วิชาการดอทคอม ptt logo

เพื่อนที่ควรคบและไม่ควรคบ

โพสต์เมื่อ: 22:13 วันที่ 27 ส.ค. 2552         ชมแล้ว: 18,571 ตอบแล้ว: 9
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา

เพื่อนที่ไม่ควรคบ  4  จำพวก

1. คนปอกลอก  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

2) เสียให้น้อย  คิดเอาให้ได้มาก

3) เมื่อมีภัยแก่ตัว  จึงรับทำกิจของเพื่อน

4) คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว



นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5640 ครั้ง - ดาว 251 ดวง





จำนวน 9 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ส.ค. 2552 (22:24)

2. คนดีแต่พูด  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) เก็บเอาของที่ล่วงแล้วมาปราศรัย

2) อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย

3) สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้

4) ออกปากพึ่งพาอาศัยไม่ได้


3. คนหัวประจบ  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) จะทำชั่วก็คล้อยตาม

2) จะทำดีก็คล้อยตาม

3) ต่อหน้าว่าสรรเสริญ

4) ลับหลังตั้งนินทา


4. คนชักชวนในทางฉิบหาย  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ชักชวนดื่มน้ำเมา

2) ชักชวนเที่ยวกลางคืน

3) ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น

4) ชักชวนเล่นการพนัน


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5640 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 27 ส.ค. 2552 (22:50)

ขอบคุณค่ะ

ที่มีอะไรดีๆมาให้อ่าน

{#emotions_dlg.a2}


natia
ร่วมแบ่งปัน49 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ส.ค. 2552 (09:00)

เพื่อนที่ควรคบ  4  จำพวก  

1. เพื่อนมีอุปการะ  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

2) ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

3) เมื่อมีภัย  เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้

4) เมื่อมีธุระ  ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก


2. เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ขยายความลับของตนแก่เพื่อน

2) ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย

3) ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ

4) แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้


3. เพื่อนแนะประโยชน์  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

2) แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี

3) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

4) บอกทางสวรรค์ให้


4. เพื่อนมีความรักใคร่  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ทุกข์  ทุกข์ด้วย

2) สุข  สุขด้วย

3) โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน

4) รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5640 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 ส.ค. 2552 (16:57)

เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเคยไปสัมผัส กับ ชมรมหนึ่ง� เกี่ยวกับศาสนา
บางครั้งรู้สึกว่า� ขีดเส้นแบ่งแยก คน 2 กลุ่ม อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง
เหมือนขาวกับดำ� อยู่ร่วมกัน ไม่ได้
.....................................................
บางคนในกลุ่มที่ดี� รังเกียจมาก กับ คนที่เขาจัดจำพวกนั้นว่า ไม่ดี
สีหน้า และท่าทางของคนนั้น� ไม่ยอมรับ กลุ่มที่ไม่ดีนั้น อย่างมาก
......................................................
ไม่ต่างจากหนังจีน ที่เรียกตนเองว่า ฝ่ายธรรมะ
และเรียกฝ่ายที่ไม่ดีว่า ฝ่าย มาร
ทั้ง ๆ ที่ ทั้งสองฝ่าย ฆ่าคนตายเหมือนกัน� กินเหล้า ดื่มสุราเหมือนกัน
เครียดแค้น ล้างแค้น เหมือนกัน
.......................................................
จากคำถามตามกระทู้� รวมถึง ความเห็นที่ 1 และ 3
1.คนปอกลอก� ในประเทศเรา ก็มี อยู่มาก� แต่ก็มีคน คบหา� เพื่อ......
2.คนดีแต่พูด(ในบางลักษณะ)� ในประเทศเรา มีคนยอมรับ ก็มีอยู่มาก
�� กลับเป็นประโยชน์ต่อการ................... มากมาย�
�� ไม่ว่าทางด้านบวก เช่น การประเมินผล� การวางแผนแก้ไขปัญหาซ้ำซาก
���ไม่ว่าทางด้านลบ เช่น.......................
3.คนหัวประจบ� โอย...มีอยู่มากมาย�
�� บางครั้งท่านเอง� ยังชอบใจเลย� ที่มีคนพูดดีกับท่าน� นิยม ชมชอบ ท่าน
�� การได้รับบริการจากพนักงานอย่างสุภาพ� อย่างอ่อนน้อม
�� (ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไร� แต่ทำลงไปได้� ด้วยมืออาชีพ)
4.คนชักชวนให้ฉิบหาย� ก็มีอยู่มาก
�� ด้วยว่า ตนเอง โลภะ โทสะ โมหะ เสียเอง
�� คิดว่า ทำแล้ว ได้กำไร ไม่น้อย� ก็มาก
�� คิดว่า ทำแล้ว�ขาดทุน ไม่มาก� ก็น้อย� (ไม่เป็นไร� นิดหน่อย)
�� คิดว่า ทำแล้ว� สนุก�� ไม่น้อย� ก็มาก�
�� คิดว่า ทำแล้ว��เกิดทุกข์�� ไม่มาก� ก็น้อย� (ไม่เป็นไร� นิดหน่อย)
5.ในหัวข้อของเพื่อนดี� บางหัวข้อ
�� ดูแล้วเป็นเพื่อนที่ดีมาก� หาได้ยาก
�� ดูแล้วเมื่อมองให้แง่บวก เป็น ลบ� ก็ดูน่าอันตราย� เช่น
�� เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์��
���ที่ขยายความลับ(ความชั่ว)ของตนแก่เพื่อน
�� ปิดความลับ(ความชั่ว)ของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
�� ไม่ละทิ้ง(เพื่อนเลว)ในยามวิบัติ
�� ไม่ละทิ้ง(เพื่อนรวย-มีมรดก)ในยามวิบัติ
�� เพื่อนมีความรักใคร่��
�� ทุกข์� ทุกข์ด้วย (เพราะเพื่อนยังมี........ต่อเรา)
�� สุข� สุขด้วย (เพราะเพื่อนยังมี........ต่อเรา)
�� โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน (แม้เพื่อนจะผิดจริง)
�� รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน(ดีจังเลย� เพื่อนเราดีไม่ดี� ก็ต้อนรับหรือรับรอง)
.............................................................
ลองดู ตรรกะ�ใหม่
1.เพื่อนร่ำรวย�เพื่อนมีความรู้งานอาชีพ
2.เพื่อนร่ำรวย�เพื่อนไม่มีความรู้งานอาชีพ
3.เพื่อนยากจน�เพื่อนมีความรู้งานอาชีพ
4.เพื่อนยากจน�เพื่อนไม่มีความรู้งานอาชีพ
..............................................................
หากไปผสมกับ ตรรกะ อีก 2 ตรรกะ คือ เพื่อนที่ควรคบ� และไม่ควรคบ
จะได้ตรรกะใหม่�รวมเป็น 8 ประเภท
เพื่อนประเภทท้าย ๆ เช่น
ประเภทที่ 7.เพื่อนยากจน�เพื่อนไม่มีความรู้งานอาชีพ และควรคบ
ประเภทที่ 8.เพื่อนยากจน�เพื่อนไม่มีความรู้งานอาชีพ และไม่ควรคบ
สองประเภทนี้��มีอยุ่จริง ในวงเวียนชีวิต� ดูน่าสงสาร หรือ น่าให้อดตาย
ท่านเห็นว่า อย่างไร
........................................................
ในที่นี้� อย่าได้เข้าใจว่า ชี้นำ ให้ไปทางผิด
การคบคน� คบคนน้อย คบคนมาก�ไม่คบคน เป็นเรื่องของส่วนบุคคล
การเลือกคบคน�การไม่คบคนพาล เป็นเรื่องที่ดี
เป็นคำสอนบทที่ 1 ของมงคลชีวิต38ประการ
........................................................
ในยุคของพระพุทธเจ้า��ถ้าตั้งข้อสังเกตุ พระพุทธเจ้าพยายาม� เปลี่ยน พวกเขาเหล่านั้น� ถ้าพระองค์เห็นว่า เปลี่ยนเขาได้� พระองค์พยายามที่จะ เปลี่ยน�
จะเห็นว่า��พระองค์ไม่ได้แยกประเภทเพื่อน 8 ประเภท ข้างต้น
........................................................
เสมือนหนึ่ง�
ทำดี� เิริ่มที่ตนเอง
ไม่ได้เริ่มทำดี�ด้วยการ รอเพื่อนดี ๆ� แล้วตนเองจึงจะทำดีได้
.........................................................
หนังสือ� หนัง� ละครทีวี� เป็นตัวอย่างที่ดี� ตัวย่อเรื่องที่ดี
ที่จะทำให้เราเห็นได้ง่ายขึ้นว่า คบเพื่อนอย่างไร� เป็นอย่างไร
.........................................................
แน่นอน ละ� หนังสือธรรมะพระไตรปิฎก� เกี่ยวกับพุทธประวัติ� เป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง
ที่ย่อเรื่องราวการทำความดีอย่างไร�� ที่เรียกว่า ดี�(ตามแบบอย่างพุทธ)
ซึ่งดีกว่า การค้นหา คบหาเพื่อน� ตามกระทู้ ดังกล่าว
เพราะโดยความหมายแล้ว��อาจเข้าใจในความหมายของตน
ด้วยสภาวะสิ่งแวดล้อม�ความรู้� ความสามารถ�ฐานะการเงิน�
ความมีกิเลสมาก-น้อย� ของตนเอง��
...................................................
เพราะในปัจจุบัน� เรายังคงต้องอยู่ร่วมกับคนหลายร้อยประเภท
และเชื่อแน่ว่า�เราต้องพบเห็น หรือ อยู่ร่วม คนตามหัวข้อเหล่านั้น� อย่างหลีกเลี่ยง� ไม่ได้� ไม่มาก ก็น้อย
..................................................
ความสำคัญคือ ท่านจะทำตัว อย่างไร�
เพื่อให้ สงบ ได้มากกว่าผู้อื่น
หรือ� ไม่สะสม ทุกข์ ให้กับตนเองมากไปกว่าผู้อื่น


















bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 ม.ค. 2553 (13:03)
สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ดิฉันอ่านข้อความแล้วนึกขอบคุณมากค่ะ ได้ประโยชน์กับชีวิตจริง

ตอนนี้เรียนจบนานแล้ว เพื่อนก็ห่างกันไป

นึกถึงเพื่อนรักคนหนึ่ง เคยทำเรื่องแล้งน้ำใจกับเขา

พยายามแก้ไข ทำอย่างไรก็ไม่กลับมาเหมือนเดิม

ผิดที่เราเอง นึกแล้วเสียใจนัก ไม่รู้ทำอย่างไรดีค่ะ
ไข่มุกราณี (IP:58.9.171.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 13 ก.พ. 2556 (14:51)
หนูมีเรื่องมาเล่าให้ฟังค่ะ มีเพื่อนหนูอยู่คนนึงเราสนิทกันมาตั้งแต่ตอนป.3หนูไว้ใจมันมากหนูมีความลับอะไรหนูบอกมันหมด(เกี่ยวกับเรื่องการเรียน)แต่มันไม่เคยบอกหนูสักเรื่องเลย และตอนนี้หนูก็ยุป.5แล้วหนูก็ยังเป็นเพื่อนกับมันยุและหนูก็บอกความลับของหนูจนหมดเปลือกให้มันฟัง และมียุวันนึงหนูไม่สบายมากและหนูก็ไม่ไปร.ร.2วัน พอหนูไปร.ร.หนูก็พบว่ามันไปบอกความลับของหนูให้ครูฟังหมดและครูก็เอาไปประจานหน้าห้อง ตอนนั้นหนูอายมากๆแล้ววันต่อไปหนูก็ถูกเพื่อนล้อแต่ก็ไม่มากและหนูก็ถูกผ.อ.เรียกไปพบและเรื่องมันก็จบแค่นี้ แล้วส่วนอีกเรื่องนึงตอนนั้นหนูมีงานค้างวิชาคณิตแล้วหนูก็ให้มันไปทำให้แล้วมันก็ทำให้ แต่พอวันนี้มันก็ลบที่มันทำให้หนูจนหมด แล้วหนูก็ถามว่า"ลบทำไม"แล้วมันก็บอกว่า"ให้ทำเองสิ แล้วมันก็บอกว่าจะเอาไปบอกครูด้วยที่หนูงานค้างถ้าหนูไม่ทำดีกับมัน"หนูก็เลยต้องทำดีกับมันทั้งๆที่หนูไม่อยากคบกับมันเลยแม้แต่พูดด้วยหนูก็ยังไม่คุยเลย แต่จะให้หนูทำไงดี แล้วมันก็บอกว่า"ถ้าเราบอกความลับของเธอคราวนี้เรื่องของเธอก็จะดังไปทั่วร.ร.เลย"หนูแค้นมันมากแต่ไม่รุจะทำยังไงดีกับเพื่อนชั่วๆตัวนั้น แต่แม่หนูบอกว่าคนชั่วๆแบบนั้นสักวันจะไม่มีเพื่อนคบและกรรมมันจะตามทันเอง
แอร์ (IP:118.173.118.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.พ. 2556 (17:54)

มิตรแท้ ๔ มิตรเทียม ๔














002 (Custom) มิตรแท้ ๔ มิตรเทียม ๔


     คำว่า มิตร มีรากศัพท์คำเดียวกับคำว่า เมตตา ซึ่งมีความหมายว่า ความรักใคร่ห่วงใยปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
เพราะฉะนั้นคำว่า มิตรจึงหมายถึง ผู้ที่รักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกัน
กล่าวคือมีความเมตตาทั้ง ทางกาย วาจา ใจ ต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คำว่ามิตรนั้น มักมีคำที่ใช้แทนกันหลายคำ เช่น สหาย แปลว่า
ผู้ไปด้วยกันมีความคิดเห็นเหมือนกัน สขา แปลว่า เพื่อน
คือผู้คบกันคุ้นเคยสนิทสนม มิตรมี ๒ จำพวกใหญ่คือ มิตรแท้ และมิตรเทียม  มิตรแท้ ๔
มิตรแท้มี ๔ ประเภท คือ


๑.มิตรมีอุปการะ ได้แก่ เพื่อนที่มีบุญคุณ มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่คอยคุ้มครองป้องกันเพื่อนของตน ทั้งเป็นที่พึ่งของเพื่อนได้ มีลักษณะ
โดยสรุป ๔ ประการ ดังนี้คือ



  •  ป้องกันเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่ช่วยป้องกันชีวิตชื่อเสียงและเกียรติยศของเพื่อน

  •  ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่คอยแนะนำห้ามปรามเพื่อนเมื่อเห็นเพื่อนใช้จ่ายทรัพย์สมบัติไปในทางอบายมุข
    หรือลงทุนที่มีการเสี่ยงเกินไป

  • เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ หมายถึง มิตรที่คอยอุปการะช่วยเหลือเมื่อเพื่อนตกทุกข์ เมื่อเพื่อนมีภัยก็ให้การคุ้มครองป้องกัน

  • เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก หมายถึง มิตรที่ช่วยเหลือเพื่อน เมื่อเพื่อนมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ออกปากขอยืมเงิน ก็
    ตอบสนองด้วยดี เสนอให้ยืมเกินกว่าที่ขอยืม ไม่แสดงความโลภออกมา


๒.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ได้แก่ เพื่อนสนิทเหมือนญาติ ไว้วางใจกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีลักษณะโดยสรุป ๔ ประการ



  • ขยายความลับของตนแก่เพื่อน หมายถึง ต่างฝ่ายต่างเผยความลับของตนแก่เพื่อน
    ถ้าความลับนั้นมีจุดอ่อนหรือปมด้อยก็ช่วยกันแก่ไข และ
    เป็นการให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

  • ปิดความลับของเพื่อนมิให้แพร่หลาย หมายถึง มิตรที่มีความจริงใจต่อเพื่อนรักษาน้ำใจซึ่งกันและเอาไว้โดยการไม่เปิดเผย ความลับของเพื่อน ไม่ให้ผู้อื่นรู้

  • ไม่ละทิ้งยามวิบัติ หมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยากก็คอยช่วยเหลือไม่ละทิ้ง

  • แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ หมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกอยู่ในอันตราย ก็เข้าช่วยเหลือถึงแม้ตัวเองจะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม


๓.มิตรแนะนำประโยชน์ ได้แก่ เพื่อนที่คอยแนะนำแต่ในทางที่ดี มีลักษณะเหมือนครู ลักษณะของเพื่อนเช่นนี้มีอยู่ ๔ ประการ คือ



  • ห้ามไม่ให้ทำชั่ว หมายถึง เห็นเพื่อนทำความชั่ว เพราะความไม่รู้
    หรือความประมาทคึกคะนองก็เข้าห้ามปรามแสดงถึงเหตุผล ให้เพื่อนมี หิริ คือ
    ความรังเกียจต่อความชั่ว และ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่ว

  • แนะนำให้ทำแต่ความดี หมายถึง นอกจากห้ามไม่ให้เพื่อนทำชั่วแล้ว ยังสอนเพื่อนให้รู้จักคุณความดีสอนให้ประพฤติดี

  • ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ หมายถึง ถ้าเพื่อนยังไม่มีความรู้ในทางหลักธรรมคุณความดีกฎแห่งกรรมมากนักก็เล่าให้เพื่อนฟัง

  • บอกทางสวรรค์ให้ ทางสวรรค์ หมายถึง ทางไปสู่อนาคตอันสดใส ด้วยการแสวงหาความรู้หรือปัญญา


๔.มิตรมีความรักใคร่ ได้แก่ เพื่อนประเภทสหาย มีลักษณะสำคัญ ๔ ประการคือ



  • ทุกข์ ทุกข์ ด้วย หมายถึง เมื่อเห็นเพื่อนมีความทุกข์ไม่ว่าทางใด ทางกายใจ ก็ให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ปลอบโยน แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ

  • สุข สุข ด้วย หมายถึง มิตรที่เห็นเพื่อนมีความสุขไม่ว่าทางกายหรือทางใจก็พลอยยินดีกับเพื่อนด้วย เข้าไปแสดงความยินดีด้วย

  • โต้ เถียงผู้ที่ติเตียนเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนอื่นติเตียนเพื่อนของเรา ไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง
    ก็ช่วยพูดจาชี้แจงให้เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนไม่
    ให้เพื่อนเสียหาย

  • รับรองคนพูดสรรญเสริญเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนพูดจาชมเชยเพื่อนก็พูดจาสนับสนุน


003 (Custom) มิตรเทียม ๔


     มิตรเทียม มาจากคำว่า มิตรปฏิรูป ซึ่งอาจมีความหมายว่า คนเทียมเป็นมิตรหรือคนปลอมเป็นมิตร ซึ่งมี ๔ ประเภทคือ


๑.คนปอกลอก คนประเภทนี้ไม่ใช่มิตรแต่แสดงตัวว่าเป็นมิตร ซึ่งหวังผลประโยชน์จากคนที่คบด้วย ซึ่งมี ๔ ประเภทคือ



  • คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คือ คนที่เอาเปรียบ

  • เสียน้อย คิดเอาให้มาก คือ เมื่อในกรณีที่ทีการลงทุนจะเสียน้อยแต่พอได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนแล้ว จะรับเอาแต่มาก

  • เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน คือ ตามปกติคนประเภทนี้จะไม่ยอมข่วยเหลือใคร แต่เมื่อตนประสบปัญญาแล้วจึงมาแกล้งแสดงตัวเป็นมิตร

  • คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คือ คนประเภทนี้เป็นคนเห็นแก่ตัวเมื่อคบเพื่อนคนใดแล้วก็จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนเท่านั้น


๒.คนดีแต่พูด คนดีแต่พูดไม่ถึงกับใช่คนหลอกลวง แต่เป็นกะล่อน ขอให้ได้พูดพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนมากเป็นเรื่องไร้สาระมี ๔ ประเภทคือ



  • เก็บของล่วงแล้วมาปราศรัย คือ พววกที่คอยเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่แล้วจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาพูด

  • อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย คือ พวกที่ชอบพูดในเรื่องของอนาคต พูดในทำนองการพยากรณ์ ทำตัวเป็นผู้รอบรู้

  • สงเคราะด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้ คือ ถ้าช่วยเหลือคนที่คบกันอยู่ก็จะช่วยเหลือแบบเล่น ให้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์

  • ออกปากพึ่งมิได้ คืด เมื่อเพื่อนต้องการพึ่งเพราะมีความเดือดร้อนบางอย่าง ก็บ่ายเบี่ยงแบ่งรับแบ่งสู้


๓.คนหัวประจบ คนหัวประจบเป็นคนที่คอยตามใจเพื่อน
ให้เพื่อนเป็นผู้นำส่วนตนนั้นทำตัวเป็นผู้ตาม
เพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าสิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง
คนจำพวกนี้มีอยู่ ๔ ประเภทคือ



  • จะทำชั่วก็คล้อยตาม คือ เมื่อเห็นเพื่อนทำชั่วก็ไม่ห้ามปราม กลับช่วยสนับสนุน

  • จะทำดีก็คลอยตาม คือ เมื่อเพื่อนทำดีก็เห็นด้วยคอยสนับสนุนเอาใจเพื่อน

  • ต่อหน้าว่าสรรญเสริญ คือ คอยยกย่องเพื่อนต่อหน้าเพื่อเอาใจเพื่อน

  • ลับหลังนินทาเพื่อน คือ เมื่อเพื่อนไม่เห็น ไม่ได้ยิน กลับนินทาว่าร้ายต่างๆ


๔.คนชักชวนในทางฉิบหาย คบเพื่อนเพื่ออาศัยเพื่อนเป็นเครื่องมือหาความสนุกเพลิดเพลินของตน มีลักษณะ ๔ ประการคือ



  • ชักชวนดื่มน้ำเมา คือ ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุราเมรัยซึ่งเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

  • ชักชวนเที่ยวกลางคืน เช่น เที่ยวตามสถานบริการบันเทิงต่างๆ

  • ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น คือ เล่นกีฬาหรือเล่นเกมต่างๆที่มีการพนันอยู่ด้วย

  • ชักชวนเล่นการพนัน หมายถึง การเล่นการพนันล้วนๆ


ที่มา : http://www.geocities.com/peera_pin/page9.html


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5640 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 ก.พ. 2556 (18:04)

มิตรแท้


















ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภมิตรของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีชื่อกาฬกรรณี เรื่องมีอยู่ว่า...


ทราบว่า มิตรของท่านเศรษฐีผู้นี้ เคยเป็นสหายร่วมเล่นฝุ่นและร่วมสำนักเรียนอาจารย์คนเดียวกัน ต่อมาเขาตกทุกข์ได้ยาก จึงมาหาเศรษฐีช่วยทำกิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำได้ แต่ชื่อของเขาได้สร้างความไม่สบายใจแก่หมู่ญาติของท่านเศรษฐี พวกเขาจึงเข้าไปพบท่านเศรษฐีและขอร้องให้ส่งนายกาฬกรรณีหนีไปเสีย


ท่านเศรษฐีจึงบอกว่า " หมู่บัณฑิต มิได้ถือชื่อเป็นประมาณ เราไม่อาจอาศัยเหตุเพียงชื่อแล้วทิ้งเพื่อนผู้เล่นฝุ่นมาด้วยกันได้ "


วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีไปบ้านส่วยของตน ได้มอบหมายให้นายกาฬกรรณีเป็นผู้แลรักษาเคหะสถาน (รปภ.) พวกโจรคบคิดกันว่า " เศรษฐีไม่อยู่ พวกเราจะปล้นบ้านของเขา "


ต่างพากันถืออาวุธไปล้อมเรือนของเศรษฐีไว้ในเวลากลางคืน ฝ่ายนายกาฬกรรณี ระแวงอยู่ว่าโจรจะปล้น จึงนั่งเฝ้าไม่ยอมหลับนอน ครั้นเห็นว่าพวกโจรจะมา ก็ปลุกผู้คนด้วยการให้ประโคมดนตรีเหมือนมีมหรสพโรงใหญ่ บรรเลงตลอดทั้งคืน จนรุ่งแจ้งพวกโจรไม่มีโอกาสเข้าปล้นจึงทิ้งอาวุธไว้แล้วหลบหนีไป


รุ่งขึ้น ผู้คนเห็นก้อนดินและไม้พลองเป็นต้น จึงได้ทราบเหตุการณ์ ต่างพากันยอมรับในความสามารถของนายกาฬกรรณี พอเศรษฐีกลับมาก็บอกเรื่องนั้นให้ฟังทุกประการ


เศรษฐีได้ทีจึงพูดว่า " เห็นไหม ถ้าเราไล่เพื่อนของเราตามคำของพวกท่าน ทรัพย์สินของเราคงสูญสิ้นไปมิใช่น้อยในวันนี้ ธรรมดาชื่อไม่เป็นประมาณ จิตที่เกื้อกูลเท่านั้นเป็นประมาณ "


แล้วให้ทุนทรัพย์แก่มิตรเพิ่มขึ้นอีก ได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า
     " บุคคลชื่อว่าเป็นมิตร ด้วยการเดินร่วมกัน ๗ ก้าว ชื่อว่าเป็นสหาย ด้วยการเดินร่วมกัน
       ๑๒ ก้าว และชื่อว่าเป็นญาติ ด้วยการอยู่ร่วมกันเดือนหนึ่งหรือครึ่งเดือน ส่วนผู้ชื่อว่า
       มีตนเสมอกัน ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น เราจะละทิ้งมิตรชื่อว่ากาฬกัณณี
       ผู้ชอบพอกันมานาน เพราะความสุขส่วนตัวได้อย่างไร "





















นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
 






คบคนอย่าคบเพียงชื่อ จิตใจสำคัญที่สุด



 








* เรื่องที่ ๓ ในอปายิมวรรค หน้า ๒๘๓-๒๘๗ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
วัดธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐ โทร ๐๔๓-๒๒๒๑๐๑, ๐๔๓-๓๒๐๘๕๐
http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt134.php


 

นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5640 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 ก.พ. 2556 (20:30)


พระคุณเจ้านกแสก ท่านแจ้งลบความเห็นที่ 7-8 หรือเปล่าครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27016 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม