เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ภาษาไทย ป.2

ชื่อ เรื่อง        รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน     นางสาวปองหทัย แจ้งถิ่น
ปีที่รายงาน   2552

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสือ อ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ของโรงเรียนกลางคลองสอง (พร ดีเจริญ) เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 25 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้เวลาในการทดลอง 17 ชั่วโมง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – posttest Desigin และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test

ผลการศึกษา พบว่า

1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/85.8 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถึง 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (เชื่อมั่นได้ร้อยละ 99) ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้





ความคิดเห็นที่ 24


10 ธ.ค. 2553 07:40
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน นางอารี ใจเย็น ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 ปีที่จัดทำ 2551 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการได้แก่ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพถึง 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ก่อนเรียนและหลังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำหนดสมมติฐานการวิจัย คือ 1) เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน หลังใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนการใช้ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 79 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 2/2 โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 27 คน เนื้อหาที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ สำหรับการวิจัยครั้งนี้มาจากสาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นำไปทดลองใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยใช้เวลาสอน 9 สัปดาห์ๆ ละ 3 ชั่วโมงรวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้มี 2 ประเภทคือ ตัวแปรต้น ได้แก่ เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 2) ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ เอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูล 1) หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80 / 80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการทดสอบ ค่าที (t – test) 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้คะแนนเฉลี่ย ( )และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษา จากการศึกษา ปรากฏว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ ดังนี้ 1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 85.88/86.85 ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยรวม ( ) เท่ากับ 4.21 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ 0.31 เมื่อเทียบกับเกณฑ์การพิจารณาระดับความพึงพอใจ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2



ความคิดเห็นที่ 20

14 ต.ค. 2553 11:54
  1. ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้รายงาน นางพาณี เพียรพจนา ปีที่ศึกษา 2553 บทคัดย่อ การอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของเด็ก เพราะการอ่านช่วยพัฒนาความรู้ สติปัญญาและความคิด นอกจากนี้การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในการเรียน หากผู้ใดอ่านมากผู้นั้นย่อมมีความรู้และประสบการณ์กว้างขวาง ทั้งนี้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นสื่อสำคัญที่กระตุ้นให้เด็กสนใจใฝ่รู้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดทำขึ้น มีตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 (3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรร สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดนิมมานรดี สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มี 5 ชนิด คือ 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เล่ม 2.แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ชีวิตในสังคม จำนวน 8 แผน 3.แบบทดสอบหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้ทดสอบเมื่อนักเรียนเรียนจบแต่ละแผน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 8 ฉบับ ฉบับ 10 ข้อ 4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 5.แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples) การศึกษาปรากฏผลดังนี้ 1.ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.24/84.51 2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนการจัดการเรียนรู้และ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่า 0.5574 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 55.74 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุปการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ทำให้นักเรียนมีความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายกับโรงเรียนอื่นๆ ได้ โดยปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามบริบทของโรงเรียนต่อไป



ความคิดเห็นที่ 26

27 มี.ค. 2554 18:27
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียน ภาษาไทย หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2 ปีที่พิมพ์ 2552 ผู้ศึกษา นางทองใบ สุขเกษม ที่ปรึกษา นางปุณยา แก้วนุ่น บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย 4) เพื่อศึกษาความคงทนของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สมมุติฐานของการศึกษา 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีทักษะการเขียนภาษาไทยเพิ่มขึ้น หรือมีพัฒนาการสูงมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีความคงทนในการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดประการณ์ จำนวน 8 สัปดาห์ รวม 40 วัน มีประสิทธิภาพที่ระดับ 4.39 S.D. 0.61 ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 8 ชุด หนังสือส่งเสริมการอ่านชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย เรื่อง ครอบครัวน้องขวัญ จำนวน 1 เล่ม แบบประเมินทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 1 ฉบับ มี 12 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.62 แบบวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 7 ข้อ ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 สัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 – 19 ภาษาไทย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ผู้ศึกษาได้พิจารณาจากหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย 2546 ที่มีทั้งหมด 4 สาระการเรียนรู้ ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.52/73.89 2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง จากการประด้วยแบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 0.3974 หรือดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย E.I. แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.74 3. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยที่ 2.53 S.D. 0.53 อยู่ในระดับพอใจมาก 4. ความคงทนของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 73.33 น้อยกว่าการทุดสอบหลังเรียน -0.56 ถือว่าชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษรไทย ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีประสิทธิภาพสามารถให้ความรู้กับนักเรียนจนมีความคงทนอยู่ในระดับคงที่



ความคิดเห็นที่ 3

24 มี.ค. 2553 22:35
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ผู้วิจัย นายสกุล แสงจันทร์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนา ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาการและด้านการส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ Mc Taggart โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ (Spiral) แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และ การสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) กลุ่มร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้าในฐานะผู้บริหารโรงเรียนและผู้ร่วมศึกษาประกอบด้วยครูผู้สอน จำนวน 4 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จำนวน 26 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 5 คน และนักเรียน จำนวน 15 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบแสดงความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลยึดหลักสามเส้า (Triangulation) และนำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่าสภาพการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ก่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ไม่เพียงพอ ได้แก่ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ขาดสื่อ วัตถุ อุปกรณ์ครุภัณฑ์ที่ทันสมัย ทำให้การจัดการศึกษา ไม่สามารถสนองตอบต่อการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่อยู่รอบ ๆ ตัว จึงได้ดำเนินการพัฒนา โดยปรับปรุงพัฒนาห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้มีวัสดุครุภัณฑ์ประจำห้องเพียงพอต่อการเรียนรู้ จัดระบบควบคุมดูแลรักษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำแหล่งเรียนรู้ 3 แห่ง คือ แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้เรือนเพาะชำ และแหล่งเรียนรู้สวนสมุนไพร และยังได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ปรับปรุงสนามเด็กเล่น ให้มีอุปกรณ์สนามเพียงพอ เอื้อต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงานและการระดมสรรพกำลังในการดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พบว่า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการและการใช้แหล่งเรียนรู้ สามารถดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องเรียน สามารถดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องเรียน ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้มีสภาพบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน มีวัสดุครุภัณฑ์ประจำห้องที่เพียงพอ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ แต่การจัดทำแหล่งเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ด้วยการวางแผนระดมทุนโดยใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์ การยกย่องและประกาศเกียรติคุณผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา พบว่า กลุ่มผู้ร่วมศึกษาสามารถจัดทำแหล่งเรียนรู้ได้เสร็จสมบูรณ์ด้วยการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ สิ่งของและแรงงานจากชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เป็นตัวอย่างในการดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน มีสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่นสวยงาม น่าอยู่เป็นไปตามสภาพของธรรมชาติของผู้เรียน บรรยากาศการเรียนรู้เป็นที่พึงพอใจ เป็นการเสริมสร้างคุณภาพทางวิชาการและส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของโรงเรียน ทำให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ส่งผลให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ ความเข้าใจ สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน โดยการพัฒนาปรับปรุงและจัดทำแหล่งเรียนรู้ เป็นผลให้นักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียน



ความคิดเห็นที่ 1

9 มี.ค. 2553 19:56
  1. ชื่อวิจัย รายงานการประเมินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 ผู้รายงาน นายโกศล สมคะเน ปีที่วิจัย 2551 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินด้านบริบทโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 3) เพื่อประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครู จำนวน 12 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน นักเรียน จำนวน 183 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 153 คน รวมจำนวน 355 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 6 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินพบว่า 1) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับด้านบริบท โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับความพร้อมด้านปัจจัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านกระบวนการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) ด้านผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนและดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนมีความคิดเห็นว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยครู คณะคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนมีความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 2

11 มี.ค. 2553 14:30
  1. ชื่อวิจัย รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน บ้านลาแล เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 ผู้วิจัย นางรุจณีย์ สุระคำแหง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลาแล ปีที่วิจัย 2551 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความพร้อมด้านบริบทของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 2) ประเมินความพร้อมด้านปัจจัยของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 3) ประเมินกระบวนการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 4) ประเมินผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล กลุ่มตัวอย่างที่ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ครู 26 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 147 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 160 คน และรวมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินด้านบริบท แบบประเมินความพร้อมด้านปัจจัย แบบประเมินกระบวนการ แบบประเมินด้านผลผลิต แบบประเมินคุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินพบว่า 1) ด้านบริบท ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น เกี่ยวกับด้านบริบท โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความพร้อมด้านปัจจัย ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น ว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับความพร้อมด้านปัจจัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) กระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านกระบวนการดำเนินงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) ผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับคุณภาพด้านผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) คุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียนที่เกิดจากโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยนักเรียนมีความคิดเห็นว่าคุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียน มีระดับคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 4

29 เม.ย. 2553 19:10
  1. ชื่อเรื่องการศึกษา : รายงานผลการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันป่าเหียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 1 ผู้ทำการศึกษา : นางชลธิชา ปัญญาวงค์ ปีที่ทำการศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของกิจกรรมการละเล่นของไทย เปรียบเทียบความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยรวมทั้งเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมโดยการใช้การละเล่นของไทย ประชากรที่ทำการศึกษา คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันป่าเหียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ปีการศึกษา 2551 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 14 คน ใช้ระยะเวลาทำการศึกษาจำนวน 17 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดประสบการณ์ประกอบกิจกรรมการละเล่นของไทย จำนวน 32 แผน แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน มีการใช้เทคนิค E1/E2และการหาค่าดัชนีประสิทธิผลในการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการละเล่นของไทย ใช้การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนในการหาผลของการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทย นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการคำนวณความพึงพอใจของเด็กต่อกิจกรรมการละเล่นของไทย จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของกิจกรรมการละเล่นของไทยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.18/83.57 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 0.50 นอกจากนี้เด็กมีความพร้อมด้านคณิตศาสตร์สูงขึ้น เพราะเด็กกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน รวมทั้งเด็กมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นของไทยในระดับมาก ดังนั้น การใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยในการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ทำให้พัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ของเด็กสูงขึ้น เด็กมีความสุขและมีความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้



ความคิดเห็นที่ 5

2 พ.ค. 2553 09:55
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียน บ้านหนองสนมดอนติ้ว ผู้เสนอขอ นายสมาน พบวันดี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามหาสารคาม เขต 2 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2552 บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากระบวนการ และศึกษาผลการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว โดยใช้หลักการวิจัย เชิงปฏิบัติการ ปีการศึกษา 2551 ที่ดำเนินงานพัฒนา 2 วงรอบ แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 474 คน กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ นักเรียนจำนวน 369 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้เทคนิค การตรวจสอบแบบสามเส้า ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนได้นำรูปแบบการวิจัย เชิงปฏิบัติการ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน โดยเน้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการวางแผน ในวงรอบที่ 1 ได้ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของโรงเรียน ปรับปรุงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และกำหนดกลยุทธ์ การพัฒนาด้วย 12 กิจกรรม คือ กิจกรรมยิ้มไหว้ทักทายกัน กิจกรรมสายใยรัก กิจกรรมครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง กิจกรรมเที่ยงวันหรรษา กิจกรรมเสียงธรรมตามสายปลุกกายใจให้ตื่น กิจกรรมปลูกวินัยใช้จ่ายด้วยปัญญา เก็บรักษาด้วยการออม กิจกรรมกิจวัตรประจำวันนักเรียน กิจกรรมบ้านวัดในโรงเรียน กิจกรรมเครือข่ายผู้ปกครอง กิจกรรมคนดีศรีดอนติ้ว กิจกรรม สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย และกิจกรรมโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติเยาวชนไทย ทำดีถวายในหลวง ส่วนในวงรอบที่ 2 ได้ปรับปรุง เพิ่มความเข้มของการดำเนินงานพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การติดตาม ประเมินผลในแต่ละกิจกรรมและทุกขั้นตอน 2) ขั้นการปฏิบัติตามแผนในวงรอบที่ 1 ได้ดำเนินงานตามแผนโดยใช้กลยุทธ์ 12 กิจกรรม ตลอดภาคเรียนที่ 1 วงรอบที่ 2 ยังคงใช้กลยุทธ์ทั้ง 12 กิจกรรม พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตลอดภาคเรียนที่ 2 โดยเพิ่มความเข้มของการพัฒนา การติดตาม ประเมินผลในแต่ละกิจกรรม 3) ขั้นการสังเกตผล ในวงรอบที่ 1 ที่เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถาม การสังเกต และการสัมภาษณ์ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แต่นักเรียนบางคนยังขาดวินัย มาโรงเรียนสาย ในวงรอบ ที่ 2 จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า นักเรียนแสดงพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่ม มากขึ้น โดยเฉพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความมีวินัย และด้านความเป็นไทย นักเรียนปฏิบัติตามข้อตกลงในการแสดงความเคารพต่อพระประธาน เคารพสถาบันเคารพครู และเคารพกันและกัน แต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ได้แสดงออกด้วยท่าทีความเป็นกัลยาณมิตร ส่งผลให้ไม่มีการทะเลาะวิวาท สร้างความพึงพอใจแก่ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน 4) ขั้นการสะท้อนผล ในวงรอบที่ 1 เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 ผลการประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องมาจากบางกิจกรรมยังไม่สามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด นักเรียนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมกิจกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ยังขาดการบูรณาการไปสู่กิจกรรมการเรียนการสอนอย่างแท้จริง วงรอบที่ 2 นักเรียนแสดงพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับมากขึ้น โดยเฉพาะด้านความมีวินัย และด้านความเป็นไทย ทำให้ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และนักเรียนกับบุคคลอื่นอีก รวมทั้งสร้างความพึงพอใจแก่ครู ผู้ปกครอง และชุมชน 2. ผลการดำเนินงานพบว่า เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 การดำเนินงานกิจกรรมโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง และสิ้นภาคเรียนที่ 2 พบว่า การดำเนินงานกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 นักเรียน มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปน้อยกว่าร้อยละ 80 ไม่ผ่านเกณฑ์พัฒนา ส่วนเมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 2 นักเรียน มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ ด้านความมีน้ำใจ ด้านความเป็นไทย ด้านการบริโภค ด้วยปัญญา ด้านการใฝ่เรียนใฝ่รู้ และด้านความมีวินัย รวมทั้งนักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์พัฒนาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้จากการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียน บ้านหนองสนมดอนติ้ว ส่งผลให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่โรงเรียนกำหนดเกิดขึ้นในตัวนักเรียนอยู่ในระดับสูงมากขึ้น เป็นผลให้เกิดการพัฒนานักเรียนแบบองค์รวม ทั้งด้านสติปัญญา และคุณธรรมอันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงสงบสุขในสังคมโดยรวมต่อไป



ความคิดเห็นที่ 6

2 พ.ค. 2553 09:57
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว ผู้เสนอขอ นายสมาน พบวันดี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามหาสารคาม เขต 2 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรายงานกระบวนการดำเนินงานและผลการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยจัดกิจกรรมพัฒนาต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา คือ ปีการศึกษา 2550-2551 ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร PAOR คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกตผล (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มตัวอย่างคือ ครูและนักเรียนในแต่ละปีการศึกษา รวม 213 คน และจำนวน 208 คน เรียงตามปีการศึกษา เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถาม การดำเนินงานพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) แบบสังเกตการประชุม 3) แบบประเมินแผนการสอน 4) แบบบันทึกการนิเทศการสอน และ 5) แบบสอบถามการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูจากนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t แบบกลุ่มอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการดำเนินงาน คือ 1.1 การพัฒนาด้วย 7 กิจกรรม คือ 1) การอบรมสัมมนา 2) การประชุม เชิงปฏิบัติการ 3) การสร้างแผนการสอน 4) การผลิตสื่อการสอน 5) การสร้างเครื่องมือวัดผล 6) การนิเทศภายใน และ 7) การศึกษาดูงาน พบว่า ครูได้รับการพัฒนาตรงตามเกณฑ์พัฒนา ทุกด้าน รวมทั้งครูได้นำความรู้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นทุกด้าน ส่งผลให้ครูพัฒนาเป็นผลงาน ทางวิชาการเพื่อขอกำหนดครูชำนาญการพิเศษ ครูเกียรติยศ ครูต้นแบบ ครูแกนนำ และครูดีเด่น จำนวนมาก และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปีการศึกษา 2550 คือ คะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 73.69 และปีการศึกษา 2551 คือ คะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 82.35 1.2 หลังการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน ปรากฏว่า การจัด กิจกรรมการเรียนการสอนและงานวิชาการของโรงเรียนได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ มีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ครูมีความมั่นใจและมีทักษะเพิ่มขึ้น และเป็นแบบอย่างกับครูในโรงเรียนอื่นได้ ในส่วนกิจกรรมการเรียนการสอนของครู เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน นักเรียนมีความสนใจการเรียนรู้มากขึ้น ผลจากการพัฒนาครูดังกล่าวทำให้นักเรียนได้รับ การพัฒนาให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขด้านการเรียนและการดำรงชีวิตในสังคม 2. ผลการพัฒนา คือ 2.1 ก่อนดำเนินงานในปีการศึกษา 2550 ครูมีการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง นักเรียนเห็นว่า ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง และหลังดำเนินงานในปีการศึกษา 2551 ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก นักเรียนเห็นว่า ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2.2 ครู เห็นว่า หลังดำเนินการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยภาพรวมและรายข้อมีการปฏิบัติมากกว่าก่อนดำเนินงาน และนักเรียน เห็นว่า หลังดำเนินการครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมและรายข้อ มีความเหมาะสมมากกว่าก่อนดำเนินงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05



ความคิดเห็นที่ 7

8 พ.ค. 2553 17:43
  1. บทคัดย่อ รายงานวิจัย เรื่อง การแก้ปัญหาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิค KWL – Plus ผู้วิจัย นางอนุต เนินหาด สาขาที่วิจัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปีการศึกษา 2550 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบแผนการวิจัย Pre – Experimental Design แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อน – หลัง (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์ การวิจัยเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคKWL - Plus กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 29 คน โดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้หลักเกณฑ์กำหนดจากนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย อยู่ในระดับต่ำ (ผลการเรียน ต่ำกว่า 2.00) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL-Plus มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียน สรุปความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคKWL-Plus แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยความสามารถด้านการอ่าน เชิงวิเคราะห์ นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ อยู่ในระดับดีมาก นักเรียนมีความสามารถด้านการบอกความสำคัญของเรื่องอยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมา คือ ด้านการจัดลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง อยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการบอกความสัมพันธ์ของส่วน ต่าง ๆ ในเรื่อง อยู่ในระดับดี เป็นลำดับสุดท้าย ส่วนความสามารถด้านการเขียนสรุปความ นักเรียนมีความสามารถด้านการเขียนสรุปความอยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการเขียนสะกดคำ อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือด้านการเขียนประโยค อยู่ในระดับดีมาก โดยด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยในงานเขียน อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับสุดท้าย และพบว่า นักเรียนมีความสามารถ ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความจากการอ่านนิทาน อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาจากการอ่านบทความ อยู่ในระดับดีมาก โดยจากการอ่านบทร้อยกรอง อยู่ในระดับดี เป็นลำดับสุดท้าย 3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus โดยภาพรวม ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มี ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในระดับ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมา คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ในระดับเห็นด้วยมากโดย ด้านบรรยากาศในระดับเห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย



ความคิดเห็นที่ 8

8 พ.ค. 2553 17:45
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างและทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางอนุต เนินหาด ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ปีที่รายงาน 2551 บทคัดย่อ การสร้างและทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะชุดเสริมปัญญา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเทียบเกณฑ์ ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ของโรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดย วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 38 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สร้างเป็น 4 ตอนประกอบด้วย เป็นแบบจับคู่ความหมายสัมพันธ์กัน จำนวน 5 ข้อ แบบเลือกคำเติมในช่องว่าง จำนวน 5 ข้อ แบบถูก – ผิด จำนวน 5 ข้อ และแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ รวม 30 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และทดสอบ t (t – One sample) สรุปผลการศึกษา 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความเหมาะสมตามความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญในระดับเหมาะสมมาก มีประสิทธิภาพของกระบวนการ / ผลลัพธ์ จากการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน เท่ากับร้อยละ 85.17/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 2. ผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก ( = 4.35, S.D = 0.62)



ความคิดเห็นที่ 9

9 พ.ค. 2553 11:39
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินกระบวนการบริหารโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน บ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน ตามเกณฑ์ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ชื่อผู้รายงาน นางพัชรี ชำนาญศิลป์ ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ การประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน ตามเกณฑ์การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน โดยผู้รายงานใช้แบบจำลองการประเมินในเชิงกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Evaluation Design) แบบวัดผลหลังการทดลองเท่านั้น โดยยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักของ เทเลอร์ (Taler’ Goal Attainment Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวัน บุคลากรในโรงเรียน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 คณะกรรมการสถานศึกษา ของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2551 รวมจำนวน 259 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive or Judgement Sampling) ตามรายละเอียดดังนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 1 คน ครูและบุคลากรในโรงเรียน จำนวน 40 คน คณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 12 คน แม่ครัว จำนวน 4 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ปกครอง จำนวน 100 คน นักเรียน ป.1 – ป.6 จำนวน 100 คน ใช้เครื่องมือในการประเมินจำนวน 4 ฉบับ คือ 1. แบบประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันสำหรับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ครู และบุคลากร โรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 4 ขั้นตอน รวม 73 ข้อ 2. แบบสอบถามการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำหรับผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียน รวม 40 ข้อ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) ของคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง รวม 15 ข้อ 4. แบบสอบถามการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ)ของนักเรียน รวม 20 ข้อ ผู้รายงานได้ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 เดือน ระหว่าง เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2551 ผู้รายงานได้แจกแบบประเมินด้วยตนเอง และได้รับแบบประเมินกลับคืนมาคิดเป็นร้อยละ 100 ทุกชุด ผู้รายงานได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหาร ครู บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) 2. ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการ และข้อมูลการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ของผู้บริหาร ครู บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) โดยกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายของข้อมูลจากค่าเฉลี่ย ผลการประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑ์การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการบริหารงานแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี และเมื่อพิจารณาตามขั้นตอนสามารถสรุปได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพ ขั้นตอนการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ มีผลการประเมินในระดับ ดีมาก ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ มีผลการประเมินในระดับ ดีมาก ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงาน มีผลการประเมินในระดับ ดี ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลและรายงานผล มีผลการประเมินในระดับ ดี ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด



ความคิดเห็นที่ 10

14 พ.ค. 2553 07:46
  1. ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ชื่อผู้รายงาน นางระเบียบ คงฉาง ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การรายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทรงาม อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เรื่อง เศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนการใช้และหลังการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนไทรงาม อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลคือ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.69 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.63 และ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 82.67/82.39 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ได้กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนโดยการใช้ชุดการสอน แบบศูนย์การเรียน มีดังนี้ 2.1 ผลการเปรียบเทียบความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้ร้อยละ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 37.13และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 57.87 มีความแตกต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนและก่อนเรียนหรือคะแนนความก้าวหน้าเท่ากับ 20.74 คิดเป็นร้อยละ 29.62 ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 25 แสดงให้เห็นว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มีประสิทธิภาพทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นกว่าเดิม 2.2 ผลการเปรียบเทียบความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้คะแนน t ( t-test) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คะแนนของผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 23 คน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ด้วย คะแนน t ( t-test) ปรากฏว่า คะแนน t = -16.53 เนื่องจาก ค่า Sig.=.00 ซึ่งน้อยกว่า .05 แสดงว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งหมายความว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยชุดการสอน แบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์แล้ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ เรื่องเศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้ง 7 ชุด ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.87 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพ 3.1 ด้านรูปแบบของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับ มาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.86 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.34 3.2 ด้านกระบวนการเรียนรู้จากชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.20 3.3 ด้านความรู้ ความเข้าใจจากชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับ มาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.87 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.33



ความคิดเห็นที่ 11

14 พ.ค. 2553 18:08
  1. ชื่อผลงาน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ปีการศึกษา 2551 ผู้รายงาน นางอุบล โยธานัก บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคลองพานทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่อง คือ อาหารหลัก 5 หมู่ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของคน ดินน่ารู้ วัสดุรอบตัว และประโยชน์ของดวงอาทิตย์ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อ 0.31-0.75 มีค่าอำนาจจำแนก 0.35-0.77 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.85 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.90/85.98 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป และ 3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด



ความคิดเห็นที่ 12

19 พ.ค. 2553 18:23
  1. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำม้า ผู้ศึกษา : นายเชษฐา ทองจำปา ปีที่ทำการศึกษา : พ.ศ. 2552 การศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำม้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทย เชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 5 เล่ม 23 แผน ใช้เวลาเรียน 23 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ 30 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพโดยรวมเป็น 90.70/88.93 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 เช่นเดียวกัน 2) ผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 88.93 สูงกว่าร้อยละ 80.0 และสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 6.92 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ากับ 23.07 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60)



ความคิดเห็นที่ 13

20 พ.ค. 2553 18:33
  1. ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านน้ำม้า ชื่อผู้ศึกษา : นางกันยา เทพนิล ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำและพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านน้ำม้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมจำนวน 19 แผน เวลาเรียน 26 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม ผลการศึกษาสามารถได้ดังนี้ 1.ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพโดยรวมเป็น 89.83/84.00 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 เช่นเดียวกัน 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช พบว่า หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.ผลการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59)



ความคิดเห็นที่ 14

21 พ.ค. 2553 19:03
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นายเฉลียว ศิริดล หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ นำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยให้มีจิตใจงดงาม มีสมาธิ สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุล อันเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ แต่การเรียนการสอนในขณะนี้ยังไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้านซึ่งครูผู้สอนควรวางแผนการสอนไว้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งนี้เพื่อ (1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 9 แผนใช้เวลาสอน 18 ชั่วโมง (2) ชุดฝึกทักษะการวาดภาพการ์ตูน จำนวน 9 ชุด (3) แบบประเมินพฤติกรรมระหว่างปฏิบัติกิจกรรม ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.95 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 87.54/85.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.73 แสดงว่า ผู้เรียน มีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 73 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะที่ดีจะทำให้ผู้เรียน มีความสุขกับการเรียน สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นกระบวนการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้มีคุณลักษณะพื้นฐานการทำงานที่ดี ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะนำพาผู้เรียนไปสู่การเรียนช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเองได้สำเร็จ



ความคิดเห็นที่ 15

23 พ.ค. 2553 11:36
  1. ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้ศึกษา : นายศักดิ์ธนา ใจมา ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552 การศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งประกอบด้วยชุดฝึกจำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ซึ่งเป็นข้อสอบแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 87.34/87.33 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 เมื่อได้รับการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 87.33 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึก พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อชุดฝึกที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นโดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.57)



ความคิดเห็นที่ 16

23 พ.ค. 2553 22:22
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นายเฉลียว ศิริดล หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ นำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยให้มีจิตใจงดงาม มีสมาธิ สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุล อันเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ แต่การเรียนการสอนในขณะนี้ยังไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน ซึ่งครูผู้สอนควรวางแผนการสอนไว้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งนี้เพื่อ (1) สร้างและพัฒนาชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนด้วยชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการเรียนของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 9 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาสอน 18 ชั่วโมง (2) ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน จำนวน 9 ชุด (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.95 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 87.54/85.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.73 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 73 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกที่ดีจะทำให้ผู้เรียน มีความสุขกับการเรียน สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นกระบวนการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ มีคุณลักษณะพื้นฐานการทำงานที่ดี ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะนำพาผู้เรียนไปสู่ การเรียนช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเองได้สำเร็จ



ความคิดเห็นที่ 17

fontosa
29 พ.ค. 2553 13:11
  1. [[205750]]
    เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สงขลา เขต 3 ผู้ศึกษา นางสมจิต ปานเส็ม ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2549 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ กำหนดสมมติฐาน คือ (1) ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร หลังใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะ ประชากรเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 35 คน กำหนดตัวแปรในการศึกษาได้แก่ ตัวแปรอิสระได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารตัวแปรตามได้แก่ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 เรื่อง (2) แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร จำนวน 40 ข้อ ลักษณะคำถามเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ทำการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน พิจารณาค่าความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับข้อคำถามพบว่ามีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.91 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าความยากง่ายของข้อสอบเฉลี่ย เท่ากับ 0.62 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5-0.8 ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยเท่ากับ 0.45 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.2-0.7 และหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรของ Kuder-Richardson 20 (KR20) พบว่ามีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 (3) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (4) แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ (5) แบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์(6) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ ลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) เท่ากับ 0.83 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS v 11.5 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละในการทำกิจกรรมระหว่างเรียน (E1) ซึ่งเป็นคะแนนรวมในระหว่างการทำชุดฝึกทักษะทั้ง 4 เรื่อง และค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนจากแบบทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร (E2) สถิติในการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือวิจัย ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ (IOC) หาคุณภาพของแบบทดสอบได้แก่ ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบด้วยวิธีของ Kuder – Richardson 20 (KR20) สถิติภาคบรรยาย (Descriptive Statistic) ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) สรุปผลการศึกษา 1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 81.54/83.14 แสดงว่าชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงขึ้นร้อยละ 36.29 3. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น