|
เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงเห็นน้องชายทั้งสองก็เรียกให้มาร่วมนั่งด้วยกัน แล้วจึงไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกับเหล่าระตูเมืองเล็กๆ พร้อมทั้งปรึกษาหารือเรื่องที่จะไปตีเมืองดาหา เหล่าระตูต่างๆก็ตอบรับด้วยดี ยินดีที่จะไปออกรบด้วย ซึ่งเป็นที่พอใจแก่ท้าวกะหมังกุหนิงอย่างยิ่ง จึงเชิญให้เหล่าระตูต่างๆไปพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ก็ยังเรียกน้องทั้งสองไว้ แล้วจึงเล่าเรื่องตามจริงทั้งหมดให้ฟัง ฝ่ายน้องทั้งสองก็ไม่เห็นด้วยจึงทูลทัดทานไปว่าไม่ควรยกกองทัพไปต่อกรเหล่าวงศ์อสัญแดหวา ซึ่งมีพระเดชานุภาพและเชี่ยวชาญในการรบจนเป็นที่เลื่องลือ ถึงขนาดว่ามีเมืองมาขอเป็นเมืองขึ้นนับร้อยเมือง การยกทัพไปรบกับเมืองดาหาจึงเหมือนกับหิ่งห้อยแข่งกับแสงอาทิตย์ มีแต่จะพ่ายแพ้ จึงขอให้พี่ลองคิดไตร่ตรองดูก่อน เพราะผู้หญิงสวยๆใช่ว่าจะมีแต่เพียงพระธิดาของท้าวดาหาเสียที่ไหน ฝ่ายท้าวกะหมังกุหนิงก็ตอบไปว่าที่ไปไม่ใช่ไปรบกับท้าวดาหา เพียงแต่จะไปรบชิงนางบุษบาจากจรกาเท่านั้น ระตูทั้งสองจึงกราบทูลไปว่า ตอนนี้บุษบายังอยู่กับพระบิดาที่เมืองดาหา หากเกิดศึกชิงตัวนางขึ้น ท้าวดาหาก็ย่อมจะต้องไปบอกความแก่เมืองพี่น้องทั้ง ๓ เมืองเป็นแน่ จะทำให้เกิดศึกกระหนาบขึ้น เกินกำลังที่เราจะรับไหว ยิ่งถ้าเสียที่ในการรบ ก็จะเป็นที่อับอายขายหน้าแก่จรกา แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ตอบไปว่าอิเหนานั้นย้ายไป อยู่เมืองหมันหยาได้สักปีกว่าแล้ว ทำให้พระญาติวงศ์โกรธมาก คงจะไม่ยกพลมา ครั้นเมืองกาหลังกับสิงหัดส่าหรี ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวแต่อย่างใด ส่วนจรกา ล่าสำนั้น ต่อให้ยกพลมาเป็นล้าน หากโดนโจมตีประเดี๋ยวเดียวก็คงหนีเข้าป่าไปแล้ว ขอให้น้องทั้งสองเห็นแก่หลานด้วย หากไม่ได้นางมาก็คงจะตรอมใจตาย พี่ก็คงจะต้องตายเพราะลูกตามไปด้วย เพราะฉะนั้น ไหนๆถ้าจะต้องตาย จะเร็วจะช้าก็ตายเช่นกัน หากโชคดีก็คงจะได้ดังที่หวังไว้ น้องทั้งสองเมื่อฟังพี่ชายพูดเช่นนี้แล้วก็ไม่กล้าขัดอะไรอีกต่อไป แล้วท้าวกะหมังกุหนิงก็ชวนไปพักผ่อนนอนพัก
ฝ่ายราชทูตของเมืองกะหมังกุหนิงก็เดินทางมาถึงหน้าด่านเมืองดาหาเป็นเวลาประมาณ ๑๕ 
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |