่เธอทำผิดในการปฏิบัติธรรมก็คือการที่เธอตั้งความหวังในการปฏิบัติธรรม จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน อันเป็นตัณหาที่คอยขัดขวางการปฏิบัติอันเป็นสภาวธรรมที่เธอยังไม่เข้าใจ และอาจารย์จะเทียบกับสภาพต่างๆที่เธออาจตั้งความหวังเอาไว้ในใจคือ ถ้าเธอเปรียบการปฏิบัติธรรม เสมือนสิ่งต่อไปนี้คือ ?


 


เสมือนการเรียนในโรงเรียน ?


เธอจะคิดว่าฉันต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ กว่าใครๆอยากได้เกรดเอทุกวิชา เธออยากจบไวๆ อยากบรรลุธรรมไวๆ เธอจะมีแต่ความโลภ ความเร่าร้อน นี่คือโทษของการคิดแบบนี้ ?


 


เสมือนการรักษาโรคทางใจ ?


ถ้าเธอมองว่าเป็นยารักษาโรคทางใจ เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ เธอจะมีแต่ความโกรธ นี่คือโทษของการคิดแบบนี้ ?


 


เสมือนการสั่งสมบุญ ? 


เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง นี่คือโทษของการคิดแบบนี้ ?


 


เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง ?


เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราว แล้วก็จากไป หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ จะทำให้เธอไม่ก้าวหน้าในการเจริญปัญญา เพราะความหลงเพลินในสมาธิสุขทำให้เธอเสียเวลาจากการหยุดพัก และเธอก็อาจไม่อยากเดินทางต่อไป เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของตนในการปฏิบัติธรรม นี่คือโทษของการคิดแบบนี้ ?


 


เสมือนการเดินทางอันเร่งรีบเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ ? 


เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน เธอจะขาดสติ นี่คือโทษของความคิดแบบนี้ ??


 


แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ ?? ลูกศิษย์ใจร้อนถาม ?


 


เธอควรคิดว่า ธรรมะนี้คือการมีชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต มีชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิต มีเพียงขณะปัจจุบันเท่านั้น ที่เราจะใช้เพื่อเรียนรู้กายและใจ เราเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่เร่งรีบ ไม่มุ่งหวัง ไม่ตั้งความปรารถนาใดๆให้ใจเราเร่าร้อน แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้ เธอจะเห็นการทำงานของใจที่ทำงานทางกายเช่นทางตา ทางหู และทางความคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้ายพอใจหรือไม่พอใจ เมื่อเราได้เรียนรู้เราจะได้สติขึ้นมาในปัจจุบันขณะนั้นเอง เราจะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็แตกสลายแปรเปลี่ยนสภาพไป ตัวเราที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง ใจเธอก็จะคลายความยึดติด และใจก็จะค่อยๆเบาขึ้น ?


 


ถ้าเปรียบแล้วธรรมะคงเสมือนลมหายใจของเธอ ที่มีติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดทีเดียว เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ลมหายใจนี้มีอยู่และเป็นจริงในปัจจุบันนี้เท่านั้น เป็นเรื่องแปลกที่เธอสัมผัสได้จริง เพราะว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลมหายใจอยู่เลยในอดีต และไม่มีความคาดหวังลมหายใจในอนาคต ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ ?


 


หายใจเข้าเพื่อรู้สึกถึงความเย็นและการเคลื่อนไหว หายใจออกเพื่อระลึกถึงความอบอุ่นและผ่อนคลาย ไม่รีบร้อนและไม่ต้องรู้ให้ตลอดเวลา รู้บ้างเป็นบางครั้งเผลอบ้างเป็นส่วนใหญ่ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน เธอไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว และเขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน ?


 


เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่ ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียทีอย่างเนรคุณ เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ตลอดชีวิต ?


 


เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไปแม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์ อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป ?


 


เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญที่สุด เพราะการกำหนดลมหายใจนี้เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความปีติในปัจจุบันนี่เอง ?


 


เพราะการกำหนดลมหายใจจะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว เธอไม่ต้องกลัวว่าวิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร ถ้าจะสรุปสั้นๆให้จำง่ายๆ ก็คือ ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา การปฏิบัติธรรมก็คือ การมีชีวิตที่จะเรียนรู้กายและใจ เสมือนการหายใจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง ? 


 


เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่าเธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้ และเสียมาแล้วกี่ชาติ ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ??


 


ครับอาจารย์" ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์ ดวงตาฉายแววนักสู้ อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม ผมจะจำคำสอนของอาจารย์ไว้ ? 


 


"ธรรมะ" เสมือนลมหายใจของเรา 
"การปฏิบัติธรรม" ก็คือการหายใจอยู่ในปัจจุบัน ?


 


ที่มา : http://www.dharmamag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=95:2009-11-10-19-51-43&catid=39:fiction


 



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 28 ส.ค. 2553 (07:20)


"ธรรมะ" คือ "ธรรมชาติ"



ธรรมชาติเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ควรแก่การศึกษา ทั้งธรรมชาติภายนอก และธรรมชาติภายในตัวเอง ศาสดาของศาสนาต่างๆ ก็คือผู้ที่ศึกษาธรรมชาติภายในคือ จิตวิญญาณของมนุษย์ สิ่งที่ค้นพบจึงเป็นสิ่งๆ เดียวกัน คือ ' กฎธรรมชาติ' และถึงแม้ต่างศาสนาจะต่างมุมมองแต่ล้วนมีความมุ่งหมายเดียวกันคือ ให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล สงบ ร่มเย็น ดังเช่นที่ธรรมชาติจัดวางไว้


ปัจจุบันดุลยภาพที่เคยมีของสรรพสิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ เพราะมนุษย์มุ่งแต่ทำลายธรรมชาติภายนอกในขณะเดียวกันธรรมชาติภายในก็ถูกทำลายลงไปพร้อมๆ กัน ความเสื่อมทั้งหลายเกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายล้างสมดุของระบบ ทางออกคือการย้อนกลับไปหาธรรมชาติ ทั้งการใกล้ชิดธรรมชาติภายนอก และการศึกษาธรรมชาติภายใน

คืนชีวิต…สู่สมดุลธรรมชาติ


สมดุลของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในเป็นสิ่งที่เรียกคืนได้ เพียงแต่ต้องการความเข้าใจที่ชัดเจน ถ่องแท้ ไม่ลังเล ไม่ท้อถอย เริ่มจากก้าวแรกสู่กาย วาจา ใจ จากวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง วัน เดือน ปี จนเป็นปกตินิสัย จากตัวเราแล้วแผ่ขยายไปถึงคนรอบข้าง เป็นกลุ่ม เป็นสังคม ทีละเล็ก ทีละน้อย ค่อยๆ ร้อยรวมกันสู่สมดุลของชีวิต สู่สมดุลของสรรพสิ่ง


เริ่มจากการปฏิเสธคุณค่าจอมปลอมของชีวิตที่สังคมสมัยนี้ยัดเยียดให้ แล้วหันกลับมาให้คุณค่ากับชีวิตที่ไม่ต้องเบียดเบียน แก่งแย่ง ชีวิตแบบนี้ทุกคนทำได้โดยไม่ต้องไปบวชเป็นพระ เถร เณร ชี แต่อย่างใด ฆราวาส ปุถุชน คนธรรมดาก็ทำได้ หลักง่ายๆ คือดำรงชีวิตอยู่โดยคำนึงถึงชีวิตอื่นๆ บ้าง ลองพิจารณาดูว่าชีวิตเราหนึ่งชีวิตต้องเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง พึ่งพาอาศัย หรือต้องมีหน้าที่ดูแล เป็นที่พึ่งของชีวิตใดบ้าง การกระทำของเราแต่ละครั้งได้ส่งผลกระทบหรือเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใด เท่านี้ก็ช่วยสร้างสมดุลให้ธรรมชาติได้โขแล้ว


ธรรมชาติแวดล้อมภายนอกและธรรมชาติภายในคือจิตใจ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติเดียวกัน การศึกษาธรรมชาติแวดล้อมภายนอก จึงมักจะช่วยให้เรามองเห็นธรรมชาติภายในตัวเราได้ง่ายขึ้น กระจ่างชัดขึ้น


แม่ชีศันสนีย์ได้ชี้ให้เห็นปริศนาธรรมจากต้นไม้ว่า " ต้นไม้ก็สอนธรรมะได้ คือสอนให้รู้ว่าเมื่อเขาได้รับโอกาสจาการปลูก หรืองอกงามมาแล้ว เขามีชีวิตแล้ว เขาก็ทำหน้าที่ของเขาด้วยการเติบโตไปตามเหตุ ตามปัจจัยของการใช้ชีวิต ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะทุกชีวิตที่เดินเข้ามาใต้ต้นไม้ ไม่ว่าสัตว์ คนเลวหรือคนดี เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิง คนรวยหรือคนจน ต่างได้รับร่มเงา ความสงบเย็น และได้รับออกซิเจนที่เป็นประโยชน์กับทุกชีวิตเหมือนๆ กัน"


เพียงแค่ดำรงชีวิตอยู่ให้เหมือนต้นไม้ ดำรงอยู่อย่างสงบ ร่มเย็นและเป็นประโยชน์กับชีวิตอื่นๆ ก็นับเป็นชีวิตที่มีคุณค่าแล้ว

ที่มา :�http://www.moph.go.th/ops/doctor/drAugust43/artical102.htm


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 2 ก.ย. 2553 (07:25)


เรื่องนี้ขอมอบแด่ : ทุกคนที่ล้มเหลวในชีวิต


 


พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ 


เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี 


ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง 


 


เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน 


แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป 


เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้ 


 


ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว 


แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม 


 


เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา 


หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี 


 


แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว) 


 


แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ! 


แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด 


สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร 


ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน 


กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา 


 


ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร 


แต่เขา กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา 


 


เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ 


เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ 


เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน 


 


เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน 


เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว 


ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง 


เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้


นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา 


เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ ลักพาตัวเธอ! 


 


แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง 


แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้าง 


แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก 


เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ... 


วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย 


 


แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว 


เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า 


และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต 


 


แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ 


 


พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น 


ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี 


 


วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา 


เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ ( ราวสี่พันบาท) 


เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว 


ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 


 


มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ 


ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน 


 


เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล 


เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่าจะฆ่าตัวตาย 


เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง 


นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ    


ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม 


 


แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา 


เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี    


และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ 


เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า    


เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้) 


 


เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ 


บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร 


ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง 


ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ 


 


เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน 


และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา 


 


เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน 


สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง 


 


จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมา


ในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น 


 


เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา 


 


แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส 


ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง 


 


ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี 


เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ


 


65 ปีกับความล้มเหลวที่ขมขื่น
20 ปีกับความสำเร็จที่น่าชื่นชม


 


ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง..ที่ "กำลังล้มเหลว" กับชีวิต
คุณก็อาจเป็นคนหนึ่งที่ "กำลังจะประสบความสำเร็จ" สูงสุดก็ได้


ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ
"ถ้าทำดี มันต้องดีแน่นอน"
"แต่ถ้าทำชั่ว ยังไงมันก็ต้องชั่วอยู่วันยังค่ำ" ล่ะครับ


 



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 7 ก.ย. 2553 (10:49)

ผู้ถาม : "คนที่ตั้งหน้าตั้งตากระทำแต่ความดี ทำไมไม่ได้ดีเหมือนคนชั่วบางคน"
หลวงพ่อ : "ถ้าคุณเริ่มปลูกมะม่วงในวันนี้ คุณจะเก็บกินผลมะม่วงได้สักเมื่อใด?"
ผู้ถาม : "เอ! ผมก็ไม่ค่อยจะมีความรู้ในเรื่องมะม่วงนักแต่ที่บ้านผมปลูกไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึง จะออกผลครับ"(ข้าพเจ้าตอบ ชักลังเลไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อฟังคำถามของข้าพเจ้าหรือ เปล่า)
หลวงพ่อ : "เอ้อ! ตอนคุณปลูกคุณเหนื่อยไหม?"
ผู้ถาม : "เหนื่อยสิครับ เพราะดินบ้านผมเป็นดินเปรี้ยวต้องขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร แล้วหาดินใหม่มาใส่แทน อีกทั้งต้องให้ปุ๋ยและเอาปูนขาวลงไว้รอบๆ หลุมอีกด้วยครับ"
หลวงพ่อ : "ปลูกมะม่วงเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ได้กินผลในทันที แล้วตอนนี้คุณต้องคอยดูแลต้น มะม่วงของคุณอีกหรือไม่?"
ผู้ถาม : "ไม่แล้วครับ ปล่อยทิ้งๆขว้างๆ หากเกิดขยันเมื่อไรผมจึงรดน้ำให้บ้าง แต่ก็นานๆที ครับ"
หลวงพ่อ : "แล้วมันออกลูกให้คุณกินทุกปีไหม?"
ผู้ถาม : "ทุกปีแหล่ะครับมากบ้างน้อยบ้าง สุดแล้วแต่ว่าเพลี้ยจะลงหรือไม่ครับ"
หลวงพ่อ : "คุณคิดบ้างไหมว่าในขณะนี้คนที่เขาเพิ่งเริ่มปลูกมะม่วงน่ะเขาอิจฉาคุณนะ เพราะเขาคิดว่าเขาต้องลงทุนลงแรง เหน็ดเหนื่อย ถางหญ้า ขุดหลุม รดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง เพ่ือทำนุบำรุงต้นมะม่วงของเขาทุกวี่ทุกวัน มิหนำซ้ำมะม่วงก็หา ได้ออกผลมาให้เขาได้ชื่นชมเก็บมากินได้บ้างเลย ผิดกับคุณซึ่งนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ มะม่วงของคุณก็ออกผลมาให้คุณได้กินอยู่ทุกปีมิได้ขาด"
ผู้ถาม : "อ้าวเขาจะมาคิดอิฉาผมอย่างนั้นก็ไม่ถูกซิครับ เขาน่าจะคิดย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วซิว่า ในขณะที่เขามัวแต่เที่ยวเตร่หาความสุขอยู่นั้นน่ะ ผมต้องลงทุนลงแรงอาบ เหงื่อต่างน้ำมากับเจ้าต้นมะม่วงของผมมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาเลยนะครับ หนอยแน่! พอเริ่มลงมือปลูกก็จะกินผลเลย เป็นไปได้ยังไงกัน ก็ต้องเหนื่อยไปซิืครับ อีก 5-6 ปี โน่นจึงจะค่อยกินมะม่วงที่ปลูก ผมเองยังต้องรอมาก่อนเหมือนกัน"
หลวงพ่อ : "นี่คุณตอบคำถามของคุณเองแทนฉันไปหมดสิ้นแล้วนะ" (หลวงพ่อพูด ยิ้มๆ)..




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 17 ก.ย. 2553 (15:56)


ทำบุญละลายบาป จะได้หรือไม่ ?


มีปัญหาที่คนทั่วไปสนใจมากอยู่ข้อหนึ่ง คือการทำบุญล้างบาปหรือทำบุญละลายบาป จะได้หรือไม่?


การทำบุญละลายบาปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ คือใช้ความดีละลายความชั่วให้เจือจาง เช่นความชั่วเกิดขึ้นในใจ เมื่อความคิดดีขึ้น ความชั่วย่อมถอยไป ถ้าความดีเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ให้โอกาสแก่ความชั่ว ความชั่วก็เกิดขึ้นไม่ได้ เรียกว่าเอาความดีมาไล่ความชั่วหรือละลายความชั่ว


อีกอย่างหนึ่ง ความชั่วที่บุคคลทำลงไปแล้ว ซึ่งจะมีผลในโอกาสต่อไป ถ้าผู้นั้นเร่งทำความดีให้มากขึ้น จนท่วมท้นความชั่ว ผลของกรรมชั่วก็ค่อยๆ จางลงจนไม่มีอนุภาพในการทำอันตรายให้ทุกข์ เปรียบเหมือนกรด(เอซิด) ซึ่งมีคุณสมบัติทำลายชีวิตได้ แต่ถ้าเติมด่าง(อัลคอไลน์)ลงไปเรื่อยๆ กรดนั้นก็เจือจางลง หมดคุณสมบัติในการทำลายให้โทษ


เปรียบอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเกลือกับน้ำ สมมุติว่าเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในน้ำแก้วหนึ่ง น้ำนั้นจะเค็มมากเพราะน้ำน้อย แต่ถ้าเราเอาเกลือจำนวนนั้นใส่ลงไปในถังใหญ่ๆ ความเค็มจะไม่ปรากฎแม้เกลือจะยังมีอยู่เท่าเดิม มันกลายเป็นมีเหมือนไม่มี ที่ทางพระท่านเรียก"อัพโพหาริก" แปลว่า"มีเหมือนไม่มี" เรียกไม่ได้ว่ามีเหมือนไม่มี เหมือนน้ำในก้อนดินแห้งหรือเนี้อไม้ เรารู้ได้ว่าความชื้นเป็นคุณสมบัติของน้ำ เมื่อเราจุดไฟเผามีควันขึ้นมา


เอาน้ำเกลือในแก้วซึ่งเค็มมากนั้น เทลงในถังใหญ่ๆ แล้วเติมน้ำลงไปเรื่อยๆ โดยไม่เติมเกลือ ในที่สุดน้ำก็จะไม่ปรากฎความเค็มเลยเพราะจำนวนเหนือจำนวนเกลือมากนัก ข้อนี้ฉันใด การทำความดีละลายความชั่ว หรือละลายผลแห่งกรรมชั่วก็เป็นฉันนั้น ในที่นี้ความชั่วเปรียบเหมือนเกลือ ความดีเปรียบเหมือนน้ำ ในทางกลับกัน กรรมดีเล็กน้อยอาจถูกกรรมชั่วละลายได้เช่นกัน


เกี่ยวกับเรื่องนี้มีพุทธสุภาษิตอ้างอิงดังนี้


"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นนำเขาไปสู่นรก บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่บาปกรรมให้ผลเพียงในปัจจุบันชาติเท่านั้น (ทิฏฺฐธมฺมเวทนีย์)ไม่ปรากฎผลอีกต่อไป


บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก? คือบุคคลที่ไม่ได้อบรมกาย มิได้อบรมศีล มิได้อบรมปัญญา มีคุณธรรมน้อย ใจต่ำ บุคคลเช่นนี้แหละ ทำบาปเพียงเล็กน้อยแล้วไปนรก


บุคคลเช่นไร ทำบาปเพียงเล็กน้อย แต่บาปนั้นให้ผลอันแสบเผ็ด เพียงในชาติปัจจุบันแล้วไม่ให้ผลอีกต่อไป? คือบุคคลผู้ที่ได้อบรมกายแล้ว อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณธรรมมาก มีใจใหญ่อยู่ด้วยคุณ มีเมตตาเป็นต้น อันหาประมาณมิได้


เปรียบเหมือนบุคคลใส่ก้อนเกลือลงไปในจอกน้ำเล็กๆ น้ำนั้นย่อมเค็ม เพราะน้ำน้อย แต่ถ้าใส่ก้อนเกลือลงไปในแม่น้ำคงคา น้ำในแม่น้ำคงคาจะไม่เค็มเพราะก้อนเกลือนั้นเลย เพราะน้ำมีมาก ฉันใด


ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปนั้นนำเขาไปสู่นรก(เพราะเขามีคุณน้อย) บางคนทำบาปเพียงเล็กน้อย บาปนั้นให้ผลเพียงในปัจจุบัน ไม่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป(เพราะเขามีคุณมาก)ฉันนั้น" ๑


คนที่มีคุณธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเพียงเล็กน้อยเหมือนในน้ำในถ้วยใบเล็กๆ เมื่อทำบาป บาปย่อมให้ผลมาก ส่วนคนมีคุณมากเหมือนน้ำในแม่น้ำ เมื่อทำบาป บาปให้ผลเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่ให้ผลเลยก็ได้ คุณธรรมหรือความดี จึงมีอานุภาพทำลายบาป ล้างบาปไปในตัว


บุคคลยิ่งมีคุณธรรมสูงมากขึ้นเพียงใด โอกาสที่จะล้างบาปหรือละลายบาปมากขึ้นเพียงนั้น เพราะคุณความดีหรือความบริสุทธิ์ของใจนั้น มีคุณสมบัติ มีอานุภาพในการทำลายบาป ดังพุทธภาษิตว่า


"หม้อที่คว่ำ ย่อมคายน้ำออก ไม่ทำให้น้ำเข้าไปข้างใน ฉันได ผู้อบรมแล้ว ทำให้ได้มากแล้วซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ย่อมคายบาปคายอกุศลธรรมออก ไม่ให้บาปอกุศลธรรมเข้าไปข้างใน ฉันนั้น"๒


"ผู้มีกายสะอาด วาจาสะอาด ใจสะอาด ไม่มีอาสวะ คือกิเลสที่หมักหมม นักปราชญ์เรียกผู้สะอาด สมบูรณ์ด้วยความสะอาดเช่นนั้นว่าเป็นผู้ล้างบาปได้"๓


ด้วยประการดังกล่าวมานี้ แสดงว่าการทำความดีละลายความชั่วในใจ และการทำความดีละลายผลแห่งกรรมชั่วที่ทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เป็นการเปิดโอกาสให้คนผู้เคยผิดพลาดได้กลับตัว


ในเรื่องชีวิตธรรมดา สมมติว่าเคยมีใครคนหนึ่งเคยทำความเดือดร้อน เจ็บช้ำใจให้แก่เรา ต่อมาเขารู้สีกตัวรีบทำความดีต่อเรา และทำเป็นการใหญ่ เราเห็นใจเขา กลับรักเขา ให้อภัยในความผิดพลาดของเขา จริงอยู่สิ่งที่เขาทำลงไปแล้วนั้นก็เป็นอันทำแล้ว ทำคืนไม่ได้ แต่ความดีใหม่ที่เขาทำลงไปเป็นอันมากนั้นย่อมมีผลลบล้างความชั่วได้ นอกจากย่อมมีกำไรเสียออีก


อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนคนเคยเป็นหนี้ เมื่อได้ใช้หนี้แล้ว ใช้หมดแล้ว ยังมีเงินเหลือให้ผู้ที่เขาเคยเป็นหนี้อีกมากมาย อย่างนี้เจ้าหนี้ย่อมจะพอใจเป็นอันมาก เขาได้ชื่อว่าเคยเป็นหนี้เท่านั้น หนี้สินหาได้ติดตัวเขาอยู่จนบัดนี้ไม่ การทำชั่วเหมือนการก่อหนี้ ส่วนการทำความดีเหมือนการปลดเปลื้องหนี้ และการให้หนี้ การทำความดีจึงดีกว่าการทำความชั่ว


อีกตอนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงปรารภพระองคุลิมาลแล้วตรัสว่า


"บาปกรรมที่บุคคลทำแล้ว ย่อมละเสียได้ด้วยกุศลกรรม บุคคลเช่นนั้นย่อมยังโลกให้สว่างเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น"


นี้แสดงว่าบุคคลสามารถละลายบาปหรือล้างบาปกรรมด้วยกุศลกรรมได้


ความจริงเรื่องนี้ ทำให้ผู้ที่เคยทำชั่ว มีกำลังใจในการทำความดีในการกลับตัว ไม่ถลำลึกลงไปในความชั่ว คนที่เคยทำความชั่วมา ถ้าเขารู้สึกตัวแล้วและพยายามทำความดี อาจทำความดีได้มากกว่าและเป็นคนดีได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยทำชั่วมาเสียอีก


"การทำผิดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ถ้าค้นพบความผิดแล้วแก้ไขและตั้งใจว่าจะไม่ทำอีกเป็นซ้ำสอง ก็น่ายกย่องนับถือยิ่งขึ้น"๔


รวมความว่า ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น บาปย่อมล้างได้ด้วยบุญ กรรมชั่วล้างได้หรือละลายได้ด้วยกรรมดี แต่ต้องใช้เวลานาน กุศลกรรมที่แรงๆ เช่น อรหัตมรรค อรหัตผล สามารถลบล้างความชั่วในใจได้หมดและมีอานุภาพห้ามผลแห่งกรรมชั่วเก่าๆ ที่เคยทำมาแล้วได้หมดสิ้น จะให้ผลอยู่บ้างก็เฉพาะเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น พอท่านนิพพานแล้วผลกรรมต่างๆ ก็เป็นอโหสิกรรมไปหมดสิ้น


ที่มา http://www.thaipoem.com/forever/ipage/story8923.html





myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 24 ก.ย. 2553 (11:05)
"ปัญญาจากหมาขี้เรื้อน"


ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน 


เพื่อเห็นแก่แม่ บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ 'นิ่ง' ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
       
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้


โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
       
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
       
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้า ท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
       
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
       
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
       
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ
       
 "เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี”
       
“คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
       
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว
       
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
       
แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบ ครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก "อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"


โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ปัญญาจากหมาขี้เรือน


ที่มา : วัดเกาะ.คอม


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 28 ก.ย. 2553 (16:46)


ประหยัด
          เป็นคำที่รับมาจากภาษาเขมรว่า บฺรยัตฺน แปลว่า ระวัง ในภาษาไทยใช้เฉพาะในบางเรื่อง เช่น ประหยัดคำ ประหยัดปาก แปลว่า ระวังการพูดจาไม่ให้กล่าวคำก้าวร้าวล่วงเกินผู้อื่น ระวังปากคอไม่ให้กล่าวคำร้ายคำเลว การระวังการใช้จ่ายหรือระวังการใช้สอยสิ่งต่างๆไม่ให้หมดเปลืองไปโดยไม่สมควร ก็ใช้ว่า ประหยัด เช่น ประหยัดเงิน ประหยัดน้ำ ประหยัดน้ำมัน ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา ประหยัดแรง การระวังการใช้จ่ายไม่ให้เกินฐานะ เกินรายได้ของตนอาจใช้ว่า ประหยัด เท่านั้นก็ได้ เช่น ถ้าเราอยู่อย่างประหยัด เงินเดือนน้อยก็พออยู่กันได้ไม่ขัดสน การประหยัดทำให้ชีวิตเป็นสุขเพราะไม่ต้องพะวงกับการเป็นหนี้ คำว่า ประหยัด ถ้าไม่ระบุว่าประหยัดอะไร ก็จะมีความหมายว่า ประหยัดเงิน ประหยัดค่าใช้จ่าย


มัธยัสถ์
           เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า มธฺยสฺถ แปลว่า ปานกลาง ตั้งอยู่ในท่ามกลาง หมายความว่า ไม่ทำอะไรเกินพอดี ไม่ใช้จ่ายเกินพอดี แต่ก็ไม่ให้ขัดสน ไม่ให้แร้นแค้น ไม่ให้ขาดแคลนจนเกินไป ความมัธยัสถ์ที่เกี่ยวกับการใช้จ่าย จึงหมายถึงการใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอดี บรรดาสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มตลอดจนอาหารการกินทุกอย่างย่อมมีสิ่งที่ดีมากน้อยต่างหัน มีราคาถูกแพงต่างกัน ถ้าเรารู้จักเลือกซื้อของใช้ของกินที่มีราคาพอเหมาะกับฐานะ พอเหมาะกับการใช้งาน ไม่ฟุ้งเฟ้อใช้สิ่งที่แพงเกินไป ก็เรียกว่ารู้จักมัธยัสถ์ ความมัธยัสถ์ช่วยให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้ในความพอดี ซึ่งเป็นวิถีทางที่ทำให้ชีวิตเป็นสุขอย่างยั่งยืน


สมถะ
           เป็นคำที่รับมาจากภาษาบาลี ว่า สมถ แปลว่า การทำใจให้สงบโดยเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แน่วแน่ เป็นวิธีการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่นำไปสู่การสร้างปัญญาในทางพระพุทธศาสนาเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและความเขลา คนที่ปฏิบัติตามหลักการนี้ได้ จะรู้เท่าทันกิเลส จึงพยายามตัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้ลดน้อยลงจนหมดไปได้ในที่สุด คนสมถะจึงมีลักษณะมักน้อย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่โลภ เช่น เขามีชีวิตอยู่อย่างสมถะ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรูหรา แม้จะร่ำรวยมีเงินทองมากมาย แต่เขาก็อยู่อย่างสมถะ


ตระหนี่
            หมายความว่า หวงไว้ไม่ยอมให้ใคร สิ่งที่หวงไม่ให้ผู้อื่นอาจเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือวิชาความรู้ก็ได้ เช่น เขาเป็นคนตระหนี่มากไม่ยอมให้อะไรใครเลย คนแถวนี้บอกว่าคุณคนนี้แกตระหนี่มาก ตระหนี่ขนาด ขี้ไม่ให้หมากินŽ นั่นแหละ คนที่ตระหนี่จะหวงข้าวของไปทุกอย่าง แม้สิ่งที่ตนไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็หวง แม้จะบริจาคทรัพย์ทำบุญหรือทำทานคนตระหนี่ก็จะไม่ยอมหรือไม่อยากทำเพราะหวงทรัพย์สินของตน นอกจากตระหนี่ จะใช้กับ ทรัพย์สินเงินทองแล้ว เด็กๆที่ไม่ยอมให้ใครจับเนื้อตัวหรือไม่ยอมให้ใครอุ้มก็มักจะเรียกว่า ตระหนี่ตัว คนที่ตระหนี่มากๆ อาจเรียกว่า ตระหนี่ถี่เหนียว หมายความว่า ทั้งตระหนี่ทั้งขี้เหนียว เช่น คุณยายเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวมาก จะทำอะไรถ้าต้องจ่ายเงิน คุณยายจะคิดแล้วคิดอีก ว่าสิ่งที่ได้รับต้องคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป


เหนียว
            หรือ ขี้เหนียว หมายความว่า หวงไว้ไม่ยอมให้ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หวงทรัพย์สมบัติ หวงข้าวของ หวงความรู้ เช่น เงินทองเรามีมากมาย อย่าเหนียวนักเลย ทำบุญบ้าง ทำทานบ้าง จะได้มีความสุข คนที่จ่ายเงินยากโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือจุนเจือผู้อื่น ก็เรียกว่า เหนียว เช่น แม่คนนี้ ถ้าจะซื้ออะไรกินละก็เหนียวจริงๆ แต่เรื่องแต่งตัวละก็เท่าไรเท่ากัน เขาคงจะถือสุภาษิตว่า ของที่อยู่ในท้องไม่มีใครมองเห็น ของที่แต่งกายมีความหมายทำให้คนชื่นชมยกย่องเชิดชู


หวง
            หมายความว่า เก็บไว้เป็นของตน ไม่อยากให้อะไรใคร มักใช้กับเด็ก เช่น เด็กเล็กๆมักจะหวงแม่ไปไหนก็เกาะแม่แจ เด็กคนนี้หวงของเล่น ไม่ยอมให้ใครเล่นของเล่นของตนเลย หวง ใช้กับสัตว์ ก็ได้ เช่น แมวมันหวงลูกไม่ยอมให้ใครจับลูกของมันเลย สัตว์ที่หวงลูกที่สุด คือ งูจงอาง จนเกิดเป็นสำนวนเปรียบคนที่หวงลูกหรือหวงผู้หนึ่งผู้ใดมากๆว่า ราวกับจงอางหวงไข่ เพราะกล่าวกันว่า เมื่องูจงอางออกไข่จะเรียงไข่ไว้เป็นกอง และมีไข่ที่งูหวงมากที่สุด คือไข่ลูกที่วางอยู่ข้างบนที่เรียกว่า ไข่ลูกยอด ถ้าใครเอาไข่ลูกยอดไป แม่จงอางจะติดตามไข่ จนแม้ตัวจะตายก็ยอม


มาช่วยกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง กับความหมายที่คุณต้องการ..กันเถอะครับ


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 2 ต.ค. 2553 (13:09)


ความพอดี


คนหลายคนไม่รู้จักความพอดี  จึงมักทำอะไรที่ขาดๆ เกินๆ ไม่ปกติอยู่เสมอ ตื่นตัวจนน่าตกใจหรือไม่ก็เกียจคร้าน ไม่ดูดำดูดีไปเลย หาตรงกลางไม่ได้ พูดมากจนน่ารำคาญ พูดทุกอย่างที่รู้สึกโดยไม่ต้องใช้การคิดหรือการไตร่ตรองเป็นตัวกรองให้เหมาะสมว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด ควรพูดอย่างไร ควรพูดแค่ไหน ควรพูดเมื่อไหร่


เอาเรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นธุระมาเป็นธุระ แล้วก็ทอดธุระในเรื่องสำคัญๆ ไปโดยไม่รู้สึกรู้สม เขาไม่เคยแยกได้ว่าตรงไหนคือระดับของความเหมาะสม ซึ่งหมายถึงเหมาะสมสำหรับตัวเองและเหมาะสมสำหรับผู้อื่นด้วย นั่นไม่ต้องรวมถึงกาลเทศะ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการขัดเกลามนุษย์ ให้รู้จักความเหมาะความควร


หินกลายเป็นเพชรเมื่อเจียระไน


คนหายจัญไร...เมื่อถูกขัดเกลา!


เพชร พลอย และอัญมณีมีค่าหลายอย่าง แท้จริงก็เป็นแค่หิน จมอยู่ในดินอาจไม่มีใครรู้ค่า แต่เมื่อมาขัดมาล้าง และถูกเจียระไน ค่าของมันก็ทวีสูงขึ้น เพราะความงามของมันจะกระจ่างสายตา เมื่อได้เห็นก็ต้องการได้ครอง จึงเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร


เช่นเดียวกับคน... คนที่มีกิริยามารยาท รู้จักพูด รู้จักคิด รู้จักทำเท่าที่เหมาะสม ก็มักจะเป็นที่รักของใครต่อใคร และช่วยสานประโยชน์ให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมาได้มาก ค่าของคนประการหนึ่งดูได้จากการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นได้ว่า เขาได้รับการขัดเกลามาบ้างหรือไม่ เป็นคนหยาบหรือคนละเอียด สุกหรือดิบ


ข้าวสุกที่หอม ฟู นุ่ม น่ารับประทาน สะท้อนฝีมือคนหุงและพันธุ์ข้าวฉันใด กิริยามารยาทของลูกหลาน ก็สะท้อนฝีมือการอบรมขัดเกลาของพ่อแม่และครอบครัวฉันนั้น


การขัดเกลาไม่สามารถทำได้เพียงวันสองวัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องอบรมกันวันละเล็กละน้อย เพื่อค่อยๆ เกลาสิ่งที่เกินและเติมสิ่งที่พร่อง จนกว่าจะได้ระดับของความพอเหมาะพอดี


ในทางพระพุทธศาสนา ให้หลักหรือ "ทาง" ที่จะเดินสู่ความพอดี เป็นแนวทางของการอบรมขัดเกลา ทางกาย วาจา และใจ ให้ละเอียดอ่อน งดงาม นั่นคือ อัฏฐังคิกมรรค หรือมรรค 8


มรรค 8 : ทางสู่ความพอดี    


มรรค 8 หรืออัฏฐังคิกมรรค หรืออริยมรรค มัชฌิมาปฏิปทา ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ทางสายกลาง คือแนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา และใจ ที่ควรดำเนินไป เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจความอยาก แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือดแห้งจากความสุขเป็น "มัชฌิมาปฏิปทา" คือทางสายกลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะ ดั่งสายของเครื่องดนตรีที่เทียบเสียงไว้ได้ที่แล้ว


ที่เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" นั้น หมายความว่าจะสัมฤทธิ์ผลได้ก็เมื่อพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่าง ดุจเชือกที่ฟั่นแปดเกลียว


ก้าวไปในทาง 8 สาย


1. สัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูกต้อง คือ เข้าใจอย่างทั่วถึงว่า เหตุนั้นเป็นอย่างไร ผลอย่างหยาบๆ ที่ปรากฎชัดๆ เป็นอย่างไร อย่างละเอียดที่แอบแฝงเป็นอย่างไร ทั้งเหตุและผลนั้น มีลำดับอย่างไร


แปลง่ายๆ ได้ว่า ก่อนจะทำสิ่งใด พูดสิ่งใด ให้ใช้ความคิดที่เป็นสัมมา คือถูกต้อง รู้แจ้งแทงตลอดเป็นตัวนำ  เพื่อไตร่ตรองว่าหากพูด (ซึ่งเป็นเหตุ) ออกไป จะให้ผลอย่างไร เพื่อจะได้รู้ว่าควรพูดหรือไม่ ควรพูดอย่างไร เช่นเดียวกับการกระทำทั้งหลาย หากมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ ก็จะทำให้รู้ได้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และควรทำแค่ไหน ควรทำอย่างไร หรือควรจะงดเว้นเสีย โดยการคิดนั้นต้องคิดด้วยปัญญา คือรู้แจ้งแทงตลอดอย่างปลอดโปร่ง ไม่ใช่ด้วยอวิชชา คือรู้แจ้งแทงตลอดด้วยความมืดบอดเพราะโทสะหรือความเชื่อมั่นลำพอง หรือเพราะไม่รู้แต่ก็อยากจะอวดรู้


บางคนพูดก็ไม่คิด ทำก็ไม่คิด พูดไปแล้วถึงเพิ่งมาคิด ทำจนเกิดผลไปแล้วจึงค่อยมารู้สึกนึกคิดว่าไม่ควรทำ เช่นนั้นก็สายเกินไปเสมอ


2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความใฝ่ใจถูกต้อง คือ ไม่ใฝ่ใจกระทำสิ่งที่จะนำความมืดมนมาสู่ชีวิต ยังปัญญาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และเดินให้ไกลจากความขุ่นแค้น ซึ่งเมตตากับกรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี มีความสุข และยินดีในความเจริญของเขาจะเป็นแรงขับดันที่สำคัญ


ต้องดำเนินชีวิตทุกวัน ด้วยใจที่ปลอดจากความโลภ ปลอดโปร่งจากกาม ไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยากต่างๆ ปราศจากความเห็นแก่ตัวด้วยการคิดเสียสละ ไม่พยาบาท ไม่มีความเคียดแค้น ชิงชัง ขัดเคือง หรือเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ แต่มีเมตตา คือปรารถนาดี มีไมตรี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่มีการคิดทำร้ายหรือทำลาย ทว่าคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์


3. สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งประกอบไปด้วย


ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก


ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน จงสมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ด้วยการกล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน


ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ


ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร


4. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น ไม่อ่อนข้อต่อการกระทำที่จะเป็นโทษทั้งหลาย ซึ่งหลายคนรู้ทั้งรู้ว่าสูบบุหรี่เป็นโทษ ดื่มสุราเป็นโทษ เครียดเป็นโทษ ฯลฯ ก็ยังอ่อนข้อหรือ "หยวน" แล้วก็ทำ


5. สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง ประกอบกิจการงานที่ถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น


6. สัมมาวายามะ คือ ความพากเพียรถูกต้อง คือใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ถอยหลังเข้าสู่ความเสื่อม 


7. สัมมาสติ คือ การระลึกประจำใจถูกต้อง ระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญา มีสติระลึกอยู่เป็นนิจว่า เราจะกระทำอะไร และกำลังทำอะไรอยู่ ไม่เป็นคนเผลอ การไม่เผลอหรือการรู้ตัวอยู่เป็นนิจ เป็นทางให้หลีกได้จากการกระทำความชั่ว โดยต้องระลึกได้ยามรู้สึกสบายหรือไม่สบาย ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือเฉยๆ ระลึกได้ว่าจิตกำลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ระลึกได้ว่าอารมณ์อะไรกำลังผ่านเข้ามาในจิตใจ การระลึกรู้ได้จะทำให้เราเท่าทันอารมณ์ ไม่อ่อนคล้อยตามอารมณ์ และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำออกไป  


8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจมั่นถูกต้อง ได้แก่ ความมีสมาธิ สงบนิ่งอยู่ในสิ่งที่ถูก ไม่วอกแวกวอแว เยือกเย็น สุขุม สำรวม


กุญแจดอกใหญ่คืออ่อนน้อมและสำรวม


ดังที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ง่ายๆ ว่า คนจะเสาะหาความพอดีพบและดำเนินชีวิตด้วยความพอดีได้ ต้องมีกุญแจดอกใหญ่สองดอก คือ ความอ่อนน้อมและสำรวม


ความอ่อนน้อมทำให้ไม่ลำพอง ไม่โอ้อวด ไม่ถือโทสะเพื่อเอาชนะคะคาน อวดเบ่ง หรืออวดเก่ง หรือจ้องแต่จะแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง ส่วนความสำรวมจะทำให้มีสติ รู้ได้ว่าจะไม่ทำอะไรให้เป็นเหตุแห่งทุกข์ แห่งปัญหา ไม่ว่าจะเกิดกับตัวเองหรือใคร


หลายคนหาความพอดีไม่ได้เพราะสำรวมไม่เป็น ใจร้อน กร่าง ถือเอาใจของตัวเองเป็นสำคัญ ยิ่งเมื่อไปผสานกับการขาดความอ่อนน้อม ก็ย่อมเป็นพวกมุทะลุ เถื่อยถ่อย ไม่พินิจกาลเทศะ และแสดงออกอย่างหยาบๆ เหมือนเพชรที่ยังเป็นหิน ไม่ถูกเจียระไน...ไม่งดงาม!! 


ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/27837



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 6 ต.ค. 2553 (05:01)
ทำไมต้องมองโลกในแง่ดี ?�

John Milton ( พ.ศ. 2151-2217 ) กวีเอกชาวอังกฤษ กล่าวว่า
"จิตมนุษย์ทำให้นรกเป็นสวรรค์ ก็สามารถทำสวรรค์ให้เป็นนรกได้"�
เป็นการสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์มี 2 จำพวก�

พวกหนึ่งมองโลกในแง่ดี แง่บวก มองว่าทุกปัญหามีหนทางแก้ไขได้�
ส่วนอีกพวกหนึ่งมองโลกแง่ลบ หมดหวัง ท้อแท้ เบื่อหน่าย คล้ายกับว่าทุกหนทางมีปัญหา

ท่านที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร คงจะสังเกตุความจริงเหล่านี้ได้�
และพิจารณาดูชีวิตของเราเอง เราก็คงจะบอกได้ว่าเราเป็นคนประเภทใด�
หรือมีส่วนประสมของสองลักษณะเข้าด้วยกัน
บางช่วงก็มองโลกในแง่ดีมีความหวังมาก

แต่พอประสบความผิดหวังในบางเรื่อง ก็พาลจะท้อแท้ยอมแพ้เอาง่าย ๆ�
และพาให้เริ่มมองโลกในแง่ลบไป..�
จนกระทั่งมีคนเตือนสติหรืออ่านข้อคิดของคนบางคน
ที่ตกในที่นั่งลำบากกว่าเราเขายังฮึดสู้ จนพบความสำเร็จในที่สุด
มีคำกลอนของ หลวงวิจิตร วาทการ กล่าวไว้ดังนี้

"เป็นการง่าย ยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมือชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชม นิยมกัน
ต้องใจมั่น ยิ้มได้เมื่อภัยมา"

คนที่จะมั่นใจ ยิ้มได้เมื่อภัยมานั้น..
ต้องฝึกหัดตัวเอง ให้คุ้นเคยกับความจริงของชีวิต .. ว่าทุกอย่างมีขึ้นมีลง ไม่เที่ยง�
เราจึงไม่ควรยึดมั่นกับสภาวะใด สภาวะหนึ่ง�
แต่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ตีโพยตีพาย ตีตัวไปก่อนไข้�
แต่พยายามมีสติ รู้เท่าทันอยู่เสมอ ทำใจให้นิ่ง แล้วรวบรวมสติปัญญา�
เพื่อแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ให้บรรเทาเบาบางลงหรือหมดไป

มีเรื่องจริง.. ที่เกิดขึ้นในอเมริกา สมัยสงครามกลางเมือง�
มีเจ้าของฟาร์มอยู่ในชนบท เลี้ยงม้าที่สวยงามไว้หลายตัว
วันหนึ่งม้าตัวโปรดหายไปในป่า ทั้งเจ้าของฟาร์มและบุตรชายก็รู้สึกเสียดายมาก�
ออกติดตามหาก็ไม่พบ แต่ผ่านไปประมาณ 4-5 วัน�
ม้าดังกล่าวก็กลับมาเอง พร้อมกับมีม้าป่าตามมาด้วยตัวหนึ่ง�
ทุกคนรู้สึกดีใจว่าโชคร้ายกลับกลายเป็นดี
ลูกชายเจ้าของฟาร์มอยากจะลองขี่ม้าป่าที่ตามมา พยายามจะฝึก�
แต่ม้าป่าก็พยศมาก จนในที่สุดลูกชายเจ้าของฟาร์มก็ตกม้าขาหัก เข้าเฝือก�
และเดินกระเผกเสียความสง่างามไป�
ก็รู้สึกว่าโชคดี ก็กลับเป็นโชคร้ายอีก

แต่ไม่นานหลังจากขาหัก..�
ก็มีการเกณฑ์เอาคนหนุ่มไปเป็นทหารออกรบในสงครามกลางเมือง�
แต่เนื่องจากขาหัก-พิการ จึงถูกยกเว้น�
ปรากฏว่าหารที่ไปออกรบเสียชีวิตหมด�
จึงรู้สึกว่าการตกม้าขาหักก็ทำให้กลายเป็นโชคดี ไม่ต้องไปรบ�
ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตเช่นทหารคนอื่น ๆ

เรื่องดังกล่าวข้างต้นสอนเราให้มองทุกอย่างว่ามี 2 ด้านปนกันเสมอ�
โชคดีก็มาพร้อมกับโชคร้าย และโชคร้ายก็อาจกลายเป็นโชคดีก็ได้�
ดังนั้นเราจึงควรทำใจให้เป็นกลางๆ�
ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยใจเป็นกลาง
ไม่วิตกกังวลถึงอนาคต แต่ก็ไม่ประมาทและทำชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุด�
เพื่อให้วันนี้กลายเป็นวันวานที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ�
ในที่สุดเราก็ได้สะสมวันวานที่ดีมากขึ้น�
บวกกับวันนี้ที่คิดดีทำดี มีความหวังเพิ่มขึ้นทุกวัน�
ก็จะเป็นแรงพลักดันไปสู่อนาคตที่ดีมีความสุขสมหวัง อย่างแน่นอน
กล่าวนำอรัมภบทมาพอสมควร แต่ก็ยังมีคนขี้สงสัย ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องหัดคิดในทางบวก? ซึ่งพอจะตอบได้ดังนี้

1. ชีวิตคนเราสั้นนัก
ประมาณ 70-80 ปี โดยเฉลี่ย ถ้ากรรมพันธุ์อายุยืนยาว และเรียนรู้ดูแลสุขภาพกายและจิตดี ๆ�
ก็มีสิทธิที่จะอยู่ถึง 100 ปีได้ แต่ก็ด้วยความลำบากลำบนดังนั้นชีวิตที่มีอยู่ไม่ยาวนานนัก�
เฉพาะคิดแค่ด้านดีๆ ก็มีเวลาไม่มาก จึงไม่ควรเสียเวลาไปคิดสิ่งที่ร้ายๆ�
ทำให้เกิดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น เป็นการลดคุณภาพของวันคืนที่เรามีเหลืออยู่
มีประโยคภาษาอังกฤษกล่าวสอนเราว่า..�
"It's better to add life to your years than to add years to your life"�
แปลทำนองว่า เพิ่มคุณภาพให้ชีวิตดีกว่าเพิ่มปริมาณหรือจำนวนปีให้ชีวิต

2. คุณเป็นอย่างที่คุณคิด
คุณคิดว่ามีทางเป็นไปได้ คุณก็พยายามจนพบหนทาง�
แต่ถ้าเริ่มต้นก็บอกไว้ก่อนว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ( สำหรับคุณ )�
คนจีนจึงมีคำพูดที่สอนลูกหลานว่า "ถ้าคุณเริ่มเดินไปก็เริ่มเห็นทางชัดเจนขึ้น"�
สมัยก่อนเวลาไปไหนใหม่ ๆ ก็เป็นป่ารก แต่พอคุณเริ่มเดินบ่อยเข้า�
ทางก็เริ่มเกิดแนวชัดเจนและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ�
สุภาษิตสเปนก็สอนไว้ว่า..�
"If you cannot build a castle in the air, you cannot build it any where"�
แปลทำนองว่า ถ้าคุณไม่กล้าคิดสร้างวิมานในอากาศก่อน คุณก็ไม่สามารถสร้างความสำเร็จที่ไหนได้เลย
หมายความว่าคุณต้องกล้า คิดกล้าฝันก่อนว่าเป็นไปได้ จึงจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

3. การคิดในทางบวก เริ่มต้นที่การเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นและธรรมชาติ
ทำให้เห็นความดีของตนเอง ของผู้อื่นและธรรมชาติที่แวดล้อมเรา�
ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำให้สามารถชื่นชมสิ่งดีๆ�
มีความสุขใจมากกว่าทุกข์ใจ มีเพื่อนมากกว่ามีศัตรู�
มีสุขภาพดี มากกว่าโรคภัยไข้เจ็บ
ซึ่งปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ชัดเจนขึ้นว่า�
คนที่มองโลกในแง่บวกจะสุขใจและมีอายุยืนยาวกว่าการที่มองโลกในแง่ลบ�
เพราะความสุขใจหรือความปิติที่เกิดขึ้นนั้นจะกระตุ้นสมองให้หลั่ง�
"สารแห่งความสุข" หรือ "Endorphine" ออกมา ทำให้แก้ปวด คลายเครียด�
เพิ่มภูมิต้านท่านโรคแก่ร่างกาย กินได้ นอนหลับดี สุขภาพโดยรวมก็ย่อมดีขึ้น�
ตรงกันข้ามคนที่เครียดตลอดเวลา จะหลั่ง "สารแห่งความทุกข์" คือ "Adrenaline" ออกมามาก�
ก็จะกระตุ้นให้ใจสั่น นอนไม่หลับ ท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และมักจะเกิดโรคแทรก�
หรือโรคจิต ประสาทขึ้นมาได้ บางคนเกิดภาวะซึมเศร้า ถึงกับฆ่าตัวตายได้

หลวงจิจิตร วาทการ จึงสอนเราในโคลงกลอนอีกตอนหนึ่งว่า

"สองคนยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวพราวแพรว"

4. Positive Thinking เป็นของฟรี
แทบไม่ต้องลงทุนเลย แต่สามารถนำไปเพิ่มคุณค่าแก่ชีวิตทุกๆ ด้าน�
เพียงแต่เรา เราต้องเริ่มต้นและฝึกหัด จากสิ่งที่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน�
เช่นการฝึกใช้คำพูดในทางบวก และมีความเชื่อมั่นเสมอ
เช่นแทนที่จะพูดว่า "ผมจะพยายามเลิกบุหรี่ให้ได้"�
เราควรพูดให้หนักแน่นว่า "ผมต้องเลิกบุหรี่ให้ได้"
ขณะเดียวกันเราต้องเลี่ยงคำพูดที่ดูถูกตนเอง�
เช่น "ผมเป็นแค่คนขายของชำ จะไปช่วยสังคมได้อย่างไร"�
เราอาจพูดว่า "ผมขายของชำ แต่ผมก็มีส่วนในการพัฒนาชุมชนของเรา"�
เมื่อฝึกบ่อย ๆ เข้า เราก็จะเห็นโอกาส และสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ในคนข้างเคียง�
และในสิ่งแวดล้อมของเรา เช่นมีคนพูดว่า "ในน้ำเน่า ยังมีเงาจันทร์"�
หรือ "ศิลปินไม่หมิ่นศิลปะ กองขยะมองดี ๆ ยังมีศิลป์"�
ในภาษาอังกฤษมีประโยคที่มีความหมายคล้ายกันคือ Every cloud have a silver lining.

5. Positive Thinking เป็นปฏิกิริยายาลูกโซ่
ที่ทำให้คนข้างเคียงเกิดการเลียนแบบ..�
มีผลต่อการพัฒนาตัวเราเองและคนข้างเคียงเกิดการเลียนแบบ�
และสังคมโดยรวม นอกจากนั้นยังมีผู้กล่าวว่า ความคิดของคนเราที่คิดด้วยความเชื่อมั่นในทางบวก�
เหมือนมีกระแสแม่เหล็กที่ถึงคนที่คิดในลักษณะเดียวกันให้เข้ามาหากัน�
เกิดเพิ่มกลุ่มแกนที่คิดในทางบวกมาเสริมกัน ทำให้มีพลังขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดี
_____________________________________________________________________

จิตแพทย์ อลัน ลอยด์ แมกกิมพัส�
ได้ศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต พบความจริงว่า�
ส่วนใหญ่เคยประสบความล้มเหลวมาแล้วอย่างโชกโชน�
แต่ไม่ยอมท้อถอย พยายามกระตุ้นตนเองให้ผ่านภาวะวิกฤต�
ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีของคนเหล่านั้น ดังนี้..

1. เปลี่ยนความล้มเหลว ให้เป็นโอกาส

- เช่น ชายคนหนึ่งพนักงานขายของบริษัทรองเท้าแห่งหนึ่ง�
ทางบริษัทส่งเขาไปขายรองเท้า ณ เกาะแห่งหนึ่ง�
ซึ่งชาวเกาะยังไม่รู้จักใส่รองเท้า เขากลับมารายงานผู้จัดการด้วยความข้องใจว่า
"เราคงขายของไม่ได้ เพราะชาวเกาะเขายังไม่รู้จักใส่รองเท้าเลย"�
ผู้จัดการจึงให้ซองขาว ให้เขาลาออกไปหางานอื่น
และส่งพนักงานคนใหม่ ไปยังเกาะดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง�
พนักงานคนที่สองก็กลับมารายงานด้วยความตื่นเต้นว่า�
"ผู้จัดการครับ ชาวเกาะนี้ยังใส่รองเท้าไม่เป็น..�
เราต้องรีบเข้าไปสอนเขาให้ใส่รองเท้าเป็น แล้วเราจะได้ครองตลาดเป็นบริษัทแรก"

- วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยยุค IMF เมื่อฟองสบู่แตก�
ก็น่าเป็นโอกาสให้คนไทย และองค์กรที่รับผิดชอบสังคม
และเศรษฐกิจได้มาทบทวนข้อผิดพลาด�
และเดินแนวทางใหม่ เพื่อเราจะได้ก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง

- วิกฤตการแพร่ระบาดของยาบ้าและสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ�
ทำให้มีการลงทุนให้นักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ�
มาศึกษาเรื่องของสมองและยาเสพย์ติด ทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ�
ที่อาจนำไปสู่การรักษายาเสพย์ติด โรคจิต โรคประสาท�
และเข้าใจเรื่องสมองและจิตใจมนุษย์ได้ดีขึ้น

2. จงสนใจเฉพาะแต่สิ่งที่เป็นไปได้

- คนบางคนชอบซัดทอดความผิดไปที่คนอื่น ซึ่งเราเข้าไปแก้ไขควบคุมได้ยาก�
แต่ถ้าวิเคราะห์ความผิดพลาดล้มเหลวแล้ว ควรจะตั้งคำถามว่า�
มีอะไรที่เราสามารถทำได้ และช่วยแก้สถานการณ์ให้กลับดีขึ้นมาได้

- โทมัส คาร์ไลล์ เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ�
เขียนต้นฉบับเกี่ยวกับ "ประวัติของการปฏิวัติฝรั่งเศส"
วันหนึ่งคนรับใช้ ได้เผลอทำต้นฉบับซึ่งมีอยู่ชุดเดียวไปทิ้งไฟ�
ทำให้เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่ต่อมาเขาก็หักใจได้�
แล้วค่อยๆ มาเริ่มต้นเขียนใหม่ คำต่อคำ ประโยคต่อประโยค�
จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นหนังสือที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่ง

3. การไปพักผ่อนหรือเปลี่ยนวิถีชีวิต
เช่น ไปเดินท่ามกลางธรรมชาติ สูดกลิ่นไอดิน กลิ่นหญ้าฟาง�
เดินลุยน้ำกลางลำธาร ภายใต้สายลม แสงแดด ฟังเสียงนกร้อง�
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้รับการฟื้นฟู
ท่านอาจจะหายจากความดันโลหิตสูง โรคนอนไม่หลับ�
หรือโรคอ่อนเพลียเรื้อรังได้ เมื่อร่างกายรู้สึกสดชื่น�
จิตใจและวิญญาณย่อมได้รับการฟื้นฟูเช่นเดียวกัน�
ความคิดที่ออกมาก็เป็นความคิดในทางบวก ที่มีพลังสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

4. จงช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ลำบากกว่าเรา

จะช่วยให้เราลืมความทุกข์ที่รุมเร้า และมีชัยชนะโดยง่าย�
เช่น คนไข้รายหนึ่ง ค้าขายวัสดุก่อสร้างด้วยความขยัน�
วันหนึ่งเกิดไฟไหม้โกดังสินค้าเสียหาย..�
ขาดทุนมากมายเป็นความทุกข์ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้ามาก�
และหลายครั้งอยากฆ่าตัวตาย
ในช่วงนั้นประมาณปี พ.ศ.2530�
เกิดพายุถล่มหมู่บ้านชายทะเลจังหวัดชุมพร บ้านเรือนพังพินาศหมด�
และสวนมะพร้าวล้มลงไปนอนกับพื้นดินเสียหายหมด�
คนที่เคยมีรายได้ดีจากสวนมะพร้าวก็หมดเนื้อหมดตัว และไม่มีบ้านพักพิงกายด้วย
ผู้ป่วยรายนี้ได้เห็นความทุกข์ของชาวชุมพรดังกล่าวแล้ว�
ก็ทำใจได้กับความทุกข์ของตนเอง..�
จึงหยุดที่จะนำอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วมาซ้ำเติมปัจจุบัน ให้มีทุกข์ซ้ำซากต่อไปอีก

5. จงนับส่วนที่ท่านมี อย่านับส่วนที่ท่านขาด
ในชีวิตจริงนั้น คนส่วนใหญ่มีส่วนที่ดี ส่วนที่บกพร่อง
และส่วนที่มีส่วนที่ขาดคละกันไป�
แต่วิธีมองนั้นทำให้คนมีชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง�
คนที่มองส่วนที่มีก็จะรู้จักชื่นชมยินดี
ส่วนคนที่มองแต่ส่วนที่ขาด ก็จะนำไปเทียบกับคนอื่นที่มีมากกว่า�
ทำให้เกิดความอิจฉา เกิดความทุกข์ใจ น้อยใจ
เช่นคนหนึ่งบ่นน้อยใจที่ตนเองไม่มีเงินซื้อรองเท้าดี ๆ มาใส่�
ใส่แต่รองเท้าเก่า ๆ ขาด ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง..
ไปเห็นคนที่ไม่มีแม้แต่เท้า (คนขาด้วน) จะใส่รองเท้า�
จึงเลิกบ่นเรื่องรองเท้าเก่าของตนเอง

ที่มา : http://positivethinking.exteen.com/20060625/entry


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 29 ต.ค. 2553 (08:43)


ทายนิสัยจากเสียงหัวเราะ�


หัวเราะเสียงดังลั่น : คนที่หัวเราะเสียงดังลั่น ชนิดที่เรียกว่าได้ยินไปสิบบ้านแปดบ้านนั้น ผลจากการวิจัยบอกว่าเป็นคนที่จริงใจ มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว จะเรียกว่ากล้าได้กล้าเสียก็ไม่ผิดนัก เมื่อมีเรื่องคอขาดบาดตายมาให้ตัดสินใจก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง และเป็นคนที่กระตือรือร้นสูง มักมีงานนั่นงานนี่มาให้ทำอยู่เสมอ เสียแต่ว่าไม่มีความรอบคอบเท่าที่ควร


หัวเราะเสียงเบา : สำหรับคนที่หัวเราะเสียงเบา ๆ นุ่ม ๆ ทั้งหลาย บอกถึงนิสัยที่เป็นคนที่มีความระมัดระวังตัวเองสูง ค่อนข้างมีความคิดซับซ้อนอยู่ในใจลึก ๆ และมีความต้องการที่จะให้คนรอบข้างสนใจและรู้สึกนิยมชอบพอในตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้และน้ำใจดี พึ่งพาได้ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ


หัวเราะเสียงสูง : คนที่มีเสียงหัวเราะสูง ๆ นั้น บ่งบอกว่าเป็นคนมีจิตใจกระตือรือร้นอยู่เสมอ เรียกว่ามีไฟอยู่ตลอดเวลา สนใจเรียนรู้เรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ทุกประการ โดยเฉพาะเมื่อได้รวมกลุ่มกับคนหนุ่มคนสาว จะมีพลังในการสร้างสรรค์สูง มักทำในเรื่องสร้างความประหลาดใจต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนจิตใจดี ไว้เนื้อเชื่อใจคนทุกคน และยังเป็นคนที่มีคุณธรรมในจิตใจสูงส่งอีกด้วย จะไม่ยอมทำในเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรมโดยเด็ดขาด


หัวเราะเสียงหนักแน่นสม่ำเสมอ : มักเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ คาดหวังเพียงสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน ที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจสูงเพื่อผลของงานที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีจินตนาการแปลก ๆ ใหม่ ๆ เสมอ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับคนอื่นได้มากทีเดียว ทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน ที่ช่วยผ่อนคลายความเป็นคนเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่อง ไม่ให้กลายเป็นคนซีเรียส จนใคร ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ให้ดูน่ารักขึ้นอีกมาก


หัวเราะเสียงต่ำ : ผู้ที่เสียงหัวเราะเป็นเสียงในโทนต่ำนั้น อุปนิสัยค่อนข้างเป็นคนเจ้าชู้เอาเรื่องทีเดียว ทั้งยังเป็นคนที่ให้ความสำคัญในเรื่องความรักมากอีกด้วย ชีวิตมักวนเวียนอยู่กับเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่พูดจาหว่านล้อมคนได้เก่ง เข้ากับผู้คนได้ง่าย มีแนวคิดที่ลึกซึ้งน่าเลื่อมใสศรัทธา และมักเผยแพร่อิทธิพลความคิดของตนได้เสมอ ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะทำให้คนมารุมล้อมอยู่บ่อย ๆ ด้วยความนิยมรักใคร่


หัวเราะเสียงแห้ง : สำหรับคนที่เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ไม่มีชีวิตชีวานั้น บ่งบอกถึงนิสัยการเป็นคนชอบต่อสู้และมีชีวิตอยู่ในโลกของความจริง ไม่มีอารมณ์เพ้อฝันในจิตใจเอาเสียเลย แต่ว่าในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ละเอียดลึกซึ้งทีเดียว มองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ใครที่คิดจะมาหลอกลวงอะไรไม่มีทางได้ผล แต่ว่าเป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือ และเรียกร้องสิทธิเพื่อคนที่ตกทุกข์ได้ยาก มักมีชีวิตง่าย ๆ สมถะ คบหาคนด้วยเรื่องของจิตใจ มากกว่าฐานะ หรือชื่อเสียงของคน ๆ นั้น


หัวเราะแล้วน้ำตาไหล : ส่วนคนที่เวลาหัวเราะแล้วจะมีน้ำตาไหลนั้น บ่งบอกถึงนิสัยของการเป็นคนที่มีอุดมคติหรืออุดมการณ์นั่นเองมักมีจิตใจที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นอย่างมาก เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง ชื่นชมชีวิต รักทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่ว่าจะดีหรือเลว เรียกว่าเป็นที่ศรัทธาต่อการดำรงชีวิตที่ไม่ผิดเลยทีเดียว แต่ว่าถ้าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว และยังหวงแหนโลกส่วนตัวของตนเอามาก ๆ�


หัวเราะหลายเสียง : ข้อนี้หมายถึงคนที่มีเสียงหัวเราะหลายแบบอยู่ในตัวเอง คือ สามารถหัวเราะเป็นเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ได้อย่างน่าแปลกใจ ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี เอาใจคนรอบข้างเก่งอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นบุคลิกที่สามารถเข้ากับใครได้ง่าย ๆ ไม่ถือตัว หรือมีฟอร์มใด ๆ ทั้งสิ้น จะทำงานในหน้าที่บริหารหรือจัดการประสานงานได้ดี


ที่มา :�http://rahu.moohin.com/hihi.shtml




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 3 พ.ย. 2553 (04:34)


นิทานโทสะ ตอนโทสะ – โทรศัพท์


โต๊ะทำงานผมมีโทรศัพท์วางไว้ เป็นโทรศัพท์เครื่องเดียวในห้องทำงาน ที่ใคร ๆ มักมีธุระใช้มันบ่อย ๆ โดยเจ้าของโต๊ะไม่ค่อยได้ใช้งานมันนัก


โทรศัพท์ดังแต่ละครั้ง ผมจะมีหน้าที่รับสาย เป็นโอเปอเรเตอร์จำเป็น ที่น่าโมโหคือ โทรศัพท์ที่เข้ามาเก้าในสิบสาย จะไม่ใช่โทรศัพท์ถึงผม


ยิ่งกว่านั้น คนที่ถูกโทรหา ส่วนใหญ่มักไม่อยู่ที่ทำงาน


คำพูดซ้ำ ๆ ที่ผมต้องตอบชนิดเป็นแบบฟอร์มได้เลยก็คือ...


“ไม่อยู่ครับ”


“ไม่ทราบไปไหนครับ”


“ไม่ได้บอกไว้ครับ”


เจอโทรศัพท์แบบนี้บ่อยครั้งก็หงุดหงิด รำคาญใจ เกิดโทสะบ่อย  บางทีนั่งทำงานคนเดียวอย่างมีสมาธิ ก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อโทรศัพท์แผดเสียงดังลั่น ต้องรับสายด้วยความโมโห


“ขอสายคุณ...หน่อย”


“ไม่อยู่ครับ” ขณะตอบคำแรก อารมณ์ก็ยังไม่หายขุ่น


“แล้วเขาไปไหน?”


“ไม่ทราบไปไหนครับ” เจอคำถามแข็ง ๆ เสียงตอบก็เริ่มแข็ง


“แล้วกลับเมื่อไหร่...รู้มั้ย”


“ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าจะกลับเมื่อไหร่ ตอนไหน” เหอะ...ถ้าเปลวไฟมันแลบผ่านสายได้ ทางโน้นคงชักร้อนหูแล้วล่ะ


เท่านั้นยังธรรมดา ถ้าเจอคนโทรมาเป็นผู้หญิงช่างซัก เซ้าซี้ไม่เลิก หลังจากที่ผมตอบคำถามตามแบบฟอร์มจนหมดชุดแล้ว คุณเธอก็ยังถามโน้นนี่อีกยืดยาว ราวกับผมเป็นจำเลย ต้องมีคำตอบให้เธอจนได้ ไม่งั้นเธอจะไม่ยอมวางหู ก็มักโดนระเบิดแบบนี้...


“ไม่รู้เว้ย...ไม่ใช่เมียมันนี่หว่า!”


อืม...น้อยรายที่จะโดน แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี...


พอเริ่มภาวนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมก็สังเกตว่าการนั่งอยู่หน้าโทรศัพท์แบบนี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือภาวนาได้ดีเหมือนกัน


เหมาะกับชาวโทสะจริตอย่างผม...


การที่ถูกฝึกให้คอยสังเกต ตามดูจิตที่มีโทสะ กับจิตไม่มีโทสะ จนมันคุ้นเคย...สติเริ่มทำงานเอง ก็จะเห็นเจ้าตัวโทสะนี้ได้บ่อย แม้กระทั่งโทสะตัวเล็ก ๆ ก็ยังถูกสังเกตเห็นได้ ก่อนที่มันจะเติบโต


ผมสังเกตเห็นว่า ทันทีที่โทรศัพท์บนโต๊ะดัง สภาวะแรกที่เห็นคือความหงุดหงิด รำคาญ เมื่อสติเกิด เจ้าโทสะตัวน้อยก็ดับ ผมรับสายด้วยอารมณ์ปกติ


พอคนที่เราไม่ชอบโทรมา ความรำคาญใจก็เกิดขึ้นอีก สติก็ทำงานอีกครั้ง บางครั้งคนที่เราไม่ชอบพูดจาชวนให้โมโห สติตามไม่ทัน หลุดวาจาเจือโทสะออกไป ก็จะรู้ว่าปล่อยโทสะออกจากคอกไปแล้ว


การมองเห็นโทสะเป็นระยะแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะทำให้โทสะหายไป กลายเป็นคนดิบคนดีทันที โกรธใครไม่เป็น...แต่มันทำให้เราสามารถเห็นโทสะ “เป็นอื่น” ไม่ใช่เรา ได้ในบางขณะ


ความโกรธไม่ใช่เรา...มันเกิดเพราะมีเหตุ ดับลงเพราะหมดเหตุ


ใจรู้เท่าทันโทสะบ้าง...พอมันเกิดขึ้น สติก็ขยับตัว ทำงานเป็น...ถึงแม้หลายครั้งจะตามมันไม่ทัน หลุดวาจาร้อน ๆ ออกไปบ้าง สติก็ยังพอรั้งวาจาร้าย ๆ ชนิด “วีนแตก” อย่างที่เคยเป็นได้ (บางครั้งนะ)


สำหรับผม มีหลายครั้งที่มองไม่เห็นโทสะในใจ จนมันหลุดออกมาทางวาจา เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความร้อนหู ร้อนใจออกมาแล้วค่อยรู้...ทำได้แค่เตือนตน...ต่อไปให้ระวังกว่าเดิม


โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานยังเป็นเครื่องมือภาวนาของผมจนถึงทุกวันนี้


การตามดูโทสะแบบทันบ้าง ไม่ทันบ้างขณะเกิดเสียงโทรศัพท์ดังแบบนี้ นับเป็นการฝึกฝนในชีวิตประจำวันของคนขี้โมโหอย่างผมได้ดี...อยู่กับมัน...เรียนจากมัน


เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะโทรศัพท์มาที่โต๊ะทำงานผมล่ะก็...เตรียมใจไว้หน่อยนะครับ...


 


ที่มา http://dungtrin.com/mag/?68.miscel


 


คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป 
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน


อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย


 



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 16 พ.ย. 2553 (05:16)

20 อย่างที่สุดในชีวิตของเรา


1. ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ ตัวเอง

คนเราส่วนใหญ่มักนึกว่า คนที่ไม่ดีกับเรา คือศัตรูของเรา แต่ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ศัตรูที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวเราเองเพราะว่า ศัตรูนอกกายเรามองเห็นได้ง่าย ง่ายที่จะป้องกัน แต่สำหรับตัวเองแล้ว ยากที่จะรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ยากที่จะบังคับตัวเองได้ ตัวเราไม่สามารถจะห้าม กิเลสและความโลภได้นิสัย ความโกรธแค้นก็ไม่สามารถระงับได้ เลยกลายมาเป็น ตัวเองเป็นศัตรูกับตัวเอง เที่ยวไปหาเรื่องและนำความเดือดร้อนมาใส่ตัว

2. โรคประจำตัวที่ร้ายแรงที่สุดของเรา คือ ความเห็นแก่ตัว

ร่างกายของคนเรามีเลือดเนื้อ ย่อมจะหลีกหนีไม่พ้นที่จะมีการแก่ ป่วย ตาย แต่ว่าความเจ็บป่วยในใจร้ายแรงกว่าความเจ็บป่วยในใจคืออะไร คือความเห็นแก่ตัว เพราะความเห็นแก่ตัวจึงทำให้มีจิตใจคับแคบดังนั้น นอกจากเราจะต้องดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ให้เจ็บป่วยแล้วยังต้องรักษาความเห็นแก่ตัวในใจให้หายด้วย

3. สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของคนเรา คือ ความไม่รู้

คนเราไม่ใช่ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอำนาจวาสนาไม่มีงานทำ แต่เป็นความไม่รู้ ไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลกไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆในโลก ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย มีเหตุต้นผลกรรม

4. สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของคนเรา คือ การมีมุมมองที่ผิด

คนเราเมื่อทำความผิดแล้ว หากเป็นความผิดพลาดเรื่องงาน ยังทำการแก้ไขได้มุมมองที่ผิด ความคิดที่ผิด ไม่แต่ไม่รู้จักแก้ไขให้ถูก แต่ยังคิดว่าตัวเองคิดถูกทำถูกนี่เป็นสิ่งที่คนในสังคมยุคปัจจุบันเป็นกัน มากที่สุด เป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ

5. ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ของคนเรา คือ ความเย่อหยิ่ง


ดังคำที่ว่า “ความอ่อนน้อมถ่อมตนมักจะนำผลประโยชน์มาให้ แต่ความเย่อหยิ่งจองหองมักจะนำโทษมาให้” คนเราไปไหนหากนึกแต่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเลอเลิศไม่ว่าจะไปที่ไหน ย่อมไม่ได้การต้อนรับจากที่นั่นดังนั้นความเย่อหยิ่ง จองหอง จึงเป็นความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่

6. สิ่งที่ทำให้เราทุกข์กังวลที่สุดในชีวิตของ คือ กิเลส

มีคนบอกว่าโลกของเราเต็มไปด้วยความทุกข์ เศร้า กังวลอะไรคือความทุกข์ที่สุดหรือ? บางคนบอกว่า ปากท้อง บางคนบอกว่าความรักแต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เราทุกข์กังวลมากที่สุดคือ กิเลส ทรัพย์สินเงินทอง รูปร่างหน้าตา อาหารการกิน ลาภยศ วาสนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เราอยากมี อยากเป็น เมื่ออยากได้ไม่รู้จักพอย่อมเกิดความทุกข์กังวล จึงเป็นเหตุให้เราทุกข์ไม่มีสิ้นสุด

7. สิ่งที่ทำให้เราไม่รู้ที่สุด คือ ความโกรธแค้น


ไม่รู้คือความไม่เข้าใจในเหตุผลต่างๆ เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่สมหวังดังใจ ก็โกรธ เพ่งโทษผู้อื่น โกรธเคืองฟ้าดิน แม้แต่แม้กับคนในครอบครัว สังคม หรือประเทศชาติหรือขณะที่เคืองแค้นก็ขว้างปา ทำลายสิ่งของของตัวเองนี่คือความไม่รู้ที่สุดของคนเรา ไม่เคยโทษตัวเอง ได้แต่โทษผู้อื่น

8. สิ่งที่คนเราเป็นห่วงกังวลที่สุด คือ ความเป็นความตาย

ยังมีชีวิตอยู่ก็ชิงดีชิงเด่น อยากมีชื่อเสียง กลั่นแกล้งผู้อื่นครั้นเมื่ออนิจจังมาถึงก็กลัว หน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติความรัก จะหายไปในชั่วพริบตา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็เป็นห่วงกังวลได้ทุกขณะ

9. ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ การไปทำร้ายผู้อื่น

ทำลายชีวิตของผู้อื่น ทำลายชื่อเสียง ขโมย หรือล่วงละเมิดทางเพศหรือทำสิ่งไม่ดีต่างๆนานา

10. สิ่งที่ลำบากใจที่สุดในชีวิตของคนเรา คือ ถูกผิด

มีคนพูดว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องมีถูกผิด ถูกหรือผิดสร้างความลำบากใจให้เราได้ไม่มากก็น้อย ความถูกผิดมีได้ทุกที่หากเราไม่ไปฟังเรื่องราวของผู้อื่น ก็ย่อมจะไม่เกิดอะไรขึ้น เพียงแต่เราไม่ไปฟังเรื่องราวของผู้อื่น ไม่ไปต่อความยาวสาวความยืดของผู้อื่นก็ไม่ต้องนำความลำบากใจให้กับตนเอง จึงเป็นความพ่าย แพ้ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา

11. คุณธรรมอันดีงามที่สุดของคนเรา คือ ความเมตตา


ความดีงามของคนเราไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามการมีทรัพย์สินมากมาย มีความสามารถล้นเหลือดังนั้นยอมที่จะเป็นคนไม่มีความสามารถอะไรไม่มีการศึกษา แต่จะไม่ยอมให้ขาดความเมตตาเพราะความเมตตา คือ คุณธรรมอันแท้จริง

12. ความกล้าหาญที่สุดของคนเรา คือ กล้ายอมรับผิด

คนเราต้องมีความกล้า ความกล้าไม่ใช่กล้าชกต่อยกับผู้อื่นและก็ไม่ใช่ไปชิงดีชิงเด่นกับผู้อื่น เอาชนะคะคานกับผู้อื่นแต่เป็นการรู้สำนึกว่าบางสิ่งตัวเองไม่ควรพูด ไม่ควรทำอย่างนั้นไม่ควรไปขัดขวางอย่างนี้ คนที่สามารถรู้สำนึกว่าตัวเองผิดจึงจะเป็นผู้กล้าหาญที่สุด

13. รายรับที่มากที่สุดของคนเรา คือ ความรู้จักพอ

ทุกๆคนก็หวังแต่จะให้ตัวเองได้ ตัวเองประสบผลสำเร็จ ได้รับผลประโยชน์หากไม่รู้จักพอ แม้จะนอนอยู่บนวิมาน กับเหมือนกับนอนอยู่ในนรกหากรู้จักพออยู่ในนรก ก็เหมือนกับอยู่บนวิมานดังนั้นความรู้จักพอจึงเป็นเป็นรายรับที่มากที่สุด

14. การบุกเบิกทรัพยากรที่มีอยู่ของตัวเองที่มีค่ามากที่สุด คือความศรัทธา


ใครๆ ก็พูดกันว่า ต้องบุกเบิกทรัพยากรมาใช้ทรัพยากรนั้นไม่ได้หมายถึง สินแร่ในป่า สิ่งล้ำค่าในทะเล และก็ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติแต่ในความศรัทธามีทรัพย์สิน มีคุณธรรม มีสิ่งล้ำค่า

15. สิ่งที่คนเราควรมีให้มากที่สุด คือ ความรู้สำนึกในบุญคุณของผู้อื่น

คนประเภทไหนร่ำรวยที่สุด คนประเภทไหนยากจนที่สุดคนยากจนคือคนที่อยากจะได้อยู่ร่ำไป คนมั่งมีคือคนที่มีแต่ความรู้สึกขอบคุณและคิดแต่จะเจือจานช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้สึกสำนึกในบุญคุณ ถนอมสิ่งที่ตนมีอยู่ จึงเป็นผู้ที่มีมากที่สุด

16 . สิ่งที่ควรบ่มเพาะให้มีมากที่สุด คือ ความใจกว้าง

ทุกคนก็หวังจะให้ตัวเองเป็นผู้มีการศึกษาอบรมดังมีคำกล่าวว่า “ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความนุ่มนวล แต่จะต้องเคร่งครัดต่อตัวเอง” คนอื่นจะปฏิบัติต่อเราดีหรือไม่ เราก็สามารถเข้าใจ และยอมรับได้ นี่คือสิ่งที่ควรบ่มเพาะให้มีมากที่สุด

17. ต้นทุนที่มากที่สุดของคนเรา คือ ศักดิ์ศรี


คนจะเป็นคนได้ต้องมีศักดิ์ศรี ก็เพราะว่าคนเรามีศักดิ์ศรี ด้วยเหตุนี้อะไรก็เสียสละได้ แต่ว่าเมื่อผ่านการบีบคั้นของ ความเสียสละก็ยังคงเหลือศักดิ์ศรีไว้ ดังนั้นสำหรับศักดิ์ศรีความเป็นคนของทุกคนจึงต้องให้ความสำคัญ และรักษามันไว้

18. ความปลื้มปีติที่มากที่สุดของคนเรา คือ ความสุขจากรสพระธรรม

คนส่วนใหญ่มักจะหาความสุขจากสิ่งล่อที่เป็นกิเลสและวัตถุ เช่นจากคำชมเชยเพียงคำเดียว ก็เป็นปลื้มไปเสียครึ่งวัน แต่ความสุขจากคำชมเชยเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้ว ความสุขที่ได้จากการมีทรัพย์สิน แต่ว่าทรัพย์สินก็เหมือนสายน้ำไหล ชั่วประเดี๋ยวก็ใช้หมดแล้ว ความสุขที่ได้จากการท่องเที่ยว แต่ว่าพันลี้หมื่นลี้กระพริบตาผ่านไป ความสุขก็ผ่านไปมีความปลื้มปีติเพียงสิ่งเดียวที่จะยังอยู่ตลอดไปคือความสุข จากรสพระธรรม ปีติสุขจากธัมมะ ได้จาก ปัญญา ตัวรู้ และการภาวนา เป็นสิ่งที่สามารถมีได้ตลอดชีวิต ไม่สูญสลายตลอดไป

19. ความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเรา คือ ความปลอดภัย

ทรัพย์สินเงินทองและเกียรติยศ เป็นสิ่งที่คนปรารถนาอยากมีมากที่สุดแต่ว่าเมื่อได้ทรัพย์สินและชื่อเสียง แล้วก็ขาดความปลอดภัยชีวิตอย่างนี้ย่อมไม่มีความหมาย ดังที่กล่าวว่าความปลอดภัย สงบสุขคือวาสนา

20 . สิ่งที่ควรจะสร้างให้มีมากที่สุด คือ เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน

ประโยชน์สุขของมวลชนได้จากเมตตาจิต ความมีน้ำใจที่ดีงามเช่นพูดในสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับทุกคน ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับทุกคนจะสร้างถนนหรือสร้างสะพาน ขอเพียงให้เป็นประโยชน์กับทุกคนตัวเองก็ยินดีที่จะเสียสละแรงงานและแรงใจที่จะไปช่วย


ที่มา : http://www.fisho.com/blog/snake/blog.php?id=4676


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 24 พ.ย. 2553 (20:54)

ลาบบบบ ภาษาไทยเเปลว่า จำ


omega007
ร่วมแบ่งปัน65 ครั้ง - ดาว 101 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 9 ธ.ค. 2553 (10:20)


ค่าแห่งน้ำใจ



คนเราที่จะดีนั้น จะต้องรู้จักหารู้จักใช้ ถ้าไม่รู้จักหาทรัพย์ก็เป็นคนเสียหรือมีทรัพย์แล้วไม่รู้จักใช้ก็เสียเหมือนกัน กินแล้วไม่ถ่ายหรือถ่ายแล้วไม่กินมีหวังตายด้วยกันทั้งนั้น

การเสียสละ เมื่อดูเผิน ๆ น่าจะเป็นการเสียเปรียบ เพราะให้ไปหมดไปแต่ถ้ามองให้ซึ้งจะเห็นว่า ได้เปรียบมาก เหมือนลงแรงบำรุงต้นไม้ ขั้นสุดท้ายก็ได้รับผลจากต้นไม้นั่นเอง ฉะนั้นนักปราชญ์จึงสอนไว้ว่า

"คนโง่ไม่บริจากเพราะกลัวจน แต่เพราะกลัวจน คนฉลาดจึงบริจาค
การบริจาคนี้มีผลน่าอัศจรรย์ สร้างเสน่ห์ก็ได้ สร้างความสามัคคีก็ได้"

ท่านว่า วิธีสร้างเสน่ห์ที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นอะไรไม่ดีเท่ากับการเสียสละและท่านอ้างคติพจน์ว่า

ความรักมาเพราะน้ำใจมี
ความรักหนีเพราะน้ำใจหมด
ความรักลดเพราะน้ำใจแห้ง

ฉะนั้น ถ้าใครอยากได้ความรักก็จงสร้างน้ำใจ เปรียบเหมือนรักจะปลูกต้นไม้งาม ๆ ก็ต้องหมั่นรดน้ำ ถ้าไม่มีน้ำจะรดก็ป่วยการปลูกน้ำในที่นี้ก็คือ น้ำใจเสียสละนั้นเอง

อนึ่ง ความปลอดภัยจากศัตรู ก็อาศัยการเสียสละเหมือนกันศาสตราอาวุธก็ดี รั้วรอบของบชิดก็ดี ถึงจะกันภัยได้ก็ยังไม่เท่าการเสียสละ จงดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นในวัดอภัยคีรีวิหาร ประเทศศรีลังกาเถิด ตามเรื่องมีว่ามีโจรคณะหนึ่งวางแผนจะเข้าปล้นวัด ขณะที่กำลังประชุมรอฤกษ์อยู่นั่นเอง พระติสสเถระเจ้าอาวาสทราบเข้า ท่านจึงวางอุบายใช้วิธีในดีสู้โจร ให้คนจัดอาหารสเลิศไปเลี้ยงพวกโจร ผลก็คือวัดนั้นปลอดภัยไม่ถูกปล้น เพราะอาหารเหล่านั้นออกฤทธิ์เข้าไปดลจิตให้พวกโจรใจอ่อนได้

เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า ของที่ได้มาด้วยน้ำใจไมตรีย่อมมีฤทธิ์ผิดกับของที่ได้มาจากการซื้อ ซื้อแล้วก็แล้วกันไป แต่ถ้าเป็นของที่เขาให้ด้วยน้ำใจไมตรีจะรู้สึกว่ามีค่ามาก เพียงน้ำแก้วเดียวเท่านั้นช่างมีรสชาติชุ่มชื่นจริง ๆ เพราะไม่ได้ดื่มน้ำเพียงอย่างเดียวแต่เราดื่มเอาน้ำใจของเขาเข้าไปด้วย ฉะนั้นท่านจึงได้ว่า

"น้ำบ่อน้ำคลองเป็นรองน้ำใจ น้ำที่ไหน ๆ ก็สู้น้ำใจไม่ได้ น้ำที่มีค่ามากก็คือน้ำใจนี่เอง!

ทีมา :�http://www.dhammathai.org/dhammastory/story59.php


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 27 ธ.ค. 2553 (17:46)
ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2530 พระราชทานเป็นปีแรก ทรงยังใช้คำว่า กส. 9 ปรุ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2531 ทรงสอนให้ทุกคนคิดและทำในสิ่งที่ดี เพื่อให้บังเกิดแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2532 ทรงให้นิยาม 4 ประการของความสุข ว่าคือความปรารถนาดีต่อกัน ความอนุเคราะห์ ความยินดี ความสงบ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2533 ทรงให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสติ และปัญญา


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2534 ทรงชี้ให้คนไทยใช้ความเพียร อดทน สติ และปัญญา


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2535 ทรงให้คนไทยมุ่งทำวันนี้ให้ดีที่สุด


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2536 ทรงเน้นเรื่องการมองปัญหาให้ชัดเจนและตรงจุด การมีสติ คิดและทำอย่างสร้างสรรค์


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2537 ทรงกล่าวถึงโครงการพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2538 ทรงให้ข้อคิดในการร่วมมือกันทำงาน เกี่ยวกับการพูด การฟัง


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2539 ทรงให้คนไทยตั้งมั่นอยู่ในความสมดุลในการแก้ปัญหา และการประสานประโยชน์เพื่อประเทศชาติ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2540 ทรงกล่าวถึงพลังความคิด และให้คติในการพูด การคิด และการทำ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2541 ทรงพระราชทานกำลังใจ ในการต่อสู้วิกฤตเศรษฐกิจ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2542 ทรงให้คนไทยมีความเพียร เช่นเดียวกับพระมหาชนกและทรงเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2543 ทรงกล่าวถึงการเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ และให้มองโลกในแง่ดี


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2544 ทรงให้ทบทวนบทเรียนจากอดีต เพื่อเตรียมตัวฟันฝ่าปัญหาในอนาคต และตั้งมั่นอยู่ในความดี และความสุจริตใจ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2545 ทรงกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้ง ขัดแข้งขัดขากัน และให้แก้ปัญหาโดยใช้หัว คือสมอง ควบคุมทุกส่วนของตัว รวมทั้งขา ให้อยู่ในระเบียบ


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2546 ทรงกล่าวถึงสุนัขทรงเลี้ยง ว่าเป็นเพื่อนที่ดี


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2547 ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 ทรงให้คนไทยมีความรักสามัคคีกัน


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2549 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สีเขียว มีภาพปักรูปคุณทองแดงที่กระเป๋าด้านซ้าย ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง [4]


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2550 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก 9 สุนัข


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2551 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดปกติขาว ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก 4 สุนัข


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2552 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สากลสีน้ำตาลอ่อน ผ้าปักพระกระเป๋าสีฟ้าสดใส ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเนคไทสีฟ้าอ่อน ประทับบนพระเก้าอี้ ทรงฉายกับคุณทองแดง สุวรรณชาด ที่นั่งอยู่ข้างพระเก้าอี้ และคุณนายแดง แม่ของคุณทองแดง ที่หมอบเฝ้าอยู่อีกข้างหนึ่ง


ส.ค.ส. พระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2553 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์แจ๊คเก็ตสีชมพูเข้ม ปักรูปคุณทองแดงที่ด้านซ้ายของพระอุระ ทับฉลองพระองค์ชั้นในสีขาว ประทับบนพระเก้าอี้หวาย ที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าและสวนดอกไม้ทรงฉายกับคุณทองแดงและคุณทองหลาง สุนัขทรงเลี้ยงที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างพระเก้าอี้ทั้งสองด้า



ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/ส.ค.ส._พระราชทาน
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 10 ม.ค. 2554 (04:43)


สงสัยจัง: ไม่ต้องดี แต่อย่าชั่ว เป็นยังไง 



อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับคำถามโดยตรง แต่จะเล่าให้ฟังว่า 
คนส่วนมากมักจะมองอะไรสุดโต่งสองด้านโดยธรรมชาติ 


เช่นถ้าบอกว่า "ฉันไม่เห็นด้วยกับเสื้อเหลือง" จะมีคนพูดทันทีว่า ไอ้นี่เสื้อแดงชัวร์
หรือถ้าบอกว่า "ฉันไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง" จะมีคนสรุปว่า ไอ้นี่เสื้อเหลืองนี่หว่า
แต่ลืมไปว่า โลกนี้มันมีตั้งหลายสี ไม่ได้มีเฉพาะสีแดงกับเหลือง ขาวกับดำนะ 


คนเราถึงเป็นศัตรูกันง่าย เพราะความสุดโต่งนี่แหละ 
ใครพูดอะไรผิดหู ก็ต้องถือว่าไม่ใช่พวกเรา ใครเห็นต่างคิดต่าง แปลว่าต้องเป็นศัตรู เป็นต้น


ที่ถามมา ต้องอธิบายก่อนว่า เป็นสำนวนหลวงพ่อปราโมทย์ฯ เวลาท่านสอนวิปัสสนา 
ท่านต้องการจะบอกคนที่ภาวนา โดยเฉพาะพวกที่ถนัดการดูจิต 
ว่า.. อย่าไปยึดว่าถ้าดูจิต แล้วจิตจะต้องดีตลอดเวลา ไม่ฟุ้ง ไม่มีกิเลส ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลงเลย


ครูบาอาจารย์วิปัสสนาชั้นเลิศ ท่านจะสอนหลักคล้ายๆกันว่า จะเรียนวิปัสสนาให้ได้ผล ..ต้อง



  1. รู้กายรู้ใจ (ตัวเอง)

  2. ตามความเป็นจริง (บางสำนวนว่า "รู้ลงปัจจุบัน")

  3. ด้วยจิตตั้งมั่น และเป็นกลาง 


ฉะนั้น ถ้าไปยึดหลักว่า ดูจิตแล้วจิตจะต้องดี ต้องสงบ ไม่ฟุ้งเลย ไม่มีกิเลสเลย นั้น 
มันจะผิดจากหลักการภาวนาที่ว่า "รู้ตามความเป็นจริง" "ด้วยใจที่เป็นกลาง" 


เพราะการที่จิตมีกิเลส อาจจะไม่ดี แต่มันก็เป็นความจริงว่า 
ไม่มีจิตของสัตว์โลกไหนที่ไม่มีกิเลส นอกจากจิตของพระอรหันต์ 
การมีกิเลส จึงเป็นปกติของจิตคนธรรมดาๆ 


ถ้าอยากจะภาวนาเอาแต่ดี เอาแต่สงบ ไม่ยอมรับ ไม่ยอมรู้ตามความจริง 
ก็ไม่เกิดปัญญาในทางวิปัสสนา ไม่เห็นทุกข์ เห็นโทษของการยึดมั่นในกายใจ 
เพราะเราจะเข้าใจผิดว่า เราสามารถบังคับกายใจ ให้ดี ให้วิเศษได้ 


อันนั้นคือเหตุที่ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "ไม่ต้องดีก็ได้" 
แต่ที่บอกว่า อย่าชั่ว อันนั้นท่านหมายถึงว่า การไม่ปฏิเสธว่าจิตยังมีกิเลส 
ไม่ได้แปลว่าจะไหลตามกิเลสไปละเมิดคนอื่นได้นะ


ครูบาอาจารย์ท่านถึงบอกเสมอว่า ยังไง เราก็ต้องมีศีลนะ 
คนมีศีลบริบูรณ์ ก็ไม่มีทางเป็นคนชั่ว 
เพราะจะไม่อ่อนแอต่อกิเลส ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนกระทั่งตัวเอง 


เราดูตัวเอง ยอมรับว่าจิตมีกิเลส จิตที่ยังมีกิเลส จะพูดว่ามันดี ก็พูดไม่ได้ถูกไหมครับ 
แต่ในเมื่อเรามีสติ รู้ทันกิเลส รู้ทันความคิดชั่วๆ เราก็ไม่ทำชั่ว 
จะว่าเราเป็นคนชั่ว ก็ว่าไม่ได้อีกนะครับ ถูกไหม 


แต่ถ้าดูไประยะหนึ่ง จะค่อยๆเห็นว่า จิตไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มีจริง 
ฉะนั้น ถ้าจิตจะคิดไม่ดี คิดร้าย จะโลภ จะโกรธ จะหลง ก็เรื่องของจิตมันนะ
เราแค่รู้ทัน ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ขาดสติไหลไปทำตามกิเลส 


"สติ" จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ควรสร้างเหตุให้สติ "เจริญ " ไม่เสื่อม
คนเรามีสติ ก็มีศีล ขาดสติ ศีลก็ขาดง่าย 




ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aston27&date=29-01-2010&group=11&gblog=8



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 10 ม.ค. 2554 (10:32)
224621

ai..ai..ai


maaple
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 22 ม.ค. 2554 (05:31)


อยากให้ลูกมีความฉลาดทางด้านจริยธรรมทำอย่างไร
�������
1. คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นต้นแบบจริยธรรมแก่ลูก

ความฉลาดทางจริยธรรมเป็นจิตสำนึกที่ต้องถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะในเด็กช่วงวัย 2-10 ปี ซึ่งถือได้ว่ามีพัฒนาการทางด้านจริยธรรมอยู่ในระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (Pre-Conventional Level) โดยเด็กในระดับนี้จะรับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดของพฤติกรรมที่ “ดี”และ “ไม่ดี” จากผู้ที่มีอำนาจเหนือตนเช่น พ่อแม่ (Kohlberg Theory) ดังนั้นพ่อแม่จึงมีบทบาทอย่างมากในการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ลูก ทั้งการประพฤติตนเป็นต้นแบบทางจริยธรรมให้แก่ลูก เช่นแสดงความซื่อสัตย์ ความกตัญญูรู้คุณ ความยุติธรรม ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
�������
นอกจากนี้พ่อแม่ต้องอบรมสั่งสอนลูกว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด เพื่อที่ลูกจะได้ซึมซับจดจำต้นแบบที่ดีและการสั่งสอนเหล่านี้ไปประพฤติปฏิบัติจนติดเป็นนิสัย แต่พ่อแม่ควรจำไว้ว่าการปลูกฝังให้ลูกมีจิตสำนึกทางจริยธรรมที่ดีนั้นไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อลูกได้ซึมซับจิตสำนึกแห่งจริยธรรมตั้งแต่เด็กแล้ว สิ่งนี้จะอยู่กับเขาไปตลอด เหมือนวัคซีนคุ้มกันให้เขาอยู่รอดเป็นคนดีในสังคมได้ตลอดชีวิตของเขา
�������
2. ให้ลูกได้ใกล้ชิดกับศาสนาหรือหลักศีลธรรม

แก่นแท้ของทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ใกล้ชิดกับศาสนาหรือหลักศีลธรรมตั้งแต่เขายังเด็ก เริ่มจากวิธีการง่ายๆ เช่น หาหนังสือที่มีเนื้อหาหรือข้อคิดในเรื่องศีลธรรมมาให้ลูกอ่านหรืออ่านให้ลูกฟัง หรือถ้าเป็นไปได้ครอบครัวควรจะได้พากันไปในสถานที่ทางศาสนา เช่น หากเป็นครอบครัวชาวพุทธก็พาลูกไปวัดเพื่อไปฟังเทศน์ฟังธรรม หากเป็นครอบครัวชาวคริสต์ก็พาลูกไปโบสถ์เพื่อไปนมัสการพระเจ้าหรือหากเป็นครอบครัวอิสลามก็พาลูกไปมัสยิดเพื่อเรียนรู้ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรมต่างๆ การปลูกฝังหลักศีลธรรมและหลักธรรมคำสอนของศาสนาไว้ในกายและใจของลูกด้วยวิธีเหล่านี้ จะช่วยให้เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ คิดดี ทำดีและมีศีลธรรมที่ดี
�������
3. ให้ลูกเรียนรู้จริยธรรมผ่านกิจกรรมที่เขาชอบ
�������
- นิทานและเพลง�เป็นสื่อที่เข้าถึงเด็กได้ง่ายและดีที่สุดอย่างหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกนิทานหรือเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ การช่วยเหลือ การแบ่งปัน การรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาใช้ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆเพื่อช่วยพัฒนาจริยธรรมและคุณธรรมให้งอกงามขึ้นในใจของพวกเขา
�������
-ทำกิจกรรมเพื่อสังคม�ในวันหยุดบางครั้งแทนที่คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกไปเที่ยวสวนสนุกหรือห้างสรรพสินค้า ควรลองพาลูกๆไปทำประโยชน์แก่สังคมบ้าง เช่นการไปเยี่ยมผู้ขาดแคลนไร้โอกาสตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั้งบ้านเด็กกำพร้า บ้านเด็กพิการทางร่างกายหรือทางสมอง บ้านพักคนชรา โดยให้ลูกมีส่วนร่วมในการช่วยจัดหาของเล็กๆน้อยๆไปแบ่งปัน หรือพาเขาไปบริจาคสิ่งของและเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยต่างๆ หรืออาจจะพาลูกไปเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะตามชายหาด กิจกรรมปลูกป่า หรือดูแลสัตว์ที่เจ็บป่วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะสอนให้เขาได้เรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว มีจิตใจเมตตากรุณา รักในการช่วยเหลือและรักสังคมที่เขาอยู่
�������
ผู้เขียนเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกของเรามีความฉลาดในทุกๆด้าน โดยเฉพาะความฉลาดทางด้านสติปัญญาหรือมี IQ ดี แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่อยากให้ลูกเก่งอย่างเดียวแต่ไม่เป็นคนดี ลองนึกย้อนไปคิดดูซิว่า ตอนที่เรารู้ว่าลูกของเราจะได้เกิดมาบนโลกใบนี้ สิ่งแรกที่เราหวังและขออยู่ในใจคืออะไร คงไม่ลืมใช่ไหมว่า “ขอแค่ลูกเป็นคนดี” แค่นี้ก็ดีเพียงพอแล้ว


โดย�ดร.แพง ชินพงศ์




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 9 ก.พ. 2554 (04:50)


พิธีศพแบบทิเบต
รู้ไหมชีวิตนี้สั้นนัก ! ! !
นกแร้ง.. ผู้เป็นนักเก็บกวาดของธรรมชาติ สัญลักษณ์ของความตายที่คนกลัว
Tibetan_Pic1

Tibetan_Pic2



�เส้นทางสู่สถานที่ทำพิธี


Tibetan_Pic3



แบกศพมาด้วย


Tibetan_Pic4


Tibetan_Pic5



จุดไฟส่งสัญญาณ เรียกนกแร้ง


Tibetan_Pic6


Tibetan_Pic7



�เมื่อแร้งมาแล้ว ก็ถึงเวลา เอาศพที่แบกมาลงจากรถ


เซ็นเซอร์แล้วครับ ใครอยากดูต่อไปดูได้ที่ : http://www.bodhiyalai.org


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 9 ก.พ. 2554 (09:36)

เห็นภาพในความเห็นที่ 150 แล้วหดหู่มาก
น่าจะเซนเซอร์บ้าง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 17 ก.พ. 2554 (06:20)


มงคล คืออะไร ใน 3 วัยที่สำคัญ



มงคล คือ เหตุแห่งความเจริญ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริญ


มงคลในศาสนาพุทธ
มงคลในศาสนาพุทธ คือ การนิมนต์ขอให้พระภิกษุสวดมงคลสูตร เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญ หรือเพื่อให้เกิดความสิริมงคล ในงานพิธีที่เป็นมงคลต่าง ๆ พระสงฆ์จะต้องสวดมนต์บทนี้เสมอ เรียกกันว่า เป็นบทบังคับก็ว่าได้ เมื่อพระสงฆ์เริ่มต้นสวดมงคลสูตร (อะเสวะนา...) จะเป็นช่วงที่เจ้าภาพจะต้องเดินไปจุดเทียนที่ บาตรน้ำมนต์ จากนั้นประเคนบาตรน้ำมนต์แก่ประธานในพิธีสงฆ์ เมื่อสวดมงคลสูตรจบแล้ว พระภิกษุก็จะ รดน้ำมนต์ ให้แก่ผู้มาร่วมพิธีกรรม เพื่อมอบความเป็นมงคลให้ หรือมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้มาร่วมงานมงคล


ความจริง มงคลสูตร 38 ประการนั้น มีประโยชน์มากถ้านำไปปฏิบัติ (มิใช่การรับแต่น้ำมนต์ที่ประพรม การรับน้ำมนต์โดยไม่ปฏิบัติจะไม่เกิดประโยชน์) จะเป็นมงคลแก่ผู้ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง พระพุทธองค์ทรงเทศนาเรียงลำดับข้อไว้อย่างมีระเบียบดียิ่ง เพื่อให้เป็นหลักปฏิบัติตามลำดับอายุของมนุษย์ เริ่มแต่ ปฐมวัย, มัชฌิมวัย และ ปัจฉิมวัย โดยขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านเห็นดังต่อไปนี้


ปฐมวัย
ในที่นี้ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี เรียกว่าปฐมวัย ปกติเป็นวัยที่ยังไม่สมควรจะออกครองเรือนตามลำพังตน ควรเป็นวัยแห่งการศึกษาเล่าเรียน เป็นระยะเวลาของการเตรียมตัวที่จะออกไปครองเรือนในอนาคต มักจะอยู่ในความปกครองของบิดามารดา พวกปฐมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 10 อย่างเคร่งครัด คือ
1. ไม่ให้คบคนพาล (เพื่อจะได้ไม่ตกต่ำในทางที่ชั่ว)
2. ให้คบบัณฑิต (เพื่อให้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต)
3. ให้บูชาบุคคลที่ควรบูชา (เพื่อให้เกิดแบบอย่างที่ดี)
4. ให้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (เพื่อสะดวกในการศึกษาเล่าเรียน)
5. ให้สะสมบุญเรื่อยไป (เพื่อเป็นทุนไปสู่ความสุขสำเร็จ)
6. ให้ตั้งตนไว้ชอบ (เพื่อให้มีเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง)
7. ให้เป็นผู้ฟังมาก (เพื่อจะได้มีความรอบรู้)
8. ให้ศึกษา ศิลปวิทยา (เพื่อให้มีพื้นฐานการประกอบอาชีพการงานที่ดี)
9. ให้มีระเบียบวินัยดี (เพื่อให้มีหลักการที่ดีในการดำรงชีวิต)
10. ให้มี วาจาสุภาษิต (เพื่อให้เกิดความมีเสน่ห์ในตัวเอง)


ถ้าผู้ที่มีอายุภายใน 25 ปีแรกของชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตรเพียง 10 ข้อ ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านี้จะเป็นคนดี เข้าไหนเข้าได้ เพราะสังคมต้อนรับ ปราศจากผู้รังเกียจ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเพื่อประโยชน์แก่ปวงชน ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ซึ่งนับว่าเป็นมงคลแก่ตนเองเป็นอย่างยิ่ง


มัชฌิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุตั้งแต่ 26 ปี ถึงอายุ 50 ปี เรียกว่าอยู่ในช่วง “มัชฌิมวัย” เป็นวัยที่ต้องดำเนินชีวิตไปตามลำพัง ไม่ควรจะต้องพึ่งบิดามารดาอีกต่อไป ต้องออกไปเผชิญกับเหตุการณ์ของสังคมโลก เป็นวัยที่จะต้องตั้งตัวตั้งหลักฐาน รับผิดชอบในการดำรงชีวิต ในมัชฌิมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรเพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 คือ
11. ให้ บำรุงบิดามารดา (เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณคน)
12. ให้ สงเคราะห์บุตรธิดา (เป็นแบบอย่างที่ดี)
13. ให้ สงเคราะห์ภรรยา (เป็นการแสดงความรับผิดชอบ)
14. ไม่ให้การงานอากูล (กิจการงานใดไม่คั่งค้าง)
15. ให้ บำเพ็ญทาน (จิตใจจะมีเมตตาสูง)
16. ให้ ประพฤติธรรม (เพื่อความสงบของชีวิต)
17. ให้ สงเคราะห์ญาติ (เกิดเคราะห์ร้ายก็มีญาติช่วย)
18. ให้ ประกอบการงานดี ไม่มีโทษ (อาชีพสุจริตชีวิตปลอดภัย)
19. ให้ เว้นจากการทำบาป (เพื่อไม่ต้องชดใช้หนี้กรรม)
20. ให้ เว้นจากการเสพของเมา (ให้เป็นคนมีสติอยู่เสมอ)
21. ไม่ให้ประมาทในธรรมทั้งหลาย (ให้มีความคิดรอบคอบ)
22. ให้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ (เราจะได้รับความเคารพตอบ)
23. ไม่ให้เย่อหยิ่ง (จะมีคนให้ความนับถือ)
24. ให้ มีสันโดษ (จิตใจจะไม่วุ่นวาย)
25. ให้ มีความกตัญญู (เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี)
26. ให้ ฟังธรรมตามกาล (เพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม)
27. ให้ มีขันติ (จิตใจจะมีความสุขสงบ)
28. ให้ เป็นผู้ว่าง่าย (ทำให้ได้รับความรักจากผู้อื่น)
29. ให้ เข้าหาสมณะผู้สงบ (ทำให้เข้าใจธรรมะที่แท้จริง)
30. ให้ สนทนาธรรมตามกาล (ทำให้มีปัญญาเพิ่มพูล)


ถ้ามนุษย์อายุระหว่าง 26 ปี ถึง 50 ปี ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านั้นจะประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองในการดำรงชีวิต จะไม่ประสบความทุกข์ แม้ในขณะที่ถึงอายุขัยที่จะตาย วิญญาณก็จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ถ้าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีฐานะสูง ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่ตนเองและครอบครัว


ปัจฉิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์มีอายุตั้งแต่ 51 ปี ถึงสิ้นอายุขัย เป็นระยะชีวิตที่จะต้องช่วยตัวเองแสวงหา อริยทรัพย์ อริยสมบัติ เพราะเป็นช่วงเลยกึ่งกลางของชีวิต เดินทางเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตเหมือนต้นไม้ใกล้ฝั่ง จะล้มลงเมื่อใดก็ได้ ควรจะช่วยตนเองในการสร้างอริยสมบัติก่อนตาย ซึ่งไม่มีใครจะช่วยเราได้ โดยช่วยให้วิญญาณของเรามีคุณสมบัติสูงกว่าเดิม วิธีช่วยตัวเองนับว่าดีที่สุดนั้น คือการหาโอกาสฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐาน อาจจะศึกษาเรื่องความตายเพื่อจะได้ตายนอกสมมติ คือการหลุดพ้นจาก สังสารวัฏ ไม่ควรให้ตายในสมมติคือการหมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสารเท่านั้น การตายในสมมตินั้น จะต้องกลับมาเกิดเพื่อรับความทุกข์ต่อ ๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีปฏิบัติเพื่อให้ตายนอกสมมตินั้น คือการปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์ โดยปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีก 8 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 คือ
31. ให้บำเพ็ญเพียรเผากิเลสให้หมดไป (ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน)
32. ให้ ประพฤติพรหมจรรย์ (ออกบวช หรือ บวชใจด้วยเนกขัมมบารมี)
33. ให้เห็นแจ้งในอริยสัจ (ให้ตระหนักรู้ในทุกข์ และเหตุที่เกิดทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์)
34. ให้ทำนิพพานให้แจ้ง (วิปัสสนาภาวนาจนได้นิโรธสมาบัติ)
35. ไม่ให้จิตหวั่นไหวในโลกธรรม (ทำจิตไม่ให้ติดยึดในลาภ/ยศ/สรรเสริญ/สุข)
36. ไม่ให้จิตเศร้าหมอง (ทำจิตให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
37. ไม่ให้จิตมีมลทิน (ทำจิตให้เป็นอุเบกขาตลอดเวลา)
38. ให้มีจิตเกษม (ไม่ให้มีเครื่องดึงรั้งไว้ในภพคือถึงซึ่งพระนิพพาน)


มงคลสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 นี้ มีพุทธประสงค์จะให้ช่วยตัวเองไปทาง โลกุตตรธรม ช่วยให้ตายนอกสมมติ คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นการหลบหนีการเกิด เพราะว่า พระตถาคต สั่งสอนให้ตระหนักว่า “การเกิดเป็นทุกข์” ชาวพุทธที่มีอายุตั้งแต่ 51 ปีขึ้นไป เมื่อบุตรธิดามีอาชีพการงาน หรือสามารถดำรงชีวิตได้ตามลำพังแล้ว หรือ ทรงตัวได้ดีบนขาของเขาได้แล้ว ชาวพุทธผู้มีอายุสูงก็สมควรช่วยตนเองไปในทาง โลกุตตรวิสัย ควรฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐานให้มาก และให้บ่อย หากปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์เช่นนี้ ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่วิญญาณของตน เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป วิญญาณของตนก็จะไปสู่ สุคติภูมิ หรือพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง


ถ้าเราสมมติว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแม่ครัว พระพุทธองค์ทรงปรุงอาหารไว้ เพื่อคน 3 วัย วัยแรกเพื่อให้มนุษย์ในปฐมวัยได้บริโภค วัยที่ 2 เพื่อให้มนุษย์ในมัชฌิมวัยได้บริโภค และวัยที่ 3 ปรุงไว้ให้มนุษย์ในปัจฉิมวัยได้บริโภค แต่มนุษย์จะบริโภค หรือไม่บริโภคนั้น เป็นเรื่องของมนุษย์ที่สามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้ พระตถาคต ได้แต่ทรงปรุงอาหารไว้ให้เท่านั้น และทรงชี้ทางให้โดยมีพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
จึงขออนุญาตเชิญชวนเพื่อนพนักงานทุกระดับ และทุกท่าน หันมาบริโภคอริยทรัพย์ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คิดดี พูดดี และทำดี ให้ตลอดอายุขัยของเรา นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด


ที่มา :�http://www.dhammajak.net/dhamma/38-3.html




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 3 มี.ค. 2554 (06:10)


ธรรมะสบายๆ ของหลวงพ่อชา

คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน…แต่มักมีปัญหาในการฟังให้เข้าใจ
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน…แต่มักมีปัญหาในเรื่องการรู้ให้จริง
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง…แต่มักมีปัญหาในเรื่องการพูดให้เข้าหูคน�

จงรักษาใจ..ให้เหมือน “นาฬิกา″ .. �
เพราะหน้าที่ของนาฬิกา…
คือ..การอยู่กับปัจจุบันขณะ..
ด้วยสัจจะ และความเที่ยงตรง.. �

๑ ปี เอาเหล็กมาขัดสนิมหนึ่งครั้ง ซ้ำยังไม่ขัดถึงที่สุด.. �
ไม่ทำถึงจุดที่จะไม่เกิดสนิมสืบต่อไป เหล็กจะวาวขึ้นมาได้อย่างไร??�
การขัดเกลาตนของนักปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน.. �
และสนิมเหล็กเกิดจากเนื้อในเหล็ก กัดกร่อนทำลายเหล็ก ฉันใด.. �
สนิมใจเกิดจากเนื้อในใจ กัดกร่อนทำลายใจ ฉันนั้น..

ธรรมแท้ ๆ ! เป็นกลาง ๆ ..�
ใคร ? ปล่อยวางได้..ก็..”สบาย”

ธรรมแท้ ๆ ! ไม่มี..สู้!..ไม่มี..หนี!! ;�
เพียงแต่..ดู-รู้-ตรง “ปัจจุบัน” นี้ �
แล้วก็..ปล่อยไป..เท่านั้นเอง!�
��
น้ำไม่ไหล! ขังไว้..ย่อม..เน่า ฉันใด! �
จิตที่..รู้เรื่องอะไร ? แล้วไม่ยอมปล่อย�
ย่อม “ทุกข์” ฉันนั้น..�

“การละบาป เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการทำบุญ�
ถ้าทำบาปแลกบุญจะขาดทุนเรื่อยไป”

“ใจจะสงบได้ ก็เพราะความเห็นที่ถูกต้อง”

“ยุ่งยากกับเยือกเย็น”�
ในยามที่เราพบกับความยุ่งยาก ต้องพึ่งพาความเยือกเย็น�
ค่อย ๆ ย้อนลงไปแยกแยะสาเหตุแห่งปัญหา ที่ทำให้เราเร่าร้อน!�
เราจะเอาชนะความยุ่งยากของชีวิตได้ ด้วยการเอาชนะความวิตกกังวล�
ที่เกิดขึ้นในใจของเราเสียก่อน�

จงมองดูความวิตกกังวลของตนเอง มองดูว่ามันทำให้เราเอาชนะปัญหาของเรา�
หรือมันทำให้เราหมดพลัง และพ่ายแพ้�
ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความทุกข์ยากที่เราคิดว่ามันแสนสาหัส �
สำหรับเราในวันนี้ ในวันข้างหน้าเราอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย..�

“ธรรมดาจิตนั้นนะ..มันมีเวลาขยัน และขี้เกียจ �
ถ้าทำเพียรด้วยสัจจะ เราต้องทำเรื่อยทั้งที่ขี้เกียจ �
ทำจิตให้จิตรู้อยู่ การรู้ภายใน การฉลาดภายในจิตจะเป็นอย่างนี้�
การทำทุกวัน บางทีสงบ บางทีไม่สงบ เป็นอนิจจัง”�

“เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจของเราแล้ว �
จะมองไปที่ไหน..จะมีแต่ธรรมะทั้งนั้น
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดเวลา″�


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 4 มี.ค. 2554 (17:42)




พระธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 4 มี.ค. 2554 (17:47)
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙

ความสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

ท่านอาจารย์มั่นท่านทำหน้าที่ของท่านอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นเรื่องพิธีรีตองจึงไม่ค่อยมีเวลา มีลูกศิษย์ลูกหาไปลาท่านออกไปเที่ยว บางองค์ท่านบอกว่า “ไปทำเถอะทำอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้ปฏิบัติตัวเองให้ดี นั่นแลคือเป็นผู้ปฏิบัติพระพุทธเจ้า ระลึกถึงท่านด้วยการระมัดระวังตัวให้ดี นั่นแลคือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ พระสงฆ์ท่านปฏิบัติดีอย่างไร เราปฏิบัติดีอย่างนั้น นั่นแลคือการบูชาพระสงฆ์”

“อยู่ที่ไหน ให้ถือความสำคัญในความเพียรอยู่เสมอ อย่าให้เสียเวล่ำเวลา อย่าให้เป็น “โมฆภิกษุ” ท่านว่า”

“การขาด “สติ” เพียงอย่างเดียว เป็นเหตุให้ขาดหลายๆ อย่าง ถ้ามี “สติ”และ “ปัญญา” อยู่ในตัว อยู่ไหนก็เป็นความเพียร”

คำว่า “สติ กับ ปัญญา” ในที่นี้ ท่านหมายถึง สติปัญญา เพื่อระงับดับกิเลสล้วนๆ ท่านไม่ได้หมายออกไปทางโลก ท่านจึงพูดอย่างนั้น บรรดาท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็เข้าใจกันทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย

เวลาท่านแสดงธรรมในวันสำคัญ เช่น วันมาฆบูชา ท่านยกเอาพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ขึ้นมาแสดงว่า “ท่านเหล่านี้ เป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ทำ “วิสุทธิอุโบสถ” คือ อุโบสถในท่ามกลางแห่งท่านผู้บริสุทธิ์ล้วนๆ ด้วยกัน แต่พวกเรานี้มีแต่คนมีกิเลสหนาปัญญาหยาบล้วนๆ อยู่ด้วยกัน ในวันทำ “วิสุทธิอุโบสถ” ของพระพุทธเจ้า คือ วันมาฆบูชา พวกเราไม่คิดละอายตัวบ้างหรือ ถ้าละอายก็ให้ทำความรู้สึกตัว อย่าประมาท อย่านอนใจ สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญ

เครื่องประกอบความเพียร มีสติปัญญาเป็นสำคัญ อยู่ที่ไหนอย่าให้เผลอสติ ให้มีปัญญาเสมอ อย่าสะทกสะท้าน อย่าหวั่นไหว อย่ากลัวว่าจะไม่ได้ไม่ถึง นอกไปจากกลัวจะเผลอสติ กลัวจะไม่มีปัญญา นี่แหละคือเครื่องมือขุดค้นธรรม เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือถอดถอนกิเลสทุกประเภทออกให้หมด”

ท่านเทศน์ในวัน “มาฆบูชา” ท่านเทศน์อย่างนั้น ท่านเล่าว่า “ควรมี “ดี”มาอวดมาแข่งกันบ้างดีกว่า คนอวดดี แข่งดีกัน ทั้งๆ ที่อวดชั่ว และแข่งชั่วกัน บางรายอวดดีแข่งดีแต่ปากไม่พอ ต้องอวดด้วยฝีมือ ถึงกับฆ่ากันตายก็มี การอวดกิเลสกันมันให้ผลผิดอย่างนี้แล จึงต้องฟังและจดจำให้ถึงใจ”

“ท่านลงอุโบสถ มีแต่พระอรหันต์ล้วนๆ ๑,๒๕๐ องค์ เราอยู่ด้วยกันนี้มีใครเป็นพระอรหันต์บ้างไหม? เห็นมีแต่ “กองกิเลส” เต็มศาลา จนมองหา “องค์พระ” ไม่เจอ เพราะกิเลสปิดบังเสียจนมิด” ท่านว่าอย่างนั้น ฟังแล้วก็น่าอับอายตัวเอง แต่จำต้องทนเอา จะทำอย่างไรได้ เพราะพวกเรามันมีอย่างท่านว่าจริงๆ

“ถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่นี่ มาเห็นกองกิเลสเต็มศาลาอย่างพวกเรานี้ จะเป็นยังไง” ท่านพูดมีเรื่องขบขัน “และ ถ้าพระอรหันต์บังเอิญเดินมาที่นี่ มาเห็นกองกิเลสเต็มศาลานี้ท่านจะว่ายังไง ท่านต้องเบื่อ ท่านต้องเอือมระอา ท่านต้องขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก และเข็ดหลาบเต็มประดานั่นแล ท่านไม่กลับมาอีกแล้ว แต่พวกเรากอดกันอยู่กับกิเลส นอนจมอยู่กับกิเลส ไม่เห็นมีความสะดุดใจอะไรเลย ไม่มีความขยะแขยง นับว่าเก่งจริงพวกเรา

นั่นแน่ะ! ฟังดูซิ พวกเราเก่งในของไม่เป็นท่า กล้าในของไม่ดี ท่านว่า เวลาท่านอาจารย์มั่นท่านเทศน์ อยากให้บรรดาเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังโอวาทของท่านบ้าง อุ๊ย แหลมคมอย่างบอกไม่ถูก พูดแล้วกระเทือนถึงจิต กระเทือนถึงจิตก็คือกระเทือนตัวกิเลสนั่นเอง ทำให้สะดุดใจ สลดสังเวช บางครั้งจนน้ำตาร่วงในขณะฟังท่าน เพราะมันถึงใจขนาดนั้น ท่านเทศน์ด้วยอรรถด้วยธรรมจริงๆ ท่านไม่มี“โลก” เข้ามาแฝงเลย แม้จะพูดเด็ดเดี่ยว ดุด่าขนาดไหนก็ตาม มีแต่เรื่อง “ขับไล่กิเลสออกจากใจ” ทั้งนั้น ท่านไม่นำโลก คือ กิเลสมาใช้ในวงแห่งการแสดงธรรมนั้นเลย ฟังแล้วจึงอัศจรรย์ธรรมท่านอย่างบอกไม่ถูก ใจสะอึกสะอื้นอยู่ในหัวอก ชนิดพูดไม่ออก บอกใครไม่ถูกอีกเช่นเดียวกัน

แสดงทีแรก ก็เสียงแผ่วเบา แล้วค่อยเร่งขึ้น เร่งขึ้น เนื้ออรรถเนื้อธรรมก็เข้มข้นขึ้นโดยลำดับๆ นั่นแหละทีนี้มีแต่ “ธรรมล้วนๆ” แสดงออกบทใดบาทใด ประโยคใด มีแต่เหตุแต่ผล มีแต่คติที่จะควรยึดได้ทั้งสิ้น เพราะมีแต่เนื้อ ๆ ซึ้ง ๆ ทั้งมวล ท่านว่า “พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ท่านมาเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเชื้อเชิญมา และเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ล้วนๆ ที่พระองค์ทรงบวชเอง” ท่านพูดเท่านี้ แล้วท่านก็ย้อนเข้ามาอีกหลายชั้น คนฉลาดนี่ เทศน์และพูดมีหลายสันพันนัย แห่งการแสดงคลี่คลายธรรมทั้งหลายลึกตื้น หยาบละเอียด รื้อฟื้นขึ้นมาให้พวกเรา ซึ่งกำลังตาบอด ลูบคลำไปตามแบบล้มลุกคลุกคลาน ที่น่าเอ็นดู ขณะที่นั่งฟังท่าน ท่านว่า “พระอรหันต์เหล่านั้น ท่านเป็น เอหิภิกขุ”

“ท่านเป็นเอหิภิกขุ” ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง พวกเราจะโอนเป็น“เอหิภิกขุ ในเรา” ทำไมจะทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาด บวชตัวเองเข้าที่นี่“เอหิภิกขุอุปสัมปทา เข้าที่นี่ “เอหิๆ” นะ ท้าทายอยู่ ท่านจงดูที่นี่ๆ เรื่องสัจธรรมไม่อยู่ที่ไหน นอกจากในตัวของเราเอง ทุกข์กองอยู่ในตัวของเราทั้งหลายเอง สมุทัยก็คือกองกิเลส ตัวเราทั้งหมดก็คือกองกิเลส เต็มอยู่นี่จนน่ากลัว เมื่อไรจะผลิต “สติปัญญา” “ศรัทธา ความเพียร” ขึ้นมาต่อสู้กับกิเลส อันเป็นกองภัยที่น่ากลัวนี้บ้างให้ระงับดับไป แล้วจะได้ดับกลิ่นเหม็นของกิเลสเสียบ้าง” นั่นฟังดูซี

“นี่แหละ เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ละ บวชตัวเองนี้เป็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกอรหันต์ก็ดี ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เป็น เอหิภิกขุ ก็ดี ก็เป็นการประกาศให้ทราบว่า ตัวเป็นนักบวชซึ่งมีเพศต่างจากฆราวาสแล้ว แต่กิเลสนั้นยังไม่หลุดลอยไปสักตัว เพราะการบวชนั้นๆ เช่นเดียวกัน” ท่านว่ายังงั้น

“อยากจะให้กิเลสหลุดลอยไป ต้องบวชตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชพระองค์เอง พระสาวกทั้งหลายก็บวชตัวเอง หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ ด้วย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” แล้ว “นั่น ท่านย้อนเข้ามาน่าฟังไหม?” ส่วนพวกเราชอบแต่กล้วยกัน ไม่สนใจบวชตัวเอง โดยเป็นอุปัชฌาย์ตัวเอง

“ใครที่ยังไม่บวชตัวเองเสียก่อน ผ่านพ้นไปไม่ได้ “เอหิๆ” นี่น่ะแปลว่า ท่านจงมา ท่านจงเป็นภิกขุเถิด” ว่ายังงั้นแหละ ท่านจงดูที่นี่นะ ที่นี่นะ ท่านจงดูที่นี่นะ ธรรมของจริงประกาศท้าทายอยู่ทั้งวันทั้งคืน ด้วยความจริง ไม่ครั่นคร้ามต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะเป็นความจริง ดูเมื่อใดก็เห็น พิจารณาเมื่อใดก็รู้ ถ้าจะพิจารณา “นี่ท่านพูดน่าฟัง ความจริงก็อย่างท่านว่า

ต้องมาบวชตัวเอง เป็นหญิง เป็นชาย เป็นนักบวช หรือ ฆราวาส ต้องบวชตัวเองทั้งนั้น บทสุดท้ายต้องบวชตัวเอง! ตัดสิ่งที่เกี่ยวข้องภายในตัวเองให้หมดไปโดยลำดับๆ ก็กลายเป็น “พระ” ขึ้นมา! เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา แน่ะ จากการบวชตัวเองด้วยปฏิปทาข้อปฏิบัติ หรือเรียกว่า“ด้วยมรรคแปด” ให้เป็นพระขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนการบวชกับพระพุทธเจ้า หรือ อุปัชฌาย์นั้นๆ เป็นเครื่องประกาศให้โลกทราบ และเป็นเครื่องเตือนให้ตัวเองให้ทราบว่าได้บวชแล้ว เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของตนให้เต็มภูมิ ปล่อยภาระอะไรทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่กิจสมณะ

“บวชแล้วอยู่เฉยๆ มันก็ไม่ผิดอะไรกับหมู” แน่ะฟังซิ “ผ้าเหลืองอยู่ที่ไหน ก็ไม่อด! อยู่ในตลาด ห้างร้านต่างๆ เต็มไปหมด ไม่อดไม่อั้น ถ้าจะวิเศษด้วยผ้าเหลืองจริงๆ แล้ว ร้านเจ๊กที่มีผ้าเหลืองก็วิเศษไปหมด พวกนั้นจะไม่มีกิเลสกันเลย แต่แล้วก็เป็นคนที่มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเพียงเครื่องประกาศเตือนตนให้ทราบว่าเป็น “นักบวชเท่านั้น” ท่านว่า” น่าฟังมาก หาฟังได้ยาก

ต้องบวชตัวเองและละเว้น คำว่า “ละเว้น” นั้นละเว้นอะไร? เว้นจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อเพศและจิตใจเรานั้นแล มีอารมณ์เป็นข้าศึกสำคัญ คำว่า “สมุทัย” ถ้าไม่ใช่อารมณ์ทางใจที่แสดงออกมา จะเป็นอะไร ตัว “สมุทัยแท้” ก็คือตัว“อวิชชา” กิริยาที่แสดงออกมา ก็ออกมาโดยทางอารมณ์ ทำให้ผูกพันรักใคร่ ชอบใจ เกลียด โกรธ อะไรเหล่านี้เป็นอารมณ์ทั้งสิ้น นี่แหละท่านเรียกว่า “สมุทัย”แดนที่เกิดแห่งทุกข์ หรือ แดนผลิตทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ใจ ไม่มีอันใดเป็นเครื่องผลิตทุกข์ให้แก่สัตว์โลกได้ นอกจาก “สมุทัย” คือ กิเลสเท่านั้น

แล้วจะดับ “สมุทัย” นี้ด้วยอะไร? ก็ด้วย “มรรค” คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น นั้นแล ที่เคยปราบปรามกิเลสมาแล้วในวงนักปราชญ์ จนโลกธาตุสะเทือนหวั่นไหว เครื่องมืออันนี้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา กิเลสหมอบราบและกลัวมาตลอดกาล แล้วยังจะเกรงกลัวต่อไปอีกไม่มีกำหนด ถ้าผู้ต้องการฆ่ากิเลสนำมาใช้ให้ถูกหลัก “มัชฌิมาธรรม” กิเลสทุกประเภทจะสิ้น หรือจะตาย เพราะเครื่องมืออันนี้ไม่สงสัย ถ้าผู้นำมาใช้ให้เหมาะสมกับการแก้กิเลสประเภทต่างๆ

ทุกข์ทางกายก็ประกาศกังวานอยู่ทั่วทั้งกาย ทางใจก็รอบใจ เพราะ สมุทัยมีอยู่ภายในใจ เมื่อแสดงผลออกมา ต้องร้อนที่ใจ ถ้าแสดงเหตุมาก ผล คือ ความทุกข์ก็มากภายในใจ ใจทั้งดวงก็กลายเป็นไฟไปได้ไม่สงสัย

มรรค มีสัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นต้น มีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด เป็นเครื่องดับไฟคือทุกข์ ด้วยความรู้เท่าทัน ด้วยการบังคับ ด้วยการค้นคว้า เพื่อเห็นเหตุเห็นผลแล้วปล่อยวางกันได้ นี่ท่านเรียกว่า “มรรค” เรียกว่า “ทางเดิน” ก็ได้ เรียก “เครื่องแก้กิเลสทุกประเภท” ก็ถูก

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เมื่อดับกิเลสไปแล้ว ทุกข์ก็ต้องดับ เพราะเป็นตัวผล ไม่ใช่ “นิโรธ” จะต้องทำหน้าที่ของตัวตามลำพัง โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับ“มรรค”

แม้ว่าผลที่สืบเนื่องไปจาก “มรรค” ที่ทำหน้าที่แก้กิเลสให้หมดสิ้นไปก็จริง แต่ “นิโรธ” จะปรากฏมากน้อย เพราะอำนาจเหตุ คือ “มรรค” ผู้ทำหน้าที่บุกเบิกเป็นสำคัญ เมื่อ “มรรค” ทำหน้าที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ทุกข์ที่จะเกิดเพราะกิเลสก็ไม่มี แม้ทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ดับไป เพราะไม่มีเครื่องสืบต่อ หรือไม่มีเครื่องสนับสนุน

ธรรมทั้งสี่อย่างนี้ เป็นอาการเท่านั้น ทำหน้าที่อันหนึ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกันไป อย่าเข้าใจว่า พอกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ถึงจะดับไป “สมุทัย” แล้วจึงไปบำเพ็ญ“มรรค” ให้เกิดขึ้น เพื่อ “นิโรธ” จะได้ดับทุกข์ ไม่ได้!

สัจธรรมทั้งสี่นี้ ทำงานเกี่ยวโยงเป็นลำดับกันไป ไม่มีการแยกย้ายกัน ถ้าคิดอย่างนั้น ผิดความจริงทางสัจธรรม หาทางไปไม่ได้เลย เพราะเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกัน การกำหนดรู้ทุกข์ ก็กำหนด เพื่อจะให้ทราบถึงสาเหตุของทุกข์ คือ สมุทัย นั่นเอง การทราบสาเหตุของทุกข์ คือ ตัวสมุทัยนั้น ถ้าไม่ทราบด้วยสติปัญญา จะทราบด้วยอะไร ต้องทราบ และ ถอดถอน สมุทัย ด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ แล้วเมื่อทราบ เมื่อระงับ เมื่อแก้ไขถอดถอนสมุทัยได้มากน้อยเพียงไร คำว่า “ความดับทุกข์” ที่เรียกว่า “ดับทุกข์” ด้วย “นิโรธ” ๆ นั้น ก็เป็นไปในขณะเดียวกันนั้นโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนอวสานสุดท้าย

ทุกข์จะดับไปโดยลำดับๆ ทีละเล็กละน้อย ตามอำนาจของ มรรค ที่ทำหน้าที่ได้ผลมากน้อยเพียงไร ก็เป็น “นิโรธ” ออกมาตามนั้น เมื่อ มรรค มีกำลังเต็มที่ ตัดกิเลสขาด โดยไม่มีอะไรเหลือแล้ว ทุกข์ก็ดับพร้อมในขณะนั้น ไม่มีทุกข์ใดที่จะปรากฏอยู่ภายในจิตใจ เรื่องก็มีเท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่นอกเหนือไปจากเบญจขันธ์ อันเป็น “รวงรังแห่งสัจธรรม” นี้เลย ผู้ปฏิบัติจึงควรค้นคว้าอยู่ที่ตรงนี้ หากจะพิจารณาในธาตุใดขันธ์ใด ก็ให้พึงน้อมเข้ามา เพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่ตนยึดตนถือว่า “เป็นตน เป็นของตน” อันเป็นส่วนสำคัญนี้ เพื่อจะได้ปล่อยวางลงไป ด้วยการเทียบเคียงกับสิ่งภายนอก ถ้าจะพอเข้าใจได้ในการพิจารณาตนเองโดยลำพัง ก็ให้เข้าใจ หากยังไม่เข้าใจ จำต้องอาศัยสิ่งภายนอกเป็นเครื่องสนับสนุน หรือ เป็นข้อเทียบเคียงเพื่อแก้ภายใน ก็ทำการพิจารณาภายนอก ย่อมเป็นมรรค คือเป็นสติปัญญาได้ ถ้าพิจารณาภายในให้เป็นสติปัญญา หรือให้เป็นมรรค ก็เป็นมรรคได้ พิจารณาภายใน ก็เป็นมรรคได้ ทั้งข้างนอกข้างใน จะทำให้เป็น สมุทัย หรือ ให้เป็น มรรค ก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคิดปรุงของจิต ที่มีแง่ต่างกันไปในทางถูก หรือทางผิด

การพิจารณากาย อย่าได้คาดได้หมายว่าท่านผู้นั้นเห็นกายเห็นอย่างนั้น เราก็อยากจะเห็นอย่างนั้นตาม อย่างนี้เป็นต้น ผิดวิสัยของตน หรือ ขัดต่อจริตนิสัยของตน กายนั้น เรียกว่า “กาย” เหมือนกัน ความเข้าใจตามจริตนิสัย ความรู้ ความเห็นตามจริตนิสัย จะรู้อย่างไรก็ตาม ก็คือ รู้กาย รู้สัจธรรม ทั้งนั้น หลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้

กำหนดพิจารณาซ้ำๆ ซากๆ รู้หลายครั้งหลายหน ก็เข้าใจไปเอง และ ปล่อยวางไปเอง การเที่ยวกรรมฐานน่ะให้เที่ยวตรงนี้ “การเที่ยวกรรมฐาน” จะต้องหมายถึงเที่ยวตรงนี้เป็นสำคัญ และ ถูกกับจุดมุ่งหมายของธรรม จะไปเที่ยวกรรมฐานในป่านั้น เขานี้ ก็เพื่อจะพิจารณากรรมฐานนี้ให้เข้าใจนั่นเอง ทั้งภายในภายนอก ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน

เพื่อความสะดวกในการภาวนา เพื่อให้รู้ “กัมมัฏฐาน หรือ กรรมฐาน” “ห้า” คำว่า “ฐาน” แปลว่าที่ตั้ง ที่ตั้งแห่งงานอันเป็นงานสำคัญก็มีอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมนี้ หรือ ในสัจธรรมทั้ง ๔ นี้ อยู่ในป่า ก็ต้องพิจารณาที่นี้ อยู่ในเขา ในที่ไหนๆ ก็ต้องพิจารณานี้ เพราะติดหลงที่นี่ นี่เป็นเครื่องปิดบังจิตใจ ไม่มีความสว่างกระจ่างแจ้งตามความเป็นจริง ไม่เห็นอรรถเห็นธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่รอบตัว จึงต้องอาศัยพิจารณาสิ่งเหล่านี้

การที่จิตมืดดำ ก็เพราะสิ่งมืดดำปกปิด จิตแท้มิได้มืดดำ เป็นธรรมชาติสว่างไสวมาก ผิดกับอะไรทั้งสิ้น “กาย เวทนา จิต ธรรม” หรือ “อริยสัจ” เป็นหินลับปัญญาก็ได้ คือคิดให้เป็นประโยชน์ก็ได้ คิดให้เป็นโทษก็ได้ ตามแต่การคิดปรุงของจิต จะคิดไปในแง่ “ถูกธรรม” หรือ “ผิดธรรม”

คือ “กาย เวทนา จิต ธรรม” นี้ คิดให้เป็นการสั่งสมกิเลสขึ้นมาก็ได้ คิดเพื่อแก้กิเลสก็ได้ เพราะทุกขสัจภายในกายภายในจิตเตือนเราอยู่ทุกวัน เพราะมันขึ้นเวทีก่อนเรา และคอยเราอยู่บนเวทีทุกระยะอยู่แล้ว ท้าทายเราอยู่ตลอดเวลาด้วยความจริง เราจะต้องฟิตตัวให้พอกับกำลังของข้าศึก ถ้ากำลังไม่พอก็แพ้ เวลานี้เรากำลังก้าวเข้าสู่สงคราม คือ “สงคราม ชรา โรคา พยาธิ มรณะ” นี่เป็นสงครามล้างโลก ถ้าชนะแล้วก็ล้างโลก แน่ะ! ถ้าแพ้ก็จมอยู่ในโลก และเสวยผล ทนทุกข์ทรมานตนอยู่ในโลกต่อไป ท่านจึงสอนให้ยึดกรรมฐานเป็นหลักชัยในการรบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ สมกับงานอันใหญ่โต คืองานรื้อถอน กิเลส อาสวะ งานรื้อภพ รื้อชาติ รื้อวัฎสงสาร ออกจากใจ

สัจธรรมทั้งสอง คือ ทุกข์ กับ สมุทัย ไม่เคยลงจากเวที เว้นแต่จะตายเสียเท่านั้นนอกนั้น เขาอยู่บนเวที คือ ร่างกาย และ จิตใจของเรานี้ตลอดเวลา สติปัญญา ซึ่งเป็นสัจธรรมฝ่ายปราบปราม จงสร้างขึ้นมาให้ทันกันกับสิ่งเหล่านี้ ให้ได้รู้เท่าทันกันกับความจริงมีอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนั้น ระวังตัวเราอย่าให้มีความรู้นอกเหนือไปกว่าพระพุทธเจ้า อย่าปีนเกลียวกับธรรมของพระองค์ จะมีแต่ความทุกข์ เช่นเดียวกับเราเดินไปตามทาง ก็ยังไม่สงบและฉลาดเท่าที่ควรอยู่แล้ว ยังฝืนก้าวออกไปเดินสองฟากทาง และเหยียบขวาก เหยียบหนาม นั่นเป็นความสุข และ เป็นความถูกต้องดีงามแล้วหรือ? นี่เป็นการเตือนตัวเอง ผู้ใดที่จะมากล่าวเป็นความถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า มีที่ไหนในโลกนี้!

ศาสดามีเพียงองค์เดียว ที่สอนถูกต้องแม่นยำ จงนำธรรมนั้นเข้ามาพิจารณาดูในตัวเรา ท่านสอนว่าอย่างไรบ้าง ถือเอาคำที่ถูกต้องนั้นแหละ เป็นหลักดำเนิน ที่จะหมุนจิตหมุนสติปัญญาเข้าไปสู่ความจริงนั้น ฝืนจากสิ่งจอมปลอมทั้งหลาย ที่คอยฉุดลากเรา ให้ออกนอกลู่นอกทางอยู่เสมอ ฝืนโดยไม่หยุดไม่ถอย นี่ชื่อว่า “นักรบ” เพราะจิตซึ่งกิเลสคอยกระซิบนั้นกระซิบอยู่ตลอดเวลา ให้เราทราบว่า ความกระซิบเหล่านั้นส่วนมากร้อยทั้งร้อยมีแต่เรื่องของกิเลสทั้งมวล

ความฝืนสิ่งกระซิบ ความฝืนความฉุดลาก ความฝืนใจจากสิ่งจอมปลอม นั้นแลคือ “ธรรม” เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาทางร่างกาย จิตใจรู้สึกท้อแท้อ่อนแอ นั่นคือ โลกแท้ คือ กิเลส ตัวหลอกลวงแท้ ไม่สงสัยให้เสียเวลา

ตามหลักธรรมที่ท่านสอนไว้ ทุกข์ ก็คือ ทุกข์ จะให้เขาเป็นอะไรอีก สติปัญญา ก็พิจารณาให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ทุกข์ เรา คือ เรา เมื่อความจริงเข้าถึงกันแล้ว ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ เป็นความจริงเสมอกัน เมื่อต่างอันต่างเป็นความจริงแล้ว ก็ไม่ทะเลาะวิวาทกันอีก ไม่เป็นข้าศึกต่อกันอีก

การพิจารณานี้ อย่างน้อย ก็เพื่อความ สงบศึก มากยิ่งกว่านั้น ก็ให้เสร็จ ให้สิ้นการเป็นข้าศึกกัน เพราะการพิจารณาอยู่เวลานี้ จงคลี่คลายดูให้หมด จะทุกข์มาก ทุกข์น้อยเพียงไร เราไม่ใช่ผู้ล่มจมไปด้วยทุกข์ เราเป็น “ผู้รู้” ทุกข์ต่างหาก และเราเป็นผู้พิจารณา ทุกข์ ต่างหาก ทำไมจึงจะมากลัวในเรื่องทุกข์ ซึ่งมันเป็นอันหนึ่ง ต่างหากจากใจ

ความจริง ถ้ามี “สติ” มาก จิตเด่น เราฝึกหัดสติเราให้ได้มากเท่าไร ความรู้นั้นยิ่งเด่น เพราะ สติ เป็นเครื่องเสริมความรู้ ปัญญา คือ ความฉลาด เป็นเครื่องบุกเบิก สิ่งที่จิตติดข้อง ให้ก้าวไปอย่างฝืดเคืองไม่ราบรื่นชื่นใจ พิจารณาให้ทันกับเหตุการณ์ เพราะไม่เห็นมีสิ่งแปลกอะไรในร่างกายเรานี้ มีแต่สิ่งที่เคยรู้ เคยเห็น คือ สัจธรรม เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรที่จะแปลกปลอมยิ่งกว่านั้นไปอีก มีอะไรมาเพิ่มเติม พอให้เกิดความท้อถอย ทุกข์น่ะ ก็มีเท่านั้น เขาเคยแสดงอยู่ตลอดเวลา เราเคยพิจารณาอยู่แล้ว

ปัญญา เป็นเครื่องแก้ทุกข์ เป็นเครื่องรู้เท่าทันทุกข์ เราก็ทราบอยู่แล้ว นำมาพิจารณาให้เห็นเรื่องของทุกข์ ว่าเป็นทุกข์อย่างแท้จริงตามหลักธรรมชาติ ผู้รู้ ก็ให้รู้ทุกข์ อย่างแท้จริงตามหลักธรรมชาติของตน ทุกข์จะเกิดมากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันคนละเรื่อง ทุกข์ก็เป็นอันหนึ่ง เราก็เป็นอันหนึ่ง มันคนละเรื่อง ถ้าเอามาคละเคล้ากันต้องเดือดร้อน เพราะทุกข์เป็นของร้อนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับไฟ เป็นของร้อน เราเอามาจี้เรา มันก็ร้อน ถ้าไฟเป็นไฟ เราเป็นเรา ไม่เอามาเกี่ยวข้องกัน ไฟก็ไม่มีความหมายอะไรกับเรา จะมาทำความทุกข์ให้เราไม่ได้ นี่ถ้าเราไม่ไปจับไปคว้าไฟ คือ ทุกข์ พอจะให้เกิดความร้อนขึ้นมา ความทุกข์ก็ไม่มาเสียดแทงจิตใจเราได้ สติปัญญาขุดค้นจนให้ถึงความจริงแห่งทุกข์ ให้ถึงความจริงแห่งกาย กายก็เป็นกาย ทุกข์ก็เป็นทุกข์ หรือรูปเป็นรูป เวทนาเป็นเวทนา พิจารณาให้ละเอียดลออ

ตัวสัญญาที่คอยหมายมั่นนั้นเร็วที่สุด ตัวสัญญานี่มันคอยจะหมายอยู่เรื่อยๆ ถ้าแยกออก เราก็เป็นกรรมการคนหนึ่งที่ทรงพลังสติปัญญาไว้อย่างเต็มภูมิ จงแยกขันธ์นั้น ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าให้มันเข้าพัวพันกันไม่เกิดประโยชน์ นอกจากเกิดทุกข์โดยถ่ายเดียว จงแยกมันออกด้วยปัญญา มี ๕ อาการเท่านี้แหละ รูปคือ กาย เวทนา คือ สุข ทุกข์ เฉย ๆ สัญญา คือ ความจดจำความสำคัญต่าง ๆ สังขาร คือ ความคิด ความปรุง ของใจ วิญญาณ คือ ความรับทราบ เวลามีสิ่งภายนอกมาสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย มีอยู่เท่านี้

ที่สำคัญที่สุด คือ สัญญา กับ เวทนา นี้แหละ สำคัญอยู่มาก สติต้องจดจ่อลงที่นี่ พิจารณาที่นี่ให้ชัดเจน ใจจะมีความมั่นคงต่อตนเอง และอบอุ่นด้วยสติปัญญา รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ ข้าศึก ก็คือสิ่งเหล่านี้เอง เป็นข้าศึกต่อเราไม่ใช่อะไร ถ้าพิจารณาไม่รอบ พิจารณารู้ไม่เท่าทัน ก็ทุกขเวทนานี้แลจะมาเป็นตัวทุกข์ภายในจิตใจเพิ่มเข้าอีก เพราะเราเอื้อมไปจับ หรือ ไปยึด จิตใจอยู่ดี ๆ ก็เลยกลายเป็นทุกข์ขึ้นมา แทนที่ใจจะเป็นภาชนะแห่งธรรมเลยกลายเป็นภาชนะแห่งทุกข์ขึ้นมาเสีย

ฉะนั้น จึงต้องแยกออกด้วยปัญญา ให้รู้ตามความจริงของมัน พระพุทธเจ้าทรงรู้อย่างนี้ พระสาวกทั้งหลายรู้ด้วยวิธีการพิจารณาอย่างนี้ และรู้เด็ดขาดด้วยอำนาจของสติปัญญาที่แหลมคม พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า จนเป็นที่เข้าใจ

สุดท้ายขันธ์ก็เป็นขันธ์ จิตก็เป็นจิต ไม่มีอะไรเป็นข้าศึกกัน ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน นั่น! เพราะต่างอันต่างไม่มีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนกัน เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วเป็นเช่นนั้น ท่านมีความผาสุกสบายในท่ามกลางแห่งขันธ์ ที่เป็นกองเพลิงทั้งกองนั้น แต่เราอยู่ในกองเพลิง หรือ ทุกข์ร้อนอยู่ในกองเพลิง คือ เบญจขันธ์ จึงต้องอาศัย สติปัญญา ศรัทธา ความเพียรเป็นน้ำดับไฟ ให้เป็นความเย็นขึ้นมาที่ใจของตน

เรื่องความเป็น ความตาย มันอยู่ในขันธ์นี้ อย่าไปคิด ไปคาด ถึงวันมันตายของมันเอง ถึงกาลเวลามันตายของมันเอง อยู่ไหนมันก็ตาย เพราะเรื่องความตายเป็นธรรมชาติตายตัวอยู่แล้วกับขันธ์นั้น ๆ

สำคัญที่เราจะให้เกิดสารประโยชน์แก่ตัวเรานี้ จะให้เกิดได้ด้วยวิธีใด นี่เป็นสิ่งสำคัญ ขาดทุน ก็ ขาดทุนไปตรงนี้ ได้กำไรก็ได้ตรงนี้ แต่เรื่องความตาย เขาไม่ได้หวังทุนหวังกำไรกับใคร มันเป็นความจริงอันหนึ่งของหลักธรรมชาติของเขา เราไม่ต้องไปยุ่ง เอาตรงที่สำคัญนี้ ค้นลงให้เห็นความตายอย่างชัดเจนประจักษ์ใจ หมดลมที่ไหน ก็ปล่อยกันยากอะไร! ความตายไม่ยาก เพราะเป็นการทิ้งนี่

การหลงน่ะซี มันลำบาก มันเป็นทุกข์ การหลง การห่วง มันลำบาก มันเป็นกิเลส มันเป็นทุกข์ การตายจริง ๆ มันไม่ทุกข์นี่ เป็นการสลัดปัดทิ้งทุกอย่าง รู้ความเป็นจริงแล้ว ก็สลัดทิ้งอย่างนั้น ไม่มีปัญหาอะไร พิจารณาให้เด่นในจิต เมื่อมันเด่นแต่ทุกข์ เด่นแต่สมุทัย มันก็มีแต่ทุกข์เต็มตัว เต็มหัวใจนั้นแล

ถ้าสติปัญญาเด่น จิตก็เด่น เด่นดวง รื่นเริง ตัวเป็นหลักเป็นเกณฑ์ของตัวเอง ตัวเป็นตัวของตัวเอง เป็นเนื้อเป็นหนังของตัวแล้ว ไม่ต้องอาศัยอะไรมาเป็นเนื้อเป็นหนัง อาการเหล่านั้นเป็นของที่ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าเราไปจับไปต้อง ไปยึดไปถือ ก็กลายเป็นพิษได้อย่างรวดเร็ว จะถือเอาเป็นประโยชน์จริงๆ ไม่ได้ แต่จะให้เป็นโทษจริงๆ มันรวดเร็ว ขันธ์ก็เป็นโทษในความยึดถือของเราที่ไปสำคัญมั่นหมายนั่นแล

อะไรจะสว่างยิ่งกว่าใจ เมื่อขัดสิ่งที่เป็นมลทิน ที่สกปรกทั้งหลายออกจากใจแล้ว ไม่ต้องบอกว่าใจจะสว่าง หรือไม่สว่าง สว่างขึ้นเอง สามารถฉลาดรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากใจนี้ไปได้ สงครามอันนี้เป็นสงครามที่สำคัญมาก สำหรับเราแต่ละคน ละคน ผู้ปฏิบัติศาสนาจึงต้องถือนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะนี้เป็นจุดจำเป็นที่เราต้องรู้เท่าทันโดยแท้ เป็นจุดแพ้ จุดชนะ จุดเป็น จุดตาย จุดทุกข์ จุดลำบากทรมาน ก็อยู่ที่จุดนี้ หลุดพ้นก็อยู่ที่จุดนี้ ได้ชัยชนะก็อยู่ที่จุดนี้ คือ ความเกษมสำราญ ถ้าไม่ถึงที่จุดนี้ จะไปถึงที่ตรงไหน ถึงที่นี่แหละ! เมื่อถึงที่นี่แล้ว ไม่ต้องไปถามหา “นิพพาน” ให้เสียเวล่ำเวลา

เอ้า ชื่อสมมุติว่ากันไป กิเลสมันอยู่ภายในหัวใจเรา เราไม่ได้ให้ชื่อมันว่า“กิเลส” มันยังทำให้เราทุกข์ได้ทั้งวันทั้งคืน “โอ๊ย วันนี้ไม่สบายใจ! อะไรต่าง ๆ ยุ่งไปหมด จนนอนไม่หลับ จะเป็นบ้าเป็นบอ” กิเลสไม่เห็นได้พูดว่า มันทำอันตรายเราอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ ทำพิษเรา มันไม่เห็นว่ากัน ไม่ว่ากัน ก็ตาม เมื่อมันเป็นกิเลส มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น

ธรรมคือ “นิพพานธรรม” ถึงขั้นบริสุทธิ์แล้ว ว่าไม่ว่า ใจก็บริสุทธิ์อยู่นั่นแล จะให้ชื่อให้นามหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ได้ถึง ได้อยู่ที่ความบริสุทธิ์ จะเป็นความเกษมสำราญอย่างยิ่งภายในนั้น นี่แหละคือ สนามรบ! ที่แสดงมานี้ เอาให้รู้ให้เห็นกันที่นี่ รู้ที่นี้แล้วก็เป็น “โลกวิทู” รู้แจ้งไปหมด นั้นแหละ เพราะสภาพทั้งหลายเหมือน ๆ กัน พอเข้าใจอันหนึ่งแล้ว ก็เข้าใจไปหมด แม้แต่ร่างกาย เราเข้าใจอาการใด อาการหนึ่ง มันยังทั่วถึงไปหมด หลุดพ้นไปหมด เวทนา ก็ที่มีอยู่ในจุดหนึ่ง มันก็ซาบซ่านไปหมด เป็น “โลกวิทู” เข้าใจไปเหมือนกัน นี่แหละ “โลกวิทู”ของพวกเราเป็นอย่างนี้

“โลกวิทู” ของพระพุทธเจ้า นอกจากรู้อย่างนี้แล้ว ยังรู้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งไปอีกมากมายเกี่ยวกับสัตว์โลก เกี่ยวกับสภาวธรรมต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป เราไม่ใช่วิสัยอย่างนั้น

ที่เหมาะแก่จริตนิสัย หรือความสามารถของเรา จงให้เป็น “โลกวิทู” รู้แจ้งตรงที่มันกำลังมืดอยู่เวลานี้ สิ่งใดเป็นสิ่งที่ปิดบัง กำหนดพิจารณาสิ่งนั้นให้ทราบชัดตามความจริงด้วยปัญญา ท่านว่า “นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ความสว่าง เสมอด้วยปัญญาไม่มี” แน่ะ! และอะไรที่จะมืดเสมอด้วยกิเลสไม่มี จึงต้องแก้ด้วยปัญญาความสว่าง

เราตามไฟไปส่องหากิเลสวันยังค่ำ ก็ไม่มีกิเลสตัวไหนจะมาโง่ๆ ให้เราได้ดูมัน เปิดไฟฟ้าเข้าไปให้เห็นตัวของกิเลส แต่กิเลสมันไม่ได้โง่เหมือนเรานี่

เพื่อให้ทันกิเลส มันต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องตามกิเลส ส่องดูกิเลสด้วยสติปัญญา เห็นทั้งหน้าทั้งตา เห็นทั้งโคตรทั้งแซ่ เห็นทั้งรากเหง้าเค้ามูลของมัน ถอนขึ้นมาได้หมดด้วยอำนาจของปัญญานี้เท่านั้น ท่านจึงว่า “เครื่องมือที่ทันสมัย คือ ปัญญา” สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ท่านว่า “อาโลโก อุทปาทิ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” “ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ”เกิดขึ้นที่ไหน ก็เกิดขึ้นที่นั่น ที่เคยมืดดำ และสว่างขึ้นที่นั้นแล

“จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ” นี่แหละ “มรรค ๘” เป็นไปเพื่ออย่างนี้แหละ เป็นไปเพื่อบรรลุ เพื่อตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน

วันหนึ่งๆ ให้พิจารณารอบตัวอยู่นี่เสมอ จิต เมื่อมีเครื่องรักษา ก็สว่าง ปัญญา พาให้สว่างโล่งอยู่ภายในตัวเอง อะไรจะเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์ดับไปก็รู้ รู้โดยความโล่งของสติปัญญาเอง

นี่แหละเย็นสบาย ตายเมื่อไรก็ไม่มีปัญหา เพราะธรรมชาตินั้น ไม่ตายแล้ว ไม่หลงแล้ว ไม่ล่มจมแล้ว ก็มีเท่านั้น สิ่งที่เราต้องการ ขอให้นำไปพิจารณา

เอาละ แสดงธรรม ก็เห็นว่าพอสมควร
myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 13 มี.ค. 2554 (16:10)

   


     โกรธขมึงบึ่งบ้า                 ยากคลาย
กายสั่นจิตกลับกลาย            รุ่มร้อน
คิดการอย่าปองหมาย           เมินค่า
จงผ่อนหวนคืนย้อน              ชีพนี้ดับเย็น


“ผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่กำหนัดขัดเคืองในอารมณ์ ย่อมอยู่เป็นสุข”


ที่มา : http://www.madchima.org/forum/index.php?PHPSESSID=9025d291260b72e1c92d2bae22b52ff0&topic=849.msg10253;topicseen#msg10253


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 13 มี.ค. 2554 (16:13)

เหตุสมควรโกรธ...ไม่มีในโลก



โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

ที่มา  http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=523


 




ตอนที่ ๑
ชีวิตคือทุกข์.....ไม่มากก็น้อย


ชีวิตคนเราดูแล้วหลากหลายแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ชีวิตของ..... เด็กเล็กๆ อายุ 3 – 4 ขวบ
ชีวิตของ..... คนเฒ่าคนแก่ อายุ 100 ปี
ชีวิตของ..... คนยากจน ขอทานข้างถนน
ชีวิตของ..... มหาเศรษฐี

ชีวิตของ..... คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ชีวิตของ..... คนจบปริญญาเอก
ชีวิตชอง..... นักโทษประหาร
ชีวิตของ..... ผู้ได้รับเกียรติเป็นบุคคลตัวอย่าง
ชีวิตของ..... นักเลงการพนัน
ชีวิตของ..... ผู้ดีในสังคม

แต่ดูลึกๆ แล้ว ชีวิตของเราก็พอๆ กัน
ในความรู้สึก สุข ทุกข์ ดีใจ พอใจ สุขใจ
โกรธ น้อยใจ เสียใจ กลัว ฯลฯ

ชีวิตคือทุกข์ ไม่มากก็น้อย

ทุกข์ร้อน ทุกข์หนาว ทุกข์แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็มี
แต่คนเราเกลียดทุกข์ กลัวทุกข์ พยายามหนีจากทุกข์
แสวงหาความสุขกันทั้งนั้น ตามสติปัญญาและ
ความสามารถของแต่ละบุคคล หัวใจของมนุษย์ต่าง
ก็เรียกร้อง “ความสุขๆ ๆ” กันทุกคน แต่ที่เราหนี
ไม่พ้นจากทุกข์ เพราะพวกเราอยู่ในท่ามกลางไฟกันทั้งนั้น

..... ดอกไม้ ..... ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ไฟ..... คือ..... โทสะ
ไฟ..... คือ..... โลภะ
ไฟ..... คือ..... โมหะ

เมื่อเราสามารถดับไฟได้ เมื่อนั้นก็เย็นสงบสุข
ไฟโทสะ ร้ายกาจ เป็นข้าศึกต่อความสุข
ถอนโทสะเพียงสิ่งเดียวออกจากจิตใจ
ก็จะไม่ต้องต่อสู้กับคนรอบตัว
โลกทั้งหมดจะสงบเย็น
มีแต่คนน่ารัก มีแต่คนน่าสงสาร
ควรแก่การเมตตา กรุณา


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 14 มี.ค. 2554 (05:02)

ตอนที่ ๒
ไฟเสมอด้วยความโกรธไม่มี


พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบ ความโกรธ ว่าเหมือนไฟ
เช่น ไฟไหม้ป่า เผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
ความโกรธ มีพลัง มีอำนาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
ยิ่งกว่าไฟไหม้ป่าเสียอีก มีแต่โทษ ไม่มีคุณแม้แต่นิดเดียว

จะเห็นได้ว่าคนโบราณมีการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้กลัว
และระมัดระวังไฟ เพราะอันตรายมาก โดยเฉพาะ ไฟไหม้บ้าน
ไฟไหม้ป่า ล้วนแต่เผาทำลาย พรึบเดียว ชั่วข้ามคืน
ทำลายทั้งทรัพย์สมบัติจนหมดตัว และยังอาจ
ทำลายชีวิตผู้คน บางครั้งเป็นพันๆ หมื่นๆ คนทีเดียว

แต่ความโกรธ อันตรายยิ่งกว่าไฟ
ไฟเสมอด้วยโกรธไม่มี

เพราะความโกรธจะทำลายแม้แต่น้ำใจของเรา
คนที่เรารักสุดหัวใจก็ดี คนที่รักเราก็ดี
ชื่อเสียง คุณงามความดีที่สะสมไว้ตั้งแต่อเนกชาติ
ถูกทำลายย่อยยับได้ด้วยความโกรธ
ความโกรธ โมโห ครั้งเดียว สามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
น่ากลัวยิ่งกว่าไฟไหม้ !!

ความโกรธนี้ฆ่าผู้มีพระคุณมาหลายต่อหลายคนแล้ว
ฆ่าคนที่เรารัก คนที่รักเรา คู่รักที่ต่างรักใคร่
ชอบพอกัน บางครั้งในที่สุด ความโกรธก็ทำให้
เลิกร้างกัน ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องแตกแยก
จนถึงทำให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าลูกก็มี
ผู้ใหญ่ในระดับประเทศโกรธกัน จนเป็นเหตุให้กลายเป็นสงคราม
ฆ่ากันตาย เป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

..... ดอกไม้ ..... พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่เราเห็นกันด้วยตา
นับแต่มด ยุง กบ เขียด แมว สุนัข
วัว ควาย มนุษย์ อย่างน้อยชาติหนึ่งเคยเป็น
พ่อแม่พี่น้องกันในวัฏสงสารที่ยืดยาว
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเคยรักกันเกลียดกันมาอย่างนี้
จนทุกวันนี้ และต่อไปอีกหลายภพหลายชาติ
ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรประมาท ทำใจให้สงบน้อมเข้ามาสู่ตน
พิจารณาดูว่า มีใครบ้างที่เราอาฆาตพยาบาท ถ้ามีรีบให้อภัย
อโหสิกรรมเสียแต่บัดนี้ อย่างน้อย ก็ชาตินี้ ก่อนตาย
จะได้ไม่ต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกันอีกต่อไป

อย่าคิดว่า เราต่างคนต่างอยู่ไม่เป็นไร
แม้จะอยู่คนละจังหวัด คนละประเทศก็ตาม
ก็จะมีโอกาสพบกันในชาติหน้า
และมีโอกาสมากด้วย ถ้าหากมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ดูใจของตน
ก็เห็นชัด คิดถึงใครก็ดี คิดแค้นใจอาฆาตพยาบาทใครก็ตาม

นั่นแหละ ! ระวังให้ดี
ต่อไปจะเกิดมาพบกัน
และทำความเดือดร้อนให้แก่กัน
นับภพนับชาติไม่ถ้วน

ฉะนั้น ไม่ให้คิดมีเวรแก่กัน จงให้อภัย และอโหสิกรรมแก่กัน
ไม่ให้คิดอาฆาตพยาบาท ไม่ให้คิดเบียดเบียนกัน
มีแต่ปรารถนาดีต่อกัน พยายามทำแต่กรรมดี ให้ทาน
เอื้อเฟื้อกัน มีปิยวาจา พูดดี พูดไพเราะ
ทำประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม วางตนเหมาะสม
เสมอต้นเสมอปลาย การประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างนี้
จะทำให้เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในปัจจุบัน
และเป็นการสร้างกรรมที่ดีต่อกัน

อนาคตถ้าเกิดมาพบกันอีก
ก็จะเป็น พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ดีต่อกัน
เกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกัน


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 16 มี.ค. 2554 (05:27)

ตอนที่ ๓
ไฟไหม้บ้าน – ดับไฟก่อน


เมื่อเรากระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ จะโกรธ อยากโกรธ
หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
จนกว่าใจจะสงบสบาย เมื่อเราไม่พอใจ ไม่ต้องคิด
อย่าคิดไปตามอารมณ์ คิดว่า ทำไมเขาทำอย่างนี้
เขาไม่น่าทำเช่นนี้

..... ดอกไม้ ..... พิจารณาดู..... สมมติเมื่อเรากำลังกลับเข้าบ้าน
มองเห็นควัน มีไฟลุกขึ้น ไฟกำลังไหม้บ้านของเรา
ถึงแม้เรามองเห็นว่า มีใครวิ่งหนีไปก็ตาม
เราไม่ต้องคิดสงสัยว่า เขาเป็นผู้ร้ายหรือเปล่า
สิ่งที่ต้องทำก่อนทุกอย่างคือ วิ่งเข้าไปหาทางดับไฟ
ให้เร็วที่สุด หาน้ำ หาเครื่องดับไฟ ผ้าห่ม ฯลฯ
ทำดีที่สุดเพื่อที่จะดับไฟให้สำเร็จ

เมื่อดับไฟแล้ว จึงค่อยคิดหาสาเหตุว่า ทำไมจึงเกิดไฟไหม้
เช่น เป็นอุบัติเหตุ หรือมีใครลอบวางเพลิง
มีใครประสงค์ร้ายคิดทำลายทรัพย์สมบัติของเราหรือไม่

เมื่อเกิดอารมณ์ ไม่พอใจ ไม่ต้องคิดหาเหตุว่าใครผิด ใครถูก
ระงับความร้อนใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เมื่อใจสงบแล้ว
จึงค่อยคิดด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุผล


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 17 มี.ค. 2554 (04:59)

ตอนที่ ๔
สอนใจตัวเองก่อน

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เป็นครู เป็นพ่อแม่
มีลูกน้อง มีลูกศิษย์ มีลูก
สมมติว่าเราเป็นพ่อแม่ มีลูก
เมื่อลูกทำผิดจริงๆ แล้วเราโกรธ ใจร้อน อย่าเพิ่งสอนลูก
สอนใจตัวเองให้ระงับอารมณ์ร้อน ให้ใจเย็น ใจดี
มีเมตตาก่อน จนรู้สึกมั่นใจว่าใจเราพร้อมแล้ว
และดูว่าลูกพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเราพร้อม
แต่ลูกยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องพูด เพราะไม่เกิดประโยชน์

เราพร้อมที่จะสอน เขาพร้อมที่จะฟัง
จึงจะเกิดประโยชน์ เป็นการสอน

ถ้าเราสังเกตดู บางครั้ง ใจเรารู้สึกเหมือนอยากจะสอน
แต่ความจริงแล้ว เราเพียงอยากระบายอารมณ์ของเรา
สิ่งที่เราพูดแม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็แฝงด้วยความโกรธ
เพราะยังเป็นความใจร้อน มีตัณหา

ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน คำพูดเดียวกัน นั่นคือโกรธ
ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือสอน

เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด
อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน
อย่ายินดี ยินร้าย ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
พยายาม อบรมใจตนเองว่า
ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง
ชอบจับผิดแต่คนอื่น

..... ดอกไม้ ..... มองเห็นความผิดคนอื่นเหมือนภูเขาใหญ่
เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม
ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน
ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร
ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน
ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร

เรามักทุ่มเทใจ
ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดียินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลางๆ
ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากันหรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรา มักจะรังเกียจเขา
และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลย น่ากลัวจริงๆ

สังเกตดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโห ว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก
ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม….. ก็อาจจะไม่
เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
อย่าเชื่อความรู้สึก ให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลางๆ ไว้

อย่าเชื่อความรู้สึก
อย่าเชื่ออารมณ์
อย่ายินดียินร้าย


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 18 มี.ค. 2554 (05:25)

ตอนที่ ๕
เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็เพราะโกรธ


..... ดอกไม้ ..... เรื่องนี้อาจเป็นประสบการณ์ของผู้ขับขี่รถยนต์
หลายๆ คนก็เป็นได้ แต่ที่ต้องมาเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ก็เพราะผู้ขับรถยนต์เป็น ดาราสาวที่มีชื่อเสียง
คืนวันเกิดเหตุ เธอได้ขับรถไปบนถนนเส้นทางสายสุพรรณบุรี
เธอขับด้วยความเร็วเนื่องจากขณะนั้นดึกแล้ว
ถนนว่างและสองข้างทางก็เปลี่ยว
แต่ขณะขับอยู่ก็ได้มีรถกระบะคันหนึ่งเลี้ยวออกมา
จากข้างทางตัดหน้ารถเธอไปอย่างหวุดหวิด

เธอโกรธจัด เลยพยายามเร่งเครื่องตามจะแซง
และบีบแตรไล่หลังคิดว่า จะสั่งสอน
ฝ่ายเจ้าของรถกระบะคงมองเห็นว่าเป็นผู้หญิง
ขับรถมาคนเดียว จึงแกล้งเหยียบเบรกอย่างกระทันหัน
จนรถของดาราสาวเข้าไปชนท้าย แล้วเธอก็ต้องตกใจ
กลัวเป็นอย่างมาก เมื่อมองเห็นว่ารถกระบะคันหน้านั้นมีผู้ชาย
อยู่ในรถ 4–5 คนด้วยกัน เธอนึกถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

หากผู้ชายกลุ่มนี้หน้ามืดขึ้นมาหรือคิดจะแก้แค้น เธอจะทำอะไรได้
แต่ก็ยังโชคดีที่รถไม่เป็นอะไรมาก เธอจึงรีบออกรถแล้วขับหนีไป
จนเจอสถานีตำรวจ และได้เข้าแจ้งความเรื่องเลยกลายเป็น
ข่าวหนังสือพิมพ์ให้ชาวบ้านได้ทราบไว้เป็นบทเรียนว่า.........

อารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบที่ทำให้เราทำอะไรลงไป
อย่างขาดสติยั้งคิดนั้น อาจทำให้เกิดเรื่องร้ายแรง
ที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้
โดยเฉพาะเรื่องการแก้แค้น หรือเอาชนะกันบนท้องถนน
จุดจบของเรื่องมักไม่พ้นอุบัติเหตุที่ต้องสูญเสียด้วยกันทั้งนั้น

..... ดอกไม้ ..... มีเรื่องจริงที่ขอยกมาเป็นตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง คือ.....
เรื่องของ หนุ่มเจ้าโทสะ ที่ขับรถมาตามทางในซอยแคบๆ แห่งหนึ่ง
ในกรุงเทพ ซึ่งรถสวนกันไม่ได้ ระหว่างขับมาถึงทางแยก
ก็มีรถอีกคันหนึ่งเลี้ยวออกมา ทั้งๆ ที่ควรจอดรถชะลออยู่ก่อน
จึงทำให้อีกคันหนึ่งขับผ่านไปไม่ได้
รถสองคันจอดเผชิญหน้ากันอยู่สักครู่ ไม่มีใครยอมใครก่อน
หนุ่มเจ้าโทสะเกิดฉุนเฉียวหยิบปืนขึ้นมาคิดว่าจะขู่
แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็มีปืน เลยชักปืนขึ้นมายิงหนุ่มเจ้าโทสะ
จนเสียชีวิตคารถไปเลย

จริงๆ แล้วเรื่องร้ายแรงแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าคนเรารู้จัก
ระงับอารมณ์โทสะลงเสียบ้าง ไม่ต้องคิดจะเอาชนะกัน
และปล่อยวางเสียตั้งแต่แรก การขับรถบนท้องถนน
เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการกระทบกระทั่ง
ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา การที่เราจะใช้รถใช้ถนน
ให้มีความปลอดภัยนั้น นอกจากจะไม่ประมาทแล้ว

เราต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยแก่กัน
รู้จักระงับโทสะ ไม่ทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
จะได้ไม่เกิดความเดือดร้อนเสียหายอย่างคาดไม่ถึงดังกล่าว


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 19 มี.ค. 2554 (05:49)

ตอนที่ ๖
เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร


ในสมัยโบราณ มีหนุ่มใหญ่คนหนึ่งเกิดในตระกูลซามูไร
มีนามว่า เซ็นไก เมื่อเขาศึกษาวิชาการและจริยธรรมของ
ซามูไรจบแล้ว ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขุนนางผู้หนึ่ง
เขาเป็นหนุ่มรูปงาม จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของภรรยาขุนนาง
เธอทอดสะพานให้ จนหนุ่มเซ็นไกลืมตัว ลืมหน้าที่
ลักลอบเป็นชู้กับภรรยาขุนนาง ต่อมาขุนนางผู้เป็นสามีจับได้
เซ็นไกจึงฆ่าขุนนางผู้นั้นเสีย แล้วพาภรรยาของเขาหนีไป
เมื่ออยู่ด้วยกัน ความรักเริ่มจืดจาง เป็นเหตุให้แหนงหน่าย
และแยกทางกัน เซ็นไกต้องอยู่อย่างเดียวดาย
และเริ่มมองเห็นความผิดของตนเอง สำนึกบาปของตน
รำพึงว่า ทำอย่างไรหนอจึงจะลบล้างบาปกรรมอันนี้ได้

วันหนึ่งเซ็นไกผ่านมาที่ภูเขาสูงชันลูกหนึ่ง
ประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรผ่านภูเขาลูกนี้
ต้องเสี่ยงอันตรายปีป่ายข้ามไป
เขาจึงตกลงใจเจาะภูเขาเพื่อเป็นทางสัญจร
เขาทำด้วยความเหนื่อยยาก ทำเพียงลำพังผู้เดียว
แต่จิตใจเต็มไปด้วยความสุข เพราะเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำ
แม้ยากลำบาก แต่ผลที่ได้คือประโยชน์ของคนจำนวนมาก

บุตรของขุนนางที่ถูกฆ่า บัดนี้เป็นหนุ่มใหญ่และเป็นซามูไร
เที่ยวตามหาเซ็นไก เพื่อแก้แค้นแทนบิดา เมื่อมาพบเขาที่นี่
จึงลงมือจะแก้แค้น เซ็นไกขอร้องวิงวอนว่า
อย่าเพิ่งทำลายทางแห่งบุญโดยเอาชีวิตเขาในตอนนี้เลย
ขอเวลาอีก 2 ปี เมื่อเจาะภูเขาเสร็จแล้ว
ก็จะขอชดใช้ด้วยชีวิต

ซามูไรหนุ่มเห็นว่า คำขอร้องมีเหตุผล และเห็นว่าเซ็นไก
ไม่มีทางหนีรอดไปได้ จึงตกลงรอคอย ขณะที่รอก็ดูการทำงาน
เจาะภูเขาของเซ็นไกจนเกิดความเห็นใจ และในบางครั้ง
ซามูไรหนุ่มก็ลงมือช่วยทำงานด้วย เมื่องานเจาะภูเขาลุล่วง
ต่อไปก็เหลือแต่งานแก้แค้น เซ็นไกนั่งขัดสมาธิก้มหน้า
ก้มคอลงเพื่อให้ซามูไรหนุ่มใช้ดาบฟัน แต่แล้วซามูไรหนุ่ม
ก็กลับเก็บดาบเข้าฝัก ทรุดตัวลงเบื้องหน้าเซ็นไก

..... ดอกไม้ ..... กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะฆ่าครูของข้าพเจ้าได้อย่างไร”
เพราะในช่วงเวลา 2 ปี ที่เฝ้าดู ซามูไรหนุ่มได้บทเรียน
แห่งการใช้ชีวิตว่า คนที่เคยชั่วเมื่อเขาสำนึกชั่วแล้ว
มิใช่ว่าจะกลับมาเป็นคนดีไม่ได้ ควรให้โอกาสแก่ผู้ซึ่ง
กลับตัวเป็นคนดี ไฟพยาบาทที่อยู่ในจิตใจ
ของซามูไรหนุ่มมานานจึงดับมอดลง ใจของเขาสว่าง
เมื่อรู้จักให้อภัย และเข้าใจว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 20 มี.ค. 2554 (05:15)

ตอนที่ ๗
แม่ขี้บ่น.....ลูกต้องไม่ขี้โกรธ


ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ

อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ
ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่ พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ
ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น

ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก

คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ...สกปรกน่าดู

เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ
เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 21 มี.ค. 2554 (04:51)

ตอนที่ ๘
ความโกรธ กับการระบายอารมณ์โกรธ


อารมณ์โกรธ เป็นอารมณ์หนึ่งที่เราทุกคนมีไม่มากก็น้อย
และแสดงออกลักษณะต่างๆ กัน บางคนก็โกรธง่าย หายเร็ว
เมื่อหายแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตัวตามปกติได้
แต่บางคนโกรธแล้วเกิดอาฆาตพยาบาท ผูกใจเจ็บ
คอยหาทางแก้แค้น บางคนก็มีลักษณะโกรธแล้วเก็บไปคิด
ไม่ยอมลืม โกรธขึ้นมาคราวใด ก็หวนกลับไปคิดทบต้น
ที่เคยมีเรื่องตั้งแต่ในอดีต เอากลับมาคิดแล้วคิดอีก
ผูกโกรธไว้เหนียวแน่น โกรธเล็ก โกรธใหญ่
คิดๆ ๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น

สำหรับปุถุชน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอารมณ์โกรธ
แต่ที่น่าคิดก็คือ เราจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีแค่ไหน
จะปลดปล่อยมันออกมาอย่างไร
และที่สำคัญจะแก้ปัญหาอย่างไร

น้ำ = ความโกรธ (จิตที่มีโทสะ)
ความร้อน = ปัจจัยปรุงแต่งให้โกรธ
ไอน้ำ = อารมณ์โกรธ


หากเปรียบเทียบการระบายอารมณ์โกรธ
เหมือนไอน้ำร้อนที่ระเหยออกมาจากกาต้มน้ำที่กำลังเดือด
ไอน้ำจะค่อยๆ ระบายออกมาทางพวยกา แต่ถ้าไม่มีทางระบาย
ไอน้ำ คงจะสะสมจนระเบิดเมื่อไรก็ได้

ไอน้ำมาจากไหน ความร้อนนี่เองที่ทำให้เกิดไอน้ำ

1. ถ้าเราไม่สะทกสะท้านต่อความร้อน ไอน้ำก็ไม่เกิด
คือเราจะไม่ยินดียินร้ายต่อปัจจัยแห่งความโกรธ
เมื่อมีเรื่องไม่ถูกใจ ไม่พอใจเข้ามากระทบ เราก็ไม่โกรธ

2. ถ้าเราไม่สามารถทนความร้อนนั้นได้
ก็ควรจะหาวิธีระบายความร้อนนั้น เช่น กาน้ำ
ยังมีรูระบาย ไอน้ำก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เปรียบเหมือนว่า ถ้าเราโกรธ เราก็หาทางระบาย
ทีละนิดทีละหน่อย ในแบบที่เขาทำกัน


ตัวอย่างเช่น ทำงานหนักขึ้น
ซื้อของ ร้องเพลง เล่นกีฬา

บางคนก็มีวิธีแปลกๆ เช่นมีอุบาสิกา 2 คน เขามีที่ระบาย
ความโกรธอยู่บริเวณไร่อ้อย อยู่ไกลออกจากวัดไปสักหน่อย
ปลอดจากผู้คน เวลาที่อุบาสิกาคนหนึ่งโกรธ เขาจะชวนกันไป
ที่ไร่อ้อย แล้วก็ตะโกนดังๆ จนสุดเสียงระบายความโกรธ
หายโกรธแล้วจึงพากันกลับบ้าน

ในประเทศโรมาเนีย มีนักศึกษายากจนคนหนึ่ง
วัย 22 ปี สามารถหารายได้พิเศษได้อาทิตย์ละ 770 บาท
โดยเปิดบริการ “รับจ้างถูกด่า” เพราะเห็นช่องทางว่า
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบันทำให้คนมีความเครียด
หงุดหงิดกันมาก จึงเสนอบริการให้นักธุรกิจระบายความโกรธ
โดยการตะโกน ตะคอก โวยวายใส่หน้าตนได้อย่างเต็มที่
ผลปรากฏว่ามีคนสนใจไปใช้บริการเกินความคาดหมาย
แต่ระบายความโกรธด้วยวิธีนี้แล้ว จะสบายใจคลายเครียด
ไปได้สักกี่วันไม่ทราบได้ ถือว่าไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร

ยังดีกว่าบางคนเวลาโกรธแล้วระบายออก
โดยการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ทำร้ายร่างกายผู้ที่อ่อนแอกว่า
หรือบางคนหาทางระบายที่เป็นอบายมุข เป็นโทษ
เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน ตรงกันข้ามกับคนที่ฉลาด
ก็จะหันหน้าเข้าวัด ศึกษาธรรม สวดมนต์ ฟังเทศน์นั่งสมาธิ

เราจัดการกับความโกรธได้อย่างไรบ้าง

(1) เมื่อโกรธ หาทางระบาย

(2) เมื่อโกรธ ให้มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ)
และข่มใจไว้ (ทมะ)

(3) ระวังไม่ให้เกิดไฟโทสะ สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ ไม่ยินดียินร้าย (ศีล)

(4) ถอนรากเหง้าแห่งความโกรธ คือ ทำให้น้ำ (โทสะในใจ) แห้ง
โดยการเจริญเมตตาภาวนา (สมาธิ) เจริญวิปัสสนา (ปัญญา) จนสิ้นอาสวะกิเลส


อย่างไรก็ตาม ความโกรธนี้ คือทางเสื่อมที่มีแต่ทุกข์โทษ
เพียงอย่างเดียว ผู้รู้ทั้งหลายมองเห็นโทษของความโกรธแล้ว
จึงกล่าวไว้ว่า เมื่อมีบุคคลโกรธเรา แล้วเราโกรธตอบ
ถือว่าเราโง่กว่าเขาเสียอีก

หากเราสังเกตเห็นคนที่ชี้นิ้วด่าว่ากัน มือที่ชี้นิ้วนี้ก็สอนเรา
ชัดเจนอยู่แล้วว่า นิ้ว 3 นิ้ว ชี้กลับมาที่ตัวเรา
เปรียบเหมือนคำหยาบ คำด่า ที่เราต้องการทำให้เขาเจ็บใจ
หรือทำให้คนที่อยู่รอบตัวเราไม่สบายใจเป็นทุกข์นั้น
ความจริงแล้วตัวเองนั่นแหละ เป็นทุกข์มากกว่าเขาเป็น 3 เท่า

ในหลายๆ กรณี เราอาจจะมีความรู้สึกว่า เรามีเหตุผลสมควร
ที่จะโกรธเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อเราโกรธ เท่ากับเราแพ้ตัวเอง
ผู้มีปัญญาย่อมไม่โกรธ ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีแค่ไหนก็ตาม

ในโลกนี้ไม่มีคำว่า สมควรโกรธ


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 22 มี.ค. 2554 (04:41)

ตอนที่ ๙
ละความโกรธด้วยความรักและเมตตา


..... ดอกไม้ ..... เมตตาตรงข้ามกับโทสะ และพยาบาท
ซึ่งเป็นความโกรธ ความมุ่งร้าย
เมตตาเป็นความรักความปรารถนาดีให้มีความสุข
เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความรักที่เป็นราคะคือความใคร่
ดังนั้นหากเราหมั่นอบรมจิตให้เมตตาตั้งขึ้นในจิตใจได้
จิตใจก็จะพ้นจากโทสะพยาบาท

เพื่อให้มีเมตตาเป็นพื้นฐานของจิต เราควรพิจารณาว่า

ตัวเรารักสุข เกลียดทุกข์ฉันใด
คนอื่น สัตว์อื่นก็รักสุข เกลียดทุกข์ฉันนั้น

ผู้ที่จะแผ่เมตตาได้ จะต้องทำใจตัวเองให้มีเมตตาก่อน
คือทำจิตใจตัวเองให้อ่อนโยน สงบเย็น
แล้วจึงแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น
เพราะการจะแผ่สิ่งใดออกมาได้
จิตใจจะต้องมีคุณสมบัตินั้นอย่างแท้จริง

..... ดอกไม้ ..... การเจริญเมตตาภาวนา
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ธรรมชาติของจิตเป็นประภัสสร
บริสุทธิ์ผ่องใส โดยธรรมชาติ ความเบิกบานใจ สุขใจ นั้นมีอยู่
เป็นอยู่แต่ดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ ที่พวกเราไม่สบายใจ ทุกข์ใจ
เพราะมีอารมณ์ กิเลสเครื่องเศร้าหมองครอบงำจิต

เราสามารถเจริญสติน้อมเข้าไปสัมผัสกับความเบิกบานใจ
สุขใจที่มีอยู่ได้ หน้าที่ของเราคือ ต้องสร้างกำลังใจ เจริญสติ
สมาธิ ปัญญา รู้จักกุศโลบายที่จะน้อมเข้าไปสู่ธรรมชาติ
ของจิตประภัสสร โดยมีวิธีปฏิบัติ
ในการเจริญเมตตาภาวนา ดังนี้

..... ดอกไม้ ..... วิธีปฏิบัติ

วิธีที่ 1 น้อมเข้ามาที่ลมหายใจ

ข้าศึกต่อความสุข คือ ความคิดผิด ความคิดไม่ดีของตนเอง
ไม่ใช่การที่เขากระทำดีหรือไม่ดีต่อเรา ไม่ว่าเขาจะไม่ดี
ขนาดไหน ถ้าใจเราดีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย
ศัตรูร้ายกาจที่แท้จริงคือ ใจไม่ดี ความคิดไม่ดีของตนนั่นเอง

ผู้เจริญเมตตาภาวนา ควรระวังรักษาใจ
ระวังความคิดผิดให้มากที่สุด อะไรไม่ดี อย่าคิดเลย
สุขภาพไม่ดี อากาศไม่ดี รัฐบาลไม่ดี
ถึงแม้ใครทำอะไรผิดจริงๆ ผิดมากขนาดไหน
ก็ไม่ต้องคิดว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ไม่ดี

เริ่มต้นปรับท่านั่งให้สบายๆ หยุดคิด ทำใจสบายๆ
หายใจสบายๆ บางครั้งจิตใจไม่เบิกบาน มีความรู้สึกไม่ดี
เศร้าๆ ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ทำความรู้สึกคล้ายกับว่า หนีจากความรู้สึกไม่ดี ไม่สบายใจ
ทุกข์ใจ น้อมเข้าไปอยู่กับลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นที่พึ่ง
ที่ระลึก ตั้งสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วถึงลมหายใจ
ปรับลมหายใจสบายๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย
น้อมเข้าไปอยู่กับลมหายใจ ละลายความรู้สึกเข้าไปในลมหายใจ
จนรู้สึกกลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ
มีความรู้สึกตัวทั่วถึง ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

พร้อมกับระลึกถึงปีติสุข
ทุกครั้งที่ หายใจเข้า หายใจออก
จิตใจของเราจะเบิกบาน สงบ สบายใจ มีปีติสุข
เท่ากับว่า หายใจเข้า หายใจออกคือ สุขใจ สบายใจ
หายใจเข้าสบายๆ มีปีติสุข สบายใจ สุขใจ
หายใจออกสบายๆ มีปีติสุข สบายใจ สุขใจ

หายใจเข้าสบายๆ มีปีติสุข สบายใจ สุขใจ
หายใจออกสบายๆ มีปีติสุข สบายใจ สุขใจ

วิธีที่ 2 ดึงปีติสุขในใจออกมา

เริ่มต้น ปรับท่านั่งสบายๆ
หยุดคิด ทำใจสงบ ปรับลมหายใจสบายๆ
น้อมเข้าไป ตั้งสติที่กลางกระดูกสันหลัง ระดับหัวใจ
สมมติว่าศูนย์กลางของจิตใจ อยู่ที่นั่น
เป็นจิตประภัสสร บริสุทธิ์ ผ่องใสโดยธรรมชาติ
ความเบิกบานใจ ปีติสุข อยู่ที่นั่น
ทำความรู้สึกว่าจุดนั้นเป็นจุดร้อนๆ
ความรู้สึกร้อนๆ และปีติสุข
ลักษณะเหมือนไอน้ำ ระเหยออกมาจากที่นั่น

หายใจเข้า ดึงเอาปีติสุขออกมา
คล้ายกับว่า ใช้นิ้วค่อยๆ ดึงออกมาเรื่อยๆ
หายใจออก ตั้งสติอยู่ข้างใน
ความรู้สึกที่ดี ดันออกมาข้างหน้าต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ
อุปมาเหมือนกับว่ามีหมอนใบหนึ่งมีรูเล็กๆ อยู่ตรงกลาง
เราเอานิ้วจับอยู่ที่ปุยนุ่นแล้วค่อยๆ ดึงออกมาเรื่อยๆ

สมมติให้กลางกระดูกสันหลัง เป็นจุดศูนย์กลางของจิตประภัสสร
เป็นจุดสัมผัสกับพุทธภาวะ คือภาวะแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า
และอริยสาวกทั้งหลาย เป็นเมตตา กรุณา ปีติสุข
ที่มีอยู่ในจักรวาล ไหลออกมาผ่านจุดศูนย์กลางจิตของเรา
อุปมาเหมือนท่อที่มีสายน้ำไหลแยกออกมาจากทางน้ำใหญ่

เมื่อเราฝึกจนชำนาญแล้ว จะรู้สึกว่าการหายใจคือปีติสุข
ความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ สัมผัสกับเราแต่เพียงส่วนหน้า
เราน้อมเข้าไป ตั้งสติอยู่ที่จุดกลางกระดูกสันหลัง
เมื่อความรู้สึกที่ดี ปีติสุข ไหลออกมาแล้ว
ความรู้สึกที่ไม่ดี ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ในใจเราจะมีแต่ปีติสุข
เป็นความรู้สึกที่ดี สบายใจ สุขใจ

วิธีที่ 3 ชำระออกซึ่งความไม่สบายใจ

ทำความเห็นให้ถูกต้องว่า ความไม่สบายใจ ทุกข์ใจนี้ ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา เมื่อเห็นอะไร ได้ยินอะไร รู้อะไร ที่ไม่ถูกใจ
ไม่ชอบใจ เราจะเกิดความรู้สึกไม่ดี ไม่ชอบ เป็นทุกข์
ก็เป็นเรื่องธรรมดา หรือเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยใหม่ๆ
ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าความรู้สึกทุกข์ ไม่สบายใจติดค้าง
อยู่ในหัวใจนานๆ ก็จะเป็นความผิดปกติ เป็นกิเลส
มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ทำให้จิตใจเศร้าหมอง

หากเทียบกับแอ๊ปเปิ้ล ความรู้สึกไม่ชอบใจ ทุกข์ใจ
เปรียบเหมือน ขี้ฝุ่น ขี้ดิน ติดบนเปลือกแอ๊ปเปิ้ล
ความรู้สึกไม่ชอบใจ ทุกข์ใจ ที่ติดในหัวใจนานๆ เป็นตำหนิ
เหมือนแอ๊ปเปิ้ลที่เริ่มเน่าแล้ว ต้องรีบจัดการ
ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเน่าหมดทั้งลูก

ผู้เจริญเมตตา ภาวนา ให้มีนิสัย ที่รักสะอาดอยู่เป็นประจำ
เมื่อเกิดความรู้สึกไม่ดี ไม่ชอบ ให้หยุดคิด หยุดคิดว่าอะไรไม่ดี
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ความรู้สึกไม่ดีก็จะหายไป
ถ้าไม่หาย ตั้งใจมากขึ้นหน่อย
แทนที่จะคิดว่าใครหรืออะไรไม่ดี
นึกในใจว่า ดีๆ ๆ
ตั้งใจกำหนดลมหายใจยาวๆ

สมมติลมหายใจเป็นมีด ส่วนที่เน่าคือ ความรู้สึกไม่ดี
ไม่สบายใจ เศร้าหมองใจ เอาลมหายใจเข้า หายใจออก เป็นมีด
ตัดความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ทิ้งไป
เหมือนตัดส่วนที่เน่าของแอ๊ปเปิ้ล
ตั้งใจ มีสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจเข้า หายใจออก
ไม่นานความรู้สึกก็จะเบา สงบ สบายใจ
มีลมหายใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความสุขใจ สบายใจ

วิธีที่ 4 ปล่อยวางความโกรธให้เร็วขึ้น

เมื่อเรามีนิสัย ขี้โกรธ ขี้โมโห เห็นอะไร ได้ยินอะไร
กระทบอารมณ์ คงจะห้ามความโกรธไม่ได้
ก็ไม่ต้องห้าม ให้โกรธตามเคยนั่นแหละ
แต่พยายามปล่อยวางให้เร็วขึ้น ไม่ผูกใจเจ็บ ให้อภัย
ให้อโหสิกรรมเร็วขึ้น เช่นเรารู้อยู่ว่าปกติโกรธขนาดนี้
จะไม่สบายใจอยู่ 3 วัน พยายามปล่อยวางภายใน 2 วัน
จากนั้น ลดให้เหลือ 1 วัน ครึ่งวัน
3 ชั่วโมง จนเหลือ ครึ่งชั่วโมง เป็นต้น
การต่อสู้กับอารมณ์โกรธ ให้เอาหัวใจนักกีฬามาสู้

อย่าเอาจริงเอาจังกับเหตุการณ์จนเกินไป
โอปนยิโก น้อมเข้ามาดูใจ ดูอารมณ์
เอาสติปัญญา ต่อสู้กับอารมณ์ตัวเอง
ให้มีความพอใจ ความสุขในการแก้ปัญหา แก้อารมณ์ของตน
เมื่อเราเห็นความก้าวหน้าในการต่อสู้กับอารมณ์แล้ว
ลึกๆ ภายในใจก็จะมีความพอใจ
ในท่ามกลางความโกรธได้เหมือนกัน

พิจารณาธรรมชาติของอารมณ์โกรธ
ตามสติกำลังของตัวเองก่อน เมื่อเข้าใจดีแล้ว
ปล่อยวางความรู้สึกโกรธ ตั้งสติที่ท้อง หายใจออกยาวๆ
สบายๆ หายใจเข้าตามปกติ เน้นที่หายใจออกยาว สบายๆ
ทำเช่นนี้จะช่วยผ่อนคลาย กายเย็น ใจเย็น อารมณ์สบายๆ
มีความสบายใจ

หายใจออกยาวๆ สบายๆ


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 23 มี.ค. 2554 (04:37)

ตอนที่ ๑๐
ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข


ความโกรธ ไม่ว่ามากหรือน้อย โกรธนาน หรือไม่นาน
ล้วนทำลายความสุข ทำลายสุขภาพ เป็นโทษทั้งต่อตัวเอง
และคนรอบข้าง สำหรับผู้มีสติปัญญาแล้วจะเห็นความโกรธ
เป็นอารมณ์ของผู้ไร้ปัญญา ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ
ตัดความโกรธด้วยความมีสติข่มใจไว้
และถอนรากเหง้าของความโกรธด้วยเมตตาภาวนา

พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญการฆ่าความโกรธไว้ว่า


"บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข"


"บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมไม่โศกเศร้า"





myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 24 มี.ค. 2554 (07:13)




“ความไม่ประมาท เป็นทางอมตะ 
ความประมาท เป็นหนทางแห่งความตาย 
ผู้ไม่ประมาท ไม่มีวันตาย 
ผู้ประมาท ถึงมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนตายแล้ว
” 

ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย 
ความประมาท คือความไม่มีสติในความคิด ไม่มีสติควบคุมจิต 
คิดฟุ้งซ่าน คิดน้อยใจ คิดเสียใจ คิดอาฆาตพยาบาท เป็นความคิดผิด 
คิดผิดเมื่อใดก็ตายจากความดีเมื่อนั้น 
จึงกล่าวว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย 

ในชีวิตประจำวัน ความประมาท คือ ความขาดสติ ทำให้เกิดความ 
เสียหายและความตายจริงๆ เช่น ถ้าเดินหกล้ม เหยียบแก้ว หรือ 
ขับรถประมาท เป็นความประมาทขาดสติทั้งนั้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุ 
ทำให้บาดเจ็บ และอาจเสียชีวิตได้ 


ครูบาอาจารย์จึงพูดเตือนบ่อยๆ ว่า 
“ขาดสติ 3 นาที ก็บ้า 3 นาที” 

ผู้ประมาท ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตาย ตายจากความดีทุกประการ 
อาจจะเลวยิ่งกว่าคนตายก็เป็นได้ ต้องระวังในชีวิตประจำวัน 
ถ้าไม่ระวัง เราก็ทำบาปเพิ่มขึ้น ทำอกุศลกรรมอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา 

เกียรติยศชื่อเสียง ความดีงามที่เราสะสมมาหลายสิบปีในปัจจุบันชาติก็ดี 
ความดีงามที่สั่งสมมาจากชาติก่อนๆ ก็ดี ถ้าเราประมาทขาดสตินิดหน่อย 
อาจจะสูญเสียไปหมด และเราอาจจะเสียชื่อเสียงไปทันทีก็เป็นได้ 

ความไม่ประมาทเป็นทางอมตะ 
หมายถึงสภาวะที่ไม่มีความตาย ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา 


เมื่อละกิเลส ตัณหา อุปาทานได้ สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์แล้ว 
ก็ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เป็นอนัตตา 
ก็ไม่มีใครตาย ไม่มีความรู้สึกว่ามีใครตาย สักแต่ว่าเป็น 
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ ธาตุรู้เท่านั้น 
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ เท่านั้น ไม่มีใครตาย 

เมื่อเราไม่ประมาท เจริญสติอยู่ตลอดเวลา 
ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 
เป็นมรรคสมังคี ก็ละสังโยชน์ เข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ 


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า 
“เราไม่เกิดอีกแล้ว ความเกิดครั้งนี้เป็นความเกิดครั้งสุดท้ายของเรา” 
พระองค์ได้เข้าถึงอมตธาตุ วิสังขารธาตุ พุทธภาวะ 
คือภาวะแห่งความเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง 

“สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง” 
การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ 
นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 

จงเป็นผู้ยินดีในการเจริญสติทุกเมื่อ 
จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด 


คัดลอกจาก: อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑ 
ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ 
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 24 เม.ย. 2554 (06:58)

Image 

ธรรมะกับธรรมชาติ 
โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท 

วัดหนองป่าพง 
ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 



บางครั้ง ต้นผลไม้ อย่างต้นมะม่วงเป็นดอกออกมาแล้ว บางทีถูกลมพัด มันก็หล่นลง แต่ยังเป็นดอกอย่างนั้นก็มี บางช่อเป็นลูกเล็กๆ ลมก็มาพัดไป หล่นทิ้งไปก็มี บางช่อยังไม่ได้เป็นลูก เป็นดอกเท่านั้น ก็หักไปก็มี 

คนเราก็เหมือนกัน บางคนตายตั้งแต่อยู่ในท้องบางคนคลอดจากท้องอยู่ได้สองวัน ตายไปก็มี หรืออายุเพียงเดือนสองเดือน สามเดือน ยังไม่ทันโต ตายไปก็มีบางคนพอเป็นหนุ่มเป็นสาวตายไปก็มี บางคนก็แก่เฒ่าแล้ว จึงตายก็มี 

เมื่อนึกถึงคนแล้ว ก็นึกถึงผลไม้ ก็เห็นความไม่แน่นอน แม้นักบวชเราก็เหมือนกัน บางทียังไม่ทันได้บวชเลย ยังเป็นเพียงผ้าขาวอยู่ ก็พาผ้าขาววิ่งหนีไปก็มีบางคนโกนผมเท่านั้น ยังไม่ได้บวชขาวด้วยซ้ำ ก็หนีไปก่อนแล้วก็มี บางคนก็อยู่ได้สามสี่เดือนก็หนีไป บางคนอยู่ถึงบวชเป็นเณรเป็นพระ ได้พรรษาสองพรรษาก็สึกไปก็มี หรือสี่ห้าพรรษาแล้วก็สึกไปก็มี เหมือนกับผลไม้เอาแน่นอนไม่ได้ ดอกไม้ผลไม้ถูกลมพัดตกลงไปเลยไม่ได้สุก จิตใจคนเราก็เหมือนกัน พอถูกอารมณ์มาพัดไป ดึงไป ก็ตกไปเหมือนกับผลไม้ 

พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเห็นเหมือนกัน เห็นสภาพธรรมชาติของผลไม้ ใบไม้ แล้วก็นึกถึงสภาวะของพระเณรซึ่งเป็นบริษัท บริวารของท่านก็เหมือนกัน มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ย่อมจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติถ้ามีปัญญา พิจารณาดูอยู่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีครูอาจารย์แนะนำพร่ำสอนมากมาย 

พระพุทธเจ้าของเรา ที่จะทรงผนวชในพระชาติที่เป็นพระชนกกุมารนั้น ท่านก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมากมายท่านไปทรงเห็นต้นมะม่วงในสวนอุทยานเท่านั้น คือวันหนึ่ง พระชนกกุมารได้เสด็จไปชมสวนอุทยานกับ พวกอำมาตย์ทั้งหลาย ได้ทรงเห็นต้นมะม่วงต้นหนึ่ง กำลังออกผลงามๆ มากมาย ก็ตั้งพระทัยไว้ว่า ตอนกลับจะแวะเสวยมะม่วงนั้น 

แต่เมื่อพระชนกกุมารเสด็จผ่านไปแล้ว พวกอำมาตย์ก็พากันเก็บผลมะม่วงตามใจชอบ ฟาดด้วยกระบองบ้าง แส้บ้าง เพื่อให้กิ่งหัก ใบขาด จะได้เก็บผลมะม่วงมากิน 

พอตอนเย็น พระชนกกุมารเสด็จกลับ ก็จะทรงเก็บมะม่วง เพื่อจะลองเสวยว่าจะมีรสอร่อยเพียงใด แต่ก็ไม่มีมะม่วงเหลือเลยสักผล มีแต่ต้นมะม่วงที่กิ่งก้านหักห้อยเกะกะ ใบก็ขาดวิ่น เมื่อไต่ถาม ก็ทรงทราบว่าพวกอำมาตย์เหล่านั้นได้ใช้กระบอง ใช้แส้ฟาดต้นมะม่วงนั้นอย่างไม่ปรานี เพื่อที่จะเอาผลของมันมาบริโภคฉะนั้นใบของมันจึงขาดกระจัดกระจาย กิ่งของมันก็หัก ห้อยระเกะระกะ 

เมื่อพระองค์ทรงมองมะม่วงสักต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็ทรงเห็นมะม่วงต้นนั้นยังมีกิ่งก้านแข็งแรง ใบดกสมบูรณ์ มองดูน่าร่มเย็น จึงทรงดำริว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? ก็ทรงได้คำตอบว่า เพราะมะม่วงต้นนั้นมันไม่มีผล คนก็ไม่ต้องการมัน ไม่ขว้างปามัน ใบของมันก็ ไม่หล่นร่วง กิ่งของมันก็ไม่หัก 

พอพระองค์ทรงเข้าพระทัยในเหตุเท่านั้น ก็พิจารณามาตลอดทางที่เสด็จกลับ ทรงรำพึงว่า ที่ทรงมีความทุกข์ยากลำบาก ก็เพราะเป็นพระมหากษัตริย์ ต้องทรงห่วงใยราษฎร ต้องคอยป้องกันแผ่นดินจากข้าศึกศัตรู ที่คอยจะมาโจมตีตรงนั้นตรงนี้อยู่วุ่นวาย แม้จะนอนก็ไม่เป็นสุข บรรทมแล้วก็ยังทรงฝันถึงอีก แล้วก็ทรงนึกถึงต้นมะม่วงที่ไม่มีผลต้นนั้น ที่มีใบสดดูร่มเย็น แล้วทรงดำริว่า จะทำอย่างมะม่วงต้นนั้นจะไม่ดีกว่าหรือ ? 

พอถึงพระราชวัง ก็ทรงพิจารณาอยู่แต่ในเรื่องนี้ในที่สุดก็ตัดสินพระทัยออกทรงผนวช โดยอาศัยต้นมะม่วงนั้นแหละ เป็นบทเรียนสอนพระทัย ทรงเปรียบเทียบพระองค์เองกับมะม่วงต้นนั้น แล้วเห็นว่าถ้าไม่พัวพันอยู่ในเพศฆราวาส ก็จะได้เป็นผู้ไปคนเดียว ไม่ต้องกังวัลทุกข์ร้อน เป็นผู้มีอิสระ จึงออกผนวช

หลังจากทรงผนวชแล้ว ถ้ามีผู้ใดทูลถามว่า ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ? พระองค์ก็จะทรงตอบว่า "ต้นมะม่วง" ใครเป็นอุปัชฌาย์ของท่าน ? พระองค์ก็ทรงตอบว่า "ต้นมะม่วง" พระองค์ไม่ต้องการคำพร่ำสอนอะไรมากมาย เพียงแต่ทรงเห็นต้นมะม่วงนั้นเท่านั้น ก็ทรงน้อมเข้าไปในพระทัย เป็นโอปนยิกธรรม สละราชสมบัติทรงเป็นผู้ที่มักน้อย สันโดษ อยู่ในความสงบผ่องใส 

นี้คือในสมัยที่พระองค์ (พระพุทธเจ้า) ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ได้ทรงบำเพ็ญธรรมเช่นนี้มาโดยตลอดอันที่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเตรียมพร้อมที่จะสอนเราอยู่เสมอ ถ้าเราทำปัญญาให้เกิดนิดเดียวเท่านั้น ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดในโลก 

ต้นไม้เครือเขาเถาวัลย์เหล่านั้น มันแสดงลักษณะอาการตามความจริงตามธรรมชาติอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้ามีปัญญาเท่านั้นก็ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปศึกษาที่ไหน ดูเอาที่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติเท่านั้น ก็ตรัสรู้ธรรมได้แล้ว เหมือนอย่างพระชนกกุมาร 

ถ้าเรามีปัญญา ถ้าเราสังวร สำรวม ดูอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่ตามธรรมชาติอันนั้น มันก็ปลงอนิจจัง ทุกขังอนัตตาได้เท่านั้น เช่นว่า ต้นไม้ทุกต้นที่เราเห็นอยู่บนพื้นปฐพีนี้ มันก็เป็นไปในแนวเดียวกัน เป็นไปในแนวอนิจจังทุกขัง อนัตตา ไม่เป็นของแน่นอนถาวรสักอย่าง มันเหมือนกันหมด มีเกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้น แปรไปในท่ามกลาง ผลที่สุดก็ดับไปอย่างนี้ 

เมื่อเราเห็นต้นไม้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็น้อมเข้ามาถึงตัวสัตว์ ตัวบุคคล ตัวเราหรือบุคคลอื่นก็เหมือนกันมีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้นในท่ามกลางก็แปรไป เปลี่ยนไป ผลที่สุดก็สลายไป นี่คือธรรมะ 

ต้นไม้ทุกต้นก็เป็นต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะว่ามันเหมือนกันโดยอาการที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็แปรไป แล้วมันก็เปลี่ยนไป หายไป เสื่อมไปดับสิ้นไปเป็นธรรมดา 

มนุษย์เราทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าเป็นผู้มีสติอยู่รู้อยู่ ศึกษาด้วยปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็จะเห็นธรรมอันแท้จริง คือเห็นมนุษย์เรานี้ เกิดขึ้นมาเป็นเบื้องต้น เกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่ เมื่อตั้งอยู่แล้วก็แปรไปแล้วก็เปลี่ยนไป สลายไป ถึงที่สุดแล้วก็จบ ทุกคนเป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น คนทุกคนในสากลโลกนี้ ก็เป็นอันเดียวกัน ถ้าเราเห็นคนคนเดียวชัดเจนแล้ว ก็เหมือนกับเห็นคนทั้งโลก มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น 

ทุกสิ่งสารพัดนี้เป็นธรรมะ สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา คือใจของเรานี้ เมื่อความคิดเกิดขึ้นมา ความคิดนั้นก็ตั้งอยู่ เมื่อตั้งอยู่แล้วก็แปรไป เมื่อแปรไปแล้ว ก็ดับสูญไปเท่านั้น นี้เรียกว่า "นามธรรม" สักแต่ว่าความรู้สึกเกิดขึ้นมา แล้วมันก็ดับไป นี่คือความจริงที่มันเป็นอยู่อย่างนั้น ล้วนเป็นอริยสัจจธรรมทั้งนั้น ถ้าเราไม่มองดูตรงนี้ เราก็ไม่เห็น 

ฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา เราก็จะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า 

พระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงไหน ? 
พระพุทธเจ้าอยู่ที่พระธรรม 

พระธรรมอยู่ที่ตรงไหน ? 
พระธรรมอยู่ที่พระพุทธเจ้า อยู่ตรงนี้แหละ 

พระสงฆ์อยู่ที่ตรงไหน ? 
พระสงฆ์อยู่ที่พระธรรม 

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็อยู่ในใจของเราแต่เราต้องมองให้ชัดเจน บางคนเก็บเอาความไปโดยผิวเผิน แล้วอุทานว่า "โอ ! พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของฉัน" แต่ปฏิปทานั้นไม่เหมาะไม่สมควร มันก็ไม่เข้ากันกับการที่จะอุทานเช่นนั้น เพราะใจของผู้ที่อุทานเช่นนั้น จะต้องเป็นใจที่รู้ธรรมะ 

ถ้าเราตรงไปที่จุดเดียวกันอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าความจริงในโลกนี้มีอยู่ นามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดเป็นของไม่แน่นอน มีความโกรธเกิดขึ้นมาแล้ว ความโกรธตั้งอยู่แล้ว ความโกรธก็แปรไป เมื่อความโกรธแปรไปแล้ว ความโกรธก็สลายไป 

เมื่อความสุขเกิดขึ้นมาแล้ว ความสุขนั้นก็ตั้งอยู่เมื่อความสุขตั้งอยู่แล้ว ความสุขก็แปรไป เมื่อความสุขแปรไปแล้ว ความสุขมันก็สลายไปหมด ก็ไม่มีอะไร มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ทุกกาลเวลา ทั้งของภายในคือ นามรูปนี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ ทั้งของภายนอก คือต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์เหล่านี้มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่าสัจจธรรม 

ถ้าใครเห็นธรรมชาติก็เห็นธรรมะ ถ้าใครเห็นธรรมะก็เห็นธรรมชาติ ถ้าผู้ใดเห็นธรรมชาติ เห็นธรรมะผู้นั้นก็เป็นผู้รู้จักธรรมะนั่นเอง ไม่ใช่อยู่ไกล 

ฉะนั้น ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา 

พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า 

ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว 

อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า 

เมื่อพระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ก็ทรงเป็นเพียง "เจ้าชายสิทธัตถะ" ต่อเมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงได้ทรงเป็น "พระพุทธเจ้า" บุคคลทั้งหลายก็เหมือนกันผู้ใดสามารถตรัสรู้ธรรมได้ ผู้นั้นก็เป็นพุทธะ 

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณาสัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีความประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี พระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมีคุณงามความดีอยู่ตลอดทุกวันฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าเราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา 

ในการปฏิบัติธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่ในที่สงบ สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต นี้เป็นหลักไว้ เพราะสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นที่ตรงนี้ ไม่เกิดที่อื่นความดีทั้งหลายเกิดขึ้นที่นี่ ความชั่วทั้งหลายเกิดขึ้นที่นี่ พระพุทธเจ้าจึงให้สังวรสำรวมให้รู้จักเหตุที่มันเกิดขึ้น 

ความจริง พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกทรงสอนไว้หมดทุกอย่างแล้ว เรื่องศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีตลอดจนข้อประพฤติปฏิบัติทุกประการก็ทรงพร่ำสอนไว้หมดทุกอย่าง เราไม่ต้องไปคิด ไปบัญญัติอะไรอีกแล้วเพียงให้ทำตามในสิ่งที่ท่านทรงสอนไว้เท่านั้น นับว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญ มีโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบหนทางที่ท่านทรงแนะทรงบอกไว้แล้ว คล้ายกับว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงสร้างสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์พร้อมไว้ให้เรา แล้วก็เชิญให้พวกเราทั้งหลายไปกินผลไม้ในสวนนั้น โดยที่เราไม่ต้องออกแรงทำอะไรในสวนนั้นเลย เช่นเดียวกับคำสอนในทางธรรม ที่พระองค์ทรงสอนหมดแล้ว ยังขาดแต่บุคคลที่จะมีศรัทธาเข้าไปประพฤติปฏิบัติเท่านั้น 

ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่มีโชคมีบุญมากเพราะเมื่อมองไปที่สัตว์ทั้งหลายแล้ว จะเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เช่น วัว ควาย หมู หมา เป็นต้น เป็นสัตว์ที่อาภัพมาก เพราะไม่มีโอกาสที่จะเรียนธรรม ไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสที่จะรู้ธรรม ฉะนั้นก็หมดโอกาสที่จะพ้นทุกข์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ที่อาภัพ เป็นสัตว์ที่ต้องเสวยกรรมอยู่ 

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทั้งหลายจึงไม่ควรทำตัวให้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ คือไม่มีข้อประพฤติ ไม่มีข้อปฏิบัติ อย่าให้เป็นคนอาภัพ คือ คนหมดหวังจากมรรค ผลนิพพาน หมดหวังจากคุณงามความดี อย่าไปคิดว่าเราหมดหวังเสียแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้น จะเป็นคนอาภัพเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย คือไม่อยู่ในข่ายของพระพุทธเจ้า 

ฉะนั้น เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีเช่นนี้แล้ว จึงควรที่จะปรับปรุงความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นของตนให้อยู่ในธรรม จะได้รู้ธรรม เห็นธรรม ในชาติกำเนิดที่เป็นมนุษย์นี้ ให้สมกับที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ควรตรัสรู้ธรรมได้ 

ถ้าหากเราคิดไม่ถูก ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ มันก็จะกลับไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นยักษ์ เป็นผี เป็นสารพัดอย่าง มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ก็ขอให้มองดูในจิตของเราเอง 

เมื่อความโกรธเกิดขึ้น มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ ! 
เมื่อความหลงเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ ! 
เมื่อความโลภเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ ! 

สภาวะทั้งหลายเหล่านี้แหละ มันเป็นภพ แล้วก็เป็นชาติ เป็นความเกิดที่เป็นไปตามสภาวะแห่งจิตของตน 


.................................................................. 

คัดลอกมาจาก 
http://www.ajahn-chah.org/


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 25 พ.ค. 2554 (09:13)

 


15  เรื่อง ที่ทำให้เราเสียเวลาและพลังงานแห่งชีวิตไ



 


เราทุกคนมีเวลาในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่เท่ากัน  นั่นคือ  24  ชั่วโมง   
ตั้งแต่ยาจก ขอทาน ไปจนถึงมหาเศรษฐี หรือพูดกันสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ  
มนุษย์ทุกสภาพฐานะต่างก็มีเวลา  24  ชั่งโมงใน 1 วัน เท่ากัน  
จะแตกต่างกันก็อยู่ที่บุคคลนั้นใช้เวลาได้อย่างมีค่า คุ้มค่า 
ให้ตนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในแต่ละวันอย่างไรและเพียงไร  
แต่ก็มีหลายคนใช้เวลาไม่เป็น โดยไม่เห็นคุณค่าของเวลา
ที่จะทำประโยชน์ให้ตนเอง ให้บุคคลในครอบครัว และสังคม  
โดยปล่อยเวลาให้สูญเสียไปในหลายเรื่อง หลายอย่างหลายประการดังนี้


 


1. เสียเวลาไปกับการคุยในเรื่องต่าง ๆ ที่ไร้สาระ


2. ชอบเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของผู้อื่นอย่างผิด ๆ 


3. นั่งใจลอยคิดฝันไปกับธรรมชาติอย่างไร้จุดหมาย


4. ใช้อารมณ์ครุ่นคิดมากเป็นเวลานาน


5. คิดคำนึงถึงคนที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่ไม่รู้ลืม


6. นั่งแคะคุ้ยความผิด คอยจับผิด และนินทาผู้อื่นถือเป็นอาหารอันโอชารส  


7. นั่ง นอนคิดหาทางรวยจากตัวเลขเสี่ยงโชค เสียเวลาไปกับการแสวงหามาก


8. ตามใจ ตามอารมณ์ แล้วแต่จะพาไป อย่างไร้จุดหมาย


9. คอยคิดว่าคนอื่นจะมองตนอย่างไร ไปเสียทุกเรื่อง


10. เสียเวลาไปกับสภาน้ำชา  ทั้งน้ำลายและน้ำชากว่าจะหมดก็นานเป็นชั่วโมง  ๆ


11. ดูทีวีจบเป็นเรื่อง ๆ วันละหลายชั่วโมง  ได้สิ่งที่ฝังใจคือนิสัยของตัวละครที่เลว


12. เพลินกับการอ่านนิยายเป็นชั่วโมง  


13. มีอารมณ์หงุดหงิด อาราณ์เสีย อารมณ์โกรธอยู่ตลอด


14. ลงมือทำสิ่งใด ทำไม่ตลอด ทำ ๆ หยุด ๆ  (จับจด)


15. ใช้ความคิดแก้แค้นผูกพยาบาท อยู่ตลอด


 


คนที่รักความรู้ รักความเจริญก้าวหน้า  
ต้องการให้ชีวิตของตน ของคนในครอบครัวประสบความสำเร็จ  
เขาจะเห็นเวลามีค่าต่อตนเอง ต่อคนในครอบครัว ต่อการนัดหมายกับผู้ใด
ต้องรักษาเวลาให้เที่ยงตรงอยู่เสมอ และพยายามใช้เวลาให้ใด้ประโยชน์เสมอ
ชีวิตของเขาผู้นั้นก็จะก้าวหน้า  ประสบความสำเร็จ  มีความสุขและสันติสุข


____________________________________________________


อ.  ดร. บุญเลิศ  สายสนิท  A.M.D., M.H.A., P.M.T., C.Ht  


 


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 26 มิ.ย. 2554 (07:16)
ขยายใจให้ใหญ่ขึ้น



น้องโยเป็นเด็กชายวัย ๗ ขวบ วันหนึ่งป้าชวนน้องโยซ้อนมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมือง ระหว่างทางมีรถพุ่งมาชนอย่างจัง ป้าแขนหัก ส่วนน้องโยขาแหลกเละไปข้างหนึ่ง ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลนครปฐมทันที


หมอเล่าว่าขณะที่ป้าร้องโอดโอยอยู่นั้น น้องโยกลับนิ่งเงียบ ไม่ส่งเสียงร้องหรือแสดงอาการทุรนทุรายแต่อย่างใด ยอมให้หมอทำการรักษาอย่างสงบจนใคร ๆ ก็แปลกใจ


เมื่อผ่าตัดเสร็จ หมอถามว่าทำไมน้องโยไม่ร้องเลย น้องโยตอบสั้น ๆ ว่า “ผมกลัวป้าเสียใจครับ”


น้องโยรู้ว่าป้ากำลังเจ็บปวดเพราะแขนหัก จึงไม่อยากให้ป้าเป็นทุกข์มากไปกว่านี้หากได้ยินเสียงร้องของตน ป้าคงรู้สึกแย่อยู่แล้วที่เป็นเหตุให้หลานต้องมาประสบอุบัติเหตุร้ายแรง น้องโยจึงไม่อยากซ้ำเติมความทุกข์ของป้าด้วยการแสดงความเจ็บปวดให้ป้าเห็น


ในยามที่ตัวเองกำลังประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส น้องโยกลับมีใจนึกถึงคนอื่น ใช่หรือไม่ว่าการนึกถึงคนอื่นกลับทำให้น้องโยสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้อย่างยากที่เด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) จะทำได้ ในทางตรงข้ามหากน้องโยนึกถึงแต่ตัวเองว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน” หรือ “จะทำยังไงดีถ้าขาฉันถูกตัด” น้องโยคงดิ้นทุรนทุรายด้วยความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าป้าเสียอีก


ความเห็นใจและการนึกถึงผู้อื่นสามารถทำให้เรามีพลังต่อสู้กับความทุกข์และอดทนต่อความยากลำบากได้อย่างที่ตัวเองอาจนึกไม่ถึง จะเรียกว่านี้เป็นพลังแห่งความรักหรืออานุภาพแห่งเมตตากรุณาก็ได้ มนุษย์เรานั้นมีศักยภาพเหลือประมาณ ความรักหรือเมตตากรุณามีอานุภาพตรงที่สามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ ผู้เป็นแม่สามารถอดทนต่อความยากลำบากได้แทบทุกอย่าง ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะความรักที่มีต่อลูกนั่นเอง แต่ความรักหรือเมตตากรุณานั้นไม่ได้มีเฉพาะกับผู้เป็นแม่เท่านั้น หากยังมีได้กับทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเกิดสายสัมพันธ์แห่งความเห็นอกเห็นใจ


หมออมรา มลิลา เล่าถึงชายผู้หนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำไตยังวายฉับพลัน จึงอยู่ในภาวะโคม่า หมอบอกว่ามีโอกาสรอดน้อยมากแม้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่เขาก็รอดมาได้ สิ่งที่ช่วยชีวิตเขาไว้นั้นเป็นมากกว่ายาและความสามารถของหมอ


เขาเล่าว่าระหว่างที่นอนหมดสติอยู่ในห้องไอซียูนานเป็นสัปดาห์ บ่อยครั้งที่เขารู้สึกว่ากำลังลอยเคว้งคว้าง แต่มีบางช่วงที่ดูเหมือนจะมีมือมาแตะตัวเขา และมีพลังแผ่เข้ามา ทำให้ใจที่เหมือนจะขาดลอยหลุดไปนั้นกลับมารวมตัวกัน เกิดความรู้ตัวขึ้นมา สักพักความรู้ตัวนั้นก็เลือนหายไปอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน


เขามารู้ภายหลังว่ามีพยาบาลคนหนึ่งมาจับมือแล้วแผ่เมตตาให้กำลังใจแก่เขาทุกวันที่เข้าเวร พอจะออกเวรเธอก็มาลาเขา และพูดว่าขอให้สบายทั้งคืน พรุ่งนี้พบกันใหม่ กับคนไข้คนอื่น เธอก็ทำอย่างเดียวกัน


คนไข้ผู้นี้มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ จนรู้สึกตัวได้มากขึ้น แต่บางคืนจะรู้สึกทรมานมาก เพราะทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจลำบาก จนเขาอยากหยุดหายใจไปเลยจะได้หมดทุกข์ ในยามนั้นเขารู้สึกว่าการตายง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ขณะนั้นเองเขาก็จะนึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่า หากเธอมาพบว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เธอคงจะรู้สึกเสียใจและโทษความบกพร่องของตนเอง เขาจึงพยายามอดทนหายใจต่อไปเพื่ออยู่ให้ถึงเช้า จะได้ร่ำลาพยาบาลคนนั้น และบอกเธอว่าหากเขาตายไปก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอทำดีที่สุดแล้ว


ครั้นถึงตอนเช้า อาการเขาดีขึ้น พอพยาบาลคนนั้นมา เขาก็ลืมร่ำลาเธอ ตกกลางคืนเขากลับมีอาการทรุดลงอีก แต่ก็พยายามอดทนจนถึงเช้าเพื่อลาพยาบาล แล้วก็ลืมอีก เป็นเช่นนี้หลายครั้ง จนอาการดีขึ้นและหายเป็นปรกติ


คนไข้ผู้นี้ฝืนสู้กับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนสำเร็จ ไม่ใช่เพราะนึกถึงตนเอง แต่เพราะนึกถึงผู้อื่นซึ่งมีน้ำใจกับตน ใจที่เป็นห่วงผู้อื่นทำให้คนเราพร้อมจะมองข้ามความทุกข์ของตนเอง ดังนั้นจึงสามารถอดทนอย่างถึงที่สุด หรืออาจข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองไปได้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกับคนที่นึกถึงแต่ตนเอง มักจะอดทนต่อความลำบากได้น้อยกว่า ยิ่งคิดถึงความสุขสบายของตนเองมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องอดทน และหากคิดถึงแต่ความสำเร็จของตน ก็ยิ่งจำกัดกรอบตัวเองให้เอาศักยภาพมาใช้แต่เพียงบางเรื่องที่ตนเองได้ประโยชน์ จึงไม่สามารถที่จะใช้ศักยภาพได้อย่างถึงที่สุด


คนเราจะเข้มแข็งมากขึ้นเมื่อนึกถึงตัวเองน้อยลงและคิดถึงผู้อื่นมากขึ้น แต่การคิดถึงผู้อื่นนั้นไม่ควรมีความหมายเพียงแค่การนึกถึงความทุกข์ของเขาเท่านั้น หากควรรวมไปถึงการมองจากมุมของเขาด้วย การเป็นห่วงว่าผู้อื่นอาจจะเป็นทุกข์ถือว่าเป็นความปรารถนาดีอย่างหนึ่ง แต่ความปรารถนาดีที่มองจากมุมของตัวเราเองอย่างเดียว แม้ทำให้เราเข้มแข็งก็จริง แต่อาจขาดความอ่อนโยน เพราะคิดแต่จะกะเกณฑ์ผู้อื่นให้โอนอ่อนตามความคิดของเรา และหากเขาไม่ทำตามก็จะเป็นทุกข์หรือเกิดความไม่พอใจขึ้นมา


ครูช่อผกาเป็นครูที่ขยันและเสียสละเพื่อนักเรียน ได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์เวรดูแลเด็กเข้าเรียน วันหนึ่งเห็นนักเรียนคนหนึ่งยืนลับ ๆ ล่อ ๆ ในขณะที่คนอื่นเข้าห้องเรียนกันหมดแล้ว ครูตั้งใจจะตักเตือนนักเรียน จึงเรียกให้เขาตามเข้าไปคุยในห้อง ครูเดินนำหน้าไปหลายช่วงตัวแล้ว แต่นักเรียนกลับไม่ขยับเขยื้อน ยืนเกาะราวบันไดอยู่ที่เดิม ครูโกรธขึ้นมาทันทีที่นักเรียนไม่ทำตามคำสั่ง จึงพูดขึ้นด้วยเสียงดุๆ ว่า “ทำไมไม่ตามครูมา”


แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา ครูจึงถามนักเรียนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง นักเรียนตอบว่า “ผมเดินขึ้นบันไดไม่ได้ครับ ต้องเดินไปอีกด้านหนึ่ง” ปรากฏว่าเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อหมดแรง ครูรู้สึกเสียใจที่พูดเสียงแข็งกับนักเรียนเพราะเผลอเข้าใจไปว่าเขากำลังขัดคำสั่งของเธอ แต่ก็ยังดีที่ครูถามเหตุผลของนักเรียนก่อนที่จะด่าหรือพูดจารุนแรงออกไป ความคิดที่แวบเข้ามาว่าเด็กอาจมีเหตุผลของตนทำให้ครูช่อผกาเสียงอ่อนลง และนั่นทำให้เธอพบความจริงที่น่าเศร้าของนักเรียนผู้นี้ ครูรู้ในเวลาต่อมาว่าเขาเคยเรียนเก่ง แต่หลังจากที่เป็นโรคนี้ก็สอบตกเกือบทุกวิชา ไม่ใช่แต่เขาคนเดียวเท่านั้น พี่ชายคนโตตอนนี้อาการหนักจนต้องนั่งอยู่ในรถเข็น ส่วนคนรองก็เริ่มเดินไม่ได้แล้ว ฐานะการเงินที่บ้านก็ย่ำแย่มาก ครูช่อผกาจึงหาทางช่วยเหลือเด็กคนนี้โดยร่วมมือกับครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียน รวบรวมเงินจนสามารถส่งเสียให้เรียนจบ


หากครูช่อผกาไม่พยายามฟังเหตุผลของนักเรียนก่อน ก็คงจะจมอยู่กับความไม่พอใจที่เห็นเขาไม่ทำตามคำสั่งของเธอ ความรู้สึกว่า “ตัวกู” ถูกท้าทาย ทำให้เธอเกือบจะทำอะไรรุนแรงกับเด็ก ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมเขาให้เป็นทุกข์ยิ่งขึ้น


ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งผู้คนทำร้ายกันเพียงเพราะเอาความรู้สึกของตัวเป็นใหญ่ หาไม่ก็ยืนกรานที่จะมองจากมุมของตัวเอง จึงเห็นอีกฝ่ายเป็นผู้ผิด กว่าจะรู้ภายหลังว่าตนเองด่วนสรุปบางครั้งก็สายเกินไปแล้ว ภรรยาทะเลาะกับสามีเพราะหาว่านอกใจ เพื่อนผิดใจกันเพราะหาว่าไม่มาตามนัด คนไข้โกรธพยาบาลเพราะหาว่าปล่อยปละละเลย ทั้งหมดนี้อาจไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหากถามหาเหตุผลของอีกฝ่ายก่อน หรือพยายามมองจากมุมของเขาดูบ้าง


การนึกถึงผู้อื่น ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากจะทำให้เราด่วนทำร้ายกันน้อยลงแล้ว ยังช่วยให้เราเป็นทุกข์น้อยลงด้วย เวลาเห็นเพื่อนนิ่งเฉยกับคำทักทายของเรา แทนที่จะปล่อยให้ความไม่พอใจผุดขึ้นมาเป็นใหญ่ในใจ หรือจมอยู่กับความคิดว่า “ถือดีอย่างไรถึงมาปั้นปึ่งกับฉัน” ลองตั้งคำถามใหม่ว่า “เขามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าถึงไม่พูดไม่จาอย่างนั้น” คำถามหลังนั้นช่วยลดทอนความโกรธออกไปจากใจเรา เกิดความห่วงใยขึ้นมาแทนที่ อีกทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกให้มาใกล้ชิดกันมากขึ้น ใครจะไปรู้ เขาอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างเร้ารุมจิตใจ จึงทำให้ไม่ทันรับรู้การทักทายของเรา หาใช่เป็นเพราะกินแหนงแคลงใจเราไม่


ความเป็นมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ “ขนาด” ของหัวใจ ใจจะใหญ่หรือเล็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัยหรือเพศ อีกทั้งไม่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด เด็กที่อายุเพียง ๗ ขวบอย่างน้องโยมีใจใหญ่กว่าผู้ใหญ่จำนวนมาก ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น หากเพราะนึกถึงคนอื่นนั่นเอง ไม่มีอะไรที่จะรัดรึงใจเราได้แน่นหนาเท่ากับความเห็นแก่ตัว เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงตัวเองน้อยลง ใจไม่เพียงขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นอิสระอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนอีกด้วย 


ที่มา : Forwarded e-Mail


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 14 ก.ค. 2554 (05:23)

ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญมาก


 

การทำบุญในที่นี้จะกล่าวถึงการให้ทานเท่านั้น สำหรับการทำบุญประเภทอื่น สามารถอ่านได้ในหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญประเภทนั้นๆ โดยตรง รวมทั้งในเรื่องเวลามสูตร ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งเป็นสูตรที่สรุปเปรียบเทียบผลบุญที่ได้รับจากการทำบุญแทบจะทุกประเภท ว่าประเภทไหนให้ผลบุญมาก/น้อยกว่ากันอย่างไร

การให้ทานในที่นี้ จะเน้นที่การสละวัตถุสิ่งของ หรือทรัพย์สมบัติให้แก่ผู้อื่นเป็นหลัก แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการให้ทานอย่างอื่นๆ เช่น ธรรมทาน (การให้ธรรมเป็นทาน) อภัยทาน (การให้อภัยแก่ผู้อื่น) ได้เช่นกัน โดยการพิจารณาเปรียบเทียบกัน

การให้ทานแต่ละครั้งนั้น จะให้ผลบุญหรืออานิสงส์มากหรือน้อยอย่างไรนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ทั้งปัจจัยจากตัวผู้ให้ วัตถุสิ่งของที่ให้ และผู้รับทานนั้นด้วย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ในที่หลายๆ แห่ง ทางผู้ดำเนินการได้รวบรวมจากพระไตรปิฎกหลายๆ สูตร รวมทั้งแหล่งความรู้อื่นๆ สรุปได้ดังนี้คือ

การทำบุญให้ทานนั้น เปรียบเสมือนการทำนาปลูกข้าว โดยที่ผู้รับเป็นเหมือนนาข้าว ของที่ให้เหมือนเมล็ดพันธุ์ข้าว กิเลสของผู้รับและผู้ให้เหมือนเป็นวัชชพืชในนาข้าวนั้น ความตั้งใจของผู้ให้เหมือนความตั้งใจในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ตกลงในนา ไม่ให้กระจัดกระจายออกนอกนา ศรัทธาของผู้ให้เปรียบเหมือนปุ๋ย ปิติที่เกิดขึ้นกับผู้ให้เปรียบเหมือนน้ำ ผลบุญที่ผู้ให้ได้รับเปรียบเสมือนผลผลิตจากการทำนานั้น ผู้รับจึงได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญ 

การทำนาปลูกข้าวนั้น ถ้าใช้ข้าวพันธุ์ดี ปลูกในนาข้าวที่มีดินดี ในขณะหว่านก็ตั้งใจหว่านให้ข้าวตกลงในท้องนาอย่างพอดี ไม่กระจัดกระจายสูญหายไปนอกนา มีน้ำบริบูรณ์ มีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ ไม่มีวัชชพืชมาคอยแย่งอาหารต้นข้าว ผลผลิตที่ได้ย่อมมากมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วยฉันใด
การทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ ให้กับบุคคลอันเลิศ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใดๆ ทำไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นคง ประกอบด้วยศรัทธาอันดี ถึงพร้อมด้วยปิติเบิกบานใจ ผลบุญที่ได้ย่อมไพบูลย์ฉันนั้น

คุณสมบัติของผู้ให้ทานที่จะได้บุญมาก 
การที่ผู้ให้ทานจะได้รับผลบุญมากนั้น ตัวผู้ให้เองต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้


- ให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ (มีความเคารพด้วยใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย)
- ให้ทานนั้นด้วยมือตนเอง (ถ้ายิ่งต้องใช้ความพยายามมากเท่าไร จิตก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น การทำบุญด้วยความรู้สึกที่หนักแน่นมากเท่าไร ก็จะส่งผลให้ได้บุญที่หนักแน่นมากเท่านั้น)
- เชื่อในกรรมและผลของกรรม (ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่หนักแน่นเช่นกัน ไม่ใช่ว่าสักแต่ให้ๆ ไปเท่านั้น)
- มีความเลื่อมใส ศรัทธาในผู้รับทานนั้น (เหตุผลเช่นเดียวกับข้อก่อน)
- เมื่อให้แล้วเกิดปิติโสมนัส จิตใจผ่องใส เบิกบาน
- ให้ทานเหมาะสมกับกาลเวลา คือให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการในเวลานั้นๆ
- ให้ทานโดยสละวัตถุทานนั้นอย่างแท้จริง ไม่มีใจยึดเหนี่ยว ห่วงใยวัตถุนั้นอีก ไม่ว่าผู้รับจะเอาสิ่งนั้นๆ ไปใช้ทำอะไรหรือเมื่อไหร่
- เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน คือให้โดยหวังประโยชน์แก่ผู้รับจริงๆ ไม่ใช่หวังประโยชน์แก่ตัวผู้ให้เอง
- รู้สึกยินดีในการให้ทานครั้งนั้นทั้ง 3 กาล คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทานนั้นแล้วก็รู้สึกยินดี คือนึกถึงเมื่อใดก็ยินดีเมื่อนั้น ไม่ใช่ให้แล้วเสียใจในภายหลัง
- ให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่หวังแม้แต่บุญที่จะได้รับ คือให้เพื่อให้จริงๆ แล้วผลบุญก็จะตามมาเอง

ลักษณะของวัตถุสิ่งของที่ใช้ให้ทานแล้วได้บุญมาก 
วัตถุทานที่ใช้ทำบุญให้ทาน แล้วจะส่งผลให้ผู้ให้ทานนั้นได้รับอานิสงส์ผลบุญมาก มีลักษณะดังนี้คือ


- ให้ของที่ไม่ใช่ของเหลือเดน คือไม่ใช่เป็นของที่แม้ผู้ให้เองก็ไม่ต้องการแล้ว
- ให้ของที่สะอาด จัดเตรียมอย่างประณีต
- ให้ของที่ได้มาโดยชอบธรรม และผู้ให้มีสิทธิในการเป็นเจ้าของของนั้นจริงๆ
- ให้โดยไม่มีส่วนเหลือ คือให้ของนั้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่ให้อย่างขยักขย่อน 
- ถ้าของที่ให้นั้นมีความสำคัญ มีความหมาย มีคุณค่าสำหรับตัวผู้ให้เองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้บุญมากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ให้ต้องเสียสละมาก เช่น คนยากจนให้ทาน 10 บาท อาจได้บุญมากกว่าเศรษฐีให้ทาน 1,000 บาทก็ได้ เพราะเงิน 10 บาทนั้นมีค่ามากสำหรับคนยากจน ในขณะที่เงิน 1,000 บาทเป็นเพียงแค่เศษเงินของเศรษฐี
- การให้อวัยวะของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้ทรัพย์ภายนอกเป็นทาน
- การให้ชีวิตของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้อวัยวะเป็นทาน

คุณสมบัติของผู้รับที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมาก
ผู้รับทาน หรือเนื้อนาบุญที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยได้บุญมากนั้น มีคุณสมบัติดังนี้


- เป็นผู้ที่มีศีลมาก และถือศีลนั้นได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นคนทุศีล หรือต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง แต่พอลับหลังกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
- เป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ สงบ ผ่องใส ไม่ถูกนิวรณ์ทั้ง 5 ครอบงำ (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ)
- เป็นผู้ที่ปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อให้หมดกิเลส ซึ่งจะทำให้ผู้ให้ได้บุญลดหลั่นกันไปตามขั้น 
- การทำบุญกับสงฆ์ (สังฆทาน - การทำบุญโดยไม่เจาะจงผู้รับว่าต้องเป็นภิกษุรูปนั้นรูปนี้) จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากกว่าปุคคลิกทาน (การให้โดยเจาะจงผู้รับ) ทั้งนี้ต้องเป็นสังฆทานด้วยใจที่แท้จริง
- ลำดับขั้นของผู้รับ ที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากหรือน้อยนั้น ขอให้ดูรายละเอียดในเรื่องเวลามสูตร ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกแจกแจงไว้อย่างชัดเจน

คุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทั้งของผู้ให้ สิ่งของที่ให้ และผู้รับของนั้น ถ้ายิ่งมีมากและสมบูรณ์มากเท่าใด ผลบุญที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณสมบัติดังกล่าวลดน้อยลงไปมากเท่าใด ผลบุญที่ได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วย

หมายเหตุ 

- ในส่วนของผู้รับทานนั้น ความปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง (ผลจากการเจริญวิปัสสนา) มีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าสมาธิ 
- สมาธิมีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าศีล

ทั้งนี้เพราะวิปัสสนาทำให้กิเลสหมดไปได้อย่างถาวร ทั้งกิเลสขั้นละเอียด (อนุสัยกิเลส - กิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดาน หรือกิเลสในระดับจิตใต้สำนึก) กิเลสขั้นกลาง (กิเลสในระดับจิตสำนึก) กิเลสขั้นหยาบ (กิเลสที่ทำให้เกิดการแสดงออกทางกาย วาจา) ในขณะที่สมาธินั้นสามารถข่มกิเลสในส่วนของนิวรณ์ 5 ได้ในระดับของกิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้นหยาบเท่านั้น ส่วนกิเลสขั้นละเอียดยังคงอยู่เหมือนเดิม และเมื่อสมาธิเสื่อมไปเมื่อใด กิเลสทั้งหลายก็กลับมาได้เหมือนเดิม ส่วนศีลนั้นเป็นแค่เพียงแต่ข่มกิเลสขั้นหยาบเอาไว้เท่านั้นเอง


ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tonpo&month=07-12-2005&group=9&gblog=1


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 14 ก.ค. 2554 (22:03)

จากบางตอนของความเห็นที่ 171

ลักษณะของวัตถุสิ่งของที่ใช้ให้ทานแล้วได้บุญมาก 
วัตถุทานที่ใช้ทำบุญให้ทาน แล้วจะส่งผลให้ผู้ให้ทานนั้นได้รับอานิสงส์ผลบุญมาก มีลักษณะดังนี้คือ


- ให้ของที่ไม่ใช่ของเหลือเดน คือไม่ใช่เป็นของที่แม้ผู้ให้เองก็ไม่ต้องการแล้ว
- ให้ของที่สะอาด จัดเตรียมอย่างประณีต
- ให้ของที่ได้มาโดยชอบธรรม และผู้ให้มีสิทธิในการเป็นเจ้าของของนั้นจริงๆ
- ให้โดยไม่มีส่วนเหลือ คือให้ของนั้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่ให้อย่างขยักขย่อน 



สมมติว่า ผมคอรับชั่นโดยโกงภาษีที่ต้องจ่ายให้ประเทศไทยแต่แก้โน่นแก้นี่จะทำให้
มีกำไรเหลือมากมายแล้วเอาไปทำบุญโดยเอาไปแจกๆๆ อย่างนี้ ได้บุญไหมครับ


แล้วก็
คุณสมบัติของผู้รับที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมาก
ผู้รับทาน หรือเนื้อนาบุญที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยได้บุญมากนั้น มีคุณสมบัติดังนี้



นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 14 ก.ค. 2554 (22:11)

คุณสมบัติของผู้รับที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมาก
ผู้รับทาน หรือเนื้อนาบุญที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยได้บุญมากนั้น มีคุณสมบัติดังนี้


- เป็นผู้ที่มีศีลมาก และถือศีลนั้นได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นคนทุศีล หรือต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง แต่พอลับหลังกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
- เป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ สงบ ผ่องใส ไม่ถูกนิวรณ์ทั้ง 5 ครอบงำ (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ)

หากผู้รับเป็นประเภท ชอบโกหกไปวันๆ ปั้นแต่เรื่องเท็จใส่ร้ายป้ายสี เอาแต่ความชั่วมาพูด
ยุแยงให้คนเกิดความเกลียดชังผู้อื่น ยุให้คนไปเผาบ้านเผาเมือง
และหากผู้รับเป็นประเภทคนหูเบา ฟังเขาโกหกปั้นน้ำเป็นตัวก็เชื่อ ฟังความขาดๆเกินๆก็เชื่อ
ไม่มีวิจารณญาณในการไตรตรองและแยกไม่ออกระหว่างความจริงความเท็จ ความดีความเลว
จะได้บุญมากไหม
ในความเห็นผมคิดว่าได้บุญมากนะครับ บุญเกินร้อยแน่นอน และเกินสองร้อยห้าสิบด้วย
น่าจะถึงสองร้อยหกสิบห้า แต่บุญที่ได้อาจจะต้องถูกแขวนไว้รอให้พวกแร้งกามาพิจารณาว่า
จะลากตับไตไส้พุงออกมาหรือไม่

หากอาจารย์เห็นว่าความเห็นของผมไม่เหมาะสมก็แจ้งลบเถอะนะครับ ผมไม่เสียใจหรอกครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 15 ก.ค. 2554 (14:12)


ไม่ต้องหาความยุติธรรมหรอกครับ มันอยู่ในธรรมชาติมาตั้งแต่เกิดจักวาลแล้ว
ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับอย่างนั้น ช้าหรือเร็ว 
เวลาจะเป็นผู้กำหนด เปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ


ยกตัวอย่าง เรื่องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาดกหลายร้อยชาติ (จากพระไตรปิฎก)


ส่วนเรื่องของมนุษย์ คนเดินดินอย่างพวกเรา จะมีใครสนใจบันทึกเอาไว้
นอกจากหนังสือเรื่องกฎแห่งกรรม


ไม่ต้องทำบุญมากหรอกครับ "อย่าชั่ว..ก็พอ




myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 3 ส.ค. 2554 (06:58)


อิทธิพลของการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคลิกภาพ



ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กย่อมมี การถ่ายทอดลักษณะ และมาตรฐานต่าง ๆ ในสังคมให้แก่เด็ก โดยกระบวนการเสริมแรงและ การเรียนรู้โดยการเลียนแบบ เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ของบิดามารดาหรือผู้ที่เลี้ยงดู มากกว่าที่จะทำตามคำสอน ดังนั้น ทัศนคติและการเป็นตัวแบบของบิดามารดาตลอดจนการถือตนตามแบบของเด็ก มีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ ของเด็กเป็นอย่างยิ่ง (สุภาพรรณ โคตรจรัส, 2542) หากพ่อแม่มีการอบรมสั่งสอนที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กมีความสับสน ไม่เข้าใจ และไม่สามารถพัฒนา ตัวแบบ (Image) ให้เกิดขึ้นในใจตนเองได้


สมคิด อิสระวัฒน์ (2542) พบว่าการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวที่เลี้ยงดูแบบให้ความรัก ความใกล้ชิด ความอบอุ่น สอนให้เป็นคนที่มีเหตุผล ฝึกลูกให้ช่วยตนเอง ให้ตัดสินใจเอง โดยพ่อแม่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือที่ปรึกษานั้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาลักษณะการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ในทำนองเดียวกัน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยท่าที หรือ เจตคติ (attitude) ไม่รักหรือรังเกียจ (Rejection) และการรักและปกป้องคุ้มครองเด็กมากเกินไป ( Overprotection) นั้นมีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ที่แตกต่างกัน เช่น


1. การเลี้ยงดูที่ทอดทิ้ง กระทำทารุณ หรือประนามอย่างไม่สมควร หรือเข้มงวด ดุ ลงโทษเสมอ ๆ จะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก จะเป็นคนขี้กลัว กังวล มีปมด้อยยอมให้คนทั่วไปเอารัดเอาเปรียบ เพื่อใฝ่หาความรักที่ไม่เคยได้รับ หรือมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้ามคือ ก้าวร้าว ไม่เป็นมิตรต่อบุคคลอื่น และไม่ยอมลงให้ใครเมื่อโตขึ้น


2. แสดงความรักลูกไม่เท่ากัน จะทำให้เด็กเกิดความอิจฉาแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างพี่น้อง เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก มักจะกังวล อารมณ์หวั่นไหวสมาธิเสื่อม เป็นเด็กดื้อ เจ้าอารมณ์ และเต็มไปด้วยความรู้สึกชิงชังคนอื่น


3. แสดงความห่วงใย และตามใจเกินขอบเขต วุ่นวาย ปรนนิบัติ คอยระมัดระวังเกินไป เด็กจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่รับผิดชอบตนเองเท่าที่ควร บุคลิกภาพไม่เจริญสมวัยหรือมีวุฒิภาวะต่ำ


4. แสดงความโอบอุ้มคุ้มครองมากเกินไปอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนเปราะ ไม่มีความอดทน มีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรคจิต โรคประสาทได้พอ ๆ กับเด็กที่ขาดความรัก


พวงทอง นิลยิ้ม (2537) พบว่า ผู้ใหญ่ในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการให้การเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ให้กับลูกหลาน ของตนเอง โดยมี การเล่นและของเล่นของเด็กเป็นสื่อกลางที่ใช้ในการถ่ายทอด ได้รับการปลูกฝังจนพัฒนาเป็นบุคลิกภาพของเด็ก คือ ความสนุกสนานร่าเริง ความสัมพันธ์กับผู้อื่นความมีเมตตา การแข่งขันตาม กติกาของสังคม และ ความขยันอดทน


การอบรมเลี้ยงดู นั้น พ่อแม่ และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความสำคัญในการปลูกฝังบุคลิกลักษณะต่าง ๆ ให้แก่เด็ก ตามแบบแผนของพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือปฎิสัมพันธ์ (Interaction) กับคนและสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์แรกที่เด็กสังเกตและรับไว้จะมาจากครอบครัว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นความเชื่อ ทัศนคติและบุคลิกภาพ


ซิมมอนด์ (อ้างในศิริพร หลิมศิริวงค์ 2511: 25) ศึกษาวิธีการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคคลิกภาพของเด็ก พบว่า


1. พ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลย จะทำให้บุตรมีลักษณะเป็นคนก้าวร้าว เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพูดปด หนีโรงเรียน ลักเล็กขโมยน้อย


2. พ่อแม่ที่ประคบประหงมบุตร จนเกินไป บุตรจะมีลักษณะเป็นคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่มีความมั่นใจในตนเอง


3. พ่อแม่ที่มีอำนาจเหนือบุตร บุตรจะเป็นคนเจ้าระเบียบ สุภาพเรียบร้อย อยู่ในโอวาท สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี สงบเสงี่ยม ขาดความริเริ่ม


4. พ่อแม่ที่ยอมจำนนต่อบุตร บุตรจะขาดความรับผิดชอบ ไม่อยู่ในโอวาท เห็นแก่ตัว ดื้อดึง มักทำอะไรตามชอบใจ


ในสังคมไทยนั้นมีความแตกต่างกันตามขั้นทางสังคมของบุคคล ซึ่งแบ่งเป็น 3 ลักษณะ (รัชนีกร เศรษโฐ, 2523:137 - 139) คือ


1. ครอบครัวชาวไร่ชาวนา การอบรมเลี้ยงดูไม่มีพิธีรีตรองพิถีพิถันเท่าไร ทำตามความสะดวกและตามใจเด็ก คือเมื่อเด็กร้องก็จะตอบสนอง และเป็นไปตามสถานการณ์ เช่น การหย่านม ถ้าเป็นลูกคนเดียวก็จะดูดนมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีน้อง การอบรมกริยามารยาทและความรอบรู้มักสอนตามวัฒนธรรม โดยให้ความรู้โดยตรง และอยู่ในวงจำกัดของสังคม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ทัศนคติและค่านิยม


2. ครอบครัวเจ้านายผู้ดีเก่า การอบรมสั่งสอน จะเข้มงวดพิถีพิถัน โดยเฉพาะกริยามารยาทของผู้ดี


การให้การศึกษาก็มักจะให้กับลูกชายเพื่อสืบตระกูลมีความทนุถนอมเด็กมาก ถ้าเป็นหญิงมักจะถูกเก็บไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน การศึกษาก็ได้รับน้อยกว่าชาย ส่วนมากจะให้เรียนรู้เกี่ยวกับการบ้าน การเรือน


3. ครอบครัวชั้นกลาง ครอบครัวในระดับนี้ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของครัวไทยสมัยใหม่


การอบรมมักจะเน้นเรื่องความสามารถทางการศึกษาและการทำงานของเด็ก มีทักษะในการแข่งขันมากกว่า 2 พวกแรก การอบรมจะเพิ่มความพิถีพิถันมากขึ้น


ดวงเดือน พันธุมนาวิน ได้แบ่งการอบรมเลี้ยงดูออกเป็น 5 แบบ (2521:42 - 43)


1. แบบมุ่งอนาคต หมายถึงการอบรมเลี้ยงดูที่สร้างนิสัย การบังคับตนเอง ให้อดได้รอได้ หรือเลือกที่จะไม่รับประโยชน์เล็กน้อยในทันที แต่จะรอรับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่า ที่จะตามมาภายหลัง


2. แบบรักสนับสนุน หมายถึง ลักษณะการปฏิบัติของมารดา ในลักษณะของการแสดงความสนิทสนม รักใคร่ ชื่นชม สนใจทุกข์สุข ช่วยแก้ปัญหาให้ลูก


3. แบบควบคุม หมายถึง ลักษณะแบบปฏิบัติของบิดามารดาในลักษณะการออกคำสั่ง และควบคุมการกระทำในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยไม่ยอมปล่อยให้ลูกเป็นตัวของตัวของตัวเอง


4. แบบใช้เหตุผล หมายถึงลักษณะการปฏิบัติของบิดามารดา โดยการอธิบายเหตุผลในขณะที่สนับสนุน และห้ามปรามการกระทำของลูก


5. แบบลงโทษทางกายและจิต หมายถึงลักษณะการปฏิบัติของบิดามารดา ในลักษณะที่ลงโทษลูกด้วยการทำให้เจ็บตัว หรือการติเตียนไม่ให้ความรัก ตัดสิทธิ์ต่าง ๆ


นอกจากนี้ ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2520, 26) ได้แบ่งบิดามารดาออกเป็น 4 ประเภท ตาม ทัศนคติของพ่อแม่ ในการอบรมเลี้ยงดูบุตร คือ


1. ประเภทรักจนเหลิง หมายถึง การเลี้ยงดูที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะได้รับความรักและการตามใจอย่างมากจนเกินไป ไม่มีความรับผิดชอบหรือหน้าที่ที่จะปฏิบัติภายในบ้าน ได้รับของ และพาไปเที่ยวสนุกสนาน โดยไม่มีเหตุผลอันควร


2. ประเภทเข้มงวด หมายถึง การเลี้ยงดูหรือคาดหวังให้เด็กปฏิบัติตามอย่างแคร่งครัด


หากไม่ปฏิบัติจะถูกลงโทษ การกระทำมีกฎเกณฑ์ลงโทษอย่างยุติธรรม คาดหวังที่จะให้เด็กมีความสามารถเกินธรรมชาติ


3. ประเภทละทิ้งและปฏิเสธ หมายถึง การเลี้ยงดูทำตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับเด็กแสดงความโกรธ เกลียดในรูปของการควบคุม และลงโทษซ้ำพ่อแม่ยังรู้สึกว่าลูกของตนเป็นผู้แก้ไขให้ดีไม่ได้แล้ว


4. ประเภททะนุถนอมแบบไข่ในหิน หมายถึง การเลี้ยงดูแบบคอยสอดส่องลูกตลอดเวลา โดยมิให้เสี่ยงเลย พ่อแม่จะทำให้ลูกทุกอย่าง แม้จะโตแล้ว


การอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อบุคลิกภาพของเด็กไทยนั้น ได้มีผู้ทำการวิจัยไว้มากมาย ดังนี้


ชูศรี หลักเพชร (2511) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่า การเข้มงวดกวดขัน


รัชนี กิติพรชัย (2515) พบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขัน จะทำให้มีความคิดริเริ่มต่ำ


ถั้น แพรเพชร (2517) พบว่านักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความคิดริเริ่มสูงกว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น


วิกรม กมลสุโกศล (2518) พบว่า เด็กที่ได้รับการบอบรมเลี้ยงดูแบบถูกทอดทิ้ง และแบบคุ้มครองมากเกินไป มีความวิตกกังวลสูงกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย


จำเนียร คันธเสวี (อ้างใน วิกรม กมลศุโกศล 2518:11) กล่าวว่า การเลี้ยงดูแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป โดยการให้ความรักและเอาใจใส่มากเกินไป จะทำให้เด็กมีลักษณะเป็นผู้ตาม มักมีปัญหาที่ยุ่งยาก ไม่มีความสามารถในการปรับตัว เป็นคนเห็นแก่ตัว ซุกซนผิดปกติโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น สนุกโดยการแกล้งผู้อื่นไม่กลัวใคร ชอบฝ่าฝืน และมักจะก้าวร้าว


ประพันธ์ สุทธาวาส (2519) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง และแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป มีความก้าวร้าวมากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ส่วนเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งและแบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป มีความก้าวร้าวไม่ต่างกัน แต่แบบประชาธิปไตยเด็กชายมีแนวโน้มก้าวร้าวมากกว่าเด็กหญิง


ประพันธ์ สุทธาวาส (2519) พบว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีความก้าวร้าวน้อยกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง


สมาน กำเนิด (2520) วิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ปรับตัวได้ดีกว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดู แบบปล่อยปละละเลย


ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2521, 105) กล่าวว่า ผู้ที่ถูกอบรมเลี้ยงแบบควบคุมมาก จะเป็นผู้ที่มีคะแนนความเอื่อเฟื้อสูง แต่จะมีลักษณะความเป็นผู้นำต่ำ มีวินัยทางสังคมต่ำ มีความสามารถควบคุมตนเองน้อย


วรรณงาม รุ่งพิสุทธิพงษ์ (2522) ศึกษาพบว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาของบิดามารดาและอาชีพมีความสัมพันธ์กับสติปัญญา


สัมพันธ์ บุญเกิด (2522) วิจัยพบว่า บิดามารดาที่มีอายุ ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจสถานภาพการทำงานแตกต่างกัน จะมีความเชื่อมั่นในการอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน


บัณฑิตา ศักดิ์อุดม (2523) พบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย จะมีวินัยในตนเองสูง


สำหรับการอมรมเลี้ยงดูตามฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวนั้น ได้มีผู้วิจัยพบว่าในครอบครัวระดับสูง บิดามารดาจะฝึกสัมฤทธิ์ผลให้แก่เด็กมาก เพราะต้องการให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิตเช่นเดียวกับตน (เกื้อกูล ทาสิทธิ์, 2513)


ครอบครัวในระดับกลาง ได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้รู้จักพึ่งตนเองบิดามารดาจะใช้วิธีการอ่อนโยน มีการลงโทษน้อย ทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออก มีลักษณะของผู้นำ มั่นใจในตนเองสูง จากการศึกษาของราศรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา (2515) พบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวระดับกลางมีลักษณะดังนี้


1. มีความทะเยอทะยานสูงกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวระดับต่ำ


2. เด็กชายมีความทะเยอทะยานมากกว่าเด็กหญิง


3. มีความสนใจตนเองมากกว่าผู้อื่น


4. ต้องการเห็นความเจริญของสังคม มากกว่าการเข้าไปช่วยทำให้สังคมนั้นเจริญขึ้น


ครอบครัวระดับต่ำ มีการฝึกให้เด็กมีการอดได้รอได้ สูงมาก เรียนไม่เก่ง ขลาดกลัว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าตนมีปมด้อย ไม่กล้าแสดงออก อยากเปลี่ยนแปลงบุคคลิกภาพของตนให้ดีขึ้น


งานวิจัยที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่นั้น มัญชรี บุนนาค (2514) ได้วิจัยเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาในเมืองใหญ่กับต่างจังหวัด พบว่า เด็กในกรุงเทพฯ มีความสามารถเหนือเด็กในต่างจังหวัดในด้านต่อไปนี้


1. ความสามารถทางสติปัญญา


2. ความมั่นใจในตนเอง


3. ความสามารถในการบังคับตนเอง


ส่วนเด็กต่างจังหวัดเหนือกว่าเด็กในกรุงเทพฯ ก็คือสภาพทางอารมณ์


ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2521) ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ปกครองในการให้การอบรมเลี้ยงดูดังนี้


1. ไม่เลี้ยงดูแบบควบคุมมาก ควรใช้วิธีการที่นุ่มนวล และลดปริมาณการควบคุมเด็กลงบ้าง เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่า ตนถูกควบคุมจนเกินไป เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจสภาพแวดล้อมของตนได้กว้างขวางขึ้น ฝึกให้ตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ภายใต้การแนะนำของผู้ปกครอง มิใช่ปล่อยไม่ควบคุมเลย เพราะจะทำให้เด็กขาดความเชื่อฟัง ไม่รับผิดชอบ ขาดสมาธิ จึงควรเลี้ยงดู ที่ใช้การควบคุมทีมีปริมาณปานกลาง จะให้ผลดีที่สุด


2. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย มีผลต่อความสมบูรณ์ทางสุขภาพจิตของเด็ก ซึ่งใช้การอบรมแบบใช้เหตุผล โดยเฉพาะ เหตุผลทางจริยธรรม จะมีลักษณะมุ่งอนาคตสูงและมีสุขภาพจิตดี ควรทำให้เด็กรู้สึกว่าตนได้รับความรักมาก โดยทำให้เด็กทราบว่า ในการเลี้ยงดูนั้น ตนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และควรลงโทษเด็กโตด้วยการลงโทษทางจิตมากกว่าการลงโทษทางกาย


ที่มา : http://www.novabizz.com/NovaAce/Personality.htm


 



myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 20 ส.ค. 2554 (05:21)

 


สังโยชน์ ๑๐


เรื่อง สังโยชน์ ๑๐ ประการ นี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก, สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูก-เครื่องผูกเครื่องล่าม, เหมือนกับโซ่หรือตรวน หรือ ขื่อ หรือ คา หรืออะไรนี่, เครื่องล่ามเครื่องผูกเครื่องจำ เรียกว่าสังโยชน์, สิ่งที่มันผูกจิตใจไว้ ให้ติดอยู่ในกิเลสในความทุกข์ในวัฏฏะ นี่คือ สังโยชน์ ก็คือ มันผูกให้ติดไว้กับสิ่งที่จะเป็นทุกข์, สิ่งที่จะทำให้เกิดทุกข์มันมีสังโยชน์ผูกติดไว้กับสิ่งนั้น. ถ้าตัดสังโยชน์ได้หมดก็เป็นพระอรหันต์, ถ้าตัดสังโยชน์บางส่วนได้ ก็เป็นพระอริยเจ้าที่ลดๆ รองๆ ลงมา, ถ้าตัดไม่ได้เลย เป็นปุถุชนเต็มขั้น, ถ้ามันตัดสังโยชน์ไม่ได้เสียเลย มันเป็นปุถุชนเต็มที่ นี่คอยฟังดูว่าเรามันเป็นปุถุชนเต็มที่ หรือว่า เรามันละอะไรได้บ้าง


สังโยชน์ข้อที่ ๑ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่า กายของตน, ความเห็นว่า กายของตน ทั้งที่ไม่รู้จักว่า กายคืออะไรโดยแท้จริง, แต่มันเกิดความคิดเห็นอันนี้ได้ว่า กายนี้, กายนี้เท่าที่เด็กทารกนั้นมันจะรู้สึกได้ว่า กาย ๆ นี้นั้นแหละของตน. เด็กที่โตแล้วอย่างนี้ก็ได้, คนหนุ่มคนสาวคนแก่คนเฒ่าก็ได้,ที่เขารู้สึกว่า อะไรเป็นกาย- เป็นกาย เอาเป็นของตน นั่นคือ สังโยชน์ข้อแรก.


คำว่า กายๆ นี้ แปลว่า หมู่. คำว่า กายโดยแท้จริงไม่ได้แปลว่า ร่างกาย คำว่า กาย มันแปลว่าหมู่. แต่โดยเหตุที่ว่า ร่างกายของคนๆ หนึ่ง มันมีของหลายอย่างรวมกันเป็นหมู่, เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไร ๓๒ อย่าง หลายอย่าง มันรวมกันเป็นหมู่นี้ ก็เลยเรียกว่า กาย, คำว่า กาย นี้แปลว่า หมู่. ไม่ได้แปลว่า ร่างกาย. แต่เพราะเหตุที่ร่างกายนั้นประกอบด้วยของหลายอย่างเป็นหมู่ ก็เลยเรียกว่า ร่างกาย. คำว่า กาย แปลว่าหมู่; เช่น พลกาย นี้แปลว่า หมู่แห่งทหาร, หมู่แห่งพล หมู่แห่งเสนา นี่พลกาย กายนั้นน่ะ แปลตามเดิมว่า หมู่ กลุ่ม, หมู่กายแห่งทหารเรียกว่า พลกาย.


เรามีสัญชาตญาณแห่งความยึดถือว่า ตัวตนอยู่ในสันดาน พอมีความรู้สึกเจริญขึ้น, พอเด็กทารกมันเจริญขึ้นพอที่จะรู้ว่ามีอะไร มันก็ยึดเอาสิ่งนั้นเป็นกายเป็นตัวกู; เด็กไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง เรื่องธรรมะธรรมโมอะไรไม่รู้ทั้งนั้น; ดังนั้นเด็กนั้นจึงรู้ได้เพียงตามที่สัญชาตญาณมักจะชวนให้รู้ ชวนให้รู้สึกชวนให้สำคัญมั่นหมาย. ฉะนั้น เมื่อเด็กโตขึ้นก็มีความรู้สึกประเภทตัวตนตัวกูได้เอง, แล้วมันเกิดมาจากผัสสะที่มากระทบของอร่อย ก็รู้สึกว่าอร่อย, แล้วมันก็มีความรู้สึกเกิดเขยิบต่อไปถึงว่า กูอร่อย, แม้จะไม่ออกเสียว่า กู แม้จะพูดว่ากูไม่เป็น, พูดคำว่า กู มันพูดไม่เป็นก็ตามเถอะ, แต่มันมีความรู้สึกในความหมายของกู กูอร่อย กูไม่อร่อย อย่างนี้มันก็เพิ่มมากขึ้นๆ ๆ, จนอายุมันมากขึ้น ความรู้สึกที่เป็นตัวกูก็เข้มข้นขึ้น เข้มข้นขึ้น, ทีนี้อะไรๆ ที่มันเนื่องกันอยู่หมดนี้ ทั้งร่างกายนี้มันก็เป็นของกู. ฉะนั้น เด็กจะรู้สึกได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอนว่าทั้งหมดนี้ของกู, เรียกว่า เป็นความโง่ข้อแรก ความโง่ นัมเบอร์หนึ่ง ที่มันจะเกิดขึ้นในความรู้สึกคิดนึกของเด็กนั้น, เรียกว่า สักกายทิฏฐิ- สักกายทิฏฐิ. ทิฏฐิแปลว่า ความคิดเห็น สักกายะ ว่า กายของกู-ว่ากายของกู, ความคิดเห็นว่า กายของกู เด็กก็มีความรู้อย่างนี้ตลอดชีวิตแหละ.


นี่อันแรกนี่ มันก็ลำบากสักเท่าไรที่เอาอะไรๆ เป็นของกู, แต่แล้วไม่เป็นได้ มันเป็นไปไม่ได้, มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน, เรียกว่า มันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ, ตามกฏของอิทัปปัจจยตา. นี้คนเราก็ต้องเป็นทุกข์เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ, ทั้งที่เรารู้สึกว่าของกู ทั้งที่เรารู้สึกว่าตัวกู, ตัวกูก็ไม่เป็นไปตามต้องการของกู, ของกูก็ไม่เป็นไปตามที่กูต้องการ. นี่คือ ความทุกข์พื้นฐาน ความโง่นัมเบอร์หนึ่ง เรียกว่า สังโยชน์ ทำให้ผูกติดกันอยู่กับความทุกข์, หรือ ผูกติดกันอยู่กับกระแสแห่งความทุกข์ คือ ปฏิจจสมุปบาทแห่งความทุกข์, มีกระแส, มีวง มีห่วง แล้วมันก็ผูกจิตให้ติดไว้กับห่วงนั้นแหละ โดยสักกายทิฏฐิความเห็นว่าของกู. ถ้าฟังไม่เข้าใจ มันก็จะไม่สนใจ, จะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายอะไร. ถ้าฟังออกแล้วจะสะดุ้ง ว่ามันเป็นเรื่องของเราโดยเฉพาะ ที่ทำให้เราติดอยู่กับความทุกข์ออกมาไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งนี้ผูกพันไว้, ผูกพันไว้เหมือนกับล่ามไว้หรือเย็บติดเข้าไว้ออกไม่ได้.


ข้อที่ ๑ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นสัญชาตญาณพวกแม่บท ว่ามีตัวตนมีเป็นของตน แต่ไม่ต้องเล็งถึงตัวญชาตญาณแม่บทก็ได้, เป็นสัญชาตญาณลูกที่คลอดออกมาเป็นความเห็นแก่ตน ว่ามีตัวตน แต่ความหมายเดียวกันหมด, ความหมายว่ามีตัวตนของตนในระดับโง่ที่สุด. ต่อมามันก็มีความรู้สึกว่า ตัวตนของตนสูงขึ้นไป ละเอียดยิ่งขึ้นไป, จนเอาธรรมะเป็นตัวตน, จนเอาปรมาตมัน สิ่งสูงสุดอะไรเป็นตัวตนโน่น มันไม่ยอมขาดออกง่ายๆ แต่นี่โดยพื้นฐานสำหรับปุถุชนทั่วไป ก็มีความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกูนั่นแหละ เป็นเครื่องผูกให้ติดไว้กับสายโซ่ของความทุกข์ ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปปาท. 


เครื่องผูกข้อที่ ๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา ความลังเลไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องแล้ว. ที่เขาจะพูดหรือเขาจะอธิบายกันตามธรรมดา ก็จะว่าความลังเลสงสัย ความอะไรอีกหลายๆ อย่าง. แต่ขอระบุว่า ความลังเลว่ามันไม่ถูกต้อง. ซึ่งเกิดได้ตามสัญชาตญาณ คือเกิดเองนั้น, เราไม่รู้เราก็ลังเลว่า มันจะไม่ถูกต้อง. นี่ถ้าเขาสอนให้รู้ เราก็ลังเลว่าคำสอนนั้นมันไม่ถูกต้อง, ยังผิดอยู่นั่นแหละ คือไม่ถูกต้องอยู่นั่นแหละ. 


ไม่มีความแน่ใจเด็ดขาดลงไปว่ามันถูกต้องแล้ว, นั้นตั้งแต่ว่าเรื่องสุขภาพอนามัยของเรานี้ เราก็ไม่ได้แน่ใจว่ามันถูกต้องแล้ว; ปลอดภัยแน่แล้ว, มันยังมีสิ่งที่จะต้องเป็นทุกข์ เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรซ่อนอยู่ในนั้น, ความปลอดภัยอย่างอื่นๆ ก็เหมือนกัน มันไม่แน่ใจว่าปลอดภัย: ความปลอดภัยทางการเงิน, ความปลอดภัยทางการคุ้มครอง, ความปลอดภัยทางอะไร, กระทั่งว่าสิ่งที่เรากระทำอยู่ทุกวันนั้น, เราก็ไม่ได้แน่ใจว่าเราจะทำได้ หรือว่าเราจะทำไม่ได้, มันก็สงสัยอยู่ ว่ามันจะถูกต้องหรือไม่? มันจะตัดปัญหาทั้งหลายทั้งปวงได้หรือไม่? แต่ถ้าเราโง่ให้มากๆ เราจะพูดว่า เงินจะตัดปัญหาทั้งปวงได้, เราก็จะคิดว่าอย่างนั้น, เราก็คิดแต่จะหาเงิน, แต่ส่วนลึกมันก็ยังสงสัยอยู่ ว่า แม้แต่เงินหรือแม้แต่พระเจ้า มันก็ยังไม่แน่ว่าจะคุ้มครองได้. นี่เป็นเหตุให้สงสัยในพระพุทธ, สงสัยในพระธรรม, สงสัยในพระสงฆ์ ว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่? มันสงสัยอย่างนั้น มันก็ดี มันก็มีประโยชน์นะ ถ้าว่าสงสัยไว้ก่อนไม่เชื่อเสียทีเดียว; แต่ถ้ามันยังมีอยู่ ถ้ายังไม่เชื่ออย่างที่กำลังพูดนี้ ยังไม่อยากจะเชื่อก็ได้, แต่อย่าเอาไปสงสัยให้เป็นทุกข์, อย่าเอาไปลังเลให้เป็นทุกข์. ขอให้สังเกตดู, สังเกตดู, ฟังดูฟังดู, ถ้าเห็น ถ้าเห็นว่ามีเหตุผลคงจะดับทุกข์ได้ ก็ลองปฏิบัติดู; ถ้ามันดับทุกข์ได้แล้วก็เชื่อ, แล้วก็หมดความลังเล, หมดความสงสัย


เดี๋ยวนี้ เรายังมีหวาดผวาอยู่ในส่วนลึก ที่เรียกว่า subconscious ในส่วนลึกที่เราไม่ต้องรู้สึก หรือไม่รู้สึกเรายังมีความหวาดผวาอยู่ในส่วนนั้น ว่ายังไม่ปลอดภัย ยังมีอันตราย. นี่เรียกว่า วิจิกิจฉา, มันวิจิกิจฉาไปได้หมดแหละ. บางทีจะวิจิกิจฉาว่า พ่อแม่นี้จะรักเราจริงหรือไม่? ก็ดื้อไว้ก่อนดีกว่า เผื่อพ่อแม่ไม่ได้รักเราจริง. นี่มันมีได้สารพัดอย่าง ความลังเลไม่แน่ใจลงไปในทุกสิ่ง ที่หวังว่ามันจะมีประโยชน์, หรือจะปลอดภัย, มันยังลังเลสงสัย. ฉะนั้น เรามีความหวาดผวาได้เมื่อไรก็ได้ ถ้ามันแสดงออกมาให้เห็นสักนิดหนึ่ง ว่ามันเป็นอันตรายหรือมันไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้. วิจิกิจฉาจึงเป็นสิ่งที่ทรมานใจอยู่ในส่วนลึกใต้สำนึก, มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันมีสัญชาตญาณแห่งตัวกู ที่ยังไม่ไว้ใจ ที่ยังหวาดผวาอยู่ว่าจะไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตัวกู.


ที่นี้ สังโยชน์ที่ ๓ สีลัพพตปรามาส, ตะกี้พูดไปทีแล้ว เรื่องอุปาทาน สีลัพพัตตปรามาส เราไม่มีความรู้โดยประจักษ์โดยถูกต้องกับสิ่งนั้นๆ, แล้วเราก็เข้าใจผิดต่อสิ่งนั้นๆ, แล้วเราก็ยึดถือไว้อย่างผิดๆ นี่เรียกว่า สีลัพพตปรามาส เป็นเรื่องของธรรมชาติ อยู่เหมือนกัน ที่จำเป็นจะต้องมีสิ่งนี้; เพราะว่าเรายังเข้าใจไม่ได้, เพราะว่าเรายังเข้าใจไม่ได้. ถ้าเราเข้าใจเรื่องฟ้าร้องฟ้าผ่าไม่ได้, เราก็ต้องคิดเอาเองอย่างว่าเป็นอะไร. ถ้าเราคิดได้แต่เพียงว่า มันเป็นเรื่องของรามสูรกับเมฆขลา มันก็เป็นเรื่องของรามสูรกับเมฆขลาไป, มันเป็นความจริงเพราะเราคิดอย่างนั้น เพราะเราเชื่ออย่างนั้น. อะไร ๆ อีกมากอย่าง ที่เราไม่เข้าถึงความจริง, แต่เราก็ยึดถือตามที่มันปรากฏแก่ความรู้สึกของเรา; นี่เรียกว่า เรามันโง่ตลอดเวลา.


ทีนี้มามองดูเฉพาะสิ่งที่เรากำลังต่อสู้ โดยสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้, เราคิดว่าจะต่อสู้ความทุกข์ได้ด้วยเหตุนี้ ด้วยเหตุอย่างนี้ ด้วยพิธีรีตองอย่างนี้, เหมือนใครแขวนพระเครื่อง, ถ้าแขวนพระเครื่อง ก็คิดว่า พระเครื่องนี้จะคุ้มครอง, ไม่ได้คิดว่า เราจะปฏิบัติให้ถูกต้อง มันจึงจะคุ้มครอง จึงจะไม่เป็นทุกข์ เราก็มาถือเสียว่า เพียงแต่เอาพระเครื่องมาแขวนคอ มันก็คุ้มครองได้หมด, ไม่มีความทุกข์. นี่ความคิดของเรามันมีเพียงเท่านั้น คือ โง่, แล้วเราก็ไม่อาจจะรู้ว่า พระพุทธเจ้าคือใคร, แล้วพระพุทธรูปที่เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้านั้นคือใคร, ก็เราเอามาแขวนไว้เพราะว่ามีคนบอกว่าคุ้มครองได้, คุ้มครองได้; อย่างนี้ ยังเป็น สีลัพพตปรามาสอยู่. ฉะนั้นตลอดเวลาที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่ เราจะต้องมีความคิดนึกอย่างนี้, จะต้องรู้สึกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาจึงแขวนพระเครื่องกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง, จนกว่าเขาจะรู้ว่า พระเครื่องนี้คืออะไร พระพุทธเจ้าคืออะไร, แล้วปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วดับทุกข์ได้ นั้นแหละมันจึงจะพ้นจากสีลัพพตปรามาส.


เดี๋ยวนี้ก็ได้แต่ว่า เชื่อว่าปาฏิหาริย์ ฤทธิ์เดช บารมีอะไรของพระพุทธเจ้า ที่ใครเขาเสกเป่าไว้ในพระเครื่อง เอามาแขวนเข้าแล้วก็จะคุ้มครอง; อย่างนี้มันผิดจากความจริง, มันผิดจากเหตุผลแห่งความจริง, อย่างนี้ก็เรียกว่า มันลูบคลำความจริงผิดๆ, ทำความจริงให้เป็นของไม่จริงเพราะความเข้าใจผิด. นี้ต้องมีกันอยู่ทุกคน; เพราะฉะนั้นจึงต้องเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันไปก่อน. เราจะพูดว่าไสยศาสตร์นี้ต้องเก็บไว้ก่อน, เก็บไว้ให้คนปัญญาอ่อน ซึ่งมันมีอยู่มากในโลกยังเลิกไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังต้องพึ่งไสยศาสตร์อยู่ มันก็ยังเป็นสีลัพพตปรามาสอยู่. นี่เพราะสัญชาตญาณแห่งตัวตนมันมีอยู่, แล้วมันรู้เพียงเท่านั้น มันรู้มากกว่านั้นไม่ได้, มันก็คิดอย่างนั้นเพราะความรักตน, เพราะมันรักตน มันอยากให้ตนปลอดภัย นี่คนเราจึงมี สีลัพพตปรามาสกันอยู่ทั่วไป, ทำพิธีรีตองต่างๆ นานา; แม้จะเล่าเรียนศึกษากันมาอย่างไรก็ยังไม่พ้นที่จะเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีเหตุผล, ไม่เข้าถึงความจริงของสิ่งนั้นๆ แล้วก็ยอมรับเอาสิ่งนั้นเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผล, เพื่อเป็นที่พึ่งบ้าง, เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองบ้าง, เพื่อประโยชน์อย่างอื่นบ้าง ก็ตามใจเถอะ.


ถ้าไม่ทำด้วยเหตุผลที่แท้จริงของสิ่งนั้น เอาเข้ามาปฏิบัติอยู่ แล้วก็เป็นสีลัพพตปรามาส จึงเต็มไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง, ไม่ว่าคนไทยหรือคนฝรั่งหรือคนจีนคนแขก เขาก็มีไปตามแบบของเขา, เรียกว่า สีลัพพตปรามาส คือลูบคลำศีลและวัตร, นี่ใช้ภาษาศาสนาภาษาวัด ศีลคือข้อปฏิบัติในส่วนศีล, วัตรคือ ข้อปฏิบัติที่เป็นวัตรยิ่งขึ้นไป, ไม่รู้เหตุผลตามที่เป็นจริงของสิ่งนั้นๆ แล้วก็จับเอามาถือไว้ด้วยเหตุผลที่ผิดๆ คือไม่มีเหตุผลเอามาถือไว้ด้วยความโง่ของตนอย่างนั้น อย่างนั้น, นี้คือ สีลัพพตปรามาส อันนี้ก็ออกมาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, ยึดถือตัวตนเป็นหลัก ยึดถือความรู้สึกคิดนึกของตัวตนเป็นหลัก, มันก็เกิดขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า นี้ก็มาจากสัญชาตญาณ.


ทีนี้ สังโยชน์ที่ ๔ เรียกว่ากามราคะ คือ ยินดีในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่. นี่เด็กๆ มันก็ทำเป็นอะไรถูกใจ อะไรถูกใจ มันก็ต้องยินดีในสิ่งนั้น, แล้วสิ่งที่มาทำให้เกิดความยินดีมีมากขึ้นทุกที มากขึ้นทุกที สูงสุดและรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที จนถึงระดับสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า กามะ, กามะคือความใคร่ หรือวัตถุเป็นปัจจัยแก่ความใคร่, มันก็มีความยินดีอย่างแรงในสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น-เพิ่มขึ้น-เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ทารกเริ่มรู้สึกต่อเวทนา, รู้จักแยกแยะเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา 


มันก็มีความพอใจในส่วนที่เป็นสุขเวทนาที่น่าปรารถนา แล้วที่เป็นการขับกล่อม เลยความจำเป็นไปเป็นเรื่องของกิเลส, คือว่าเลยสิ่งที่จำเป็นของชีวิต กลายเป็นเรื่องของกิเลส.เช่นว่า อาหารอย่างนี้ ทีแรกมันก็กินแต่เพียงเป็นเพียงอาหาร, แต่ทีนี้มันมีการปรุงให้เอร็ดอร่อย ให้ยั่วยวนแก่การกิน เลยระดับของอาหาร มันก็กลายเป็นเหยื่อของกิเลส, ถ้าเรากินสิ่งที่กินเพียงเป็นอาหาร ไม่มีโทษ, แต่ถ้าเรากินเป็นเครื่องอร่อยแก่จิตใจแก่กิเลส นี้มันไม่ใช่อาหารแล้ว, มันกลายเป็นกามชนิดหนึ่งแล้ว, เรียกว่า กามได้เหมือนกัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกามได้ทั้งนั้น ถ้ามันถูกใจแก่กิเลส นี่เราก็มีความรู้สึกในสิ่งชนิดนี้มากขึ้นๆ เป็นนิสัย เรียกว่ากามราคะ ชอบเอร็ดอร่อย ซึ่งเป็นการบำรุงบำเรอในความหมายของกิเลส แทนที่จะเป็นความจำเป็นแก่ชีวิต.


ฉะนั้น ระวังให้ดี เรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องสัมผัส ผิวหนังอะไรก็ตามเหล่านี้ มันควรจะมีอยู่อย่างถูกต้องเท่าที่จำเป็น ที่จะต้องมี; ถ้ามีเลยนั้นก็เป็นเรื่องของกิเลสคือเป็นกาม ที่เป็นวัตถุ อยู่ข้างนอก เรียกว่า วัตถุกาม, ที่เป็นความรู้สึกรุนแรงอยู่ข้างใน เรียกว่า กิเลสกาม. วัตถุกามกับกิเลสกาม รวมกันนั่นแหละคือกาม ก็มีความยินดีในสิ่งที่เป็นกาม หรือเป็นปัจจัยแก่กาม มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนใหญ่จนโต มันก็ผูกพันกันไว้ให้ติดกันอยู่กับสิ่งนั้นๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหยื่อแก่กิเลส, ไม่ใช่เป็นอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิต.


รู้จักแยกแยะกันให้ดีๆ นะ เหยื่อของกิเลสกับอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้วมันจะเห็นได้ง่ายๆ ไม่ยากนัก; ที่มันทำให้อร่อยมากขึ้นไปเกินกว่าจำเป็น นั่นมันจะเป็นเหยื่อของกิเลส, ถ้าเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต ก็ยังคงเป็นอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิต ถ้าเป็นเหยื่อของกิเลส แล้วมันก็เป็นเรื่องเข้าไปในขอบเขตของความโง่ ซึ่งจะต้องใช้เงินมากจนเงินไม่พอใช้ นั่นเป็นเรื่องของกิเลส เป็นความหลอกลวงของกิเลส ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ถลำเข้าไปในขอบเขตของเหยื่อของกิเลสมากขึ้นๆ จนเป็นนิสัย.


จะเห็นได้ง่ายๆ ว่า กินเพื่ออร่อยนั้นแหละ มันจะเพื่อกิเลส, ถ้ากินเพื่ออยู่ได้พอสบาย นั่นแหละเป็นกินอาหาร, กินอาหารเพื่อพออยู่ได้ตามสบาย ชีวิตอยู่ได้ตามสบาย ถ้าเพื่อเอร็ดอร่อยเกินจำเป็น เป็นเรื่องของกิเลส, แล้วมันก็กลายเป็นเหยื่อของกิเลส. ระวังอย่าได้อยู่ด้วยเหยื่อของกิเลส, อยู่ด้วยอาหารเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต นี่ว่ากามราคะ ก็หมายความว่า พอใจกำหนัดยินดีในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความเอร็ดอร่อยแก่กิเลส ที่เรียกว่า กาม แล้วก็มีกันทุกคน.


มีเรื่องที่จะต้องพิจารณาดู อย่าเพ่อโกรธนะ ว่าสัตว์เดรัจฉานมันไม่เคยกินเพื่อเป็นเหยื่อของกิเลสนะ; แต่พวกเรานี่มันไปกินเพื่อเป็นเหยื่อของกิเลสแล้วแพงๆ ทั้งนั้นเลย, เปิดร้านอาหารโต้รุ่งเพื่อเอร็ดอร่อย อิ่มแล้วก็ยังจะกินใช่ไหม? ถ้ามันอร่อยน่ะอิ่มแล้วมันก็ยังอยากจะกินอยู่นั่นแหละ สัตว์เดรัจฉานทำไม่เป็นนะ, สัตว์เดรัจฉานกินอิ่มแล้วมันก็เลิกกันแหละ. นั่นแหละดูให้ดีๆ ว่าอย่าให้สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนโว้ย, มันไม่ตกไปในเหยื่อของกิเลสมากเหมือนคน. ถ้าถือข้อนี้ได้มันจะประหยัดเงินได้มากนะ มันจะมีความทุกข์น้อยลงกว่านี้มากนะ. นี่สังโยชน์ตัวที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ.


สังโยชน์ที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ- ความรู้สึกไม่ชอบใจ หงุดหงิด กระทบกระทั่งแห่งจิต จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ได้, หรือแม้แต่โกรธอยู่เล็กน้อย หงุดหงิด หงุดหงิดนิดๆ อยู่ในใจก็ได้ เรียกว่า ปฏิฆะทั้งนั้น แหละคือ ความโกรธ ทั้งนั้นแหละ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต คือจิตไม่ชอบใจ, จิตดิ้นรนด้วยสิ่งที่มากระทบกระทั่ง เรียกว่า ปฏิฆะ บางทีไม่มีเหตุผลอะไรก็เกิดปฏิฆะขึ้นมาได้ด้วยความคิดที่ผิดๆ ความจำแต่หนหลังนานแล้วก็เอามาคิดนึกให้จิตเกิดปฏิฆะ กระทบกระทั่งอย่างนี้ก็ได้. ที่เป็นปัญหาโดยมากมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของสัญญาในอดีต เอามาคิดให้กระทบกระทั่งในจิตใจ ให้มันมากกว่าที่จะมีเรื่องจริงเฉพาะหน้าเข้ามากระทบ, ถึงเรื่องจริงเข้ามาเฉพาะหน้ากระทบ มันก็เป็นปฏิฆะเหมือนกัน; แต่ดูมันจะหายไปเร็วกว่าที่ว่าจะไปเอาเรื่องเก่าๆ ในอดีตในความจำมาคิดมานึกแล้วเกิดปฏิฆะ. แล้วเราก็อยู่ด้วยความปฏิฆะ ไม่พอใจได้ง่าย, เดี๋ยวก็ด่าฝน, เดี๋ยวก็ด่าแดด, เดี๋ยวก็ด่าลม, เดี๋ยวก็ไม่พอใจอะไรๆ ที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องมาถูกต้อง; นี้มันปฏิฆะ อยู่ที่กรุงเทพฯ คงจะปฏิฆะด้วยยุงมากกว่าที่นี่, ไม่มีความปกติแห่งจิต มันปฏิฆะมันหงุดหงิด หงุดหงิด, ถ้ามีจิตใจสูงพอ มันก็ไม่ต้องเป็น


เดี๋ยวนี้มันมีความเห็นแก่ตน พอไม่ได้อย่างตนต้องการมันก็ปฏิฆะ, แล้วมันโกรธหรือปฏิฆะมากกว่าความเป็นจริง เรามักจะโกรธอะไรมากเกินกว่าความเป็นจริง; เช่น ยุงกัดนิดเดียวมันโกรธตั้ง ๑๐ เท่า ๑๐๐๐ เท่า เหมือนกับเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต นี่มันเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง มีการกระทบกระทั่งแห่งจิต เพราะมีสัญชาตญาณตัวตน ไม่อยากให้อะไรมาลบหลู่ ดูหมิ่นตน, ไม่อยากให้มากระทบกระทั่งตน, ไม่อยากให้มาทำความเจ็บปวด แม้แต่รำคาญให้แก่ตน; แมลงวันหรือแมลงหวี่มาตอมที่ตา ก็โมโหโทโสเป็นยักษ์เป็นมาร, ถึงขนาดเป็นยักษ์เป็นมารก็ได้นะ แมลงหวี่มาตอมที่ตา คิดดูให้ดีว่า ปฏิฆะนี่ก็ไม่ใช่ของเล่น มันเป็นของที่ทำลายความสงบสุขความเยือกเย็นแห่งจิต.


ทีนี้ สังโยชน์ ข้อที่ ๖ รูปราคะ. ข้อที่ ๗ อรูปราคะ เครือเดียวกัน กามราคะมันไปพอใจติดแน่นในวัตถุปัจจัยของกาม, นี้รูปราคะมันพอใจติดแน่นในรูปล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกาม, ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกทางกาม. ธรรมดาเขาอธิบายไว้ว่า ในพรหมโลก ที่เป็นรูปพรหม, ในเทวโลกที่เป็นกามาวจรมีกามารมณ์ มีอะไรนั้น ก็เรียกว่า กามโลก. ถ้าว่าในชั้นพรหมไม่มีกามอย่างนั้น มีแต่รูปบริสุทธิ์เรียกว่า รูปโลก, แล้วในพวกที่ไม่มีรูป เรียก อรูปพรหมนี้ก็อรูปโลก. แต่มันไกลตัวไป จะพูดอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน.


เราจะพูดใกล้ๆ ตัว ก็คือ กำหนัดพอใจยินดีในสิ่งที่เป็นรูป, แต่ไม่มีความหมายแห่งกาม คนที่เขาชอบใจของบางอย่าง, เช่นว่า ชอบเครื่องลายคราม ชอบเครื่องมือเครื่องใช้อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับกาม ไม่ได้เกี่ยวกับเพศ, ชอบเล่นต้นไม้ เล่นโกศล เล่นบอน นกเขา ปลากัด อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เรียกว่า เป็นพวกรูป ได้เหมือนกัน คือไม่มีเกี่ยวกับกาม, แล้วก็มีปัญหาได้มากเหมือนกัน, มันเป็นได้ถึงกับว่า บางคนรักนกเขายิ่งกว่าลูกกว่าเมีย, บางคนมันรักไก่ชนยิ่งกว่าลูกกว่าเมีย. 


นี่มันเป็นเรื่องไม่ใช่กามแต่มันบ้าถึงขนาดเดียวกันก็ได้, นี่เรียกว่า พวกรูปราคะ - กำหนัดยินดีในสิ่งที่เป็นรูปล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกาม ก็มีอยู่โดยมาก, โดยเฉพาะพวกสะสมของเล่น-สะสมของเล่นใครสะสมของเล่น มันตกอยู่ในข้อนี้


นี้ข้อถัดไป อรูปราคะ - สิ่งที่ไม่มีรูปเป็นนาม กำหนัดยินดี ที่จะเห็นได้ง่ายๆ ก็ยินดีในชื่อเสียง, ยินดีในเกียรติยศชื่อเสียง เป็นบ้าเป็นหลัง หลงใหลในเกียรติยศชื่อเสียง ไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายเลย, นี่ชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้นนี้ แม้แต่บุญกุศลเป็นต้นนี้ ไม่มีตัวตนที่เป็นรูป จัดเป็นพวกอรูป ก็เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีด้วยราคะได้เหมือนกัน จึงเรียกว่า อรูปราคะ, ใครมันบ้าชื่อเสียง บ้าเกียรติ บ้าอะไรจนตัวตายก็ไม่ว่า, นี่คือพวกอรูปราคะ พวกเรานักเรียนก็คงจะมี จะไปหาชื่อเสียงให้แก่ทีมฟุตบอล หรือหาชื่อเสียงให้ทีมอะไรต่างๆ ซึ่งมันเป็นเพียงอรูป ก็กำหนัดพอใจยินดีอย่างยิ่งเหมือนกัน กับเรื่องกามก็ได้ นี่เรียกอรูปราคะ.


กามราคะก็ดี รูปราคะก็ดี อรูปราคะก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้ มาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน สำหรับจะไปรักใคร่ยึดถือยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยอำนาจความโง่ คืออวิชชา ราคะความยินดีต้องมาจากอวิชชา คือความโง่; ถ้าไม่มีความโง่ไม่มีอวิชชา มันก็เป็นเพียงความต้องการหรือความประสงค์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีโทษไม่มีความเลวร้ายอะไร. แต่ถ้ามันต้องการด้วยอวิชชา คือความโง่แล้ว มันก็เป็นกิเลสหมด.


นี่เรียกว่า รู้จักแยกกันเสียบ้าง กำหนัดยินดีด้วยกิเลส ด้วยอวิชชา ด้วยโมหะ มากจนถึงเรียกว่า ราคะ; แต่ถ้าว่า รักธรรมะถึงขนาดนั้น เรียกว่า ธรรมราคะ ก็เคยมี; แต่เป็นคำที่ไม่ใช่ใช้ประจำ เป็นคำพิเศษใช้ในบางครั้ง บางกรณี เรียกว่า ธรรมราคะ. ถ้าเป็นธรรมราคะที่ถูกต้องก็ไม่มีโทษอะไร, แม้จะมีคำว่าราคะๆ ต่อท้าย.


เดี๋ยวนี้เรามีกามราคะ-กำหนัดยินดีในกาม, รูปราคะ-กำหนัดยินดีในสิ่งที่มีรูป แม้ไม่เกี่ยวกับกาม, แล้วกำหนัดยินดีในสิ่งที่ไม่มีรูปแม้ไม่เกี่ยวกับกาม สามราคะนี้ทำไปด้วยอวิชชา ดูให้ดีนะว่า ยินดีในกามก็ได้, ยินดีในสิ่งรูปล้วนๆ เช่นของเล่นเป็นต้นก็ได้, ยินดีในเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ได้ เป็นอรูป มาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, อยากจะให้มีสิ่งสนับสนุนบำรุงบำเรอ อยากมีไว้อวดเป็นต้น มาจากสัญชาตญาณ


สังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ มานะ มานะมาอีกแล้ว เมื่อตะกี้พูดไปทีหนึ่งแล้ว เรื่องมานะ, มาตอนนี้อีกทีมาเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ ความสำคัญมั่นหมายแห่งตัวกูว่าดีกว่า ว่าเสมอกัน ว่าเลวกว่า นี่พูดแล้ว ไม่ต้องพูด เมื่อตะกี้พูดไปหยกๆ มันก็มีปัญหาแก่จิตใจ เกิดความสำคัญมั่นหมายอย่างนั้นขึ้นมา ก็มีความดิ้นรนทุรนทุรายในความหมายใดความหมายหนึ่งแน่นอนละ สำคัญว่าดีกว่าเขา ก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง, สำคัญว่าเสมอกับเขา ก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง, สำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องผูกให้ติดอยู่กับความทุกข์อย่างนี้ นี่เรียกว่ามานะ. เป็นเครื่องผูกข้อที่ ๘ มาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, แล้วมันมีสัญชาตญาณแห่งการที่จะยกหูชูหาง คือสัญชาตญาณแห่งการอวดตน มีอาการจะยกหูชูหางมันจึงเป็นปัญหา


ทีนี้ สังโยชน์ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ - ความที่จิตฟุ้งขึ้น ฟุ้งซ่านอย่างเลวร้าย ฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านอย่างคนฟุ้งซ่านนั้นก็เรียกว่า อุทธัจจะ แต่เดี๋ยวนี้ ฟุ้งซ่านเพียงว่า จิตหวั่นไหวแม้นิดเดียว, แม้นิดเดียว ก็เรียกว่า อุทธัจจะ คือจิตไม่ปกติ จิตพลุ่ง จิตรู้สึกขึ้นมา เป็นความหวั่นไหวผิดจากปกติ. ยกตัวอย่างว่า เหมือนอย่างว่าบุรุษไปรษณีย์ เขาถือจดหมายเดินเข้ามาจะส่งให้เรา พอเข้ามาในบ้าน จิตของเราก็เป็นอุทธัจจะ เพราะหยุดไม่ได้, ยิ่งบุรุษถือโทรเลขเข้ามาในบ้าน จิตก็เป็นอุทธัจจะ ไม่รู้จะเรื่องดีเรื่องร้ายอะไร. นี้คือว่า จิตมันผิดจากปกติแล้วก็เรียกว่า อุทธัจจะ พลุ่งขึ้นมา ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นธรรมดา แล้วมีมากเรื่องมากราว ได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม จิตมันผิดจากปกติ สงบอยู่อย่างเดิมไม่ได้ เพราะเป็นปุถุชน มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน ระแวงอยู่ซึ่งประโยชน์แห่งตน หรือว่าความได้ ความเสียของตน; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่กำลังแข่งขัน เล่นการพนันมีการแข่งขันอะไรกันอยู่ เช่นเล่นการพนันเป็นต้น จิตจะมีอุทธัจจะตลอดเวลา เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันอาจจะเป็นสุขสำหรับคนโง่ ที่นั่งเล่นไพ่ได้จนสว่าง, หรือว่าตีปิงปอง แทงบิลเลียดได้จนสว่าง มันอาจจะเป็นของคนโง่พอใจ. แต่ที่จริง มันเป็นความไม่สงบของจิตเรียกว่า อุทธัจจะ.


ทีนี้อันสุดท้าย สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อันสุดท้าย เรียกว่า อวิชชา คำนี้ ตัวหนังสือแปลว่า ไม่มีความรู้ คือไม่มีวิชชานั่นแหละเรียกอวิชชา. แต่ว่า คำว่า วิชชาๆ นี้ เขาหมายความเฉพาะความรู้ที่ถูกต้อง, ที่ใช้ประโยชน์ได้ ที่ดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่า วิชชา, ทีนี้มันไม่มีวิชชา อันนี้มันจึงเป็นอวิชชา, แม้จะมีความรู้มาก แต่มันไม่มีประโยชน์ ไม่ดับทุกข์ได้ ก็ไม่เรียกว่า มีวิชชา, ถ้าไม่มีความรู้ที่จะดับทุกข์ได้ แล้วก็ไม่เรียกว่ามีวิชชา ยังมีค่าเท่ากับอวิชชาอยู่. เขาจะไปเรียนเรื่องต่างๆ ได้ปริญญา มาไม่รู้กี่สิบปริญญาแต่ไม่มีเรื่องดับทุกข์เลย ในทางธรรมะไม่เรียกว่าวิชชา, ต่อเมื่อมันมีส่วนแห่งการดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าวิชชา. นี่คือสัญชาตญาณเดิมแท้ ที่ไม่ได้ประกอบมาด้วยวิชชา, มันประกอบมาด้วยความไม่มีวิชชา มันจึงเอียงไปเป็นกิเลส แต่พอสัญชาตญาณอันนี้แหละ ความรู้มีลักษณะรู้ อาการแห่งความรู้ อบรมให้เจริญทำให้ดีให้มาก จนมีความรู้ที่มีประโยชน์ที่ดับทุกข์ได้เกิดขึ้น จึงเรียกว่า มีวิชชา เลยรอดตัว. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนี้ไม่รู้เรื่องนี้, เราก็มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา.


ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษาหมาหางด้วน มันรู้มาก รู้มาก รู้มาก แต่เรื่องหนังสือกับวิชาชีพ, แต่ไม่มีความรู้เสียเลย ว่าจะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร ฉะนั้นการศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบไปด้วยวิชชาที่ดับทุกข์ได้, มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ, พอเผลอเข้า ควบคุมไม่ได้, อันนั้นเกิดเป็นพิษขึ้นมา, เกิดปัญหาเกิดความทุกข์อะไรขึ้นมา เพราะวิชชาชนิดนั้น ไม่ควบคุมความโลภได้, ไม่ควบคุมความโกรธได้, ไม่ควบคุมความหลงได้; นี้เราไม่เรียกว่าวิชชา, มีค่าเท่ากับอวิชชา. 


ตลอดเวลาที่เรายังไม่มีวิชชา เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจสัญชาตญาณที่ปราศจากวิชชา, สัญชาตญาณเดิมๆ มีตัวตนแล้วก็เห็นแก่ตัวตน ยิ่งเห็นแก่ตัวตนก็ยิ่งไม่มีวิชชา ยิ่งมีอวิชชา อวิชชามาจากสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตนที่ไม่ได้รับการอบรม.


เป็นอันว่า สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ที่แสนจะร้ายกาจนี้ มันมาจากสัญชาตญาณ โดยเฉพาะสัญชาตญาณที่ยังไม่ได้รับการอบรม เป็นมาตามลำพังสัญชาตญาณ ที่ปราศจากวิชชาก็เท่ากับมีอวิชชาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์. 


กิเลสทั้งหลายเป็นอย่างนี้, นี้เฉพาะกิเลสที่ละเอียดที่ประณีตที่เป็นปัญหา เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ ประการ; ถ้าละได้ก็เป็นพระอรหันต์, ละได้บางส่วนก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นรองๆ ลงมา, ละไม่ได้เลยก็เป็นปุถุชนเต็มขั้น, หรือว่าถ้ามันไปส่งเสริมให้งอกงามไปทางโน้น ก็เป็นปุถุชนเกินขั้น มันจะบ้า แล้วมันจะเป็นสัตว์นรกไม่ทันรู้ตัว; ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณเลย.


ที่มา : http://www.buddhadasa.com/dhamanukom/166sungyot1.html


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 9 ก.ย. 2554 (08:11)

"คิดเท่าไรๆก็ไม่รู้   ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้   แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้"


ข้อธรรม คำสอน ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 27 ธ.ค. 2554 (04:08)


วิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น และสบายขึ้น


เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดู เห็นมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมด เคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที...ปรากฏว่า รื้อ ค้น ได้เสื้อ กางเกง เสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้น เมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้วมีความรู้สึกว่าตู้เสื้อผ้าโล่งขึ้น ตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือ การทำให้ชีวิตโล่ง และเบาขึ้นนั่นเอง วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และเบาขึ้น เช่น

1. เก็บของที่ไม่ใช้เลิกใช้เอาไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน เช่น เสื้อผ้ารองเท้าเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย

2. ลดงานที่เครียดๆลงบ้าง เช่น งานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขัน และหวังผลสูง ถ้าเลือกได้ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้ บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอ สารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม!

3. เลือกไปงานที่สำคัญ และควรจะต้องไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย

4. อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรม หรือข่าวเครียดๆที่ซ้ำกันทุกวัน

5. เลิกดูรายการทีวีที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆที่ซ้ำๆกันทุกวัน เช่น รายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกันพูดแข่งพูดแซวกัน 2-3 คน ดูไปฟังไป แทนที่จะสบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อยิ่งขึ้นด้วย
6. อย่ารับปาก หรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ ด้วยความเกรงใจเลย หัดปฏิเสธแบบสุภาพให้เป็น

7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมาก มันจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่น และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลงก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วย เมื่อเวลาผ่านไป เราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับ และรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

8. หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอน และความยุ่งยากใจ เวลาจะต้องทำอะไร หรือไปไหนได้มากขึ้น

9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศชื่อเสียง ลงบ้าง จะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตีตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลา จนลืมสร้างมิตร และไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร

10. ถ้าจะรักใครสักคนอย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิต และอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆเขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ

11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมงล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด

ลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่ง และเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆไม่คับแคบ หรือรัดรึงอึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้น จนคุณแปลกใจตัวเอง

ที่มา : ศ.ดร.นพ.วิทยานาควัชระ

ใครมีวิธีทำให้ ใจของเรา เบา โล่ง สบายขึ้น ก็มาร่วมกันบอกคนที่นี่..
ที่ "วิชาการ.คอม" ด้วยนะ..ครับ


สวัสดีปีใหม่ครับ


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 3 เม.ย. 2555 (08:27)

วิธีการคำนวนแสงสีออร่าขั้นพื้นฐาน



นำวัน เดือน ปี ค.ศ. ที่เกิดมาบวกกัน ปีนี้ต้องเป็นปี ค.ศ. เท่านั้น 
ถ้าคุณไม่ทราบว่าคุณเกิด ปี ค.ศ. เท่าไร ก็ให้เอา ๕๔๓ ไปลบออก 
จากปี พ.ศ. ที่คุณเกิด จะได้ปี ค.ศ. ที่คุณต้องการ 


เช่น พ.ศ. ๒๕๑๔ เอา ๕๔๓ ไปลบออก จะได้ปี ค.ศ. ๑๙๗๑
สมมุติว่า คุณเกิดวันที่ ๒๙ เดือน มีนาคม ค.ศ. ๑๙๗๑
ก็เอาตัวเลขทั้งหมดมาบวกรวมกัน ให้ได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขตัวเดียวดังนี้
(เอาเลขวันเกิด + เดือนเกิด = ได้จำนวนเท่าไร ) + ( ปีที่เกิด ค.ศ. )
( ๒๙+๓ = ๓๒) + ( ๑๙๗๑) = ๒๐๐๓


นำตัวเลขดังกล่าว มาบวกกันทั้งหมด ( ๒+๐+๐ +๓ ) = ๕
ดังนั้นสีพื้นฐานออร่า เป็นเลข ๕ สีน้ำเงิน นำมาเปรียบเทียบกับแสงสีออร่าข้างล่างนี้


ความหมายสีของออร่า


๑. สีแดง สีแห่งศักยภาพ ความเป็นผู้นำ มีความกระตือรือร้น เต็มไปด้วยพลังงาน มีความกระฉับกระเฉง มีเสน่ห์สามารถพูดจาโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้ดี มีความสนุกสนานโอบอ้อมอารี กล้าหาญ ทะเยอทะยาน มองโลกในแง่ดี ชอบการแข่งขัน เป็นสีซึ่งนำมาซึ่งความสำเร็จ คุณควรหาอะไรทำท้ายความสามารถ ต้องพิจารณาให้ได้ตาม ความเหมาะสม

- ข้อเสีย มักจะขี้กังวล ตื่นตระหนก และอาจหลงตัวเอง รวมทั้งอาจจะบ้างานจนเครียด ควรจะหาเวลา พักผ่อนคลายครียด


๒. สีสัม ,สีแสด สีแห่งศักยภาพ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี คุณเป็นคนอบอุ่น น่าคบหาสมาคม เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ชอบเป็นที่ปรึกษาให้ใครต่อใคร ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ มีจิตใจเป็นสมถะ ชอบปิดทองหลังพระคุณควรคบกับคนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเปรียบคุณ 

- ข้อเสีย ขี้เกียจ ใจน้อย มักถูกคนเอาเปรียบ


๓. สีเหลือง สีแห่งศักยภาพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฉลาด คุณเป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้น อยู่เสมอเข้าสังคมง่าย ปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน มีพรสวรรค์ด้านการพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครูเซลล์แมน นักการฑูต ที่ปรึกษา หรืองาน อาชีพที่ต้องใช้การพูดเป็นหลัก เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว


- ข้อเสีย จับจด ขี้อาย โกหกเก่ง


๔. สีเขียว สีแห่งศักยภาพ สีเขียวเป็นสีแห่งการรักษาโรค เป็นคนรักสงบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจดี มีพลังจิตไว้วางใจได้ คุณอาจจะมีลักษณะภายนอกหงิม ๆ หรือเรียบง่าย แต่ส่วนลึกๆ เป็นคนดื้อเงียบ คุณเป็นพวกนักเอาเบาสู้


- ข้อเสีย ดื้อรั้น ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 


๕. สีน้ำเงิน สีแห่งศักยภาพ สามารถทำได้ทุกอย่าง คุณเป็นพวกมองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปบ้างแต่ยังยิ้มสู้เสมอ แสงสีออร่าของคุณจึงกว้างและสว่างไสวเสมอ ทำให้กระชุ่มกระชวย ดูอ่อนกว่าวัย คุณมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ปากกับใจตรงกัน รักการผจญภัย มีความคิดสร้างสรรค์ และมีจินตนาการชอบพบปะผู้คนและสนใจการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีพรสวรรค์หลายๆ ด้าน


- ข้อเสีย ชอบทำงานหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันจึงกลายเป็นคนจับจดทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างเดียว นอกจากนั้นยังเป็นพวกชีพจรรองเท้า และขาดความอดทนด้วย


๖. สีคราม สีแห่งศักยภาพ มีความรับผิดชอบสูง คุณชอบงานด้านสังคมสงเคราะห์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชอบรับผิดชอบงานด้านจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ไม่เห็นแก่ตัว


- ข้อเสีย เป็นคนปฏิเสธใครไม่เป็น ควรหาเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง มีมาตรฐานการทำงานสูง จึงหมัก หงุดหงิดกับอะไรๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานของตนเอง


๗. สีม่วง สีแห่งศักยภาพ ฉลาดล้ำลึก และสันโดษ คุณมีจิตใจละเอียดอ่อน สนใจในศาสตร์ลึบลับ จนบางครั้งดู เหมือนเป็นคนลึกลับ คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ รักสันโดษจนดูเหมือนจะเข้ากับใครไม่ได้ 


- ข้อเสีย มักดูถูกความคิดผู้อื่น และเก็บความรู้สึกส่วนตัวมากเกินไป


๘. สีชมพู สีแห่งศักยภาพ นักบริหาร นักธุรกิจ คุณมีความตั้งใจจริง แต่ค่อนข้างดื้อรั้น วางมาตรฐานตัวเองไว้สูงมีความเด็ดเดี่ยว และมุ่งมั่นที่จะให้บรรลุเป้าหมายและความสำเร็จ อาชีพของคุณจึงต้องเกี่ยวกับการบริหารและความรับผิดชอบ ในส่วนลึกเป็นคนโรแมนติค และอ่อนน้อมถ่อมตน รักความสงบมีเมตตา ในขณะเดียวกันจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ยอมท้อถอย ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก


- ข้อเสีย มุ่งงานมากเกินไปจนเกิดความเครียด ควรหางานอดิเรก คลายเครียดบ้าง


๙. สีเหลืองทอง สีแห่งศักยภาพ นักสังคมสงเคราะห์ คุณเป็นคนอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นทั้งนักปราชญ์และเป็นคนมีคุณธรรมเต็มเปี่ยม คุณเป็นคนมีความสุขมากที่สุด เมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นคนมีความสุขและมองโลกในแง่ดี 


หมายเหตุ ข้าพเจ้าไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมแสงสีออร่าที่ ๑๐ จึงไม่มีคำตอบ จากการค้นคว้า หาความรู้ ข้าพเจ้าจึงขออนุญาต ( ยกเว้นสีที่ ๑๐ ไว้จากข้อมูลอ้างอิง การคำนวนของแสงสีออร่า )


๑๑. สีเงิน สีแห่งศักยภาพ นักอุดมคติ มีประสาทสัมผัสที่ ๖ มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน เต็มไปด้วยความคิด แปลกใหม่ ชอบฝันหวาน แต่คุณมักจะฝันมากกว่าลงมือทำจริงๆ เป็นคนซื่อสัตย์ มีความเชื่อมั่นในตัวเองมองโลกในแง่ดี ถ้าคุณมุมานะสร้างความฝันให้เป็นจริง คุณจะไปได้ไกลมากทีเดียว


- ข้อเสีย เกียจคร้าน และบางครั้งเครียดจนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ควรหาเวลาพักผ่อน ฝึกสมาธิ หรือโยคะ


๑๒. สีทอง สีแห่งศักยภาพ ไม่จำกัดขอบเขต คุณสามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กๆ คุณจะประสบ ผลสำเร็จเกือบทุกเรื่อง เป็นคนมีเสน่ห์ สามารถทำงานและไม่ย่อท้อ มีเป้าหมายในการทำงานที่แน่นอนมีอุดมคติ และมีความสามารถสูง มีความเป็นผู้นำและสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้


อนึ่ง วิธีการคำนวน แสงสีออร่าพื้นฐานนี้ ไม่ได้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอจะเชื่อได้พอสมควร แสงสีของออร่านั้น นอกจากมองด้วยตาเปล่าแล้ว ยังสามารถมองด้วยจิต สีที่ปรากฎมักจะแสดงถึงโรค หรือปัญหาการรักษาโรคด้วยวิธีการสัมผัสแสง เวลาสัมผัสจะมีทั้งสีและภาพปรากฎขึ้น สีและภาพนี้แม้ผู้สัมผัสผู้ทำการรักษาจะเห็นแสง แต่ผู้ถูกรักษาอาจจะไม่เห็นแสงเพราะต้องอาศัยพลังจิตหรือญานเท่านั้น ดังนั้นผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้บอกอาการ และวิธีรักษา ปัจจุบันนี้ก็มีแพทย์ทางเลือกใหม่ทางด้านพลังจิตเพื่อใช้การรักษาโรค กับผู้ที่ต้องการรักษากับท่านเหล่านั้น เป็นต้น


ที่มา : http://board.palungjit.com/f132/แสงสีที่มาแห่งการปฏิบัติธรรม-283665.html


ผมเกิดวันที่ 14 มิถุนายน 1960 จะได้รู้จักกันมากขึ้น..ครับ {#emotions_dlg.d1}


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 19 เม.ย. 2555 (07:35)

พลอยประจำราศีเกิด


ราศีมังกร


ราศีมังกร (14 ม.ค. – 13 ก.พ.)


อัญมณีประจำราศีคือ โกเมนสีแดง ซึ่งจะมีพลังช่วยเสริมดวงให้มีความแข็งกล้ามากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มบารมีให้มีความสุขุมมากขึ้น สีสันของอัญมณี ที่เหมาะกับคนราศีมังกรคือ สีขาว สีเหลือง และสีเหลืองอ่อน

ด้านความรัก
คนรักมักจะเป็นผู้ที่เกิดราศีพฤษภ ซึ่งคนราศีมังกรจะเป็นคนที่มีความรักซ่อนเร้น คือถ้ามีความรักก็ไม่ค่อยจะบอกให้ใครรู้ จนบางครั้งอาจกลายเป็นว่ารักเขาข้างเดียว ความรักอาจมีอุปสรรค และมีกระทบกระทั่งกันบ้าง หรืออาจจะถึงขั้นรุนแรงก็เป็นได้

ฐานะทางการเงิน
ชาวราศีมังกรสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ประเภทแรกจะเป็นคนปราดเปรียว มีความมั่นใจ หาเงินได้คล่อง แต่ว่าหัวสูง ถึงแม้จะหาเงินได้เก่ง แต่ไม่รู้จักใช้ก็อาจจะสิ้นเนื้อประดาตัวได้เหมือนกัน ส่วนอีกประเภทหนึ่งจะเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ชอบสุรุ่ยสุร่าย และใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล ซึ่งรับรองได้ว่าไม่ไม่วันขัดสนแน่นอน

งานที่เหมาะสม
ชาวราศีมังกรเป็นคนชอบเข้าสังคม แต่ไม่ชอบให้ใครมาวางท่าเป็นเจ้านาย ชอบการเมืองที่มีเรื่องวุ่นๆ อยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นงานที่เหมาะน่าจะเป็นการ ประกอบธุรกิจส่วนตัวจะดีกว่า และเชื่อว่าถ้าลงทุนอะไรไปแล้วไม่สูญเปล่าแน่นอน

เรื่องของสุขภาพ
ชาวราศีมังกรควรต้องระวังเกี่ยวกับโรคทางผิวหนังให้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นแผลที่เกิดขึ้นตามตัว หรือสิวบนใบหน้าก็ตาม ควรระวัง และรักษาความสะอาดให้ดี มิฉะนั้นแผล หรือสิวนี้ก็จะสามารถลุกลามได้


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 19 เม.ย. 2555 (07:43)


ราศีกุมภ์ (14 ก.พ. – 13 มี.ค.)

อัญมณีประจำราศีคือ แอเมทีสต์ ซึ่งจะช่วยเสริมสติปัญญาให้มีความฉลาดปราดเปรื่อง มีความคิดที่สร้างสรรค์ และช่วยปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากอบายมุขทั้งหลายที่เข้ามายั่วยุ สีสันของอัญมณี ที่เหมาะกับคนราศีกุมภ์คือ สีเทา

ด้านความรัก
คนรักมักจะเป็นผู้ที่เกิดราศีเมถุน ซึ่งคนราศีกุมภ์จะไม่ค่อยให้ความจริงจังในเรื่องของความรัก เป็นคนชอบใช้ความรักฟุ่มเฟือย ไม่ยอมที่จะให้ใครมาผูกมัดได้ง่ายๆ โดยจะคิดว่าถ้ามีครอบครัวจะทำให้ตัวเองต้องรับภาระหนักขึ้น คนราศีนี้จึงชอบที่จะใช้ชีวิตที่ตะรอนไปตามความสุขความสนุกไปวันๆ

ฐานะทางการเงิน
ชาวราศีกุมภ์ไม่ค่อยจะแคร่กับความยากจน เป็นคนที่ไม่สนใจในเรื่องเงินๆ ทองๆ มากนัก เพราะถือว่าการทำมาหาเลี้ยงชีพ การใช้จ่าย การครองชีพ และการออมทรัพย์ ไม่เห็นจะต้องไปเคร่งครัดอะไรให้มาก ความปรารถนาในชีวิตของคนราศีนี้คือ ทำตัวเองให้มีความสุข ก็พอใจแล้ว

งานที่เหมาะสม
ชาวราศีกุมภ์เป็นคนที่มีความจำดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะฉะนั้นงานที่เหมาะก็น่าจะเป็นพวกนักแสดง นักดนตรี ศิลปิน หรือนักสังคมสงเคราะห์ หรืออาจจะเป็นงานที่ใกล้น้ำ หรืองานที่ทำไม่เป็นเวลาประจำก็ได้ แต่งานเหล่านี้ก็หาได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าหาได้ก็มีความสุขไม่เบาทีเดียว

เรื่องของสุขภาพ
ชาวราศีกุมภ์จะเป็นคนที่รักษาตัวเองได้ดี คงไม่มีปัญหาในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยสักเท่าไร การออกกำลังกายเป็นประจำจะมีประโยชน์อย่างมาก หมั่นเดิน และขยับตัวบ่อยๆ เพื่อให้ข้อเท้าได้มีการเคลื่อนไหว และต้องระวังในเรื่องของระบบประสาท ซึ่งถ้ามีอาการตื่นเต้น หรือตกใจมากๆ จะทำให้กระทบกระเทือนถึงระบบประสาท และหัวใจได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องระวังตัวเอง และทำจิตใจให้เข็มแข็งเข้าไว้


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 19 เม.ย. 2555 (08:07)


ราศีมีน (14 มี.ค. – 13 เม.ย.)

อัญมณีประจำราศีคือ อะความารีน และบลัดสโตน ซึ่งจะมีพลังของความอ่อนโยนสดใส ทำให้มีความอดทน มองโลกในแง่ดี และช่วยเสริมดวงให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ใสสะอาดปราศจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง สีสันของอัญมณี ที่เหมาะกับคนราศีมีนคือ สีขาว

ด้านความรัก
คนรักมักจะเป็นผู้ที่เกิดราศีกรกฎ ซึ่งคนราศีมีนมักจะมีจินตนาการถึงเรื่องความรักในแบบที่เลิศหรูไปหมด มองเพียงว่าความรักจะมีแต่ความสุขเท่านั้น ไม่คิดถึงอุปสรรคใดๆ ความรักจึงมักไม่สมหวัง และมักจะไม่ได้แต่งงานกับคนที่รัก

ฐานะทางการเงิน
ชาวราศีมีนจะเป็นคนที่มีการศึกษาดี มีสมอง ชอบใช้สมองมากกว่าใช้แรงงาน ถ้าได้ทำอะไรเกี่ยวกับการเงินแล้ว มักจะไม่ชอบทำคนเดียวต้องให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ หลักทรัพย์ที่ถาวรมักจะเป็นในรูปของอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน หรืออาคารบ้านเรือน ซึ่งจะเก็บรักษาได้นานกว่า เพราะฉะนั้นคนราศีนี้จึงชอบเก็บของมากกว่าเงิน แต่ก็มีเงินเก็บอยู่มากทีเดียว

งานที่เหมาะสม
ชาวราศีมีนควรจะหางานประเภทที่มีอะไรน่าตื่นเต้น หรืองานที่มีแสงสีแวบวับมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นงานตามสถานีวิทยุโทรทัศน์ หรืออาจจะเป็นดีเจตามผับ ตามบาร์ก็น่าจะดี รับรองว่าถ้าได้ทำรุ่งแน่นอน

เรื่องของสุขภาพ
ชาวราศีมีนอาจมีอาการเจ็บป่วยอยู่บ้าง สุขภาพอ่อนแอ พยายามออกกำลังกายให้มากๆ ไม่ควรใช้ยาบำรุงกำลัง เพราะจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรทำอะไรให้พอดี อย่ามาก หรือน้อยเกินไป เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะสามารถสู้กับสิ่งต่างๆ ได้แล้ว


myschool
ร่วมแบ่งปัน947 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที