สหภาพโซเวียตกับสงครามเย็น

<p>คืออยากได้ข้อมูลของสงครามเย็นของทางฝั่งโซเวียตอ่ะครับไว้ทำรายงาน</p>
<p>เนื่องจากปัจจุบัีนได้แต่อ่านประวัติศาสตร์ที่ผู้ชนะเขียนไว้จึงอยากทราบข้อมูลของฝั่งโซเวียตบ้าง</p>
<p>อยากทราบว่ามีเวปไซไหนบ้างครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>



ความคิดเห็นที่ 1 

tonlion (Guest)
7 ก.ย. 2552 18:47
  1. Cold war: สงครามเย็น



    เป็นลักษณะการเผชิญหน้า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คำว่าสงครามเย็นเป็นคำใหม่ ที่เกิดขึ้นก่อนสงครามยุติลง และเรียกต่อมาเป็นการอธิบายลักษณะความตึงเครียดระหว่างประเทศ หรือระหว่างกลุ่มที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ เพราะถ้ามีการใช้อาวุธ สถานการณ์จะเปลี่ยนไป เป็นสงครามร้อน (hot war) ซึ่งจะมีขอบเขตกว้างขวางและก่ออันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่มนุษยชาติ วิธีการที่ใช้มากในสงครามเย็น คือการโฆษณาชวนเชื่อ สงครามจิตวิทยา การแข่งขันกันทางกำลังอาวุธ และการสร้างความนิยมลัทธิของตน ในประเทศเล็กๆ ที่อาจถูกรวมเข้ามาเป็นประเทศบริวารของแต่ละฝ่าย

    สมัยเริ่มต้นสงครามเย็น น่าจะอยู่ในสมัยวิกฤตการณ์ทางการทูตในตอนกลางและปลาย ค.ศ.1947 เมื่อสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเกิดขัดแย้งเรื่องการจัดตั้งองค์การสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและเยอรมนี ซึ่งทำให้สหรัฐเริ่มตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของตน ที่จะต้องเป็นผู้นำต่อต้าน แผนการยึดครองโลกของสหภาพโซเวียต ที่เป็นผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์
    การแบ่งสถานภาพของประเทศต่างๆในสมัยสงครามเย็นคือ

    1) ประเทศมหาอำนาจ (Big Powers) คือประเทศพัฒนาแล้ว หมายถึงประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรม มีภาระหน้าที่นำอารยธรรมไปเผยแพร่ยังประเทศที่ล้าหลัง ทั้งหมดเป็นการสร้างลักษณะจักรวรรดินิยมใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือการล่าเมืองขึ้นและยึดครองประเทศอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชีย มีจุดประสงค์เบื้องลึกคือความต้องการตลาดระบายสินค้า ต้องการแรงงานราคาถูก และต้องการทรัพยากรในประเทศนั้นมาใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรมของตน

    2) ประเทศด้อยพัฒนา (Underdeveloped Countries) คือประเทศที่ยังไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือมีการพัฒนาในระดับต่ำ ประเทศเหล่านี้จะมีความล้าหลังทางเทคโนโลยี มีฐานะเป็นประเทศพึ่งพา (dependent) และต้องเผชิญหน้าการล่าอาณานิคมของขาติตะวันตก ส่วนมากเป็นประเทศในเอเชียและแอฟริกา

    3) ประเทศอภิมหาอำนาจ (Super Powers) คือประเทศที่ปรากฎความสำคัญขึ้นมา แทนมหาอำนาจตะวันตก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีลักษณะเป็นประเทศภาคพื้นทวีป (Continental Character) มีการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูง และเป็นผู้นำลัทธิการเมืองสองฝ่ายคือฝ่ายโลกเสรีและฝ่ายคอมมิวนิสต์







    ระยะสงครามเย็น



    1) ค.ศ. 1947-1949 เป็นระยะความตึงเครียดเนื่องจากการเผชิญหน้ากันระหว่างอภิมหาอำนาจ แต่ยังไม่มีการประกาศสงครามหรือใช้กำลัง เป็นสมัยการประกาศแผนการณ์ทรูแมน (Truman Doctrine) วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1947 กับการประกาศแผนการมาร์แชลล์ เพื่อฟื้นฟูบูรณะยุโรป (The Marshall Plan) การขยายอิทธิพลของโซเวียตในยุโรปตะวันออก และการแบ่งแยกเยอรมนีเป็นต้น

    2) ค.ศ.1950-1960 เป็นระยะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้ามามีบทบาทในวงการเมืองระหว่างประเทศ เกิดวิกฤตการณ์หลายอย่าง เช่นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนามและการรุกรานทิเบตของจีน เป็นต้น

    3) ทศวรรษที่ 1960 เป็นระยะการอยู่ร่วมกันโดยสันติ (Peaceful Co-existence) คือการสร้างความสัมพันธ์แบบไม่เผชิญหน้า ซึ่งเป็นนโยบายของ นายนิกิตา ครุสชอฟ ทำให้เกิดความคิดแตกแยกระหว่างสหภาพโซเวียตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

    4) ทศวรรษที่ 1970 เป็นระยะการผ่อนคลายความตึงเครียด (Detente) คือการแตกขั้วอำนาจระหว่างสองค่ายประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ที่สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเผชิญหน้ากันอยู่ ได้เพิ่มขั้วจีนคอมมิวนิสต์เข้ามา เริ่มจากการไปเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันของสหรัฐเดินทางไปเยือนจีน ค.ศ.1972 เยือนสหภาพโซเวียต ค.ศ.1973 และต่อมาประธานาธิบดีเบรสเนฟของสหภาพโซเวียต ก็เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาด้วย

    5) ค.ศ.1985-1991 นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) เสนอนโยบายกล็าสนอสต์-เปเรสทรอยกา (Glasnost-Perestroika) หรือนโยบายเปิด-ปรับ (openness-reconstructuring) ทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต จนถึง ค.ศ.1989 เริ่มมีการทำลายกำแพงเบอร์ลิน และเยอรมนีตะวันออกกับตะวันตกสามารถรวมประเทศสำเร็จ ในค.ศ. 1990-91 ประเทศกลุ่มบอลติก (ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย) ก็ขอแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต

    นายมิคาอิล กอร์บาชอฟได้เป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งในสภา แทนการแต่งตั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์ดังที่ผ่านมา มีการประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาเป็นการยุติสงครามเย็น แต่เกิดรัฐประหารใน ค.ศ.1991 เปิดทางให้นายบอริส เยลต์ซินโด่งดังในฐานะผู้สามารถปราบกบฎ และเตรียมการตั้งเป็นประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States) ในเดือนธันวาคม นายกอร์บาชอฟลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต เป็นการยุติความคงอยู่ของสหภาพโซเวียต คงให้สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจผู้นำโลกเพียงชาติเดียว และถือว่าเป็นการยุติสงครามเย็นด้วย

    CIA (Central Intelligence Agency): หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา
    เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นใน ค.ศ.1947 ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Act) แทนที่สำนักงานบริการยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Services: OSS) ที่ตั้งขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นอกเหนือจากการแสวงหาข่าวแล้ว หน่วยงานนี้ยังเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นด้วย ทำให้เกิดเป็นข้อวิพากย์ในทศวรรษที่ 1960 และ 1970 กับการที่อเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บุกอ่าวหมู (Bay of Pigs) ในคิวบา และชิลียุคอัลเลนเด (Allende's regime) และนิการากัวสมัยกบฏคอนทราต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซันดินิสตา

    KGB: เคจีบี: หน่วยรักษาความมั่นคง และหน่วยสืบราชการลับของรัสเซีย
    เป็นชื่อคณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงของชาติสหภาพโซเวียต ค.ศ.1953 สืบต่อจาก NKVD* รับผิดชอบงานก่อวินาศกรรมนอกประเทศ ต่อต้านการสืบราชการลับภายในประเทศ และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทภายในประเทศ ประธานคณะกรรมาธิการที่มีชี่อเสียงมากคือ ยูริ อันโดรปอฟ (ค.ศ.1967-82) ที่ได้กลายเป็นผู้นำประเทศ ระหว่าง ค.ศ.1982-84
    (NKVD: People's Commissariat for Internal Affairs) เป็นหน่วยสืบราชการลับ ปรับปรุงจากหน่วยเดิมคือ OGPU ใน ค.ศ.1934 เป็นเครื่องมือสำคัญที่สตาลินใช้ปฏิบัติการระหว่าง ค.ศ.1934-38 ต่อมามีการปรับปรุงใน ค.ศ.1946 โดยบีเรีย (Beria) ยุบรวมกับ MVD และ MVD (Ministry of Internal Affairs) ควบคุมตำรวจทั่วประเทศ บริหารค่ายกักกันนักโทษ ขณะที่ (MGBMinistry of State Security) ทำหน้าที่ดูแลตำรวจในกลุ่มประเทศบริวาร และกำจัดกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสม์ทุกรูปแบบ เมื่อเบเรียหมดอำนาจ NKVD ก็ถูกรวมเข้ากับ KGB (K= Komitet, G= Gosudarstvennoi, B= Bezopasnosti)

    Khmer Rouge (Red Cambodians): เขมรแดง
    เป็นกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา ภายหลังที่โฮจิมินห์ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ค.ศ.1930 พรรคนี้เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มหนุ่มเขมรมาร์กซิสม์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง "พวกขแมร์มินห์" (Khmer Minh) ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับโฮจิมินห์เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น ในที่สุดมีการตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา" (Communist Party of Cambodia) ใน ค.ศ.1960 มีนายพอลพตเป็นเลขาธิการใน ค.ศ.1963 ได้เริ่มมีส่วนร่วมในการก่อตั้งหน่วยสงครามกองโจร ชาวนาชาวไร่จน ได้รับฉายาว่าเขมรแดง มีการกบฏเกิดขึ้นที่เสียมเรียบใน ค.ศ.1967 ถูกปราบปรามโดยสีหนุ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ นายพลลอนนอล) มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน พวกเขมรหนุ่ม แห่งกองทัพปฎิวัติกัมพูชา เริ่มก่อตัวเป็นกองกำลังหลักทำสงครามกลางเมืองระหว่าง ค.ศ.1968-75 กองกำลังนี้เป็นพันธมิตร กับทั้งฝ่ายเวียดนามเหนือ และ NLF ของเวียดนามใต้สนับสนุนการส่งกำลังบำรุงผ่านเส้นทางโฮจิมินห์ ถึงเดือนมีนาคม ค.ศ.1969 เริ่มปฏิบัติการโจมตีเขมรแดง (มีการใช้ระเบิดนาปาล์มด้วย) กับทั้งปฏิบัติการยึดไซ่ง่อนไปพร้อมกัน พวกเขมรแดงที่เหลืออยู่พยายามรวมกำลังกันใหม่ใน ค.ศ.1975 จนสามารถเข้ายึดพนมเปญได้ นายพอลพตปกครองระหว่าง ค.ศ.1975-9 เตรียมใช้วิธีการป่าเถื่อน เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเอง จัดให้พวกที่ทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงออกไปทำงานนอกเมืองบ้าง จนในที่สุดเขมรฝ่ายที่เวียดนาม หนุนหลังบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญใน ค.ศ.1979 พวกเขมรแดงหลบออกไปอยู่ที่พรมแดนไทยกับกัมพูชา เข้าร่วมมือกับฝ่ายเจ้าสีหนุใน ค.ศ.1982 จัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาธิปไตย (Coalition Government of Democratic Kampuchea: CGDK) ใน ค.ศ.1990 สหรัฐยุติความช่วยเหลือเขมรแดง และจีนก็ยุติความช่วยเหลือด้วย เขมรแดงต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว จนถึงเดือนธันวาคมจึงส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม Paris International Conference on Cambodia และเวียดนามตัดสินใจถอนทหารออกไปจากกัมพูชาในปี ค.ศ. 1992

    Berlin airlift (and blockade): การขนส่งทางอากาศเบอร์ลิน (และปิดล้อม)
    เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สองจากข้อตกลง ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต อังกฤษ ฝรั่งเศส ในการประชุมที่ยัลตา (Yalta Conference) และปอตสดัม (Potsdam Conference) แบ่งเยอรมนีและเบอร์ลินเป็น 4 เขตยึดครอง มีคณะผู้บริหารร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรที่พยายามบริหาร และพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ขณะที่สหภาพโซเวียตเน้นระบอบคอมมิวนิสต์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1948 สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสดำเนินการปฏิรูปเงินตรา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กลับมีผลให้สหภาพโซเวียตเสียหาย เพราะประชาชนในเยอรมนี และเบอร์ลินตะวันออกต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในเขตของตนตามนั้นบ้าง

    สหภาพโซเวียตจัดการสกัดกั้นโดยการปิดล้อมเบอร์ลินในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ.1948 จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1949 เป็นการทดสอบกำลังของพันธมิตรสามประเทศ ฝ่ายตะวันตกพยายามไม่ให้มีการใช้กำลัง โดยการนำเรื่องเสนอองค์การสหประชาชาติ และใช้เครื่องบินลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภค ส่งให้ชาวเบอร์ลินตะวันตกตลอดเวลาของการปิดล้อม 11 เดือน ซึ่งนักบินสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสต้องบินถึง 277,728 เที่ยว รวมน้ำหนักส่งของ 2,343,301ตันด้วยความร่วมมืออย่างดีของชาวเบอร์ลินตะวันตก ฝ่ายโซเวียตก็ไม่ได้ดำเนินการรุนแรงอย่างอื่น เพราะยังไม่มั่นใจในสมรรถนะของตนเต็มที่ จึงได้แต่ปล่อยให้ความขัดแย้งดำเนินต่อมา จนต้องแบ่งเขตปกครองจากกัน คือส่วนยึดครองของมหาอำนาจตะวันตก จัดตั้งเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Republic of Germany) หรือเยอรมนีตะวันตกในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.1949 ด้านสหภาพโซเวียตก็ประกาศจัดเขตยึดครองของตน เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (German Democratic Republic) หรือเยอรมนีตะวันออกในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1949

    Berlin Wall: กำแพงเบอร์ลิน เป็นกำแพงที่เกิดจากผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ได้สร้างความหวาดวิตก และความเสียหายแก่ประชาชนทั่วโลก ทำให้ต่างไม่ต้องการให้เกิดการทำลายล้างในลักษณะเดียวกันนั้นอีก จึงได้มีการพบปะระหว่างผู้นำชาติมหาอำนาจ คือเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล นายแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์และนายโจเซฟ สตาลินที่เมืองยัลตา แหลมไครเมีย ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 เพื่อถกปัญหาอนาคตยุโรป รูสเวลท์เสนอให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตยังคงไว้ซึ่งสนธิสัญญาสันติภาพ ที่ได้ทำระหว่างสงครามเพื่อเป็นการรักษาความสงบโดยผ่านองค์การสหประชาชาติ
    ข้อเสนอของรูสเวลท์ยังคงไม่ชัดเจนและมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศสไม่ต้องการปฎิบัติตาม ยังยืนยันที่จะยึดครองเยอรมนีตามข้อตกลง ค.ศ.1944 รวมทั้งให้มีการแบ่งเขตเบอร์ลินด้วย ส่วนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับอนาคตของเยอรมนีนั้น ฝรั่งเศสไม่ต้องการเจรจาจนกว่าจะมีการประชุมครั้งต่อไป สหภาพโซเวียตยืนยันว่าควรมีการตกลง เรื่องการฟื้นฟูประเทศเยอรมนีทันที และยังขอดูแลประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออก กับเรียกร้องให้ญี่ปุ่นชดใช้ค่าเสียหาย กับส่งมอบดินแดนยึดครองให้สหภาพโซเวียตโดยเร็วที่สุด
    ในที่สุดได้มีการจัดการประชุมใหม่ที่เมืองปอตสดัมในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคมซึ่งสามารถตกลงกันได้เพียงเรื่องเดียว คือการที่ประเทศมหาอำนาจแบ่งกันยึดครองเยอรมนีและเบอร์ลิน

    ต่อมาระหว่าง ค.ศ.1949-60 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ชาวเยอรมันตะวันออก ต้องการอพยพไปเยอรมนีตะวันตก ซึ่งกำลังมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจขนานใหญ่ พลเมืองจากเยอรมนีตะวันออกต้องการ ไปใช้แรงงาน และดำรงชีวิตในสังคมที่ดึกว่าสังคมคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเยอรมันตะวันออกจึงสกัดกั้น โดยใช้รั้วทำด้วยลวดกับก้อนอิฐในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ.1961 และต่อมาเพิ่มความแข็งแรง ด้วยการสร้างกำแพงใหญ่ทำด้วยคอนกรีต และขุดเป็นสนามเพลาะมีหอคอยเฝ้าดูคน ที่พยายามหนีเป็นระยะทางยาวถึง 100 ไมล์รอบด้านตะวันตก ของเบอร์ลินตะวันตก ทำให้เบอร์ลินตะวันตกมีสภาพเหมือน เป็นเกาะแห่งนายทุน ที่ล้อมรอบดินแดนคอมมิวนิสต์ เป็นกำแพงอัปยศที่แสดงความล้มเหลวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ไม่ทำให้ประชาชนเป็นสุขได้

    การกักกันนั้นเป็นเหมือนการถูกกั้นด้วย "ม่านเหล็ก" ระหว่าง ค.ศ.1961-89 ได้มีชาวเยอรมันตะวันออกมากกว่า 10,000 คนหลบหนีไปได้ แต่อีกครึ่งหนึ่งถูกจับ มีพวกที่ถูกสังหารขณะหลบหนีเป็นอัตราตัวเลขทางการประมาณ 200 คน แต่จากการสำรวจจริงพบว่ามีคนตายถึง 350 คน พอดีระหว่างช่วง ค.ศ.1989 กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจกับการปกครองประชาธิปไตย แพร่ไปทั่วดินแดนคอมมิวนิสต์ ทำให้รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกต้องยอมทำลายกำแพงเบอร์ลินในวันที่ 9 พฤศจิกายน ชาวเยอรมันตะวันออกเดินทางหลั่งไหลเข้าสู่เบอร์ลินตะวันตก นับเป็นการเริ่มต้นการรวมเยอรมนีที่สำเร็จภายในหนึ่งปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสิ้นอำนาจของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ในหลายประเทศในยุโรปตะวันออก




แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น