คำทำนาย : คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน?



ดาวน์โหลดได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ. (MySelf.pdf ขนาดไฟล์ 130.6KB)


http://xy1rka.bay.livefilestore.com/y1pn0w6OeupspO1X8GEg3T1Ww1m0fElHSMrTYTh6MeqGJH0C-RZxgt9jqQJlV2IuUwUzmitaHPXSRU/MySelf.pdf?download








ความคิดเห็นที่ 43

สวัสดีชาวโลก
2 เม.ย. 2552 17:11
  1. ขอบคุณมากเลยครับ แต่มันเยอะเกินไป อ่านไม่ไหว




ความคิดเห็นที่ 28

PT_PUMb*
9 มี.ค. 2552 22:52
  1. เรื่องที่เอามาโพสน่าสนใจดีน่ะครับ คุณ มาย สคูล




ความคิดเห็นที่ 47

satan_lucus
4 พ.ค. 2552 16:18
  1. สุดยอด แวะเข้ามาอ่านแล้วชอบจริงๆ


    แต่ไม่ได้อ่านหมดหรอกนะ ไม่ไหวๆ




ความคิดเห็นที่ 25

miiw_evill
5 มี.ค. 2552 20:04
  1. ชอบจังเลย

    ขอบคุณนะ ได้อะไรกลับไปคิดหลายอย่างเลย




ความคิดเห็นที่ 40

ศรีปิงเวียง vcharkarn veditor
26 มี.ค. 2552 08:41
  1. สวัสดีครับ
    รู้สึกว่าจะไม่ได้มีแค่คำทำนายเท่านั้น
    มีเรื่องทางจิตวิทยาด้วย




ความคิดเห็นที่ 31

myschool
13 มี.ค. 2552 06:26
  1. เรื่องเล่าดีดีที่อยากบอกต่อ 


    ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน


    แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ


    ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี


    วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน


    จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง


    พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง


    โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน


    "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด


    ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน


    พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า


    "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"


    พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น


    ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า


    "ผมขโมยเองครับ"


    ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง


    พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด


    จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย


    พ่อนั่งลงบนเก้าอี้


    และด่าว่าน้องชายของฉัน


    " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีกแกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"


    คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้


    หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด


    แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย


    กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก


    น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า


    " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"


    ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้


    ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ


    หลายปีผ่านไป


    แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง


    ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย


    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...




    เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น


    เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน


    ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย


    ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน


    คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน


    ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 


    "ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"


    แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า


    "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"


    ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า


    "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"


    พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่


    "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"


    คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ


    ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน


    ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ


    ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า


    " ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"


    แต่ในขณะเดียวกัน


    ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้


    ใครจะรู้ได้ .......




    วันต่อมาในตอนเช้ามืด


    น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น


    และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว


    ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน


    ขณะฉันกำลังหลับ


    "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....


    ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"


    ฉันนั่งอยู่บนเตียง


    อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......


    ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป


    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....


    ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน


    รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น


    กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......


    ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3


    วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก


    เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า 


    "มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"


    ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???


    ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่


    ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...


    ฉันถามเขาว่า


    "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"


    น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า


    "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"


    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง


    และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ


    " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"


    จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง


    เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า


    "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"


    ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด


    ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน


    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .


     


    วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก


    ฉันสังเกตเห็นว่า


    หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว


    เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก


    หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า


    "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก


    เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"


    แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า 


    "แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ "


    ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา


    ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ


    ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"


    ฉันถาม


    "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."


    น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด


    เพราะฉันหันหน้าหนีเขา


    น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง


    "เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"


    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...




    หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง


    หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...


    แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ


    ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง


    แต่เมื่อออกไปแล้ว


    ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี


    จึงได้ย้าย ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม


    น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...


    เขาบอกกับฉันว่า


    "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"


    สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว


    เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...


    แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้


    เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา


    วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล


    และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด


    เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล


    ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล


    น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา


    ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า


    "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา ! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"


    คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด


    ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา


    "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"


    น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....


    ฉันบอกกับน้องว่า


    "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."


    "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"


    น้องชายของฉันจับมือฉันไว้


    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...




    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี


    เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน


    ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า


    "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"


    น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....


    และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้


    "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"


    เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว


    สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน


    คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ....... 


    "ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"


    ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้


    น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...


    จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ


    วันในชีวิตของคุณและเขา


    คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ


    แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง


    .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ


    พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน


    หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม 


     


    จบบริบูรณ์....


     


    ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนได และในเครือกว่า 20 บริษัท


    ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า


    "ซัมซุง"


     


    ที่มา : (http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=smarttec&date=19-11-2007&group=18&gblog=1 )




    ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากขึ้น

     




ความคิดเห็นที่ 37

myschool
21 มี.ค. 2552 09:02
  1. ทำนาย : นิสัยเสียตามวันเกิด




    ราศีเมษ (21 มี.ค.-20 เม.ย.)


    แม้จะเป็นชาวราศีที่น่าตื่นเต้นชวนสนใจกว่าใคร แต่ก็ใจร้อนใจเร็ว ไม่อดทน อยู่สงบๆ ไม่เป็น สะเพร่า บุ่มบ่าม เจ้าโทโส เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก หัวดื้อ ตลบตะแลง ชอบบงการและเพียบพูนด้วยตัณหา ความทะยานอยาก


    ราศีพฤษภ (21 เม.ย.-21 พ.ค.)


    ข้อเด่น คือเป็นคนหน้าตาดีเอามากๆ แต่ก็ดื้อหัวชนฝาทีเดียวเชียว นิยมวัตถุ ขี้อิจฉา เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบทำเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตามใจตัวเอง ดันทุรัง ชอบโต้แย้งเป็นที่สุด


    ราศีมิถุน (22 พ.ค.-21 มิ.ย.)


    ถึงจะเป็นคนที่สนุกสนานรื่นเริงเป็นสองเท่าเมื่อคบหา แต่ส่วนเสียประจำราศีนี้ก็คือ เหลาะแหละ โลเล ขี้เบื่อ กวนประสาท อยู่ไม่สุข ช่างกังวลและเครียดง่าย ชอบสอดรู้สอดเห็น ชอบยักย้ายเปลี่ยนแปลง และมักพาลหาเรื่องทะเลาะวิวาท


    ราศีกรกฎ (22 มิ.ย.-23 ก.ค.)


    เป็นชาวราศีที่น่ารักมีน้ำใจกว่าใครอื่น ทว่า ข้อเสียคือชอบผัดวันประกันพรุ่ง ขี้ระแวง นึกถึงแต่ตัวเอง หงุดหงิดง่าย ทำอะไรไม่เรียบร้อย อยากได้โน่นนี่ ไม่ตรงไปตรงมา ขุ่นใจเป็นประจำ หวั่นไหวง่าย ถ้าเป็นหญิงก็มักน้ำตาหยดทุกบ่อยเพราะอารมณ์กระฉูดอยู่ซำเหมอ


    ราศีสิงห์ (24 ก.ค.-23 ส.ค.)


    ชาวสิงห์เกิดมาเป็นนักปกครอง จึงมักหยิ่ง ยโส โอหัง เชื่อมั่นตัวเองจนล้นเกิน มีความทะเยอทะยานสูง ชอบคุยโว ชอบวางมาด ขี้อิจฉา เจ้าทิฏฐิ เจ้าเล่ห์ ชอบควบคุม อวดดี ชอบก้าวก่ายแทรกแซง และครบเครื่องเรื่องตัณหาทั้ง โลภะ ราคะ โทสะ และโมหะ


    ราศีกันย์ (24 ส.ค.-23 ก.ย.)


    เป็นชาวราศีที่สุดเซ็กซี่ แต่ก็สามารถครองตำแหน่งจอมจู้จี้ จุกจิก ชอบติ ชอบบ่น เจ้าทุกข์ ช่างวิตกกังวล โลเล ชอบอวดรู้ ชอบโต้แย้ง และ...อาจสำส่อน


    ราศีตุล (24 ก.ย.-23 ต.ค.)


    ชาวราศีนี้สุดฟู่ฟ่าก็จริง หากชอบหนีปัญหา ไม่ยอมตัดสินใจไม่ว่าเรื่องอะไร ชอบนินทา เป็นนักยักย้ายเปลี่ยนแปลง ถูกชักจูงง่าย ถูกหลอกก็ง่าย ชอบเหมางาน เจ้าชู้ เอาแต่ใจตัวเอง ทนการวิจารณ์ติติงไม่ได้เลย


    ราศีพิจิก (24 ต.ค.-22 พ.ย.)


    มีลับลมคมนัย คิดมาก ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่ายและรุนแรง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ดื้อรั้น ขี้โมโห ขี้อิจฉา ชอบเรียกร้องคนอื่น เจ้าคิดเจ้าแค้น แล้วก็เป็นอีกราศีที่บริบูรณ์ด้วยตัณหานานา


    ราศีธนู (23 พ.ย.-21 ธ.ค.)


    เป็นพวกมองโลกในแง่ดีอย่างหลับหูหลับตา อยู่นิ่งไม่ได้ ไม่มีไหวพริบ ชอบเป็นเผด็จการ ไม่ยอมใคร เชื่อมั่นตนเองจนล้นเกิน ชอบเรียกร้องคนอื่น ทื่อมะลื่อ ขวานผ่าซาก ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่สนใจใคร และไม่รับผิดชอบ แต่น่าแปลกที่ใครๆ กลับมารุมตอมชาวราศีนี้กัน


    ราศีมังกร (22 ธ.ค.-20 ม.ค.)


    เอาใจยาก ช่างติ ขี้ระแวง ทะเยอทะยานสูง หัวรั้น เข้มงวด ช่างวิตกกังวล มักเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ชอบไต่เต้าแสวงหาตำแหน่งหรือสถานภาพสูงๆ ไม่เคยพึงพอใจอะไรเลย


    ราศีกุมภ์ (21 ม.ค.-19 ก.พ.)


    ชาวราศีนี้แม้ดูสมบูรณ์แบบไปหมด แต่เป็นพวกไร้อารมณ์ ไม่มีไหวพริบ ชอบมีความลับ เย็นชา ไม่อ่อนไหว ดันทุรัง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ต่อต้านสังคม เดาใจยาก มักมีอะไรประหลาดๆ หรือ ทำอะไรพิลึกพิลั่น


    ราศีมีน (20 ก.พ.-20 มี.ค.)


    นี่ก็เป็นอีกราศีที่ชอบหลบเลี่ยงปัญหา ชอบมีลับลมคมใน และทำตัวเป็นปริศนา ใจลอยเป็นที่หนึ่ง จะพูดจะทำอะไรก็คลุมๆ เครือๆ ไม่ชัดเจน ขี้เกียจหลุดโลก ลังเล อ่อนไหวเกินเหตุ ถูกหลอก หรือถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรได้ง่าย เพราะอย่างนี้หรือเปล่าไม่รู้ เลยมีข้อเด่นคือ เป็นชาวราศีที่ป๊อบปิวล่า คนชอบคบหาเป็นที่สุด 


     


    ที่มา : ( http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=testboard&No=219 )


     




ความคิดเห็นที่ 36

myschool
20 มี.ค. 2552 06:32
  1.  


    วิธีทำให้เพื่อนเกลียด


    1.คุณชอบคิดว่า คุณเหนือกว่าเพื่อนคนอื่นในทุกๆเรื่อง
    2.คุณชอบทำให้ตัวคุณเองมีอะไรที่เหนือกว่าเพื่อนของคุณ
    3.เวลาเพื่อนๆซื้อของมาใหม่ ในอีกไม่กี่วัน คุณก็จะมีเหมือนพวกเค้า
    4.คุณชอบคิดว่าไม่มีใครดีเกินกว่าคุณและคุณยังเป็นคนที่ชอบเยาะเย้นถากถางผู้อื่น
    5.คุณเป็นคนที่ชอบทำตามผู้อื่น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
    6.คุณมีคนมาชอบ และคุณก็มีความรู้สึกชอบเค้าเหมือนกันอาจจะนิดหน่อย แต่คุณก็จะปฏิเสธตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้อื่น
    7.คุณเป็นคนที่ชอบอวด เวลามีอะไรที่ซื้อหรือได้มาใหม่คุณก็มักจะนำไปอวดให้เพื่อนๆของคุณดูเสมอ หนำซ้ำบางครั้งคุณยังพูดเกินราคาจริง
    8.คุณมักพูดดูถูกคนที่เพื่อนของคุณปิ้งเสมอ
    9.คุณเป็นคนที่ชอบทำตัวอ่อนแอ ขี้โรค มีอะไรนิดๆหน่อยๆก็จะเป็นลมหรือแสดงท่าทีว่าฉันไม่ไหวแล้วนะ
    10.คุณเป็นคนที่ไม่รักษาน้ำใจเพื่อน เช่นเพื่อนซื้อของขวัญให้แต่คุณกลับวางทิ้งๆขว้างๆเหมือนของไร้ค่า
    11.คุณทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ มักจะต้องมีคนอื่นมาช่วยคุณทำเสมอ
    12.เวลาทำงานเป็นกลุ่ม คุณมักจะนินทาข้อเสียของกลุ่มอื่น
    13.คุณเห็นคนอื่นมีแต่ข้อเสีย แต่คุณไม่เคยมองดูมาที่ตัวเองเลย
    14.คุณชอบพูดเรื่องซ้ำๆเดิมๆให้เพื่อนของคุณฟังทุกวัน
    15.เมื่อคุณไม่พอใจใคร หรือ สิ่งใดคุณจะแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางอย่างเห็นได้ชัด
    16.คุณมักปฎิเสธความรู้สึกของตนเองทั้งๆที่การกระทำของคุณมันบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคุณชอบหรือไม่ชอบ
    17.คุณเป็นคนที่กลัวอะไรไปหมดทุกอย่าง กลัวดำ กลัวแดด กลัวเลอะ กลัวสกปรก และอีกมากมาย
    18.คุณเป็นคนที่คิดว่าตนเองมีความรู้รอบตัวมากกว่าคนอื่น แต่ความจริงแล้วโม้ซะมากกว่า
    19.คุณเป็นคนที่สนใจแต่ตนเองและไม่ใส่ใจในคนรอบข้าง


     


    ที่มา : ( http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=52&post_id=229685 )


     




ความคิดเห็นที่ 45

myschool
22 เม.ย. 2552 07:49



ความคิดเห็นที่ 46

myschool
4 พ.ค. 2552 06:24
  1. รู้จักฟังคนอื่นบ้าง

    สิ่งจำเป็นในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อยู่ร่วมกับผู้อื่น�
    และชีวิตการทำงานในอนาคต


    เคยไหม...
    ... เซ็งสุดๆ คู่สนทนาของเราจ้อไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ไม่เว้นวรรคฟังคนอื่นพูดบ้าง คราวหน้าต้องคอยหลบยายนี่ให้ดี


    ... จะบ้าตาย เจ้านายเอาแต่สั่งๆๆๆ เพื่อนร่วมงานก็นึกว่าข้าแน่คนเดียว ไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่นเลย แล้วไงล่ะ... ทีมงานลาออกเป็นแถว


    ... กรี๊ด !! พ่อตัวดีที่บ้านสาธยายแต่ความคิดของตัว คนอื่นพูดอะไรผิดหมด ทนไม่ได้เมื่อไหร่ บ้านแตกแน่


    ... โอ๊ย ปวดเฮด !! เจ้าตัวแสบไม่เคยฟังแม่พูดจบประโยค เดินหนีท่าเดียว แล้วยังงี้จะสั่งสอนอะไรกันได้ละเนี่ย แหม... ไอ้การหยุดฟังคนอื่นบ้างนี่มันยากเย็นนักหรือไง
    แน่นอนว่าเป็นใครถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมอึดอัดคับข้องใจ เพราะเราทุกคนต่างอยากให้คนอื่นรับฟังเราบ้างทั้งนั้น


    แต่ก็น่าแปลกว่าหาคนที่ชอบรับฟังคนอื่นได้ยากเต็มที แม้แต่คนใกล้ชิดกัน ที่กลายเป็นคน“ใกล้ตัวที่ไม่รู้ใจ”�ไปซะนี่


    ”การรู้จักรับฟังคนอื่น”�เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น นับตั้งแต่ในบ้าน สามี-ภรรยา จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างราบรื่นผาสุกหากรู้จักรับฟังซึ่งกันและกัน ในที่ทำงาน เจ้านายรับฟังความคิดเห็นลูกน้อง ก็จะได้งานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนร่วมงานรับฟังซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นทีมเวิร์กที่ดี ด็กรับฟังผู้ใหญ่ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ผู้ใหญ่รับฟังเด็ก ก็จะไม่เกิดช่องว่างระหว่างวัย


    การรู้จักรับฟังคนอื่นทำให้คนเราอยู่ร่วมกันในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างดี เพราะ...


    การรู้จักฟังผู้อื่น...


    • เป็นการแสดงว่าเราเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น



    • เป็นการเรียนรู้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างหลากหลายที่มีในสังคม ได้มากกว่าคนที่ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น



    • เป็นการลดความขัดแย้งในหมู่คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลาย



    • เป็นส่วนหนึ่งของทักษะในการแก้ปัญหา คนที่รู้จักรับฟังผู้อื่นจะไม่หุนหันพลันแล่นในการแก้ปัญหา หรือด่วนสรุปตัดสินคน ตัดสินปัญหาด้วยลำพังความคิดของตัวเอง



    • เป็นลักษณะของคนใจกว้าง ซึ่งมักเป็นคำใช้คู่กันว่า “เป็นคนใจกว้างรับฟังผู้อื่น”



    • เป็นการแสดงวุฒิภาวะของคนคนนั้นด้วย



    แต่ต้องขอบอกว่า การรู้จักรับฟังผู้อื่นเป็นเรื่องยาก แม้แต่ผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ยังทำใจรับฟังคนที่คิดแตกต่างจากตัวเองได้ยาก


    ”การรู้จักฟัง” เป็นทักษะที่ต้องฝึกหัด และควรฝึกตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เด็กที่รู้จักฟังจะปรับตัวกับชีวิตในโรงเรียนได้ไม่ยาก จะเรียนรู้ได้ดี ไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสร้างความรำคาญใจให้เพื่อนๆ และคุณครู



    ฝึกลูกให้รู้จักฟัง


    • ไม่มีเทคนิคการสอนใดจะได้ผลเท่าพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่าง ถ้าในบ้านมีบรรยากาศของการับฟังซึ่งกันและกัน พ่อแม่รับฟังซึ่งกันและกัน พ่อแม่รับฟังลูก ไม่เพียงจะสร้างบรรยากาศสงบสุขและความสัมพันธ์ที่ดีในบ้าน เด็กๆ ยังได้เรียนรู้คุณค่าของการรับฟังผู้อื่น



    • ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การรับฟังผู้อื่นไม่ใช่แค่นิ่งฟัง หรือปล่อยให้อีกฝ่ายจ้อไปเรื่อยๆ แต่เป็นการตั้งใจฟัง และทำความเข้าใจอีกฝ่าย มีการถามกลับในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด วิธีนี้เราสามารถฝึกลูกในชีวิตประจำวันได้ทุกวัย โดยชวนลูกพูดคุยเรื่องต่างๆ เช่น “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” ตั้งใจฟังเขาเล่า อาจจะถามกลับถึงความรู้สึกของเขา เมื่อเขาทะเลาะกับเพื่อน ถูกคุณครูว่า ฯลฯ



    • ในการรับฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียน เราจะได้รู้ว่าลูกรับฟังคนอื่นหรือไม่ เช่น เมื่อลูกโกรธกับเพื่อน ลูกอาจบอกว่า “ตอนกลางวันวันนี้แน็ตเขาไม่ช่วยหนูทำงานกลุ่มเลยเอาแต่นอนหลับ” “เขาอาจจะไม่สบายก็ได้นะลูก หนูถามเขารึเปล่า” “ไม่ได้ถามค่ะ จริงด้วยเห็นเขาบ่นว่าปวดหัว แต่หนูมัวแต่โมโหก็เลยไม่ได้ฟังเขา”



    • สอนลูกให้ “ฟังให้เป็น” คือฟังแล้วเข้าใจ จับประเด็นได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อสารคืออะไร ไม่เช่นนั้น ลูกจะฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ลองอ่านเรื่องสนุกๆ ให้ลูกฟัง แล้วซักถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน หรือเวลานั่งข่าวทางทีวีด้วยกัน ทำเป็นไม่ทันฟัง แล้วให้ลูกเล่าให้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหน ใครทำอะไร อย่างไร คือใช้คำถาม What Where When Why Who กับลูก การ “ฟังเป็น” จะช่วยให้ลูกเข้าใจในเรื่องที่เรียนในชั้นเรียนดีขึ้นด้วย



    • สอนให้ลูกจับความรู้สึกและความต้องการของคู่สนทนา บางทีภายใต้อารมณ์และท่าทีที่เกรี้ยวกราดของผู้พูด ไม่ใช่ความเกลียดชังเสมอไป อาจมีความหวังดีด้วยซ้ำไป ถ้าเราตั้งใจฟังและจับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูดได้ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น



    • ถ้าอยากให้ลูกรู้จักฟังเราบ้าง พ่อแม่ต้องรู้จักฟังลูกก่อนว่าเขารู้สึกนึกคิดกับเรื่องต่างๆ อย่างไร เช่น กฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ตั้งขึ้น เรื่องเส้นทางการเรียน เรื่องที่เราเป็นห่วง เช่น การคบเพื่อน แม้สิ่งที่ลูกพูดให้ฟังจะไม่ถูกใจเรานัก ก็อย่าเพิ่งแย้ง ให้เขาอธิบายเหตุผลของเขา (ซึ่งแน่นอนว่าจะแตกต่างกับเหตุผลของพ่อแม่หน้ามือเป็นหลังมือ) พยายามเปิดใจกว้างกับมุมมอง ที่เราอาจเห็นว่าอ่อนประสบการณ์ เมื่อพ่อแม่รู้จักฟังลูก บ่อยเข้า ลูกจะเรียนรู้เองว่า คนเราต้องรับฟังซึ่งกันและกัน



    ที่จริงจะว่าไปแล้ว สอนเด็กให้รู้จักฟังผู้ใหญ่ไม่ยากเท่าไร แต่ทำยังไงให้ “ผู้ใหญ่” รู้จักฟังเด็กบ้างนี่สิ... บอกได้คำเดียวว่า�“ยิ่งแก่ยิ่งดัดยาก”�ค่ะ







ความคิดเห็นที่ 19

myschool
1 มี.ค. 2552 06:50
  1. คำทำนายจุดแข็ง-จุดอ่อนตามราศีเกิดของคุณ


    ราศีมังกร (22 ธันวาคม – 19 มกราคม)


    จุดแข็ง


    1.อ่านคนเก่ง มีลางสังหรณ์แม่นยำ
    2.วางตัวดี ยากที่ใครอ่านออก
    3.มีอารมณ์ขัน มีวาทศิลป์
    4..มีความนอบน้อมถ่อมเคารพผู้อาวุโส
    5.มีความซื่อตรงและยุติธรรม
    6.รอบคอบ ละเอียดอ่อน
    7.ใจบุญสุนทาน มีความรอบรู้ รักพ่อแม่พี่น้องมาก
    8.เข้มแข็งแกร่งกล้า แม้จะเป็นคนอ่อนไหวง่าย


    จุดอ่อน


    1.เจ็บปวดง่าย ยากจะลืมเลือนหรือให้อภัยคนที่ทำร้ายตน
    2.ชอบผูกมิตรกับคนแต่ไม่ชอบคบใครจริงจัง
    3.ชอบแสดงความสดใสร่าเริง ทั้งที่ในใจรู้สึกโดดเดี่ยว
    4.ทนไม่ได้กับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการดูถูก
    5.ยึดมั่นในหน้าที่ จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบที่ปารถนา
    6.ใช้จ่ายเงินเก่ง
    7.เชื่อว่าตนเองถูกเสมอ


     


    ราศีกุมภ์ (20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์)


    จุดแข็ง


    1.มีความเป็นเพื่

    อนให้ทุกคนอย่างไม่เลือก
    2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคง
    3.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เคยดับมอด
    4..เด็ดเดี่ยว ไม่ท้อแท้
    5.กล้าได้กล้าเสีย แก้ปัญหาเก่ง ไม่ตื่นตกใจง่าย
    6.รู้จักกาลเทศะ
    7.สร้างจุดสนใจได้ดีเสมอ สร้างความประทับใจให้กับทุกคน
    8.สุขุมเยือกเย็น ไม่เคยทำอะไรสะเพร่า


    จุดอ่อน


    1.ต่อต้านกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง จนบางครั้งก้าวร้าว
    2.ไม่ลงให้ใครง่ายๆ
    3.ไม่แสดงความคิดเห็นของตน แต่เก็บเกี่ยวความคิดของผู้อื่น
    4.ชอบเสี่ยง ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจเลย
    5.ไม่ทนกับคนที่ตนคิดว่าไรสาระ
    6.ไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์ แม้แต่จะทำสิ่งที่ดีๆให้กับคนที่ตนรัก
    7.คาดหวังสูงกับความเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง
    8.ชอบคิด ชอบวางแผน แต่ไม่ชอบลงมือทำ


     


    ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม)


    จุดแข็ง


    1.สามารถดึงเอาความเพ้อฝันมาใช้สร้างสรรค์ได้
    2.ปรับตัวได้ดี รู้จักรอมชอม แม้จะฝืนใจตนเองบ้าง
    3.วางตัวดี รู้จักพูดจา เป็นผู้ฟังที่ดี
    4.ยินดีให้ความร่วมมือกับผู้อื่นแม้จะไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม
    5..ไม่เรียกร้องความโดดเด่น ไม่ยึดติดว่าตนต้องเป็นผู้นำ
    6.มีความอดทน มีศักยภาพที่ไขว้คว้าความสำเร็จ
    7.ฉลาดและรู้จักใช้โอกาส


    จุดอ่อน


    1.อารมณ์เปราะบาง
    2.สับสนและเครียดได้สูงเพียงเพราะอารมณ์อ่อนไหวของตน
    3.ไม่กล้าทำในสิ่งที่ลึกๆปรารถนา
    4.ชอบหลอกตัวเองไม่ยอมรับความจริง
    5.พอใจที่จะอยู่ในโลกแห่งจินตนาการมากกว่าโลกแห่งความจริง
    6.ชอบหนีปัญหาของตนเอง ทั้งที่สามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาของผู้อื่นได้
    7.ไม่ชอบงานหนักหรือภาวะที่บังคับให้ต้องรับผิดชอบสูง
    8.ขาดมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับชีวิต


     


    ราศีเมษ (21 มีนาคม – 19 เมษายน)


    จุดแข็ง


    1.มีกำลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอยง่ายๆ
    2.มีน้ำใจไมตรีต่อคนรอบข้าง
    3.รู้จักสร้างความสดชื่นรื่นรมย์อยู่เสมอ
    4.เป็นผู้นำที่ดี มีความยุติธรรมและซื่อตรงสูง
    5.มีความคิดริเริ่มรักอิสระ
    6.วางจุดหมายของตัวเองไว้ทุกระยะ
    7.สนใจใฝ่รู้ มุ่งไปที่ความสำเร็จมากกว่าเงิน
    8.กล้าสู้ปัญหา ยอมรับความกดดันได้ดี


    จุดอ่อน


    1.เชื่อแต่ความคิดและมุมมองของตนเอง
    2.หลงตนเองต้องการเป็นหนึ่งเสมอ
    3.อยากควบคุมความคิดคนอื่น เผด็จการพอตัว
    4.บางครั้งก้าวร้าวและไม่ใคร่ตรองให้ลึกซึ้ง
    5.อ่านคนไม่เก่ง แต่ชอบแข่งขันและชอบเอาชนะ
    6.กลังคนไม่ยอมรับ
    7.เก็บเงินไม่เก่ง
    8.ไม่ค่อยอดทนไม่ชอบอยู่กับความซ้ำซากเป็นเวลานาน


     


    ราศีพฤษภ (20 เมษายน – 20 พฤษภาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีความบากบั่นสูง ยากที่จะยอมแพ้หรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเอง
    2.เป็นคนมีจิตใจดี ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่คนอื่นเสมอ
    3.เป็นคนจริงใจ รักมั่นคง รักครอบครัวรักเพื่อน อย่างแท้จริง
    4.สามารถเก็บความรู้สึกเกรี้ยวกราดไว้ได้ ยากที่จะแสดงออกว่าไม่พอใจใคร
    5.สามารถจัดการชีวิตให้มีระเบียบวินัยอย่างพอเหมาะ
    6.เป็นคนมีเหตุผล พูดจริง ทำจริง และไม่ไข่คว้าในสิ่งที่เกินตัว
    7.มักไตร่ตรองให้รอบครอบอยู่เสมอ
    8.เป็นคนสุภาพนอบน้อม ไม่ใจร้อนวู่วาม


    จุดอ่อน


    1.คิดและทำอะไรช้า
    2.อยากทำตามความคิดตนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงเพราะฟังคนอื่น
    3.โกธรได้ง่าย แต่หายยาก
    4.ยอมทุ่มเทเงินทองให้กับสิ่งที่ชอบ
    5.เจ้าระเบียบ ไม่ชอบให้ใครยุ่งกับคนของตน
    6.ไม่ชอบที่จะให้เพื่อนพ้อง พี่น้องชื่นชมใครไปกว่าตน


     


    ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน)


    จุดแข็ง


    1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ
    2.ช่างคิด ช่างสังเกต
    3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง
    4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
    5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน
    6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
    7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้
    8..เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา


    จุดอ่อน


    1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น
    2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน
    3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน
    4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ
    5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ
    6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง
    7.ขาดพลังในการควบคุมตน


     


    ราศีกรกฎ (21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนมีจิตใจดี ไม่เคยคิดเบียดเบียนทำร้ายใคร
    2.สนใจเรื่องแสวงหาความมั่นคงในชีวิตความสำเร็จและความก้าวหน้ามากกว่าปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ
    3.รักบ้าน รักครอบครัว รักเพื่อน
    4.มีความจำดี มีความรับผิดชอบสูง
    5.ขยันขันแข็ง ไม่เหลวไหล
    6.ยอมรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง
    7.ยืดหยัดตามลำพังได้ด้วยตัวของตัวเองหากต้องเผชิญกับปัญหา
    8.มีความละเมียดละไม ใฝ่หาความสุนทรีในชีวิต


    จุดอ่อน


    1.อ่อนไหวเกินไป เจ็บปวดง่าย เจ้าอารมณ์
    2.ขาดเหตุผลเข้มงวดกับคนใกล้ตัวเกินไป
    3.ช่างหวาดระแวงและวิตกกังวลเกินควร
    4.บางครั้งก้าวร้าวเพราะยึดมั่นในความคิดของตนเกินไป
    5.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทั้งที่ไม่คิดจะทำร้ายใครเลย
    6.ไม่มีความกล้าได้กล้าเสี่ยงเท่าใด
    7.มักมองโลกในแง่ร้ายและตัดสินใจเรื่องราวในแง่ลบเสมอ


     


    ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจ
    2.ไม่ดึงตัวเองลงไปในความเครียด รู้จักสร้างความรื่นรมย์ให้ตนเองและคนรอบข้าง
    3.เป็นคนที่มีระเบียบในการใช้ชีวิต
    4.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
    5.มีความมั่นอกมั่นใจและเป็นตัวเองสูง
    6.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าพูดกล้าทำ กล้าเสี่ยง
    7.ไม่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง
    8.ไม่ยอมล้มเหลวหรือพ่ายแพ้


    จุดอ่อน


    1.บางครั้งทระนงจนไม่ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
    2.ชอบให้ทุกคนยกย่อง เอาอกเอาใจ ต้องการการยอมรับมากไป
    3.ให้ความสำคัญกับการเที่ยวเตร่มากกว่าการมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง
    4.การเลือกคบคมมากเกินไปจนดูเหมือนดูถูกคนที่ต้อยต่ำกว่า
    5.ชอบโอ้อวดและหน้าใหญ่ในบางครั้ง
    6.วู่วามใจร้อนไร้เหตุผล
    7.มักเห็นแก่ความต้องการของตนเป็นใหญ่เสมอ
    8.กล้าคิดกล้าตัดสินใจแต่ขาดความรอบครอบ


     


    ราศีกันย์ (23 สิงหาคม – 22 กันยายน)


    จุดแข็ง


    1.ซื่อสัตย์ภัคดี มีความตั้งใจจริงไม่เอาเปรียบใคร
    2.มีความรับผิดชอบสูง ความตั้งใจสูง
    3.ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักออมเงิน
    4..เก่งกาจในการติดต่อสื่อสาร การคิด การวิเคราะห์และการเก็บรายละเอียด
    5.สามารถปรับตัวได้ไม่เบื่อหน่ายมีความอดทนสูง
    6.เก่งด้านการจัดการ มีมาตรฐานในชีวิต
    7.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน


    จุดอ่อน


    1.ไม่เชื่อถือและไม่วางใจใครเหมือนกับที่คนอื่นวางใจตน
    2.เข้มงวด เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้
    3.มีความบากบั่นสูงแต่บางครั้งก็ดันทุรังโดยไร้เหตุผล
    4.ด้วยความสามารถในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้บ่อยครั้งช่างตำหนิติเตียนผู้คน
    5.มักมีลับลมคมนัยเก็บความรู้สึกและความคิดที่แท้จริงของตนไว้ไม่แสดงออกมา
    6.มักหวังสิ่งตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
    7.เป็นคนเอาใจยาก


     


    ราศีตุลย์ (23 กันยายน – 22 ตุลาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตของตนเอง รู้จักวางเป้าหมายและวางแผนอยุ่เสมอ
    2.ดูแลชีวิตตนเองให้มีความสุขเสมอ
    3.มีวาทศิลป์ มีคารมคมคาย รู้จักการเจรจาต่อรองได้เยี่ยม
    4.ไม่ทำตัวขวางโลก
    5.มีความเป็นผู้นำ
    6.อ่อนโยน แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น
    7.มนุษย์พันธ์ดีเยี่ยม ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง


    จุดอ่อน


    1.การตัดสินใจไม่เด็ดขาดเพราะมักเกิดการโลเล ไม่มั่นใจในตนเอง
    2.ปรารถนาความเป็นหนึ่งมากจนเกินไป บางครั้งอาจผิดหวังและอิจฉาผู้อื่นได้
    3.บางครั้งสุขุมเกินไปจนดูเหมือนเป็นคนเฉื่อยช้า
    4.ยึดถือความถูกต้องเป็นใหญ่จนไม่ประนีประนอมให้เกิดความยืดหยุ่นบาง
    5.มีความอ่อนไหวน้อยใจมากพอๆกับความยโส


     


    ราศีพิจิก (23 ตุลาคม – 21 พฤษจิกายน)


    จุดแข็ง


    1.เป็นคนมีระเบียบวินัยและวางมาตรฐานให้กับชีวิตของตนอย่างเคร่งครัด
    2.ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของตนเอง
    3.มีความทรงจำเยี่ยม มีสมาธิดี มีความรับผิดชอบ
    4.มีน้ำใจไมตรี ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการประจบ
    5.เป็นคมมีไหวพริบ
    6.รู้จักใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด
    7.มีจุดยืนและเป้าหมายเด่นชัด


    จุดอ่อน


    1.ค่อนข้างเข้มงวดกับตนเองและคนอื่นมากไป
    2.บางครั้งดูหมิ่นผู้อื่นอยู่ในใจและยากที่จะไว้ใจใคร
    3.โมโหร้าย หวาดระแวง ยากที่จะประนีประนอม
    4.แม้จะไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ก็มักจะตอบโต้ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงอย่างจริงจัง
    5.สามารถที่จะลืมความอ่อนโยนกลายเป็นคนก้าวร้าวได้ถ้าไม่พอใจ


     


    ราศีธนู (22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)


    จุดแข็ง


    1.มีแนวคิดที่ชัดเจน มีหลักปรัชญาในการดูแลชีวิต
    2.มีอารมณ์ขันเสมอ ไม่เครียดง่าย
    3.ปรับตัวได้ดีมองการณ์ไกล
    4.กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่เสมอ
    5.เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น
    6.ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง


    จุดอ่อน


    1.เก่งหลายอย่างแต่ไม่มุ่งมั่นซะอย่าง
    2.มักเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นจนท้อ
    3.ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่เก่งเรื่องวางแผน
    4.เก็บเงินไม่เก่ง
    5.ทนไม่ได้หากถูกมองว่าไม่ชื้อ จะก้าวร้าวถ้าไม่ได้ดั่งใจ
    6.บางครั้งใจแคบ ไม่รู้จักกาลเทศะ
    7.ไว้ใจคนง่าย ชอบโต้คารม ชอบอวดความคิดตน
    8.แม้ปัญญาดีแต่ขาดไหวพริบ


     


    ที่มา : ( http://board.narak.com/topic_light.php?No=300545 )




ความคิดเห็นที่ 21

myschool
2 มี.ค. 2552 06:50




  1. สุดยอด
    Animation
    เรื่อง "ปีศาจที่ชื่อว่าทุกข์"
    โดย Tanes Tanakijudomchai (littlebigstep@hotmail.com)


    (คลิกที่ภาพหรือลิงค์ด้านล่างครับ)
    http://www.youtube.com/watch?v=xbfLCsFbLNk&eurl=http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7557851/A7557851.html&feature=player_embedded



    ข้อคิดดีๆที่จะทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น




ความคิดเห็นที่ 51

myschool
10 มิ.ย. 2552 05:46
  1. การจัดการกับอารมณ์โกรธ


    เรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งทำร้ายร่างกายทั้งผู้อื่นและตนเอง ไปจนถึงการมุ่งร้ายทำลายชีวิตกันในสังคมทุกวันนี้ มักจะมาจากสภาพอารมณ์ที่เรียกว่า " โทสะ" หรือ " อารมณ์โกรธ " ของมนุษย์เรานั่นเอง ความโกรธเป็นหนึ่งในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับทุกคน คนธรรมดาเราสามรถรู้สึกได้เมื่อเกิดอารมณ์โกรธ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะในร่างกายหลายๆ อย่าง เช่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว กล้ามเนื้อตึงเครียด เนื้อตัวสั่น ปั่นป่วนในท้อง ร่างกายเหมือนมีแรงส่งที่สูงขึ้น และพร้อมจะพุ่งพลังออกไป บางคนเปรียบว่า ความโกรธเสมือนหนึ่งเรากำไฟไว้ในมือ คนที่ " เจ้าโทสะ" มักจะทำให้คนอื่นรู้สึกร้อนไม่อยากอยู่ใกล้


    เมื่อมีเรื่องไม่ถูกใจ ความโกรธก็มักเผาลนคำพูดให้เชือดเฉือนผู้อื่น หรือแสดงการกระทำที่ก้าวร้าวรุกราน ทำให้มีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะความรู้สึกไม่เป็นมิตร มักขาดความระมัดระวังและตัดสินใจผิดพลาดก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย ความโกรธที่เรื้อรังยังเป็นเหตุของปัญหาสุขภาพอาทิ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระเพาะ และอาการปวดศีรษะเป็นประจำ�


    สาเหตุของอารมณ์โกรธ ที่พบได้บ่อยได้แก่


    1. ความคับข้องใจที่ไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ดังใจ
    2. ความรำคาญ หงุดหงิด จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ
    3. ความรู้สึกไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน
    4. การถูกรบกวนความเป็นส่วนตัว
    5. ความเสียใจ ความกลัวที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธ
    6. ความผิดหวัง ความรู้สึกว่าตนเองโชคร้าย ประสบเคราะห์กรรมหรือเผชิญความสูญเสีย
    7. การถูกคุกคาม รู้สึกถูกเหยียดหยาม ดูหมิ่น ความอิจฉาริษยาผู้อื่น ฯลฯ


    ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจก่อพฤติกรรมรุนแรง โดยความโกรธนั้นอาจพุ่งเข้าหาตนเองด้วย การทำร้ายตนเอง หรือพุ่งไปสู่คนอื่นก็ได้�


    วิธีหาทางออกให้กับอารมณ์โกรธ


    1. ยอมรับว่ากำลังรู้สึกโกรธ พิจารณาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือละอายที่รู้สึกโกรธ
    2. พิจารณาสาเหตุของความโกรธ ที่เกิดขึ้นโดยไม่เข้าข้างหรือตำหนิตนเองเกินเหตุ
    3. พยายามเปิดความคิดให้กว้างและยืดหยุ่น
    4. ตัดสินใจทำการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แล้วลองปฎิบัติ


    ขั้นตอนที่ควรใช้เพื่อควบคุมอารมณ์


    1. ตั้งสติให้มั่นคง ทำใจให้สงบ ระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่านก่อนทำความตกลง หรือลงมือทำอะไร เพราะอาจตัดสินใจผิดพลาด หากเจรจาหรือแก้ปัญหาขณะที่กำลังมีอารมณ์ ถามตนเองว่า " กำลังต้องการเอาชนะ " หรือ " ต้องการแก้ปัญหา " ถ้าคำตอบคือ การเอาชนะ ให้หยุดการเจรจาไว้ แล้วหาทางระงับอารมณ์ และความคิดเอาชนะให้ได้ก่อน เพราะไม่มีทางที่คุณจะเอาชนะได้อย่างสันติ�


    2. แสดงความรู้สึกและความต้องการของตนเองด้วยท่าทีไม่ก้าวร้าว ไม่ข่มขู่ หรือละเมิดสิทธิของคนอื่น�


    3. หาทางระบายความโกรธออก ถ้าหากคุณไม่สามารถจัดการกับความโกรธของตนเองได้ อย่าอายที่จะพูดคุยความรู้สึกของคุณกับคนที่ใกล้ชิดและเข้าใจ�


    4. หากทำใจเล่าให้คนอื่นฟังไม่ได้ อาจใช้วิธีเขียนเรื่องที่คุณโกรธลงบนกระดาษ จะทำให้ความโกรธถูกระบายออกมาบ้าง�


    5. อย่าเก็บความขุ่นมัวโกรธเคืองไว้เงียบๆ ตามลำพัง เพราะจะทำให้คุณเป็นคนเครียดง่าย และมีความอดทนกับเรื่องต่างๆ รอบตัวน้อยลงเรื่อยๆ�


    กิจกรรมที่จะช่วยระงับอารมณ์เมื่อคุณโกรธ


    1. กีฬาที่ได้ออกแรง เช่น ตีแบดมินตัน เทนนิส เตะบอล วิ่ง ว่ายน้ำ และอย่าไปเน้นการแข่งขันกับคนอื่น เพราะจะยิ่งเครียดแทนที่จะสงบลง หาทางให้ได้มีการออกแรงที่อัดแน่นออกไปอย่างเหมาะสม การถอนหญ้า ขุดดิน ปลูกต้นไม้ ซ่อมแซมสิ่งของจะช่วยให้ได้ออกแรงระบายอารมณ์ พร้อมกับได้ผลงานที่น่าชื่นชมขึ้นมาแทน�


    2. ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย ที่เหมาะกับตนเอง เช่น นับตัวเลขในใจ กำหนดลมหายใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจสวดมนต์ ท่องคาถาสั้นๆ ที่เป็นการช่วยคุณผ่อนคลายและ " ตั้งสติ "�


    ที่มา : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต





ความคิดเห็นที่ 33

myschool
15 มี.ค. 2552 06:41
  1. ศีล...คุณค่าของความเป็นมนุษย์...เป็นที่ตั้งแห่งความดี


    แม้ศีลจะมีหลายความหมาย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เจตนา ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า
    "ศีล คือ ความตั้งใจ ที่จะงดเว้นจากความชั่ว ความทุจริต สิ่งที่ไม่ดีทุกประการ"


    การรักษาศีล จึงเป็นบุญกิริยาวัตถุ คือวิธีการทำบุญอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เรา
    ตั้งใจงดเว้นจากความชั่ว ตั้งใจที่จะไม่เบียดเบียนใคร ย่อมจะเกิดกระแสแห่งความดี
    เกิดความเมตตาขึ้นมาในใจ ที่เราเรียกว่า กระแสบุญ อันเป็นเครื่องชำระจิตใจของเรา
    ให้สะอาดบริสุทธิ์ การรักษาศีลจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจให้บริสุทธิ์
    ดีงามยิ่งขึ้น


    ศีล...แปลว่า  ปกติ


    เพราะปกติของคนเรานั้นย่อมรักชีวิตของตน และเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น 
    เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ จึงยินดีในการรักษาศีล เพราะไม่ปรารถนาจะเบียดเบียนกันและกัน
    การรักษาศีลจึงเป็นการนำไปสู่ความเป็นคนที่ ปกติสมบูรณ์


    ด้วยเหตุที่มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง หากแต่อยู่ร่วมกันเป็น
    สังคม มนุษย์จึงมีข้อตกลงระหว่างกัน ในการที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งข้อ
    ตกลงดังกล่าวนั้นก็คือ มนุษยธรรม หรือ ศีล ๕ นั่นเอง


    อะไรคือ ปกติของคน


    ปกติของคนจะมีอารมณ์ดี มีใจเมตตากรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย
    จึงเกิดศีล ข้อ ๑ ขึ้นมาว่า ปาณาติปาตาเวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการ
    ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและใช้คนอื่นให้ฆ่า พูดง่ายๆ ก็คือ รักจะเป็นคนแล้วอย่าฆ่า 


    ปกติของคนจะมีความภาคภูมิใจว่า "ทำกินเอง" ไม่ลักขโมยใครกิน ไม่แย่งหรือเบียด
    เบียนฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน
    จึงเกิดศีล ข้อที่ ๒ ขึ้นมาว่า อทินนาทานา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจาก
    การลักทรัพย์ด้วยตนเอง และใช้คนอื่นให้ลัก หรือพูดง่ายๆว่า รักจะเป็นคนแล้วอย่า
    โกงใครทั้งสิ้น


    ปกติของคนจะต้องข่มความรู้สึกด้วย มโนธรรมเมื่อมีความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้น ปกติของ
    คนแล้วจะไม่แย่งคู่ครองของใคร
    จึงเกิดศีล ข้อที่ ๓ ขึ้นมาว่า กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้น
    จากการประพฤติผิดในกาม หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคนเต็มคน ก็อย่าทำผิดทางเพศ


    ปกติของคนจะพูดกันตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อกัน
    จึงเกิดศีล ข้อที่ ๔ ขึ้นมาว่า มุสาวาทา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดปด
    พูดส่อเสียด บิดเบือนความจริงให้คนอื่นหลงเชื่อ หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคน
    ต้องพูดกันตรงไปตรงมา


    ปกติของคนย่อมมีสติมั่นคง แล้วอาศัยสตินั้นเปลี่ยนแปลงกำลังกาย ให้เป็นกำลังความดีได้
    เพื่อรักษาสติ รักษากำลังความดีไว้ จึงเกิดศีล ข้อ ที่ ๕ ขึ้นมาว่า สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา
    เวระมณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
    หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคนเต็มคน อย่าไปดื่มสุรายาเมาหรือ ติดยาเสพติดให้โทษ


    ศีลเป็นเสมือนเครื่องมือวัดความเป็นคน โดยพิจารณา ดังนี้...


    วันใดเรามีศีลครบ ๕ ข้อ แสดงว่าวันนั้นเรามีความเป็นคน ครบ ๑๐๐ %
    ถ้ามีศีลเหลือ ๔ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๘๐ % ใกล้สัตว์ เข้าไป ๒๐ %
    ถ้ามีศีลเหลือ ๓ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๖๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๔๐ %
    ถ้ามีศีลเหลือ ๒ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๔๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๖๐ %
    ถ้ามีศีลเหลือ ๑ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๒๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๘๐ %


    ถ้าศีลทุกข้อขาดหมด ก็หมดความเป็นคน หมดความสงบ หมดความสุข
    แม้ยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตายแล้ว เพราะความดีใดๆ ไม่อาจงอกเงยขึ้นมาได้อีก
    มีชีวิตอยู่ก็เพียงเพื่อจะทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นเท่านั้น คนชนิดนี้ คือคนประมาทแท้ๆ


    ศีล กล่าวโดยสรุปมี ๓ ประเภท คือ


    ๑. ศีล ๕ ( เบญจศีล, นิจศีล, จุลศีล )    
    เป็นศีลพื้นฐานอันสำคัญยิ่ง เพราะการที่เราจะรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้นั้น
    จะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อย


    ๒. ศีล ๘ ( อุโบสถศีล, มัชฌิมศีล ) 
    เป็นศีลที่รักษาในวันอุโบสถ (วันพระ) หรือในโอกาสพิเศษตามที่ต้องการ เพื่อเป็น
    การยกระดับจิตใจให้ประณีตยิ่งขึ้น


    ๓. ปาริสุทธิศีล ( มหาศีล )
    เป็นศีลสำหรับผู้ที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์ และความสงบสุขของชีวิต เช่นพระภิกษุใน
    พระพุทธศาสนา เพราะเป็นการเกื้อกูลต่อการทำภูมิจิตให้สูงยิ่งขึ้นไป


     


    ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ
    ย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลกด้วยรัศมีฉันใด
    บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา
    ก็ย่อมรุ่งโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลก
    ด้วยความเสียสละฉันนั้น 


    จิตฺตํ  ทนฺตํ  สุขาวหํ  จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้


                                          พุทธพจน์


     


    ที่มา : ( http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/Y3130011/Y3130011.html )




    ถ้าการรักษาศีลทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเป็นปกติ
    คนส่วนใหญ่จะรักษาศีลกันในวันพระ
    ทำไม..เราถึงไม่พยายามเป็นมนุษย์ที่ปกติในทุกๆวันล่ะครับ




ความคิดเห็นที่ 44

myschool
10 เม.ย. 2552 07:27
  1. เราเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน?


    หลายคนไม่เข้าใจคำว่า  "การเป็นตัวของตัวเอง"   ว่าเป็นอย่างไร  บางคนอาจเข้าใจผิดไปว่า  
    การได้ทำอะไรตามอำเภอใจตนเอง  ไม่ขึ้นอยู่ในอำนาจของใคร  ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร
    คือ การได้เป็นตัวของตัวเองแล้ว หรือบางคนอาจเข้าใจผิดไปว่าการได้มีอิสระไปไหนมาไหนได้  
    โดยไม่ต้องห่วงใคร  ไม่ต้องคอยรายงานใคร  คือการได้เป็นตัวของตัวเอง 


    จริงๆแล้ว เพียงการมีอิสรภาพทางกาย ก็ยังไม่ใช่การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงเลย
    จะรู้ได้อย่างไรว่า  เราเป็นตัวของตัวเองหรือไม่  มากน้อยแค่ไหน  มีวิธีตรวจสอบได้ดังนี้


    1.  ค้นหาตัวเองให้พบก่อนว่า เราเป็นคนอย่างไร 
         ใจเย็น หรือ ใจร้อน 
         มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ หรือ ขี้รำคาญ 
         หงุดหงิดง่าย ใจกว้าง หรือ ใจแคบ 
         รักความสงบ หรือ ชอบสนุกสนาน 
         ขยัน หรือ เกียจคร้าน 
         สร้างสรรค์ หรือ ก้าวร้าว 
         เข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ 
         กล้าหาญ หรือ ขลาดกลัว   
         ทะเยอทะยาน หรือ เฉื่อยแฉะ    
         รอบคอบ หรือ สะเพร่า ฯลฯ   

         ถ้าสิ่งใดที่เป็นข้อเสีย  เราควรปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เราต้องรู้ด้วยว่า  เราเป็นคนอย่างไร   มีรสนิยมอย่างไร   ต้องการสิ่งใด  ปรารถนาสิ่งใด  ชอบหรือไม่ชอบอะไร   อยากได้อะไร  และ ไม่อยากได้อะไร

    2. เมื่อรู้ ข้อดี-ข้อเสีย ของตนเองแล้ว ก็ต้องเข้าใจตนเอง ว่าสิ่งใดที่เรามีนั้น เป็นสิ่่งที่ดี ควรรักษาไว้ และสิ่งใดที่ไม่ดี เป็นข้อเสียที่เราควรปรับปรุงตัวเอง ถ้าปรับปรุงไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับว่า  ตัวเรา มีข้อดีอะไร และ ข้อเสียอะไรที่แก้ไม่ได้

    3. ในเมื่อเรารู้จักตัวเราดีแล้ว เราคงไม่หวั่นไหวว่า ใครเขาจะ "หาว่า" เราเป็นคนอย่างไร เราคงไม่สะทกสะท้านว่า อาจมีใครนินทาเรา อย่างนั้น อย่างนี้ อาจมีใครวิจารณ์เรา ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเรามีวิจารณญาณของเราเองได้ ว่าเราเป็นคนอย่างไร และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำนั้น เราทำไปเพื่ออะไร ทำไปเพราะเหตุใด เราเองต่างหาก ที่เป็นคนกำหนด  และ ตัดสินใจ ในการกระทำทุกอย่างของเรา

    4. เราต้องเป็นคนจริงใจ และ ยอมรับความจริง ถ้าเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินมากมาย เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามหลอกตัวเอง หรือคนอื่น ว่าเรามีฐานะร่ำรวย ถ้าเรามีรายได้น้อย ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เราก็บอกใครๆได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่า เราไม่สามารถใช้เงินฟุ่มเฟือยได้ นี่คือการจริงใจต่อตนเอง และ ยอมรับความจริง

    5. รู้จักปล่อยวาง และ ไม่วิตกกังวล เกี่ยวกับเรื่องไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ต่างๆรอบตัวเรา ไม่ต้องกังวลว่า เราอาจเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ แล้วอายใครๆเขา ถ้าเราเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ เราก็มองให้เป็นเรื่องขำๆไปได้ เพราะบางครั้ง คนเราก็อาจซุ่มซ่ามได้

    6. พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัวของเรา และ แสดงออกให้คนอื่นรู้ว่า เรามีเอกลักษณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ ท่าทางการพูด หรือวิธีการคิด ถ้าเราชอบที่จะเป็นตัวของตัวเอง พูดตามแบบที่เราอยากพูด วางตัว อย่างที่เราอยากเป็น มีวิธีการคิด อย่างที่เราต้องการจะคิด โดยแตกต่างไปจากคนส่วนมาก หรือ ไม่ตามกระแส เราก็ควรจะภูมิใจ ที่เรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

    7. ผ่านไปแต่ละวันอย่างมีคุณค่า  แม้ว่าบางวันอาจมีเรื่องไม่น่ายินดี เราอาจมีเรื่องเบื่อหรือเซ็ง เราก็สามารถทำใจได้ และ บอกกับตัวเองว่า ช่างเถอะนะ ไม่เป็นไรน่า ไม่จำเป็นต้องอารมณ์บูดไปทั้งวัน แล้วเราจะชื่นชมกับตัวเองได้ทุกวัน

    8. เราต้องเชื่อมั่นในตัวเรา เป็นตัวของเราเอง โดยไม่พยายามลอกเลียนแบบใคร เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเลย ถ้าเราอยากที่จะเป็นอย่างคนนั้นคนนี้ เราจะเป็นคนที่ไม่มีความสุขได้เลย เราต้องภูมิใจที่ได้เป็นตัวของเราเอง ตัวเรา ที่ไม่เหมือนใคร


     


    ข้อควรระวัง


    1. การเป็นตัวของตัวเอง แตกต่างจากการเป็นคนยะโสโอหัง จองหองอวดดี เย่อหยิ่งถือตัว ในเมื่อเราก็เป็นตัวของเราเอง คนอื่นเขาก็เป็นตัวของเขาเองเช่นกัน ฉะนั้น เราจึงควรยอมรับความคิดเห็น และ ยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย โดยที่เราไม่ต้องไปดูถูกเหยียดหยามใครที่เขามีความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา


    2. การเป็นตัวของตัวเอง อาจทำให้เราไม่ตามกระแสนิยม ไม่ว่าใครจะมีกระแสนิยมว่าอย่างไร เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามไปด้วย ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเห็นดีเห็นงามไปด้วยจริงๆ 


    3. ชีวิตจะไม่มีค่าอะไร จนกว่า เราจะได้รู้ว่า เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง มีอิสระทางความคิดและการกระทำ ที่มาจากตัวเราเอง


    4. ถ้าเราไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่คนอื่นพูด เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่า เราเห็นด้วยกับเขา


    5. จงอย่ากลัว ที่จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราไม่ได้มีความสนใจ ในสิ่งที่ใครๆเขาสนใจกัน เราก็ยืนหยัด เป็นตัวของตัวเองได้ แล้วใครๆก็จะรู้ว่า เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่คล้อยตามคนอื่นโดยง่าย


     


    คำเตือน


    1. การที่เราไม่หวั่นไหวว่าใครเขาจะ "หาว่า" เราเป็นคนเช่นไร ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรจะรับรู้เอาเสียเลยว่าคนอื่นเขามองเราอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่อาจมีการเข้าใจผิดในตัวเราได้ ยกตัวอย่างเช่น สาวๆที่ชอบให้ความเป็นมิตรกับใครๆ แต่ถ้าให้ความเป็นมิตรสนิทสนมกับหนุ่มๆ มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ว่า เป็นการหว่านเสน่ห์ หรือ ทอดสะพาน และอาจสร้างปัญหาให้กับตัวเองได้


    2. ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน ก็อย่าให้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยการเอาอย่างเพื่อนๆ เราต้องเป็นตัวของตัวเองเสมอ อย่าพยายามเสแสร้งว่าเราเหมือนเขา เพียงเพื่อเอาใจ หรืออยากให้เขาชอบเรา เพราะนั่นคือการหลอกตัวเอง และหลอกคนอื่น


    3. จงจำไว้เสมอว่า การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิต เขาควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่ดึงดันที่จะเป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิตต่อไปอีก หรือ การที่เราอยู่ในสังคม การเป็นตัวของตัวเอง ต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของใคร ต้องไม่ผิดกฏหมาย และ ไม่ผิดศีลธรรมอันดี


    4. ก็เพราะว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ เราเองอาจมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ถ้าเราเป็นคนขี้หงุดหงิด โกรธง่าย ใจร้อน เราเองก็ควรจะหาหนทางปรับปรุงตัวเองด้วย ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นตัวของตัวเองในแบบมีข้อเสีย บางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องรู้จักฟังจากคนอื่นบ้าง ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เราก็สมควรทำ


     


    ที่มา : ( http://www.oknation.net/blog/print.php?id=229165 )


     




ความคิดเห็นที่ 39

myschool
26 มี.ค. 2552 07:02
  1. วิธีทำตัวเองให้มีเสน่ห์อย่างแท้จริง


    เหตุแห่งการเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ไม่ใช่ง่ายที่จะกล่าวถึงให้ครอบคลุม เพราะไม่ใช่แค่ ‘ทำดีแล้วจะมีเสน่ห์’ เนื่องจากเสน่ห์มีหลายรูปแบบ และเสน่ห์แต่ละแบบก็ไม่ใช่จะ ‘ใช้ได้ผล’ กับทุกคน คุณอาจประหลาดใจว่าทำไมบางคนประพฤติตัวชั่วร้าย พูดจาเอาแต่ได้ ทว่ายังคงมีเสน่ห์ลึกลับ ทรงพลังพอจะจับใจคนใกล้ชิดให้ถวิลหาอาวรณ์ได้เกือบตลอดเวลา


    สรุปง่ายๆนะครับ ถ้าแค่มองหา ‘สูตรสร้างเสน่ห์’ ด้วยการแต่งตัว จัดทรงผม ปรับปรุงบุคลิกในอิริยาบถต่างๆ ตลอดจนกระทั่งฝึกพูดจาให้น่าพิศวาส คุณจะพบความจริงว่าสำหรับหลายๆคนแล้ว สูตรสร้างเสน่ห์ทั้งหลายอาจแค่ช่วยให้ดูดีขึ้น แต่หาได้เปิดก๊อกเทพลังเสน่ห์ให้ไหลมาเทมาแต่อย่างใดไม่


    แม้แต่สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพระดับโลกยังทราบครับว่าไม่มีสูตรสำเร็จครอบจักรวาลที่ทำให้ ‘ทุกคน’ ดูดีขึ้นมาทันตาเห็น เอาแค่ข้อจำกัดทางกายภาพที่แต่ละคนมีเด่นมีด้อยต่างกัน ก็ไม่ทราบจะหั่นหรือเฉือนกันท่าไหนให้เท่าเทียมกันทั้งหมด ฉะนั้นตามแนวคิดเชิงพุทธ คำถามของคุณนับว่าตรงเป้าที่สุดแล้ว นั่นคือ กรรมอันใดส่งผลให้เกิดเสน่ห์?


    ก่อนอื่นต้องมองว่า ‘เสน่ห์’ คือพลังอะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอื่นหลงใหลหรือรักใคร่ อยู่ห่างแล้วถวิลถึง อยากเข้าพบ อยากเข้าใกล้ และประกายเสน่ห์อาจเปล่งออกมาจากรูปกายก็ได้ เปล่งออกมาจากวิธีพูดจาก็ได้ หรือเปล่งออกมาจากกระแสจิตเงียบๆก็ได้


    นอกจากนั้น พลังเสน่ห์ยังมีอยู่ ๓ ชนิดหลักๆ คือพลังดึงดูด พลังประทับ และพลังชโลม เมื่อเข้าใจตามนี้ก็จะเห็นกลไกและที่มาที่ไปของเสน่ห์แต่ละชนิดอย่างกระจ่าง


    เสน่ห์ทางกาย


    เป็นเสน่ห์ที่เน้นพลังฝ่ายดึงดูดมากกว่าอย่างอื่น เช่นเห็นแล้วดึงดูดให้อยากมองนานๆยากจะถอนสายตา หรือกระทั่งอยากถลาเข้าไปลองสัมผัสให้ได้เดี๋ยวนั้น


    เสน่ห์ทางกายปรากฏเด่นเห็นง่ายสุด จับต้องได้ง่ายสุด เพราะกายมนุษย์เปล่งประกายเสน่ห์ได้ผ่านความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐาน ตลอดจนความผ่องใสมีสง่าราศีแห่งผิวพรรณ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหรือพิธีรีตองใดๆในการเปล่งประกายเสน่ห์ชนิดนี้ แค่ปรากฏตัวก็ใช้ได้แล้ว


    ความเปล่งปลั่งชนิดบาดตาได้ตั้งแต่แรกพบนั้น เป็นผลอันเกิดจากการให้ทานที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ไม่มีความขัดข้องทางใจเท่ายองใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโอกาสถวายทานแด่พระพุทธเจ้าหรืออริยะสงฆ์สาวก แล้วรักษาความเลื่อมใสนั้นไว้ได้ตลอดชีวิต ก็จะมีความรุ่งเรืองปรากฏชัดทางผิวหนังตั้งแต่ในชาติแห่งทานนั้น แล้วปรากฏชัดเจนในชาติถัดมา ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมนุษย์


    ความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐานจะเกิดจากความมีศีลสะอาดเป็นหลัก รายละเอียดและมิติของรูปร่างหน้าตาที่ล่อตาชวนตะลึง กลิ่นกายที่น่าพิสมัย ตลอดจนความละเอียดน่าสัมผัสของผิวหนังที่เหมาะกับเพศนั้น บันดาลขึ้นจากความสามารถในการ ‘งดเว้น’ ความประพฤติทางกายและวาจาอันสกปรกเน่าเหม็นจนเคยชิน กระทั่งแม้ความคิดก็ไม่หลุดออกนอกกรอบของศีล พูดง่ายๆว่าเป็นผู้เคยมีศีลอันมั่นคงแข็งแรง จิตสะอาดสะอ้านจากมลทินยิ่ง จึงบันดาลให้เกิดผลงดงามไร้ที่ติ กระทบตาผู้คนแล้วชวนหลงใหลยิ่ง


    คนที่ไม่ค่อยทำบุญกับบุคคลศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆมักมีอำนาจเสน่ห์ทางกายน้อย เนื่องจากโอกาสที่จิตจะเปล่งประกายความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าขณะทำบุญนั้นยากนัก


    เสน่ห์ทางวาจา


    เป็นเสน่ห์ที่มีพลังฝ่ายประทับมากกว่าอย่างอื่น เช่นฟังพูดแล้วติดหูไม่รู้ลืม ราวกับพลังเสียงและสำเนียงพูดบุกรุกเข้ามาฝังตัวและกลอกกลิ้งอยู่ในแก้วหูคนฟังได้ พอห่างกันแล้วถวิลถึงราวกับโดนเสน่ห์ยาแฝด


    เสน่ห์ทางวาจาจะแผลงฤทธิ์เต็มที่ต่อเมื่อผู้พูดมีโอกาสฉายไม้เด็ดสักประโยคสองประโยค การโอภาปราศรัยทักทายเพียงคำสองคำอาจจะยังไม่ได้ผลนัก แต่หากได้ช่องสำแดงเดชเต็มกำลัง เสน่ห์ทางวาจาก็อาจชวนให้หวนคิดถึงได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายมาก เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับส่ำเสียงและถ้อยคำจะยืนยาวกว่าความทรงจำเกี่ยวกับรูปลักษณ์


    เสน่ห์ทางวาจาที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเห็นภาพง่ายที่สุดคงได้แก่วิธีรบเร้าหรือวิธีตื๊อของแต่ละคน บางคนตื๊อแล้วน่ารัก แต่หลายคนตื๊อแล้วน่ารำคาญ ทั้งที่ก็เป็นการรบกวนผู้ฟังเหมือนๆกัน นี่ก็เพราะบางคนเท่านั้นที่มีพลังเสน่ห์ทางวาจา ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มี


    เสน่ห์ทางวาจามีองค์ประกอบหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็เกิดจากกรรมเกี่ยวกับวาจาทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมกันทั้งสิ้น องค์ประกอบหลักของเสน่ห์ทางวาจาจำแนกได้เป็น ๓ ส่วนดังนี้


    ๑) ความไพเราะของแก้วเสียง เกิดขึ้นจากความเป็นผู้มีวาจาสุจริต ทั้งพูดเรื่องจริงเท่าที่ควรพูด เลือกคำที่ฟังรื่นหูไม่หยาบคาย หาวิธีพูดประนีประนอมไม่เสียดสีใคร ตลอดจนครองสติในการพูดเพื่อประโยชน์ได้เสมอ องค์ประกอบหลักเหล่านี้จะปรุงแต่งแก้วเสียงให้ฟังดี ฟังเย็น และฟังมีพลังสะกด ถ้ายิ่งหมั่นสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ตลอดจนเปล่งเสียงประกาศธรรมอันชอบโดยไม่เคอะเขิน แก้วเสียงก็จะเปล่งประกายสดใสเพราะพริ้งได้ตั้งแต่ชาติปัจจุบัน และไปปรากฏผลชัดที่สุดในชาติถัดมา น้ำเสียงและสำเนียงจะกลมกล่อมไม่บาดหูเลย (เว้นไว้แต่จะหลงผิด พูดจาเป็นอัปมงคลนานปีจนกำลังของวจีทุจริตใหม่ชนะกำลังของวจีสุจริตเก่า)


    ๒) ลูกเล่นในการจำนรรจา เกิดขึ้นจากความเป็นผู้ใส่ใจเจรจาให้น่าเอ็นดู เป็นที่ถูกใจ ทำความบันเทิงสดใสแก่ผู้ฟัง ยกตัวอย่างเช่นพวกชอบเล่านิทานให้เด็กฟัง ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้สนุกสนาน ได้ข้อคิด และได้มองโลกในแง่ดีมีความอบอุ่น กรรมอันเกิดจากการฝึกเล่านิทานจริงจังจะบันดาลให้เกิดสัญชาตญาณในการมัดใจด้วยลีลาพูด คือรู้เองว่าด้วยลูกเล่นการออกเสียงสั้นยาว ลงเสียงหนักเบา ตลอดจนควบกล้ำอย่างไรให้ฟังน่ารักน่าใคร่ ชัดถ้อยชัดคำ พวกนี้ถ้าทำงานพากย์จะประสบความสำเร็จง่ายมาก และอาจจะไม่ต้องร่ำเรียนที่ไหนก็เก่งได้ยิ่งกว่ามืออาชีพที่คร่ำหวอดมานมนาน


    ๓) ความฉลาดเลือกคำ เกิดขึ้นจากความเป็นผู้คิดก่อนพูด ใช้สติในการง้างปากที่อ้ายาก ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์บงการปากที่ไร้หูรูด ธรรมชาติของสตินั้น ยิ่งฝึกฝนให้เพิ่มมากขึ้นเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น


    คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการพูดนั้น นอกจากจะขาดเสน่ห์ทางวาจาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดข้อน่ารังเกียจได้มากมาย เช่นคนพูดส่อเสียดและใส่ไคล้ผู้อื่นบ่อยๆมักมีกลิ่นปากเหม็นเน่า คนติดพูดคำหยาบคายกระโชกโฮกฮากมักมีสำเนียงเสียงไม่รื่นหูไม่ชวนฟัง เป็นต้น


    เสน่ห์ทางกระแสจิต


    เป็นเสน่ห์ชนิดที่มีพลังชโลมได้มากกว่าอย่างอื่น เช่นแค่เข้าใกล้รัศมีใครบางคนคุณก็รู้สึกเยือกเย็น หรือกระทั่งเกิดความเงียบสงัดไร้ความคิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม กระแสจิตของบางคนอาจเปี่ยมด้วยอิทธิพลแห่งพลังดึงดูดและพลังประทับได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายกับวาจารวมกันเสียอีก หากคุณเคยมีประสบการณ์ผ่านพบใครบางคน ที่คุณอยู่ใกล้ๆแล้วเกิดความอยากอยู่ใกล้ เมื่อห่างไปก็ถวิลถึง แม้รูปร่างหน้าตาของเขาไม่จัดว่าเลอเลิศ กับทั้งถ้อยทีเจรจาก็งั้นๆ นั่นแหละครับตัวอย่างของคนมีเสน่ห์ทางกระแสจิตขั้นรุนแรง


    เสน่ห์แห่งกระแสจิตนั้น เป็นสิ่งเห็นไม่ได้ด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ ทว่าง่ายที่จะสัมผัสด้วยใจ และแม้คุณพบเจอจังๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าในเมื่อไม่เคยมีใครขอให้คุณอธิบาย คุณเลยไม่เคยฝึกจำแนกแยกแยะว่ากระแสจิตมีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีพลังเสน่ห์จับใจได้แตกต่างกันสักแค่ไหน


    จิตมนุษย์ที่กระจายออกมาให้สัมผัสได้นั้น มีกระแสพลังจากแหล่งต่างๆได้หลายหลาก อาทิเช่น พลังความคิด พลังจากมหากุศลที่ประกอบแล้ว พลังความสว่างทางปัญญาที่รู้ชอบในธรรมะ พลังสุขภาพ พลังของหน้าที่ พลังของอิทธิพลต่อหมู่คน พลังของที่อยู่อาศัย พลังของพาหนะส่วนตัว พลังของอัญมณี พลังของสัตว์ที่ผูกพันแน่นเหนียว พลังไสยศาสตร์ ตลอดไปจนกระทั่งพลังของเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง โดยย่นย่อกระแสจิตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวิธีมีตัวตนของแต่ละคน


    ผมอาจแจกแจงที่มาที่ไปและชนิดของเสน่ห์ทางกระแสจิตอย่างละเอียดเป็นหนังสือเล่มหนึ่งได้โดยเฉพาะ แต่ในที่จำกัดนี้คงกล่าวเพียงสังเขปในแง่ ‘วิธีคิดอันเป็นต้นตอเสน่ห์ทางกระแสจิต’ เพราะเสน่ห์ทางกระแสจิตของมนุษย์ธรรมดาจะเป็นไปตามวิธีคิด สายความคิดของมนุษย์ทั่วไปจะไม่ค่อยขาดสาย จึงปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆนานาได้มากกว่าปัจจัยอื่น


    ขอยกเฉพาะวิธีคิดหลักๆที่ก่อรัศมีจิตอันเป็นเสน่ห์ดังนี้


    ๑) ความคิดเป็นเส้นตรงไม่หมกมุ่นวุ่นวน คือมีเป้าหมายปลายทางของความคิดชัดเจน มีลำดับที่จะไปให้ถึงจุดหมายอย่างแน่ชัด หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกราบรื่น ไม่วกวน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดคลื่นความคิดเป็นระเบียบตามไปด้วย


    ๒) ความคิดที่เบากริบหรือเงียบเชียบ คือคิดเท่าที่จำเป็น สามารถเว้นวรรคความคิดเพราะรู้จักเสพสุขกับสิ่งอื่น เช่นภาพแมกไม้ เสียงน้ำตก หรือกระทั่งเฝ้าสังเกตการเข้าออกอย่างเรียบง่ายตามธรรมชาติของสายลมหายใจตนเอง หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด อยู่ใกล้คุณอาจพลอยสงบผาสุกตามไปด้วยชั่วครู่ และหากคลุกคลีใกล้ชิดกับคุณนานพอ กลุ่มความคิดที่หนาแน่นของเขาอาจพลอยเบาบาง กลายเป็นคนไม่คิดมากตามคุณไปด้วยอย่างถาวร


    ๓) ความคิดมองโลกในแง่ดี คือมีมุมมองของความหวังด้านบวกเสมอ จึงเชี่ยวชาญในการสร้างทางออก ขณะที่คนทั้งโลกเชี่ยวชาญในการพาตัวไปสู่ทางตัน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกสว่างไสว ไม่มืดมน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดแรงบันดาลใจและความหวังใหม่ๆตามไปด้วย


    ๔) ความคิดเผื่อแผ่พร้อมจะเสียสละ คือมีความอยากให้มากกว่าอยากเอา สามารถเป็นผู้ริเริ่มในการให้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนวณเสียก่อนว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นผลตอบแทน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เห็นคุณเป็นที่พึ่ง (ขอให้ทราบว่าความเป็นที่พึ่งกับความเป็นคนรับใช้นั้นต่างกันนิดเดียว ระหว่างให้แบบใจอ่อนยินยอมไปหมด กับให้แบบใจดีมีความน่าเกรงใจ ศิลปะของการให้อย่างหลังจะมีเสน่ห์ ขณะที่การให้อย่างแรกจะดูไร้ค่าหรือถึงขนาดน่ารังแก)


    ๕) ความมีใจเอ็นดูไม่คิดประทุษร้าย คือไม่แม้แต่จะแอบด่า แอบสาปแช่งคนหรือสัตว์ที่ตนเกลียด แต่มีเหตุผลบอกตนเองเสมอว่าทำไมจึงควรให้อภัย เห็นกระจ่างที่มาที่ไปอันน่าเห็นใจของคนแสนเลวสักคน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่หวาดระแวง และบังเกิดความปรารถนาดีต่อคุณ หากเกลียดหรือคิดทำร้ายคุณได้แปลว่าต้องมีใจพาลสันดานหยาบเอาเรื่องทีเดียว


    ๖) ความคิดมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ท้อแท้ คือแม้พบอุปสรรคก็ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น เพราะคิดหาทางรุกคืบไปข้างหน้าเข้าหาเส้นชัยหรือทางออกจากปัญหา ทำอะไรทำจริง พูดอะไรแล้วทำอย่างที่พูด ตั้งใจอะไรแล้วไม่ล้มเลิกง่ายๆ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงพละกำลัง ความเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ความคมคายไม่ทื่อมะลื่อ เต็มไปด้วยความก้าวหน้าพัฒนาสู่ความสำเร็จลุล่วง


    ๗) ความคิดยับยั้งชั่งใจ คือแม้พบสิ่งยั่วยุให้ละโมบโลภมาก ก็ระงับความทะยานอยากเสียได้หากเห็นว่าไม่ถูกไม่ชอบ หรือแม้พบสิ่งยั่วยุให้พยาบาทอาฆาตแค้น ก็ระงับความหุนหันพลันแล่นอยากโต้ตอบด้วยความรุนแรงเสียได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงขันติ ความอดทนทางใจ


    ๘) ความคิดไม่เข้าข้างตัวเอง คือไม่หลงตัว ไม่ปกป้องตัวเอง เป็นคนดีจริงด้วยการรู้ตัวว่ายังมีจุดบอดหรือข้อเสียอันใดอยู่บ้าง ไม่ใช่ดีจริงด้วยการประกาศว่าข้าดีพร้อม ข้าทำอะไรไม่ผิดสักอย่าง ไม่คิดเข้าข้างตัวเองแม้ผิดพลาดทำชั่วบ้าง ก็มีระดับมโนธรรมสูงพอจะสำนึกผิดได้ด้วยตนเอง หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงสำนึกอันดีงามของมนุษย์ กระแสความสำนึกผิดและการรับผิดชอบอย่างอาจหาญจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าที่จะสำนึกผิด แล้วก็ไม่ต้องขัดแย้งกับตนเอง ไม่ต้องเกลียดตนเองด้วยกำแพงปกป้องตนเองอันน่ารังเกียจ


    ๙) ความคิดที่รื่นรมย์เบาสมอง คือความสามารถมองแง่ร้ายให้กลายเป็นตลกได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกพร้อมจะมีอารมณ์ขัน นึกสนุก ไม่เคร่งเครียด เต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจตามไปด้วย


    ๑๐) ความคิดแบบผู้ชนะที่มีน้ำใจนักกีฬาและความปรานี ไม่มีใครอยากยืนอยู่ข้างคนแพ้ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากอยู่ใต้อำนาจคนชนะที่เหลิงหลงและหมิ่นศักดิ์ศรีผู้อื่น ผู้ชนะอาจอยู่ในเกมกีฬา เกมธุรกิจ ตลอดจนกระทั่งเกมกิเลส คือถ้าเอาชนะกิเลสยากๆของตนเองได้ก็จัดเป็นผู้ชนะได้เหมือนกัน และเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วย หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกหลงใหลมนต์เสน่ห์อันโดดเด่นจับตาจับใจได้ง่าย


    วิธีคิดแบบอันเป็นตรงข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้น จะบั่นทอนเสน่ห์ลง กล่าวคือกระแสความคิดจะเป็นแบบผลักไสให้ออกห่าง (ตรงข้ามกับพลังดึงดูดใจ) หรือแบบไม่ประทับลงในความทรงจำ (ตรงข้ามกับพลังประทับใจ) หรือแบบระคายเคือง (ตรงข้ามกับพลังชโลมใจ) เช่นต่อให้มีเสน่ห์ทางกายและเสน่ห์ทางวาจา แต่ถ้าคิดฟุ้งซ่านมากๆเป็นนิตย์ ก็จะก่อคลื่นรบกวนคนใกล้ชิดให้ปั่นป่วนตาม อึดอัดที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดนานๆ เป็นต้น


     


    บทความโดย : คุณดังตฤณ
    ( http://www.dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?p=399 )


     




ความคิดเห็นที่ 49

Joomlaman
24 พ.ค. 2552 07:44
  1. รับออกแบบ และสร้างเว็บไซต์ระบบ CMS
    (Contents Management System)


    ด้วย Joomla และ PhpBB3 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด


    ราคาพิเศษ สำหรับโรงเรียน และวัดทั่วประเทศ
    (มีอินเตอร์เน็ต หรือไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ได้)


    ที่ต้องการแหล่งเรียนรู้ของตัวเอง พร้อมอบรมวิธีสร้างเนื้อหาหลักสูตร
    ที่ต้องใช้เฉพาะรูปแบบของโรงเรียน สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามหลักสูตร
    ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
    สร้างครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป 


    ใช้เวลาสร้างไม่เกิน 1 เดือน ใช้ได้เลย! (ไม่จำกัดขนาดของข้อมูล)


    รับติดตั้งระบบห้องเรียนแบบ Interactive Teaching & Learning
    พร้อมขอวงเงินจากสถาบันการเงินให้ สามารถผ่อนชำระได้ 3 ปี 6 งวด
    ตั้งแต่ 100,000 - 5,000,000 บาท วงเงินรวม 200,000,000 บาท


    รับสแกนหนังสือเรียนสำหรับโรงเรียนเพื่อทำ e-Book
    ด้วยเครื่องสแกนความเร็วสูง หน้าละ 25 สตางค์


    สนใจติดต่อได้ที่ 02-928-1125 ปู (บ้าน)
    หรือที่ huyakorn@hotmail.com


     


     




ความคิดเห็นที่ 2

myschool
12 ก.พ. 2552 06:18
  1. รู้จักตัวเองจากสีต่างๆ


     






                 มาลองทำนายกันดีกว่าว่าช่วงวันเกิดของคุณจะตรงกับสีไหน เมื่อได้สีแล้วก็เอาสีไปเทียบกับ ความหมายของแต่ละสีข้างล่างได้เลยนะ การทำนายสีและลักษณะนิสัยนั้นอาศัยวิเคราะห์โดยจิตวิทยา ควรใช้วิจารณญานในการ อ่านด้วยนะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าน้าาาา


    วัน - เดือน ตรงกับสี

    23 ธันวาคม - 1 มกราคม
    สี แดง

    2 มกราคม - 11 มกราคม
    สี ส้ม


    12 มกราคม - 24 มกราคม
    สี เหลือง


    25 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์
    สี ชมพู


    4 กุมภาพันธ์ - 8 กุมภาพันธ์
    สี น้ำเงิน


    9 กุมภาพันธ์ - 18 กุมภาพันธ์
    สี เขียว


    19 กุมภาพันธ์ - 28 กุมภาพันธ์
    สี น้ำตาล


    1 มีนาคม - 10 มีนาคม
    สีน้ำ ( ฟ้า )


    11มีนาคม - 20 มีนาคม
    สีมะนาว ( เขียวอ่อน )


    * 21 มีนาคม
    สีดำ


    22 มีนาคม - 31 มีนาคม
    สีม่วง


    1 เมษายน - 10 เมษายน
    สีน้ำเงินเข้ม


    11 เมษายน - 20 เมษายน
    สี เงิน


    21 เมษายน - 30 เมษายน
    สี ขาว


    1 พฤษภาคม - 14 พฤษภาคม
    สี น้ำเงิน


    15 พฤษภาคม - 24 พฤษภาคม
    สี ทอง


    25 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน
    สี ครีม


    4 มิถุนายน - 13 มิถุนายน
    สี เทา


    14 มิถุนายน - 23 มิถุนายน
    สีเลือดนกปนน้ำตาล


    *24 มิถุนายน
    สี เทา


    25 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม
    สี แดง


    5 กรกฏาคม - 14 กรกฏาคม
    สี ส้ม


    15 กรกฏาคม - 25 กรกฏาคม
    สี เหลือง


    26 กรกฏาคม - 4 สิงหาคม
    สี ชมพู


    5 สิงหาคม - 13 สิงหาคม
    สี น้ำเงิน


    14 สิงหาคม - 23 สิงหาคม
    สี เขียว


    24 สิงหาคม - 2 กันยายน
    สี น้ำตาล


    3 กันยายน - 12 กันยายน
    สี น้ำ ( ฟ้า )


    13 กันยายน - 22 กันยายน
    สี มะนาว ( เขียวอ่อน )


    *23 กันยายน
    สี เขียวมะกอก่


    24 กันยายน - 3 ตุลาคม
    สี ม่วง


    4 ตุลาคม - 13 ตุลาคม
    สี น้ำเงินเข้ม


    14 ตุลาคม - 23 ตุลาคม
    สี เงิน


    24 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน
    สี ขาว


    12 พฤศจิกายน - 21 พฤศจิกายน
    สี ทอง


    22 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม
    สี ครีม


    12 ธันวาคม - 21 ธันวาคม
    สี เลือดนกปนน้ำตาล


    * 22 ธันวาคม
    สี เขียวแก่


    **สีแดง**


                คุณเป็นคนประเภทที่น่ารัก , คุณอาจจะเลือกมากซะหน่อย แต่ก็มักจะไปหลงรักใครบ่อยๆ เข้าและคุณก็ชอบที่จะถูกรักซะด้วยสิ คุณสดใสและร่าเริง แต่บางครั้งก็มีอาการหมอง เศร้าซึม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้นุ่มนวล และดี และสิ่งนั้นเองจะทำให้คนอื่นชื่นชอบในตัวคุณและสิ่งที่คุณเป็น คุณ ชอบคนที่คบหาด้วยง่ายและทำให้คุณมีความสะดวกสบายใจ


    ** ครีม **


                คุณเป็นคนประเภทที่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบต่อการพ่ายแพ้ และคุณมักจะร่าเริงอยู่เสมอๆ คุณเป็นคนที่น่าไว้วางใจได้ คุณมักจะเลือกความรักด้วยความระมัดระวังเสมอ และไม่ตกหลุมรักใครง่ายๆซะด้วยสิ แต่ถ้าคุณพบใครที่คิดว่าใช่แล้ว คุณก็ไม่ปล่อยความรักให้หลุดมือไปซะทีเดียวหรอก


    ** เขียวเข้ม **


                คุณมักจะพิถีพิถันเกี่ยวกับตัวเอง และมักจะมองหาความรักที่ดูมีภูมิฐาน คุณมักจะเป็นคนตัดสินใจอะไรง่ายๆและขาดสติ ซึ่งมักจะตามมาด้วยปัญหาต่างๆ คุณชอบที่จะเป็นผู้ที่นำ และคุณชอบที่จะค้นคว้าหาเพื่อนใหม่ๆ เสมอๆ


    ** เทา **


                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์และคล่องแคล่ว คุณไม่เคยซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเอง และมักจะเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคุณให้คนอื่นได้รับรู้ แต่บางครั้ง ก็นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวบ้าง คุณอยากจะเป็นคนสำคัญและรักความยุติธรรม ปลอบใจคนเก่ง พูดโน้มน้าวได้ดี และคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี


    ** เขียว **


                คุณมักจะเข้ากับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาได้ดี คุณไม่ได้เป็นคนที่ขี้อายนัก กล้าแสดงออกแต่บางครั้ง การพูดจาของคุณก็ทำให้ความรู้สึกของคนอื่นๆเข้าเจ็บปวดได้ คุณมักจะอยากเป็นคนสำคัญของคนรักของคุณเสมอๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดช่วงนี้มักจะยังโสด เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจนัก


    ** ทอง **


                คุณรู้ว่าอะไรที่ผิดหรือถูก คุณเป็นคนที่ร่าเริงทีเดียว เสปคของคนรักในใจคุณหายากนักแต่เมื่อคุณได้พบเจอแล้ว รับรองว่าคุณคงไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปหรอกน่า..


    ** ชมพู ** 

                คุณมีความพยายามต่างๆที่จะทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆออกมาดีที่สุด และมักจะชอบช่วยเหลือและดูแลผู้อื่น แต่บางครั้งความคิดของคุณก็คิดไปทางที่ไม่ดีบ้าง ส่วนเรื่องของความรัก คุณกำลังมองหาความรักที่โรแมนติกเหมือนในนิยาย


    ** เหลือง **


                คุณเป็นคนอ่อนหวานและใสซื่อ เป็นที่ไว้วางใจจากคนอื่นๆ และเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ข้อตัดสินใจของคุณมักจะนำพาไปเรื่องที่ดีๆเสมอๆ และคุณก็ชอบที่จะมีความรักแบบโรแมนติคซะด้วยสิ


    เลือดนกปนน้ำตาล


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดทีเดียวและรู้ในสิ่งที่ถูกและผิด คุณมักจะทำให้สิ่งต่างๆ ให้เป็นในสิ่งที่คุณต้องการ และบางครั้งสิ่งนั้นอาจทำให้คุณทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นโดนที่คุณไม่รู้ แต่เมื่อถึงเรื่องความรักคุณคือนักอดทนทีเดียว เมื่อคุณได้รักใครแล้ว ยากที่จะหาคนอื่นมาเทียบได้ทีเดียวแหละ


    ** ส้ม **


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างมีความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณมักจะมี จุดประสงค์ในสิ่งที่ตนทำอยู่เสมอๆ และชอบการแข่งขัน เมื่อคุณมีเพื่อนคุณจะพบว่ายากนักที่จะเชื่อและไว้ใจใครสักคนได้ แต่เมื่อคุณได้เจอเพื่อนที่คุณถูกใจแล้ว คุณจะเชื่อในคนๆนั้นตลอดไป


    ** ม่วง **


                คุณค่อนข้างดูลึกลับ ไม่เห็นแก่ตัว และไม่ค่อยจะคล้อยตามสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย. การกระทำของคุณในแต่ละวัน อาจนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ได้ คุณมักจะป๊อปในหมู่เพื่อนฝูงเป็นที่รักใคร่ คุณเป็นคนที่ขี้ลืมและคุณน่าจะมองหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้ดีกว่า


    **มะนาว(เขียวอ่อน) **


                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น แต่เป็นคนที่เครียดง่าย คุณมักจะเป็นคนที่ขี้อิจฉา และมักจะขี้บ่นเสมอ แต่คุณก็มีความรับผิดชอบที่ดี และดูเหมือนคนรอบข้างดูจะรักและไว้ใจคุณเป็นอย่างมากทีเดียว


    ** เงิน **


                คุณเป็นคนช่างคิดและขี้อาย และชอบที่จะลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอๆ คุณชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณเป็นคนหัวไวพอควร เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ความรักของคุณมักจะเจอแต่เรื่องที่ต้องมาขัดใจเสมอๆ


    ** ดำ **


                คุณเป็นนักท้าทาย และมีความอดทนทีเดียว แต่คุณไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อคุณได้ตัดสินใจอะไรบางสิ่งแล้ว คุณก็จะยึดมั่นความคิดนั้นไว้ตลอด ความรักของคุณก็ค่อนข้างดูแปลก และท้าทายทีเดียว


    ** เขียวมะกอก **


                คุณเป็นคนที่อบอุ่น และมักจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุณไม่ชอบความรุนแรงและรักความยุติธรรมคุณเป็นคนใจดี และร่าเริงแต่อย่าอิจฉาใครคนอื่นให้มากนักล่ะ


    ** น้ำตาล **


                คุณเป็นคนชอบการกีฬา คุณมักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหวงตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่คุณตกหลุมรักคนอื่นอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคุณได้พบเจอสิ่งที่ต้องการ และไม่ถูกใจคุณเมื่อไร คุณก็พร้อมที่จะยอมแพ้และปล่อยสิ่งนั้นทันที


    ** น้ำเงิน **


                คุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบยกย่องใครสักเท่าไร และเรื่องมาก. แต่คุณมีความคิดที่ดี เสมอๆ และชอบที่ตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่คุณชอบปล่อยให้ความรักหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย คุณมักจะรักตามใจคุณไม่ใช่ตามที่หัวใจคุณต้องการ


    ** น้ำเงินเข้ม **


                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์ และรักสนุก คุณมีความพยายามและความอดทน ในการที่ทำสิ่งต่างๆดี และค่อนข้างจะหมกมุ่นในบางครั้ง แต่เมื่อคุณได้โกรธใคร สักคนแล้วยากที่คุณจะให้อภัยได้


    ** ขาว **


                ความฝันของคุณนำพาไปสู่จุดหมายของชีวิต คุณมักจะชอบอิจฉาคนอื่นๆ บางครั้งคุณก็ดูแปลกไป เมื่อเทียบกับความคิดคนอื่นๆ แต่คุณมีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆที่ดี


    ** น้ำ (ฟ้า ) **


                คุณเป็นคนที่มีอารมค่อนข้างที่จะแปรปรวน คุณมักเป็นคนสันโดษและชอบการท่องเที่ยว คุณเป็นคนที่เชื่อใจได้ แต่มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหูเบา ความรักที่คุณหวังไว้นั้นหายาก และมักจะเลิกรากันด้วยโดยง่าย และบางครั้ง คุณเองก็มักจะเจ็บปวดด้วยเรื่องความรัก

    ที่มา : ( http://www.showded.com/myprofile/mainblog.php?user=phuengnoi&jucId=14915 )




ความคิดเห็นที่ 52

myschool
15 มิ.ย. 2552 08:20
  1. ความสุขที่แท้คืออะไร?


    คนเรามีวิธีแสวงหาความสุขที่ต่างกัน ความสุขที่เกิดขึ้นก็ต่างกัน
    บางคนมีความสุขที่ได้กินของอร่อย
    บางคนมีความสุขเมื่อได้ฟังเพลงเพราะๆ
    บางคนสุขใจที่ได้เดินห้าง ฯลฯ
    ความสุขที่กล่าวมานี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเป็นความสุขเกิดจากสิ่งเร้า 
    อาจจะเป็นการรับเข้ามาทางตา  หู  จมูก ลิ้น หรือร่างกายแล้วส่งความรู้สึกไปที่ใจ  


    ข้อเสียของการมีความสุขแบบนี้คือบ่อยครั้งเข้าจะชาชิน  
    นำไปสู่การเพิ่มแรงกระตุ้นหรือสิ่งเร้าให้มากขึ้น เสพมากขึ้นจึงจะเป็นสุข
      


    ความสุขจากสิ่งเร้าจิตกระตุ้นผัสสะ (พุทธศาสนาเรียกว่ากามสุข) จึงทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาไม่มีหยุด
    ครั้นได้มาก็พอใจเพียงชั่วคราวไม่นานก็อยากได้อีก และอยากได้มากกว่าเดิมจึงต้องดิ้นรนแสวงหามาอีก
    เศรษฐีพันล้านจึงไม่เคยพอใจกับเงินที่มี ทั้งๆที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด 


    ยังมีความสุขอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จัก
    ได้แก่ความสุขที่เกิดจากความสงบใจ 
    ในขณะที่ความสุขประเภทแรกต้องการความตื่นเต้นเร้าใจ 


    ความสุขประเภทที่สองกลับตรงกันข้าม ยิ่งมีสิ่งเร้าน้อยเท่าไร ใจก็ยิ่งสงบและสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง  
    ในยามท่องป่าเที่ยวทะเลแทนที่จะสนุกกับเสียงดนตรี เกมรอบกองไฟหรือการสนทนาฮาเฮ
    ลองปลีกตัวไปอยู่ที่เงียบๆ วางความคิดนึกต่างๆชั่วคราวแล้วเปิดใจสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงัด
    หรือแหงนมองดูดวงดาวระยิบระยับในคืนเดือนมืด ไม่นานไม่ช้าความสุขชนิดนี้ก็จะบังเกิดขึ้นที่ใจ 


    สุขเพราะใจเริ่มสงบ ความสงบของธรรมชาติน้อมนำใจให้สงบตามได้ง่าย 
    แม้ใหม่ๆจะอึดอัด เพราะใจยังโหยหาสิ่งเร้า แต่เมื่อใจเริ่มปรับตัวได้ ก็จะสัมผัสได้ถึงความสุขอันประณีต


    ไม่ต่างจากคนที่ติดเหล้า หรือบุหรี่ย่อมเป็นทุกข์เมื่อขาดมัน 
    แต่ไม่นานก็จะพบกับความสุขที่ประเสริฐกว่าตอนได้เสพสิ่งเหล่านั้น
     


    ความสุขประเภทนี้แม้ว่าจะสัมผัสได้ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงัด
    แต่ก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องหลีกลี้หนีหน้าจากผู้คนจึงจะพบความความสุขดังกล่าวได้ ความสงบได้   


    ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ หาได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมไม่ 


    อยู่ที่บ้านเราก็สามารถสัมผัสกับความสงบใจได้ 
    หากรู้จักทำสมาธิภาวนาด้วยการปล่อยวางความนึกคิดต่างๆไว้ชั่วคราว 
    แล้วน้อมใจมาอยู่กับลมหายใจ หรืออิริยาบถที่ทำอยู่ในขณะนั้น


    หากทำได้คล่องแคล่ว มีสติตื่นรู้ได้รวดเร็ว ก็สามารถรักษาใจให้สงบได้ 
    แม้อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึก ถึงจะมีอะไรมากระทบ 
    เช่น คำตำหนิติเตียน ก็สามารถปล่อยวางได้เร็วไม่เก็บมาครุ่นคิด 
    จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือเอามาทำร้ายตนเองจนกลัดกลุ้ม


    ใจที่สงบเกิดขึ้นได้จากการกระทำที่ถูกต้องดีงาม 
    เริ่มจากการไม่เบียดเบียน หรือเอาเปรียบใคร 
    ทำให้ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จากนั้นก็ก้าวไปสู่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  
    มีน้ำใจต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก 


    การหยิบยื่นความสุขแก่ผู้อื่นย่อมทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย  
    ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ทำให้ความโลภน้อยลง จึงพอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย


    ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งความอยากลดลงมากเท่าไร ความสุขสงบในใจก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น 
    ถึงที่สุดแล้วความสุขของเราก็อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ถ้าใจกังวลกลัดกลุ้มกินอะไรก็ไม่อร่อย  
    เพลงจะเพราะแค่ไหนก็ติดอยู่ที่หู เข้าไปไม่ถึงใจ 


    ชีวิตที่มีความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่เงินล้นเหลือ มีสิ่งเสพ สิ่งบริโภคมากมาย
    เพราะถึงจะมีเงินแสนล้าน ก็ยังต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย   
    ความไม่สมหวัง ความแก่ ความเจ็บ และความตายอยู่นั่นเอง
     


    ผุ้คนทั้งหลายกลัดกลุ้มเพราะสิ่งเหล่านี้ แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องทุกข์
    เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ได้หากเราตระหนักในสัจธรรมว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง   
    ความแปรปรวนเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่เข้าใจความจริงย่อมรู้ดีว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ 
    ถ้ายึดมั่น ถือมั่น ให้มันเที่ยง หรืออยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตนเมื่อใด ก็มีแต่จะทุกข์สถานเดียว  


    ใจที่รู้จักปล่อยวาง ไม่ว่าจะประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย 
    ความเจ็บป่วย ความล้มเหลว หรือคำกล่าวร้าย
    ก็ยังมีความสงบอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสัจธรรมของชีวิต และโลก   
    ปัญญาที่เข้าถึงสัจธรรมดังกล่าว ย่อมทำให้จิตเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง


    การกระทำที่ถูกต้องดีงาม (ศีล) 
    การฝึกจิตให้มีความสงบและตื่นรู้ (สมาธิ) 
    และความตระหนักชัดในสัจธรรม (ปัญญา) 

    คือวิถีสู่ความสุขที่แท้  


    นับเป็นความสุขที่ประเสริฐสุดเพราะ “ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ” 
    พุทธภาษิตดังกล่าวเป็นสัจธรรมอันสากลอยู่เหนือยุคสมัย  
    หากไร้ซึ่งความสงบใจเสียแล้ว เราย่อมไม่อาจมีความสุขที่แท้ได้เลย  
    แม้จะมีเงินมหาศาลหรือมีอำนาจล้นฟ้าก็ตาม


     


    ที่มา : ประมวลความมาจากบทความเรื่อง “ความสุขที่แท้” 
             โดย พระไพศาล วิสาโล คอลัมน์ ลานธรรม 
             ตีพิมพ์ ในสารโกมล ฉบับเดือนมีนาคม – เมษายน 2551


     


     




ความคิดเห็นที่ 26

myschool
6 มี.ค. 2552 06:41
  1. 6 วิธีทำร้ายสมอง


     


    ความรู้ใหม่เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นมากมายแทนที่ความรู้เก่า ดังเช่น ความรู้เก่าที่ว่า สมองของคนเราเกิดมาเท่าไรก็มีเท่านั้น ไม่สามารถจะเกิดใหม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเซลล์สมองมีการเกิดใหม่ได้ สเต็มเซลล์ที่เป็นเซลล์อ่อนพร้อมจะพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ของอวัยวะมนุษย์ก็พบอยู่ในสมองของผู้ใหญ่ด้วย... 


     


    จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของการสำรวจ เจาะตรวจสอบภายในร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นการทำงานของสมองในสภาวะต่างๆ ก็จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์วันนี้ ได้ค้นพบวิธีต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนเราใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 


     


    ในขณะเดียวกันก็พบว่า สมองมนุษย์ถึงแม้จะวิเศษเพียงใด แต่ก็เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกัมมันตภาพรังสี และที่เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างสำคัญต่อสมองคือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก 


     


    ใครๆ ก็อยากมีสมองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีอยู่มากมายที่คนซึ่งโดยปกติก็เคยเป็นคนเก่ง แต่ก็กลับกลายเป็นคนที่ใช้สมองได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ 


     


    มีคู่มือหรือวิธีมากมายที่จะกระตุ้นการใช้สมองของคนเราโดยทั่วไปให้มีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามคือ คู่มือหรือวิธีที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยความหวังว่า บ่อยๆ ที่คนเรามักจะ "จำ" ข่าวร้าย หรือคำเตือนถึงวิธีการที่ส่งผลร้ายต่อตนเองได้มากกว่าข่าวดี หรือคำแนะนำถึงวิธีการที่ดี 


     


    ต่อไปนี้เป็นวิธีหรือคู่มือการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 


     


    1.โกหกเป็นประจำ 


    การโกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของคนเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี และมีข้อมูลจากการศึกษาทดลองทั้งกับสัตว์ทดลองและกับมนุษย์เองโดยตรงที่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่การทำงานหนักของสมองมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง : ทำงานหนักในด้านดี ด้านสร้างสรรค์ และสอง : ทำงานหนักในด้านไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ เฉพาะการใช้สมองทำงานหนักในด้านสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป 


    แต่คนโกหกเป็นประจำ สมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการที่จะต้องพยายามจำสิ่งที่ได้โกหกเอาไว้ และก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ การโกหกเป็นประจำจึงเป็นวิธีหนึ่งที่แน่นอน ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 


    2.คิดในทางไม่ถูกต้อง 


    การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อย่างแน่ชัด การคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ ผิดทำนองคลองธรรม ผิดกระบวนการ ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การคิดหาทางร่ำรวยทางลัด การเจริญก้าวหน้าในด้านอาชีพโดยวิธีการทางลัด โดยทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการคดโกง การประจบผู้บังคับบัญชา การวางแผนทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อตนเองจะได้รับตำแหน่งแทน การคิดหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เช่น การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยวิธีการที่แยบยล หรือผิดกฎหมาย ผิดประเพณีปฏิบัติที่ดีงาม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ เหล่านี้เป็นวิธีที่แน่นอนอีกวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 


    3.หมกมุ่นอบายมุข 


    การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ เพราะเวลาตื่นก็จะหมกมุ่นหาแต่อาจารย์เด็ด เลขเด็ด ตีความหมายของการฝันให้เป็นตัวเลข เวลาหลับก็จะฝันแต่เรื่องเป็นตัวเลข พบเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติก็จะคิดเป็นตัวเลข การหมกมุ่นกับอบายมุขทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิต 


    4.(เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น 


    คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ ก็จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำลายสมอง 


    5.เครียด ฟุ้งซ่าน 


    ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก ถึงขั้นขาดสติยั้งคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย 


    6.ไม่ยอมคิด 


    ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น เผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจจะแห่งชีวิตและธรรมแบบ "เต๋า" 




    แต่...ความว่างเปล่าของสมองแตกต่างอย่างมากกับผู้บรรลุแบบ "เต๋า"
    ยังมีอีกหรือไม่ วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง? 


    คำตอบคือ มี! แต่ 6 วิธีที่กล่าวถึงนี้ เป็นวิธีที่ต้องระวังกันมากที่สุด!


     


    โดย : ชัยวัฒน์ คุประตกุล 


    ที่มา : ( http://hilight.kapook.com/view/26673


     




     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น