วิชาการดอทคอม ptt logo

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ภาษาไทย ป.2

โพสต์เมื่อ: 19:23 วันที่ 3 เม.ย. 2552         ชมแล้ว: 47,887 ตอบแล้ว: 26
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์

ชื่อ เรื่อง        รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน     นางสาวปองหทัย แจ้งถิ่น
ปีที่รายงาน   2552

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสือ อ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ของโรงเรียนกลางคลองสอง (พร ดีเจริญ) เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 25 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้เวลาในการทดลอง 17 ชั่วโมง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – posttest Desigin และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test

ผลการศึกษา พบว่า

1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/85.8 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถึง 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (เชื่อมั่นได้ร้อยละ 99) ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้




-(124.121.244.40)





จำนวน 26 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 มี.ค. 2553 (19:56)
ชื่อวิจัย รายงานการประเมินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2
เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2
ผู้รายงาน นายโกศล สมคะเน
ปีที่วิจัย 2551
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินด้านบริบทโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 3) เพื่อประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนิคมสร้างตนเองแว้ง สายโท 2
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครู จำนวน 12 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน นักเรียน จำนวน 183 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 153 คน รวมจำนวน 355 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 6 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการประเมินพบว่า 1) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับด้านบริบท โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับความพร้อมด้านปัจจัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านกระบวนการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) ด้านผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนและดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนมีความคิดเห็นว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยครู คณะคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนมีความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก
นายโกศล สมคะเน (IP:203.172.170.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 11 มี.ค. 2553 (14:30)
ชื่อวิจัย รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน
บ้านลาแล เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2
ผู้วิจัย นางรุจณีย์ สุระคำแหง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลาแล
ปีที่วิจัย 2551
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความพร้อมด้านบริบทของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 2) ประเมินความพร้อมด้านปัจจัยของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 3) ประเมินกระบวนการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล 4) ประเมินผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านลาแล
กลุ่มตัวอย่างที่ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ครู 26 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 147 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 160 คน และรวมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินด้านบริบท แบบประเมินความพร้อมด้านปัจจัย แบบประเมินกระบวนการ แบบประเมินด้านผลผลิต แบบประเมินคุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการประเมินพบว่า 1) ด้านบริบท ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น เกี่ยวกับด้านบริบท โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความพร้อมด้านปัจจัย ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น ว่าโรงเรียนมีระดับความพร้อมเกี่ยวกับความพร้อมด้านปัจจัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) กระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับการปฏิบัติด้านกระบวนการดำเนินงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) ผลผลิตของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นว่าโรงเรียนมีระดับคุณภาพด้านผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) คุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียนที่เกิดจากโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยนักเรียนมีความคิดเห็นว่าคุณลักษณะที่คาดหวังของนักเรียน มีระดับคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก
นางรุจณีย์ สุระคำแหง (IP:203.172.170.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 24 มี.ค. 2553 (22:35)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้วิจัย นายสกุล แสงจันทร์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนา
ปีการศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาการและด้านการส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ Mc Taggart โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ (Spiral) แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และ การสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) กลุ่มร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้าในฐานะผู้บริหารโรงเรียนและผู้ร่วมศึกษาประกอบด้วยครูผู้สอน จำนวน 4 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จำนวน 26 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 5 คน และนักเรียน จำนวน 15 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบแสดงความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลยึดหลักสามเส้า (Triangulation) และนำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์
ผลการศึกษา พบว่าสภาพการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ก่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ไม่เพียงพอ ได้แก่ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ขาดสื่อ วัตถุ อุปกรณ์ครุภัณฑ์ที่ทันสมัย ทำให้การจัดการศึกษา ไม่สามารถสนองตอบต่อการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่อยู่รอบ ๆ ตัว จึงได้ดำเนินการพัฒนา โดยปรับปรุงพัฒนาห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้มีวัสดุครุภัณฑ์ประจำห้องเพียงพอต่อการเรียนรู้ จัดระบบควบคุมดูแลรักษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำแหล่งเรียนรู้ 3 แห่ง คือ แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้เรือนเพาะชำ และแหล่งเรียนรู้สวนสมุนไพร และยังได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ปรับปรุงสนามเด็กเล่น ให้มีอุปกรณ์สนามเพียงพอ เอื้อต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายของนักเรียน โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงานและการระดมสรรพกำลังในการดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พบว่า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการและการใช้แหล่งเรียนรู้ สามารถดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องเรียน สามารถดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องเรียน ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้มีสภาพบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน มีวัสดุครุภัณฑ์ประจำห้องที่เพียงพอ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ แต่การจัดทำแหล่งเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ด้วยการวางแผนระดมทุนโดยใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์ การยกย่องและประกาศเกียรติคุณผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา พบว่า กลุ่มผู้ร่วมศึกษาสามารถจัดทำแหล่งเรียนรู้ได้เสร็จสมบูรณ์ด้วยการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ สิ่งของและแรงงานจากชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เป็นตัวอย่างในการดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน มีสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่นสวยงาม น่าอยู่เป็นไปตามสภาพของธรรมชาติของผู้เรียน บรรยากาศการเรียนรู้เป็นที่พึงพอใจ เป็นการเสริมสร้างคุณภาพทางวิชาการและส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของโรงเรียน ทำให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านนา อำเภอไชยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ส่งผลให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ ความเข้าใจ สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน โดยการพัฒนาปรับปรุงและจัดทำแหล่งเรียนรู้ เป็นผลให้นักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียน
นายสกุล แสงจันทร์ (IP:203.172.170.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 เม.ย. 2553 (19:10)
ชื่อเรื่องการศึกษา : รายงานผลการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์
ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันป่าเหียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 1
ผู้ทำการศึกษา : นางชลธิชา ปัญญาวงค์
ปีที่ทำการศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551


บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของกิจกรรมการละเล่นของไทย เปรียบเทียบความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยรวมทั้งเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมโดยการใช้การละเล่นของไทย ประชากรที่ทำการศึกษา คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันป่าเหียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ปีการศึกษา 2551 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 14 คน ใช้ระยะเวลาทำการศึกษาจำนวน 17 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดประสบการณ์ประกอบกิจกรรมการละเล่นของไทย จำนวน 32 แผน แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน มีการใช้เทคนิค E1/E2และการหาค่าดัชนีประสิทธิผลในการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการละเล่นของไทย ใช้การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนในการหาผลของการใช้กิจกรรมการละเล่นของไทย นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการคำนวณความพึงพอใจของเด็กต่อกิจกรรมการละเล่นของไทย จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของกิจกรรมการละเล่นของไทยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.18/83.57 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 0.50 นอกจากนี้เด็กมีความพร้อมด้านคณิตศาสตร์สูงขึ้น เพราะเด็กกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน รวมทั้งเด็กมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นของไทยในระดับมาก ดังนั้น การใช้กิจกรรมการละเล่นของไทยในการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ทำให้พัฒนาความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ของเด็กสูงขึ้น เด็กมีความสุขและมีความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
aorry_cute@hotmail.com (IP:115.67.207.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 พ.ค. 2553 (09:55)
ชื่อเรื่อง รายงานการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียน
บ้านหนองสนมดอนติ้ว
ผู้เสนอขอ นายสมาน พบวันดี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษามหาสารคาม เขต 2
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2552

บทคัดย่อ

การรายงานครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากระบวนการ และศึกษาผลการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว โดยใช้หลักการวิจัย
เชิงปฏิบัติการ ปีการศึกษา 2551 ที่ดำเนินงานพัฒนา 2 วงรอบ แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย
การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 474 คน กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ นักเรียนจำนวน 369 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้เทคนิค
การตรวจสอบแบบสามเส้า ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า
1. กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนได้นำรูปแบบการวิจัย
เชิงปฏิบัติการ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน โดยเน้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการวางแผน ในวงรอบที่ 1 ได้ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของโรงเรียน ปรับปรุงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และกำหนดกลยุทธ์
การพัฒนาด้วย 12 กิจกรรม คือ กิจกรรมยิ้มไหว้ทักทายกัน กิจกรรมสายใยรัก กิจกรรมครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง กิจกรรมเที่ยงวันหรรษา กิจกรรมเสียงธรรมตามสายปลุกกายใจให้ตื่น กิจกรรมปลูกวินัยใช้จ่ายด้วยปัญญา เก็บรักษาด้วยการออม กิจกรรมกิจวัตรประจำวันนักเรียน กิจกรรมบ้านวัดในโรงเรียน กิจกรรมเครือข่ายผู้ปกครอง กิจกรรมคนดีศรีดอนติ้ว กิจกรรม
สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย และกิจกรรมโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติเยาวชนไทย ทำดีถวายในหลวง ส่วนในวงรอบที่ 2 ได้ปรับปรุง เพิ่มความเข้มของการดำเนินงานพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การติดตาม ประเมินผลในแต่ละกิจกรรมและทุกขั้นตอน 2) ขั้นการปฏิบัติตามแผนในวงรอบที่ 1 ได้ดำเนินงานตามแผนโดยใช้กลยุทธ์ 12 กิจกรรม ตลอดภาคเรียนที่ 1 วงรอบที่ 2 ยังคงใช้กลยุทธ์ทั้ง 12 กิจกรรม พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตลอดภาคเรียนที่ 2 โดยเพิ่มความเข้มของการพัฒนา การติดตาม ประเมินผลในแต่ละกิจกรรม 3) ขั้นการสังเกตผล
ในวงรอบที่ 1 ที่เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถาม การสังเกต และการสัมภาษณ์ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แต่นักเรียนบางคนยังขาดวินัย มาโรงเรียนสาย ในวงรอบ
ที่ 2 จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า นักเรียนแสดงพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่ม
มากขึ้น โดยเฉพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความมีวินัย และด้านความเป็นไทย นักเรียนปฏิบัติตามข้อตกลงในการแสดงความเคารพต่อพระประธาน เคารพสถาบันเคารพครู และเคารพกันและกัน แต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ได้แสดงออกด้วยท่าทีความเป็นกัลยาณมิตร ส่งผลให้ไม่มีการทะเลาะวิวาท สร้างความพึงพอใจแก่ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน 4) ขั้นการสะท้อนผล ในวงรอบที่ 1 เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 ผลการประเมินคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องมาจากบางกิจกรรมยังไม่สามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด นักเรียนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมกิจกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ยังขาดการบูรณาการไปสู่กิจกรรมการเรียนการสอนอย่างแท้จริง วงรอบที่ 2 นักเรียนแสดงพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับมากขึ้น โดยเฉพาะด้านความมีวินัย และด้านความเป็นไทย ทำให้ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และนักเรียนกับบุคคลอื่นอีก รวมทั้งสร้างความพึงพอใจแก่ครู ผู้ปกครอง และชุมชน
2. ผลการดำเนินงานพบว่า เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 การดำเนินงานกิจกรรมโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง และสิ้นภาคเรียนที่ 2 พบว่า การดำเนินงานกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก
และผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน เมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 1 นักเรียน
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปน้อยกว่าร้อยละ 80 ไม่ผ่านเกณฑ์พัฒนา ส่วนเมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 2 นักเรียน
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ ด้านความมีน้ำใจ ด้านความเป็นไทย ด้านการบริโภค
ด้วยปัญญา ด้านการใฝ่เรียนใฝ่รู้ และด้านความมีวินัย รวมทั้งนักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์พัฒนาที่กำหนดไว้
ทั้งนี้จากการดำเนินโครงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียน
บ้านหนองสนมดอนติ้ว ส่งผลให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่โรงเรียนกำหนดเกิดขึ้นในตัวนักเรียนอยู่ในระดับสูงมากขึ้น เป็นผลให้เกิดการพัฒนานักเรียนแบบองค์รวม
ทั้งด้านสติปัญญา และคุณธรรมอันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงสงบสุขในสังคมโดยรวมต่อไป
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายสมาน พบวันดี (IP:114.128.22.47)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 พ.ค. 2553 (09:57)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว
ผู้เสนอขอ นายสมาน พบวันดี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษามหาสารคาม เขต 2
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2552

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรายงานกระบวนการดำเนินงานและผลการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโรงเรียนบ้านหนองสนมดอนติ้ว
อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยจัดกิจกรรมพัฒนาต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา คือ
ปีการศึกษา 2550-2551 ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร PAOR คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกตผล (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection)
กลุ่มตัวอย่างคือ ครูและนักเรียนในแต่ละปีการศึกษา รวม 213 คน และจำนวน 208 คน
เรียงตามปีการศึกษา เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถาม
การดำเนินงานพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
2) แบบสังเกตการประชุม 3) แบบประเมินแผนการสอน 4) แบบบันทึกการนิเทศการสอน และ 5) แบบสอบถามการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูจากนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t แบบกลุ่มอิสระ ผลการวิจัยพบว่า
1. กระบวนการดำเนินงาน คือ
1.1 การพัฒนาด้วย 7 กิจกรรม คือ 1) การอบรมสัมมนา 2) การประชุม
เชิงปฏิบัติการ 3) การสร้างแผนการสอน 4) การผลิตสื่อการสอน 5) การสร้างเครื่องมือวัดผล
6) การนิเทศภายใน และ 7) การศึกษาดูงาน พบว่า ครูได้รับการพัฒนาตรงตามเกณฑ์พัฒนา
ทุกด้าน รวมทั้งครูได้นำความรู้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยพัฒนาการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นทุกด้าน ส่งผลให้ครูพัฒนาเป็นผลงาน
ทางวิชาการเพื่อขอกำหนดครูชำนาญการพิเศษ ครูเกียรติยศ ครูต้นแบบ ครูแกนนำ และครูดีเด่น

จำนวนมาก และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปีการศึกษา 2550 คือ
คะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 73.69 และปีการศึกษา 2551 คือ คะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 82.35
1.2 หลังการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน ปรากฏว่า การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนและงานวิชาการของโรงเรียนได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ
มีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ครูมีความมั่นใจและมีทักษะเพิ่มขึ้น และเป็นแบบอย่างกับครูในโรงเรียนอื่นได้ ในส่วนกิจกรรมการเรียนการสอนของครู
เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน
นักเรียนมีความสนใจการเรียนรู้มากขึ้น ผลจากการพัฒนาครูดังกล่าวทำให้นักเรียนได้รับ
การพัฒนาให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขด้านการเรียนและการดำรงชีวิตในสังคม
2. ผลการพัฒนา คือ
2.1 ก่อนดำเนินงานในปีการศึกษา 2550 ครูมีการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง นักเรียนเห็นว่า
ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง และหลังดำเนินงานในปีการศึกษา 2551 ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก นักเรียนเห็นว่า ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
2.2 ครู เห็นว่า หลังดำเนินการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยภาพรวมและรายข้อมีการปฏิบัติมากกว่าก่อนดำเนินงาน
และนักเรียน เห็นว่า หลังดำเนินการครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยภาพรวมและรายข้อ
มีความเหมาะสมมากกว่าก่อนดำเนินงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายสมาน พบวันดี (IP:114.128.22.47)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 8 พ.ค. 2553 (17:43)
บทคัดย่อ

รายงานวิจัย เรื่อง การแก้ปัญหาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิค KWL – Plus
ผู้วิจัย นางอนุต เนินหาด
สาขาที่วิจัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ปีการศึกษา 2550

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบแผนการวิจัย Pre – Experimental Design แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อน – หลัง (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์ การวิจัยเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคKWL - Plus กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 29 คน โดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้หลักเกณฑ์กำหนดจากนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย อยู่ในระดับต่ำ (ผลการเรียน ต่ำกว่า 2.00) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL-Plus มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียน สรุปความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคKWL-Plus แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยความสามารถด้านการอ่าน เชิงวิเคราะห์ นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ อยู่ในระดับดีมาก นักเรียนมีความสามารถด้านการบอกความสำคัญของเรื่องอยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมา คือ ด้านการจัดลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง อยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการบอกความสัมพันธ์ของส่วน ต่าง ๆ ในเรื่อง อยู่ในระดับดี เป็นลำดับสุดท้าย ส่วนความสามารถด้านการเขียนสรุปความ นักเรียนมีความสามารถด้านการเขียนสรุปความอยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการเขียนสะกดคำ อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือด้านการเขียนประโยค อยู่ในระดับดีมาก โดยด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยในงานเขียน อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับสุดท้าย และพบว่า นักเรียนมีความสามารถ ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสรุปความจากการอ่านนิทาน อยู่ในระดับดีมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาจากการอ่านบทความ อยู่ในระดับดีมาก โดยจากการอ่านบทร้อยกรอง อยู่ในระดับดี เป็นลำดับสุดท้าย 3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus โดยภาพรวม ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มี ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในระดับ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับที่ 1 รองลงมา คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ในระดับเห็นด้วยมากโดย ด้านบรรยากาศในระดับเห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย
snoenhad@gmail.com (IP:112.142.146.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 พ.ค. 2553 (17:45)
ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างและทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญา
ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา นางอนุต เนินหาด ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
ปีที่รายงาน 2551

บทคัดย่อ
การสร้างและทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะชุดเสริมปัญญา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเทียบเกณฑ์ ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ของโรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดย วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 38 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สร้างเป็น 4 ตอนประกอบด้วย เป็นแบบจับคู่ความหมายสัมพันธ์กัน จำนวน 5 ข้อ แบบเลือกคำเติมในช่องว่าง จำนวน 5 ข้อ แบบถูก – ผิด จำนวน 5 ข้อ และแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ รวม 30 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และทดสอบ t (t – One sample)

สรุปผลการศึกษา
1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะชุดเสริมปัญญาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความเหมาะสมตามความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญในระดับเหมาะสมมาก มีประสิทธิภาพของกระบวนการ / ผลลัพธ์ จากการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน เท่ากับร้อยละ 85.17/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80
2. ผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมประกอบแบบฝึกทักษะ ชุดเสริมปัญญา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก ( = 4.35, S.D = 0.62)
snoenhad@gmail.com (IP:112.142.146.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 9 พ.ค. 2553 (11:39)
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินกระบวนการบริหารโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน
บ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน ตามเกณฑ์
การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน
สังกัดกรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้รายงาน นางพัชรี ชำนาญศิลป์
ปีการศึกษา 2551


บทคัดย่อ

การประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน ตามเกณฑ์การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน โดยผู้รายงานใช้แบบจำลองการประเมินในเชิงกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Evaluation Design) แบบวัดผลหลังการทดลองเท่านั้น โดยยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักของ เทเลอร์ (Taler’ Goal Attainment Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวัน บุคลากรในโรงเรียน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 คณะกรรมการสถานศึกษา ของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2551 รวมจำนวน 259 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive or Judgement Sampling) ตามรายละเอียดดังนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 1 คน ครูและบุคลากรในโรงเรียน จำนวน 40 คน คณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 12 คน แม่ครัว จำนวน 4 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ปกครอง จำนวน 100 คน นักเรียน ป.1 – ป.6 จำนวน 100 คน ใช้เครื่องมือในการประเมินจำนวน 4 ฉบับ คือ 1. แบบประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันสำหรับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ครู และบุคลากร โรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 4 ขั้นตอน รวม 73 ข้อ 2. แบบสอบถามการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำหรับผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียน รวม 40 ข้อ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) ของคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง รวม 15 ข้อ 4. แบบสอบถามการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ)ของนักเรียน รวม 20 ข้อ ผู้รายงานได้ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 เดือน ระหว่าง เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2551 ผู้รายงานได้แจกแบบประเมินด้วยตนเอง และได้รับแบบประเมินกลับคืนมาคิดเป็นร้อยละ 100 ทุกชุด ผู้รายงานได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหาร ครู บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage)
2. ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการ และข้อมูลการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ของผู้บริหาร ครู บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) โดยกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายของข้อมูลจากค่าเฉลี่ย
ผลการประเมินกระบวนการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑ์การพัฒนามาตรฐานคุณภาพโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการบริหารงานแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี และเมื่อพิจารณาตามขั้นตอนสามารถสรุปได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพ ขั้นตอนการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ
มีผลการประเมินในระดับ ดีมาก
ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ
มีผลการประเมินในระดับ ดีมาก
ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงาน
มีผลการประเมินในระดับ ดี
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลและรายงานผล
มีผลการประเมินในระดับ ดี

ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร สามารถสรุปได้ดังนี้
1. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ
มากที่สุด
3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด
thapanedha (IP:58.10.143.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 14 พ.ค. 2553 (07:46)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ชื่อผู้รายงาน นางระเบียบ คงฉาง
ปีการศึกษา 2552

บทคัดย่อ

การรายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทรงาม อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เรื่อง เศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนการใช้และหลังการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนไทรงาม อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลคือ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.69 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.63 และ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test
ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 82.67/82.39 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ได้กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนโดยการใช้ชุดการสอน แบบศูนย์การเรียน มีดังนี้
2.1 ผลการเปรียบเทียบความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้ร้อยละ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 37.13และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 57.87 มีความแตกต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนและก่อนเรียนหรือคะแนนความก้าวหน้าเท่ากับ 20.74 คิดเป็นร้อยละ 29.62 ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 25 แสดงให้เห็นว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มีประสิทธิภาพทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นกว่าเดิม
2.2 ผลการเปรียบเทียบความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้คะแนน t ( t-test) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คะแนนของผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 23 คน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ด้วย คะแนน t ( t-test) ปรากฏว่า คะแนน t = -16.53 เนื่องจาก ค่า Sig.=.00 ซึ่งน้อยกว่า .05 แสดงว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งหมายความว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยชุดการสอน แบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์แล้ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ เรื่องเศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้ง 7 ชุด ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.87 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพ
3.1 ด้านรูปแบบของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับ มาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.86 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.34
3.2 ด้านกระบวนการเรียนรู้จากชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.20
3.3 ด้านความรู้ ความเข้าใจจากชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจในทุกรายการประเมินผลอยู่ในระดับ มาก คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 2.87 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.33
chu449@gmail.com (IP:203.172.176.60)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 พ.ค. 2553 (18:08)
ชื่อผลงาน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
ปีการศึกษา 2551
ผู้รายงาน นางอุบล โยธานัก

บทคัดย่อ

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคลองพานทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่อง คือ อาหารหลัก 5 หมู่ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของคน ดินน่ารู้ วัสดุรอบตัว และประโยชน์ของดวงอาทิตย์ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อ 0.31-0.75 มีค่าอำนาจจำแนก 0.35-0.77 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.85 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการศึกษาพบว่า
1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.90/85.98 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป และ 3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด
noksu@hotmail.com (IP:118.173.162.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 19 พ.ค. 2553 (18:23)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำม้า
ผู้ศึกษา : นายเชษฐา ทองจำปา
ปีที่ทำการศึกษา : พ.ศ. 2552

การศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำม้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนเรื่องภาษาไทย เชิงสร้างสรรค์สอดแทรกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรื่องราวท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 5 เล่ม 23 แผน ใช้เวลาเรียน 23 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ 30 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม
ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้
1) ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพโดยรวมเป็น 90.70/88.93 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 เช่นเดียวกัน
2) ผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 88.93 สูงกว่าร้อยละ 80.0 และสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 6.92 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ากับ 23.07
3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60)
นายเชษฐา ทองจำปา (IP:118.174.67.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 20 พ.ค. 2553 (18:33)
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านน้ำม้า
ชื่อผู้ศึกษา : นางกันยา เทพนิล
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำและพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านน้ำม้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมจำนวน 19 แผน เวลาเรียน 26 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม
ผลการศึกษาสามารถได้ดังนี้
1.ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพโดยรวมเป็น 89.83/84.00 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80 เช่นเดียวกัน
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช พบว่า หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3.ผลการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
4.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59)
นางกันยา เทพนิล (IP:118.172.84.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 21 พ.ค. 2553 (19:03)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย นายเฉลียว ศิริดล
หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ปีการศึกษา 2550


บทคัดย่อ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ นำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยให้มีจิตใจงดงาม มีสมาธิ สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุล อันเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ แต่การเรียนการสอนในขณะนี้ยังไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้านซึ่งครูผู้สอนควรวางแผนการสอนไว้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งนี้เพื่อ (1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 9 แผนใช้เวลาสอน 18 ชั่วโมง (2) ชุดฝึกทักษะการวาดภาพการ์ตูน จำนวน 9 ชุด (3) แบบประเมินพฤติกรรมระหว่างปฏิบัติกิจกรรม ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.95 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples)
ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การวาดภาพการ์ตูน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 87.54/85.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.73 แสดงว่า ผู้เรียน
มีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 73 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะที่ดีจะทำให้ผู้เรียน มีความสุขกับการเรียน สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นกระบวนการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้มีคุณลักษณะพื้นฐานการทำงานที่ดี ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะนำพาผู้เรียนไปสู่การเรียนช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเองได้สำเร็จ
phungjayam_mu@hotmail.com (IP:180.180.33.119)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 23 พ.ค. 2553 (11:36)
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้ศึกษา : นายศักดิ์ธนา ใจมา
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552
การศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น
ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งประกอบด้วยชุดฝึกจำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ซึ่งเป็นข้อสอบแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ชุดฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 87.34/87.33 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 เมื่อได้รับการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 87.33 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึก พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อชุดฝึกที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นโดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.57)
นายศักดิ์ธนา ใจมา (IP:118.172.67.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 23 พ.ค. 2553 (22:22)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ
สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย นายเฉลียว ศิริดล
หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ปีการศึกษา 2550


บทคัดย่อ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ นำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยให้มีจิตใจงดงาม มีสมาธิ สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุล อันเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ แต่การเรียนการสอนในขณะนี้ยังไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน ซึ่งครูผู้สอนควรวางแผนการสอนไว้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งนี้เพื่อ (1) สร้างและพัฒนาชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
(2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนด้วยชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการเรียนของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 9 แผนการเรียนรู้
ใช้เวลาสอน 18 ชั่วโมง (2) ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน จำนวน 9 ชุด (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.95 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples)
ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูนที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 87.54/85.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.73 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 73 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกช่างเขียนภาพการ์ตูน อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกที่ดีจะทำให้ผู้เรียน มีความสุขกับการเรียน สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นกระบวนการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ มีคุณลักษณะพื้นฐานการทำงานที่ดี ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะนำพาผู้เรียนไปสู่
การเรียนช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเองได้สำเร็จ
phungjayam_mu@hotmail (IP:125.26.73.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 29 พ.ค. 2553 (13:11)
205750
เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
สงขลา เขต 3
ผู้ศึกษา นางสมจิต ปานเส็ม
ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2549
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ กำหนดสมมติฐาน คือ (1) ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร หลังใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะ
ประชากรเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำลอง อำเภอนาทวี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 35 คน กำหนดตัวแปรในการศึกษาได้แก่ ตัวแปรอิสระได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารตัวแปรตามได้แก่ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 เรื่อง (2) แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร จำนวน 40 ข้อ ลักษณะคำถามเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ทำการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน พิจารณาค่าความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับข้อคำถามพบว่ามีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.91 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าความยากง่ายของข้อสอบเฉลี่ย เท่ากับ 0.62 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5-0.8 ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยเท่ากับ 0.45 มีค่าอยู่ระหว่าง 0.2-0.7 และหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรของ Kuder-Richardson 20 (KR20) พบว่ามีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 (3) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (4) แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ (5) แบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์(6) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ ลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) เท่ากับ 0.83
ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS v 11.5 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละในการทำกิจกรรมระหว่างเรียน (E1) ซึ่งเป็นคะแนนรวมในระหว่างการทำชุดฝึกทักษะทั้ง 4 เรื่อง และค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนจากแบบทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร (E2) สถิติในการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือวิจัย ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ (IOC) หาคุณภาพของแบบทดสอบได้แก่ ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบด้วยวิธีของ Kuder – Richardson 20 (KR20) สถิติภาคบรรยาย (Descriptive Statistic) ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
สรุปผลการศึกษา
1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 81.54/83.14 แสดงว่าชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร สูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงขึ้นร้อยละ 36.29
3. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
fontosa
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 5 มิ.ย. 2553 (12:17)
บทคัดย่อ
เรื่อง รายงานการพัฒนาการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ชีวิตของเรา
ผู้วิจัย นางวารุณี สังขผล
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดสมหวัง
หน่วยงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1.เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ชีวิตของเรา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตของเรา
3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ชีวิตของเรา
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสมหวัง อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 จำนวน 34 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตของเรา จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ปัจจัยในการดำรงชีวิต อาหารดีมีประโยชน์ รู้จักเลือกชีวิตปลอดภัย สุขภาพดีไม่มีโรค และความรู้สึกของฉัน แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าร้อยละ
ผลการศึกษาพบว่า
1.เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 เรื่อง ชีวิตของเรา ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบ การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ชีวิตของเรา ปรากฏว่า นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 37.55 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 82.35 ผลจากการหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตของเรา มีค่าเท่ากับ 0.72 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.74 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ ร้อยละ 50
3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดสมหวัง ที่ผ่านการเรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตของเรา มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
ramita354@hotmail.com (IP:114.128.144.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 ก.ค. 2553 (20:56)
การวิจัยเรื่อง การศึกษาลู่ทางอนุรักษ์ พัฒนา และเผยแพร่เทคนิคการทอผ้าลายขิด
ชื่อผู้วิจัย นางโสภิดา ยงยอด
สังกัด โปรแกรมวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ปีที่ทำการวิจัย 2552

บทคัดย่อ
ผ้าทอมือของกลุ่มไทยภาคอีสาน มีหลายชนิด ทั้งผ้ามัดหมี่ ผ้าพื้น ผ้าแพรวา และ
ผ้าลายขิด ผู้ศึกษาสนใจผ้าลายขิด เนื่องจากมีความสวยงาม ทั้งลวดลาย สีสัน ลวดลายที่ทอขึ้นบ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว การดำรงชีวิตประจำวัน ความเชื่อ ความศรัทธา ค่านิยมของผู้คนในสมัยนั้น ช่างทอผ้าลายขิดสมัยก่อนนิยมทอเพื่อใช้ในพุทธศาสนา เช่น ทอเป็นผ้าใช้ทำหมอน ผ้าห่อคัมภีร์ ทำอาสนะ ผ้าโพกผม และใช้ประกอบพิธีกรรมตามขนบธรรมเนียม เช่น พิธีบวช แต่งงาน งานกฐิน และงานศพ ประกอบกับช่างทอผ้าลายขิดลดจำนวนลง เนื่องจากขั้นตอนการทอยุ่งยาก ทอได้ช้า ราคาถูก จึงไปทำงานอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ทำให้ผู้ทอผ้าลายขิดลดจำนวนลง และอาจจะสูญหายไปในที่สุด ผู้ศึกษาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลู่ทางอนุรักษ์ พัฒนา และเผยแพร่ เทคนิคการทอผ้าลายขิด โดยดำเนินการวิจัยแบบแนะนำจากผู้รู้ (Snowball) เพื่อให้ได้ข้อมูล เชิงประจักษ์ จากลวดลายผ้า และสัมภาษณ์ช่างฝีมือชาวอีสาน จำนวน 60 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบจงใจ (Purposive Random Sampling) สัมภาษณ์ประชากรที่เป็นช่างทอผ้าลายขิด ที่มีชื่อเสียง ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง 19 จังหวัด ประกอบด้วย ช่างทอผ้าขิดในศูนย์ศิลปาชีพ ช่างทอผ้าขิดใน กลุ่มทอผ้า ช่างทออิสระ ช่างทอในเขตเมือง ช่างทอชานเมือง และช่างทอในหมู่บ้าน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นช่างทอผ้าขิดในภาคอีสาน 5 จังหวัด โดยสุ่มแบบพหุระดับ (Multiple Random Sampling) จำนวน 100 คน แล้วนำมาวิเคราะห์ประเมินผล
ผลการวิจัยจะได้ผลงาน 4 เล่ม คือ
1. รายงานการวิจัย มีรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัย และทำเนียงช่างฝีมือ
2. ประมวลลวดลายผ้าขิด จำนวน 129 ลาย โดยโปรแกรมจากลวดลายผ้าที่ผู้วิจัยสะสมไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาลวดลายเพื่อการสั่งทอ เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตได้ติดต่อกัน โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ที่จะพัฒนาลวดลายผ้า จาก 129 ลายนั้น
3. คู่มือการทอผ้าลายขิด จำนวน 70 ลาย โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีทอ จำนวนไหมหรือฝ้ายแต่ละสี รวมทั้งการย้อมสีไหม โดยสีธรรมชาติ และสีเคมี หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ในการอนุรักษ์ และพัฒนาเทคนิคการทอ เพราะในอดีตทอผ้าโดยอาศัยความจำและถ่ายทอดโดยมุขปาฐะ จึงทำให้เป็นนามธรรม ยากต่อการจดจำ และการทอ โดยเฉพาะการทอผ้าที่มีลวดลายซับซ้อน ผู้ทอได้มีจำนวนน้อย และนับวันจะหมดไป พร้อมกับลวดลายผ้าที่สวยงาม และมีคุณค่าเหล่านั้น
4. สารานุกรมลวดลายผ้าขิด จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ชื้อสาย ประวัติความเป็นมา ของลาย และประโยชน์ในการนำไปใช้ของแต่ละลาย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าของ
นักวิชาการและผู้สนใจ เป็นการขยายฐานทางวิชาการให้กว้างขวาง
hnung99@hotmail.com (IP:119.42.83.131)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 14 ต.ค. 2553 (11:54)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม
มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน นางพาณี เพียรพจนา
ปีที่ศึกษา 2553
บทคัดย่อ
การอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของเด็ก เพราะการอ่านช่วยพัฒนาความรู้ สติปัญญาและความคิด นอกจากนี้การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในการเรียน หากผู้ใดอ่านมากผู้นั้นย่อมมีความรู้และประสบการณ์กว้างขวาง ทั้งนี้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นสื่อสำคัญที่กระตุ้นให้เด็กสนใจใฝ่รู้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดทำขึ้น มีตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 (3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรร สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดนิมมานรดี สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มี 5 ชนิด คือ
1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
จำนวน 8 เล่ม
2.แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ชีวิตในสังคม จำนวน 8 แผน
3.แบบทดสอบหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้ทดสอบเมื่อนักเรียนเรียนจบแต่ละแผน
เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 8 ฉบับ ฉบับ 10 ข้อ
4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
5.แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples)
การศึกษาปรากฏผลดังนี้
1.ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.24/84.51
2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนการจัดการเรียนรู้และ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่า 0.5574 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 55.74
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก


โดยสรุปการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ทำให้นักเรียนมีความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายกับโรงเรียนอื่นๆ ได้ โดยปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามบริบทของโรงเรียนต่อไป
ครูพาณี เพียรพจนา (IP:113.53.47.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 14 ต.ค. 2553 (19:17)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ส 32101 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้
เรื่อง ศาสนพิธีและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ผู้ศึกษาค้นคว้า นายอดุลย์ อรรคฮาด ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
ปีที่ศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ส 32101 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธีและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง
ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อศึกษา
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 /1 โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธีและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1
ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ผลการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ว่า
1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธี
และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้น อยู่ในระดับความสอดคล้องทุกเล่ม
และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 86.10/83.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80
2. ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 50.25
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.79 คิดเป็นใจร้อยละ 83.75 เมื่อพิจารณาผลการทดสอบ
ระหว่างเรียน พบว่า โดยส่วนรวมนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 86.10
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.26 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 86.10
3. เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1
ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พบว่ามีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
โดยค่าคะแนนผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4. ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียนรู้
เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1
โดยส่วนรวมมีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.642 เมื่อจำแนกเป็นรายเล่ม พบว่า ทุกเล่ม
มีค่าดัชนีประสิทธิผลสูงกว่า 0.50 ตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกเล่ม
5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้
เรื่อง ศาสนพิธี และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยส่วนรวมอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
และเมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
kjcom3@gmail.com (IP:125.26.229.117)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 16 พ.ย. 2553 (15:58)
ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้รายงาน
นางจันทร์พิมพ์ หล้าปาวงศ์
โรงเรียนชุมชนบ้านฟ่อนวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
ปีการศึกษา 2553

บทคัดย่อ

รายงานการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนชุมชนบ้านฟ่อนวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 21 คน การกำหนด กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 กลุ่มสิ่งมีชีวิตกับแหล่งที่อยู่ เล่มที่ 2 ความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิต เล่มที่ 3 ทรัพยากรธรรมชาติ ในท้องถิ่น เล่มที่ 4 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในท้องถิ่น เล่มที่ 5 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ใช้เวลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นข้อทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามระดับพึงพอใจของนักเรียน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ายากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และ การทดสอบค่าที (t-test)

ผลการศึกษาพบว่า

1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 5 เล่ม มีประสิทธิภาพโดยภาพรวม (E1/E2) เท่ากับ 87.77/89.14 ซึ่งประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เล่มที่ 1 – 5 มีค่าดังนี้ 87.86/89.52, 88.16/89.05, 86.58/88.57, 88.36/89.52,และ 87.90/89.05 ตามลำดับ
2. การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. การศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่ 3 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย ( =4.77) รองลงมาได้แก่ ข้อที่ 13 นักเรียนมีความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น ( =4.71) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ข้อ 4 ขนาดรูปเล่มมีความสะดวกในการเปิด ( =4.38)
จันทร์พิมพ์ /junpim.p@gmail.com (IP:124.157.129.32)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 16 พ.ย. 2553 (16:09)

ตอนนี้วิชาการ.คอม ได้ดำเนินการพัฒนาและสร้างช่องทางเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมผลงานวิจัย
ผลงานวิชาการ ผลงานครู เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนี้ครูอาจารย์ทุกท่านสามารถใช้ช่องทางใหม่ในการเผยแพร่ผลงานของตัวเองได้แล้วครับ ที่
www.vcharkarn.com/journal

ส่วนผลงานที่เคยถูกไว้เผยแพร่ตามที่ต่างๆ เช่น กระทู้ หรือ blog ตอนนี้ทีมงานวิชาการ.คอม กำลังย้ายมูลส่วนนั้นไปยังระบบใหม่

จึงแจ้งมาให้ทราบครับ
ขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการ.คอม


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 10 ธ.ค. 2553 (07:40)
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้รายงาน นางอารี ใจเย็น
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1
ปีที่จัดทำ 2551
บทคัดย่อ

รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการได้แก่ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพถึง 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ก่อนเรียนและหลังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำหนดสมมติฐานการวิจัย คือ 1) เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน หลังใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนการใช้ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 79 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 2/2 โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 27 คน เนื้อหาที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ สำหรับการวิจัยครั้งนี้มาจากสาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นำไปทดลองใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยใช้เวลาสอน 9 สัปดาห์ๆ ละ 3 ชั่วโมงรวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้มี 2 ประเภทคือ ตัวแปรต้น ได้แก่ เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 2) ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ เอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
การวิเคราะห์ข้อมูล 1) หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80 / 80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการทดสอบ ค่าที (t – test) 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้คะแนนเฉลี่ย ( )และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการศึกษา
จากการศึกษา ปรากฏว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ ดังนี้
1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 85.88/86.85 ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80 / 80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยรวม ( ) เท่ากับ 4.21 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ 0.31 เมื่อเทียบกับเกณฑ์การพิจารณาระดับความพึงพอใจ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
อารี ใจเย็น (IP:118.173.36.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 31 ธ.ค. 2553 (06:52)
รายงาน พัฒนาการใช้ชุดเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการ ดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา นายอรุณ ศรีเอี่ยมกูล
ปีที่ทำการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทีกำหนด80/80 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้วยเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองสองห้อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร เขต 1 จำนวน 24 คนเนื้อหาสาระที่นำมาใช้ในการจัดทำเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต หน่วยของชีวิตและชีวิตพืช ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 7 เรื่อง ใช้เวลาทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนใช้การทดลองค่าที (t-Test) และความพึงพอใจของนักเรียน โดยสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าได้ค่าเฉลี่ยคะแนนระหว่างเรียนเท่ากับร้อยละ 83.21 และคะแนนทดสอบหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 86.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 ถือว่าเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต มีประสิทธิภาพ
2. ผล การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังจากใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 จึงเป็นการยอมรับสมมุติฐานที่ตั้งไว้
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการใช้เอกสารประกอบการเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.08 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก
นายอรุณ ศรีเอี่ยมกูล (IP:223.207.42.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 27 มี.ค. 2554 (18:27)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง
โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียน ภาษาไทย
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางทองใบ สุขเกษม
ที่ปรึกษา นางปุณยา แก้วนุ่น

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70
2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย 4) เพื่อศึกษาความคงทนของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สมมุติฐานของการศึกษา 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีทักษะการเขียนภาษาไทยเพิ่มขึ้น หรือมีพัฒนาการสูงมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีความคงทนในการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดประการณ์ จำนวน 8 สัปดาห์ รวม 40 วัน มีประสิทธิภาพที่ระดับ 4.39 S.D. 0.61 ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 8 ชุด หนังสือส่งเสริมการอ่านชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย เรื่อง ครอบครัวน้องขวัญ จำนวน 1 เล่ม แบบประเมินทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 1 ฉบับ มี 12 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.62 แบบวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย จำนวน 7 ข้อ ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 สัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 – 19 ภาษาไทย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ผู้ศึกษาได้พิจารณาจากหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย 2546 ที่มีทั้งหมด 4 สาระการเรียนรู้

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.52/73.89
2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง จากการประด้วยแบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 0.3974 หรือดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย E.I. แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.74
3. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยที่ 2.53 S.D. 0.53 อยู่ในระดับพอใจมาก
4. ความคงทนของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 73.33 น้อยกว่าการทุดสอบหลังเรียน -0.56 ถือว่าชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการเขียนภาษรไทย ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีประสิทธิภาพสามารถให้ความรู้กับนักเรียนจนมีความคงทนอยู่ในระดับคงที่
suratin_n@hotmail.com (IP:101.108.238.16)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม