วิชาการดอทคอม ptt logo

ผมเป็นอัมพฤกษ์ซีกขวามีสิทธ์หายไหม

โพสต์เมื่อ: 10:33 วันที่ 21 พ.ค. 2552         ชมแล้ว: 290,143 ตอบแล้ว: 153
วิชาการ >> กระทู้ >> สุขภาพ

หมอบอกว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบ เป็นสมองซีกซ้าย ทำให้ด้านขวาเป็นอัมพฤกษ์ สาเหตุคงมาจากโรคเครียส ผมเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชครับ รักษาเกือบหาย แต่พอดีเป็นอัมพฤกษ์สะก่อน อยู่ดีก็เซ ลุกไม่ขึ้น พูดไม่รู้เรื่อง เช้าจึงไปหาหมอ admin ที่รพ.เพชรเวช เป็นเวลา 7 วัน หมอจึงให้กลับได้ เพราะขาขวาสามารถยกได้ และแขนขวาพอยกได้บ้าง หมอให้ยาสลายลิ่มเลือด ( แอสไพริน ) ยาวิตามินB1B6B12 ยาสลายไขมันในเลือด ผมอายุ 32 ปี พบนักกายภาพภาพทุกอาทิตย์ ( อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ) ระยะเวลาถึงวันนี้ก็ 2 เดือน อีก6 วัน พูดชัดขึ้น เดินได้โดยไม่ไช้ไม้เท้าช่วย ( ใช้ไม้เท้าแค่อาทิตย์เดียว ) แขนยกได้ ลดอาการเกร็งลง แต่นิ้วมือยังสั่งงานไม่ได้ คือ กำได้แต่แบไม่ได้ ขาเวลาเดินงอขาได้นิดหน่อย ผมมีสิทธิ์หาย และใช้เวลาประมาณกี่เดือน เพราะผมกังวลมาก ผมตกงานครับ บริษัทจ้างออก ผมกลัวว่าเงินที่ได้มาจะหมดซะก่อนที่จะหาย ใตรรู้ช่วยตอบด้วย ตอนนี้ผมพิมพ์โดยใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวครับ



chaiwat89@hotmail.com(124.120.166.33)





จำนวน 126 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 29 ก.ย. 2552 (09:45)
ขอบคุณ ทุกความเห็น และเสนอแนะสิ่งดีๆๆ ให้ อาการตอนนี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆๆ แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย ออกกำลังกาย+กายภาพ+กำลังใจ ที่ไม่ท้อ ผมมั่นใจ ว่าสักวันผมจะหายครับ การไม่ย้อท้อต่ออุปสรรค จะพบกับความสำเร็จได้ในไม่ช้า ตอนนี้ผมรักษา ด้วยการ ฝั่งเข็ม + หมอแมะ ที่รพ.หัวเฉียว กินยาสมุนไพรจีน ดีครับ หอมดี และกินอาหารเสริม เช่น มะรุม กระชายดำ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว จิงโก๊ะ สไปรูมิซ์ เห็ดหลินจือ Q10 ครับ ดีขึ้นมากๆๆ ตามลำดับ ขอบคุณที่เสนอแนะอาหารเสริมให้ แต่ที่กินอย่ก็ดีพออยู่แล้ว ราคาถูก ด้วย ผมไม่นิยมของแพง มันฟุ่มเฟือย โดยใช่เหตุ ออกกำลังกาย คือยาดี ที่สุด แล้วจิงๆๆๆ
chaiyasak_p@hotmail.com (IP:124.120.169.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 2 ต.ค. 2552 (21:36)
จขกท ลองดูแล้วกันนะครับ
อะไรดีก็ทำไป แต่อย่าเติมความเครียดให้ตัวเอง
อัมพฤกษ์ ไม่ใช่อัมพาต หายขาดได้สบายๆ
อายุก็ยังไม่เยอะ ญาติผมเป็นตอน 50กว่ายังหายขาดได้เลย
เรื่องเงิน ช่างมัน เอามารักษาตัวกอ่น ไม่ตายหาใหม่ได้ สู้ๆ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.177.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 2 ต.ค. 2552 (23:32)
มียาสมุนไพร ที่ช่วยรักษาโรคนี้ได้ อาจจะไม่หายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รับรองว่า ทานแล้วดีขึ้นอย่างแน่นอน สนใจ ติดต่อ jakgapol@yahoo.com ครับ
jak/jakgapol@yahoo.com (IP:124.120.78.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 3 ต.ค. 2552 (11:39)
มีสิทธิ์หายครับ เพราะญาติผมก็เป็น อาการคล้ายๆคุณเลยครับ เป็นครึ่งซีก

ตอนแรกเขาท้อแท้ครับ แต่เพราะได้กำลังใจดีจากญาติพี่น้องเขาจึงสู้กับมัน ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดทั้งเรื่องการกินยาและการทำกายภาพบำบัด ใช่เวลาฟื้นฟูอยู่ประมาณ 1ปีเศษๆครับ คุณหมอบอกว่าฟื้นฟูได้เร็วพอสมควร

ตอนที่เขาป่วยคล้ายๆคุณอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องออกจากงานแต่เขาไม่ท้อแท้ เวลาว่างๆเขาเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาพับถุงขายได้เงินมาบ้างเล็กๆน้อยรวมกับเงินก้อนที่ได้ตอนออกจากงานเขาจึงไม่ลำบากเพราะไม่ฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว

พอหายตอนนี้เขาหางานใหม่ทำได้เเล้ว ถึงเงินเดือนจะไม่เท่าเก่าแต่เขาบอกว่าชีวิตเหมือนเกิดใหม่ครับ

ขอให้คุณอดทนนะครับ ขอให้ผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.121.224.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 3 ต.ค. 2552 (12:22)
มีสิทธิ์หายแน่นอนครับ เด๊วนี้การรักษามีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก ซึ่งล้วนแล้วแต่มี case ตัวอย่างกันทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรศึกษาวิธีการและค่ารักษาอย่างละเอียดและสามารถรับรองผลได้นะครับ

ผมมีวิธีแนะนำเพิ่มเติมนอกจากการกายภาพบำบัดและรับประทานยา ซึ่งใช้กันอย่างทั่วไปแล้วนะครับ นั่นคือ

1. การนวดแผนไทย ในที่นี้ไม่ใช่การนวดพร้อมนาบนะครับ แต่เป็นการนวดรักษาโรคตามคลินิกแพทย์แผนไทยหรือโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยที่มีกองประกอบโรคศิลปะรับรอง เพราะการนวดที่ถูกต้องจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและการไหลเวียนโลหิตที่ดีเลยครับ

2.การรับประทานยาสมุนไพร อาหารเสริม เช่น สารกลัดจากสมุนไพร สาหร่าย จมูกข้าว ฯลฯ ที่มีการโฆษณากันอย่างทั่วไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรดูลายระเอียดและความน่าเชื่อถือของแหล่งจำหน่ายนะครับ

3.การออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่บำรุงร่างกาย อันนี้ผู้มีการศึกษา ผมคิดว่าไม่ต้องอธิบายรายละเอียดแล้วนะครับ

ยังไงผมก็เอาใจช่วยนะครับ และรับรองว่าโรคนี้หายได้แน่นอนครับ ถ้าหากมีการทำตามจากคำแนะนะข้างต้น
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.121.224.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 6 ต.ค. 2552 (12:15)
ผมไม่ใช่หมอนะครับ
แต่ถ้าคุณคิดว่าหาย มันก็ต้องหาย
หมั่นทำกายภาพ อย่ายอมแพ้
วิตามินทั้งหลาย อัดไปเลย
ลองทางเลือกอื่นดูบ้าง เช่นการฝังเข็ม หรือการนวดประคบ
มีหมอจีนอยู่คนนึง เก่งมาก เค้าใช้วิธีนวดแบบผสมผสาน ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป
ทุกอย่างอยู่ที่ใจนะครับ คุณคิดยังไงมันก็จะเป็นอย่างนั้น
คิดว่าหาย มันก็ต้องหาย อย่าไปเครียด
สู้ๆนะครับ
กุกุ เป็นกำลังใจให้
chaiwat89@hotcom (IP:124.120.160.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 8 ต.ค. 2552 (11:47)
ผมก็ไม่ได้เป็นหมอเช่นกัน
แต่คุณสามารถหายขาดได้อ่ะครับ
ขอให้มีกำลังใจสูต่อไป
ผมรู้จักคนที่เป็นอัมพฤกษ์ลุกเดินไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาสามารถเดินเหิรได้แล้วอ่ะครับ ลองโทรมาคุยกับผมได้นะที่
089-2132135 อั๋นครับ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.177.228)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 8 ต.ค. 2552 (11:52)
บอกได้ว่ามีสิทธิ์หายค่ะ เพราะว่าพ่อของดิฉันเป็นอยู่ ตอนแรกเดินไม่ได้นะคะ เป็นซีกขวา แต่ว่าตอนนี้เดินได้แล้วค่ะ ช่วยเหลือตัวเองได้หมดทุกอย่าง สามารถอยู่คนเดียวที่บ้านที่ต่างจังหวัดได้ แค่ช้ากว่าคนปรกติเท่านั้นเอง และคิดว่าจะต้องดีขึ้นอีกในเร็วๆนี้ค่ะ ดิฉันให้พ่อดิฉันรับประทานอาหารเสริมค่ะ พ่อไม่เคยไปกายภายบำบัดเลยนะคะ อาหารเสริมที่ว่านี่ก็กินอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลค่ะ รายละเอียดเยอะมาก ถ้าสนใจแอดอีเมลนี้มาก็ได้นะคะ pungpond_oo@hotmail.com
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.177.228)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 8 ต.ค. 2552 (11:58)
คนที่จะตอบคำถามคุณได้ดีที่สุดก็คือหมอที่รักษาคุณ...แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์เห็นคนใกล้ชิดมาที่เขามีอาการเหมือนคุณ ผมบอกได้เลยว่าอาการของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ ปฏิบัติตามที่หมอสั่งเป็นประจำก็จะต้องดีขึ้นอีกแน่นอนโดยเฉพาะกายภาพบำบัดอย่าขาด

ขอให้กำลังใจคุณมาด้วยครับ อย่าท้อถอยนะ คุณอายุยังน้อยอยู่สภาพร่างกายยังไม่ทรุดโทรมมากมีทางดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน....วางแผนใช้เงินให้เกิดประโยชน์ที่สุดนะครับ...เรื่องนี้น่าเห็นใจจริงๆ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.177.228)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 9 ต.ค. 2552 (21:10)
สนใจมาก อยากรู้เรื่องตอนนี้คุณพ่อเป็นซีกขวา ยังไงส่งเมลล์มาบอกด้วยยนะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ sunatirat@hotmail.com
sunatirat@hotmail.com (IP:118.174.23.166)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 10 ต.ค. 2552 (20:55)
สวัสดีทุกคน อยากจะให้ทุกท่าน เข้าไปดูเรื่องของ กรด อะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย สินค้านี้คือ ไบโอ สเปรย์ ที่มีกรดอะมิโน ครบถ้วน โรคทุกโรคสามารถแก้ไขได้หมดครับ ผมก็เคยเป็น อัมพฤกษ์ครึ่งซีก ตอนนี้ผมหายแล้ว เพราะผมใช้สินค้าตัวนี้แหละ อยากให้ทุกท่านเป็นทางเลือก อีกทางเลือกหนึ่ง สนใจ 089-555-0400 วันชัย ครับ
wanchai_bio@hotmeil.com (IP:61.7.169.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 ต.ค. 2552 (08:28)

สวัสดีคับ...ผมชื่อต้น
ที่บ้านผมทำยารักโรค อัมพฤกษ์-อัมพาส แบบใช้สมุนไพรไทย
ที่เรียกกันว่ายาคุณพระ มีมานนานกว่า 700 ปีแล้วครับ
ถ้าคุณมีความสนใจที่จะทดลองรับประทาน
ขอบอกว่าราคาไม่แพงเลย แค่เม็ดละ 4 บาทครับ
ถ้าคุณต้องการที่จะทราบรายละเอียดก็โทรปรึกษาผมได้ที่ 089-0123014


sirivohan@hotmail.com (IP:112.142.80.144)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 20 ต.ค. 2552 (09:50)
อย่าไปเชื่อ นะ ครับ ที่บอก ว่ามียาดี รักษา โรค อัมพฤกษ์ ยาดี คุณพระ อะ ไม่ได้ มาตรฐาน กินเข้า ไปไม่รู้ จะ เป็นอันตราย หรือ เป่า สเปร์ย ไบโอ อีก หลอกลวง ทั้ง เพ ครับ ออกกำลัง กาย + กายภาพ + ทำจิตใจให้ร่าเริง+กินอาหารเสริม +พักผ่อนให้เพียงพอ ก็เพียงพอ แล้ว ครับ อย่า ลืม ดื่ม น้ำเยอะๆๆๆ ครับ รับ รอง ไม่นาน ก็ หาย ครับ ข นาด คน แก่ ยัง หาย เลย ครับ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.121.226.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 23 ต.ค. 2552 (10:04)
......คนที่จะตอบคำถามคุณได้ดีที่สุดก็คือหมอที่รักษาคุณ...แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์เห็นคนใกล้ชิดมาที่เขามีอาการเหมือนคุณ ผมบอกได้เลยว่าอาการของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ ปฏิบัติตามที่หมอสั่งเป็นประจำก็จะต้องดีขึ้นอีกแน่นอนโดยเฉพาะกายภาพบำบัดอย่าขาด

ขอให้กำลังใจคุณมาด้วยครับ อย่าท้อถอยนะ คุณอายุยังน้อยอยู่สภาพร่างกายยังไม่ทรุดโทรมมากมีทางดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน....วางแผนใช้เงินให้เกิดประโยชน์ที่สุดนะครับ...เรื่องนี้น่าเห็นใจจริงๆ

chaiwat89.hi5.com
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.163.220)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 30 ต.ค. 2552 (22:38)
ผมเองเป็นเหมือนว่ามีการผิดปกติที่ร่างกายซีกขวา รู้สึกว่ามันหนักไปหมด เหมือนจะเป็นอัมพฤกษ์ อยากทราบแนวทางการรักษา แล้วอยากทราบว่าจะมีโอกาสหายไหมครับ
rs_980-wp@hotmail.com (IP:124.122.67.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 10 พ.ย. 2552 (23:40)
คุณตาก็เป็นเหมือนกันซีกขวา รักษามานานหลายเดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีคนมาแนะนำน้ำมันรำข้าวให้ทาน หลังจากที่ขยับแขนขาไม่ได้ ทานน้ำมันรำข้าวมาประมาณเดือนกว่าๆ ตอนนี้อาการดีขึ้นมากเลย ค่ะ
yuki_o_sung@hotmail.com (IP:124.122.117.224)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 17 พ.ย. 2552 (10:11)
แพทย์ยอมรับ!! อาการป่วยของนักร้องรุ่นใหญ่ ชาย เมืองสิงห์ รักษายาก หลังสแกนสมองพบมีเส้นเลือดตีบอยู่หลายจุด ล่าสุดแขนซ้ายบวมกว่าเดิม แต่ขาเริ่มดีขึ้น ด้านลูกชายเผย กำลังใจพ่อเต็มเปี่ยม หลังเพื่อนร่วมวงการเดินทางเข้าเยี่ยมไม่ขาดสาย

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการป่วยของศิลปินแห่งชาติ  ''ชาย เมืองสิงห์'' หรือชื่อจริง นายสมเศียร  พานทอง อายุ 69 ปี  หลังจากที่นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่ต้องเข้าพักรักษาอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ  จากภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นผลจากการสูบบุหรี่จัดที่อาคารสิริกิติ์ ชั้น 5 รพ.รามาธิบดี มาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 26 ม.ค. 52 ที่ผ่านมา
 

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. นั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดต่อเพื่อขอเข้าเยี่ยมศิลปินคนดัง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้มีการติดป้ายงดเยี่ยมไว้บริเวณหน้าห้องพัก โดยทางโรงพยาบาลได้ให้เหตุผลว่าต้องการให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ อีกทั้งผู้ป่วยยังไม่พร้อมที่จะพูดคุย และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ด้วย
 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านกับ ดร.นพ.จรุงไทย เดชเทวพร  แพทย์เจ้าของไข้ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงอาการความคืบหน้าของ ชาย เมืองสิงห์ ว่า ''เมื่อเช้าทางโรงพยาบาลได้นำคนไข้เข้าสแกนสมอง พบมีเส้นเลือดตีบในสมองหลายจุด และเป็นเส้นเลือดเล็ก ซึ่งอาจจะยากต่อการรักษา นอกจากนี้ก็ยังพบที่ท้องและก็ที่ขาทั้ง 2 ข้าง อาการทั่วไปที่พบขณะนี้ก็คือ แขนซ้ายบวมมากขึ้นกว่าเดิม ที่ขาอาการบวมคงที่ หัวใจทำงานปกติ คนไข้พูดจาชัดเจน ต้องถือว่าอาการทั่วไปเป็นที่น่าพอใจ การรักษาตอนนี้ใช้เพียงยาฉีด เพื่อสลายลิ่มเลือด ในส่วนของวันพรุ่งนี้จะมีการนำคนไข้เข้าตรวจปอดเพื่อหาอาการของถุงลมโป่งพองว่ามีหรือไม่ เพราะทราบจากญาติคนไข้ว่าสูบบุหรี่หนัก''
 

ทางด้าน นฤพนธ์ พานทอง ลูกชายคนโตของ ชาย เมืองสิงห์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงอาการโดยรวมของผู้เป็นพ่อให้กับผู้สื่อข่าวฟังด้วยเช่นกันว่า ขณะนี้อาการโดยรวมของพ่อดีขึ้นตามลำดับแล้ว โดยเฉพาะแขนและขาด้านซ้าย ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเรี่ยวแรงและไม่สามารถขยับได้ ตอนนี้ในส่วนของขาดีขึ้น สามารถขยับได้บ้าง จะเหลือก็เฉพาะแขนที่ยังไม่มีเรี่ยวแรงเช่นเดิม ซึ่งในขณะนี้กำลังใจของผู้เป็นพ่อก็มีอยู่เต็มเปี่ยม เพราะนอกจากครอบครัวที่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ก็มีบรรดาเพื่อนพ้องร่วมวงการเพลงของพ่อเดินทางเข้าเยี่ยมตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นนายห้างประจวบ จำปาทอง และคณะ, เสรี รุ่งสว่าง, แมน เนรมิตร, ''เฮียช้าง'' เดชาธร สุวินิจจิต จากเวทีไทอีกด้วย

chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.175.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 17 พ.ย. 2552 (10:13)
ครูหวังเต๊ะ เส้นเลือด สมองตีบ มะเร็งเส้นเสียง




ภรรยาเผย “ครูหวังเต๊ะ” เส้นเลือดสมองตีบ มะเร็งเส้นเสียงกลับมาส่งอาการทรุด ถูกนำตัวเข้ารักษาที่ รพ.รามาฯ ล่าสุด อาการดีขึ้นแล้ว แต่ต้องให้อาหารเหลวทางสายยาง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.52 นางศรีนวล ขำอาจ ภรรยา นายหวังดี นิมา หรือ ครูหวังเต๊ะ ศิลปินแห่งชาติปี 2531 สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) เปิดเผยว่า จากการที่ครูหวังเต๊ะเข้ารับการรักษาตัวที่ตึกอายุรกรรมชาย ชั้น 7 โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อเย็นวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยอาการเส้นเลือดสมองตีบ และปอดอักเสบติดเชื้อ ซึม ไม่รับประทานอาหาร กล้ามเนื้อเกร็ง และไม่สามารถพูดได้ โดยแพทย์ตรวจพบว่ามีอาการติดเชื้อในกระแสโลหิตและมีอาการของโรคมะเร็งที่เส้นเสียงด้วย

ล่าสุด อาการปอดบวมดีขึ้นและเป็นไข้ลดลง สามารถพูดตอบโต้ได้บ้าง และกล้ามเนื้อแขนขายังเกร็งบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถเดินได้ และยังคงให้อาหารเหลวผ่านสายยาง โดยแพทย์ได้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการเส้นเลือดสมองตีบ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องรับการผ่าตัด

นางศรีนวล กล่าวอีกว่า ครูหวังเต๊ะ เคยเป็นโรคมะเร็งที่เส้นเสียงจนพูดไม่ได้ ซึ่งได้รับการรักษาจนหายจนหายแล้วแต่ก็กลับมาเป็นอีก จากนั้นก็ล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบโดยได้ทำการรักษาอยู่หลายครั้ง แต่ยังไม่หายขาด และก่อนหน้านี้ครูหวังเต๊ะได้เข้าพักรักษาตัวที่ รพ.รามาธิบดีมาแล้วเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง แต่เมื่อพักรักษาตัวแล้วอาการดีขึ้นจึงกลับบ้าน จนล่าเมื่อมีอาการทรุดลงอีกจนต้องหามส่ง รพ.รามาธิบดี อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ส่วนของเงินที่ใช้ในการรักษาบางส่วน ตนได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรมแล้ว
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.175.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 17 พ.ย. 2552 (10:22)
"สีหนุ่ม เชิญยิ้ม" อาการดีขึ้น แพทย์ให้กลับบ้านได้ หลังเข้ารักษาตัวด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกนานถึง 75 วัน แพทย์แนะหมั่นทำกายภาพ เชื่อภายใน 1 เดือนเดินได้ ด้านลูกชาย "เจี๊ยบ เชิญยิ้ม" เตรียมบวชแก้บน เล็งวัดเขาดินใต้ จ.นครสวรรค์
เมื่อเวลา (14.00น.) วานนี้ (4 มิ.ย.) โดยคณะแพทย์โรงพยาบาลวิชัยยุทธแถลงถึงอาการป่วยของตลกชื่อดัง สีหนุ่ม เชิญยิ้ม เผยอาการดีขึ้น และอนุญาตให้กลับบ้านได้ พร้อมแนะนำให้ญาติทำกายภาพเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและนัดติดตามอย่างต่อเนื่อง คาดภายใน 1 เดือนกลับมาเดินได้
รศ.นพ.ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ แพทย์ศัลยกรรมระบบประสาทและสมองเผยว่า "หลังจากที่มีการแถลงข่าวอาการคุณสีหนุ่ม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้เรียนให้ทราบแล้วว่าคิดว่าไม่น่าจะรอด แต่เมื่อทำการผ่าตัดไปแล้วภายในวันสองวันคุณสีหนุ่มอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นคุณสีหนุ่มก็อยู่ในโรงพยาบาลรวมเวลาแล้ว 75 วัน มาถึงวันนี้คุณสีหนุ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ให้อาหารทางสายยางและต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ มีไข้บ้างไม่มีไข้บ้างเป็นธรรมดาของคนที่มีไข้หนัก เพราะต้องอยู่ห้องไอซียูถึง 2 อาทิตย์ และย้ายมาทำกายภาพ ตลอดเวลาที่ผมไปเยี่ยมคุณสีหนุ่ม จะนอนมากกว่าตื่น แล้วจะตื่นเวลากลางคืน ผมบอกให้ญาติดูแลให้ท่านนอนตอนกลางคืนแล้วตื่นตอนกลางวันแทน ซึ่งท่านก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง วันนี้คุณสีหนุ่มตื่นนั่งตัวตรง ลืมตา และทำมือทำไม้ทุกอย่างที่เราบอกให้ท่านทำ แววตาสดใสดี ท่านคงจะทราบว่ากำลังจะได้กลับบ้าน ในประสบการณ์ของผม คนไข้ที่อยู่ในโรงพยาบาลให้เรารักษาดียังไงก็ตาม จะฟื้นได้ระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่กลับไปบ้านได้รับการดูแลใกล้ชิดจากครอบครัว ญาติพี่น้อง ได้คุ้นเคยกับบ้าน เป็นสถานที่ๆ อยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนไข้ฟื้นได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้คุณสีหนุ่มยังไม่ได้เดิน เราพยายามจับให้คุณสีหนุ่มยืน ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ ผมกล้าท้าคุณเจี๊ยบว่า คุณสีหนุ่มจะเดินได้ภายใน 1 เดือน หลังจากนั้นเราก็มีแผนการรักษา เนื่องจากคุณสีหนุ่มเจาะคอ มีความเป็นไปได้ที่จะกลับมารักษา กลับมาถอดตรงนี้”
ด้านลูกชาย เจี๊ยบ เชิญยิ้ม เปิดเผยว่า "รู้สึกดีใจที่อาการของคุณพ่อดีขึ้น รับรู้ได้ทุกอย่างเมื่อมีคนพูดคุยกันใกล้ๆ บางครั้งก็ยกมือขึ้นมาจับมือคนนั้นคนนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วดีใจมากตั้งแต่วันแรกที่ผลการผ่าตัดออกมา แล้วคุณพ่อปลอดภัย และคุณหมอบอกว่าคุณพ่อมีโอกาสเป็นปกติเหมือนเดิมถ้าได้รับการฟื้นฟูร่างกาย วันแรกที่คุณพ่อผ่าตัดจนถึงวันนี้คุณหมอก็เอาใจใส่เป็นอย่างดีสามารถโทรสอบถามอาการจากคุณหมอได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่พยาบาล นักกายภาพและเจ้าหน้าที่ทุกคนด้วย ตอนนี้ตัวเองและญาติทุกคนกำลังใจดีขึ้นมาก วันนี้คุณพ่อได้กลับบ้านทุกคนก็ดีใจมากๆ เพราะการที่คุณหมออนุญาตให้กลับบ้าน ก็หมายถึงอาการของคุณพ่อดีขึ้นตามลำดับ หลังจากนี้ทั้งผมและญาติทุกคนจะต้องดูแลคุณพ่อเองทุกอย่างตามคำแนะนำที่คุณหมอบอก และพาคุณพ่อกลับมาให้คุณหมอดูอาการอย่างต่อเนื่องด้วย ต้องขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนของโรงพยาบาลเวชธานีอีกครั้งด้วยครับ”
"ส่วนค่ารักษาทางโรคพยาบาลก็ลดให้ถึง60% อาจารย์หมอแต่ละท่านก็ไม่คิดค่ารักษาเลย ขอบคุณมากครับ และที่ได้เคยสัญญาไว้ว่าจะบวชหากคุณพ่อหาย ตอนนี้ก็เคลียร์งานอยู่ครับ แต่ต้องไปแก้บนก่อน เพราะบนไว้หลายที่มาก บวชประมาณ 5-7 วัน เล็งไว้ว่าน่าจะเป็นวัดเขาดินใต้ จ.นครสวรรค์ เป็นวัดทีเจี๊ยบไปทำบุญอยู่ตลอด ถ้าลงตัวเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบอีกที”
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.120.175.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 2 ธ.ค. 2552 (14:03)

แม่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์เหมือนกัน เดินไม่ได้เมื่อปี 2549 หมอที่ศรีนครินท์บอกโอกาศมีชีวิต อยู่ 30 % และเดินไม่ได้อีก �สุดท้ายปาฏิหาริย์มีจริงแม่กลับมาเดินได้เมื่อประมาณ กลางปี 2549 เนื่องจากอาจจะเป็นผลของการทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทุกวันก่อนที่จะไปทำงาน เนื่องจากไม่ได้ดูแลแม่เพราะทำงานที่ต่างจังหวัด หนูนอนร้องไห้ทุกวัน แต่แม่เป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี� และไม่กลัวความตาย สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้แม่หายอาจจะมาจากสมุนไพรธรรมชาติด้วย เนื่องจากเราต้องนำใบหนาด ตะไคร้หอม ใบเป้า เถาเอนอ่อน ใบส้มปล่อย อิฐ 5 ก้อน หม้อดิน 1 ใบ ขั้นตอนแรกนำส่วนผสมทุกอย่างรองพื้นในหม้อดินส่วนหนึ่ง แล้วนำอิฐบล็อคที่เผาประมาณ 3 ก้อนร้อนปานกลาง วางลงในหม้อดิน แล้วนำส่วนผสมของสมุนไพรอีกส่วนหนึ่งวางบนอิฐ แล้วนำเท้าวางลงในหม้อดินนำผ้ามาคลุมจนถึงส่วนเอว พออิฐบล็อคเย็นก็เปลี่ยนใหม่ ทำประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนเช้าและตอนเย็น ทุกวัน� หนูขอให้ทุกคนอย่าสิ้นหวังนะคะ คนเราทุกคนก็ไม่อยากจะเจ็บป่วยแต่มันเกิดขึ้นแล้วก็ขอให้มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ นะคะ� ซักวันปาฏิหาริย์จะมีจริงเหมือนกับแม่ของหนู�


ปินโต (IP:118.175.202.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 8 ธ.ค. 2552 (20:17)
ขอเป็นกำลังใจให้อีกคนนะค่ะ สู้สู้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจนะค่ะ
เพราะตอนนี้น้องสาวก็เป็นเหมือนกัน และก็ข้างเดี๋ยวกัน เข้ารพ.วันที่ 28 ส.ค.2552 ตอนนี้ก็ได้เท่าๆกับคุณค่ะ เหลือที่นิ้วมือที่ยังกำ - แบได้ไม่คล่อง และพูดได้นิดหน่อย
เข้า รพ.เอกชน ค่ารักษาก็เป็นแสนแล้วละ มีอะไรก็คุยกันได้นะค่ะ

สู้สู้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจนะค่ะ

แคท
katper@hotmail.com (IP:125.24.98.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 9 ธ.ค. 2552 (16:11)
อัมพฤกษ์กินซีกซ้าย ดาวตลก 'เหี่ยวฟ้า' ทรุด

คากองถ่ายหนัง "นายกดู๋"ห่วงอาการ

“เหี่ยวฟ้า” ศิลปินตลกรุ่นใหญ่ทรุด หลังท่องอยู่บนถนนสายบันเทิงมาจนอายุย่างเข้าเลข 7 เกิดอาการแพ้สังขาร ทรุดกลางกองถ่ายภาพยนตร์เครื่อง “เพลงสุดท้าย” ของผู้กำกับพิศาล เกิดร่างกายหมดแรง หลังนอนอยู่บ้าน 3 วันไม่ดีขึ้น ร่างกายกลับชาซีกซ้ายขยับเขยื้อนไม่ได้ ภรรยาสาวคู่ชีวิตรีบพาส่งโรงพยาบาล พบว่าเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้สมอขาดเลือด “ดู๋ ดอกกระโดน” นายกสมาคมฯ รุดเยี่ยมดูอาการ พบสภาพบ้านเก่า ๆ ปลูกเองอยู่ติดคลองเตรียมนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อช่วยเหลือต่อไป

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า นายพรมมา สระทองแก้ว หรือเหี่ยว ฟ้า อายุ 69 ปี ศิลปินนักแสดงตลกรุ่นใหญ่ กำลังป่วยนอนซมอยู่ที่บ้าน จึงเดินทางไปเยี่ยม ที่บ้านเลขที่ 8/39 หมู่ 5 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 ย่านบางแวก แขวงบางไผ่ เขตบางแค อยู่ในหมู่บ้านโชคสำอางค์ เมื่อไปถึงพบว่าเป็นบ้าน ไม้สองชั้นเก่า ๆ ปลูกเองอยู่ติดริมคลอง นายพรมมา หรือเหี่ยวฟ้า ศิลปินตลกใบหน้าเหี่ยว นอนซมอยู่บนที่นอน ใบหน้าไม่ได้แสดงอาการอะไรเนื่องจากเหี่ยวย่น แต่ดวงตาฉายแววของความดีใจอย่างเห็นได้ชัด โดยมี นางศิริวรรณ ประเสริฐศรี อายุ 37 ปี ภรรยาสาว คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด

เหี่ยวฟ้า เปิดเผยด้วยท่าทางอิดโรย ร่างกายซีกซ้ายไม่มีแรง แขนข้างซ้ายไม่สามารถยกขึ้นได้ เนื่องจากมีอาการของโรคอัมพฤกษ์ระยะเริ่มต้น ได้กล่าวพูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่ไปเยี่ยมว่า เริ่มมีอาการป่วยมาตั้งวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีอาการอ่อนเพลียไปทั้งตัว แต่วันนั้นก็ยังไปถ่ายหนังเรื่อง "เพลงสุดท้าย" ของ เปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เป็นผู้กำกับได้ วันนั้นก็ยังกลับมาบ้านตามปกติ แต่วันรุ่งขึ้น ขณะอยู่ในกองถ่าย ก็เกิดอาการวูบหน้ามืด ไม่มีแรง ไม่สามารถลุกขึ้นได้ จนต้องให้คนพยุงขึ้น และพากลับบ้าน มานอนพักอยู่บ้านได้ 3 วัน ตอนแรกคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่สุดท้ายปากเริ่มเบี้ยว ร่างกายด้านซ้ายชาไปทั้งด้าน จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

ศิลปินตลกรุ่นใหญ่ เล่าต่อว่า ภรรยารู้สึกตกใจมาก จึงรีบพาส่ง รพ.ศรีวิชัย 2 ตอนนั้นก็ยังคิดว่า ตนเองไม่เป็นอะไรมาก คิดว่าสัก 2-3 วันก็คงจะกลับบ้านได้ แต่ปรากฏว่าหมอให้นอนอยู่โรงพยาบาลถึง 1 สัปดาห์ โดยแพทย์ให้ทำกายภาพบำบัด และผลตรวจร่างกายปรากฏ ว่า พบเส้นเลือดในสมองด้านขวาตีบ ทำให้เกิดอาการสมองขาดเลือด ร่างกายด้านซ้ายจึงเกิดอาการอัมพฤกษ์ ส่วนสุขภาพด้านอื่นไม่มีปัญหาอะไร หลังพักรักษาตัวอยู่จนดีขึ้นแล้ว หมอจึงให้กลับมาบ้านเมื่อวานนี้เอง (5 ก.ย.)

เหี่ยวฟ้า กล่าวว่า ตอนนี้อาการดีขึ้นมาก สามารถขยับขาได้บ้างแล้ว ผู้สื่อข่าวถามถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว นางศิริวรรณ ผู้เป็น ภรรยา ตอบแทนว่า เป็นเงินที่พี่เหี่ยวเก็บหอมรอมริบไว้ มีไม่ถึงแสนบาทดอก ได้ถอนออกมารักษาไปทั้งหมดประมาณ 6 หมื่นกว่าบาท แต่โชคดีที่ได้เพื่อน ๆ และสมาคมตลกฯ ช่วยเหลือ ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกองถ่าย "เพลงสุดท้าย" ให้การช่วยอะไรบ้างหรือยัง นางศิริวรรณ ตอบว่ายังไม่ได้รับการติดต่อมา เมื่อถามถึงลูก เหี่ยวฟ้า ตอบว่ามีลูก 2 คนอายุ 17 ปี กับ 18 ปี เป็นผู้ชายคนผู้หญิงคน ตอนนี้ไปทำงานที่ต่างจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ดู๋ ดอกกระโดน หรือ นายพันธ รจนรังษี อายุ 55 ปี นายกสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกรรมการสมาคมฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมที่บ้านด้วย ผู้สื่อข่าวได้ถาม ดู๋ ดอกกระโดน ว่า ทางสมาคมฯ จะให้การช่วยเหลืออย่างไร ดู๋ ตอบว่า ถ้าสมาชิกป่วย 3-5 วันก็จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท หากป่วยเกินกว่านั้นและยังไม่หาย ก็จะให้การช่วยเหลือไปตามอาการ ตามความเหมาะสม แต่ทุกอย่างต้องนำเข้าที่ประชุมสมาคมฯก่อน โดยส่วนตัวแล้วมีความสนิทสนมกับเหี่ยวมานานแล้ว เคยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล กันมาตลอด วันนี้ก็ซื้อของบำรุงร่างกายมาให้

สำหรับ เหี่ยวฟ้า ศิลปินตลกรุ่นใหญ่ ตอนนี้มีผลงานเป็นละครซิทคอม ทางช่อง 3 เรื่อง "หมู่บ้านจำอวด" โดย เหี่ยวฟ้า โด่งดังมาจากละครเรื่อง "ผู้กองยอดรัก" นำแสดงโดย โอ-วรุต วรธรรม แสดงร่วมกับ แนน-ชลิตา เฟื่อง อารมย์ เมื่อสิบปีที่แล้ว ส่วนภาพยนตร์เรื่องล่าสุดคือ "บุปผาราตรี" แสดงเป็นหมอผี.
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.122.184.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 10 ม.ค. 2553 (16:42)
ติ๋ว-อรสา” เส้นเลือดสมองแตกโล่งอาการไม่ถึงอัมพาต
Posted at 12:46 pm in ข่าวบันเทิง


แฟนละครตกใจ หลังทราบข่าว ”ติ๋ว-อรสา” เข้ารพ. ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ”แม่ก้อย-ทาริกา” เพื่อนซี้ ยืนยันไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ชี้แค่เส้นเลือดฝอยแตก ไม่อันตรายถึงขั้นอัมพาต แพทย์ รพ.บำรุงราษฎร์ เตรียมแถลงข่าวเที่ยงวันนี้ เพื่อคลายความกังวลของแฟนๆ

ทำเอาแฟนละครรุ่นเก๋าตกอกตกใจเป็นการใหญ่ เมื่อมีข่าวลือหนาหูออกมาว่า ดาราสาวใหญ่ ”ติ๋ว” อรสา พรหมประทาน เกิดอาการเล้นเลือดในสมองแตก ต้องหามเข้าโรงพยาบาล ”บำรุงราษฎร” เป็นการด่วน หลังจากมีข่าวนี้ออกมา ผู้สื่อข่าวสยามดาราจึงรีบติดต่อไปยัง ”แม่ก้อย” ทาริกา ธิดาทิตย์ เพื่อนสาวคนสนิท ได้ความว่า ขณะนี้ ”แม่ติ๋ว” ได้เข้ารับการรักษาตัวเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตกจริง แต่อาการไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะว่าเป็นเพียงอาการของโรคประจำตัวเท่านั้น และขณะนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว


”คืออย่างนี้มีข่าวออกมาเยอะ พูดถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อาการของติ๋วตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ไม่มีอะไรน่าตกใจ คือพอมีข่าวออกมาญาติเค้าไม่อยากให้ตกใจมาก กลัวว่าเดี๋ยวคนไปเยี่ยมเยอะจะติดเชื้อได้ง่าย ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง คือติ๋วเขาปวดหัว เมื่อวันอาทิตย์ (23 พ.ย. 51) ก็เลยเข้าโรงพยาบาลไปตรวจสุขภาพปกติ ทีนี้พอตรวจเจอเส้นเลือดแตกก็เลยต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ คือเค้าจะปวดหัวเรื้อรังเป็นอาการไมเกรน เป็นเรื่องปกตติของพวกแม่ๆ ที่อายุมากแล้วก็ต้องมีบ้าง แล้วเส้นเลือดมันก็เลยเปราะ มีเส้นเลือดฝอยแตก แต่ไม่ใช่เส้นเลือดใหญ่ ที่ส่งผลถึงการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ที่ต้องให้อยู่ในความดูแลของแพทย์เพราะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่อย่างที่บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เดี๋ยวรอพรุ่งนี้ (26 พ.ย. 51) แพทย์เค้าจะแถลงข่าวเรื่องอาการป่วยอีกที ก็คงทราบรายละเอียดกัน” แม่ก้อยกล่าว

อย่างไรก็ตาม แพทย์เตรียมแถลงข่าว ถึงอาการป่วยของ ”แม่ติ๋ว” เวลาเที่ยงของวันนนี้ที่โรงพยาบาล ”บำรุงราษฎร” ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร สยามดาราจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

สำหรับ ”ติ๋ว” อรสา พรหมประทาน เข้าสู่วงการบันเทิงจากการประกวด และได้รางวัล ”มิสเอซี” ประจำปี พ.ศ. 2513
หลังจากนั้น ก็มีผลงานมากมายทั้งจอแก้ว และจอเงิน ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง บัวสีน้ำเงิน, ปลาบู่ทอง, ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก, นางนวล, แค้น, บ้านสาวโสด, สุดแผ่นดิน โดยผลงานล่าสุด คือ ละคร ”ดินเนื้อทอง” ของค่าย ฮั้งมโนก้า ที่กำลังออกอากาศคืน วันศุกร์-อาทิตย์
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.122.125.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 10 ม.ค. 2553 (16:54)
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลลำพูน [C]
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลลำพูน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลลำพูน

ภราดร มัณยานนท์ พ.บ., ว.ว. อายุรศาสตร์ 1 ชูพร ขันติพงศ์ พย.บ.1

เครือวัลย์ วงค์หลิ่งห้า ป.พส.1 พัชราภรณ์ ธิวันนา ป.พส.1 บุญฑริกา ทองไหล ป.พส.1

ชไมพร ทวิชศรี วท.ม.2 ชยันตร์ธร ปทุมานนท์ D.Sc.2

1 กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลลำพูน

2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



บทคัดย่อ

ความเป็นมา: โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญเนื่องจากพบได้บ่อย ทำให้เกิดความพิการและมีอัตราตายสูง การศึกษาความชุกของปัจจัยเสี่ยงในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จะเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ให้ขนาดและความรุนแรงของปัญหาโรคหลอดเลือดสมองลดลง

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปและความชุกของปัจจัยเสี่ยงในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

รูปแบบการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนา

สถานที่ศึกษา: หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลลำพูน

วิธีการศึกษา: ศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกรายที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลลำพูนระหว่างตุลาคม 2546 ถึงกันยายน 2548 รวบรวมข้อมูลทั่วไป ปัจจัยเสี่ยง ลักษณะและอาการของโรค ผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลาที่รักษาและค่าใช้จ่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รับไว้รักษา 260 คน เป็นหญิงมากกว่าชาย อายุ 70 ปีขึ้นปีร้อยละ ... พบความชุกของปัจจัยเสี่ยงของโรคได้แก่ สูบบุหรี่ร้อยละ 18.5 ดื่มสุราร้อยละ 10.8 ภาวะความดันโลหิตสูงร้อยละ 51.5 ภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 0.8 เบาหวานร้อยละ 13.5 โรคหัวใจร้อยละ 9.3 ผู้ป่วยมีสาเหตุการเกิดโรคจากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ/ตันร้อยละ 68.5 จากเส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 27.7 อาการที่พบได้แก่ อ่อนแรงซีกขวาร้อยละ 40.8 ซีกซ้ายร้อยละ 38.5 ค่า Glasgow Coma Score (GCS) เฉลี่ย 12.4 ± 3.6 ส่งผู้ป่วยไปเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองร้อยละ 57.7 พบเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ/ตันร้อยละ 57.6 เส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 37.1 หลังการรักษาผู้ป่วยอาการดีขึ้นร้อยละ 68.9 อาการเลวลงร้อยละ 28.1 จำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้านร้อยละ 69.2 ไม่สมัครอยู่และเสียชีวิตร้อยละ 17.3 พบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นร้อยละ 13.1 จำนวนวันนอนเฉลี่ย 3.9 ± 3.8 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 9,128 ± 18,135 บาท

ข้อยุติ: ควรทบทวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลลำพูนทั้งระบบ โดยหาแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ชัดเจน โดยอาจนำ clinical guideline ที่ได้รับการพัฒนาแล้วมาใช้เป็นแนวทาง ควรเน้นการให้สุขศึกษาเพื่อป้องกันโรค โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น การให้งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุราอย่างเด็ดขาด รักษาภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดสมอง ควรพัฒนาแนวทางการเยี่ยมบ้านและระบบติดตามผู้ป่วยที่เป็นโรคและพิการ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

คำสำคัญ: โรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.122.125.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 10 ม.ค. 2553 (17:02)
แพทย์ทางเลือกรักษาโรคโดยแพทย์แผนจีน



แพทย์แผนจีนตรวจรักษาโรคโดย



ทานยาจีน
การฝังเข็ม
นวดกดจุด
ติดเม็ดแม่เหล็ก
ดูดสูญญากาศ


การแพทย์แผนจีนบำบัดโรคตามหลักดังนี้



1. มุ่งสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุของโรค

2. เสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายและกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค
3. ปรับความสมดุลพลังหยินและหยาง

4. ปรับอวัยวะภายในของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ปรับความสมดุลของ "พลังซี่" กับโลหิต

6. ใช้วิธีบำบัดที่ต่างกันสภาพร่างกายที่ต่างกันโดยพิจารณาควบคู่กับสภาพแวดล้อมด้านเวลา และสถานที่ที่ต่างกัน



ประกอบด้วยแพทย์จีนที่ทีความรู้ ความสามารถ ปริญญาแพทย์ศาสตร์ บัณฑิตประเทศจีน
มีการตรวจสอบยาจีนก่อนส่งมอบผู้บริการ โดยแพทย์จีนทุกครั้ง
มีเครื่องต้มยาจีนและบรรจุซองที่ทันสมัย สะอาดสะดวกพร้อมดื่ม


การตรวจรักษาโรค

ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน รักษาโรคมีดังนี้





โรคอัมพฤกษ์





โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 รองจาก โรคหัวใจ และ มะเร็ง ซึ่งหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีชีวิตอยู่ก็มักจะมีความพิการหลงเหลืออยู่ ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต นั่นเอง


1.โรคอัมพฤกษ์ รักษาได้หรือไม่

รักษาได้โดยการ รักษาศาตร์การแพทย์แผนจีน โดยการฝังเข็ม รับประทานยาจีน

2.การรักษาโรคอัมพฤกษ์ หายหรือไม่

การรักษาศาสตร์การแพทย์แผนจีน สามรถรักษาให้หายได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วยด้วย การตรวจวิจฉัยโรค โดยใช้หลัก หยิน และ หยาง รักษาตามอาการ หรือระยะเวลาของอาการของผู้ป่วยว่ามีอาการเป็นอย่างไร

สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเป็น หรือ เป็นภายในครึ่งปี ถ้าพบหมอที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญด้านเส้นประสาทสมองก็สามารถหายเป็นปกติได้ หรือ หายได้ประมาณ 70 – 90 % ถ้าอาการไม่หนักสามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เวลา 1 – 2 เดือน แต่ถ้าอาการหนักก็ใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน ถึงจะหาย


3.สาเหตุของการเกิดโรคอัมพฤกษ์

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมองแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขและควบคุมได้ มักสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็น ความเครียดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ผสมอยู่ ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ความอ้ว น มือชา ขาชา เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขไม่ได้ ได้แก่ อายุ โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะมากขึ้น ตามอายุที่เพิ่มขึ้น เพศ เชื้อชาติ และ กรรมพันธุ์

แพทย์แผนจีนคิดว่าเกี่ยวกับ ตับ ม้าม ไต ของผู้ป่วยทำงานผิดปกติ เนื่องจาก เลือดลมไหลเวียนขัดข้อง เหนื่อยล้า อ่อนเพลียจาการทำงานหนัก ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เครียดมาก

แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าเกี่ยวกับ เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดในสมองอักเสบ หรือ แตก ทำให้เป็นอัมพาต


4.วิธีการรักษาโรคอัมพฤกษ์

วิธีการักษาโดยการรักษาศาสตร์การแพทย์แผนจีน การตรวจวิจฉัยโรค ตามอาการเกี่ยวกับไต ตับ เส้นเลือดหัวใจตีบ มือชา ขาชา ปากเปรี้ยว การดูที่ลิ้นของผู้ป่วย โดยใช้หลัก หยิน และ หยาง ปรับความสมดุลของร่างกาย ผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มเป็นโรคอัมพฤกษ์ ให้ทานยาสมุนไพรจีนตามที่แพทย์สั่ง ฝังเข็ม 30 – 60 นาที ต่อ วันหรือ

วัน เว้น วัน การทานยาจีน และฝังเข็มไม่มีผลข้างเคียงของยาเคมี รักษาด้วยการฝังเข็มและทานยาจีนประมาณ

3 - 4 สัปดาห์ ขึ้นสัปดาห์ที่ 5 ให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดแผนจีน ( ทุยนา ) ทำการนวดแบบแผนจีนเพื่อเป็นการกายภาพบำบัด อีกทางหนึ่ง

5.ระยะเวลาในการรักษาโรคอัมพฤกษ์

ระยะเวลาการรักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มีการรักษาโดยการ ฝังเข็ม รับประทานยาจีน ควบคู่กัน ถึงจะได้ผลเร็ว หรือตามสภาพร่างกายของผู้ป่วยเอง เริ่มเห็นผลประมาณ 18 – 20 วัน เร็วที่สุด 10 วัน สำหรับคนที่ปากเบี้ยวที่เพิ่งเริ่มเป็น สามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เวลาประมาณ 15 – 20 วัน

6 .คนแบบไหนที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ง่ายที่สุด

คนที่มีอารมณ์ หงุดหงิด ขี้โมโห ใจร้อน เครียดมาก ความดันสูง ไขมันสูง กินเหล้า สูบบุหรี่จัด และ คนอ้วน

7.ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไรบ้าง

อันตรายมาก ทำไห้เป็น อัมพาตถาวร ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย อันตรายสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการเริ่มต้นของอัมพฤกษ์ ที่สังเกตได้และควรไปพบแพทย์ ดังนี้คือ

1. เกิดอาการ ชา หรือไม่มีแรง ตามใบหน้า แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย

2. พูดไม่ได้ชั่วขณะ หรือลำบากในการพยายามพูด

3. ตาข้างใดข้างหนึ่ง พร่ามัว ไปชั่วขณะ

4. เวียนศีรษะโดยไม่มีสาเหตุหรือทรงตัวไม่ได้

โปรแกรมฝึกความแข็งแรงสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์

ใช้ของที่มีอยู่รอบตัวในการฝึก

1. ตัดกระดาษ
2. ฉีกกระดาษหนังสือ-ขยำ-คลี่
3. ยกของด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วอื่นๆทีละนิ้ว
4. ติดกระดุมเสื้อ
5. สับไพ่แล้วแจก
6. หมุนดินสอด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วอื่นๆทีละนิ้ว
7. เปิดฝาขวดยาเม็ด เทยาออก หยิบยาใส่ขวด
8. หยิบเม็ดถั่ว กระดุม ตะปู ใส่ลงในขวด
9. หมุนน๊อตเข้าออก
10. หยิบเหรียญใส่กระปุกออมสิน
11. เล่นดินน้ำมัน
12. ผูกเชือก คลายเชือก

13. ฝึกเขียน
14. โยน-จับลูกบอล ปล่อย-จับลูกบอล ตบลูกบอลขึ้นลง
15. เล่นเกมส์ เช่น หมากรุก ไพ่ โดมิโน
chaiwat89@hotmail.com (IP:124.122.125.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 13 ม.ค. 2553 (09:55)

พ่อหนูเป็นอัมพฤกษ์ซีกขวา เพิ่งเข้าโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 7/1/53 ตอนแรกหมดบอกจะขยับไม่ได้เลย แต่พอนอนอยู่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน อาการของพ่อก็ดีขึ้นก็เดินได้แล้วแต่แขนข้างขวายังขยับไม่ได้มาก ปากด้านขวาก็ไม่มีความรู้สึกเวลากินน้ำดูดหลอดน้ำได้แค่ข้างซ้าย ตอนนี้พ่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว มีโอกาสจะหายเป็นปกติเหมือนเดิมไหมค่ะ


bee-be@windowslive.com (IP:58.10.125.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 16 ม.ค. 2553 (10:35)
แฟนเราก็เป็นอัมพฤกษ์ซักซ้ายค่ะ เป็นมา 2 ปี กับ 8 เดือนแล้วค่ะ ตอนแรกเดินไม่ได้เลย แขนขาขยับไม่ได้พูไม่ชัด รักษาทุกรูปแบบแล้วค่ะ อยู่โรงพยาบาลหมดไปกว่าสี่แสน ออกมารักษาหมดฝังเข็มกว่า 1 ปี หมดไปอีกแสนกว่า จากนั้นรักษาหมอนวด อาการตอนนี้ดีขึ้นตามลำดับ เดินได้แล้ว แต่ยังเดินได้ไม่ปกติ แขนยกได้ แต่นิ้วมือยังขยับได้ไม่มาก เรียกว่าช่วยตัวเองได้เป็นบางอย่าง แฟนอายุตอนที่เป็น 35 ค่ะ ส่วนตัว ขอแสดงความคิดเห็นว่า โรคนี้เป็นโรคที่ทำร้ายจิตใจทั้งคนเป็นและคนดูแล ดังนั้นคิดว่าวิธีการรักษาที่เค้าว่าดีๆๆเราลองมาหมดแล้ว สุดท้ายรู้ว่าอาการจะดีขึ้นได้นั้น อยู่ที่เราให้กำลังใจกันและกันมากกว่า และที่สำคัญออกกำลังกายค่ะ กา่ยภาพบำบัดนั่นเอง หมอนวดแนะนำว่าอาทิตย์ละสักครั้งสองครั้งก็ดีค่ะ เพราะโรคนี้ต้องการกระตุ้นบ่อย เพื่อให้เส้นมันไม่ตาย แต่ที่สำคัญตัวคนที่เป็นต้องสู้ค่ะ พยายามออกกำลังกายเยอะๆอย่าขี้เกียจค่ะ เพราะโรคนี้มันจะทำให้เราขี้เกียจโดยอันโนมัติ เพราะฉะนั้นเราต้องสู้กับมันค่ะ เชื่อว่าสักวันเราต้องหายจากโรคนี้แน่่นอนค่ะ อีกเรื่องที่สำคัญทำจิตใจให้ดีค่ะ มีจิตใจดี ไม่คิดร้าย มองโลกดี ทำบุญสวดมนต์ เชื่อว่าสิ่งๆดีต้องช่วยให้เราหายค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะค่ะสู้ๆค่ะ เพราะดิฉันก็สู้ข้างๆกายแฟนมา 3 ปีกว่าแล้วค่ะ จริงๆวันที่เป็นๆวันที่เรากำลังจะไปลองชุดแต่งงานกันค่ะ แต่เค้าก็มาเป็นซะก่อน ในเมื่อตัดสินใจจะแต่งงานกับเค้าแล้ว ถึงยังไม่ได้แต่งแต่ก็ขอดูแลเค้าไปตลอด
orathai_24@hotmail.com (IP:58.9.19.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 4 ก.พ. 2553 (20:22)
เรามีอาหารเสริมมาเเนะนำ ลุงเราเป็น อัมพฤกษ์ครึงตัวคะเดินตัวเเข็งเป็นผีดิบเลยคะ กินไปประมาณ 15 วันอาการดีขึ้นจนเห็นได้ชัด เดินได้ดีขึ้นมากๆหลับสบาย อาการปวดลดลง ทุกอย่างเป็นความจริง ไมได้กุเพืออยากขายค่ะ สนใจemail มาได้moofahsai@yahoo.com มีพี่สาวเป็นคุณหมอค่ะ เราให้คำปรึกษาโรคเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก โรคเก๊า เรายินดีให้คำปรึกษาค่ะ
moofahsai@yahoo.com (IP:125.25.160.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 7 ก.พ. 2553 (10:24)
อดีตพระเอกตุ๊กตาทองตกอับ ป่วยอัมพฤกษ์!



อดีตตุ๊กตาทอง ป่วยอัมพฤกษ์! (เดลินิวส์)

ชีวิตถึงคราวตกอับอดีตพระเอกตุ๊กตาทองยอดนิยม จากละครเรื่องดาวพระศุกร์ ล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์เดินเหินต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันตลอดเวลา เงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต สูญสิ้นใช้ไปกับการรักษาตัว จนต้องหันหน้าพึ่งวัด เข้ารับการรักษาอาการป่วย ด้วยวิธีการบำบัด ประกาศให้เช่าพระเครื่องล้ำค่า หวังหาเงินนำมาเป็นค่ารักษาตัว และแบ่งเงินส่วนหนึ่ง สร้างศาลาการเปรียญ ทำบุญถวายวัด

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านหนองรี ว่า ที่วัดหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด นายธนาวุฒิ บำรุงกิจ หรือ พล พลาพร อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 2 บ้านแหลมสิงห์ ต.ปากน้ำ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี อดีตพระเอกละครชื่อดัง เรื่องดาวพระศุกร์ แสดงคู่กับ ตุ๋ย-มนฤดี ยมาภัย และเป็นอดีตดาราตุ๊กตาทองมหาชนช่อง 7 สี สาขาดาราชายยอดนิยมจากละครเรื่องดาวพระศุกร์ เข้ามาพักรักษาตัวที่วัด เนื่องจากป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์เดินทางไม่ค่อยสะดวก ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบาก

จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบนายธนาวุฒิ หรือ นายพล พลาพร กำลังใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัว เดินออกกำลังกายอยู่ภายในบริเวณวัด โดยนายธนาวุฒิ เปิดเผยถึงสาเหตุที่เข้ามารักษาตัวอยู่ที่วัดหนองรีในครั้งนี้ ว่า เมื่อปี 2549 เกิดล้มป่วย เส้นเลือดในสมองด้านขวาแตก ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ด้านซ้าย จนทำให้อวัยวะซีกซ้ายทั้งหมดไม่มีแรง และขยับตัวไม่ได้ จึงเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ. พระปกเกล้า จ.จันทบุรี แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

นายพล พลาพร กล่าวต่อว่า ต่อมาได้มีคนแนะนำว่าที่วัดหนองรี สามารถรักษาให้หายจากโรคอัมพฤกษ์ได้ โดยใช้วิธีธรรมชาติบำบัด ด้วยการนั่งสมาธิ การนวดแผนไทย และการฝึกจิตใจ เพื่อทำให้จิตใจสงบขึ้น และหลังจากเข้ารับการรักษาตัวผ่านมาเพียง 3 เดือน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอาการดีขึ้นตามลำดับ และสามารถขยับอวัยวะซีกซ้าย รวมทั้งสามารถเดินด้วยตนเองได้แล้ว

นายพล พลาพร กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์กว่า 3 ปี ใช้เงินที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต นำมาเป็นค่ารักษาพยาบาล จนทำให้ขณะนี้สถานะทางการเงินในครอบครัวไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงนำพระเครื่อง และพระบูชาชื่อดัง ที่สะสมมาตลอดชีวิต อาทิ พระสมเด็จวัดระฆัง พระเบญจ ภาคี เป็นต้น ออกมาให้ผู้สนใจได้เช่าไว้บูชา เพื่อนำเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาล และนำเงินอีกส่วนหนึ่งไปทำบุญ สร้างศาลาการเปรียญ วัดหนองรี เพื่อเป็นการทำบุญในโอกาสที่ได้เข้ามาใช้สถานที่รักษาตัว จนอาการป่วยดีขึ้นตามลำดับ

อดีตพระเอกละครชื่อดัง กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ขอฝากเตือนประชาชนให้หมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และควรตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ๆ ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มาโดยไม่รู้ตัว ส่วนเรื่องกลับเข้าสู่วงการบันเทิง รู้สึกอิ่มตัวกับวงการบันเทิงแล้ว แต่อยากทำงานเป็นเบื้องหลังมากกว่า เช่น คนเขียนบท เนื่องจากมีบทละคร ที่เกี่ยวกับความรักอยู่หนึ่งเรื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนให้คนภายในสังคมเกิดความรัก ความสามัคคี แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำหรือไม่
chaiwat89@hotmail.com (IP:118.172.214.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 10 ก.พ. 2553 (13:08)
2เด็กหญิงพี่น้องยอดกตัญญู หางานดูแลแม่เป็นอัมพฤกษ์


โดย INN News วัน จันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 00:00 น.

สองพี่น้องเด็กหญิงวัยเพียง9 ขวบ และ12 ขวบ ชาว อ.โพธิ์ทะเล จ.กำแพงเพชร ยอดกตัญญู ทำงานไร่มะนาวแลกค่าแรงวันละ 50 บาท ดูแลแม่ที่นอนป่วยเป็นอัมพฤกษ์




ที่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 13 ต.นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ชาวบ้านแจ้งว่ามีครอบครัวเด็กกตัญญูเลี้ยงแม่จากการไปดูข้อเท็จจริงพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีสภาพเป็นแค่เพิง หลังคามุงแฝกไม่มีฝาบ้านเป็นบ้านของ นางหน่อย โตจวง อายุ 36 ปี ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มีลูกสาว 2 คน ประกอบด้วย ด.ญ.วาสนา โตจวง อายุ 12 ขวบ และ ด.ญ.นิลจันทร์ พลอยศรี อายุ 9 ขวบ กำลังปรนนิบัติ นางหน่อย ผู้เป็นแม่อยู่ สอบถามทราบว่าสามีนางหน่อยถูกจับข้อหานำพาแรงงานต่างด้าวต้องโทษอยู่ในเรือนจำ ภาระการเลี้ยงดูครอบครัวจึงตกเป็นของ ด.ญ.วาสนา ต้องออกไปหางานเก็บมะนาวได้ค่าแรงวันละ 50 บาท แต่ก็ไม่มีทุกวัน วันใดที่ได้เงินมาก็นำไปซื้อข้าวให้แม่กับน้องได้กิน ถ้าวันไหนไม่มีงานก็ต้องอด บางครั้งต้องไปขอข้าวชาวบ้านมาเลี้ยงแม่กับน้อง

หลังกลับจากทำงานยังต้องทำความสะอาดร่างกายของแม่ที่ขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ทิ้งไว้แต่สิ่งที่น้องวาสนากลัวมากที่สุดคือเวลาออกไปทำงานตอนเช้ามืดต้องเดินผ่านไร่อ้อย ซึ่งมีแรงงานเถื่อนอาศัยอยู่เกรงว่าจะถูกแรงงานเถื่อนฉุดไปข่มขืนเพราะทั้ง ด.ญ.วาสนา และ ด.ญ.นิลจันทร์ หน้าตาดีทั้งคู่
chaiwat89@hotmail.com (IP:118.172.215.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 15 ก.พ. 2553 (14:02)
ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต
วัดทุ่งบ่อแป้นเริ่มทำการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ซึ่งพระครูอาทรประชากิจ เจ้าอาวาสวัดทุ่งบ่อแป้น เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง โดยใช้โรงครัวของวัดเป็นสถานบำบัดฟื้นฟู ช่วงแรกมีผู้เข้ามาทำการฟื้นฟูฯ วันละ 1-2 คน พอปลายปี พ.ศ. 2539 คนไข้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 10 -20 คน โรงครัวเล็ก ๆ นั้นไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ จึงมีผู้มีจิตศรัทธา เห็นความจำเป็นในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ บริจาคเงินซื้อที่ดิน 13 ไร่เศษ ด้านหลังวัดจัดสร้างเป็นอาคารสำหรับผู้ป่วย ปัจจุบันมีทั้งหมด 13 อาคาร รองรับผู้มาทำการฟื้นฟูได้วันละ 70 คน ในจำนวนนี้มีพักภายในศูนย์ฟื้นฟูฯ อยู่ประมาณ 40 คน และไป-กลับ ประมาณ 30 คน ซึ่งเดินทางมาจากทั่วประเทศ


พระครูอาทรประชากิจ กล่าวว่า “ที่ยอมทุ่มเททั้งร่างกายและแรงใจทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมีแรงดลใจมาจากโยมแม่ซึ่งเคยป่วยด้วย โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตไปแล้วเกือบ 20 ปีก่อน จากภาพที่เห็น ประสบการณ์ที่ได้รับ หากคนในครอบครัวป่วยเป็นอัมพฤกษ์ – อัมพาต ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับความทุกข์ บรรดาญาติพี่น้องก็พลอยได้รับความทุกข์นี้ไปด้วย
อาตมาเป็นพระสงฆ์น่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้บ้าง ซึ่งปัจจุบันก็มีพระสงฆ์ไม่น้อยที่ทำอยู่ โดยไม่ขัดกับกิจทางสงฆ์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาตที่วัดนี้ไม่ใช่การรดน้ำมนต์หรือการรักษาทางไสยศาสตร์ แต่เป็นการักษาโดยวิธีแผนไทย และแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กัน”
สิ่งสำคัญของการฟื้นฟูฯ ที่วัดนี้ยึดหลักการฟื้นฟูฯ ด้านร่างกาย และจิตใจไปพร้อมกัน ด้วยการเติมกำลังใจให้ผู้ป่วย มีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง โดยให้ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ – อัมพาต ได้เข้าร่วมอบรมปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อปรับสภาพจิตใจ อาศัยหลักแห่งความเมตตาธรรมเข้ามาปลอบประโลมใจ และเมื่อจิตใจดีแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูสมรรถภาพโครงสร้างของผู้ป่วย

แต่หลักสำคัญ ผู้ป่วยทุกคนที่มาฟื้นฟูที่แห่งนี้ ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อน โดยต้องได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลจนสิ้นสุดการรักษา จึงมาทำการฟื้นฟูต่อเนื่องที่ศูนย์ฯ พื้นฟู โดยต้องรับยาอย่างต่อเนื่อง จากโรงพยาบาล และตลอดจนต้องไปตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง
เมื่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยอัมพฤกษ์ – อัมพาต ได้รับการปรุงแต่งให้มองเห็นความหวัง ตื่นขึ้นมารับรู้ความจริง กล้าเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีกำลังใจจากเพื่อนมนุษย์ยื่นมือเข้าไปดึงพวกเขาให้หลุดพ้นจากความทุกทรมานของสังขารที่อ่อนแอ การฟื้นฟูก็เป็นไปด้วยความสะดวก
คนเราถ้าสุขภาพจิตดีแล้ว สุขภาพกายก็ยิ่งจะดีด้วย การใช้หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา และความเอื้ออาทรของเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ สามารถกลับมาดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุขตามอัตภาพ”

ผู้ป่วยที่มาฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายที่วัดทุ่งบ่อแป้นนี้ ส่วนใหญ่จะได้รับฟังกันจากปากต่อปาก ว่าที่วัดนี้ สามารถฟื้นฟูคนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ และจากสื่อแขนงต่าง ๆ ที่ทยอยกันเข้ามาทำข่าว จนทำให้วัดทุ่งบ่อแป้น เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ไม่ขาดสายเฉลี่ย วันละ 60 - 70 คน ทั้งมานอนพักและไปกลับ
chaiwat89@hotmail.com (IP:118.172.212.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 15 ก.พ. 2553 (14:11)
ทราบถึงคำจำกัดความของอัมพฤกษ์-อัมพาตกันแล้ว คราวนี้มาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองซึ่งเป็นต้นทางของการเกิดอาการอัมพฤกษ์-อัมพาตกันค่ะ

1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดและมีไขมันหรือหินปูนมาจับ หรือเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตัน ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือดหรือมีสมองตาย
2.หลอดเลือดสมองแตก เกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองบริเวณนั้น
เมื่อเกิดความผิดปกติที่สมองจากสาเหตุข้างต้นแล้ว สมองจะถูกทำลายและไม่สามารถสั่งงานไปที่อวัยวะรับคำสั่งโดยตรงอย่างกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายได้จึงส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ส่วนจะเคลื่อนไหวร่างกายซีกใดไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับสมองซีกใดถูกทำลาย หากร่างกายซีกขวาขยับไม่ได้แสดงว่าสมองซีกซ้ายโดยทำลาย (สมองซีกซ้ายควบคุมร่างกายซีกขวา-สมองซีกขวาควบคุมร่างกายซีกซ้าย)



7 แนวทางเลี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

ถึงแม้จะมีปัจจัยหลากหลายที่ก่อให้เกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตแต่เชื่อไหมคะว่า การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้มีอยู่ง่ายๆเพียงแค่ 7 ข้อ ใครไม่อยากให้อัมพฤกษ์-อัมพาตถามหาลองทำตามดูค่ะ

1.ตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งและตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง
2.งดสูบบุหรี่
3.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4.ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์
5.งดอาหารรสเค็มและอาหารดอง
6.ลดอาหารไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว เช่นน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เนื้อสัตว์ติดมัน นม เนย ควรรับประทานไขมันชนิดดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง
7.ปรับสมดุลอารมณ์ ไม่เครียดหรือโมโหง่าย
นอกจากการป้องกันตัวตามแนวทางข้างต้นแล้ว อาจารย์ สาทิส อินทรกำแหง ยังแนะนำวิธีป้องกันตามแนวทางชีวจิตในหนังสือปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิตเล่ม 4 ว่า

“ควรตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการป้องกันไม่ให้มีการสะสมคอเลสคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีเกินขนาด โดยไม่ควรรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงอย่างไข่ เนื้อหมู เนื้อวัว ควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลน้อยที่สุดอย่างปลาโดยเฉพาะปลาทะเลจะมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่า ส่วนโปรตีนควรรับประทานจากพืช เช่น ถั่ว ผลิตัณฑ์จากถั่วและเต้าหู้ และควรรับประทานผักและผลไม้รสไม่หวาน เช่น มะละกอ ฝรั่ง พุทรา แก้วมังกร เป็นต้น”

เทคนิคดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย+เสี่ยงป่วยแบบชีวจิต

อาจารย์สาทิส แนะแนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตไว้หลายวิธีซึ่งผู้ที่ยังไม่มีอาการอัมพฤกษ์-อัมพาตแต่มีโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก็ปฏิบัติตามได้เพื่อป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอาการค่ะ

รับประทานอาหารชีวจิตสูตร 2 คือ ข้าวไม่ขัดขาว 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารหนึ่งมื้อ ผักสดและดิบ 35 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจากพืช 25 เปอร์เซ็นต์และอาหารเบ็ดเตล็ดอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น งาสด งาคั่ว เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม สาหร่าย

ออกกำลังกายเพราะอาจารย์สาทิส บอกว่าเมื่อรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลน้อยแล้วก็ต้องกำจัดคอเลสเตอรอลที่สะสมในตัวออกไปด้วยโดยการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันและต้องให้ได้พีค คือ 1.เหงื่อออกโซมกาย 2.หัวใจเต้นแรง3.ชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาที สาเหตุที่ต้องออกกำลังกายให้ได้พีคเพราะร่างกายจะหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนออกมาจะทำให้รู้สึกแข็งแรงและสบาย หากไม่รู้จะออกกำลังกายด้วยวิธีใดแนะนำให้รำกระบองเพราะได้บริหารร่างกายและออกกำลังกายที่ครบถ้วนไปพร้อมกัน

เสริมวิตามินและเเร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินที่ช่วยบำรุงการทำงานของสมองให้ดีขึ้น คือวิตามินบี1 บี 2 บี 6 อย่างละ 1 เม็ด เช้า-เย็นและเลซิทินอีก 1 เม็ดต่อวัน

Credit : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 246
chaiwat89@hotmail.com (IP:118.172.212.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 16 มี.ค. 2553 (11:09)
หาหมอจีนดีแล้วครับต้องมีใบประกอบโรคด้วยนะครับหรือหมอที่โรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ อย่าเป็นเหมือนผมที่ถูก บ.บุญทรัพย์ทัวร์ พาไปปักกิ่ง และพาไปหาคนแมะที่สนามกีฬารังนกและใชกำลังภายในดึงโรคตับอักเสบออกมาผมก็งงและบังคับให้ซื้อยากินผมไม่เอาบอกผมว่าตับไตผมไม่ดีต้องรีบรักษาและทางทัวร์ก็พาไปดูสมุนไพรจีนบอกทางลูกทัวร์ว่ารัฐบาลจีนรับรองมีเครื่องดูนิ้วด้วยผมเลยเอาไปให้เค้าดูบิกผมว่าตับกับไตไม่แข็งแรงแนะนำให้กินยาสมุนไพรซึ่งราคา750หยวนคิดเป็นเงินไทย3,750บาทผมเห็น2ที่พูดเหมือนกันผมก็เลยเอาเพราะผมเห็นเป็นสมุนไพรจีนและรัฐบาลจีนรับรองพอผมกลับมาเมืองไทยและเอาตัวยานี้ไปให้หมอจีน รพหัวเฉียวดู3ท่านพูดเหมือนกันว่าไม่มีประโยชน์อะไรมีแคบำรุงสายตาเท่านั้นผมก็เลยรู้แล้วว่าผมโดนหรอกก็เลยอยากจะบอกกล่าวให้หลายท่านไร้ว่าไปจีนกับที่นี่ระวังให้มากๆในการซื้อของทุกอย่างที่ทัวร์แนะนำว่าโดนหรอกแน่นอนผมโดนมาแล้ว......
โย่ง (IP:118.172.189.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 23 มี.ค. 2553 (14:51)
แถว ๆ บ้านผม มีคนที่เป็น อัมพฤกษ์ หลาย ๆ คน กินสมุนไพร ชนิดหนึ่ง แล้วดีขึ้น แต่อยากให้ผู้ที่เป็น ให้ญาติ ๆ พาไปสัมผัส กับผู้ที่เป็นอาการแบบนี้ พอกิน สมุนไพรชนิดนี้ แล้วอาการหลาย ๆ อย่างดีขึ้น หลาย ๆ คน เริ่มเดินได้
ยังไม่อยากบอกว่ามันคืออะไร อยากให้ไปรู้เห็นเอง เพราะคนเราสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สมุนไพร ถ้าใครใช้แล้วถูกกับธาตุเราเอง หลาย ๆ อย่างมันจะหายได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือไม่หายก็อาจจะดีขึ้น ที่สำคัญสมันไพร ไม่เป็นอันตราย ถ้าบังเอิญเราใช้แล้ว มันถูกกับเราก็ถือว่า โชคดี เราไปศึกษาดู ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้าเราได้ไปสัมผัสพูดคุยกับผู้ที่เป็นอาการต่าง ๆ แล้วหาย หรือ ดีขึ้น เพราะกินสมุนไพรชนิดนี้ มันจะทำให้เรามั่นใจ และตัดสินใจได้ ลองติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์นี้ครับ 0812658392
docternoy@hotmail.com (IP:112.142.101.148)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 27 มี.ค. 2553 (20:54)
แนะนำไป หาหมอมาโนช สิ คนที่เป็น หาย มาเยอะ แล้ว เพราะ ตัว เองก็ไปรักษาเหมือนกัน คลีนิคหมอมาโนช 39/11 ถนนตรีโชติอ.เมืองจ.สุโขทัย 055-610093 081-2802288 ตรวจรักษาโรคอายุรกรรม-อัมพาต-อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน-ไขมัน โรคตับ-ไต โรคชรา โรคปอด-หอบหืด โรคไขข้อ กามโรค โรคกระเพาะ-ลำไส้ โรคเลือด โรคสมอง โรคจิตประสาท-โรคเอดส์
เวลาทำงาน
จ-ศ เช้า 07.00-8.30 น.
กลางวัน 12.00-13.00 น.
เย็น 17.30-20.00 น.
ส-อา เช้า 08.30-12.00 น.
และวันหยุดราชการ เย็น 17.30 -20.00 น.
หยุดทุกเย็นวันอา
chaiwat89@hotmail.com (IP:118.172.214.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 20 เม.ย. 2553 (12:05)
เรียนท่านที่เป็นอัมพฤกษ์ครับ...อยากจะบอกข่าวดีว่าคุณมีสิทธิ์หายและก็ดีขึ้นอย่างแน่นอน พ่อเพื่อนผมเผิ่งลองทานได้ก่ลองเดียว ดีขึ้นมากอย่างชัดเจน พูดชัดขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ขนาดคนแก่อายุมากแล้วทานอาหารแทบจะสอดสายยางตอนนี้กำลังท่านกล่องสอง ไม่ได้มาโฆษณาเพื่อเอาประโยช์กับคนไข้ครับ แต่ถ้าคุณหายได้จริงไม่ใช่แค่หายครับ แต่คุณจะรวย คุณจะมีงานทำอย่างมั่นคง เพราะคุณจะเป็นจุดขาย ของตัวคุณเอง 081 8107144 ลองมาคุยกันดูครับ
jai.dee2009@hotmail.com (IP:180.180.89.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 21 เม.ย. 2553 (08:21)
ดิฉันก็มีแม่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ตอนแรกแม่ดิฉันก็เดินไม่ได้ ปากเบี้ยว เป็นธรรมดาของโรคนี้อ่ะค่ะ แต่ครอบครัวก็เครียดกันมากว่าจะทำอย่างไรให้แม่เดินได้ หาหมอทุกแขนงทั้งกายภาพ , กินยาแผนโบราณ ,แผนปัจจุบัน ก็ดีขึ้นนะค่ะแต่ก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ และวันหนึ่งดิฉันก็ไปเจอรุ่นพี่คนหนึ่ง พี่เค้าแนะนำให้กิน อาหารเสริมชุดหนึ่ง นิวทริ-โปรตีน ดิฉันก็ไม่ค่อยเชื่อนะคะ แต่ก็ไม่มีทางเลือกขอลองอีกซักครั้ง ก็เลยซื้อมาทานหลังจากที่ทานหมดไปชุดแรกไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าก็ดีขึ้น ก็ทานไปเรื่อย ๆ ทานไปประมาณ4-5 ชุดแม่ก็ดีขึ้นมากแขนขามีแรกเดินช่วยเหลือตัวเองได้ ดิฉันก็ให้แม่ทานต่อไปค่ะ อยากให้ทุกคนมีความหวัง ให้กำลังใจนะคะ ถ้าใครสนใจดิฉันแนะนำให้ได้ค่ะ
naphas001@hotmail.com (IP:125.24.84.136)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 10 มิ.ย. 2553 (11:25)
สนใจมากเลยค่ะ อยากรู้เรื่องตอนนี้คุณแม่เป็นซีกขวา เพิ่งเป็นมา 2-3 วันนี้เอง
มีวิธีไหนที่ใครช่วยได้บ้าง ช่วยบอกหน่อยนะ ขอบพระคุณล่วงหน้า ด่วนเลยได้ดี
ยังไงส่งเมลล์มาบอกด้วยยนะค่ะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ vanna_sutee@hotmail.com
vanna_sutee@hotmail.com (IP:118.173.144.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 30 มิ.ย. 2553 (19:25)
คลีนิคนายแพทย์ศิวฤทธิ์ 183/17 เอกาทศรฐ อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000 โรคสมอง-ไขสันหลัง-โรคระบบประสาท ตรงข้ามพิษณุโลกยานยนต์ทัวร์
จ-ศ 7.30-8.30 น. 12.00-13.00 น. 17.00-19.00 น. หยุดทุกเสาร์ วันอา-วันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-12.00น. โทร. 055-244-227
หมอเชี่ยวชาญโรคอัมพฤกษ์ รักษาหายมาหลายคนแล้ว รับแค่ช่วงละ 25 คนเอง ลองไปกันดู
chaiwat89@hotmail.com (IP:180.180.190.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 27 ก.ค. 2553 (18:47)
ได้เห็นพระเดินไม่ได้มา 10 ปี ต้องนั่งรถเข็นตลอดเลย และต้องฟอกไตทุกอาทิตย์ด้วย แต่ตอนนี้ พอเดินไปห้องน้ำเองได้แล้วพอถามท่านว่าทำอย่างไรถึงดีขึ้น ท่านบอกว่าก็กินยามาหลายตัวแล้วแต่ตัวนี้กินตอนแรกถ่ายทั้งคืน แล้วพอวันรุ่งขึ้นก็รู้สึกขาเบาเลย ท่านจำวัดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณ ถ้าอยากทราบรายละเอียดก็สอบถามได้ รับรองมีตัวตนสามารถพาไปหาท่านได้ ดิฉันทราบเนื่องไปทำบุญถวายรถเข็น
apple@sanook.com (IP:124.121.158.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 7 ก.ย. 2553 (09:37)
ผมเป็น อัมพาต ดัวยการถูกยิงที่ไขสันหลังครับ อยากหาวิธีที่รักษา หรือที่ทำให้ร่างกายดีกว่านี้ พอจะมีวิธีไหมครับ ตอนี้ผมยังเดินไม่ได้ คือครึ่งท่อนล้างผม ขยับไม่ได้เลย ตั้งเเต ลิ้นปี่ ลงไปน่ะครับ เป็นมาประมาณ 3 ปี ตอนนี้ผม อายุ 24 ปี ครับ ใครพอมีหนทางช่วยเเนะนำหน่อยครับ เเละอีกอย่างผมเหงาไม่มีเพื่อนคุยครับ ขอขอบคุณครับ
natta14@hotmail.com (IP:125.27.28.170)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 21 ต.ค. 2553 (07:25)
218319

ขอให้หายไวๆนะครับ  ขยันกายภาพบำบัดบ่อยๆออกกำลังเป็นประจำนะครับ  ปวดเมื่อยก็หาบาล์มสมุนไพรธรรมบุญ  สูตรเงินมาใช้นะครับ


csrsiam
ร่วมแบ่งปัน14 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 2 พ.ย. 2553 (15:19)
การออกกำลังและกินอาหารดืสามารถช่วยได้
suphattra_9999@hotmail.com (IP:119.31.126.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 7 ธ.ค. 2553 (08:59)
สวัสดีคับ...K.chaiwat89 & K.naphasOO1. และทุกๆคน
ตอนนี้พ่อผมป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซีกซ้าย แขนซ้ายไม่สามารถขยับได้ ขาซ้ายขยับได้แต่ไม่สามารถก้าวเดินได้ คล้ายสมองไม่สั่งการ พูด ทานอาหารได้ปกติ ช่วงแรกนอนโรงพยาบาล 3 วัน หมอให้ออกโรงพยาลได้ ให้ยามาทาน ต่อมาได้พาไปหาหมอแผนปัจจุบัน หมอได้นัดฉีดยา ติดต่อกัน 5 วัน และให้ยามาทาน พร้อมทำกายภาพบำบัดที่บ้าน ตอนนี้จะพาท่านเข้าสถานบำบัดแถวแยก อ.บ้านนา จ.นครนายก เค้าเปิดมา แล้ว 30 ปี ค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร ผมจะลองดู ตอนนี้ท่านป่วยมาแล้ว 18 วัน p_patpong26@yahoo.co.th สวัสดีคับใ
p_patpong26@yahoo.co.th (IP:125.25.148.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 9 ธ.ค. 2553 (19:48)
สู้สู้นะครับ
ลองฝังเข็มดู
fer (IP:110.164.153.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 16 ธ.ค. 2553 (09:49)
ภูริดา บัวทรัพย์
สู้จนกลับมายืนได้อีกครั้ง

จากคนที่เคยมีร่างกายครบ 32 เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติที่หญิงสาวคนหนึ่งพึงมี ทั้งการศึกษา หน้าที่การงาน และแฟนหนุ่มที่คบหากันมาเป็นสิบปี แต่แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็พลันหายไปเพราะเส้นเลือดในสมองแตก ส่งผลให้ร่างกายที่เคยสมบูรณ์กลับกลายเป็นอัมพฤกษ์ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังเดิม

ชมพู่ หรือ ภูริดา บัวทรัพย์ บุตรสาวคนโตวัย 33 ปีของคุณพ่อ ทรงชัย และคุณแม่ นิภาวัลย์ บัวทรัพย์ เล่าย้อนอดีตอย่างอารมณ์ดี ชนิดไม่ปรากฏร่องรอยความทุกข์ของคนที่เคยประสบเหตุการณ์เลวร้ายสุดๆ ให้เห็นแม้แต่น้อย

“ตอนนั้นเรียนจบคณะบัญชีที่จุฬาฯ ใหม่ๆ ทำงานได้ปีกับ 3 เดือน (ขณะนั้นอายุ 23) วันนั้นปวดหัวมากๆ ประมาณ 5 นาที แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย คุณหมอเขาก็สแกนสมอง บอกว่าเราเป็น Arteriovenous Malformation ซึ่งเป็นความผิดปกติของเส้นเลือดในเนื้อสมองตั้งแต่กำเนิด มันเหมือนกับว่าเราพกระเบิดเวลาเอาไว้ จะแสดงอาการตอนไหนก็ไม่รู้ และขึ้นอยู่กับว่ามันจะเกิดตรงจุดไหนในร่างกายก็ได้ บังเอิญของพู่มันเกิดที่สมองส่วนกลาง ต้องผ่าตัดสมองด่วน” หญิงสาวผู้โชคร้ายย้อนอดีตถึงความเจ็บปวดของโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็ก ตั้งแต่อายุ 4 เดือน จนถึง 40 ปี

เธอเล่าต่อว่า “ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก เพราะว่ากำลังใจตก แล้วคิดไปต่างๆ นานา เราจะหายไหม ตอนแรกก็มีแฟน มีเพื่อน มีร่างกายที่สมบูรณ์ เดินเหินไปไหนมาไหนได้สะดวกเหมือนคนอื่นๆ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปมันไม่ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยนไป (เสียงสั่นเครือ) ต้องลาออกจากงาน คนรักจากไป คือคบกันมาเกือบ 10 ปี พอเราเป็นแบบนี้ ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป จนคิดว่าเราอยู่ไม่ได้แล้ว คิดจะฆ่าตัวตาย”

แต่หลังจากชมพู่ได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง และด้วยความคิดบวกของเธอ ความคิดที่จะปลิดชีวิตตัวเองก็ค่อยๆ หายไป โดยหญิงสาวทนต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นนานถึง 10 ปี จนกระทั่งกลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้จะไม่สมบูรณ์ 100% แต่ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของพ่อแม่อีกต่อไป

“มีวันหนึ่งคุณพ่อพาไปบ้านเพื่อนคุณพ่อ เขาบอกว่า ในเมื่อร่างกายบางส่วนของเราขยับได้บ้าง ทำไมไม่ลองฝึกใช้มันล่ะ ก็เลยฮึดสู้ จากที่เคยนั่งๆ นอนๆ ก็ลองฝึกเดิน ฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนที่พอขยับได้ทุกวัน และบอกตัวเองว่า เราต้องทำได้ ต้องเดินได้ ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะสงสารพ่อแม่ สงสารคนรอบข้างที่รักเรา คือพอเปลี่ยนความคิดใหม่ เพียงแค่บอกตัวเองว่า เราจะสู้ เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เท่านั้นล่ะ มันเหมือนปาฏิหาริย์ อุปสรรคใดๆ ที่เราคิดว่ามันใหญ่โตกลับเล็กลงทันตา ทั้งหมดอยู่ที่ใจเรากำหนดจริงๆ ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้แล้วค่อยๆ แก้ไขมันก็ทำให้เราก้าวผ่านอุปสรรคได้จริงๆ” เธอกล่าว

หลังจากที่ชมพู่กลับมาเดินได้ และร่างกายตลอดจนสมองของเธอสมบูรณ์เกือบ 100% เธอจึงต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองอีกครั้งด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอสามารถทำได้ และไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา

“เพิ่งไปเรียนได้ 3 เดือน ที่คณะศิลปศาสตร์ เอกพุทธศาสนา ก็ยากนะ เพราะมันคนละสาขากับที่เคยเรียนมา แต่เพราะอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ทำไมเราไม่ตาย มันต้องมีเหตุและผล มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ อีกอย่างก็อยากเป็นนักเขียนด้วยค่ะ ที่ผ่านมาเคยเขียนแล้วเล่มหนึ่ง ‘สมองของฉัน อัศจรรย์ใจ’ ก็ตั้งใจว่าเล่มต่อไปอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้สำเร็จหรือเปล่า” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับทิ้งท้ายข้อคิดสำหรับคนที่หมดกำลังใจต่อว่า “อยากจะบอกว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่กำลังใจเราเป็นหลักก่อน ถ้าเริ่มต้นเรามัวแต่เศร้า มัวแต่คิดว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนั้นแบบนี้ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ แล้วยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ และให้กำลังใจตัวเองก่อน แม้มันจะต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนก็อย่าหมดหวัง ค่อยๆ คิดแก้ไข ถ้าเรามัวแต่เศร้า เหงาหงอย มันก็ยิ่งจะฉุดให้เราแย่ลง และอยากจะบอกว่า คนรอบข้างก็สำคัญ ต้องให้กำลังใจเขา โดยเฉพาะครอบครัวสำคัญมากที่สุดแล้ว ถ้าเราฮึดสู้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะใหญ่โตแค่ไหนก็ประสบผลสำเร็จได้สักวัน”

เพราะตัวอย่างแห่งความสำเร็จปรากฏชัดเจนแล้วสำหรับชีวิตของเธอ
korn (IP:1.47.91.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 19 ธ.ค. 2553 (23:36)
โรคพาร์กินสัน



โรคพาร์กินสัน เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ คนไทยเรียกว่าโรคสั่นสันนิบาต โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รู้จักกันครั้งแรกในวงการแพทย์ในปี พ.ศ. 2360 หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ เป็นผู้รายงานโรคพาร์กินสันเป็นคนแรก

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสียสมดุลของสารโดปามีนในสมอง เซลล์สมองส่วนที่สร้างโดปามีนตายไปมากกว่าร้อยละ 80 โดปามีนเป็นสารเคมีในสมอง ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดปามีน จึงเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติขึ้น



กลไกการเกิดโรค

โรคพาร์กินสันเกิดจากการตายของเซลล์สมองที่เรียกว่า Substantia nigra pars compacta (SNpc) สาเหตุการตายของเซลล์มีหลายทฤษฎี ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน คือทฤษฎีออกซิเดชั่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมบางอย่าง และอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสบางชนิด

สารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ โดปามีน และอะซิทิลโคลีน ซึ่งอยู่ในภาวะสมดุล เมื่อเซลล์สมองที่สร้างโดปามีนตายไป สมดุลดังกล่าวก็เสียไป ร่างกายจึงเกิดความผิดปกติขึ้น ปรากฏเป็นอาการของโรคพาร์กินสัน

อาการของโรค

โรคพาร์กินสันทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางระบบประสาทที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ อาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

อาการสั่น มักเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ มีลักษณะเฉพาะคือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหว หรือยื่นมือทำอะไร อาการสั่นจะลดลงหรือหายไป มักเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่ง สังเกตได้จากมือสั่นเวลาผู้ป่วยเดิน
อาการเกร็ง มักมีอาการแข็งตึงของแขนขา และลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ปวดตามกล้ามเนื้อ
อาการเคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม เดินช้าและงุ่มง่าม แบบสโลว์โมชั่น สังเกตได้ว่าแขนไม่แกว่ง และผู้ป่วยมักบ่นว่าแขนขาไม่มีแรง
อาการอื่นๆ
การวินิจฉัยโรค

โดยทั่วไปหากผู้ป่วยปรากฏอาการชัดเจน สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการและการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียด การตรวจภาพรังสีและการตรวจเลือดไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค อาจใช้เพื่อวินิจฉัยแยกโรคในบางรายเท่านั้นระยะแรกเริ่ม อาจวินิจฉัยยาก จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอ ผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทแพทย์ (neurologist)

สิ่งที่มักเข้าใจผิด

เข้าใจผิดว่าโรคพาร์กินสันรักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก จริงๆแล้วการใช้ยาในโรคพาร์กินสัน มีความยุ่งยากหลายประการ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเมื่อใช้ยาไปแล้ว การตอบสนองของยาอาจจะไม่ดีเหมือนเมื่อเริ่มรักษา การปรับเปลี่ยนชนิดและขนาดของยาจึงมีความสำคัญมาก และแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ในอดีตโรคนี้รักษาไม่ได้ และทำให้มีอาการเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวไม่ได้ ผู้ป่วยต้องนอนอยู่กับเตียงตลอด จนในที่สุดก็จะเสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างดี ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันดีขึ้นมาก
เข้าใจผิดว่าคนไทยไม่ค่อยเป็นโรคพาร์กินสัน สถิติอุบัติการณ์เกิดโรคนี้จะพบราว 1-5 % ในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี
ในอดีตเข้าใจผิดว่าโรคพาร์กินสัน มีความผิดปกติที่ไขสันหลัง แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า พยาธิสภาพของโรคพาร์กินสัน เกิดขึ้นที่ในเนื้อสมองส่วนลึก
อาการของโรคพาร์กินสันในระยะแรก แพทย์อาจยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ เมื่อติดตามผู้ป่วยไปสักระยะหนึ่ง อาการต่างๆถึงจะปรากฏเด่นชัดขึ้น
คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วย

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจำเป็นต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด
ป้องกันการหกล้มโดยเลือกรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าเป็นยาง ทางเดินในบ้านไม่ควรมีของเล่นหรือสิ่งของ หรือเปื้อนน้ำ ควรติดราวไว้ในห้องน้ำทางเดิน บันได
ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและการเดิน แนะนำให้ก้าวยาวๆ ยกเท้าสูง และแกว่งแขน เมื่อรู้สึกว่าเดินเท้าลาก ให้เดินช้าลงแล้วสำรวจท่ายืนของตัวเอง ท่ายืนที่ถูกต้องต้องยืนตัวตรง ศีรษะไหล่และสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน เท้าห่างกัน 8-10 นิ้ว
ช่วยให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกาย หรือบริหารร่างกาย ตามสมควรและสม่ำเสมอ จะช่วยให้อาการต่างๆดีขึ้นและช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดอาการซึมเศร้าตามมา อีกด้วย
ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอาจท้องผูกได้ง่าย เนื่องจากการทำหน้าที่ของระบบประสาทอัตโนมัติบกพร่อง ทำให้การบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ เกิดอาการท้องผูก 3-4 วันถึงจะถ่ายอุจจาระครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ใช้ยา Artane และ Cogentin ก็เป็นสาเหตุให้ท้องผูกได้
ผู้ป่วยในระยะท้ายจะมีปัญหาเรื่องการกลืน วิธีการที่จะลดปัญหาได้แก่ ตักอาหารพอคำแล้วเคี้ยวให้ละเอียด กลืนให้หมดก่อนที่จะป้อนคำต่อไป ควรจะมีแผ่นกันความร้อนรองเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเย็น และ ควรเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย
ผลข้างเคียงของยาเลโวโดปา ตัวอย่างเช่น Sinemet, Sinemet CR ที่สำคัญคือเวลาใช้ยาไปสักระยะหนึ่ง อาจจะต้องเพิ่มยาเพื่อควบคุมอาการ แต่ก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงของยาได้เช่น คลื่นไส้อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ คือมีการเคลื่อนไหวแบบกระตุก สั่นๆ ผ้ป่วยอาจมีอาการสับสนหลังจากที่ใช้ยาระยะยาวและมีขนาดสูงจึงอาจเกิดอาการผิดปกติ โดยก่อนกินยาจะมีอาการเกร็งมาก เมื่อรับประทานยาอาการจะดีขึ้น ระยะเวลาที่ดีขึ้นจะสั้นลง สั้นลง การแก้ไขภาวะนี้ให้รับประทานยาถี่ขึ้นแต่มีขนาดยาน้อยลง

ขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่..MOLD_06@hotmail.com
MOLD_06@hotmail.com (IP:223.207.180.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 20 ม.ค. 2554 (13:03)
ดอน สอนระเบียบ หรือ ดอน พีเอ็มไฟว์ เขาเริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงตั้งแต่ปลายยุค 70 ชื่อของดอนอยู่เคียงคู่กับวงการเพลงไทยลูกกรุงมาตลอด ด้วยลีลาการทำเพลงคัฟเวอร์ในภาคภาษาไทย ทั้งเพลงจีน เพลงฝรั่ง เพลงญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นบัลลาด ป๊อป แม้กระทั่งดิสโก้ ดอนนำมาร้องจนโด่งดังทุกครั้ง แม้ศิลปินรุ่นเดียวกันจะล้มหายตายจากไป แต่ดอนก็กลับมาโด่งดังตลอด เขาจึงเป็นศิลปินร่วมสมัยที่กลับมาสร้างสีสันให้กับวงการเพลงลูกกรุง จนคนกล่าวขานว่าดอน สอนระเบียบ คือ “ แมวเก้าชีวิต ”

ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี ดอนหรือนายอุดร สอนระเบียบ เคยป่วยเป็นอัมพฤกษ์จนเดินและพูดไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น ปากเบี้ยว ต่อมาได้รักษาอาการป่วยจนเดินได้และพูดได้เหมือนปกติ สร้างความมหัศจรรย์ให้กับวงการเพลงมาแล้ว แต่ดอนต้องพบกับมรสุมครั้งใหญ่ของชีวิตอีกครั้ง เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 46 อาการป่วยของดอนกำเริบภรรยามาพบดอนขณะเขานอนตัวชาอยู่บนเตียง จึงรีบฉีดยาให้ แต่ครั้งนี้อาการของดอนไม่ดีขึ้น เนื่องจากความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดในสมองแตก คณะแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเพื่อดูดโลหิตออกจากสมองซึ่งค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการรักษาอยู่ที่หลักแสน หลังจากล้มป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองแตกมาครึ่งปี ตอนนี้แม้อาการจะดีขึ้นแต่นักร้องแมวเก้าชีวิต ดอน สอนระเบียบ ก็ยังไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ จึงจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเป็นค่ารักษา แต่ดอน ไม่มีรายได้จากทางใดเนื่องจากไม่มีเสียง พูดไม่ชัด รายได้ต่าง ๆ ที่เคยมีก็ร่อยหรอลงจนไม่มีเงินรักษา

ดอนกล่าวถึงอาการป่วยของตัวเองว่า “ เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่มาคิดได้ว่า คนที่เขาเป็นโรคต้องตายแน่นอนเขายังไม่อยากตาย แต่เรายังมีแรงอยู่ ทุกคนเกิดมาชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกคนต้องสู้ ผมจะต่อสู้จนกว่าจะหมด 9 ชีวิตที่เขาให้ไว้ ” ทุกคนล้วนกลัวความตาย แม้จะไม่รู้ว่าความตายนั้นคืออะไร ความตายไม่เคยให้ใครได้ทดลองทำความรู้จัก แต่สำหรับคนที่หมดซึ่งหนทาง และกำลังท้อแท้กับชีวิตอย่างหนัก ความตายคงไม่ใช่สิ่งน่ากลัวแต่สำคัญที่สุดคืออย่าให้ตัวเราหรือคนที่เรารักต้องท้อแท้และหมดหนทาง ส่วนคนที่ยังไม่เคยประสบกับปัญหาเหล่านี้อย่าปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่มีการวางแผน เพราะสักวันอาจต้องเผชิญกับสิ่งที่ ดอนกำลังประสบอยู่ในขณะนี้
kron (IP:1.46.194.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 21 ม.ค. 2554 (12:45)
ผมคือคนหนึ่งคนที่เจอคนในรูปแบบนี้มาแร้ว
ผมขอเปนกำลังใจให้ทุกคน
ที่เจอหรือผ่าน
วิกิตรนี้มาได้
bell (IP:124.120.204.60)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 28 ม.ค. 2554 (22:22)
อัมพฤกต์ ไม่ใช่โรคกรรมพันธ์ โรคติดเชื้อ แต่เป็นโรคเสื่อมภายในร่างกายที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคแบบสะสม

YOU'RE WHAT YOU EAT. คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณกิน ไขมัน อาหารทอด มัน ปิ้ง ย่าง หมู เนื้อ ไก่ ไข่ นม ข้าวขาหมู
เหล้า บุหรี่ การนอนดึก ดื่มน้ำน้อย ไม่ค่อยขับถ่าย เครียดบ่อย ชอบกินยา ไม่ชอบออกกำลังกาย ไขมัน-เลือดข้น-
ดื่มน้ำน้อย ไขมันเคลือบหลอดเลือดแบบสะสมทุกส่วนของร่างกาย จากทางเดินเลือดปกติเลือดไหลเวียนปกติ สะสม
ไปจนทางเดินเลือดตีบตัน ตันตรงไหนปวดตรงนั้น ชาตรงนั้น บีบไม่รู้สึก หยิกไม่รู้สึก ไปจนถึงหลอดเลือดเลี้ยงสมอง
ตีบ แตก ตัน ตีบ-แตกด้านขวาซีกซ้ายเ็ป็นอัมพฤกต์ ตีบ-แตกด้านซ้ายซีกขวาเป็นอัมพฤกต์ ล้มฟาด ไม่ล้ม จำไม่ได้
ก็ตายคือกันถ้าไปหาหมอ หมอให้ยาละลายลิ่มเลือดดีตอนมีฤทธิ์ยา พอยาหมดฤทธิ์ก็กลับมาเหมือนเดิม ทรมานอยู่
อย่างนี้หลายปี จนหมดกำลังใจและตายไป แต่ก่อนตายหมดเงินหลายแสนหลายล้านบาท

โสม GIN SENG จากคอฟฟี่พลัส 4 in 1 สารจินซีโนไซน์และซาโปนินชะล้างไขมันชนิดเลวและขยายหลอดเลือดใน
แบบธรรมชาติบำบัด พร้อมปรับระดับความดันและระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ รับประทานก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น
ภายใน 1 เดือนร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลย์และกลับสู่ภาวะปกติ แต่คุณต้องจะมีวินัยในการกินงดกินเนื้อ นม ไข่
อาหารทอด มัน ปิ้ง ย่าง ทุกชนิด ขณะดื่มควรใช้น้ำบียอนด์วอเตอร์แทนน้ำดื่มทั่วไปและคาดเข็มขัด M-BELT เพื่อชด
เชยพลังงานแม่เหล็กและพลังงานไฟฟ้าชีวภาพในตัวคุณ การบำบัดด้วยแม่เหล็กพิเศษนี้เป็นการจัดระเบียบโมเลกุลใน
กระแสเลือดใหม่ เพิ่มปริมาณออกซิเจนเพื่อลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะที่อยู่ส่วน
ปลายประสาททั่วร่างกาย ร่างกายสะอาด เลือดไหลเวียนดี อวัยวะทุกส่วนก็ทำงานเป็นปกติ

หากคุณดูแลตนเองอย่างมีวินัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันไม่นานคุณจะค่อยๆพบสิ่งอัศจรรย์ การปั๊มเลือดจากหัวใจ
ไปเลี้ยงจอประสาทตาและสมอง และระบบเซลล์ประสาททั่วร่างกาย แต่คุณจำเป็นต้องทำด้วยความศรัทธาและรักตัวเอง
รอดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ชำระล้าง การฟื้นฟู และซ่อมแซมโดยตัวคุณเองและด้วยตัวคุณเองด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ
อย่าทำตัวแบบ "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" เด็ดขาด หาซื้อได้ที่ใด...ห้างสะดวกซื้อซูเลียนใกล้บ้านท่านโดยใช้
รหัส 41-1832994 เขตโสภณ 08 6305 9625 , 08 6303 9205 "คุณต้องเป็นคนซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้ให้โอกาส"

gps_thailife@hotmail.com
เขตโสภณ 08 6303 9205 (IP:124.122.1.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 3 ก.พ. 2554 (19:44)
ยาอายุวัฒนะสูตรไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

เส้นเลือดหัวใจตีบ คลอเรสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง-ต่ำ เบาหวาน ปวด บวม ชา ไหล่ติด ละลายหินปูน บำรุงสายตา ฯลฯ

สรรพคุณ : รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (โรคหัวใจ) เลือดข้นและเหนียว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ลดไขมันในเลือด (ทั้งคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ละลายหินปูน อาการเมื่อยชา ตึง ปวด และบวมตามร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าแหละด้านหลัง ปวดเข่า ปวดหลัง ขาไม่มีเรื่ยวแรง (ซึ่งส่วนใหญ่เกดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท) โรคข้ออักเสบ เช่นข้อนิ้วมือแข็งแรงและงอไม่ลงเป็นต้น ไหล่ติด อาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด เลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสด จะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนวัน แข็งแรงกว่าเดิม เป็นยารักษาาโรคครอบจักรวาล สำหรับผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด สามารถทำได้เอง และ ได้ผลอย่างแท้จริง

ตัวยา :

1. น้ำส้มสายชูหมัก จากข้าวหรือผลไม้จะมีวิตามินซีสูงมาก (น้ำส้มสายชูหมักมีสีคล้ายกับสีของน้ำชาอ่อน ไม่ใสเหมือนสีของน้ำส้มสายชูกลั่น ซึ่งเป็นสารเคมี) นิยมใช้เป็นส่วนผสมของน้ำจิ้มในร้านอาหารจีน,บ้านคนจีน,โต๊ะจีน ฯลฯ ได้แก่ตรา DIAMOND เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดแท้ 100% มีกรดน้ำส้ม 42% (ปัจจุบันมีขายใน FOODLAND เพียงแห่งเดียว มีหลายสาขา) มีมาตราฐานการผลิตสูง น้ำส้มสีชาอ่อน สดใส เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 ปี จึงหมดอายุ (ดูได้ที่ขวดบรรจุ)

หมายเหตุ น้ำส้มสายชูหมักมีคุณภาพเหมาะสมต้องมีกรดน้ำส้มอยู่ประมาณร้อยละ 4.2 ถึง 4.5 และต้องทำให้เปลือกไข่นิ่มลงหลังจากดองได้ 1-2 วัน อาจสังเกตเพิ่มเติมได้ว่า ทันทีี่เริ่มดองจะมีก๊าซเล็กๆ (ฟองอากาศ) จำนวนมากผุดออกมาจากเปลืองไข่ในส่วนทีี่สัมผัสกับน้ำส้มสายชูหมัก

2. ไข่ไก่สดใหม่ 8 ฟอง ต่อน้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด (ถ้าทาน 2 คนใช้ไข่ไก่ 16 ฟอง ต่อน้ำส้ม 2 ขวด ไข่ไก่ขนาดเล็กเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 จะเหมาะที่สุด) ห้ามแช่เย็นมาก่อน ถ้าใช้ไข่จะเน่าเสียทั้งหมด เสียทั้งน้ำส้ม ไข่ และเวลา

3. โหลแก้ว เท่านั้น ขนาดเบอร์ 8 จำนวน 2 ใบ การณีที่ต้องการทานยาต่อเนื่อง ซึ่งไข่จะไม่ซ้อนกัน เพราะหากซ้อนกันมากไข่มีโอกาสแตกได้ง่าย

การเตรียมยา

เช็ดผิวไข่ให้ สะอาด อาจแช่น้ำหรือขัดในน้ำให้สะอาดเบาๆ เช็ดให้แห้งนำไปเรียงในโหลแก้ว เทน้ำส้มสายชูโดยให้น้ำสายส้มชูท่วมไข่ (1 โหลต่อไข่ 8 ฟอง) ทิ้งไว้นาน 4-5 วันเต็ม ยาจะได้พอดีเปลือกไข่จะยุบเหมือนแป้ง ไข่จะนิ่มทั้งฟอง ภายในหนึ่งหรือสองวัน ไม่ควรปิดฝาขวดให้แน่น เพื่อให้แก๊สที่เกิดระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย หลังจากนั้นควรปิดฝาขวดโหลครบ 4-5 วัน นำไข่ออกมารับประทานวันละ 1 ฟอง จนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม ทานติดต่อกันไปจึงได้จะได้ผลเร็วมาก

การรับประทานยา

นำไข่ซึ่งนิ่ม 1 ฟอง เปิดน้ำประปาล้างไข่พร้อมใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆ เปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆ ซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่แก้ว เจาะเยื่อหุ้มไข่ (วางไข่ในแก้ว ป้อง ไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะเอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง) นำไข่แดงและไข่ขาวมารับประทานหลังอาหารเช้า วันละ 1 ฟอง ห้ามทานตอนท้องว่าง ถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งก็ได้แต่ผสมกับน้ำเชื่อมจะคล้ายบัวลอยทานง่าย ที่สุด ห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ หลังรับประทานแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้มากๆ ทั้งวันเพื่อระบายท้องเสีย หลังทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นทันทีเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้ ถ้าหายดีแล้วควรทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟอง (ทุกครั้งที่ทานยาห้ามนอนทันี แต่ควรทำอะไรไปพรางก่อนเพื่อให้ยาเดิน สำคัญมาก) การทานหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที จะดีที่สุด แล้วทานน้ำมะนาวหรือของเปรี้ยวอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ ตบท้าย จะช่วยให้รู้สึกดีมาก มีน้อยมากที่จะพบเฉพาะบางท่านเท่านั้น ที่รับประทานยาติดต่อกันหลายวัน อาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา เป็นต้น ควรหยุดทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทาน ยาเขียวตราใบห่อ ชนิดระบายอ่อน ในบางกรณีอาการปวดหรือชาอาจมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้น เห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆ ขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่

ประวัติและการวิเคราะห์การทำงานของยา

ไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมัก เป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงนี้ ได้เผยแพร่ไปทั่วแถบเอเชีย และในหมู่ชาวจีน ในประเทศอเมริกา ผู้นำตำรามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามาทานเอง และแนะนำให้เพื่อนฝูงทานด้วย ได้ผลดีเหมือนปาฏิหารย์สามารถรักษาโรคได้หลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่ทานยา ไปแล้วกว่า 100 ฟอง ได้ผลดีเหมือนอย่างหนังกำลังภายใน สังเกตจากการเดินขึ้นบันได จะไม่เหนื่อย เหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ ต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ได้แก่

1. ผู้มีอาการเสี่ยงต่อการช๊อก ได้แก่โรคหัวใจ (เจ็บแปลบๆ ปวดจี๊ด สาเหตุ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดฝอยตีบ) , ผู้ที่เคยผ่าตัดหัวใจ (ทำบายพาสมาแล้วแต่เป็นซ้ำอีก) , หัวใจโต , ผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากถึงขึ้นต้องฉีดอินซูลิน , ผู้มีความดันโลหิตสูง เส้นเลือดฝอยมีโอกาสเปราะแตะอาจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ อาการเสี่ยงเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่เริ่มทานไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมักซึ่งจะรู้สึกได้เอง ยิ่งสามารถทานต่อเนื่องได้ทุกวัน ผู้ป่วยจะรู้สึกได้เองว่ายานี้ได้ผลดีจริงในระยะเวลาที่เร็วมาก อีกทั้งน้ำส้มสายชูหมักมีวิตามินซีสูงมากทำให้เส้นเลือดเหนียว และเปราะแตกได้ยากมาก

2. สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจขอแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันชัดเจน เมื่อทานยาติดกันประมาณ 30 ฟอง แล้วไปให้แพทย์เจาะเลือด ผลประากฎว่าระดับน้ำตาล , ความดัน , ครอเรสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์ จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครทานยานี้แล้วไม่ได้ผล เพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกต้อง และทานยากให้ต่อเนื่องจึงจะถูกวิธี โดยผู้ป่วยทุกรายยืนยันเองได้ผลจริง และได้ผลเร็วเกินคาด

3. โรคต่างๆ ที่เกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ได้แก่ อาการเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ ไหล่ติดนิ้วมือเท้าแข็ง ตับ ไต ไทรอยด์ นอนไม่หลับ ฯลฯ รักษาได้ผลดีรวดเร็วมาก เพราะ น้ำส้มจะละลายหินปูนตามข้อต่างๆ รวมทั้งนิ่วและในไต น้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วยการทำความสะอาด เส้นเลือดฝอยทุกเส้น ทำให้เลือดเดินได้สะดวก อวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ ม้าม ฯลฯ ก็สามารถฟื้นตัวทำงานได้ปกติ โดยอาศัยความสามารถของไข่ไก่ เป็นตัวพาน้ำส้มไปทำความสะอาดผนังหลอดเลือดในรูปของสารอาหารเพราะน้ำส้ม สายชูหมักถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางร่างกาย รับประทานโดยตรงร่างกายจะไม่ดูดซึม และขับออกทั้งหมดทางปัสสาวะจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์โดยตรงได้

4. น้ำส้มสายชูหมักในไข่ไก่ จะละลายหินปูนและทำความสะอาดผนังทางหลอดเลือดทั่วร่างกาย แม้แต่ในกระดูกตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่จนถึงเส้นเลือดฝอยอย่างละเอียดทำให้ ปัญหาในการอุดตันในเส้นเลือดฝอยที่เป็นเส้นประสาทสั่งการสำคัญๆ สะอาด เลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้ยานี้รักษาโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตหายและได้ผลจริง โดยหลักการที่ว่าเมื่อหลอดเลือดสะอาดจะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกายฟื้น ตัวกลับสู่ปกติ เพราะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างพอเพียงและทั่วถึง และดึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานขอเซลล์กลับออกมาทำให้ปราศจากเซลล์เสียใน ร่างกายเท่ากับการป้องกันและยับยั้งการเกิดการขยายตัวของเซลล์มะเร็วโดย อัตโนมัติ ทานยานี้เป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ทุกชนิดดังกล่าวมา นับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณวิเศษต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะราคาถูกทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องทานยาแนปัจจุบันที่เป็นสารเคมีและราคาแพงไปตลอดชีวิต แต่อาการทรงตัวไม่สามารถหายขาดได้ และยังมีผลข้างเคยีงติดตามมาเป็นอันตรายต่อตับและไตอย่างมาก

5. ยาไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักนี้ใช้ได้ผลดีจริง และได้ผลรวดเร็วมากอย่างน่าทึ่ง เท่าที่ทราบ ยาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมากกว่า 50 ปีแล้ว แต่ที่ไม่แพร่หลายในสังคมไทยอย่างเปิดเผยเป็นทางการเพราะ โรคดังกล่าวเป็นของผู้สูงอายุเป็นโรคเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาอยู่ ทั่วโลก เพราะผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากที่สุดในโลกเป็ฯกลุ่มมีรายได้มีกำลังซื้อยาสูง และจำเป็นต้องซื้อยาในราคาแพง เพราะป่วยจึงไม่มีทางเลือกทั้งคนรวยคนจน แต่คนจนมีมากกว่าจึงได้รับความเดือนร้อนทางการเงินมากกว่าซึ่งหากยานี้ได้ รับการยอมรับอย่างเปิดเผยเป็นทางการ ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการขายยาโดยทั่วไป แต่คงไม่นานนักเนื่องจากยานี้เป็นสูตรยาโบราณของคนจีน ส่วนใหญ่รู้จักในหมู่คนจีน แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก และยังเป็นยาที่ทำยากและทานยาก จึงไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เพียงสนใจเป็นกลุ่มๆ เท่านั้น แต่ถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลหากผู้ป่วยท่านใดมีโอกาสได้ทานยาเพื่อพิสูจน์ คุณภาพยาขนานนี้ด้วยตนเองก็จะช่วยให้หายป่วยได้อย่างรวดเร็วรามปาฏิหารย์ ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง
korn (IP:115.67.30.182)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 3 ก.พ. 2554 (19:56)
ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย



วิธีรักษาอัมพฤกษ์-อัมพาตของหมอโบราณ...




แพทย์แผนโบราณเขาไม่มีเครื่องมือตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายในเช่นแผนปัจจุบัน การรักษาของหมอโบราณในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้นเมื่อทราบคำวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบัน ดังตัวอย่าง

หากแพทย์แผนปัจจุบันลงความเห็นว่า เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต เพราะเส้นเลือดฝอยในสมองแตก
วิธีการรักษาในเบื้องต้น

หมอจะให้ผู้ป่วย นำใบหนุมานประสานกายมาครั้งละ ๗ ช่อ ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรง ๑ ช้อนโต๊ะ

ผสมด้วยน้ำต้มสุกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ กินให้หมดในครั้งเดียว โดยให้กินหลังอาหาร ๑ ชั่วโมงวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น

กินติดต่อกัน ๑๐ วัน พร้อมกับให้กินยาอื่นๆ ประกอบการ นวดรักษา หรือ ทำกายภาพบำบัด

บางครั้งหมอจะให้ผู้ป่วย นำใบหนุมานประสานกายมาครั้งละ ๑๐ ช่อใหญ่ๆ ตำพอช้ำใส่หม้อดิน แก้ว หรือหม้อสเตนเลส ต้มกินน้ำให้หมดในครั้งเดียว โดยให้กินวันละ ๓ ครั้ง รวมเป็นต้องใช้ต้มน้ำกินวันละ ๓๐ ช่อ กินติดต่อกัน ๑๐ วัน พร้อมให้กินยาอื่นประกอบและนวดเส้นบ้าง

*สรรพคุณของใบหนุมานประสานกายสด สามารถเข้าไปประสานเส้นโลหิตในสมองที่แตกให้ติดกันได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้อาการอัมพฤกษ์- อัมพาตหายเร็วขึ้นได้เป็นอย่างดี (แต่ต้องเริ่มกินในระยะเริ่มเป็น) คนโบราณจึงนิยมปลูกต้นหนุมานประสานกายไว้กันแทบทุกบ้าน*



หากแพทย์แผนปัจจุบันลงความเห็นว่า เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต เพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบตันหรือเพราะการคั่งของเลือดในสมอง
วิธีการรักษาในเบื้องต้น

หมอจะให้ผู้ป่วย กินน้ำคั้นของใบคึ่นฉ่ายในบางวันประกอบบ้าง

หมอจะให้ผู้ป่วย กินน้ำต้มของดอกและเมล็ดคำฝอยไปทุกวันบ้าง

หมอจะให้ผู้ป่วย กินน้ำต้มลูกกระเจี๊ยบแดงไปทุกวันบ้าง

หมอจะให้ผู้ป่วย กินใบหอม หัวหอมและหัวกระเทียมแห้งไปทุกวันซึ่งสามารถกินไปจนกว่าจะหาย

หมอจะให้ผู้ป่วย กินน้ำปัสสาวะของเด็ก และ น้ำปัสสาวะของตนเองไปด้วยบ่อยๆ บ้าง

*เพราะสรรพคุณของ ดอกและเมล็ดคำฝอย ใบหอม หัวหอมและหัวกระเทียมแห้ง ลูกกระเจี๊ยบแดงก็ดี
มีสรรพคุณลดไขมันในโลหิต ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด แก้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น้ำปัสสาวะเป็นยาป้องกันและรักษาหลอดเลือดในสมองหรือที่หัวใจตีบตันได้เป็นอย่างดี เพราะในน้ำปัสสาวะมีสารสำคัญคือ ?สารยูเรีย? อยู่มาก*
พร้อมกับกินยาขนานอื่นๆ ให้การรักษาด้วยการนวดเส้นสายตามหลักหัตถศาสตร์ ประการสำคัญต้องสร้างกำลังใจและตั้งใจให้แน่วแน่ว่าตนเองจะต้องหาย จะต้อง นั่ง ยืน เดินและทำงานต่อไปได้อย่างแน่นอนและพยายามส่งกระแสจิตไปกระตุ้นยังอวัยวะที่เป็นนั้นๆ ด้วย คำว่า ?พุทโธ ๆ? เราต้องหายด้วยอานุภาพพระพุทโธ

สำหรับการรักษาในเชิงลึก เป็นสิทธิของแพทย์แผนไทยจะวินิจฉัยว่าจะใช้ยาสมุนไพรโอสถสารใด วิธีการรักษาอาการใดๆ ประกอบตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี จะมิได้นำมากล่าวไว้ณ ที่นี้
korn (IP:115.67.30.182)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 22 ก.พ. 2554 (14:49)
ยารักษาอัมพฤกษ์

ยาแผนโบราณขนานนี้มีการบันทึกมาเนิ่นนานหลายชั่วอายุคน กล่าวกันว่าใช้รักษาอัมพฤกษ์ได้ผลชะงัดนัก โดยท่านให้หาตัวยาดังนี้
1. สะคร้าน 1 ส่วน
2. ผักแพรวดง 1 ส่วน
3. ดองดึง 1 ส่วน
4. ว่านน้ำ 1 ส่วน
5. ยาดำ 1 ส่วน
6. มหาหิงคุ์ 1 ส่วน
7. โกฐสอ 1 ส่วน
8. โกฐจุฬาลัมพา 1 ส่วน
9. โกฐพุงปลา 1 ส่วน
10. หัวอุตพิต 1 ส่วน
11. ชะเอมเทศ 1 ส่วน
12. จิงจ้อ 1 ส่วน
13. กัญชาจีน 1 ส่วน
14. ดีปลี 1 ส่วน
15. แก่นแสมทะเล 1 ส่วน
16. พริกไทยล่อน 1 ส่วน
17. น้ำผึ้ง พอประมาณ
วิธีปรุงยา ท่านว่าให้นำตัวยาทั้งหมดมาอย่างละเท่าๆ กัน หนักอย่างละ 1 บาท นำสมุนไพรทั้งหมดใช้ชนิดแห้ง แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำผงยาที่ได้ไปคลุกเคล้ากับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าหัวแม่มือเก็บไว้ในภาชนะที่สะอาด
วิธีใช้ ให้ยาลูกกลอนที่ได้มารับประทานก่อนอาหารครั้งละ 1 เม็ด ทุกๆ วันละ 3 เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น
สรรพคุณ ท่านว่ายาขนานนี้สามารถรักษาโรคอัมพฤกษ์ได้ผลดีนักแลฯ แม้แต่คนที่ป่วยเป็นอัมพาตชนิดที่ตายครึ่งตัวก็เคยรักษาหายมาแล้ว
ยาสูตรนี้ทำแล้ว จากน้ำผึ้งแท้ อบฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 60-70 oc สะอาด ไร้สารสเตอร์ลอย ราคาเม็ดละ 2 บาท ใครสนใจโทรมาที่ 081-9310012 โอ คุยกันได้ ถ้าซื้อเยอะ อยากให้หายคับ
korn (IP:115.67.85.248)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 20 มี.ค. 2554 (00:08)
ตอนนี้ผมก็เป็นอยู่อะครับ หมอบอกเส้นเลือดสมองด้านขวาตีบครับ ทำให้ฉีกซ้ายอ่อนแรงไป ตอนแรกเดินไม่ได้เลย ปากก็เบี้ยว แต่ตอนนี้เดินได้ปกติแล้วครับ แต่ยังทำงานไม่ได้ เพราะแขนและมือข้างซ้ายยังมีอาการชา และยังไม่สามารถสั่งนิ้วมือทั้งห้าให้หยิบจับอะไรให้ถนัด เป็นมาประมาณหกเดือนแล้วครับ ผมอายุพึ่งจะ27อะครับ หมอบอกยังหนุ่มอยู่เลยไม่หน้าเป็นได้ และหมอก็ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดด้วยว่าเกิดจากเหตุใด ตอนนี้ก็ได้แต่รอให้สมองฟื้นฟูให้กลับมาดีเหมือนเดิมครับผม ผมว่ากำลังใจจากคนรอบข้างนี่สำคัญที่สุดเลยอะครับ
jinpawit-luktao@hotmail.com (IP:223.206.247.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 22 มี.ค. 2554 (13:56)
เรื่องอายุน้อยหรือมาก ก็มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้คนเป็นกันเยอะมาก 20 ต้นก็เป็นคับ ถ้าเครียส และพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย อาการเป็นอย่างไรบ้าง จะค่อยๆๆดีขึ้นครับแต่ ไม่ 100% ครับ ต้องอาศัยเวลา ครับ
korn (IP:1.47.32.28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 26 มี.ค. 2554 (09:48)
ตำรับที่ 58 รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
ใบบัวบก เปลือกมะรุม เกลือทะเล หมาก เบี้ยจั่น ฟืน
ต้มรับประทานต่างน้ำ หายแน่นอน ( แต่ผมหมอเมืองไม่แน่ใจนะครับ ผมว่ามันผิดหลัก อัมพฤกษ์ อัมพาต มันเกิดมาจากเส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก มันควรใช้ยาร้อนมากกว่ายาเย็น อย่างเปลือกมะรุมนี่พอเห็นด้วย นอกนั้นสงสัยครับ แต่ก็ลงไว้เพื่อแสดงภูมิปัญญาแพทย์ชนบทแต่ละแห่ง หรือแต่ละท่าน หรือเอาไว้เป็นหลักฐานให้แก่นักค้นคว้าทางการแพทย์นำไปวิจัยแยกแยะหาเหตุผลกันต่อไป
ตำรับที่ 59 รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
ผักเสี้ยนผี ๑ กิโลกรัม ใบหนาด ๒ บาท ฝักราชพฤกษ์ ๓ ฝัก
เถาวัลย์เปรียง ๑ ตำลึง ยาดำ ๒ บาท
ต้มรับประทาน หลังอาหารเช้า – เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ๓-๔ หม้อ หายแล ว่างั้น
ตำรับที่ 60 รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
ขนานนี้ยกปทานุกรมพืชมาทำยาเลยครับ แต่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่างยาที่มีตัวยามาก นี่ยังไม่เกินไปนะครับ บางขนานมีไม่ต่ำกว่าร้อยชนิด หมอผู้หาตัวสมุนไพรมาทำยาจะตายก่อนคนป่วยด้วยซ้ำ
ขี้เหล็กทั้งห้า มะคำไก่ทั้งห้า แก่นลั่นทม ขมิ้นเครือ เถาวัลย์เปรียง สมอทะเล แสมสาร เปล้าน้อย เปล้าใหญ่ ปลาไหลเผือก ดีงูต้น เหมือดคน
ขันทองพยาบาท ฝิ่นต้น ข่าต้น ขมิ้นอ้อย กะทือ ไพล
กระชาย เปราะหอม เถาวัลย์เหล็ก พญามือเหล็ก สมอไทย สมอเทศ
กำลังวัวเถลิง กำแพงเจ็ดชั้น ใบมะกา โกฏิทั้ง ๙ หัวดองดึง เทียนทั้งห้า
ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู ดอกคำฝอย สารส้ม
เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง ขิงแห้ง ฝักราชพฤกษ์ เกลือกสินเธาว์ ยาดำ
อย่างละ ๒ บาท หรือจะมากว่านี้ก็ได้ แต่ต้องมีอัตราส่วนเท่ากัน เป็นตัวยามากว่า ๕๐ ชนิด ยาที่ใช้สมุนไพรมากชนิดส่วนมากจะทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน ครั้งละ ๑ ช้อนคาว หลังอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน
ตำรับที่ 61 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวแห้วหมู สะค้าน ขิง ข่า ไพล กระชาย
กะเทียม ช้าพลู แกแล รากแจง ลูกคัดเค้า
สมอไทย สมอเทศ แสมทะเล เถาวัลย์เปรียง ยาดำ
ทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ตากแห้ง ทำเป็นยาผง บรรจุแคปซูล หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดลูกลอนก็ได้ รับประทานก่อนนอน ครั้งละ ๕ แคปซูลหรือเม็ดลูกกลอน เป็นยาระบายถ่ายคล่อง สมควรกินเวลาเดียวคือ ก่อนนอน ถ้ากิน ๓ เวลา หลังอาหาร ก็ต้องถ่ายวันละมากกว่า ๓ เวลา คนป่วยเดินไม่ได้ก็เดือดร้อนคนดูแล เอากะโถนอึไปทิ้งทั้งวัน แต่ให้สังเกตให้ดี คนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนี้มักเกิดจากท้องผูกก่อนนะครับ ความจริงท้องผูกนี้เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังทั้งหลายทั้งปวงเลยทีเดียว คนที่ถ่ายวันละหลาย ๆ ครั้งมักไม่มีปัญหา (ยกเว้นคนป่วยโรคเอดส์ ท่าจะแย่หน่อย) อย่างมากก็ลำไส้เป็นแผลเรื้อรัง กินหนอนตายอยากอย่างเดียวก็หายวันหายคืน อย่าวิตกกังวลไปเลยครับ

ตำรับที่ 62 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน เปลือกมะรุม ขิง รากชุมเห็ดไทย
สมุลแว้ง สะค้าน ช้าพลู พิมเสนต้น
ทำเป็นยาผง เอาน้ำส้มซ่าเป็นกระสาย (น้ำร้อนง่ายดีครับ) รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนคาว จะหายในไม่ช้า ขนานนี้เข้าท่าดี เพราะเป็นยาร้อน จะทำให้โลหิตเดินสะดวก เส้นประสาททำงานได้คล่องตัว
ตำรับที่ 63 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวหอมแดง รากขี้กาแดง รากมะอึ ก แก่นสน บอระเพ็ด สมอไทย
ต้มรับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ไม่เกิน ๔ หม้อ หายแน่ ว่างั้น (หมายถึงเจ้ายาว่าไว้นะครับ)
ตำรับที่ 64 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แก่นสน แก่นจันทน์ กรุงเขมา กะพังโหม
ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหาร เช้า- กลางวัน-เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา(ขนานนี้รักษาลม ตามความเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากลมอัมพฤกษ์และลมอัมพาต ความรู้ผมไม่ถึง ไม่กล้าวิจารณ์ เพราะเรามักวิจารณ์จากความรู้ของคนสมัยใหม่ แต่ให้ดูการฝังเข็มของหมอจีนสิ มันเหนือสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์แผนปัจจุบัน เขาทำได้ และหายจริง ทำให้เลือดหยุดไหล สกัดความเจ็บปวด ทำได้หมด
ตำรับที่ 65 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แก่นมะซาง เปลือกมะซาง เปลือกไข่เน่า ชะเอมเทศ สักขี
จันทน์แดง จันทน์ขาว ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี
เกสรบัวหลวง หนักอย่างละ ๔ บาท
ต้มหรือทำผงก็ได้ ละลายน้ำดอกไม้แทรกพิมเสนเป็นกระสาย เป็นยาแก้โรคลม บำรุงหัวใจ )
ตำรับที่ 66 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เถารางแดง เถาวัลย์เปรียง สมุลแว้ง ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค
เกสรบัวหลวง เกสรบัวสัตตบงกช จันทน์ขาว จันทน์แดง กฤษณา กะลำพัก
แฝกหอม รากมะนาว เปราะหอม โกฏหัวบัว
ทั้งหมดใช้น้ำหนักเท่ากัน จะใช้มาตราส่วนแบบไหนก็ได้ ตากแห้ง บดเป็นผง รับประทานกับน้ำร้อน ครั้งละ ๑ ช้อนคาว ๓ เวลา หลังอาหาร ดูตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดก็ล้วนเป็นยาหอมแก้โรคลมทั้งนั้นครับ เพราะคนโบราณท่านเรียกว่าลมอัมพฤกษ์ ลมอัมพาต เวลานวดท่านก็กดที่จุดลมเช่นกัน แต่ร่างกายของเรานี้มันเร้นลับอยู่นะครับ พริกเข้าตาเอาน้ำรดหัวแม่เท้ามันยังหาย ตาเป็นต้อ เอายาพอกที่ข้อมือก็ยังหาย สตรีคลอดลูกเลือดตกหนัก เอายาพอกหัวแม่เท้าเลือดยังหยุดไหล หาเหตุผลไม่ได้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ตำรับที่67 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ดีงูเหลือม ๔ บาท พิมเสน ๔ บาท รากพริกไทย ๘ บาท รากกรุงเขมา ๘ บาท
ทำเป็นยาผงละลายน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ หัวแม่มือ จะพูดได้ชัดเจนขึ้น
ตำรับที่ 68 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หญ้าปากควาย ใบพลูแก่ ใบผักคราดหัวแหวน ใบแมงลัก
ใบพรมมิ ข่าตาแดง สารส้ม เกลือทะเล
สัดส่วนเท่ากัน ทำเป็นยาผง ละลายสุราแทรกพิมเสนหยิบมือ รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น หายจากลิ้นกระด้างคางแข็ง (ตำราของพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน)
ตำรับที่ 69 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัสคุณไทย หัสคุณเทศ เปล้าน้อย รากเจตมูลเพลิง
ยางสลัดได ตรีกฏุก รากตองแตก เทียนดำ
ทำเป็นยาผง รับประทานกับสุรา หรือน้ำร้อน ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๒ ช้อนชา
ตำรับที่ 70 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล ใบพลับพลึง เทียนดำ อบเชย อย่างละ ๒ บาท ใบมะขาม ๑๖ บาท
ตำให้ละเอียด ห่อผ้า นึ่งให้ร้อน ใช้ประคบเส้นทุกวัน ๗ วันจึงจะหาย

ตำรับที่ 71 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกพิลังกาสา ผักแพวแดง กระวาน การบูร ว่านน้ำ มหาหิงคุ์
พริกไทยล่อนเท่ายาทั้งหลาย ทำเป็นยาผง ละลายน้ำร้อนหรือสุรา
รับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๒ ช้อนชา ๓-๔ อาทิตย์จะหายจากโรคแล.
ตำรับที่ 72 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล พริกไทยล่อน
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นผง ละลายน้ำผึ้งรับประทานครั้งละหัวแม่มือ ก่อนอาหารเช้า-เย็น กิน ๑ เดือน โรคร้ายหายหมด กิน ๒ เดือน ผิวพรรณสวยงามดุจวัยรุ่น
ตำรับที่ 73 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวขิง หัวข่า หัวกะทือ หัวกระชาย หัวไพล กระเทียม
พริกไทยล่อน ดอกดีปลี ยาดำ หนักอย่างละ ๑ ขีด เกลือทะเล ๓ ขีด
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หลังอาหารเช้า และก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ทำให้การหมุนเวียนโลหิตดีมาก รักษาได้ทุกโรค
ตำรับที่ 74 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวขิง หัวข่า หัวไพล หัวกะทือ พริกไทย ดีปลี กระเทียม ดองดึง กระวาน
กานพลู สะค้าน ช้าพลู รากเจตมูลเพลิง เจตพังคี เกลือทะเล มหาหิงคุ์ ยาดำ
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หรือสุรา ก่อนอาหารเช้า- เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 75 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล หัวกะทือ หัวขิง หัวกะชาย แห้วหมู พริกไทย
รากแจง ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ มะขามเปียก อย่างละ ๑ ขีด เกลือทะเล ๑ ชาม
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อนหรือสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 76 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขมิ้นอ้อย ขิง พริกไทย สารส้ม เกลือทะเล ดินประสิว
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง รับประทานกับน้ำร้อนวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนแกง หายภายใน ๑ เดือน
ตำรับที่ 77 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิง ขิง พริกไทย
แก่นสน ลูกจันทน์ ดอกบุนนาค อย่างละเท่ากัน
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หรือสุรา ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน – เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง หายแล
ตำรับที่ 78 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขนานนี้มีคนกล่าวขานกันมากว่ารักษาคนหายมาหลายคนแล้ว ดูตัวยาแล้วเห็นจะจริง
ดอกดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิง ขิง พริกไทย
เปลือกกุ่มน้ำ เปลือกกุ่มบก เปล้าใหญ่ เปล้าน้อย แสมทะเล สักขี
แก่นสน ข่าตาแดง ข่าใหญ่ ข่าต้น กระชาย หัวไพล
หัวกะทือ หัวแห้วหมู มะตูมอ่อน ผิวมะกรูด เทพทาโร แก่นกันเกรา
แก่นประดู่ เถาวัลย์เหล็ก เถาวัลย์เปรียง แก่นขี้เหล็ก รากมะรุม รากเจตพังคี
บอระเพ็ด ว่านน้ำ เป็นยา ๓๒ ชนิด เท่ากับอาการ ๓๒
ยาทั้งหมดใช้น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หรือน้ำผึ้ง หรือน้ำสุรา ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง ขนานนี้ผมจะปรุงไว้นะครับ ใครต้องการก็โทร.สอบถามได้ 081-1795197
ตำรับที่ 79 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เหงือกปลาหมอ ๑ ตำลึง เปลือกมะรุม ๑ ตำลึง หมาก ๒ ซีก เบี้ย ๓ ตัว
ต้มรับประทานก่อนอาหาร เช้า กลางวัน –เย็น และก่อนนอน มื้อละ ๑ ถ้วยชา หายทุกรายว่างั้น
ตำรับที่ 80 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนดำ เทียนขาว เจตมูลเพลิง อย่างละ ๒ บาท
พญามือเหล็ก กระวาน กานพลู อย่างละ ๔ บาท
ขิงแห้ง รากระย่อม ดอกดีปลี อย่างละ ๔ บาท
ลูกผักชี การบูร อย่างละ ๔ บาท
โกฏสอ โกฏเขมา โหราเท้าสุนัข อย่างละ ๑๐ บาท
รงทองสะตุแล้ว ๑๒ บาท ยาดำ ๘ บาท
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๓ เม็ด หายหมด

ตำรับที่ 81 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
มะกรูด มะคำดีควาย อย่างละ ๑๕ ผล
เถาวัลย์เปรียง แก่นขี้เหล็ก อย่างละ ๑๕ บาท
ยาดำ ดีเกลือฝรั่ง อย่างละ ๖ บาท
เกลือทะเล ๓ กำมือ ใบมะกา ๓ บาท ใบส้มป่อย ใบมะขาม อย่างละ ๒ บาท
ขี้กาแดง ๓ ลูก ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ชุมเห็ดใหญ่ ๑ ต้น
ต้มให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแล
ตำรับที่ 82 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ใบสวาด หัวไพล เถาเอ็นอ่อน ผักเป็ดขาว อย่างละ ๑ กิโลกรัม ตำคั้นเอาน้ำทอดในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม จนเด็ดน้ำแล้ว เอา การะบูร ๑ กิโลกรัม พิมเสน ๕ บาท เมนท่อล ๑ บาท ใส่ในโหลแก้วให้มันละลายก่อน แล้วเอาผสมลงในน้ำมันสมุนไพรที่ได้มา
เอาน้ำมันนี้ไว้ทา ส่วนกากยาที่ตำคั้นเอาน้ำแล้วนั้น ให้ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น ห้ามอาบน้ำ ๗ วัน หายแล
ตำรับที่ 83 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แสลงใจทั้งห้า สัตตบรรณทั้งห้า มะคำไก่ทั้งห้า
แจงทั้งห้า เลี่ยนทั้งห้า ขี้เหล็กทั้งห้า เถาวัลย์เปรียงทั้งห้า
น้ำหนักเท่ากัน ต้มรับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 84 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน เปลือกมะรุม ขิง มะแว้งทั้งห้า
เทียนเยาวภาณี ยาดำ ชะลูด สะค้าน พิมเสนต้น
น้ำหนักเท่ากัน ตากแห้งทำผง รับประทานกับน้ำร้อนก่อนนอน ครั้งละ ๑ ช้อนแกง

ตำรับที่ 85 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนทั้งห้า ขี้เหล็กทั้งห้า มะขามป้อม บอระเพ็ด อย่างละ ๒ บาท
ใบมะกา โกฏน้ำเต้า แห้วหมู เถาวัลย์เปรียง อย่างละ ๒ บาท
ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ยาดำ ๑ บาท
ต้มรับประทานก่อนนอนวันละครั้ง ๆ ละ ๑ ถ้วยชา จะหายภายใน ๑ เดือน ว่างั้น


ตำรับที่ 86 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ผักแพวแดง ๑ ตำลึง เปล้าน้อย ๑ บาท ว่านน้ำ ๓ บาท
ชะเอมเทศ ๓ บาทหางไหลแดง ๑ บาท พริกไทย ๑ บาท
กระเทียม ๒ บาท ปลาไหลเผือก ๑ ตำลึง แก่นขี้เหล็ก ๑ บาท
ทุบยาทั้งหมดให้แตก ห่อผ้าขาว ใส่โหลดองสุราให้ท่วมยา
ประมาณ ๑ อาทิตย์ จึงรับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 87 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
จันทน์ขาว จันทน์แดง สมอเทศ สมอไทย
ชิงช้าชาลี แก่นแสมสาร แฝกหอม
สัดส่วนน้ำหนักเท่ากัน ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ไม่นานก็หายว่างั้น
ตำรับที่ 88 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ยานี้ชื่อมหาอนันต์ แก้ได้ทั้งอัมพฤกษ์ อัมพาต แก้ท้องมาน แก้หืดหอบ แน่นท้อง แน่นอก โรคเส้นหัวใจตีบ แก้สะดุ้งผวา แก้ลมขึ้นเบื้องสูง แก้ท้องเดิน เหมาะสำหรับทำเป็นยาประจำบ้าน เวลาเจ็บป่วยจะได้กินรักษา แต่มิใช่กินประจำเช่นยาอายุวัฒนะ ตัวยามีดังนี้
ลูกจันทน์ ๒ สลึง ดอกจันทน์ ๑ บาท กระวาน ๑ บาท การบูร ๑ บาท
ดินประสิว ๑.๕๐ บาท เกลือสินเธาว์ ๑.๕๐ บาท ลูกพิลังกาสา ๒ บาท
ว่านน้ำ ๒ บาท โกฏสอ ๒.๕๐ บาท โกฏเขมา ๒.๕๐ บาท เทียนดำ ๓ บาท เทียนแดง ๓ บาท เทียนขาว ๓ บาท เทียนตาตั๊กแตน ๔ บาท เทียนข้าวเปลือก ๔ บาท ขิงแห้ง ๑ บาท รากเจตมูลเพลิง ๔ บาทสมอไทย ๕ บาท บุกรอ ๕ บาท
หัสคุณเทศ ๕ บาท พริกไทยร่อน ๓๕ บาท
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำผึ้ง น้ำร้อน หรือน้ำสุรา ครั้งละ ๑ ช้อนแกงก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น
ตำรับที่ 89 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน ขิงแห้ง เทียนดำ มหาหิงคุ์ ว่านน้ำ โกฏพุงปลา ใบกระวาน
เถาสะค้าน เกสรบัวหลวงแดง เกสรบังหลวงขาว หญ้าตีนนก เกลือสินเธาว์
แก่นขี้เหล็ก น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง
รับประทานกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 90 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เจตมูลเพลิง แห้วหมู กระเทียม เปลือกมะรุม สมอร่องแร่ง พริกไทยล่อน
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง กินกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง

ตำรับที่ 91 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ผักโหม รากตองแตก รากมะตูม รากมะนาว ขมิ้นอ้อย ขี้กาแดง ขี้กาขาว
น้ำหนักเท่ากัน บดเป็นผง กินกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ครั้งละ ๑ ช้อนแกง แก้มือเท้าเย็นได้ด้วย
ตำรับที่ 92 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวคล้า รากมะกล่ำ รากกุ่มน้ำ ไคร้น้ำ บอระเพ็ด
น้ำหนักเท่ากัน ต้มกินก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา แก้มือเท้าเย็น ไม่มีแรง
ตำรับที่ 93 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู อย่างละ ๒ บาท
มหาหิงคุ์ ยาดำ การบูร อย่างละ ๑๐ บาท พริกไทยล่อน ๓๖ บาท
ทำเป็นยาผง รับประทานกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง ๓ เดือนหาย ว่างั้น
ตำรับที่ 94 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
บอระเพ็ดพุงช้าง ดอกดีปลี ช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง ขิงแห้ง
ตากให้แห้ง น้ำหนักเท่ากัน ดองสุราตั้งแต่ ๑๐ วันขึ้นไป รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแน่นอน
ตำรับที่ 95 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ผักเสี้ยนผีทั้งห้า ๑ กิโลกรัม ใบหนาด ๒ บาท
ฝักราชพฤกษ์ ๓ ฝัก เถาวัลย์เปรียง ๑ ตำลึง ยาดำ ๒ บาท
ต้มเคี่ยวอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ๕ หม้อหายว่างั้น
ตำรับที่ 96 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขิง ข่า กระชาย ไพล แห้วหมู สะค้าน
กระเทียม ช้าพลู แกแล เถาวัลย์เปรียง รากแจง แสมทะเล
สมอไทย สมอเทศ สมอพิเภก ลูกคัดเค้า ยาดำ อย่างละ ๙ บาท
ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หรือทำผง กินกับน้ำผึ้ง หรือน้ำสุรา ครั้งละ ๑ ช้อนแกง

ตำรับที่ 97 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ใบบัวบก ๔ บาท เปลือกมะรุม ๔ บาท เกลือทะเล ๑ กำมือ ยาดำ ๒ บาท หมาก ๓ ผล
เบี้ยจั่น ๓ ตัว ใบมะขาม ๓ กำมือ ต้มกินหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายภายใน ๑ เดือน


ตำรับที่ 98 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน เปลือกมะรุม ขิง ชุมเห็ดไทย
สมุลแว้ง ช้าพลู สะค้าน พิมเสนต้น
น้ำหนักเท่ากัน ทำผง กินกับน้ำสุกหรือสุรา หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 99 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หญ้าปากควาย ใบพลู ใบแมงลัก เกลือสะตุ
ใบผักคราดหัวแหวน ใบพรมมิ ข่าตาแดง สารส้ม
น้ำหนักเท่ากัน บดเป็นผง รับประทานกับน้ำสุกหรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 100 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ดีงูเหลือม พิมเสน รากพริกไทย รากกรุงเขมา น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น
ตำรับที่ 101 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนดำ อบเชย หัวไพล ใบพลับพลึง อย่างละ ๒ บาท ใบมะขาม หนัก ๑๖ บาท
ตำห่อผ้าขาวนึ่ง ใช้ประคบเส้น
ตำรับที่ 102 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกพิลังกาสา ผักแพวแดง กระวาน การบูร มหาหิงคุ์ พริกไทยล่อน
หนักอย่างละ ๔ บาท บดเป็นผง ละลายน้ำสุกกินเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง ๙ วันหายแล
ตำรับที่ 103 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน เปลือกมะรุม ขิงสด รากชุมเห็ดเทศ
สมุลแว้ง เทียนเยาวภาณี ยาดำพิมเสนต้น ช้าพลู สะค้าน
หนักเท่ากัน ทำเป็นผง ละลายน้ำผึ้งกินเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 104 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ฟ้าทะลายโจร ใบชุมเห็ดเทศ เกลือสะตุ หนักอย่างละ ๑๐ บาท
บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง กินหลังอาหารเช้า-เย็น ขนาดปลายนิ้วชี้
ยาสูตรนี้เจ้าของเป็นคนนครศรีธรรมราช หวงมาก เพราะเป็นหมออาชีพ ใช้รักษาคนหายมามากแล้ว
ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติ ไปอ้อนวอนขอเพื่อเอามาเผยแพร่ เจ้าของจึงยอมเปิดเผยสูตร
korn (IP:111.84.234.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 26 มี.ค. 2554 (12:08)

ขอบคุณ คุณ korn มากค่ะ
มีหลากหลายตำรา  น่าจะดีต่อการเลือกมารักษาสมดุลของผู้ป่วยซึ่งมีสภาพพื้นฐานร่างกายแตกต่างกัน   เช่น
ยาร้อนอาจเหมาะกับผู้ป่วยที่มีสภาพพื้นฐานร่างกายเย็นกว่าปกติ
ยาเย็นอาจเหมาะกับผู้ป่วยที่มีสภาพพื้นฐานร่างกายร้อนกว่าปกติ

หรือความแตกต่างในลักษณะอื่น ๆ 

ตำรายาที่หลากหลายเป็นตัวชี้วัดว่า อาการป่วยลักษณะเดียวกัน อาจเกิดจากเหตุที่แตกต่างกันก็ได้

จึงไม่ควรใช้สูตรการรักษาที่ตายตัวกับผู้ป่วยทุกคน 
ต้องวิเคราะห์เป็นคน ๆ และยืดหยุ่นตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
อาจมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตไปเนื่องจากการรักษาโดยใช้สูตรตายตัวของหมอบางคน

ความเก่งของหมอวัดกันที่ความสามารถในการวินิจฉัยพบความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ป่วยนี่เอง


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 27 มี.ค. 2554 (10:09)
ครูไผ่ครับ ผมคือ เจ้าของกระทู้ เองครับ ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว เริ่มวิ่งช้าๆๆได้แล้ว กำ แบ มือได้ แล้ว ที่เอามาโพสเพราะอยากจะช่วยคนที่ป่วยเหมือนอย่างผม ต้องอดทน ออกกำลังกายให้มาก และควมคุมอาหาร ให้กำลังใจว่าต้องหาย ครับ กำลังใจคือสิ่งสำคัญมาก ผมขับรถได้ ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้าBTS MRT สบายมาก ครับ ตอนนี้เกือบ80-90%แล้ว อยาก บอกว่า โรคนี้หายได้นะครับ อย่าท้อ เป็นอันขาด เป็นกำลังใจกับทุกคน ครับ ผมชื่อโอ คนเดียวกับ korn , chaiwat89,chaiyasak_p ครับ
korn (IP:1.47.161.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 9 เม.ย. 2554 (19:35)
เบื่อ ธุรกิจ MLM แพงมากกกกกก เอาเปรียบผู้บริโภค มาก ออกกำลังกาย+กายภาพ+ทานยาที่หมอให้มา ก็เพียงพอแล้ว แค่นี้ก็หาย อย่าไปเชื่อ เลย อะไรก็สู้การออกำลังกายไม่ได้ ถูก แถมได้ผลแน่นอน ชัวร์
korn (IP:1.47.134.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 15 เม.ย. 2554 (11:50)
ยังไงก็ขอให้หายเร็วๆ นะคะ เพราะตอนนี้คนรักของดิฉันก็กำลังประสบปัญหานี้อยู่ อยากให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่ดีที่สุดก็คือกำลังใจด้วยค่ะ แต่ดิฉันได้แต่อยู่ห่างๆ คือไม่สามารถเข้าไปดูแลเขาอย่างใกล้ชิดได้ คงเป็นกรรมของเราทั้งคู่ล่ะค่ะ ยังไงก็อยากให้เขาหายเร็วที่สุดและขอเป็นกำลังใจอยู่ตรงนี้ รักเขามากๆๆๆๆ
vamtuy173@hotmail.com (IP:223.205.45.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 13 มิ.ย. 2554 (12:17)
สวัสดีค่ะ ตอนนี้คุณพ่อป่วยเป็นอัมพฤก ครึ่งซีกซ้ายอยู่ึค่ะ แขนขา ไม่มีแรง แต่ไม่ชา ยังขยับไม่ได้ ฝังเข็มครั้งนี้ครั้งที่ 10 แล้ว เป็นมา 1 เดือน กับ 1 วันค่ะ ช่วงแรกพ่อเข้าโรงพยาบาล แบบ หมดสติไปเลย ไม่ได้ล้มอะไร แต่ค่อยๆหมดแรงตอนเข้ารพ. ใส่ท่อช่วยหายใจค่ะ หลังจากดูอาการ 5 วัน ลิ่มเลือดที่อุดตันไม่แตก ก้พักดูอาการแทรกซ้อน อีก 1 สัปดาห์ เพิ่งกลับบ้านเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ แขนขาซ้ายยังไม่มีแรงค่ะ แต่ไม่ชา มีความรู้สึก แค่ยังยกไม่ได้ ขยับไม่ได้ แต่คุณพ่อ ซึม แล้วก้ ไม่ค่อยคุย เหนื่อยง่าย ที่บ้านก้ช่วยกันทำกายภาพให้พ่อ เพื่อไม่ให้มีปัญหาข้อติด ข้อยึด กล้ามเนื้อลีบ ซึ่ง เราเองก้ พยายามบอกพ่อไม่ให้คิดมากตลอด แล้วก้ ให้เค้าพยายามออกกำลังกายข้างขวาให้มากๆ ตอนนี้คุยเริ่มชัดแล้วแต่บางทีพ่อจะเสียงแหบ มากหรือไม่มีเสียง เลย แต่กินข้าวได้ปกติ มือกขวาขาขวาใช้งานได้ ตัวเราเองก้ยังเครียดๆ นิดหน่อย ที่พ่อยังดูซึมๆ เหมือนคิดมากอยู่ T^T อยากให้พ่อเริ่มฝึกเดินบ้างแล้ว แต่ว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ดี เพราะว่า ด้านซ้ายยังไม่มีแรง กลัวว่าพ่อจะล้ม......

เข้ามาอ่านทุกๆความเห็น และ หลายคนที่ประสบปัญหานี้ ก้รู้สึกมีกำลังใจที่จะดูแลพ่อ และ จะนำกำลังใจที่มีนี้ไปให้พ่อนะคะ
ส่วนคุณ korn และ คุณjinpawit-luktao@hotmail.com ขออนุญาติแอด เมล์ไปนะคะ ไม่รู้ว่าเล่น เอ็ม ด้วยหรือเปล่าแต่ได้ แอดไปแล้วค่ะ
emuay2010@hotmail.com (IP:203.147.0.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 30 ก.ค. 2554 (21:34)

สู้ๆค่ะ กำลังใจจากตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด :)


aingrare
ร่วมแบ่งปัน52 ครั้ง - ดาว 48 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 17 ส.ค. 2554 (13:35)
อยากทราบว่าการฉีดซ่อมเซลล์จะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ได้มั้ยคะ
kessuda_leo@hotmail.com (IP:118.172.97.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 15 ก.ย. 2554 (01:09)
ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่เป็นหมอนวดจำเป็น เพราะว่าผู้ป่วยที่ไหนก็ไม่รู้ ซีกขวา ไม่มีแรง ขยับไม่ได้ มาให้ผมรักษา ผมลองนวดไป 2 วันแล้วดูอาการ อาการผู้ป่วยคนนี้หนักมาก ซีกขวามีความรู้สึก แต่ขยับไม่ได้ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ลองนวดไป บริเวณหัวไหล่มีก้อนเนื้อที่ขึ้นผิดรูป ทำให้แขนขวา ไม่สามารถคืนรูปเวลานวดได้ นิ้วเป็นก้อน หนา (แต่วันนี้นวดแล้วไม่เป็นก้อน) ใช้เวลานวด 1 ชมครึ่ง เพราะว่าขี้เกียจ วันแรกที่นวด ผู้ป่วยบอกว่า รู้ว่าขามีแรงขึ้น ไอ้เราก็ตกใจเป็นไปได้ไง วันต่อมาก็ไม่ได้นวด แล้วก็มานวดวันนี้ ดูแล้วน่าสงสารผู้ที่เป็น จากที่เคยสามารถขยับได้ แต่ ลุงคนนี้ ได้แต่ดู แล้วค่อยให้มันขยับ แล้วถ้าไง มีความคืนหน้ายังไงก็จะมาโพสต์ให้อ่านแล้วกัน ถ้ายังจำเว็บได้ หรือถ้าใครสนใจก็ ติดต่อมาคุยได้ที่ golden_apple3@hotmail.com นะ เพราะที่อ่าน ๆ มามีทั้งที่เชื่อได้ และไม่ได้ ไม่รู้สิ ความรู้ผมอาจจะผิดก็ได้
ผู้ป่วย อัมพาต คือไม่สามารถขยับส่วนที่มีความรู้สึกได้ หลังจากการรักษา ก็สามารถขยับได้
ผู้ป่วย อัมพฤกษ์ คือสามารถขยับได้เล็กน้อยในพื้นที่ที่มีความรู้สึก หลังจากการรักษา ก็สามารถเกือบจะปกติได้

เฉพาะ ผู้ที่เป็นอัมพาต จะต้องได้รับการรักษานานนนนนน กว่า ผู้ป่วยที่อัมพฤกษ์ ทั้งนี้ ใช้เวลานานรึป่าว ขึ้นอยู่สภาพจิตใจล่วง ๆ
นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ กินข้าวให้ได้สารอาหารเยอะ (แนะนำ ปลาไซมอล หรือ อกไก่) ทานยา และออกกำลังกายเป็นปะจำ
น่าจะดีขึ้นนะคับ ผมคิดไว้ว่า 6 เดือนนี้จะมีอะไรดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นผมก็จะไม่นวดให้ใครอีก(ถ้าไม่มีใครมาขอร้อง) อยากเดิมพันเล่น ๆ ดู กับผู้ป่วยรายแรกของผม

ขอบคุณที่เสียเวลามานั่งอ่าน คนบ้า ๆ พิมพ์มาให้อ่าน
golden_apple3@hotmail.com (IP:171.97.16.58)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 28 ธ.ค. 2554 (11:21)
248636

ผมป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบ และอัมพาตซีกซ้ายเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว

ระหว่างที่เข้ารับการรักษาพยาบาลและทำกายภาพบำบัด ได้จดบันทึก และถ่ายวีดีโอเก็บไว้เป็นระยะ

พร้อมกับค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และวิธีกายภาพบำบัดต่างๆ

แล้วนำมาสร้างเป็นเว็บไซต์ "บันทึกการฟื้นฟูอาการอัมพาตครึ่งซีกของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง"

http://rehab2554.host-ed.net/

ข้อมูลในเว็บอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและครอบครัวของทุกๆท่านได้บ้างครับ


Rehab
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 28 ธ.ค. 2554 (12:03)

เป็นประสบการณ์น่าสนใจครับ


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 10 ม.ค. 2555 (16:10)
หายแน่นอนคะ คุณพ่อเป็นพูดไม่ได้เลยลุกไม่ได้ ตอนนี้ปกติแล้วคะ กายภาพบำบัด นวด ยาสมุนไพร ยาจีน แช่น้ำร้อน เดินตอนเช้าเท้าเปล่าเหยียบน้ำค้างและหญ้าเพื่อปรับสมดุลอะตอมในร่างกายตอนตี 5 ทุกวัน ฝืนทุกอย่างคะเดินไม่ได้ก็ให้คนหิ้วปีกพยายามเดิน คลาน มีแต่คนค้านบอกให้ค่อยเป็นค่อยไปไม่ฟังใครเลยคะ หายเร็วมากปีเดียวขับรถได้เดินได้ทุกคนที่มาเยี่ยม งง มากคะ แต่มือเขียนหนังสือใช้เวลานานคะ. ที่สำคัญแกไปทำบุญใส่บาตรเองทุกวันคะ ทุลักทุเลมาก หิ้วปีกไปบ้างนั่งรถเข็ญไปบ้าง
Pheung (IP:58.9.143.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 21 ม.ค. 2555 (23:45)
แม่เป็นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว นอนซมอยู่เดือนหนึ่ง จากนั้นลุกเดิน นั่ง ได้แต่เดินไม่สะดวกเหมือนเดิม เพราะขาข้างขวาเหมือนแรงหายไปครึ่งหนึ่ง แม่เริ่มใช้มือซ้ายกินข้าว หยิบจับทุกอย่างแทนข้างขวา ฟังดูโดยรวมเหมือนจะดีขึ้น ออกไปกินข้าวตามร้านอาหารได้ แต่เดินได้ไม่นานก็แรงหมด ปัจจุบันผ่านมา 2 ปี บางช่วงแม่เริ่มบ่นว่าไม่ค่อยมีแรงอีกแล้ว แต่เรื่องอื่นยังปกติ ไม่ปวดหัว ไม่รู้สึกชาตามแขนขา แต่ก็ทำให้กังวลอีกรอบ มีข้อแนะนำอะไรมั้ยคะ
hub2545@yahoo.com (IP:223.207.17.150)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 4 ก.พ. 2555 (12:38)
ฉันอายุ23 ย่าง 24(เกิด2531)ฉันก็เป็นเหมือนกันเป็นซีกขวาเวลายิ้มปากเบี้ยว เขียนหนังสือช้าไม่สวย วิ่งไม่ได้แต่ขับรถได้เป็นมาเกือบ2ปีแล้วลืมบอกว่าฉันเป็นมาจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนมอไซด์ฉันขี่มอไซด์ขาฉันหักด้วย จะหายไหมนะ
หญิง (IP:110.49.249.249)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 4 ก.พ. 2555 (13:55)

ต้องอยู่อย่างมีความหวังค่ะ


อายุยังน้อย โอกาสที่จะหายมีมาก วิทยาการและยารักษาโรคก็พัฒนาขึ้นตลอดเวลา อีกทั้งมีหลากหลายวิธีให้เลือกได้ ในแบบแผนตะวันตก หรือตะวันออก เช่น การทำกายภาพบำบัด การฝังเข็ม การประคบ ฯลฯ 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 4 ก.พ. 2555 (15:28)
เปนกำลังจัยหัยนะค่ะสู้ๆค่ะ ปาฏิหารย์อาจะเกิดขึ้นกับพี่ก้อได้นะค่ะ สู้ๆนะค่ะ
namo namo (IP:103.1.164.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 5 ก.พ. 2555 (08:20)

 


กระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านในระบบบริการสาธารณสุข โดยในปีนี้ได้คัดเลือกภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้าสู่ระบบบริการในโรงพยาบาล23แห่งใน16จังหวัด รักษา8โรค


นายวิทยา บุรณศิริ รมต การกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงโครงการ"รวมพลังการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ปี2555"ว่า เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร ในการดูแลรักษาปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ให้ประชาชนทุกวัยได้รู้จัก


โดยปีนี้กำหนดจัด5จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชียงราย สระแก้ว มหาสารคาม และสงขลา โดยจะเริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ -26 เมษายน2555


สาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ในระบบบริการสาธารณสุขทุกระดับ ในปีนี้ได้คัดเลือกภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิชาการว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย เข้าสู่ระบบบริการควบคู่การแพทย์แผนปัจจุบัน


โดยคัดเลือกเข้าสู่ระบบบริการควบคู่การแพทย์แผนปัจจุบัน ใน16จังหวัด รักษา 8โรค ได้แก่ งูพิษกัด ,โรคกระดูกหัก ,โรคอัมพฤกษ์/อัมพาต ,อาการปวดเมื่อย ,ไหล่ติด ,โรคเรื้อรังอาทิเบาหวาน ,โรคสะเก็ดเงิน ,โรคตับแข็ง และการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก


-----------------------------------------------------------------


น่ายินดีที่มีการเติมเต็มกันของการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยค่ะ โรงพยาบาลบางแห่งมีแพทย์แผนจีนด้วยนะคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 5 ก.พ. 2555 (09:01)
(ต่อความเห็นที่118)ฉันได้เข้ารับการทดลองงานที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 และได้รับอุบัติเหตุวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ก็เลยไม่ได้รับการบรรจุงานและที่น่าสงสารกว่านั้นคือสามีของฉันได้ทิ้งฉันไปโดยที่วันที่ฉันได้รับอุบัติเหตุเป็นเพราะเขาก็ว่าได้เพราะเขาชวนฉันไปกับเขาแต่ฉันบอกว่าไม่ไปเพราะฉันจะขึ้นเวรดึกคืนนี้แต่เขาบอกว่าเขาจะพาฉันกลับมาแต่หัววันฉันก็เลยไป แต่โชคร้ายเวลาประมาณ 10.20 น. วันที่21 พฤษภาคม 2553 จากบรรทึกของนายตำรวจว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันที่ฉันซ้อนท้ายมาฉันกระเด็นตกท้องร่องที่มีน้ำห่างจากมอไซด์ประมาณ 10 เมตร ส่วนแฟนตกอยู่กับมอไซด์เพียงงมีแผลถลอมเล็กน้อยแต่ฉันสลบหมดสติต้องนำส่งโรงพยาบาลด่วน(โรงพยาบาลร้อยเอ็ดธนบุรี)และต้องเข้ารับการรักษาอยู่ในไอซียูเป็นเวลา 21 วันและมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นอีก7วันแล้วย้ายไปอยู่ห้องพิเศษอีกีก7วันแล้วก็ได้ dechat ออกจากโรงพยาบาลร้อยเอ็ดธนบุรีออกมาอยู่ต่อที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย 1เดือน แล้วก็ออกมาอยู่บ้านโดยตอนแรกที่มาอยู่บ้านฉันนั่งรถเข็นเพราะว่าคุณหมอไม่ให้ขาฉันลงน้ำหนักเพราะขาฉันก็หักตอนนี้ยังดามเหล็กอยู่แต่คุณหมอนัดเอาออก 21 พฤษภาคม 2555 (ปีนี้)พอกลับมาอยู่บ้านได้3เดือนขาฉันก็ยังไม่ดีขึ้นแล้วแขนฉันก็เกร็งฉันก็เลยคิดทบทวนถึงที่ฉันเรียนมาอาการเหมือนที่ฉันเป็นเขาเรียกว่าอัมพฤกษ์ครึ่งซีกฉันก็เลยไปปรึกษาคุณหมอธนากร คลังแสง คุณหมอระบบประสาทโรงพยาบาลร้อยเอ็ดคุณหมอก็บอกว่าใช่ ฉันก็เลยถามต่อว่าตามที่เรียนมาอัมพฤกษ์สามารถรักษาได้ไม่ใช่หรือค่ะแต่คุณหมอบอกว่าสำหรับของฉันมันไม่หาย
ตอนแรกที่มาอยู๋บ้านฉันอาบน้ำเองไม่ได้ยกขันไม่เหนือหัวจนต้องติดฝักบัวแปรงฟันมือขวาไม่ได้จับก้อนสบู่มือขวาไม่ได้กินข้าวมือขวาไม่ได้เขียนหนังสือมือขวาก็ไม่ได้ทุกอย่างสลับกันหมดฉันกลับมาใช้มือซ้ายแทนแต่ไม่ถนัดดูเก้เก้กังกังแต่ตอนนี้ฉันใช้มือขวาตักน้ำอาบ แปรงฟัน กินข้าวบางครั้งอุ้มหลานอายุปีครึ่งได้แล้ว
หญิง (IP:110.49.226.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 5 ก.พ. 2555 (09:38)





"...ตอนแรกที่มาอยู๋บ้านฉันอาบน้ำเองไม่ได้ยกขันไม่เหนือหัวจนต้องติดฝักบัวแปรงฟันมือขวาไม่ได้จับก้อนสบู่มือขวาไม่ได้กินข้าวมือขวาไม่ได้เขียนหนังสือมือขวาก็ไม่ได้ทุกอย่างสลับกันหมดฉันกลับมาใช้มือซ้ายแทนแต่ไม่ถนัดดูเก้เก้กังกังแต่ตอนนี้ฉันใช้มือขวาตักน้ำอาบ แปรงฟัน กินข้าวบางครั้งอุ้มหลานอายุปีครึ่งได้แล้ว" 


แสดงว่าสมรรถนะดีขึ้นกว่าเดิมมาก ถ้าดีขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ต้องหายได้สิคะ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 8 ก.พ. 2555 (13:32)

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะค่ะ มีสมุนไพรอยู่บริษัทหนึ่งดีมากเลยค่ะอยากให้ทุกคนลองกินดูเห็นผลตอบรับมาเยอะมากเป็นสมุนไพรร้อยเปอร์เซนไม่มีสารพิษผ่านอย.มีใบรับรองยาแผนไทยค่ะสรรพคุณเป็นยาคลายเส้นเอ็นบำรุงกำลัง


มีประสบการณืผู้ใช้มาให้ดูด้วยคะ


สนใจติดต่อได้ที่ โทร.087-5637282 , 089-0282637 ติดต่อได้ทุกเวลา 


 



pitug139
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 11 ก.พ. 2555 (12:01)
ขอบคุณนะค่ะ คุณครูไผ่สำหรับกำลังใจดีๆ แต่........ฉันกลัวว่าฉันจะไม่หายกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมกลัวว่าจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับการตกงานไปตลอดชีวิตแล้วใครหล่ะจะมาเลี้ยงดูคนพิการอย่างฉัน ลูกก็ไม่มีสามีมีอยู่ก็ทิ้งไป แล้วจะมีผู้ชายคนไหนมาสนใจผู้หญิงพิการอย่างเราและอีกอย๋างพ่อกับแม่ก็แก่มากแล้วพี่สาว พี่ชายก็ต่างมีครอบครัวกันหมดแล้วฉันกลัวว่าจะต้องอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายคิดแล้วมันยิ่งเศร้า ฉันจะหายไหม...........จะหายไหม..........จะหายไหมจะหายไหม............................??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????
หญิง (IP:110.49.232.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 11 ก.พ. 2555 (13:38)

ยืดอกขึ้น สูดลมหายใจลึกๆ ช้าๆ ยิ้มรับวันใหม่ทุกวัน "โอ... ฉันใช้มือขวาตักน้ำอาบ แปรงฟัน กินข้าว อุ้มหลาน และ...ฯลฯ...ได้แล้ว"


ทำใจให้เป็นสุขทุกวัน  


จบพยา่บาลมาก็ไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพพยาบาลเสมอไป ถ้าร่างกายไม่พร้อม

มีอาชีพอื่นๆ อีกหลายอย่างที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้สมรรถนะทางกายมากนัก 

คุณเรียนจบพยาบาลมา ก็น่าจะมีความรู้มากพอที่จะสอนพิเศษเด็กนักเรียนได้

ที่สำคัญคือต้องมีสุขภาพจิตดี อารมณ์ดี สอนอย่างมีความสุข ไม่หงุดหงิดเมื่อเด็กยังไม่เข้าใจ

หรือศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น รับงานมาทำที่บ้าน หรือ ฯลฯ   จาระไนไม่หมดค่ะ

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 11 ก.พ. 2555 (14:54)

เมื่อหลายสิบปีก่อน พ่อของผมมีอาการชาที่มือ ใช้การไม่ได้
ท่านขอกับพระว่าถ้าหายแล้วจะเลิกดื่มเหล้า ปรากฎว่าหาย และท่านก็ไม่ดื่มอีกเลย
ปัจจุบันนี้ท่านอายุแปดสิบแล้ว ก็ยังใช้งานมือได้ปกติ
คุณยังสาว ยังแข็งแรง น่าจะมีโอกาสคืนดีได้ แต่การเชื่อมของระบบประสาท
จะต้องใช้เวลานานมากพอสมควร คุณเป็นพยาบาลน่าจะทราบดี
ขอให้เข้มแข็ง อดทน พยายามทำกายภาพไปเรื่อย ๆ อย่าหยุดนะครับ
คุณยังพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ดี อาจหาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ หางานเกี่ยวกับคอมฯทำก็ได้
ผมมีเพื่อนที่มีญาติเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นชั่วชีวิต มีครอบครัวที่ทั้งสามีภรรยานั่งรถเข็นทั้งคู่
เป็นครูสอนคอมฯทั้งสองคน
แต่ผมคิดว่า คุณน่าจะหายเป็นปกติได้ไม่ช้าก็เร็ว
ขอเป็นกำลังใจให้อีกคนครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26623 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 14 ก.พ. 2555 (13:32)
ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจดีๆจากทุกคนที่มอบให้ แต่ฉันไม่เข้าใจคุณสามีเก่าฉันเหมือนกันทุกวันนี้เขาโทรมาคุยกับฉันแต่พอฉันถามว่าจะกลับมาอยู่กับฉันไหมมาดูแลฉันรึเปล่าเขากลับตอบว่าไม่ แล้วเขาจะโทรมาหาฉันทำไม
เหนื่อย...ท้อแท้...หมดหวัง...สิ้นกำลังใจ ฉันอยากจะหาย อยากกลับมาวิ่งได้เหมือนเก่า อยากกลับมาเขียนหนังสือได้เร็วๆและสวยๆเหมือนเดิมฯลฯ แต่ทุกวันนี้ฉันทำไม่ได้ได้แต่เพียงรอ รออย่างคนเกือบจะสิ้นหวังว่าตัวเองจะหาย ใครรู้จักหมอดีๆรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษืครึ่งซีกหายได้ภายในครึ่งปีบอกฉันทีฉันจะขอบคุณมาก เฮ้ย....ขำตัวเองนะคะรู้ก็รู้ว่าโรคนี้ถ้าจะหายมันต้องใช้เวลาแต่สำหรับกรณีเป็นมาจากอุบติเหตุค่อนข้องจะหายยากหรือไม่ก็ไม่หายเลย เฮ้ยขอถอนหายใจอีกรอบดีกว่า เออ.............พวกคุณคะฉันขอตัวอย่างผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกจากอุบัติเหตุแล้วหายเป็นปกติมีไหมคะถ้ามีก็ช่วยโพสต์ลงในcommentให้หน่อยนะค่ะขอบคุณคะ
หญิง (IP:110.49.227.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 2 มี.ค. 2555 (22:42)
สวัสดีครับ ผมชื่อทูตอนนี้ผมก็เป็นอัมพฤกษ์ซีกขวาอยู่ ผมเกิดอุบัติเหตุตอนอายุ21ผมเป็นจะ 1 ปีแล้วครับ ตอนแรกผมตื่นขึ้นมาผมรับตัวเองไม่ใด้เลยครับผมอยากฆ่าตัวเองให้ตายแต่ผมคิดว่าผมต้องสู้เพราะเมียผมพึ่งจะคลอดลูกได้ 3 อาทิตย์ ผมมีกำลังใจจากเมียและลูกแถมเรื่องงานเขาก็จะไม่ให้ผมทำผมจึงสู้ฝึกเดินเมียผมก็พาผมไปนวดฝึกทำกายภาพที่บ้าน ตอนนี้ผมเดินได้ไปทำงานได้แล้วแต่ผมยังไม่หายดีเลยผมฝึกเดินที่ทำงานฝึกกายภาพนวดประคบผมคึดว่า วัน 1 ต้องหายผมจะเป็นกำลังใจให้คับ
วิเชษฐ ทู (IP:110.49.232.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 3 มี.ค. 2555 (04:41)
พอดีพ่อหนูป่วยเป็นอัมพฤกข้างซ้ายมาประมาณปีนึงแระค่ะ ทานยาสมุนไพรแล้วกายภาพแล้วแต่ยังไม่หายขาด พอจะมีวิธีหรือยาอะไรที่ทำให้พ่อหนูหายขาดบ้างไหมคะ คือพอดีหนูไม่ค่อยได้ดูแลพ่อคะ อยากให้เค้าหายแต่ใม่รู้จะช่วยเค้ายังใง ใครมีวิธีช่วยบอกผ่านกระทู้ด้วยนะคะ ถึงมันอาจจะไม่มีหวังแต่มันก้อทัมให้หนูไม่เครียดอะคะเผื่อมีใครจะรู้วิธี ช่วยหน่อยนะคะ

โพสโดย คนดีที่เสียแล้ว หรือติดต่อกลับมาที่เบอ 0825877516 นะคะอยากให้พ่อหนูหายจริงๆ
เครียดเรยคะ (IP:110.168.184.189)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 22 เม.ย. 2555 (17:47)
เรื่องของยารักษาโรคต่างๆ ลองศึกษาดูนะครับเพราะ เป็นทางเลือก "สู่ทางรอด" ของคนหมดทางเลือก !
ไปหาหมอมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี ไม่ดีขึ้น มีแต่เปลี่ยนโรคไปเรื่อยๆ ดังนั้น
เหลือทางให้เลือกระหว่าง 1.สมุนไพรไทย 2.สมุนไพรจีน คุณเลือกแบบไหน
ถ้าเลือกสมุนไพรไทย ก็ศึกษา หาซื้อมาต้มกิน แต่ถ้าสนใจสมุนไพรจีน ก็ศึกษา หาซื้อมาต้มกิน
ท้ายสุด ไม่อยากต้มกิน แต่อยากซื้อ จบปัญหา โทรมาคุยกับผม 081-5816769 เฮียตี๋
หมายเหตุ..
สมุนไพรจีน ทะเบียนยา C369/53 "จดทะเบียนยาสามัญประจำบ้าน"
ผู้ผลิต คุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม
อยู่ที่เรา สนใจหรือ ไม่สนใจ (เห็นหมอณรงค์ รับประกันด้วยนะ ไม่ดีขึ้นไม่เอาตังค์)
และถ้าอยากได้เงิน แสนใช้ฟรีๆ แค่ นำสินค้าไปตรวจสอบทุกที่ในโลก ทุกสถาบัน
ถ้าพบว่า มีสารพิษ หรือสารเคมี หรือ สารสเตียรอยด์ "รับทันที 100,000 บาท"
speed_35th@hotmail.com (IP:124.120.72.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 28 พ.ค. 2555 (15:24)

ขจรศักดิ์ วุฒิพิพัฒน์    อายุ 63 ปี   โทร 081-809-9769

คุณภิญญดา อบแพทย์ แนะนำ อดีตผู้ป่วยยกแก้วน้ำไม่ได้ ( แขนคล้ายพิการ )


ป่วยกว่า 14 ปี  จากที่เดินไม่ได้  หมดกว่า 10 ล้าน  รวยร้อยล้าน  ...เงินช่วยไม่ได้


ปัจจุบัน  ใช้เวลา  ปีกว่า กลับมาเดินได้


ถามหมอ หมอบอกว่าโรคปลายประสามเสื่อมยังไม่มีใครรักษาได้ นอกจากกินยาระงับอาการ ปวด ชา เท่านั้น


 


ข้าพเจ้าขอเล่าถึงอาการเจ็บป่วยดังต่อไปนี้


เมื่อประมาณ 14ปี ที่แล้ว
ข้าพเจ้าได้เกิดอาการ ชา ตามนิ้วเท้า และ ปลายนิ้วมือทั้งสองเท้า และ
สองมือ เดิมทีข้าพเจ้าไม่ได้สนใจใดๆ ก็คิดว่ามันคงจะหายเอง
แต่ปรากฎว่ายิ่งปล่อยนานมันยิ่งลามสูงขึ้นตามข้อเท้า และ ข้อมือ
ในที่สุดทนไม่ไหวจึงได้ตัดสินใจไปหาหมอเส้นประสาท หมอบอกปลายประสาทอักเสบ
หมอได้ให้ยาบำรุงเส้นประสาทมากิน พร้อมยาแก้ปวด ชา กินมาได้
4-5ปี อาการชายิ่งลามมาถึงหน้าแข้งทั้ง 2ข้าง
และจากนิ้วมือก็ชามาถึงข้อมือ อาการสัมผัสเริ่มขาดหายไป ไม่มีความรู้สึก
ไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่กลับรู้สึกปวด ชา ทั้งมือ และข้อมือรุนแรงมากขึ้น
บางครั้งเกิดเท้าไปเตะโต๊ะเล็บฉีก เลือดไหลเป็นทางก็ไม่รู้สึกตัว
จนได้พบเห็นเลือดไหลบนพื้นถึงได้รู้ว่าเล็บตัวเองฉีก
ต่อมาหมอได้ให้ยาเพิ่มมา เช่น ยาลดความดัน ยาลดเบาหวาน
แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเป็นเบาหวาน เพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีประวัติเบา
หวานมาก่อน หมอสันนิษฐานตรวจแล้วให้ยามากิน รวมยาลดไขมันในหลอดเลือด
และอีกมาก ข้าพเจ้าจำชื่อยาไม่ได้ เพราะไม่ได้สนใจจำ กินยามื้อละเป็น
สิบเม็ด บางครั้งเกิดคลื่นไส้อาเจียน


 


ข้าพเจ้า
หาหมอแผนปัจจุบันในโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงใน กรุงเทพฯ หลายแห่ง ทั้งเอกชน
และ รัฐบาล ทั้งหมดจีน ยาหม้อ ฝังเข็ม นวด จับเส้น ยาสมุนไพร
ยาน้ำมันพรายจากสำนักเกจิอาจารย์ต่างๆ ทำพิธีกรรมสวด
2วันเต็มๆ เรียกว่า
รักษาทั้งปัจจุบันยันไสยศาสตร์ เรียกได้ว่ารักษาจนหมดปัญญารักษาแล้ว
จึงหันไปพึ่งทุกสิ่งที่ใครต่อใครแนะนำมา สุดท้าย
ก็ให้หมอตรวจเส้นประสาทที่โรงพยาบาล และ แพงมากในกรุงเทพฯ ตรวจอยู่
2ชั่วโมง ค่าตรวจ สามหมื่นกว่าบาท "ท่านว่าแพงไหมครับ" สุดท้ายเมื่อผ่านไปประมาณ 13ปี ราวๆปี 2553 เดือน พฤษภาคม ข้าพเจ้าเริ่มเดิมกระเผกๆ ขาเริ่มลีบ นิ้วมือเริ่มหงิกงอทั้ง 2ข้าง จนกระทั่งข้อมือทั้ง 2ข้าง ชาจนไม่มีความรู้สึกสัมผัส และ หยิบของไม่ได้ ข้อเท้าทั้ง 2ข้าง เริ่มตกไม่สามารถ กระดิกตัวได้ เรียกว่า เสียทั้ง 2ข้าง ห้อยตก ทั้ง 2ข้าง
ไม่สามารถทำงานได้ และข้าพเจ้าเริ่มเดินไม่ได้
ต้องนอนบนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นยืนด้วนตนเอง
ตอนนี้มันเดินด้วยส้นเท้า เวลาเดินต้องยกขาขึ้น
เพราะไม่เช่นนั้นปลายเท้าที่ห้อยตกลงมามันจะเคาะพื้นมันก็จะล้มลง
และไม่สามารถลุกขึ้นเองได้ ต้องมีคนมาช่วยพยุงขึ้น ข้อเท้าไม่มีแรงเลย
ช่วงนี้ข้าพเจ้าเครียดมากๆ คิดว่าตัวเองได้ตายไปครึ่งตัวแล้ว
หมดปัญญาที่จะหาหมอมารักษาให้หายได้


ถามหมอ หมอบอกว่าโรคปลายประสามเสื่อมยังไม่มีใครรักษาได้ นอกจากกินยาระงับอาการ ปวด ชา เท่านั้น


 


 มี
บางคืนอาการเจ็บ ปวด ข้อเท้า ข้อมือ ปวดมากจนข้าพเจ้าต้องสบัดข้อเท้า และ
ข้อมือ แทบจะหลุดออกจากกัน มันทรมานมาก นอนไม่หลับทั้งคืน หน้าตา
ร่างกายเริ่มผอมลง น้ำหนักลดลง
5-6 ก.ก.


 


จน
กระทั้งมีญาติแนะนำให้กินน้ำมันรำข้าว แรกๆข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อว่า
น้ำมันรำข้้าวมันจะช่วยให้หาย ได้ แต่ก็ลองกินอย่างเสียไม่ได้ ก็กินมั่ง
ไม่กินมั่ง วันละ
6 เม็ด และ
มีวันนึงญาติได้เปิด เว็บไซต์ให้ผมดู ผมกลับบ้านได้เปิดดูผู้เจ็บป่วยต่างๆ
ผู้เฒ่า คนแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วยเยอะมาก มีทุกโรค
ทุกคนต่างบอกกินน้ำมันรำข้าวแล้วหา ย บ้างก็เป็นเบาหวาน อัลไซเมอร์
เจ็บเข่า ความดัน เจ็บหลัง หน้าเป็นสิวเป็นเม็ดหนอง อมพาต เป็นต้น
ทุกคนต่างบอกกินน้ำมันรำข้าว
2เดือนบ้าง 3เดือน ถึง 6เดือน
บ้าง แล้วจึงดีขึ้น
ข้าพเจ้าพบผู้ป่วยหญิงคนนึงมีอาการป่วยแขนชาเหมือนท่อนไม้
หยิบถ้วยแก้วไม่ได้ และยังมีอาการขาชาเดินไม่ค่อยได้ เวลาเดินขาตึงเจ็บปวด
และยังเป็นเบาหวานอีก ท่านผู้ป่วยบอกผม หลังจากกินน้ำมันรำข้าว
3-6เดือน
อาการชา เจ็บปวดแขนก็เริ่มหาย หยิบถ้วยแก้วได้แล้ว
หมอของท่านผู้ป่วยบอกให้ลดยาเบาหวานลงได้แล้ว
ข้าพเจ้าได้ฟังเช่นนั้นก็เริ่มกินน้ำมันรำข้าวมากขึ้นเป็นวันละ
9 เม็ด เป็น 12เม็ด กินอยู่ประมาณ 1ปี ขาข้าพเจ้าเริ่มมีกำลังเดินเองได้ พอจะทรงตัวได้แล้ว แต่ยังไม่ 100% ข้อเท้า ทั้ง 2ข้างเริ่มขยับได้บ้างแล้ว


 


ตอนนี้ข้าพเจ้าเพิ่มปริมาณการกินน้ำมันรำข้าวเป็น 15เม็ด ต่อวัน ปัจจุบัน กินมาแล้ว 1ปี 3เดือน
ชีวิตข้าพเจ้าเริ่มเห็นทางสว่างอีกครั้งครับ
สุดท้ายขอให้กำลังใจผู้ป่วยทุกๆท่านว่า ตราบใดแสงอาทิตย์ยังไม่สิ้น
ตราบนั้นเราย่อมมีความหวัง ขอให้มีกำลังใจสู้ต่อไปครับ


 


ขอบคุณครับ


ขจรศักดิ์ วุฒิพิพัฒน์



dalinple
ร่วมแบ่งปัน11 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 28 พ.ค. 2555 (15:46)

ซื้อได้ที่ไหน
และเป็นผลิตภัณฑ์ของรำข้าวอย่างอื่นแทนกันได้ไหมครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26623 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 30 ส.ค. 2555 (10:52)
]]]
[6J, (IP:124.121.20.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 4 มี.ค. 2556 (20:12)
แม่ของผมเคยป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน มีอาการแทรกอีก คือ หน้าตาเบี้ยว มือชา ไม่มีแรง เคยไปตรวจกับคุณหมอๆบอกว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ตอนนี้หายแล้ว คุณหมอที่รักษาอยู่ยังงงว่าหายได้ไง แม่ของผมดื่มยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ครับ สอบถามได้ครับที่เบอร์ 080-635-5740
รักษ์ (IP:101.51.37.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 5 มี.ค. 2556 (08:25)

   อาการ หน้าเบี้ยว มือชา ฯลฯ ไม่ใช่อาการแทรกซ้อนแต่เป็นอาการของเส้นเลือดในสมองอุดตัน ส่วนของสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อขาดเลือดไปเลี้ยง จะหาย ดีขึ้นมาก ดีขึ้นหน่อย หรือไม่ดีขึ้นเลย แล้วแต่ว่าส่วนของสมองที่ขาดเลือดนั้นใหญ่แค่ไหน มีเลือดจากส่วนอื่นไปเลี้บงแทนส่วนที่ขาดเลือดได้ไหม โดยมากถ้าาจะดีขึ้นมักจะเห็นผลภายในไม่กี่อาทิตย์ ยิ่งนานโอกาสดีขึ้นยิ่งน้อย  ไม่จริงที่ว่าไม่มีทางหาย เป็นรายๆไป ระหว่างที่รอดูว่าจะดีขึ้นหรือไม่ จะต้องมีการกายบำบัดทุกวัน กันข้อแข็ง เพราะถ้าคืนดีขึ้นมาแต่ข้อแข็งก็ไม่เป็ฯประโยชน์อะไร


   สาเหตุสำคัญและเป็นเหตุที่พบได้ในครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มีอาการดังกล่าว เป็นเพราะการอุดตัน ตีบ ของเส้นเลือดที่คอที่ไปเลี้ยงสมอง ชื่อ Internal carotid artery แล้วมีชิ้นของคลอเรสเตอรอลปนกับเกล็ดเลือดหลุดลอยตามกระแสเลือดไปอุดเส้นเลือดแดงในสมอง ถ้าโชคดีชิ้นที่หลุดไปจะเล็ก อุดส่วนที่ไม่ค่อยสำคัญ หรือ อุดแต่มีเลือดจากส่วนอื่นมาช่วยเลี้ยงสมองส่วนนั้นได้ ทำให้มีอาการเพียงชั่วครู่หรือไม่กี่ชม. แล้วหาย เช่น เป็นอัมพาต มือเท้าอ่อนกำลัง พูดไม่ได้ หรือ พูดไม่เป็นเรื่อง แต่เป็นอยู่ไม่นาน อาการหายเอง เกิดจากากรขาดเลือดอย่างไม่ถาวร เรียก Transient ischemic attack  ชื่อย่อ TIA  แบบนี้นับว่าโชคดีเพราะเป็นการเตือนล่วงหน้า มีเวลาหาหมอ ตรวจสภาพของเส้นเลือดที่คอโดยใช้อัลตราซาวน์ด เรียก Duplex scan เส้นเลือดคาโรติด  ไม่เจ็บปวดอะไร ไม่ต้องฉีดสี แต่คงมีไม่แพร่หลาย คงต้องรพ.ใหญ่ๆ หรือ รร.แพทย์  ถ้าพบการตีบจะสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดเส้นเลือดที่คอ เรียก Carotid endarterectomy  มีข้อยกเว้นอยู่ประการหนึ่งคือคนไข้ที่หัวแข็ง ถ้าแบบพูดไว้ก่อนว่า หัสเด็ดตีนขาดไม่ยอมผ่า ก็อย่าไปทำการตรวจโดยอัลตราซาวน์ดให้เสียเงินเสียเวลา  ในกรณีที่เส้นเลือดอุดตัน 100% ไม่ใช่ตีบ การผ่าตัดก็ไม่มีประโยชน์ มีอันตรายมากกว่าด้วยซ้ำ

ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 24 พ.ค. 2556 (13:58)
ตอนนี้ ดิฉัน อายุ30ปีแล้ว เมื่อตอนอายุ20ปี(สมัยเรียน)ดิฉันประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ จนต้องผ่าตัดสมองของซ้าย
เพราะมีเลือดคลั่งในสมอง ปัจจุบันนี้ก็เลยกลัวว่าจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
เพราะ เวลานั่งทำงาน (ปัจจุบัน)มีอาการชาที่แขนและขา ข้างซ้าย
บางทีก็ไม่มีแรง บางทีก็ปวดที่แขนที่ขาข้างซ้าย
ดิฉันกลัวที่จะเป็นโรคนี้จังเลยค่ะ จะมีวิธีป้องกันไหมค่ะ
Tik (IP:110.77.233.169)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 24 พ.ค. 2556 (19:55)

ไม่สูบบุหรี่  ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูงบ่อยๆ  กินของหวานๆแต่น้อย  สองอย่างหลังไม่ได้ห้ามเด็ดขาด เพียงแต่ลดลงให้น้อยกว่าปกติ  สาเหตุของเส้นเลือดไปสมองกับเส้นเลือดอื่นๆจะตีบมีหลายอย่าง กรรมพันธุ์ (ช่วยไม่ได้) สูบบุหรี่ เบาหวาน น้ำหนักเกิน ถ้าลดความเสี่ยงได้โอกาสเป็นก็น้อยลง


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 25 พ.ค. 2556 (11:35)
กินผลไม้บ่อยๆ คนหลงป่ากินแต่ผลไม้อยู่ได้เป็นเดือน คงมีดีตรงแร่ธาตุที่ถูกคัดสรร
พยาธิของโรคต้องรีบขจัด หากต่อมเสื่อมร่างกายต้องการยามากกว่าอาหารธรรมดา แต่อย่าไปดื่มกินอะไรที่ซับซ้อน เดี๋ยวหนักมาหมอแก้ยาก
kongp/phongphanp@yahoo.com (IP:1.1.243.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 27 พ.ค. 2556 (13:59)


ลุงอายุ ห้าสิบหก เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบเหมือนกัน  กำลังรักษากายภาพบำบัด  เป็นมาเกือบเดือน  ต้องลางานยาว  สงสารคนดูแล  ดีที่มือยังพอกดแป้นได้  กำลังหาจักรยานมาปั่นอยู  ท่านใดมีข้อมูลอะไรดีๆเกี่ยวโรคนี้  บอกมานะ


technoo
ร่วมแบ่งปัน26 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 31 พ.ค. 2556 (04:52)
ขอความช่วยเหลือหน่อยครับ ทุกข์ใจมากสงสารลูกสาว อายุเพิ่ง 25 ปี ป่วยมีอาการทางสมองเิดินไม่ได้ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลมาหลายแห่ง หลายคลีนิกแล้วหมดเงินเยอะมาก อาการแย่ลงเรื่อยๆ(จากเิ่ดินกะเผลก กลายเป็นนั่งล้อเข็น) และนอนซมอย่างเดียว หมอบอกยังหาสาเหตุไม่พบ ให้ยาตามอาการแต่ก็ไม่ดีขึ้น เริ่มแรกลูกสาวบ่นปวดส้นเท้า ต่อมาเริ่มปวดน่อง ขา สะโพกและเอว มีอาการทางสมองทำอะไรช้าลงมาก เกร็งที่มือและเท้า จนทั่วทั้งตัวแล้ว เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ กลืนอาหารลำบากมาก พ่อแม่ต้องคอยป้อนข้าวน้ำ หามขึ้นลง เข้าห้องน้ำ (แต่ความจำยังพอมีอยู่ครับ) ท่านที่มีความรู้หรือประสบการณ์ หรือผ่านประสบการณ์ทางเรื่องนี้ขอความกรุณาช่วยหน่อยครับ ช่วยแนะนำหมอเ่ก่งๆ ยาดีๆ หรือวิธีการดูแลผู้ป่วย หรือโรงพยาบาลที่รักษาได้ จะเป็นพระคุณยิ่งครับ
อุดร (IP:27.55.2.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 31 พ.ค. 2556 (20:31)


สงสารทั้งคนป่วย ทั้งพ่อแม่  ผมจากการแพทย์เมืองไทยไปหลายสิบปีแล้ว จะให้คำแนะนำทางด้านนี้ก็คงไม่เหมาะ เดาว่าคงเป็นโรคที่พบน้อย คนที่น่าจะมีความรู้ทางด้านนี้มากที่สุดคือ แพทย์ทางระบบประสาท (neurologist)  โรงเรียนแพทย์ใหญ่ๆควรจะมีผู้เชี่ยวชาญทางนี้อยู่  ฟังดูที่คุณเล่าชวนให้คิดว่าโรคค่อยกำเริบขึ้นทุกที ดูท่าทีจะมีบุญแค่นี้

ตอนนี้พยายามให้สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมาณ หมั่นพลิกตัว ทำความสะอาดเนื้อตัวเพื่อป้องกันแผลที่ตะโพกหหรือก้น เพราะถ้าเป็นแล้วแทบไม่มีทางรักษาให้หายได้ ถ้าฟูกที่นอนรองรับตัวได้ไม่ดี อาจลองใช้โฟม (foam) ให้นน.ตัวกระจายไปทั่ว ไม่มีส่วนไหนที่รับนน.มากกว่าส่วนอื่น


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5742 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 7 มิ.ย. 2556 (12:34)

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ป่วยทุกท่านและขอเป็นกำลังใจให้พบหนทางและได้รักษาจนหายดีนะคะ


เนื่องจากดิฉันมีพี่สาวที่ป่วยเป็นอัมพฤตครึ่งซีกฝั่งซ้ายจึงมีความเข้าใจและรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่งไม่ได้มีปรารถนาจะมาชวนเชื่อแต่อย่างใดเพียงแค่มาเพื่อเล่าอาการและหนทางรักษาของพี่สาวที่ป่วยคนนี้ให้เผื่อจะมีคนที่พยายามมองหาหนทางรักษาจะได้มีหนทางเลือกอีกทั้งให้ได้เป็นบุญเป็นกุศลให้พี่สามดิฉันอีกด้วย



เมื่อเดือนกุมภาพันธ์วันที่25ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชาพอดี. หลังจากกลับจากเวียนเทียน พี่สาวดิฉันจู่ๆก็มีอาการชาที่หน้าและมือ จนเขาโมโหตบหน้าด้านซ้ายตนเองเพื่อให้รู้สึก อาการนี้สาเหตุมาจากความดันทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ยินมาว่าถ้าความดันไม่เกิน240เส้นเลือดจะไม่แตก ด้วยที่มีพี่อีกคนเป็นอาจารย์หมอแผนไทยจึงโทรไปถามก็เป็นโชคดีที่บ้านมียาสมุนไพรที่พี่หมอเคยมาฝากเอาไว้ จึงได้ไปหยิบมาชงด่วนให้พี่สาวดื่มตอนนั้นก่อนที่จะดื่มขาซ้ายก็เริ่มชาซะแล้วพอดื่มไปอาการปวดศรีษะก็น้อยลงเราจึงให้พี่นอนพักก่อน แล้วก็โทรหาคนปรึกษาเพราะอารามตกใจเช่นกัน หกชั่วโมงถัดมาพอพี่สาวตื่นก็ให้พี่ชายอุ้มมาทานข้าวด้วยพี่สาวอ้วนมากไม่สามารถอุ้มได้จึงอุ้มขึ้นเก้าอี้และลากเกาอี้ไปที่โต๊ะใกล้ๆ ทานอาหารแล้วบังเอิญมีพี่คนเล็กโทรมาเราจึงบอกเรื่องราวไป จึงเรียกรถพยาบาลไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในขอนแก่น(แม้เจ้าตัวไม่ยอมไปโรงพยาบาล) พอไปถึงก็ได้รับยาและให้เป็นคนไข้ในห้องพักเฝ้าระวังยิ่งอยู่จากที่พูดได้ก็พูดไม่ได้ไม่ชัด โดนให้ยากันช็อคจนพี่สาวมีอาการมึนและปวดแสบเข้าไปตอนที่ยาลงไปกับสายน้ำเกลือสันนิษฐานว่าเป็นอาการแพ้ยาหลังจากอยู่เฝ้าอาการ4วัน3คืนจึงขอพากลับบ้าน 



นับว่าโชคดียังมีอยู่ คือ ดิฉันมีพี่คนรองเป็นอาจารย์แพทย์แผนไทย เขาจึงมาดูและให้สมุนไพรทานเพื่อลดความดันและรักษาแผลในสมอง เขามีความสามารถในการกดเส้นให้หายได้แต่พี่คนที่ป่วยไม่ยินยอมเนื่องจากรู้สึกเจ็บ พี่คนที่ป่วยจึงขอพักทำใจคิดตรึกตรองใช้เวลาเดือนกว่ากระทั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้เดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อให้พี่หมอรักษาโดยอยู่รักษาได้20วันก็ต้องกลับมาทำธุระสำคัญก่อน 



อาการของพี่สาวจากข้างซ้ายไม่มีความรู้สึก ก็มีความรู้สึกขึ้นมาจนพี่สาวดิฉันบอกว่าปราฏิหารจริงๆ ,จากที่เวลาเดินจะใช้ข้างสะโพกข้างขวาบังคับขาให้เดินทีละนิด เป็นสามารถยกขาเองได้แล้วจนงอเข่าตนเองได้, แขนที่จะทิ้งตัวตลอดเวลาเป็นสามารถยกแขนงอข้อศอกได้ เพียงแต่ในการชูมือสองข้างยังต้องใช้อีกข้างช่วยอยู่, ส่วนศรีษะที่มีอาการปูดบวมก็ไม่มีแล้ว. แต่ว่าเนื่องจากรักษายังไม่เสร็จสำเร็จดี หลังจากทำธุระแล้วอีกสามวันจะต้องกลับไปรักษาตัวต่อแล้วค่ะอยากให้พี่หายไวๆ



วิธีที่พี่หมอใช้ในการรักษา คือการประคบร้อน อบสมุนไพร แช่น้ำสมุนไพร และกดคลายเส้น. ทานยาสมุนไพร 



พี่หมอบอกว่าตามตำราแผนไทยโบราณนั้น ผู้หญิงเส้นอัมพาตจะอยู่ข้างซ้าย(ข้างที่พี่ดิฉันเป็น) ส่วนผู้ชายจะอยู่ข้างขวา



ตอนนี้พี่หมอคนนี้ด้วยความสามารถในการรักษาจึงมักมีคนมาขอให้รักษาที่บ้านอยู่เป็นประจำโดยจะรักษาให้ได้เฉพาะวันหยุดเพราะเขามีงานประจำต้องทำ. ถ้าหากต้องการปรึกษาพี่หมอคนนี้ขอให้ส่งข้อความถึงดิฉันในชื่อสมาชิกของเวปนี้นะคะ เพราะไม่ได้ทำเพื่อหวังประโยชน์อันใดเลย



ปล. ผู้ที่ป่วยทุกท่านขอเป็นกำลังใจให้นะคะ. ให้หมั่นสวดมนตร์ไหว้พระทำวัดเช้าเย็น จิตใจจะได้สงบ มีปัญญาตรึกตรองหาทางแก้ปัญหา เพราะเคยได้ยินพี่สาวบ่นว่าทรมานมากที่ทำอะไรเองไม่ได้อยากตายมากกว่าอยู่. คิดเช่นนั้นมันไม่ดีหรอกค่ะทำให้ใจเรามีอกุศลเปล่าๆ พยายามคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่อยากกลับมาทำให้สำเร็จ สวดมนตร์ทำสมาธินี่ละดีที่สุดแล้ว หรือจะสวดมนตร์ตามแต่ศาสนาที่ตนนับถือก็แล้วแต่. ส่วนคนดูแลคนใกล้ชิดขอให้ใส่ใจคนป่วยมากๆนะคะ คนป่วยอาจจะหมดกำลังใจง่ายๆถ้าเราไม่ช่วยคอยกระตุ้นเตือนว่ายังมีคนที่เป็นห่วงเป็นใย และบอกให้เขารักษาตนเองอย่าทำให้เราต้องพยายามเปล่าๆ ชีวิตต้องสู้นะคะ อย่ายอมแพ้โชคชะตา ทุกอย่างเข้ามาและก็ผ่านไป



 



ถามว่าที่พี่ต้องป่วยแบบนี้คนที่เดือดร้อนคนแรกคือหลานสาวเพราะเพิ่งอยู่ประถมปีที่สองจะหาโรงเรีนรย้ายกลางเทอมก็ไม่ทราบว่าจะหาได้ที่ไหน หากจะย้ายอาจจะต้องเข้าเรียนโรงเรียนกินนอนหรือถ้าได้โรงเรียนแถวสนามบินสุวรรณภูมิก็อาจไปฝากให้พี่สาวคนเล็กดูแลแทน เรื่องนี้ดิฉันเองก็ยังคิดไม่ตกอยู่เลยคะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากคะ


Jiwak
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 24 มิ.ย. 2556 (10:53)
โปรดอ่านด่วน โครงการ สปสช.ได้เปลี่ยนเบอร์แล้ว ไม่ต้องโทรมาที่เบอร์มือถือ ของผม ผมไม่รู้ หรอก เพราะ ผม ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในโครงการ ผมเพียงแต่โพส เพื่อ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กะคนที่ป่วยเท่านั้น
kron (IP:61.90.0.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 15 ก.ค. 2556 (11:48)


ผมขอให้กำลังใจ ให้ต่อสู้ หายป่วยเร็ววันนี้ครับ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2798 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 29 ก.ค. 2556 (13:11)
แฟนของเราอายุ43ปีเค้าเคยมีอาการแขนขวายกไม่ขึ้นไม่มีแรงและเราก็ได้รักษาจนหายและตอนนี้เค้ากับมาเป็นเหมือนเดิมอาการตอนนี้คืนแขนขวาไม่มีแรงแล้วพาไปหาหมอคือเส้นเลือดสมองข้างซ้ายตอนเอ็กซเรย์ไม่เห็นแล้วหมอจึงไม่สามารถผ่าตัดได้เพราะหมอบอกว่าอาการหนักมากแฟนเรามีอาการเบลอๆบางครั้งพูดไม่ชัดจนพูดไม่รู้เรื่องแล้วตอนนี้ถามคำตอบคำถ้าไม่เอาอะไรก็จะใช้มือข้างซ้ายปัดออกเดินได้เอียงๆเพราะแขนขวาตกแล้วแต่ยังรับรู้ทุกอย่างบ้างตอนนี้เค้ามารักษาตัวอยู่บ้านด้วยอาการแบบนี้วันดีคืนดีก็เดินออกมาตากฝนบอกเบื่ออยากออกไปข้างนอกเรายังต้องพาเค้าไปโรงบาลทุกวันเพื่อฉีดยาอยู่ตลอดหมอบอกว่าคนไข้เคยใช้ชีวิตยังไงตอนยังดีๆตอนนี้ก็ยังคงทำเหมือนเดิมแฟนเรายังคงตื่นเช้ามาแต่งตัวหล่อเพื่อจะออกไปทำงานเค้ายังคิดอยู่เสมอว่าตัวเค้าแข็งแรงดีทั้งที่เค้าเป็นทั้งความดัน,เบาหวาน,ไขมันอุดตัน,จนภูมิคุ้มกันไม่มีแล้วเรายังหวังว่าแฟนเราจะกับมาดีเหมือนเดิมแต่เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้มั้ย
rtipparad@gmail.com (IP:115.67.39.150)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 27 ก.ย. 2556 (23:40)
ผู้ที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน กระดูกพรุน sle. โรคพุ่มพวง กระดูกพรุน ข้อเข่าเสื่อม กระดูกเคลื่อน ผู้ที่มีอาการ ปวดหลัง คอ แขน ขา ไล่ เอว
ปวดตา ตามัว มือเท้าชา ตะคริว ท้องผูก รองช้ำ ต่ลูกหมากโต กระดูกทับเส้นประสาท กระดูกขาโก่ง นิ้วล๊อก และอีกหลายโรค
พระอาจารย์ชัยณรงค์ อุปสโม สำนักสงฆ์เขมาภิโร บ้านคา ราชบุรี ท่านสามารถรักษาอาการเหล่านี้ฟรี ท่านมีผู้ป่วยมารักษาวันละหลายร้อยคน
หากท่านไม่เชื่อลองเปิดYouTube ดู
การฝึกสร้างสมดุลกาย จิต วิถีพุทธ
โดย Phramahaworapot4 เดือนที่ผ่านมาดู 2,625 ครั้ง
การฝึกสร้างสมดุลกาย จิตวิถีพุทธก โดย พระอาจารย์ชัยณรงค์ อุปสโม ณ วัดมเหยงคณ์.

พิมพ์ชื่อท่านพระอาจารย์ชัยณรงค์ อุปสโม ก็จะเจอหรือใครดู รายการธรรมาภิวัฒน์ของAstvก็มี
มหัศจรรย์แห่งการรักษาโรคง่ายๆ เพียงแค่ลงมือทำ
Sheroaujee@hotmail.com (IP:125.27.221.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 30 ก.ย. 2556 (07:32)


กำลังใจต้องมาก่อน  ผมจากที่เคยเดินไม่ได้ มือเท้าขาวเดินไม่ได้  ปัจจุบันดีขึ้น  แต่ต้องควบคุมเรื่องความดัน  ขอบคุณคุณศานติด้วย  ที่มีส่วนทำไห้ดีขึ้น เราต้องรักษาตัวเราก่อนที่จะไห้คนอื่นรักษาเรา  ปัจจุบันกำลังรักษาความดัน  เวปนี้น่าศึกษาเหมือนกัน http://bp-chart.com/en   


technoo
ร่วมแบ่งปัน26 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 25 มี.ค. 2557 (00:48)
โรคอัมพาตรักษาได้ โดยการทานยาจีน+นวดแผนไทย แถบจังหวัดชลบุรี อำเภอบ้านบึง มีพระหมอที่มีความชำนาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ ท่านเป็นพระอยู่ที่วัดหนองบอนแดง เบอร์ 0895299986 ผมอยากให้ผู้ที่เป็นโรคนี้ได้มีโอกาส กับแพทย์ทาางเลือกที่วิชาการแพทย์แผนปัจจุบันยังรักษาได้ยากและใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็แล้วแต่วิจารณญาณของผู้ป่วยและญาติ ที่จะตัดสินใจเอง ส่วนพี่ชายผมที่ป่วยเป็นโรคนี้ ก็กำลังดีขึ้นตามลำดับแต่ยังไม่หายดีนัก คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ จากการที่เตรียมจองเมรุไว้แล้ว โดยที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดยุติการรักษา ส่งตัวต่อไปยัง สมิติเวช ศรีราชา อีก 50วัน หมดไป 2ล้านกว่าบาท มีนักกายภาพมาทำให้ที่บ้าน สุดท้ายจบที่พระอาจารย์หมอ ในสายแพทย์ทางเลือก +รพ.สมิติเวชศรีราชา ในการติดตามอาการแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ผมอยากทำบุญ โดยการเสนอแนวทางในการรักษาและเยียวยา ผู้ที่ป่วยโรคนี้ได้มีโอการหาย เพราะผมรู้ว่าการที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคนี้ ทั้งผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วย มันทุกข์ทรมาณแค่ไหนและทำให้การดำเนินชีวิตยากลำบากมากเพียงใด หรือติดต่อรายละเอียดการเดินทาง ที่ 0813659523 ยินดีช่วยเหลือครับ บางทีอาจจะเจอผมกับครอบครัวผมที่วัดก็ได้ เพราะผมต้องพาคนป่วยไปนวดแผนโบราณ เกือบทุกวัน
pantiwamakaew@gmail.com (IP:180.183.93.185)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม