คำทำนาย : คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน?



ดาวน์โหลดได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ. (MySelf.pdf ขนาดไฟล์ 130.6KB)


http://xy1rka.bay.livefilestore.com/y1pn0w6OeupspO1X8GEg3T1Ww1m0fElHSMrTYTh6MeqGJH0C-RZxgt9jqQJlV2IuUwUzmitaHPXSRU/MySelf.pdf?download







ความคิดเห็นที่ 1

myschool
11 ก.พ. 2552 10:11
  1.  

    บทความ : รู้จักตนเอง 

    ที่มา ( http://blog.eduzones.com/chembuuza/2708 )

     

    "รู้จักตนเอง"

     

    ..........การรู้ตนเอง หมายถึงอะไร? จะตอบได้อย่างง่ายๆคือการ "รู้" ถึงตัวตนของเรา และเข้าใจทุกสิ่งที่ตัวเราเป็น รวมไปถึงการควบคุมตัวเราอย่างมีประสิทธิภาพ

     

    "แต่เราก็รู้ตัวเองอยู่แล้วนี่ " หลายคนอาจคิดเช่นนี้

     

    ..........ฉะนั้นลองพิจารณาคำถามเหล่านี้กัน

     

    - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งพฤติกรรมในตัวท่านได้หมดไหม? - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งอารมณ์ในตัวท่านได้หมดไหม? - ท่านสามารถอธิบายสาเหตุแห่งความคิดอ่าน ทัศนคติ และแนวทางการมองโลกในตัวท่านได้หมดไหม? - ท่านสามารถอธิบายหลักคุณธรรมจริยธรรมที่ท่านมีได้หมดไหม?

     

    ..........นี่เป็นเพียงคำถามพื้นๆ ที่จะตรวจดูว่าท่านรู้จักตนเองมากน้อยแค่ไหน และหลายๆคนก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้หมด

     ..........การเข้าถึง และรู้จักตัวตนของตนเอง มีอยู่ด้วยกันสองทางใหญ่ๆ คือทางรูปธรรม คือทางกาย สัมผัส และอีกทางหนึ่งคือทางนามธรรม คือทางจิต วิญญาณ ความรู้สึก

     ..........ทางรูปธรรมเราสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะจับต้องได้เป็นชิ้นอัน เรารู้ว่าเราหน้าตาเป็นเช่นไร เมื่อเรามองดูรูปภาพเราสามารถระบุได้ว่านี่เป็นรูปของเรา เมื่อได้ยินเสียงสามารถระบุได้ว่าเป็นเสียงเรา เมื่อสัมผัสสามารถระบุได้ว่านี่เป็นกายเรา เพราะมนุษย์รับรู้รูปกายได้รวดเร็ว และนั่นเป็นการรู้จักตัวเองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว (ตั้งแต่จำความได้ก็สามารถระบุความเป็นตัวเราได้แล้ว)

     ..........ทว่ายังมีอีกทางที่เข้าถึงได้ไม่ครบถ้วนนัก นั่นคือนามธรรม

     ..........ดั่งที่นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า จิตใจคนเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยน้ำอยู่ เราเห็นแต่เพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำ มันอาจดูมหึมา แต่มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ และส่วนนั้นก็ไม่ง่ายนักที่เราจะทำความเข้าใจ (แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะดำลงไปสำรวจมัน)

    ..........ทุกๆความคิดอ่าน อากัปกริยา ทัศนคติ อารมณ์ที่เกิดในจิตใจเรา ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรมอันเข้าถึงได้ด้วยการตระหนักระลึกรู้ โดยประสาทสัมผัสทางกายไม่อาจช่วยได้ เราไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์หนึ่งๆได้ด้วยการสัมผัส แต่การสัมผัสสามารถก่อให้เกิดอารมณ์หนึ่งๆได้ (เช่นการลูบผ้ากำมะหยี่อาจให้ความรู้สึกสบาย เกิดอารมณ์ในแง่บวก) ฉะนั้นจึงต้องเตือนตนเสมอว่า ความสอดคล้องระหว่างกาย(รูปธรรม) และจิต(นามธรรม) เป็นสิ่งที่เกิดอย่างสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่วิธีการเข้าถึง (เพราะมีหลายคนที่หลงอยู่ในวังวนนี้ และคิดว่าการรับรู้ทางประสาทสัมผัสจะนำไปสู่ความเข้าถึงตัวตนทางจิตวิญญาณ)

     ..........หนทางเดียวที่เราจะเข้าถึงนามธรรมในตัวตนเราได้คือต้องอาศัยนามธรรมในตัวตนเราเอง (อ่านแล้วก็ชวนงงนัก) เพราะจิตใจมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่เรียบง่าย แต่มันมีหลายมิติ ซับซ้อน กว้างขวางไร้ขอบเขต และเข้าถึงได้ยาก ฉะนั้นการที่เราจะ "ออกสำรวจ" ตัวเราเอง ก็ต้องใช้ทรัพยากรภายใน คือจิตใจเราเอง

     ..........และรูปแบบของจิตใจก็มีความละเอียด-หยาบ มากน้อยกับไป โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มง่ายๆ ตามความละเอียดคือ อารมณ์ เหตุผล และความเหมาะสม

     ..........อารมณ์คือกลุ่มนามธรรมในจิตใจที่มีความละเอียดน้อยที่สุด กระทั่งอารมณ์ที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดก็ยังหยาบกว่าเหตุผล แต่อารมณ์กลับมีอิทธิพลกับมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งปวง เปรียบง่ายๆให้อารมณ์เป็น หิน เมื่อหินกระทบกายเรา เราสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างรวดเร็ว (ยิ่งมันมาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกรุนแรงเท่านั้น เหมือนหินที่ถูกขว้าง ยิ่งแรงก็ยิ่งเจ็บ) และอารมณ์เองก็เป็นตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายนักทั้งดี-ร้าย เพราะอารมณ์นั่นเองที่เป็นตัวขับดันให้กายเรา "กระทำ" การใดๆลงไปในโลกแห่งรูปธรรม

     ..........การเข้าถึงอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราจึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดในการจะเข้าถึงตัวตนของเราเอง

     ..........แล้วจะอาศัยอะไรล่ะ?

     ..........ก็เหตุผลน่ะสิ

     ..........เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่เหตุกับผล อารมณ์ก็เช่นกัน ทุกๆอารมณ์ที่เกิดมาในจิตใจย่อมต้องมีเหตุอันจูงใจให้เกิดขึ้น เรารักใคร ก็เพราะเขาดีกับเรา เพราะถูกจริตเรา เราเกลียดใครเพราะเขาร้ายกับเรา เพราะเขาไม่ถูกจริตเรา ทุกอารมณ์มีเหตุอันก่อให้เกิดเสมอ ฉะนั้นการไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในบ่อเกิดแห่งอารมณ์นั้นจึงเป็นการเข้าถึงตัวตนในชั้นแรก

     ..........การเข้าถึงทุกอารมณ์ในตัวเราจึงเป็นหลักพื้นฐานที่สุด ที่จะสามารถตอบทุกคำถามอันเกิดแก่จิตใจเราได้ และผู้ที่สามารถตอบ สามารถหาเหตุอันเกิดแก่อารมณ์ได้ครบถ้วน ก็คือผู้ที่เข้าถึงตนเองในขั้นแรกสุด

     ..........ทว่าการหาเหตุแห่งอารมณ์ได้ก็เป็นเพียงการรู้ถึงที่มาเท่านั้น เป็นเพียงการรู้จักตนเองโดยปราศจากการควบคุม เป็นเพียงการระลึกรู้ถ่ายเดียว เช่น เราโกรธ เรารู้ว่าโกรธเพราะอะไร ก็เพียงเท่านี้ แต่ความโกรธขึ้งนั้นก็ยังดำรงอยู่ เพราะเหตุและผลไม่สามารถ "แก้ไข" อะไรได้ มันทำได้แต่เพียง "ตอบปัญหา" และ หาเหตุให้เราเท่านั้น

     ..........ฉะนั้นการรู้จักอารมณ์ของตนเองก็เป็นเพียงการรู้จักตนเองอย่างผิวเผินเช่นกัน เพราะเมื่อเรารู้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือควบคุมมันได้ นั่นเรียกว่าเราเข้าถึงตัวเองได้ละหรือ? ต่างอะไรกับการที่เรารู้จักก้อนหินสักก้อน หรือตั๊กแตนสักตัว เราไม่สามารถควบคุมอะไรมันได้ ก็เหมือนกับการปล่อยให้รูปธรรมคือกาย กระทำการใดๆตามแต่นามธรรมที่หยาบที่สุดคืออารมณ์ สั่งการ โดยที่เรารับรู้แต่เพียงสาเหตุอันก่อให้เกิดอารมณ์เท่านั้น

     ..........แล้วเราจะควบคุมมันได้อย่างไร?

     ..........ก็อาศัยนามธรรมที่ละเอียดที่สุด คือความเหมาะสมนั่นอย่างไรเล่า!

     ..........ความเหมาะสม กาละเทศะ มารยาท จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่จะเรียกเช่นไรก็มีความหมายเดียวกันทั้งสิ้น คือรูปแบบจิตใจที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด และเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าถึงมากที่สุด เพราะสิ่งนี่เองที่จะเป็นตัวคัดกรองและควบคุมอารมณ์ โดยอาศัยข้อมูลจากเหตุผลที่เรามี

     ..........เปรียบง่ายๆคือ หากเราเกิดอารมณ์อยากทานกล้วยแขกสักถุงทั้งๆที่เจ็บคอ อารมณ์อยากจะถูกหาที่มาโดยเหตุและผล อาจจะเป็นว่าเพื่อนที่นั่งข้างๆพูดถึงร้านกล้วยแขกอร่อย หรืออาจจะเดินผ่านร้านกล้วยแขกและได้กลิ่นน้ำมันทอดอันแสนหอม นั่นคือเหตุผลสามารถหาคำตอบถึงที่มาของอารมณ์ "อยาก" นั้นได้แล้ว และสุดท้ายก็เป็นหน้าที่ของความเหมาะสมที่จะคัดกรองว่าอารมณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือไม่ กรณีนี้ตอบได้ว่าไม่ เพราะทั้งๆที่เจ็บคอแต่ยังทานกล้วยแขกเข้าไปสักถุงก็คงไม่เป็นการดีแน่ (อาจจะไอค่อกแค่กจนเกิดอารมณ์อยากทานยาแก้ไอเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้) ฉะนั้นแล้วผลสรุปออกมาว่าอารมณ์อยากกล้วยแขกในครั้งนี้ก็เป็นอันตกไป ไม่สามารถทำให้สัมฤทธิ์ผลได้

     ..........ทุกอารมณ์อันเกิดแก่ตัวเราก็ใช้ระบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ยากง่ายต่างกันไป ฉะนั้นการจะเข้าถึงตนเองก็จะต้องรู้จักทั้งสามประการนั้นอย่างถี่ถ้วน 

     

     


ความคิดเห็นที่ 2

myschool
12 ก.พ. 2552 06:18
  1. รู้จักตัวเองจากสีต่างๆ

     

                 มาลองทำนายกันดีกว่าว่าช่วงวันเกิดของคุณจะตรงกับสีไหน เมื่อได้สีแล้วก็เอาสีไปเทียบกับ ความหมายของแต่ละสีข้างล่างได้เลยนะ การทำนายสีและลักษณะนิสัยนั้นอาศัยวิเคราะห์โดยจิตวิทยา ควรใช้วิจารณญานในการ อ่านด้วยนะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าน้าาาา

    วัน - เดือน ตรงกับสี 23 ธันวาคม - 1 มกราคม สี แดง 2 มกราคม - 11 มกราคม สี ส้ม

    12 มกราคม - 24 มกราคม สี เหลือง

    25 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ สี ชมพู

    4 กุมภาพันธ์ - 8 กุมภาพันธ์ สี น้ำเงิน

    9 กุมภาพันธ์ - 18 กุมภาพันธ์ สี เขียว

    19 กุมภาพันธ์ - 28 กุมภาพันธ์ สี น้ำตาล

    1 มีนาคม - 10 มีนาคม สีน้ำ ( ฟ้า )

    11มีนาคม - 20 มีนาคม สีมะนาว ( เขียวอ่อน )

    * 21 มีนาคม สีดำ

    22 มีนาคม - 31 มีนาคม สีม่วง

    1 เมษายน - 10 เมษายน สีน้ำเงินเข้ม

    11 เมษายน - 20 เมษายน สี เงิน

    21 เมษายน - 30 เมษายน สี ขาว

    1 พฤษภาคม - 14 พฤษภาคม สี น้ำเงิน

    15 พฤษภาคม - 24 พฤษภาคม สี ทอง

    25 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน สี ครีม

    4 มิถุนายน - 13 มิถุนายน สี เทา

    14 มิถุนายน - 23 มิถุนายน สีเลือดนกปนน้ำตาล

    *24 มิถุนายน สี เทา

    25 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม สี แดง

    5 กรกฏาคม - 14 กรกฏาคม สี ส้ม

    15 กรกฏาคม - 25 กรกฏาคม สี เหลือง

    26 กรกฏาคม - 4 สิงหาคม สี ชมพู

    5 สิงหาคม - 13 สิงหาคม สี น้ำเงิน

    14 สิงหาคม - 23 สิงหาคม สี เขียว

    24 สิงหาคม - 2 กันยายน สี น้ำตาล

    3 กันยายน - 12 กันยายน สี น้ำ ( ฟ้า )

    13 กันยายน - 22 กันยายน สี มะนาว ( เขียวอ่อน )

    *23 กันยายน สี เขียวมะกอก่

    24 กันยายน - 3 ตุลาคม สี ม่วง

    4 ตุลาคม - 13 ตุลาคม สี น้ำเงินเข้ม

    14 ตุลาคม - 23 ตุลาคม สี เงิน

    24 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน สี ขาว

    12 พฤศจิกายน - 21 พฤศจิกายน สี ทอง

    22 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม สี ครีม

    12 ธันวาคม - 21 ธันวาคม สี เลือดนกปนน้ำตาล

    * 22 ธันวาคม สี เขียวแก่

    **สีแดง**

                คุณเป็นคนประเภทที่น่ารัก , คุณอาจจะเลือกมากซะหน่อย แต่ก็มักจะไปหลงรักใครบ่อยๆ เข้าและคุณก็ชอบที่จะถูกรักซะด้วยสิ คุณสดใสและร่าเริง แต่บางครั้งก็มีอาการหมอง เศร้าซึม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้นุ่มนวล และดี และสิ่งนั้นเองจะทำให้คนอื่นชื่นชอบในตัวคุณและสิ่งที่คุณเป็น คุณ ชอบคนที่คบหาด้วยง่ายและทำให้คุณมีความสะดวกสบายใจ

    ** ครีม **

                คุณเป็นคนประเภทที่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบต่อการพ่ายแพ้ และคุณมักจะร่าเริงอยู่เสมอๆ คุณเป็นคนที่น่าไว้วางใจได้ คุณมักจะเลือกความรักด้วยความระมัดระวังเสมอ และไม่ตกหลุมรักใครง่ายๆซะด้วยสิ แต่ถ้าคุณพบใครที่คิดว่าใช่แล้ว คุณก็ไม่ปล่อยความรักให้หลุดมือไปซะทีเดียวหรอก

    ** เขียวเข้ม **

                คุณมักจะพิถีพิถันเกี่ยวกับตัวเอง และมักจะมองหาความรักที่ดูมีภูมิฐาน คุณมักจะเป็นคนตัดสินใจอะไรง่ายๆและขาดสติ ซึ่งมักจะตามมาด้วยปัญหาต่างๆ คุณชอบที่จะเป็นผู้ที่นำ และคุณชอบที่จะค้นคว้าหาเพื่อนใหม่ๆ เสมอๆ

    ** เทา **

                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์และคล่องแคล่ว คุณไม่เคยซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเอง และมักจะเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคุณให้คนอื่นได้รับรู้ แต่บางครั้ง ก็นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวบ้าง คุณอยากจะเป็นคนสำคัญและรักความยุติธรรม ปลอบใจคนเก่ง พูดโน้มน้าวได้ดี และคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    ** เขียว **

                คุณมักจะเข้ากับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาได้ดี คุณไม่ได้เป็นคนที่ขี้อายนัก กล้าแสดงออกแต่บางครั้ง การพูดจาของคุณก็ทำให้ความรู้สึกของคนอื่นๆเข้าเจ็บปวดได้ คุณมักจะอยากเป็นคนสำคัญของคนรักของคุณเสมอๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดช่วงนี้มักจะยังโสด เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจนัก

    ** ทอง **

                คุณรู้ว่าอะไรที่ผิดหรือถูก คุณเป็นคนที่ร่าเริงทีเดียว เสปคของคนรักในใจคุณหายากนักแต่เมื่อคุณได้พบเจอแล้ว รับรองว่าคุณคงไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปหรอกน่า..

    ** ชมพู **              คุณมีความพยายามต่างๆที่จะทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆออกมาดีที่สุด และมักจะชอบช่วยเหลือและดูแลผู้อื่น แต่บางครั้งความคิดของคุณก็คิดไปทางที่ไม่ดีบ้าง ส่วนเรื่องของความรัก คุณกำลังมองหาความรักที่โรแมนติกเหมือนในนิยาย

    ** เหลือง **

                คุณเป็นคนอ่อนหวานและใสซื่อ เป็นที่ไว้วางใจจากคนอื่นๆ และเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ข้อตัดสินใจของคุณมักจะนำพาไปเรื่องที่ดีๆเสมอๆ และคุณก็ชอบที่จะมีความรักแบบโรแมนติคซะด้วยสิ

    เลือดนกปนน้ำตาล

                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดทีเดียวและรู้ในสิ่งที่ถูกและผิด คุณมักจะทำให้สิ่งต่างๆ ให้เป็นในสิ่งที่คุณต้องการ และบางครั้งสิ่งนั้นอาจทำให้คุณทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นโดนที่คุณไม่รู้ แต่เมื่อถึงเรื่องความรักคุณคือนักอดทนทีเดียว เมื่อคุณได้รักใครแล้ว ยากที่จะหาคนอื่นมาเทียบได้ทีเดียวแหละ

    ** ส้ม **

                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างมีความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณมักจะมี จุดประสงค์ในสิ่งที่ตนทำอยู่เสมอๆ และชอบการแข่งขัน เมื่อคุณมีเพื่อนคุณจะพบว่ายากนักที่จะเชื่อและไว้ใจใครสักคนได้ แต่เมื่อคุณได้เจอเพื่อนที่คุณถูกใจแล้ว คุณจะเชื่อในคนๆนั้นตลอดไป

    ** ม่วง **

                คุณค่อนข้างดูลึกลับ ไม่เห็นแก่ตัว และไม่ค่อยจะคล้อยตามสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย. การกระทำของคุณในแต่ละวัน อาจนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ได้ คุณมักจะป๊อปในหมู่เพื่อนฝูงเป็นที่รักใคร่ คุณเป็นคนที่ขี้ลืมและคุณน่าจะมองหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้ดีกว่า

    **มะนาว(เขียวอ่อน) **

                คุณเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น แต่เป็นคนที่เครียดง่าย คุณมักจะเป็นคนที่ขี้อิจฉา และมักจะขี้บ่นเสมอ แต่คุณก็มีความรับผิดชอบที่ดี และดูเหมือนคนรอบข้างดูจะรักและไว้ใจคุณเป็นอย่างมากทีเดียว

    ** เงิน **

                คุณเป็นคนช่างคิดและขี้อาย และชอบที่จะลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอๆ คุณชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณเป็นคนหัวไวพอควร เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ความรักของคุณมักจะเจอแต่เรื่องที่ต้องมาขัดใจเสมอๆ

    ** ดำ **

                คุณเป็นนักท้าทาย และมีความอดทนทีเดียว แต่คุณไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อคุณได้ตัดสินใจอะไรบางสิ่งแล้ว คุณก็จะยึดมั่นความคิดนั้นไว้ตลอด ความรักของคุณก็ค่อนข้างดูแปลก และท้าทายทีเดียว

    ** เขียวมะกอก **

                คุณเป็นคนที่อบอุ่น และมักจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุณไม่ชอบความรุนแรงและรักความยุติธรรมคุณเป็นคนใจดี และร่าเริงแต่อย่าอิจฉาใครคนอื่นให้มากนักล่ะ

    ** น้ำตาล **

                คุณเป็นคนชอบการกีฬา คุณมักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหวงตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่คุณตกหลุมรักคนอื่นอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคุณได้พบเจอสิ่งที่ต้องการ และไม่ถูกใจคุณเมื่อไร คุณก็พร้อมที่จะยอมแพ้และปล่อยสิ่งนั้นทันที

    ** น้ำเงิน **

                คุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบยกย่องใครสักเท่าไร และเรื่องมาก. แต่คุณมีความคิดที่ดี เสมอๆ และชอบที่ตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่คุณชอบปล่อยให้ความรักหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย คุณมักจะรักตามใจคุณไม่ใช่ตามที่หัวใจคุณต้องการ

    ** น้ำเงินเข้ม **

                คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์ และรักสนุก คุณมีความพยายามและความอดทน ในการที่ทำสิ่งต่างๆดี และค่อนข้างจะหมกมุ่นในบางครั้ง แต่เมื่อคุณได้โกรธใคร สักคนแล้วยากที่คุณจะให้อภัยได้

    ** ขาว **

                ความฝันของคุณนำพาไปสู่จุดหมายของชีวิต คุณมักจะชอบอิจฉาคนอื่นๆ บางครั้งคุณก็ดูแปลกไป เมื่อเทียบกับความคิดคนอื่นๆ แต่คุณมีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆที่ดี

    ** น้ำ (ฟ้า ) **

                คุณเป็นคนที่มีอารมค่อนข้างที่จะแปรปรวน คุณมักเป็นคนสันโดษและชอบการท่องเที่ยว คุณเป็นคนที่เชื่อใจได้ แต่มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหูเบา ความรักที่คุณหวังไว้นั้นหายาก และมักจะเลิกรากันด้วยโดยง่าย และบางครั้ง คุณเองก็มักจะเจ็บปวดด้วยเรื่องความรักที่มา : ( http://www.showded.com/myprofile/mainblog.php?user=phuengnoi&jucId=14915 )


ความคิดเห็นที่ 3

myschool
13 ก.พ. 2552 06:46
  1. แบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 1)

    1. คุณกำลังเดินไปตามทางเดิน แล้วเห็นอะไรอยู่รอบตัว ก. ป่าทึบ มองขึ้นข้างบนแทบไม่เห็นท้องฟ้า ข. ทุ่งข้าวโพดเหลืองอร่ามตัดกับสีขอบฟ้า ค. เนินเขาสีเขียว เห็นภูเขาอยู่ลืบๆ

    2. คุณเห็นอะไรตกอยู่ข้างๆ เท้า ก. กระจก ข. แหวน ค. ขวด

    3. เก็บมันขึ้นมาไหม ก. เก็บ ข. ไม่เก็บ

    4. เดินต่อไปเจอแหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่ว่าคือ … ก. ทะเลสาบใส ข. น้ำตก ค. ลำธาร

    5. กุญแจที่จมอยู่ในน้ำซึ่งคุณกำลังจะเก็บขึ้นมานั้นมีลักษณะอย่างไร ก. กุญแจบ้าน ข. กุญแจโบราณ ค. กุญแจล็อคเกอร์เล็กๆ

    6. ต่อมาเจอะบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นบ้านแบบไหน ก. แมนชั่นหรูแบบละแวกฮอลลีวู้ด ข. กระท่อมพร้อมสนามหญ้า ค. ปราสาทสวยโทรมๆ

    7. แล้วทำยังไงต่อ ก. มองเข้าไปทางหน้าต่าง ข. เข้าไปสำรวจ ค. ไม่สน … แล้วเดินต่อไป

    8. ทันใดนั้นก็มีบางอย่างกระโจนใส่ ทำให้คุณตกใจ สิ่งนั้นคือ ก. หมี ข. พ่อมด ค. เหยื่อที่ใช้ตกปลา

    9. ด้วยความตกใจคุณจึงวิ่งไปจนถึงกำแพงมีประตูคุณจึงมองลอดรูกุญแจก็เลยเห็น ก. สวนเขียวขจีในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง ข  บ่อน้ำกลางทะเลทราย ค. ชายหาดและเกลียวคลื่น ตอบคำถามทั้ง 9 ข้อให้หมดก่อน แล้วคอยอ่านคำตอบวันพรุ่งนี้นะครับ(ถ้ารู้คำตอบก่อนแบบทดสอบนี้ก็ไม่มีประโยชน์)


ความคิดเห็นที่ 4

myschool
14 ก.พ. 2552 07:09
  1. เฉลยแบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 1)คำถามที่ 1 ทัศนคติของคุณเกี่ยวกับตัวเอง ก. คนอื่นมองว่าคุณเป็นคนที่น่าสนใจเพราะคุณปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อนๆรักคุณเพราะคุณเป็นนักฟังที่ดี ข. เป็นคนฉลาด ซื่อสัตย์และน่ารักเป็นมิตรกับทุกคนและไม่ค่อยมีเรื่องกับใครแถมยังเป็นตัวแทนของความร่าเริงสนุกสนาน ใครๆจึงมักจะเข้ามาพูดคุยด้วย ค. เป็นคนติดดิน และผู้คนเขาก็รักคุณเพราะนิสัยเป็นคนตรงๆ นี่แหละคุณคือนักไกล่เกลี่ยปัญหาเพราะคุณจะรับฟังความของทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินว่าใครถูกใครผิด

    คำถามที่ 2 ลักษณะของคู่รักที่คุณมองหา ก. แฟนคุณต้องเป็นคนที่จะร่วมชีวิตกันในอนาคต แต่คุณควรเปิดใจให้กว้างเพราะเขา/เธอที่สมบูรณ์ตามแบบของคุณ อาจไม่ค่อยมีเสน่ห ์มากนัก ข. คุณป็นคนโรแมนติกยามรักก็จะทุ่มเทเพื่อถนอมรักไว้ให้ดีที่สุดเพราะคุณเชื่อว่ารักแท้จะคงอยู่ตลอดกาล และคุณก็อยากให้แฟนห่วงใยดูแลคุณเสมอ ค. คุณชอบคนที่กล้าแสดงความเก่ง ทะเยอทะยาน และ จริงจัง ฉะนั้นพวกหล่อ/สวยอย่างเดียวน่ะไม่ผ่าน

    คำถามที่ 3 ความพร้อมที่จะผูกมัดกับใครซักคน ก. ถ้าใช่ก็ได้เลย ข. ดูใจกันไปเรื่อยดีกว่า

    คำถามที่ 4 รักคุณซึมลึกขนาดไหน ก. คุณจริงจังกับความสัมพันธ์เอามากๆ ถ้าพบคนที่ใช่คุณก็จะรักเขา/เธอคนนั้นสุดหัวใจ ข. เพศตรงข้ามคิดว่าคุณเซ็กซี่มากเพราะคุณหว่านเสน่ห์เก่งชาย/หญิงหลายขโยงจึงพากัน หลงใหลคุณ ค. ทักษะการจีบของคุณเป็นเลิศ คุณจึงเปลี่ยนคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า

    คำถามที่ 5 ความสำคัญของการศึกษา ก. การศึกษาสำคัญน้อยกว่าโลกภายนอกที่รออยู่เบื้องหน้าลึกๆแล้วคุณอาจจะอยากเริ่มทำงานและออกมาอยู่เอง ข. การศึกษาสำคัญที่สุดคุณอยากเรียนหนักๆจะได้ซึมซับความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ค. คุณอาจจะไม่ชอบเรียน แต่มีความคิดดีๆมากมายคุณเชื่อสัตชาตญาณและสมองของตัวเองฉะนั้นคุณอาจลงเอยด้วย อาชีพที่ไม่เหมือนใคร

    คำถามที่ 6 งานเหมาะๆ ก. คุณมีเป้าหมายเยอะและพยายามทำทุกอย่างสุดๆงานที่ชอบจึงต้องเป็นงานที่ได้แสดงพลังคุณปรารถนาความสำเร็จอย่างที่สุด ข. คุณยึดหลักความเป็นจริงในการเลือกอาชีพและมุ่งมั่นจะเติบโตในสายงานที่คุณเลือก ค. อาชีพที่คุณฝันไว้เป็นไปได้ยากในชีวิตจริงน่าจะมองๆหาอะไรใกล้ตัวทำไปก่อนดีกว่าไม่งั้นอาจเศร้า

    คำถามที่ 7 ความสำเร็จมีความหมายแค่ไหน ก. คุณกลัวล้มเหลวเลยไม่กล้าเริ่มต้นจงอย่าเพิ่งยอมแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ ข. คุณมั่นใจว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ เพราะจะไม่มีสิ่งไหนมากั้นขวางคุณได้ ค. ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องใหญ่คุณพอใจในสิ่งที่มีอยู่และชอบที่จะอยู่กับคนที่คุณรักมากกว่าจะทุ่มชีวิตไปกับการงานหรือดำรงตำแหน่งสูง

    คำถามที่ 8 คุณกลัวอะไรมากที่สุด ก. คุณกลัวที่จะไม่มีใครให้พึ่ง หรือกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ข. คุณกลัวในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเพื่อกลบเกลื่อนคุณก็เลยใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไปบ้าง ค. คุณเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนอื่นเอามากๆ จึงพยายามสุดชีวิตที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนคุณต้องเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองบ้างแล้ว

    คำถามที่ 9 ตัวตนของคุณคือ … ก. คุณเป็นผู้ใหญ่มีความคิดความอ่าน ซื่อสัตย์ กล้าแสดงความเห็นผู้คนจึงมาขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แต่คุณอาจแย่ถ้าเจอปัญหาที่ต้องใช้หัวใจมิใช่สมอง ข. คุณต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ เพราะชอบอยู่กับความคิดของตัวเอง และมักจะแว่บหายยามเข้าตาจน แต่คุณจะรู้สึกดีขึ้นถ้าระบายกับคนที่คุณไว้ใจซะบ้าง ค. คุณเป็นคนที่เต็มที่กับชีวิตและกล้าแสดงออก แต่เดาอารมณ์ยากและเปลี่ยนความคิดได้เรื่อยๆ บางครั้ง คุณก็เหมือนมหาสมุทร … สงบได้ … แต่ไม่นาน

    ที่มา : (http://www.pantown.com/board.php?id=15408&area=1&name=board5&topic=14&action=view )


ความคิดเห็นที่ 5

myschool
16 ก.พ. 2552 06:28
  1. ข้อคิดดีๆ "รู้จักตัวเองแค่ไหน" 

    (ตอบก่อนอ่านเฉลย)

     

    สัจจธรรม 

     

    เรื่องจากสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง

     

    ดีเจพูด : 

    คำถามนี้มาจากคำถามสอบสัมภาษณ์เข้าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในต่างประเทศ

    คำถามมีอยู่ว่า...

     

    ในวันที่ฝนตกหนัก คุณขับรถสปอร์ทคันหนึ่ง รถคันนี้นั่งได้แค่ 2 คนเท่านั้น เมื่อคุณขับรถถึงชานชลา มีคนนั่งอยู่ 3 คน

    หมอผู้ที่เคยช่วยชีวิตคุณให้รอดจากโรคหัวใจ คนแก่ที่กำลังป่วยเป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรงที่จะต้องไปโรงพยาบาล คนที่คุณชื่นชอบแล้วอยากเจอมาทั้งชีวิต

     

    ถามว่า "ใครที่คุณจะให้นั่งไปด้วยกับรถ?" ให้เวลาคิดแล้วผมจะกลับมาเฉลยในเบรกหน้าครับ

    ____________________________________________________________

    (เฉลยวันพรุ่งนี้ครับ) 

     


ความคิดเห็นที่ 7

myschool
17 ก.พ. 2552 06:15
  1. คำถามนี้เป็นคำถามที่มีได้หลายคำตอบขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล 

    แต่มีคำตอบหนึ่งที่ค่อนข้างดีก็คือ

    "ถ้าผมเป็นคนขับรถผมจะให้กุญแจแก่หมอเพื่อให้พาคนแก่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจไปยังโรงพยาบาลเพราะหมอจะสามารถปฐมพยาบาลคนแก่ได้ดีกว่าในระหว่างทางส่วนตัวผมจะนั่งอยู่ที่ชานชลาเพื่อคุยกับคนที่ผมอยากเจอเขามาตลอดชีวิต"

    คำตอบนี้สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้เป็นอย่างดีคือได้ตอบแทนผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือเราได้ช่วยคนชราซึ่งกำลังใกล้จะตายและสุดท้ายคือได้พูดคุยกับคนที่เราอยากเจอได้ครบสมบูรณ์ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม และตัวเราก็มีความสุขในท้ายที่สุดด้วย

    ก่อนเฉลยหลายคนอาจคิดว่าจะเอาใครไปกับเราดี

    ...คนแก่..หมอ..หรือคนที่เราอยากเจอ

     

    นี่เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคนที่มักจะคิดถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกฉะนั้นเวลาคนอื่นเขาทำอะไรแล้วเรารู้สึกไม่พอใจก็ควรจะให้อภัยเขาเพราะทุกคนก็รักตัวเองมากกว่าคนอื่นด้วยกันทุกคน

    เขาไม่ได้..... อย่างที่คิดหรอก เพียงแค่เขาทำไม่ถูกใจเราเท่านั้นเอง 

     

    ที่มา : ( http://www.crma38.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=crma38com&thispage=1&No=466891 )

     

    "คนนะครับไม่ใช่แมว" รักตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว

     


ความคิดเห็นที่ 8

myschool
18 ก.พ. 2552 07:51
  1. แบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 2)

    1. วันเกิดเพื่อน คุณจะเลือกส่งของขวัญอะไรให้เขา 

    ก. ของใช้ประจำวัน ข. ของที่ตัวเองชอบ ค. ของที่เพื่อนอยากได้ ง. ของทันสมัยที่สุด จ. ของประดิษฐ์ด้วยตนเอง 

    2. ขณะนี้คุณอยากนั่งเก้าอี้แบบไหน 

    ก. เก้าอี้ผ้า ข. เก้าอี้หนัง ค. เก้าอี้ไม้ ง. เก้าอี้มีพนักวางแขน จ. เก้าอี้ที่นวดได้ 

    3. พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณคิดจะทำอะไร 

    ก. พักผ่อนอยู่กับบ้านทั้งวัน ข. ไปshopping ค. ไปออกกำลัง ง. ไปเดินเล่น จ. นอนหลับให้สบาย  

    4. เห็นต้นอ่อนของต้นไม้งอกออกมา ความคิดประการแรกของคุณคือ 

    ก. ดีใจอยากให้มันโตเร็ว ๆ ข. ต้องระวังเวลาเดินอย่าไปเหยียบมัน ค. ห่วงใยว่ามันจะออกดอกไหม ง. นึกขอบคุณ ที่มันเติบโต จ. คงไม่ต้องรดน้ำให้มากอีกต่อไป  

    5. ถ้าคุณสามารถขึ้นไปบนอวกาศคุณอยากจะทำอะไร 

    ก. มองเห็นโลก ข. สำรวจดาวทุกดวง ค. เริ่มงานอนุรักษ์โลก ง. มองหามนุษย์อวกาศ จ. หาโลกอื่นอยู่ 

    6.คุณคิดว่าในภาพๆนึง ควรจะมีสัตว์อะไรอยู่ 

    ก. สิงโต ข. กระต่าย ค. หมี ง. นก จ. แมว  

    7. ถ้าเป็นไปได้ คุณอยากอาศัยอยู่ที่ใดต่อไปนี้ 

    ก. ภาคใต้ของจีน ข. เทือกเขาแอลป์ ค. จีน ง. ทุ่งหญ้า จ. ทะเลทราย 

    8. ถ้าจะได้ไปเที่ยว คุณมีความสุขที่สุดตอนไหน 

    ก. ก่อนไป 1 วัน ข. เวลาที่ทุกคนสนุกด้วยกัน ค. เวลาคุย ง. เวลาไปและกลับ จ. ตอนกินขนม  

    9. มีกับข้าววางอยู่บนโต๊ะ คุณจะเลือกรับประทานอะไรเป็นอันดับแรก 

    ก. น้ำแกง ข. ข้าว ค. สลัด ง. ผัก จ. ขนมหวาน ผลไม้  

    10.เห็นแสงอาทิตย์ยามสายัณห์ มีความหมายอย่างไร 

    ก. สวยเหลือเกิน ข. อ้างว้างจนน้ำตาไหล ค. อากาศดี ง. อยากตะโกนดัง ๆ จ. พรุ่งนี้ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม 

    11.อยากข้ามแม่น้ำแต่ข้างหน้าไม่มีสะพานจะทำอย่างไร 

    ก. ว่ายน้ำข้ามไป ข. ทำแพไม้ไผ่ ค. ดูว่ามีสะพานที่อื่นไหม ง. หาที่ตื้นที่สุดข้าม จ. รอน้ำลดค่อยข้าม  

    12. ถ้าคนข้างหน้าทำของตก คุณจะทำอย่างไร 

    ก. ส่งเสียงดังเรียกเขาข. เก็บขึ้นมาแล้วเดินตามไปใกล้หน่อย ค่อยเรียกเขา ค. วิ่งไปดักหน้า แล้วส่งของคืนเขา ง. ดูว่าเขารู้ตัวว่าทำของตกไหม จ. ไม่อยากยุ่ง ทิ้งไว้เฉย ๆ ดีกว่า  

    13. เห็นรุ้งขึ้นที่ขอบฟ้าใส คุณชอบสีใดต่อไปนี้ที่สุด 

    ก. แดง ข. เหลือง ค. เขียว ง. ฟ้า จ. ม่วง 

    ตอบคำถามทั้ง 13 ข้อให้หมดก่อน แล้วคอยอ่านคำตอบวันพรุ่งนี้นะครับ

     


ความคิดเห็นที่ 9

myschool
19 ก.พ. 2552 06:20
  1. เฉลยแบบทดสอบมารู้จักตัวเองกันเถอะ (ชุดที่ 2)

    1. ท่าทีของคุณต่อคนรอบข้าง 

    ก. แสดงว่าไม่ค่อยเปิดเผย มักจะหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข. ถือตัวเองเป็นศูนย์กลางในการคบหากับผู้อื่น ค. คำนึงถึงจุดยืนผู้อื่น หวังให้คนอื่นยอมรับ ง. สภาพแวดล้อมธรรมชาติสำคัญกว่าตนเองและผู้อื่น จ. ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าตัวเอง 

    2. ความคาดหวังตัวคนที่คุณชอบ 

    ก. ไปไหนมาไหนกับคุณทุกที่ ข. อยากรู้เรื่องของเขามากกว่านี้ ค.เป็นคนมีรสนิยมสูง ง. ให้อภัยเป็น จ. หวังให้เขาทำอะไรให้ 

    3. ความรู้สึกในเรื่องเงินทองของคุณ 

    ก. พยายามประหยัด ข. มีเท่าไรใช้เท่านั้น ค. เก็บเงินไว้ใช้ยามจำเป็น ง. เห็นอะไรก็อยากซื้อโดยไม่คิดว่าฟุ่มเฟือย จ. ขี้เหนียว 

    4. ความรู้สึกของคุณต่อพ่อแม่ 

    ก. ไม่อยากให้ท่านก้าวก่ายคุณ ข. ขอบคุณท่านที่เลี้ยงคุณให้เป็นคนดี ค. พึ่งพาพ่อแม่มากอยากอยู่ใกล้ท่านตลอด ง. ขอบคุณท่านมาก ๆ จ. คิดว่าจะยืนหยัดด้วยตัวเองเร็วหน่อย 

    5. ความรู้สึกต่อสภาพการณ์ปัจจุบันของคุณ 

    ก. แม้ไม่พอใจแต่ก็ยังพออยู่ได้ ข. พอใจสภาพแวดล้อมแต่คิดหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ค. พอใจสภาพแวดล้อมปัจจุบันมาก อยากรักษาให้คงอยู่ตลอดไป ง. ไปให้ไกลจากมนุษย์โลก จ. ไม่พอใจตัวเอง อยากหาอะไรแปลกใหม่ 

    6. คุณต้องการเพื่อนแบบไหน 

    ก. เข้มแข็งกระตือรือร้น ข. โอนอ่อนผ่อนตามและให้อภัย ค. พึ่งพาได้ ง. ช่างคุย จ. เต็มไปด้วยเสน่ห์หญิง 

    7. คู่ครองในอุดมคติ 

    ก. มีอารมณ์ขัน มีชีวิตชีวา ข. สะโอดสะอง ค. นุ่มนวล ง. ใจดี จ. เงียบขรึม น่าพึ่งพา 

    8. ความปรารถนาของคุณ 

    ก. เรื่องที่วางแผนไว้ต้องสำเร็จ ตั้งความหวังที่จะประสบผลสำเร็จ ข. ชอบเปรียบเทียบ มีความหวังสูง ค. อยากอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา ง. ชอบการเปลี่ยนแปลง เหมือนการไปเที่ยวเป็นสิ่งเร้าความสนใจคุณ จ. รักการกินและนอนที่สุด 

    9. ท่าทีและความคิดของคุณต่อสังคม 

    ก. มีหลักการ ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์สังคม ข. คิดว่ามีทุกข์ก็ต้องมีสุข ค. ให้ชายเป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ง. มีความสุขไปเรื่อย ๆ ขอเพียงตัวเองชอบ จะไม่มีอะไรที่ไม่มีความสุข จ. รักอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด 

    10. นิสัยของคุณ 

    ก. จิตใจบริสุทธิ์ มองทุกสิ่งในแง่ดี ข. มีบางสิ่งไม่แน่นอน อย่าวิตกเกินไป ค. ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ง. ปณิธานสูง ยึดตนเป็นใหญ่ จ. พิจารณาทุกสิ่งรอบคอบ ยึดความคิดตนเป็นหลัก 

    11. วิธีการหาคู่ใจ 

    ก. หาคนที่ถูกใจได้ก็หยุด ข. ร่วมกิจกรรมสาธารณะ เผื่อจะเจอคนถูกใจ ค. แม้ไม่ชอบนักแต่ถ้าเขาไม่ปฏิเสธก็ลองคบหาดู ง. หาจากบรรดาเพื่อน จ. แล้วแต่บุญแต่กรรม 

    12. โอกาสพบรัก 

    ก. คนกล้าหาญอย่างคุณ โอกาสมาถึงย่อมไม่ปล่อยไป ข. ที่จริงมีโอกาส แต่พอผ่านไปก็พลาดอย่าง น่าเสียดาย ค. ไม่มั่นใจ อยากหาโอกาสแต่พลาดทุกครั้งเพราะไม่กล้าเผชิญหน้าเขา ง. รอฝ่ายตรงข้ามแสดงตัวก่อน จ. ไม่ค่อยมีโอกาสแสดงความรัก 

    13. คุณคิดว่านิสัยของตัวเอง......... 

    ก. กระตือรือร้น ข. เปิดเผย ค. แข็งแรง ดีงาม ง. สงบเยือกเย็น จ. รสนิยมสูง

    ที่มา : ( http://board.dserver.org/p/porko/00000633.html )

     


ความคิดเห็นที่ 10

myschool
20 ก.พ. 2552 08:33
  1. Begin with the End : (ไฟล์ PDF ขนาด: 127.9 KB) เกมชีวิต "เริ่มที่ตอนจบ"

     

    บทความของ วนิษา เรซ (หนูดี)ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพปริญญาโทจากฮาวาร์ด

    ข้อคิดดีๆที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น


ความคิดเห็นที่ 11

myschool
21 ก.พ. 2552 07:00
  1. หมื่นตา “หมื่นรู้.. มิสู้ปล่อยวาง”

    หมื่นตาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ จากนั้นไปต่อปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศ… เขาเรียนเก่งมากระดับเหรียญทอง เกียรตินิยมตั้งแต่เล็กจนโต

    หมื่นตาเป็นคนสมองดี ชีวิตเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้น นั่นทำให้เขามั่นใจในตัวเอง… และคิดว่าเขารู้ทุกสิ่ง เขาอ่านตำรามากมาย หลายหมื่นเล่ม …วิถีของคนผู้เป็นเลิศ..!

    วินาทีนั้น…หมื่นตาคิดว่า เขารู้ทุกอย่างเป็นอย่างดี คนอื่นล้วนด้อยกว่าเขา ทั้งระดับการศึกษา… การค้นคว้าข้อมูล … การตัดสินใจ และความเป็นเลิศทางวิชาการ

    แล้ววันหนึ่ง… พ่อของหมื่นตาก็บอกให้เขาเดินทางไปหาคุณตาของเขาที่บ้านนอก…

    หมื่นตาไม่อยากไป เพราะคิดว่าคุณตาก็เป็นเพียงแค่คนแก่ ซึ่งไม่มีพลังชีวิตหลงเหลืออีกแล้ว ได้แต่ใช้ชีวิตไปเพียงวันๆ Rolling Eyes

    แต่เขาก็ไป… “ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก… พ่อให้ผมมาหาตาครับ”

    ตาของหมื่นตาเป็นชายชรา อาศัยอยู่ในชนบทอับเงียบสงัด ชื่อของเขาคือ “ไร้ตา”

    “หวัดดีหลานชาย .. ไม่เจอกันนานเลยนะ”

    ทั้งสองคนนั่งคุยกันอย่างยาวนาน…

    หมื่นตาไม่คิดว่า ชายแก่คนนี้จะรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย “ในเมื่อตารู้อะไรมากมาย กลับมาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแบบนี้ไปทำไมละครับ?”

    คุณตาผู้ชรายิ้ม และให้คำตอบแก่หลานชาย… “ความรู้ในโลกนี้มีจำกัด เราไม่อาจเรียนรู้ทุกสิ่งได้ภายในช่วงอายุสั้นๆ ของเรา สิ่งที่เราต้องรู้จักให้มากที่สุด ก็คือ ตัวตนของเรา ต่างหาก”

    การอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น ปริญญาเป็นเพียงสิ่งสมมติเพื่อใช้วัดค่ามาตรฐานตามกฎเกณฑ์ของสังคม แต่นั่นย่อมไม่ได้วัดว่า ใครเข้าใจชีวิตมากกว่ากัน

    “วิชา” กับ “ปัญญา” นั้นแตกต่างกัน อ่านเยอะ รู้เยอะ เห็นเยอะ ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น ผู้รู้ที่แท้จริง

    “คนมีปัญญาสำหรับตา คือคนที่นอบน้อมถ่อมตน รู้ว่าตนยังต้องเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย”

    ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ..หรือฉลาดไปซะทุกสิ่ง

    เราอาจฉลาดเรื่องหุ้น .. แต่อาจปลูกข้าวไม่เป็น

    เราอาจเป็นครูที่เก่งกาจ… แต่เราอาจสร้างบ้านไม่เป็น

    ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเกื้อผลกัน คนฉลาดและมีปัญญาจะอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจะน้อมรับคำสอนของทุกคน โดยไม่แบ่งว่าเขารวย-จน หรือไปวัดว่าเขาจบการศึกษาระดับไหน

    เปลือกภายนอกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานะ ระดับการศึกษา ชาติตระกูล เส้นสาย อำนาจ วาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นเพียงสิ่งลวงตา ที่ไม่อาจทำให้เรารู้แจ้งแทงทะลุไปถึงหลักสัจธรรมของชีวิตได้

    ทำไมยิ่งเรียนสูง เรากลับพบว่าคนเหล่านั้นก็ยังมีปัญหา ในการจัดการความทุกข์ของตัวเอง // -->

    ทำไมยิ่งฉลาด ยิ่งพบปัญหาต่างๆ รุมเร้า แม้แต่จะยิ้มให้คนแปลกหน้ายังคิดระแวง ทำอะไรก็คิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น ไม่รู้จักการให้ คิดทุกอย่างเป็นเพียงแต่เรื่องของผลประโยชน์

    คนเราตัดสินกันที่ “ความคิด” และ “ตัวตน” ของคนๆ นั้น เราดูสิ่งที่เขามี “ภายใน” ไม่ได้วัดคุณค่าของคนจากสิ่งที่เขามีอยู่ “ภายนอก”

    ทุกถ้อยคำของไร้ตาเสียดแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหมื่นตา … “คุณตาครับ >… ที่ผ่านมาผมโอหังกับความรู้ที่ผมมี แท้จริงผมเป็นเพียงไอ้งั่งคนนึง”

    ผมทำตัวเหมือน “ชาล้นถ้วย”  ที่ใครก็ไม่อยากสอนอยากแนะนำ ผมนี่มันงี่เง่ามากที่คิดว่าคนจนโง่ คนที่เรียนสูงๆ ถึงจะฉลาด วันนี้ผมได้รู้แล้วครับ ว่าคนฉลาดที่แท้นั้นเป็นอย่างไร

    “ผู้รู้ที่แท้” คือ “ผู้ที่รู้จักตัวเอง” เราไม่ต้องไปวิจารณ์ใครหรอก ว่าเขาดี-เลวแค่ไหน ย้อนมองส่องตน ดูแล “จิตใจและความคิด” ของตัวเราให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ

    อย่าไปมัวคิดแต่เปลี่ยนแปลงโลก เพราะเพียงแค่เราเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ครอบครัวของเราจะเปลี่ยน สังคมของเราจะเปลี่ยน และในที่สุด… โลกก็จะเปลี่ยน

    เปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือเลวได้ โดยที่เราไม่ต้องคอยก่นด่าคนอื่นว่าเลว ไม่ต้องไปพิพากษาคนอื่นว่าโง่เง่าที่เขาคิดไม่เหมือนเรา Exclamation

    คนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครทำให้เราต่ำต้อยได้ ถ้าเราไม่ยอมรับตัวเองว่าเราต่ำต้อยด้อยค่าจริงๆ

    “หมื่นรู้.. มิสู้ปล่อยวาง” หลายคนแปลกใจในความเปลี่ยนแปลงของหมื่นตา เมื่อกลับจากบ้านคุณตาในวันนั้น

    เขาเลิกใส่สูท และหันมาแต่งกายด้วยชุดอันเรียบง่าย เขาใส่ใจที่จะฟังคนอื่นมากขึ้น และพูดให้น้อยลง เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และโกรธขึ้งน้อยลง

    หมื่นตา… ไม่ได้แปลว่า รู้ไปซะทุกอย่าง แต่ปล่อยวางทุกสิ่งที่รู้ ด้วยดวงตาแห่งความรู้แจ้ง ด้วยดวงตาดวงเดียว

     

    ข้อคิดดีๆที่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

    ที่มา : ( http://www.วัดใหม่ศรีม่วงคํา.com )

     


ความคิดเห็นที่ 12

myschool
22 ก.พ. 2552 06:13
  1. รู้จักตัวตนจากเวลาเกิด 

     - ผู้ที่เกิดเวลาตี 5 ถึง 7 โมงเช้า 

    ช่วงเวลานี้เป็นเวลากระต่าย จะทำให้คุณเป็นคนรักสวยรักงาม ทำอะไรละเอียดอ่อน สะอาดสะอ้าน ชอบแต่งตัวให้ดูดีเสมอ บุคลิ กของคุณจะค่อนข้างสุภาพดูอ่อนโยน พูดจาหวานและนอบน้อมถ่อมตัว มีมารยาทเป็นเลิศ ดูแล้วผู้ดี๊ผู้ดี สงบ เงียบ เรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่ 

    ด้านนิสัยใจคอแม้จะดูเงียบนุ่มปานนั้น ลึก ๆ มั่นใจและทะเยอทะยานไม่น้อย เป็นคนเข้ม แข็งข้างใน รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เป็นนักการทูต จิตวิทยาสูง มี ความเข้าอกเข้าใจคนอื่นดี ใจกว้าง โกรธง่ายหายไว จิตใจดี ใจอ่อน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือ รสนิยมดี

    - ผู้ที่เกิดเวลา 7 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า 

    เวลานี้เป็นเวลามังกร บุคลิกของคุณจะดูหยิ่งทะนงมาก ท่าทางสง่าผ่าเผย ดูหัวสูง ติดหรู ความทะเยอทะยานจะเห็นได้ชัด คุณดูน่าเกรงใจ เข้าถึงยาก มีความเป็นผู้นำสูง 

    นิสัยของคุณจริง ๆ แล้วเป็นคนใจกว้างและเด็ดเดี่ยว รักศักดิ์ศรี โมโหร้าย บุ่มบ่าม มุทะลุ ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่ชอบเรื่องเล่ห์เหลี่ยม ในด้านดีอยู่ที่เป็นหลักพึ่งพิงได้ รับผิดชอบสูงและขี้สงสาร เป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงทีเดียวนะ อนาคตของคุณค่อนข้างแจ่มแจ๋วด้วยความมุ่งมั่นบากบั่นของ คุณนั่นแหละ

    - ผู้ที่เกิดเวลา 9 โมงเช้าถึง 11 โมงเช้า 

    คนที่เกิดสาย ๆ เวลานี้ซึ่งเป็นเวลางู โดยมากจะหน้าตาดีแต่งตัวดีเสมอ ด้วยของหรูหราราคาแพงหรือมียี่ห้อ ภาพพจน์ของคุณต้องมาก่อนเสมอบุคลิกของคุณดูเงียบขรึม เรียบร้อยสุภาพนุ่มนวล มายาทดี พูดจาหวานหูชื่นใจ 

    นิสัยข้างในค่อนข้างฉลาด เก็บความรู้สึกและความต้องก ารได้นิ่งลึกมาก คุณรักการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีความทะเยอทะยานสูง ชอบทำตัวเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นนักวางแผนผู้ชาญฉลาดใจแข็งไม่หวั่นไหวอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ถ้าจะล้วงความลับจากตัวคุณคง ไม่ง่ายนักหรอก

    - ผู้ที่เกิดเวลา 11 โมงเช้าถึงบ่ายโมง 

    เวลาเกิดช่วงนี้เป็นเวลาม้า ทำให้คุณมีบุคลิกของนักกีฬา แข็งแรง อดทน ร่าเริงคึกคัก ชอบสนุกสนาน เรื่องตลกโปกฮาล่ะ ชอบนัก ความที่รักอิสระเสรีกับการเป็นนักผจญภัย ถือเป็นจุดเด่นในตัวคุณ มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบแหกกฎ 

    นิสัยของคุณเป็นคนใจกว้างกระตือรือร้นมากแต่รอบคอบไม่เป็น ใจร้อน ชอบทำก่อนคิด กล้าลุยไปข้างหน้า จิตใจเข้มแข็ง มานะบากบั่น มีความจริงใจสูง รักเพื่อนและครอบครัว เวลามีทิฐิจะเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นสุด ๆ เวลาน่ารักจะมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้น เจอมรสุมก็ยังลุกขึ้นสู้ได้ ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเลยนะคุณน่ะ

    - ผู้ที่เกิดเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย 3 โมง 

    คุณที่เกิดเวลานี้เป็นเวลาแพะ จะเป็นคนใจดีอ่อนโยนจนถึงขั้นขลาดเขิน บุคลิกท่าทางของคุณจะสุภาพอ่อนโยน นุ่มนวล มีมารยาท ด ูสุขุมใจเย็น ไม่มีพิษไม่มีภัย ขี้อายแต่มีความคิดสร้างสรรค์ ช่างฝัน มีไอเดียมัน ๆ กับเรื่องตลกจี้เส้นที่ทำให้หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล บางเวลาดูเศร้าซึมเพราะชอบคิดมากเกินเหตุ จิตใจดีทำร้ายใครไม่เป็น ถ้าถูกรังแกจะสู้ยิบตา มีความมั่นใจซ่อนไว้ใต้ท่าทางอ่อนโลกติ๋ม ๆ คุณเป็นคนซื่อตรงรักสงบ เกลียดความรุนแรง อะไร ๆ ก็ดีหมด ยกเว้นเรื่องดื้อรั้นของคุณ ครองแชมป์ตลอดกาลเลย

    - ผู้ที่เกิดเวลาบ่าย 3 โมงถึง 5 โมงเย็น 

    คุณที่เกิดเวลาบ่ายๆ ซึ่งเป็นเวลาของลิง จะมีอิทธิพลทำให้คุณค่อนข้างแอ็กทีฟไม่อยู่เฉย บุคลิกของคุณดูเปิดเผย ใจร้อน และซุ่มซ่าม

    นิสัยของคุณเหมือนเด็ก ๆ ชอบเล่นพิสดาร คุณเป็นคนฉลาดหัวไว มีไหวพริบกล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา เป็นนักวางแผนและรู้จักเอาตัวรอด มีเล่ห์กลแต่ไม่ทำร้ายใครลับหลัง มีความสามารถรอบตัว ปรับตัวเข้ากับคนได้ทุกระดับ ทุ่มเทกับการงานมาก งานดีเชื่อมือได้ เสน่ห์ในตัวอยู่ที่ความขี้เล่นมีชีวิตชีวาเฮฮา แม้ท่าทางจะดูคล้ายกะล่อนเล็ก ๆ แต่ก็หนักแน่นจริงใจมากนะ

    - ผู้ที่เกิดเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม 

    ช่วงหัวค่ำเป็นเวลาไก่ ส่งผลให้คุณเป็นคนเข้มแข็ง หยิ่งยโส หัวรุนแรง ขวางโลก และหัวโบราณ คุณเป็นคนที่ชอบแต่งตัว ใช้แต่ของดีมีราคา บุคลิกขี้อวดไม่ใช่เล่น ว่าฉันเนี่ยรสนิยมดีนะ ในส่วนลึกของจิตใจคุณเป็นนักอนุรักษ์นิยม เจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่นเก่ง หงุดหงิดง่ายดาย ไม่ยอมเสียเงินแบบไร้ค่า ยกเว้นเรื่องภาพพจน์ล่ะก็โอ.เค. คุณมีหัวในการบริหาร ควบคุม มีความเด็ดขาดละเอียดถี่ถ้วน ต่อสู้กับอุปสรรคไม่มีถอย ยามอารมณ์ดีจะเป็นคนสนุก ชอบล้อเล่น ใจกว้าง มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ชอบการใช้อำนาจ เกลียดคนอวดเบ่งที่สุด

    - ผู้ที่เกิดเวลา 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม 

    คุณทีเกิดช่วงเวลานี้เป็นเวลาของหมา ทำให้คุณเป็นคนรักคุณธรรม ความถูกต้องซื้อสัตย์จริงใจมาก จนถึงขั้นยึดมั่น ถือมั่นทีเดียว ยืดหยุ่นไม่ค่อยเป็น คิดและทำอะไรก็ตามตรงทื่อไปหมด ไม่กล้าแหกกฎระบบระเบียบจนเกินไป ชีวิตถึงไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ บางครั้งจึงดูน่าเบื่อและแสนเซ็ง มีความขยัน ฉลาด แต่พลิกแพลงไม่เป็น เอาตัวไม่ค่อยรอด 

    คุณเกิดมาเป็นนักปกป้องคุ้มครองคนอื่นมองโลกแบบตรงไปตรงมา ไม่เพ้อฝัน ขาดอารมณ์โรมานซ์ แต่ก็เป็นคนตลกจี้เส้น เพราะมองโลกในแง่ดี เรื่องเสียสละเพื่อคนอื่น คุณเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงในเรื่องนี้เลยล่ะ ซื่อไปนิดเซ็งไปหน่อยแต่จริงใจไม่มีใครเทียบได้เลย

    - ผู้ที่เกิดเวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม 

    คุณที่เกิดเวลาหมู อันเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทำให้คุณขี้เกียจนิดๆ เฉื่อยหน่อย ๆ คุณรักความเรียบง่ายไม่มากเรื่อง สุภาพอ่อนโยน ใจดี และอบอุ่น บุคลิกออกจะนุ่ม ๆ คุณมีจิตใจดี จริงใจ มีอารมณ์สุนทรีย์ รักดนตรี ศิลปะสวยงาม มีความโรมานซ์ในหัวใจ แม้จะพูดน้อย แต่เอาอกเอาใจเป็นเลิศ คุณชอบแต่งตัวแบบผู้ดี๊ผู้ดี รสนิยมดี ชอบทำอาหารและ ชอบกินด้วย รูปร่างจึงออกจะแข็งแรงและสมบูรณ์ คุณเป็นคนใจกว้างและชอบให้อภัย หากถูกทำร้ายจะกลายเป็นหมูป่า สู้ถวายชีวิตความคิดและการกระทำจะเป็นแบบค่อยๆเป็นค่อย ๆ ไป รอบคอบใจเย็นจนกว่าจะมั่นใจนั่นแหล่ะถึงจะลุยไม่ว่าคุณจะหญิงหรือชาย คุณจะเป็นแม่บ้านพ่อเรือน และรักครอบครัวมาก

    - ผู้ที่เกิดเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1 

    เป็นเวลาของหนู คนที่เกิดเวลานี้จะมีบุคลิกกระตือรือร้น ร่าเริงปราดเปรียวสดใส แต่มีความระแวดระวัง ฉลาดหัวไว ไหวพริบดี ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม บุคลิกท่าทางดูขรึม พูดน้อย เฉยชาแต่มีมารยาท รักเพื่อน มีความสุขในหมู่ เพื่อน ๆชอบช่วยเหลือและมีน้ำใจ 

    จุดเด่นคือความขยัน และสะสมเก่งคุณมักมีเงินสำรองช่อนไว้ไม่มีใครรู้หรอก ชอบวางแผนการเงิน ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย เป็นคนมีระเบียบ บากบั่นมุ่งมั่นสูง ปรับตัวเก่ง มีความรักแบบผู้ให้ รักบ้านรักครอบครัว แต่ก็รักอิสระ ไม่อยากถูกผูกมัด กว่าจะลงเอยกับใครสักคน คิดนาน คิดลึก จนผมหงอกเลยเชียวล่ะ

    - ผู้ที่เกิดเวลาตี 1 ถึงตี 3 

    เวลานี้เป็นเวลาของวัว ทำให้คุณทำอะไรช้ากว่าชาวบ้าน บุคลิกท่าทางแข็งแรงบึกบึน และอึดเป็นบ้าเลย เป็นคนเฉื่อย แบบใจเย็น ๆ โกรธยากแต่โกรธทีเหมือนระเบิดลง 

    ข้อดีอยู่ที่มีความบากบั่นมีระเบียบ ขยันอดทนหนักแน่น อยู่ในจำพวกสมบูรณ์แบบนิยม ทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่รู้จักปรับตัว ไม่มีเล่ห์เพทุบายกับใครเค้าหรอก คุณน่ะทื่อตรง จนไม่ค่อยทันใคร ขาดอารมณ์ขัน ตลกก็ตลกแบบฝืดๆ โดยปกติเป็นคนอดทนมาก ไม่ชอบความรุนแรง การทะเลาะวิวาท เลี่ยงได้จะเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้คุณจะเปลี่ยนร่างเป็นวัวกระทิงขวิดสุดฤทธิ์ทีเดียว

    - ผู้ที่เกิดเวลาตี 3 ถึงตี 5 

    คุณที่เกิดเวลานี้จะเป็นคนดวงแข็ง เพราะนี่เป็นเวลาเสือ ส่งผลให้คุณหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าวเข้มแข็งและดูมีอำนาจ คุณมีจิตใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มั่นใจในตัวเองสูง แต่ขาดความรอบคอบ เพราะอารมณ์อยู่เหนือหัวใจ แต่ก็เป็นคนใจดี ชอบเสียสละ ใจกว้างไม่จุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆน้อยๆ มีความรับผิดชอบ ชอบฉายเดี่ยวไม่อยู่ติดที่ คุณมักจะมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ขี้โม้โอ้อวด หลงใหลเรื่องรักใคร่โรแมนติก ชอบเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปชั่ววูบ มีความเซ็กซี่เป็นเสน่ห์ ส่วนตัวที่น่าดึงดูดใจ ข้อเสียมีแค่ไม่รู้จักยอมออมชอมบ้างขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ จะหาสีเทาจากคุณน่ะยากเหลือเกิน

     

    ที่มา : ( http://www.thainewyork.com/find-1321.html )

     


ความคิดเห็นที่ 13

myschool
23 ก.พ. 2552 06:21
  1.  

    ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

        วิศวกร...นักสร้างคน 

    โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 กรกฎาคม 2548   

    ๐ วิศวกรคือคนสำคัญที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ได้อย่างสุขสบายขึ้น ๐ แต่สำหรับ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” ไม่ได้เป็นแค่วิศวกรธรรมดาๆ ๐ การเผยแพร่ทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นไปอย่างแตกฉานอย่างผู้รู้ลึก ๐ ภารกิจสร้างความรู้คู่คุณธรรม ณ วันนี้ ยังมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ ในที่สุดพวกเราก็มีโอกาสสัมภาษณ์“ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา”ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เพราะปกติท่านมักจะอยู่ที่ลพบุรี เพื่อสอนและดูแลเด็กๆ ที่โรงเรียนสัตยาไส และมีภารกิจมากมายอยู่เป็นประจำ บางคนอาจวัดความสำเร็จของหน้าที่การงานด้วยชื่อเสียง เงินทอง และลาภยศ แต่สำหรับบุคคลท่านนี้ การใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนสิ่งที่ได้มาคือของแถม “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกจากการเป็นผู้คิดค้นระบบควบคุมการลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง 2 ลำ เมื่อปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นวิศวกรนักเทคโนโลยี เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัท เป็นนักการเมืองน้ำดี และเป็นนักการศึกษาที่ได้รับการเชิญไปบรรยายมาแล้วทั่วโลก จุดเปลี่ยนอย่างกระทันหันของเด็กชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำ Haileybery & Imperial Service College ประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มศึกษาพุทธศาสนา ธรรมะ และเรียนรู้การฝึกสมาธิ เพราะไปอ่านบทความการฝึกสมาธิที่น่าประทับใจมาก ทำให้ยุตินิสัยที่เคยชอบชกต่อยกับเด็กฝรั่ง และเปลี่ยนจากเด็กที่เคยเรียนแย่ กลายเป็นเด็กเรียนดีอย่างรวดเร็ว “ตอนแรกฝึกเองจากตำราทุกวันไม่เคยขาดเลยครับ ฝึกแล้วเกิดความสงบเลยอยากฝึกต่อเรื่อยๆ ต่อมาไถ่ถามจากผู้รู้ด้วย และฝึกต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเลิก” ดร.อาจองเล่าต่อว่า จนกระทั่ง ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มรู้ตัวแล้วว่า จริงๆ ชีวิตนี้อยากจะเป็นนักบวช อยู่ในวัดในถ้ำฝึกสมาธิปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่มีหลายอย่างที่ทำให้ไม่บวช คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้เพราะรู้ว่าถ้าบวชจะไม่สึก และการนั่งสมาธิทำให้รู้ว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตของนักบวช ต้องอยู่รับใช้สังคม ซึ่งเมื่อฝึกสมาธิแล้วก็เรียนได้ที่ 1 ทุกวิชา เลยตัดสินใจว่า “ชีวิตนี้ เราจะช่วยคนอื่นให้มีความสุข แต่เราต้องหากินด้วยเพราะต้องมีเงินทอง เราหากินทางโลกก็ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน แต่เราจะไม่หากินจากธรรมะ” “เราแค่หารายได้จากวิทยาศาสตร์ แต่เราจะทำงานเพื่อสังคม” การเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เพราะเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจในอนาคต มันจะไม่อยู่นิ่ง สำหรับเด็กทั่วไปในยุคสมัยนี้ก็ต้องรู้จักวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งผู้บริหารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างในออฟฟิศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะฉะนั้น การทำงานด้านเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่โลกต้องการมากๆ และอนาคตก็อยู่ที่เทคโนโลยี ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “แต่ผมมุ่งไปที่จิตใจของมนุษย์มากกว่า ต้องการให้คนค้นพบสิ่งที่สงบสุขอยู่ในตัวเองมากกว่าเพราะเราไม่สามารถค้นพบจากวิทยาศาสตร์ หรือโลกภายนอกได้เลย และถ้าระวังเราอาจหลงอยู่ในเทคโนโลยี” “ที่สำคัญ ถ้าเราจะสอนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ให้คนอื่น ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ คนจะนับถือ จะยอมรับมากกว่า อาจารย์หลายท่านแนะนำว่า เรามีปริญญาเอกพูดที่ไหนคนก็อยากรู้ เชื่อถือ ทำงานกับส่วนรวมได้ดีขึ้น” “ผมทำงานด้านวิทยาศาสตร์ให้แค่อยู่ได้ ไม่คิดรวย เพราะจริงๆ หลังจากทำเรื่องยานไวกิ้ง ทางอเมริกาก็เพิ่มเงินเดือนให้เยอะเลยหลายแสน ถ้าอยู่ต่อก็รวยมหาศาล จะให้สัญญาชาติอเมริกัน แต่เป้าหมายผมคือการไปหาความรู้เพื่อไปสอนนักศึกษาในไทย จึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เงินเดือน 4,500 บาท” ดร.อาจองเล่าเกี่ยวกับเรื่องเรียนว่า เป็นคนที่เรียนอะไรแล้วเต็มที่ทำจริงจัง สมัยเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ จบหลักสูตรปริญญาตรีภายใน 2 ปี โดยได้เกียรตินิยม แต่ต้องอยู่ให้ครบ 3 ปี แล้วได้ปริญญาโทพร้อมกันอีกใบ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ว่างเพราะเรียนจบแล้วนั้น เป็นนายกสมาคมพุทธศาสตร์ ใช้เวลาไปกับการช่วยเหลือคนอื่นและฝึกสมาธิ “เมื่อเรียนตั้งใจเรียน แต่เรียนได้เร็วเพราะฝึกสมาธิ เราฟังแล้วก็จำได้ ไม่ต้องท่องมาก มันเกิดประโยชน์มากมายหลายอย่างด้านการเรียนการศึกษา พวกฝรั่งที่สนใจมองว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญามากกว่าเป็นศาสนา เพราะเราไม่ได้พูดเรื่องขอให้เชื่อ แต่ให้ฝึกให้ทำ เพราะฉะนั้นเขารับง่าย” สำหรับการเลือกเรียนสาขาไมโครเวฟ ตอนปริญญาเอก เพราะเห็นว่าท้าทาย เป็นของใหม่ คนยังไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยกล้าเรียนเพราะมันยาก ไม่ต้องไปแย่งงานกับคนอื่น และเป็นเรื่องของอนาคตจริงๆ ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมที่จะใช้ทั่วโลก ตอนที่เรียนนั้นยังไม่มีดาวเทียม ยานอวกาศ การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร แต่ช่วง 2 ปีแรก แทนที่จะใช้เวลาทำวิจัย ดร.อาจองกลับใช้เวลาทำงานสังคมตามที่ตั้งใจ เพราะอยากช่วยให้คนอื่นมีความสุขส่วนใหญ่ไปบรรยายให้เยาวชนที่สนใจมากมายเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ ธรรมะ แนวทางชีวิต หลายเวทีหลายรอบหลายสมาคม และตามคำเชิญของสถานทูตไทย จนกระทั่ง เมื่ออยากจบแล้ว จึงใช้เวลานั่งสมาธิตามลำพัง และก็เกิดเห็นภาพเครื่องมือที่จะใช้ขยายคลื่นไมโครเวฟ เพื่อใช้ทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นของใหม่ไม่มีใครเคยคิด เลยเขียนวิทยานิพนธ์ออกมา โดยไปวิเคราะห์ ทดลอง สร้าง แล้ววัดผล คิดค้นทฤษฎี โดยใช้เวลา 1 ปีเศษ จบปริญญาเอก สาขา Science and Technology ที่ Imperial College Of Science and Technology , London University ซึ่งต่อมา ก็ได้ใช้ความรู้ทางด้านไมโครเวฟ บวกกับการทำสมาธิ ทำให้ได้ระบบควบคุมการลงจอดของยานไวกิ้งขึ้นมา ดร.อาจองยืนยันว่า ในอนาคต สมาธิจะเป็นพื้นฐานสำหรับทุกคน เพราะเมื่อฝึกแล้วเกิดความสงบ ก็จะลดและเลิกทะเลาะกัน มีวิธีแก้ปัญหาที่ดี คนจะสนใจฝึกมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องจำเป็น ตอนนี้ทหารอเมริกันจะขับเครื่องบินเร็วกว่าเสียงหลายๆ เท่า ก็ต้องมีสมาธิ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบพุทธ เพราะในหลายศาสนาก็มีการฝึกให้จิตใจสงบ นอกจากนี้ ความรู้พื้นฐาน อย่างเช่น วิทยาศาสตร์ก็จำเป็น ไม่ใช่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล รู้จักตั้งคำถาม รู้จักหาคำตอบ แก้ปัญหา วิจัย และเมื่อเห็นข้อมูลแล้วสามารถสรุปได้ ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้มากขึ้นๆ เพราะการสื่อสารกับประเทศอื่นๆ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดดูทางอินเตอร์เน็ต จะจำเป็นมากขึ้นแล้วยังทำนายไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ความวุ่นวายในโลกจะลดลงจากความจำเป็นที่มนุษย์ต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพราะตระหนักว่าหากยังขัดแย้งสู้รบกันต่อไป จะยิ่งเลวร้ายลง เพราะฉะนั้น จึงมักจะแนะนำว่า ที่สำคัญ เราต้องรู้จักตัวเอง เพราะมนุษย์เราไม่ค่อยรู้ว่าเรามีความสามารถอะไร ทั้งที่เรามีความสามารถที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด และฝึกฝนแนะนำเด็กของเราด้วย เราต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วเราจะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีมากมายในตัวเราที่ยังไม่เคยใช้ เราใช้สมองไม่ถึง 10% เราต้องรู้จักใช่สมองของเราอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง เราไม่รู้จักคนอื่น เราจึงเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากตัวเรา การศึกษาต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง การฝึกสมาธิจะช่วยให้รู้จักตัวเอง เพราะเป็นการเข้าไปสู้ใจของตัวเอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น โดยต้องเดินไปทั้งสองทางไปด้วยกัน คือ “ทางโลกกับทางธรรม” ใช้ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป แล้วยังย้ำว่า เมื่อเป็นคนดีแล้วจะเก่งได้เอง แต่การเป็นคนเก่งยากที่จะเป็นคนดี การมุ่งไปเอาแค่ความรู้อย่างเดียว แต่ขาดคุณธรรม...มันอันตราย เพราะจะทำให้เห็นแก่ตัว ทำอะไรเพื่อตัวเอง ต้องรวย มีงานดี ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่คนเราปรารถนาจริงคือความสุข การมีคุณธรรมสูงจะนำไปสู่ความสุข พอใจ ไม่โลภ ความเห็นแก่ตัว การถือตนหายไป และจะกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก สำหรับนักสร้างคนที่ไม่มีวันหยุด ซึ่งมองเห็นเส้นทางกับเป้าหมายอย่างแจ่มชัดอย่างดร.อาจอง เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยหัวใจว่า เมื่อเรารู้อะไรต่ออะไรแล้ว มันจะเกิดประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อสามารถอธิบายและสอนคนอื่นได้ เมื่อเราค้นพบอะไรก็แล้วแต่ เรื่องใหม่ๆ เราต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง เขาจะได้เข้าใจกับเราด้วย แต่ถ้าเราจะอธิบายด้วยสมาธิ ถ้าเราไม่มีพื้นฐานทางวิชาการด้านนั้น ถึงแม้เรารู้แต่เราอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้...

     

     


ความคิดเห็นที่ 14

myschool
24 ก.พ. 2552 06:22
  1. รักตัวเอง หรือ เห็นแก่ตัว

     

    [[131731]] 

     

    เมื่อพูดถึงความรัก เรามักนึกถึงความรู้สึกที่เรามอบให้คนอื่น แทบไม่มีใครพูดถึงความรักที่เรามอบให้ตัวเอง

     

    ในสายตาของคนจำนวนมาก ความรักตัวเองเป็นภาพของความเห็นแก่ตัวจริงหรือ?

     

    “ความจริงคือ ความรักตัวเองกับความเห็นแก่ตัวไม่เหมือนกัน”

     

    ความรักตัวเอง เป็นสัญชาตญาณหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์อยู่รอด เมื่อสังคมมนุษย์ทวีความซับซ้อนขึ้น ความรักตัวเองก็ลดระดับลงไปเป็น ‘ความเห็นแก่ตัว’ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง น่าชิงชัง

     

    ความรักตัวเอง มิได้หมายถึง การแย่งอาหารชาวบ้านมากินคนเดียว หรือการแซงคิวคนอื่น ฯลฯ มันมีความหมายลึกกว่านั้นมาก

     

    ความรักตัวเอง คือ การรักกายภาพของตนเอง ไม่ว่าเกิดมาหล่อหรือไม่ สูงหรือเตี้ย ก็สามารถยอมรับข้อแม้ที่กำหนดโดยธรรมชาติแต่แรกเกิดได้

     

    ความรักตัวเอง คือ การไม่ทำร้ายตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใส่สารพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่จำเป็น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จนเกินจุดที่ร่างกายจะรับได้ ไม่กินอาหารอย่างตะกละตะกลามจนกระเพาะอาหารพัง ไม่แสวงหาความสุขใส่ตัวจนร่างกายเสื่อมสภาพ

     

    ความรักตัวเอง คือ การไม่เติมความเครียดใส่ตัว ไม่ยอมระบายออกเมื่อโกรธ หรือปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวจนพิษลามถึงร่างกาย การตกหลุมแห่งอารมณ์โกรธบ่อยๆ เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงเป็นการไม่รักดีอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่โกรธ หัวใจก็สึกหรอเร็วกว่าเดิม

     

    และที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ ความรักตัวเองคือความกล้าให้อภัยตัวเอง

     

    มนุษย์ทุกคนล้วนเคยกระทำเรื่องไม่ดีมาสักเรื่องสองเรื่องในชีวิต

     

    บางคนทำเรื่องที่ไม่ดีเมื่อยังเด็ก ก่อเรื่องผิดพลาดไว้ และจดจำฝังใจ จนอายุแก่ใกล้ลงโลงแล้วก็ยังไม่ยอมให้อภัยตนเอง

     

    โจรร้ายอย่างองคุลิมาลที่สังหารคนมากมาย เมื่อกลับใจ ยังได้รับการให้อภัยและบรรลุจิตขั้นสูง หรือในสำนวนนิยายจีนกำลังภายในคือ “เมื่อวางดาบ ก็บรรลุอรหันต์”

     

    เราจะรักคนอื่นได้อย่างไร หากเรารักตัวเองไม่เป็น?

     

    ถ้ารักตัวเองจริง ก็ต้องกล้าพอที่จะให้อภัยตัวเองได้ แล้วเดินหน้าบนทางชีวิตที่เหลือต่อไป

     

    มีแต่คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ มีแต่คุณเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ เพราะคุณต้องลงมือด้วยตัวเอง

     

    เข้าใจ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง แล้วเดินหน้าต่อไป

     

    บทความโดย...วินทร์ เลียววาริณ

     

     

    ตอนนี้คุณเริ่มรักตัวเองมากขึ้นหรือยัง ?

     


ความคิดเห็นที่ 15

myschool
25 ก.พ. 2552 06:41
  1. รู้จักตัวตนของคุณจาก... วิธีถอดผ้า

     

    ลองเลือกวิธีถอดผ้ากันนะ (แล้วค่อยดูเฉลยข้างล่าง)

     

    1 คุณเลือกวิธีถอดผ้า แล้วกองไว้ทั่วห้อง2 เปลื้องผ้าถอดแต่ละชิ้น เก็บเป็นระเบียบ3 คุณเลือกถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วจัดเก็บก่อนเสมอ4 คุณค่อย ๆ เปลื้องผ้าทีละชิ้น ช้า ๆ สบาย ๆ5 เปลื้องผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้6 ถอดเครื่องประดับ จำพวก แหวน ตุ้มหู สร้อยคอก่อน7 คุณไม่มีวิธีการเปลื้องผ้าที่แน่นอน

     

     

     

     

     

     

    ___________________________________________________________________

    1 คุณเลือกวิธีถอดผ้า แล้วกองไว้ทั่วห้อง

    แสดงว่า คุณเป็นคนร่าเริง เฮฮา รักความสนุกสนาน มีความคิดเสรีและมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยแคร์ใคร ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขาก็ชีวิตนี้เป็นของคุณนี่น่า แม้ว่าห้องนอนของคุณจะรกหน่อยแต่คุณก็มีความสุขเสมอ

     

    2 เปลื้องผ้าถอดแต่ละชิ้น เก็บเป็นระเบียบ

    แสดงว่า คุณเป็นคนที่จริงจังกับชีวิต เป็นคนที่รัก ความสงบใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ เป็นขั้นตอน ระมัดระวังคุณยึดหลักป้องกันไว้ดีกว่าแก้

     

    3 คุณเลือกถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วจัดเก็บก่อนเสมอ

    แสดงว่าคุณเป็นขี้อาย แต่ช่างสังเกต คุณจึงรู้จักคนอื่นมากกว่าที่เขาคิดคุณเป็นคนที่ระมัดระวังในการใช้ชีวิต คุณจึงใช้เวลาในการตัดสินใจนานและมักจะทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน แต่ก็ทุ่มเท

     

    4 คุณค่อย ๆ เปลื้องผ้าทีละชิ้น ช้า ๆ สบาย ๆ

    บางครั้งคุณอาจถอดเสื้อตัวนอกหรือเสื้อเชิ๊ตก่อนแล้วอีกเกือบสิบนาทีคุณจึงจะถอดกางเกง แสดงว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ฉลาดหลักแหลม ช่างคิด และมักชอบแก้ปัญหายากๆคุณไม่ชอบชีวิตที่เร่งรีบ หรือการทำงานที่เร่งด่วน คุณชอบชีวิตที่เป็นอิสระมีเวลาเป็นของตัวเอง

     

    5 เปลื้องผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แสดงว่า คุณเป็นคนที่แคร์ความคิดของคนอื่นและมักจะสับสนกับความต้องการของตัวเอง คุณจะเป็นคนที่ดูยุ่ง ๆ อยู่เสมอจึงเครียดได้ง่ายเพราะชอบคิดทีละหลายเรื่อง หรือทำหลายอย่าง.. ในเวลาเดียวกันและมีความคาดหวังสูงคุณควรทำชีวิตให้ช้าลงสักนิด หากคุณจะทำอะไร พลาดไปบ้างคิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติ (เพราะ คุณไม่ใช้มิสเพอร์เฟคสักหน่อย) จะช่วยให้คุณเครียดน้อยลง

     

    6 ถอดเครื่องประดับ จำพวก แหวน ตุ้มหู สร้อยคอก่อน

    แสดงว่า คุณเป็นคนที่อบอุ่น โรแมนติด ช่างฝัน(หวาน) และอ่อนไหวง่ายบ่อยครั้งที่มักเกรงใจคนอื่น แต่ก็เป็นคนที่มีคำแนะนำดี ๆ ให้กับเพื่อนฝูงเสมอ

     

    7 คุณไม่มีวิธีการเปลื้องผ้าที่แน่นอน

    แสดงว่า คุณเป็นคนที่กระตือรือร้นสูง รักความสนุกสนาน แอ๊คทีฟ ชอบการผจญภัยกล้าเสี่ยง และเป็นสาวสังคมพันธุ์แท้

     

    ที่มา ( http://www.yehyeh.com/webboard-7029/ )

     

    คนอื่นเขารู้กันหมดว่าคุณเป็นคนอย่างไรแม้กระทั่งเวลาคุณถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำ

    คุณรู้จักตัวเองหรือยัง?

     


ความคิดเห็นที่ 16

myschool
26 ก.พ. 2552 06:26
  1. การควบคุมอารมณ์

    จากหนังสือเข็มทิศแห่งชีวิต ของคุณฐิตินาถ ณ.พัทลุง

    เคยโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้ไหม  หลังจากหายโกรธคุณรู้สึกอะไรบ้างหรือไม่ แล้วคุณรู้ไหมครับ คนที่ถูกอารมรณ์โกรธของคุณเค้าเป็นอย่างไรกัน 

     

    เรื่อง เด็กน้อยกับตะปู 

     

    มีเด็กน้อยคนหนึ่งมีสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่งและบอกว่า 

    "ทุกครั้งที่เจ้ารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัว เข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน" 

    วันแรกผ่านไป.............. 

    เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และค่อยๆลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป 

    อย่างน้อยที่สุด เขาได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อพยายามบอกกับเขา ก็คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ 

    และแล้วหลังจากที่เขาควบคุมตนเองได้ดีขึ้น...ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า.... 

    " ผมสามารถควบคุมตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น " 

    พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า" ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆครั้งที่เจ้าสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว" 

    วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1 เป็น 2 ..... จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกมา เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า " ผมทำได้แล้ว ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ !! " 

    พ่อไม่ได้พูดอะไรแต่จูงมือลูกชายของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้านและบอกกับลูกว่า 

    " ทำได้ดีมากลูกพ่อ แต่เจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก ..... เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน 

    ต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้" 

    ฉันใดก็ฉันนั้น..........กับเพื่อน หรือคนที่เรารัก 

    เปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หาได้ยาก เป็นคนทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ เป็นคนที่คอยปลอบใจเรา ร่วมสุขร่วมทุกข์กับเรา......แสดงให้เขาเห็นว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจำไว้เสมอว่า " คำขอโทษ " ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้น คือรอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้เลย........... 

    แม้คนๆนั้นจะให้อภัยคุณ แต่ความรู้สึกที่เค้าได้รับจากคุณ คงเป็นบาดแผลในใจเค้า อย่าให้อารมณ์ชั่ววูบมาทำร้ายคนที่เรารัก รวมถึงตัวเราเลยนะครับ

     

    ที่มา : ( http://www.centinova.com/board/index.php?topic=66.0 )

     

     


ความคิดเห็นที่ 17

myschool
27 ก.พ. 2552 06:27
  1. แบบทดสอบ : มาวัดอารมณ์กันดีกว่า

    1. แฟนคุณลืมวันเกิดคุณ แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่โทรมาคุณจึง...

    A. ไม่สนใจเพราะเขามักลืมนั่นลืมนี่อยู่เสมอB. เสียใจแต่ไม่แสดงให้เขารู้C. นินทาเขาให้เพื่อนคุณฟังว่าไร้น้ำใจ

    2. เพื่อนบอกคุณว่าชุดใหม่ที่คุณใส่อยู่ดูไม่ได้เลย คุณรู้สึก...

    A. ไม่เป็นไรเพราะคุณก็ไม่ชอบรสนิยมเขาเช่นกันB. เสียใจ แต่ก็เคารพความเห็นของเขาC. โกรธ นึกว่าเขาอิจฉาคุณ

    3. คุณกำลังจะออกไปพบแฟนตามนัดแต่เพื่อนกลับพรวดพราดมาขอความช่วยเหลือเรื่องด่วน....

    A. ตอบตกลงแล้วขอเลื่อนนัดแฟนB. แสดงให้เพื่อนเห็นว่าคงช่วยไม่ได้แล้วหาคนอื่นมาช่วยแทนC. บอกอย่างเหลืออดว่าช่วยไม่ได้จริงๆ

    4. คุณเคยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายไหม ?

    A. ไม่เคยB. บางครั้งC. บ่อยครั้ง

    5. ผลงานของเพื่อนร่วมงานดีกว่าคุณ คุณจึง...

    A. ยุติธรรมดีแล้ว เพราะเขาทุ่มเทมากกว่าB. เลียนแบบเขาบ้างC. โทษว่าเจ้านายไม่ยุติธรรม

    6. เพื่อนนำเรื่องที่คุณนินทาคนอื่นไปเปิดเผยคุณจึง...

    A. แกล้งทำเป็นไม่สนใจB. รู้สึกลำบากใจ เพราะคุณเถียงใครไม่เป็นC. อยากฆ่าเจ้าเพื่อนปากเสียคนนั้นจัง

    7. ผลงานของคุณไม่ดีตามที่เพื่อนร่วมงานคาดหวังคุณจึง.....

    A. โทษคนอื่นว่าไม่ให้ความร่วมมือB. รู้สึกเสียใจแต่ก็ยอมรับคำปลอบใจจากเพื่อนร่วมงานC. คิดว่าบริษัทนี้ไม่เหมาะกับคุณ

    8. เพื่อนยืมชุดคุณไปใส่แล้วทำขาด คุณจึง....

    A. ไม่สนใจคำขอโทษของเพื่อนค่อยๆ ถอยห่างจากเขาB. ต้องการให้เขาซื้อชุดใหม่ชดเชยให้C. ต่อว่าเสียงดัง ว่าให้ยืมแล้วยังทำขาดอีก

     -----------------------------------------------------

    มาดูผลกัน

    ข้อ A ได้ข้อละ 1 คะแนนข้อ B ได้ข้อละ 2 คะแนนข้อ C ได้ข้อละ 3 คะแนน

    ได้ 19 - 24 คะแนน

    ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์และเหตุผล ชีวิตคุณจึงสับสนขาดควมมั่นใจถ้าคุณให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของคนอื่นมากไปย่อมทำให้อารมณ์ไม่มั่นคงเพราะคุณต้องคอยเอาอกเอาใจทำเพื่อผู้อื่นตลอดฝึกควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีแล้วคนอื่นจะชอบคุณเอง

     

    ได้ 13 - 18 คะแนน

    เป็นคนมี EQ สูง รู้จักแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเหมาะสมไม่ทำให้คนรอบข้างหรือผู้ใกล้ชิดหงุดหงิดกับคุณเมื่อพบเรื่องไม่สบอารมณ์รู้จักจัดการด้วยตัวเองได้

     

    ได้ 8 - 12 คะแนน

    เป็นคนเย็นชาเกินไปคุณไม่ชอบแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาโดยตรงผลจากอารมณืที่เก็บกดสะท้อนออกทาร่างกาย เช่นปวดศรีษะ โรคกระเพาะคุณควรค่อยๆ ผ่อนคลายจิตใจจะแก้ความเย็นชาที่มีต่อคนอื่นได้ลองหัดแสดงความรู้สึกในเรื่องเล็กๆน้อยๆจากนั้นค่อยหัดออกความเห็นในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเชื่อแน่ว่าเพื่อนคุณต้องยินดีในความเปลี่ยนแปลงของคุณ

     

    "คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด"

     

    ที่มา : ( http://artsmen.net/content/show.php?Category=testboard&No=1131 )

     


ความคิดเห็นที่ 18

myschool
28 ก.พ. 2552 06:41
  1. มองกันคนละมุม

    "อากง"

    อากงแก่ๆ คนหนึ่ง รับหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่กำลังอยู่ในวัยซนทั้งสี่ หลานทั้งสี่ก็เล่นกันบ้าง ตีกันบ้างตามประสาเด็ก แต่ครั้งหนึ่งรุนแรงจนถึงขนาดที่อากงต้องออกโรงห้ามปราม เมื่ออารมณ์ทุกฝ่ายสงบลง อากงจึงเรียกหลานๆ มานั่งล้อมโต๊ะคุยกัน

    อากงบอก 'เอาล่ะหลานๆ หลับตานะ หลับตา'

    พอหลานๆ หลับตาอากงก็เดินกลับเข้าไปห้องเก็บของแล้วหยิบตะเกียงเก่าๆ ออกมาอันหนึ่ง อากงเปิดฝาครอบ จุดไฟ แล้วปิดฝาครอบ

    อากงบอกหลานทั้งสี่ให้ลืมตา 'บอกซิว่าโคมไฟสีอะไร ?'

    เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น เห็นเปลวไฟในตะเกียงสี ต่างแย่งกันตอบ

    คนที่นั่งด้านหนึ่งบอก สีแดงอีกด้านหนึ่งบอกว่า สีเขียวอีกด้านหนึ่งบอก สีเหลืองและอีกด้านหนึ่งเห็น สีน้ำเงิน

    จากคำตอบเล็กๆ กลายเป็นเสียงถกเถียง และเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนเกือบกลายเป็นกรณีพิพาท อากงนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์ราวกับพายุของหลานทั้งสี่เริ่มสงบลง

    หลานคนหนึ่งจึงเอ่ยปากถามว่า 'อากงของอย่างเดียวกัน ทำไมจึงมีตั้งหลายสี ?'อากงยิ้มแล้วบอกว่า 'อากงจะทำอะไรให้ดู'

    อากงเดินไปที่โต๊ะหยิบฝาครอบตะเกียงออก แล้วหมุนฝาครอบนั้นให้หลานๆ ดู

    ปรากฏว่าฝาครอบตะเกียงนั้น ทั้งสี่ด้าน มีสีที่แตกต่างกันไป.. สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน

    อากงถามอีกว่า 'คราวนี้บอกอากงซิว่า เห็นตะเกียงเป็นสีอะไร ?

    'สีของไฟ' หลานๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

    'อากงขอถามอะไรสักสองข้อ เมื่อสักครู่นี้ ใครตอบผิด ?'

    หลานๆ ตอบโดยพร้อมเพรียงกัน 'ไม่มีใครผิด'

    อากงจึงกล่าวต่อไปว่า 'เจ้าทั้งสี่นั่งอยู่ในที่เดียวกัน มองของอย่างเดียวกันในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะคนทุกคนมองตะเกียงจากมุมมองของตัวเอง มองในสิ่งที่ตัวเองเห็น และก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น'

    'แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ว่า ทำไมคนอื่นจึงเห็นไม่เหมือนเรา แตกต่างกับเรา ก็จงเดินไปดูที่มุม ของเขา แล้วเราก็จะรู้ จะเข้าใจว่า เขาเห็นอย่างไร เห็นและคิดได้อย่างที่เขาเห็น'

    'ต่อไปในอนาคต เวลาที่พวกหลานๆ ต้องเข้าไปอยู่ในสังคม จะต้องพบคนต่างๆ มากมายที่ มองสิ่งเดียวกัน แต่กลับเห็นไม่เหมือนกัน เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน ก็อย่าไปโกรธเขา'

    'เพราะนั่นเพียงแต่เป็นการมองต่างมุม ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด'

    'และอย่าไปกลัวว่า ตัวเองจะผิดที่มองไม่เห็นเหมือนคนอื่นเพราะแต่ละคนก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยขอบข่ายจากประสบการณ์และจากสิ่งแวดล้อมของตนเอง'

    'ถ้าเราอยากเข้าใจว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น เห็นแบบนั้น ก็จงเดินไปที่มุมของเขา เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอะไรทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะทำให้คนอื่นยอมที่จะเดินมาและเข้าใจหลานเช่นกัน'

    อากงถามต่อ 'แล้วสิ่งที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลังเป็นของอย่างเดียวกันไหม ?'

    หลานๆ ตอบ 'อย่างเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน'

    'อย่างไร ?' อากงถาม

    หลานตอบว่า 'ครั้งแรกเราเห็นแต่ฝาครอบตะเกียง แต่ครั้งหลังเราเห็นเปลวไฟที่อยู่ในตะเกียง'

    อากงจึงกล่าวว่า

    'นี่เป็นการบอกว่า จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น'

    "อย่าให้แว่นตาสีต่างๆ (ความรู้สึก) มาสร้างความผิดเพี้ยนให้กับสีธรรมชาติ (ความจริง) ของสิ่งที่เรากำลังมอง หรือให้ความสนใจอยู่"

     

    ที่มา : ( http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kingmaithai&date=15-12-2005&group=27&gblog=8 )

     

     

     


ความคิดเห็นที่ 19

myschool
1 มี.ค. 2552 06:50
  1. คำทำนายจุดแข็ง-จุดอ่อนตามราศีเกิดของคุณ

    ราศีมังกร (22 ธันวาคม – 19 มกราคม)

    จุดแข็ง

    1.อ่านคนเก่ง มีลางสังหรณ์แม่นยำ2.วางตัวดี ยากที่ใครอ่านออก3.มีอารมณ์ขัน มีวาทศิลป์4..มีความนอบน้อมถ่อมเคารพผู้อาวุโส5.มีความซื่อตรงและยุติธรรม6.รอบคอบ ละเอียดอ่อน7.ใจบุญสุนทาน มีความรอบรู้ รักพ่อแม่พี่น้องมาก8.เข้มแข็งแกร่งกล้า แม้จะเป็นคนอ่อนไหวง่าย

    จุดอ่อน

    1.เจ็บปวดง่าย ยากจะลืมเลือนหรือให้อภัยคนที่ทำร้ายตน2.ชอบผูกมิตรกับคนแต่ไม่ชอบคบใครจริงจัง3.ชอบแสดงความสดใสร่าเริง ทั้งที่ในใจรู้สึกโดดเดี่ยว4.ทนไม่ได้กับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการดูถูก5.ยึดมั่นในหน้าที่ จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบที่ปารถนา6.ใช้จ่ายเงินเก่ง7.เชื่อว่าตนเองถูกเสมอ

     

    ราศีกุมภ์ (20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์)

    จุดแข็ง

    1.มีความเป็นเพื่ อนให้ทุกคนอย่างไม่เลือก2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคง3.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เคยดับมอด4..เด็ดเดี่ยว ไม่ท้อแท้5.กล้าได้กล้าเสีย แก้ปัญหาเก่ง ไม่ตื่นตกใจง่าย6.รู้จักกาลเทศะ7.สร้างจุดสนใจได้ดีเสมอ สร้างความประทับใจให้กับทุกคน8.สุขุมเยือกเย็น ไม่เคยทำอะไรสะเพร่า

    จุดอ่อน

    1.ต่อต้านกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง จนบางครั้งก้าวร้าว2.ไม่ลงให้ใครง่ายๆ3.ไม่แสดงความคิดเห็นของตน แต่เก็บเกี่ยวความคิดของผู้อื่น4.ชอบเสี่ยง ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจเลย5.ไม่ทนกับคนที่ตนคิดว่าไรสาระ6.ไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์ แม้แต่จะทำสิ่งที่ดีๆให้กับคนที่ตนรัก7.คาดหวังสูงกับความเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง8.ชอบคิด ชอบวางแผน แต่ไม่ชอบลงมือทำ

     

    ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม)

    จุดแข็ง

    1.สามารถดึงเอาความเพ้อฝันมาใช้สร้างสรรค์ได้2.ปรับตัวได้ดี รู้จักรอมชอม แม้จะฝืนใจตนเองบ้าง3.วางตัวดี รู้จักพูดจา เป็นผู้ฟังที่ดี4.ยินดีให้ความร่วมมือกับผู้อื่นแม้จะไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม5..ไม่เรียกร้องความโดดเด่น ไม่ยึดติดว่าตนต้องเป็นผู้นำ6.มีความอดทน มีศักยภาพที่ไขว้คว้าความสำเร็จ7.ฉลาดและรู้จักใช้โอกาส

    จุดอ่อน

    1.อารมณ์เปราะบาง2.สับสนและเครียดได้สูงเพียงเพราะอารมณ์อ่อนไหวของตน3.ไม่กล้าทำในสิ่งที่ลึกๆปรารถนา4.ชอบหลอกตัวเองไม่ยอมรับความจริง5.พอใจที่จะอยู่ในโลกแห่งจินตนาการมากกว่าโลกแห่งความจริง6.ชอบหนีปัญหาของตนเอง ทั้งที่สามารถให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาของผู้อื่นได้7.ไม่ชอบงานหนักหรือภาวะที่บังคับให้ต้องรับผิดชอบสูง8.ขาดมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับชีวิต

     

    ราศีเมษ (21 มีนาคม – 19 เมษายน)

    จุดแข็ง

    1.มีกำลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอยง่ายๆ2.มีน้ำใจไมตรีต่อคนรอบข้าง3.รู้จักสร้างความสดชื่นรื่นรมย์อยู่เสมอ4.เป็นผู้นำที่ดี มีความยุติธรรมและซื่อตรงสูง5.มีความคิดริเริ่มรักอิสระ6.วางจุดหมายของตัวเองไว้ทุกระยะ7.สนใจใฝ่รู้ มุ่งไปที่ความสำเร็จมากกว่าเงิน8.กล้าสู้ปัญหา ยอมรับความกดดันได้ดี

    จุดอ่อน

    1.เชื่อแต่ความคิดและมุมมองของตนเอง2.หลงตนเองต้องการเป็นหนึ่งเสมอ3.อยากควบคุมความคิดคนอื่น เผด็จการพอตัว4.บางครั้งก้าวร้าวและไม่ใคร่ตรองให้ลึกซึ้ง5.อ่านคนไม่เก่ง แต่ชอบแข่งขันและชอบเอาชนะ6.กลังคนไม่ยอมรับ7.เก็บเงินไม่เก่ง8.ไม่ค่อยอดทนไม่ชอบอยู่กับความซ้ำซากเป็นเวลานาน

     

    ราศีพฤษภ (20 เมษายน – 20 พฤษภาคม)

    จุดแข็ง

    1.มีความบากบั่นสูง ยากที่จะยอมแพ้หรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเอง2.เป็นคนมีจิตใจดี ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่คนอื่นเสมอ3.เป็นคนจริงใจ รักมั่นคง รักครอบครัวรักเพื่อน อย่างแท้จริง4.สามารถเก็บความรู้สึกเกรี้ยวกราดไว้ได้ ยากที่จะแสดงออกว่าไม่พอใจใคร5.สามารถจัดการชีวิตให้มีระเบียบวินัยอย่างพอเหมาะ6.เป็นคนมีเหตุผล พูดจริง ทำจริง และไม่ไข่คว้าในสิ่งที่เกินตัว7.มักไตร่ตรองให้รอบครอบอยู่เสมอ8.เป็นคนสุภาพนอบน้อม ไม่ใจร้อนวู่วาม

    จุดอ่อน

    1.คิดและทำอะไรช้า2.อยากทำตามความคิดตนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงเพราะฟังคนอื่น3.โกธรได้ง่าย แต่หายยาก4.ยอมทุ่มเทเงินทองให้กับสิ่งที่ชอบ5.เจ้าระเบียบ ไม่ชอบให้ใครยุ่งกับคนของตน6.ไม่ชอบที่จะให้เพื่อนพ้อง พี่น้องชื่นชมใครไปกว่าตน

     

    ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน)

    จุดแข็ง

    1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ2.ช่างคิด ช่างสังเกต3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้8..เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา

    จุดอ่อน

    1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง7.ขาดพลังในการควบคุมตน

     

    ราศีกรกฎ (21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม)

    จุดแข็ง

    1.เป็นคนมีจิตใจดี ไม่เคยคิดเบียดเบียนทำร้ายใคร2.สนใจเรื่องแสวงหาความมั่นคงในชีวิตความสำเร็จและความก้าวหน้ามากกว่าปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ3.รักบ้าน รักครอบครัว รักเพื่อน4.มีความจำดี มีความรับผิดชอบสูง5.ขยันขันแข็ง ไม่เหลวไหล6.ยอมรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง7.ยืดหยัดตามลำพังได้ด้วยตัวของตัวเองหากต้องเผชิญกับปัญหา8.มีความละเมียดละไม ใฝ่หาความสุนทรีในชีวิต

    จุดอ่อน

    1.อ่อนไหวเกินไป เจ็บปวดง่าย เจ้าอารมณ์2.ขาดเหตุผลเข้มงวดกับคนใกล้ตัวเกินไป3.ช่างหวาดระแวงและวิตกกังวลเกินควร4.บางครั้งก้าวร้าวเพราะยึดมั่นในความคิดของตนเกินไป5.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทั้งที่ไม่คิดจะทำร้ายใครเลย6.ไม่มีความกล้าได้กล้าเสี่ยงเท่าใด7.มักมองโลกในแง่ร้ายและตัดสินใจเรื่องราวในแง่ลบเสมอ

     

    ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม)

    จุดแข็ง

    1.เป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจ2.ไม่ดึงตัวเองลงไปในความเครียด รู้จักสร้างความรื่นรมย์ให้ตนเองและคนรอบข้าง3.เป็นคนที่มีระเบียบในการใช้ชีวิต4.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน5.มีความมั่นอกมั่นใจและเป็นตัวเองสูง6.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าพูดกล้าทำ กล้าเสี่ยง7.ไม่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง8.ไม่ยอมล้มเหลวหรือพ่ายแพ้

    จุดอ่อน

    1.บางครั้งทระนงจนไม่ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด2.ชอบให้ทุกคนยกย่อง เอาอกเอาใจ ต้องการการยอมรับมากไป3.ให้ความสำคัญกับการเที่ยวเตร่มากกว่าการมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง4.การเลือกคบคมมากเกินไปจนดูเหมือนดูถูกคนที่ต้อยต่ำกว่า5.ชอบโอ้อวดและหน้าใหญ่ในบางครั้ง6.วู่วามใจร้อนไร้เหตุผล7.มักเห็นแก่ความต้องการของตนเป็นใหญ่เสมอ8.กล้าคิดกล้าตัดสินใจแต่ขาดความรอบครอบ

     

    ราศีกันย์ (23 สิงหาคม – 22 กันยายน)

    จุดแข็ง

    1.ซื่อสัตย์ภัคดี มีความตั้งใจจริงไม่เอาเปรียบใคร2.มีความรับผิดชอบสูง ความตั้งใจสูง3.ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักออมเงิน4..เก่งกาจในการติดต่อสื่อสาร การคิด การวิเคราะห์และการเก็บรายละเอียด5.สามารถปรับตัวได้ไม่เบื่อหน่ายมีความอดทนสูง6.เก่งด้านการจัดการ มีมาตรฐานในชีวิต7.มีความทะเยอทะยานมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

    จุดอ่อน

    1.ไม่เชื่อถือและไม่วางใจใครเหมือนกับที่คนอื่นวางใจตน2.เข้มงวด เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้3.มีความบากบั่นสูงแต่บางครั้งก็ดันทุรังโดยไร้เหตุผล4.ด้วยความสามารถในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้บ่อยครั้งช่างตำหนิติเตียนผู้คน5.มักมีลับลมคมนัยเก็บความรู้สึกและความคิดที่แท้จริงของตนไว้ไม่แสดงออกมา6.มักหวังสิ่งตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง7.เป็นคนเอาใจยาก

     

    ราศีตุลย์ (23 กันยายน – 22 ตุลาคม)

    จุดแข็ง

    1.มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตของตนเอง รู้จักวางเป้าหมายและวางแผนอยุ่เสมอ2.ดูแลชีวิตตนเองให้มีความสุขเสมอ3.มีวาทศิลป์ มีคารมคมคาย รู้จักการเจรจาต่อรองได้เยี่ยม4.ไม่ทำตัวขวางโลก5.มีความเป็นผู้นำ6.อ่อนโยน แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น7.มนุษย์พันธ์ดีเยี่ยม ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง

    จุดอ่อน

    1.การตัดสินใจไม่เด็ดขาดเพราะมักเกิดการโลเล ไม่มั่นใจในตนเอง2.ปรารถนาความเป็นหนึ่งมากจนเกินไป บางครั้งอาจผิดหวังและอิจฉาผู้อื่นได้3.บางครั้งสุขุมเกินไปจนดูเหมือนเป็นคนเฉื่อยช้า4.ยึดถือความถูกต้องเป็นใหญ่จนไม่ประนีประนอมให้เกิดความยืดหยุ่นบาง5.มีความอ่อนไหวน้อยใจมากพอๆกับความยโส

     

    ราศีพิจิก (23 ตุลาคม – 21 พฤษจิกายน)

    จุดแข็ง

    1.เป็นคนมีระเบียบวินัยและวางมาตรฐานให้กับชีวิตของตนอย่างเคร่งครัด2.ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของตนเอง3.มีความทรงจำเยี่ยม มีสมาธิดี มีความรับผิดชอบ4.มีน้ำใจไมตรี ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการประจบ5.เป็นคมมีไหวพริบ6.รู้จักใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด7.มีจุดยืนและเป้าหมายเด่นชัด

    จุดอ่อน

    1.ค่อนข้างเข้มงวดกับตนเองและคนอื่นมากไป2.บางครั้งดูหมิ่นผู้อื่นอยู่ในใจและยากที่จะไว้ใจใคร3.โมโหร้าย หวาดระแวง ยากที่จะประนีประนอม4.แม้จะไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ก็มักจะตอบโต้ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงอย่างจริงจัง5.สามารถที่จะลืมความอ่อนโยนกลายเป็นคนก้าวร้าวได้ถ้าไม่พอใจ

     

    ราศีธนู (22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)

    จุดแข็ง

    1.มีแนวคิดที่ชัดเจน มีหลักปรัชญาในการดูแลชีวิต2.มีอารมณ์ขันเสมอ ไม่เครียดง่าย3.ปรับตัวได้ดีมองการณ์ไกล4.กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่เสมอ5.เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น6.ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง

    จุดอ่อน

    1.เก่งหลายอย่างแต่ไม่มุ่งมั่นซะอย่าง2.มักเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นจนท้อ3.ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่เก่งเรื่องวางแผน4.เก็บเงินไม่เก่ง5.ทนไม่ได้หากถูกมองว่าไม่ชื้อ จะก้าวร้าวถ้าไม่ได้ดั่งใจ6.บางครั้งใจแคบ ไม่รู้จักกาลเทศะ7.ไว้ใจคนง่าย ชอบโต้คารม ชอบอวดความคิดตน8.แม้ปัญญาดีแต่ขาดไหวพริบ

     

    ที่มา : ( http://board.narak.com/topic_light.php?No=300545 )


ความคิดเห็นที่ 20

Kidder
1 มี.ค. 2552 08:50
  1. ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน) จุดแข็ง 1.มีความสดใสร่าเริง และมีอารมณ์ขันเสมอ 2.ช่างคิด ช่างสังเกต 3.ฉลาดคิดเร็วตัดสินใจเร็ว และไม่ชอบหยุดนิ่ง 4.ไหวพริบดี สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง 5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการวางแผน 6.รักการเรียนรู้ สนุกที่จะหาประสบการณ์ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 7.สามารถให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษา คำแนะนำแก่คนรอบข้างได้ 8..เก็บความรู้สึกดี มักไม่แสดงความรู้สึกโกธรออกมา จุดอ่อน 1.ขาดความมุ่งมั่นและไม่อดทนไม่มีความหนักแน่น 2.ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตน 3.เป็นคนเบื่อง่าย ขาดความจริงจังทั้งที่เป็นคนมีความทะยาน 4.แม้จะเป็นคนคิดการณ์ไกล แต่ไม่ชอบที่จะทำ มักวางมือเสียง่ายๆ 5.กล้าคิด กล้าทำแต่จริงๆแล้วขาดความรอบครอบ 6.ไม่ตรงต่อเวลานัก ไม่ต้องการความรับผิดชอบสูง 7.ขาดพลังในการควบคุมตน -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*- ตรงเป๊ะทุกข้อเลยผม.. เฮ้อ~

ความคิดเห็นที่ 21

myschool
2 มี.ค. 2552 06:50
  1. สุดยอด Animation เรื่อง "ปีศาจที่ชื่อว่าทุกข์"โดย Tanes Tanakijudomchai (littlebigstep@hotmail.com)

    (คลิกที่ภาพหรือลิงค์ด้านล่างครับ)http://www.youtube.com/watch?v=xbfLCsFbLNk&eurl=http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7557851/A7557851.html&feature=player_embedded

    ข้อคิดดีๆที่จะทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น


ความคิดเห็นที่ 22

myschool
3 มี.ค. 2552 06:34
  1. แบบทดสอบ "ความเป็นตัวตนของคุณ"

     

    หากพรุ่งนี้จะเป็นวันที่โลกแตกจะไม่มีใครสามารถ รอดไปได้จากโลกนี้ แต่เนื่องจาก คุณเป็นคนดีมาตลอด พระเจ้าทรงประทานพรให้คุณสามารถมีชีวิตอยู่ได้ บนดินแดนที่พระองค์ได้จัดทำขึ้น และให้คุณสามารถเลือกสิ่งมีชีวิตไปกับคุณได้ เพียง 1 เท่านั้น คุณจะเลือก... 

     

    1. สิงห์โตที่ประกาศตัวยอมเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ต่อคุณ 2. กระต่ายป่าตัวน้อยช่างพูดที่อ้อนวอนขอให้คุณช่วยชีวิตไว้ 3. มังกรพ่นไฟได้ที่พร้อมจะรับใช้คุณตลอดเวลา 4. นกวิเศษที่สามารถร้องเพลงได้ทุกเพลงที่เคยมีมาบนโลก 5. ลูกเจี๊ยบตัวน้อย ที่ยอมทำได้ทุกอย่าง เพื่อขอให้คุณเลือกแม่ไก่ของเจ้าลูกเจี๊ยบไปแทน 6. แมวน้อยพูดได้ที่แสนซื่อสัตย์ที่ขออยู่เป็นเพื่อนคุณตลอดไป 7. เสือแข็งแรงกำยำที่ยอมเป็นทั้งพาหนะและผู้จะคอยหาอาหารให้คุณ 

     

     

     

     

     

     

    มาดูคำตอบกันนะ

     

    1. คุณเป็นคนใจร้อนอารมณ์ร้าย 

    คุณออกจะมุทะลุและขี้โมโหแต่เป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่น ต้องตาผู้คน ไม่ว่าหนุ่มหรือสาวต่างก็ชอบแต่งตัวเด่น ทันสมัย รสนิยมเลิศเลอ ชอบเฮฮาปาร์ตี้ ในระดับไม่ธรรมดาใจกว้างและกล้าเสี่ยง กล้าทุ่มเท ค่อนข้างหยิ่งยโส ไม่ค่อยยอมอ่อนข้อใครยึดมั่นในชื่อเสียงเกียรติยศมาก เป็นคนเด็ดขาดไม่โลเล เป็นผู้นำได้ดีมีสติปัญญา มีความรักง่ายหลายใจ รักเพื่อนๆ และชอบมีอิสระเสรี 

     

    2. คุณเป็นคนน่ารักนุ่มนวล 

    คุณมักจะมีหน้าตาท่าทางมีเสน่ห์มาก มีจิตใจอ่อนโยนช่างคิดฝันแบบศิลปินทุกแขนง ใจคอไม่เฉียบขาดหนักแน่น นิสัยพาลเกเรขี้งอนเหมือนเด็ก ช่างหึงหวงร้ายกาจ ใจอ่อโมโหง่าย แต่ก็หายเร็ว เจ้าชู้หลายใจขี้กลัวและเสียขวัญง่าย ถ้าโกรธก็อารมณ์ร้าย พร่ำบ่นเอาเรื่องแต่เป็นคนขยันหมั่นเพียร บางครั้งกล้าหาญ อย่างน่าทึ่ง อาจต้องระวังเรื่องถูกหักหลังได้ และบั้นปลายชีวิตจะมีความสุขมา 

     

    3. คุณเป็นคนใจแกร่ง 

    คุณชอบเรื่องต่อยตีอย่างเจ้าพ่อ ติดนิสัยดื่มกินเที่ยวแต่ก็เลิกได้ง่ายค่ะ ถ้าทำดีกับใครไม่ค่อยมีผลดีตอบคืน เป็นคนเจ้าชู้ ฟุ่มเฟือย ใช้เงินเก่ง มักมีนิสัยปลื้มคำชมเชย มีเพื่อนมาก อารมณ์ร้าย ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ทั้งดื้อดึงใจเด็ด ขี้ใจน้อย แต่ก็ใจร้อนมากเป็นคนไม่อ่อนแอ และมุ่งมั่นมาก ทำอะไรจะทำสุดตัว ให้เสร็จให้ได้ถึงจะพักชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ หากหมดไฟขยันก็จะไม่แตะต้องอะไรเลย 

     

    4. คุณเป็นคนที่ตื่นเต้นง่าย 

    คุณชอบเฮฮาปาร์ตี้ดื่มกิน ร้องรำทำเพลงพูดจาเป็นเสน่ห์ รู้จักวาทะศิลป์ เอาชนะใจคนได้ดี มีความนุ่มนวลมีมนุษยสัมพันธ์ เป็นคนรู้จักกาลเทศะ และรู้จักวางตัวดีมาก ไม่หุนหันพลันแล่นจะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจเสมอ เป็นคนช่างจำ ช่างเก็บข้อมูล คารมดีบางครั้งก็ฉวยโอกาสคนอื่นได้ เพราะเป็นคนไม่ค่อยมักน้อย แต่ไม่มีความก้าวร้าวไม่หยาบกระด้าง 

     

    5. คุณเป็นคนหน้าตาดี คุณมีบุคลิกสวยสง่าน่าชื่นชม 

    สนใจใฝ่รู้เรื่องลี้ลับและวิชาการทุกแขนง มักจะเป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่เกเร ไม่ทำผิดคิดร้ายกับใครๆ รักความถูกต้อง ความดีงาม ใจอ่อนขี้สงสาร มีน้ำใจกับคนอื่นๆ แต่ไม่ได้ชอบไปวุ่นวายกับใคร มีความละเอียดอ่อน ไม่ชอบเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ มักจะทุ่มเทใจ ให้เรื่องมีประโยชน์ ตลอดเวลา 

     

    6. คุณเป็นคนที่มีจิตใจดี บริสุทธิ์ 

    คุณไม่คิดร้ายกับใคร ชอบสิ่งที่งดงามน่าดู แต่ตัวเองไม่ได้ชอบแต่งตัว หรือเที่ยวเฮฮาปาร์ตี้มากนักค่อนข้างชอบสันโดษ เกลียดความอึกทึก วุ่นวาย มีใจคิดฝันเรื่องความรักมีความเด่นด้านการพูดจา เข้าสังคม พูดเพราะและมีจิตวิทยาสูง ใจกว้างไม่ขี้เหนียว เก่งในเชิงศิลปะ ชอบสนุกกับดนตรี มุ่งมั่นฝันไกลเก็บเงินได้ถ้าตั้งใจเก็บออม มีนิสัยชอบทำบุญทำกุศล แต่บางครั้งก็เป็นคนที่คนอื่นเดาใจยากเหมือนกัน 

     

    7. คุณมีจิตใจช่างอาฆาตแค้น 

    คุณเป็นคนเด็ดขาดมาก ไม่ชอบอ้อมค้อมไม่ลืมอะไรง่ายๆ บางครั้งก็มีเล่ห์เหลี่ยม มีสติปัญญาดี มุมานะไม่ย่อท้อไม่ค่อยเชื่อ หรือไว้ใจใครจริงจังนัก เป็นคนที่ไม่หาประโยชน์จากคนอื่นแต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบใคร ดื้อแบบไม่ยอมรับผิด ชอบโต้แย้งถกเถียงติดจะมีนิสัยนักเลง กล้าชนกล้าเสี่ยง ขี้หึงโมโห ไม่ค่อยช่างพูด ช่างคุยถือในเกียรติศักดิ์ศรีเป็นใหญ่ มักเกเร จองหอง ไม่ลงให้ใคร มีแฟนหลายคนแม้หน้าตาไม่เด่นนัก เป็นคนดุ แต่ไม่หาเรื่องใคร 

     

    ที่มา : ( http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=78&post_id=1036403 )

     

     


ความคิดเห็นที่ 23

myschool
4 มี.ค. 2552 06:34
  1. ความสุขภายใน

     

    สังเกตมั้ยว่า คนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ชอบหาความสุข จาก ภายนอก จากบุคคลอื่น เช่น ถ้าอยู่กับตัวเองคนเดียว จะรู้สึกไม่เป็นสุข รู้สึกเหงา เศร้าใจ ต้องเปิดทีวี ดูละคร ดูภาพยนตร์ ทำให้ใจเพลิดเพลินไปกับเรื่องที่ดูนั้นๆ บางคนก็ต้องโทรศัพท์ หาเรื่องคุยกับคนนั้นคนนี้

     

    บางคนก็ต้องตระเวนออกไป หาเพื่อนคุย หาเพื่อนเที่ยว หลายๆคนจะเอาใจไปผูกไว้กับผู้อื่น หรือ สิ่งอื่นภายนอกกาย แทบทั้งสิ้นจะเห็นว่า เหล่านี้ไม่ใช่ความสุข ที่แท้จริง และไม่ได้สุขถาวร

     

     

    ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะผู้อื่น คนอื่น อาจคุยกับเรา ทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกับเราได้เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น ไม่ใช่เสมอไป ไม่ใช่ตลอดไป เพราะ คนเหล่านั้น ก็อาจมีภารกิจอื่นๆ ที่เขาต้องการทำ  ถ้าเอาใจไปผูกไว้กับคนอื่น ก็อาจทำให้ผู้ผูกใจนั้น ผิดหวัง เสียใจ น้อยใจได้ ก็เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุขเสมอไป  เพราะความสุขที่มาจากปัจจัยภายนอก เราสามารถมีได้เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น เราไม่สามารถบังคับหรือควบคุมบุคคลอื่น สิ่งอื่น ให้ทำหรือเป็นตามที่เราต้องการได้เสมอไป ยิ่งคาดหวังอะไรมาก ก็มีโอกาสผิดหวังมากเช่นกัน 

     

     

    เอาใจไป ผูกไว้ กับเพื่อน ก็ทุกข์เพราะเพื่อนเอาใจไป ผูกไว้ กับแฟน ก็ทุกข์เพราะแฟนเอาใจไป ผูกไว้ กับลูก ก็ทุกข์เพราะลูกเอาใจไป ผูกไว้ กับใครๆ ก็ทุกข์เพราะคนนั้นๆ นั่นแหละ

     

    และใครที่หวังจะมีความสุขเพียงชั่วขณะ ทำอะไร ไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ ก็อาจจะเจอ ทุกข์ขนัด ตามมาทีหลัง

     

    บางคนคิดว่าได้ทำอย่างนั้นแล้ว รวยขนาดนั้นขนาดนี้แล้วจะมีความสุข แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เช่นคนอยากรวยเป็นล้าน แต่พอรวย 10 ล้าน ไม่รู้สึกสุขอะไร รู้สึกเฉยๆกับเงินจำนวนนี้และอยากรวย 100 ล้านแทนซะแล้ว เพราะความต้องการไม่เคยพอ

     

    บางคนคิดว่าจะแต่งงานและมีครอบครัวที่สมบูรณ์แล้วจะมีความสุข แต่จริงๆ แล้วก็ไม่สุขอีกเพราะมีปัจจัยอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลง ความชอบไม่ชอบที่ไม่สมดุลกันของสามี ภรรยา ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เมื่อเวลาเปลี่ยนไป หรือสิ่งแวดล้อมจากครอบครัว ญาติพี่น้องเพื่อนสนิท มิตรสหาย ล้วนเป็นปัจจัยก่อให้เกิดทุกข์ได้ทั้งสิ้น 

     

    ลองมองรอบๆตัวสิ ว่ามีครอบครัวไหนสุขปานจะกลืนกิน ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอะไรในชีวิตเลย มีบ้างมั้ย ลูก หลาน ได้ดังใจหมดมีบ้างมั้ย ทุกอย่างสมบูรณ์ เพอเฟคไปตลอดชีวิต?

     

    ตอบได้เลยว่ามีน้อย หรือแทบไม่มีเลย เพราะทุกชีวิต ก็ล้วนสุขๆ ทุกข์ๆนั่นแหละ สลับมา สลับไป จนตลอดชีวิตนั่นแหละ

     

    ถ้ามัวจะหาความสุขจากภายนอก ก็จะรู้สึกเหมือนขาด ตลอดไปนั่นแหละ

     

    ดังนั้นเราควรมาฝึกหาความสุขจากภายในดีกว่า 

     

    ...ฝึกอย่างไร

     

     

    ก็คือฝึกใจตัวเราเอง ให้สามารถมีความสุขในทุกขณะ และในทุกสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อะไรทุกๆอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ดังนั้นทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเดี๋ยวมันก็ผ่านไป อะไรจะเกิด ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันเกิด สังเกตเห็นแล้วก็ปลง ปล่อยให้มันผ่านไป มองอะไรๆ รอบตัวเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ ของมนุษย์ ปุถุชน  เราแก้ไข เปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ ก็อย่าไปทุกข์ หันมาเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงที่ตัวเราเองดีกว่า หมั่นฝึกฝน ฝึกใจตัวเอง ให้เข้มแข็ง สามารถยืนหยัดอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ 

     

     

     

    ฝึกมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว หายใจ ฝึกใจให้มีสมาธิ ปฏิบัติธรรม สังเกตกาย สังเกตใจตัวเอง รู้ถึงความปกติของร่างกายและจิตใจ ยามใดที่จิตใจ มีอารมณ์แปลกปลอมแทรกเข้ามา ก็ทำความรู้ตัวเสมอๆ  เท่านี้ก็เป็นการฝึกให้มีสุขจากภายในตนแล้ว 

     

     

    ที่มา : ( http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kingmaithai&month=09-2005&date=30&group=27&gblog=1 )

     


ความคิดเห็นที่ 24

myschool
5 มี.ค. 2552 07:00
  1. ท่านอน..บอกนิสัย

    1. กางแขนกางขา: 

    ช่างรักอิสระเสรี อะไรขนาดนั้น ท่านอนบ่งบอก ความเป็นตัวของตัวเอง อย่างแรง รักความสะดวกสบาย รักสวยรักงาม จับจ่ายใช้สอย สุรุ่ยสุร่าย แต่ก็หาเงินเก่งพอๆ กัน ที่แย่หน่อยคือ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และสนุกกับ การตั้งสโมสร ซะด้วยซิ...

     

    2. นอนเอาขาไขว้กันแบบไขว่ห้าง: 

    ท่านว่า คนที่นอนท่านี้ ไม่ค่อยกล้ายอมรับ ความเปลี่ยนแปลงใดได้ง่ายๆ แถมยังชอบ หมกมุ่นอยู่กับ เรื่องของตนเอง รักที่จะอยู่คนเดียว ข้อดีก็คือ ช่างมีน้ำอดน้ำทน กับเรื่องรอบๆ ตัวได้ดีจริงๆ 

     

    3. นอนเอามือไพล่ประสานกัน รองศรีษะ: 

    เขาว่า คนนอนท่านี้เป็นนิจ เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง ปัญญาเฉียบแหลม ชอบเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ไม่รู้จบ บางครั้ง ก็มีความคิด แปลก แหวกแนว ที่ชาวบ้านตามไม่ทัน เป็นคนน่ารัก ที่ให้ความสนใจครอบครัว อยู่เสมอ... แต่มันสำคัญที่ว่า... ช่างเป็นคนที่ รักคนยาก ซะเหลือเกิน... ช่างเลือกเกินไปหรือเปล่า ? 

     

    4. นอนคว่ำ: 

    ถ้านอนท่านี้ ได้ทั้งคืน ก็ให้รีบสำรวจได้แล้วว่า เป็นคน ใจคอคับแคบ หรือเปล่า มักจะเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ และต้องการให้ ใครต่อใคร ทำตามความต้องการของตัวเองอยู่เสมอๆ แถมยังเป็น คนสับเพร่า จับจดเสียด้วยนะ........รีบเปลี่ยนท่านอนซะเถอะ 

     

    5. นอนตะแคง: 

    ท่านี้ เป็นท่านอนของคนที่ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าจะทำงานอะไร ก็มักจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ด้วยความอุตสาหะ มานะ พยายาม อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านว่า คนที่ชอบ นอนตะแคงขวา เหยียดแขนขวา ไปเหนือศรีษะละก็... อำนาจ วาสนา ดีนักแล... ? 

     

    6. นอนตะแคงงอขาขึ้นข้างหนึ่ง: 

    ไม่ดีละมั้ง... ท่านว่า ขี้ระแวง สงสัยอยู่ไม่สร่าง โดยไร้เหตุผล จู้จี้ขี้บ่นไม่รู้เวลา นอกจากจะขาด ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว อาจจะพาลเป็น โรคประสาทได้ง่ายๆ... ทั้งตัวเอง และคนข้างเคียงน่ะแหล่ะ! 

     

    7. นอนงอตัว: 

    นี่ก็อีกคน... น่าจะเป็น คนขี้อิจฉาตาร้อน กลัวใครเขา จะได้ดีไปกว่าตนซะหมด พูดง่ายๆ ก็คือ ค่อนข้างจะเป็น คนเห็นแก่ตัวอย่างแรง แถมยัง เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพยาบาทรุนแรงด้วยนะ... ระวังหน่อย! 

     

    8. นอนทับแขนตัวเอง: 

    คนนี้ตรงกันข้ามกับ คนนอนงอตัว ท่าที่ 7 เลย... ช่างสุภาพอ่อนโยน จริงใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก อะไรจะปานนั้น... แต่ดูเหมือน จะมีกรรมมาบัง เพราะเขาจะเป็นคนที่ ขาดความมั่นใจในตนเอง และขาดความอบอุ่นในชีวิต.. น่าสงสารนะ 

     

    9. นอนคุดคู้: 

    เป็นคนขี้เหงาอย่างแรง ซึมเศร้าง่าย เพราะไปฝังใจกับเรื่องเศร้าๆ เรืองผิดหวัง หรือสูญเสียในอดีต เป็นคนขี้ระแวง และมีความลังเล ไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่า ขาดความรักความอบอุ่น.. เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม 

     

    10. นอนคลุมโปง: 

    เชื่อไหมว่า ภายนอก เขาคนนี้อาจจะดูผึ่งผาย น่าเชื่อถือมาก แต่ลึกลงไปแล้ว เขาขี้อาย จิตใจอ่อนแอ... เขาชอบมีความลับ และเก็บความลับเก่งด้วยนะ มีอะไร ก็จะแอบเก็บไว้ในใจ แล้วเก็บเอาไปกังวล วุ่นวายใจ วนเวียนอยู่กับปัญหานั้น คนเดียว ไม่รู้จบรู้สิ้นสักที... ไม่รู้ว่า นอนขมวดคิ้วนิ่วหน้า ด้วยรึเปล่า ? 

     

    11. นอนเอามือจับอวัยวะเพศของตัวเอง:

    คนนี้มาแปลก... ท่านว่า จะชอบหมกมุ่น อยู่ใน กามารมณ์ มีความต้องการทางเพศสูง ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว รักใครหลงใครละก็ เป็นได้หัวปักหัวปำ แบบกู่ไม่กลับ ทั้งๆ ที่เป็น คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด อยู่หรอกนะ 

     

    12. นอนละเมอ: 

    จะซีเรียสอะไรกันได้ขนาดนั้น ก็ไม่รู้... เขาเป็นคนคิดมาก ยังฝังจิตฝังใจกับ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยอมลีม... สังเกตดีๆ จะเห็นว่า เขาขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และจะคล้อยตามคนอื่นอยู่เสมอ... ถ้าเขาละเมอบ่อยมาก และรุนแรงขึ้นละก็ น่าจะเตือน ให้เขาปรึกษาแพทย์ หรือผู้รู้ซะได้แล้ว 

     

    13. นอนกัดฟัน: 

    นี่ก็คนเก็บกด... โบราณว่า เป็นคนอาภัพ ซึ่งเขาอาจจะ คิดไปเอง ก็เลยอมทุกข์ เก็บกดความทุกข์ไว้ในใจ หน้าฉากอาจจะดูรื่นเริง แต่แอบไปนอนกัดฟันกรอดๆ ทุกคืน... ปล่อยวางซะบ้างเถอะ จะเอาอะไรกันนักหนากับชีวิต 

     

    14. นอนอ้าปาก: 

    ชวนเขา ไปตรวจสุขภาพร่างกายบ้างเถอะ เพราะ โบราณท่านว่า คนนอนท่านี้ มักจะมีโรคภัยเบียดเบียน ให้สุขภาพไม่แข็งแรง เดี๋ยวจะพาลอายุไม่ยืนซะเปล่าๆ 

     

    ที่มา : ( http://board.narak.com/topic_light.php?No=296077 )

     

    อันนี้ต้องถามคนที่นอนข้างๆดูนะครับ

     

     


ความคิดเห็นที่ 25

miiw_evill
5 มี.ค. 2552 20:04
  1. ชอบจังเลยขอบคุณนะ ได้อะไรกลับไปคิดหลายอย่างเลย


ความคิดเห็นที่ 26

myschool
6 มี.ค. 2552 06:41
  1. 6 วิธีทำร้ายสมอง

     

    ความรู้ใหม่เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นมากมายแทนที่ความรู้เก่า ดังเช่น ความรู้เก่าที่ว่า สมองของคนเราเกิดมาเท่าไรก็มีเท่านั้น ไม่สามารถจะเกิดใหม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเซลล์สมองมีการเกิดใหม่ได้ สเต็มเซลล์ที่เป็นเซลล์อ่อนพร้อมจะพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ของอวัยวะมนุษย์ก็พบอยู่ในสมองของผู้ใหญ่ด้วย... 

     

    จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของการสำรวจ เจาะตรวจสอบภายในร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นการทำงานของสมองในสภาวะต่างๆ ก็จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์วันนี้ ได้ค้นพบวิธีต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนเราใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

     

    ในขณะเดียวกันก็พบว่า สมองมนุษย์ถึงแม้จะวิเศษเพียงใด แต่ก็เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกัมมันตภาพรังสี และที่เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างสำคัญต่อสมองคือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก 

     

    ใครๆ ก็อยากมีสมองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีอยู่มากมายที่คนซึ่งโดยปกติก็เคยเป็นคนเก่ง แต่ก็กลับกลายเป็นคนที่ใช้สมองได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ 

     

    มีคู่มือหรือวิธีมากมายที่จะกระตุ้นการใช้สมองของคนเราโดยทั่วไปให้มีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามคือ คู่มือหรือวิธีที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยความหวังว่า บ่อยๆ ที่คนเรามักจะ "จำ" ข่าวร้าย หรือคำเตือนถึงวิธีการที่ส่งผลร้ายต่อตนเองได้มากกว่าข่าวดี หรือคำแนะนำถึงวิธีการที่ดี 

     

    ต่อไปนี้เป็นวิธีหรือคู่มือการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 

     

    1.โกหกเป็นประจำ 

    การโกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของคนเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี และมีข้อมูลจากการศึกษาทดลองทั้งกับสัตว์ทดลองและกับมนุษย์เองโดยตรงที่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่การทำงานหนักของสมองมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง : ทำงานหนักในด้านดี ด้านสร้างสรรค์ และสอง : ทำงานหนักในด้านไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ เฉพาะการใช้สมองทำงานหนักในด้านสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป 

    แต่คนโกหกเป็นประจำ สมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการที่จะต้องพยายามจำสิ่งที่ได้โกหกเอาไว้ และก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์ การโกหกเป็นประจำจึงเป็นวิธีหนึ่งที่แน่นอน ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 

    2.คิดในทางไม่ถูกต้อง 

    การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อย่างแน่ชัด การคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ ผิดทำนองคลองธรรม ผิดกระบวนการ ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การคิดหาทางร่ำรวยทางลัด การเจริญก้าวหน้าในด้านอาชีพโดยวิธีการทางลัด โดยทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการคดโกง การประจบผู้บังคับบัญชา การวางแผนทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อตนเองจะได้รับตำแหน่งแทน การคิดหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เช่น การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยวิธีการที่แยบยล หรือผิดกฎหมาย ผิดประเพณีปฏิบัติที่ดีงาม โดยที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ เหล่านี้เป็นวิธีที่แน่นอนอีกวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 

    3.หมกมุ่นอบายมุข 

    การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ เพราะเวลาตื่นก็จะหมกมุ่นหาแต่อาจารย์เด็ด เลขเด็ด ตีความหมายของการฝันให้เป็นตัวเลข เวลาหลับก็จะฝันแต่เรื่องเป็นตัวเลข พบเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติก็จะคิดเป็นตัวเลข การหมกมุ่นกับอบายมุขทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิต 

    4.(เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น 

    คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ ก็จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำลายสมอง 

    5.เครียด ฟุ้งซ่าน 

    ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก ถึงขั้นขาดสติยั้งคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย 

    6.ไม่ยอมคิด 

    ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น เผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจจะแห่งชีวิตและธรรมแบบ "เต๋า" 

    แต่...ความว่างเปล่าของสมองแตกต่างอย่างมากกับผู้บรรลุแบบ "เต๋า" ยังมีอีกหรือไม่ วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง? 

    คำตอบคือ มี! แต่ 6 วิธีที่กล่าวถึงนี้ เป็นวิธีที่ต้องระวังกันมากที่สุด!

     

    โดย : ชัยวัฒน์ คุประตกุล 

    ที่มา : ( http://hilight.kapook.com/view/26673 ) 

     

     


ความคิดเห็นที่ 27

myschool
9 มี.ค. 2552 17:49
  1. มนุษย์จ้าวปัญหา หรือ มนุษย์สู้ปัญหา

    คนเราเมื่ออยู่กับตนเอง ก็มักจะคล้อยตามความคิดเห็น ซึ่งเข้าข้างตัวเองเสีย 80 % ไม่กล้าเผชิญกับ "ตัวตนที่แท้จริง" ซึ่งร้ายกาจมากกว่าที่คาดคิดไว้เสมอ คนเรา จึงไม่รู้จักตนเองอย่างแท้จริง เมื่อไม่รู้จักตนเองอย่างแท้จริง ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งใด เป็นสิ่งที่บกพร่องต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เมื่อไม่รู้ชีวิตก็ย่ำอยู่กับที่ และมีแต่จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

    เราจะสามารถรู้จักตนเองได้ ถ้าเราเปิดโอกาสให้ตัวเรา เรียนรู้ตัวเองผ่าน การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยใช้งานเป็นผลแสดงถึง คุณภาพของจิตใจเรา และใช้คำวิจารณ์ คำแนะนำจาก เพื่อนร่วมงาน เป็นกระจกสะท้อนความเป็นตัวเรา เพื่อเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น

    การรู้จักตนเอง คือ การมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองอย่างแท้จริง เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ แต่การมองตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะเรามักจะสร้าง และ ให้ความสำคัญกับ "ภาพแห่งตน" ซึ่งเป็น "ภาพลวงตา" ทำให้เราไม่ได้พบกับความผิดพลาดของเราซึ่งมีอยู่มากมาย เมื่อเราให้พลังงานสำหรับ "ภาพแห่งตน" ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในลักษณะที่ไม่เปิดเผย ตรงไปตรงมา เราอาจจะหูหนวกต่อการวิจารณ์ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย หรือปฏิเสธความจริงที่เราเป็นอยู่บางอย่าง

    การที่เราไม่ยอมรับการวิจารณ์อย่างซื่อตรง แสดงว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ซึ่งมีความรักในเราอย่างแท้จริง ดังนั้น "เราจะห่างเหินจากกระแสแห่งการเรียนรู้ภายใน" 

    เราจะรู้จักตนเองได้อย่างไร? เราสามารถเริ่มต้นด้วยการมองอย่างชัดเจนว่า "เราเป็นใคร" ใช้เวลาพิจารณาว่าท่านมองตัวท่านอย่างไร "ตัวจริง" ของท่านเอง และ "ภาพแห่งตน" ที่ท่านสร้างขึ้นมานั้น เกี่ยวพันกันอย่างไร ดูอย่างต่อเนื่อง ดูความเกี่ยวข้องของมันกับผู้อื่น ที่ทำงานร่วมกับเรา กับครอบครัวของเรา กับมิตรสหายของเรา สังเกตดูว่า "ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ในสายตาผู้อื่น" แม้การติดตามดู "ภาพแห่งตน" นั้น จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ท่านจะเริ่มรู้จักตนเอง มองชีวิตอย่างซื่อตรง และเรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับข้อบกพร่อง และข้อดีของตนเองด้วย

    เมื่อเรารู้จักตนเองอย่างแท้จริง เราก็จะเริ่มต้นยอมรับผู้อื่น เราสามารถเปิดหัวใจให้กว้าง และรับทุก ๆ คนเข้ามาในชีวิตของเรา งานของเราจะถูกจัดทิศทางด้วยความชัดเจน ด้วยความรู้สึกว่า "เราคือใคร" และ "เราต้องการอะไร?" ผลของการงานและการพัฒนาความหมายให้แก่ชีวิต ก็จะนำไปสู่ความซาบซึ้งดื่มด่ำในชีวิตมากขึ้นและจะนำความมั่นคง ให้เกิดขึ้น ในทุก ๆ อย่างที่เราทำด้วย

     

    การพัฒนาตนเองผ่านปัญหาใน การทำงาน 

    มนุษย์จ้าวปัญหา หรือ มนุษย์สู้ปัญหา

    บุคลคลที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพ ขยายออกไปไม่มีขอบเขตนั้นสามารถใช้ "ตัวปัญหา และ อุปสรรค" ในงานเป็น "ตัวช่วย" ให้ได้เรียนรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหาได

    ดังนั้น มุมมองของเขาในการมองปัญหาจึงเปลี่ยนไปจากเดิม 

    มุมมองเดิมก็คือ มุมมองของมนุษย์จ้าวปัญหา ลักษณะพฤติกรรมที่ปรากฏก็คือ มองอะไรเป็นปัญหาไปหมด หรือดึงปัญหาเข้ามาสุมอยู่ที่หัว ตัวเองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ความเครียด ปวดศรีษะ หรือมีอาการวิ่งหนีปัญหา ทิ้งไว้ให้เป็นภาระของผู้อื่นไปเลย หรือมีอาการโทษปัญหา โทษสภาวะเศรษฐกิจ โทษรัฐบาล โทษว่าขาดวัสดุอุปกรณ์ โทษเพื่อนร่วมงานทำงานช้า โทษสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นโทษตนเอง

    มุมมองใหม่ก็คือ มุมมองของมนุษย์สู้ปัญหา ลักษณะพฤติกรรมที่ปรากฏก็คือ มองว่าปัญหายิ่งยาก ยิ่งได้ประสบการณ์มาก ปัญหายิ่งเยอะ ยิ่งได้เรียนรู้แยะ ปัญหายิ่งหลากหลาย แปลกประหลาด ยิ่งได้มีโอกาสเพิ่มพูนทักษะและความสามารถยิ่งขึ้นไป

    ดังนั้น ก่อนการพัฒนาตนเอง ก็ต้องมีการพัฒนาทัศนคติของตน ในการมองปัญหาเสียใหม่ว่า ปัญหานั้นไม่ได้นำแต่สิ่งที่เลวร้าย กลายเป็นวิกฤตเท่านั้น แต่ปัญหายังนำมา ซึ่งโอกาส และการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมด้วย เหมือนต้นไม้ที่สลัดใบไม้ใบเก่าทิ้งไป เพื่อเติบโตและแตกยอดอ่อนของใบใหม่ที่สดใสและงอกงามกว่านั่นเอง

     

    "ปัญหา คือโอกาส สร้างปัญญา"

     

    สติและสมาธิในการทำงาน

    "กำลังสติ หรือกำลังแห่งความระลึกรู้ การทำงานนั้น ถึงแม้ทำด้วยความศรัทธา ด้วยความหมั่นขยันไม่ทอดทิ้ง ก็ยังมีช่องมีคราวที่อาจจะเสียหายบกพร่องได้ ในขณะเมื่อมีความประมาทเผลอพลั้งเกิดขึ้น นักปฏิบัติงานจึงต้องระมัดระวัง ควบคุมสติให้อยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ความรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนก็จะมีขึ้น เป็นเครื่องป้องกันความเสียหายและอันตรายมิให้เข้ามาถึงตัว อีกอย่างหนึ่งนอกจากความมีสติ คือกำลังความตั้งใจ ซึ่งในที่นี้ หมายถึงความสามารถควบคุมจิตใจให้ สงบและหนักแน่นมั่นคง ควบคุมความคิดให้อยู่ในระเบียบ ให้คิดอ่านอยู่แต่ในเรื่องหรือในภารกิจที่ต้องการจะทำให้สำเร็จ ไม่ปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องต่าง ๆ นอกจุดหมายอันพึงประสงค์ กำลังความตั้งใจนี้ช่วยให้รู้ให้เข้าในเรื่องราว และปัญหาต่าง ๆ ได้กระจ่าง ให้คิดเห็นช่องทางและวิธีการปฏิบัติงานได้แจ่มแจ้ง ชัดเจน และรวดเร็ว ไม่มีความลังเลสงสัย หรือพะวักพะวนด้วยสิ่งกวนกายกวนใจใด ๆ เป็นเครื่องกีดขวางบัณฑิตทั้งหลายจึงควรศึกษาพิจารณาและฝึกฝน กำลังความระลึกรู้และความตั้งใจดังกล่าวให้มีพร้อม เพื่อความสำเร็จความเจริญมั่นคงของตน ของชาติบ้านเมือง ในเบื้องหน้าต่อไป"

    พระบรมราโชวาท "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"

     

    การพัฒนาความมีสมาธิในการทำงาน 

    สมาธิเป็นของมีค่ามาก เปรียบประดุจ "เพชร" ภายในตัวเรา แต่เป็นของดีที่คนมองข้าม มองไม่เห็น ใช้ไม่เป็น ไม่เห็นประโยชน์ หรืออาจมองเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ คร่ำครึ เสียเวลาทำ โดยเฉพาะกับสังคมบริโภควัตถุนิยมขณะนี้ 

    คนที่ไม่มีสมาธิ หรือ คนที่มีความสำรวมใจน้อย ความคิดของเขาจะหยาบ ไม่ละเอียดอ่อน ไม่ไวต่อกระแสความผิดพลาดของงาน ทำงานล่าช้า ตรงกันข้ามกับคนที่มีสมาธิ เขาจะมีพลังกาย พลังปัญญา และสัมผัสอันละเอียดอ่อน ฉับไว เขาจะมีความรู้ประดุจดังแสงสว่างส่องในทางที่มืด มีความสามารถในการจัดการงาน ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำให้งานบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จในที่สุด แต่ "คนทำงาน" บางส่วน ยังขาดสมาธิในการทำงานและการใช้ชีวิต ทำให้ขาดสติสัมปัญชัญญะ ในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ทำให้เกิดอาการ "กระทบ และกระแทก กระเทือนจิตใจ" ของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีให้เห็นทั่วไปทุกองค์กร ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงาน มีลักษณะการทำงานที่ไม่ประสานงานกัน มีการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ทำให้คนทำงานเบื่อหน่ายท้อแท้กับบรรยากาศการทำงานในสภาพเช่นนี้

    จะทำอย่างไร เมื่อเราไม่มีสมาธิ ไม่มีสติสัมปัญชัญญะในการทำงาน เราสามารถแก้ไขได้ ถ้าเราสามารถฝึกสำรวมใจ โดยวิธีดึงจิตกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า และออกของเรา อย่างอ่อนโยน อย่างผ่อนคลาย อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ทำบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญในการดึงจิตกลับ มาสู่ความเป็น "กลาง" ซึ่งเป็นจิตดั้งเดิมแท้จริงของเราดึงจิตกลับมาสู่ความ "ว่าง" จากความยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ แล้วท่านจะกลับมามีพลังอีกครั้ง ในการทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพฃ

     

    ข้อคิดเรื่องสมาธิ 

     

    คือพลังที่จะช่วยให้งานสำเร็จอย่างมี "คุณภาพ"  คือพลังกาย, พลังปัญญา, และสัมผัสอันละเอียดอ่อนของเรา  ถ้าเราไม่มีสมาธิ "จิตใจของเรามักจะคล้อยตามสิ่งชักจูงใจอื่นๆ" ได้ง่าย ๆ  เราจะถูกชักนำให้ออกห่างจาก "งาน"  เรามักจะหันเหความสนใจ ไปสิ่งอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ "เรากำลังทำงาน ซึ่งเราไม่ชอบอยู่"  เมื่ออิทธิพลภายนอก ชักจูงความคิดเราให้ห่างไปจาก "งานที่เราทำอยู่ " การขาดสมาธิ ก็จะส่งผลต่อ "คุณภาพของผลงานที่เรากระทำนั้น "  ยิ่งสำรวมใจน้อยลง ความผิดพลาดในงาน ก็จะยิ่งมากขึ้น  เราจะทำงานเสร็จล่าช้ามากขึ้น  เราจะหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจกับงานที่ไม่เสร็จ  ความหงุดหงิดนี้จะกวนใจ เราจะรักษาแรงจูงใจได้ยากขึ้น  หยุด "ความพยายาม" ก่อนที่จะบรรลุเป้าหมาย  เมื่อเวลาสูญเสียไป งานก็ไม่เสร็จ เราจะเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเราจึงไม่มี "ผลงาน" ปรากฏออกมาจากการกระทำของเราเลย 

     

     

    ประโยชน์ของสมาธิ - ต่องานและชีวิต 

     

    คนมีสมาธิ จะเป็นคนขยัน ทำงานเสร็จ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพดี  จะมีความใส่ใจ ความกระตือรือร้น และความชำนาญในงาน มีความสามารถเพิ่มขึ้น  จะยอมรับสิ่งท้าทายใหม่ ๆ เผชิญกับภารกิจต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ  จะแสดงความเชื่อมั่น และความมั่นใจ ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ 

     

     

    ที่มา : ( http://www.siamjobcenter.com/hr/WB/topicdetail.jsp?__fixCon=topic_id='354' )

     


ความคิดเห็นที่ 28

PT_PUMb*
9 มี.ค. 2552 22:52
  1. เรื่องที่เอามาโพสน่าสนใจดีน่ะครับ คุณ มาย สคูล


ความคิดเห็นที่ 29

myschool
11 มี.ค. 2552 08:10
  1. คุณรู้จักตัวเองมากพอหรือเปล่าที่จะสั่งการให้สมองทำตามที่คุณคิด ??

    ถ้าคุณเห็นเธอหมุนตามเข็มนาฬิกา, คุณใช้สมองซีกขวามากกว่าถ้าคุณเห็นเธอหมุนทวนเข็มนาฬิกา, คุณใช้สมองซีกซ้ายมากกว่า

    แล้วคุณสามารถทำให้เธอหมุนตาม หรือทวนเข็มนาฬิกาอย่างที่คุณต้องการได้หรือไม่

    หลายคนทำได้ครับ !!

    คนที่ทำได้ไม่ใช่คนที่มีเนื้องอกในสมองแต่..เป็นบุคคลพิเศษที่มีศักยภาพในการใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


ความคิดเห็นที่ 30

myschool
12 มี.ค. 2552 06:58
  1. แบบทดสอบ : คุณมีความสุขดีหรือเปล่า

    1. ถ้าร้านอาหารเจ้าประจำของคุณปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ ในวันที่คุณตั้งใจเหลือแสนว่าจะรับประทานอาหารร้านนี้ให้จงได้ในวันนี้คุณจะ...

    ก. ปลง ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงข. หัวเสียนิดๆ ที่ร้านอาหารที่เคยสิงสถิตมาตั้งนานต้องปิดตัว แล้วก็เสียที่เที่ยวที่เมาไปอีกหนึ่งค. อยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า ทำเลเจ๋งๆ แบบนี้ ปรับปรุงครั้งใหม่จะเป็นอย่างไรน้า

    2. เวลาคุณอยู่ท่ามกลางผู้คนรายล้อม คุณมีอาการ...

    ก. อึดอัดและเขินม้วนเชียวข. นึกในใจ อยากอยู่คนเดียวจังค. สบายๆ แถมคึกอีกต่างหาก

    3. เวลาที่คุณมีโปรเจคท์ตัวใหม่ หรือกำลังเริ่มเรียนรู้ประสบการณ์บทใหม่อยู่ คุณรู้สึก...

    ก. ประสาทเสียว่าแก่ๆ เอ๊ย ไม้แข็งอย่างคุณเนี่ย จะเรียนรู้อะไรได้เหรอข. ตื่นเต้นสุดๆ ขณะเดียวกันคุณเองก็คาดหวังว่าจะต้องประสบความสำเร็จกับมันค. ชีวิตก็อย่างนี้ ต้องเรียนรู้กันไปชั่วชีวิต

    4. ครั้งสุดท้ายที่คุณรู้สึกภาคภูมิใจทั้งในตัวเองและคนอื่นด้วย เมื่อไหร่น้า...

    ก. ภายในสัปดาห์นี้ข. ภายในสามอาทิตย์ที่แล้วค. มากกว่า 1 เดือนมาแล้ว

    5. วันเกิดของเพื่อน สำหรับคุณเป็นอย่างไร...

    ก. ล่กมาก แล้วก็หาการ์ดอวยพรได้ภายในนาทีสุดท้ายข. เป็นโอกาสที่จะโทรฯ หาเพื่อนบ้างแล้วค. ตื่นเต้นสุดๆ วินาทีที่เพื่อนคุณจะเปิดของขวัญที่คุณตั้งใจจะทำเซอร์ ไพร้ส์ให้เธอ

    6. คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้างไหม ที่คุณทำซะเพลินจนลืมเวลาทุกที

    ก. มีสิ แล้วก็เป็นอย่างนั้นบ่อยๆข. มีน่ะมี แต่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยเท่าไหร่ค. อย่าว่าแต่งานอดิเรกเลย เวลาจะกระดิกกระเดี้ยยังไม่ค่อยจะมี

    7. เวลาที่คุณต้องพานพบกับช่วงเวลาที่ต้องทุกข์ทน คุณคิดอะไรอยู่

    ก. มันจะเป็นอย่างนี้อีกนานไหมข. ทำไมต้องเป็นฉันด้วยค. ความทุกข์คงไม่อยู่กับฉันตลอดไปหรอก มาได้ก็ไปได้ ฉันต้องผ่านมันไปได้แหละน้า

    8. วันฝนตก สายฝนมีอิทธิพลกับคุณบ้างไหม...

    ก. เฮ้อ! (เสียงถอนหายใจ) วันนี้แย่ชะมัดข. ดีเลย ต้นไม้จะได้เขียวชุ่มชื่น รถก็ไม่ต้องล้าง เย้ เย้ๆ !ค. เตือนตัวเองว่าอย่าลืมร่มก่อนออกจากบ้าน

    9. ชีวิตด้านสังคมของคุณตอนนี้ล่ะ

    ก. ยุ่งจะตาย แต่ก็เติมเต็มชีวิตได้ส่วนหนึ่งข. เปิดๆ ปิดๆ แล้วแต่อารมณ์ค. บ้าไปแล้วฉัน

    10. คุณใช้สิ่งใดต่อไปนี้กำหนดทิศทางชีวิตของคุณ

    ก. ครอบครัว หรือเจ้านาย กึ๋ย!ข. โชคชะตาเท่านั้นค. ตัวเอง

    วัดผลแห่งความสุข

    1. ก. 2 ข.1 ค. 32. ก.2  ข.1  ค. 33. ก.1  ข.2  ค.34. ก.3  ข.2  ค.15. ก.1  ข.2  ค.36. ก.3  ข. 2  ค.17. ก.2  ข. 1 ค.38. ก.1 ข.3  ค. 29. ก.3 ข.2 ค. 110. ก.1 ข. 2. ค.3

     

    1-10 คะแนน ภาวะขาดแคลน...ความสุข (ขั้นวิกฤติ !)

    ตายจริง คุณมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร ในเมื่อภูมิต้านทานชีวิตบกพร่องขนาดนี้ รอยยิ้มที่ฉาบอยู่ที่หน้าคุณยามเจอผู้คนน่ะ ทั้งปั้นทั้งฝืนสุดฤทธิ์ รู้ตัวมั้ย ทั้งที่หน้ายิ้มอยู่อย่างนี้ แต่หัวใจกลับร่ำไห้ และอยากกรีดร้องออกมา คุณมองอะไรในแง่ร้ายมากเกินไปหมดหรือเปล่า แม้โลกบูดๆ เบี้ยวๆ ใบที่คุณเหยียบอยู่นี้ จะโหดร้ายก็จริง แต่คุณไม่จำเป็นต้องปรับสภาพใจของตัวเองให้โหดร้ายตามไปด้วยไม่ใช่หรอกหรือ

    หัดมองโลกในแง่งามเสียบ้างเถอะค่ะ สำหรับความสุข มักง่ายบ้างก็ได้ หาความสุขตามรายทางที่เรี่ยราดมีอยู่ถมไป แม้วันนี้ไม่ใช่ของคุณ แต่คิดเหรอว่า วันพรุ่งนี้จะไม่เดินทางมาให้คุณครอบครองบ้าง เราทุกคนต่างเกิดมาเพื่อความหวังกันทั้งนั้น บางทีการคิดหวังถึงวันพรุ่งนี้ อาจทำให้ชีวิตของคุณในวันนี้แอ๊คทีฟ กระปรี้กระเปร่าขึ้นตามมาบ้าง ยิ้มที่ออกมาจากหัวใจ ดูยังไงก็สวยใสจริงใจกว่ายิ้มแห้งๆ ของคุณตอนนี้ เข้มแข็งเข้าไว้นะคะ สู้กับชีวิตเพื่อนำความสุขมาให้ตัวเองบ้าง

     11-20 คะแนน มีความสุขพอ แต่...สุขกว่านี้ก็ยังได้

    คือ…สุขแบบไม่สุดนั่นเอง คุณรู้ว่าความสุขมีรสชาติยังไง แช่มชื่นขนาดไหน ขณะที่ความกลัวก็ครอบงำจิตใจอยู่ทุกย่างก้าว และพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งลงตรงหน้า เพราะสิ่งเดียวนั่นคือ “ความกลัว” วันดีๆ ของคุณจะหายไปทันที หากความกลัวเข้าครอบงำดุจเสือร้ายขู่คำรามตามหลอกหลอน บางครั้งสาเหตุมาจากเพียงแค่คุณต้องทำงานล่วงเวลาเท่านั้น!

    เพียง เท่านี้ จากความหวั่นวิตกเพียงเล็กน้อย อาจเปลี่ยนวันของคุณ ให้เป็นวันร้ายๆ ไปเลยทั้งวัน บางครั้งคุณเองก็รู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น หรือบางครั้งคุณก็รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ซะอย่างงั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “ความทุกข์มีพื้นฐานมาจากความกลัว ในขณะเดียวกันความกลัวก็ไม่อาจผุดขึ้นในสมองได้ ในห้วงเวลาแห่งความรัก” นั่นหมายความว่า ความรักเท่านั้นที่จะเยียวยาหัวใจคุณได้ กลวิธีสร้างความสุขสูตรเร่งรัดแบบง่ายๆ คือ ให้มองอะไรแบบง่ายๆ เข้าไว้ มองหาอะไรสักอย่างไว้ชื่นชม แล้วก็มองปัญหาว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

    20-30 คะแนน ชีวิตนี้สุขีเหลือล้ำ

    อิจฉาคุณจังที่มีความสุขได้มากขนาดนี้ แม้คุณจะไม่ใช่เศรษฐี ไม่ใช่นางแบบ ไม่ได้มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ความสุขของคุณหาได้ง่ายๆ เริ่มจากจิตใจของคุณที่มองอะไรก็สวยงามไปหมด คุณมีพื้นฐานที่แข็งแรงพอที่จะออกไปต่อสู้กับภยันตรายนานาข้างนอกประตูนั่น และแน่นอน คุณไม่ค่อยแพ้พ่ายเท่าไหร่หรอก ตราบใดที่คุณยังมองโลกในแง่ดีอยู่อย่างนี้ หรือถ้าแย่จริงๆ บทเรียนคือผลพลอยได้ที่คุณจะได้รับจากเรื่องราวร้ายๆ ของคุณ โลกต้องการคุณค่ะ โลกต้องการรอยยิ้มและหัวใจของคุณมาประดับให้โลกใบนี้มีพื้นที่ที่ชุ่มฉ่ำ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุขอย่างหัวใจของคุณบ้าง

     

    ที่มา : ( http://women.kapook.com/horo00107/ )

     


ความคิดเห็นที่ 31

myschool
13 มี.ค. 2552 06:26
  1. เรื่องเล่าดีดีที่อยากบอกต่อ 

    ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

    แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

    ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

    วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน

    จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

    พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

    โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

    "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

    ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

    พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

    "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

    พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

    ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

    "ผมขโมยเองครับ"

    ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

    พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

    จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

    พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

    และด่าว่าน้องชายของฉัน

    " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีกแกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

    คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

    หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

    แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

    กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

    น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

    " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

    ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

    ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

    หลายปีผ่านไป

    แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

    ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

    เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

    เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

    ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

    ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

    คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

    ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 

    "ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

    แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

    "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

    ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

    "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

    พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

    "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

    คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

    ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

    ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

    ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

    " ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

    แต่ในขณะเดียวกัน

    ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

    ใครจะรู้ได้ .......

    วันต่อมาในตอนเช้ามืด

    น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

    และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

    ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

    ขณะฉันกำลังหลับ

    "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

    ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

    ฉันนั่งอยู่บนเตียง

    อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

    ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....

    ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

    รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

    กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

    ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

    วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

    เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า 

    "มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

    ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

    ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

    ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...

    ฉันถามเขาว่า

    "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

    น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

    "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

    และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

    " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

    จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

    เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า

    "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

    ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

    ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

     

    วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

    ฉันสังเกตเห็นว่า

    หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

    เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

    หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

    "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

    เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

    แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า 

    "แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ "

    ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

    ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

    ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"

    ฉันถาม

    "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."

    น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

    เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

    น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

    "เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

    หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

    หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

    แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

    ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

    แต่เมื่อออกไปแล้ว

    ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

    จึงได้ย้าย ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

    น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

    เขาบอกกับฉันว่า

    "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

    สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

    เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...

    แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

    เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

    วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

    และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

    เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

    ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

    น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

    ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

    "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา ! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

    คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

    ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

    "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

    น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

    ฉันบอกกับน้องว่า

    "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

    "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

    น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

    เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

    ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

    "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

    น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....

    และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

    "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

    เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

    สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

    คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ....... 

    "ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

    ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

    น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

    จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

    วันในชีวิตของคุณและเขา

    คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

    แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

    .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

    พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

    หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม 

     

    จบบริบูรณ์....

     

    ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนได และในเครือกว่า 20 บริษัท

    ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

    "ซัมซุง"

     

    ที่มา : (http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=smarttec&date=19-11-2007&group=18&gblog=1 )

    ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากขึ้น

     


ความคิดเห็นที่ 32

myschool
14 มี.ค. 2552 07:14
  1.  

    คุณรู้ตัวเองไหมว่า..."คุณฉลาดแค่ไหน"

     

    คำถามแรก (กรุณาใช้สมองคิด อย่าทด หรือกดเครื่องคิดเลขล่ะ)

    ตั้งด้วย 1000 บวก 40 เข้าไป จากนั้นบวกด้วย 1000 อีกที 

    แล้วก็บวกด้วย 30 แล้วบวกด้วย 1000 แล้วบวก 20 

    จากนั้นบวก 1000 อีกที แล้วก็บวก 10 คำตอบคือ? 

     

    คำถามข้อที่สอง

    คุณเข้าร่วมในการแข่งขัน คุณแซงคนอันดับที่สอง 

    ตำแหน่งของคุณตอนนี้คือ? 

     

    คำถามข้อที่สาม 

    ถ้าคุณแซงคนสุดท้ายล่ะ คุณจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่? 

     

    คำถามข้อสุดท้าย 

    พ่อของ Mary มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono. 

    คนสุดท้องชื่อว่าอะไร? 

     

    ___________________________________________________

    เฉลย 

     

    1. ได้ 5000 หรือ? คำตอบที่ถูกคือ 4100 

        ไม่เชื่อลองกดเครื่องคิดเลขดูสิ!

     

    2. คำตอบ ถ้าคุณตอบว่าคุณอยู่อันดับแรก คุณผิดอย่างแรง! 

        ถ้าคุณแซงคนอันดับที่สอง คุณก็อยู่ในอันดับของเขา คุณก็อยู่ที่สองสิ! 

     

    3. คำตอบ ถ้าคุณตอบว่าอยู่อันดับรองโหล่ คุณก็ผิดล่ะ 

        คุณจะแซงคนสุดท้ายได้ยังไง?

     

    4. คนสุดท้ายชื่อ Mary  

     

    ที่มา : ( http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=testboard&No=3500 )

     


ความคิดเห็นที่ 33

myschool
15 มี.ค. 2552 06:41
  1. ศีล...คุณค่าของความเป็นมนุษย์...เป็นที่ตั้งแห่งความดี

    แม้ศีลจะมีหลายความหมาย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เจตนา ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า"ศีล คือ ความตั้งใจ ที่จะงดเว้นจากความชั่ว ความทุจริต สิ่งที่ไม่ดีทุกประการ"

    การรักษาศีล จึงเป็นบุญกิริยาวัตถุ คือวิธีการทำบุญอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เราตั้งใจงดเว้นจากความชั่ว ตั้งใจที่จะไม่เบียดเบียนใคร ย่อมจะเกิดกระแสแห่งความดีเกิดความเมตตาขึ้นมาในใจ ที่เราเรียกว่า กระแสบุญ อันเป็นเครื่องชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ การรักษาศีลจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจให้บริสุทธิ์ดีงามยิ่งขึ้น

    ศีล...แปลว่า  ปกติ

    เพราะปกติของคนเรานั้นย่อมรักชีวิตของตน และเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ จึงยินดีในการรักษาศีล เพราะไม่ปรารถนาจะเบียดเบียนกันและกันการรักษาศีลจึงเป็นการนำไปสู่ความเป็นคนที่ ปกติสมบูรณ์

    ด้วยเหตุที่มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง หากแต่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มนุษย์จึงมีข้อตกลงระหว่างกัน ในการที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนั้นก็คือ มนุษยธรรม หรือ ศีล ๕ นั่นเอง

    อะไรคือ ปกติของคน

    ปกติของคนจะมีอารมณ์ดี มีใจเมตตากรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายจึงเกิดศีล ข้อ ๑ ขึ้นมาว่า ปาณาติปาตาเวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและใช้คนอื่นให้ฆ่า พูดง่ายๆ ก็คือ รักจะเป็นคนแล้วอย่าฆ่า 

    ปกติของคนจะมีความภาคภูมิใจว่า "ทำกินเอง" ไม่ลักขโมยใครกิน ไม่แย่งหรือเบียดเบียนฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตนจึงเกิดศีล ข้อที่ ๒ ขึ้นมาว่า อทินนาทานา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง และใช้คนอื่นให้ลัก หรือพูดง่ายๆว่า รักจะเป็นคนแล้วอย่าโกงใครทั้งสิ้น

    ปกติของคนจะต้องข่มความรู้สึกด้วย มโนธรรมเมื่อมีความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้น ปกติของคนแล้วจะไม่แย่งคู่ครองของใครจึงเกิดศีล ข้อที่ ๓ ขึ้นมาว่า กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคนเต็มคน ก็อย่าทำผิดทางเพศ

    ปกติของคนจะพูดกันตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อกันจึงเกิดศีล ข้อที่ ๔ ขึ้นมาว่า มุสาวาทา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด บิดเบือนความจริงให้คนอื่นหลงเชื่อ หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคนต้องพูดกันตรงไปตรงมา

    ปกติของคนย่อมมีสติมั่นคง แล้วอาศัยสตินั้นเปลี่ยนแปลงกำลังกาย ให้เป็นกำลังความดีได้ เพื่อรักษาสติ รักษากำลังความดีไว้ จึงเกิดศีล ข้อ ที่ ๕ ขึ้นมาว่า สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หรือพูดง่ายๆ ว่า รักจะเป็นคนเต็มคน อย่าไปดื่มสุรายาเมาหรือ ติดยาเสพติดให้โทษ

    ศีลเป็นเสมือนเครื่องมือวัดความเป็นคน โดยพิจารณา ดังนี้...

    วันใดเรามีศีลครบ ๕ ข้อ แสดงว่าวันนั้นเรามีความเป็นคน ครบ ๑๐๐ %ถ้ามีศีลเหลือ ๔ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๘๐ % ใกล้สัตว์ เข้าไป ๒๐ %ถ้ามีศีลเหลือ ๓ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๖๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๔๐ %ถ้ามีศีลเหลือ ๒ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๔๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๖๐ %ถ้ามีศีลเหลือ ๑ ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ ๒๐ % ใกล้สัตว์เข้าไป ๘๐ %

    ถ้าศีลทุกข้อขาดหมด ก็หมดความเป็นคน หมดความสงบ หมดความสุขแม้ยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตายแล้ว เพราะความดีใดๆ ไม่อาจงอกเงยขึ้นมาได้อีก มีชีวิตอยู่ก็เพียงเพื่อจะทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นเท่านั้น คนชนิดนี้ คือคนประมาทแท้ๆ

    ศีล กล่าวโดยสรุปมี ๓ ประเภท คือ

    ๑. ศีล ๕ ( เบญจศีล, นิจศีล, จุลศีล )    เป็นศีลพื้นฐานอันสำคัญยิ่ง เพราะการที่เราจะรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้นั้นจะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อย

    ๒. ศีล ๘ ( อุโบสถศีล, มัชฌิมศีล ) เป็นศีลที่รักษาในวันอุโบสถ (วันพระ) หรือในโอกาสพิเศษตามที่ต้องการ เพื่อเป็นการยกระดับจิตใจให้ประณีตยิ่งขึ้น

    ๓. ปาริสุทธิศีล ( มหาศีล )เป็นศีลสำหรับผู้ที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์ และความสงบสุขของชีวิต เช่นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการเกื้อกูลต่อการทำภูมิจิตให้สูงยิ่งขึ้นไป

     

    ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลกด้วยรัศมีฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา ก็ย่อมรุ่งโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลกด้วยความเสียสละฉันนั้น 

    จิตฺตํ  ทนฺตํ  สุขาวหํ  จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้

                                          พุทธพจน์

     

    ที่มา : ( http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/Y3130011/Y3130011.html )

    ถ้าการรักษาศีลทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเป็นปกติคนส่วนใหญ่จะรักษาศีลกันในวันพระทำไม..เราถึงไม่พยายามเป็นมนุษย์ที่ปกติในทุกๆวันล่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 34

myschool
16 มี.ค. 2552 16:15
  1.  

    แบบทดสอบ : คุณเป็นคนประเภทไหน (มี 16 แบบ)

    1. บุคลิกภาพของคุณเป็นอย่างไร? 

    ( I ) ชอบสันโดษ, คิดก่อนทำ, มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากตัวเองเป็นใหญ่ ( E ) ชอบเข้าสังคม, ชอบไปงานสังสรรค์, ทำก่อนคิด, มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากคน. สิ่งของ, สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ 

    2. เมื่อคุณมีข้อมูลที่ต้องพิจารณา คุณจะพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร? 

    ( S ) ดูถึงรายละเอียดของข้อมูล, ดูถึงปัญหาปัจจุบัน, ดูถึงหลักความเป็นจริง ( N ) ดูถึงภาพรวมหรือข้อสรุปของข้อมูล, คาดการณ์ล่วงหน้า, ดูถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น 

    3. คุณใช้อะไรในการตัดสินใจกับปัญหา? (โดยสัญชาตญาณของคุณ) 

    ( T ) ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ, ใช้หลักตรรกวิทยาความถูกต้อง, คิดถึงผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจ ( F ) ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ, ตัดสินใจจากความชอบ, ความต้องการ, คิดถึงความต้องการและการตอบสนองของตน 

    4. คุณมีวิธีการดำเนินชีวิตอย่างไร? 

    ( J ) ชอบวางแผนในการใช้ชีวิตประจำวัน, ชอบตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา วันที่ในการทำ, ชอบตัดสินใจเพื่อให้จบปัญหา ( P ) ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งรอบตัว, ไม่ยึดติด, มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์, รับฟังความคิดผู้อื่น

    ให้เรียงคำตอบ ข้อ 1-4 เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ แล้วอ่านคำตอบด้านล่างครับ

     

    ______________________________________________________________________

     

    คำเฉลย 

    ISTJ - The Duty Fulfiller " ผู้สำเร็จ " 

    - มีสมาธิสูง, เงียบ, เป็นคนรักครอบครัว - ละเอียด, จริงจัง และ ไว้ใจได้ - ทำงานหนัก, เจ้าระเบียบ และ มีความรับผิดชอบสูง - อาจจะทำให้ถูกเอาเปรียบได้ เพราะความที่เขาซื่อสัตย์และเป็นที่พึ่งได้ - ไม่เก่งเรื่องของความรู้สึก

    ISTP - The Mechanic " ช่างเครื่อง " 

    - เงียบ, ชอบผจญภัยและ กีฬา - ชอบเสี่ยง, เป็นตัวของตัวเอง, แก้ปัญหาเก่ง - มองโลกในแง่ดีแต่อาจโกรธง่ายตอนเครียด - ปกติไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรให้คนอื่นอยู่ ทั้งดีและไม่ดี

    ISFJ - The Nurturer " ผู้ดูแล " 

    - เงียบ, ใจดี, มีสติ - มีความรับผิดชอบ แก่ภาระและหน้าที่ - คิดถึงคนอื่นก่อนตัว, จำคนเก่ง - เสียกำลังใจเมื่อถูกวิจารณ์ - ชอบเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง

    ISFP - The Artist " ศิลปิน " 

    - เงียบ, ใจดี, จริงจัง และ อ่อนไหว - ไม่ชอบการโต้แย้ง, ไม่ชอบระเบียบ - ความคิดสร้างสรรค์ และ ไม่เหมือนใคร, รักขอบสวยของงาม - เข้าใจยาก, เปิดเผยตัวเองกับคนใกล้ชิดเท่านั้น - ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง

    INFJ - The Protector " ผู้ป้องกัน " 

    - ความคิดสร้างสรรค์, อ่อนไหว, เป็นตัวของตัวเอง - เก่งเรื่องคน และ สถานการณ์ - เป็นคนลึกซึ้ง, ซับซ้อน, ชอบความเป็นส่วนตัว - เข้าใจยาก, มีความมั่นใจในตัวเองสูง, ดื้อรั้นต่อความคิดของผู้อื่น - ไม่ชอบการโต้แย้ง

    INFP - The Idealist " นักอุดมการณ์ " 

    - เงียบ, ซื่อสัตย์, ชอบอุดมการณ์ - ชอบช่วยเหลือ และ เข้าใจคนอื่น - ไม่ชอบการโต้แย้ง - ซื่อสัตย์ต่อตนเอง - มีความคิดสร้างสรรค์

    INTJ - The Scientist " นักวิทยาศาสตร์ " 

    - ฉลาด, มุ่งมั่น, ไม่เหมือนใคร - เป็นผู้นำที่ดี, มีความมั่นใจสูง, มองการณ์ไกล - ชอบคิดคนเดียว และ ชอบอยู่คนเดียว, ชอบด่วนสรุป,ไม่ชอบรายละเอียด, คิดว่าตนเองถูกเสมอ - บอกความรู้สึกไม่เก่ง, จะมีปัญหากับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด

    INTP - The Thinker "นักคิด " 

    - ความคิดสร้างสรรค์, เป็นตัวของตัวเอง, มีเหตุมีผลและมีความสามารถสูง - ไม่อยากถูกนำหรือนำคนอื่น, ไม่ชอบระเบียบ - ใช้เวลาในหัวตัวเองมาก, ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว - เงียบ, ไม่ค่อยรู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง - มีอารมณ์ซับซ้อน, ไม่อยู่นิ่ง และ แปรปรวน

    ESTP - The Doer " ผู้กระทำ " 

    - เป็นมิตร, ยืดหยุ่นง่าย, เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเก่ง - ไม่ชอบคำอธิบาย แต่ต้องการแค่ผลลัพธ์ - ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน จึงทำให้ผ่านไปเร็ว - รักสนุก, สามารถทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว - ไม่ชอบเคารพกฎระเบียบ - เบื่อง่าย

    ESTJ - The Guardian " ผู้พิทักษ์ " 

    - มีระเบียบ, ซื่อตรง, ตรงไปตรงมา - มีความมั่นใจในตัวเอง, มีความสามารถ, ทำงานหนัก , เป็นผู้นำ - ชอบความปลอดภัย และ ความสงบสุข - บอกความรู้สึก และ ความห่วงใยไม่เก่ง

    ESFP - The Performer " ผู้แสดง " 

    - อยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, มีมนุษยสัมพันธ์ดี, รักสนุก และทำงานเป็นทีมได้ดี - มองโลกในแง่ดี, ต้อนรับทุกคน แต่ก็เกลียดทุกคนได้เหมือนกัน - ไม่ชอบงานประจำ, คิดมากเวลาเครียด - รักสวยรักงาม

    ESFJ - The Caregiver " นักใส่ใจ 

    - มีน้ำใจ , คนชอบ , มีสติ , มีความรับผิดชอบ - เก่งเรื่องคน , เข้าใจ, สนใจ และ ปรับตามคนได้ - ชอบให้คนชอบ, ชอบบริการผู้อื่นก่อนตนเอง - รักสงบ และความปลอดภัย, ไว้ใจได้, กระตือรือร้น - อ่อนไหว, ต้องการการเห็นด้วยจากผู้อื่น

    ENFP - The Inspirer " ผู้มีแรงบันดาลใจ " 

    - มีความคิดสร้างสรรค์, กระตือรือร้น, ยืดหยุ่น - ต้อนรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ แต่จะเบื่อกับรายละเอียด - มีมนุษยสัมพันธ์ดี, ชอบให้คนชอบแต่ก็สามารถหลอกใช้ผู้อื่นได้ด้วย - เป็นคนร่าเริง และชอบเป็นอิสระ

    ENFJ - The Giver " ผู้ให้ " 

    - มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก, ห่วงใยความรู้สึกของผู้อื่นเสมอ - ไม่ชอบอยู่คนเดียว, ต้องการอยู่กับผู้อื่นตลอดเวลา - มีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบหลาย ๆ อย่าง - มีความมั่นใจในตัวเอง, เจ้าระเบียบ

    ENTP - The Visionary " ผู้มีวิสัยทัศน์ 

    - มีความคิดสร้างสรรค์, ฉลาด , แก้ปัญหาเก่ง - ชอบไอเดียใหม่, ไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ - ชอบคุย, คุยเก่ง, หัวไว - ไม่สนใจเรื่องความรู้สึก แต่เพียงจะให้งานสำเร็จ - บางครั้งอาจจะเคร่งครัดกับคนรอบข้าง

    ENTJ - The Executive " ผู้บริหาร " 

    - เป็นผู้นำตั้งแต่เกิด, พูดต่อหน้าคนเก่ง, ฉลาด, มีความรู้ - เห็นความสำคัญในความรู้ และ ความสามารถ,ไม่มีความอดทนกับคนทำงานไม่เก่ง - แก้ปัญหาเก่ง, สามารถเข้าใจปัญหาซับซ้อน - เจ้ากี้เจ้าการ, ไม่มีความอดทน, เด็ดขาด, น่าเกรงขาม

    ที่มา : ( http://com-science.netdesignsoft.com/index.php?mo=3&art=240584 )

    ค่อนข้างตรงเลยทีเดียว ลองดูแล้วเปิดใจรับความเป็นตัวตนของคุณ

     


ความคิดเห็นที่ 35

myschool
18 มี.ค. 2552 06:19
  1. เรื่องสั้น...คุณรู้จักคนรักของคุณแค่ไหน

    วันหนึ่งมีชายหญิงคู่หนึ่งที่รักกันมาก 

    ผู้ชายให้สัญญากับผู้หญิงว่า ผมจะรักคุณตลอดไปผู้หญิงจึงบอกกลับว่า ฉันเชื่อคุณ และจะรักคุณอย่างที่คุณรักฉันให้ดีที่สุด

    ทั้งสองคบกันไปชั่วในระยะเวลาหนึ่ง

    ในระหว่างที่ 2 คนได้เดินจับมือกันอยู่ในสวนสาธารณะนั้นได้มี นางฟ้าตนหนึ่ง ปรากฎกายลงมา พร้อมกับบอกว่า

    "ท่านทั้งสอง มีความรักที่บริสุทธิ์ต่อกัน เราอยากจะให้ท่านได้เห็นอนาคตของชีวิตคู่ที่จะเกิดขึ้น"

    ชายหญิงคู่นั้น จับมือกันไว้แน่น และรู้สึกดีใจที่มีนางฟ้ามาให้พร 

    นางฟ้าจึงพูดขึ้นว่า "ท่านอยากจะดูอนาคตของท่านทั้งสอง นับตั้งแต่บัดนี้หรือไม่"

    ชายและหญิงคู่รักมองตากัน แล้วตอบพร้อมกันว่า "เราทั้งสองพร้อม และไม่กลัวอนาคต ที่จะเกิดขึ้น เรามั่นใจซึ่งกันและกัน"

    นางฟ้าได้ยินดังนั้น จึงยิ้ม และเสกของออกมาเป็นซีดี 2 แผ่นให้ทั้งคู่ไปดู

    หลังจากนั้น......

    ที่บ้านของหญิงสาว หญิงสาวค่อยๆ หยิบแผ่นซีดีที่ได้จากนางฟ้า ใส่ลงในเครื่องเล่นซีดีภาพที่เห็น ในภาพแรก เธอและแฟนของเธอแต่งงานกัน เธอยิ้มอย่างมีความสุข ในภาพหลังๆ หญิงสาวได้เห็นว่า มีรูปของแฟนเธอคบชู้ เธอนั่งร้องไห้เสียใจ

    ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เธอรีบปิดเครื่องวีซีดี และซับน้ำตา ลุกไปเปิดประตู ปรากฎว่าเป็นแฟนของเธอเองแฟนของเธอยิ้มให้ แต่เธอกลับโมโห เธอจึงตบหน้าเขาอย่างแรง และปิดประตูโดยที่ฝ่ายชายก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

    เธอนอนร้องไห้คิดถึงอนาคตที่จะต้องเกิดเช่นในวีซีดีนั้นหลังจากนั้น เธอก็พยายามหนีหน้าชายคนรักของเธอ โดยผู้ชายไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร 

    เธอพยายามหาทางเลิกกับผู้ชาย และเำธอก็ทำสำเร็จ

    จนวันหนึ่ง มีเสียงเคาะที่ประตู เธอเปิดประตู แต่ไม่ทันคนที่เคาะประตูเดินจากไปเสียแล้วเธอจำได้ดีถึงแผ่นหลังของอดีตชายที่ตัวเองรัก เธอมองลงพื้น พบซีดีแผ่นหนึ่งพร้อมกับจดหมาย...

    เธอนำซีดีแผ่นนี้ไปเปิดดู พบภาพแบบเดียวกับที่ได้จากนางฟ้า เป็นภาพที่ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างมีความสุข แต่ภาพหลังจากแต่งงานคือ ภาพที่เธอมีชู้กับผู้ชายคนใหม่ โดยที่มีแฟนของเธอร้องไห้อยู่ข้างๆ .......

    เธอน้ำตาไหล และค่อยๆ เปิดจดหมายที่แนบมากับซีดีนี้ อ่านข้อความซึ่งเขียนว่า 

    "ผมไม่กลัวอนาคต เรามั่นใจในกันและกัน ขอบคุณแม้ผมจะเชื่อในคุณฝ่ายเดียวก็ตาม ลาก่อน"

    .................................................................................

     

    คุณเชื่อใจคนรักของคุณมากแค่ไหน ?

     

    ที่มา : ( http://yuil.multiply.com/journal/item/14 )

     


ความคิดเห็นที่ 36

myschool
20 มี.ค. 2552 06:32
  1.  

    วิธีทำให้เพื่อนเกลียด

    1.คุณชอบคิดว่า คุณเหนือกว่าเพื่อนคนอื่นในทุกๆเรื่อง2.คุณชอบทำให้ตัวคุณเองมีอะไรที่เหนือกว่าเพื่อนของคุณ3.เวลาเพื่อนๆซื้อของมาใหม่ ในอีกไม่กี่วัน คุณก็จะมีเหมือนพวกเค้า4.คุณชอบคิดว่าไม่มีใครดีเกินกว่าคุณและคุณยังเป็นคนที่ชอบเยาะเย้นถากถางผู้อื่น5.คุณเป็นคนที่ชอบทำตามผู้อื่น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม6.คุณมีคนมาชอบ และคุณก็มีความรู้สึกชอบเค้าเหมือนกันอาจจะนิดหน่อย แต่คุณก็จะปฏิเสธตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้อื่น7.คุณเป็นคนที่ชอบอวด เวลามีอะไรที่ซื้อหรือได้มาใหม่คุณก็มักจะนำไปอวดให้เพื่อนๆของคุณดูเสมอ หนำซ้ำบางครั้งคุณยังพูดเกินราคาจริง8.คุณมักพูดดูถูกคนที่เพื่อนของคุณปิ้งเสมอ9.คุณเป็นคนที่ชอบทำตัวอ่อนแอ ขี้โรค มีอะไรนิดๆหน่อยๆก็จะเป็นลมหรือแสดงท่าทีว่าฉันไม่ไหวแล้วนะ10.คุณเป็นคนที่ไม่รักษาน้ำใจเพื่อน เช่นเพื่อนซื้อของขวัญให้แต่คุณกลับวางทิ้งๆขว้างๆเหมือนของไร้ค่า11.คุณทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ มักจะต้องมีคนอื่นมาช่วยคุณทำเสมอ12.เวลาทำงานเป็นกลุ่ม คุณมักจะนินทาข้อเสียของกลุ่มอื่น13.คุณเห็นคนอื่นมีแต่ข้อเสีย แต่คุณไม่เคยมองดูมาที่ตัวเองเลย14.คุณชอบพูดเรื่องซ้ำๆเดิมๆให้เพื่อนของคุณฟังทุกวัน15.เมื่อคุณไม่พอใจใคร หรือ สิ่งใดคุณจะแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางอย่างเห็นได้ชัด16.คุณมักปฎิเสธความรู้สึกของตนเองทั้งๆที่การกระทำของคุณมันบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคุณชอบหรือไม่ชอบ17.คุณเป็นคนที่กลัวอะไรไปหมดทุกอย่าง กลัวดำ กลัวแดด กลัวเลอะ กลัวสกปรก และอีกมากมาย18.คุณเป็นคนที่คิดว่าตนเองมีความรู้รอบตัวมากกว่าคนอื่น แต่ความจริงแล้วโม้ซะมากกว่า19.คุณเป็นคนที่สนใจแต่ตนเองและไม่ใส่ใจในคนรอบข้าง

     

    ที่มา : ( http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=52&post_id=229685 )

     


ความคิดเห็นที่ 37

myschool
21 มี.ค. 2552 09:02
  1. ทำนาย : นิสัยเสียตามวันเกิด

    ราศีเมษ (21 มี.ค.-20 เม.ย.)

    แม้จะเป็นชาวราศีที่น่าตื่นเต้นชวนสนใจกว่าใคร แต่ก็ใจร้อนใจเร็ว ไม่อดทน อยู่สงบๆ ไม่เป็น สะเพร่า บุ่มบ่าม เจ้าโทโส เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก หัวดื้อ ตลบตะแลง ชอบบงการและเพียบพูนด้วยตัณหา ความทะยานอยาก

    ราศีพฤษภ (21 เม.ย.-21 พ.ค.)

    ข้อเด่น คือเป็นคนหน้าตาดีเอามากๆ แต่ก็ดื้อหัวชนฝาทีเดียวเชียว นิยมวัตถุ ขี้อิจฉา เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบทำเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตามใจตัวเอง ดันทุรัง ชอบโต้แย้งเป็นที่สุด

    ราศีมิถุน (22 พ.ค.-21 มิ.ย.)

    ถึงจะเป็นคนที่สนุกสนานรื่นเริงเป็นสองเท่าเมื่อคบหา แต่ส่วนเสียประจำราศีนี้ก็คือ เหลาะแหละ โลเล ขี้เบื่อ กวนประสาท อยู่ไม่สุข ช่างกังวลและเครียดง่าย ชอบสอดรู้สอดเห็น ชอบยักย้ายเปลี่ยนแปลง และมักพาลหาเรื่องทะเลาะวิวาท

    ราศีกรกฎ (22 มิ.ย.-23 ก.ค.)

    เป็นชาวราศีที่น่ารักมีน้ำใจกว่าใครอื่น ทว่า ข้อเสียคือชอบผัดวันประกันพรุ่ง ขี้ระแวง นึกถึงแต่ตัวเอง หงุดหงิดง่าย ทำอะไรไม่เรียบร้อย อยากได้โน่นนี่ ไม่ตรงไปตรงมา ขุ่นใจเป็นประจำ หวั่นไหวง่าย ถ้าเป็นหญิงก็มักน้ำตาหยดทุกบ่อยเพราะอารมณ์กระฉูดอยู่ซำเหมอ

    ราศีสิงห์ (24 ก.ค.-23 ส.ค.)

    ชาวสิงห์เกิดมาเป็นนักปกครอง จึงมักหยิ่ง ยโส โอหัง เชื่อมั่นตัวเองจนล้นเกิน มีความทะเยอทะยานสูง ชอบคุยโว ชอบวางมาด ขี้อิจฉา เจ้าทิฏฐิ เจ้าเล่ห์ ชอบควบคุม อวดดี ชอบก้าวก่ายแทรกแซง และครบเครื่องเรื่องตัณหาทั้ง โลภะ ราคะ โทสะ และโมหะ

    ราศีกันย์ (24 ส.ค.-23 ก.ย.)

    เป็นชาวราศีที่สุดเซ็กซี่ แต่ก็สามารถครองตำแหน่งจอมจู้จี้ จุกจิก ชอบติ ชอบบ่น เจ้าทุกข์ ช่างวิตกกังวล โลเล ชอบอวดรู้ ชอบโต้แย้ง และ...อาจสำส่อน

    ราศีตุล (24 ก.ย.-23 ต.ค.)

    ชาวราศีนี้สุดฟู่ฟ่าก็จริง หากชอบหนีปัญหา ไม่ยอมตัดสินใจไม่ว่าเรื่องอะไร ชอบนินทา เป็นนักยักย้ายเปลี่ยนแปลง ถูกชักจูงง่าย ถูกหลอกก็ง่าย ชอบเหมางาน เจ้าชู้ เอาแต่ใจตัวเอง ทนการวิจารณ์ติติงไม่ได้เลย

    ราศีพิจิก (24 ต.ค.-22 พ.ย.)

    มีลับลมคมนัย คิดมาก ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่ายและรุนแรง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ดื้อรั้น ขี้โมโห ขี้อิจฉา ชอบเรียกร้องคนอื่น เจ้าคิดเจ้าแค้น แล้วก็เป็นอีกราศีที่บริบูรณ์ด้วยตัณหานานา

    ราศีธนู (23 พ.ย.-21 ธ.ค.)

    เป็นพวกมองโลกในแง่ดีอย่างหลับหูหลับตา อยู่นิ่งไม่ได้ ไม่มีไหวพริบ ชอบเป็นเผด็จการ ไม่ยอมใคร เชื่อมั่นตนเองจนล้นเกิน ชอบเรียกร้องคนอื่น ทื่อมะลื่อ ขวานผ่าซาก ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่สนใจใคร และไม่รับผิดชอบ แต่น่าแปลกที่ใครๆ กลับมารุมตอมชาวราศีนี้กัน

    ราศีมังกร (22 ธ.ค.-20 ม.ค.)

    เอาใจยาก ช่างติ ขี้ระแวง ทะเยอทะยานสูง หัวรั้น เข้มงวด ช่างวิตกกังวล มักเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ชอบไต่เต้าแสวงหาตำแหน่งหรือสถานภาพสูงๆ ไม่เคยพึงพอใจอะไรเลย

    ราศีกุมภ์ (21 ม.ค.-19 ก.พ.)

    ชาวราศีนี้แม้ดูสมบูรณ์แบบไปหมด แต่เป็นพวกไร้อารมณ์ ไม่มีไหวพริบ ชอบมีความลับ เย็นชา ไม่อ่อนไหว ดันทุรัง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ต่อต้านสังคม เดาใจยาก มักมีอะไรประหลาดๆ หรือ ทำอะไรพิลึกพิลั่น

    ราศีมีน (20 ก.พ.-20 มี.ค.)

    นี่ก็เป็นอีกราศีที่ชอบหลบเลี่ยงปัญหา ชอบมีลับลมคมใน และทำตัวเป็นปริศนา ใจลอยเป็นที่หนึ่ง จะพูดจะทำอะไรก็คลุมๆ เครือๆ ไม่ชัดเจน ขี้เกียจหลุดโลก ลังเล อ่อนไหวเกินเหตุ ถูกหลอก หรือถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรได้ง่าย เพราะอย่างนี้หรือเปล่าไม่รู้ เลยมีข้อเด่นคือ เป็นชาวราศีที่ป๊อบปิวล่า คนชอบคบหาเป็นที่สุด 

     

    ที่มา : ( http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=testboard&No=219 )

     


ความคิดเห็นที่ 38

myschool
24 มี.ค. 2552 07:10
  1. ช่างหัวมัน

    จงยืนกราน สลัดทั่ว ช่างหัวมันถ้าเรื่องนั้น นั้นเป็นเหตุ แห่งทุกข์หนาอย่าสำออย ตะบอยจัด ไว้อัตราตัวกูกล้า ขึ้นเรื่อยไป อัดใจตาย

    เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ลอยมาเองไปบวกเบ่ง ให้เห็นว่า จะฉิบหายเรื่องเล็กน้อย ตะบอยเห็น เป็นมากมายแต่ละราย รีบเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน

    เมื่อตัวกู ลู่หลุบ ลงเท่าไรจะเย็นเยือก ลงไป ได้เท่านั้นรอดตัวได้ เพราะรู้ใช้ "ช่างหัวมัน"จงพากัน หัดใช้ ไว้ทุกคน ฯ

     

    อย่าช่างหัวมัน

    อย่าบิ่นบ้า มัวแต่อ้าง ช่างหัวมันถ้าเรื่องนั้น เกี่ยวกับเพื่อน มนุษย์หนาต้องเอื้อเฟื้อ ปฏิบัติ เต็มอัตราโดยถือว่า เป็นเพื่อนเกิด - แก่เจ็บตาย

    การช่วยเหลือ เหมือนช่วย ตัวเราเองเมื่อจิตเพ่ง- เล็งช่วย ทวยสหายย่อมลดความ เห็นแก่ตัว ลงมากมายทุกทุกราย อย่าเขวี้ยวขว้าง ช่างหัวมัน

    เห็นแก่ตัว บางเบา ลงเท่าไรยิ่งเข้าใกล้ พระนิพพาน เห็นปานนั้นรอดตัวได้ เพราะไม่มัว ช่างหัวมันจงพากัน ใคร่ครวญ ถ้วนทุกคน ฯ

     

    พระธรรมโกศาจารย์ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานี


ความคิดเห็นที่ 39

myschool
26 มี.ค. 2552 07:02
  1. วิธีทำตัวเองให้มีเสน่ห์อย่างแท้จริง

    เหตุแห่งการเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ไม่ใช่ง่ายที่จะกล่าวถึงให้ครอบคลุม เพราะไม่ใช่แค่ ‘ทำดีแล้วจะมีเสน่ห์’ เนื่องจากเสน่ห์มีหลายรูปแบบ และเสน่ห์แต่ละแบบก็ไม่ใช่จะ ‘ใช้ได้ผล’ กับทุกคน คุณอาจประหลาดใจว่าทำไมบางคนประพฤติตัวชั่วร้าย พูดจาเอาแต่ได้ ทว่ายังคงมีเสน่ห์ลึกลับ ทรงพลังพอจะจับใจคนใกล้ชิดให้ถวิลหาอาวรณ์ได้เกือบตลอดเวลา

    สรุปง่ายๆนะครับ ถ้าแค่มองหา ‘สูตรสร้างเสน่ห์’ ด้วยการแต่งตัว จัดทรงผม ปรับปรุงบุคลิกในอิริยาบถต่างๆ ตลอดจนกระทั่งฝึกพูดจาให้น่าพิศวาส คุณจะพบความจริงว่าสำหรับหลายๆคนแล้ว สูตรสร้างเสน่ห์ทั้งหลายอาจแค่ช่วยให้ดูดีขึ้น แต่หาได้เปิดก๊อกเทพลังเสน่ห์ให้ไหลมาเทมาแต่อย่างใดไม่

    แม้แต่สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพระดับโลกยังทราบครับว่าไม่มีสูตรสำเร็จครอบจักรวาลที่ทำให้ ‘ทุกคน’ ดูดีขึ้นมาทันตาเห็น เอาแค่ข้อจำกัดทางกายภาพที่แต่ละคนมีเด่นมีด้อยต่างกัน ก็ไม่ทราบจะหั่นหรือเฉือนกันท่าไหนให้เท่าเทียมกันทั้งหมด ฉะนั้นตามแนวคิดเชิงพุทธ คำถามของคุณนับว่าตรงเป้าที่สุดแล้ว นั่นคือ กรรมอันใดส่งผลให้เกิดเสน่ห์?

    ก่อนอื่นต้องมองว่า ‘เสน่ห์’ คือพลังอะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอื่นหลงใหลหรือรักใคร่ อยู่ห่างแล้วถวิลถึง อยากเข้าพบ อยากเข้าใกล้ และประกายเสน่ห์อาจเปล่งออกมาจากรูปกายก็ได้ เปล่งออกมาจากวิธีพูดจาก็ได้ หรือเปล่งออกมาจากกระแสจิตเงียบๆก็ได้

    นอกจากนั้น พลังเสน่ห์ยังมีอยู่ ๓ ชนิดหลักๆ คือพลังดึงดูด พลังประทับ และพลังชโลม เมื่อเข้าใจตามนี้ก็จะเห็นกลไกและที่มาที่ไปของเสน่ห์แต่ละชนิดอย่างกระจ่าง

    เสน่ห์ทางกาย

    เป็นเสน่ห์ที่เน้นพลังฝ่ายดึงดูดมากกว่าอย่างอื่น เช่นเห็นแล้วดึงดูดให้อยากมองนานๆยากจะถอนสายตา หรือกระทั่งอยากถลาเข้าไปลองสัมผัสให้ได้เดี๋ยวนั้น

    เสน่ห์ทางกายปรากฏเด่นเห็นง่ายสุด จับต้องได้ง่ายสุด เพราะกายมนุษย์เปล่งประกายเสน่ห์ได้ผ่านความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐาน ตลอดจนความผ่องใสมีสง่าราศีแห่งผิวพรรณ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหรือพิธีรีตองใดๆในการเปล่งประกายเสน่ห์ชนิดนี้ แค่ปรากฏตัวก็ใช้ได้แล้ว

    ความเปล่งปลั่งชนิดบาดตาได้ตั้งแต่แรกพบนั้น เป็นผลอันเกิดจากการให้ทานที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ไม่มีความขัดข้องทางใจเท่ายองใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโอกาสถวายทานแด่พระพุทธเจ้าหรืออริยะสงฆ์สาวก แล้วรักษาความเลื่อมใสนั้นไว้ได้ตลอดชีวิต ก็จะมีความรุ่งเรืองปรากฏชัดทางผิวหนังตั้งแต่ในชาติแห่งทานนั้น แล้วปรากฏชัดเจนในชาติถัดมา ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมนุษย์

    ความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐานจะเกิดจากความมีศีลสะอาดเป็นหลัก รายละเอียดและมิติของรูปร่างหน้าตาที่ล่อตาชวนตะลึง กลิ่นกายที่น่าพิสมัย ตลอดจนความละเอียดน่าสัมผัสของผิวหนังที่เหมาะกับเพศนั้น บันดาลขึ้นจากความสามารถในการ ‘งดเว้น’ ความประพฤติทางกายและวาจาอันสกปรกเน่าเหม็นจนเคยชิน กระทั่งแม้ความคิดก็ไม่หลุดออกนอกกรอบของศีล พูดง่ายๆว่าเป็นผู้เคยมีศีลอันมั่นคงแข็งแรง จิตสะอาดสะอ้านจากมลทินยิ่ง จึงบันดาลให้เกิดผลงดงามไร้ที่ติ กระทบตาผู้คนแล้วชวนหลงใหลยิ่ง

    คนที่ไม่ค่อยทำบุญกับบุคคลศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆมักมีอำนาจเสน่ห์ทางกายน้อย เนื่องจากโอกาสที่จิตจะเปล่งประกายความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าขณะทำบุญนั้นยากนัก

    เสน่ห์ทางวาจา

    เป็นเสน่ห์ที่มีพลังฝ่ายประทับมากกว่าอย่างอื่น เช่นฟังพูดแล้วติดหูไม่รู้ลืม ราวกับพลังเสียงและสำเนียงพูดบุกรุกเข้ามาฝังตัวและกลอกกลิ้งอยู่ในแก้วหูคนฟังได้ พอห่างกันแล้วถวิลถึงราวกับโดนเสน่ห์ยาแฝด

    เสน่ห์ทางวาจาจะแผลงฤทธิ์เต็มที่ต่อเมื่อผู้พูดมีโอกาสฉายไม้เด็ดสักประโยคสองประโยค การโอภาปราศรัยทักทายเพียงคำสองคำอาจจะยังไม่ได้ผลนัก แต่หากได้ช่องสำแดงเดชเต็มกำลัง เสน่ห์ทางวาจาก็อาจชวนให้หวนคิดถึงได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายมาก เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับส่ำเสียงและถ้อยคำจะยืนยาวกว่าความทรงจำเกี่ยวกับรูปลักษณ์

    เสน่ห์ทางวาจาที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเห็นภาพง่ายที่สุดคงได้แก่วิธีรบเร้าหรือวิธีตื๊อของแต่ละคน บางคนตื๊อแล้วน่ารัก แต่หลายคนตื๊อแล้วน่ารำคาญ ทั้งที่ก็เป็นการรบกวนผู้ฟังเหมือนๆกัน นี่ก็เพราะบางคนเท่านั้นที่มีพลังเสน่ห์ทางวาจา ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มี

    เสน่ห์ทางวาจามีองค์ประกอบหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็เกิดจากกรรมเกี่ยวกับวาจาทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมกันทั้งสิ้น องค์ประกอบหลักของเสน่ห์ทางวาจาจำแนกได้เป็น ๓ ส่วนดังนี้

    ๑) ความไพเราะของแก้วเสียง เกิดขึ้นจากความเป็นผู้มีวาจาสุจริต ทั้งพูดเรื่องจริงเท่าที่ควรพูด เลือกคำที่ฟังรื่นหูไม่หยาบคาย หาวิธีพูดประนีประนอมไม่เสียดสีใคร ตลอดจนครองสติในการพูดเพื่อประโยชน์ได้เสมอ องค์ประกอบหลักเหล่านี้จะปรุงแต่งแก้วเสียงให้ฟังดี ฟังเย็น และฟังมีพลังสะกด ถ้ายิ่งหมั่นสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ตลอดจนเปล่งเสียงประกาศธรรมอันชอบโดยไม่เคอะเขิน แก้วเสียงก็จะเปล่งประกายสดใสเพราะพริ้งได้ตั้งแต่ชาติปัจจุบัน และไปปรากฏผลชัดที่สุดในชาติถัดมา น้ำเสียงและสำเนียงจะกลมกล่อมไม่บาดหูเลย (เว้นไว้แต่จะหลงผิด พูดจาเป็นอัปมงคลนานปีจนกำลังของวจีทุจริตใหม่ชนะกำลังของวจีสุจริตเก่า)

    ๒) ลูกเล่นในการจำนรรจา เกิดขึ้นจากความเป็นผู้ใส่ใจเจรจาให้น่าเอ็นดู เป็นที่ถูกใจ ทำความบันเทิงสดใสแก่ผู้ฟัง ยกตัวอย่างเช่นพวกชอบเล่านิทานให้เด็กฟัง ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้สนุกสนาน ได้ข้อคิด และได้มองโลกในแง่ดีมีความอบอุ่น กรรมอันเกิดจากการฝึกเล่านิทานจริงจังจะบันดาลให้เกิดสัญชาตญาณในการมัดใจด้วยลีลาพูด คือรู้เองว่าด้วยลูกเล่นการออกเสียงสั้นยาว ลงเสียงหนักเบา ตลอดจนควบกล้ำอย่างไรให้ฟังน่ารักน่าใคร่ ชัดถ้อยชัดคำ พวกนี้ถ้าทำงานพากย์จะประสบความสำเร็จง่ายมาก และอาจจะไม่ต้องร่ำเรียนที่ไหนก็เก่งได้ยิ่งกว่ามืออาชีพที่คร่ำหวอดมานมนาน

    ๓) ความฉลาดเลือกคำ เกิดขึ้นจากความเป็นผู้คิดก่อนพูด ใช้สติในการง้างปากที่อ้ายาก ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์บงการปากที่ไร้หูรูด ธรรมชาติของสตินั้น ยิ่งฝึกฝนให้เพิ่มมากขึ้นเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น

    คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการพูดนั้น นอกจากจะขาดเสน่ห์ทางวาจาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดข้อน่ารังเกียจได้มากมาย เช่นคนพูดส่อเสียดและใส่ไคล้ผู้อื่นบ่อยๆมักมีกลิ่นปากเหม็นเน่า คนติดพูดคำหยาบคายกระโชกโฮกฮากมักมีสำเนียงเสียงไม่รื่นหูไม่ชวนฟัง เป็นต้น

    เสน่ห์ทางกระแสจิต

    เป็นเสน่ห์ชนิดที่มีพลังชโลมได้มากกว่าอย่างอื่น เช่นแค่เข้าใกล้รัศมีใครบางคนคุณก็รู้สึกเยือกเย็น หรือกระทั่งเกิดความเงียบสงัดไร้ความคิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม กระแสจิตของบางคนอาจเปี่ยมด้วยอิทธิพลแห่งพลังดึงดูดและพลังประทับได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายกับวาจารวมกันเสียอีก หากคุณเคยมีประสบการณ์ผ่านพบใครบางคน ที่คุณอยู่ใกล้ๆแล้วเกิดความอยากอยู่ใกล้ เมื่อห่างไปก็ถวิลถึง แม้รูปร่างหน้าตาของเขาไม่จัดว่าเลอเลิศ กับทั้งถ้อยทีเจรจาก็งั้นๆ นั่นแหละครับตัวอย่างของคนมีเสน่ห์ทางกระแสจิตขั้นรุนแรง

    เสน่ห์แห่งกระแสจิตนั้น เป็นสิ่งเห็นไม่ได้ด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ ทว่าง่ายที่จะสัมผัสด้วยใจ และแม้คุณพบเจอจังๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าในเมื่อไม่เคยมีใครขอให้คุณอธิบาย คุณเลยไม่เคยฝึกจำแนกแยกแยะว่ากระแสจิตมีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีพลังเสน่ห์จับใจได้แตกต่างกันสักแค่ไหน

    จิตมนุษย์ที่กระจายออกมาให้สัมผัสได้นั้น มีกระแสพลังจากแหล่งต่างๆได้หลายหลาก อาทิเช่น พลังความคิด พลังจากมหากุศลที่ประกอบแล้ว พลังความสว่างทางปัญญาที่รู้ชอบในธรรมะ พลังสุขภาพ พลังของหน้าที่ พลังของอิทธิพลต่อหมู่คน พลังของที่อยู่อาศัย พลังของพาหนะส่วนตัว พลังของอัญมณี พลังของสัตว์ที่ผูกพันแน่นเหนียว พลังไสยศาสตร์ ตลอดไปจนกระทั่งพลังของเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง โดยย่นย่อกระแสจิตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวิธีมีตัวตนของแต่ละคน

    ผมอาจแจกแจงที่มาที่ไปและชนิดของเสน่ห์ทางกระแสจิตอย่างละเอียดเป็นหนังสือเล่มหนึ่งได้โดยเฉพาะ แต่ในที่จำกัดนี้คงกล่าวเพียงสังเขปในแง่ ‘วิธีคิดอันเป็นต้นตอเสน่ห์ทางกระแสจิต’ เพราะเสน่ห์ทางกระแสจิตของมนุษย์ธรรมดาจะเป็นไปตามวิธีคิด สายความคิดของมนุษย์ทั่วไปจะไม่ค่อยขาดสาย จึงปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆนานาได้มากกว่าปัจจัยอื่น

    ขอยกเฉพาะวิธีคิดหลักๆที่ก่อรัศมีจิตอันเป็นเสน่ห์ดังนี้

    ๑) ความคิดเป็นเส้นตรงไม่หมกมุ่นวุ่นวน คือมีเป้าหมายปลายทางของความคิดชัดเจน มีลำดับที่จะไปให้ถึงจุดหมายอย่างแน่ชัด หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกราบรื่น ไม่วกวน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดคลื่นความคิดเป็นระเบียบตามไปด้วย

    ๒) ความคิดที่เบากริบหรือเงียบเชียบ คือคิดเท่าที่จำเป็น สามารถเว้นวรรคความคิดเพราะรู้จักเสพสุขกับสิ่งอื่น เช่นภาพแมกไม้ เสียงน้ำตก หรือกระทั่งเฝ้าสังเกตการเข้าออกอย่างเรียบง่ายตามธรรมชาติของสายลมหายใจตนเอง หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด อยู่ใกล้คุณอาจพลอยสงบผาสุกตามไปด้วยชั่วครู่ และหากคลุกคลีใกล้ชิดกับคุณนานพอ กลุ่มความคิดที่หนาแน่นของเขาอาจพลอยเบาบาง กลายเป็นคนไม่คิดมากตามคุณไปด้วยอย่างถาวร

    ๓) ความคิดมองโลกในแง่ดี คือมีมุมมองของความหวังด้านบวกเสมอ จึงเชี่ยวชาญในการสร้างทางออก ขณะที่คนทั้งโลกเชี่ยวชาญในการพาตัวไปสู่ทางตัน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกสว่างไสว ไม่มืดมน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดแรงบันดาลใจและความหวังใหม่ๆตามไปด้วย

    ๔) ความคิดเผื่อแผ่พร้อมจะเสียสละ คือมีความอยากให้มากกว่าอยากเอา สามารถเป็นผู้ริเริ่มในการให้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนวณเสียก่อนว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นผลตอบแทน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เห็นคุณเป็นที่พึ่ง (ขอให้ทราบว่าความเป็นที่พึ่งกับความเป็นคนรับใช้นั้นต่างกันนิดเดียว ระหว่างให้แบบใจอ่อนยินยอมไปหมด กับให้แบบใจดีมีความน่าเกรงใจ ศิลปะของการให้อย่างหลังจะมีเสน่ห์ ขณะที่การให้อย่างแรกจะดูไร้ค่าหรือถึงขนาดน่ารังแก)

    ๕) ความมีใจเอ็นดูไม่คิดประทุษร้าย คือไม่แม้แต่จะแอบด่า แอบสาปแช่งคนหรือสัตว์ที่ตนเกลียด แต่มีเหตุผลบอกตนเองเสมอว่าทำไมจึงควรให้อภัย เห็นกระจ่างที่มาที่ไปอันน่าเห็นใจของคนแสนเลวสักคน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่หวาดระแวง และบังเกิดความปรารถนาดีต่อคุณ หากเกลียดหรือคิดทำร้ายคุณได้แปลว่าต้องมีใจพาลสันดานหยาบเอาเรื่องทีเดียว

    ๖) ความคิดมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ท้อแท้ คือแม้พบอุปสรรคก็ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น เพราะคิดหาทางรุกคืบไปข้างหน้าเข้าหาเส้นชัยหรือทางออกจากปัญหา ทำอะไรทำจริง พูดอะไรแล้วทำอย่างที่พูด ตั้งใจอะไรแล้วไม่ล้มเลิกง่ายๆ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงพละกำลัง ความเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ความคมคายไม่ทื่อมะลื่อ เต็มไปด้วยความก้าวหน้าพัฒนาสู่ความสำเร็จลุล่วง

    ๗) ความคิดยับยั้งชั่งใจ คือแม้พบสิ่งยั่วยุให้ละโมบโลภมาก ก็ระงับความทะยานอยากเสียได้หากเห็นว่าไม่ถูกไม่ชอบ หรือแม้พบสิ่งยั่วยุให้พยาบาทอาฆาตแค้น ก็ระงับความหุนหันพลันแล่นอยากโต้ตอบด้วยความรุนแรงเสียได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงขันติ ความอดทนทางใจ

    ๘) ความคิดไม่เข้าข้างตัวเอง คือไม่หลงตัว ไม่ปกป้องตัวเอง เป็นคนดีจริงด้วยการรู้ตัวว่ายังมีจุดบอดหรือข้อเสียอันใดอยู่บ้าง ไม่ใช่ดีจริงด้วยการประกาศว่าข้าดีพร้อม ข้าทำอะไรไม่ผิดสักอย่าง ไม่คิดเข้าข้างตัวเองแม้ผิดพลาดทำชั่วบ้าง ก็มีระดับมโนธรรมสูงพอจะสำนึกผิดได้ด้วยตนเอง หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงสำนึกอันดีงามของมนุษย์ กระแสความสำนึกผิดและการรับผิดชอบอย่างอาจหาญจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าที่จะสำนึกผิด แล้วก็ไม่ต้องขัดแย้งกับตนเอง ไม่ต้องเกลียดตนเองด้วยกำแพงปกป้องตนเองอันน่ารังเกียจ

    ๙) ความคิดที่รื่นรมย์เบาสมอง คือความสามารถมองแง่ร้ายให้กลายเป็นตลกได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกพร้อมจะมีอารมณ์ขัน นึกสนุก ไม่เคร่งเครียด เต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจตามไปด้วย

    ๑๐) ความคิดแบบผู้ชนะที่มีน้ำใจนักกีฬาและความปรานี ไม่มีใครอยากยืนอยู่ข้างคนแพ้ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากอยู่ใต้อำนาจคนชนะที่เหลิงหลงและหมิ่นศักดิ์ศรีผู้อื่น ผู้ชนะอาจอยู่ในเกมกีฬา เกมธุรกิจ ตลอดจนกระทั่งเกมกิเลส คือถ้าเอาชนะกิเลสยากๆของตนเองได้ก็จัดเป็นผู้ชนะได้เหมือนกัน และเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วย หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกหลงใหลมนต์เสน่ห์อันโดดเด่นจับตาจับใจได้ง่าย

    วิธีคิดแบบอันเป็นตรงข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้น จะบั่นทอนเสน่ห์ลง กล่าวคือกระแสความคิดจะเป็นแบบผลักไสให้ออกห่าง (ตรงข้ามกับพลังดึงดูดใจ) หรือแบบไม่ประทับลงในความทรงจำ (ตรงข้ามกับพลังประทับใจ) หรือแบบระคายเคือง (ตรงข้ามกับพลังชโลมใจ) เช่นต่อให้มีเสน่ห์ทางกายและเสน่ห์ทางวาจา แต่ถ้าคิดฟุ้งซ่านมากๆเป็นนิตย์ ก็จะก่อคลื่นรบกวนคนใกล้ชิดให้ปั่นป่วนตาม อึดอัดที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดนานๆ เป็นต้น

     

    บทความโดย : คุณดังตฤณ( http://www.dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?p=399 )

     


ความคิดเห็นที่ 40

ศรีปิงเวียง
26 มี.ค. 2552 08:41
  1. สวัสดีครับรู้สึกว่าจะไม่ได้มีแค่คำทำนายเท่านั้นมีเรื่องทางจิตวิทยาด้วย


ความคิดเห็นที่ 41

myschool
30 มี.ค. 2552 06:36
  1. สมาธิ...สิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้

    สิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปในชีวิตประจำวันมีมากมาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดสอนไว้ว่าให้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และจากคำกล่าวนี้เองก็มีผู้ปฏิบัติตามคำสอนเพียงแค่บุึคคลบางกลุ่มเท่านั้นซึ่งการเจริญภาวนาก็คือ "การทำสมาธิ"

    หลายคนคิดว่า ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ไม่เห็นจะได้อะไรเลย ทั้งเสียเวลาและน่าเบื่อ สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ยังมีคำถามอีกมากมายที่หลายคนถาม และยังมีความสงสัยอีกมากมายที่ยังสงสัยอยู่ บางทีที่นี่อาจมีคำตอบพอที่จะทำให้มีความรู้ความเข้าใจในสมาธิมากยิ่งขึ้น

    สมาธิคืออะไร

    "สมาธิ" คือความเฉพาะตนที่น่าภาคภูมิใจของประชาชนชาวพุทธ หรือพุทธศาสนิกชน ดังเป็นที่ทราบ และยอมรับกันทั่วโลกว่า สมาธิที่แท้จริง ที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมานับพันปีนี้ มีต้นกำเนิดจากพระพุทธศาสนา และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ทำให้ผู้คนในซีกโลกตะวันออก หรือ The Oriental World สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีความสุขบนความพอเพียงที่มีความพอดี ความพอใจของใจเป็นพื้นฐาน ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของการเมืองโลก ที่เนื่องมาจากอำนาจ และอิทธิพลทางการทหาร การเทคโนโลยีของซีกโลกตะวันตก 

    ที่โดยส่วนมากมักเป็นตัวการยังความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แก่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ดั้งเดิม ของผู้คนในซีกโลกตะวันออก ที่จำเริญสืบเนื่องมานานกว่าสอง-สาม พันปี ด้วยวัฒนธรรม อารยธรรม ที่ว่าด้วยความเคารพ ความกตัญญู และความสุขที่ใจ ตลอดจนความเข้าใจในต้นเหตุแห่งความทุกข์ยาก การเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนที่มาของภัยธรรมชาตินานาประการว่า “ทุกอย่างล้วนเกิดจากใจ ความสุข หรือ ทุกข์ภัย ทั้งหลายมีต้นกำเนิดจากการกระทำของตน ทั้งที่จำได้ จำไม่ได้ ทั้งที่เคยทำมาแล้วในอดีต ในปัจจุบัน”

    "สมาธิ" คือ กระบวนเพื่ออบรมบ่มใจให้ดำรงอยู่ในสภาวะอันสงบ สุกใส กว้างใหญ่ เบาสบาย เพื่อให้กลายเป็น “ความงาม” ของใจ ค่อยๆ ปฏิบัติ ค่อยๆ ทำกันไป วันละเล็กละน้อย เพราะใจคือสิ่งที่ถูกใช้สอยหนักที่สุดกว่าส่วนใดๆ ของร่างกาย การทำสมาธิจึงเป็นการ “พัก” ใจ ที่มักเหนื่อยล้ากว่าร่างกาย ให้กลับสดชื่นขึ้นได้ เพื่อชั่วโมงใหม่ เพื่อวันใหม่ที่ดีกว่า

    "สมาธิ" จึงเป็นเรื่องจำเป็น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เป็นกิจที่บรรพชนของเรา ถือเป็นความสำคัญที่ต้องปฏิบัติไม่ให้ขาดแม้สักวันเดียว เพราะสมาธิเป็นต้นเหตุของใจอันงาม และใจอันงามเป็นทางมาของบุญกุศล เป็นที่อยู่ของศิริมงคล ทำให้ผู้เป็นเจ้าของใจมีชีวิตที่ดีวันดีคืน 

    “สมาธิ จึงเป็นสิ่งพึงปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชน ตลอดจนบุคคลผู้ปรารถนาความงาม ความสำเร็จในชีวิต”

    ใครทำได้บ้าง

    มิใช่เรื่องของ ฤๅษี ชีไพรหรือมิใช่เป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติได ้เฉพาะผู้ที่เป็นนักบวชเท่านั้น แต่สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมจิตใจ และเป็นการพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคง ตั้งมั่น และทำให้มีคุณภาพทางจิตใจที่ดีขึ้น 

    ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้น สมาธิสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อความมีชีวิตที่อยู่เป็นสุขในเพศภาวะของผู้ที่ยังครองเรือน และยังเป็นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นสำหรับผู้ที่เป็นนักบวชอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม "สมาธิ" ถือเป็นเรื่องสากล กล่าวคือ มิใช่เฉพาะพุทธศาสนิกชนเท่านั้น

    ที่จะสามารถปฏิบัติสมาธิได้ แม้ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็สามารถปฏิบัติสมาธิได้เช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ "การฝึกสมาธิ" จะเน้นให้ความสำคัญของการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นผลด้วยตนเองแล้ว หากมีข้อสงสัยในเชิงปฏิบัติ ก็สามารถที่จะสอบถามจากผู้รู้ผู้ชำนาญได้อย่างตรงเป้าหมาย หรือตรงต่อประสบการณ์ที่ตนเองได้ปฏิบัติมา และถึงแม้จะมีการอธิบายรายละเอียดความรู้ของสมาธิในเชิงทฤษฎี แต่กระนั้นก็มิอาจจะที่จะละเลยสมาธิในเชิงปฏิบัติได้

    ทำอย่างไร

    การทำสมาธิไม่ต้องคอยให้ใจสงบ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ถ้าต้องการความต่อเนื่องยาวนาน และให้ได้ผลการปฏิบัติที่ดีนั้น มีหลักการเบื้องต้นและขั้นตอนดังนี้

    1. อาบน้ำ ให้เรียบร้อย เตรียมร่างกายให้สะอาด2. หามุมสงบ ไม่เสียงดัง ไม่อึกทึก ไม่มีการรบกวนจากภายนอกได้ง่าย มีอุณหภูมิพอดีๆ3. นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือตามสะดวกที่อื่นๆ จะเป็นที่หน้าตักก็ได้4. หลับตาเบาๆ ให้ขนตาชนกัน แต่อย่าเม้มตา5. ขยับท่าทางให้รู้สึกว่าสบาย6. สังเกตตัวเองว่ามีการเกร็งไหม ถ้ายังมีให้ทำข้อ 5 ใหม่7. เมื่อสบายดีแล้ว ให้ภาวนาในใจ8. จะใช้คำบริกรรมว่า ว่า พุท เมื่อหายใจออกให้กำหนดว่า โธ ก็ได้ หรือจะใช้คำบริกรรมอื่นๆ เช่น สัมมา-อรหัง นะมะ-พะธะ ก็ได้เช่นกัน (วิธีการเหล่านี้ เป็นวิธีการของโบราณจารย์)9. จะใช้ความรู้สึกจับกับลมหายใจ หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมก็ได้10. ทำใจให้โล่ง โปร่ง เบา สบาย11. ในระหว่างการปฏิบัติธรรม จะมีเรื่องฟุ้งซ่านเข้ามาเป็นระยะ อย่าสนใจ เมื่อได้สติ ก็ทำข้อ 7 8 9 ใหม่12. เมื่อใจเริ่มสงบดีแล้ว จะมีความรู้สึกแปลกๆ ก็ให้ทำเฉยๆไปเรื่อยๆ13. บางทีคำภาวนาจะหายไป ก็ไม่เป็นไร ให้ทำใจเฉยๆไปเรื่อยๆ14. เมื่อใจนิ่งได้ระดับนึง จะเริ่มเห็นความสว่างจากภายใน เป็นการเห็นด้วยใจ ก็ให้ทำใจเฉยๆต่อไป15. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือสงสัยอะไร ให้ทำใจเฉยๆอย่างเดียว

    หากมีข้อสงสัย หรือมีคำถาม หรือมีภาพ มีสิ่งผิดปกติ ให้ทำตามข้อ 14

    ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำ ทำเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง

    ประโยชน์ของสมาธิ

    ประโยชน์สมาธิในด้านพัฒนาบุคลิกภาพ

    ผู้ที่ฝึกสมาธิประจำ ย่อมมีบุคลิกภาพที่พึงปรารถนาหลายประการเช่น

    (1) มีบุคลิกหนักแน่น เข้มแข็ง(2) มีความสงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวโกรธ(3) มีความสุภาพ นิ่มนวล ท่าทีมีเมตตากรุณา(4) สดใส สดชื่น เบิกบาน(5) สง่า องอาจ น่าเกรงขาม(6) มีความมั่นคงทางอารมณ์(7) กระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม(8) พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว 

    ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 

    คนมักถามว่าฝึกสมาธิแล้วได้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวัน ฝึกแล้วบรรลุมรรคผลนิพพานน่ะ รู้แล้วว่าพระคัมภีร์พูดไว้จริง แต่ได้จริงหรือเปล่า ยังไม่เคยเห็น ถ้าจะให้ทำเองก็ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะเห็นผล เอาในชีวิตประจำวันเห็นๆกันนี้ดีกว่าว่าฝึกแล้วได้อะไรได้มากมายทีเดียวกันเช่น

    (1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้) (4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น

    โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย

    ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว

     

    ที่มา : ( http://pirun.ku.ac.th/~b5002201/index.html )


ความคิดเห็นที่ 42

myschool
2 เม.ย. 2552 16:51
  1. วิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ

    ไม่ทราบท่านเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคนบางคนไม่มีอะไรแตกต่างกันมากไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานความรู้ หรือ พื้นฐานครอบครัว แต่ประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน บางคนประสบความสำเร็จในหลายๆเรื่องที่เขาทำ แต่หลายคนทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักเรื่อง

    แตกต่างกันที่วิธีคิด ทำไมในงานลักษณะเดียวกัน บางคนสามารถทำได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี 

    ตรงกันข้ามกับบางคนไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้

    ปัจจัยสำคัญ คือ วิธีคิด ที่ไม่เหมือนกัน เหมือนพนักงานขายรองเท้าที่ถูกส่งไปทำตลาดที่ประเทศหนึ่งซึ่งประชากรส่วนใหญ่ไม่นิยมสวมรองเท้า

    พนักงานขายคนแรกที่ถูกส่งไปกลับมารายงานว่าไปดูแล้วคิดว่าคงไม่สามารถทำตลาดรองเท้าที่ประเทศนี้ได้เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สวมรองเท้า ทางบริษัทจึงส่งพนักงานขายคนที่สองไป 

    ปรากฏว่าพนักงานคนที่สองกลับมารายงานอย่างตื่นเต้นดีใจว่า มีโอกาสทำตลาดรองเท้าได้ดีมากๆ เพราะยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สวมรองเท้า สุดท้ายเขาก็สามารถทำยอดขายได้อย่างมหาศาล เป็นท็อปเซลของบริษัทประสบความสำเร็จได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ต่างกันตรงไหน ต่างกันตรงวิธีคิด

    หลายคนชอบโทษโชคชะตาว่าทำไมเกิดมาไม่รวยเหมือนคนอื่นเขาบ้างแต่ถ้าลองศึกษาดีๆ จะพบว่ามหาเศรษฐีส่วนใหญ่ไม่มีใครรวยมาแต่กำเนิด ล้วนแล้วแต่ต้องสร้างขึ้นมาทั้งนั้น 

    หลายคนเริ่มมาจากเสื่อผืนหมอนใบ จนประสบความสำเร็จเป็นบุคคลระดับชาติ หรือผู้นำขององค์กรสำคัญต่างๆ เขามีวิธีคิดหรือการดำเนินชีวิตอย่างไร

    คิดอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าในการดำเนินชีวิต หรือ การทำงานจะมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว โดยมองครอบคลุมทุกด้าน และประสาทไวต่อสัญญาณต่างๆ ที่จะมากระทบที่ทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามแผน

    มีความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่มีทั้ง EQ และ IQ คือ มีจิตใจที่ดีและเก่ง หลายคนเก่งแต่จิตใจไม่ดี ความรู้ความสามารถ พัฒนาและเรียนรู้กันได้หากมีความสนใจใฝ่รู้ แต่จิตใจที่ดีบางครั้งพัฒนายาก เพราะเป็นสิ่งถูกปลูกฝังมาแต่กำเนิด เพราะฉะนั้นการเลือกคนมาทำงานอย่ามองแต่เก่งอย่างเดียว จิตใจต้องดีด้วย

    คิดในแง่บวกมองทุกอย่างเป็นโอกาสเรียนได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเป็นงานใหญ่งานน้อยที่ได้รับมอบหมายจะทำอย่างเต็มความสามารถ และถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้

    รู้ว่าจะฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร จะไม่ยอมให้คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เข้าท่ามาบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของเขา หลายคนชอบวิจารณ์ชาวบ้าน อิจฉาตาร้อนเรื่องของชาวบ้านรู้หมดทุกเรื่อง แต่เรื่องของตัวเองไม่รู้สักเรื่อง 

    มีความคิดในแง่ลบ เพราะฉะนั้นคนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะไม่ใส่ใจเสียงของคนพวกนี้จะให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนที่เสนอ พร้อมด้วยแนวทางแก้ไขไม่ใช่พูดแต่ปัญหาโดยไม่มีแนวทางในการแก้ไข

    มีความคิดสร้างสรรค์ มีวินัยในการทำงาน มีความอดทนสูง รู้จักจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงาน รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น คิดดีทำดี ไม่หลอกลวงตัวเองและผู้อื่น

    ด้วยวิธีคิดและทัศนคติที่แตกต่างกันมีผลทำให้ชีวิตและการประสบความสำเร็จของคนเราต่างกัน แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง 

     

    ที่มา  : BangkokBizNews

     


ความคิดเห็นที่ 43

สวัสดีชาวโลก
2 เม.ย. 2552 17:11
  1. ขอบคุณมากเลยครับ แต่มันเยอะเกินไป อ่านไม่ไหว


ความคิดเห็นที่ 44

myschool
10 เม.ย. 2552 07:27
  1. เราเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน?

    หลายคนไม่เข้าใจคำว่า  "การเป็นตัวของตัวเอง"   ว่าเป็นอย่างไร  บางคนอาจเข้าใจผิดไปว่า  การได้ทำอะไรตามอำเภอใจตนเอง  ไม่ขึ้นอยู่ในอำนาจของใคร  ไม่ต้องฟังคำสั่งใครคือ การได้เป็นตัวของตัวเองแล้ว หรือบางคนอาจเข้าใจผิดไปว่าการได้มีอิสระไปไหนมาไหนได้  โดยไม่ต้องห่วงใคร  ไม่ต้องคอยรายงานใคร  คือการได้เป็นตัวของตัวเอง 

    จริงๆแล้ว เพียงการมีอิสรภาพทางกาย ก็ยังไม่ใช่การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงเลยจะรู้ได้อย่างไรว่า  เราเป็นตัวของตัวเองหรือไม่  มากน้อยแค่ไหน  มีวิธีตรวจสอบได้ดังนี้

    1.  ค้นหาตัวเองให้พบก่อนว่า เราเป็นคนอย่างไร      ใจเย็น หรือ ใจร้อน      มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ หรือ ขี้รำคาญ      หงุดหงิดง่าย ใจกว้าง หรือ ใจแคบ      รักความสงบ หรือ ชอบสนุกสนาน      ขยัน หรือ เกียจคร้าน      สร้างสรรค์ หรือ ก้าวร้าว      เข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ      กล้าหาญ หรือ ขลาดกลัว        ทะเยอทะยาน หรือ เฉื่อยแฉะ         รอบคอบ หรือ สะเพร่า ฯลฯ        ถ้าสิ่งใดที่เป็นข้อเสีย  เราควรปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เราต้องรู้ด้วยว่า  เราเป็นคนอย่างไร   มีรสนิยมอย่างไร   ต้องการสิ่งใด  ปรารถนาสิ่งใด  ชอบหรือไม่ชอบอะไร   อยากได้อะไร  และ ไม่อยากได้อะไร2. เมื่อรู้ ข้อดี-ข้อเสีย ของตนเองแล้ว ก็ต้องเข้าใจตนเอง ว่าสิ่งใดที่เรามีนั้น เป็นสิ่่งที่ดี ควรรักษาไว้ และสิ่งใดที่ไม่ดี เป็นข้อเสียที่เราควรปรับปรุงตัวเอง ถ้าปรับปรุงไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับว่า  ตัวเรา มีข้อดีอะไร และ ข้อเสียอะไรที่แก้ไม่ได้3. ในเมื่อเรารู้จักตัวเราดีแล้ว เราคงไม่หวั่นไหวว่า ใครเขาจะ "หาว่า" เราเป็นคนอย่างไร เราคงไม่สะทกสะท้านว่า อาจมีใครนินทาเรา อย่างนั้น อย่างนี้ อาจมีใครวิจารณ์เรา ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเรามีวิจารณญาณของเราเองได้ ว่าเราเป็นคนอย่างไร และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำนั้น เราทำไปเพื่ออะไร ทำไปเพราะเหตุใด เราเองต่างหาก ที่เป็นคนกำหนด  และ ตัดสินใจ ในการกระทำทุกอย่างของเรา4. เราต้องเป็นคนจริงใจ และ ยอมรับความจริง ถ้าเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินมากมาย เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามหลอกตัวเอง หรือคนอื่น ว่าเรามีฐานะร่ำรวย ถ้าเรามีรายได้น้อย ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เราก็บอกใครๆได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่า เราไม่สามารถใช้เงินฟุ่มเฟือยได้ นี่คือการจริงใจต่อตนเอง และ ยอมรับความจริง5. รู้จักปล่อยวาง และ ไม่วิตกกังวล เกี่ยวกับเรื่องไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ต่างๆรอบตัวเรา ไม่ต้องกังวลว่า เราอาจเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ แล้วอายใครๆเขา ถ้าเราเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ เราก็มองให้เป็นเรื่องขำๆไปได้ เพราะบางครั้ง คนเราก็อาจซุ่มซ่ามได้6. พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัวของเรา และ แสดงออกให้คนอื่นรู้ว่า เรามีเอกลักษณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ ท่าทางการพูด หรือวิธีการคิด ถ้าเราชอบที่จะเป็นตัวของตัวเอง พูดตามแบบที่เราอยากพูด วางตัว อย่างที่เราอยากเป็น มีวิธีการคิด อย่างที่เราต้องการจะคิด โดยแตกต่างไปจากคนส่วนมาก หรือ ไม่ตามกระแส เราก็ควรจะภูมิใจ ที่เรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร7. ผ่านไปแต่ละวันอย่างมีคุณค่า  แม้ว่าบางวันอาจมีเรื่องไม่น่ายินดี เราอาจมีเรื่องเบื่อหรือเซ็ง เราก็สามารถทำใจได้ และ บอกกับตัวเองว่า ช่างเถอะนะ ไม่เป็นไรน่า ไม่จำเป็นต้องอารมณ์บูดไปทั้งวัน แล้วเราจะชื่นชมกับตัวเองได้ทุกวัน8. เราต้องเชื่อมั่นในตัวเรา เป็นตัวของเราเอง โดยไม่พยายามลอกเลียนแบบใคร เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเลย ถ้าเราอยากที่จะเป็นอย่างคนนั้นคนนี้ เราจะเป็นคนที่ไม่มีความสุขได้เลย เราต้องภูมิใจที่ได้เป็นตัวของเราเอง ตัวเรา ที่ไม่เหมือนใคร

     

    ข้อควรระวัง

    1. การเป็นตัวของตัวเอง แตกต่างจากการเป็นคนยะโสโอหัง จองหองอวดดี เย่อหยิ่งถือตัว ในเมื่อเราก็เป็นตัวของเราเอง คนอื่นเขาก็เป็นตัวของเขาเองเช่นกัน ฉะนั้น เราจึงควรยอมรับความคิดเห็น และ ยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย โดยที่เราไม่ต้องไปดูถูกเหยียดหยามใครที่เขามีความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา

    2. การเป็นตัวของตัวเอง อาจทำให้เราไม่ตามกระแสนิยม ไม่ว่าใครจะมีกระแสนิยมว่าอย่างไร เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามไปด้วย ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเห็นดีเห็นงามไปด้วยจริงๆ 

    3. ชีวิตจะไม่มีค่าอะไร จนกว่า เราจะได้รู้ว่า เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง มีอิสระทางความคิดและการกระทำ ที่มาจากตัวเราเอง

    4. ถ้าเราไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่คนอื่นพูด เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่า เราเห็นด้วยกับเขา

    5. จงอย่ากลัว ที่จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราไม่ได้มีความสนใจ ในสิ่งที่ใครๆเขาสนใจกัน เราก็ยืนหยัด เป็นตัวของตัวเองได้ แล้วใครๆก็จะรู้ว่า เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่คล้อยตามคนอื่นโดยง่าย

     

    คำเตือน

    1. การที่เราไม่หวั่นไหวว่าใครเขาจะ "หาว่า" เราเป็นคนเช่นไร ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรจะรับรู้เอาเสียเลยว่าคนอื่นเขามองเราอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่อาจมีการเข้าใจผิดในตัวเราได้ ยกตัวอย่างเช่น สาวๆที่ชอบให้ความเป็นมิตรกับใครๆ แต่ถ้าให้ความเป็นมิตรสนิทสนมกับหนุ่มๆ มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ว่า เป็นการหว่านเสน่ห์ หรือ ทอดสะพาน และอาจสร้างปัญหาให้กับตัวเองได้

    2. ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน ก็อย่าให้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยการเอาอย่างเพื่อนๆ เราต้องเป็นตัวของตัวเองเสมอ อย่าพยายามเสแสร้งว่าเราเหมือนเขา เพียงเพื่อเอาใจ หรืออยากให้เขาชอบเรา เพราะนั่นคือการหลอกตัวเอง และหลอกคนอื่น

    3. จงจำไว้เสมอว่า การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิต เขาควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่ดึงดันที่จะเป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิตต่อไปอีก หรือ การที่เราอยู่ในสังคม การเป็นตัวของตัวเอง ต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของใคร ต้องไม่ผิดกฏหมาย และ ไม่ผิดศีลธรรมอันดี

    4. ก็เพราะว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ เราเองอาจมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ถ้าเราเป็นคนขี้หงุดหงิด โกรธง่าย ใจร้อน เราเองก็ควรจะหาหนทางปรับปรุงตัวเองด้วย ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นตัวของตัวเองในแบบมีข้อเสีย บางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องรู้จักฟังจากคนอื่นบ้าง ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เราก็สมควรทำ

     

    ที่มา : ( http://www.oknation.net/blog/print.php?id=229165 )

     


ความคิดเห็นที่ 45

myschool
22 เม.ย. 2552 07:49
  1. ที่มา : ( http://www.pantipnews.com/forums/showthread.php?t=6247 )


ความคิดเห็นที่ 46

myschool
4 พ.ค. 2552 06:24
  1. รู้จักฟังคนอื่นบ้างสิ่งจำเป็นในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อยู่ร่วมกับผู้อื่น�และชีวิตการทำงานในอนาคต

    เคยไหม...... เซ็งสุดๆ คู่สนทนาของเราจ้อไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ไม่เว้นวรรคฟังคนอื่นพูดบ้าง คราวหน้าต้องคอยหลบยายนี่ให้ดี

    ... จะบ้าตาย เจ้านายเอาแต่สั่งๆๆๆ เพื่อนร่วมงานก็นึกว่าข้าแน่คนเดียว ไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่นเลย แล้วไงล่ะ... ทีมงานลาออกเป็นแถว

    ... กรี๊ด !! พ่อตัวดีที่บ้านสาธยายแต่ความคิดของตัว คนอื่นพูดอะไรผิดหมด ทนไม่ได้เมื่อไหร่ บ้านแตกแน่

    ... โอ๊ย ปวดเฮด !! เจ้าตัวแสบไม่เคยฟังแม่พูดจบประโยค เดินหนีท่าเดียว แล้วยังงี้จะสั่งสอนอะไรกันได้ละเนี่ย แหม... ไอ้การหยุดฟังคนอื่นบ้างนี่มันยากเย็นนักหรือไงแน่นอนว่าเป็นใครถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมอึดอัดคับข้องใจ เพราะเราทุกคนต่างอยากให้คนอื่นรับฟังเราบ้างทั้งนั้น

    แต่ก็น่าแปลกว่าหาคนที่ชอบรับฟังคนอื่นได้ยากเต็มที แม้แต่คนใกล้ชิดกัน ที่กลายเป็นคน“ใกล้ตัวที่ไม่รู้ใจ”�ไปซะนี่

    ”การรู้จักรับฟังคนอื่น”�เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น นับตั้งแต่ในบ้าน สามี-ภรรยา จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างราบรื่นผาสุกหากรู้จักรับฟังซึ่งกันและกัน ในที่ทำงาน เจ้านายรับฟังความคิดเห็นลูกน้อง ก็จะได้งานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนร่วมงานรับฟังซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นทีมเวิร์กที่ดี ด็กรับฟังผู้ใหญ่ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ผู้ใหญ่รับฟังเด็ก ก็จะไม่เกิดช่องว่างระหว่างวัย

    การรู้จักรับฟังคนอื่นทำให้คนเราอยู่ร่วมกันในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างดี เพราะ...

    การรู้จักฟังผู้อื่น... เป็นการแสดงว่าเราเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น

    เป็นการเรียนรู้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างหลากหลายที่มีในสังคม ได้มากกว่าคนที่ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น

    เป็นการลดความขัดแย้งในหมู่คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลาย

    เป็นส่วนหนึ่งของทักษะในการแก้ปัญหา คนที่รู้จักรับฟังผู้อื่นจะไม่หุนหันพลันแล่นในการแก้ปัญหา หรือด่วนสรุปตัดสินคน ตัดสินปัญหาด้วยลำพังความคิดของตัวเอง

    เป็นลักษณะของคนใจกว้าง ซึ่งมักเป็นคำใช้คู่กันว่า “เป็นคนใจกว้างรับฟังผู้อื่น”

    เป็นการแสดงวุฒิภาวะของคนคนนั้นด้วย แต่ต้องขอบอกว่า การรู้จักรับฟังผู้อื่นเป็นเรื่องยาก แม้แต่ผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ยังทำใจรับฟังคนที่คิดแตกต่างจากตัวเองได้ยาก

    ”การรู้จักฟัง” เป็นทักษะที่ต้องฝึกหัด และควรฝึกตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เด็กที่รู้จักฟังจะปรับตัวกับชีวิตในโรงเรียนได้ไม่ยาก จะเรียนรู้ได้ดี ไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสร้างความรำคาญใจให้เพื่อนๆ และคุณครู

    ฝึกลูกให้รู้จักฟัง ไม่มีเทคนิคการสอนใดจะได้ผลเท่าพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่าง ถ้าในบ้านมีบรรยากาศของการับฟังซึ่งกันและกัน พ่อแม่รับฟังซึ่งกันและกัน พ่อแม่รับฟังลูก ไม่เพียงจะสร้างบรรยากาศสงบสุขและความสัมพันธ์ที่ดีในบ้าน เด็กๆ ยังได้เรียนรู้คุณค่าของการรับฟังผู้อื่น

    ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การรับฟังผู้อื่นไม่ใช่แค่นิ่งฟัง หรือปล่อยให้อีกฝ่ายจ้อไปเรื่อยๆ แต่เป็นการตั้งใจฟัง และทำความเข้าใจอีกฝ่าย มีการถามกลับในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด วิธีนี้เราสามารถฝึกลูกในชีวิตประจำวันได้ทุกวัย โดยชวนลูกพูดคุยเรื่องต่างๆ เช่น “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” ตั้งใจฟังเขาเล่า อาจจะถามกลับถึงความรู้สึกของเขา เมื่อเขาทะเลาะกับเพื่อน ถูกคุณครูว่า ฯลฯ

    ในการรับฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียน เราจะได้รู้ว่าลูกรับฟังคนอื่นหรือไม่ เช่น เมื่อลูกโกรธกับเพื่อน ลูกอาจบอกว่า “ตอนกลางวันวันนี้แน็ตเขาไม่ช่วยหนูทำงานกลุ่มเลยเอาแต่นอนหลับ” “เขาอาจจะไม่สบายก็ได้นะลูก หนูถามเขารึเปล่า” “ไม่ได้ถามค่ะ จริงด้วยเห็นเขาบ่นว่าปวดหัว แต่หนูมัวแต่โมโหก็เลยไม่ได้ฟังเขา”

    สอนลูกให้ “ฟังให้เป็น” คือฟังแล้วเข้าใจ จับประเด็นได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อสารคืออะไร ไม่เช่นนั้น ลูกจะฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ลองอ่านเรื่องสนุกๆ ให้ลูกฟัง แล้วซักถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน หรือเวลานั่งข่าวทางทีวีด้วยกัน ทำเป็นไม่ทันฟัง แล้วให้ลูกเล่าให้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหน ใครทำอะไร อย่างไร คือใช้คำถาม What Where When Why Who กับลูก การ “ฟังเป็น” จะช่วยให้ลูกเข้าใจในเรื่องที่เรียนในชั้นเรียนดีขึ้นด้วย

    สอนให้ลูกจับความรู้สึกและความต้องการของคู่สนทนา บางทีภายใต้อารมณ์และท่าทีที่เกรี้ยวกราดของผู้พูด ไม่ใช่ความเกลียดชังเสมอไป อาจมีความหวังดีด้วยซ้ำไป ถ้าเราตั้งใจฟังและจับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูดได้ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น

    ถ้าอยากให้ลูกรู้จักฟังเราบ้าง พ่อแม่ต้องรู้จักฟังลูกก่อนว่าเขารู้สึกนึกคิดกับเรื่องต่างๆ อย่างไร เช่น กฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ตั้งขึ้น เรื่องเส้นทางการเรียน เรื่องที่เราเป็นห่วง เช่น การคบเพื่อน แม้สิ่งที่ลูกพูดให้ฟังจะไม่ถูกใจเรานัก ก็อย่าเพิ่งแย้ง ให้เขาอธิบายเหตุผลของเขา (ซึ่งแน่นอนว่าจะแตกต่างกับเหตุผลของพ่อแม่หน้ามือเป็นหลังมือ) พยายามเปิดใจกว้างกับมุมมอง ที่เราอาจเห็นว่าอ่อนประสบการณ์ เมื่อพ่อแม่รู้จักฟังลูก บ่อยเข้า ลูกจะเรียนรู้เองว่า คนเราต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ที่จริงจะว่าไปแล้ว สอนเด็กให้รู้จักฟังผู้ใหญ่ไม่ยากเท่าไร แต่ทำยังไงให้ “ผู้ใหญ่” รู้จักฟังเด็กบ้างนี่สิ... บอกได้คำเดียวว่า�“ยิ่งแก่ยิ่งดัดยาก”�ค่ะ ที่มา : (�http://www.elib-online.com/doctors48/mental_listen001.html�)


ความคิดเห็นที่ 47

satan_lucus
4 พ.ค. 2552 16:18
  1. สุดยอด แวะเข้ามาอ่านแล้วชอบจริงๆ

    แต่ไม่ได้อ่านหมดหรอกนะ ไม่ไหวๆ


ความคิดเห็นที่ 48

myschool
23 พ.ค. 2552 16:36
  1. คุณตามใจคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า

    ว่าง ๆ ลองสำรวจดูใจของคุณว่ามีลักษณะเช่นนี้หรือไม่? เป็นคนใจอ่อน ใจง่าย ไม่หนักแน่น ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด มักทำอะไรเพื่อตามใจคนอื่นมากกว่าที่จะทำเพราะความพอใจตนเอง หรือทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องควรจะเป็น ใจของคุณจึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนรอบข้างเสมอ ถ้ายิ่งมีจุดอ่อนมากเท่าใด ก็ยิ่งตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

    ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ใจอ่อน ก็จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของลูก ลูกจะเอาอะไรก็ต้องสรรหามาให้ วัยรุ่นที่ใจอ่อนก็ต้องคอยตามใจเพื่อน เพื่อนจะชักจูงให้ทำอะไรก็ทำตาม คนใจอ่อนเมื่อทำงานก็คงเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

    ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี จึงจะเลิกเป็นคนใจอ่อนให้ใคร ๆ หลอก ให้เป็นทาสรับใช้ของเขาตลอดไป

    คงจะต้องเริ่มต้นด้วยการค้นหาจุดอ่อนของตัวคุณเองให้พบเสียก่อน แล้วจึงทำการแก้ไข คุณที่รู้ตัวว่าเป็นคนใจอ่อน ลองสำรวจตัวเองว่ามีจุดอ่อนดังต่อไปนี้หรือไม่

    1. คุณมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองเป็นจุดอ่อนที่ทำให้คุณพยายามทำในสิ่งต่าง ๆ เพื่อชดเชยความรู้สึกผิด เช่น พ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกจะรู้สึกผิดที่ทำหน้าที่ของพ่อแม่บกพร่องไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณืแบบจึงชดเชยด้วยการปรนเปรอลูกด้วยสิ่งของหรือตามใจมากเกินไปจนลูกเคยตัวและเสียนิสัย ทั้งที่ความจริงแล้ว พ่อแม่ไม่ได้เจตนาจะสร้างนิสัยเช่นนั้นให้กับลูก

    2. คุณกลัวความขัดแย้งและกลัวว่าคนอื่นจะโกรธ กลัวคนอื่นจะไม่พอใจ ความกลัวแบบนี้เป็นจุดอ่อนทำให้คุณต้องเป็นฝ่ายยอมให้คนอื่นอยู่ร่ำไป ไม่กล้าขัดใจใคร ทั้งที่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่คุณต้องฝืนใจอย่างที่สุด เช่นภรรยาที่สงสัยว่าสามีจะนอกใจ แต่ไม่กล้าซักถามเพราะกลัวสามีโกรธพาลทะเลาะกันให้อายลูก ๆ อายคนในบ้านใกล้เรือนเคียง เลยต้องทนทุกข์ระทมขมขื่นอยู่คนเดียว อย่างนี้เป็นต้น

    3. คุณเป็นคนขี้สงสาร ใครมาขอให้ช่วยก็ช่วยเขาไปหมด ใครมาเล่าความทุกข์ความลำบากให้ฟังก็เชื่อเขาง่าย ๆ ให้เงินเขาไปง่าย ๆ โดยไม่ทันพิจารณาก่อนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ บางคนมีจุดอ่อนที่เห็นน้ำตาเป็นไม่ได้ เช่นลูกร้องไห้อยากได้ของเล่นก็ต้องรีบหาซื้อให้ เพราะแพ้น้ำตาของลูก หรือคนที่เรารัก

    4. คุณเป็นคนชอบคำเยินยอชอบให้ใครมาปรนนิบัติเอาใจ ใครมาทำดีกับคุณพูดดีกับคุณหน่อย คุณก็ยอมเขาไปหมดโดยไม่หยุดคิดเลยว่าคนนั้นเขาจริงใจกับคุณแค่ไหน ถ้าคุณมีจุดอ่อนแบบนี้ คุณจะถูกหลอกใช้หรือถูกหลอกเอาทรัพย์สินไปได้ง่ายมาก

    5. คุณกลัวคนอื่นจะไม่ชอบคุณ เป็นความจริงที่คนหลาย ๆ คนกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเป็นคนที่ไม่มีใครรัก ไม่มีใครชอบ ไม่มีเพื่อนเลยต้องพยายามตามใจคนอื่นให้มากเข้าไว้เพื่อเขาจะได้พอใจ ชอบใจและไม่เกลียดคุณ แต่จุดอ่อนแบบนี้จะทำให้คุณต้อสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

    6. คุณกลัวภัยอันตราย นี่เป็นจุดอ่อนสำคัญ ถ้าคุณเป็นคนขวัญอ่อนถูกใครข่มขู่เข้าหน่อย กลัวมาก บางครั้งคุณจึงต้องยอมทำตามคำขู่มากกว่าจะกล้าทำในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

    7. คุณกลัวเพื่อนร่วมงานของคุณจะไม่พูดด้วย เพราะบางคนให้ความสำคัญกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป จึงต้องคอยตามใจเพื่อนกลัวว่าถ้าทำให้เพื่อนโกรธแล้วเพื่อนจะไม่พูดด้วย ตามความเป็นจริงแล้วเพื่อนนั้นมีหลายคน ถ้าไม่พูดด้วยสักคนก็ไม่เห็นน่าจะเดือดร้อนที่ตรงไหน ทำตัวตามสบายดีกว่า หายโกรธแล้วก็คงพูดกันเองคบกันเป็นเพื่อนต่อไปได้

    8. คุณไม่กล้าที่จะทำสิ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่นเพราะกลัวว่าจะทำผิด จุดอ่อนนี้จะทำให้คุณต้องเป็นผู้ตามไปตลอดชีวิต คุณคงลืมคิดไปว่า บางครั้งสิ่งที่คนอื่น ๆ เขาทำกันนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกเสมอไปก็ได้ ถ้าคุณเอาแต่คล้อยตามเขาไปโดยไม่คิด คุณก็อาจจะพลอยทำผิดตามไปด้วย และที่สำคัญคุณจะไม่มีความภาคภูมิใจ และไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเองเลย

    จุดอ่อนที่ทำให้คุณเป็นคนใจอ่อนทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณอยู่ในข้อไหนบ้าง ถ้าไม่มีเลยคุณก็เป็นคนใจแข็งอย่างน่าชมเชย แต่ถ้าคุณเป็นคนใจอ่อน ก็อย่าเพิ่งตกใจ ยังมีทางแก้ไขได้ดังนี้

    คุณลองถามใจของคุณดูว่า คุณมีความสุขดีอยู่หรือที่ต้องยอมฝืนใจตัวเอง แล้วตามใจใครต่อใครอยู่เรื่อย ๆ คุณชอบหรือที่จะให้ใคร ๆ หลอกใช้คุณ หรือมีอิทธิพลเหนือคุณ ถ้าคุณไม่ชอบ ไม่พอใจ และไม่มีความสุข คุณจะมีวิธีปฏิเสธไม่ยอมตามใจใครอย่างไร เช่น ถ้าลูกคุณร้องไห้รบเร้าให้ซื้อของเล่น คุณจะรีบเดินหนีไปที่อื่น หรือถ้าเพื่อนชวนหนีโรงเรียน คุณจะปฏิเสธว่าไม่ไปเพราะไม่ชอบ เป็นต้น เมื่อคิดวางแผนแล้วว่าจะพูดจะทำอย่างนี้แล้ว ก็ควรทำให้ได้ตามที่คิดไว้ด้วย

    เมื่อทำครั้งนี้สำเร็จ คุณจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองที่ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจใคร รู้สึกว่าศักดิ์ศรีคุณกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จำความรู้สึกนี้ไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณไม่ใจอ่อนอีกในคราวหน้า

    คุณต้องไม่ลืมว่า คนที่ใจอ่อนชอบตามใจคนอื่นถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ใคร ๆ ชอบก็จริง แต่ก็จะเป็นคนที่ไม่มีใครเกรงใจ เพราะฉะนั้นเลิกใจอ่อนเสียที ทำตัวให้คนอื่นเกรงใจดีกว่า คนอื่นอาจชอบคุณน้อยไปหน่อย แต่ก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน เป็นตัวของตัวเองดีกว่าเป็นไหน ๆ

     

    ที่มา : http://www.watpon.com/news/heart.htm

     


ความคิดเห็นที่ 50

myschool
28 พ.ค. 2552 07:14
  1. เปรียบจิตคน เหมือนลิง กลิ้งไปมา หัดปิดหู ปิดตา ปิดปากบ้าง ไม่ยินดี ยินร้าย สิ่งต่างต่าง ปล่อยจิตวาง ว่างไว้ ไร้ตัวกู เมื่อจิตว่าง วางได้ ไร้ตัวตน ไม่ต้องมัว สะละวน ปิดตาหู มีสิ่งใด ให้เห็น ให้ตาดู สักแต่รู้ จิตไม่ยึด ไม่เกาะตาม อันความทุกข์ มีได้ เพราะใจยึด ดิ้นไม่หลุด ติดพัน เพราะใจหาญ กล้าไปแต่ง เป็นตัวกู ของกูตาม มีแต่พาล ให้เกลือกกลั้ว ในชั่วดี อันจิตว่าง ใจว่าง ตามแต่เดิม ไม่ต้องเสริม ไม่ต้องตัด ให้บัดสี ปล่อยจิตใจ เป็นธรรม- ชาติดี ทุกอย่างมี ล้วนไม่หลุด ไม่ติดใคร อันความว่าง ว่างอยู่แล้ว ตามธรรชาติ ไม่ต้องอาจ ไปเสริมแต่ง ให้ว่างใหม่ ธรรมชาติ ล้วนสมบูรณ์ อยู่ภายใน หัดเข้าใจ เช่นนั้นเอง ในตัวเรา หัดฝึกจิต ให้แยบคาย เมื่อผัสสะ ใช้ตบะ ใช้ปัญญา อย่าได้เขลา เมื่อกระทบ อย่ากระเทือน เป็นตัวเรา ปล่อยให้เขา เป็นธรรม ของเขาเอย อันความรู้ ในธรรมขั้น สุญญตา อย่าเพ่งหา ในที่ใด สหายเอ๋ย ตถตา แจ้งอยู้แล้ว ตามที่เคย ฝึกให้เคย ทุกสิ่งว่าง แล้วในตัว ที่มา : http://www.budpage.com/monkey.html


ความคิดเห็นที่ 51

myschool
10 มิ.ย. 2552 05:46
  1. การจัดการกับอารมณ์โกรธ

    เรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งทำร้ายร่างกายทั้งผู้อื่นและตนเอง ไปจนถึงการมุ่งร้ายทำลายชีวิตกันในสังคมทุกวันนี้ มักจะมาจากสภาพอารมณ์ที่เรียกว่า " โทสะ" หรือ " อารมณ์โกรธ " ของมนุษย์เรานั่นเอง ความโกรธเป็นหนึ่งในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับทุกคน คนธรรมดาเราสามรถรู้สึกได้เมื่อเกิดอารมณ์โกรธ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะในร่างกายหลายๆ อย่าง เช่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว กล้ามเนื้อตึงเครียด เนื้อตัวสั่น ปั่นป่วนในท้อง ร่างกายเหมือนมีแรงส่งที่สูงขึ้น และพร้อมจะพุ่งพลังออกไป บางคนเปรียบว่า ความโกรธเสมือนหนึ่งเรากำไฟไว้ในมือ คนที่ " เจ้าโทสะ" มักจะทำให้คนอื่นรู้สึกร้อนไม่อยากอยู่ใกล้

    เมื่อมีเรื่องไม่ถูกใจ ความโกรธก็มักเผาลนคำพูดให้เชือดเฉือนผู้อื่น หรือแสดงการกระทำที่ก้าวร้าวรุกราน ทำให้มีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะความรู้สึกไม่เป็นมิตร มักขาดความระมัดระวังและตัดสินใจผิดพลาดก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย ความโกรธที่เรื้อรังยังเป็นเหตุของปัญหาสุขภาพอาทิ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระเพาะ และอาการปวดศีรษะเป็นประจำ�

    สาเหตุของอารมณ์โกรธ ที่พบได้บ่อยได้แก่

    1. ความคับข้องใจที่ไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ดังใจ2. ความรำคาญ หงุดหงิด จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ3. ความรู้สึกไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน4. การถูกรบกวนความเป็นส่วนตัว5. ความเสียใจ ความกลัวที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธ6. ความผิดหวัง ความรู้สึกว่าตนเองโชคร้าย ประสบเคราะห์กรรมหรือเผชิญความสูญเสีย7. การถูกคุกคาม รู้สึกถูกเหยียดหยาม ดูหมิ่น ความอิจฉาริษยาผู้อื่น ฯลฯ

    ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจก่อพฤติกรรมรุนแรง โดยความโกรธนั้นอาจพุ่งเข้าหาตนเองด้วย การทำร้ายตนเอง หรือพุ่งไปสู่คนอื่นก็ได้�

    วิธีหาทางออกให้กับอารมณ์โกรธ

    1. ยอมรับว่ากำลังรู้สึกโกรธ พิจารณาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือละอายที่รู้สึกโกรธ2. พิจารณาสาเหตุของความโกรธ ที่เกิดขึ้นโดยไม่เข้าข้างหรือตำหนิตนเองเกินเหตุ3. พยายามเปิดความคิดให้กว้างและยืดหยุ่น4. ตัดสินใจทำการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แล้วลองปฎิบัติ

    ขั้นตอนที่ควรใช้เพื่อควบคุมอารมณ์

    1. ตั้งสติให้มั่นคง ทำใจให้สงบ ระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่านก่อนทำความตกลง หรือลงมือทำอะไร เพราะอาจตัดสินใจผิดพลาด หากเจรจาหรือแก้ปัญหาขณะที่กำลังมีอารมณ์ ถามตนเองว่า " กำลังต้องการเอาชนะ " หรือ " ต้องการแก้ปัญหา " ถ้าคำตอบคือ การเอาชนะ ให้หยุดการเจรจาไว้ แล้วหาทางระงับอารมณ์ และความคิดเอาชนะให้ได้ก่อน เพราะไม่มีทางที่คุณจะเอาชนะได้อย่างสันติ�

    2. แสดงความรู้สึกและความต้องการของตนเองด้วยท่าทีไม่ก้าวร้าว ไม่ข่มขู่ หรือละเมิดสิทธิของคนอื่น�

    3. หาทางระบายความโกรธออก ถ้าหากคุณไม่สามารถจัดการกับความโกรธของตนเองได้ อย่าอายที่จะพูดคุยความรู้สึกของคุณกับคนที่ใกล้ชิดและเข้าใจ�

    4. หากทำใจเล่าให้คนอื่นฟังไม่ได้ อาจใช้วิธีเขียนเรื่องที่คุณโกรธลงบนกระดาษ จะทำให้ความโกรธถูกระบายออกมาบ้าง�

    5. อย่าเก็บความขุ่นมัวโกรธเคืองไว้เงียบๆ ตามลำพัง เพราะจะทำให้คุณเป็นคนเครียดง่าย และมีความอดทนกับเรื่องต่างๆ รอบตัวน้อยลงเรื่อยๆ�

    กิจกรรมที่จะช่วยระงับอารมณ์เมื่อคุณโกรธ

    1. กีฬาที่ได้ออกแรง เช่น ตีแบดมินตัน เทนนิส เตะบอล วิ่ง ว่ายน้ำ และอย่าไปเน้นการแข่งขันกับคนอื่น เพราะจะยิ่งเครียดแทนที่จะสงบลง หาทางให้ได้มีการออกแรงที่อัดแน่นออกไปอย่างเหมาะสม การถอนหญ้า ขุดดิน ปลูกต้นไม้ ซ่อมแซมสิ่งของจะช่วยให้ได้ออกแรงระบายอารมณ์ พร้อมกับได้ผลงานที่น่าชื่นชมขึ้นมาแทน�

    2. ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย ที่เหมาะกับตนเอง เช่น นับตัวเลขในใจ กำหนดลมหายใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจสวดมนต์ ท่องคาถาสั้นๆ ที่เป็นการช่วยคุณผ่อนคลายและ " ตั้งสติ "�

    ที่มา : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต


ความคิดเห็นที่ 52

myschool
15 มิ.ย. 2552 08:20
  1. ความสุขที่แท้คืออะไร?

    คนเรามีวิธีแสวงหาความสุขที่ต่างกัน ความสุขที่เกิดขึ้นก็ต่างกันบางคนมีความสุขที่ได้กินของอร่อยบางคนมีความสุขเมื่อได้ฟังเพลงเพราะๆ บางคนสุขใจที่ได้เดินห้าง ฯลฯความสุขที่กล่าวมานี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเป็นความสุขเกิดจากสิ่งเร้า อาจจะเป็นการรับเข้ามาทางตา  หู  จมูก ลิ้น หรือร่างกายแล้วส่งความรู้สึกไปที่ใจ  

    ข้อเสียของการมีความสุขแบบนี้คือบ่อยครั้งเข้าจะชาชิน  นำไปสู่การเพิ่มแรงกระตุ้นหรือสิ่งเร้าให้มากขึ้น เสพมากขึ้นจึงจะเป็นสุข   

    ความสุขจากสิ่งเร้าจิตกระตุ้นผัสสะ (พุทธศาสนาเรียกว่ากามสุข) จึงทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาไม่มีหยุด ครั้นได้มาก็พอใจเพียงชั่วคราวไม่นานก็อยากได้อีก และอยากได้มากกว่าเดิมจึงต้องดิ้นรนแสวงหามาอีกเศรษฐีพันล้านจึงไม่เคยพอใจกับเงินที่มี ทั้งๆที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด 

    ยังมีความสุขอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักได้แก่ความสุขที่เกิดจากความสงบใจ ในขณะที่ความสุขประเภทแรกต้องการความตื่นเต้นเร้าใจ 

    ความสุขประเภทที่สองกลับตรงกันข้าม ยิ่งมีสิ่งเร้าน้อยเท่าไร ใจก็ยิ่งสงบและสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง  ในยามท่องป่าเที่ยวทะเลแทนที่จะสนุกกับเสียงดนตรี เกมรอบกองไฟหรือการสนทนาฮาเฮลองปลีกตัวไปอยู่ที่เงียบๆ วางความคิดนึกต่างๆชั่วคราวแล้วเปิดใจสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงัดหรือแหงนมองดูดวงดาวระยิบระยับในคืนเดือนมืด ไม่นานไม่ช้าความสุขชนิดนี้ก็จะบังเกิดขึ้นที่ใจ 

    สุขเพราะใจเริ่มสงบ ความสงบของธรรมชาติน้อมนำใจให้สงบตามได้ง่าย แม้ใหม่ๆจะอึดอัด เพราะใจยังโหยหาสิ่งเร้า แต่เมื่อใจเริ่มปรับตัวได้ ก็จะสัมผัสได้ถึงความสุขอันประณีต

    ไม่ต่างจากคนที่ติดเหล้า หรือบุหรี่ย่อมเป็นทุกข์เมื่อขาดมัน แต่ไม่นานก็จะพบกับความสุขที่ประเสริฐกว่าตอนได้เสพสิ่งเหล่านั้น  

    ความสุขประเภทนี้แม้ว่าจะสัมผัสได้ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงัดแต่ก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องหลีกลี้หนีหน้าจากผู้คนจึงจะพบความความสุขดังกล่าวได้ ความสงบได้   

    ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ หาได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมไม่ 

    อยู่ที่บ้านเราก็สามารถสัมผัสกับความสงบใจได้ หากรู้จักทำสมาธิภาวนาด้วยการปล่อยวางความนึกคิดต่างๆไว้ชั่วคราว แล้วน้อมใจมาอยู่กับลมหายใจ หรืออิริยาบถที่ทำอยู่ในขณะนั้น

    หากทำได้คล่องแคล่ว มีสติตื่นรู้ได้รวดเร็ว ก็สามารถรักษาใจให้สงบได้ แม้อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึก ถึงจะมีอะไรมากระทบ เช่น คำตำหนิติเตียน ก็สามารถปล่อยวางได้เร็วไม่เก็บมาครุ่นคิด จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือเอามาทำร้ายตนเองจนกลัดกลุ้ม

    ใจที่สงบเกิดขึ้นได้จากการกระทำที่ถูกต้องดีงาม เริ่มจากการไม่เบียดเบียน หรือเอาเปรียบใคร ทำให้ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จากนั้นก็ก้าวไปสู่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีน้ำใจต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก 

    การหยิบยื่นความสุขแก่ผู้อื่นย่อมทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย  ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ทำให้ความโลภน้อยลง จึงพอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย

    ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งความอยากลดลงมากเท่าไร ความสุขสงบในใจก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ถึงที่สุดแล้วความสุขของเราก็อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ถ้าใจกังวลกลัดกลุ้มกินอะไรก็ไม่อร่อย  เพลงจะเพราะแค่ไหนก็ติดอยู่ที่หู เข้าไปไม่ถึงใจ 

    ชีวิตที่มีความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่เงินล้นเหลือ มีสิ่งเสพ สิ่งบริโภคมากมายเพราะถึงจะมีเงินแสนล้าน ก็ยังต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย   ความไม่สมหวัง ความแก่ ความเจ็บ และความตายอยู่นั่นเอง  

    ผุ้คนทั้งหลายกลัดกลุ้มเพราะสิ่งเหล่านี้ แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องทุกข์เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ได้หากเราตระหนักในสัจธรรมว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง   ความแปรปรวนเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่เข้าใจความจริงย่อมรู้ดีว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ถ้ายึดมั่น ถือมั่น ให้มันเที่ยง หรืออยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตนเมื่อใด ก็มีแต่จะทุกข์สถานเดียว  

    ใจที่รู้จักปล่อยวาง ไม่ว่าจะประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความล้มเหลว หรือคำกล่าวร้ายก็ยังมีความสงบอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสัจธรรมของชีวิต และโลก   ปัญญาที่เข้าถึงสัจธรรมดังกล่าว ย่อมทำให้จิตเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง

    การกระทำที่ถูกต้องดีงาม (ศีล) การฝึกจิตให้มีความสงบและตื่นรู้ (สมาธิ) และความตระหนักชัดในสัจธรรม (ปัญญา) คือวิถีสู่ความสุขที่แท้  

    นับเป็นความสุขที่ประเสริฐสุดเพราะ “ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ” พุทธภาษิตดังกล่าวเป็นสัจธรรมอันสากลอยู่เหนือยุคสมัย  หากไร้ซึ่งความสงบใจเสียแล้ว เราย่อมไม่อาจมีความสุขที่แท้ได้เลย  แม้จะมีเงินมหาศาลหรือมีอำนาจล้นฟ้าก็ตาม

     

    ที่มา : ประมวลความมาจากบทความเรื่อง “ความสุขที่แท้”          โดย พระไพศาล วิสาโล คอลัมน์ ลานธรรม          ตีพิมพ์ ในสารโกมล ฉบับเดือนมีนาคม – เมษายน 2551

     

     


ความคิดเห็นที่ 53

Joomlaman
22 มิ.ย. 2552 05:50
  1. แบบทดสอบ : คุณมีเซนส์ไหม

    1. ในห้องเรียน เพื่อนที่นั่งใกล้กับคุณกำลังตอบคำถามอาจารย์อยู่ คุณต้องเป็นคนต่อไป แย่แล้วเพราะคุณไม่ได้ทบทวนบทเรียนมาเลย คุณอยากจะหนีออกไปที่ไกลๆ คุณคิดว่ากำลังเรียนวิชาอะไรอยู่ ภาษาอังกฤษ ไปที่ 2 คณิตศาสตร์ ไปที่ 3 

    2. เมื่อคิดว่าอยากหนีไปที่ไกลๆทันใดนั้นก็พบว่าคุณมายืนอยู่ ณ ชายทะเลคลื่นกำลังซัดสาดเท้าคุณอยู่ ไปที่ 5 

    3.เมื่อคิดว่าอยากหนีไปที่ไกลๆ ทันใดนั้นก็พบว่าคุณอยู่ในป่าทึบมีทาง 2 แพร่ง แยก ซ้าย ขวา คุณจะเลือกเดินไปทางไหน แยกขวา ไปที่ 4 แยกซ้าย ไปที่ 6 

    4.เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ก็มาถึงที่โล่งแจ้งแห่งหนึ่ง พักเหนื่อย ไปที่ 7 เดินต่อไป ไปที่ 8 

    5.พอคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก็มีนกทะเลสีขาวบินมา และพูดกับคุณ ชวนให้ไปยังราชวังกลางทะเล โดยนกจะนำทางไปและคุณนั่งแพไป ตกลงลองไปดู ไปที่ 10 ตอบปฏิเสธ ไปที่ 9 

    6.เดินไปตามทางเรื่อยจนถึงกลางป่าลึกมืดทึบมองไม่เห็นสิ่งใดได้เลย ไปที่11 

    7.คุณออกหากิ่งไม้นำมาก่อไฟ ก็เห็นแมวป่ากำลังไล่ล่ากระรอกอยู่ ถ้าคุณมีมีดก็จะช่วยกระรอก ไปที่ 13 ถ้าคุณมีธนูก็จะช่วยกระรอก ไปที่ 16 

    8.เมื่อเดินต่อไปเรื่อย จนตกเวลา ความมืดเริ่มปกคลุมแต่ก็ตัดสินใจเดินต่อไป ไปที่ 11 

    9.นกทะเลสีขาวจึงพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ" แล้วก็บินจากไปส่วนคุณก็เดินเลียบชายหาดแยกกันไป ไปที่ 12 

    10.พอคุณก้าวขึ้นแพ นกทะเลก็บินบินมาจับที่ไหล่ซ้าย แล้วแพก็ไหลไปตามกระแสคลื่น ออกสู่ท้องทะเลกว้าง ไปที่ 15 

    11.ในขณะที่คุณยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ก็มาเจอบ้านหลังหนึ่ง จึงตรงไปเคาะประตู ร่างที่เปิดประตูออกมา คือ? ยายแก่หลังค่อม ไปที่ 14 เด็กสาวแต่งกายปอนๆ ไปที่ 17 

    12.ขณะที่เดินอยู่นั้น คุณก็มองเห็นปราสาทอยู่ไกลลิบๆ ไปที่ 20 

    13.เมื่อคิดดังนั้นก็ปรากฏมีดอยู่ตรงหน้าจริงๆ คุณใช้มีดได้อย่างคล่องแคล่ว ในที่สุดก็ช่วยกระรอกได้ ไปที่ 19 

    14.ยายแก่เชื้อเชิญให้คุณเข้าไปในบ้านภายในบ้านคุณเหลือบเห็นเงาของยายแก่คนนั้น เป็นแม่มดปรากฏอยู่บนกระจก ไปที่ 23 

    15.นกเล่าเรื่องปราสาทให้คุณฟัง ขณะที่ฟังอยู่นั้น แพก็เกิดการสั่นสะเทือนคุณเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏอยู่เหนือผิวน้ำ เห็นมังกรทะเล ไปที่ 18 คลื่นยักษ์ม้วนตัวเข้าหาคุณ ไปที่ 22 

    16.เมื่อคิดดังนั้น ในมือคุณก็ปรากฏธนู คุณสามารถช่วยกระรอกตัวนั้นได้ ไปที่ 21

    17.เด็กสาวคนนั้นอาศัยอยู่กับยายแก่ 2 คน แต่ต้องทำงานเหมือนเด็กรับใช้ เมื่อเข้าไปในบ้าน คุณมีโอกาสได้พูดคุยกับเด็กสาวนั้นตามลำพัง เด็กสาวเล่าให้คุณฟังว่า "ที่จริงแล้ว ยายแก่คนนี้เป็นแม่มด ช่วยเราออกไปด้วย" ไปที่ 24 "อยากกลับไปหาพ่อแม่ ได้โปรดช่วยเราออกไปจากที่นี่ด้วย" ไปที่ 28 

    18.มังกรทะเลจ้องมองคุณด้วยดวงตาหน้ากลัว คุณจะทำอย่างไร ชักดาบวิเศษออกมาสู้ ไปที่ 25 เรียกควันวิเศษมาแล้ว แฝงตัวหนีไป ไปที่ 27 

    19.กระรอกกลายร่างเป็นหญิงสาวจากคำสาปชั่วร้ายหญิงสาวเอ่ยปากชวนคุณไปที่ปราสาทของเธอ ไปที่ 30 

    20.เมื่อคุณเดินมาใกล้ปราสาท ก็ปรากฏร่างของชายสูงใหญ่คนหนึ่งตรงหน้า ชายคนนั้นพูดว่า "ขอต้อนรับท่าน" ไปที่ 26 คุณต่อสู้กับชายคนนั้น ไปที่ 29 

    21.กระรอกกลายร่างเป็นชายหนุ่มจากคำสาปชั่วร้าย แล้วกล่าวว่า "ขอให้ท่านรับข้าเป็นผู้ติดตามด้วย" คุณตอบตกลงแล้วเดินต่อไปจนถึงปราสาท ไปที่ 34 

    22.แพพลิกคว่ำ ทำให้คุณกระเด็นตัวลอยออกมา ไปที่ 32 

    23."แย่แล้วเรา" คุณคิดอยู่ในใจ ยายแก่คนนั้นก็กลายร่างเป็นแม่มด จับคุณมัดแล้วโยนคุณไปที่ห้องใต้หลังคา ไปที่ 31 

    24.หญิงสาวได้รับการช่วยเหลือและเธอได้ออกปากเชิญคุณไปที่ปราสาทของเธอ ไปที่ 30 

    25.เมื่อคุณพิชิตมังกรทะเลลงได้ นกทะเลสีขาวตัวนั้นก็กลายร่างเป็นหนุ่มน้อย และกล่าวขึ้นว่า "เราถูกคำสาปจากมังกรทะเล ขอบคุณท่านมาก เพื่อเป็นการตอบแทนเราขอเชิญท่านไปยังปราสาทของเรา" ไปที่ 34 

    26.แล้วร่างของผู้ชายคนนั้นก็หายไป คุณก้าวเข้าไปในปราสาท ได้เข้าเฝ้าพระราชาพร้อมการต้อนรับที่อบอุ่น ไปที่ 35 

    27.คุณหนีพ้นจากมังกรทะเล เมื่อกลุ่มควันหายไป ก็ปรากฏปราสาทอยู่ตรงหน้านกทะเลก็นำคุณเข้าไปข้างใน ไปที่ 35 

    28.ขณะที่คุณเดินพาเด็กสาวคนนั้นไป ก็ถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในที่สุดเธอก็ได้พบกับแม่อีกครั้งหนึ่ง คุณกล่าวคำอำลาแล้วเดินทางต่อไป ไปที่ 20 

    29.คุณชนะจึงเปิดประตูปราสาทแล้วก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ไปที่ 35 

    30.เมื่อถึงปราสาทคุณและหญิงสาวได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ หญิงสาวที่คุณช่วยมานั้นเป็นราชินีของเมืองนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนจึงนำหีบมาให้ 2 ใบแล้วให้คุณเลือกได้ตามใจชอบ 1 ใบ เลือกหีบแบบเก่าทำด้วยไม้ ----------- คำทำนาย D เลือกหีบเก่าที่ประดับด้วยอัญมณีมีค่า-------- คำทำนาย B 

    31.คุณรีบหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น วิ่งออกมาสุดฝีเท้าจนมาถึงปราสาท ไปที่ 20 

    32.ร่างของคุณลอยไปตามแรงลม มองลงไปเบื้องล่างเป็นท้องทะเล แลเห็นเกาะอยู่ลิบๆ นกทะเลบอกว่า "เรามาถึงจุดหมายกันแล้ว" ไปที่ 33 

    33.เมื่อนกทะเลหยุดบิน ร่างก็กลายเป็นหญิงสาว "เราถูกมนต์ร้าย ท่านพาเรามายังที่นี่ได้ทำให้มนต์ร้ายหายไป" ไปที่ 30 

    34.เมื่อมาถึงปราสาทก็ได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ ชายหนุ่มเป็นราชาแห่งเมืองนี้ และประทานของขวัญให้เลือก คุณจะเลือกสิ่งใด กระจกวิเศษ --------------- คำทำนาย C ไม้เท้าวิเศษ --------------- คำทำนาย D 

    35.เพื่อเป็นของที่ระลึกจากเมืองนี้ มีของมาให้คุณเลือก คุณจะเลือกสิ่งใด น้ำทิพย์ -------------------- คำทำนาย E ขลุ่ยวิเศษ------------------- คำทำนาย A 

    ____________________________________________________________________________________________________

    คำทำนาย A : คุณมีโทรจิตที่สูงกว่าผู้อื่น คุณมีประสาทรับส่งที่มากมายกว่าธรรมดา คุณเป็นคนตรง รักความถูกต้องและมักจะอ่อนไหวกับสิ่งที่มากระทบจิตใจได้ง่าย บางครั้งแม้ไม้ใช่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นเรื่องของคนอื่น เช่นเพื่อนสนิท ถ้าเขามีปัญหา คุณก็อดไม่ได้ที่จะไม่สบายใจไปด้วยลักษณะและคุณสมบัติของคุณเป็นอย่างที่กล่าวมานี้ คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีโทรจิตมากมายกว่าคนปกติทั่วไปบางครั้งคุณอาจไม่รู้ตัวว่ามีพลังจิต แต่คุณก็จะรู้ตัวว่าสิ่งที่คุณมีโดดเด่นกว่าคนอื่น คือพลังโทรจิตนั่นเอง งานอดิเรกที่คุณควรสนใจเช่น อ่านหนังสือหรือการวาดภาพเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยฝึกความสามารถของคุณให้โดดเด่นยิ่งขึ้นโดยเฉพาะพลังโทรจิตที่คุณมี 

     

    คำทำนาย B : คุณสามารถเพ่งกระแสจิตได้ดี คุณมีความตั้งใจที่แรงกล้า แม้ว่าจะอุปสรรคหรือความยากลำบากใดๆ คุณก็ไม่ย่อท้อ มักเป็นคนดื้อรั้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม หากคนอื่นไม่รู้จักคุณดีพอ ก็จะไม่รู้เลยว่าคุณมีความดื้อรั้นอยู่ในตัวสูง หากคุณหมั่นฝึกฝนการรวบรวมพลังทางกระแสจิต ก็จะทำให้พลังทางกระแสจิตของคุณมีพลังสูงส่งยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ คุณต้องมีความเชื่อในเรื่องในอำนาจของพลังจิตว่ามีจริงเสียก่อนเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว การเพ่งกระแสจิตของคุณก็จะเป็นไปด้วยดี 

     

    คำทำนาย C : คุณมีลางสังหรณ์ที่ค่อนข้างแม่นยำ ภาพพจน์ของคุณ คือผู้ที่มีความระมัดระวัง และสิ่งที่คุณให้ความสำคัญนั้นก็มักจะเกิดขึ้นเป็นจริง ตามที่คุณคิดไว้ล่วงหน้าเสมอ ถ้าคุณฝึกฝนการรวบรวมสมาธิอยู่เสมอ ลางสังหรณ์ที่จะบังเกิดขึ้นในช่วงที่คุณนอนหลับ ลางสังหรณ์นี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับคนเท่านั้นแต่เกิดขึ้นกับสัตว์ด้วย จงหมั่นฝึกฝนแล้วลางสังหรณ์ของคุณก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น 

     

    คำทำนาย D : คุณมีสัมผัสที่ 6 ที่มากมายกว่าคนทั่วไป คุณมีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่แสดงออกส่วนใหญ่มักจะเป็นฝ่ายตามหลังคนอื่น มักอ่อนไหวกับสิ่งแวดล้อมไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ แม้ว่าคุณจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี แต่น่าเสียดายที่คุณถ่ายทอดความคิดไม่เก่ง คุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณถ่ายทอดความคิดให้คนอื่นได้ดี คือ สัมผัสที่ 6 จงพยายามฝึกฝนสัมผัสที่ 6 ของคุณให้เก่ง 

     

    คำทำนาย E : คุณมีพลังจิตประเภทอื่นๆ สูงกว่าปกติทั่วไป คุณมีนิสัยชอบเอาชนะ ถ้าคนทั่วไปว่าเป็นสิ่งนี้คุณก็มักจะเห็นเป็นสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป เป็นคนใจน้อย เจ้าน้ำตา มีจิตใจดี คุณสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ เป็นคุณสมบัติที่พิเศษกว่าปกติ และยังมีพลังการรับส่งโทรจิตที่มากมายไปจากผู้อื่น จงมองลึกเข้าในใจของคุณและใช้ประโยชน์จากพลังจิตที่คุณมีอยู่ให้ได้มากที่สุด

     

    ที่มา : http://board.palungjit.com/f9/~-แบบทดสอบพลังจิต-~-55472.html

     


ความคิดเห็นที่ 54

myschool
24 มิ.ย. 2552 12:03
  1. คนโง่....คนฉลาด....คนเจ้าปัญญา....คุณเป็นคนแบบไหน

     

    1. ว่าด้วยการบริหารเป้าหมาย

    คนโง่ มักใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย....... จึงว่ายไปในโลกกลมๆแล้ววนกลับมาที่เดิม............ ต้องเริ่มต้นใหม่ร่ำไปสู่อนาคตที่ไร้ทิศทาง.......... 

    คนฉลาด มักตั้งเป้าหมายชีวิตยิ่งใหญ่ท้าทาย จึงไม่พอใจกับภาวะที่ตนเป็นสักที......... เพราะดูทีไรก็ยังห่างไกลเป้าหมายเสมอ....... 

    คนเจ้าปัญญา ย่อมมีเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต และมีเป้าหมายน้อยนิดสานสู่เป้าหมายใหญ่................ จึงมีบันไดแห่งความสำเร็จให้บรรลุเป็นลำดับไป ได้กำลังใจและหรรษาไปตลอดหนทาง 

     

    2. ว่าด้วยการรู้จักแจ้งตนเอง 

    คนโง่ อยู่กับตนก็ไม่รู้จักตน จึงกลัวตัวเองไปต่างๆนานา 

    คนฉลาด อยู่กับตนและรู้จักตนดี แต่ไม่รู้สิ่งที่ดีกว่าตน จึงวุ่นง่านอยู่กับการสร้างเนื้อสร้างตัว ปั้นตนให้เป็นแบบต่างๆ 

    คนเจ้าปัญญา ย่อมรู้จักตนดีที่สุดจนทะลุความไม่เป็นตน จึงบริหารตนได้เสมือนการสร้างสรรค์ฟองสบู่ ใช้ประโยชน์สุดกู่แล้วก็สลายวับไป 

     

    3. ว่าด้วยจิต 

    คนโง่ แม้เมื่อมีจิตใจก็ไม่เห็นจิตใจ จึงไม่บริหารจิตใจตนแต่สัปดนไปบริหารคนอื่น และมักขื่นขมที่ควบคุมคนอื่นไม่ได้ 

    คนฉลาด เมื่อมีจิตใจก็เข้าใจจิตใจตนแม้จะไม่เห็นอยู่ จึงทู่ซี๊ระวังรักษาและได้ประโยชน์บ้างตามกำลังสติสัมปชัญญะ 

    คนเจ้าปัญญา เมื่อมีจิตใจย่อมเห็นแจ่มแจ้งในจิตใจอยู่ รู้แจ้งพฤติของจืต และอำนาจแห่งใจ จึงสามารถบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เสมอ 

     

    4. ว่าด้วยความคิด 

    คนโง่ ทำก่อนแล้วจึงคิด จึงผิดพลาดเนืองๆ เปลืองเวลาและความรู้สึก และต้องตามแก้ปัญหาไม่สิ้นสุด 

    คนฉลาด คิดมากก่อนแล้วจึงทำ จึงเพ้อเจ้ออยู่เป็นประจำ แม้ประสงค์จะทำดีมากแต่ทำได้น้อย เพราะเขม่าความคิดมักปิดกลั้นความหาญกล้า 

    คนเจ้าปัญญา คิดไปทำไป จึงทำได้อย่างที่คิด และคิดพอดีที่ทำ ประหยัดพลังงานและบริหารเวลาได้เหมาะสม ลดความหลอนป้องกันความพลาดขื่นขม และประสบความสำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อย 

     

    5. ว่าด้วยการบริหารกระบวนการคิด 

    คนโง่ ชอบไหลไปตามความคิด จึงมีภารกิจอันไม่รู้ตัวอย่างไม่สิ้นสุด 

    คนฉลาด ชอบสร้างความคิด จึงมีจินตนาการอันสวยหรูที่ไม่เป็นจริงอย่างไม่สิ้นสุด 

    คนเจ้าปัญญา ชอบบริหารความคิด สร้างสรรค์ ตกแต่ง ตัดต่อ และละวางเมื่อสมควร จึงได้ประโยชน์จากความคิดสูงสุด

    ข้อคิด

    คนโง่ ที่รู้ตัวว่าโง่ นั่นคือไม่โง่ เพราะรู้จักคิด รับความจริง คนฉลาด รู้ตัวว่าฉลาด เขาย่อมเป็นคนฉลาดอยู่ดี คนโง่อวดฉลาด นี่สิ เรียกได้ว่า บรมโง่ ทีเดียว คนเจ้าปัญญา ถ้าขาดความรอบคอบ ก้อใช่ว่าจะไม่โง่ หรือจะฉลาดเสียไปหมดทุกเรื่อง แต่ถ้าคนเจ้าปัญญา ทำอะไรมีสติ ไม่ประมาท นั่นแหล่ะ "ปราชญ์"

     

    ที่มา : http://board.dserver.org/c/cpajaree/00000058.html


ความคิดเห็นที่ 55

myschool
28 มิ.ย. 2552 07:03
  1. “อยู่กันด้วยความรัก”

    (ปัญญานันทภิกขุ)

     

    ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เราถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือคิดว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลาย มีความสุข ความเจริญ งดเว้นจากการคิดเบียดเบียนกัน ริษยากัน พยาบาทอาฆาตจองเวรกัน ไม่มีอารมณ์เกลียด ไม่มีอารมณ์ชังต่อสิ่งใดๆ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือว่าจะเป็นคนเสีย ถ้าเป็นคนดี เราก็ดีใจกับเขา ถ้าเป็นคนเสีย เราก็เสียใจกับเขา แล้วเราตั้งใจว่า ขอให้เขาดีเสียเถิด ขออย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้พ้นจากความชั่วความร้ายในชีวิตประจำวันเสียเถิด

     

    เราอย่าไปโกรธเขา เราอย่าไปเกลียดเขา ให้นึกถึงอกเขาอกเราว่า เราต้องการความสุขอย่างใด เขาก็ต้องการความสุขอย่างนั้น เราเกลียดความทุกข์อย่างใด เขาก็เกลียดความทุกข์อย่างนั้น สิ่งใดเราไม่ชอบ สิ่งนั้นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน

     

    เวลาเราพบใคร เราก็ควรนึกว่า ขอให้คุณเป็นสุข เป็นสุข ขอให้คุณปราศจากความทุกข์ความเดือดร้อน ขอให้คุณมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในการงาน เพียงแต่เราคิดเท่านั้น เราก็สบายใจแล้ว เพราะเป็นความคิดที่แผ่เมตตาปรารถนาดีต่อเขา ถ้าเราคิดให้คนอื่นสบาย เราก็สบาย ถ้าเราคิดให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็มีความทุกข์ความเดือดร้อน

     

    ลองพิจารณาตัวท่านเอง ขณะใดที่ท่านเกลียดคนอื่น โกรธคนอื่น ท่านคิดพยาบาทคนอื่น ท่านมีความริษยาคนอื่น ความรู้สึกในใจของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ใจของท่านร้อน ใจของท่านมืดมัว ใจของท่านวุ่นวาย ไม่มีความสงบเกิดขึ้น เราไม่ควรจะคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไรที่เป็นไปในทางเหี้ยมโหด ดุร้าย แต่ควรจะคิด พูด ทำ แต่ในทางที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ของผู้อื่นอย่างแท้จริง

     

    ความรัก มีความมุ่งหมายอย่างนี้ เราทั้งหลายจึงควรจะอยู่กันด้วยความรัก เลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกอาฆาตพยาบาท จองเวรแก่กันและกัน ถ้าหากว่าเรามีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันกับใครๆ อยู่บ้าง เราก็เลิกจากสิ่งนั้น เรามาคิดสอนตัวเองว่า ตั้งแต่โกรธเขา เกลียดเขา พยาบาทจองเวรเขา มันมีอะไรดีขึ้นในชีวิตของเราบ้าง ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าเราต้องมีความทุกข์ยากทางจิตใจ ต้องหวาดระแวงภัยอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าคนนั้น จะมาทำร้ายเรา จะมาเบียดเบียนเรา จะมาสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เรา

     

    การเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น มันจะมีความสุขที่ตรงไหน ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นความคิดที่เบียดเบียน ตรงกันข้าม ถ้าเราคิดไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำใครให้เดือดร้อน เราก็มีความสุขความสบาย ตามที่พระพุทธภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัพพะยาปัชฌัง สุชัง โลเก – การไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลก” การไม่เบียดเบียนกันก็ต้องมีความรักกัน มีความเมตตากัน ความรักที่เป็นพื้นฐานของชีวิตนั้น เราจะรักอะไร เราควรจะรักพระพุทธเจ้า รักพระธรรม พระสงฆ์ ให้มาก

     

    รักพระพุทธเจ้า รักพระธรรม รักพระสงฆ์ น่ะรักอย่างไร เราเอาความรักธรรมดามาคิดก็แล้วกัน เหมือนชายหนุ่มมีความรักหญิงสาว เขาทำอย่างไร เขาคิดถึงผู้นั้นบ่อยๆ กินก็คิดถึง นอนก็คิดถึง ทำอะไรก็คิดถึง ฉันใด เรารักพระพุทธเจ้า เรารักพระธรรม เรารักพระสงฆ์ เราก็คิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ ฉันนั้น

     

    รักพระพุทธเจ้า

     

    คิดถึงพระพุทธเจ้านั้น คิดในรูปใด เราคิดถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีดีอย่างไรบ้าง พรุพุทธเขจ้าท่านมีความกรุณาปรานีต่อชาวโลกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าท่านมีความบริสุทธิ์ในน้ำพระทัย ไม่มีอะไรเศร้าหมอง พรุพุทธเจ้าท่านมีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องความทุกข์ ในเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ในเรื่องความดับทุกข์ได้และในเรื่องข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงความดับทุกข์อย่างเด็ดขาด เรามานึกคิดถึงพระคุณเหล่านั้นมาประทับไว้ในใจของเรา ใจของเราก็อยู่กับพระพุทธเจ้า ใจเราไม่ไปอยู่กับผีกับมาร ใจเราไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่เป็นสัตว์นรก ไม่เป็นเปรต ไม่เป็นอสุรกาย ใจเราไม่เป็นผี แต่ใจเราเป็นพระอยู่ตลอดเวลา เรารักพระพุทธเจ้า

     

    รักพระธรรม

     

    เรารักพระธรรมก็คือรักคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า รักพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องรักพระธรรมคู่กัน เมื่อรักพระธรรม ก็หมายความว่าเราศึกษาธรรมะบ่อยๆ เราอ่าน เราฟัง เราเอาธรรมะนั้นมาเป็นกระจกคอยส่องมองดูตัวเราว่าเรามีความบกพร่องอะไรบ้าง เราไม่ดี ไม่งามที่ตรงไหน เหมือนกับคนมีกระจกบานน้อยคอยส่องดูหน้าตนบ่อยๆ เพื่อดูว่าหน้าของเราเป็นมันหรือเปล่า มีอะไรแปดเปื้อนหรือไม่ วัตถุที่เอาไปโปะ ไปทาไว้ มันเลือนหายไปอย่างไร ก็จะได้โปะ ได้ทากันใหม่ อันนี้คือการพิจารณาตัวเอง ตักเตือนตัวเอง แก้ไขตัวเอง เราก็เอากระจกธรรมะมาส่องดูตัวเรา เพื่อให้เห็นว่าเรามีอะไรไม่ดี ไม่เหมาะไม่ควร จะได้ปรับปรุงแก้ไขกระทำให้มันดีมันงามขึ้น การใช้ธรรมะเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนเรามีดวงประทีปส่องทางให้เราเดินไม่ผิดทางเดินได้เรียบร้อยก้าวหน้า เป็นไปด้วยดี ชีวิตจะไม่ตกต่ำ จึงต้องหมั่นศึกษาธรรมะ อ่าน ฟัง เข้าใกล้ผู้รู้ แล้วนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง – ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ผู้ใดประพฤติธรรม ธรรมะย่อมรักษาผู้นั้นให้อยู่รอดปลอดภัย เราจึงควรจะได้นึกถึงพระธรรมไว้เสมอ จะไปไหน จะทำอะไร จะคบหาสมาคมกับใคร เราก็ต้องนึกถึงพระธรรมไว้ นึกถึงหลักธรรมะว่า เรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างไร สมมติว่า เราจะไปร้านขายสุราเมรัย เครื่องดองของเมา เราก็นึกถึงพระธรรม พระธรรมบอกว่า การดื่มของเมามีโทษ คือเสียทรัพย์ เกิดโรค ก่อการทะเลาะวิวาท หน้าด้าน ไม่รู้จักละอาย คนดีเขาดูหมิ่น สติปัญญาเสื่อมถอย ธรรมะว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนธรรมะให้เรารู้ว่าอย่างนั้น

     

    เมื่อเรารู้อย่างนั้นแล้ว เราก็ยับยั้งชั่งใจ เราไม่ไปเที่ยวที่ร้านขายสุราเมรัย เพราะมันเป็นบาปเป็นโทษ ถ้าเราไปก็เรียกว่า เราไม่รักพระธรรม เราเป็นลูกนอกคอกนอกทาง จะเกิดความเสียหาย เราก็เอาธรรมะมาเป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจไว้บังคับตัวเองไว้ อดทนไว้ ไม่ไปสู่สถานที่นั้น หรือว่า เราจะไปเล่นการพนัน เราก็นึกถึงพระธรรม พระธรรมบอกว่า ลูกเอ๋ย การพนันมีโทษ ถ้าเธอชนะก่อเวร แพ้เสียดายทรัพย์ ทรัพย์ย่อมหมดไป สิ้นไปไม่มีใครเชื่อเธอต่อไป เกียรติยศชื่อเสียงหมดไป ฐานะไม่ดี ตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้ เป็นโทษอย่างนี้ เราก็มองเห็น เพราะเรารักธรรมะ เราไม่ฝ่าฝืนธรรมะ เราไม่ไปเล่นการพนัน แต่เราจะขยันทำมาหากินตรมหน้าที่ของเรา เราก็ไม่เป็นผู้เสียหาย

     

    รักพระสงฆ์

     

    เรารักพระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น ท่านเป็นผู้มีปกติอยู่อย่างไร ท่านมีปกติ ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เมื่อเรารักพระอริยสงฆ์ เราก็ทำตามพระอริยสงฆ์ เอาพระอริยสงฆ์เป็นผู้นำชีวิตเรา เราเดินตามพระ เราจะไม่เดินตามผีตามมาร เราเดินให้ดี เราเดินให้ตรง เดินให้เป็นธรรม เราเดินเพื่อออกไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อน ทำอะไรก็ต้องทำให้ดีทำให้ตรง ทำให้เป็นธรรม ทำให้เป็นการออกจากความทุกข์ความเดือดร้อน อย่างนี้ ก็เรียกว่า เรารักพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เมื่อมีความรักเป็นพื้นฐาน คือรักพระอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า เรายืนอยู่บนฐานอันมั่นคงของชีวิต ชีวิตจะไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่หวั่นไหวด้วยสิ่งที่มากระทบ

     

    รักหน้าที่

     

    เราต้องรักหน้าที่การงานที่เราต้องปฏิบัติ พูดถึงหน้าที่แล้ว ทุกคนมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่เฉพาะตัวก็มี หน้าที่อันจะต้องทำแก่ส่วนรวมก็มี หน้าที่ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เรามีหน้าที่ที่จะทำตนให้เป็นมนุษย์ คือ ให้เป็นผู้มีใจสูง อย่าเป็นผู้อยู่อย่างคนใจต่ำ ให้อยู่เหมือนดอกบัวซึ่งเกิดในสระน้ำ น้ำไม่เปื้อนดอกบัว โคลนไม่เปื้อนดอกบัว ดอกบัวเป็นดอกไม้สะอาด ถึงจะอยู่ในที่สกปรก มันก็สะอาดฉันใด เราก็ควรมีชีวิตอยู่อย่างสะอาด ไม่สกปรก ไม่เศร้าหมอง ฉันนั้นเหมือนกัน หน้าที่ของความเป็นไทย เราก็ต้องทำใจให้เป็นอิสระไว้ อย่าเป็นทาสน้ำเมา อย่าเป็นทาสความสนุกสนานเหลวไหล อย่าเป็นทาสของความเกียจคร้าน ความเป็นไทยเป็นหน้าที่ของคนไทย คนไทยไม่มีหน้าที่จะเป็นทาสของใครๆ เพราะความเป็นทาส มันขัดกับหลักของความเป็นไทย เราเป็นพุทธบริษัท ก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำตนให้เป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทต้องเป็นผู้รู้ ต้องเป็นผู้ตื่น ต้องเป็นผู้เบิกบานแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา พุทธบริษัทต้องเป็นคนตื่นตัว ต้องเป็นคนว่องไว ต้องเป็นคนที่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติกิจในชีวิตประจำวัน เราเป็นพ่อ เราเป็นแม่ ก็ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ รักความเป็นพ่อ รักความเป็นแม่ รักความเป็นครู รักความเป็นทหาร เป็นตำรวจ รักความเป็นผู้แทนราษฎร ฯลฯ ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะใด ในตำแหน่งใด เราจะต้องรักสิ่งนั้น ต้องบูชาสิ่งนั้น ทำสิ่งนั้นด้วยชีวิต ด้วยความเสียสละ ด้วยความอดทน ด้วยความคิดนึกเสมอว่า นี้คือหน้าที่ของเรา เรารักสิ่งนี้ คนที่ทำด้วยใจรักนั้น เขาทำอย่างประณีต อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการกระทำนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าทำอะไรสักว่าผ่านพ้นไป จึงได้ชื่อว่าเป็นคนรักหน้าที่ที่เราจะต้องกระทำอยู่ในชีวิตประจำวัน

     

    รักครอบครัว

     

    เราควรจะรักครอบครัวของเราเพราะเราอยู่เป็นครอบครัว เป็นวงศ์สกุล แล้วก็รวมเป็นชาติ เป็นประเทศ เอาส่วนน้อยก็รักครอบครัว เราก็ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์แห่งความสุขส่วนรวม คือครอบครัว เช่น สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างอยู่เพื่อกันและกัน สามีก็อยู่เพื่อภรรยา ภรรยาก็อยู่เพื่อสามี มีลูกมีเต้า เราก็อยู่เพื่อลูกต่อไป ทำอะไรทุกอย่างเพื่อลูก สามีภรรยาจะไม่แตกแยกกัน จะไม่แตกร้าวกันเพราะเราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเรา แม้บางคนจะพูดว่า “อยู่กันไม่ไหว” “รสนิยมมันไม่ตรงกัน” ทำไมไม่ปรับให้มันตรงกัน ที่ไม่ปรับให้ตรงกันก็เพราะขาด “ความรัก” นั่นเอง เมื่อไม่มีความรัก ก็ไม่อยากจะอยู่ด้วยกัน เห็นหน้าแล้วมันหมั่นไส้ มันเบื่อ มันเซ็ง เลยอย่ากัน หย่ากันแล้วลูกก็ลำบาก ไม่รู้จะไปหาใคร

     

    เด็กเกเรเกตุงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น เกิดจากเรื่องปัญหาในครอบครัวทั้งนั้น พ่อแม่แตกแยกกัน อยู่กินกันไม่เรียบร้อย พ่อแม่ประพฤติเหลวไหล พ่อขี้เหล้า แม่ขี้ไพ่ ประพฤติไม่ดีงาม ลูกก็เลยทรามไปด้วย นั่นเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ เป็นบาปที่ลึกซึ้ง เป็นบาปที่ไม่ใช่เกิดแต่ตนคนเดียว เกิดแก่ครอบครัว เกิดแก่ประเทศชาติ เป็นการทำลายสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีไม่งามทั้งนั้น

     

    เราควรอธิษฐานใจ เมื่อเรามีครอบครัวว่า เราจะรักครอบครัว เช่น พ่อบ้านรักครอบครัวก็ไปทำงานด้วยใจรัก ทำงานเพื่อครอบครัว ทำด้วยความอดทน ด้วยความหนักแน่น ไม่เบื่อหน่ายในงาน เพื่อให้งานเจริญ ตนก็พลอยเจริญไปด้วย เลิกงานแล้วก็ไม่เถลไถล ไม่ไปเที่ยวสโมสร ไม่ไปเที่ยวบาร์ เที่ยวไนต์คลับ ไม่ไปกับเพื่อนชั่วๆ ทั้งหลายที่ชอบสนุกเฮฮาไม่เข้าเรื่อง หาเรื่องให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่ได้เรื่องอะไร เราก็รีบกลับบ้าน เพราะเรามีพันธะทางครอบครัว มีคนคอยอยู่ที่บ้าน เราควรจะไปหาเขา ไปอยู่ด้วยกัน กินข้าวพร้อมกัน นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน พร้อมกับเมียและลูก เมื่อดูกันก็อธิบายให้ลูกฟังว่า อันนั้นเป็นเรื่องดี อันนั้นเป็นเรื่องชั่ว อันนั้นเป็นเรื่องบาป อันนี้เป็นเรื่องบุญ ให้ลูกได้รู้ได้เข้าใจ สอนแนวทางชีวิตให้ลูกด้วยในตัว แล้วก็ดูให้ลูกอ่านหนังสือ ทำการบ้าน เราช่วยกันคิด ช่วยกันสอนให้แก่เขา

     

    รักประเทศชาติ

     

    รักชาติ ก็คือรักพวกพ้องนั่นเอง รักคนในชาติ เราปรารถนาให้คนทุกคนในชาติของเราอยู่เย็นเป็นสุข เรียกว่า “รักชาติ” อีกอย่างหนึ่ง “รักชาติ” ก็หมายความว่า เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ของชาติ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทำงานอะไรก็ทำเพื่อส่วนรวม ของชาติ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทำงานอะไรก็ทำเพื่อส่วนรวม ไม่ทำเพื่อส่วนตัว แล้วคิดถึงตัวเป็นใหญ่ ทำอะไรก็นึกว่าตัวจะมีอะไร ตัวจะได้อะไรจากการกระทำนั้น นั่นเป็นการกระทำที่มีแต่ความโลภ มีแต่ความอยากได้ ไม่มีความเสียสละ เกิดการทุจริต งานก็เสียหาย

     

    การคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบนเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะคนไม่รักชาติแท้จริง แต่รักตัวเองมากกว่า ทำอะไรๆ ก็เพื่อตัวเองไม่ได้ทำเพื่อชาติ เพื่อประเทศ เราจึงควรเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ว่า ตัวเรานี้มันเล็กน้อย ชาติใหญ่กว่า เราทำอะไรก็ต้องนึกถึงชาติของเรา ประเทศของเรา เวลานี้เราต้องการคนรักชาติ รักประเทศอย่างแท้จริง เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ทำงานในการบริหารประเทศชาติ เช่น ข้าราชการ เห็นแก่ส่วนรวม พึงทำงานนั้นด้วยใจบริสุทธิ์ ยุติธรรม สม่ำเสมอ อย่าทำอะไรด้วยความลำเอียง เพราะรัก เพราะชัง เพราะกลัว เพราะหลง อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว อย่าเอาตำแหน่งหน้าที่ไปหาผลประโยชน์เข้าข้างตัว อย่าเอาความรู้ความสามารถไปหาผลประโยชน์แต่เฉพาะตัว

     

    พระพุทธเจ้าทรงติไว้ว่า “อัตตัตถะ ปัญญา อสุจีมะนุสสา” บุคคลผู้ใช้สติปัญญาความสามารถเพื่อประโยชน์ตนถ่ายเดียว เป็นคนสกปรก เป็นคนใช้ไม่ได้ เราอย่าอยู่อย่างคนสกปรก ให้อยู่อย่างคนสะอาด ปราศจากสิ่งชั่ว สิ่งร้าย จึงจะเป็นการถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางพระพุทธศาสนา อันนี้ เรียกว่า “เรารักชาติ” เห็นแก่ประโยชน์สวนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ใครที่รักชาติเพื่อท้องเพื่อกระเป๋าของตัวก็เลิกรักชาติแบบนั้น เลิกกอบโกยแต่ว่าเริ่มเสียสละเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขส่วนรวม ขอให้มีหลักปรัชญาประจำจิตใจไว้สักหน่อยว่า คนเราเกิดมามือเปล่าตัวเปล่า ตายไปก็มือเปล่า ไม่ได้เอาอะไรไป เราจะโลภโมโทสันอะไรกันนักหนา เราควรจะเกิดมาเพื่อเสริม เพื่อเติม เพื่อแต่งให้ชาติของเราเจริญก้าวหน้าต่อไปดีกว่าที่จะอยู่ด้วยความมักมากอยากได้ จะเป็นประวัติศาสตร์ในทางร้ายไว้ในบ้านเมืองต่อไป

     

    ตื่นแต่เช้า ควรจะอธิษฐานว่า “วันนี้ ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ส่วนรวม เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นกำลังใจให้แก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้ามีใจซื่อสัตย์ มีความเข้มแข็งอดทน มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว” ให้ตั้งใจไว้อย่างนั้น ก็เรียกว่า เรามีพื้นฐานแห่งความรักชาติ รักบ้านเมือง อะไรๆ ก็จะดีขึ้น มีความเจริญก้าวหน้าขึ้น คนมีความรักถูกต้องก็เรียกว่าเป็นคนเจริญ มีคุณธรรม มีวัฒนธรรม มีอะไรๆ ดีงามทั้งนั้น

     

    ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ต้องการคนดี มีคุณธรรมประจำใจ ขอให้เราตั้งใจที่จะมีความรักเพื่อนมนุษย์ มีความรักพระพุทธศาสนา รักชาติ รักประเทศ รักหน้าที่การงาน รักครอบครัว ให้กันอยู่ด้วยความรักอยู่ด้วยความเตตา ปรารถนาดีต่อกันกับเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายทุกวันเวลา อย่าอยู่ด้วยความเหี้ยมโหดดุร้าย อย่าอยู่ด้วยความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความริษยาอาฆาต จองเวรกับใครๆ เพราะการเป็นอยู่เช่นนั้น เป็นการเป็นอยู่ที่สร้างปัญหา ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งแก่ตน ทั้งแก่บุคคลอื่น เป็นการทำลายตน ทำลายท่าน เราไม่ได้เกิดมาเพื่อการทำลายกัน แต่เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกัน สร้างสรรค์กัน ให้มีความสุขความเจริญ สมปรารถนา

     

    จาก ปาฐกถาธรรม วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2524

     


ความคิดเห็นที่ 56

myschool
30 มิ.ย. 2552 05:48
  1. แบบทดสอบ : พลังในการรู้สึกถึงวิญญาณ

     1. ในบรรดาญาติหรือคนรู้จักของคุณ มีคนที่ประกอบอาชีพเป็นหมอดูหรือพระ 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 2 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 3 ) 

     

    2. คุณชอบอ่านหรือฟังเรื่องผี หรือชอบเล่นผีถ้วยแก้วเป็นชีวิตจิตใจ 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 5 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 6 ) 

     

    3. ลางสังหรณ์ของคุณมักถูกเสมอ จนมีคนชมว่า " แม่นยำ " 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 6 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 4 ) 

     

    4. คุณเป็นคนนอนหลับยาก 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 10 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 7 ) 

     

    5. คนในครอบครัวของคุณมีประสบการณ์จิตวิญญาณหลายคน 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 8 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 9 ) 

     

    6. คนเป็นคนอ่อนไหว มีอะไรมากระทบใจได้ง่าย 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ 9 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 10 ) 

     

    7. ทุกครั้งที่คุณรู้สึกว่ามีใครมอง พอหันไปดูปรากฏว่าคิดถูก มีคนกำลังจ้องมองคุณอยู่จริง 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ D ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ E ) 

     

    8. แม้แต่ตอนนี้คุณก็ยังเจอะเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัวหรือแปลกประหลาดอยู่ 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ A ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ B ) 

     

    9. ตอนที่คุณอ่านหรือฟังเรื่องผีหรือเรื่องสยอง จะปรากฏเป็นภาพในสมองอย่างชัดเจน 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ B ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ C ) 

     

    10. บางครั้งคุณเดาใจถูกว่า ตอนนี้เพื่อนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ 

    ก. ใช่ ( ไปข้อ C ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ D ) 

     

    __________________________________________________________________________

     

    คุณเป็นคนแบบนี้... 

     

    A พูดคุยกับวิญญาณได้คุณสมบัติผู้มีพลังวิเศษทางวิญญาณ ภายในตัวคุณมีพลังวิเศษระดับเซียนด้านวิญญาณ เพียวแต่พลังนั้นอาจยังหลับไหลอยู่ คุณมักสามารถพูดคุยกับวิญญาณได้ในความฝัน แต่การเรียกวิญญาณให้ปรากฏออกมานับว่าอันตราย เอาไว้ค่อยทำหลังจากฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดี 

     

    B มองเห็นร่างวิญญานได้ คุณสมบัติจักษุวิญญาณ มีความสามารถขั้นสูงสุดในการรับรู้แสงที่วิญญาณแผ่กระจายออกมาได้เพราะเหตุนี้ คุณมักจะมองเห็นผี เงาคนสีขาว หรือลูกไฟวิญญาณได้ง่ายมาก คุณอาจเป็นคนที่ถ่ายภาพจิตวิญญาณเก็บเอาไว้ได้มากที่สุดคนหนึ่ง 

     

    C ได้ยินเสียงพูดคุยของวิญญาณ คุณสมบัติโสตวิญญาณ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่บ้าน ก็มักได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองบ้าง หรือได้ยินเสียงคนแปลกหน้าบ้าง คุณมีความสามารถในการรับส่งกระแสจิตติดต่อกันได้ระหว่างวิญญาณ 

     

    D รับรู้ตัวตนของวิญญาณได้ คุณสมบัติเรดาร์วิญญาณ พอเข้าไปในห้องที่มีวิญญาณชั่วร้ายอยู่ ความสามารถพิเศษคล้ายเรดาร์จะทำให้ตรวจจับวิญญาณได้ จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไม่ค่อยสบาย ประสบการณ์จิตวิญญาณที่คุณพานพบได้ง่ายคือ อาการผีอำ หรือถูกวิญญาณสัมผัสตัว 

     

    E ถูกผีหลอก คุณสมบัติคนทั่วไป สัมผัสที่ 6 ทางวิญญาณอยู่ในระดับธรรมดา แต่เวลาที่วิญญาณสนใจใจตัวคุณมาก ก็อาจเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น เช่น จู่ๆ ขนมก็ค่อยๆ หมดไปอย่างไม่รู้ตัว หรือไม่จู่ๆ แจกันดอกไม้ก็ตกลงมาแตกเอง 

     

    (โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าควรจะเชื่อหรือไม่ สำหรับผมมันใช่เลย B)


ความคิดเห็นที่ 57

myschool
6 ก.ค. 2552 06:39
  1. ความรัก กับ บุพเพสันนิวาสและเนื้อคู่

    คู่หญิงชายนั้นมีหลายแบบ ไม่ได้มีแต่คู่เวรกับคู่แท้ คำว่า ‘คู่แท้’ จะทำให้คุณนึกถึงเพศตรงข้ามที่ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ เป็นตัวเป็นตนจับจองกันอย่างถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งธรรมชาติไม่ได้มีอะไรอย่างนั้น ตามกฎเหล็กข้อแรกสุดคือ‘ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป’ หากหันมาใส่ใจกับคำว่า ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บาป’ แทน อย่างนี้จะเห็นอะไรกระจ่างขึ้น เพราะคนเราทำบุญทำบาปสลับกันได้ ไม่มีใครทำบุญทำบาปร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตลอดไป และนั่นก็แปลว่า คู่บุญอาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป ส่วนคู่บาปก็อาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ มองอย่างนี้อคติจะลดลงอย่างฮวบฮาบทันที ประเภทขัดเคืองใจนิดหน่อยก็เหมาว่านี่คู่เวรของเรา หรือประเภทต้องตาต้องใจเมื่อเริ่มพบก็เหมาว่านี่แหละคู่แท้ของฉัน เราจะเห็นตามจริงว่า ถ้าต้องตาเมื่อเห็น ถ้าเย็นใจเมื่อใกล้ อันนั้นก็เป็นคะแนนทางความรู้สึกด้านดีชั้นแรก ต่อเมื่อมีความผูกพันผ่านเหตุการณ์ดีร้าย หรือที่เรียกง่ายๆว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ตรงนั้นค่อยเป็นคะแนนสะสมในชั้นต่อๆมา กระทั่งปักใจเชื่อได้ว่าเป็นคู่บุญกันจริงๆ http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘

     

    ความรู้สึกด้านดีชั้นแรกในระยะแรกพบสบตานั้น เป็นผลบุญจากการอยู่ร่วมกันมาก่อนในอดีตชาติ ส่วนการร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆมาด้วยกัน เป็นบุญใหม่ที่เกิดจากการเกื้อกูลในปัจจุบันชาติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเหตุปัจจัยทั้งอดีตและปัจจุบันประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ บุญที่สร้าง ‘คู่บุญ’ ขึ้นมาจะเหมือนๆกัน พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ได้แก่ ๑) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน เช่นถือศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือนๆกัน เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น เมื่อศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยเรื่องไม่ตรงกันเมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน ๒) มี ศีล อันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน คือมีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน พรานหนุ่มกับพรานสาวทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้ แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิตมาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้ามของกันและกันไม่ไหว และนั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน สำส่อนไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกันสนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ ๓) มี จาคะ อันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายหนึ่งคิดอยู่ข้างเดียว อีกฝ่ายเอาเปรียบตลอด เช่นอีกฝ่ายสละเงินให้ใช้ อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้ มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อยๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุขในการสละมาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่ เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน ๔) มี ปัญญา เสมอกัน กล่าวทางโลกคือคุยกันรู้เรื่อง กล่าวทางธรรมคือมีระดับการเห็นตามจริงใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยเป็นไปไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา หรือฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อยก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกันย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน หากอดีตกาลคุณเคยครองเรือนกับผู้มีบุญเสมอกันทั้ง ๔ ข้อ (อาจหย่อนนิดหย่อนหน่อยได้) ขอเพียงได้มาพบกันในชาตินี้ก็จะเกิดแรงดึงดูดที่ก่อความรู้สึกแสนดีอย่างประหลาด เหมือนเข้ากันได้ทุกอย่าง เหมือนเห็นกันได้ทุกแง่มุมด้วยความเข้าใจกระจ่าง และขอเพียงเกื้อกูลกันนิดๆหน่อยๆ เช่นฝ่ายหนึ่งมาถามทาง อีกฝ่ายบอกทางให้ เท่านี้ก็จะเกิดแรงปฏิพัทธ์ขึ้นอย่างรุนแรง ชนิดที่ฝ่ายชาย (ซึ่งมีธรรมชาติเป็นรุก) อาจยื่นข้อเสนอเดินพาไปส่ง และฝ่ายหญิงก็ตกลงรับข้อเสนออย่างยินดีเต็มใจทันทีแล้วการตกลงร่วมทางกันไปจนกว่าจะตายก็ติดตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีเหตุการณ์น่าปวดหัว ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคู่บุญประเภทนี้  

    แน่นอนว่าสายตาทั่วไปมองแล้วย่อมนึกอิจฉา โดยไม่มีใครเข้าใจต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดจึงมีคู่ที่น่าอิจฉาได้ปานนั้น รู้แต่ว่ามีจริง แต่ไม่รู้ว่ามีขึ้นมาได้อย่างไร ต้องต่อว่าใครที่แกล้งลำเอียง ความจริงคือคู่บุญได้รับความยุติธรรมจากธรรมชาติกรรมวิบากต่างหาก แต่อาจเป็นความยุติธรรมที่ลึกลับ เพราะนำอดีตชาติมาแสดงให้เห็นเป็นภาพยนตร์ตามโรงไม่ได้

    http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘

    จากที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัส ว่าหญิงชายจะพบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้า ก็เพราะมีเหตุ คือต่างฝ่ายต่างมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน คำว่า "เสมอกัน" นั้น อย่างน้อยที่สุดคือร่วมยินดีไปในแนวความเชื่อเดียวกัน มีใจปรารถนาจะรักษาศีล มีใจอยากสละให้ และอย่างน้อยพูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งเสนอ อีกฝ่ายนอกจากไม่สนองแล้วยังเอาแต่ขัดๆๆ ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุสองประการ ประการแรกคือเคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ประการที่สองคือชาตินี้ได้เกื้อกูลกัน นั่นแหละความรักอย่างลึกซึ้งถึงจะเกิดได้ มองด้วยข้อสรุปนี้ คู่บุญตัวจริงก็คือคนที่เคยคิดดี พูดดี ทำดีต่อกันมาก่อน รวมทั้งมีศรัทธาไปในทางเดียว แข็งแรงในศีลข้อเดียวกัน มีใจคิดสละประมาณเดียวกัน และอย่างน้อยต้องพูดกันรู้เรื่องประมาณเพลินคุยได้ไม่รู้เบื่อประเภทใส่บาตรครั้งสองครั้ง อาจมีผลให้เกิดความรู้สึกปิ๊งๆบ้าง แต่จะไม่มีเหตุปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้ได้พบกันบ่อยๆ ได้เกื้อกูลกันโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวางอย่างสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ว่าต้องสร้างปัจจัยใหม่กันเหนื่อยพอดูครับ

     

    http://dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?t=70&start=77 ดังตฤณวิสัชนา ฉบับวันที่ ๑ ก.ย. ๒๕๔๘

     

    ถ้านับตามบันทึกของพุทธ ก็ต้องว่าคนเราแม้อยู่เคียงครองเรือน คนหนึ่งตายแล้วอาจไปสวรรค์ คนหนึ่งตายแล้วอาจไปนรก ใช่จะพุ่งขึ้นหรือไหลลงตามกันเพียงเพราะอยู่เรียงเคียงหมอน มันขึ้นอยู่กับว่าก่อนตายแต่ละฝ่ายเดินอยู่บนทางสวรรค์หรือทางนรกเท่านั้น

    ตรงข้าม คู่ผัวตัวเมียที่มีบารมีอันได้แก่ทาน ศีล สมาธิ และปัญญาเสมอกัน หรือคล้อยตามกัน ย่อมมีโอกาสได้พบเจอบ่อยกว่าคู่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจิตเป็นกุศลแล้วอธิษฐานสำทับร่วมกันเสมอๆ ก็จะให้ผลแรงเป็นทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ หนักแน่นมั่นคงและเป็น ‘ตัวจริง’ ของกันและกันอย่างยากจะหาใครมาแทนที่

    (ทางนฤพาน บทที่ ๑๐ ผู้วิเศษ)

     

     

    "บุพเพสันนิวาส" ตามความหมายอันแท้จริง จะต้องเคยครองคู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ฝ่าฟันแล้วสุขสมด้วยกันมาก่อน มีลูกให้ช่วยกันเลี้ยงดูด้วยกันมาก่อน มีความจากพรากอันน่าอาลัยมาก่อนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยสำคัญอย่างสูงคือเคยทำบุญในพุทธเขตร่วมกันมาก่อน(จะทำบุญร่วมกันในศาสนาไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ลัทธิความเชื่ออันนำไปสู่อบาย แต่การทำบุญร่วมกันในพุทธเขต มีกำลัง มีความสว่างสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด)http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/007278.htm#24

     

    ลานดาวบอกตนเองว่าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บารมี’ ก็คราวนี้เอง ถ้าเป็นคู่แท้ที่เคยร่วมบุญร่วมบารมีกันมาก่อน ก็มิใช่ว่าจะต้องด่วนเจอทันใจเสมอไป แต่อาจรอจังหวะเหมาะสมที่เมื่อพบกันแล้วต่างอยู่ในภาวะพร้อมจะร่วมทางกุศลดังเดิมอีกด้วย

    แรงเหวี่ยงของกรรมใหญ่ฝ่ายกุศลจะดึงดูดให้วิญญาณตามติดกันไปเรื่อยๆ คล้ายดาวแม่กับดาวบริวารนั่นแหละ ตราบใดเรายังมีใจเห็นดีเห็นงามกับกุศลผลบุญของเขา แล้วก็ร่วมกันทำประโยชน์ให้สาธารณชนไม่เลิกรา เกิดใหม่ก็ได้อยู่ด้วยกันอีกเสมอไป เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลาดไปอยู่ภพต่ำ ปล่อยให้อีกฝ่ายโดดขึ้นไปอยู่สูงตามลำพัง ก็อาจคลาดกันระยะหนึ่ง

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๔๑ ชนะกรรม)

     

     

    การที่มีอัตภาพได้มาเจอกันแล้วรู้สึกดี ก็ถือว่าเป็นบุญเก่าที่ให้ผลเป็นกุศลวิบากอยู่แล้ว นั่นเป็นของในอดีตล้วนๆ นับแต่วินาทีแรกที่พบกัน แม้ว่าวิบากเก่าอาจจะยังให้ผลไม่หมดสิ้น มีแรงหนุนให้อยากคบหา หรือมีความหนุนเนื่องให้เกิดเหตุการณ์ดีๆ ปัจจัยประกอบดีๆ ก็ต้องถือว่าทั้งสองต้องเลือกเอาเอง กำหนดเอาเอง ว่าจะทำปัจจุบันให้เป็นอย่างไร ถางทางอนาคตให้ดีร้ายแค่ไหน

    จะเลี้ยงความรู้สึกดีต่อกันไว้ได้นั้น บุญเก่าอาจมีส่วนในแง่ของการเอื้อปัจจัย แต่ไม่ได้เป็นประกันชัดเจนเหมือนบุญใหม่แน่นอน

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4

    คนสองคนที่สร้างบุญมาด้วยกันหากชาติใกล้ชักชวนกันทำทานเป็นงานอดิเรก ต่างฝ่ายต่างก็ได้แดนเกิดร่ำรวยไม่ขัดสน พอมาเจอกัน คบกัน อยู่ด้วยกันไม่ทันไร อยากทำธุรกิจค้าขาย ก็อาจรวยไม่รู้เรื่อง

    หากชาติใกล้เตือนกันและกันตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ต่างฝ่ายต่างมีรูปร่างหน้าตาต้องใจเพศตรงข้าม พอมาเจอกัน ก็เอ็นดูเสน่หา หลงใหลในกันและกันรุนแรง ชนิดที่ใครอื่นหมื่นแสนก็ทำให้หลงไม่ได้เท่า

     

    หากชาติใกล้อาจจูงมือกันเข้าวัดเข้าวา ฝึกภาวนาให้เกิดความตั้งมั่นทางจิตใจ เจริญปัญญาให้แก่กล้าหวังความหลุดพ้นในที่สุดด้วยกัน ตั้งความปรารถนาว่าจะพบเพื่อเกื้อกูลกันให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ขวางกันและกันในเส้นทางมรรคผล พอมาเจอกัน ก็เกิดความผ่องใส เย็นรื่น แค่อยู่ด้วยกันเฉยๆก็อาจเป็นแรงสะกิดอีกฝ่ายให้สงบลงจากทุกข์ และโน้มน้าวกันให้ใฝ่แต่เรื่องแสนดี งดงาม ไม่เป็นที่ระคายต่อกัน เจอพระสงฆ์องค์เจ้าก็แต่ที่ดีๆ ไม่ลุ่มหลงประเภทพาญาติโยมลงเหว

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4

     

    มีคู่รักหลายคู่ ที่ทำบุญมาด้วยกันแค่ระดับทาน อาจรวยร่วมกัน เจอกันยิ่งรวยมหารวยเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ปัญญาที่จะประคองรักร่วมกันอาจขาดไป ได้กันแล้วก็เบื่อกัน ไม่ต่างกับเสพสมบัติชนิดอื่นๆ ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงอาจมักมากในกามจนต้องออกไปเลอะเทอะข้างนอก และคนมีเงินนั้น ผิดศีลได้มากข้อนัก คงไม่ต้องขยายความมีคู่รักอีกหลายคู่ ที่ชวนกันรักษาศีลมาก่อน จะโกหกนั้นไม่เอา บี้มดตบยุงก็ไม่ยอม แต่ขาดทานบารมีร่วมกันมา ชวนกันอดออม ชวนกันตระหนี่เสียมาก เพราะไม่รู้ค่าของทาน ไม่เชื่อผลของทาน เกิดมาเจอกันอาจจะรักกันดูดดื่มปานจะกลืน เพราะรูปสวยด้วยกันทั้งคู่ แต่ขอโทษ ต้องกัดก้อนเกลือกินจนตาย ถึงสัญญาเก่าที่เจือด้วยความบริสุทธิ์ของศีลจะดึงรั้งไม่ให้นอกใจกัน ก็อยู่ร่วมกันอย่างอัตคัดขัดสน ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บออดๆแอดๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายกันและกันอันเนื่องจากความเป็นอยู่ได้อีกโดยความไม่สมบูรณ์ของ ทาน ศีล ภาวนา ที่บำเพ็ญมาร่วมกัน คู่รักที่เป็นปุถุชนทั่วไปจึงมักขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่ง ที่จะเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงตามวิถีทางธรรมชาติ ให้มั่นคงในรักต่อกัน หรือให้มีความสุขสดชื่นบำรุงจิตใจกันและกัน ฉะนั้นถ้าหากอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีปัจจัยปรุงแต่งชนิดที่เป็นกุศล หล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื่นใหม่ๆ ทวีขึ้นทุกๆวัน ก็เป็นธรรมดาที่ความรักจะโรยราลงตามธรรมชาติใจที่เบื่อหน่ายของเก่าซ้ำซากจำเจ

    http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4

     

     

     

     

    คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักกันว่าบุญกรรมที่มีกำลังส่งผลสูงสุดมีอิทธิพลดีร้าย และเป็นตัวจัดสรร เลือกคู่ครองให้เราอย่างแท้จริงได้แก่กรรมทางกาย วาจา ใจที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรือที่เรียกกันง่ายๆว่า "นิสัยใจคอ" นั่นเองนิสัยคือพฤติกรรม หรือการกระทำที่สั่งสมจนเกิดความเคยชินและนั่นก็ตรงกับศัพท์บัญญัติทางพุทธคือ อาจิณณกรรม

     

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008652.htm#2

    เกี่ยวกับเรื่องของเนื้อคู่หรือคู่แท้ สังสารสัตว์ที่มาจับคู่กันนั้นไม่ใช่มีใครดลบันดาล ไม่ใช่มีฐานะคู่กันโดยเดิมทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยกรรมสัมพันธ์ทั้งสิ้น

     

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001630.htm#27

    วิธีที่จะเจอคนจริงใจกับเรา ไม่ว่าในด้านความรักหรือธุรกิจ ไม่ใช่ด้วยความบังเอิญ ทำนองเดียวกับที่ไม่มีใครงมเข็มในมหาสมุทรเจอโดยปราศจากเครื่องช่วย ซึ่งในที่นี้ก็คือกรรมนั่นแหละ คุณต้องเข้าใจหลักกรรมข้อหนึ่ง คือ เมื่อให้สิ่งใดย่อมไม่สูญเปล่า ต้องมีการสะท้อนตอบเป็นการได้รับสิ่งนั้นคืนมาเสมอ ฉะนั้น หากตอนนี้อยู่ในช่วงรับความไม่จริงใจซึ่งเราเคยทำไว้กับใครมาก่อนก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่า ขอให้สร้างเหตุ สร้างเครื่องช่วยให้เราไปพบกับคนจริงใจในกาลข้างหน้า คือพยายามจริงใจกับคนอื่นโดยไม่ย่อท้อ ก็แล้วกัน(เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๑)

    หลักการดูคู่ ขอแนะว่าลองชักชวนกันทำบุญ ดูความรู้สึกผูกพันด้านดี จะแน่นอนกว่าการดูฤกษ์ยามใดๆ ครับ แต่ผมก็เข้าใจและเห็นใจ บางคนไม่มีโอกาสเลือกมากนัก ถ้าใครคิดว่าตนเองมีบุญในเรื่องคู่น้อย ผมอยากแนะนำให้ตั้งใจรักษาศีล ๕ อย่างเข้มงวด ทำทานด้วยความเบิกบานอย่างเข้าใจสักพัก มนุษย์เรายกระดับความมีบุญได้ในชาติเดียว เดี๋ยวถ้าบุญถึงขีดบันดาลสุขในปัจจุบันทันตาเมื่อไหร่ บุญนั้นก็จะแปรสภาพเป็นแรงดึงดูดชักนำคนดีๆที่สมกันมาหาเราเองครับ หากถือหลักความจริงนี้ ก็คงเป็นคำตอบไปในตัว ว่าเราจำเป็นต้องเชื่อเกณฑ์ชะตาราศีไหม

    http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm

    เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘

     

     

    สิ่งที่ควรดู คือเมื่อเข้าคู่กันแล้ว๑) รู้สึกว่าใช่หรือเปล่า (เป็นเรื่องของสัญญาที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกล้วนๆ)

    ๒) เกิดแต่เรื่องดีๆเมื่ออยู่ด้วยกันหรือเปล่า (วัดผลของอดีตกรรมที่ให้เป็นวิบากฝ่ายดี)

    ๓) ร่วมกันเปลี่ยนอุปสรรคหรือเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้หรือเปล่า (ดูปัจจุบันกรรมที่เอื้อให้เกื้อกูลร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้แค่ไหน)๔) เกิดแรงบันดาลใจให้คิด พูด ทำดี ๆ ต่อกันและต่อคนรอบข้างหรือเปล่า (ปัจจุบันกรรมที่จะให้ผลเป็นวิบากอนาคตที่สดใสหรือไม่ เท่าที่ผมพบมา คู่ที่จรรโลงใจกันด้วยบุญ เลี้ยงใจกันด้วยบุญไม่ขาดสายเท่านั้น ที่ไม่เบื่อ ไม่แห้งแล้งต่อกันเสียก่อนตาย)สรุปคือเข้าคู่กันแล้วรู้สึกดีๆ เกิดเรื่องดี ๆ ก็ใช่เลยครับ และไม่ต้องไปหมายมั่นเอาว่านั่นคือเครื่องแสดงความถาวร เป็นเนื้อคู่นิรันดร์ เพราะสังสารวัฏไม่มีอะไรอย่างนั้นให้ มีแต่เปลี่ยนกับเปลี่ยนครับ จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#1

     

     

    ชีวิตคู่จะประสพความสำเร็จหรือล้มเหลวใช่ว่าเกิดจากการสำคัญถูกหรือสำคัญผิดในเบื้องต้น ที่ว่าใช่แน่เหมือนกิ่งทองใบหยก วันหนึ่งกลายเป็นใบข่อย ใบมะกรูดไปก็มาก หรือที่ว่าเหมือนดอกฟ้ากับหมาวัด วันหนึ่งหมาวัดกลายเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองก็มีให้เห็น หรืออีกทางหนึ่ง ดูตอนเริ่มต้นว่ารักกันมาก นานไปก็อาจรักกันน้อยลง ดูตอนเริ่มต้นว่ารักกันน้อย นานไปก็อาจรักกันมากขึ้น ของแบบนี้เอาพฤติกรรมปัจจุบันมาเป็นแนวโน้มพอได้ แต่ไม่แน่นอนเท่าไหร่นัก

    (ทางนฤพาน บทที่ ๑๔ ร่วมทาง)

     

    คู่ที่แตกต่างกันมากอาจมีความสุข มีแรงดึงดูดเข้าหากันในช่วงแรก แต่อาจไม่ใช่อย่างที่แม่เหล็กรักความเป็นขั้วตรงข้ามได้ตลอดเวลา การอยู่กินร่วมกันในระยะยาวต้องการอะไรบางอย่างชวนใจให้อยู่ใกล้กันทุกวันได้โดยไม่อึดอัด ถ้าต่างคนต่างอยากทำสิ่งที่ตัวเองพอใจแล้วลืมเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน หรือมุมไหนของบ้าน วันหนึ่งก็กลายเป็นความห่างเหินโดยปริยาย

    (ทางนฤพาน บทที่ ๑๔ ร่วมทาง)

     

    ความเข้ากันได้ระหว่างสองบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นที่ยอมรับว่าลักษณะนิสัยใจคอของคนเราจะก่อลักษณะกระแสจิตประเภทหนึ่งๆขึ้นมา ซึ่งเมื่อใกล้กันก็รู้สึกได้ว่าพอจะ 'รับ' กันได้ไหม ถัดจากนั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆอีก ทั้งความคิด คำพูด และปฏิกิริยาที่กระทำต่อกัน เป็นตัวตัดสินว่าเข้ากันได้สนิทจริงหรือไม่

     

    ตรงนี้น่าคิดว่าถึงจะเคยร่วมบุญกันมา ทว่าเข้ากันยากด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละฝ่าย แม้มีเวลากระดี๊กระด๊าด้วยกันในช่วงแรกอยู่บ้าง ต่อไปก็น่าจะฝ่อลงจนแหนงหน่ายในที่สุด

    เคยทำบุญร่วมกันมาก็เรื่องหนึ่ง ลักษณะกระแสจิตคล้ายกันก็เรื่องหนึ่ง เจอกันแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างก็เรื่องหนึ่ง มีโอกาสใช้เวลาในชีวิตด้วยกันนานช้าแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง


ความคิดเห็นที่ 58

myschool
7 ก.ค. 2552 06:35
  1. ความรัก กับ วิบากแห่งกรรม

    “การก่อกรรมกับผู้อื่นมีหลักอยู่ง่าย ๆ นะ หนึ่งคือมีเจตนากระทำการกับสิ่งมีชีวิต สองคือสิ่งมีชีวิตนั้นได้รับผลทางกายหรือทางใจสมเจตนาของผู้กระทำ เราทำเวรทำกรรมไปนั้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่าเป็นกรรมเวร อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องให้ผล ผมพูดอย่างนี้อาจทำให้หนูนึกได้… นับถูกไหมว่ากี่ครั้งที่หนูพูดอะไรเช่น ‘ชักจะใจอ่อนแล้วซี’ ทั้งที่ความจริงยังไม่มีใจแม้แต่นิดเดียว”

     

    ลานดาวตะลึงคล้ายถูกไฟดูด นั่นเป็นถ้อยคำที่หล่อนใช้เป็นประจำจริงๆ โดยเฉพาะกับนักตื๊อที่ดูดี และท่าทางจะไม่มีพิษมีภัยในภายหลัง จะว่านนทกานต์แอบมาเล่าให้ฟังก็คงยาก เพราะจำได้ว่าหล่อนไม่เคยโปรยคำเด็ดนี้ใส่หูเขา ต้องพิเศษกว่านนทกานต์อีกสักนิดหนึ่งหรอกถึงมีสิทธิ์ได้ยิน

     

    “แค่นี้ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ต้องได้รับโทษหรือคะ?”

     

    “ไม่ใช่แค่คำพูดนี้หรอกนะ ทุกอาการ ทุกถ้อยคำที่รวมกันทำให้ใครต่อใครเขาคาดหวังนั่นแหละ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถูกหลอกให้คาดหวังอย่างแรง จบลงด้วยความผิดหวังอย่างหนัก เหมือนเมื่อเรายังอ่อนแอในวัยเด็ก พ่อแม่บอกว่าจะมาแล้วไม่มา เราน้อยใจ เราอยากร้องไห้อย่างไร ก็คือความรู้สึกแบบนั้นคูณเข้าไปด้วยจำนวนหนุ่มๆที่อกหักจากเรา ลองคำนวณเถอะว่าถ้าวันหนึ่งมันย้อนกลับมากระแทกเรา มันจะหนักขนาดไหน”

     

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๓ พยากรณ์ดาวเด่น)

    “ถ้าน้าเค้กมีเวลาสั่งสมกองบุญไว้มาก น้ำหนักน่าจะเกินความหลงผิดในช่วงต้นชีวิตแล้วนี่คะ ทำไมถึง… เอ่อ…”

     

    “กรรมดีในชาติก่อนส่งให้ชาตินี้มาเกิดในตระกูลดี เป็นคนมีจิตใจดี พบแต่เรื่องดี แต่ในเรื่องของความรัก ถึงคิวที่กรรมร้ายๆให้ผล การที่หนูเค้กเคยล่อหลอกให้คนอื่นหลงใหลคลุ้มคลั่งรูปตน ปรุงแต่งจิตให้ชาตินี้เป็นคนหลงรูปง่าย และเจอแต่พวกโลเล นิยมรักซ้อน ทอดทิ้งหนูไปหาคนอื่นเสมอ”

     

    อเวรายกมือปิดปาก น้ำเอ่อขึ้นปริ่มขอบตาอีก ใช่แล้ว… หล่อนเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง อยากได้ความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคง ทว่าก็พบแต่รักฉาบฉวยของคนมาแรงแล้วทิ้งเร็ว รูปแบบก็ซ้ำๆ กันไม่เลิก คือเจอเจ้าชายในฝันที่สมบูรณ์แบบคนแล้วคนเล่า ทว่าต้องเผชิญกับความจริงว่าเจ้าชายเหล่านั้นพบเจ้าหญิงที่ครบพร้อมกว่าตนในเวลาแสนสั้น

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๔๔ กรรมเก่า กรรมใหม่)

     

     

    “อ้อยจะบอกว่าถ้ากรรมวิบากมีจริง เค้กก็ออกดี๊ดี แต่ทำไมถูกทิ้งใช่ไหมล่ะ?... พูดไปเถอะ เค้กรับได้ ไม่ใช่เรื่องเจ็บปวดสักเท่าไหร่แล้ว ปลงตกแล้ว”

     

    “ปลงว่า... เคยไปทิ้งเขามาก่อน?”

     

    “ก็คงงั้น เพราะชาตินี้โดนจนชิน จนชา ด้วยวิธีเดิมๆ ตลอด มันคงไม่ใช่เรื่องฟลุก และถ้าธรรมชาติมีเหตุผล ไม่คอยแกล้งใครเล่นตามอำเภอใจ เค้กก็เชื่อว่าเค้กต้องทำคนอื่นไว้ก่อนเกิดมาในชาตินี้จริงๆ เพราะชาตินี้เค้กไม่เคยตั้งใจหลอกให้ใครมีความหวังลมๆ แล้งๆ สักคน...”

     

    หญิงสาวพูดด้วยเสียงเรียบสนิท เรียบเสียจนคนฟังไม่รู้สึกเป็นเรื่องน่าสงสาร แต่ขณะเดียวกันก็ได้แรงบันดาลใจที่จะสงบสติอารมณ์ตาม

     

    “ถ้าเธอเคยหลอกชาวบ้านไว้ในชาติก่อน ทำไมไม่ติดนิสัยเจ้าชู้ชอบหลอกมาบ้างล่ะ?”

    นั่นคือสิ่งที่อเวราตอบไม่ได้

     

    “อาจจะ... เข็ดแล้วอธิษฐาน กลับตัวกลับใจใหม่ในช่วงท้ายมั้ง ไม่รู้ซี ก็ได้แต่เดาส่งประสานักเดาคุยกันนั่นแหละ”

     

    “ในเมื่อไม่รู้จริง และไม่มีทางรู้ได้ อย่างนี้จะมีประโยชน์อะไรถ้าโทษอดีตกาลปางบรรพ์แต่ครั้งไหน?”

    “ก็... ประโยชน์ตรงที่จะได้ตั้งใจ ไม่หลอกคนอื่นให้รอเก้ออีกไง ชาตินี้ใช้ๆ กรรมให้หมดไป ชาติหน้าไม่ต้องเป็นทุกข์อีก”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๓๑ เหตุผลลี้ลับ)

    “รู้ไหมรางวัลของการเป็นคนรักเดียวใจเดียว ไม่แกล้งหลอกให้ใครมาหลงชอบคืออะไร?”

    “คนใจเดียวที่ซื่อสัตย์ไม่เป็นอื่น ครองกายอยู่กับคู่ของตนได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ถูกทดสอบให้ไขว้เขวก็ไม่วอกแวกรางวัลคือจะทำให้เกิดใหม่เป็นคนมีเสน่ห์จับตา ทรงอิทธิพลบันดาลใจให้เพศตรงข้ามเห็นแล้วอยากตู่ว่าเป็นคู่แท้ เกิดจินตนาการอบอุ่น อยากเคียงบ่าเคียงไหล่ไปตลอดกาล นอกจากนั้นกระแสวิบากยังดึงดูดแต่คนดีๆ มาให้เลือกนับไม่ถ้วน ใครต่อใครเทใจจริงให้เพราะเห็นเรามีค่า ไม่อยากเข้ามาหลอกเล่นเอาสนุกกันเลย ส่วนคนใจคดแม้อยากเข้ามาใกล้ ก็จะเหมือนมีแรงผลักให้ห่างออกไป พยายามเท่าไหร่ก็เข้าไม่ถึงตัวสักที”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๔๔ กรรมเก่า กรรมใหม่)

     

    “แล้วทำไมชาตินี้เขาถึงเจ้าชู้นักคะ? ในเมื่อเคยใจบุญออกปานนั้น”

    ซักต่อราวกับเป็นเจ้าของคดีเสียเอง

    “คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ หลงลืมอดีต มองไม่เห็นที่มาที่ไปของคุณสมบัติต่างๆในตน พอเขาพบว่าตนเองเกิดมายังไม่ทันต้องทำอะไรก็หล่อเหลา มีแต่สาวๆมาหลง ก็ย่อมกระหยิ่มในความเป็นคนเจ้าเสน่ห์ กับทั้งเห็นว่าภาวะของเพศชายนั้นได้เปรียบ มีแต่ได้ไม่มีเสีย จึงลำพองในวัยต้นของชีวิตเป็นธรรมดา”

    “สรุปว่าผู้ชายอาจเจ้าชู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเคยเป็นคนเลวในอดีตชาติหรือคะ?”

    “ในชาติเดียวกัน คนเรายังกลับไปกลับมาระหว่างเลวกับดีได้หลายร้อยหลายพันครั้ง แล้วข้ามชาติข้ามภพมาจะหาความแน่นอนอะไรได้? ถ้าหนูตัดอคติทิ้ง เห็นตามจริงว่าทุกๆ คนต่างก็มีที่มาที่ไปในการก่อกรรมและรับผลกรรม ใจก็จะเป็นกลาง ไม่ต้องทุรนทุรายเรียกหาความยุติธรรมเมื่อเห็นคนน่าหมั่นไส้ยังอยู่ดีมีสุข และไม่ต้องมืดหม่นกับความสะใจสมน้ำหน้าเมื่อเห็นศัตรูประสบทุกข์ปางตาย”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๔๔ กรรมเก่า กรรมใหม่)

    “ถ้าใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณอย่างเดียว สัตว์ทั้งหลายก็ว่ายตามน้ำตามกระแสกันเกือบหมด วิบากซัดไปทางไหน กิเลสก็หนุนให้ไหลไปทางนั้น ไม่มีสักกี่คนหรอกที่ต้านกระแส หรือกระทั่งมีแก่ใจทวนกระแส”

    “ไม่มีทางเป็นตัวของตัวเองได้นานๆ เลยหรือคะ?”

     

    “ก็มีทางอยู่ การเป็นผู้ชนะกิเลสในทางใดทางหนึ่งได้ตลอดชีวิต คงเส้นคงวาไม่หวั่นไหวแม้ถูกทดสอบหนักหนาเพียงใด นั่นแหละจะกลายเป็นนิสัยติดตัวข้ามภพข้ามชาติในระยะยาวได้ อย่างเช่นถ้าเป็นชายที่มีดีพร้อม แล้วเจอผู้หญิงมาเสนอตัวมากมาย แต่ก็ปฏิเสธด้วยความปรารถนาในรักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต ก็จะเกิดนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา เกิดอีกกี่ชาติก็มักซ้ำรอยเดิม คือไม่เป็นคนเจ้าชู้หลายใจไปเรื่อยๆ ”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๔๔ กรรมเก่า กรรมใหม่)

     

    ในธรรมบทมีอยู่บทหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่าสิริกับกาลีมาอยู่ด้วยกัน ความวิบัติก็เกิดขึ้นเอง อันนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าคิด พูด ทำต่างกันมากๆ คนหนึ่งไปทางบุญ อีกคนไปทางบาป อยู่กันก็รังแต่จะมีเรื่องร้อนๆตลอด และกรรมจะเป็นผู้แยกทางให้ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ฝ่ายดีจะยิ่งได้ไปดีขึ้น ส่วนฝ่ายร้ายก็จะยิ่งได้ไปเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส โดยเอาเวลาที่อยู่ร่วมกันนั่นเองเป็นเครื่องสร้างอนาคต กล่าวคือฝ่ายดีจะได้บำเพ็ญทั้งขันติ ทั้งอภัยทาน และอีกสารพัด ส่วนฝ่ายร้ายก็จะได้ก่อเวร ทั้งความเบียดเบียน ทั้งนิสัยถืออำนาจบาตรใหญ่รายละเอียดเรื่องการครองคู่นั้นพิสดารลึกซึ้งนัก แต่พอสรุปได้คร่าวๆคืออยู่ดี อยู่ร้าย และอยู่ครึ่งดีครึ่งร้าย โดยมากจะเป็นแบบที่สาม คือครึ่งดีครึ่งร้าย เพราะฉะนั้นโดยมากเช่นกัน ที่คนเราจะเจอรัก "ครึ่งแท้ครึ่งปลอม" กันนอกจากรักแท้แพ้ใกล้ชิดแล้ว ต้องบอกด้วยว่ารักแท้แพ้กรรมเก่า คนเราถ้าเคยร่วมกันบาปมากกว่าร่วมบุญกันมา อยู่ด้วยกันป๊อบแป๊บ วันหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้แยกจากกัน แล้วไปเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม หาคนใหม่ที่เคยร่วมดีร้ายมาหนักเบากว่ากันอีก

     

    http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006918.htm#2

    เกมกรรมน่ะเล่นยาก เตรียมใจยาก ทุ่มมากไปก็กลายเป็นยึดมั่นถือมั่นผิดตัวได้ เผื่อมากไปก็กลายเป็นหลายใจได้ เอาเป็นว่า เมื่อตัดสินใจอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับใคร ต่างคนต่างก็ไม่ทำเรื่องบาดใจกันด้วยการรักษาศีล ไม่ล่วงละเมิดศีลข้อกาเมฯแน่ๆ จนกว่าจะแยกเตียงเป็นเรื่องเป็นราวก็แล้วกัน โลกนี้นะ ถ้าเอาตามอุดมคติ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายชายเลี้ยงดูและปกป้องภรรยา ภรรยาปรนนิบัติรับใช้สามีด้วยความซื่อสัตย์ มีค่านิยมผัวเดียวเมียเดียว ก็ได้ชื่อว่าทั้งคู่ทำจิตไม่ให้ซัดส่ายสับสน ไม่ต้องชดใช้บาปกรรมทางเพศทั้งชาตินี้และชาติหน้ากันแล้ว ต่อให้ชาตินี้ยังไม่รักกันดูดดื่มปานจะกลืน ศีลสัตย์ก็จะกลายเป็นพลังดลใจให้รู้สึกรักลึกซึ้งเมื่อเจอกันในปรโลกไปเอง

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๔๑ ชนะกรรม)

     

    “ตกลงนี่เราจะต้องเวียนว่ายอยู่กับการเจอผู้ชายทิ้งขว้างไปตลอดชีวิตหรือเปล่า เค้กไม่เข้าใจ ทำไมเวรกรรมส่งแต่ผู้ชายห่วยๆ มาให้เลือกตลอด”

     

    “ถ้าวิธีคิด วิธีฝันถึงผู้ชายของเธอเปลี่ยนแปลง ตัวเลือกที่เข้ามาก็อาจเปลี่ยนไป… ถ้ายังคิดเป็นแฟนกับผู้ชายเจ้าชู้น่ะ ลืมได้เรื่องหวังเป็นหนึ่งเดียวของเขา อย่างมากเธออาจเป็นหมายเลขหนึ่งครู่หนึ่ง แล้วที่สุดก็เลื่อนอันดับไปเป็นหมายเลขสอง หรือกระทั่งสามอยู่ดี”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๒๘ โลกกลม)

    “แล้วจ๊ะหลุดจากบ่วงกรรมได้เพราะหมดแรงส่งของกรรม หรือว่าตามขั้นตอนของผังกรรมนั้นจ๊ะจะต้องเจอพี่แตร หรือว่าเป็นเพราะจ๊ะทำใจสละบาปแล้วอธิษฐานขอพบคนใหม่กันแน่คะ?”

    “ทุกอย่างประกอบกัน แต่จุดใหญ่ที่สุดคือจาคะ ความมีใจคิดสละบาปนั่นแหละเป็นตัวประกอบสำคัญสูงสุดในกรณีของหนู เพราะเดิมหนูมีความคิดเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัวจัด ถ้าหากไม่เปลี่ยนแปลงตัวตนเดิมๆ ก็จะต้องหลงวนอยู่ในวงโคจรเดิมๆ ไม่อาจเจอคนใหม่ที่ดีกว่า คล้ายสร้างเขาวงกตให้ตัวเองหาทางออกไม่เจอ หรือเหมือนขุดหล่มให้ตัวเองติดอยู่อย่างไม่อาจถอนเท้าขึ้นมาสำเร็จ”

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๔๑ ชนะกรรม)

    “ลองยกตัวอย่างซิว่าเปลี่ยนแปลงตรงไหนได้เจอคู่แท้เร็วที่สุด”

     

    “อย่าเรียกว่า ‘คู่แท้’ เลย เรียกว่า ‘คู่เหมาะ’ หรือคนที่ดี ‘คู่ควร’ กับเราดีกว่า หลักการที่พี่สาวของเค้กบอกไว้ ถ้าจะเข้าใจง่ายๆ คือ... เรายกระดับตัวเองสูงขึ้นแค่ไหน โอกาสจะไปเจอคนในระดับนั้นก็มีสูงขึ้น”

     

    พิมพ์พรรณีทำหน้าสงสัย

    “จะยกระดับจากตรงไหนก่อนดีล่ะ อ้อยก็ว่าทุกวันนี้อ้อยดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้วนะ ให้รวยกว่านี้ในปีสองปีนี่หมดสิทธิ์แน่เลย”

    “ยกระดับฐานะยากนัก ก็ยกระดับจิตใจเป็นไง... ตราบใดที่ใจยังผูกพันกับคนเก่าแปลว่าเธอยังยินดีทุกข์กับทางโคจรของชีวิตแบบเดิม ต่อเมื่อเลิกข้องแวะกับพี่ตู้ของเธอ ไม่ผูกพันแม้เพียงด้วยใจคิดแค้นพี่ตู้หรือครอบครัวเขา นั่นถึงจะสะท้อนการเปลี่ยนบางสิ่งในตัวตนของอ้อย ที่หลุดพ้นออกมาจากอดีตเสียได้”

     

    “อ๋อ... เข้าใจล่ะ จะให้อ้อยยกโทษ ไม่ติดใจกับครอบครัวพี่ตู้อีก?”

     

    “ใช่! ทั้งทางผูกพันด้านดีและด้านร้าย ให้ถือว่าเหมือนฝันไป ไม่ต้องไยดีให้เสียเวลาเดินทางไปข้างหน้าเปล่าๆ ”

     

    “เท่านั้นก็ทำให้เกิดแรงดึงดูด พาไปเจอคนใหม่ทันที?”

    “ตามหลักการ ไม่ใช่ว่าเธอ ‘พยายาม’ เปลี่ยนแปลงแล้วทุกอย่างจะแปลกไปในทันที เธอต้องเปลี่ยนให้มากพอ ถึงจะเรียกว่าเป็นการยกระดับจริง คู่ควรกับการพบคนใหม่ที่ดีกว่าจริงๆ ”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๓๑ เหตุผลลี้ลับ)

     

    “อย่าหาว่าเค้กงมงายนะคะ เค้กเพิ่งไปดูหมอแถวอยุธยามา เขาบอกว่าเค้กหลีกเลี่ยงคนนี้ไม่ได้หรอก แต่อีกไม่นานก็จะต้องพลัดพรากจากกัน คำทำนายช่วยให้เค้กทำใจได้เยอะ”

     

    “พี่ไม่รู้เรื่องดวงเท่าไหร่ แต่รู้จริงๆ อย่างหนึ่ง คือ ถ้าดวงมีอยู่ ก็คือเส้นทางของวิบากกรรมแต่หนหลังนั่นเอง เราเลือกที่จะทอดหุ่ยไปตามกรรมเก่าซัดพาก็ได้ หรือเลือกกัดฟันสู้เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาด้วยกรรมใหม่ก็ได้ พูดง่ายๆ ว่าศักยภาพของมนุษย์เรามีมากพอจะอยู่เหนือดวงชะตานะเค้ก”

     

    อเวราทำหน้าเหยนิดๆ

     

    “กรรมใหม่แบบไหนล่ะคะพี่หน่อง? เค้กมองไม่เห็นทางสู้ความน่าติดใจพรรค์นี้ได้เลย”

     

    “พี่เคยบอกตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธออกหักจากคนก่อนไง คนเราจะเริ่มอยู่เหนือดวงชะตาก็เมื่อมีใจคิดสละสิ่งที่หวงไว้แบบผิดๆ ทิ้งไป ถ้าไม่ฝึกมีใจคิดสละ จิตจะหวงแม้กระทั่งสิ่งที่เห็นๆ อยู่ว่าเป็นต้นเหตุทุกข์ก้อนใหญ่ แต่ละวันเราเจอเหยื่อล่อที่กรรมเก่าส่งมายั่วกิเลสทั้งนั้น ถ้าตะครุบหมดก็เท่ากับเก็บทุกข์มาหวงไว้ในอ้อมกอดทั้งหมด แต่ถ้าสละบ้าง ทิ้งๆ มันบ้างด้วยปัญญาเพ่งเล็งเห็นโทษ ก็จะเหมือนทวนกระแสกรรมเก่าไปหาทิศทางใหม่ที่ดีขึ้น ทีละครั้ง ทีละหน”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๒๐ คู่รักคู่สุดท้าย)

    วิธีหนึ่งที่จะทำให้คู่เวรของเราเขาตามไม่ทัน

    คือรู้ว่าเขาทำเลวแบบใด เราจ้องไว้เลยว่าชั่วชีวิตจะทำดีชนิดนั้นๆ สุดโต่ง

    เช่นเขาชอบพูดหยาบ เราต้องมุ่งมั่นทำตัวเป็นคนพูดไพเราะสุดขีดให้ได้ แล้วอธิษฐานไปเรื่อยๆ อิงหลักสัจจะที่ว่าคนแบบเดียวกันย่อมโคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาเฉียดกัน

    คนต่างกันย่อมไม่มีเส้นทางให้โคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาแตะต้องกัน

    เขาเป็นอย่างนั้น เราจะเป็นอีกอย่าง ก็ขอให้แคล้วคลาดกันไปเสมอ

    แม้จำเป็นต้องมาพบเจอ ก็อย่าได้ทำความมัวหมองให้เราได้ หรืออย่าทำให้เราถึงขั้นเป็นทุกข์ได้ การอธิษฐานจะส่งผลจริง หนักแน่น ตามการประพฤติจริงของเราด้วย

    อ้างสัจจะไว้นั่นแหละ ได้ผลที่สุด

     

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005649.htm#82

    “คนเราอย่างเก่งก็เต็มใจแค่ ‘ปรับตัว’ เข้าหากัน แต่ที่จะปรับศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาให้เสมอกันนั้นหาได้ยากแสนยาก วันนี้หนูประกาศเปรี้ยงแล้วว่าพร้อมจะลงทุนทุกอย่างเพื่อเอาเขาไว้ ก็เป็นการแสดงความจงใจทำผังกรรมเก่าให้บิดเบี้ยวด้วยแรงกรรมใหม่ ไม่ยินยอม ‘ไปตามดวง’ ฉะนั้นจึงเรียกว่า ‘ฝืนดวง’ ได้เต็มปาก และอำนาจที่จะฝืนดวงได้ก็มีแต่ธรรมะฝ่ายสูงเท่านั้น ธรรมะฝ่ายต่ำไม่มีกำลังพอต้านทานพลังจากผังกรรมเก่าหรอก”

    “แล้วหนูมีเวลาแค่ไหน ที่จะเร่งบุญให้ทันใครอีกคน?”

    “อย่าให้ผมดูเลย ตอนนี้ผมยังไม่กำหนดรู้เข้าไปชัดๆหรอก หากหนูรู้เวลาแบบจำเพาะเจาะจง รับรองว่าจะต้องมีพฤติกรรมประหลาด ๆ ก่อทุกข์ให้เรา เพิ่มทุกข์ให้เขาเปล่าๆ ให้ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า การพบใครสักคนที่เราถูกใจ และเขาก็ถูกใจเรา โดยต่างฝ่ายต่างยังไม่มีเจ้าของ นั่นชี้ให้เห็นชัดว่ายังเหลือเวลาสร้างบุญเพื่ออยู่ร่วมกันในชาตินี้ ด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา พูดง่ายๆ ว่าถ้ารีบ ต้องทัน!”

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๒๔ คำสาป)


ความคิดเห็นที่ 59

myschool
13 ก.ค. 2552 05:56
  1. ความรัก กับ ความรู้สึกผูกพัน

    ไม่มีเรื่องสำคัญในชีวิตเราเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ พระพุทธองค์ตรัสว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวที่เกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการคือน้ำและเปือกตม ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

    ถ้าเคยเป็นคู่ผัวตัวเมียมาแต่ปางก่อน ก็อาจทำให้รักตั้งแต่แรกพบ ส่วนจะรักแท้แน่นอน ยั่งยืนแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับวิธีอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๒๔ คำสาป)

    “เอ… หนูสงสัยมานานแล้วนะ ว่าถ้าตายจากกันแล้ว มาเจอะเจอกันได้ยังไงถูก เอาแค่คนรู้จักกันในชาตินี้ บางทีรักสุดชีวิต พอมีเหตุให้พลัดพรากหลายๆปีแล้วคิดถึงกันขึ้นมา ต่อให้พลิกแผ่นดินหาแทบตายก็ไม่เจอ ขนาดจงใจหายังไม่เจอ แล้วอะไรที่เหวี่ยงให้มาเจอคู่กรณีเก่าที่ลืมกันหมดสิ้นได้?”

    “กรรมเป็นเรื่องซับซ้อน หนูต้องเข้าใจ ต้องหยั่งรู้ ว่าลำดับการให้ผลของกรรมเป็นอย่างไร แล้วจะรู้สึกว่า พวกเราเหมือนมีแม่เหล็กติดตัว วิ่งไปตามเส้นทางใด ก็มีผลดึงดูดบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีบุพกรรมร่วมกับเรามาเจอกัน ใครมีอิทธิพลกับชีวิตเรามาก ให้ผลเปลี่ยนแปลงทางดีหรือร้ายได้รุนแรง ก็หมายความว่าเราหลีกเลี่ยงการพบเจอคนนั้นไม่ได้ และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งทำความรู้จัก คบหา และรับผลจากเขาเสียก่อนจึงถึงเวลาผละจาก ต่างจากพวกที่เราจะต้องเสียเวลาในชีวิตร่วมกับเขาเพียงครึ่งนาที เช่นคนบอกทางแยกทางเลี้ยวให้เราไปถึงที่นัดหมาย การพบหรือไม่พบคนจำพวกนี้มีผลเท่ากัน คือจะไม่ทำให้ชีวิตเราต่างไปจากเดิม”

    “แล้วแม่เหล็กดึงดูดคู่กรรมที่พี่ว่านี่ฝังอยู่ตรงไหนในเราคะ จิตใต้สำนึกหรือเปล่า?”

    “ถ้ายกเอาสิ่งที่เห็นง่ายในชาติปัจจุบันมาพูดก่อนคงพอเข้าใจ หนูคงเห็นว่าถ้าเราพูดกับใครบ่อยๆ ก็จะเหมือนมีสายใยโยงกับคนนั้น ไม่ใช่เหมือนกับเส้นเชือกผูกมัดเป็นตัวเป็นตน แต่สายใยที่รู้สึกได้ด้วยใจนั้นแหละ จะกระตุกให้เราคิดถึงเขาบ่อยๆ อันนี้คงนึกออกนะ”

    “ค่ะ บางทีรู้สึกเหมือนใจเราเป็นสิ่งยืดตัวออกไปทางทิศใดทิศหนึ่ง ตามที่อยู่ของใครบางคนได้ตลอดเวลา”

    “นั่นแหละที่เรียกความผูกพัน สายใยเชื่อมโยงระหว่างจิตต่อจิต หลักการคือถ้าผูกเหนียวแน่นกับใครมากๆ จะมีลักษณะฝังลงในส่วนลึก หยั่งรากความสัมพันธ์ได้ถึงส่วนไร้สำนึก ชนิดติดจิตติดวิญญาณข้ามภพข้ามชาติได้ เมื่อพบกันอีกก็จะมีสัญญาณในจิตกระตุ้นให้ตื่นตัวรับรู้ มีสายใยเชื่อมติดกันทันที จึงเหมือนคุ้นเคยกันในทางใดทางหนึ่ง นี่เป็นในแง่ของความจำ”

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๓ พยากรณ์ดาวเด่น)

    “เป็น ‘ทาสในเรือนเบี้ย’ หรือ ‘ท่านผู้หญิงในเรือนหอ’ เขาวัดกันตรงไหนคะ?”

    “การหยิบยื่นความสุขให้กันด้วยจิตสำนึกของคนรักมั้ง ถ้าเอาแต่กอบโกยและใช้สอยด้วยอารมณ์ดิบ นั่นคือภาษากายของเจ้านาย แต่ถ้ายอมเสียเวลาตามใจและทะนุถนอมนิ่มนวล อันนั้นคือภาษาใจของคนรัก”

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๑๖ อัตวินิบาตกรรม)

    คู่ที่ติดใจกันและกันโดยเนื้อหนัง เวลาเบื่อจะหน่ายยิ่งกว่าเห็นปลาทูเค็ม เล็บยังไม่อยากจะแตะ เงาก็ไม่อยากจะเห็น นี่คือธรรมชาติเสื่อมโทรมทางความรู้สึกในกามคู่ที่ทำบุญร่วมกันทุกวัน จะสัมผัสได้ถึงกระแสชนิดหนึ่ง เยือกเย็น อ่อนโยนเป็นธรรมชาติ กระแสชนิดนี้เหนี่ยวรั้งจิตวิญญาณทั้งฝ่ายชายและหญิง ให้เกิดความรู้สึกด้านดีต่อกัน แม้เบื่อกันทางเนื้อหนังแล้ว ก็ยังน่าจะอุ่นใจ เย็นกาย ไม่รู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายเลย เหมือนแต่ละฝ่ายเป็นส่วนเติมความเย็นให้แก่กัน เข้าใกล้กันแล้วไม่ร้อน อยู่ร่วมกันนานแล้วไม่จืด เพราะคอยเติมความเย็นให้ทวีขึ้นเรื่อยๆคู่ที่หมั่นชวนกันภาวนาร่วมกัน ตะลอนๆ หาวัดด้วยกัน จะมีสายสัมพันธ์อีกลักษณะหนึ่งให้สัมผัสรู้สึก มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งกว่าคู่รักประเภทที่กล่าวมาข้างต้นมาก คือนอกจากกระแสความเยือกเย็นที่สื่อเป็นสายสัมพันธ์เหนียวแน่นแล้ว ยังมีความอบอุ่นมั่นคงอีกชนิดหนึ่ง ให้ความรู้สึกโปร่งเบา ปลอดภัย และมีความแน่นอนกว่ากันมาก อยู่ร่วมกันนานๆแล้วเมื่อกระแสจิตจูนตรงกัน ทั้งในระดับของการมีใจเปิดเป็นทาน ช่างให้ทั้งทรัพยทาน อภัยทาน วิทยทาน ธรรมทาน ทั้งในระดับของการมีใจสะอาดเป็นศีล บริสุทธิ์สว่าง ห่างจากการคลุกกิเลสหยาบหนาทั้งในระดับของการมีใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความมั่นคงแน่วแน่ในภายใน เป็นที่พึ่งให้แก่กันและกัน รวมทั้งตัวเองได้ ทั้งในระดับของการมีใจปล่อยวางอย่างเป็นพุทธิปัญญา ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในกันและกันรุนแรง แบบนี้นะครับ ไปไหนก็เป็นความชุ่มฉ่ำ สุกสว่างให้กับทุกที่ ทุกคนที่ใกล้ชิด

    http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4

    สรุปทางโลกคือ รักแท้มีจริงขึ้นได้ด้วยปฐมเหตุคือใจ ใจดี ๆ แบบที่หายาก จึงได้รับความสุขอันเป็นไปได้ยาก การทำให้ใครสักคนดีใจจนตาเป็นประกายหรือการทำให้ใครสักคนอบอุ่นสมหวัง ต้องใช้ความเข้มแข็งและเมตตาเหนือสามัญมนุษย์ สามารถหยิบยื่นสิ่งที่คนทั้งหลายยากจะมอบให้แก่กัน เป็นผู้มีศักยภาพในการก่อความผูกพันอันแน่นเหนียว ซาบซึ้งรุนแรง ระดับที่สามารถประทับลงในใจอีกฝ่ายไปจนข้ามภพข้ามชาติ แต่มีความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น มีคุณยิ่งกว่านั้น ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนตาสว่างด้วยการเห็นธรรมะ ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนอบอุ่นใจด้วยการให้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ความรู้สึกมันยิ่งกว่าทำให้คนรักปีติด้วยของกำนัลล้ำค่าใดๆ เพราะการมีตาที่สว่างและใจที่อบอุ่นด้วยธรรมะนั้น จะติดตัวทั้งสองฝ่ายตราบจนแยกจากกันเข้าสู่นิพพาน ที่ที่ไม่มีอะไรมาทำให้เกิดความร้าวฉานแก่สัมพันธภาพระหว่างกันได้อีก

    http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006918.htm#2

    การดึงกันปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการสร้างแรงดึงดูดที่เหนือแรงดึงดูดด้วยกรรมร่วมชนิดอื่นใดทั้งสิ้นทั้งปวง เป็นตัวสร้างความนับถือกันและกันอย่างสูง เป็นตัวสร้างความสมานฉันท์กลมเกลียวที่แนบแน่นลึกลงไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ

    แค่คู่ที่ร่วมกันทำบุญใส่บาตร ร่วมกันช่วยเหลือคนและสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นนิตย์ ก็ประจักษ์แล้วว่าความดีที่ทำร่วมกันเป็นสิ่งลึกลับ เป็นเชือกร้อยรัดที่เหนียวแน่น สร้างความรู้สึกระลึกถึงกันในทางดีงาม เห็นอีกฝ่ายแล้วเกิดความอ่อนโยนในใจ แต่คู่ที่ทำบุญในระดับตั้งใจถือศีลร่วมกัน ปวารณาตัวให้อีกฝ่ายตักเตือนได้เมื่อเห็นตนเขว ทำท่าจะด่างพร้อย จะยิ่งเกิดความคิดถึง ความผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าคู่ที่แค่ทำบุญใส่บาตรร่วมกันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถสอนอีกฝ่ายให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ สร้างตัวรู้ขึ้นมาได้ หรือเป็นสมาธิด้วยกันทั้งคู่มาก่อน เข้าที่ภาวนา นั่งสมาธิร่วมกันเสมอ จะเข้าใจความรักฉันหญิงชายอีกแบบที่ประหลาดมาก แค่อยู่ด้วยใกล้กันเฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไรก็เหมือนเป็นแรงเสริมให้อีกฝ่ายเป็นสุขได้อย่างน่าแปลกใจ ยิ่งหากแต่ละฝ่ายรู้คิด รู้จักพูดจา ก็จะมีมิติของสัมพันธภาพที่หลากหลาย เวลาหนึ่งอาจคุยกันได้มากมายสารพัดเรื่อง อีกเวลาหนึ่งอาจรู้จักการอยู่ร่วมกันเงียบๆเพื่อฟังเสียงของใจแต่ละฝ่าย เมื่อคิดอะไรก็เหมือนจะรู้กัน เมื่อขยับนิดหนึ่งก็เหมือนเดาถูกว่าจะทำอะไร

    http://202.44.204.76/narupan/PantipSakajcha02.htm

    ในมุมมองของผู้เห็นรูปนามเป็นทุกข์ การอยู่ตัวคนเดียว ปฏิบัติธรรมโดยลำพัง เที่ยวไปอย่างสันโดษเอกา นับเป็นความสุขอันประเสริฐแท้ แต่เมื่อยังข้องอยู่ ยังสงสัยอยู่ ยังอยากในรสอยู่ จะเรียนรู้ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ตั้งใจไว้ดีๆ มองหน้าคู่รักเราแล้วอธิษฐานไว้ว่าอยู่ด้วยกันแล้วจะมีทุกข์ใดปรากฏ ก็ขอใช้เป็นบทเรียน ผลักดันให้ปรารถนาดับทุกข์จนสนิท เมื่ออยู่ร่วมกันจริงๆแล้วเกิดเหตุการณ์เลวร้าย หรือพลาดพลั้งตกทุกข์สาหัสประการใด จะได้มีภาคหนึ่งระลึกว่าเราเคยเตรียมใจรับเรื่องนี้มาก่อน จะใช้ทุกข์นี้เป็นบทเรียนไปนิพพาน และพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำใจเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลกัน ไม่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา การได้คู่ครองที่ประเสริฐ ดึงกันไปดีนั้นยากแสนยาก แต่ถ้าหาได้ก็ควรหา อย่ายึดถือกันที่หน้าตา เพราะหน้าที่ฉาบบังความเลวไว้นั้นนานไปเหม็นได้ แต่ใบหน้าเรียบสงบที่อาบด้วยความดีงามนั้นหอมหวนไม่เปลี่ยนแปลงเลย

    http://202.44.204.76/narupan/PantipSakajcha02.htm


ความคิดเห็นที่ 60

myschool
15 ก.ค. 2552 11:59
  1. ความรัก กับ ความหลง “เธอจะเลือกแฟนแบบไหนให้ตัวเองก็ตาม รู้ไว้เถอะว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คน แต่เธอกำลังเลือกใจตัวเองด้วย เขาเป็นแบบไหน ใจเธอก็จะค่อย ๆ เป็นแบบนั้น ถ้าเขาเอาแต่สนุก ใจเธอก็อยากเอาแต่สนุกด้วย ถ้าเขาฉาบฉวย ใจเธอก็ฉาบฉวยตาม”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๒๘ โลกกลม)

     

     

    “เลือกคบกับผู้ชายคนไหน ก็คือการยอมให้กรรมของผู้ชายคนนั้นเข้ามาเกื้อกูลหรือรบกวนวิถีชีวิตของเรา เขาจะมีส่วนทำให้กรรมทางความคิด คำพูด และการกระทำต่าง ๆ ของเราเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๗ ข้ามรุ่น)

    “พี่ไม่พูดเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องเหมาะเรื่องควรอะไรกับเค้กดีกว่า แต่อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเธอหน้ามืดกับเสน่ห์ของผู้ชายโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกภายในว่าใช่หรือไม่ใช่ ต่อไปเธอจะไม่เหลือเครื่องช่วยตัดสินใจไหน ๆ เลยถ้าชอบคือใช่หมด เอาหมด!”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๗ ข้ามรุ่น)

    “คนเราเนี่ยนะ ที่จะใช่หรือไม่ใช่ เหมาะหรือไม่เหมาะ ใจตัวเองบอกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผิดฝาผิดตัวชัด ๆ อย่างนี้นะเราจะตามใจฝ่ายผิดของตัวเองทำไม เดี๋ยวก็ต้องมีผลกระทบข้างเคียงเกิดขึ้น”

     (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๗ ข้ามรุ่น)

    "ตกลงที่เราโหยหาความรักมาทั้งชีวิต แทบอยากตายเมื่อไม่เจอความรัก หรืออยากตายเมื่อผิดหวังในรัก แท้จริงแล้วเป็นแค่อารมณ์หลอกตัวเองเท่านั้นหรือ? เราไม่เคยพร้อมจะตายเพื่อบูชารักเลย เราจะเป็นจะตายเมื่อไม่ได้อย่างใจมากกว่า นี่แหละ คนเรามีแต่รักตัวเอง เรียกร้องเอาอะไรเข้าตัวเองทั้งนั้น…"

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๓๒ ค่าตัว)

     

    ความดื้อเพราะมีราคะกล้านั้นน่ากลัวยิ่งกว่าดื้อเพราะมีทิฐิแรง มนต์สะกดจากสำนักไสยศาสตร์ใดก็ไม่ทรงอำนาจมืดยิ่งใหญ่เท่ามนต์สะกดจากราคะอันเป็นของภายใน (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๗ ข้ามรุ่น)

    บางคนจริงจังรอรักแท้จนแก่ก็ไม่เจอสิ่งที่ราคะหลอกให้หลงรอ บางคนเจอใครที่นึกว่าใช่ก็ตาลีตาเหลือกจัดงานแต่งงานอย่างรีบด่วน เพื่อพบในภายหลังว่าคู่แต่งกลายเป็นคู่เวร บาปกรรมที่เคยทำร่วมกันไว้แต่ปางก่อนเหนี่ยวนำให้มาร่วมชายคาเพื่องจองเวรกันต่อต่างหาก

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๒๔ คำสาป)

    “เธอเดาใจตัวเองในอนาคตถูกแน่หรือ? เชือกที่มัดเรารอบแรกหลวม ๆ ก็เหมือนดิ้นง่าย แต่ถ้าชะล่าใจยืนเฉย ปล่อยให้เขารัดวันละทบ เดี๋ยวพอถึงรอบที่สิบมันจะต่างไปมาก ที่โลกนี้เต็มไปด้วยการจับคู่ที่ไม่เหมาะสม ก็เพราะมีการยอมให้กับก้าวแรก พอรู้สึกอีกทีนะเค้ก เธออาจพบตัวเองเดินมายืนอยู่ตรงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียแล้ว”

    (กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๒๐ คู่รักคู่สุดท้าย)

     

     


ความคิดเห็นที่ 61

myschool
26 ก.ค. 2552 07:08
  1. หากเข้าใจชีวิต ก็พิชิตความตายได้ คนชาวตะวันตกทั่วๆ  ไปที่อยู่ในประเทศพัฒนาส่วนใหญ่  หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์กายภาพเก่า  ส่วนมากคงจะยังไม่รู้ว่าชีวิตกับจิตคืออะไร?  ดีไม่ดียังจะเชื่อตามนักโมเลกุลวิทยา  (Molecular  biologists)  ไปเสียด้วยว่า  ชีวิตไม่มีอะไรนอกจากเป็นการรวมตัวกันของโมเลกุลที่มีหน้าที่ต่างกัน   เกิดเข้ามารวมกันอย่างฟลุกๆ  และจิตก็ไม่มีจริง   ซึ่งความคิดเช่นนั้นกลับเป็นตรงกันข้ามกับนักควอนตัมฟิสิกส์   หรือนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว   จริงๆ  แล้วในเวลาปัจจุบัน   ทุกวันนี้มนุษย์เราส่วนใหญ่รู้ว่าชีวิตที่เกิดมาในโลกก็เพื่อการเดินทาง   หรือเพื่อเรียนรู้ตัวเองกับเรียนรู้โลกและจักรวาล-คือเรียนรู้สิ่งและสรรพปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่าธรรมชาติที่อยู่รอบตัว-และเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างกันของทั้งสอง  การเดินทางหรือการเรียนรู้นั้นมีเป้าหมายอยู่สามประการ  คือ  เป้าหมายของการดำรงตัวเองให้รอดและปลอดภัย   หรืออาจจะเรียกว่า  "รู้รอด"  หนึ่ง  เป้าหมายของการเรียนรู้ว่าตัวเองมีความรู้   อาจจะเรียกว่า  "รู้ว่ารู้"  หนึ่ง  และเป้าหมายของการเรียนรู้สภาวะจิตวิญญาณ  (spirituality)  ซึ่งเป็นก้าวย่างที่จะนำไปสู่การหลุดพ้น  นิพพาน  ซึ่งอาจจะเรียกว่า  "รู้แจ้ง"  อีกหนึ่ง   แต่คนในโลกส่วนใหญ่มักจะอยู่กับการรู้อย่างแรกมากที่สุด     แต่ทุกวันนี้มีประชาชนที่  "รู้ว่ารู้"  มากขึ้น   โดยเฉพาะประชากรในประเทศที่พัฒนามากๆ  แล้ว  จากการที่ได้อ่านหนังสือมากๆ  เป้าหมายทั้งสามเป้าหมายนั้นเป็นศักยภาพที่เรามีอยู่  "ภายใน"  ตัวเองของมนุษย์ทุกคน   และจะรอวิวัฒนาการของสิ่งที่อยู่  "ภายใน"  หรือจิตไปตามกาลเวลากับโอกาส   ซึ่งโอกาสนั้นศาสนาที่อุบัติขึ้นมาจากทางตะวันออก  เช่น  ศาสนาพุทธของเรา  จะบอกว่าขึ้นอยู่กับวาสนาบารมี   ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมที่สะสมมาจากภพชาติต่างๆ  ทั้งของปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวม     และนั่น-คือความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมหลักของตะวันออกกับตะวันตก   ในทางตะวันออกนั้น-รวมทั้งเรื่องความหมายของการเกิดมาของชีวิตสัตว์โลกทั้งหลาย   โดยเฉพาะมนุษย์กับความตายและการเกิดใหม่ของชีวิต   หรือมนุษย์ที่ตายไปนั้นๆ  เสมอไปในภพภูมิต่างๆ  ไปตามแรงกรรม-เฉพาะในโลกในจักรวาลสามมิติ  (บวกหนึ่ง)  หรือสังสารวัฏแห่งนี้เท่านั้น-ความแตกต่างกันระหว่างโลกทัศน์   และการเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์   จึงแทบว่าจะเป็นตรงกันข้ามกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก   หรือจิตและศาสนากับวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมกายภาพที่ต่างกันมากเหลือเกิน   ในวัฒนธรรมของพุทธศาสนานั้น   พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าจิตนั้นไม่ตาย  และไม่มีการสิ้นสลายหรือหายสาบสูญไปได้   นอกจากการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง  (สังสาริกะวิญญาณ) เหมือนล้อเกวียนที่หมุนมาแตะพื้นดินประเดี๋ยวประด๋าว   ชีวิตจึงเป็นเพียงช่วงหนึ่งของความคิด  และความตายก็เป็นอีกช่วงหนึ่ง   มนุษย์ที่เกิดขึ้นมาในโลกแห่งวัฏสงสารแห่งนี้   เป็นเพียงการหมุนเวียนของห่วงโซ่ห่วงหนึ่งที่ยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   ชีวิตหรือในที่นี้-มนุษย์นั้น   ไม่มีอะไรนอกจากการเดินทางระหว่างการเกิดกับการตาย   อีกนัยหนึ่งคือการเดินทางที่มีแต่การไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  หรืออนิจจัง  ในอีกด้านหนึ่งมนุษย์จะประกอบขึ้นมาจากสองสิ่งเท่านั้น   คือนามกับรูป  (psycho-physical)  นามนั้นได้มาจากจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล   ซึ่งส่วนหนึ่งจะเข้ามาอยู่ในสมองของมนุษย์แต่ละคน   นั่นคือ  สังสาริกะวิญญาณ  (คันธรรพะ)  ภายหลัง  ที่ส่วนหนึ่งของส่วนหนึ่งของจิตร่วมจักรวาลที่ว่านั้นได้ผ่านการบริหารจัดการโดยสมองและที่สมอง-ซึ่งผลก็คือนาม  -  ซึ่งนามนั้นประกอบด้วย  เวทนา  อารมณ์  ความคิดและจิตรู้   อันเป็นเรื่องของระบบประสาทส่วนกลาง  (mental  pathway)  ทั้งหมด  ส่วนรูป  ได้แก่  รูปร่างกายวัตถุที่ได้มาจากโลก  ซึ่งจะมี  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประกอบกันขึ้นเป็นรูปกายที่มีชีวิต-ในที่นี้-คือมีนามหรือจิตรู้อยู่ข้างใน   ทีนี้เมื่อบุคคลคนนั้นตายไปจากโลก  (หรือภพภูมิแห่งนี้)  ก็จะเป็นการตายของรูปกายที่บุคคลนั้นๆ  ยืมมาจากโลก  ก็ต้องคืนให้กับโลกไป  คืนไปพร้อมๆ  กับจิตรู้หรือจิตสำนึก   ที่ได้มาจากการบริหารจัดการจิตร่วมของจักรวาลโดยสมองและที่สมองที่ว่านั้น   ส่วนจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลที่อยู่ในรูปกายมนุษย์ส่วนที่เหลือ   ส่วนที่ไม่ได้ถูกบริหาร  (ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา)  นั้น  ไม่มีทางตายหรือหายสิ้นสูญไปได้     ตะวันออกจึงต่างกับตะวันตกโดยสิ้นเชิง   และความแตกต่างกันอยู่ที่การได้มาของความรู้  ในด้านของตะวันออกหรือพุทธศาสนานั้น   ความรู้ที่แท้จริงแตกต่างไปจากความรู้สึกที่อวัยวะประสาทสัมผัสภายนอก  เช่น  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และกายสัมผัส   บอกให้เรารู้หรือรู้สึกอันเป็นประสบการณ์ของบุคคลที่สาม   คือมนุษย์คนไหนหรือใครๆ  ก็รับรู้เหมือนกันเป็นอย่างเดียวกัน  แต่ความรู้ที่แท้จริงนั้นต้องเป็นประสบการณ์ตรงที่รับรู้ด้วยจิตของบุคคลผู้นั้น   หรือบุคคลที่หนึ่งเท่านั้น   ในวัฒนธรรมตะวันออก   ชีวิตทุกชีวิตและมนุษย์ทุกคนมีทั้งความหมายและเป้าหมาย  มนุษย์จะมีจิตอยู่ภายในและมีรูปกายอยู่ภายนอกดังได้กล่าวมาแล้ว   และจะมีจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล  (unconscious  continuum  ของคาร์ล  จุง)  ที่เป็นทั้งหมดกับกรรมเป็นผู้กำหนดและควบคุม   จิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลส่วนหนึ่งจะเข้ามาอยู่ในรูปกายนี้   ส่วนที่ได้ถูกบริหารโดยและที่สมองไปแล้ว   เป็นเวทนาความรู้สึกและความคิดจิตอารมณ์หรือจิตรู้-จิตสำนึกไปแล้ว   จิตรู้หรือสำนึกนี้จะควบคุมพฤติกรรมทางรูปกายที่อยู่ภายนอกทั้งหมด   เมื่อคนตายจากโลกสามมิตินี้ไปก็จะตายเฉพาะแต่เวทนา  อารมณ์  ความคิดจิตรู้   หรือนาม  หรือวิญญาณขันธ์   แต่ทว่าจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล   ส่วนที่เข้ามาอยู่ภายในรูปกายของมนุษย์แต่ไม่ได้ถูกบริหารจัดการโดยสมองกับที่สมอง   คือจิตที่ยังรอคอยจิตตาวิวัฒนาการ  (ไปสู่ระดับผ่านพ้นตัวตนหรือระดับจิตวิญญาณ  หรือ  "รู้แจ้ง"  ไปจนถึงนิพพาน)  จิตไร้สำนึกส่วนนี้ไม่ตายและไม่มีวันตายจนกว่าจะได้พบกับนิพพาน           ส่วนทางด้านตะวันตกนั้น   ความรู้มีเพียงด้านเดียวคือด้านที่มนุษย์มองเห็น   หรือรับรู้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้าที่ได้พัฒนาและเรียกว่าวิทยาศาสตร์   วิทยาศาสตร์นั้นทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตทุกๆ  ชีวิตและมนุษย์ทุกคน   เชื่อแต่ความจริงเท่าที่ตาเห็นหรือรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้าเท่านั้น    เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าชีวิตหรือมนุษย์เกิดมาด้วยความบังเอิญ  จริงๆ  แล้ววิทยาศาสตร์ที่เราเรียนหรือรู้มา   หรือวิทยาศาสตร์กายภาพจะถือว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกๆ  อย่างล้วนมีขึ้นด้วยความบังเอิญ   และจะต้องมองเห็นหรือรับรู้ได้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้าทั้งนั้น  จิต  ความตาย  การเกิดใหม่ที่มองไม่เห็น  ใครๆ  ก็ย่อมไม่เห็น  ในทางวิทยาศาสตร์จึงไม่มี   ยังไงๆ  ก็ไม่มี  (วิทยาศาสตร์เฉยๆ  หรือวิทยาศาสตร์เก่าคือวิทยาศาสตร์กายภาพ)     โชคร้าย  (ภาษาพาไป)  ที่ชาวตะวันออกรวมทั้งคนไทยกลับทิ้งของดีที่เรามี   และหันไปรับวัฒนธรรมฝรั่งตะวันตกว่าดีว่างาม   และทำตามอย่างไม่รู้จักตัวเอง   อะไรของฝรั่งของตะวันตกที่มีแต่รูปกายภาพและมองเห็นว่าอยู่แยกส่วนจากกัน   เราถึงจะเชื่อว่ามีจริงหรือเป็นความจริง   และความจริงก็มีอย่างเดียวเท่านั้น   คือต้องเห็นหรืออาศัยอุปกรณ์ที่ใช้แทนตาหู  เช่น กล้องต่างๆ  มองเห็น   เมื่อไม่เห็นหรือรับรู้ไม่ได้ก็ต้องไม่มีหรือไม่จริง   สัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์นั้นกลัวหรือปฏิเสธสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่รู้   กรรม  จิต  ชีวิตหลังตายและการเกิดใหม่จึงไม่มีหรือไม่จริง   นั่นคือวัฒนธรรมตะวันตกที่กลายเป็นอารยธรรม  "สมัยใหม่"  คืบคลานกลายเป็นของตะวันออกและชาวโลกอย่างรวดเร็ว   ทั้งนี้เพราะว่าเราลอกเลียนการเรียนรู้-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาวตะวันตกมาทั้งกระบิ-ซึ่งมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลดีจริง   ให้ความสุขสนุกสะดวกสบายกายแก่เรา   แก่จิตรู้ของชาวตะวันออกและชาวโลกแทบจะทั้งหมดเลยได้จริงๆ   แต่ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม   และเพราะความสุข  สนุก  สบาย  เรา-อย่างแทบเป็นเอกภาพ-จึงรับวัฒนธรรมของตะวันตกอย่างเต็มที่และอย่างรวดเร็ว   จริงๆ  แล้วตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้   แทบจะพูดได้เลยว่าเราชาวตะวันออกกับชาวโลกทั้งหมด   ต่างก็ล้วนจมดิ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    หรืออารยธรรม  "สมัยใหม่"  อย่างสิ้นเชิง  ตั้งแต่เกิดจนตายสำหรับปัจเจกบุคคล   และจำลองรูปแบบและระบบที่จะนำสู่วิถีชีวิตการเรียนรู้  "ทั้งเรือทั้งโกลน"  ของวิถีตะวันตก-ซึ่งตั้งอยู่บนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและหลักการวัตถุนิยมแยกส่วน-สำหรับสังคมโดยรวม   ยอมโยนทิ้งความเป็นตะวันออกของเราอย่างเต็มใจ     การกลัวความตายและการปฏิเสธความตายของโลกตะวันตก   ซึ่งเป็นความเชื่ออย่างมั่นคงของอารยธรรม  "สมัยใหม่"  ได้ระบาดตามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัตถุนิยมแยกส่วนไปสู่ทุกๆ  จุด  ทุกๆ  ภูมิประเทศของโลก   รวมทั้งประเทศไทย   ไม่ต้องไปดูไกลๆ  ดูที่การแพทย์แผนปัจจุบันกับโรงพยาบาลที่ใกล้ชิดความตาย   ก็จะเห็นว่าแพทย์ถูกล้างสมอง   ถูกสั่งสอนหรือร่ำเรียนมา-โดยการแพทย์แผนปัจจุบันที่ดั้งเดิมคืออารยธรรมของฝรั่งตะวันตกอย่างไร-แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ก็จะพยายามยื้อยุดความตายเอาไว้อย่างสุดความสามารถ   พร้อมกับเงินในกระเป๋าญาติๆ  ซึ่งไม่ว่าอย่างไรผู้ป่วยก็มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก   ทั้งนี้ก็เพราะดังที่ได้กล่าวไปแล้ว   ประเทศไทยเราได้รับอารยธรรมสมัยใหม่ทั้งหมดมาแล้วมากกว่าหนึ่งร้อยปีหรือสามสี่ชั่วคน   วัฒนธรรมที่สั่งสอนคนไทยแทบจะทุกคนให้ปฏิเสธความตาย   และคนส่วนใหญ่มากๆ ก็มักกลัวความตายกันทั้งนั้น   จริงๆ  แล้วฝรั่งตะวันตก  หรือแม้แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่พยายามจะเป็นฝรั่งมักไม่พูดถึงคำว่าตาย   สำหรับพวกเขาเหล่านี้ความตายหมายถึงความโศกเศร้า   การจำพรากและสูญเสียหมดสิ้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น  "ตัวกูของกู"  ดังนั้นพวกเขาเหล่านี้ทำอยู่สามอย่างหรือมีอยู่สามจำพวก   คือหนึ่ง  จำพวกที่มีมากที่สุดจำพวกนี้เห็นความตายคือความโศกเศร้าสูญเสียดังที่ได้กล่าวมาแล้ว   พวกนี้จะปฏิเสธความตายอย่างหัวชนฝา  ชนิดที่มีเงินที่หามาชั่วชีวิตเท่าไหร่ก็ยอมเสียทั้งหมด   หรือแถมญาติๆ  ยังเป็นหนี้เสียอีก  สองคือจำพวกญาติเยอะและคิดว่า  "ไหนๆ  ก็จะตายแล้ว   ทุจริตคอรัปชั่นหาเงินมาให้ลูกหลานดีกว่า  โกงทุกๆ  คนดีกว่า"  พวกที่สาม   จะจำยอมแสดงว่าตนไม่กลัวตาย   ทำเป็นหน้าชื่นตาบานและจะบอกตัวเองกับคนอื่นว่า  "ทุกคนเกิดแล้วต้องตายแน่ๆ  ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่หนีไม่ได้   จงยอมรับมันเสียดีกว่า"  ทั้งสามแม้แต่จำพวกสุดท้ายแสดงให้เห็นว่าตนเองยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้   ของความหมายและเป้าหมายของชีวิต   และความตายตามนัยของชาวตะวันออกและพุทธศาสนาเลย      ทางพุทธศาสนานั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า   ความตายกับการเกิดขึ้นมาของชีวิต-ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นความหมายและเป้าหมาย-นั้นแยกกันไม่ได้   และความตายเป็นส่วนของชีวิต   ซึ่งมีจิตร้อยรวงอยู่ภายในเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด   จริงๆ  แล้วไม่มีศาสนาไหนรวมทั้งอิสลามและคริสตศาสนา   ที่บอกเด็ดขาดว่าชีวิตนั้นได้สิ้นสุดจบสิ้นที่การตายไปจากโลกนี้  แต่ความรู้ที่เราเรียนมา   หรือวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีแข็งแรงกว่าอะไรๆ  ทั้งหมด  ทั้งที่ตอบคำถามของธรรมชาติได้แต่รูปกายภาพเพียงอย่างเดียว   เพราะเหตุว่าอารยธรรม  "สมัยใหม่"  ในทางอ้อม   เน้นสอนให้เรากลัวกับปฏิเสธความตาย     เราจึงถูกล้างสมองมาชั่วคนแล้วชั่วคนเล่า   จนกลายเป็นความเคยชินเป็นสามัญสำนึก  คุณธรรมจริยธรรมจึงได้ค่อยๆ  จางหาย   เป็นปฏิภาคกับกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   สังคมและปัจเจกจึงได้เลวร้ายเพราะคนกลัวและปฏิเสธความตายนั้น. ที่มา : http://www.thaipost.net/sunday/140609/6186

ความคิดเห็นที่ 62

natia
26 ก.ค. 2552 13:31
  1. เรื่องที่นำมาลงน่าสนใจมากนะ

ความคิดเห็นที่ 63

myschool
31 ก.ค. 2552 05:42
  1. ** แม่โกหกเรากี่ครั้งในชีวิต **

     

     1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อเราเป็นเด็ก ๆ เราเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้เราเพิ่มขึ้นอีกพร้อมทั้งพูดว่า 'ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว' นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกเรา  2. เมื่อเราเติบโตขึ้น แม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าเราจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเรา แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้เรากิน ในขณะที่เรากินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆ เรา แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่เราได้กินเนื้อปลาไปแล้ว เรารู้สึกตื้นตันใจมาก..เราพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า 'ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา' นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกเรา  3. เมื่อเราเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งเราตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...เรายังเห็นแม่กำลังทำงาน 'แม่ค่ะ...นอนเถอะมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก' แม่ยิ้มกับเราพูดว่า 'ลูกนอนก่อนนะ...แม่ยังไม่ง่วง...นอนไม่หลับ' ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกเรา  4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมเราต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้เรา มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอเราอยู่หลายชม. เมื่อเราทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่เรามีเหงื่อออกท่วมตัว..แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้เราดื่ม เราเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า 'ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ' นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกเรา  5. หลังจากที่พ่อเราล้มป่วยและเสียชีวิต แม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับเราว่า 'แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความรักอีก' แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ 5 แล้ว  6. ในทื่สุดเราก็เรียนจบและมีงานทำ เราอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่เราพยายามส่งเงินมาให้แม่ (เราต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่เราไม่ค่อยยอมรับเงินเรา..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้เราอีก แม่พูดกับเราว่า 'แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ' แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ 6  7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..เราตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อเราเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...เราอยากให้แม่เรามาอยู่กับเราที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่เราไม่อยากรบกวนเรา...บอกเราว่า 'แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน' ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกเรา  8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล เราลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่ทันที แม่เรานอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อเราไปถึง น้ำตาเราไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นเรา....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก เรารู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว เราโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจเราในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบเราด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ 'ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว' นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกเรา แม่ที่เรารักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง........  อยากให้เรื่องราวนี้สะท้อนกลับไปยังลูกๆทุกคน ที่ยังมีคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ รักคุณแม่ให้มากๆนะคะ

    ที่มา : forward mail


ความคิดเห็นที่ 64

myschool
4 ส.ค. 2552 06:04
  1.  

    เวลาไม่มีเงิน...คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่

    แต่พอมีเงิน...คนแรกที่คิดถึงคือแฟนและเพื่อน

     

    อยากได้รถ...คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่

    แต่พอมีรถ...คนแรกที่จะไปรับคือแฟนและเพื่อน

     

    ร้านอาหารหรู ๆ บรรยากาศคลาสสิค...มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน

    อาหารบนโต๊ะที่บ้าน...มีไว้สำหรับพ่อและแม่

     

    โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า...มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน

    ทีวี และสวนหน้าบ้าน...มีไว้สำหรับพ่อและแม่

     

    พ่อและแม่ คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอน...เพื่อความอยู่รอด

    ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นเน็ตก่อนนอน...เพื่อให้หลับฝันดี

     

    เวลาเรามีความสุข...มักจะมองหาแฟนและเพื่อน

    เวลาเรามีความทุกข์...คนที่กังวล หดหู่และเศร้าสลดใจ คือพ่อและแม่

     

    เวลาประสบความสำเร็จ!...เรามักมองหาแฟนและเพื่อน เพื่อนัดฉลองและสังสรร ...คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่

    แต่พ่อและแม่...กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป

     

    ลูกไปรื่นเริงตามโรงหนัง เธค ผับ โต๊ะสนุ๊ก ฯลฯ ...

    พ่อและแม่กลับทำงาน หรือ นอนหลับเก็บแรงไว้ทำงานหาเงินในวันรุ่งขึ้น เพื่อแลกความสุขของลูก อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ

     

    เวลาแต่งงาน...คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้นคือพ่อและแม่

    คนที่มีความสุขคือลูก

     

    พ่อและแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้ง เต็มไปด้วยอารมณ์ห่วงใย...เพื่อให้ลูกได้ดี

    แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่พ่อและแม่พูด...เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

     

    พ่อและแม่...คือผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการเพื่อลูก

    แต่พอลูกมีปัญหา...มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่หรืออยากตาย !

     

    พ่อและแม่คือผู้ที่ปกป้อง และยืนเคียงข้างลูกจวบจนชีวิตจะหาไม่

     

    ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด...คำว่า “พ่อ” หรือ “แม่”

     

    อาจเป็นคำแรกที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด...มันนานจนเราอาจจะลืมไปแล้ว

     

    คุณเตรียมอะไรไว้เพื่อคุณพ่อคุณแม่ของคุณ คนที่คุณอยู่กับท่านมาครึ่งค่อนชีวิต และจะอยู่กับเราอีกไม่นาน...แล้วหรือยัง?

    ที่มา : http://cms.srivikorn.ac.th/svk_forum/index.php?topic=1440.0

     


ความคิดเห็นที่ 65

myschool
11 ส.ค. 2552 06:09

ความคิดเห็นที่ 66

myschool
12 ส.ค. 2552 06:52

ความคิดเห็นที่ 67

myschool
12 ส.ค. 2552 06:55
  1.  


ความคิดเห็นที่ 68

myschool
12 ส.ค. 2552 06:57
  1. ติดตามต่อวันพรุ่งนี้ครับ...


ความคิดเห็นที่ 69

myschool
13 ส.ค. 2552 05:22
  1.  


ความคิดเห็นที่ 70

myschool
13 ส.ค. 2552 05:24
  1.  


ความคิดเห็นที่ 71

myschool
13 ส.ค. 2552 05:26
  1.  


ความคิดเห็นที่ 72

myschool
13 ส.ค. 2552 05:28
  1. ติดตามต่อวันพรุ่งนี้ครับ...


ความคิดเห็นที่ 73

myschool
14 ส.ค. 2552 05:32
  1.  


ความคิดเห็นที่ 74

myschool
14 ส.ค. 2552 05:34
  1.  


ความคิดเห็นที่ 75

myschool
14 ส.ค. 2552 05:36
  1.  


ความคิดเห็นที่ 76

myschool
14 ส.ค. 2552 05:43
  1. จบบริบูรณ์......

    "กายนคร" เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักตัวเองในมุมมองของพระพุทธศาสนาใครสามารถเข้าใจปริศนาธรรมที่อ่านมาตั้งแต่ต้นได้ ก็จะสามารถเข้าใจชีวิต และตัวของเราเองมากยิ่งขึ้น ความสุขที่แท้จริงก็อยู่ในตัวเรานี่ล่ะครับ

     


ความคิดเห็นที่ 77

myschool
18 ส.ค. 2552 06:02
  1. "กายนคร" เป็นปริศนาธรรมที่ใช้วิธีอุปมา-อุปมัยเนื้อหาของพระอภิธรรม ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ

    "เมื่อกล่าวถึง คำว่า พระอภิธรรม ก็มักจะถูกถามเสมอว่า พระอภิธรรมคืออะไร พระอภิธรรมเรียนเกี่ยวกับอะไร

     ใครเป็นผู้แต่งพระอภิธรรมเรียนพระอภิธรรมแล้วได้ประโยชน์อะไร คนส่วนใหญ่ จะเข้าใจแต่เพียงว่าพระอภิธรรมเป็นบทสวดในงานศพ ที่ไม่ค่อยจะมีใครฟังรู้เรื่องแม้แต่พระผู้สวดเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ควาหมาย

    พระอภิธรรม เป็นวิชาการชั้นสูงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน พระอภิธรรมเปรียบเสมือนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา มีเนื้อหาสุขุมลุ่มลึกอันนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติของชีวิต เรื่องของกรรมและการส่งผลของกรรม เรื่อง ภพภูมิต่าง ๆ เรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด และเรื่องของการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นจุดหมายอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา

    วิชาการทั้งหลายทางโลกที่เราได้เคยเรียน เคยฟังและเคยอ่านกันมา มิใช่แต่เพียงในภพนี้เท่านั้น ในภพก่อน ๆ ที่เราเวียนว่ายตายเกิดกันมาจนนับไม่ถ้วนนั้น เราก็คงได้เคยเรียน เคยฟังและเคยอ่านกันมามากแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ พ้นจากความลำบาก หรือพ้นจากกิเลสไปได้เลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราเกิดปัญญาอันถูกต้องอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงแค่ความรู้ทางโลกเพื่อใช้ในการดำรงชีพไปภพหนึ่ง ชาติหนึ่งเท่านั้นเอง"

    ที่มา : http://www.dharma-gateway.com/dhamma/abidhamma-01.htm


ความคิดเห็นที่ 78

myschool
26 ส.ค. 2552 14:45
  1. แบบทดสอบ : ความรัก ความหวัง ความกลัว

    เผยความเป็นตัวตนของคุณ!!

     

    ข้อ 1. สมมติว่าคุณเจอสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายน่ากลัวตัวหนึ่งกำลังอาละวาดพังบ้านช่องข้าวของไปทั่ว คุณคิดว่าทำไมสัตว์ประหลาดตัวนั้นถึงออกอาละวาดอย่างดุร้าย?? 

    - มันหิวและกำลังล่าอาหาร 

    - มันกำลังตามหาความรักที่หายไป 

    - มันดุร้ายเพราะมันน่าเกลียดน่ากลัว 

    - มันโกรธทุกอย่างในโลกนี้

     

    ข้อ 2. ขณะที่คุณกำลังเดินชมงานศิลปะ ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ คุณเห็นภาพๆ หนึ่ง และคุณหยุดพิจารณาดูภาพนั้นอยู่นาน ภาพที่คุณเห็นเป็น...... 

    - ภาพเหมือนจริง 

    - ภาพวาดล้อเลียน 

    - ภาพนามธรรม 

    - ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ

     

    ข้อ 3. ถ้าคุณมียางลบวิเศษที่สามารถลบอะไรก็ได้ 

    - ลบตัวคุณเอง 

    - ลบคนรักของคุณ 

    - ลบมือที่สาม

     

    ข้อ 4. คุณกำลังยืนดูภาพวาดอยู่ในงานนิทรรศการศิลปะ แล้วมีคนแปลกหน้าคนหนึ่งมายืนข้างๆ คุณ แล้วพูดบางอย่างกับคุณ คุณคิดว่าเค้าจะพูดอะไร?? ระหว่าง 

    - รูปนี้สวยจังนะ 

    - คุณคิดอย่างไรกับภาพนี้ 

    - ขอโทษครับ…กี่โมงแล้ว 

    - คุณรู้ไหมผมวาดภาพนี้เอง

     

    ข้อ 5. คุณนอนอยู่ในโรงแรมที่มีวิวเป็นท้องทะเลสีฟ้าคราม แล้วคุณก็เคลิ้มหลับไป คุณคิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมา คุณจะเห็นวิวนอกหน้าต่างเป็นอย่างไร? ระหว่าง 

    - พระอาทิตย์เที่ยงวันที่เจิดจ้าอยู่เหนือทะเล 

    - ทะเลมืดครึ้มภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว 

    - ท้องทะเลที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกเย็นๆ 

    - พระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า

     

    ข้อ 6. ขณะที่คุณกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ก็มีเสียงเคาะประตู ดังนั้น คุณมองลอดช่องประตูคุณเห็นชายแปลกหน้า ดูจากการแต่งตัว คุณคิดว่าคงจะเป็นช่างซ่อมอะไรสักอย่าง คุณคิดว่าเขาเป็นช่างซ่อมอะไร 

    - ช่างไฟ 

    - ช่างประปา 

    - ช่างแอร์ หรือ ช่างพัดลม 

    - ช่างซ่อมโทรทัศน์ และเครื่องเสียง

     

    ข้อ 7. สมมติว่าคุณเป็นนักร้องที่กำลังจะได้ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง คุณอยากให้ปกเทปของคุณเป็นรูปอะไร?? 

    - ภาพถ่ายสถานที่หรือวิวสวยๆ 

    - ภาพการ์ตูน 

    - ภาพนามธรรม 

    - ภาพของตัวคุณเอง

     

    ข้อ 8. มีกระดาษอยู่ 1 แผ่น ให้คุณใช้กรรไกรตัดกระดาษออกเป็น 2 ส่วน คุณจะตัดแบบใด? 

    - ตัดตรงกลางแบ่งตรงๆ 

    - ตัดเป็นเส้นโค้งกลับไปกลับมา 

    - ตัดเป็นเส้นหยักๆแบบซิกแซก 

    - ตัดเป็นเส้นโค้งมนเส้นเดียว

     

    ข้อ 9. ส่วนไหนของขนมเค้กที่คุณจะเลือกกิน?? ระหว่าง 

    - ส่วนที่มีสตรอเบอร์รี่ 

    - ส่วนที่มีของตกแตงที่ทำจากพลาสติก 

    - ส่วนที่มีของตกแต่งที่ทำจากน้ำตาล 

    - ส่วนที่เป็นช็อกโกแลต 

    - ส่วนที่มีเวเฟอร์

     

    ข้อ 10. เมื่อคุณเดินไปตามถนนแล้วชนถังขยะล้ม คุณคิดว่าข้างในถังขยะใบนั้นมีอะไรอยู่?? ระหว่าง 

    - ไม่มีอะไรเลยเป็นถังขยะว่างเปล่า 

    - เป็นกองขยะกระจายเกลื่อนกลาดเต็มถนน 

    - มีขยะที่เป็นเศษอาหาร หรือขยะสด 

    - เป็นถุงดำใส่ขยะผูกไว้เรียบร้อย

     

    ข้อ 11. คุณดูทีวีในห้องนั่งเล่น จนดึกจากนั้นคุณจึงปิดทีวีขึ้นไปนอน เมื่อคุณเปิดประตูห้องนอน คุณเห็นงูอยู่บนเตียง คุณทำอย่างไร 

    - วิ่งหนี 

    - ตกใจแต่ไม่กลัวมากนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร 

    - ตกใจแต่ไม่กลัวมากนัก แล้วคิดหาวิธีไล่หรือให้คนมาช่วยไล่มันไป (หรือคิดวิธีที่คุณจะฆ่ามัน)

     

    ข้อ 12. คุณขับรถชมทิวทัศน์ริมชายหาด ซึ่งมีขึ้นเป็นระยะต้นปาล์ม เมื่อถึงจุดที่มีวิวสวยคุณจอดรถ แล้ววาดภาพเพื่อเก็บไว้ดู คุณจะวาดภาพต้นปาล์มทางขวามือให้มีลักษณะอย่างไร 

    - สูงกว่าต้นปาล์มเดิม 

    - สูงเท่ากับต้นปาล์มเดิม 

    - เตี้ยกว่าต้นปาล์มเดิม

     

    ข้อ 13. สมมติว่าคุณไปซื้อโดนัทแบบสอดไส้มาจากร้านเบเกอรี่ เมื่อกลับมาบ้านและเริ่มกิน คุณก็พบว่ามันไม่มีไส้ข้างใน คุณจะทำยังไงกับโชคร้ายครั้งนี้??ระหว่าง 

    - เอาโดนัทที่ไม่มีไส้กลับไปเปลี่ยนที่ร้าน 

    - พูดกับตัวเองว่า “มันเกิดขึ้นได้” แล้วก็กินโดนัทที่มีอยู่ 

    - ไม่กินโดนัทที่ซื้อมาหันไปกินอย่างอื่นแทน 

    - พยายามหาอย่างอื่นมาใส่เป็นไส้แทน เพื่อให้รสชาติดีขึ้น

     

    ข้อ 14. ถ้ามีไข่ชนิดหนึ่งอยู่ตรงหน้าคุณ คุณคิดว่ามันเป็นไข่ของอะไร? ระหว่าง 

    - ไข่งู 

    - ไข่เต่า 

    - ไข่ไดโนเสาร์ 

    - ไข่ไก่

     

     

    ___________________________________________________________________________

     

    --- เฉลย ---

     

    ข้อ 1. สัตว์ประหลาดเป็นตัวแทนของด้านมืดในนิสัยของคนเราทุกคน และความโกรธของสัตว์ประหลาดก็คือสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกกดดันในชีวิต 

    - มันหิวและกำลังล่าอาหาร : มันหิว คุณกำลังต่อสู้กับความอยากอาหาร คุณอาจจะกำลังควบคุมน้ำหนักหรืออดอาหารอยู่ 

    - มันกำลังตามหาความรักที่หายไป : มันตามหารัก ความรักเป็นสาเหตุของความกดดันในชีวิตคุณ 

    - มันดุร้ายเพราะมันน่าเกลียดน่ากลัว : มันน่าเกลียด คุณไม่พอใจในรูปลักษณ์ของตัวเองในบางแง่มุม 

    - มันโกรธทุกอย่างในโลกนี้ : มันโกรธคนทั้งโลก คุณเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และชอบที่จะจับผิดไปซะทุกอย่าง

     

    ข้อ 2. ภาพที่คุณเห็นเป็นการสื่อถึงเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ 

    - ภาพเหมือนจริง : คุณเป็นคนมั่นใจในตัวเอง 

    - ภาพวาดล้อเลียน : คุณเป็นคนพูดเก่ง สนุกสนาน 

    - ภาพนามธรรม : คุณเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ 

    - ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ : คุณเป็นคนสุภาพอ่อนโยน

     

    ข้อ 3. ถ้าคุณมียางลบวิเศษที่สามารถลบอะไรก็ได้ คุณอยากจะลบอะไรมากที่สุด?? 

    - ลบตัวคุณเอง : คุณเป็นประเภทหนีปัญหา เมื่อเกิดปัญหาอะไรก็ตามขึ้นกับความรักของคุณ 

    - ลบคนรักของคุณ : คุณเป็นประเภทที่ชอบความรัก มองความรักเป็นเรื่องสวยงาม 

    - ลบมือที่สาม : คุณเป็นประเภทลุยที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื่องความรักค้างคาจนเป็นปัญหาเรื้อรัง

     

    ข้อ 4. คำตอบที่เลือก แสดงถึง วิธีที่คุณแสดงออกเมื่อพบใครคนหนึ่งเป็นครั้งแรก 

    - รูปนี้สวยจังนะ : คุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย 

    - คุณคิดอย่างไรกับภาพนี้ : คุณเป็นคนที่คิดมากก่อนที่จะเข้าไปทำความรู้จักคนอื่น 

    - ขอโทษครับ…กี่โมงแล้ว : คุณค่อนข้างจะเก็บตัว ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทำความรู้จักผู้อื่น 

    - คุณรู้ไหมผมวาดภาพนี้เอง : คุณมักจะตื่นเต้นเมื่อพบใครเป็นครั้งแรกและพยายามสร้างภาพเพื่อให้คนอื่นรู้สึกประทับใจ

     

    ข้อ 5. วิวนอกหน้าต่างโรงแรม แสดงถึง สิ่งที่คุณต้องการจากความรัก 

    - พระอาทิตย์เที่ยงวันที่เจิดจ้าอยู่เหนือทะเล : คุณต้องการความรักที่เร่าร้อน 

    - ทะเลมืดครึ้มภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว : คุณให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ระหว่างคู่รักเป็นอย่างมาก 

    - ท้องทะเลที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกเย็นๆ : คุณต้องการคนรักแบบที่สามารถเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ 

    - พระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า : คุณต้องการความรักที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ

     

    ข้อ 6. คนที่มาเคาะประตู สื่อถึง ปัญหาในครอบครัว ที่คุณพยายามไม่สนใจหรือไม่ยอมรับ 

    - ช่างไฟ : ความสามัคคี หรือความอบอุ่น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแสดงความคิดเห็นภายในครอบครัว 

    - ช่างประปา : ความเข้าใจกันของคนในครอบครัว หรือไม่ได้ให้กำลังใจในการใช้ชีวิตต่อวัน 

    - ช่างแอร์ หรือ ช่างพัดลม : ปัญหาจากนอกบ้านที่มีผลต่อครอบครัวคุณ อาจจะมาจากที่ทำงานของคนในครอบครัว หรือคนข้างบ้าน 

    - ช่างซ่อมโทรทัศน์ และเครื่องเสียง : ความสนุกสนาน

     

    ข้อ 7. สมมติว่าคุณเป็นนักร้องที่กำลังจะได้ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง คุณอยากให้ปกเทปของคุณเป็นรูปอะไร?? รูปแบบปกเทปที่คุณเลือก คือ นิสัยที่คุณคิดว่าเป็นนิสัยที่ดีที่สุดในตัวคุณและต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงลักษณะนิสัยนี้ของคุณ 

    - ภาพถ่ายสถานที่หรือวิวสวยๆ : คุณเห็นว่าตัวเองเป็นคนอ่อนโยนสุภาพ 

    - ภาพการ์ตูน : คุณเป็นคนชอบสังคม พูดเก่ง และทำให้คนอื่นสนุกสนานเมื่ออยู่ด้วย สนานเมื่ออยู่ด้วย 

    - ภาพนามธรรม : ภาพนามธรรม คุณเป็นคนมีความสามารถและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ - ภาพของตัวคุณเอง : คุณเป็นคนมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างสูง จึงมักทำอะไรตามที่ตนเองมั่นใจว่าถูกต้องและทำอย่างจริงใจตรงไปตรงมา

     

    ข้อ 8. วิธีการตัดกระดาษของคุณ แสดงถึงวิธีที่คุณจะใช้ในการตัดสัมพันธ์กับคนรัก 

    - ตัดตรงกลางแบ่งตรงๆ : คุณเป็นคนเด็ดขาดที่สามารถจบความสัมพันธ์ได้ทันที ไม่มีการเสียใจ 

    - ตัดเป็นเส้นโค้งกลับไปกลับมา : คุณเป็นคนไม่มีความเด็ดขาดในการตัดความสัมพันธ์ 

    - ตัดเป็นเส้นหยักๆแบบซิกแซก : คุณใช้วิธีการรุนแรงในการตัดสายสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้น 

    - ตัดเป็นเส้นโค้งมนเส้นเดียว : คุณใช้วิธีการจบความสัมพันธ์แบบนุ่มนวล

     

    ข้อ 9. ส่วนของขนมเค้กที่เลือกจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของคุณ 

    - ส่วนที่มีสตรอเบอร์รี่ : คุณเป็นคนที่มีศีลธรรมและจะไม่ยอมทำผิดพลาดไม่ว่ากรณีใดๆ 

    - ส่วนที่มีของตกแตงที่ทำจากพลาสติก : คุณเป็นคนทันสมัยอยู่เสมอ และชอบที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกแปลกใจ 

    - ส่วนที่มีของตกแต่งที่ทำจากน้ำตาล : คุณเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นและ ชอบที่จะได้อยู่ในที่ที่มีคนแวดล้อมอยู่เสมอๆ 

    - ส่วนที่เป็นช็อกโกแลต : คุณเป็นคนที่มีเหตุผล เป็นผู้นำและรักที่จะได้ควบคุมสิ่งต่างๆ 

    - ส่วนที่มีเวเฟอร์ : คุณเป็นคนโรแมนติกและมักจะใฝ่ฝันถึงการแต่งงานที่มีความสุข

     

    ข้อ 10. การเตะถังขยะล้ม คือ บางสิ่งที่ถูกปกปิดอยู่ ถูกเปิดเผยให้โลกภายนอกมาเห็นขยะในถัง คือ สิ่งที่คุณอยากซ่อนจากสายตาของคนอื่น 

    - ไม่มีอะไรเลยเป็นถังขยะว่างเปล่า : ใครตอบอย่างนี้คือพวกที่ไม่มีอะไรต้องปิดบัง 

    - เป็นกองขยะกระจายเกลื่อนกลาดเต็มถนน : คุณพยายามจะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเป็นคนตรงไปตรงมา แต่จริงๆแล้วคุณมีความรู้สึกที่ซ่อนเร้นภายในใจ 

    - มีขยะที่เป็นเศษอาหาร หรือขยะสด : คุณมักจะเป็นกังวลและไม่อยากให้ใครรู้ถึงเรื่องนิสัยการชอบกินของคุณ 

    - เป็นถุงดำใส่ขยะผูกไว้เรียบร้อย : คนพวกนี้ควบคุมตัวเองได้อย่างดีไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้ใครเห็น

     

    ข้อ 11. ปฏิกิริยาของคุณเมื่อเห็นงู บ่งบอกถึง ทัศนคติ ของคุณต่อความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม 

    - วิ่งหนี : คุณยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องเพศตรงข้าม กลัวที่จะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใครสักคน 

    - ตกใจแต่ไม่กลัวมากนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร : คุณไม่กลัวที่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนที่คุณพอใจ 

    - ตกใจแต่ไม่กลัวมากนัก แล้วคิดหาวิธีไล่หรือให้คนมาช่วยไล่มันไป : ไล่มันไปคุณไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใครสักคนและถ้าคุณคิดหาวิธีที่จะฆ่างู แสดงว่าตอนนี้คุณคงเจอคนรักที่ถูกใจหรือคุณเป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว

     

    ข้อ 12. ความสูงของต้นปาล์ม คือความหลังฝังใจที่มีต่อคนรักเก่า 

    - สูงกว่าต้นปาล์มเดิม : คุณไม่มีความผูกพันกับคนรักเก่าเหลืออยู่เลย สภาพจิตใจของคุณฟื้นกลับคืนมาใหม่เรียบร้อย 

    - สูงเท่ากับต้นปาล์มเดิม : คุณยังผูกพันและมีความทรงจำเฉพาะในเรื่องที่ดีกับคนรักเก่า และถ้าคุณคิดจะรักใครสักสักคน ก็เพราะว่าคนๆ นั้นมีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกับคนรักเก่าของคุณ 

    - เตี้ยกว่าต้นปาล์มเดิม : คุณไม่ลืมเรื่องราวของคนรักเก่าได้

     

    ข้อ 13. สิ่งที่คุณเลือกในสถานการณ์นี้ แสดงถึง บทบาทของคุณในหมู่เพื่อนๆเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น 

    - เอาโดนัทที่ไม่มีไส้กลับไปเปลี่ยนที่ร้าน : คุณเป็นคนที่เพื่อนๆสามารถพึ่งพาได้ ไม่ตกใจเมื่อสิ่งที่ไม่คาดหวังเกิดขึ้น 

    - พูดกับตัวเองว่า “มันเกิดขึ้นได้” แล้วก็กินโดนัทที่มีอยู่ : คุณไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกวนใจคุณโดยการยอมให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและปล่อยให้มันเป็นไป 

    - ไม่กินโดนัทที่ซื้อมาหันไปกินอย่างอื่นแทน : เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดฝัน คุณจะรีบตัดสินใจจัดการกับมันโดยเร็วที่สุด 

    - พยายามหาอย่างอื่นมาใส่เป็นไส้แทน เพื่อให้รสชาติดีขึ้น : คุณมีความสามารถในการคิดหาวิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ๆได้เสมอและเพื่อนๆของคุณก็มักจะยอมรับแนวคิดของคุณด้วย

     

    ข้อ 14. ไข่ คือสัญลักษณ์ของรุ่นต่อไปและลูกของคุณ ไข่ที่คุณเลือกคือ ความหวังและความฝันที่คุณมีกับลูกตัวเอง 

    - ไข่งู : งูคือตัวแทนของปัญญาและความร่ำรวย ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกมี 

    - ไข่เต่า : เต่าคือสุขภาพและอายุยืน คุณจึงอยากให้ลูกมีสุขภาพดีและความสุขทางกายภาพ 

    - ไข่ไดโนเสาร์ : คุณอยากให้ลูกโตขึ้นเป็นคนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร 

    - ไข่ไก่ : คุณไม่ได้หวังหรือใฝ่ฝันอะไรเป็นพิเศษในตัวลูก คุณต้องการแค่ให้ลูกมีความสุขและความปลอดภัยก็พอ

     

    ที่มา : http://blog.eduzones.com/snowytest/9004


ความคิดเห็นที่ 79

myschool
2 ก.ย. 2552 05:59
  1. จิตมนุษย์เหมือนคนบ้าหาบหิน

    พระธรรมเทศนา:หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

     

              การฝึกสมาธิ รวมจิตรวมใจให้เข้ามาภายใน ธรรมดาจิตนี้ ดวงจิตดวงใจจริง ๆ ก็คือดวงจิตดวงใจดวงเดียวเท่านั้น คน ๆ หนึ่ง สัตว์ตัวหนึ่ง ไม่ว่าใคร มีจิตดวงเดียว จิตดวงเดียวนี่แหละ แต่ว่าความอยาก ความดิ้นรน กิเลสมันเยอะ เรียกว่ามีมาก โบราณท่านตัดออกไปจากอายตนะทั้งหลาย ว่ากิเลสนี้มีตั้งพันหน้า ตัณหาร้อยแปด ก็คือว่ามันเยอะแยะ คิดมากไปเท่าไหร่ กิเลสมันก็มากไปตามความคิด

     

             พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า จงรวมจิตใจเข้ามา ถ้ารวมจิตใจเข้ามา จิตมันก็มีดวงเดียว จิตดวงเดียวเป็นผู้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกามภพ ในรูปภพ ในอรูปภพ ในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เปรตโลก ยมโลก ไม่ว่าโลกใดก็ตาม จิตดวงเดียวเป็นผู้หลง เป็นผู้ไป เมื่อเกิดในภพใด ๆ ตั้งอยู่ภพใด ๆ ก็ไปยึดถือว่า ตัวเองอยู่ในภพนั้น ๆ จิตดวงเดียว เมื่อเรารวมเข้ามาแล้ว รักษาได้ง่าย เพราะมันเป็นของอันเดียว

     

              ที่นี้ถ้าเราคิดมากไป ปรุงแต่งมากไป ตามอำนาจของกิเลสตัณหาในจิตใจนั้น ก็เลยมากเรื่องมากราวไป พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จิตนี้เป็นใหญ่ เป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยดวงจิต เมื่อจิตจะเอาอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไร จะทำบุญทำบาป ก็สำเร็จด้วยดวงจิตดวงใจทั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้าบำเพ็ญโพธิญาณมาสำเร็จได้ ก็เพราะดวงจิตดวงใจทั้งนั้น พากาย พาวาจา ให้ประพฤติดีทำดี ก็คือจิตดวงนี้แหละ

     

              ดวงจิตดวงนี้นั้น ไม่ใช่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ มันมีอยู่ เราทุกคนย่อมรู้ว่า ในตัวเรานี้แหละ ในใจเรามีความคิดนึกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ความอยากทั้งหลาย ท่านให้ชื่อว่า ตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็คือความดิ้นรน วุ่นวาย กระสับกระส่ายในจิตไปเท่าไรก็ติดเข้าไปเท่านั้น เมื่อจิตไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในดวงจิตดวงใจแล้ว จิตนั้นเองเป็นผู้แส่ส่ายไปรับเอาเรื่องต่าง ๆ มาคิด มานึก มาปรุง มาแต่ง ทั้ง ๆ ที่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ไม่ต้องไปเก็บเอาอะไรมาอีก เท่าที่มันมีอยู่นี้มันก็หนักพอแรงแล้ว ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก แล้วยังจะไปเก็บเอาเรื่องราวอารมณ์ภายนอกเข้ามา ให้มันยุ่งเหยิง มันก็ยิ่งหนักยิ่งหน่วงเข้าไป เหมือนกับว่าเราหาบ เราแบกเต็มแรงแล้ว แต่ยังไม่พอ เก็บเข้ามาใส่อีก จิตใจที่ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ภายในนี้ ท่านว่าเหมือนคนบ้าหาบหิน

     

              นิทานคนบ้าหาบหินนั้นมีอยู่ว่า บ้านั้นท่านว่าบ้า ๑๐๘ บ้า ๓๒ บ้า นับไม่ได้ มีบ้าชนิดหนึ่ง ไม่โหดร้ายประการใด ได้บุง ได้ตาด ได้อะไรมาก็หาบไป เมื่อเห็นไม้ เห็นก้อนหิน เม็ดกรวดอะไรก็ตาม เก็บใส่ข้างหน้าข้างหลัง แล้วก็หาบเรื่อยไป ไม่ว่าเห็นอะไรอยู่ข้างถนนหนทางก็เก็บมาใส่ทั้งนั้น เรียกว่าเก็บก้อนหิน ของหนักมาใส่ หาบไป จนกระทั่งหาบไปไม่ได้ ก็เก็บออก เก็บออกพอเบาไปได้ก็หาบไปอย่างนั้นแหละ

     

              เขาให้ชื่อว่าคนบ้า คนบ้าชนิดนั้นไม่มีเรื่องราวกับใคร แต่มีเรื่องราวกับหิน เห็นของหนักแล้วก็เอามาใส่ เจ้าของก็หาบไป เมื่อหาบไป มันก็เบา ก็เก็บมาใส่ใหม่ เห็นของใหม่ก็เก็บใส่ใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ ตลอดวันตลอดคืน แก่ทำมาอย่างนั้น นี้เรียกว่าเป็นนิทานอันหนึ่ง

              นิทานคนบ้าหาบหินนี้ เปรียบอุปมาเหมือนจิตใจของคนเรา ไม่ภาวนา ไม่สงบ ก็ไม่สละออกไปจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เก็บเข้ามา ตาเห็นรูป ก็เก็บเอามาไว้ มาคิด มานึก มาปรุงแต่งในทางที่จะยึดเอาถือเอาเหมือนคนบ้าหาบหิน รูปดีก็อยากได้ ดิ้นรนวุ่นวาย รูปสวย รูปงาม ไม่ว่ารูปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ไม้สอยก็ตาม รูปคน... เมื่อเห็นว่ารูปดี ก็อยากได้ ปรารถนา ดิ้นรนไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มันเก็บเข้ามา ยึดเข้ามา

     

              ที่นี้ ในขณะที่รูปไม่ดี รูปน่าเกลียดน่ากลัว รูปน่าชัง ก็เก็บเข้ามาอีก ไปเกลียด ไปกลัว ไปชัง พาให้จิตใจไม่เป็นสมาธิภาวนา คือเป็นธรรมดาของจิตไม่สงบ ไม่มีภาวนาพุทโธอยู่ในดวงใจ เมื่อตาเห็นรูปในส่วนที่ดีก็หลงไปอีกอย่างหนึ่ง ในส่วนที่ไม่ดี ก็หลงไปอีกอย่างหนึ่ง วุ่นวายอย่างนั้นแหละ เหมือนกับว่าคนบ้าหาบหิน

     

              นอกจากตาเห็นรูป หูได้ฟังเสียง ก็คอยเก็บเข้ามา นอกจากเก็บเข้ามาแล้ว ตัวเองก็ชอบพูดชอบกล่าวแต่ในสิ่งที่ไม่นั้นแหละ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธรรมะคำสั่งสอนมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ไม่ท่องบ่นสาธยาย เอามาจดมาจำ แต่คำดุคำด่า ว่าร้ายป้ายสีให้แก่กัน วันนี้ชอบเอามาคิด เอามานึก แม้สิ่งนั้นจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม จำไว้ ไม่ให้ลืม เขียนไว้ไม่ให้ลืม เป็นอย่างนี้มาตลอดกัป ตลอดกัลป์ ตลอดภพ ตลอดชาติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย มันเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จักปล่อยวาง

     

              ทางสมาธิภาวนา ธรรมะธัมโม คำสอนในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ตั้งอกตั้งใจบริกรรมภาวนา คนอื่นผู้อื่นไม่สำคัญเท่าใจของเราเอง ใจของเรานี้แหละ ควรภาวนานึกน้อมอยู่ในตัว ในใจ อย่าได้ประมาท ไม่ต้องไปหาบไปหิ้วเอาเรื่องของคนอื่น ผู้อื่น

     

              สัตว์โลกทั้งหลายนั้นมีอยู่มากมาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อะนันตังอัปปะริมาณัง” อนันตัง แปลว่า จะนับก็ไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แม้มนุษย์โลก สัตว์โลกทั้งหลายยังนับอ่านไม่ได้ ลองคิดดูว่า สัตว์เดรัจฉานในน้ำ บนบก ในอากาศนั้นมีมากมาย เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลาย นับได้เมื่อไร ไม่มีใครนับได้ ในพื้นแผ่นดิน ก็เต็มอยู่ในแผ่นดิน พวกมด พวกปลวก พวกแมลงเล็ก ๆ น้อย ๆ จนสมมติให้ชื่อมันไม่ได้ มันมากมาย ที่มันเกิดมาได้แล้วก็มี ส่วนที่มันยังเกิดไม่ได้ เหลือแต่ดวงจิตดวงวิญญาณอยู่ ก็เรียกว่าแน่นโลกอยู่ก็ว่าได้

     

              ดวงจิตดวงวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนี้ เรียกว่าเต็มโลก หรือภาษาโบราณท่านว่า ดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกนั้นมันเต็มโลก เหมือนเอาข้าวสารยัดใส่ไห ข้าวสารในไห ในหม้อ ในตุ่ม เต็มไปอย่างนั้นแหละ แน่นอยู่ในไห ในถุงอย่างไร ดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกก็เต็มอยู่อย่างนั้น ไม่หมด ไม่สิ้น

     

              บางคนก็มาเห็นว่า มนุษย์โลกในยุคนี้สมัยนี้มันมากมาย จนรัฐบาลแต่ละประเทศเลี้ยงไม่ไหว ต้องมีการคุมกำเนิดไม่ให้มันเกิด ถ้ามันเกิดมาแล้วก็จะมากมายหลายอย่าง แต่ละบุคคล ๆ เลยมีการคุมกำเนิดไม่ให้มันเกิด มันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตามที แต่ว่าดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกทั้งหลายนั้น มันเกิดอยู่อย่างนั้นแหละ มันมีอยู่แล้ว ที่คุมกำเนิดก็คุมได้แต่ในรูปขันธ์ คือไม่ให้มันมีรูปขึ้นมา แต่ว่าในจิตในใจนั้นมันคุมไม่ได้ มันเกิดก่อนผู้ควบคุมด้วย มันเกิดมาตั้งแต่อเนกชาติ นับภพ นับชาติ นับกัป นับกัลป์ นับตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินไม่ได้แล้ว ดวงจิตดวงใจอันนี้ มันจึงเป็นดวงจิตที่เรียกว่า หลงใหลอยู่ในโลกมานมนาน เป็นคนบ้าหาบหินมานานแล้ว จนนับไม่ถ้วน

     

              แม้แต่พระศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ได้มาตรัสรู้ในโลก พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็รู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลายมันมากมายเหลือที่จะพรรณนา พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ๆ มาโปรด มาเทศน์ มาสั่งสอนเอาก็ได้ แต่มันก็ไม่หมดไม่สิ้นไปได้ นับเป็นอสงไขย ๆ ที่สัตว์มาพ้นทุกข์ไปสู่นิพพานตามพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ แต่ถึงกระนั้น สัตว์โลกก็ไม่มีทางจะหมด จะสิ้นได้ เพราะอะไร เพราะจิตใจของสัตว์โลกยังมีความหลงอยู่

     

              เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจึงให้มีความสังวรระวัง ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนา อย่าให้ใจไปเก็บเอาอารมณ์เรื่องราวภายนอกที่ไม่มีที่จบที่สิ้น ให้รู้จักปล่อยวาง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่นเหม็นหอมอะไร ก็อย่าไปยึดไปถือเอา ถ้าจิตหลงไปยึดไปถือแล้ว เป็นทุกข์ในใจ เป็นทุกข์ในโลก ไม่มีที่จบที่สิ้น

     

              ในเมื่อเวลากลิ่นสัมผัสในจมูก รสสัมผัสในลิ้น เรื่องรสอาหารการกินนี้เป็นตัวสำคัญอันหนึ่ง เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้นตั้งอยู่ได้เพราะมีอาหาร ที่มันเกิดขึ้นมามีชีวิตอยู่ได้ เพราะมีการบริโภคอาหาร ถ้าสัตว์ทั้งหลายไม่มีอาหารกิน รูปขันธ์ก็ตั้งอยู่ไม่ได้

     

              รสอาหารนี้แหละ เป็นเหตุการณ์อันใหญ่ยิ่ง เพราะว่าจิตนั้นไม่อยู่ในสมาธิภาวนา ไม่มีอารมณ์ใจสงบระงับ ก็ย่อมดิ้นรนวุ่นวายไปตามอาหารการกิน สิ่งที่ล่วงมาแล้ว เคยกินเคยบริโภคอย่างใด จิตอันนี้ก็ไปยึดไปถือเอา เรียกว่าเหมือนกับคนบ้าหาบหิน มันก็หาบเอาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ยอมให้ผ่านไป มันเก็บเอามาคิดนึกอีก และก็คิดไปข้างหน้า หลงอยู่ในรสอาหารการกิน หารู้ไม่ว่ารสอาหารการกินนั้น มันเป็นเพียงการมาประทังรักษารูปขันธ์ให้เป็นอยู่เท่านั้น เมื่อรูปขันธ์เป็นอยู่แล้ว เราก็จะได้เจริญสมถะกรรมฐานทำให้ใจสงบระงับ ไม่ปล่อยปละละเลยให้จิตใจไปวุ่นวายแต่เรื่องภายนอก ยังดวงจิตดวงใจให้สงบตั้งมั่นอยู่ภายในดวงใจนี้ จะได้รวมจิตรวมใจเข้ามาภายในไม่ให้วุ่นวายไปตามเรื่องภายนอก

     

              ส่วนร่างกาย ก็มีสิ่งที่มาสัมผัสถูกต้อง เย็นร้อนอ่อนแข็ง เจ็บไข้ได้ป่วย สบาย ไม่สบาย ให้ชื่อว่า โผฏฐัพพะ สิ่งที่มากระทบกระเทือนรูปกายนี้ ก็เป็นอารมณ์พาให้จิตใจคนเราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ภาวนาพุทโธอยู่ในดวงใจไม่ได้ เพราะมีความลุ่มหลงอยู่ในผิวหนังผิวกาย หรือในเครื่องสัมผัส ไม่ว่าจะมีอะไรอยากได้อะไร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ปกปิดร่างกายนั้น นอกจากจะกันความร้อนหนาว เหลือบยุงแล้ว ยังนุ่งห่มประดับประดาตกแต่งร่างกาย เอาดีเอางาม วิเศษวิโส ไม่มีที่จบสิ้น นั่นแหละท่านว่า มันไปหาบเอา ยึดเอา ถือเอา เป็นทุกข์ในใจเป็นทุกข์ในโลก เป็นทุกข์ในกายเป็นทุกข์ในจิต ดวงจิตมันก็เป็นทุกข์

     

              เมื่ออารมณ์ทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สิ่งที่มาถูกต้องกาย ไปเป็นอารมณ์อยู่ในจิต แต่มันไม่ใช่อารมณ์ภาวนาพุทโธ ไม่ใช่อารมณ์มรณกรรมฐาน แต่เป็นอารมณ์หลงใหลไปตามตา ตามรูป ตามหู ตามเสียง ตามจมูก ตามกลิ่น ตามลิ้น ตามรส ตามกาย ตามโผฏฐัพพะ มันหลงอยู่อย่างนี้

     

              จิตเมื่อมันได้ผ่านอายตนะทั้งหลาย มันก็ไปเป็นอารมณ์อยู่ในจิต ดับไม่ลง สงบไม่ได้ จิตอันนั้นก็เลยเห็นว่า ความคิด ความนึก ความฟุ้งซ่านรำคาญ ดิ้นรนวุ่นวายกระสับกระส่ายได้มากเท่าไร ก็ถือว่าเป็นความสุข แต่ความสุขอันเป็นทุกข์ มันเก็บเข้ามา ยึดเข้ามา ถือเข้ามา ไม่รู้จักปล่อยจักวาง

     

              พระพุทธเจ้าท่านปล่อยวางจนหมด ไม่มีอะไรยึดไว้ถือไว้ในจิตในใจ ดวงจิตดวงใจของพระองค์ก็เรียกว่า ละกิเลสพร้อมทั้งวาสนาได้หมดสิ้น คือท่านไม่เป็นบ้าเป็นบอมายึดมาถือตามโลกอีกต่อไป พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พระโสดา พระสกิทาคามี พระอนาคามี ท่านรู้จักปล่อยรู้จักวาง รู้จักตัวเองว่า ลุ่มหลงมาแล้วในโลกนี้จนนับไม่ถ้วน

     

              เมื่อมาถึงปัจจุบันชาตินี้ ท่านก็ปล่อยวาง ท่านไม่หาบต่อไปอีก ปลงไว้ วางไว้ ตามหน้าที่ของเขา แล้วก็กำหนดพิจารณาให้เห็นแจ้งอยู่ภายในจิตใจของท่าน ไม่ใช่ท่านขาดสติ ขาดสมาธิ ขาดปัญญาไม่ได้ ท่านมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มีวิชาความรู้ ท่านเห็นว่าจิตใจของท่านได้หาบ ได้แบก ได้หาม วุ่นวายมานานแล้ว ปลงเสียที วางเสียที เรียกว่าปลงตก

     

              ปลงตก คือพิจารณาเห็นแจ้งว่าไม่ดี ไม่วิเศษวิโสอะไร ท่านก็ปลง ละออก ปล่อยออก วางออก ให้หมดสิ้น ไปจากจิต สิ่งใดที่ท่านเคยอิจฉาพยาบาทโกรธแค้นให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ท่านก็ปล่อยวางออกไป ไม่อิจฉา พยาบาทใครอีกต่อไป

     

              มีความเพ่งเล็งให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีความสุขกาย สบายใจ อย่าได้เดือดร้อนวุ่นวาย ใครมีความสุขอย่างไร ก็ให้มีความสุขอย่างนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป พระพุทธเจ้า พระอริยะเจ้าทั้งหลาย เรียกว่าท่านมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกไม่ซ้ำเติม ไม่เก็บเอามายุ่งในจิตใจด้วย

     

              คนเราที่ใจไม่สงบ ก็เพราะว่าไปคอยยึด ไปคอยถืออยู่ หาบอยู่ เหมือนคนบ้าหาบหิน ไม่รู้จักปล่อยวาง ความจริงแล้ว เราจะไปปล่อยวางให้คนอื่น ไปว่าดีให้คนอื่นก็เท่านั้น ไปว่าชั่วเสียหายให้คนอื่น ก็เท่านั้น

    หน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมภาวนาในทางพุทธศาสนานั้น ท่านทำจิตทำใจของท่านให้มีความสงบตั้งมั่น มั่นคงอยู่ในบริกรรมภาวนา ในดวงจิตดวงใจของท่านทุก ๆ ท่าน ทุกองค์ เมื่อยังไม่พ้น ก็เพียรพยายามเพื่อให้หลุดให้พ้น

     

              เมื่อพ้นไปแล้ว หลุดไปแล้ว ท่านก็มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ท่านก็มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ไม่มีการซ้ำเติมบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่มีความทุกข์กายทุกข์ใจ แล้วก็ไปซ้ำเติมให้มันมีความทุกข์หนักขึ้นไปอีกไม่เอา ท่านมีวิธีสั่งสอน แนะนำให้พุทธบริษัทมีภิกษุ สามเณร สามเณรี ผ้าขาว นางชี ฤาษี ตั้งอกตั้งใจ ภาวนาทำความเพียรละกิเลส

     

              การละกิเลสจะหมดจะสิ้นไปได้นั้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าสงบอยู่เท่านั้น ยังไม่พอ จะต้องกำหนดพิจารณาให้เห็นแจ้งด้วยญาณ ด้วยปัญญาตาใจว่า รูปนาม กาย ใจ ตัวตนคนเรานี้แหละ ไม่มีอะไรจะเที่ยงแท้แน่นอน ยั่งยืน จะให้เป็นไปตามความรักความปรารถนาทุกอย่าง ทุกประการนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ารูปขันธ์ อันเป็นตัวเป็นก้อนอันนี้ก็ตาม นามขันธ์ ได้แก่ดวงจิตดวงใจคิดนึกปรุงแต่ง อะไรต่อมิอะไร มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

     

              ท่านมาฝึกฝนอบรม สั่งสอนพุทธบริษัทให้รู้จักทำความสงบ ระงับ ให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ให้ยึดถือ แม้จะมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ในเวลาเรานั่งอยู่ เมื่อลุกจากที่นั่งไป ท่านก็สอนว่า อย่าเก็บเอาอารมณ์เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นในเวลานั่งนั้นติดตามไปด้วย

     

              ถ้าทำได้อย่างนี้ อารมณ์ภาวนาก็สบาย ไม่ไปเก็บเอาสิ่งที่เขาด่า เขาว่าดีชั่วให้ เมื่อลุกจากที่นั่งไปแล้ว ก็ไม่เก็บไปด้วย ในใจก็สบาย กายก็สบาย หูก็สบาย เพราะไม่ไปเก็บเอาอะไรต่อไปอีก หรือเขาติเตียนนินทา ว่าร้ายป้ายสีในเวลาที่เราอยู่ในน้ำ ถ้าเราขึ้นจากน้ำแล้วก็อย่าเก็บมา ทิ้งไว้ในน้ำนั้น

     

              นี่คือนโยบายสอนผู้ปฏิบัติธรรมะ อย่าไปเก็บเอามา อย่าไปเอามาหาบ มายึด มาถือ ถ้าเอามายึดมาถือไว้แล้ว ไม่มีที่จบที่สิ้น ขึ้นชื่อว่าโลกแล้วไม่มีที่จบ ไม่มีที่สิ้น ถ้าใครต่อเติมส่งเสริมมากเท่าไหร่ ก็ไปมากเท่านั้น เลยไม่จบไม่สิ้น ทำไมมันจึงไม่จบไม่สิ้น ก็เพราะว่ามันวน ๆ อยู่ในอาการอันเก่า

     

              ทั้งโลกนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ในอายตนะภายใน อายตนะภายนอก มันกระทบกระเทือนอยู่อย่างนี้มันจะจบสิ้นที่ไหน มันวนอยู่ในอาการอันเก่า ท่านว่าเหมือนมดมันไต่ขอบด้ง ขอบหม้อ ขอบไห มันไต่เท่าไร ๆ มันจะมีที่สิ้นสุดที่ไหนเพราะของมันกลม เรียกว่ามันไต่ไปตามความไม่รู้นั่นแหละ มันวนอยู่ในอาการอันเก่า แม้ความคิดนึกของคนเราว่าไปไกลที่สุดแล้วนั้น มันก็ไกลโดยความวนอยู่ในอาการอันเก่า

     

              พระพุทธเจ้าจึงสอน ไม่ให้วนเวียนมาในโลกนี้อีก ต่อไปสงบจิตสงบใจ ตั้งใจให้มั่นในดวงจิตดวงใจ ให้จิตใจดวงนั้นมีปัญญาพิจารณา ที่มีความเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นธรรมดาของสังขารทั้งหลาย เขาต้องเป็นไปอย่างนี้ แม้จิตใจของผู้มาอาศัยอยู่ในรูปขันธ์ คือขันธ์อันนี้ ดัวอันนี้ มิใช่ว่าจะได้ดังความปรารถนาทุกอย่างทุกประการ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ารูปขันธ์นี้ มีความแก่ความชรา มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตกดับเป็นธรรมดา

     

              จิตใจดวงที่ภาวนาพุทโธต่างหาก อยู่ที่ใดตั้งอกตั้งใจ ไม่ให้ใจของตนออกไปรับเอาเรื่องราวภายนอก สิ่งใดอยู่ภายนอกก็ให้ทิ้งไว้ นอกนั้นเรื่องราวอะไรที่มันเข้ามายุ่งในจิตในใจ ก็เพียรละในใจ ตั้งอกตั้งใจบริกรรม ภาวนาพุทโธรวมจิตใจเข้าไปภายในใจของตนเอง เพียรพยายามอยู่ในหัวใจของตนให้ได้ตลอดเวลา นั่งที่ไหนก็ภาวนาในที่นั้น ยืนอยู่ที่ไหนก็ภาวนาที่นั้น จะเดินไปมาที่ไหนก็ภาวนารวมจิตรวมใจให้สงบตั้งมั่น จนเกิดความรู้ ความฉลาด ความสามารถอาจหาญ ตัดบ่วงห่วงอาลัย กิเลสในหัวใจของตัวให้หมดไป สิ้นไป ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ความอยากได้ อยากดี อยากเป็น อยากมีไปตามอำนาจกิเลส อันนี้ไม่มีที่จบที่สิ้น ดิ้นรนไปตามความหลง

     

              ความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ต้องมารู้ที่กายที่จิต ที่ตัวเรานี้เอง ว่าร่างกายสังขารของแต่ละบุคคล มีขาสอง แขนสอง ศรีษะหนึ่ง มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดโดยรอบ มีใจครองอยู่ในร่างกาย ตัวตนนี้ คนละดวงใจ ก็ให้เพียรพยายามรักษา เอาดวงใจดวงเดียวนี้ให้ได้ อย่าได้ขาดสติ อย่าได้ขาดสมาธิ อย่าได้ขาดปัญญา จงเก็บเข้ามาไว้ในหัวใจ อย่าส่งใจออกไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องภายนอก

     

              จงมีความสงบจิตสงบใจ มีความตั้งมั่นอยู่ในหัวใจของตนอย่างเดียว สิ่งอื่นใดนอกจากจิตใจดวงที่รู้อยู่ภายในนี้ ออกไปทั้งหมด อนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ขึ้นชื่อว่าเป็นสังขารทั้งหลาย จะเป็นสังขารอันเป็นรูป สังขารอันเป็นนามธรรมก็ตาม ย่อมมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ปั่นป่วนอยู่เป็นธรรมดาอย่างนี้

     

              ผู้ปฏิบัติธรรมะในทางพุทธศาสนา จงพากันรวมจิตรวมใจสงบตั้งมั่นอยู่ในดวงใจ จนเห็นว่า สิ่งอื่นใดนอกจากจิตใจที่มีความสงบตั้งมั่นนี้ออกไปทั้งหมด อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในความสุขทุกข์ ความเป็น ความมี อันมีอยู่ในกายและจิตนี้

     

              จงทำความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมะปฏิบัติ อันเป็นปัจจุบันธรรมในที่นั้น ๆ สิ่งใดที่เป็นอารมณ์เรื่องราวอดีต มันก็ล่วงมาแล้ว เรื่องอนาคตมันก็ยังไม่มาถึง มันเป็นเรื่องภายนอกจากกายจากจิตออกไป จิตอย่าหวั่นไหวสั่นสะเทือน

     

              จงเป็นผู้มีสติอยู่ทุกเวลา มีสมาธิอยู่ทุกเวลา มีสติปัญญา อยู่ทุกเวลา ทุกขณะ ทุกเวลา อย่าได้ประมาท มัวเมา รั่วไหลไปที่อื่น จิตใจมีอยู่ภายใน ภายในตัวของบุคคลเราทุก ๆ คน ใจคนอื่น ผู้อื่น เขารักษาภาวนา ใจของเรามีอยู่ภายใน

     

              เราต้องรักษาภาวนา อย่าได้ประมาท ผู้ไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ผู้ประมาทเรียกว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อม ความเสีย ไม่กำหนดภาวนา ขาดสติขาดสมาธิขาดปัญญา ขาดความรู้ความฉลาด ขาดความสามารถอาจหาญ จิตใจเลื่อนลอยฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่นอยู่ในดวงใจ

     

              จงเป็นผู้โอปนยิโก น้อมเข้าสู่หลักปัจจุบัน เวลานี้ เดี๋ยวนี้ให้ได้ เมื่อเรามาภาวนาอยู่ในตัวในใจนี้ ได้ทุกขณะทุกเวลา อยู่ในหัวใจนี้แหละ จะเป็นไปเพื่อความเจริญงอกงามในทางพุทธศาสนา

     

    ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=72667


ความคิดเห็นที่ 80

myschool
10 ก.ย. 2552 05:59
  1. หลักใจสำหรับผู้ป่วยสิ้นหวังพญ. อมรา มลิลาบรรยาย ณ ห้องประชุมจงจินต์ ชมรมพุทธธรรม รพ.รามาธิบดีวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘

    Image

    ท่านอาจารย์และท่านผู้สนใจหลายท่านอาจนึกว่า เรื่องที่เราจะพูดกันวันนี้ห่างไกลตัวมาก แต่จากความจริงที่ประจักษ์ ความเจ็บและความตายเป็นสิ่งที่กำหนดกันไม่ได้ บางท่านกำลังแข็งแรง หนุ่มฉกรรจ์ ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ กลายเป็นผู้พิการ ช่วยตัวเองไม่ได้ บางท่านเกิดเป็นมะเร็งในวัยที่ไม่คาดคิด แม้จะรักษาอย่างไร ๆ มะเร็งก็ลุกลาม ไม่หยุดยั้ง จนถึงแก่ความตายในที่สุดจากการได้เห็นอย่างนี้ ทำให้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะเตรียมชีวิตของเรา หรือในช่วงที่เริ่มรู้ว่าเราเข้าที่คับขัน เวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนั้น จะใช้ให้เป็นสาระประโยชน์อย่างที่สุดอย่างไรบ้างประการแรก ทุกคนพอเจ็บป่วย จะมีความหวาดกลัว ต้องการให้หมอบอกว่า เราเป็นอะไร จะตายหรือจะหาย ซึ่งหมอคนไหนคนไหนก็บอกไม่ได้ทั้งนั้น และถ้าคนไข้เอาใจไปมัวครุ่นคิดแต่ว่าจะหายหรือจะตาย เลยไม่มีจิตใจเหลืออยู่เพื่อทำชีวิตที่เป็นอยู่ให้สงบสุขได้ทำอย่างไรหมอหรือผู้ใกล้ชิดจึงจะเบนความสนใจของคนไข้ออกจากตรงนั้นได้จากกรรมวิธีที่ตัวเองใช้และได้ผลก็คือ เริ่มต้นคุยกับคนไข้ก่อน ปูทางให้เห็นว่าทุกคนต้องตายทั้งนั้น ถึงไม่เจ็บก็อาจนอนหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็ได้ หรือคุณลุงดิฉันท่านเป็นมะเร็งที่ตับ คุณหมอตรวจแล้วบอกลูกหลานว่า ถ้าดูแลดี ๆ ก็อาจอยู่ไปได้อีกสักปีหรือสองปี แต่ถ้ามีอะไรแทรกซ้อนหรือกระทบกระเทือนใจก็อาจเร็วกว่านั้น ลูกหลานก็ทำใจไม่ได้ มัวเกี่ยงงอนกันว่าเวลาสั้นเกินไป แต่ความเป็นจริงคุณลุงเจ็บไปได้ยังไม่ถึงสองเดือน ท่านเกิดเป็นปอดบวมและตายด้วยโรคปอดบวม ดิฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้คนไข้หลายคนฟัง จะอยากรู้ไปทำไมว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้มันเจ็บป่วยด้วยอะไรกันแน่ เพราะเห็นไหม ทั้งที่ลุงดิฉันเป็นมะเร็ง กลับตายปุบปับด้วยปอดบวม หรือตัวดิฉันมาเยี่ยมคุณอยู่นี่ พอลากลับออกไปอาจถูกรถชนตาย แต่ตัวคุณซึ่งกังวลว่าจะตาย กลับยังมีชีวิตอยู่ก็ได้เรื่องทำนองนี้ ที่จะทำให้เขายอมรับความจริงว่า การตายไม่จำเป็นต้องเจ็บเสียก่อนถึงจะตาย แข็งแรงอยู่อย่างนี้อาจมีเหตุปัจจุบันอะไรมาทำให้ตายก็ได้ ให้ใจของเขาคลายกังวล ยอมรับว่าความตายเป็นเรื่องสามัญท่านอาจารย์สิงห์ทองเคยบอกว่า คนเราทุกคนพอคลอดจากท้องแม่ ร้องแว้แรก ก็เอาป้ายตัดสินประหารชีวิตห้อยคอมาด้วยแล้ว มีอะไรบ้างที่มีชีวิตในโลกนี้เกิดมาแล้วไม่ตาย เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ มันก็เหมือนกับว่า พวกเราทุกคน พอหายใจเฮือกแรก ก็รับป้ายตัดสินประหารชีวิตแขวนคอมาพร้อมแต่เขาจะเอาไปเข้าหลักประหารเมื่อไหร่เรารู้ไม่ได้ แล้วเราจะเดือดร้อนไปทำไมเมื่อคนไข้ยอมรับสัจธรรมข้อนี้แล้ว ท่านอาจารย์สอนให้รู้ไว้ว่า ความเจ็บป่วยเป็นโชค เพราะทำให้เรามีโอกาสได้ลงสนามซ้อม เพื่อเตรียมตัว ถ้ายิ่งเราได้เจ็บป่วยหลายครั้ง เจ็บแล้วหาย เจ็บแล้วหาย ยิ่งดี ได้ซ้อมจนช่ำชอง เพราะบางคนไม่มีโอกาสได้ซ้อม พอเจ็บครั้งแรกก็ตายเลย อย่างนั้นอาจเสียท่า ปรับตัวไม่ทัน แต่เราโชคดี ได้เจ็บและได้ซ้อม เพราะฉะนั้น แทนที่จะไปห่วงว่า เจ็บนี่น่ะ มันจะหาย มันจะตาย มันจะเป็นอย่างไร อย่าไปสนใจ ความเจ็บเป็นเพียงแบบฝึกหัด ให้เราดูใจเราว่าพร้อมที่จะลงสนามรบครั้งสุดท้ายหรือยัง เราจะได้เก็บข้อมูลว่าตรงไหนที่ยังบกพร่อง คราวหน้าจะได้วางแผนให้รัดกุมกว่านี้สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามาก คือ เวทนา ความเจ็บปวด ถ้าคนไข้เป็นมะเร็ง ความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่คนไข้ประท้วงว่า มันดูใจไม่ไหวเพราะเห็นแต่ปวดท่าเดียว เราก็ปลอบว่า ตรงนี้แหละสำคัญที่สุด ถ้าเราไปยึดว่าความปวดเป็นตัวเราแล้วละก็ ใจจะจมมิดอยู่ในความปวดจนไม่มีทางช่วยตัวเองได้ เพราะ เวลาที่ใจจะเปลี่ยนภพ มันก็เหมือนเรากำลังออกเดินทาง ถ้าเราออกเดินทางเวลาโพล้เพล้ จะสว่างก็ไม่สว่าง จะมืดก็ไม่มืด มองอะไรก็ไม่ถนัด ยิ่งใจของเราตื่นกลัวหวาดหวั่น มันก็เหมือนฝนตั้งเค้าทะมึน มีลมพายุ ดีไม่ดีมีทั้งฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และฝนกระหนำลงมาจนเราเปียกปอน ลื่นล้มลงไปในหลุม ในร่องที่มองไม่เห็น แข้งขาหัก เดินต่อไปไม่ได้เมื่อจะเดินทาง อย่างน้อยที่สุด ต้องมีไฟฉายคือสติปัญญาอยู่กับใจ ให้เราเห็นหนทาง ถ้าเตรียมสติปัญญาของเราพรักพร้อม ก็เหมือนเราออกเดินทางเวลาที่ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นทางชัดเจน ถ้ามีเสบียงกรังมากกว่านั้น ก็เหมือนกับว่าเราไปพบถนนราบเรียบ ไม่อยากนั้นหนทางอาจขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือหลงเข้าไปในป่าดงพงพีแล้วหาทางออกไม่ถูกอะไรเล่าที่จะเป็นเสบียงกรังเหล่านี้การอบรมใจ หรือที่เรียกว่าภาวนา ถ้าเราตั้งสติให้อยู่กับใจไม่ได้ ต่อให้มีมีด มีพร้า มีครบหมดทุกอันในเป้หลัง พอถึงเวลาจะใช้ หยิบไม่ทัน หาไม่ได้ แบกไปหนักเปล่า ๆ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น หลายท่านที่เคยปฏิบัติ เคยรู้ธรรมข้อนั้น ข้อนี้ ข้อโน้น แต่เวลาจวนตัว ชักออกมาใช้ไม่ทัน คนบางคนรู้หมด ความโกรธไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องแก้ด้วยเมตตา พูดได้ทุกอย่าง แต่เวลาตัวเองโกรธเข้าจริง ๆ เปรี้ยงออกไปแล้ว ถ้ามีปืนอยู่ตรงนั้นก็ยิงไปเลยนี่ก็เหมือนกัน เรารู้ว่าความเจ็บปวดต้องกำหนดแยกจากกาย แต่พอเจ็บปวดเข้าจริง ๆ สติตั้งไม่ได้ มันก็แยกความเจ็บปวดไม่ออก มันไม่เอาอะไรทั้งนั้น ใจไปคลุกอยู่แต่ตรงปวดนั่น เราก็ให้กำลังใจเขา ให้ลองซ้อมก่อน การจะซ้อมให้ได้ผล ก็ต้องเริ่มซ้อมตั้งแต่ยังไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อย ๆ ก่อน! เพราะถึงเจ็บเป็นมะเร็ง หรือเป็นอะไรก็ตาม ทุกขเวทนาก็ไม่หนักต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา มันจะมีขณะที่รู้สึกสบาย พอทนได้แทรกเข้ามาตรงที่สบายนี่แหละ ให้เขาลองฝึกสติ นั่งไม่ได้ นอนก็ได้ โดยมุ่งกำหนดสติให้อยู่กับใจการกำหนดสติให้อยู่กับใจ สำหรับผู้ไม่เคยเป็นของยากว่าจะกำหนดอย่างไร ถ้าคนไข้กำลังให้น้ำเกลือ เราก็ให้เขามองกระเปาะที่น้ำเกลือหยดลงมา เปรียบกระเปาะเป็นเหมือนใจของเขา คำบริกรรม”พุท-โธ” ที่เอาสติไปกำหนดเป็นเหมือนหยดน้ำเกลือ เมื่อกำหนดคำบริกรรมแต่ละคำหยดลงไปในใจ มันจะเข้าไปชะล้างจิตใจที่กำลังทุกข์ หวั่นกังวลด้วยความเจ็บปวด ให้คลี่คลาย เบาบางลง ตั้งสติให้แน่วแน่ไว้ที่ตรงหยดน้ำเกลือก็ได้เมื่อน้ำเกลือหยดหนึ่งหยด กำหนด “พุธ” หยดถัดไป “โธ” กำหนด พุท-โธ พุท-โธ ต่อเนื่องกันอยู่ดังนี้ เมื่อสติมีที่หมายชัดแจ้ง ใจก็จดจ่ออยู่แต่กับหยดน้ำเกลือ ไม่แวบปลิวไปที่ไหนเสียถ้าไม่มีน้ำเกลือ เรากำหนดที่ตรงไหนก็ได้ เป็นต้นว่าให้เพ่งเข้าไปในตัวของเขาเอง สมมุติว่าตรงกึ่งกลางอกเป็นที่ซึ่งใจเขาอยู่ ก็เอาสติไปกำหนดไว้ที่ตรงนั้น หรือกำหนดไว้ที่กะบังลม ตรงที่เขาหายใจเข้าไปจนสุด และกำหนดพุท-โธ ตามจังหวะที่ลมหายใจเข้า หายใจออกกระทบ ถ้ากำหนดได้ เขาจะรู้สึกใจสบาย ความเจ็บปวดค่อยคลายไปคนไข้หลายราย ขณะมีกำลังใจ จะเอายาแก้ปวดวางไว้ก่อน แล้วกำหนดสติ ทำสมาธิ บางครั้งทำแล้วไม่ต้องใช้ยาแก้ปวด ผลที่ประจักษ์กับตนเอง ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาก ถ้าเขาทำอยู่สม่ำเสมอ จนกระทั่งใจสงบลงรวมเป้นสมาธิ บางคนลงรวมจนรู้สึกร่างกายเบาหายไปหมด เหลือแต่ตัว “รู้” เฉย ๆ โปร่งโล่งถ้าได้สัมผัสจุดนี้ เราก็อธิบายให้เขาเห็นว่านี่อย่างไร ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายของเราเป็นสมมติ ประกอบขึ้นจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งมีธรรมชาติแปรปรวน เปลี่ยนแปลง เหมือนสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราเห็น เช่น อาคารบ้านเรือนก็เก่า แตกร้าว พังไป ต้นไม้ เมื่อถึงวาระก็ยืนต้นตาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าพืช สัตว์ หรือ คน ที่เราเห็น รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย ก็แก่ ก็ตายไปทั้งสิ้นก้อนร่างกายของเราก็เช่นกัน วันหนึ่งก็จะแปรปรวนไปอย่างนั้น แต่ใจซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นพลัง อมตธาตุ ไม่ได้ตายตามไปด้วย ภาวะสมาธิทำให้ประจักษ์กับใจของเขาเองแล้วว่า ธาตุรู้ และ ดิน น้ำ ลม ไ ฟ เป็นคนละส่วน คนละอันกัน ธาตุรู้ที่เป็นอมตธาตุ ไม่ตาย คง”รู้”อยู่ เช่นที่เขาเป็นขณะจิตรวม เมื่อเห็นชัดอย่างนี้ เขาก็เกิดความเชื่อ แน่ใจ มั่นใจว่า เวลาเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ กายกับใจแยกกันอย่างนี้เอง ถ้ามีสติกระชับอยู่กับใจแต่ถ้าตั้งสติไม่ดี อุปาทาน ความยึดมั่นถือรั้นผิด ๆ จะเป็นกาววิเศษ ที่ผนึกธาตุรู้ซึ่งเป็นใจ เข้าไว้กับกายซึ่งมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็ชักเย่อกัน ขลุกขลักทุลักทุเล ยิ่งมีเวทนาเข้าไปผสมโรงด้วย ทำให้ยิ่งแยกไม่ออก แล้วยังทุรนทุรายอีกด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้น หนทางก็มืดมิด ถนนที่ใครชี้บอกว่ามีอยู่ก็มองไม่เห็น ดิ้นรนจนตกลงไปในปลักโคลนตม ดีไม่ดีแข้งขาหัก เดินต่อไปไม่ได้เพราะเหตุอย่างนี้แหละ เราจึงต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จะลงสนามรบได้ทุกขณะ ถ้ามีหลักใจ เชื่อมั่นว่าใจไม่ได้ติด เกี่ยวพันกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่แปรปรวน เปรียบเหมือนเรานั่งอยู่ในบ้านที่ปลวกขึ้น จนจะพังมิพังแหล่ แต่ตัวเราไม่ได้ถูกปลวกกัดกิน ไม่ชำรุดทรุดโทรมไปด้วย เมื่อเห็นว่าบ้านอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว พังแน่ ๆ เราก็เดินออกประตู ทิ้งบ้านไปตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าเห็นว่าก้อนดิน น้ำ ลม ไฟ อันนี้แปรปรวนเกินการเยียวยาแก้ไขแล้ว กลายเป็นภาระอันหนักแม้กระทั่งจะหายใจเข้าทีหนึ่ง ออกทีหนึ่ง ก็เหน็ดเหนื่อยเสียจนกระทั่งไม่มีแรงจะหายใจแล้ว เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพของมัน จดจ่อดูธาตุรู้ เอาสติกุมมันไว้ให้ดี แยกไว้ต่างอันต่างไปถ้าหลักอันนี้แน่วแน่น มั่นคง เวลาที่จะไป เวลาวิกฤตใจจะไม่ทุรนทุราย มีสติอยู่รักษาใจ เมื่อตั้งสติได้อย่างนี้ ใจที่มีสติรักษา มีปัญญาแนะสอน ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เพราะสิ่งไรก็ตามที่เรามีสะสมอยู่ บุญหรือบาป จะเป็นเสบียงกรังนำเราไปสู่ถิ่นที่เหมาะที่ควรปัญหาที่หลายคนชอบถาม คือ มีผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่าเวลาจะตายให้คนมาบอกทาง ให้เรานึกถึงแต่คุณงามความดี นึกถึงแต่บุญกุศล นั่นคือการพูดตามทฤษฎี ใครก็พูดได้ แต่ใจของคนเราเป็นของสลับซับซ้อน แปลกประหลาดมหัศจรรย์ทั้ง ๆ ที่พระมาสวดพุทธมนต์เต็มห้อง หรือคนที่รักกุมมือเรา ให้กำลังใจอยู่ สัญญาความจำเก่า ๆ ก็ยังแซงเข้ามาในมโนทวารทำให้ไปนึกถึงเรื่องที่ตัวเองซ่อนเร้น ปกปิด พยายามลืม แล้วความคิดนั้นก็เข้ามาจับใจของเราเอาไว้ เหนี่ยวนำให้ไปยึดติดอยู่ในโลกของความนึกคิด จนไม่รับรู้ความจริงเพราะฉะนั้น ทฤษฎีก็มีได้ พูดไปต่าง ๆ นานา แต่ถ้าไม่ฝึกซ้อม ไม่หัดช่วยตัวเองเอาไว้ ถ้าอารมณ์อะไรพัดเข้ามาในใจ ทำอย่างไรเราจะดับมัน ทำอย่างไรเราจะไม่ปล่อยใจให้ติดตามไปเสวยอารมณ์นั้น จนหาทางออกไม่ได้ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงแม่ชีท่านหนึ่ง บวชตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อบวชแล้วก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติอย่างดี จนใคร ๆ คาดเดาว่า เมื่อท่านตายไปคงไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว จิตของท่านคงยกภพภูมิ ไปเป็นเทวดาหรือพรหมเมื่อท่านเข้าวัยชรา วันหนึ่ง ขณะเอาผ้านุ่งที่ซักเสร็จแล้วไปตากที่ราว เหลือบไปเห็นแมลงเล็ก ๆ เปียกน้ำตายติดอยู่ที่ผ้า คนทั่วไปพบเหตุการณ์ทำนองนี้ก็คงขออโหสิกรรมว่าไม่ตั้งใจ แล้วแผ่เมตตาให้บุญกุศลที่ได้กระทำมาช่วยให้แมลงนั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น และเป็นสุขเป็นสุขเถิด ก็เป็นอันแล้วกันไปแต่แม่ชีหักใจจากแมลงตัวนี้ไม่ได้ มันมาเกาะอยู่ในอารมณ์ ทำให้ใจหมองอยู่ตลอดเวลา ประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก็นึกถึงแต่แมลงตัวนี้ แล้วก็ท้อใจ เสียใจว่า ดูทีหรือ เราปฏิบัติมาแต่เด็ก จนกระทั่งบัดนี้ ศีลบริสุทธิ์ ระแวดระวัง ไม่เคยให้ด่างพร้อยเลย เจ้ากรรมอะไรทำให้แมลงตัวนี้เกาะติดผ้าแล้วเปียกน้ำจนตายไป จิตใจเศร้าหมอง ที่เคยภาวนาได้ก็ไม่สงบ เพราะมัวแต่นึกถึงแมลงตัวนั้นที่เป็นต้นเหตุให้ศีลด่างพร้อยครั้นถึงวาระที่เจ็บ จะตาย แทนที่จะกำหนดสติให้อยู่กับใจ “รู้” อยู่กับขณะปัจจุบัน ใจกลับเกิดความท้อ หม่นหมอง จนกระทั่งหมดลมไป เลยไปเกิดในอบายภูมิพวกลูกศิษย์ที่นั่งฟังอยู่ ประท้วงว่า… โอย… ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าอย่างนั้นเราจะทำความดีไปทำไม… ท่านอาจารย์ตอบว่านี่อย่างไร ที่พระพุทธองค์ทรงย้ำให้อยู่กับปัจจุบัน ให้ฝึกสติเพื่อรักษาใจ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน แต่ละขณะ แต่ละขณะ อะไรที่ผ่านเป็นอดีตไปแล้ว เหมือนรอยที่เขียนไปในน้ำ เอากลับคืนมาไม่ได้ เขียนแล้ว น้ำไหลพัดไปก็ลบหายหมด ต้องรอจนเมื่อไรผลของมันเกิดให้เราประสบเป็นปัญหา เราจึงค่อยแก้ไขในขณะนั้น ขณะนั้น แต่จะไปครุ่นนึกถึงอดีตเพื่อหมุนเอากลับมาลบแก้ ไม่ได้ทำนองเดียวกับหว่านเมล็ดอะไรลงไปในดินแล้ว ไปขุดขึ้นมาก็ไม่เป็นเมล็ดเดิมแล้ว เพราะมันเปลี่ยนแปลง เริ่มผลิใบเลี้ยง แทงต้น เป็นอะไร ๆ ไปแล้ว การปล่อยใจให้ไปนึกติดอยู่กับอดีต ก็เป็นอันตรายอย่างนี้ หรือถ้ามัวแต่ไปนึกถึงอนาคต อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ไม่ลงมือหว่านไถ ไม่ทำปัจจุบันให้ดี ก็ไม่มีประโยชน์นี่ก็เหมือนกัน ถ้าใจของคนไข้คอยไปนึกถึงแต่อดีตหรือนึกถึงแต่อนาคตอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งกังวลว่าเวลามีน้อย ไอ้โน่นก็อยากทำ ไอ้นี่ก็อยากทำ ไอ้นั่นก็อยากทำ ใจเลยร้อนรุ่มกระสับกระส่ายไปหมด ต้องคอยเตือนเขาเอาไว้ว่า กำหนดสติ อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งบอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าเราทำตรงนี้ดี ก็เหมือนกับว่าเอาเมล็ดพันธ์ที่ดีหว่านลงไป พองอกเป็นต้นใบขึ้นมา ย่อมให้ดอกผลดีสมใจ ถ้าไม่เตือนอยู่อย่างนี้ อัตโนมัติของกิเลส ดึงดูดใจมนุษย์ให้หยุดคิดไม่เป็น ยิ่งป่วยไข้ เป็นกังวล ก็ยิ่งคิดมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เพราะไม่คิดด้วยเหตุผล แต่คิดไปด้วยอารมณ์รัก อารมณ์ชังการคิดด้วยเหตุผล เหมือนกับไฟลุกไหม้อยู่ในถ่านหินมีลักษณะคุกรุ่น ไม่โชนออกมา คิดด้วยอารมณ์เปรียบเหมือนไฟไหม้ฟาง ลุกโพลงให้เรารู้สึกว่ามีประสิทธิภาพกว่า ยิ่งคับขัน ยิ่งกังวลเท่าไร สติก็หลวมไปจากใจเท่านั้น ความคิดเลยไหลไปตามอารมณ์ คิดห่วงลูก ห่วงงาน ห่วงล้วนสิ่งไม่เป็นสาระ ทำให้จิตใจหม่นหมอง คิดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ คิดแล้วก็ยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้น ตื่นกลัวต่อสภาพความจริงที่ตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกไปได้ดังใจอยาก อารมณ์ก็ยิ่งเตลิดอยากไปตรงนั้น ก็ไปไม่ไหว ขยับตัวก็เจ็บแล้ว ลุกขึ้นก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีแรง ใจก็ยิ่งหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเมื่อใจหงุดหงิด ของรอบข้างที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าก็กลายเป็นความไม่พอใจไปทั้งนั้น มีแต่อกุศลหมุนเป็นพายุอยู่ในจิตใจ ทำให้รุ่มร้อน หงุดหงิด คับข้อง วาจาก็กระฉอกว่าคนรอบข้างให้เจ็บช้ำน้ำใจ เหนื่อย ท้อแท้ที่จะพยาบาลเรา กายกรรมก็ฟาดแขน ฟาดขา ทิ้งเนื้อทิ้งตัวด้วยความไม่ได้ดังใจ ก่อแต่วิบากที่เป็นอกุศลเต็มไปหมด เหมือนกับสร้างกรงขึ้นมาล้อมกรอบ ขังตัวเองถ้าใจเป็นอย่างนี้ ก็เหมือนคุณแม่ชีเมื่อกี้ แมลงตัวน้อย ๆ ตัวเดียว เกาะติดใจจนลื่นลงอบายภูมิไปได้ท่านอาจารย์แก้ข้อกังขาของลูกศิษย์ที่ว่าไม่ยุติธรรมว่า แม้ขณะปัจจุบันเขายังรักษาใจให้เข้มแข็ง อยู่กับความจริงไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในอบายภูมิไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในอบายภูมิแล้ว คิดหรือว่าใจนั้นจะเกิดความเข้มแข็ง ได้คิดว่า… เออ… เราพลาดท่าไปแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งสติให้มั่น จะได้ผ่านวิบากตรงนี้ไปได้ ใจก็คงขาดสติฟาดงวงฟาดงาเรื่อยไป พร่ำบ่นว่า ดูสิ ไม่ยุติธรรมเลยโลกนี้ เราทำความดีมาตั้งเยอะแยะแล้วยังต้องมาทุกข์ร้อนอย่างนี้ ถ้าใจมัวแต่คร่ำครวญ ทุกข์โทมนัสอยู่อย่างนั้น มันก็หมอง ไม่มีวาระที่จะเกิดสติ เกิดปัญญามาชักจูงให้เห็นหนทางที่ถูกที่ควรได้ จิตใจเวียนต่ำลง ต่ำลง ต่ำลง บุญกุศลที่มีอยู่ก็คอยอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ได้เจอะได้เจอกันท่านอาจารย์ยกตัวอย่างอีกรายหนึ่ง เป็นผู้ชาย เกิดมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีใครอุปการะ อะไรที่จะทำให้ตัวสามารถเลี้ยงตัวได้ก็ทำทั้งนั้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอให้ตัวอิ่มมื้อหนึ่ง มีที่ซุกหัวนอนเป็นพอ วันหนึ่งไปพบพระอรหันต์เข้า ฟังท่านเทศน์ ก็เกิดความรู้สึกจับใจมองเห็นชีวิตของตนที่แล้วมา ถูกกาลเวลากินไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เกิดความสลดใจ ได้คิดขึ้นมาว่า ทำไมเล่า เราก็ไม่มีห่วงมีใยอะไร ตัวคนเดียว ถ้าเราไปจัดการทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยบริจาคทานไปเสีย แล้วมาขอบวชเป็นพระติดตามพระอรหันต์องค์นั้นไปประพฤติปฏิบัติ เราก็คงพอสะสมเสบียงกรังให้ตัวเอง มีความสงบผาสุขอย่างท่านคิดแล้ว จิตใจก็ปีติ อิ่มเอิบ ตั้งใจไปจัดการบริจาคทรัพย์สมบัติ เพื่อติดตามสมณะรูปนั้น แต่ยังไม่ทันจัดให้แล้วเสร็จก็เป็นลมปัจจุบันตายไป จิตขณะตายยังปีติอิ่มเอิบ ก็ไปอุบัติบนสวรรค์ผู้ฟังประท้วง ทนไม่ได้…. โอย…. ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็ เลิกทำคุณงามความดีกันเถอะ เพราะไม่รู้ว่าจิตใจจะปีติหรือหมองเมื่อไรท่านอาจารย์ก็ย้ำว่า รักษาใจให้อยู่กับขณะปัจจุบันสิ ปัจจุบันเท่านั้นที่มีความหมายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นมาจากปัจจุบันขณะนี้เอง ถ้าท่านปล่อยให้อดีตมีอิทธิพลครอบงำใจอยู่ ท่านก็คงเป็นโพธิสัตว์อยู่อย่างนั้นแหละ โพธิสัตว์ยังมีบุญแบะบาปคละเคล้ากันอยู่ แม้บุญจะมีมากกว่าบาป แต่ก็ยังไม่หมดบาป ที่คอยถ่วงบัญชีให้ปิดงบดุลไม่ได้สักทีถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน ฝึกฝนสติ จนอารมณ์อะไรก็ตามที่กระเพื่อมขั้นมาเป็นสักแต่ว่า ท่านวางมัน และกระทำแต่สิ่งที่เป็นสาระ เป็นของจริง ของแท้ เมื่อหว่านแต่ของจริงของแท้ ผลที่งอกในอนาคตย่อมดีแท้ เป็นเสบียงใช้คุ้มตัวให้รอดปลอดภัย เหมือนกับชายผู้นั้น เมื่อไปอุบัติบนสวรรค์แล้ว ก็ยิ่งตั้งหน้าตั้งตาสะสมคุณงามความดีให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนสำเร็จเป็นอรหันต์ถ้าร่างกายยังมีอยู่ ไม่ตาย วิบากเก่า ๆ ที่ยังมีตกค้างอยู่ ก็ตามมาให้ชดใช้ เป็นต้นว่า พระองคุลิมาล เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ไปทางไหนก็ถูกขว้างถูกปา ท่านก็ปล่อยไปตามสภาพ เพราะใจของท่าน “รู้” เข้าใจตามเป็นจริง อภัย อโหสิ ไม่ไปก่อกรรมใหม่ให้เกิดวิบาก เป็นภาระกดถ่วงจิตใจต่อไป ธาตุขันธ์อันนี้เคยติดหนี้อยู่ ใครจะมาทวง จะมาทุบถอง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อไรที่ธาตุขันธ์แปรปรวนแตกสลายไป ก็จบกัน จิตที่เป็นอิสระ ปลอดภัยจากการเกาะเกี่ยว ลอยตัวเป็นอโหสิกรรม เกมกันไป

    (ติดตามอ่านต่อวันพรุ่งนี้)

     


ความคิดเห็นที่ 81

myschool
11 ก.ย. 2552 08:28
  1. คนไข้ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนไม่ดี เคยมีธรรม ไม่มีธรรม ถ้าเข้าใจความสำคัญของขณะเดี๋ยวนี้ ที่กำลังเป็นอยู่ เปิดใจเป็นภาชนะรับความเป็นจริง โอกาสมีเต็มที่ด้วยกันทุกคน ยิ่งในวาระที่เจ็บป่วย ยิ่งมีประโยชน์มาก สมัยพุทธกาลก็มีพระภิกษุองค์หนึ่ง อาพาธเป็นโรคผิวหนัง พุพองไปทั่วร่างกาย ได้รับทุกขเวทนามากมาย สบงจีวรเลอะไปด้วยน้ำหนองน้ำเหลือง เน่าเหม็น พระเณรที่คอยช่วยเหลือท่านต่างแตกหนีหมด ทิ้งให้ท่านอยู่แต่ผู้เดียววันนั้น ร่างอันเน่าเฟะของพระภิกษุนี้ปรากฏในข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้า ท่านจึงเสด็จไปโรงไฟ ต้มน้ำ บรรดาพระสงฆ์ในวัดทราบ ก็พากันมาช่วยพระพุทธเจ้า ยกเตียงหามพระอาพาธไปโรงไฟ พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระสงฆ์ช่วยกันเปลื้องสบงจีวร นำไปซักด้วยน้ำร้อน แล้วพระองค์ทรงชำระล้างร่างที่เกรอะกรังนั้นด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด ร่างกายที่รุมเร้าด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัส เมื่อได้รับการบริบาลก็เบาสบายขึ้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ร่างนี้ไม่นานก็จะทับถมลงกับแผ่นดิน ไม่มีวิญญาณเครื่องรับรู้ ก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ หมดผู้สนใจพระภิกษุรูปนั้นได้ฟังพุทธวจนะจบลง จิตบรรลุอรหัตผลพร้อมๆกับสิ้นลมเราแต่ละคนก็มีโอกาสทองเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับภิกษุอาพาธรูปนั้น เพราะเรามีกายที่ป่วยไข้ และมีใจที่รู้สุขรู้ทุกข์เช่นเดียวกับท่าน เพียงแต่เราต้องมีกำลังใจที่จะพากเพียรไม่ละไม่ถอย เมื่อเพียรแล้วโปรดอย่าตั้งความหวังว่า ใจต้องสงบ ลงรวมเป็นสมาธิ คนส่วนมากไปยึดว่า ความสำเร็จคือการที่ใจลงรวมเป็นสมาธิ นิ่งสนิทต่อเนื่องกัน ไม่ใช่เช่นนั้นการฝึกใจคือการสร้างสติให้รู้อยู่กับตัว คิดดีก็รู้ว่าคิดดี คิดชั่วก็รู้ว่าคิดชั่ว แล้วมองความคิดเหล่านั้นเหมือนกับว่าเป็นคนละส่วนคนละอันกับใจของเรา อารมณ์ใดเกิดขึ้น ให้รู้ว่าเราเสวยอารมณ์อย่างนั้นๆ เหมือนกับร่างกายกินอาหาร อย่าเผลอเพลิดเพลินจุบจิบตามความอร่อย เดี๋ยวหยิบอันนั้นเข้าปาก หยิบอันนี้เข้าปาก ใจเราก็ทำนองเดียวกัน ถ้าไม่ฝึกสติ จะเพลิดเพลินจนอร่อยไปกับอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง คิดฟุ้งซ่านต่อเนื่องไปไม่รู้จบใจที่ฝึกดีแล้วจะไม่กลิ้งคลุกไปกับอารมณ์เช่นนั้น ถ้าไม่มีสติ ความคิดอะไรเกิดขึ้นก็ยึดติดหน่วงไว้ในใจ ทำนองเดียวกับนายช่างเขียนแบบแปลน ทำพิมพ์เขียวไว้ก่อนแล้วจึงลงมือก่อสร้างตามแบบพิมพ์ท่านพระอาจารย์มหาบัวเล่าไว้ในหนังสือ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ว่า เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่วัดบ้านหนองผือ มีอุบาสิกาท่านหนึ่งมาเล่าเรื่องภาวนาของตัวเองถวายท่านว่าขณะท่านนั่งภาวนาจิตรวมสงบแล้วเห็นกระแสจิตอย่างยิ่ง เป็นสายยาวเหยียดพุ่งไปสู่ภายนอกก็สงสัย จึงกำหนดตามไป ตามไป จนพบว่าสายนั้นไปจับจองที่เกิดอยู่ในท้องหลานสาว ทั้งที่ตัวแกยังไม่ตาย ระยะเดียวกันหลานคนอื่นนั้นก็เริ่มตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว อุบาสิการักหลานคนนี้มาก ห่วงใย และติดต่อเกี่ยวข้องอยู่เสมอแกถามท่านอาจารย์มั่นว่า ตนจะไปเกิดในท้องของหลานสาวหรือ ท่านอาจารย์พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบายว่า เมื่อจิตรวมคราวต่อไป ให้แกตรวจดูกระแสจิตให้ดี ถ้ายังเห็นส่งออกไปภายนอก ให้กำหนดจิต ตัดด้วยปัญญาให้ขาด อย่าทำเพียงว่าสักแต่ว่าทำนะ ถ้ากำหนดตัดไม่ขาด เวลาตายต้องไปเกิด ในท้องหลานสาวแน่ๆ แกกลับมาก็มากำหนดตามที่ท่านอาจารย์แนะนำ พอจิตรวมลงสนิท เห็นกระแสจิตเด่นชัดอย่างเคย ก็กำหนดตัดด้วยปัญญา จะขาดกระเด็นไป คืนรุ่งขึ้นก็กำหนดดูอย่างงละเอียด เพื่อความแน่ใจว่าไม่ปรากฏมีอีก วันถัดไปจึงออกมาเล่าถวายท่าอาจารย์มั่น ฝ่ายหลานสาวพออุบาสกตัดกระแสจิตขาด ก็แท้งในระยะเดียวกันเมื่อท่านอุบาสิกากลับไปแล้ว บรรดาพระทั้งหลายก็เอาเรื่องนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ และกราบเรียนถามท่านอาจารย์ท่านก็อธิบายว่า จิตนี้พิสดารเกินกว่าความรู้ ความสามารถของคนธรรมดาจะตามรู้ ตามรักษาได้ ดยไม่ให้มีภัยแก่ตัวผู้เป็นเจ้าของคนธรรมดาจะตามรู้ ตามรักษาได้ โดยมิให้เป็นภัยแก่ตัวยังไม่ทันตายเลย กระแสจิตขโมยไปจับจองท้องหลานเป็นที่เกิดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าไม่มีหลักใจทางภาวนาจะไม่มีทางรู้วิถีทางเดนของใจได้เลย ยิ่งเวลาเจ็บไข้สติปัญญายิ่งสำคัญมาก ในการตามรู้ รักษาจิต ตลอดจนต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิตในเวลาจวนตัวโปรดลองคิดดู วันทั้งวัน ใจของเราที่ไม่มีสติกำกับจะไปดาวน์บ้าจัดสรร กล่าวคือ ไปจับจองท้องใครต่อท้องใครเป็นที่เกิดเอาไว้ที่ไหนแล้วบ้าง ไปดาวน์เอาไว้ในท้องคนก็ยังดี เกิดไปดาวน์ไว้ในท้องสัตว์เดรัจฉานเข้าคงลำบากหน่อยหรือจับพลัดจับผลูเกิดอุบัติเหตุหล่นลงไปอยู่ในนรกก็ยังดีเพราะเหตุนี้แหละ ท่านจึงพร่ำสอนให้หมั่นฝึกใจของคนอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก เพื่อปิดกั้น ตัดโอกาสไม่พึงประสงค์เหล่านั้น การที่อุบบาสกอุบาสิกากำหนดปัญญาตัดกระแสจิตของท่านขาดและหล่นแท้งนั้น เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นหนึ่งชาติ หนึ่งภพเท่านั้น ซึ่งความจริงใจของเราไม่ได้ซัดส่ายไปสร้างพิมพ์เขียวไว้แต่เพียงชาติเดียว เมื่อไรที่คิดวุ่นวี่วุ่นวายอยู่ทุกเวลานาทีด้วยความรัดความผูกพัน ก็ก่อภวภพ ด้วยความผลักไสไม่พอใจก็ก่อวิภวภพ กล่าวคือ ไปจับจองด้วยใจต่อต้าน เกลียดชัง แปะติดอยู่ตรงนั้น ตระเตรียมเอาไว้แล้วที่ร้ายที่สุดคือความปรุงคิด ขณะที่ลมหายใจกำลังดับสิ้นลงไป อารมณ์นั้นแหละคือวัวปากคอกที่เกี่ยวพันใจของเราให้กลิ้งตามไปเถิด ถ้าไม่ฝึก อบรมใจเอาไว้ เราจะไปรู้หรือว่าความเคยชินไหน อารมณ์ไหน ที่มีสะสมเป็นประจุกรรมอยู่ในจิตไร้สำนึกที่สติหยั่งลงไม่ถึงจะปลิวขึ้น มาแจ๊กพอต เราเข้า ถ้าอารมณ์ประจุคิดของเราเป็นเหมือนอย่างกับหนังที่ฉาย ใจที่ขาดสติ ไม่มีสมาธิ จะสงบนิ่งไม่เป็น ต้องฟุ้งปรุงซัดส่ายเป็นนิวรณ์อยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนมีหนังกลางแปลงฉายห้าเรื่องสิบเรื่องให้เราดูพร้อมๆกันเราไม่รู้ด้วยซ้ำด้วยว่าใจกำลังคิดเกี่ยวพันกับอะไรอยู่ ไปดาวน์บ้านจัดสรรไว้ตรงไหนพอลมหายใจดับ ก็เหมือนหนังที่ใจกำลังจอจ่ออยู่ฟิล์มขาด รูปนั้นก็เลยฉายค้างอยู่ อารมณ์ที่เกี่ยวพันใจเราอยู่ขณะหัวเลี้ยวหัวต่อก็คือคติภพที่เราไปอุบัตินั่นเองตัวเองเคยประสบมาแล้ว ก่อนหน้านั้นหลงว่า ถ้าเวลาจะตาย ขออย่าได้มีทุกขเวทนาเลย เราจะได้ตั้งสติ ตามรู้จิตของตนได้ ก็เหมือนอย่างกับโชคให้โอกาสได้ทำแบบฝึกหัดซ้อมฝึกดูใจ กล่าวคือ อยู่ดีๆก็ปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวด หรือผิดปกติอื่นใด ถ้าไม่ก้มไปดูปัสสาวะของตัวเอง ก็จะไม่รู้ว่าเลือดออกปนมาอย่างกับท่อประปาแตก มันออกจนกระทั่ง พอลุกจากที่นอนไปห้องน้ำ ปัสสาวะเสร็จก็หน้ามืดทรุดลงกองอยู่หน้าชักโครกนั่นเองครั้นมีแรงกลับมาที่นอนได้ ก็กำหนดจิตไว้กับพุท-โธ ปรากฏว่าเห็นจิตตัวเองแยก มีส่วนที่เป็นเหมือนผิวน้ำ ที่สติกำกับอยู่กับพุท-โธ พุท-โธ บางแสนบาง เดี๋ยวก็พริ้วหายไป เดี๋ยวก็ปรากฏอยู่ ส่วนจิตที่เหลือทั้งหมดไร้สำนึก สติแตะลงไปไม่ถึง เดี๋ยวเรื่องนั้นพัดขึ้นมา เรื่องนี้ แล้วก็เรื่องโน้น อย่างกับมีหนังกลางแปลงสักสิบโรง ฉายให้ดูพร้อมๆกันจะหยุดอันไหนก็หยุดไม่ได้ใจสั่งให้หยุด พยายามเพ่ง พุท-โธ เสียบลงไปให้เป็นพุท-โธ ทั่วพร้อมหมดทั้งใจ ตอนแรกก็ทำท่าว่าหนังทั้งหมดจอล้ม ใจจดจ่อเป็นพุท-โธ ยังไม่ทันถึงอึดใจ ประเดี๋ยวเดียวพุท-โธ ก็ถูกเบียดพริ้วขึ้นมาอยู่ที่ตรงผิว เห็นวับๆแวมๆตามเดิม น้ำข้างใต้คือจิตทั้งดวงก็ชุลมุนชุลเกกันใหญ่ หยุดไม่ได้ เหมือนกับเราตั้งใจประทับปืน เล็ง ทัศนวิสัยภายนอกสงบ ปลอดโปร่ง ไม่มีลมพายุสิ่งรบกวนใดๆ แต่มือของเราเองมันสั่นตลอดเวลา ทำอย่างไร อย่างไร ก็บังคับเข้าศูนย์ไม่ได้ ก็เลยได้คิดว่า ที่อวดโม้เอาไว้ ถ้าไม่มีทุกขเวทนา เราจะเลี้ยงตัวรอดนั้น ถ้าไม่ได้ประกอบเหตุที่สมควร คือไม่ได้ฝึกเอาไว้ให้เพียงพอ กำลังของมรรคย่อหย่อน อย่าคิดว่าจะติดสินบนไปทางลัด คือไม่มีทุกขเวทนาแล้วจะตัวรอดหลังจากหายแล้ว มีโอกาสได้กราบท่านอาจารย์ ท่านก็หัวเราะหึ หึ ซักไซ้ว่า เป็นยังไงล่ะ ไม่มีทุกขเวทนาแล้วเอาตัวรอดไหมล่ะ ก็กราบเรียนท่านว่า ไม่รอดเจ้าค่ะ เพราะเหตุนี้แหละ มันจึงต้องฝึก ฝึกกันอย่างจริงจัง พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ท่านไม่เคยตรัสว่า บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะขี้เกียจขี้คร้าน เราเคยหลงว่า ตัวเองมีปัญญาสามารถหาทางลัดได้ คราวนี้ซึ้งเลย ตั้งหน้าพากเพียรไปโดยสุจริต เลิกคิดหาลู่ทางคอรัปชั่นท่านอาจารย์บอกว่า บนถนนสาย “มรรค” ค่าของเงินไม่ยุบไม่พอง เงินสกุลอริยทรัพย์ที่ขวนขวายหามาได้เท่าไรก็มีค่าเท่านั้น อย่านึกโกงว่า ถ้ามีปัญญา มีโน่นมีนี่แล้ว ไม่ลงมือประกอบเหตุ คิดสร้างวิมานในอากาศ จะทำให้มันพองออกได้ ไม่มี ดีไม่ดี กิเลสสอดไส้เข้ามาทำให้หลงว่ามีอริยทรัพย์แล้ว แต่ปรากฏว่าขนเงินเก๊ไปทั้งนั้น ไปถึงไหนเขาก็ไม่ยอมรับเงินของเราเมื่อเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้แล้ว จะได้เริ่มฝึกใจของตน เพราะรู้ไม่ได้ว่า เดินออกไปจากห้องประชุมนี้ เราอาจถูกรถชนตาย หรือเกิดอะไรๆ ขึ้นก็ได้อย่างผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ถูกยิงตายเมื่อสองสามวันนี้ เป็นเพื่อนนักเรียนแพทย์จบรุ่นเดียวกัน ก่อนถูกยิงตาย ท่านมาเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง นิ่วในทางเดินปัสสาวะที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณหมอสง่า นิลวรางกูร เพื่อนร่วมรุ่นอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้จัด ระหว่างสัมมนาท่านยังพูดคุยกับคุณหมอรุ่นพี่ที่นำผลงานวิจัยไปเสนอ เล่าถึงผู้ป่วยที่โรงพยาบาลของท่าน หลายรายมีอาการทำนองนี้ กลับไป จะไปรวบรวม ศึกษาวิจัย ท่านให้ข้อคิด แลกเปลี่ยนความเห็นด้วยความสนใจ เต็มไปด้วยความหวัง ความเบิกบาน ได้พูดคุย ปรับทุกข์ประสาเพื่อนกับคุณหมอสง่าระหว่างพักการประชุมเมื่อเลิกสัมมนา ท่านขับรถเดินทางกลับจังหวัดร้อยเอ็ด ไม่มีใครคิดเลยว่า ไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ท่านถูกยิงตาย ขณะเดินทางกลับบ้าน ไม่มีอะไรแน่เลย ถ้าเราไม่เตรียมหลักใจไว้ให้พร้อม ไม่หาเสบียงอริยทรัพย์ไว้ แล้วจัดลำดับให้ดีว่า ถึงยามคับขันจะหยิบอะไรขึ้นมาใช้ได้ทันท่วงที ก็ยากจะรักษาตัวรอด หลายท่านรอบรู้ทั้งนั้น เวลาพูด เวทนา….. อ้อ….. คนละส่วนคนละอันกันกับใจ ให้กำหนดสติ ”รู้” ไว้ แต่พอเวทนาเกิดขึ้นจริง เราไปเยี่ยมท่าน ปรากฏว่าหงุดหงิด ไม่ได้อย่างใจไปเสียทุกอย่าง เราแย้บว่า ทำไมไม่กำหนดสติล่ะคะ ตาเขียว เอ็ดตะโรว่า โอ้ย… ใครจะทำไหว ก็มันปวดขึ้นมาถึงหัวใจ คุณไม่เจ็บ คุณจะพูดยังไงก็พูดได้ ลองมาเจ็บดูบ้างสิท่านอาจารย์ถึงเตือนว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มันเป็นอย่างนี้ ทั้งที่รู้ แต่รู้ด้วยสัญญา ไม่เคยนำมาลองฝึกปฏิบัติกับตัวเองให้รู้เห็นเป็นปัญญาแจ่มชัดขึ้นในใจ เวลาสอนคนอื่นน่ะ สอนได้ สอนเท่าไร เท่าไร ก็สอนได้ แต่พอเอามาสอนตัวเอง มันไม่ฟัง และไม่ยอมฟัง ไม่ยอมทำตามทั้งนั้น เพราะมันเคยแต่ทำตามกิเลสที่ผูกขาดลากจูงจิตใจเอาไว้ตลอดกาล ท่านจึงย้ำว่า ถ้าอะไรก็ตาม เราไม่ทำให้รู้ เห็น เป็น ขึ้นในใจของเราแล้ว อย่าหวัง อย่าหวังว่าจะคุ้มครองตัวรอดได้ ต้องทำให้รู้ เห็น ประจักษ์ขึ้นในใจตนเสียก่อน(ติดตามอ่านต่อวันพรุ่งนี้)


ความคิดเห็นที่ 82

myschool
12 ก.ย. 2552 06:46
  1. การที่เราจะไปช่วยคนไข้ ตัวเองต้องทำให้ตัวเชื่อทุกอย่างที่พูดกับคนไข้ ไม่อย่างนั้น พูดไปแล้วคนไข้อาจประท้วงว่า แล้วตัวหมอเองเคยเจ็บเท่านี้หรือเปล่า ลองมาเจ็บดูบ้างเป็นไร มีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นมะเร็ง ลุกลามไปที่กระดูก ตอนที่ปวดกระดูกมากๆ อาจารย์เปรียบเทียบให้ฟังว่า ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน มันเหมือนกับมีปลายเข็มแหลมๆทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา ทุกรูขุมขน อาจารย์ถามดิฉันว่า ลองนึกดูเถิด จะเอาสติไปกำหนดกับอะไรที่ตรงไหนดี ต่อมา….. ต่อมา….. ยาสมุนไพรช่วยให้ความเจ็บปวดทุเลา อาจารย์เล่าว่า พอหลับได้บ้าง เพราะจ้าเข็มแหลมๆเปลี่ยนสภาพเป็นแค่กรวดก้อนเล็กก้อนน้อยโปรดนึกสภาพดูว่า ถ้าเราได้นอนบนก้อนกรวด เราจะนอนได้ไหม นอกจากนอนไม่ได้แล้ว ยังโกรธ หงุดหงิด กระสับกระส่าย ตั้งสติไม่ได้อีกด้วย แต่อาจารย์ผ่านข้อสอบที่รุนแรงร้ายกาจกว่านี้มาแล้ว เลยรู้สึกทนได้ พอตั้งสติได้เป็นครั้งคราว จิตใจเบาขึ้น แต่ไม่ใช่ว่ามีความสุข ยังรู้ว่าอยู่บนเม็ดกรวด ซึ่งบางทีก็คั่วไฟร้อน ๆ อีกด้วย นี่แหละ อานุภาพของทุกขเวทนา ความเจ็บปวดถ้าไม่ทำภาวนา ใจยอมเชื่อว่าเวทนาก็สกแต่ว่าเวทนา เมื่อเรายังนั่งสบายอยู่อย่างนี้ ถ้าเกิดเป็นเหน็บขึ้นมาแล้วสั่งไม่ให้ขยับ ให้เอาสติกำหนดจนเห็นเวทนาแยกตัวอยู่เป็นสักแต่ว่าเวทนา รับรองทำไม่สำเร็จ เพราะเหน็บไม่ได้รู้สึกอยู่แต่ที่ขา มันไปจับอยู่ที่หัวใจ จนทนไม่ไหว หาจังหวะที่จะเอาสติไปกำหนด แยกให้เห็นว่าเวทนาก็เป็นเวทนา ใจก็เป็นใจไม่ได้ สติแทรกไม่เข้า เพราะความยึดว่าใจเจ็บด้วย เป็นตัวดึงความเจ็บปวดมาคลุกกับใจ จนกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปหมดแต่หลักมีอยู่อันหนึ่ง อาจารย์ลำดับให้ฟัง ขณะที่อาจารย์พอสบาย ถ้าใครคอยเตือนเอาไว้ อาจารย์คะ อย่าลืมค่ะ เอาสติกำหนดไว้กับใจ อาจารย์ก็กำหนดได้ ครั้นเผลอ คือเวลาพลิกตัวเปลี่ยนท่า ขณะที่พลิก ระดับที่วางแขน หรือขาเหลื่อมไป เพียงแค่หนึ่งชั้นบางๆของผ้า มันก็มีความหมายเหลือแสน ภรรยาที่มาเฝ้าพยาบาลอยู่ทุกวันทุกคืนก็แย่ จากความเหน็ดเหนื่อย ห่วงกังวล อาจารย์ก็แย่ จากพยาธิสภาพและกำลังใจที่ร่อยหรอไปทุกวัน ต่างฝ่ายต่างก็พร้อมที่จะประสาทพอจะพลิกตัวครั้งไร ใจก็เริ่มเครียด มัวจดจ่อกังวลว่าผ้ารองตรงข้อศอกไม่พอดี ตรงใต้เข่าหนาเกินไป ฯลฯ ทั้งที่เรามองดู ก็ไม่รู้สึกว่าหนาบางต่างไป แต่ใจของอาจารย์ตอนนั้น ไว ละเอียด แยกได้เป็นไมครอนขณะที่มัววุ่นวายกับผ้า เผลอส่งใจออกไปข้างนอก สติก็พลัดหลุดไปจากใจ ใจกับเวทนามาเกาะเกี่ยวกันแน่น ถึงใต้ผ้าห่มผืนที่ถูกใจมารองแล้วก็ยังปวดอยู่นั่นแหละ กว่าจะแยะใจออกจากเวทนาได้ บางครั้งหมดไปครึ่งค่อนวัน หรือวันทั้งวันเลย สะบักสะบอมอยู่อย่างนั้น จนผลอยหลับไปก็มี ลืมตาขึ้นมาใหม่จึงค่อยมีสติ แยกใจออกมาได้มันเป็นอย่างนี้ ขณะเผลอนั้น สั้นเพียงกระพริบตาครั้งเดียว ครั้นมันชนะเราแล้ว กว่าจะตีตื้นกลับมาได้สะบักสะบอม ถ้าเป็นอย่างนี้ครั้งสองครั้ง สติจะไหวตัว คอยรักษาตัวเองได้ทันท่วงที เพราะความเจ็บปวดนั้นไม่สุนทรีเลยผู้มีสติปัญญา มีเหตุผล จะระมัดระวัง ปรับปรุงใจของตนให้สงบเบาขึ้น แต่ถ้าเป็นพาล จะโทษซ้ายป่ายขวา ภรรยาก็ไม่ดี ลูกก็ไม่ดี หมอก็ไม่ดี ทุกอย่างไม่ดีหมด อกุศลวิบากยอดพุ่งฉิว แต่แรกมีหนี้อยู่พันบาท พอเสร็จ งบบัญชี หนี้เพิ่มเป็นร้อยล้านขณะจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ ถ้าไม่มีสติรักษาใจ กิเลสจะมาชักจูงให้เราตกหนัก เอาตัวไม่รอด เพราะอย่างนี้กิเลสไม่ต้องการปลดปล่อยสัตว์โลกให้พ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ แต่ต้องการหวงแหนไว้เป็นข้าทาสบริวาร ให้อุ่นหนาฝาคั่ง จึงเย้ายวน ชักจูง ให้ใจเผลอสติ รู้สึกว่าสภาวะรอบข้างเป็นสิ่งไม่สบอารมณ์ เมื่อไม่สบอารมณ์ เกิดความคับข้อง อะไรๆที่กระทำก็เป็นอกุศลไปหมด เมื่อไม่มีสติแล้ว ใจก็หมดความไตร่ตรอง ยับยั้งชั่วตวงในการจะประกอบกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ผลจึงกลายเป็นความเดือดร้อนแก่ตนหากไม่หงุดหงิดคับข้อง ก็อาจเสียดาย อาลัยอาวรณ์ชีวิต ไม่อยากตาย ไม่ต้องการตาย ใจก็ทุกข์โทมนัสเดือดร้อนเช่นกันการมาฝึกภาวนา ไม่ได้หมายความว่าจะหนีพ้นกรรมไม่ดี แต่เพียงแค่ว่าเราพยายามช่วยตัวเอง เป็นต้นว่า ถ้ามีหนี้อยู่หมื่นบาท การภาวนา รักษาใจให้ไปเกิดในถิ่นที่สมควร ได้รู้จักพุทธศาสนา มีผู้ฝึกอบรมบ่มอุปนิสัยของเราให้มีคุณธรรมความดี มีอริยทรัพย์เลี้ยงตัว ก็เหมือนกับเรารู้ว่าตัวเองมีหนี้อยู่ เขาจะมาทวงเป็นงวดๆ เราเตรียมพร้อมเอาไว้ พอเขามาทวง เราก็มีใช้ให้เขาได้ หนี้ก็ลดไปโดยลำดับ ผลที่สุดหมื่นบาทก็หมดเกลี้ยงได้ ภพชาติที่ไปเกิดแต่ละครั้ง ก็เป็นมรรค ให้เราขวนขวายช่วยตัวเอง ปลดหนี้เก่า ขณะเดียวกันก็ยุติการสร้างหนี้ใหม่ ผลที่สุดก็เป็นไทแก่ตัว แต่ถ้าไม่ฝึกสติ อบรมปัญญา ไม่รู้จักภาวนา ใจปลิวไปตามอารมณ์ ไปอุบัติในถิ่นที่ไม่มีใครสอนให้รู้จักฝึกอบรมจิตใจ หรือมีผู้ฝึกสอน ใจของเราก็มืดบอด ปิดหู ปิดใจ ไม่รับฟัง ปล่อยชีวิตให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่อาจชำระหนี้ให้หมดสิ้นได้ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ เราอาจปล่อยใจหลงไปอุบัติในภพภูมิสัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถดูแลจิตใจได้ เพราะต้องกังวลแสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีวิตวันต่อวัน หาที่พักพิงกายให้ปลอดภัย ไม่เปียก ไม่ร้อน ไม่หนาว จนเกินทน เวลาหมดไปด้วยเรื่องของร่างกายท่านผู้รู้กล่าวว่า ขันธ์ทั้งห้าเป็นรวงรังแห่งทุกข์เป็นภาระหนัก ระหว่างดูแลขันธ์ อาจก่อบาปก่อกรรมขึ้นใหม่ พอเจ้าหนี้มาทวง….. เมื่อวานนี้ เกิดเจ็บกะทันหัน เสียค่ารักษาพยาบาลไปหมดแล้ว เลยต้องผัดหนี้ต่อไปอีกนานวันเข้า ทั้งดอกทั้งต้น ทั้งหนี้ใหม่ รวมเข้าแล้ว หมื่นบาทอาจกลายเป็นร้อยล้านก็ได้การฝึกอบรมใจ ให้มีสติ มีปัญญา ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็เพื่อคุ้มครองใจไปอุบัติในที่เหมาะควร จะได้เอาเหตุการณ์ในชีวิตมาเป็นหินลับสติปัญญา ให้ใจรู้เห็นตามเป็นจริง เป็นสัมมาทิฏฐิ หยั่งรกรากลงไป จนกระทั่งสติไม่เพียงแค่ลอยอยู่แต่ผิวๆ เป็นจิตสำนึกน้อยนิดเดียว คุ้มครองตัวยังไม่ได้ หากค่อยหยั่งลงไป หยั่งลงไปจนอาณาบริเวณของจิตสำนึกลึกลงไป ลึกลงไป โดยลำดับ อย่างพระพุทธองค์ สติของท่านได้ฝึกเต็มรอบแล้ว ไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใด แต่ละขณะ แต่ละขณะ สติก็อยู่กับใจต่อเนื่องกัน ไม่ขาดวรรคขาดตอนสติที่พัฒนาอย่างนั้นแล้ว เป็นสติที่หยั่งทะลุจิตไร้สำนึกทั้งหมด ทำให้จิตทั้งดวงกลายเป็นจิตรู้สำนึก เพราะมีสติเครื่องระลึกรู้ตามเป็นจริง รักษาอยู่ จึงเป็น “พุทธะ” รู้ ตื่น เบิกบาน คุ้มตัวรอดตลอดไปจิตพวกเรามีเปลือกเป็นพุทธะ แต่ไส้เป็นกิเลสสารพันชนิด ประเดี๋ยวๆเปลือกปริแตก ทำให้ไส้เยิ้มเหนียวหนึบออกมาเคลือบเปลือกมิดหมด เราก็กลายเป็นกิเลสไปทั้งแทง บริหารกันด้วยกิเลส จึงเอาตัวไม่รอดเวลาที่เปลือกปริ คือขณะวิกฤต เหนื่อยมากๆ เจ็บปวด หรือไม่ได้ดังใจ เวลาสบายๆนั้น พุทธะผ่องใส เบิกบาน ทำให้หลงตัวไปว่าเราไม่มีกิเลสเหลืออยู่อีกแล้ว โกรธก็ไม่เป็น เห็นใครก็สงสาร รัก ชอบ ไปหมด เมตตาไปทั่วหน้า แต่พอไม่ได้อย่างใจปุ๊บ ไม่ทราบเปลือกหลุดไปข้างไหน ไอ้ความขี้โกรธ ขี้เกลียด เยิ้มหนึบออกมา เป็นยางเหนียว พออะไรมาแตะเข้า ก็คลุกติดเข้าไป ไม่ได้บันยะบันยัง มันเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ไม่ประมาท อย่าปล่อยกาลเวลาให้กลืนกินชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เราควรขวนขวายช่วยตัวเอง ฝึกสติปัญญาให้เต็มรอบ นึกไว้ว่า เราคือผู้ป่วยสิ้นหวัง เพราะยังไง ยังไง ตัวเราก็ไม่พ้นความตายไปได้ มันเตือนเราว่า เหลือเวลาอีกยี่สิบปี อีกสิบปี การคิดเช่นนั้น ยังเป็นความประมาท ให้คิดเสียว่าผู้ป่วยสิ้นหวัง ตายเมื่อไรย่อมได้ จะได้ไม่ประมาท และเตือนตัวเอง สอนตัวเอง ให้ฝึกสติเอาไว้ หมั่นฝึกเรื่อยไป จนกระทั่งสตินี้เป็นอัตโนมัติคอยรักษาใจเมื่อใจคิดไปตามความจำ หรือนึกปรุงไปตามอารมณ์ สติจะเป็นห้ามล้อให้หยุดคิด รักษาใจให้สงบ มีสมาธิเป็นพื้นฐาน ไม่ไปคิดอกุศลกับใคร ไม่เพ้อเจ้อเปล่าประโยชน์ พออารมณ์พัดขึ้นมา สติก็เตือน ไม่มีประโยชน์ เพราะความต้นเดาคิดคือเงาทั้งนั้น คิดแล้วทำให้เราเห็นผิด ไปก่อกรรมทำเข็ญให้ผู้อื่นโดยเปล่าประโยชน์ สู้ให้เหตุการณ์จริงๆเกิดขึ้น ได้เห็นด้วยตาของเรา ได้ยินด้วยสองหูของเรา ถึงตอนนั้นค่อยตอบสนองออกไป เป็นปัจจุบันกรรมที่มีสาระ มีสติปัญญากำกับ สิ่งที่ทำไปจึงเป็นมรรค เมื่อเป็นมรรคแล้วชีวิตของเราก็ปลอดภัยแต่ถ้าไม่ทำจริงจัง เผลอสติเมื่อไร เราก็กลิ้งเข้ารกเข้าพง ถูกบ่วงทุกข์รัดมัดตัวมัดใจจนขาดทุนสูญกำไรเรื่อยไป เกิดความท้อถอย เบื่อ ลังเล สงสัยว่าการปฏิบัติมีผลแน่หรือ คิดเพ่งโทษธรรมะว่าเป็นหมัน แทนการย้อนมาตรวจสอบวิธีการของตนว่า ถูกต้อง รัดกุมแน่หรือหากการฝึกจิตใจเป็นเรื่องไม่จริงไม่จัง ไร้ผล งมงาย เหตุไฉนเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ อำนาจ ราชอาณาจักร จึงไม่ใยดีสิ่งเหล่านี้ หากโลกสมบัติมีคุณค่าสาระ สามารถหอบหิ้วไปเป็นประโยชน์ได้จริงจัง เจ้าชายสิทธัตถะคงไม่สละเป็นเดิมพัน เพื่อออกแสวงหาวิมุตติธรรมปลดเปลื้องใจจากพันธนาการของความยึด เห็นผิดเป็นชอบ หลงวน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์โทมนัส ไม่รู้จบ วิมุตติจิตของท่านเป็นไทจากวัฏวน อิสระ เบา สงบร่มเย็นอย่างแท้จริง หากพิจารณาพระพุทธองค์เป็นหลัก เราก็หมดความลังเลสงสัย เกิดกำลังใจ ที่จะปฏิบัติต่อไปหากสิ่งที่พูดกันในวันนี้ สะดุดใจท่านผู้ใดให้เริ่มและเร่งปฏิบัติ เพราะเห็นตนเองเป็นผู้ป่วยสิ้นหวังแล้ว ขออานิสงส์จากบุญกุศลเหล่านี้ เป็นพลวปัจจัยให้จิตของแต่ละท่าน ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ดิฉันรับเชิญมาพูดในวันนี้ ดำเนินอยู่บนมรรค ด้วยความแน่วแน่มั่นคง สร้างสมเมตตากรุณา สติปัญญา อภัย ให้อโหสิ เห็นสิ่งทั้งปวงตามเป็นจริง เพื่อชะล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ เป็นพุทธะ รู้ ตื่น เบิกบาน

    (จบ)

    ที่มา : http://www.dhammajak.net/book-amara/20.html


ความคิดเห็นที่ 83

myschool
13 ก.ย. 2552 14:16
  1. "การหัดตาย ก็คือปล่อยใจจากสิ่งทั้งหลายก่อนที่จะถูกความตายบังคับให้ปล่อย".... ปราชญ์ทางพุทธศาสนา...คือผู้มีปัญญา ท่านสอนให้เร่งอบรมมรณสติ นึกถึงความตาย...หัดตายก่อนตายจริงจุดมุ่งหมายสำคัญของการหัดตายก็คือ...เพื่อปล่อยใจจากสิ่งทั้งหลายก่อนที่จะถูกความตายบังคับให้ปล่อย.... กิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ ตัณหาความดิ้นรนทะเยอทะยานอยากอุปทานความยึดมั่นทั้งหลายทั้งปวง หัดใจให้ปล่อยเสียพร้อมกับหัดตายสิ่งอันเป็นเหตุให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ให้เกิดตัณหาอุปาทาน หัดละเสีย -ปล่อยเสีย พร้อมกับหัดตาย ซึ่งจะมาถึงเราทุกคนเข้าจริงได้ทุกวินาที....ไม่ว่าจะแก่เฒ่า หนุ่มสาว หรือเด็กเล็กเพียงไหน.... พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ความคิดเห็นที่ 84

myschool
17 ก.ย. 2552 06:15
  1. ทำไมคนเราต้องตายด้วย 

    เพราะเป็นกฎของธรรมชาติ เกิด เจริญเติบโต เป็นเด็ก หนุ่มสาว  เป็นผู้ใหญ่ ชรา แล้วมรณะ(ตาย)ไปในที่สุดเด็กสี่ขวบ ถามว่าทำไมคนตาย แม่ตอบว่า คนเราแก่แล้วก็ต้องตาย เพราะกินข้าวไม่ได้ เด็กก็เงียบไปกษัตริย์แห่งอียิปต์  ถามว่าทำอย่างไร ไม่ให้คนตาย ฉันไม่อยากตาย ฉันจะฟื้นขึ้นมาอีก จึงได้คิดค้นเรื่องมัมมี่ เพื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งกษัตริย์จิ่นซีฮ่องเต้ ต้องการให้อายุยืน จึงสั่งให้ข้าราชบริพาร ไปหายาอายุวัฒนะมารักษาโรค เพื่อให้มีชีวิตอมตะนั่นคือส่วนลึกของมนุษย์ในจิตใจของมนุษย์แล้วกลัวตายกันทุกคน ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ พระราชาแต่มีคนที่เข้าใจว่า ทุกคนเกิดมาแล้วถึงอย่างไร ความจริงมนุษย์ทุกคนก็หนีไม่พ้นความตาย เพราะ โรคภัยไข้เจ็บ เพราะชราหมดเวลาทางกายภาพ ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาของอายุขัยของสิ่งนั้น ของคนนั้น แม้ในศาสนาพุทธได้กล่าวถึง"ความตาย" ในทางธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอันดับต้นๆ  ไว้หลายที่ดังนี้( แต่มีประโยชน์ต่อผู้สนใจธรรมปฏิบัติ)พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมอริยสัจจ์4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และ ปัจฉิมโอวาท "ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยัง(ทำ)ความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด "อนัตตลักขณสูตร เรื่องอนัตตาในขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ เลย เป็นการสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้           อนัตตลักณสูตร เป็นพระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ได้สำเร็จพระอรหัตด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตรนี้พระบังสกุล                         คำแปลอะนิจจา วะตะ สังขารา       สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนออุปปาทะวะยะธัมมิโน          มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดาอุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ        เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปเตสัง วูปะสะโม สุโข ฯ        ความสงบระงับดับไปแห่งสังขารนั้นเป็นสุขมรณานุสติกรรมฐานมรณานุสสติกรรมฐาน ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ก็ยังต้องทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น รีบพากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่ความตายจะมาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณัสสติว่า "มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด ฯลฯ" อันมรณัสสติกรรมฐานนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ซึ่งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้ว ก็ยังไม่ยอมละ เพราะยังทรงอารมณ์มรณัสสตินี้ควบคู่ไปกับวิปัสสนา เพื่อความอยู่เป็นสุข ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า "ตถาคถนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก ฯลฯ"(สมเด็จญาณฯ)พระไตรลักษณ์สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                   (อนิจจัง - อนิจจตา)สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาสังขาร     ทั้งปวงคงทนอยู่ไม่ได้                   (ทุกขัง- ทุกขตา)สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา                ธรรมทั้งปวงไม่เป็นตัวตน               (อนัตตา- อนัตตตา)(หมายเหตุ ในพระไตรลักษณ์ นี้    สังขาร แปลว่า สิ่งปรุงแต่ง  สิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น  )สังขารในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าร่างกายสภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์ ๕ นั้นล้วนแต่มีอาการเป็นพระไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา (พระญาณสังวรฯ)(๑) อนิจจัง คือความไม่เที่ยง คือสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สมบัติ เพชร หิน ดิน ทราย และรูปกายของเรา ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจจะตั้งมั่นทรงอยู่ในสภาพเดิมได้ เช่นคนและสัตว์ เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว และเฒ่าแก่จนตายไปในที่สุด ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พรหมและเทวดา ฯลฯสรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เช่น รูปกาย ล้วนแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยเล็กๆ ของชีวิตขึ้นก่อน ซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น เรียกกันว่า "เซลล์" แล้วบรรดาเซลล์เหล่านั้นก็มาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างของคนและสัตว์ขึ้น ซึ่งหน่วยชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไป แล้วเกิดของใหม่ขึ้นแทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน(๒) ทุกขัง ได้แก่ "สภาพที่ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้" ทุกขังในที่นี้มิได้หมายความแต่เพียงว่าเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจเท่านั้น แต่การทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของทุกขังในที่นี้ สรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นสังขารธรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทนตั้งมั่นอยู่ในสภาพนั้นๆ ได้ตลอดไป ไม่อาจจะทรงตัว และต้องเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นเด็ก จะให้ทรงสภาพเป็นเด็กๆ เช่นนั้นตลอดไปหาได้ไม่ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นหนุ่มและสาว แล้วก็เฒ่าแก่ จนในที่สุดก็ต้องตายไป แม้แต่ขันธ์ที่เป็นนามธรรมอันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ไม่มีสภาพทรงตัวเช่นเดียวกัน เช่นขันธ์ ที่เรียกว่าเวทนา อันได้แก่ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเมื่อมีเกิดเป็นอารมณ์ดังกล่าวอย่างใดขึ้นแล้ว จะให้คงทรงอารมณ์เช่นนั้นให้ตลอดไปย่อมไม่ได้ นานไปอารมณ์เช่นนั้น หรือเวทนาเช่นนั้นก็ค่อยๆ จางไป แล้วเกิดอารมณ์ใหม่ชนิดอื่นขึ้นมาแทน(๓) อนัตตา ได้แก่ "ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ" โดยสรรพสิ่งทั้งหลาย อันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น "รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ" ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่นรูปขันธ์ย่อมประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นหน่วยชีวิตเล็กๆ ขึ้นก่อน เรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า "เซลล์" แล้วเซลล์เหล่านั้นก็ประชุมรวมกันเป็นรูปใหญ่ขึ้น จนเป็นรูปกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งพระท่านรวมเรียกหยาบๆ ว่าธาตุ ๔ มาประชุมรวมกัน โดยส่วนที่เป็นของแข็งมีความหนักแน่น เช่น เนื้อ กระดูก ฯลฯ เรียกว่า ธาตุดิน ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำดี น้ำปัสสาวะ น้ำไขข้อ น้ำมูก น้ำลาย ฯลฯ รวามเรียกว่า ธาตุน้ำ ส่วนสิ่งที่ให้พลังงานและอุณหภูมิในร่างกาย เช่น ความร้อน ความเย็น เรียกว่า ธาตุไฟ ส่วนธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ความตั้งมั่น ความเคร่ง ความตึง และบรรดาสิ่งเคลื่อนไหวไปมาในร่างกาย เรียกว่า ธาตุลม (โดยธาตุ ๔ ดังกล่าวนี้มิได้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า "ธาตุ" อันหมายถึง แร่ธาตุในทางวิทยาศาสตร์) ธาตุ ๔ หยาบๆ เหล่านี้ได้มาประชุมรวมกันเป็นรูปกายของคน สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อนานไปก็ย่อมเปลี่ยนแปลงแล้วแตกสลายกลับคืนไปสู่สภาพเดิม โดยส่วนที่เป็นดินก็กลับไปสู่ดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับไปสู่น้ำ ส่วนที่เป็นไฟก็กลับไปสู่ไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับไปสู่ความเป็นลม ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของคนและสัตว์ที่ไหนแต่อย่างใด จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นรูปกายนี้ว่าเป็นตัวเราของเราให้เป็นที่พึ่งอันถาวรได้

    ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=3ab46f0c180c0376

     


ความคิดเห็นที่ 85

myschool
18 ก.ย. 2552 17:50
  1. "พูดมากเสียมาก พูดน้อยเสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์" 

    หลวงปู่ทวด วัดช้างให้

     

    "ทำเหตุในปัจจุบันดี ผลในอนาคตย่อมต้องดี"

    สมเด็จพุฒาจารย์ (โต)

     

    "เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมือง 

    เราก็วางเสีย ละเสีย ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ

    อย่าไปละที่อื่น การหอบอดีต และ อนาคต

    มาหมักสมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ตัดออกให้หมด"

    หลวงปู่แหวน สุจินโณ

     

    "ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตของเราเศร้าหมอง หรือ ผ่องแผ้ว

    เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้

    แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น"

    หลวงปู่ขาว อนาลโย

     

    "พูดให้เขารักยากนักหนา พูดให้เขาด่าว่า ง่ายนิดเดียว"

    พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

     

    "คนที่ตายไปแล้ว หากคนที่มีชีวิตอยู่

    เขาสามารถจดจำได้ หรือ คิดถึงอยู่

    ผู้นั้นได้ชื่อว่าไม่ตาย แต่คนที่มีชีวิตอยู่

    กลับไม่มีใครกล่าวถึง หรือ คิดถึงเลย

    นั่นคือผู้ตายไปแล้ว..."

    หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ

     

    "ทุกข์เพราะเกิดดับ มันมีอยู่แล้ว

    เอาราคะ โลภะ โทสะ โมหะ มาเพิ่ม

    ....ยิ่งทุกข์ใหญ่"

    หลวงปู่บุดดา ถาวโร

     

    "คนไม่สนใจธรรม ธรรมก็ไม่เข้าถึงใจคน

    จึงกลายเป็นคนก็สักว่าคน ธรรมก็สักว่าธรรม

    ไม่อาจยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ แม้คนจะมีจำนวนมาก และ

    แสดงธรรมให้ฟังทั้งพระไตรปิฎก จึงเป็นเหมือนเทน้ำใส่หลังหมา

    มันสลัดออกเกลี้ยงไม่มีเหลือ ธรรมจึงไม่มีความหมายในใจของคน

    เหมือนน้ำไม่มีความหมายบนหลังมา ฉะนั้น"

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

     

    "ผู้ปฏิบัติธรรม ตั้งตนอยู่ในกรอบแห่งศีลแล้ว

    ก็ย่อมไม่ต้องเดือดร้อน เพราะศึลของตนเอง

    ยังบุคคลผู้มั่นในศีล ให้พ้นจากทุกข์โทษ

    เวรภัยทั้งปวง ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย"

    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง

     

    "ทุกข์ด้วยอะไร ทุกข์ด้วยมันไม่เที่ยง มีแล้วหามีจริงไม่

    เกิดแล้วดับไป นี่มันทุกข์อย่างนี้นะ ทุกข์ด้วยไม่เที่ยง

    สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์"

    หลวงพ่อสด จันทสโร

     

    "ลักษณะของบุญ คือ ใจเราดี ใจเรามีความสุข

    ใจเรามีความสบาย เย็นอกเย็นใจ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน

    ไม่วุ่น ไม่วาย นี่แหละ บุญ"

    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

     

    ที่มา : http://doubleo7th.multiply.com/journal/item/4


ความคิดเห็นที่ 86

myschool
22 ก.ย. 2552 14:56
  1. ทดสอบ IQ

    http://www.iqtest.dk/main.swf

    ทดสอบ EQ

    http://www.watpon.com/test/emotional.htm

     

    คุณคิดว่า IQ หรือ EQ สิ่งไหนมีความสำคัญมากกว่า ????

    แล้ว สมอง กับ จิต แตกต่างกันอย่างไร ????


ความคิดเห็นที่ 87

myschool
1 ต.ค. 2552 08:02
  1. การให้

    ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา 

    มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต 

    มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา 

     

    วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น 

    เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย 

    ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้ 

    ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต 

     

    เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน 

    ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง 

    ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ 

    คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง ที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก 

    ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน 

     

    ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม 

    ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด 

    ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน 

    เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม 

     

    "ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก 

    เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ 

    "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ" 

    "แน่นอน" เขาตอบ 

    "พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม 

    "คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง 

    เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ" 

    "โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...." เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย 

     

    ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น 

    คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง

    ...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ... 

    แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด 

     

    "โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง" เด็กคนนั้นพูด 

    "ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง" ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง 

     

    ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ 

    ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง 

    แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ ...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ

     

    ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า 

    "อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม" 

    "ครับ อยากมากเลย" 

    หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว 

    "คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ 

     

    เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กชายคนนี้ต้องการอะไร เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว 

    "คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได 

     

    จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ 

    "นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง" 

     

    ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง 

    ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร

     

    ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/4158.html


ความคิดเห็นที่ 88

myschool
9 ต.ค. 2552 06:16
  1.  

    ความคิดอย่างหนึ่งที่ควรฝึกให้เกิดขึ้นประจำ คือ... ความคิดที่ว่า “พอ” คิดให้รู้จักพอ 

    ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ... จะเป็นผู้ร้อนเร่า ความไม่รู้จักพอ มีอยู่ได้แม้ในผู้มั่งมีมหาศาล และความรู้จักพอ ก็มีได้แม้ในผู้ยากจน ทั้งนี้ก็เพราะความพอเป็นเรื่องของใจ คนรวยไม่รู้จักพอ... ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนจนรู้จักพอ... ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา 

    พระคติธรรม : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    ที่มา : .http://www.dhammajak.net/index.php

     


ความคิดเห็นที่ 89

myschool
27 ต.ค. 2552 06:21
  1. หลักธรรม 5 ประการ เพื่อการเรียนรู้ และอยู่ร่วมกัน

     

    ปุจฉา

    หลักธรรมเสริมคุณธรรม 

    ผู้มีอำนาจแต่ขาดคุณธรรมในยุคปัจจุบันมีจำนวนมาก มีแนวทางใดจะกำจัดให้หมดสิ้นไป โดยยึดหลักธรรมะข้อใด 

     

    วิสัชนา 

    เปลี่ยนคนอื่นเป็นเรื่องยากต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเราก่อน

    ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนก่อน แล้วจึงจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้

     

    ปุจฉา

    คุณธรรมเสริมสัจจะ

    ผู้นำที่ยังขาดสัจจะและความจริงใจ ทั้งๆ ที่ บริวารมีความพยายามที่จะให้เหตุผลเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้วก็ตาม ควรปฏิบัติอย่างไร

     

    วิสัชนา 

    บางครั้งความบริสุทธิ์ใจ คำพูดด้วยวลี ยังไม่เท่ากับการนิ่งเสียการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ต้องมีวิธีการแสดงด้วย ความบริสุทธิ์ใจอยู่กับใคร คนนั้นย่อมรู้กับตนเอง

    ความดีเมื่อเต็ม เหมือนน้ำที่เต็มจนล้นจากแก้วน้ำ คนก็เห็นเอง การทำความดีก็เช่นกัน

     

    ปุจฉา

    ตัวตนที่หมดดี 

    การเป็นตัวของตัวเองแล้ว กลับไม่ได้ผลดีในการทำงาน

    จะทำอย่างไร

     

    วิสัชนา

    แสดงว่าทำดีด้วยความอยาก พอหมดอยากก็หมดดี

     

    ปุจฉา

    อภัยกับอ่่อนแอ 

    การให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง จะเป็นบุคคลผู้อ่อนแอหรือไม่

     

    วิสัชนา 

    การให้ไม่ควรคิดว่าจะได้อะไรกลับมา

    เพราะการให้อภัย มิใช่ การค้าที่คิดกำไร การให้ไม่ควรหวังสิ่งตอบแทนการให้มีความสุขมากกว่าการรับ และควรคิดให้ ด้วยจิตวิญญาณที่สูงขึ้น คือให้โดยไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน หากเป็นเช่นนี้ เมื่อเราคิดว่าจะให้ก็เป็นความสบายใจ เป็นความบริสุทธิ์ใจ

     

    ปุจฉา

    ผู้ไม่รู้จักอภัย

    เมื่อเราให้อภัยต่อเขา แต่เขาไม่ยอมให้อภัยต่อเรา เราควรจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร และจะปฏิบัติตนอย่างไร

     

    วิสัชนา 

    การเตรียมตัวที่ดี มีน้ำใจ รู้ให้อภัย จะไม่มีใครปองร้าย

    มีชีวิตเสมอต้นเสมอปลาย จะกลายเป็นตบะของตัวเอง เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น

     

    ปุจฉา

    สรรหาสังคม 

    คิดได้อย่างไร พูดอย่างนั้น พูดอย่างไรทำอย่างนั้น

    ถ้านำมาใช้ในสังคมปัจจุบัน บุคคลบางคนอาจยังยอมรับไม่ได้ เพราะสังคมในปัจจุบัน ยังต้องการคำสรรเสริญเยินยอ หลวงปู่มีความคิดอย่างไร

     

    วิสัชนา

    ต้องเลือกสรรหาสังคมที่ดี ที่ซื่อตรง อย่าไปเลือกที่จะอยู่ในสังคมเลว เราต้องฉลาดที่จะเลือก

     

    ปุจฉา

    แพ้อำนาจเงิน

    เราพึ่งตนเองมาตลอด แต่สุดท้ายเราก็แพ้อำนาจเงิน ข้อคิดนี้ เคยทำให้คนดีหลายคนเสียชีวิต เราจะแก้ปัญหานี้ให้ยั่งยืนด้วยอะไร

     

    วิสัชนา 

    เป็นเพราะเกิดจากความโลภ และเอาชนะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความโลภนั้นไม่ได้ แต่ความโลภมีทั้งที่เป็นกุศล และอกุศล คนฉลาดใช้กิเลส แต่คนโง่จะถูกกิเลสใช้

     

    ปุจฉา

    เต็มใจร่วมกิจกรรม 

    เราจะใช้ธรรมข้อใด เป็นบทนำในการที่จะชักชวนให้ผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยความเต็มใจ

     

    วิสัชนา 

    ให้เขาเห็นประโยชน์ และคุณค่าของสิ่งที่ทำ สร้างความรักอันบริสุทธิ์ใจให้เกิดขึ้นในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     

    ปุจฉา 

    ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง 

    ชั่วสุดๆ ดีสุดๆ จะทำงานร่วมกันอย่างไร จึงจะทำให้เกิดสมรรถภาพที่เป็นหนึ่ง

     

    วิสัชนา

    อะไรคือสิ่งตัดสินว่า "ดีที่สุด และชั่วสุด" ทุกคนเป็นปุถุชน ไม่มีสิทธิตัดสินใจว่าใครดีที่สุด หรือ ชั่วที่สุด

    ดีสุด คือ พระอรหันต์ ชั่วสุดคือผู้ไม่ใช่พระอรหันต์

    ปุถุชนจะต้องมีทั้งดีทั้งชั่ว เพราะว่าคนเราจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ

    และให้อภัย มีสาระ

    อยู่ดัวยกันอย่างพึ่งพิงอิงแอบ อาศัยกัน และ ใช้ปัญญาในการเรียนรู้ และมีหลักธรรม 5 ประการคือ

    1. ความรัก 2. ชื่อตรง 3. ความเพียร 4. ใช้ปัญญาใคร่ควญ 5. มีน้ำใจและรู้จักให้อภัย

     

    http://www.manager.co.th/Dhamma/View...=9480000069054


ความคิดเห็นที่ 93

myschool
4 ธ.ค. 2552 12:05
  1. ข้อคิดดีๆ ๑๐๐ ข้อ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๓

     

    ๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม

    ๒. จงทำดี ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

    ๓. จงทำดี แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน

    ๔. อุปสรรคมักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำความดี ดีเหลือเกินหนี้สินเก่าจะได้หมดไป

    ๕. อุปสรรคมักจะไม่เกิดขึ้นในขณะกำลังทำความชั่ว เพราะเป็นทางกู้หนี้สินใหม่เข้ามาแทน

    ๖. ทุก ๆ คนปรารถนาแต่สิ่งที่ดี ๆ แต่ไม่รู้จักการทำความดี

    ๗. ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

    ๘. คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย ได้แต่เอะอะโวยวายว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม ? ถึงต้องเป็นเรา ทำไม ? ทำไม ?

    ๙. ผู้ฉลาดในธรรม ยอมรับว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าตกใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา

    ๑๐. ชีวิตที่ไม่ขาดทุน คือการไม่เคยทำความชั่วเลย

    ๑๑. เพราะฉะนั้นคนเราเจอทั้งสุขและทุกข์ เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว

    ๑๒. การตามใจตัวเองอยู่เสมอ เป็นทางตันในการดำเนินชีวิต

    ๑๓. การขัดใจตัวเอง ก็คือการขัดเกลาหนทางให้ราบเรียบ

    ๑๔. ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักเติบโตเลย

    ๑๕. เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ ตอนนี้ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว

    ๑๖. หลาย ๆ ชีวิต เดินสวนทางกันไปมาอยู่ในขณะนี้ มีทางดำเนินชีวิตไม่เหมือน และก็มีอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน

    ๑๗. เราอย่าเข้าใจว่า มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี

    ๑๘. การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวัน เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้

    ๑๙. เพราะฉะนั้น เวลาเรามีความทุกข์ ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความทุกข์ เวลาเรามีความสุข ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความสุข ไม่เช่นนั้นเราต้องเป็นคนบ้า ร้องไห้บ้าง ร้องเพลงบ้าง ตามประสาคนบ้า

    ๒๐. คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น ทุกอย่างไม่มีเลย เพียงแต่เรายอมรับเขา อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น

    ๒๑. แม้แต่ตัวของเราเองก็ยังไม่ได้ดังใจเรา แล้วคนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น เป็นอันไม่มี

    ๒๒. เราไม่ได้ดังใจเขา จะให้เขาได้ดังใจเราอย่างไร

    ๒๓. ปรารถนาสิ่งใด อย่าพึงดีใจไว้ล่วงหน้า พลาดหวังสิ่งใด อย่าพึงเสียใจตามหลัง

    ๒๔. ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นเช่นนั้นเอง

    ๒๕. หากยึดถือมาก ให้ความสำคัญมันมาก ทุกข์มาก

    ๒๖. หากยึดถือน้อย ให้ความสำคัญมันน้อย ทุกข์น้อย

    ๒๗. ยินดีไปตามความอยาก คือความมักมากไม่มีสิ้นสุด

    ๒๘. แท้จริง ผัว ไม่มี เมียไม่มี ลูกไม่มี ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี แต่ความยึดมั่นด้วยความลุ่มหลงอย่างหนาแน่นว่าเรามี

    ๒๙. สักวันหนึ่ง เราคงจะไม่มีอะไรสักอย่างเลย ถึงวันนั้น เราทำใจได้ไหม ?

    ๓๐. การเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นไปสู่ความดับลง ท่านจะยึดถือ หรือไม่ยึด นั้นมันเป็นเรื่องของท่าน

    ๓๑. อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น กับความรับผิดชอบ มันคนละอย่างกัน

    ๓๒. วันนี้ต้องดีกว่าวานนี้ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้

    ๓๓. ทำดีในวันนี้ พรุ่งนี้จะดีของมันเอง

    ๓๔. คนโง่จะเสียใจ ร้องไห้ตลอดวัน โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

    ๓๕. ส่วนคนฉลาด จะรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เท่าที่จะทำได้

    ๓๖. เรารักในสิ่งใด จะต้องจากในสิ่งนั้น ช้าหรือเร็วมันอีกเรื่องหนึ่ง

    ๓๗. ถ้าผัวตายก่อนเมีย เมียจะต้องเสียใจ ถ้าเมียตายก่อนผัว ผัวจะต้องเสียใจ ทำอย่างไร จึงจะไม่เสียใจ

    ๓๘. ถ้าไม่อยากเสียใจ เมื่อจากกันไป ก็อย่าดีใจเมื่อตอนได้มา

    ๓๙. ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเป็นพระเอกหรือนางเอกตลอดนิรันดรกาล

    ๔๐. ใช่แน่นอน ! ท่านเป็นตัวเอกในเรื่องของท่าน แต่ท่านอาจจะเป็นตัวสำรองในเรื่องของผู้อื่น

    ๔๑. เรายืนอยู่บนสนามชีวิต ต้องต่อสู้อุปสัคทุกรูปแบบ จนกว่าจะปิดฉากละครแห่งชีวิต ด้วยการตายลงไป

    ๔๒. บทเรียนในตำราเรียน กับบทเรียนในชีวิตจริง มันคงละอย่างกัน

    ๔๓. ไม่มีตำราเล่มไหน ที่จะสอนเราทุกอย่างก้าวว่าวันนี้เราจะต้องเจออะไรบ้าง และจะต้องแก้อย่างไร ?

    ๔๔. เสียเงินทอง เสียสิ่งของ เสียเวลา และก็เสียใจ เป็นการจ่ายค่าเทอมชีวิต

    ๔๕. คนฉลาดจะจ่ายค่าเทอมที่ถูกที่สุด ส่วนคนโง่จะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่ากัน

    ๔๖. ที่จริงคนตาบอด พิกลพิการเขาน่าจะเป็นทุกข์มากกว่าเรา ทำไม ? เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสได้

    ๔๗. ทำไมเราจึงทุกข์กว่าคนพิกลพิการเล่า ?

    ๔๘. กายพิการ แต่ใจไม่พิการ ใจพิการ แต่กายไม่พิการ อย่างไหนดีกว่ากัน ?

    ๔๙. เราสามารถตัดสินหนทางดำเนินชีวิตของเราเองได้ ดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวของเรา

    ๕๐. คนอื่นสามารถบังคับเราเป็นเพียงบางเวลา ส่วนใจของเรานั้น ไม่มีใครสามารถบังคับได้นอกจากตัวของเราเท่านั้น

    ๕๑. ถึงแม้งานจะสับสนยุ่งยากเหลือเกิน หากใจมีอิสระแล้ว ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน

    ๕๒. ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ตายเพื่อทำหน้าที่ ดีกว่าตายเพราะไม่ทำหน้าที่

    ๕๓. รับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบเพื่อนที่ดี และรับผิดชอบสังคม

    ๕๔. วันนี้เราด่าเขา วันหน้าเขาต้องด่าเรา ชาตินี้เราฆ่าเขา ชาติหน้าเขาจะต้องฆ่าเราอย่างแน่นอน

    ๕๕. คนทำบาป เพราะเห็นแก่กิน ไม่ต่างอะไรกับกินอาหารผสมยาพิษอย่างเอร็ดอร่อย กินมากก็มีพิษมา กินน้อยก็มีพิษน้อย

    ๕๖. กฎหมายทางโลก คุ้มครองสัตว์บางจำพวกเท่านั้น ส่วนกฎแห่งกรรมทางธรรม คุ้มครองสัตว์ทุกจำพวก

    ๕๗. กฎระเบียบของทางโลก อนุโลมไปตามความอยาก ส่วนกฎทางธรรมอนุโลมไปตามความเป็นจริง

    ๕๘. กรรมคือการกระทำให้สัตว์หยาบ และละเอียดประณีตต่างกัน

    ๕๙. ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะสร้างเรา ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราร่ำรวยได้ ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นอกจากตัวของเราเอง

    ๖๐. คำว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” มากเหลือเกินที่คนได้ยิน น้อยเหลือเกินที่คนรู้จัก

    ๖๑. เหตุการณ์ความเป็นไปของทางโลก ไม่มีสิ้นสุด เราไม่สามารถจะติดตามได้ตลอดกาล เพราะอายุยังมีที่สิ้นสุด เราจะบ้ากับมันหรือไม่บ้า มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น

    ๖๒. เพื่อมิให้เสียเวลา จงกลับมามองดูจิตใจของตนเอง ทำไมถึงซอกแซกสับส่ายถึงขนาดนั้น

    ๖๓. มันเคยตัว เพราะเราให้โอกาสมันมากเกินไป เพราะรักมันมาก จึงไม่กล้าขัดใจนาน ๆ ไปอาจกลายเป็นโรควิกลจริตทางด้านจิตใจ

    ๖๔. การเอาชนะใจตนเอง ไม่ให้ไหลสู่อำนาจฝ่ายต่ำ เป็นสิ่งประเสริฐแท้

    ๖๕. วันนี้ เราตามใจของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งความอยาก วันพรุ่งนี้ เราต้องหมดโอกาสที่จะสบายใจ

    ๖๖. วันนี้ เราไม่ตามใจตนเอง พรุ่งนี้ เราจะอยู่อย่างสบาย

    ๖๗. ยิ่งแก่ ยิ่งงก เพราะเขางกมาตั้งแต่ยังไม่แก่ ยิ่งแก่ ยิ่งดี เพราะเขาดี ตั้งแต่ยังไม่แก่

    ๖๘. การวิ่งไปตามความอยาก คือการฆ่าตนเองด้วยความพอใจ

    ๖๙. ศัตรูมักมาในรูปรอยแห่งความเป็นมิตร ความทุกข์มักมาในรูปรอยแห่งความสุข

    ๗๐. น้ำหวานผสมยาพิษ คนโง่จะชอบดื่ม เพราะไม่รู้ ยาเสพติด ทำลายร่างกายตนเอง คนโง่ก็จะพากันเสพทั้งที่รู้

    ๗๑. ความสบายกายและสบายจิต จะหาซื้อด้วยเงินแสนเงินล้านไม่มีเลย ไม่จำเป็นจะต้องซื้อด้วยเงินและทอง

    ๗๒. คนที่มีศรัทธา มีคุณค่ายิ่งกว่าเงินแสนเงินล้าน

    ๗๓. เมื่อมีศรัทธา ควรมีปัญญาประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นคนงมงาย ขาดเหตุผล

    ๗๔. คนนิยมสร้างพุทธ ที่เป็นรูป คือพุทธรูป แต่ไม่นิยมสร้างพุทธ ที่เป็นนาม คือสภาวธรรมที่รู้แจ้ง รู้จริง ทำให้รู้จักพุทธะ

    ๗๕. ความจริงต้องมีให้พิสูจน์ จึงจะถือว่าจริงแน่นอน คนโง่จะไม่เชื่อตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่พบกับความจริงในชีวิต มีแต่ความงม   งายในชีวิต

    ๗๖. คนใดถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ ถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระคนนั้นมีทางดำเนินในทางที่ผิด เขาจะไม่พบแก่นสารชีวิตที่แท้จริงเลย

    ๗๗. ผู้ที่หลงเปลือกนอก ย่อมไม่เห็นแก่นใน ผู้ถึงแก่นใน ย่อมเข้าใจเปลือกนอก

    ๗๘. ความสนุกสนานมัวเมาประมาทในชีวิต ไม่ใช่หนทางดำเนินชีวิตที่แท้จริง มันเป็นหนทางที่ทำให้เสียเวลา

    ๗๙. หากคนให้ความสำคัญกับการ กิน เล่น เสพกาม และนอน มากกว่าคุณธรรม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจะไม่ดีกว่ากันหรือ ?  เพราะว่าไม่มีกฎหมายห้าม

    ๘๐. หากจิตใจเต็มด้วยความโลภ โกรธ หลง ช่องว่างในหัวใจไม่มี มีแต่ความอึดอัด

    ๘๑. อาหารที่กินเข้าไปมาก แสนจะอึดอัด แต่มีทางระบายออก

    ๘๒. ยิ่งความโลภ โกรธ หลง ลดลงมากเท่าไร ความปลอดโปร่ง ยิ่งมีขึ้นมากเท่านั้น

    ๘๓. แสงสว่างในทางธรรม จุดประกายให้ชีวิต ให้พบแต่ความสดใส

    ๘๔. ความสุขทางโลก เหมือนกับการเกาขอบปากแผลที่คัน ยิ่งเกายิ่งมัน เวลาหยุดเกามันแสบมันคัน เพราะเป็นความสุขเกิดจากความเร่าร้อน

    ๘๕. เมื่อตอนที่อยากได้ ก็เป็นทุกข์ขณะที่แสวงหา ก็เป็นทุกข์ ได้มาแล้วกลัวฉิบหายไป ก็เป็นทุกข์

    ๘๖. เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ต้องมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ย่อมไม่มี

    ๘๗. หากมีแล้ว ทำให้มีความสุข ควรมี ถ้าหากมีแล้ว ทำให้มีความทุกข์ ไม่รู้จะมีไว้ทำไม ?

    ๘๘. ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เราไปยึดมั่นความไม่เที่ยงนั้นว่าความสุข

    ๘๙. แม้ความสุขนั้นมันก็ไม่เที่ยง จะไปหวังเอาอะไรอีกเล่า ?

    ๙๐. พบกันก็เพื่อจากกัน ได้มาก็เพื่อจากไป

    ๙๑. มองทุกข์ให้เห็นทุกข์ จึงจะมีความสุข

    ๙๒. ความเบาใจ คลายกังวล ย่อมมีได้ แก่บุคคลผู้เข้าใจธรรมะ

    ๙๓. ยิ่งเข้าถึงธรรมที่เป็นจริงมากเท่าใด ความเบาสบายใจยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

    ๙๔. เพราะความสุขทางโลก ไม่ให้อะไรมากไปกว่าความเพลิดเพลิน มัวเมา ประมาทในชีวิต จนลืมทางธรรม

    ๙๕. ทางเดิน ๒ ทาง ทางโลก และ ทางธรรม

    ๙๖. ทางโลก คือการปล่อยใจไปตามความอยากในโลกีย์ ทางธรรม คือการควบคุมใจตนเอง ให้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง

    ๙๗. ผิดหวังทางโลก ยังมีทางธรรมคุ้มครอง หากคนนั้นรู้จักธรรม

    ๙๘. ผิดหวังทางโลก อยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งตนเอง คนนั้นแหละ ไม่รู้จักธรรม

    ๙๙. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดถือมั่น

    ๑๐๐. มันเป็นเช่นนั้นเอง.

     

    ขอให้ความสุขที่แท้จริง เกิดขึ้นกับตัวคุณทั้งกับคนที่คุณรัก และคนที่รักคุณนะครับ

    สวัสดีปีใหม่ครับ

     

    ที่มา : http://www.watnai.org/live/index.php?option=com_content&view=article&id=13:2008-12-20-16-22-35&catid=13&Itemid=35


ความคิดเห็นที่ 94

myschool
10 ธ.ค. 2552 06:20
  1.  

    "อารมณ์มีวิธีเล่นตลกกับเรามากมาย และในความตลกนั้นเราคือผู้สูญเสีย..."

     

    ในยามที่ใครก็ตามต้องประสบกับความผิดหวังอย่างหนัก

    ชีวิตเหมือนกำลังดิ่งสู่ก้นเหวลึกเบื้องล่าง..

    ไม่รู้ชะตากรรมแม้ในเสี้ยววินาทีถัดไป

    ความคิดความรู้สึกในวูบนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

     

    ความสับสนวกวน..ไม่มีจุดเริ่มต้นและหาจุดสิ้นสุดไม่ได้

    ไม่มีคำอธิบายและไร้ซึ่งคำตอบ...

    ส่วนในใจมักจะพร่ำถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

    "ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?..."

     

    ความรู้สึกของการไม่มีใครในยามที่ต้องประสบปัญหาร้ายแรง(ที่สุด)ในชีวิต

    แม้ในยามยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน...

    แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรับรู้ถึงความรู้สึกภายในใจเราแม้แต่คนเดียว

    นั่นเองที่ถือว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการพบใครบางคน

    ที่สำคัญที่สุดในชีวิต..ซึ่งก็คือ "ตัวเราเอง..."

     

    มนุษย์ทุกคนต่างต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ

    นอกเสียจากผู้ที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง

    และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เขาอาจจะต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

    หากคิดให้ดีนี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของคนเรา

     

    การมองเห็นสัจธรรมที่ว่า...

    "เมื่อตอนเกิดมาก็ไม่มีอะไร ตอนตายก็ไม่มีอะไร

    หากตอนนี้เราไม่มีอะไรก็ถือว่าเราไม่ได้เสียอะไรไป แค่เท่าทุนเท่านั้น..."

     

    ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

    แต่ถ้าจะมีใครสักคนที่คิดว่า..

    การที่ตัวเองไม่มีอะไรแล้วถือว่าเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิต

    ก็ขอเพียงแต่ให้ลองกลับไปมองในมุมตรงข้ามที่ไม่เคยมองดูบ้าง

    อาจจะเจออะไรดีๆ ที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้...

     

    มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มี

    แล้วบังเอิญวันนี้ไม่มีอะไรอีก..

    ก็มักคิดว่าตัวเองได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้วโดยที่ลืมคิดไปว่า

    ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย..มีเพียงสิ่งเดียวที่ใช่

    ซึ่งก็คือความคิดและจิตใจของเราเองเท่านั้น..

     

    ดังนั้น..การได้ลิ้มลองรสชาติของการไม่มีอะไร

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีทุกสิ่ง..อย่าได้ยึดติดอะไรให้มากนักเลย

     

    ทุกอย่างมีได้มีเสีย..มีขึ้นมีลง มีเข้ามีออก มีทุกข์มีสุข มีบวกมีลบ

    เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนด้านลบของชีวิต...ก็แค่นั้น

     

    แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงว่า..

    อีกไม่นาน "ด้านบวกของชีวิต" กำลังจะมุ่งตรงมาที่เรา

    ทำไมไม่ทำใจให้สบาย รอรับมันเสียเล่า ?...

     

    ที่มา : http://novakaty.blog.mthai.com/2008/11/26/public-1

    _____________________________________________________

     

    "+" และ "-" กับป้ายจราจร **

     

    1.  เครื่องหมาย "+" มีลักษณะเหมือนป้ายเตือนว่า "ข้างหน้าเป็นทางแยก" 

         ต้องเลือกทางเดินให้ถูกต้อง ถ้ามีสติก็จะไม่เดินหลงทาง 

         หรือถ้าเดินทางผิดไป ก็ให้กลับมาตั้งต้นใหม่ที่แยกเดิม

         แล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินเสียใหม่ให้ถูกต้อง

    2.  เครื่องหมาย "-" มีลักษณะเหมือนป้ายเตือนว่า "ข้างหน้าเป็นทางตัน"

         ต้องถอยหลังมาตั้งหลักใหม่อย่างมีสติ

         แล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินเสียใหม่ให้ถูกต้อง

     


ความคิดเห็นที่ 95

myschool
12 ธ.ค. 2552 09:10
  1. นรก กับ สวรรค์

     

    มีชาวเดนมาร์คคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน 

    มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก 

    เขาก็ตกลงไปด้วย 

     

    นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ถึงนรกแล้ว” 

    ที่นั้นเป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ 

    บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท 

     

    มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า “นี่สัตว์นรก” 

    คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก 

    แต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร 

     

    นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้ 

    แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ 

    ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น 

     

    เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง 

    คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที 

    อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด 

    เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก 

    จึงผอมโซเพราะอดอาหาร 

    ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ 

    แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้ 

     

    นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า “ถึงสวรรค์แล้ว” 

    ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ 

    มีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก 

    มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า 

    ”นี่เทวดาบนสวรรค์” 

    แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย 

    ดูว่าเขากินอาหาร อย่างไร 

    ทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรเหมือนกับที่นรก 

    ”เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก? 

    ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง” 

     

    พอดูดี ๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์ 

    คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ 

    เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม 

    คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้ 

    ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย 

    สรุปว่า ที่นรกนั้น..... คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว 

    คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง 

    คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ 

    โดยไม่คิดถึงคนอื่น 

    แต่ที่สวรรค์นั้น..... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน 

    คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย 

    จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน ..........................

     

    ที่มา : http://writer.dek-d.com/signager/story/viewlongc.php?id=265284&chapter=204


ความคิดเห็นที่ 96

myschool
16 ธ.ค. 2552 05:59
  1. เรื่องเล่า "คนขายสุนัข" 

     

    มีร้านค้าแห่งหนึ่งติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว

    เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็กๆแวะเวียนเข้ามาเล่นมาชมลูกสุนัขทุกวัน

    แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดีมีราคาค่อนข้างแพง

     

    วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆให้แก่ลูกค้าในร้าน

    เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งก็มากระตุกชายเสื้อเขา

    เขาก้มลงมอง และถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่

     

    "เพื่อนของผมบอกว่าที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย

    ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัวพ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว

    ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ"

    เด็กบอกอย่างสุภาพ

     

    "อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ"

    เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดีแล้วผิวปากเรียกสุนักทั้งเจ็ดออกมา

    เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมาทีละตัว

    เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น

     

    "ไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ"

    เด็กชายถาม

     

    เจ้าของร้านตอบว่า

    "อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัวเพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี

    มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ๆของมันไม่ได้"

     

    สิ้นคำเจ้าของร้าน ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา ขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว

    มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน

     

    ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ดๆ

    เห็นได้ชัดว่ามันพยายามคลานมาหาเขา หางของมันกระดิกดุ๊กดิ๊กๆอยู่ตลอดเวลา

    มันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชายท่าทางจะชอบเขามาก

     

    เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมาก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า

    "หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ"

     

    ปกติอาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ เจ้าของร้านตอบ

    เด็กชายนิ่งอึ้งไปก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับเขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น

     

    "ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้"

    เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ

     

    เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า

    "โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรีๆไปเลย"

     

    เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไปก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า

    "ทำไมครับ ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้"

     

    "ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อมๆ พี่ๆ น้องๆ ของมันและอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว

    เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ ลองดูตัวอื่นดีไหม"

     

    เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า

    "คุณอาดูอะไรนี่สิครับ"

    ว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้นเจ้าของร้านจึงได้เห็นว่าขาของเด็กชายคนนี้เล็กลีบ

    เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัขแต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้

     

    "คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกันผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ วิ่งก็ไม่ได้

    กระโดดก็ไม่ได้ อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ"

     

    เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา

     

    เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า

    "ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ในราคาสองพันบาทเท่ากับลูกหมาตัวอื่นๆ แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ

    ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอา ขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือนจนครบสองพันบาท

    คุณอาจะว่าอย่างไรครับ"

     

    เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ

    พลางกล่าวขอโทษขอโพยในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป เขาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้

    และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชายพวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.

    ________________________________ 

     

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

    "อย่าตัดสินคุณค่าจากรูปลักษณ์ภายนอก"

     

    ที่มา : นิทานสีขาว

    เล่าโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


ความคิดเห็นที่ 102

myschool
25 ม.ค. 2553 05:23
  1. เทคนิคทำให้หายโกรธ ความโกรธ คืออารมณ์เดือดพล่านที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในยามที่เราต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น อ่านเทคนิควิธีทำให้หายโกรธแบบง่าย ๆ ท่านสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตครอบครัวและการทำงาน วิธีที่ ๑. ยามใดเมื่อเราโกรธ เราต้องรู้ตัวของเราเองว่า เรากำลังได้รับพิษร้ายเข้าไปแล้วควรสร้างความรู้สึก"สะดุ้งกลัว"ขึ้นมาทันที และ พยายามระงับความโกรธนั้นไว้ไม่ให้พิษโกรธกำเริบแสดงเป็นกริยาอาการอะไรออกมาอย่างเด็ดขาดด้วยการพิจารณาโทษของความโกรธให้มากที่สุด ตัวอย่างวิธีคิด "หากเราโง่เขลาคิดตอบโต้ผู้อื่นด้วยความโกรธเมื่อใด พิษร้ายของความโกรธก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและจะมีการหมักหมมอยู่ในใจมากขึ้นทุกที มันจะคอยออกมาเผาผลานจิตใจของเราไปชั่วกาลนาน เสมือนหนึ่งเราได้สร้างนรกให้เกิดขึ้นในใจของตัวเอง " วิธีที่ ๒ มองเห็นผลดีของการระงับความโกรธด้วยเมตตา ว่าทำให้เรานอนหลับฝันดี มีเพื่อนเยอะแยะ ใครเห็นใครก็รักไคร่ มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตลอดเวลา โห..คุ้มค่าจริง ๆ เลย วิธีที่ ๓. เมื่อรู้สึกโกรธ หรือ เคืองใจใครก็ตาม ให้ตั้งสติระลึกนึกถึงความดีของคน ๆ นั้นไว้ในใจ เช่นเขาเคยทำดีอะไรให้แก่เราบ้างไหม หรือ เขามีส่วนดีอื่นๆ ที่น่าประทับใจอะไรบ้างนึกอย่างนี้มาแทนความคิดไม่ชอบใจ ความโกรธก็จะหายไปเอง ตัวอย่าง "นายมีโกรธนายแดงที่พูดจาดูถูกตน แต่พอนายมีนึกถึงเมื่อครั้งนายแดงเคยช่วยมาทาสีบ้านให้ทั้งวันเมื่อปีที่แล้ว นายมีก็หายโกรธนายแดง" "คุณเจ ไม่ ชอบหน้าคุณจอนห์เลย เพราะคุณจอนห์ชอบพูดจากวนประสาท แต่คุณเจก็พยายามคิดว่าคุณจอนห์ถึงแกจะชอบพูดกวนประสาท แต่แกก็ยังดีที่ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ คิดได้ดังนี้คุณเจ ก็เกิดความรู้สึกที่ดีต่อคุณจอนห์ขึ้นมาบ้าง " วิธีที่ ๔ เมื่อโกรธคนใกล้ตัว เช่น แฟน , พี่น้อง , เพื่อนร่วมงาน หรือ โกรธคนไกลตัวเช่นนักการเมือง ฯลฯ ให้ลองนึกมโนภาพหน้าตาของเขาให้เป็นเด็กเล็ก ๆ อายุสัก 1-2 ขวบ โดยให้คิดเหมือนกับ ว่าเขาเป็นลูกของเรา สร้างความรู้สึกเอ็นดูเมตตาเหมือนพ่อแม่รักลูก ความโกรธจะหายไปเป็น ปลิดทิ้ง วิธีนี้แม้ดูง่าย ๆ และ น่าขำ แต่ก็สามารถทำให้หายโกรธได้ผลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว วิธีที่ ๕ คิดตั้งหลายวิธีแล้วก็ยังไม่หายโกรธ มาลองใช้วิธี "ไม่คิด" ดูก็ได้ ด้วยการ หายใจเข้าปอดลึก ๆ ยาว ๆ ทำลมหายใจให้ละเอียด (นึกจินตนาการว่าลมหายใจของเราเป็นอะไรบางอย่างที่ละเอียดอ่อนบางเบา ในขณะที่หายใจ ) หายใจเข้าออกติดต่อกันสัก ๑๐ ครั้ง ความโกรธก็จะสลายหมดไป กลายเป็นความสบายใจมาแทนที่ วิธีที่ ๖ วิธีนี้ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับเพื่อนสนิท หรือ คู่รัก ในยามที่เกิดความไม่เข้าใจกัน หรือ ทะเลาะกันจนต่างฝ่ายต่างโกรธ นั่นคือ "การให้ของขวัญ" เป็นวิธีแก้ไข ปัญหาความโกรธที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง วิธีนี้เป็นการแสดงออกที่ทำให้หายโกรธทั้งผู้ให้และผู้รับ วิธีที่ ๗ ให้มองว่าทั้งตัวเราและคนที่เราคนโกรธ ต่าง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น คือ ไม่มีใครสามารถรอดจากความทุกข์ แก่ เจ็บ ตายได้สักคน ให้คิดจินตนาการมองเห็นคนที่เรากำลังโกรธอยู่ เห็นภาพในอนาคตสมมุติว่าเขากำลังป่วยหนักใกล้ตาย เขาจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานแค่ไหน จากนั้นให้หวนคิดถึงตัวเราเองว่า เราเองสักวันหนึ่งก็ต้องพบกับความทุกขทรมานและความตายเหมือนเขาเช่นเดียวกันพวกเราล้วนตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะมามัวโกรธกันอยู่ทำไมกัน วิธีที่ ๘ ใช้วิธีกราบพระเพื่อระงับความโกรธ การกราบพระทำให้จิตใจเกิดความอ่อนน้อม หมดความมานะถือตัว สภาพจิตใจเช่นนี้ ความโกรธเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นหากท่านใช้วิธีระงับโกรธหลายวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ขอแนะนำให้ใช้วิธีกราบพระ ท่านว่าได้ผลชงัดนัก วิธีง่าย ๆ เมื่อใดที่โกรธ ให้ก้มลงกราบพระทันที และในขณะที่ท่านกราบพระ ให้นึกถึงใบหน้าของ คนที่ท่านโกรธ ท่านจะพบด้วยตนเองว่าตราบใดที่ท่านยังกราบพระอยู่ ความโกรธจะไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้เลย ที่มา : http://www.baanmaha.com/

ความคิดเห็นที่ 103

myschool
12 ก.พ. 2553 05:29
  1. "ความดีใจ ความเสียใจ มันเกิดจากพ่อแม่เดียวกัน คือตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง" จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 104

myschool
15 ก.พ. 2553 05:05
  1. "การทำความเข้าใจให้รู้ชัดว่าทุกสิ่ง มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรยึดมั่นอะไรเลย นี่คือ ความรู้ตามความเป็นจริง" จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 105

myschool
16 ก.พ. 2553 05:29
  1. "คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น ก็จะเห็นความสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ คนละราคากัน ถ้าผู้รู้ทั้งหลายรู้แล้ว ท่านจะเห็นว่า สุขกับทุกข์มันมีราคาเท่ากัน" จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 106

myschool
17 ก.พ. 2553 05:14
  1. อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจ ข้อนั้นเป็น “ศีล” การกำหนดลมหายใจและติดต่อกันไปจนจิตสงบ ข้อนี้เรียกว่า “สมาธิ” การพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่า ไม่เที่ยง ทนได้ยาก ข้อนี้เรียกว่า “ปัญญา” จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 107

myschool
18 ก.พ. 2553 05:21
  1. "ถ้าเราชนะตัวเอง ก็จะชนะทั้งตนเองและผู้อื่น ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น รส ทั้งโผฐฐัพพะ เป็นอันว่าชนะทั้งหมด" จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 108

myschool
25 ก.พ. 2553 05:48
  1. "สัตว์ป่า เช่น นกเขา นกเค้า จักจั่น เรไร ส่งเสียงทีไรก็รู้ เพราะมันบอกลัษณะของมันอยู่ คนเราปากกับใจไม่ตรงกัน ไว้ใจยาก ให้ระวัง เมื่อเขานินทาเรา ต้องหยุดนิ่ง พิจารณาดูว่า เขาว่า อะไรกัน ถ้าไม่เป็นจริงก็แล้วไป ก็หมดเรื่องกันเท่านั้นเอง" จากคำสอนหลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 109

myschool
17 มี.ค. 2553 05:56
  1. แบบทดสอบความเป็นเพื่อนของคุณ 1. คุณชอบไปชมภาพยนต์คนเดียว? ใช่ไปที่ข้อ 2 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 6 2. ชอบความครื้นเครงสนุกสนาน? ใช่ไปที่ข้อ 7 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 3 3. ชอบเขียนจดหมายถึงเพื่อน? ใช่ไปที่ข้อ 8 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 4 4. ชอบไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว? ใช่ไปที่ข้อ 5 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9 5. ชอบทานข้าวคนเดียว? ใช่ไปที่ข้อ 10 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9 6. เมื่อไปทานข้าวนอกบ้านต้องมีคนเป็นเพื่อน? ใช่ไปที่ข้อ 11 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 7 7. ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจ? ใช่ไปที่ข้อ 12 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 8 8. เมื่ออารมณ์ไม่ดีมักจะไปหาเพื่อน? ใช่ไปที่ข้อ 13 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9 9. ชอบพูดคุยเล่นทางโทรศัพท์? ใช่ไปที่ข้อ 14 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 10 10. ชอบเดินเล่นคลายกลุ้มคนเดียว? ใช่ไปที่ข้อ 15 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14 11. ชอบนั่งคิดคนเดียว? ใช่ไปที่ข้อ 12 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 16 12. ต้องการความรู้สึกปลอดภัยมาก? ใช่ไปที่ข้อ 17 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 13 13. มีของดี ๆ ต้องแบ่งกัน? ใช่ไปที่ข้อ 18 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14 14. หวังอยากให้ฝ่ายตรงข้ามสนใจคุณ? ใช่ไปที่ข้อ 18 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19 15. เบื่อหน่ายเพื่อนที่มารบกวนถึงบ้าน? ใช่ไปที่ข้อ 20 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19 16. เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กต่างๆ ต้องหาเพื่อน? ใช่ไปที่ข้อ A ไม่ใช่ไปที่ข้อ 17 17. คิดจะไปหาเพื่อนก็กลัวถูกปฎิเสธ? ใช่ไปที่ข้อ B ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18 18. ต้องพบหน้าเพื่อนทุกวัน? ใช่ไปที่ข้อ B ไม่ใช่ไปที่ข้อ C 19. พยายามที่จะไม่ไปรบกวนผู้อื่น? ใช่ไปที่ข้อ 20 ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18 20. ไม่ยืมเงินผู้อื่นโดยเด็ดขาด? ใช่ไปที่ข้อ D ไม่ใช่ไปที่ข้อ A •••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••• ::::: A ::::: ประเภทพึ่งพาอาศัย ::::: คุณชอบไปไหนมาไหนกับเพื่อน ไม่ว่าจะไปชมภาพยนต์หรือไปชอปปิ้ง คุณต่างชอบให้มีใครอยู่เป็นเพื่อนคุณ โดยเฉพาะในขณะที่อารมณืคุณดี หรือไม่ดี คุณยิ่งต้องการให้เพื่อน ๆ อยู่ข้างๆ โดยปกติคุณจะเป็นคนที่ไม่ รู้สึกว่าต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อน เพียงแต่มีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนโชคดี ที่มีเพื่อนดี ๆ มากมายเช่นนี้ แต่ถ้าวันใดที่คุณทะเลาะกับเพื่อนหรือติดธุระ ไปไหนกับเพื่อนไม่ได้คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยว เงียบเหงาอย่างยิ่ง ขณะนี้คุณจึง ยอมรับว่าคุณเป็นประเภทพึ่งพาอาศัยเพื่อน ::::: B ::::: ประเภทเปล่าเปลี่ยวใจ ::::: ความเปล่าเปลี่ยวใจ คือโรคจิตของคุณชนิดหนึ่ง และคือโรคประจำตัวของคุณ ภายในใจของคุณ กลัวถูกเพื่อน ๆ หรือหมู่คณะทอดทิ้ง ด้วยเหตุนี้ คุณจึงพยายาม รักษาสัมพันธ์ที่ดี กับทุก ๆ คนไม่กล้าทำให้ผู้อื่น โกรธเคือง เพราะอะไรจึงเป็น เช่นนี้ อาจเป็นเพราะว่า คุณขาดความเชื่อมั่น ในตนเอง เพราะฉนั้นจึงต้องการ ให้ผู้อื่นให้ความมั่นใจแก่คุณ ด้วยเหตุนี้ แม้ความเคลื่อนไหวบางอย่าง ที่คุณไม่ ชื่นชอบ แต่คุณก็ต้อง จำใจเข้าร่วม มิเช่นนั้น คุณก็จะเกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ ทางด้านมนุษยสัมพันธ์ อาจกล่าวว่า คุณไม่มีความรู้สึกปลอดภัย และเป็นคน ไม่มีบุคลิกภาพ ::::: C ::::: ประเภทระบายความในใจ ::::: ในชีวิตแห่งความเป็นจริงคุณมีอิสระมาก แต่ว่าทางด้านจิตใจคุณยังต้องการ ความสนับสนุนจากเพื่อน ปกติอยู่คนเดียว คุณจะไม่รู้สึกเหงา การเคลื่อนไหว ก็อิสระ ไม่ได้พบหน้าเพื่อนที่ดี เดือนสองเดือน ก็ไม่รู้สึกเงียบเหงา แต่พวกคุณ ยังคงรักใคร่ สนิทสนมกันเหมือนเดิม บางครั้งมีธุระหรือไม่สบายใจ พวกคุณ ก็นัดพบปะพูดคุยกัน ถ้าหากอยู่ห่างกัน ไม่สะดวกในการนัดพบ ก็ติดต่อกันทาง โทรศัพท์หรือจดหมาย แม้ว่าจะไม่ได้พบหน้ากันแต่พลังจิต ที่ได้รับอาจได้ มากกว่าพบหน้ากันทุกวัน คุณจึงไม่ต้อง อยู่กับเพื่อนคุณทุกวัน รูปแบบของการ พบเพื่อนประเภทคุณคือ ต่างคนต่างอยู่ แต่จิตใจทะลุถึงกัน คือคนประเภทระบาย ความในใจ ::::: D ::::: ประเภทอิสระเสรี ::::: คุณคือแบบอย่างของคนใจเพชร คุณไม่ชอบให้ผู้อื่นติดสอยห้อยตาม คุณคือคนปิดตัวเอง คุณไม่เอ่ยปาก ขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนง่าย กล่าวทางด้านจิตใจของคุณ คุณมักจะรู้สึก การเป็นหนี้บุญคุณ เป็นการ ที่เสียใจมาก และเป็นการลดคุณค่า ของตัวเองให้ต่ำลง ผู้คนที่ไม่เข้าใจ คุณจะคิดว่า คุณเป็นคนมีนิสัยสันโดษ และเอาแต่ใจตัวเอง แต่ผู้คนที่เข้า ใกล้คุณมักจะชมเชย ความเด็ดเดี่ยวของคุณ นิสัยและชีวิตของคุณมี เสน่ห์รัดตรึงใจมาก ที่มา : http://dek-d.com/board/view.php?id=950640

ความคิดเห็นที่ 110

myschool
20 มี.ค. 2553 05:59
  1. วิธีทำให้ความจำดีขึ้น 1. หาเวลาที่เหมาะที่สุดกับการใช้ความคิดของเราในแต่ละช่วงวัน แต่ละคนแต่ละวัยจะมีช่วงทองให้กับการคิดไม่เหมือนกันว่าคนมีอายุแล้วสมองจะเคลียร์ที่สุดก็เป็นช่วงเช้า พวกหนุ่มๆ สาวๆ นั้นกว่าจะมีสมาธิในการคิดได้ก็จะเป็นช่วงบ่าย ดูตัวเองว่าความคิดดีดีของเรานั้นมักจะมาในช่วงไหน แล้วเก็บช่วงนั้นไว้สำหรับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ 2. หาความรู้อยู่เรื่อยๆ...รู้แบบกว้างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปซะทุกอย่าง แต่ความรู้ที่สะสมมาจากทุกเรื่องจะช่วยต่อยอดกับข้อมูลใหม่ๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ขึ้น 3. "จดไว้ให้จำ" เครื่องช่วยจำที่ดีที่สุด คือ จดทุกอย่างลงในกระดาษเขียนไว้กันลืม 4. เพิ่มพลังกับกาแฟ..แต่แค่ถ้วยเดียวพอ จะช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเวลาเครียดๆ ก็ห้ามเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม 5. โยงเรื่องใหม่กับความจำเดิม ให้คิดซะว่าความคิดหรือความจำที่มีอยู่เดิมนั้นเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแขวนไว้กลางอากาศ กำลังรอข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปปะติดปะต่อ อย่าปล่อยเรื่องใหม่ๆ เข้าไปอย่างไม่มีจุดเชื่อมโยง เช่น ถ้าจะจำชื่อคน ก็ลองโยงความหมายหรือเสียงของชื่อนั้นเข้ากับสิ่งต่างๆ ที่เราคุ้นเคย 6. ฝึกจำอยู่บ่อยๆ ถึงอายุอ่อนกว่าแค่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฝึกท่องจำเลย ความจำก็อาจจะสู้คนแก่ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อลองนึกดูว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนทำไมเราถึงไม่ลืมสูตรคูณ ที่เราท่องตั้งแต่เด็ก 7. ควรให้เวลาสมองได้รับเรื่องตลกๆ หรือได้คิดอะไรที่ไร้สาระบ้าง เป็นการให้ความคิดของเราได้พักผ่อน 8. รู้จักดัดแปลงความคิดสร้างสรรค์ มักจะเกิดขึ้นมาได้จากบางอย่างที่เราคุ้นเคย 9. คบเพื่อนที่ฉลาด มีความคิดกว้างๆ.. การที่ได้อยู่ใกล้กับคนที่มีความรู้ เป็น