วิชาการดอทคอม ptt logo

อาการมือเย็นเท้าเย็นอย่าประมาทอาจทำให้ต้องตัดขาทิ้งได้นี้คืออาการของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย

โพสต์เมื่อ: 08:16 วันที่ 27 มี.ค. 2552         ชมแล้ว: 30,461 ตอบแล้ว: 8
วิชาการ >> กระทู้ >> สุขภาพ >> โรคภัยไข้เจ็บ

เรามักจะเข้าใจกันว่าอาการปวดน่อง ปวดขา เกิดจากสาเหตุของโรค ในระบบกระดูกและข้อ หรือเป็นโรคของระบบประสาท หรือบางคนคิดว่า เป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการมักจะเป็นมากขึ้นเวลาที่เดินหรือออกกำลังกาย จริงๆ แล้ว อาการดังกล่าวเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการอุดตันหรือมีลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
หลอดเลือดแดงส่วนปลายคืออะไร

 

หลอดเลือดแดงส่วนปลาย หมายถึง หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ยกเว้นหัวใจและสมอง เช่น หลอดเลือดแดงที่ แขน ขา มือ เท้า ที่ไต ในช่องท้องซึ่งหลอดเลือดแดงเหล่านี้มีหน้าที่เลี้ยงทั้งกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าหลอดเลือดหัวใจ

โรคของหลอดเลือดแดงส่วนปลายเกิดได้อย่างไร

โรคของหลอดเลือดแดงส่วนปลายเเกิดจากการตีบ ตัน หรือมีลิ่มเลือดในหลอดเลือดของผู้ที่มีความเสี่ยงจากโรคต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคอ้วน หรืออายุที่มากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดแดงผิดปกติ

อาการของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ขา

  • ปวดเท้า ปวดน่อง โดยเฉพาะเวลาที่เดินหรือออกกำลังกาย
  • เท้ามีอาการชา หรือสีซีดลง ในบางรายอาจมีอุณหภูมิที่ผิวหนังเย็นลง
  • แผลที่เท้าหรือส้นเท้าที่รักษายาก หายช้า มักพบในผู้ที่มีเบาหวานร่วมด้วย บางครั้งแผลอาจลุกลามจนเกิดเนื้อเน่าตาย

 

อาการเหล่านี้อาจมีได้ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
 

จะตรวจหาโรคนี้ได้อย่างไร

ความสำคัญของการวินิจฉัยโรคนี้ นอกเหนือจากจะช่วยให้หยุดยั้งอาการของโรคโดยเฉพาะที่ขาได้แล้ว ยังมีความสำคัญในการช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจและสมองได้อีกด้วย
การวินิจฉัยง่ายๆ ที่ทำได้คือ การวัดความแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่แขนเปรียบเทียบกับที่ข้อเท้า โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ABI (Ankle Brachial pressure Index) การวัด ABI คือค่าอัตราส่วนของความดัน systolic ของข้อเท้าเทียบกับค่าความดัน systolic ของแขน ในแต่ละข้าง ค่าปกติของ ABI คือ 1 หลักการคือ ค่าความดันของหลอดเลือดที่ขาควรจะเท่ากับหรือมากกว่าค่าความดันของหลอดเลือดที่แขน ถ้าน้อยกว่าแสดงว่าน่าจะมีการตีบตันของหลอดเลือดข้างนั้นๆ

 


ซึ่งสามารถทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถวินิจฉัยโรคได้ในเบื้องต้น
โดยไม่มีความเสี่ยงต่อผู้ป่วย หากแพทย์ต้องการดูรายละเอียดมากขึ้น ก็จะใช้เครื่องมือทางรังสีวินิจฉัย เช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (64-slice CT Scan) หรือเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มาช่วยในการตรวจดูรายละเอียดของหลอดเลือดส่วนการตรวจที่ให้รายละเอียดและความแม่นยำมากที่สุดคือ การตรวจด้วยวิธีสวนหลอดเลือด หรือ Angiogram

มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง

ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และความรุนแรงของการตีบตันของหลอดเลือด การรักษาสามารถทำได้ตั้งแต่การรับประทานยาร่วมกับการออกกำลังกายของขา กรณีเป็นมากขึ้นอาจใช้วิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน หรือใส่อุปกรณ์ถ่างขยายที่ทำจากขดลวด (Stent) กรณีที่มีความจำเป็น หรือโรครุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเชื่อมต่อหลอดเลือด

จะป้องกันโรคได้อย่างไร

ต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ เช่น หยุดสูบบุหรี่ ควบคุมเบาหวาน ไขมัน และความดัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุควรใช้วิธีการเดินหรือปั่นจักรยาน การออกกำลังกายจะเห็นผลได้ต้องทำอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน และเมื่อมีอาการปวดเท้า ปวดน่อง โดยเฉพาะเวลาเดินหรือออกกำลังกาย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที



tong045266
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 52 ดวง





จำนวน 8 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 มี.ค. 2552 (10:57)

ขอแถม  อาการปวดน่องเวลาเดินนั้นขึ้นกับระยะทาง ระยะทางนั้นมักจะคงตัว เช่น เดินจากบ้านถึงร้านกาแฟก็เริ่มปวด เดินทุกวันถ้าเดินด้วยความเร็วเท่ากันก็จะปวดพอถึงร้านการแฟทุกที ถ้าเดินขึ้นเนิน หรือเดินเร็วกว่าปกติ อาการจะเกิดเร็วขึ้นกว่าเดิม  อาการที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อหยุดเดินสักพักจะหายปวด เดินได้อีก แต่พอไปอีกหน่อยก็ปวดอีก สลับไปเรื่อยๆ

แนะนำว่าถ้าเริ่มปวด ให้เดินต่อไปอีกสักหน่อย ไม่ควรหยุดทันทีที่ปวด

ส่วนเรื่องการรักษา ตาม experience ของผมการกินยาไม่ได้ผล  ตอนยาออกมาใหม่ ผมลองใช้ อีกเดือนผู่แทนบริษัทขายยามาหา ถามว่าได้ผลไหม ผมบอกว่าคนไข้ไม่เห็นมีอะไรแตกต่าง เขาบอกว่าต้องใช้นานเป็นเดือนก่อนจะเห็นผล  ผมลองต่อไป อีกสามสี่เดือนเขามาใหม่ ผมบอกว่าไม่ได้ผล เขาว่าบางที่ต้อง ๖ เดือนขึ้นไป ตอนหลังเริ่มโฆษณาทางทีวีให้คนไข้โดยตรง พอทำแบบนี้ ผมก็เลิกใช้ เพราะถ้ายาดีไม่ต้องโฆษณากับชาวบ้าน แต่ถ้าหมอไม่ยอมใช้ ก็ต้องมาโฆษณากับชาวบ้าน


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5739 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 ก.พ. 2554 (10:04)
มือเท้ามักจะเย็นเวลาอุณหภูมิลดลง แค่อากาศเย็นไม่ถึงกับหนาว หรือนั่งในห้องแอร์ มือและเเย็นมาก เป็นคนผอมค่ะ และไม่ชอบกินหวาน ไม่ทราบว่าอากการนี้เกิดจากอะไรคะ ป.ล. 24ปีค่ะ สูง164 หนัก48
pampass_d@hotmail.com (IP:110.77.238.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ก.พ. 2554 (10:54)

ไม่ทราบว่าอาการมือเท้าเย็นเวลาอุณหภูมิลดลง อาการรุนแรงจนรู้สึกแย่หรือไม่
ที่จริงเมื่ออุณหภูมิต่ำลง บริเวณส่วนปลายอวัยวะเช่น นิ่วมือ นิ้วเท้า ปลายจมูก ติ่งหู ฯลฯ มักจะอุณหภูมิลดลงก่อนอยู่แล้ว เพราะส่วนนี้สัมผัสกับอากาศมากกว่าส่วนอื่นๆ จึงสูญเสียความร้อนได้ง่าย เป็นอาการปกติทั่วไปครับ

ส่วนอาการมือเท้าเย็นที่เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายจะมีอาการคล้ายๆ กับเวลาที่นอนทับแขนตัวเอง แขนจะเย็นเพราะไม่มีเลือดไปเลี้ยง และมีอาการชาร่วมด้วย

เนื่องจากคุณ pampass_d@hotmail.com ค่อนข้างผอม ร่างกายจึงสูญเสียความร้อนได้ง่าย อาการมือเท้าเย็นจึงอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า (ผมก็เป็นครับ)

ลองสังเกตอาการดูว่าอาการมือเท้าเย็นเป็นความผิดปกติของร่างกายหรือไม่นะครับ เวลาที่มือเท้าเย็นลองซุกมือในกระเป๋ากางเกงหรือที่อุ่นๆ หากเป็นอาการผืดปกติของหลอดเลือดอาการมือเท้าเย็นมักจะไม่ดีขึ้น



Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 ก.พ. 2554 (15:01)
แล้วอาการอ่อนเพลียของผู้หญิงเวลาถึงรอบเดือนล่ะคะ เช่นปวดตามเนื้อตัวไม่ค่อยมีแรงแบบนี้ปกติไหมค่ะ
pim (IP:58.8.105.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 4 ก.พ. 2554 (02:16)

รอบเดือน (menstruation) ของผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งลี้ลับของวงการชีววิทยาเลยทีเดียว
ไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจนว่าทำไมอาการผิดปกติในช่วงที่มีรอบเดือน (Premenstrual syndrome, PMS) ของผู้หญิงแต่ละคนถึงมีความแตกต่างและหลากหลายมากขนาดนี้
การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงรอบเดือนส่งผลต่อทั้งอารมณ์ ร่างกาย รวมทั้งจุลินทรีย์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย อาการของแต่ละคนขึ้นอยู่กับร่างกายว่ามีการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปอย่างไร ยากที่จะบอกได้ว่าอาการแปลกๆ เช่น ปวดตามเนื้อตัว ไม่ค่อยมีแรง นั้นผิดปกติหรือไม่

อาการปวดตามเนื้อตัว ไม่ค่อยมีแรง นั้นไม่ปกติ หากเกิดในช่วงที่ร่างกายปรกติ
แต่เมื่อเกิดในช่วงที่มีรอบเดือนซึ่งทำให้ร่างกายมีอาการผิดปรกติ จึงสรุปได้ยากว่าอาการปวดตามเนื้อตัว ไม่ค่อยมีแรงผิดปกติหรือไม่

คำว่า "ปกติ" มาจากคำในภาษาบาลี คำว่า "ปรกติ" มาจากคำในภาษาสันสกฤต ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือ ธรรมดา, เป็นไปตามเคย, ไม่แปลกไปจากธรรมดา เราสามารถเขียนได้ทั้งสองแบบ (http://www.vcharkarn.com/vcafe/142470){#emotions_dlg.a2}

นอกเรื่องไปหน่อย กลับประเด็นดีกว่า
หากสังเกตตัวเองแล้วพบว่าอาการปวดตามเนื้อตัว ไม่ค่อยมีแรงสัมพันธ์กับรอบเดือนจริง ก็แสดงว่าเป็เพราะความแปรปรวนของรอบเดือน ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ
การจะตัดสินว่าเป็นอาการผิดปกติหรือไม่ พิจารณาจากผลกระทบต่อชีวิตประจำวันก็ได้ครับ หากอาการนี้สร้างความทุกข์ทรมานทำให้ขยับตัวไปไหนมาไหนได้ลำบากก็ควรไปพบแพทย์ แต่หากเป็นอาการผิดปกติที่เกิดจนเป็นปรกติแล้วเราพอทนได้ ก็คงไม่ผิดปกติจนเป็นอันตรายครับ

อาการผิดปกติในช่วงที่มีรอบเดือนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คนที่ได้รับผลกระทบมากๆ อาจอารมณ์รุนแรงจนฆ่าคนได้ หรืออาจรู้สึกซึมเศร้าจนฆ่าตัวตายก็มี
แต่ก็มีคนทำวีดีโอขำๆ แซวอารมณ์ที่แปรปรวนของผู้หญิงที่มีรอบเดือน เลยหยิบมาให้ดูกันครับ







Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 4 ก.พ. 2554 (05:35)
^______^ ขอบคุณนะค่ะ

เหมือนจะไม่ปรกติ แต่ก็ปกติค่ะ
pim (IP:58.8.105.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 4 ก.พ. 2554 (09:06)

เรื่องชีววิทยาผมก็ทราบเพียงงูงูปลาปลาเพราะเรียนมานิดเดียวแล้วก็นานมากแล้วแต่ผมก็พอจะทราบว่า
รอบของคนผู้หญิงนั้นประมาณเวลาเท่ากับเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบพอดีคือ 28 วัน
 
ในแต่ละคนมีแตกต่างกันบ้างแต่ก็ไม่มากนัก โดยปกติเราจึงเรียกรอบของคุณผู้หญิงว่ารอบเดือน
หากมีใครเรียกรอบของคุณผู้หญิงว่ารอบจันทร์หรือรอบดวงจันทร์คงดูเป็นเรื่องไม่ปรกติ


คำว่าดวงเดือนในภาษาไทยก็หมายถึงดวงจันทร์ในภาษาสันสกฤต(แต่ถูกนำมาใช้เป็นภาษาไทยแล้ว)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26616 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 21 พ.ค. 2554 (21:32)
ดิฉันอายุ 34 ปี น้ำหนัก 65 ส่วนสูง154 ดิฉันมีอาการมือเท้าเย็นโดยไม่ทราบสาเหตุ บางทีนอนทับแขนแปปเดียวมือก็เย็นมากเลย หรือบางที่ทานอะไรบางอย่างเหมือนมีอาการแพ้ หน้าก็จะเย็น แล้วสักพัก หน้าจะร้อนขึ้น แต่ มือกับเท้าเย็นมากๆ อากาศปกตินะค่ะ ตอนที่เป็น บางที่ก็เป็นข้างเดียว บางที่ก็เป็นสองข้าง หาหมอไปตรวจหมอก็บอกว่าเลือดปกติ เลยไม่ทราบว่าเป็นอะไร ตัวเองมีอาการบวมครึ่งซีกอยู่ เวลาที่แพ้อาหาร อาหารทีแพ้ไม่ทราบเพราะบางที่ทานแพ้มั้งไม่แพ้มั้งเลยไม่รู้ว่าเป็นอะไรค่ะ เวลาแพ้น้อย จะมีอาการมือ เท้า ตาข้างขวาจะบวมและมือก็จะเย็นมาก แจ่ถ้าแพ้มาก จะมีผื่นขึ้นตาบวม มือ เท้า บวม เย็น ไปหาหมอรักษา ที่จุฬา และ ที่ รพ.ฉะเชิงเทรา หมอบอกว่าไม่ทาบสาเหตุ ตรวจเลือด ไต หมอก็บอกว่าปกติ อยาทราบว่าคุณพอจะทราบไหมค่ะว่าอาการที่ดิฉันเป็นอยู่มัน คืออะไร หรือ เป็นอาการอย่างที่คุณบอก ช่วยแนะนำโรงพยาบาล และวิธีการรักษาให้หน่อยค่ะ ทุกวันนี้ ทรมารมากเวลาแพ้ขึ้นมามันจะปวดชาตามแขนขาซีกขาซีกเดี่ยวค่ะ
ืnice2_nurse1@hotmail.com (IP:111.84.118.108)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม