ภาษาไทยของฉัน ร่วมมือกันจรรโลง

ขอเรียนเชิญกัลยาณมิตรทั้งหลายในวิชาการ.คอม แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนนำเสนอสาระน่ารู้ต่างๆเกี่ยวกับภาษาไทยของเรา ท่านที่ถนัดร้อยแก้วก็เชิญเขียนเรื่องที่แสดงคุณค่าของภาษาไทยที่เยาวชนควรทราบ เชิญท่านที่ถนัดร้อยกรองแสดงฝีไม้ลายมือและมันสมองกลั่นกรองออกมาให้ลูกหลานไทยได้ซาบซึ้งกับภาษาไทย ท่านที่ชอบเขียนเรื่องแนวเล่นคำภาษาไทยที่สนุกสนาน ท่านที่ชอบนิทานธรรมะและบทเพลงธรรมะในรูปแบบต่างๆ หรือท่านอื่นๆที่จะสามารถสื่อให้เห็นว่าภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่า ควรที่เราจะจรรโลงไว้สืบไป










http://www.royin.go.th/th/home/index.php



ประวัติลายสือไทย
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2



วรรณคดีไทยและแบบเรียนดีๆสมัยก่อน
http://www.lokwannakadi.com/


 


แบบเรียนเรื่องนกกางเขน แบบมัลติมีเดีย
http://202.129.0.133/webe_book/NokKangKhean/index.htm



อุทยานดอกไม้ไทย
http://board.palungjit.com/f188/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-198634.html

คำบรรยายและบทเพลงธรรมะแบบต่างๆ
http://www.phrapiyaroj.com/
การ์ตูนธรรมะ
http://www.kalyanamitra.org/chadok/mixchadok/mixchadok.html



ความคิดเห็นที่ 1

ภากร
19 ก.ย. 2552 23:03
  1. สนับสนุนกระทู้นี้เต็มที่

    {#emotions_dlg.a3}

    ผมก็เรียนภาษาไทยไม่เก่งนัก แต่ก็พยายามจะอนุรักษ์ใว้นะครับ เห็นว่ามันดีมากๆ

    ภาษาไทยดีอยู่แล้วทั้งด้านหลักภาษา การเล่นถ้อยคำต่างๆ จะมาใช้ภาษาให้ผิดไปทำไมแม้จะรู้กันว่าคือคำอะไร อยากคิดค้นภาษาใหม่หรือ

    ขอเล่าสักหน่อยนะครับ 

    มีเพื่อนผมคนหนึ่ง ชอบใช้ภาษาไม่ถูกต้อง(ก็พวกใช้อย่างเจตนาน่ะครับ รู้กันในนาม"ภาษาวิบัติ")มาก พอผมไปคุยด้วยเขาอ้างว่าพิมพ์ได้เร็วกว่า

    (ผมสังเกต(ไม่ใช่จับผิด)ว่าหลายคำเสียเวลาพิมพ์มากกว่้าอีก) พอผมบอกไป ข้ออ้างที่สองบอกว่าพิมพ์ไปนานจนติดเป็นนิสัยแล้ว

    (ทำไมเรียนภาษาไทยถึงเขียนได้ ได้คะแนนดีด้วย เรียนไปทำไมไม่ใช้) พอผมบอกไปเขาบอกว่า เป็นเรื่องของเขา...

    ก็จริงว่าเป็นเรื่องของเขาผมไม่เกี่ยว จะไปยุ่งอะไรด้วยได้ 

     

    แต่จากเหตุการณ์นี้มันทำให้ผมได้รู้ว่า

    มนุษย์เป็นผู้ปลูกฝังภาษา แต่คนถูกวัฒนธรรมผิดๆครอบงำจนไปกดทับวัฒนธรรมดีๆอย่างภาษาไทยใว้ 

    ลองคิดดูสิครับว่าถ้าอีกห้าปีข้างหน้าภาษาไทยจะใช้แบบผิดๆ(ภาษาแบบนี้ดูได้ในบอร์ดวิชาการนี่ล่ะครับ)

     

    ขออภัยด้วยครับอาจนอกเรื่องไปนิด ผมก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านหลักภาษา กาพย์กลอนอะไรมากนัก ขอเป็นแบบบรรยายแล้วกันครับ 

    ช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทยกันใว้นะครับ{#emotions_dlg.d4}


ความคิดเห็นที่ 2

แขชนะ
19 ก.ย. 2552 23:18
  1. ในบรรดาเพื่อนสมาชิกที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ผมชอบข้อคิดเห็นของคุณ NpEducate มากที่สุด เพราะเต็มไปด้วยแง่คิด ลูกเล่นทางภาษาไทย คำพูดที่ยั่วยุให้ติดตาม และมักจะหยอด "ลูกฮา" ที่หลายคนต้องไปคิดอยู่หลายวันจึงจะปล่อยก๊ากออกมา และหลายครั้งที่ให้อารมณ์สนุกสนานที่หลายคนเรียกว่า "กวน..."ท่านส่งข่าวมาว่าหมู่นี้ไปทัศนศึกษาแถวๆโรงพยาบาลถี่ขึ้นจึงหายหน้าหายตาไปบ้าง ผมเชื่อว่าท่านคงมี "ลูกฮา"จากโรงพยาบาลหลายเรื่องที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังอาจารย์นิรันดร์เพื่อนเก่า(แก่)ที่รู้จักกันมากว่า 50 ปีแล้ว เข้ามาเอาทุกรูปแบบเหมือนกัน ไม่ว่าร้อยแก้วหรือร้อยกรอง เป็นสมาชิกรุ่นแรกของวิชาการ.คอม เรียกว่าใครปวดหัวตัวร้อน ถ่ายไม่ออก ปรึกษาได้หมด คารมทางภาษาไทยของท่าน ใครอย่าได้ไปต่อกรเชียวนะครับ ครูไผ่ เกิดมาเพื่อเป็นครูโดยแท้ สิ่งใดไม่ถูกต้อง ไม่ว่าทางคณิตศาสตร์หรือภาษาไทย ท่านจะต้องแปลงร่างออกมาเป็นนางฟ้าคอยปกป้องวัฒนธรรมไทยโดยไม่รอช้าหนูๆนักเรียนทั้งหลายที่มีลีลาการเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลายคนหายหน้าหายตาไปรู้สึกคิดถึงครับ แวะเวียนเข้ามาทักทายกันบ้างนะครับ


ความคิดเห็นที่ 3

แขชนะ
19 ก.ย. 2552 23:26
  1. 111467

    ก่อนแต่งงาน ผู้ชายกับผู้หญิงสนทนากัน โดยอ่านจากบนลงล่างดังนี้

    ชาย: ใช่แล้ว ในที่สุด มันยากจริงๆที่จะรอคอยวันนั้นหญิง: เธอจะทิ้งฉันไปหรือชาย: ไม่ เธอคิดอย่างนั้นได้อย่างไรหญิง: เธอรักฉันไหมชาย: แน่นอน และมันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆหญิง: เธอเคยโกหกฉันไหมชาย: ไม่ ถามได้ไงอย่างนั้นหญิง: เธอจะจูบฉันไหมชาย: ทุกครั้งที่มีโอกาสหญิง: เธอจะทุบตีฉันไหมชาย: เธอก็รู้ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นหญิง: เธอเป็นคนที่ฉันจะเชื่อใจได้ใช่ไหมชาย: จ๊ะหญิง: ที่รักจ๋า!แต่หลังแต่งงานแล้ว ให้อ่านจากล่างไปบน


ความคิดเห็นที่ 4

แขชนะ
20 ก.ย. 2552 02:06
  1. เสน่ห์ของภาษาไทยมีมากมาย ตัวอย่างที่เรามักจะเอามาพูดถึงเสมอคือ ท่อนหนึ่งในบทประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  

    "สวดมนต์เย็นบนพระที่นั่งบ่ายวันนี้มังคะ เสด็จให้มาทูลถามเสด็จ ว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ   ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย"


ความคิดเห็นที่ 5

แขชนะ
20 ก.ย. 2552 02:48
  1. 112848112849จากเพลงอุทยานดอกไม้ ท่านจะได้รู้จักชื่อดอกไม้ต่างๆดังนี้ ชม ผกา จำปา จำปี กุหลาบ ราตรี พะยอม อังกาบ ทั้ง กรรณิการ์ ลำดวน นมแมว ซ่อนกลิ่น ยี่โถ ชงโค มณฑา สายหยุด เฟื่องฟ้า ชบา และ สร้อยทอง บานบุรี ยี่สุ่น ขจร ประดู่ พุดซ้อน พลับพลึง หงอนไก่ พิกุล ควรปอง งาม ทานตะวัน รักเร่ กาหลง ประยงค์ พวงทอง บานชื่น สุขสอง พุทธชาด สะอาดแซม พิศ พวงชมพู กระดังงา เลื้อยเคียงคู่ ดูสุดสวยแฉล้ม รสสุคนธ์ บุญนาค นางแย้ม สารภี ที่ถูกใจ งาม อุบล ปน จันทน์กระพ้อ* ผีเสื้อ แตกกอ พร้อม เล็บมือนาง พุดตาน กล้วยไม้ ดาวเรือง อัญชัน ยี่หุบ มะลิวัลย์ แลวิไล ชูช่อไสว เร้าใจในอุทยาน เอารูปเรียงตามลำดับชื่อดอกไม้ในเพลงมาให้ดูครับ

ความคิดเห็นที่ 7

NpEducate
20 ก.ย. 2552 08:48
  1. ดีใจมากที่มีคนตั้งกระทู้เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้ (ของชอบ)ประทับใจมากกับ คหพต.ของ ดร.แขชนะประทับใจเป็นพิเศษ คือ คหพต.3 ถ้านำไปเผยแพร่ต่ออย่าทวงค่าลิขสิทธิ์นะครับเคยเข้าไปแจมในกระทู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ของ อ.นิรันดร์� เล่นกันจนหมดมุข หมดพุงไปทัวร์โรงพยาบาล ไม่มีลูกฮา ครับ� มีแต่ลูกหวาดเสียว� เช่น การที่หมอเสกกล้องเข้าท้อง� และที่ประทับใจที่สุดในชีวิตก็คือ การสวนปัสสาวะ� เห็นเดือนเห็นตะวัน เห็นสวรรค์ขั้นฟ้าเลยครับ


ความคิดเห็นที่ 8

ครูไผ่
20 ก.ย. 2552 10:27
  1. ตามมาติดป้ายให้ค่ะ จะได้หากันง่าย ๆพอพูดคำว่า "หา" ก็นึกถึงคำอีกหลาย ๆ คำที่ประกอบคำว่า "หา" เช่นมองหาห่วงหาเข้าหาสรรหาคนึงหาเรียกหา...แต่ละคำมีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?


ความคิดเห็นที่ 9

แขชนะ
20 ก.ย. 2552 11:52
  1. มีอีกคำหนึ่งที่มีคำว่า "หา" แต่ไม่เกี่ยวกับคำ"กริยา" คือ "ชิวหา"


ความคิดเห็นที่ 10

unity sun power
20 ก.ย. 2552 12:18
  1. ซ่อนหา


ความคิดเห็นที่ 11

NpEducate
20 ก.ย. 2552 12:39
  1. ยกมาจากกระทู้โบกมือลา เนื่องจากไม่มีใครร่วมสนุกด้วยท่านเคยเห็นห่านขาว  หรือกระต่ายขาวบ้างไหมครับจากการตรวจสอบมาแล้วหลายครั้งพบว่า ตับห่านขาว หรือตับกระต่ายขาว ไม่มีนะครับ  จริงๆ ครับ  ท่านเชื่อไหมล่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 12

ครูไผ่
20 ก.ย. 2552 12:43
  1. เชื่อค่ะ ตับห่านไม่เป็นสีขาวตับกระต่ายก็ไม่เป็นสีขาว


ความคิดเห็นที่ 13

NpEducate
20 ก.ย. 2552 18:21
  1. แสวงหาเนื้อหาปัญหาพาหามาหาพูดหาแกว่งเท้าหาสอดส่ายหาคอยหาจ้องหาเยอะเลยครับถ้าหานำหน้า  เช่น หาเรื่อง  หากิน หาเงิน  ฯลฯ ยิ่งเยอะครับ----------------------------------------------------เสน่ห์ของภาษาไทยที่ทำให้การแต่งคำประพันธ์คล้องจองมีสัมผัสนอกสัมผัสใน  ก็คือ คำคำเดียวสามารถหาคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกันมาใช้แทนกันได้ถ้ามีคำที่ลงท้ายด้วยคำต่อไปนี้แล้ว  ให้นำคำที่มีความหมายว่า "น้ำ" มาต่อให้สัมผัสกัน  (ลองดูซิครับ)เขียวขจี...วารีงามตา...วิหก...เบิกบาน...สวยจัง...รำพึง...แสนสวย...พื้นเพ...หน้ามล...ทั้งผอง...รำพึง...ผ่องผุด...


ความคิดเห็นที่ 14

ครูไผ่
20 ก.ย. 2552 19:53
  1. เอาคำที่มีความหมายว่า "น้ำ" มาเติมให้คล้องจองกันงามตา  คล้องจองกับ  ธาราวิหค  คล้องจองกับ   อุทกเบิกบาน  คล้องจองกับ  ชลธารสวยจัง  คล้องจองกับ  ...รำพึง  คล้องจองกับ  ...แสนสวย  คล้องจองกับ  ...พื้นเพ  คล้องจองกับ   ...หน้ามล  คล้องจองกับ   สายชลทั้งผอง  คล้องจองกับ   ธารทองผ่องผุด  คล้องจองกับ   ...เผื่อแผ่ให้ท่านอื่นได้เติมบ้างคริ ๆ ตัวเองคิดไม่ออกต่างหาก


ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ
20 ก.ย. 2552 20:03
  1. ตับห่านขาว หรือตับกระต่ายขาว ไม่น่จะมีครับ น่าจะเป็นตับห่านน้ำตาล หรือตับห่านเนื้อๆคำถามนี่น่าจะเป็นในแนวเดียวกับถามว่าตุ๊กแกร้อง"กลางวัน" หรือ ร้อง"กลางคืน"


ความคิดเห็นที่ 16

แขชนะ
20 ก.ย. 2552 23:23
  1. มีเพลงไทยสากลที่ไพเราะหลายเพลงที่เอาเนื้อมาจากเรื่องราวในวรรณคดี เช่น  บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง "เวนิสวาณิช" ที่แปลมาจากต้นฉบับของ วิลเลี่ยม เช็กเปียร์ เป็นเพลงที่ขับร้องโดยคุณสุเทพ  วงศ์กำแหง ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า  อารัมภีร์ เพลง "ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ"  คัดเนื้อหามาจาก ตอนที่ลอเรนโซ บรรยายให้ เช็สซิกาฟังเกี่ยวกับผู้ที่ไม่มีดนตรีในหัวใจ ตอนนั้นผมเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (หรือเทียบ ม.3 ในปัจจุบัน) มีเนื้อจากพระราชนิพนธ์ดังนี้....          ชนใดไม่มีดนตรีกาล               ในสันดานเป็นคนชอบกลนักอีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ             เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ฤๅอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก                       มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรีและดวงใจย่อมดำสกปรก                  ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี่ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้                   เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจลองฟังเพลงต้นฉบับได้ที่นี่ครับ >> http://goldenoldiesong.com/listen_song.html


ความคิดเห็นที่ 17

แขชนะ
21 ก.ย. 2552 00:22
  1. อีกเพลงหนึ่งที่เรามักจะได้ยิน ตอนที่เราไปงานแต่งงาน โดยที่เมื่อเจ้าบ่าวถูกเชิญให้กล่าวหรือร้องเพลงให้แขกที่มาเป็นเกียรติในงานฟัง เพลงนั้นคือ "เพลงคำมั่นสัญญา" เพลงนี้มีเนื้อหาตัดตอนบางส่วนมาจากวรรณคดีเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน "พระอภัยมณีให้คำมั่นสัญญาแก่นางละเวง" บทประพันธ์ของครูสุนทรภู่ และเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางส่วนเสียใหม่ เพลงนี้ประพันธ์ทำนองโดย สุรพล  แสงเอก เพลงนี้ร้องกันหลายคน แต่บันทึกเสียงครั้งแรกโดย ปรีชา  บุณยเกียรติ ต้นฉบับเดิมของครูสุนทรภู่คือ...          ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร        ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมานแม้เกิดในใต้หล้าสุธาธาร                    ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลาแม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ                พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉาแม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา                      เชยผกาโกสุมปทุมทองเจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่                       เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สองจะติดตามทรามสงวนนวลละออง          เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไปเมื่อดัดแปลงเป็นเนื้อเพลงเป็นดังนี้ครับ....          ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร      ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมานแม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร                     ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลาแม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ               พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉาแม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา                     เชยผกาโกสุมปทุมทองแม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์               จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สองขอติดตามทรามสงวนนวลละออง       เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไปส่วนที่เขียนเป็นสีแดงคือส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิญฟังเพลงต้นฉบับของคุณปรีชา  บุณยเกียรติ ที่นี่ >>>http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=blueballoon&month=09-2007&date=07&group=12&gblog=39ขับร้องใหม่โดย คุณชรินทร์ นันทนาคร >>>http://havsong.com/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%20+%20%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3-V24B70B4PB0.htmlขับร้องใหม่โดย คุณกุ้ง กิตติคุณ เชียรสงค์ >>>http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plewtaamlom&month=06-2008&date=26&group=30&gblog=6เชิญชมวิดีโอจากละครเวที หรือ ฟังเพลงนี้ในลักษณะบรรเลงด้วยกู่เจิ้ง-ซออู้ ได้ที่นี่ >>http://video.google.com/videosearch?hl=th&q=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2&um=1&ie=UTF-8&ei=R122SrHkHcijkAXFyamyBA&sa=X&oi=video_result_group&ct=title&resnum=10#


ความคิดเห็นที่ 18

ครูไผ่
21 ก.ย. 2552 10:35
  1. มาเติม #14 ต่อค่ะคริ ๆ เพิ่งนึกออกค่ะเติมคำที่มีความหมายถึง "น้ำ" ให้คล้องจองกับคำข้างหน้าผ่องผุด  คล้องจองกับ   มหาสมุทรพื้นเพ  คล้องจองกับ   ทะเลสวยจัง  คล้องจองกับ  ...รำพึง  คล้องจองกับ  ...แสนสวย  คล้องจองกับ  ...เหลืออีกสามคำเผื่อแผ่ไว้ให้ท่านอื่นเติมบ้างค่ะ


ความคิดเห็นที่ 20

แขชนะ
21 ก.ย. 2552 17:06
  1. การบ้านของครูไผ่ยากจัง ผมคิดอย่างไรก็ไม่ออก แต่จะให้ตอบแบบถูๆไถๆแบบกลอนพาไปก็อาจเขียนว่า สวยจัง  คล้องจองกับ  ถังน้ำรำพึง  คล้องจองกับ  ซึ้งน้ำใจแสนสวย  คล้องจองกับ  ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ครูจะให้คะแนนเท่าไรครับ


ความคิดเห็นที่ 21

แขชนะ
21 ก.ย. 2552 17:10
  1. ความเห็นที่ 3 ผมแปลมาจากสิ่งที่เพื่อนชาวอาหรับส่งมาให้ครับ ถ้าจะมีการทวงค่าลิขสิทธิ์ คุณ NpEducate ต้องเสียสองต่อคือ ค่าลิขสิทธิ์และค่าแปลแสดงว่าไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ก็คิดแบบนี้หรือไงครับ?


ความคิดเห็นที่ 22

NpEducate
21 ก.ย. 2552 20:18
  1. มีเรื่องมาให้เถียงกันอีกแล้วผลิตผล  กับ  ผลผลิต  มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรให้ยกตัวอย่างการใช้คำทั้งสองนี้


ความคิดเห็นที่ 23

แขชนะ
21 ก.ย. 2552 20:25
  1. ขอต่อคิวนะครับ หลังจาก ผลิตผล กับ ผลผลิต ก็จะเป็นการหาความแตกต่างระหว่าง ความลับ กับ ของลับแต่ถ้าใครยังไม่กล้าเปิดเผย ก็ปล่อยให้เป็นความลับไปก่อนก็ได้ครับผมยังไม่ได้ไปค้นที่ไหน แต่ลองคิดดูตามความรู้สึกที่ผ่านมาผลิตผล น่าจะคล้ายๆกับเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตผลการเกษตร เป็นผักผลไม้ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้แต่ ผลผลิต น่าจะเป็นนามธรรมที่กล่าวถึง ผลที่ได้จากกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งของระบบ เช่น กล่าวว่า ผลผลิตมวลรวมของประเทศ เป็นผลรวมที่จับต้องไม่ได้


ความคิดเห็นที่ 24

ครูไผ่
21 ก.ย. 2552 21:12
  1. #20 ตอบได้แปลกดีค่ะ ส่วนจะได้คะแนนเท่าไร ต้องคุณครูใหญ่ (คุณ NpEducate) ผู้ตั้งโจทย์เป็นผู้ให้คะแนนค่ะผลิตผล กับ ผลผลิต ในความเห็นของดิฉัน มีความหมายเดียวกันค่ะผลิตผล เป็นการนำคำว่า ผลิต และ ผล มารวมกันในลักษณะ คำสมาสคือเอาคำนาม "ผล" ไว้หลัง คำขยายนาม "ผลิต" ไว้หน้า แบบเดียวกับภาษาอังกฤษและภาษาจีนส่วน "ผลผลิต" เป็นการรวมกันแบบภาษาไทย  คือคำนาม "ผล" อยู่หน้า คำขยายนาม "ผลิต" อยู่หลัง เช่นเดียวกับ "ผลสัมฤทธิ์" เป็นการรวมกันแบบไทย"สัมฤทธิผล" เป็นการรวมกันแบบคำสมาสแมวดำ เป็นการรวมคำแบบไทยส่วนภาษาจีนจะเป็น 黑 猫 อ่านว่า เฮย์มาว (เฮย์ แปลว่า ดำ    มาว แปลว่า แมว)เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ black cat


ความคิดเห็นที่ 25

แขชนะ
21 ก.ย. 2552 21:26
  1. มีรูปมาฝากนักเขียนบรรยายใต้ภาพ หรือนักแต่กลอนบรรยายภาพครับ เชิญแต่งให้ "ซึ้งสุดๆ" เลยนะครับ


ความคิดเห็นที่ 26

NpEducate
21 ก.ย. 2552 22:47
  1. คำที่หมายถึงน้ำ ตัวน้ำ แหล่งน้ำฝน  สายฝน  ธารา สายธาร คงคา วารี นที  ชลธาร สายชล ทะเล สมุทร ห้วย หนอง คลอง บึง ระหาน มหรรณพ อุทก  อุทกัง สาคร อาโป . . .ช่วยกันคิดต่อด้วยครับ 


ความคิดเห็นที่ 27

NpEducate
21 ก.ย. 2552 23:12
  1. ผลิตผล กับผลผลิตจะไม่อธิบาย  แต่จะให้ผู้อ่านเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (ไม่ทราบว่าจะสำเร็จหรือไม่)จงนำคำที่อยู่ในวงเล็บมาเติมในช่องว่าง ช่องว่างที่ไม่มีคำที่อยู่ในวงเล็บ ให้ท่านเติมได้เองอย่างอิสระ1.  ขอเชิญไปเที่ยวงานกาชาดที่สวนอัมพรในงานนี้บริษัทเอกชนและหน่วยงานต่างๆได้นำ ..........(ภัณฑ์ผลิต,  ผลิตภัณฑ์) ต่างๆ เช่น.....มาจำหน่ายในราคาถูก2. จากข้อ 1  ในงานนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้นำ..............(ผลผลิต,  ผลิตผล)ทางการเกษตรมาจำหน่ายในราคาถูก เช่น .........3. เนื่องจากปีนีฝนตกสม่ำเสมอ ไม่มากหรือน้อยเกินไปจึงทำให้..........................(ผลผลิต,  ผลิตผล) สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว4. เนื่องจากฝนตกน้อย และทิ้งช่วง..................   (ผลผลิต,  ผลิตผล) ตกต่ำ  ได้ไม่ถึง 3 ตันต่อไร่ลองเติมดู และช่วยกันอ่านและตรวจให้คะแนนนะครับ 


ความคิดเห็นที่ 28

NpEducate
21 ก.ย. 2552 23:26
  1. ตอบ ความเห็นเพิ่มเติม 23 ของ ดร.แขชนะ เรื่อง  ความลับ กับ ของลับ  ความลับ หมายถึงข้อความที่ปกปิด ของลับ  หมายถึง วัตถุที่จะทำให้สิ่งที่นำมาถู เกิดการแหลมคม ส่วนมากจะทำด้วยหินที่สาก หรือกากเพชรที่ลับ (ตอบเกินคำถาม) หมายถึงสถานที่ที่จะฝนวัตถุเครื่องใช้ให้แหลมคม


ความคิดเห็นที่ 29

NpEducate
21 ก.ย. 2552 23:39
  1. ตอบ คห.25  ผมสอบตกวิชาเรียงความอยู่บ่อยๆ  แต่สามารถสอบผ่านวิชาเรียงความภาษาอังกฤษได้  เพราะท่องไว้ 3 เรื่อง ข้อสอบออกมาตรงพอดี (เก็งข้อสอบได้ถูก)เขียนเสร็จแล้วครับอ่านแล้ว ไม่เข้าท่าลบทิ้งแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 31

NpEducate
22 ก.ย. 2552 09:46
  1. ฟังคำสนทนาเกี่ยวกับ ผลิตผล� และ ผลผลิต"ปีนี้ผลิตผล� เป็นยังไงบ้าง ""เอ่อ� ข้าว ก็แตกกอดี อะ นะ�� ข้าวโพดโตนตั๊กแตยเล่นงานโกร๋นไปเลย� หมู ผอมกะหร่อง เนื่องจากให้กินอาหารพื้นบ้านหัวอาหารแพง� ปลาก็ตายเยอะเพราะโดนสารเคมี""แล้วของคุณล่ะ� ผลผลิตเป็นยังไงบ้าง" "ข้าว� คงจะสูงขึ้น� ข้าวโพดคงจะต่ำกว่าปีที่แล้ว คงไม่ถึงตันต่อไร่� หมูก็ปกติพอๆกับปีที่แล้ว� แต่ปลาดีขึ้นกว่าทุกปี ""ผมว่านะ� ถ้าผลิตผลของเรามีหลายอย่างทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรมในครัวเรือน � เช่น ข้าว ข้าวโพด ปลา เสื่อกก� หมอนขิด ผ้าตีนจก ก็จะทำให้มีคนเข้าร้านมากขึ้น""ถ้ามีผลิตผลหลายอย่างก็ดีไป แต่ถ้าผลผลิตมันลดลง เราก็ไม่มีผลิตภัณฑ์ป้อนตลาด"----------------------------------------------------------อ่านแล้ว พอจะนิยาม "ผลิตผล" และ "ผลผลิต"� ได้หรือยัง และถ้านิยามตามนี้แล้ว ไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือไม่(อย่าเพิ่งเชื่อตามนะครับ)


ความคิดเห็นที่ 32

แขชนะ
22 ก.ย. 2552 15:32
  1. ความลับ กับ ของลับ ต่างกันที่ ความลับนั้นถ้ามีใครได้รู้ได้เห็นแล้ว ก็จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ส่วนของลับนั้น ถ้าใครได้เห็นแล้ว มันก็ยังคงเป็นของลับอยู่นั่นเองนี่คือตัวอย่าง "ของลับ"


ความคิดเห็นที่ 33

ครูไผ่
22 ก.ย. 2552 21:35
  1. โอ้โห  ดร.แขชนะ ไปหาของลับที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมาจากไหนเยอะแยะเลย


ความคิดเห็นที่ 34

นิรันดร์
22 ก.ย. 2552 22:52
  1. เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปหมดรูปในความคิดเห็นที่ 32 เรียกว่าหินลับมีด ไม่ใช่ของลับ แต่เป็นของเปิดเผยได้ส่วนคำว่า "ของลับ" นั้น ความหมายคือ อวัยวะเพศเมื่อเห็นอวัยวะเพศแล้วก็ยังเป็นอวัยวะเพศวันยังค่ำเป็นอวัยวะที่จะต้องปกปิดใน"ที่ลับ"ไม่สมควรเปิดเผยให้ใครเห็น จึงเรียกว่า ของลับคำว่า "ลับ" มีสองความหมาย1 ถูให้คม2 อยู่ในที่พ้นตาคำว่า "ของลับ" เป็นคำประสม ที่เกิดจากคำมูล 2 คำ(ขึ้นไป) มาเขียนรวมกันแล้วทำให้เกิดคำที่มีความหมายใหม่


ความคิดเห็นที่ 35

แขชนะ
22 ก.ย. 2552 23:13
  1. โอ้โห! เพิ่งรู้ว่าเพื่อนเราเป็นผู้เชียวชาญและรอบรู้เรื่อง "ของลับ" วันนี้เอง


ความคิดเห็นที่ 36

แขชนะ
22 ก.ย. 2552 23:42
  1. ผมคิดว่าพวกเราคงรู้ดีว่าอะไรคือความลับ อะไรคือของลับ การที่เราพูดเลี่ยงไปเลี่ยงมา แนวสองแง่สองง่าม เพราะอารมณ์ขัน ให้สนุกๆมากกว่า แต่อย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่า เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันใหญ่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของสิ่งที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่อย่างมากคือ "ภาษาวิบัติ" แต่มันเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบเราไม่รู้ตัว จนคนในสังคมยอบรับ ตัวอย่างเช่น คำว่า "เชย" เป็นคำดี ไพเราะ คือ ชื่นเชย ชมเชย แต่เนื่องจากตัวละครที่เป็นคนบ้านนอก ทำอะไรไม่ทันสมัย ในนิยายของ ป.อนทรปาลิต เรื่อง พล นิกร กิมหงวน นี่เองที่ทำให้ คำว่า "เชย" ที่มีความหมายแง่บวก กลายมาเป็น "เชย" แง่ลบ ที่หมายถึง ไม่ทันสมัย แล้วเดี๋ยวนี้คนในสังคมก็ยอมรับเป็นคำที่ใช้กันในแง่ลบในปัจจุบัน หรือ แม้แต่ มึงกูในสมัยพ่อขุนรามนั้น เป็นคำสุภาพไพเราะที่ใช้กันทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นคำหยาบคายไปเสียแล้ว การที่วัยรุ่นสมัยนี้มีคำแปลกๆใหม่ๆออกมาอยู่เรื่อยๆนั้น ความจริงแล้วมันเป็นขั้นตอนของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา หากเป็นคำที่คนหมู่มากนิยมใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับ เราก็คงไม่เรียกว่าภาษาวิบัติ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางภาษาที่เราเรียกว่า "วัฒนธรรม" ผมลองไปอ่านหนังสือโบราณสมัย ร.5 ก็เห็นมีคำพิลึกๆหลายคำที่ปัจจุบันเราไม่นิยมใช้กัน เช่น คำว่า "เปน" สมัยนี้ใช้ "เป็น" เป็นต้น (สมัยก่อน เปนต้น) ผมไปสอนหนังสือที่กุ้ยหลินในมณฑลกวางสี มีพวกจ้วงอาศัยอยู่ราว 12 ล้านคน ภาษาจ้วงเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ แต่เหมือนกับเป็นภาษาโบราณของเรา (คงมีวิวัฒนาการไม่เร็วเท่าเรา หรือบางคนอาจบอกว่า "วิบัติ"เร็วไม่เท่าเรา) มีคำหลายคำที่เราคุยกันรู้เรื่อง นักศึกษาปริญญาโทที่ผมสอนอยู่นั้นมีหลายคนที่เป็นพวกจ้วง เขาชอบมาคุยกับผมโดยใช้ภาษาจ้วงที่ผมพอจะเข้าใจ เมื่อผมหิ้วข้าวของไปสอนในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เป็นพวกจ้วงมักจะเข้ามาหา แล้วพูดว่า "กูช่วยมึงหิ้ว"


ความคิดเห็นที่ 37

เด็กวังวัว47
23 ก.ย. 2552 00:29
  1. ตอบคำถามใน คห 15 ตุ๊กแก ร้องว่า ตุ๊กแก ไม่ได้ร้องว่า กลางวัน หรือ กลางคืน

ความคิดเห็นที่ 38

NpEducate
23 ก.ย. 2552 07:57
  1. มีคำหนึ่งที่ครูใช้พูดในห้องเรียนไม่ได้พูดทีไรจะต้องอาการประหลาดผิดปกติขึ้นมาทันที (เช่น เสียงหัวเราะ)คำนั้นก็คือ  เครื่องมือที่เบนจามินแฟลงกลินใช้ทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าในก้อนเมฆเอ่ยถึง เป็นไม่ได้  ถ้ามาความจำเป็นก็ต้องรีบพูดให้ผ่านคำคำนั้นไปยังคำอื่น อย่างหน้าตาเฉย  ห้ามหยุดตรงนั้น


ความคิดเห็นที่ 39

แขชนะ
23 ก.ย. 2552 08:52
  1. ถ้าเราใช้คำกริยาบางคำเช่น "เล่น" ไปแทนกริยาบางคำ มันก็จะทำให้ฟังดูดีขึ้นได้


ความคิดเห็นที่ 40

ครูไผ่
23 ก.ย. 2552 08:55
  1. ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์ที่ช่วยแปลคำว่า "ของลับ" อย่างชัดเจน ไม่เป็นความลับอีกต่อไปจริงอย่างที่อาจารย์ว่า เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ เนื่องจากผู้อ่านวิชาการ.คอม มีทุกวัยไปจนถึงเด็กตัวเล็กตัวน้อยในระดับประถมเกิดมีเด็กมาเอาไปทำรายงานส่งครู คงได้ฮากลิ้ง


ความคิดเห็นที่ 41

unity sun power
23 ก.ย. 2552 09:42
  1. ป. อินทรปาลิต เป็นนักเขียนที่มีจินตนาการมาก ช่วยสร้างสรรค์ภาษาไทยได้มาก จินตนาการเรื่องการส่งปลาร้าออกนอกปัจจุบันนี้เป็นจริงแล้ว

ความคิดเห็นที่ 42

unity sun power
23 ก.ย. 2552 09:45
  1. ความลับไม่มีในโลกแต่ของลับคือเจ้าโลก

ความคิดเห็นที่ 43

สิง
23 ก.ย. 2552 09:47
  1. นักบาสเก็ตบอล(สมัยยี่สามสิบปีก่อนใช้กัน...ไม่ทราบว่าปัจจุบันยังใช้หรือเปล่า) ใช้แทนอาการที่ ชู๊ดลูกไม่ลงห่วง ไม่โดนห่วง ไม่โดนแป้นบาส และไม่โดนอะไรเลย ว่า...ว่าวส่วนที่มา ที่ไป มาจากไหน พิจารณากันเองนะครับ   {#emotions_dlg.d6}


ความคิดเห็นที่ 44

ครูไผ่
23 ก.ย. 2552 12:45
  1. ขอต่อความยาวสาวความยืดกับประโยค "กูช่วยมึงหิ้ว" ในท้ายความเห็นที่ 36 ค่ะข้อความข้างล่างนี้คัดลอกมาจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=145346...มีอยู่ครั้งหนึ่งทางในวังได้มีหนังสือแจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่าจะมีเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งเสด็จมานมัสการหลวงพ่อคูณ ซึ่งตามปกติพอมีหนังสือมาดังนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะต้องมาเตรียมสถานที่ให้สะอาดสะอ้านตามธรรมเนียม วันนั้นท่านผู้ว่าฯไปยังวัดบ้านไร่แล้วบอกกับหลวงพ่อคูณว่า วันรุ่งขึ้นจะมีเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งเสด็จมานมัสการหลวงพ่อ “กระผมเกรงว่าหลวงพ่อจะพูดกูมึงกับพระองค์ มันจะไม่สุภาพ” หลวงพ่อคูณก็ถามท่านผู้ว่าฯ ตรง ๆ ว่า “กูถนัดพูดของกูอย่างนี้ มึงจะให้กูทำอย่างไร” ท่านผู้ว่าฯบอกว่า “ท่านก็นั่งนิ่ง ๆ ไม่ต้องพูดสิ ดูสงบเสงี่ยมดีเหมือนกันนะ” หลวงพ่อคูณท่านก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขาก็เป็นถึงผู้ว่าฯอุตส่าห์มาบอกก็ดีแล้ว วันรุ่งขึ้นก็ปรากฏว่าเจ้าฟ้าพระองค์นั้นเสด็จมาถึงวัด เสด็จเดินดูโน่นดูนี่ แล้วรู้สึกชอบวัดนี้เป็นพิเศษที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย และที่สำคัญ ทำไมหลวงพ่อคูณไม่พูดอะไรเลย ถามอะไรก็เฉย จนในที่สุดพระองค์ท่านก็ถามหลวงพ่อคูณตรง ๆ ว่า ทำไมวันนี้หลวงพ่อไม่พูดอะไรเลย หลวงพ่อคูณก็ตอบเจ้าฟ้าพระองค์นั้นไปว่า “กูจะพูดได้อย่างไร ในเมื่อท่านผู้ว่าฯ มันมาห้ามไม่ให้กูพูดกับมึง” ปรากฏว่าแทนที่เจ้าฟ้าพระองค์นั้นจะกริ้วหลวงพ่อคูณที่พูดกูมึงกับพระองค์ พระองค์กลับหัวเราะชอบใจ และอนุญาตให้หลวงพ่อคูณใช้สรรพนาม กู มึง กับพระองค์ได้ตามที่ถนัด เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านเล่าขานถึงความมีเอกลักษณ์ของหลวงพ่อคูณ ...

ความคิดเห็นที่ 45

NpEducate
23 ก.ย. 2552 14:17
  1. ที่ตลาดสด เช้าวันหนึ่ง  คน(จะ)ซื้อ ถามคนขายว่า  "มีลูกเป็ดตัวเมียบ้างไหมครับ"คนขาย  "ตัวเมียหมด"คนซื้อถามราคาต่อ 1 ตัว และราคาลูกเป็ดทั้งหมดพร้อมทั้งส่วนลด แล้วก็ซื้อลูกเปิดทั้งหมด


ความคิดเห็นที่ 46

NpEducate
23 ก.ย. 2552 14:37
  1. เมื่อเลี้ยงลูกเป็ดจนเจริญเติบโตแล้วปรากฎว่า เป็ดทั้งหมดมีแต่ตัวผู้ทั้งนั้น ด้วยความโมโห คนซื้อลูกเป็ดไปเลี้ยงจึงไปตลาดสดที่เก่า เวลาเดิม พบคนขายอยู่พอดี จึงเข้าไปต่อว่า คนขายลูกเป็ด "อ๋อ ผมจำพี่ได้ ก็ผมบอกพี่แล้วไงว่าตัวเมียหมด วันนี้ตัวเมียยังไม่หมดนะ พี่จะซื้อไหมล่ะ" คนซื้อ : @ $ # &


ความคิดเห็นที่ 47

เด็กวังวัว47
23 ก.ย. 2552 15:50
  1. ใครๆก็ชอบคำชม เมื่อครูทักทายนายสมชายว่า  "ว่าไงสุดหล่อ" นายสมชายคงจะยิ้มอย่างมีความสุขไม่น้อย หากเพื่อนๆที่เดินมาด้วยกันไม่ช่วยแปลต่อไปว่า "ครูหมายความว่า เมื่อให้คนหล่อมาเข้าแถว แกเป็นคนสุดท้ายของแถว"


ความคิดเห็นที่ 48

ครูไผ่
23 ก.ย. 2552 18:58
  1. เด็กสมัยก่อนมีความซนแบบเด็ก ๆ เท่านั้น  น่ารักสมวัยตอน ด.ญ.ไผ่ เรียนอยู่ชั้นประถม หนังสืออ่านภาษาไทย เรื่องพระอภัยมณี มีบทข้างล่างนี้ด้วยค่ะ เป็นบทที่ต่อจากเหตุการณ์นางผีเสื้ออุ้มพระอภัยมณีไปที่ถ้ำของนาง เกิดกุลา คว้าว่าว ปักเป้าติดกระแซะชิด ขากบ กระทบเหนียงกุลาส่าย ย้ายหนี ตีแก้เอียงปักเป้าเหวี่ยง ยักกะแผละ กระแซะชิดกุลาโคลง ไม่สู้คล่อง กระพร่องกระแพร่งปักเป้าแทง แต่ละที ไม่มีผิดจะแก้ไข ก็ไม่หลุด สุดความคิดประกบติด ตกผาง ลงกลางดิน เด็กทั้งห้องอ่านกันเสียงดังฟังชัดอย่างบริสุทธิ์ใจหัวเราะขบขันกับคำว่า "ยักกะแผละ" ในแง่ของการเปล่งเสียงและจบลงด้วย "ตกผางลงกลางดิน" ในแง่ของผลการต่อสู้กันระหว่างว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าคำอธิบายศัพท์ท้ายเรื่องในหนังสือ ก็อธิบายถึงลักษณะและชื่อของว่าวประเพณีและฤดูกาลของการเล่นว่าวกลับไปบ้านก็อ่านทบทวนเสียงดังได้ยินไปสามบ้านแปดบ้านเนื่องจากตอนนั้นยังอ่านในใจไม่เป็นโดยเฉพาะเป็นบทกลอนด้วยแล้ว ยิ่งต้องอ่านออกเสียง เป็นทำนองเสนาะเสียด้วยผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ว่าอะไร  (ไม่ชี้โพรงให้กระรอก)ตอนนั้น ด.ญ.ไผ่ จินตนาการว่า ถ้ำของนางผีเสื้อนั้น เมื่อพ้นปากถ้ำเข้าไปแล้ว ภายในถ้ำคงเหมือนสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งมีท้องฟ้าด้วยนางผีเสื้อลักพาพระอภัยมณีไปแล้วก็ปรนนิบัติพัดวีจนฟื้นและพาไปดูพลยักษ์เขาแข่งว่าวกันแต่ในแบบเรียนของเด็กรุ่นหลัง บทดังกล่าวข้างต้นได้ถูกตัดออกไปแล้วค่ะจบตรงที่นางผีเสื้อลักพาตัวพระอภัยมณีไปไว้ในถ้ำเท่านั้น


ความคิดเห็นที่ 49

แขชนะ
23 ก.ย. 2552 20:38
  1. ผมจำได้แล้ว ตอนนั้นผมเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดพลับพลาชัย(ดูเพิ่มเติม >>> เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย http://www.vcharkarn.com/vcafe/160226 ) เราก็อ่านกันอย่างสนุกสนาน แต่ปีต่อมา แบบเรียนที่พิมพ์ใหม่ ตัดส่วนนี้ออกอย่างที่ครูไผ่ว่าจริงครับ ผมเอาหนังสือของผมไปเปรียบเทียบกับรุ่นน้อง ก็ยังนึกขำกันอยู่เหมือนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 51

นิรันดร์
24 ก.ย. 2552 00:37
  1. ผมเชื่อว่าคณาจารย์ทั้งหลายที่ท่านเป็นวีทีมอยู่นี้ ท่านจะทราบดีว่า"ของลับ"หมายถึงอะไร แต่ผมเกรงเด็ก ๆ ที่เข้ามาอ่านแล้วจะจำไปใช้ผิด ๆ ด้วยเห็นเป็นจริงตามนั้นน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 52

NpEducate
24 ก.ย. 2552 20:16
  1. ด้วยความรีบเร่ง เนื่องจากพระมาบิณฑบาตเช้ากว่าปกติป้าเนื่องนุ่งผ้านุ่งลายไทย ใส่ยกทรงตัวเดียวออกมาใส่บาตรใจกล้าจังเลยนะ  นางเอกละครทีวีฃื่อดัง ใส่กางเกงในตัวเดียวไปเที่ยวศูนย์การค้าท่านทำอย่างนั้นได้ไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 53

ครูไผ่
24 ก.ย. 2552 20:52
  1. นางสาวไผ่ก็ไม่ได้ใส่เสื้อชั้นในคราวละ 2 ตัวและไม่ได้ใส่กางเกงในคราวละ 2 ตัวค่ะ


ความคิดเห็นที่ 54

ศรา_อีปราส
24 ก.ย. 2552 21:09
  1. ถูกครับ เพราะผมก็ไม่เคยเห็นว่ามีใครใส่กางเกงในสองตัวเสื้อในสองตัวพร้อมกันสักที เอ รึว่ามีใครเคยใส่หว่า?


ความคิดเห็นที่ 55

แขชนะ
24 ก.ย. 2552 23:17
  1. วรรณยุกต์ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และ ไม้จัตวา จะขอใช้หลักทางฟิสิกส์มาอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับความถี่ของเสียงผมทำการอัดเสียงพูด 5 คำ คือ อา อ่า อ้า อ๊า และ อ๋า จากนั้นนำเอาเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 นี้ไปเข้าเครื่องวิเคราะห์สัญญาณความถึ่โดยอาศัย Fourier Transform แยกออกมาเป็นสเปคตรัมของความถี่ 5 สเปคตรัม ตามเสียงวรรณยุต์ต่างๆ ซึ่งจะดูได้ว่าเสียงวรรณยุกต์ใดมีความถี่สูง-ต่ำอย่างไร

    56055

    เสียงสามัญ คำว่า "อา" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิก แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดเป็นหลักเทียบ

    56059

    เสียงวรรณยุกต์เอก คำว่า "อ่า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์เอกนี้จะมีความถี่ต่ำกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ นักสัทศาสตร์จึงอาจบอกว่าเสียงวรรณยุกต์เอกต่ำกว่าเสียงวรรณยุกต์สามัญ ซึ่งจะทำให้นักเรียนหรือคนทั่วไปสับสนมาก

    56062

    เสียงวรรณยุกต์โท คำว่า "อ้า" (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำ

    56063

    เสียงวรรณยุกต์ตรี คำว่า "อ๊า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์ตรีนี้จะมีความถี่สูงกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ และเสียงวรรณยุกต์โท (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)

    56064

    เสียงวรรณยุกต์จัตวา คำว่า "อ๋า" สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่ต่ำไปยังความถี่สูง เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง) จากการวิเคราะห์ฟูเรียร์ (Fourier Analysis) ของเสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา คือ "อ้า" และ "อ๋า" จะเห็นว่ายอดแหลมของสเปคตรัมมีการเลื่อนที่แสดงว่าเสียงนี้มีการเปลี่ยนแปลงความถี่เสียงในช่วงหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เสียง "อ้า" กับ "อ๋า" จะเกิดจากการเปล่งเสียงหลายๆความถี่รวมกัน เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้ หรือถ้าเป็นเครื่องสาย เช่นกีตาร์ หรือซอ ก็ต้องใช้การรูดสาย จากสูงไปต่ำ หรือจากต่ำไปสูง เพื่อเปลี่ยนความถี่เสียงให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องแล้วแต่ว่าเป็น เสียงวรรณยุกต์เอก หรือจัตวา ถ้าใช้ซอ ก็จะได้เกือบทุกเสียง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสเปคตรัมที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง56055

    56059 56062 56063 56064เอามาเรียงเปรียบเทียบกันใกล้ๆกัน ให้สังเกตตำแหน่งบนแกน x ของยอดแหลมที่สูงสุดของแต่ละวรรณยุกต์ แกน x ตามแนวนอนเป็นแกนของความถี่จากต่ำไปสูง หรือเปรียบได้กับเสียงดนตรีจากเสียงต่ำไปเสียงสูงก็พอได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 56

ครูไผ่
25 ก.ย. 2552 05:25
  1. ขอบคุณค่ะ ดูรูปและคำอธิบายตอนล่าง จึงเข้าใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 57

สิง
25 ก.ย. 2552 08:48
  1. เอ...แล้วคุณศรา_อีปราส  รู้ได้ยังไงว่า คนอื่นใส่กางเกงใน เสื้อในกี่ตัว...หรือ เคยเห็นคนอื่น ในขณะกำลังถอดๆใส่ๆ อยู่  จึงรู้... {#emotions_dlg.d2}


ความคิดเห็นที่ 58

แขชนะ
25 ก.ย. 2552 10:40
  1. ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องลับเฉพาะบุคลครับ เราไม่อาจล่วงรู้ได้ นอกจากบอกเล่าจากประสบการณ์ตรงที่ทำอยู่ประจำ แฮะ! แฮะ! ล้อเล่นครับ


ความคิดเห็นที่ 59

NpEducate
25 ก.ย. 2552 22:02
  1. ตอบ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 ใช้วิธีการทางสถิติครับ  สุ่มตัวอย่างจากคนใกล้ชิดเช่น ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ดูในตะกร้าผ้า ดูที่ราวตากผ้า ฯลฯ


ความคิดเห็นที่ 60

แขชนะ
25 ก.ย. 2552 23:39
  1. สมัยก่อนนี้ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ผมไปฝึกงานที่โรงพยาบาลรามาธบดี ต้องสัมผัสกับคนไข้มากมายหลายหลากภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น อาจารย์หมอเคยสอนไว้ว่า เวลาพูดกับคนไข้ต้องสามารถสื่อสารกันให้ได้มากที่สุด เพราะมันเกี่ยวกับชีวิต ต้องใช้ภาษาให้เหมาะสม คำว่า "เหมาะสม"ของอาจารย์หมายความว่า สื่อให้ได้ดีที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้คำที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย หรือจะต้องใช้คำที่เรียกว่า "ไพเราะและสุภาพ" ผมจำได้ว่ามีนักศึกษาแพทย์มาฝึกหัดตรวจไข้ด้วยก่อนจะสำเร็จการศึกษา มียายแก่คนหนึ่งท่าทางมาจากชนบทห่างไกล นอนป่วยอยู่บนเตียงรถเข็น นักศึกษาแพทย์สาวคนหนื่งมาที่ข้างเตียงยายแก่ แล้วพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะว่า "คุณยายขา กรุณายกเท้าขึ้นมานิดหนึ่งให้หมอตรวจหน่อยนะคะ" ยายแก่คนนั้นก็นอนเฉย นักศึกษาแพทย์สาวคนนั้นก็ถามอีก ยายแก่ก็ยังนิ่งเฉย จนกระทั่งอาจารย์หมอเดินมา จึงพูดกับยายแก่ว่า "ยาย ยาย ยกตีนขึ้นหน่อย" ยายแก่คนนั้นก็ยกเท้าขึ้นมาทันที

ความคิดเห็นที่ 61

สิง
26 ก.ย. 2552 01:11
  1. ไปเห็นภาพป้ายบอกชื่อถนนว่า... ถนน เลียบนที...

ความคิดเห็นที่ 62

แขชนะ
26 ก.ย. 2552 01:18
  1. ป้ายภาษาไทยอ่านได้ 2 แบบ ความหมาย 2 แบบ แต่จริงๆให้อ่านตามแบบภาษาอังกฤษครับ


ความคิดเห็นที่ 63

แขชนะ
26 ก.ย. 2552 01:39
  1. เมื่อ 2-3 วันก่อนผมไปช่วยงานเกี่ยวกับกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่อำเภอกันทรลักษณ์ ในจังหวัดศรีสะเกษ จะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชื่อน่าฟังมาก ถ้าอยากรู้ว่าหมู่บ้านนี้ชื่ออะไร และไปทางไหน ก็ลองตามป้ายบอกทางไปดูครับ http://www.kuntaluk.com/kuntaluk1/so/03325/m4.phpความหมายชื่อหมู่บ้าน โดน แปลว่า ยาย เอาว์ แปลว่า เชื้อ (ชื่อบุคคล) หมายถึง ยายเชื้อ บ้านโดนเอาว์ ก่อตั้งก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยตั้งอยู่บนภูเขาติดต่อเขตประเทศกัมพูชา จึงย้ายลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่า โคกระกาโก่ง (ต้นงิ้ว) เพราะมีคนล้มตายมาก ในขณะนั้นมีผู้ใหญ่บ้าน 8 คน เพราะอยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มๆ จนกระทั้งปัจจุบัน 3 หมู่บ้าน คือ บ้านโดนเอาว์ บ้านหนองอุดม และบ้านคลองทราย


ความคิดเห็นที่ 64

ครูไผ่
26 ก.ย. 2552 05:56
  1. เมื่อดวงปัญญาหลายดวงมาปะทะสัมพันธ์กันผลที่เกิดขึ้นช่างไร้ขอบเขตจริง ๆ !ดอกไม้ต่างสีสันต่างกลิ่น พันธุ์ กิ่ง ก้าน ใบเข็มน้อยร้อยเรียงไปเป็นมาลัยอันโสภาคนเราแม้นต่างจิตต่างความคิดต่างสาขาสวยได้ดังมาลา...................ค้างวรรคสุดท้ายไว้เป็นกาพย์ปลายเปิดเชิญปิดให้สมบูรณ์ตามสำนวนความคิดของแต่ละท่านค่ะ


ความคิดเห็นที่ 65

NpEducate
26 ก.ย. 2552 10:26
  1. สวยได้ดังมาลาถ้านำมาสมานกัน


ความคิดเห็นที่ 66

แขชนะ
26 ก.ย. 2552 15:59
  1. ดอกไม้ต่างสีสัน       ต่างกลิ่น พันธุ์ กิ่ง ก้าน ใบ เข็มน้อยร้อยเรียงไป   เป็นมาลัยอันโสภา คนเราแม้นต่างจิต     ต่างความคิดต่างสาขา  สวยได้ดังมาลา       ถ้านำมาสมานกัน  คิดดี คิดประเสริฐ      คิดเป็นเลิศช่วยสร้างสรรค์ คิดชั่วมัวหมองพลัน    ........................


ความคิดเห็นที่ 67

NpEducate
26 ก.ย. 2552 21:10
  1. คิดดี คิดประเสริฐ      คิดเป็นเลิศช่วยสร้างสรรค์ คิดชั่วมัวหมองพลัน    ไม่กี่วันต้องบรรลัย


ความคิดเห็นที่ 68

NpEducate
26 ก.ย. 2552 21:32
  1. ความลื่นไหล ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภาษาไทย ที่ใช้กันบ่อย และรู้ทันกันแล้ว มีหลายคำ เช่น "อ้าว คุณมีท้องกับผมนี่" "ใช่ค่ะ ...." "จริง ๆ นะ ถ้าไม่จริง จะให้ปาดคอหอย " "หอยมันไม่มีคอ นะ" "ผมหยุดกินเหล้าแล้วครับ" (ถ่าเดินกิน เดี๋ยวกระฉอก) "ทำไมกลับบ้านช้า" "ติดฝนน่ะ" (นักร้องชื่อฝน) "เมียผมไม่มีหรอกครับ" (จนมากๆ เลย) "คุณส่งรายงานประจำเดือนหรือยัง" "ต้องส่งด้วยหรือคะ มันเรื่องส่วนตัวนะคะ ถ้าให้ส่ง ดิฮันจะลาออกค่ะ" "คุณไม่เห็นป้าย ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตเหรอ" "เห็นครับ ผมเข้ามาเพื่อขออนุญาต น่ะครับ ท่าน" "ขับเร็วก็ว่า ขับข้าก็บ่น" "อ้าว ก็เอ็งไม่ขับให้มันพอดีๆนี่"


ความคิดเห็นที่ 69

แขชนะ
26 ก.ย. 2552 21:54
  1. นี่สาวๆทั้งหลาย มีข่าวดีจะบอก สิ้นเดือนนี้พอพี่เงินเดือนออกละก้อ เตรียมทำท้องให้ว่างๆได้เลย พี่จะพาไปเลี้ยงหรือคะ (ปกติที่เขามักจะพูดกันเวลาเงินเดือนออก) เปล่า พี่จะเอาเด็กไปฝาก (ไหล ! แบบน่าอัดให้ปากเละ)


ความคิดเห็นที่ 70

ครูไผ่
27 ก.ย. 2552 07:06
  1. ต้องต่อสู้จึงจะได้ชัยชนะ  ถ้าพลาดอย่าท้อ  ลุกขึ้นสู้ต่อ


ความคิดเห็นที่ 71

NpEducate
27 ก.ย. 2552 11:13
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 

    .....เปล่า พี่จะเอาเด็กไปฝาก แล้วพี่จะให้ค่าเลี้ยงดูเด็กอย่างเหลือเฟือ ให้กินอย่างอิ่มหมีพีมันภาษาไทย ไม่จนตรอก 


ความคิดเห็นที่ 72

NpEducate
27 ก.ย. 2552 11:21
  1. แจม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 (ต่อสู้ สู้ต่อ) เป็นครูชาย ชมเชยเด็กผู้หญิงได้ แต่ เชยชม ไม่ได้นะ ทำไม่ได้...เนื่องจากมีข้อจำกัด ต้องกำจัดข้อจำกัดนั้นออกไปเสียก่อน ถ้าถูกข่มขืน แล้ว ชีวิตก็จะขื่นขมไปตลอด มีหลายคำที่สลับหน้าหลังกันแล้วความหมายเปลี่ยนไป (ช่วยรวบรวมให้ด้วยครับ)


ความคิดเห็นที่ 73

ครูไผ่
27 ก.ย. 2552 11:44
  1. จำกัด และ กำจัด  ไม่ใช่คำสลับหน้าหลังเท่านั้น นะคะ ต้องมีการผวนคำด้วยคำสลับหน้าหลัง จำกัด คือ กัดจำ  (คำผวนของ กำจัด)คำสลับหน้าหลัง กำจัด คือ จัดกำ (คำผวนของ จำกัด)


ความคิดเห็นที่ 74

NpEducate
27 ก.ย. 2552 14:11
  1. ข่มขืน  กับ  ขื่นขม  ก็ไม่ใช่คำสลับหน้า-หลังอยู่แล้วหละแต่ต้องการคำ ลักษณะนี้ คือสลับพยัญชนะ สลับสระ  สลับวรรณยุกต์ขื่นขม  กับ  ขมขื่น  มีความหมายเหมือนกันแต่  ข่มขืน  กับ  ขืนข่ม  น่าจะมีความหมายต่างกันอย่ามาข่มกันมากนะ  ขืนข่ม...จะฮึดสู้นะ


ความคิดเห็นที่ 75

สิง
27 ก.ย. 2552 20:30
  1. ดอกไม้ต่างสีสัน      ต่างกลิ่น พันธุ์ กิ่ง ก้าน ใบ เข็มน้อยร้อยเรียงไป      เป็นมาลัยอันโสภา คนเราแม้นต่างจิต      ต่างความคิดต่างสาขา สวยได้ดังมาลา      ถ้านำมาสมานกัน คิดดี คิดประเสริฐ      คิดเป็นเลิศช่วยสร้างสรรค์ คิดชั่วมัวหมองพลัน      ไม่กี่วันต้องบรรลัย หลายแรงหลากความคิด       ร่วมผูกมิตรอัชฌาสัย ร่วมร้อยเรียงน้ำใจ      ต่างมีให้กันและกัน หนึ่งก่อ หนึ่งต่อเติม      หนึ่งสร้างเสริม หนึ่งสร้างสรรค์ ร่วมแรงร้อยใจมั่น       สานสัมพันธ์อันยืนยาว


ความคิดเห็นที่ 77

ครูไผ่
28 ก.ย. 2552 19:12
  1. โอ้โห ... โอ้โห... โอ้โห ... มาอ่าน #75, #76 ด้วยความซาบซึ้งยิ่งนัก ช่างละเมียดละไมอะไรเช่นนี้ ... ภาษามาลัย ... ภาษาดอกไม้


ความคิดเห็นที่ 79

ครูไผ่
29 ก.ย. 2552 07:25
  1. เอ ... อันนั้น "ต่อกร" ไม่ใช่หรือคะ?ตัวอย่าง"ใครจะกล้าไปต่อกรกับมหาอำนาจอย่างนั้น"   ต่อกร ในความหมาย ประมือ"มนุษย์จะต่อกรกับภัยธรรมชาติได้หรือไม่"  ต่อกร ในความหมาย รับมือ


ความคิดเห็นที่ 81

NpEducate
29 ก.ย. 2552 10:32
  1. "ต่อกลอน" ไม่ใช่ภาษาวิบัตินะครับ คุณ thanit_khom��แต่ถ้าใช้ให้เป็นภาษาวิบัติ จึงจะเป็นภาษาวิบัติ� เช่น"ใครจะกล้าไปต่อกลอนกับมหาอำนาจอย่างนั้น"� เพราะมหาอำนาจเก่งในการแต่งกลอน อย่างนี้ไม่เป็นภาษาวิบัติ"มนุษย์จะต่อกลอนกับภัยธรรมชาติได้หรือไม่" อย่างนี้ก็ไม่เป็นภาษวิบัติ เพราะเป็นคำถาม� มีคำตอบ คือ ได้� แต่ภัยธรรมชาติ แต่งกลอนไม่เป็นนะ� หรือ ไม่ได้ เพราะภัยธรรมชาติแต่งกลอนไม่เป็น"เราจะต่อกลอนกับภัยธรรมชาติ"� อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ภาษาวิบัติแต่ เอ !� มองโลกในแง่ดี� อย่าถึงกับเรียกภาษาวิบัติเลย� เป็นการใช้ภาษาผิดโดยไม่เจตนามากกว่า


ความคิดเห็นที่ 84

แขชนะ
30 ก.ย. 2552 12:31
  1. ในภาษาถิ่นอิสาน หรือภาษาลาว มีคำที่ใช้บ่งบอกถึงผลไม้ คือมีคำว่า "หมาก"นำหน้า แต่ในภาษาไทย ใช้คำว่า "มะ" มานำแทน ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นผลจากการวิวัฒนาการทางภาษา หรือเกิดจากการ "วิบัติ" อันเป็นผลมาจากการที่มักชอบพูดผิดเพี้ยน แผลงไปจาก "หมาก" เป็น "มะ" จนเป็นที่ยอมรับกันในภายหล้ง เช่น หมากม่วง กลายเป็น มะม่วง หมากนาว กลายเป็น มะนาว หมากพร้าว กลายเป็น มะพร้าว หมากเขือ กลายเป็น มะเขือ หมากเลน กลายเป็น มะเขือเทศ หมากสีดา กลายเป็น ผลฝรั่ง หมากเขียบ กลาย เป็น น้อยหน่า รบกวนผู้รู้ หรือท่านอื่นแสดงความคิดเห็นครับ


ความคิดเห็นที่ 85

ศรา_อีปราส
30 ก.ย. 2552 19:28
  1. เอ... กรณีที่คุณแขชนะยกมาในความเห็นที่ 84 ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าในแต่ละท้องที่นั้นออกเสียงไม่เหมือนกันน่ะครับ บางทีของชิ้นเดียวกันแต่ว่าถูกเรียกในแต่ละสถานที่ยังมีชื่อคนละชื่อเลยน่ะครับ อย่างเช่น ผลฝรั่ง(ภาคกลาง) = หมากสีดา,บักสีดา(อีสาน) = บ่ะหมั้น,บะแก๋ว(เหนือ) = ชมพู่(ใต้) แล้วท่านอื่นคิดว่าอย่างไรกันหรือครับ?

ความคิดเห็นที่ 86

teerapongxx
30 ก.ย. 2552 21:59
  1. {#emotions_dlg.d4} ขอแจมคำคมด้วยคนนะครับ "ครูธรรมดา บอกเล่าครูชั้นดี อธิบายครูชั้นยอด มีตัวอย่างสาธิตประกอบครูที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจ"


ความคิดเห็นที่ 87

teerapongxx
30 ก.ย. 2552 22:17
  1. บ่าก้วยเต้ด = มะละกอครับ หมากนัด = สับปะรด ของโปรดผมเลย ครับ

ความคิดเห็นที่ 88

แขชนะ
30 ก.ย. 2552 22:30
  1. คำว่า "สับปะรด" ผมว่าน่าสนใจ เพราะว่า ในภาษาอิสานเรียกว่า หมากนัด แต่ในภาษาใต้เรียกว่า "ยานัด" ช่วงบริเวณจากอิสานไปทางใต้ เหตุใดบริเวณที่อยู่ตรงกลาง จึงไม่เรียกอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า "หมากนัด" หรือ "ยานัด" แต่กลับเรียกว่า "สับปะรด" ภาษาเยอรมัน และอีกหลายภาษาเรียก สับปะรด ว่า อนานานัส (Ananas) ซึ่งใกล้เคียงกับ หมากนัด หรือยานัด


ความคิดเห็นที่ 89

ครูไผ่
30 ก.ย. 2552 22:37
  1. ตัวอย่างเพิ่มเติม  ขอรับ เมื่อพูดเร็ว ๆ กลายเป็น ครับค่ะ  ย่อมาจาก พ่ะย่ะค่ะ หรือ?เนื่องจากภาษาไทยเป็นการใช้ตัวอักษรผันตามเสียงที่เปล่งออกมาเมื่อมีการเปล่งเสียงต่างไป การเขียนก็มีโอกาสเปลี่ยนตามไปได้มากกว่าภาษาที่เป็นภาษาภาพ เช่น ภาษาจีน  แม้ว่าคนจีนแต่ละถิ่นจะมีภาษาพูดต่างกัน แต่ก็สื่อสารกันได้ด้วยภาษาภาพเดียวกันภาษาภาพจึงไม่แปรไปตามเสียงพูด แต่จะแปรตามการตกลงร่วมกันที่จะลดรูปที่ซับซ้อนให้ง่ายลง


ความคิดเห็นที่ 90

แขชนะ
1 ต.ค. 2552 02:09
  1. ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยังไม่ตาย มีการเปลี่ยนแปลง ดิ้นได้ ที่เราเรียกว่า "วิบัติ" ความจริงมันก็คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางภาษาอันเกิดจากคนในสังคม หากคำในภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ผู้คนยอมรับการเปลี่ยนแปลง คำๆนั้นก็จะเป็น "วิวัฒน์" หากคำๆนั้นฟังดูขัดหู และไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก มันก็จะกลายเป็น "วิบัติ" ต่างจากภาษาอื่น เช่น ภาษาบาลี หรือ สันสกฤต หรือ ภาษาละติน ที่เป็นภาษาที่ตายแล้ว ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างกันและกัน (แม้แต่กับคนและสัตว์) คำในภาษาต่างๆหลายคำสามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆตลอดจนวัฒนธรรมของมนุษยชาติในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น สมัยก่อนนี้ตอนที่ผมเรียนชั้นประถมศึกษาเกือบ 50 ปีมาแล้ว เรามักมีคำที่พูดกันระหว่างเพื่อนฝูงที่เรียกอะไรที่หามาได้ หรือที่ทำได้ง่ายๆว่า ของหมูๆ ของกล้วยๆ หรือของสมัน หรือ สมันมาก เดี๋ยวนี้ หลายคำ เราก็ยังใช้กันอยู่ เช่น ของกล้วยๆ ของหมูๆ แต่คำว่าของสมันได้หายไปแล้ว ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนี้ ตอนผมเป็นเด็กเล็กๆ แม่เคยพามาเล่นว่าวแถวๆหลังตลาดหมอชิต สมัยนั้น บริเวณนั้นเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ ลมแรงเหมาะกับการเล่นว่าว เห็นชาวนากำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่ ห่างออกไปแถวๆรังสิต ยังมีสภาพเป็นป่าเล็กเขียวชอุ่ม มีสมันเป็นจำนวนมาก ครูประจำชั้นของผมสมัยนั้นชื่อ ครูเกิดดี ซื่อตรง ท่านเล่าให้ฟังว่าคนสมัยนั้นนิยมล่าเอาเนื้อสมันมากินกัน นัยว่าหาได้ง่ายมากและมีเนื้อที่อร่อย แต่นั่นก็เป็นเพียงคำที่ถูกบันทึกไว้ในอดีต ปัจจุบันนี้ สมันได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วโดยสิ้นเชิง โดยน้ำมือของคนไทยเรานี้เองสมันตัวผู้ในสวนสัตว์เบอร์ลิน ถ่ายในปี ค.ศ. 1911 เป็นเวลา 4 ปี หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสร็จประพาสกรุงเบอร์ลิน ภาพจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99หรือแม้แต่คำประพันธ์ในบทเพลง "สายหยุด" ของคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง เพลงที่ผมว่านี้เป็นเพลงที่อยู่ในแผ่นเสียงอัลบั้มชุด "ความหลังยังแจ่มใส" ผมซื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 มีทั้งหมด 12 เพลง แต่งโดย คุณชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง จะเห็นได้ว่าคนไทยเราสมัยโบราณได้เฝ้าสังเกตลักษณะพิเศษของดอกไม้ และตั้งชื่อตามลักษณะพิเศษนั้น ดอกไม้ชนิดนี้มีกลิ่นหอมตอนเช้าตรู่ แต่พอยามสายก็จะไม่มีกลิ่น จึงตั้งชื่อว่า "สายหยุด" ดังปรากฏในเนื้อเพลงต่อไปนี้หรือแม้แต่ บทร้อยกรองดังๆสมัยโบราณก็ยีงมีบันทึกไว้ เช่น ในลิลิตตะเลงพ่าย ของ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ที่ว่าสายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง ยามสายสายบ่หยุดเสน่ห์สาย ห่างเศร้าอันที่จริงหากคำศัพท์ต่างๆในภาษาใดๆไม่มีการเปลียนแปลงมานัก ก็จะสืบทอดการสื่อความหมายไปได้อีกนาน การสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกระทำได้ถูกต้องไม่มีการตีความที่ผิดเพี้ยน ตัวอย่างเช่น คำว่า ขนมขี้หนู หากเวลาผ่านไปอีกหลายร้อยปี ซึ่งคนยุคต่อมาไม่รู้จักกันแล้ว แต่มีการสืบค้นประวัติศาสตร์ทางภาษาซึ่งไม่ผิดเพี้ยนหรือวิบัติไปมาก เราก็ยังอาจพอสืบค้นความจริงได้ ไม่เช่นนั้น เราอาจตีความผิดไปได้ว่า คนสมัยก่อน "ชอบกินขี้หนู" ได้อย่างไรอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและถกเถียงกันแม้ในปัจจุบันก็คือพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเนื้อหมู(สุกร) ที่ได้ทรงเสวยที่นายจุนทะนำมาถวายราวปี พ.ศ. 900 มีการเขียนเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยชนรุ่นหลังว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ ในพระพุทธประวัติของไทยกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงเสวยเนื้อสุกรที่นายจุนทะนำมาปรุงถวาย แล้วประชวรจนกระทั้งปรินิพพานในวันนั้น พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยได้แปลศัพท์คำว่า สุกรมัทวะ ว่า เนื้อสุกรอ่อน ซึ่งเป็นการแปลที่ผิดพลาดอย่างมาก จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2526 ได้แก้ไขแปลใหม่ให้ถูกต้องว่า เห็ดอ่อนที่สุกรชอบ สุกรมัทวะ เป็นชื่อของเห็ดสนิดหนึ่งแปลตามศัพท์หมายถึงเห็นอ่อนที่หมูชอบ เหตุที่ได้ชื่อเช่นนี้ก็เพราะ เห็ดชนิดนี้ขึ้นอยู่ใต้ผิวดิน เป็นเห็ดที่หมูชอบมันจะใช้จมูกดมหาแล้วคุ้ยขึ้นมารับประทาน เห็ดนี้ขณะยังอ่อนๆ มีรสชาติดีพิเศษ เป็นของหายากแต่ข้อเสีย ก็คือเป็นพิษ หากปลอกไม่ดีเมื่อเวลานำไปปรุงก็จะทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย น่าคิดว่านายจุนทะเองก็เป็นชาวฮินดู ซึ่งตามธรรมดาชาวฮินดูจะไม่กินเนื้อสัตว์กันมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล นายจุนทะจะเอาเนื้อหมูมาถวายพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ผมเองมิได้ต่อต้านการใช้ศัพท์ใหม่แปลก มันเป็นเรื่องของคนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก จนแม้ในปัจจุบันมีพจนานุกรมศัพท์ใหม่ออกโดยราชบัณฑิตยสถาน ลองคิดดูเล่นๆว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หากบัญญัติศัพท์ใหม่ 2 เล่ม เวลาล่วงเลยไป 200 ปี คงมีศัพท์ใหม่ 20 เล่ม การสื่อความหมายและการตีความทางประวัติศาสตร์คงยุ่งยากและหาควาถูกต้องได้ยากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันเป็นเรื่องคนคนในชาติว่าจะมีแนวโน้มของพฤติกรรมแบบไหน หากปล่อยไปตามยถากรรม ใครคิดศัพท์ใหม่ๆได้ เป็นที่นิยมชมชอบ ก้ทำได้อิสระ และแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ผมไม่อยากคิดเลยครับว่า คนในชาติเราจะสมัครสมานสามัคคีกันเพียงใดหากเราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง


ความคิดเห็นที่ 91

ครูไผ่
1 ต.ค. 2552 08:07
  1. ภาพจาก http://www.oknation.net/blog/mylifeandwork/2009/09/01/entry-2สุกรมัททวะ (เห็ด Truffle) เห็ดใต้ดินที่หมูชอบ  หายาก กลิ่นหอม ราคาแพงลิบลิ่ว  


ความคิดเห็นที่ 92

NpEducate
1 ต.ค. 2552 10:32
  1. กิ๊กงกแซวแหกตาชักดาบปอดแหก


ความคิดเห็นที่ 101

NpEducate
2 ต.ค. 2552 21:10
  1. " วิก " (หนัง, ลิเก)  ด้วยครับ ดร.แขชนะผมชักลืมๆแล้วว่าเขาใช้ยังไง เป็นมายังไง


ความคิดเห็นที่ 102

แขชนะ
2 ต.ค. 2552 21:11
  1. เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาษาไทยคือ "ลักษณะนาม" หรือ ชื่อที่ใช้บอกลักษณะของ คน สัตว์ หรือสิ่งของ เช่นเด็กนักเรียน 5 คนหมา 3 ตัวช้าง 7 เชือกยักษ์ 2 ตนขลุ่ย 3 เลาดินสอ 4 แท่งอิฐ 3 ก้อนขี้หมา 2 กองโจร 5 คนหนัง 2 โรงเชือก 4 เส้นไหมพรม 2 ขดหนังสือ 7 เล่มรถยนต์ 4 คันพระสงฆ์ 9 รูปเจดีย์ 3 องค์ธนบัตร 5 ใบเรือยอร์ช 7 ลำและอื่นๆอีกแต่ดูเหมือนบางทีเราจะลืมไปแล้วว่า เรามีลักษณะนามด้วย เช่น โฆษณาขายของ หรือข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ถ่านไฟฉายตรา 5 แพะ5 โจรชั่วรุมทำร้าย 2 เณร2 นักหวดลูกสักหลาดปลื้ม11 นักเตะทีมชาติลุ้นรอบตัดเชือกทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีการบอกจำนวนที่เราไม่เห็นลักษณะนามเลยแต่เป็นเพราะหน้ากระดาษหรือเนื้อที่หัวข้อข่าวมีจำกัด จึงต้องหาวิธีสื่อใหม่ให้กระชับ จึงทำให้ลงลัษณะนามไม่ได้ ภาษาไทยของเราจึงเปลี่ยนไป โดยที่ทุกคนค่อยๆยอมรับว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ลักษณะนาม


ความคิดเห็นที่ 103

นิรันดร์
2 ต.ค. 2552 22:42
  1. พี่ np ครับ ผมเข้าใจว่าวิก ก็คือ week นั่นเองครับแต่ก่อนโรงละครโรงลิเก สัปดาห์ หนึ่งก็จะมาสร้างโรงฯ แสดงกันครั้งหนึ่งซึ่งน่าจะกร่อนมาจาก week end อีกที(ผมเดาเอง)ได้ความรู้มาจากคุณยายของผมที่ท่านล่วงลับไปหลายสิบปีแล้วนอกจากเป็นคนปลูกฝังให้ผมรักภาษาไทยแล้ว ท่านยังเป็นลิเกหรือละครเก่าด้วยขออภัย ดร.แขชนะด้วยนะครับที่มาชิงตอบเสียก่อน


ความคิดเห็นที่ 115

NpEducate
7 ต.ค. 2552 16:12
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 เรื่อง  ถ้าเราไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร  เมื่อสั่งอาหารมาหลายอย่างเราไม่ควรจะทานจนหมดเกลี้ยงจาน ควรจะเหลือชิ้นอาหารติดจานอย่างน้อยหนึ่งชิ้น  เขาจะได้คิดค่าอาหารถูกไม่มีใครรับมุก(มุข) เลย  คงจะต้อง เล่าเอง หัวเราะเอง ซะแล้วหรือไม่ก็ เปิด เอฟเฟค ช่วยเพื่อนบอกผมอย่างนั้นครับ  ผมก็ งง งง  และเถียงเพื่อนว่า จะคิดราคาถูกได้ยังไงในเมื่อของเหลือในจาน เขาก้ไม่ได้นำไปขายอีก เพื่อนจึงบอกว่า  คิดราคาถูก หมายถึง คิดไม่ผิด เช่น ผัดผักบุ้งคิดผิดเป็นผัดผักคะน้า  เป็นต้นหรือ คิดราคา ถูก-ผิด  ไม่ใช่  ถูก-แพงนี่คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของภาษาไทย


ความคิดเห็นที่ 125

แขชนะ
8 ต.ค. 2552 12:06
  1. ที่โรงพยาบาลเด็กแถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ เขาจะมี "หมอฟันเด็ก" หรือเปล่าครับ อยากรบกวนมูลนิธิปวีณาฯช่วยกรุณาตรวจสอบด้วย (อ้าว! แล้วมูลนิธินี้เกี่ยวอะไรด้วย)

ความคิดเห็นที่ 126

ครูไผ่
8 ต.ค. 2552 12:16
  1. มีคำธรรมดา ๆ หลาย ๆๆๆๆๆๆๆๆ คำที่ถูกนำไปใช้สื่อความในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์  ถ้าเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ อีกหน่อยจะไม่เหลือคำที่ไม่เป็นสองแง่สามง่ามให้ใช้ทุกวันนี้ พอดิฉันพูดคำว่า "เอา" ในความหมายแท้ดั้งเดิมของมันก็จะมีคนคอยแซว คอยทักท้วงให้นึกคิดไปถึงเรื่องอย่างว่าเพื่อนดิฉันมีชื่อเล่นที่น่ารักซึ่งพ่อแม่ตั้งมาให้ตั้งแต่เด็กว่า "ตุ๋ย" ก็ถูกนำไปใช้กับเรื่องที่เกี่ยวข้องทางเพศและชื่อที่น่ารัก ๆ อีกหลายชื่อของเพื่อน เช่น จิ๋ม  กิ๊ก  ฯลฯ


ความคิดเห็นที่ 127

แขชนะ
8 ต.ค. 2552 12:35
  1. นอกจากชื่อเล่นแล้ว ชื่อจริงก็ยัง "โดน" เลยครับ เช่น ประเทือง มีชัย วันชัย(อันนี้เก่าไปหน่อย)ขออนญาตเอาความเห็น 62 -63 มาให้ดูอีกที

    เมื่อ 2-3 วันก่อนผมไปช่วยงานเกี่ยวกับกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่อำเภอกันทรลักษณ์ ในจังหวัดศรีสะเกษ จะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชื่อน่าฟังมาก ถ้าอยากรู้ว่าหมู่บ้านนี้ชื่ออะไร และไปทางไหน ก็ลองตามป้ายบอกทางไปดูครับ http://www.kuntaluk.com/kuntaluk1/so/03325/m4.php

    ความหมายชื่อหมู่บ้าน โดน แปลว่า ยาย เอาว์ แปลว่า เชื้อ (ชื่อบุคคล) หมายถึง ยายเชื้อ บ้านโดนเอาว์ ก่อตั้งก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยตั้งอยู่บนภูเขาติดต่อเขตประเทศกัมพูชา จึงย้ายลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่า โคกระกาโก่ง (ต้นงิ้ว) เพราะมีคนล้มตายมาก ในขณะนั้นมีผู้ใหญ่บ้าน 8 คน เพราะอยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มๆ จนกระทั้งปัจจุบัน 3 หมู่บ้าน คือ บ้านโดนเอาว์ บ้านหนองอุดม และบ้านคลองทราย


ความคิดเห็นที่ 128

NpEducate
8 ต.ค. 2552 13:34
  1. (ช่วงนี้  ต้องรีบโพสต์ เดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้ไพสต์)หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จ สาวใหญ่ได้ซื้อของกินติดมือมาด้วยพอถึงที่ทำงานพบหนุ่มหล่อเด็กใหม่นั่งที่โต๊ะทำงาน (ไม่ใช่นั่งบนโต๊ะนะครับ)จึงหยิบของกินชินหนึ่งยื่นให้เด็กใหม่ : ไม่เอา ครับ (เพิ่งทานข้าวอิ่มมาหยกๆ)สาวใหญ่ : ให้กินนะ  ไม่ใช่ให้เอา


ความคิดเห็นที่ 132

NpEducate
9 ต.ค. 2552 12:27
  1. ตอบ  ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 ตอนที่ 1  ข้อ 4 ถูกต้อง ครับตอนที่ 2  อีก 2 ตัวที่รอคิวอยู่  จะมีสิทธิ์ไหมครับ              บอกเพื่อเป็นความรู้ นะครับถ้าเป็นสัตว์หลายชนิด ก็หมดสิทธิ์ ครับสำหรับแมว ถ้าตัวเมียไม่ยอม  ตัวผู้จะข่มขืนเหมือนไก่ไม่ได้เลยในช่วงเวลาเป็นสัด  ตัวเมืยจะเอื้อเฟื้อเผือ่แผ่ให้ตัวผู้ทุกตัวทีรอคิวอยู่


ความคิดเห็นที่ 133

teerapongxx
9 ต.ค. 2552 21:28
  1. ตอนผมไปวิ่งบนเขา ผมเห็นลิงทำแบบว่าด้วยละครับ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น...แต่ผมวิ่งต่อไปนะครับ ไม่ได้เฝ้ารอดูชมและถ่ายรูปแบบอาจารย์ อีกวันไปวิ่ง เห็นแบบจะๆเลยครับ ตอนตัวผู้ออกจากตัวเมีย...ฮ่าๆๆ ปกติเคยเห็นแต่แบบธรรมดา แบบเล็กมากๆเลย คราวนี้เห็นแบบพิเศษ บุญตาของผมไหมเนี่ย... {#emotions_dlg.a3}และอีกวันก็เจอแบบที่ เขาจะรุม ผมวิ่งไปต้องหันกลับมามอง เพราะว่า ตัวเมียวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเลยละครับ... ร้องดังน่ากลัวมากๆเลยผมไม่ได้ไปวิ่งบนเขาเพราะเหตุการณ์เหล่านี้นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผมผิดไป ผมชอบเพราะมันต้านแรงโน้มถ่วงโลกดีครับ ได้พลังแบบสุดๆเลยละครับ พอดีแถวบ้านผมมีลิงเยอะแยะเลยบนภูเขา...ผมไปวิ่งแต่ผมไม่กลัวหรอก มาเป็นฝูงเลย น่ารักจะตายครับ แต่บางตัวก็แยกเขี้ยวใส่ให้ แต่ผมเห็นพี่นายสิบไปวิ่งบนเขา พี่เขาพกหนังสติ๊กติดข้างหลัง ผมถามพี่ตอบว่า กลัวลิง + กลัวหมาบนเขา พอดีนึกขึ้นได้เคยถ่ายรูปถามอาจารย์นิรันดร์เรื่องแรงลอยตัวภูเขาน้อยๆในแก้วนี่แหละครับ ที่ผมขึ้นไปวิ่งมา เสร็จละก็ลงมาว่าน้ำเล่นประจำเลย และทดลองวิทยาศาสตร์ในน้ำต่อ


ความคิดเห็นที่ 135

แขชนะ
10 ต.ค. 2552 00:11
  1. ยาแก้ไอของจีนที่มีชื่อว่า "ชวนป๋วยปี่แป่กอ" ชื่อจีนนี้ บางคนบอกว่ายังมีการเปลี่ยนไปเป็นภาษาไทยแบบง่ายๆเหมือนกันครับเป็น "ชวนหมวยเป่าปี่กู"พฤติกรรมการบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของไทย ต้องยอมรับวาสสู้พวกฝรั่งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นลายลักษณือักษร หรือภาพวาดซึ่งสื่อความหมายหลายอย่างได้ดีกว่าตัวหนังสือในช่วงปี ค.ศ. 1685-1686 เป็นช่วงที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ส่งราชฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีวารสาร หรือ จดหมายเหตุ หรือบันทึกอย่างเป็นทางการ อย่างละเอียด รวมทั้งรูปวาดต่างๆ ผู้สนใจอาจดูได้ที่นี่ครับ >>> http://www.rencontredespaces.org/renespace/voyages/ASIE%20SE/Thailande/m%E9moires%20de%20Siam/mapage.noos.fr/memoires-de-siam/presentation_choisy.htmlท่านราชฑูตไทย ฝรั่งเศสเขียนชื่อไว้ใต้รูปว่า "ออกพระวิสูทธสุนทร ราชฑูต"ลายมือของท่านราชฑูตโกษาปาน กํยังมีบันทึกไว้ให้เราเห็น (จดหมายฉบับที่ 2)ตอนที่เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ก็ยังมีบันทึกไว้คณะผู้ติดตามก็ยังมีบันทึกไว้


ความคิดเห็นที่ 136

NpEducate
10 ต.ค. 2552 08:45
  1. ใครรู้บ้างว่า ราชแปตแตนท์ มากจาก Raj Pattern บาลีผสมอังกฤษ เพิ่งจะรู้ครับ  ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 137

แขชนะ
10 ต.ค. 2552 13:41
  1. ผมเคยเรียนตอนเด็กสมัยประถมศึกษาว่า ราชปะแตน มากจาก Royal Pattern

    ที่มาคือ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสอินเดีย ผู้ตามเสด็จแต่งเครื่องแบบเสื้อฝรั่ง เวลาปกติก็เปิดอกผูกเน็คไท แต่นุ่งโจงกระเบนไม่นุ่งกางเกงแบบฝรั่ง ที่เมืองกัลกัตตามีช่างฝีมือดี โปรดให้ตัดเสื้อใส่เล่นแบบปิดตั้งแต่คอมีดุมกลัดตลอด เพื่อไม่ต้องผูกเน็คไท เมื่อเสร็จแล้วก็พอพระราชหฤทัย เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ขณะนั้นเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ ราชเลขานุการ ก็ทูลถวายชื่อโดยเอาคำมคธว่า "ราช" ผสมกับคำอังกฤษ "Pattern" หมายความว่าแบบหลวง

    ที่มา: ปัญหาสอบเชาวน์ และความรู้รอบตัว รวบรวมโดย: ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์

    ความจริงยังมีคำพวกนี้อีกมากที่เราใช้กันอยู่ประจำ ใครนึกได้ก็มาช่วยกันรวบรวมไว้ก็น่าจะดี เช่นส่ง Telegraph = ส่ง “ตะแล้บแก๊ป” = ส่งโทรเลข ซึ่งส่งเป็นฉบับสุดท้ายในประเทศไทยเมื่อ 8 พ.ค. 2551 นี้เอง


ความคิดเห็นที่ 138

ครูไผ่
10 ต.ค. 2552 17:11
  1. โจงกระเบนมีนุ่งในชาติไหนบ้างคะ ?

ความคิดเห็นที่ 139

ครูไผ่
10 ต.ค. 2552 20:44
  1. ชาติที่นุ่งโจงกระเบนน่าจะมีอินเดีย เนปาล ศรีลังกา เขมร (ถกเขมร) ไทย ลาว พม่าน่าจะไม่ หรือด้วย?


ความคิดเห็นที่ 140

แขชนะ
10 ต.ค. 2552 20:53
  1. เสน่ห์ของภาษาไทยอีกอย่างก็คือ คำๆเดียวแต่มีหลายความหมายแล้วแต่บริบทของการสนทนา เช่น ที่ครูไผ่ถามว่า.....

    โจงกระเบนมีนุ่งในชาติไหนบ้างคะ ?

    คำตอบอาจมีได้มากกว่า 1 คำตอบ

    1. โจงกระเบนมีนุ่งในชาตินี้เท่านั้นแหละครับ เพราะชาติก่อน เราก็ไม่รู้ว่าได้นุ่งหรือเปล่า และชาติหน้าก็เช่นกัน  อย่าว่าแต่ได้นุ่งโจงกระเบนเลย จะได้เกิดใหม่ในชาติหน้าหรือเปล่ายังไม่รู้เลยครับ2. มีนุ่งกันในประเทศทีมีวัฒนธรรมผสมกลมกลืนกับไทย เช่น กัมพูชา ส่วนลาวนั้นไม่นิยมนุ่งโจงกระเบน เห็นแต่นุ่งผ้าซิ่นครับ


ความคิดเห็นที่ 141

แขชนะ
10 ต.ค. 2552 21:06
  1. ผมได้บอกในตอนต้นแล้วว่า ภาษานั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้บันทึกวัฒนธรรมได้ บางตรั้งเมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ภาษานั้นๆก็จะตายไปด้วย เช่น

    สมัยก่อนนี้ตอนผมเด็ก เห็นมีโฆษณาขาย "น้ำมะเน็ด" ซึ่งก็คือน้ำมะนาวในภาษาฝรั่งที่ว่า Lemonade เมื่อก่อนนี้ผมชอมดื่มมาก แต่พอเวลาผ่านไปนานๆเข้า ก็รู้สึกว่า ไอ้เจ้า "น้ำมะเน็ด" มันหายไปจากท้องตลาด แต่มี น้ำพวก 7-up และ สไปรท์ มาแทน เด็กๆสมัยนี้เลยไม่รู้จัก "น้ำมะเน็ด" 


ความคิดเห็นที่ 144

แขชนะ
11 ต.ค. 2552 04:00
  1. คำอุทานที่เลียนเสียงธรรมชาติก็น่าจะรวบรวมไว้เหมือนกันนะครับ เช่นน้ำหยด ติ๋ง ติ๋งเคาะประตู ก๊อก ก็อกเสียงปืน โป้ง ป้างฟ้าผ่า เปรี้ยง ป้างหมาเห่า โฮ่ง โฮ่งแมวร้อง เหมียว เหมียวนอนครน ครอก ฟี้เขกตัวดัง โป๊กตบหน้าดัง เพี้ยะฝนตก เปาะ แปะฯลฯ

    -----------------------------------------------------------------

    ทายโจ๊ก(นี่ก็ขอยืมฝรั่งมาใช้ Joke)คำผวน

    หมีแพนด้า จัดเป็นหมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า หมา.....มะนาวอะไรอยู่นอกโลก  มะนาว....ถ้าใช้แปลงสีฟันร่วมกัน อาจทำให้เป็นหมันได้ คือหมัน......กินของสกปรก อาจทำให้เป็นไข้ได้ คือ ไข้.....


ความคิดเห็นที่ 145

ครูไผ่
11 ต.ค. 2552 06:59
  1. ตอบความเห็นฯ 144หมีแพนด้า จัดเป็นหมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า หมาแพนดี้มะนาวอะไรอยู่นอกโลก  มะนาวต่างดุดถ้าใช้แปลงสีฟันร่วมกัน อาจทำให้เป็นหมันได้ คือหมัน......กินของสกปรก อาจทำให้เป็นไข้ได้ คือ ไข้.....

    การทายปัญหาเกี่ยวกับการตีความ การเล่นคำ วิวัฒนาการมาจากการเล่น "ผะหมี" ของจีนค่ะการเล่น ผะหมี เป็นกิจกรรมที่นิยมกันมากในหมู่คนจีนที่อ่านออกเขียนได้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยตั้งเป็นโรงผะหมีขึ้นในงานเทศกาลต่าง ๆ มีการดำเนินการเล่นอย่างเป็นระบบ มีกติกา แบบแผนในการแจ้งผลการทาย เช่น ทายถูก แต่อธิบายเหตุผลไม่ถูก นายโรงจะตีกลองเป็นสัญญาณเสียงแบบหนึ่งซึ่งผู้เล่นและกองเชียร์จะรู้กันว่าคำตอบถูกแล้วแต่ยังอธิบายไม่ถูก ถ้าทั้งตอบถูกและอธิบายถูกต้องสมบูรณ์ด้วยก็จะได้รับแจ้งเป็นสัญญาณเสียงอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น  และมีการให้รางวัลด้วยของที่มีค่าแตกต่างกันตามความยากง่ายของปัญหา จากของรางวัลที่จัดเตรียมและแบ่งระดับของรางวัลไว้อย่างเป็นหมวดหมู่  โรงเล่นผะหมีจะตกแต่งด้วยใบปัญหา ปัญหาละใบ ซึ่งมีขนาดตัวอ้กษรโตพอที่จะให้คนที่มาเล่นมองเห็นและเลือกทายตามความถนัด ในงานเทศกาล งานบุญ ที่จัดขึ้นในวัด หรือมูลนิธิกุศลสถาน เป็นต้น  เด็กหญิงไผ่ก็เคยไปนั่งดูการเล่นผะหมีในงานที่คุณพ่อเป็นนายโรงค่ะ


ความคิดเห็นที่ 147

ครูไผ่
11 ต.ค. 2552 07:37
  1. ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัว "ห" ขอสละสิทธิ์ ไม่ทายค่ะ


ความคิดเห็นที่ 148

แขชนะ
11 ต.ค. 2552 08:43
  1. แม่ประนีขายหอม แล้วแม่ประนอมขายอะไรครับ?

    คำถามนี้ ตอบง่ายมาก เด็กๆที่ตลาดก็ตอบได้ครับ ผมเองก็ยังไปใช้บริการสินค้าของแม่ประนอมบ่อยๆ สินค้าของแม่ประนอมนี้ เวลาจะใช้ต้องเอาอะไรอีกอย่างหนึ่งไปจิ้มด้วยครับ ไอ้ที่จะเอาไปจิ้มนี้ ถ้าจะให้ดีต้องซื้อที่เชียงใหม่ ผมคิดว่าครูไผ่ก็คงต้องเคยใช้บริการสินค้าของแม่ประนอมแน่ๆครับว่าแต่ว่า ถ้านาย กอ ตีกระดิ่ง แล้ว นายกิ่ง จะตีอะไร


ความคิดเห็นที่ 149

ครูไผ่
11 ต.ค. 2552 09:43
  1. ถ้านาย กอ ตีกระดิ่ง  นายกิ่งก็ตี กลอง สิคะตอบแบบความเห็นฯ 148 ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 166

แขชนะ
21 ต.ค. 2552 22:52
  1. ภาษาไทยที่ใช้ในการตั้งชื่อพืชและสัตว์หลายชนิดนอกจากจะถูกตั้งชื่อตามเสียงร้องของมันแล้ว เช่น ตุ๊กแก, แมว, นกฮูก ยังถูกตั้งตามรูปร่าง หรือลักษณะ หรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน เช่น

    ปลาไหล, (ปลา)หมึก, ปลากัด, ปลาหางนกยูง, ปลาการ์ตูน (อันนี้ของใหม่ครับ), ปลาดาว เป็นต้น

    หรือ

    หงอนไก่, ดอกหน้าวัว, สายหยุด, บานไม่รู้โรย, ราตรี หรือ หญ้าเจ้าชู้ (ดูรูป)


ความคิดเห็นที่ 167

แขชนะ
21 ต.ค. 2552 23:09
  1. นกฮูกมันจะร้อง "ฮูก ฮูก" ส่วนนกแสกหน้ามันจะมีแสก


ความคิดเห็นที่ 168

แขชนะ
21 ต.ค. 2552 23:14
  1. แบบนี้ก็น่าจะเป็นนกแสก แต่แสกด้านข้าง


ความคิดเห็นที่ 169

แขชนะ
26 ต.ค. 2552 04:55
  1. คำขยายคำคุณศัพท์ที่บอกรูปรสกลิ่นสีบางคำก็น่าสนใน แต่เราอาจใช้ผิดที่ผิดทางจนสับสนได้ เช่นดำ ปีแดง แจ๋ขาว จั๊วะเขียว อื๋อเย็น เจี๊ยบร้อน จี๋กลม ดิ๊กแบน แต๋เหม็น โฉ่หอม ฉุยคำคุณศัพท์บางคำที่เอามาใช้เป็นสำนวนบอก ช่วงเวลา หรือฤดูกาล เช่นลูกรัก เชื่อพ่อเถิด พ่อผ่านร้อน ผ่านหนาว มาแยอะ


ความคิดเห็นที่ 177

NpEducate
7 พ.ย. 2552 08:31
  1. ทำงานมามากกว่า 20 ปี (เน้น มากกว่า 20 ปี)  ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้บริหาร  ทั้งๆที่อยากเป็นเอามากๆ  ได้เป็นอย่างมากก็แค่หัวหน้างานที่ไม่ค่อยจะสำคัญนักคิวยาวเหลือเกิน  จนหมดโอกาส  และหมดอาลัยตายอยากกับตำแหน่งผู้บริหารเสียแล้วบัดนี้...ดร.แขชนะ   ครูไผ่   คุณหน้าใหม่  ตุณสิง และท่านอื่นๆ ครับผมได้เป็นผู้บริหารแล้ว ทั้งๆที่ไม่อยากเป็น  แต่ก็ถูกบังคับให้เป็นโดยผู้ที่บังคับผมนั้นบอกว่า  ถ้าไม่เป็นผู้บริหาร  ไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีกเลยต้องจำใจเป็นผู้บริหารที่ว่านั้น ไม่ใช่ผู้บริหาเกรดที่อยู่ระหว่าง A และ  F  และ ระหว่าง F และ H นะครับ  เป็นผู้บริหารจริงๆ  จะไม่แสดงมุทิตาจิตกับผมหรือครับ


ความคิดเห็นที่ 178

ครูไผ่
7 พ.ย. 2552 09:16
  1. ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้บริหาร NpEducate ค่ะ  (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบรายละเอียด)ส่วนดิฉันนั้นเป็นผู้บริหารชีวิตตนเองมานานแล้ว  ผลการบริหารเป็นที่พอใจของตนเองค่ะ 


ความคิดเห็นที่ 179

สิง
7 พ.ย. 2552 11:10
  1. ผมขอร่วมแสดงมุทิตาจิต (ไม่เคยใช้คำนี้กับใครเลย)กับคุณ NpEducate ด้วยครับไม่ทราบว่า ท่านผู้บริหาร มีวิสัยทัศน์ ที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ใหม่ด้วยหรือเปล่าครับ...ขอแสดงความยินดี อีกครั้งครับ


ความคิดเห็นที่ 180

แขชนะ
7 พ.ย. 2552 12:36
  1. การที่จะคุยกับคุณ NpEducateให้รู้เรื่องและได้อรรถรสนั้น จำเป็นต้องใช้มีดโกนกรีดสมองให้มีรอยหยักมากๆหน่อย เพราะท่านนั้นไม่ธรรมดา จะคิดชั้นเดียวก็ไม่ได้ และจะใช้ภาษาไทยแบบพื้นๆธรรมดาก็คงไม่ถึงขั้น

    ท่านบอกใบ้ไว้หลายตอน

    1. ท่านใช้คำว่าผู้บริหารและเน้นว่า กว่า 20 ปี

    2. ผู้บริหารที่ว่านั้น ไม่ใช่ผู้บริหาเกรดที่อยู่ระหว่าง A และ  F  และ ระหว่าง F และ H นะครับ 

    3. ผู้ที่บังคับนั้นบอกว่า  ถ้าไม่เป็นผู้บริหาร  ไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีกเลยต้องจำใจเป็น

    กระทู้นี้เป็นกระทู้เกี่ยวกับภาษาไทย ซึ่งท่าน NpEducate ต้องมีลูกเล่นแน่ๆ

    คำว่า บริหาร ในภาษาอังกฤษมีได้หลายคำ หลายความหมาย ความหมายหนึ่งก็คือ Excercise หรือบริหารร่างกาย การที่ท่านไปทัศนศึกษาดูหมอบ่อยๆ ผมว่าท่านน่าจะไปบริหารร่างกายของท่านอย่างจริงจัง เพราะไม่งั้นก็จะไม่เกิดผล หลังจากไปดูหมอและให้หมอดูแล้ว ก็เลยถูกบังคับว่าจะต้อง "บริหาร" ไม่งั้นไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีก คือหมอขี้เกียจดูแล้วหากไม่บริหาร ว่างั้นเถอะ


ความคิดเห็นที่ 181

สิง
7 พ.ย. 2552 13:23
  1. เห็นท่าจะจริงตามที่ อาจารย์แขชนะแสดงความเห็นไว้...ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ท่านผู้บริหาร บริหารองคาพยพ ให้แข็งแรงสมบูรณ์ ครับ สู้ สู้


ความคิดเห็นที่ 182

NpEducate
7 พ.ย. 2552 20:44
  1. แน่นอนครับ  คุณ สิงผมต้อง มีวิสัยทัศน์ ที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ใหม่ด้วยกการเอาจริงเอาจังสม่ำเสมอไม่ใช่ทีเล่นทีจริง  ลดการนั่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ (ก็เป็นผู้บริหารแล้วนี่)


ความคิดเห็นที่ 183

NpEducate
7 พ.ย. 2552 20:52
  1. ทราบมาว่า สส.สว. นักการเมือง และทหาร ระดับสูง มีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน เขามีเงินมากขนาดนั้นได้อย่างไร ถ้าคำนวณจากเงินเดือนแต่ละเดือนตั้งแต่เริ่มรับราชการจนกระทั่งเกษียณ ไม่มีทางที่จะมีเงินมากขนาดนั้น ตัวกระผมเอง ทำงานมามากกว่า 20 ปี บอกตรงๆ อย่างเปิดเผยมีเงินเก็บไม่ถึง 17 ล้านเลยครับ คุณสิง ครูไผ่ ดร.แข อ.นิรันดร์ หรือท่านอื่นๆ มีเงินเก็บเท่าไรครับ เปิดเผยได้ไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 184

แขชนะ
7 พ.ย. 2552 21:23
  1. สิบกว่าปีก่อนนี้ ตอนทำงานราชการ เป็นผู้บริหารระดับ 8 เขามีกฏว่าต้องชี้แจงฐานะการเงินแก่ สตง. อย่าว่าแต่เงินเก็บเลยครับ ตอนนั้ีนชี้แจงไปว่ามีแต่หนี้สินครับ บ้านช่องและอะไรๆอีกหลายอย่างก็ยังผ่อนไม่หมด

    ว่าแต่ว่ามาลงเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณ NpEducate คงต้องมีอะไรจะเล่าแจ้งแถลงไขที่น่าสนใจแน่ๆ


ความคิดเห็นที่ 185

NpEducate
7 พ.ย. 2552 22:19
  1. "มากว่า 20 ปี"นำมาใช้เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารอยากจะบอกว่าทำงานมา 60 ปี (สมมติ)  แต่กลัวคนรู้ว่าแก่แล้ว (มีอายุ 80 ปี) ถ้าทำงานมา เป็นเวลา 60 ปี จะใช้คำว่า ทำงานมามากกว่า 20 ปี ก็ใช้ได้ (เสน่ห์ของภาษาไทยอย่างหนึ่ง)โดยทำนองเดียวกัน  "มีเงินไม่ถึง 17  ล้าน " คนทั่วไปฟังแล้วคิดว่า "หมอนี่มีเงินเยอะจัง"  แต่ที่ไหนได้ มีเงินฝากแค่ สามพัน ก็ คือ มีเงินไม่ถึง 17  ล้าน นั่นเอง  (ต้องการจะสื่อ "เสน่ห์ของภาษาไทย")ผู้บริหาร  มีหลายความหมาย (นี่ก็ "เสน่ห์ของภาษาไทย")สรุปว่า  ความเห็นที่โพสต์มานั้นต้องการจะโชว์เสน่ของภาษาไทย ในด้านหลากหลายความหมาย ซึ่งผู้ใช้จะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซื้งเพื่อสนับสนุนกระทู้ "ภาษาไทยของฉัน ร่วมมือกันจรรโลง "ครับ ผม


ความคิดเห็นที่ 186

NpEducate
7 พ.ย. 2552 22:23
  1. วันหลัง  ถ้าพบเสน่ห์ของภาษาไทย  ผมจะนำมาเสนออีกวันหน้า  พบกันใหม่ นะครับ


ความคิดเห็นที่ 187

ครูไผ่
8 พ.ย. 2552 15:36
  1. เอ... ความหมายของ "มากกว่า" "น้อยกว่า" "ไม่ถึง" หรือ "เกิน" มันน่าจะเป็นเสน่ห์ของคณิตศาสตร์ในทุกภาษานะคะ ไม่ใช่เสน่ห์เฉพาะของภาษาไทยหรอกค่ะ เรื่องการบริหารองคาพยพนั้น ขอแนะนำให้ทำงานบ้านค่ะ ถางหญ้า กวาดขยะ เขี่ยหยากไย่ เช็ดถูบ้านเรือน หุงข้าว ทำกับข้าว ซักเสื้อผ้าโดยไม่ใช่เครื่องซัก ล้างจาน จัดบ้าน ก้ม ๆ เงย ๆ เดินขึ้น เดินลง ได้บริหารทุกส่วนเลยค่ะ เวลาหมดไปไม่รู้ตัว ลืมแก่ ลืมป่วยเลยล่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 188

NpEducate
8 พ.ย. 2552 16:45
  1. แล้ว  "วันหน้า",  "วันหลัง" ล่ะครับมันยังไงกันแน่


ความคิดเห็นที่ 189

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 01:21
  1. หากจะย้อนกลับมามองดูการศึกษาของไทยเรา ต้องมองดูระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมสมัยก่อนเป็นต้นมา หนังสือแบบเรียนที่เราเคยมีมาและใช้กันเป็นเวลายาวนานก่อนมีการปฎิรูปการศึกษาสมัย ร.5 นั้นก็เห็นจะได้แก่ แบบเรียนจินดามณ๊ ซึ่งมีหลายฉบับ

    ประถมจินดามณี เล่ม 1       หนังสือประถมจินดามณี เล่ม 1 ก็คือ จินดามณีฉบับพระโหราธิบดีที่แต่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยาตอนปลายนั่นเอง ประถมจินดามณี เล่ม 1 ยังคงใช้เป็นหนังสือแบบเรียนที่สำคัญของสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประถมจินดามณี เล่ม 2       พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงแต่งหนังสือประถมจินดามณี เล่ม 2 ขึ้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชปรารภให้แต่งเพื่อใช้สอนพระราชโอรส และหมู่ข้าราชบริพารรวมเวลาตั้งแต่ทรงพระราชปรารภ จนทรงนิพนธ์เสร็จ ราว 6 เดือนเศษ (ธนิต อยู่โพธิ์ 2502,124) กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงอธิบายว่า เป็นการแต่งซ้อนจินดามณีของเก่า จึงเติมชื่อให้เป็น “จินดามณี เล่ม 2”      ลักษณะการแต่ง การแต่งใช้ทั้งฉันท์ กาพย์ ร่ายและโคลง มีความเรียงอธิบายเป็นร้อยแก้ว      สาระสำคัญ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ             1. กฎเกณฑ์ทางอักขรวิธี กล่าวถึงสระ พยัญชนะ ไตรยางค์ การแจกลูกทุกตัว อักษร ทุกแม่ตัวสะกด และแจกอักษรกล้ำ แล้วผันวรรณยุกต์ตามอักษรทั้ง 3 หมู่ การใช้เครื่องหมาย การแผลงอักษร             2. การแต่งร้อยกรอง ขึ้นต้นด้วยร่ายสุภาพ แล้วอธิบายหลักการแต่งร้อยกรอง http://www.abhakara.com/webboard/index.php?topic=63.0เมื่อพูดถึงหนังสือแบบเรียนจินดามณีฉบับพระโหราธิบดีที่แต่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    ก็อดที่จะพูดถึง "ศรีปราชญ์" บุตรชายของท่านพระโหราธิบดี ไม่ได้ ผมลองถามเด็กๆในปัจจุบันว่ารู้จัก "ศรีปราชญ์" ที่อยู่ในยุคทองแห่งวรรณคดีไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือไม่ ก็จะได้รับคำตอบที่น่าประหลาดใจว่า เป็นใคร ไม่รู้จัก

    สมัยก่อนนี้ที่ผมเป็นนักเรียนชั้นประถม เรียนไม่ค่อยเก่ง ยังรู้จักท่านศรีปราชญ์ มันเกิดอะไรขึ้นกับวงการศึกษาของไทย

     

     

     

    เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมได้มีโอกาสไปจัด Talk Show ทางวิทยาศาสตร์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีโอกาสไปเยี่ยมคารวะอนุสาวรีย์ศรีปราชญ์ ที่ตั้งอญุ่ภายในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช โดยความช่วยเหลือของอาจารย์ อุไรรัตน์ ช้างทรัพย์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้

     

     

     

     

     

     

     

     

    ที่เห็นอยู่นี้คืออนุสาวรีย์ศรีปราชญ์ ด้านซ้ายมือเป็นสระน้ำล้างดาบที่ใช้ประหารศรีปราชญ์ หากเราหันหน้าไปทางอนุสาวรีย์ ด้านหลังของเราจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวของศรีปราชญ์

     

     

     

     

     

     


ความคิดเห็นที่ 190

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 01:47
  1. ผมได้รับแจกซีดีรอม "ตำนานศรีปราชญ์" พร้อมเอกสารมา 1 ชุด

    จะขอนำมาเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้กันในที่นี้ครับ

     

     

     

     

     

     


ความคิดเห็นที่ 191

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:11
  1. 1


ความคิดเห็นที่ 192

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:12
  1. 2


ความคิดเห็นที่ 193

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:13
  1. 3


ความคิดเห็นที่ 194

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:14
  1. 4


ความคิดเห็นที่ 195

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:15
  1. 5


ความคิดเห็นที่ 196

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:16
  1. 6


ความคิดเห็นที่ 197

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:17
  1. 7


ความคิดเห็นที่ 198

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:19
  1. 8


ความคิดเห็นที่ 199

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:20
  1. 9


ความคิดเห็นที่ 200

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:21
  1. 10


ความคิดเห็นที่ 201

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:22
  1. 11


ความคิดเห็นที่ 202

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:23
  1. 12


ความคิดเห็นที่ 203

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:24
  1. 13


ความคิดเห็นที่ 204

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:25
  1. 14


ความคิดเห็นที่ 205

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:27
  1. 15


ความคิดเห็นที่ 206

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:27
  1. 16


ความคิดเห็นที่ 207

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:28
  1. 17


ความคิดเห็นที่ 208

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:29
  1. 18


ความคิดเห็นที่ 209

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:31
  1. 19


ความคิดเห็นที่ 210

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:32
  1. 20


ความคิดเห็นที่ 211

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:33
  1. 21


ความคิดเห็นที่ 212

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:34
  1. 22


ความคิดเห็นที่ 213

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:38
  1. 23


ความคิดเห็นที่ 214

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:39
  1. 24


ความคิดเห็นที่ 215

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:40
  1. 25


ความคิดเห็นที่ 216

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:42
  1. 26


ความคิดเห็นที่ 217

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:43
  1. 27


ความคิดเห็นที่ 218

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:47
  1. 28


ความคิดเห็นที่ 219

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:48
  1. 29


ความคิดเห็นที่ 220

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:49
  1. 30


ความคิดเห็นที่ 221

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:50
  1. 31


ความคิดเห็นที่ 222

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:52
  1. 32


ความคิดเห็นที่ 223

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:53
  1. 33


ความคิดเห็นที่ 224

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:54
  1. 34


ความคิดเห็นที่ 225

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:55
  1. 35


ความคิดเห็นที่ 226

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:56
  1. 36


ความคิดเห็นที่ 227

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:57
  1. 37


ความคิดเห็นที่ 228

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 04:58
  1. 38


ความคิดเห็นที่ 229

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:00
  1. 39


ความคิดเห็นที่ 230

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:01
  1. 40


ความคิดเห็นที่ 231

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:02
  1. 41


ความคิดเห็นที่ 232

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:04
  1. 42


ความคิดเห็นที่ 233

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:05
  1. 43


ความคิดเห็นที่ 234

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:06
  1. 44


ความคิดเห็นที่ 235

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 05:07
  1. สระล้างดาบในปัจจุบัน


ความคิดเห็นที่ 237

ครูไผ่
9 พ.ย. 2552 08:32
  1. ขออนุญาตย้อนกลับไปตอบ คหพต. 188 ก่อนนะคะ คุณ NpEducate เขียนว่า แล้ว "วันหน้า", "วันหลัง" ล่ะครับ มันยังไงกันแน่ และ เก่งจริง ไปเจอกันที่ กระทู้ คณิตศาสตร์ กับ ครูคณิตศาสตร์ อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะของภาษาไทยค่ะ วันหน้า กับ วันหลัง ในภาษาไทยมีความหมายเดียวกัน คือ วันที่ยังมาไม่ถึง ส่วนวันที่ผ่านไปแล้ว เรียกว่า "วันก่อน" ถ้าจำเป็นต้องตัดสินระหว่างการเลือกใช้คำว่า "วันหน้า" หรือ "วันหลัง" ดิฉ้นจะให้คะแนน "วันหลัง" มากกว่า เพราะ "หลัง" ตรงข้ามกับ "ก่อน" "เก่งจริง" เป็นได้ทั้งเสน่ห์ทางบวก และเสน่ห์ทางลบ เสน่ห์ทางบวก เช่น "ทำได้ยังไงนะ เก่งจริง ตัวแค่นี้" (คนถูกชมยังเป็นเด็กเล็ก ๆ)เสน่ห์ทางลบ เช่น "เก่งจริง ไปเจอกันที่ กระทู้ คณิตศาสตร์ กับ ครูคณิตศาสตร์" (ไม่ใช่คำชม แต่เป็นคำท้าทาย หรือค่อนไปทางตำหนิ ว่าอวดเก่ง เป็นต้น)


ความคิดเห็นที่ 238

สิง
9 พ.ย. 2552 10:47
  1. จำโคลงที่ศรีปราชญ์ โต้ตอบกับทหารยาม ได้...   แหวนนี้ท่านได้..........แต่ใดมาเจ้าพิภพโลกา..............ท่านให้ทำชอบสิ่งใดนา............วานบอกเราแต่งโคลงถวายไท้.....ท่านให้ รางวัลเพื่อนผมคนนึ่ง เจ้าบทเจ้ากลอน ผมไม่แน่ใจว่า เขาแต่งเอง หรือจดจำที่ไหนมาได้แปลงโคลงข้างต้น (บังคับ เอกโท อาจไม่ถูกต้องนัก) เอาไว้...   แผลนี้ท่านได้............แต่ใดมาแม่ศรีภรรยา.................แม่ให้ทำการสิ่งใดนา.............วานบอกเราย่องหาอีหนูไซร้.........แม่ให้ รางวัล


ความคิดเห็นที่ 239

NpEducate
9 พ.ย. 2552 11:48
  1. รับมุกกันไม่ถูก เนื่องจากมีข้อผิดพลาดในการส่งมุกผิดไปแล้วขออภัย


ความคิดเห็นที่ 240

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 16:04
  1. กลับไปอ่านหน้าแรกตำนานศรีปราชญ์ คลิกที่นี่ >>>  10


ความคิดเห็นที่ 241

ไข่มุกราณี
9 พ.ย. 2552 19:33
  1. เรียน อาจารย์ทุกท่านและคุณสิงคะ หนูอ่านโคลงแปลงใหม่ที่คห.๒๓๘สนุกจัง

    ขออนุญาติแก้ไขให้สนุกอีกสักนิดค่ะ

    �� แผลนี้ท่านได้��� แต่ใดมา

    เจ้าแม่ศรีภรรยา���� แม่ให้

    ทำการสิ่งใดนา����� วานบอก

    เราย่องหาอีหนูไซร้� แม่ให้รางวัล

    ขออภัยคุณสิงด้วยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 242

ครูไผ่
9 พ.ย. 2552 21:29
  1. คหพต. 239 ขออภัยอะไรคะ งงค่ะ..................เรื่องของภาษา  อาศัยเพียงการแปลตรง ๆ ตามตัวอักษร อาจจะแปลความผิดไปเลยก็ได้  คำเดียวกัน แต่อยู่ในบริบทที่ต่างกัน ก็อาจมีความหมายต่างกัน  บางครั้งมีความหมายตรงกันข้ามไปเลย เช่น คำว่า "ใช่" อาจจะแปลว่า "ไม่ใช่" ก็ได้ เช่น รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม  หมายความว่า  รู้ไว้ก็ไม่ใช่จะหนักอะไร ไม่ต้องใส่บ่าแบกหามสักหน่อยยิ่งถ้าต่างวัฒนธรรม ยิ่งมีโอกาสผิดโดยไม่รู้ตัวเช่น คำว่า boyfriendเด็กไทยที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ ๆ อาจนึกว่า หมายถึงเพื่อนธรรมดาที่เป็นเพศชายแต่ควมจริงเจ้าของภาษาเขาหมายถึงแฟน หรือ กิ๊กดังนั้น ถ้าสาวไทยที่ไม่เข้าใจ ถูกชาวต่างชาติถามว่า มี boyfriend หรือยังอาจจะตอบไปว่ามีมาก ตั้ง 20-30 คน (เพื่อนนักเรียนในห้องที่เป็นเพศชาย)คนถามจะตกใจนึกว่ามีกิ๊กตั้ง 20-30 คน  เสียภาพพจน์หมดเลย


ความคิดเห็นที่ 243

thanit_khom
9 พ.ย. 2552 23:05
  1. นักเรียน: ข้อสอบของอาจารย์ต้องยากมากๆแน่เลย จะรอดมั๊ยเนี่ยคราวเนี๊ยะอาจารย์: ไม่หรอก ข้อสอบของอาจารย์มันไม่ยากเหมือนที่เธอคิดหรอกนักเรียน: จริงเหรอครับ...(โล่ง อก)อาจารย์: ใช่ มันไม่ยากเหมือนที่เธอคิด แต่ยากกว่าที่เธอคิด แน่นอนนักเรียน: {#emotions_dlg.a3}{#emotions_dlg.q8}


ความคิดเห็นที่ 245

แขชนะ
9 พ.ย. 2552 23:16
  1. ข้อสอบยากๆมันก็ดีไปอย่าง..........

    แต่มันก็อาจจะเสียไปอีกหลายอย่าง

    --------------------------------------------

    ตอนแรกผมคิดว่าทุกท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่างๆในกระทู้นี้จะดี........

    แต่ผมมาพิจารณาแล้ว รู้สึกว่าดีกว่าที่คิด


ความคิดเห็นที่ 246

ไข่มุกราณี
9 พ.ย. 2552 23:46
  1. เรียน อ.เก่งทุกท่านค่ะ

    อยู่

    เยี่ยงอย่าง

    ย่อมยิ่งเยี่ยม


ความคิดเห็นที่ 252

แขชนะ
16 พ.ย. 2552 09:59
  1. ยอดเยี่ยมยลยอยักษ์ยั้วเยี้ยเยอะแยะยุ่งเหยิง

    ทำให้นึกถึง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ที่ได้ทรงนิพนธ์กลบทชื่อบทเลื่อนล้า เป็นโคลงกลและกาพย์กล ที่เรียกว่า โคลงบาทเลื่อนล้า และกาพย์บาทเลื่อนล้า ไว้ในกาพย์ห่อโคลง  นิราศธารทองแดง ซึ่งกลบทนี้มีการบังคับให้ใช้ " รูปสระอู คือตีนคู้ ทุกคำ " ดังตัวอย่าง          ดูหนูสู่รูงู      งูสุดสู้หนูสู้งู   หนูงูสู้ดูอยู่         รูปงูทู่หนูมูทู        ดูงูขู่ฝูดฝู้     พรูพรู   หนูสู่รูงูงู           สุดสู้   งูสู้หนูหนูสู้        งูอยู่   หนูรู้งูงูรู้           รูปทู่มูทู


ความคิดเห็นที่ 265

ครูไผ่
3 ธ.ค. 2552 09:28
  1. อ่า.... นะแม้แต่เวลานึกไม่ออกยังต้องลงท้ายด้วย "นะ" เลยค่ะในลักษณะเดียวกัน ภาษาใต้จะลงท้ายด้วยเสียง "นอ" เสียงยาว สูงกว่าเสียงสามัญ แต่ต่ำกว่าเสียงตรีในขณะที่ภาษาอิสานเป็นเสียง "เนาะ"ขอแสดงความอาลัยท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ด้วยค่ะเคยฟังคำบรรยายเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ที่ท่านไปบรรยายที่โรงเรียนหอวัง  สนุก ได้ความรู้ และประทับใจในอัจฉริยภาพของท่านมาก 


ความคิดเห็นที่ 271

thanit_khom
6 ธ.ค. 2552 08:29
  1. กลับมาที่ภาษาไทยนะครับ

    ประโยคติดกันเป็นพืด นี่คืออีกลักษณะหนึ่งของภาษาไทยที่น่าสนใจลองสังเกตประโยคนี้นะครับ

    นี่นังพจมาน แกไม่ต้องมาแกล้งแสร้งทำเป็นมีน้ำตาให้ชายกลางเห็นหรอกนะ

    แก (ไม่ต้อง)  มา + แกล้ง + แสร้ง + ทำ + เป็น + มี (น้ำตา)กริยาติดกันยาวเหยียด สรุปว่า ที่หม่อมแม่พูดไปนั้น พจมานกำลังทำกริยาตัวไหนอยู่?


ความคิดเห็นที่ 272

แขชนะ
6 ธ.ค. 2552 12:18
  1. การออกเสียงภาษาหนึ่ง ความหมายอย่างหนึ่ง แต่บางครั้งฟังดูคล้ายๆอีกภษาหนึ่ง แต่ความหมายต่างกันมากมาย เช่น

    ญี่ปุ่นว่า "คิเหล่เนะ" น่าจะหมายถึงว่า "สวยจังนะ"

    แต่ถ้าคนไทยได้ยิน ก็อาจจะฟังเพี้ยนไปว่า "ขี้เหล่เนอะ"

    เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนผมไปเรียนต่อที่เยอรมนี รัฐบาลเยอรมันเจ้าของทุนให้ไปเรียนเฉพาะภาษาเยอรมันเข้มข้นอย่างเดียวอยู่ 6 เดือน ปรากฏว่าภาษาเยอรมันที่เพิ่งเรียนใหม่มันตีกับภาษาอังกฤษที่เราค้นเคยมั่วไปหมดในระยะแรกๆ ในสัปดาห์แรกผมซื้อโทรทัศน์มาดูเลยครับ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ช่วยได้เยอะ ขณะที่เรียนมีคนไทยเรียนด้วยกัน 4-5 คน เราได้เพื่อนใหม่อีกหลายคน เป็นคนญี่ปุ่น 2-3 คน เป็นห้องเรียนเฉพาะสำหรับนักเรียนทุน มีอยู่วันหนึ่งกลุ่มคนไทยกับญี่ปุ่นไปกินข้าวเย็นเฮฮากันเป็นพิเศษ รู้สึกว่าจะฉลองวันเกิดให้เพื่อนชื่อ Prof.Sato

    ผมแกล้งพูดภาษาไทยให้คล้ายๆสำเนียงภาษาญี่ปุ่นว่า "อย่ามายุ่งกับกูนะวะ กูจะปัสสาวะ" Sato ที่มาจากโตเกียวฟังดูงง แปลไม่ออก แต่บอกว่า "ฟังดูไม่รู้เรื่องแต่คิดว่า น่าจะเป็นภาษาถิ่นจากฮ็อกไกโด" พวกเราคนไทยฟังแล้วเฮกันตึง

    เพื่อนๆญี่ปุ่นบอกว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นยาก เวลาจะบอกขอบคุณแบบสุภาพให้พูดเป็นภาษาอังกฤษแบบเร็วๆว่า "Alligator - don't touch my moustache" (แปลว่า จรเข้ - อย่าแตะหนวดฉัน) แต่สำเนียงคล้ายๆภาษาญี่ปุ่นที่บอกขอบคุณ


ความคิดเห็นที่ 273

แขชนะ
9 ธ.ค. 2552 23:24
  1. ช่วงนี้มีข่างคราวมาจากประเทศลาวมากมาย สื่อต่างๆเสนอข่าวไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องของกีฬา แต่มีเรื่องราวอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับลาว เช่น การพาชมเวียงจัทน์ สถานที่ท่องเทียวต่างๆ การทอผ้า อาหารการกิน ตลอดจนภาษา

    พูดกันถึงภาษาลาว หลายๆคำเราฟังดูแล้วคุ้นเคย แต่ความหมายต่างกันมาก เช่นเราจะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่นครเวียงจันทน์ สั่งก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม คนขายที่ลาวจะตกใจมาก ถามว่า จะกินหมดหรือ เพราะ "ชาม"ของไทย ก็คือ "กะละมัง"ของลาวนั่นเอง

    ผมเคยไปสอนหนังสือที่ลาวในโครงการอบรมครูขององค์การ UNESCO ได้ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม ดังรูปที่เห็น

    ฟิสิกสาด อุดม 2 เหล้ม 1 หรือในภาษาไทย - ฟิสิกส์ศาสตร์ อุดม 2 เล่ม 1 (คือชั้น ม.5 ของไทยนั่นเอง)

    คำกอน พื้นเมืองลาว หรือภาษาไทย - คำกลอน พื้นเมืองลาว

    ตำลาแพดสาดพื้นเมืองลาว หรือถาษาไทย - ตำราแพทยศาสตร์พื้นเมืองลาว

    ผมลองเข้ามาอ่านดูกระทู้ต่างในวิชาการ.คอม เห็นว่า เด็กและเยาวชนเดี๋ยวนี้เขียนภาษาไทยแบบง่ายๆ หลายครั้งก็ไม่มีคำควบกล้ำ ฟังดูคล้ายกับว่าภาษาไทยของเราำกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง และในที่สุดก็จะคล้ายๆของลาว ที่ไม่นิยมคำควบกล้ำ ไม่ให้ความสำคัญกับ ร.เรือ และ ล.ลิง เพราะต่อไปก็คงใช้ ล.ลิงตัวเดียวแบบลาว หรือไม่ก็ใช้สลับกับ เอา ร.เรือไปแทน ล.ลิง เอา ล.ลิง ไปแทน ร.เรือ แสดงว่าไทยยังล้าหลังลาวมาก แต่ก็คงไม่นานหรอกครับ เพราะเยาวชนไทยกำลังพัฒนาภาษาใหม่นี้อย่างรวดเร็วและแพร่หลาย ลองดูตัวอย่าง ในบางกระทู้นะครับ กระทู้  อาจารย์สอนไม่ดี ไม่เตรียมตัวสอนด้วย เป็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่.....

    .....เหมือนกานเรยค่ะ อาจารย์คนนี้ที่สอนเรา พูดจาม่ะดี เราแค่โทไปถามเกี่ยวกับปัญหาวิชานี้ แต่อาจารคนนี้กลับพูดจาม่ะดี ล่ะก้อวางหูใส่ค่ะ ทามมายค่ะเราม่ะเคยเจอกานหรือรุจักกานมาก่องทามมายต้องพูดจากานม่ะดี ตามหลักอาจารย์ต้องห้ายคำปรึกษาแก่ลูกศิษย์ม่ะช่ายเหรอค่ะ แต่ที่รู้มาแกเปน ... ด้วยค่ะ เพศที่สาม ล่ะก้อวิชาที่แกสอนแกมีคะแนนพิเศษห้ายแต่มันม่ะเกี่ยวกับวิชาที่สอนเรยสักนิด เหมือนแกจามีผลประโยชน์เข้าตัวเอง

    ถ้าครายเรียนที่มหาลัยดังที่ช.ม แลัวเจออาจารย์ที่มีอักษร รศ. น นำหน้า โปรดทามใจไว้เรยค่ะว่าจาเจอแบบนี้......

    ทามมายค่ะ ความเห็นที่สอง คุณม่ะรุอะไร อย่ามาว่ากันดีกว่าค่ะ นี่ไม่ใช่ความเห็นของเราคนเดียวแต่คนที่เรียนก็บอกอย่างนี้ ถ้าอาจารย์ที่ดี เราไม่มาพูดอย่างนี้ให้ท่านเสียหายหรอกค่ะ คุณม่ะเจอไม่รู้หรอก ถ้าโลกนี้มีอาจารย์ทั้งหมดดีจิง คงไม่มีใครตั้งกระทู้พวกนี้ขึ้นมาหรอก คนเรามีสิทธิเท่าเทียมกัน และเราก็รู้ว่าคนไหนควรที่เคารพและไม่ควรเคารพ ถ้าคนที่เจอปัญหาเดียวกันก็จะเข้าใจ ........

    .....เออ ผมเห็นด้วยคับ ใครไม่เคยเจอไม่รู้หรอกคับ


ความคิดเห็นที่ 274

แขชนะ
10 ธ.ค. 2552 01:57
  1. หนังสือแบบเรียนฟิสิกส์ ม.5 ของลาวทันสมัยเหมือนกัน มีการแนะนำการทดลองที่เอาเลเซอร์มาใช้เป็น Scanner ฉายภาพแบบ Oscilloscope ได้ด้วย มีแต่ทฤษฎีในหนังสือ แต่ไม่มี lab

    มผมเขียนคำภาษาไทยในวงเล็บประกอบ.....

    39.ฮูปฮ่าง(รูปร่าง)ที่ง่ายดายของกาน(การ)สั่นไกว ก(ร)ะจายเสียง

    ฮูป(รูป)ที่ 109 กาน(การ)สั่นไกวของเหล็กผันเสียง(ส้อมเสียง)

    คนเขียนหนังสือแบบเรียนเล่มนี้ส่วนใหญ่ เรียนปริญญาตรี-โท สาขาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่มีหลายคนจบปริญญาเอกจากเวียตนามและรัสเซียเหมือนกัน เนื้อหาหลายส่วนจึงเอามาจากหลักสูตรของสองประเทศนี้ครับ


ความคิดเห็นที่ 276

แขชนะ
13 ธ.ค. 2552 10:58
  1. เมื่อวานนี้วันหยุด ผมลองเอาหนังเก่าเรื่องหนึ่งมาดู เป็นหนังไทยที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง 5 ตัว (หลายคน รวมทั้งหนังสือพิมพ์มักจะพูดว่า รางวัล 5 ตุ๊กตาทอง ไม่ใช้ลักษณะนามบอกจำนวน ซึ่งในภาษาไทยจริงๆแล้วไม่ใช้กัน) หนังเรื่องนั้นคือ "เรือนแพ" เป็นหนังที่ร่วมมือกันสร้างระหว่างบริษัทอัศวินภาพยนตร์ กับ บริษัทชอว์บราเดอร์ ฮ่องกง ออกฉายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2504 มีข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษาไทยหลายข้อ เข่น

    1. ในเนื้อเพลง "เรือนแพ" มีอยู่ท่อนหนึ่งที่คุณชรินทร์ งามเมือง (ตอนหลัง พอได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ก็ได้รับนามสกุลพระราชทานใหม่เป็น "นันทนาคร") ร้องไว้ คือ "สุดที่จะพรรณนา" คำว่า "พรรณนา" คุณชรินทร์ร้องว่า "พัน-ระ-นา" ออกเสียง ร.เรืิอ ชัดมาก แต่อันที่จริงถ้าเปิดในพจนานุกรม จะเห็นว่า คำนี้อ่านว่า "พัน-นะ-นา" แต่บังเอิญ เป็นเพลงที่โด่งดังมาก คนร้องกันทั้งเมือง ทำให้คนจำนวนมากอ่านตำว่า พรรณนาผิดไป เป็น "พัน-ระ-นา" เชิญฟังเพลงตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>> เรือนแพ (2504) : Main Title เพลงเรือนแพ

    2.พระเอกในเรื่องนี้มี 3 คน เป็นเพื่อนรักกัน สรรพนามที่เพื่อนคุยกันในสมัยนั้น เรียกตัวเอง-สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า "กัน" และเรียกเพื่อน-สรรพนามบุรุษที่ 2 ว่า "แก" ในยุคนั้น ผมก็ใช้คำเหล่านี้คุยกันระหว่างเพื่อนฝูง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยิน นอกจากเพื่อนแก่ๆรุ่นเดียวกันบางคนก็ยังใช้อยู่

    3. พระเอกคนหนึ่งในเรื่อง แสดงโดย ไชยา สุริยัน ทำความผิดฆ่าคนตาย แล้วจะหนีคดีไปอยู่ประเทศมาเลเซีย แต่สมัยนั้นเรียกว่า "มลายู" ประเทศมาเลเซียเพิ่งจะเิกิดใหม่หลังจากได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร ชื่อของประเทศมาเลเซียถูกตั้งขึ้นเมือ พ.ศ. 2506 โดยมีความหมายรวมเอาสหพันธรัฐมาลายา สิงค์โปร์ ซาบาห์ ซาราวัก และบรูไนเข้าด้วยกัน คำว่า มาเลเซียนี้เดิมเคยถูกใช้เป็นชื่อเรียกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนที่เป็นหมู่เกาะมาก่อน ซึ่งปรากฏหลังฐานจากแผนที่ที่ตีพิมพ์ในชิคาโกเมื่อปีพ.ศ. 2457 ในการตั้งชื่อประเทศมาเลเซียนั้นมีการนำเสนอชื่ออื่นๆ มากมายก่อนที่จะได้ผลสรุปให้ใช้ชื่อมาเลเซีย หนึ่งในนั้นคือลังกาสุกะ ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองบนแผ่นดินมาเลเซียมาก่อน (อ้างอิง: ประเทศมาเลเซีย - วิกิพีเดีย ) คำว่า "ประเทศมาเลเซีย" ใช้หลังหนังเรื่อง "เรือนแพ" เข้าฉายในปี พ.ศ.2504

    ลองชมตัวอย่างหนังเรื่อง "เรือนแพ" ได้ที่นี่ครับ >>> ผลลัพธ์วิดีโอสำหรับ หนัง เรือนแพ


ความคิดเห็นที่ 277

แขชนะ
17 ธ.ค. 2552 01:44
  1. เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาษาไทยที่พวกฝรั่งไม่เข้าใจและไม่พยายามที่เข้าใจ แต่กลับบอกว่าเราคนไทยพูดจากลับไปกลับมา หรือที่เรียกว่า "Siamese talk"

    ที่ว่าเป็นเสน่ห์ของภาษาไทยคือ คำบางคำที่พูดอย่างหนึ่ง แต่ความหมายเป็นอีกอย่างหนึ่งในสายตาของคนที่พูดภาษาอื่นที่มีลักษณะโครงสร้างของภาษาที่ต่างกัน เช่น เมื่อเราคุยกับฝรั่งแล้วบังเอิญเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้องโดยไม่ตั้งใจ ฝรั่งถึงกลับโกรธ แม้ว่าเราจะขอโทษแล้ว และฝรั่งก็ให้อภัย ฝรั่งก็เอ่ยปากขอว่า

    โปรดกรุณาอย่าทำอย่างนั้นอีก (Please kindly do not do that again!)

    ไทยเราก็รู้สึกผิด รีบตอบรับคำไปว่า "ครับ" (Yes) แถมยิ้มสยามหน้าบานแฉ่ง

    ในแง่ของภาษาไทย เราฟังแล้วดูปกติ สำนึกผิดและออกจะสุภาพ

    แต่ฝรั่งกลับโกรธ เพราะในภาษาของเขาไม่ใช้อย่างนี้ ถ้าเป็นพวกฝรั่ง เขาจะต้องตอบว่า "No! I won't do that again!"

    ทำนองนี้แหละครับ ที่ฝรั่งเขาว่าเราพูดกลับไปกลับมา โดยใช้คำว่า Siamese talk

    อันที่จริงเราก็ใช้ของเรามาตั้งนมนานแล้ว นับร้อยนับพันปี ก่อนพ่อขุนรามคำแหงจะคิดลายสือไทยเสียอีก ฝรั่งใช้แบบของเขา เรากลับเป็นคนเข้าใจโลก เราก็ไม่เห็นจะไปว่าในแง่ลบว่า พวกนี้พูดแบบ "Western people Talk" แบบนี้ในภาษาไทยเราใช้คำว่า "ใจแคบ"

    บางครั้งการกระทำบางอย่าง แลดูเหมือนกับเป็นสิ่งไม่ดี คนก็นิยมทำกัน แต่เลี่ยงไปใช้คำอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่คนชั่ว แม้ว่าจะไม่ใช้คำนั้น แต่การกระทำมันชัดๆว่าทำ เช่น พระเครื่อง และ วัตถุมงคล ต่างๆ คนเราจะนับถือกราบไหว้ เป็นของสูง จะเอาสิ่งที่เรานับถือกราบไหว้มาซื้อขายกันเหมือนของต่ำไม่ได้ เราจะเลี่ยงคำให้แลดูเหมือนเป็นคนดีว่า "เช่าพระ" ฉันไม่ได้เอาท่านมาซื้อขายนะั เพียงแต่ "เช่า" แต่อันที่จริงมันก็ "ซื้อพระ" นั่นเอง

    คำบางคำที่มักใช้ในการประพันธ์ไม่ว่าร้อยแก้วหรือร้อยกรอง เมื่อพูดปกติฟังดู เป็นประโยคบอกเล่า แต่อันที่จริงเป็น "การปฏิเสธ" เช่น

    ข้อมูลนี้น่าจะเป็นที่รู้กันทั่วไป แต่ก็ "ใช่"ว่าจะมีคนรู้

    ตกลงมัน "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" กันแน่ที่ว่าจะมีคนรู้

    ฝรั่งที่ไม่ซาบซึ้งในเสน่ห์ของภาษาไทยแบบนี้ จะต้องบอกว่า "Siamese Talk" แน่นอน


ความคิดเห็นที่ 278

NpEducate
17 ธ.ค. 2552 06:18
  1. แจม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 ชาวภูไท ที่อำเภอหนองสูง  ใช้คำแทนชื่อตัวเองว่า " กัน "ใช้คำแทนชื่อคู่สนทนาว่า "โต " (ตัว) ไม่ว่าคู่สนทนา จะเป็นเด็ก คนแก่ พระสงฆ์องเจ้า  ก็ใช้อย่างนี้กันทั้งนี้น


ความคิดเห็นที่ 279

แขชนะ
17 ธ.ค. 2552 12:11
  1. สวัสดีครับคุณ NpEducate ไม่ได้สนทนากันหลายวัน สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างครับ

    พวกเราคิดถึงและเป็นห่วงกันอยู่ กลับเข้ามาพูดคุยกันอีกเราก็ดีใจครับ 

     


ความคิดเห็นที่ 280

NpEducate
17 ธ.ค. 2552 17:53
  1. ขอบคุณครับที่เป็นห่วงแต่ไม่ต้องห่วงนะครับตอนนี้ก็ยังไปทัวร์เป็นว่าเล่น(อย่างสนุกสนาน)และก็มีอีกหลายนัด------------------------------------ถูกใจ  คำว่า "Siamese talk"  มากๆเลยครับ  ไทย มีคำประเภทนนี้มากมาย ซึ่งทำให้ฝรั่ง(ที่เนรียนภาษาไทย งง มากๆ)เช่น"เรา"  เป็นสรรพนาม พหูพจน์ บุรุษที่ 1  แต่บางครั้งก็ใช้เป็นบุรุษที่สองเอกพจน์ได้ เช่น  "ซนขังเลยนะ เรา น่ะ"เห็นคนทำดี เก่ง ไปทักเขาว่า โอ้โฮ  ร้ายจังมีคนไปทำเสียหาย ก็บอก เขาทำ"งามหน้า"สามี เรียกภรรยาว่า แม่ภรรยาเรียกสามีว่าพ่อบางครั้งพ่อแม่เรียกลูกชายว่าพ่อ ก็มีพ่อแม่เรียนลูกคนโตว่าพี่ที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร จะเรียกชื่อคู่สนทนา ต้องเรียกชื่อลูกเฃ่น พ่อชื่อแดง  ลูกชื่อดำ  ถ้าจะเรียก แดง  ต้องเรียกดำเด็กมัธยม  เวลาเรียกชื่อเพื่อน มักจะเรียกฃื่อพ่อชองเพื่อนครั้งหนึ่ง  นายสาย  ไปหาลูกชื่อ นันทวัฒน์ ที่โรงเรียน และบอกเด็กที่นั่งใกล้ประตูหลังของห้องว่า  ขอพบ นันทวัฒน์หน่อยเด็กคนนั้นตะโกนว่า  "เฮ้ย  ไอ้สาย  มีคนมาหา"หมายเหตุ  ชื่อ สมมติ  แต่เรื่อง  จริง


ความคิดเห็นที่ 281

แขชนะ
20 ธ.ค. 2552 16:26
  1. เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาษาก็คือการเล่นคำพ้อง จะใช้พูดให้สนุกก็ได้ จะใช้พูดหาเรื่องตีกันก็ได้ เพราะคำพูดมันพ้องกัน ทั้งพ้องรูปและพ้องเสียง เช่น

    "ท่า" ถ้าเปิดดูมนพจนานุกรม จะได้ความดังนี้ ครับ

    ท่า ๑น. ฝั่งนํ้าสําหรับขึ้นลงหรือจอดเรือ, ท่านํ้า ก็เรียก, ที่สําหรับขึ้นลงริมนํ้า เช่น ท่าข้าม; โดยปริยายหมายถึงที่จอดยานพาหนะบางชนิด เช่น ท่าเกวียน ท่าอากาศยาน; เรียกนํ้าในแม่นํ้าลําคลองว่า นํ้าท่า, คู่กับ นํ้าฝน.ท่า ๒น. ลักษณะท่วงทีของร่างกายที่อยู่นิ่ง�ๆ ในบางอิริยาบถ เช่น ท่ายืน ท่านั่ง ท่านอน; การแสดงกิริยายกมือยกเท้าเป็นต้นตามกําหนดเป็นวิธีไว้ เช่น ท่ามวย ท่ารํา; ชั้นเชิง, ท่วงที, วิธี, เช่น พลาดท่า ได้ท่า เสียท่า.ท่า ๓ก. รอคอย เช่น เหตุไฉนรีบมาไม่ท่ากัน. (อิเหนา), มักใช้เข้าคู่กับ คอย หรือ รอ เป็น คอยท่า รอท่า.

    ศิลปะวัฒนธรรมหลายอย่างของไทยเราเกิดจากลักษณะอาการกริยาบางอย่างที่ต้องมี "ท่า" ประกอบ เช่น การฟ้องรำ การไหว้ครูมวย การฝึกพละ การฝึกทหาร เป็นต้น หากท่าทางที่แสดงออกไม่เป็นตามแบบอย่าง มันก็จะไม่ดูงามตามกติกาท่าทางของกิจกรรมนั้นๆ เช่นพูดว่า

    ทำอะไรกันนี่น่ะ(เนี่ย) ไม่เห็น "เข้าท่า" เลย

    สาวงามพวกนี้ฟ้อนรำไม่ "เข้าท่า" เลย

    เพื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ ดู "ท่า" จะแย่

    ไปทำ "อีท่า" ไหน จึงยับเยินมาแบบนี้

    ใครที่ว่าแน่ มาเจอคนจริงก็ "หมดท่า" เลย

    เพื่อนสมาชิกลองคิดดูสิครับว่า กิจกรรมอะไรบ้าวที่เราทำอยู่แล้วมันต้องใช้ "ท่า"

    ส่วนคำพ้องเสียง เช่น ทาส กับ ธาตุ

    ทาส, ทาส-[ทาด, ทาดสะ-] น. ผู้ที่อุทิศตนแก่สิ่งที่เลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้, ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอํานาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน เป็นทาสยาเสพติด เป็นทาสความรัก เป็นทาสเงิน; บ่าวทั่วไป, ผู้ที่ขายตัวลงเป็นคนรับใช้หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่า ทาสนํ้าเงิน, ผู้ที่เป็นลูกของทาสนํ้าเงิน เรียกว่า ทาสเรือนเบี้ย หรือ ทาสในเรือนเบี้ย, ทาสที่เอาเงินไปซื้อมา เรียกว่า ทาสสินไถ่, ผู้ที่เป็นคนเชลย เรียกว่า ทาสเชลย, ถ้าใช้คู่กันว่า ทาสทาสี ก็หมายความว่า ทาส เป็นบ่าวผู้ชาย และ ทาสี เป็นบ่าวผู้หญิง. (ป., ส.).ธาตุ ๑, ธาตุ-[ทา ด, ทาตุ-, ทาดตุ-] น. สิ่งที่ถือว่าเป็นส่วนสําคัญที่คุมกันเป็นร่างของสิ่งทั้งหลาย โดยทั่ว�ๆ ไปเชื่อว่ามี ๔ ธาตุ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุไฟ ธาตุลม แต่ก็อาจมีธาตุอื่น�ๆ อีก เช่น อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุไม้ ธาตุทอง ธาตุเหล็ก. (ป.).ธาตุ ๒[ทา ด, ทาตุ-] น. กระดูกของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ โดยทั่ว�ๆ ไปเรียกรวม�ๆ ว่า พระธาตุ, ถ้าเป็นกระดูกของพระพุทธเจ้า เรียก พระบรมธาตุ หรือ พระบรมสารีริกธาตุ, ถ้าเป็นกระดูกของพระอรหันต์ เรียกว่า พระธาตุ, ถ้าเป็นกระดูกส่วนใดส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ก็เรียกตามความหมายของคํานั้น�ๆ เช่น พระอุรังคธาตุ พระทันตธาตุ, ถ้าเป็นผมของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระเกศธาตุ; ชื่อคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาซึ่งว่าด้วยธาตุ เช่น ธาตุกถา ธาตุปาฐ. (ป., ส.); (ถิ่น-อีสาน) เจดีย์ที่บรรจุกระดูกคนที่เผาแล้ว.ธาตุ ๓[ทาด] (วิทยา) น. สารเนื้อเดียวล้วนซึ่งประกอบด้วยบรรดาอะตอมที่มีโปรตอนจํานวนเดียวกันในนิวเคลียส.ธาตุ ๔[ทาด] น. รากศัพท์ของคําบาลีสันสกฤตเป็นต้น เช่น ธาตุ มาจาก ธา ธาตุ สาวก มาจาก สุ ธาตุ กริยา มาจาก กฺฤ ธาตุ.

    นักเรียน ก.:วันนี้ที่โรงเรียน ครูที่สอนวิชาเคมี สอนและบังคับให้พวกเราใช้"ตารางธาตุ(ทาส)"ให้คล่อง

    นักเรียน ข. : อะไรกัน รัชกาลที่ 5 ทรงเลิก"ทาส(ธาตุ)"มาตั้้งนานแล้ว โรงเรียนของเธอยังใช้"ทาส"(ธาตู)อยู่อีกหรือนี่


ความคิดเห็นที่ 282

สิง
24 ธ.ค. 2552 15:29
  1. ธาตุแท้ เป็นธาตุประเภทไหนครับ {#emotions_dlg.d6}


ความคิดเห็นที่ 283

แขชนะ
24 ธ.ค. 2552 16:23
  1. ธาตุแท้ ต้อง "ธาตุ 4" ตรากิเลนครับ ยี่ห้ออื่นจะเป็นของปลอม (แซว)

ความคิดเห็นที่ 304

แขชนะ
26 ม.ค. 2553 18:38
  1. ป้ายที่ติดอยู่ที่บริเวณรับกระเป๋าที่ท่าอากาศยาน ใครทราบบ้างว่าเหตุใดเราจึงใช้ภาษาไทยที่แปลต่างจากประโยคในภาษาอังกฤษ ถ้าเราหากแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยตรงตัว จะเกิดอะไรขึ้น

ความคิดเห็นที่ 305

ครูไผ่
27 ม.ค. 2553 04:40
  1. ดร.แขชนะถามว่า ถ้าเราแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยตรงตัว จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ มีคนเอาไปใช้ส่วนตัว

ความคิดเห็นที่ 306

แขชนะ
28 ม.ค. 2553 23:39
  1. ป้ายภาษาอังกฤษถ้าแปลเป็นภาษาไทยว่า "ห้ามนำถาดรองรับกระเป๋าไปใช้ส่วนตัว" ก็คงมีคนเอาออกไปใช้ข้างนอกจนมีเหลืออยู่น้อยที่สนามบิน เพราะจะอ้างว่าถึงแม้ว่าจะเอาออกไป ก็ไปใช้งานส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว

ความคิดเห็นที่ 307

แขชนะ
11 ก.พ. 2553 00:03
  1. ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิชาการ.คอมช่วง 2-3 เดือนมานี้ อะไรหลายอย่างดูไม่สะดวกเหมือนก่อน ลองโพสต์เข้าไปถามก็ไม่ได้ตำตอบ ผมลองคิดดูเองเหมือนที่หลายคนให้ความเห็นที่ตรงกันก็คือปัญหาหน่วยความจำ ผมเข้ามาใช้บริการ 2 ปี โพสต์ข้อคิดเห็นและกระทู้ต่างๆเกือบ 100 กระทู้ นับว่าใช้หน่วยความจำไปมากโขทีเดียว ก็เลยจะช่วยวิชาการ.คอมโดยการลบกระทู้เก่าๆของผมทิ้งเสีย หากท่านที่สนใจกระทู้ที่ผมเขียนก็ขอให้รีบ copy ข้อมูลไว้ก่อน เพราะผมจะทยอยลบกระทู้่ไปเรื่อยๆจนกว่ากระทู้ของผมจะหมดไปจากวิชาการ.คอม คงมีพื้นที่ให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้เพิ่มขึ้นอีกมากครับ ขอบคุณที่ให้ความสนใจกระทู้ต่างๆของผมครับ

ความคิดเห็นที่ 308

แขชนะ
13 ก.พ. 2553 14:31
  1. ลักษณะนาม "ตัว" ส่วนใหญ่ใช้กับสัตว์และสิ่งของ เช่น สุนัข"ตัวนี้" เสื้อ"ตัวนั้น" ผมสังเกตเห็นคนจำนวนมากชอบใช้ "ตัว" กันมาก เช่น สินค้า"ตัว"นี้เข้ามาใหม่..... โปรแกรม"ตัว"นี้น่าสนใจ .....ทางร้านเรานำสินค้าประเภทเครื่องดื่มเข้ามาหลาย"ตัว" แต่"ตัว"ที่ขายดีที่สุดคือน้ำส้ม..... ต่อไปพอนิยมใช้กันมากๆก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องของสังคม

ความคิดเห็นที่ 309

แขชนะ
14 ก.พ. 2553 23:41
  1. ผมสังเกตเห็นป้ายผ้าที่แขวนตามท้องถนนหรือแม้แต่ป้ายที่เขียนปิดด้านหลังเวทีการประชุม เช่น กิจกรรม....... จัดโดย ..... แต่พอถึงสถานที่ จะใช้ว่า จัด ณ. หลายๆแห่งเขียนจุดหลัง ณ เณร หรือแม้แต่กำหนดเวลา ยังเขียนว่า กิจกรรมนี้จัดให้มีขึ้น ณ. วันที่..... ความจริง ตัว ณ เณร ตัวเดียวไม่ต้องมีจุดตามหลัง หากเปิดดูในพจนานุกรมฉบํบราชบัณฑิตฯ ได้ความดังนีี้ ณ อ่านว่า [นะ] เป็นคำ บุรพบท หมายถึง ใน, ที่, เป็นคําบ่งเวลาหรือสถานที่ว่า ตรงนั้นตรงนี้, ถ้าใช้นําหน้าสกุล หมายความว่า แห่ง เช่น ณ อยุธยา ณ ระนอง เป็นต้น ยังมีอีกตัวหนึ่ง ที่เขียนไม่ต้องมีจุดตามหลังคือ ธ ธง ที่เราจะพบบ่อยๆคือในเพลงสรรเสริญพระบารมี....... ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์ ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด.... หากเปิดดูในพจนานุกรม ได้ความว่า ธ อ่านว่า [ทะ] (ใช้ในคำกลอน) เป็นคำสรรพนาม หมายถึง ท่าน, เธอ, เช่น ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดัง หวังวรหฤทัย, เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3

ความคิดเห็นที่ 310

แขชนะ
16 ก.พ. 2553 19:50
  1. ผมฟังเพลงวัยรุ่นสมัยนี้แล้วรู้สึกขัดหูมากกับการร้องออกเสียงภาษาไทยที่เหมือนๆกันแทบทุกเพลง คือ ต้ว ท ทหาร มักจะออกเสียงกระแทกเสียง เหมือนตัว T ในภาษาอังกฤษ ฟังแล้วแทนที่จะเป็น ท ทหาร กลับกลายเป็นคล้ายๆเสียง ช ช้าง เช่นร้องว่า "คนไทยไม่ทิ้งกัน" ผมจะได้ยินร้องว่า "คนไชไม่ชิ้งกัน" สำหรับตัว ร เรือ แทนที่จะร้องกระดกลิ้นแบบตัว ร เรือ ทั่วไป กลับร้องเป็นตัว R ในภาษาอังกฤษ เช่น ร้องคำว่า "ที่รัก" ก็จะร้องว่า "ชี่rัก" (ใช้ตัว r แทน ร เรือ) ท่านอื่นได้ยินแบบเดียวกับผมไหมครับ หรือว่าผมต้องไปหาหมอตรวจเช็คหูครับ

ความคิดเห็นที่ 311

แขชนะ
23 ก.พ. 2553 23:26
  1. [[189990]] คำว่า "ยอ" มีหลายความหมาย แต่ถ้าเติม "แสง" เข้าไป ความหมายจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง "ยอแสง" หมายถึงปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่ยังเห็นแสงตะวันจับขอบฟ้าเป็นสีแดงเข้ม, มักใช้ว่า ตะวันยอแสง.

ความคิดเห็นที่ 312

แขชนะ
24 ก.พ. 2553 00:09
  1. [[189996]] พูดถึง "ตะวันยอแสง" ตอนนี้กำลังมีละครดังทางทีวี เป็นบทประพันธ์ของ คุณเสนีย์ บุษปะเกศ ราวปี 2505 ทำเป็นหนังฉายที่โรงหนังเฉลิมกรุง มีเพลงดังประกอบ แต่งโดยศิลปินแห่งชาติ คำร้อง ครูชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง ครูสมาน กาญจนะผลิน ขับร้อง โดย คุณชรินทร์ นันทนาคร เชิญฟังเพลงที่นี่ครับ http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=4628 .................................... ตะวันยอแสง สีแดงคล้ำคล้ายกล่าวคำ อำลาจากไป ตะวันรอน อ่อนใจ..... พี่พลอย หวั่นไหว อาลัยเพราะห่วง..... สงสารตะวัน เป็นห่วงตะวัน..... หวั่นคนเขาลวง ตะวันจ๋า..... พี่หวงห่วงคนเขาแย่ง..... ตะวันจ๋า ทิวาฝันรักตะวันยอแสง..... ตะวัน รอน อ่อนแรง ไม่เคยสิ้นแสง..... ไปจากทิวา..... ฉันรักตะวัน ซื่อต่อตะวัน..... ดัง คำสัญญา ตะวันจ๋า ยอดรัก พี่รักตะวัน.....

ความคิดเห็นที่ 313

แขชนะ
27 ก.พ. 2553 11:24
  1. [[190294]] ............................................................................... ผมได้มีโอกาสไปสอนหนังสือที่ Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี ประเทศจีน และได้ลงนามร่วมกับท่านอธิการบดีในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมครูวิทยาศาสตร์นานาชาติขึ้น(รูปบน ซ้ายมือ) นักศึกษาที่ผมสอนเป็นนักศึกษาปริญญาโท ส่วนใหญ่เป็นพวกจ้วง ชนชาติจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศจีน ถึงขนาดที่รัฐบาลจีนจัดให้เป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติจ้วงที่มณฑลกวางสีเมื่อ 52 ปีมาแล้ว นักศึกษาที่นี่ใฝ่รู้และจริงจังกับการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากจำนวนนักศึกษาที่เข้าไปใช้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยจนแน่นขนัด ดังแสดงในรูป ชนชาติจ้วงมีประวัติอันยาวนานและมีภาษาเป็นของตนเองมานานกว่า 5000 ปี ที่น่าสนใจคือ ภาษาจ้วงเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไทย จากบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่า ชนชาติจ้วงเริ่มมีการใช้ตัวอักษรภาษาของตนเองบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆไว้อย่างมากมาย (ดังในรูป) ชาวจ้วงสามารถรักษาภาษาดั้งเดิมของตนเองไว้ได้เพราะชาวจ้วงให้ความสำคัญกับภาษาและตัวอักษรของตนเองมาก (ขณะที่ภาษาไทยของเราวิบัติไปมาก) มีคำที่ไพเราะสุภาพอยู่หลายคำที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายสมัยพ่อขุนรามคำแหง พวกจ้วงก็ใช้คำเหล่านี้เหมือนกันและเป็นคำที่ยังคงความสุภาพอยู่จนทุกวันนี้ เมื่อผมหิ้วข้าวของไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ก็มักจะมีนักศึกษาชาวจ้วงรีบวิ่งออกมาช่วยเหลือ พร้อมกับกล่าวอย่างสุภาพกับอาจารย์ว่า "กูช่วยมึงหิ้ว" แถมยังเอาน้ำชามาให้ดื่มแล้วกล่าวว่า "กูเอาน้ำชามาให้มึงกิน"

ความคิดเห็นที่ 315

แขชนะ
27 ก.พ. 2553 23:39
  1. [[190321]] ............................................. ตัวอักษรในภาษาจ้วงก็ดัดแปลงมาจากภาพวาด มีวิวัฒนาการแบบเดียวกับตัวหนังสือจีน ชนกลุ่มน้อยที่มีต้นตระกูลเดียวกับภาษาไทยมีหลายกลุ่มด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในมณฑลยูนนาน เช่นพวกไตลื้อที่สิบสองพันนา เป็นต้น ผมได้มีโอกาสไปที่มณฑลยูนนาน มีเมืองมรดกโลกอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือใกล้กับธิเบตคือ ลี่เจียง เมืองมรดกโลกแห่งนี้มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่หลายเผ่า แต่ที่น่าสนใจคือ เผ่าตงปา มีตัวอักษรเป็นรูปวาดคล้ายๆของพวกจ้วงโบราณ ดังแสดงในรูป..................................................................................................................( มีทฤษฎีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทย ขุนวิจิตรมาตราตั้งทฤษฎีว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นเทือกเขาในเอเชียกลาง บริเวณพรมแดนร่วมของประเทศรัสเซีย จีน มองโกเลีย และคาซัคสถาน ผมได้มีโอกาสไปเยือนมณฑลซินเจียงติดกับคาซัดสถาน และไปเยือนรัสเซีย เมื่อปีกลายนี้ จากหลัฐานต่างๆ ผมไม่เชื่อว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต)

ความคิดเห็นที่ 316

แขชนะ
28 ก.พ. 2553 00:01
  1. [[190322]] ร้านรวงที่นี่ หรือแม้แต่ข้างรถเมล์ ตัวหนังสือที่เขียนยังเขียนเป็น 2-3 ภาษา คือภาษาจีน อังกฤษ และ ภาษาถิ่น ที่มีตัวหนังสือเป็นแบบภาพวาด ดังรูป

ความคิดเห็นที่ 317

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 16:08
  1. [[190403]] ภาษาเขียนของไทยเรา หลายคนเชื่อกันว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ลายสือไทย หลายคนก็ไม่เชื่อโดยมีหลักฐานต่างๆมาหักล้างและยืนยันว่า หลักศิลาจารึกนั้น มิใช่พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้สร้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม หากพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยจริง ภาษาพูดของเราก็จะต้องมีมาก่อนมีลายสือไทย หรือก่อนอาณาจักรสุโขทัยแน่ และคงจะมีมานานนับเป็นพันหรือหลายพันปีก่อน ประเด็นที่หลายคนสนใจคือ ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่นี้ บรรดาคนพื้นเมืองทางตอนใต้ของจีนก็มีภาษาพูดที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า คนไทย คนจีน เป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากเรื่องภาษาไทยแล้ว คำถามที่น่าสนใจคือ "คนไทยมาจากไหน" หลายปีก่อนมีภาพยนต์สารคดีโลกสลับสี ฉายทางโทรทัศน์ช่อง 5 มีอยู่ช่วงหนึ่งที่นำเสนอสารคดีชุด "น่านเจ้า" ในสารคดีนั้นพูดถึงทฤษฎีที่เกี่ยวกับกำเนิดของคนไทยว่ามีอยู่ 5 ทฤษฎี ทฤษฎีที่ 1 พูดถึงว่าคนไทยเดิมอาศัยอยู่ที่แถบเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นเทือกเขาในเอเชียกลาง บริเวณพรมแดนร่วมของประเทศรัสเซีย จีน มองโกเลีย และคาซัคสถาน ต่อมาถูกจีนรุกราน จึงอพยพลงมาทางใต้ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 318

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 16:45
  1. [[190420]] ทฤษฎีนี้มีที่มาที่ไปครับ คือเรื่องมีอยู่ว่า (อ้างอิง: http://news.nipa.co.th/news.action?newsid=32954 ) หมอด็อดด์ ชื่อเต็มๆว่า สาธุคุณ วิลเลียม คลิฟตันด็อดด์ เข้ามาพำนักที่จังหวัดเชียงรายระหว่าง พ.ศ.2429 จนถึง พ.ศ. 2461 ต่อมาเดินทางไปเชียงรุ่ง (ภาษาจีน: 景洪; พินอิน: Jǐnghóng; หรือ จิ่งหง เจียงฮุ่ง เจงฮุ่ง คือเมืองเอกในเขตปกครองพิเศษไท-สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จะเห็นว่าคำในภาษาจีนยังออกเสียงแบบภาษาเหนือ หรือภาษาอีสาน) แล้วไปเสียชีวิตที่เชียงรุ่งนั้นเอง ตลอดชีวิตหมอด็อดด์ เดินทางไปเผยแผ่คริสต์ศาสนาในถิ่นต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นถิ่นที่มีคนพูดภาษาตระกูลไต ระหว่างการเดินทาง ท่านได้บันทึกไว้ทั้งวิถีการดำเนินชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีเอาไว้อย่างน่าศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับคนพูดภาษาตระกูลไตนั้น หมอด็อดด์ได้เขียนออกมาเป็นรายงาน ต่อมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ The Tai Race : Elder Brother of the Chinese แบ่งเนื้อหาเป็น 17 บท หนังสือเล่มนี้ แม้จะเล่าถึงคนพูดภาษาตระกูลไตเผ่าต่างๆ แต่ก็ไม่มีระบุว่า คนไทยย้ายถิ่นมาจากภูเขาอัลไตแต่อย่างใด เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และอีกหลายหน่วยงาน ร่วมกันจัดวงเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ชนชาติไทย ของหมอด็อดด์ในความรับรู้ของคนไทย นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ผู้มีหนังสือหมอด็อดด์ฉบับแปลแล้วจัดพิมพ์แต่ละครั้ง รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบอกว่า หมอด็อดด์ท่านกล่าวรวมๆ ไว้เพียงว่า คนไทยมีเชื้อสายมาจากมองโกล อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวนเท่านั้น ท่านไม่ได้ระบุว่า คนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่จุดไหน อาจด้วยความคิดนี้ ตอนหลัง ขุนวิจิตรมาตราจึงเสนอแนวคิดเขียนเป็นหนังสือว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดแถบเทือกเขาอัลไตแล้วต่อมาจึงย้ายลงมาทางใต้ ผมได้มีโอกาสไปแถบมณฑลซินเจียง แถบคาซัคสถาน และไปสอนหนังสือในรัสเซีย เมื่อปีกลายนี้ พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นแบบคนไทย แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ผสมปนเปกันหลากหลาย และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม หน้าตาออกไปทางแขกๆมากกว่าจะเป็นไทย ภาษาที่ใช้จะเป็นพวกตระกูลภาษาอาหรับมากกว่าภาษาไทยในแถบมณฑลยูนนาน............................................................................ ที่มาของชื่อเมืองเชียงรุ่ง มีตำนาน "พะเจ่าเหลบโหลก" อยู่ว่า เมื่อครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ มาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดน ริมฝั่งแม่น้ำของ(ภาษาลื้อเรียกน้ำของ ภาษาจีนเรียก หลานชาง คำว่าน้ำโขงจึงไม่มีในภาษาลื้อ) ของอาณาจักรชาวไทลื้อแห่งนี้ ก็เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่พอดี จึงเรียกแห่งนี้ว่า "เชียง" ที่แปลว่า "เมือง" และ "รุ่ง" ที่แปลว่า "รุ่งอรุณ" ว่า "เชียงรุ่ง" จึงแปลได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณอันสดใส ..... เชียงรุ่ง หรือ เชียงรุ้ง หากเทียบภาษา และสำเนียงไทลื้อแล้ว จะออกเสียงว่า เจงฮุ่ง ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งรุ่งอรุณ คำว่า "เชียงรุ้ง" นั้นไม่ถูกต้องเพราะเมื่อเทียบภาษาของชาวไทลื้อ เมื่อเทียบสำเนียงภาษาลื้อแล้ว จะได้ความหมายดังนี้ * ฮุง แปลว่า ตะไคร่น้ำ (หากฮุง)มีลักษณะสีเหลือง อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นตาน้ำ หรือบ่อน้ำตามริมห้วย หรือ * ฮุ่ง แปลว่า เวลารุ่งเช้า (ยามค่ำคืนฮุ่ง) (น.)ต้นละหุ่ง ผลของลูกละหุ่ง หรือ * ฮุ้ง แปลว่า นกชนิดหนึ่ง เป็นประเภทเดียวกับเหยี่ยว (ส่วนรุ้ง หรือ สายรุ้ง ที่เกิดบนฟ้านั้นชาวลื้อเรียกว่าแมงอี่ฮุม).................... ภาษาลื้อไม่มีคำว่ารุ้ง การเรียกชื่อเมืองเชียงรุ้ง นั้นจึงไม่ถูกต้อง เพราะภาษาลื้อ ออกเสียงว่า เจงฮุ่ง (เดิม อาจออกเสียงว่า เจียงฮุ่ง แต่ปัจจุบัน (พ.ศ. 2552) อาจได้รับอิทธิพลจากการออกเสียงในภาษาจีนกลาง) เมื่อเทียบกับภาษาเขียนแล้วเชียงรุ่งในอักษรลื้อ ใช้ตัว ร แต่อ่านออกเสียงตัว ฮ ซึ่งการเรียกชื่อเมืองเชียงรุ่งในศัพท์ภาษาไทยนั้นถูกต้องที่สุด (อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87 )

ความคิดเห็นที่ 319

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 18:20
  1. [[190404]] ............................................................ ในสารคดึโลกสลับสี เล่าต่อไปว่า ในทฤษฎีที่ 2 บอกว่า กำเนิดคนไทยนั้น เดิมทีอาศัยอยู่ในมณฑลเสฉวน ตอนกลางของจีน ต่อมาอพยพลงมาตอนใต้เนื่องจากถูกรุกราน

ความคิดเห็นที่ 320

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 18:48
  1. [[190405]] ทฤษฎีที่ 3 เชื่อว่า แต่เดิมคนไทยอาศัยอยู่ทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของจีน รวมทั้งดินแดนในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ดังเราจะพบว่าพวกไทยอาหม ก็มีลักษณะและภาษาพูดคล้ายคลึงกับคนไทยในปัจจุบัน ไทอาหม มีประวัติที่สำคัญไม่น้อย เป็นประวัติแห่งการต่อสู้ของชาติไท ต่อสู้เพื่อตั้งราชอาณาจักรไทเพื่อดำรงรักษาราชอาณาจักรที่ตั้งไว้ และเพื่อรักษาความเป็นชาติไท ไทอาหมได้ทำการต่อสู่ถึง 6 ศตวรรษ นับแต่ตั้งอาณาจักรขี้น ในดินแดนอัสสัม เวลานี้ คำว่า อัสสัม นั้นนักค้นคว้าได้อธิบายอย่างเดียวกันว่า มาจากเชื้อชาติไทพวกนี้ ที่เรียกว่า"อาหม" ชาวอาหมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยในรัฐอัสสัมของประเทศอินเดีย เดิมใช้ภาษาอาหม ในกลุ่มภาษาย่อยไท พายัพ ซึงเป็นภาษาในกลุ่มภาษาคำ-ไต ตระกูลภาษาไท-กะได แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนแล้ว ชาวอาหมในปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 745,000 คน ซึ่งมากกว่าชาวไทกลุ่มอื่นที่อพยพมายังอัสสัมที่นับรวมกันเพียงแค่ 2 แสนคนหรือมากกว่านั้น (อ้างอิง: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1 ) [[190424]] ไทยอาหมรับตัวหนังสือของไทยใหญ่ไปใช้พร้อม ๆ กับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย ในตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ได้รับอิทธิพลของอินเดียเข้ามาผสมผสาน รูปตัวหนังสือจึงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตัวหนังสือของไทยอาหม มีพยัญชนะอยู่ 23 ตัว และสระ 18 ตัว สำหรับตัว อ ใช้เป็นได้ทั้งพยัญชนะ และสระ เช่นเดียวกับของไทย แต่ไม่มีวรรณยุกต์............................................... มีพยัญชนะ 23 ตัว คือ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ญ ต ถ ท ธ น ป ผ ว ภ ม ร ล ส ห ............................. มีสระ 18 ตัว คือ อ อะ อา อิ อี อุ อู เอะ เอ โอะ โอ อือ ไอ เอา เอีย เอือ เอาะ ออ (อ้างอิง: http://blog.spu.ac.th/malee/2007/12/25/entry-60 ) ในแผนที่แสดงให้เห็นว่าพวกไทยอาหมอยู่ตรงไหน [[190425]] ....................................................................................ทฤษฎีนี้เองที่เชื่อว่า กำเนิดของคนไทยอยู่ในอาณาจักรน่านเจ้า

ความคิดเห็นที่ 321

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 20:31
  1. [[190406]] ทฤษฎีที่ 4 เชื่อว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากที่ไหน เราก็อยู่ของเราตรงนี้มานานแล้ว ทั้งนี้จากการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่จังหวัดกาญจนบุรี และไม่พบความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับกระดูกคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน

ความคิดเห็นที่ 322

แขชนะ
1 มี.ค. 2553 20:45
  1. [[190407]] ทฤษฎีที่ 5 ค่อนข้างแปลกกว่าทฤษฎีอื่นๆ คือเริ่มจากความเชื่อที่ว่า ถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ที่คาบสมุทรมลายู แล้วอพยพขึ้นมาทางเหนือ ไปจนถึงตอนใต้ของจีนคือ มณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี ต่อมาถูกจีนรุกราน กลับถอยร่นลงมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิในปัจจุบัน ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานที่นำมาโต้แย้ง แต่จากการที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนมาหลายแห่งทั้งดินแดนในจีนและคาบสมุทรมลายู ผมไม่ค่อยเชื่อทฤษฎีนี้เท่าไรครับ

ความคิดเห็นที่ 323

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 00:16
  1. [[190408]] ในบรรดาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับกำเนิดของคนไทย นักวิชาการจำนวนมากให้ความสนใจกับอาณาจักรน่านเจ้า เนื่องจากมีข้อมูลที่ตล้ายคลึงกันเกี่ยวกับ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ตลอดจนหลักฐานต่างๆที่ถูกบันทึกไว้หลายๆรูปแบบ ...................................................................................................... อาณาจักรน่านเจ้า - เป็นคำผสมจากคำในภาษาจีน หนาน แปลว่า ใต้ ส่วนเจ้าเป็นก็เป็นคำเหมือนไทยเราคือ เจ้า เมื่อรวมกัน จะหมายถึง เจ้าทางใต้ (จีน: 南詔) หรือจีนเรียกว่า สานสานโกวะ ตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. 1192 โดยพระเจ้าสีนุโล แห่งเหม่งแซ ต่อมาพระเจ้าพีล่อโก๊ะ (พ.ศ. 1240-1291)ได้ รวบรวมเมืองต่างๆ ที่แยกกันตั้งอยู่เป็นอิสระ 6 แคว้นคือ เหม่งแซ (Mengshe;蒙舍) ม่งซุย (Mengsui;蒙嶲) ลางเซียง (Langqiong;浪穹) เต็งตัน (Dengtan;邆賧) ซีล่าง (Shilang;施浪) และ ยู่ซี (Yuexi;越析) เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเหม่งแซได้สำเร็จ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า (พ.ศ.1281 - 1445) โดยมีเมืองต้าหลี่เป็นราชธานี ในยุคแรกๆนั้น น่านเจ้าก็มีสัมพันธ์กับรัฐรอบๆ ทั้งราชวงศ์ฝ่ายใต้ของจีน และแคว้นเล็กๆในสุวรรณภูมิ ......... เมื่อพระเจ้าพีล่อโก๊ะสวรรคต พระราชโอรสคือ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ขึ้นครองราชย์แทน (ตามประเพณี ชือกษัตริย์องค์ต่อมาจะต้องเอาคำสุดท้ายของกษัตริย์องค์ก่อนมาเป็นคำแรกของกษัตริย์องค์ใหม่) ต่อมา พ.ศ. 1291 พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ก็ทรงส่งกองทัพไปโจมตีราชวงศ์ถัง เพื่อขยายอำนาจ กองทัพน่านเจ้าประสบชัยชนะใหญ่ๆหลายครั้ง ราชสำนักถังเริ่มอ่อนแอลง กองทัพถังก็ต้องเจรจาและยอมรับอำนาจของพระเจ้าโก๊ะล่อฝงในแดนใต้ พ.ศ. 1372 กองทัพน่านเจ้าสามารถบุกลึกเข้าไปถึงใจกลางมณฑลเสฉวน และยึดเอาเฉิงตูเมืองเอกของมณฑลมาได้ สร้างความพรั่นพรึงให้ราชสำนักถังมาก ภายหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง น่านเจ้าก็ค่อยๆอ่อนแอลง แต่ก็ยังมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ ทว่ากษัตริย์พระองค์ต่อๆมามักตกอยู่ในวังวนของการชิงอำนาจระหว่างชนเผ่าต่างๆในอาณาจักร รวมถึงการแย่งชิงอำนาจของตระกูลขุนนาง จวบจนถึงปี พ.ศ. 1445 อาณาจักรน่านเจ้าก็ล่มสลายลง จากการก่อกบฎของชนเผ่าต่างๆในอาณาจักร ดินแดนยูนนานจึงกลายเป็นสุญญากาศทางอำนาจไปอีกหลายปี ก่อนที่ ต้วนซีผิง จะนำชาวเผ่าไป๋และเผ่าพันธมิตรลุกขึ้นรวบรวมดินแดนในยูนนานเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และก่อตั้งอาณาจักรใหม่ที่ชื่อว่า อาณาจักรต้าหลี่ ขึ้นมาแทนในปี พ.ศ. 1480 ในยุครุ่งเรืองนั้นอาณาจักรน่านเจ้า มีอาณาเขตกว้างขวาง คือเขตมณฑลยูนนานทั้งหมด รวมแคว้นสิบสองปันนาด้วย กล่าวคือ ทิศเหนือจดมณฑลเสฉวน ทิศใต้ จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดดินแดนไกวเจา กวางสี ตังเกี๋ย ทิศตะวันตก จดพม่า ทิเบต มีกษัตริย์ปกครองอย่างเป็นอิสระไม่ขึ้นกับแคว้นใดได้ยาวนานหลายร้อยปี (อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2) .....อาณาจักรต้าหลี่ ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไป๋

ความคิดเห็นที่ 324

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 00:46
  1. [[190479]] อาณาจักรน่านเจ้า และ อาณาจักรต้าหลี่ ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่หาเมืองอื่นมาเทียบได้ยาก กล่าวคือ เป็นอาณาจักรที่ถูกปกป้องจากศัตรูภายนอกด้วยกำแพงธรรมชาติ ดูในแผนที่จะเห็นว่า ทางด้านตะวันตกติดกับเทือกเขาชางซาน (ซาน-ภาษาจีนแปลว่าภูเขา) ทางตะวันออกติดทะเลสาป"เอ๋อไห่" แปลว่าทะเลสาปรูป"หู" คำว่า "เอ่อ" ในภาษาจีนแปลว่าหู (พ่อผมเคยสอนไว้ว่า ในภาษาจีน ถ้าคำสองคำที่ออกเสียงเป็นเสียงวรรณยุกต์เอกทั้งคู่ ให้ออกเสียงใหม่โดย คำแรกอ่านออกเสียงเป็นเสียงจัตวา ในที่นี้ เ่อ่อ -แปลว่า หู และ ไห่ - แปลว่า ทะเล แทนที่จะอ่านว่า "เอ่อไห่" จึงต้องอ่านว่า เอ๋อไห่) รูปขวาบน มองจากฝั่งออกไปยังทะเลสาป ส่วนรูปขวาล่าง เมื่ออยู่ในทะเลสาป มองเข้ามาจะเห็นเขาชางซาน และเมืองต้าหลี่อยู่ไกลๆ

ความคิดเห็นที่ 325

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 00:52
  1. [[190475]] ...................................................... รูปบน เมื่อยืนอยู่ริมทะเลสาปมองเข้าไปในเมืองต้าหลี่ จะเห็นเขาชางซานอยู่เบื้องหลัง รูปล่าง อยู่ในทะเลสาปมองเข้าไปในเมืองต้าหลี่

ความคิดเห็นที่ 326

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 00:55
  1. [[190478]] รูปซ้ายมือเป็นรูปประตูเมืองเก่าต้าหลี่ จะเห็นมีป้อมและมีกำแพงล้อมรอบเมือง รูปซ้ายมือเป็นอุโมงค์ลอดใต้ประตูเมือง เพื่อเข้าเมือง บนอุโมงค์เขียนตัวหนังสือจีนคำว่า "ต้าหลี่ - 大理" เวลาอ่านต้องอ่านจากขวามาซ้ายแบบโบราณ

ความคิดเห็นที่ 327

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 01:15
  1. [[190473]] ตรงหน้าประตูเมืองต้าหลี่ จะมีก้อนหินสลักข้อมูลของเมืองต้าหลี่ว่า ตั้งอยู่ที่เส้นแวงที่ 100 องศา 09' ตะวันออก และ เส้นรุ้งที่ 25 องศา 41' เหนือ ที่ความสูง 2025.8 เมตร ผมลองเอานาฬิกาข้อมือมาวัดความสูงเปรียบเทียบ ได้ขนาดความสูง 2065 เมตร ผิดพลาดไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับความดันของบรรยากาศที่แปรปรวนในแต่ละเวลา ถือว่าใช้ได้ครับ แต่ถ้าวัดบนยอดเขาชางซานจะวัดความสูงได้ประมาณ 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ความคิดเห็นที่ 328

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 01:31
  1. [[190474]] หลังจากผ่านประตูเมืองต้าหลี่เข้ามา จะเป็นถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาชนิดที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ผมเห็นคนแก่ชาวไป๋พื้นเมืองนั่งขายของอย่างน่าสงสาร อดที่จะแวะเข้าไปคุยไม่ได้ ตาของหญิงชราทั้งสองเป็นต้อจนมองจะไม่เห็นอยู่แล้ว คนหนึ่งขายน้ำตาลสายไหมห่อ อีกคนหนึ่งขายของเล่นเด็กที่เรียกว่า "จั๊กจั่น" ที่ผมเคยเล่นสมัยเด็ก เวลาแกว่งแล้วจะมีเสียงคล้ายๆจั๊กจั่นร้อง คนที่นี่ไม่ว่าหญิงสาวหรือสูงอายุ มักจะเอาตะกร้าหวายแขวนไว้ข้างหลังแทนที่จะหิ้วของโดยใช้มือหิ้วตะกร้า (ดูตัวอย่างคนแก่ที่ขายน้ำตาลสายไหม)

ความคิดเห็นที่ 329

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 01:54
  1. [[190477]] ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมากในอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่นี้มานานนับพันปีจวบจนปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนที่มาเยือนเมืองต้าหลี่ จะต้องมาเยี่ยมเยือนและสักการะปูชนียสถานทางพุทธศาสนาที่สำคัญและเก่าแก่ของเมือง คือ "เจดีย์สามองค์" อย่าเจ้าใจผิดคิดว่าเป็น "เจดีย์สามองค์" ที่จังหวัดกาญจนบุรีนะครับ เจดีย์ที่ว่านี้ เป็นเจดีย์เก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่ เจดีย์ทั้งสามตั้งเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมในลักษณะสมมาตร เจดีย์องค์ใหญ่ตรงกลางสร้างสมัยอาณาจักรน่านเจ้า มีความสูง 69.13 เมตร เรียงกัน 16 ชั้น ส่วนเจดีย์องค์เล็กสององค์ด้านหลังนั้น สร้างในสมัยอาณาจักรต้าหลี่ ตั้งอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ทั้งสององค์ห่างกัน 97 เมตร และห่างจากองค์ใหญ่ 70 เมตร มี 10 ชั้น สูง 42.19 เมตร บนองค์เจดีย์องค์ใหญ่ประดับด้วยพระพุทธรูปปางต่างๆ ดังภาพที่ผมถ่ายรูปซูมให้ดูประกอบ

ความคิดเห็นที่ 330

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 02:07
  1. [[190480]] ที่เมืองต้าหลี่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และทำให้เจดีย์องค์เล็กเอียงไปเล็กน้อย คนที่เมืองนี้บอกว่าเจดีย์เอียงไปเป็นมุมราว 4-5 องศา ผมเลยถือโอกาสใช้โทรศัพท์มือถือของผมที่สามารถวัดความเอียงและวัดระดับได้ วัดความเอียงของเจดีย์ ปรากฏว่าวัดเจดีย์องค์เล็กเอียง 85 องศง แสดงว่าเอียงไปจากแนวดิ่ง 5 องศาจริงครับ

ความคิดเห็นที่ 331

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 02:14
  1. [[190481]] [[178860]] ...... ท่านสามารถดูภาพเจดีย์สามองค์ในแบบสามมิติได้โดยใช้ตา 3 มิติ เวลาส่องดูภาพ 3 มิติ ต้องให้ตาซ้ายมองผ่านกระดาษแก้วสีน้ำเงิน และตาขวามองผ่านกระดาษแก้วสีแดง

ความคิดเห็นที่ 332

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 02:34
  1. [[190484]] [[190485]] ................ ที่มณฑลยูนนาน ยังมีเมืองที่น่าสนใจอีกเมืองหนึ่งที่มีวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนภาษาพูดคล้ายคนไทยเรา คือพวกไทลื้อ ที่สิบสองพันนา วัดวาอารามเหมือนวัดในประเทศไทยไม่มีผิด อีกทั้งยังมีประเพณีปีใหม่ สงกรานต์เหมือนเรา ดังแสดงการเล่นสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ดังรูป ผมจำได้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธฺ์ ปราโมท เมื่อครั้งเดินทางไปเยือนสิบสองพันนา ท่านเล่าให้ฟังว่า มีผู้ใหญ่ของเมืองสิบสองพันนามาต้อนรับ และทักทายอย่างสุภาพอ่อนน้อมและมีไมตรีว่า "มึงมาเมื่อไร"

ความคิดเห็นที่ 333

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 12:01
  1. [[190526]] วัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวประมง 2 มณฑลในประเทศจีน คือ มณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ใช้นกกาน้ำช่วยจับปลา วิธีการคือ ชาวประมงจะใช้เชือกผูกที่คอนก แต่ไม่แน่น แล้วปล่อยให้นกดำดิ่งลงไปหาปลา เมื่อหาได้แล้ว นกไม่สามารถกลืนกินปลาได้ เพราะเชือกที่ผูกรัดคอไว้ ชาวประมงก็จะดึงเอาปลาออกจากปากนก แล้วปล่อยให้นกลงไปหาปลาให้อีก ด้วยวิธีนี้ ชาวประมงจะสบาย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นใดให้ยุ่งยาก 2 ภาพซ้ายมือ บน-ล่าง เป็นภาพชาวประมงบนเรือในทะเลสาปเอ๋อไห่ที่เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ส่วนภาพขวามือเป็นภาพชาวประมงบนแพในแม่น้ำหลี่ เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี .................................................................. การจับปลาด้วยวิธีนี้ จะสามารถจับได้รวดเร็วและปริมาณมาก ปรากฏว่าปลาในทะเลสาปเอ๋อไห่มีปริมาณลดลงมาก ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายจำกัดจำนวนชาวประมงที่ทะเลสาปเอ๋อไห่ ให้มีสิทธิ์จับปลาได้เพียง 6 ครอบครัว และจำกัดนกกาน้ำจับปลาให้เหลือรวมทั้งหมดเพียง 200 ตัว

ความคิดเห็นที่ 334

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 12:16
  1. [[190510]] สำหรับท่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติที่ใช้ภาษาในตระกูลเดียวกับภาษาไทย ผมใคร่ที่จะแนะนำให้อ่านหนังสือชื่อ "คนไท" ไม่ใช่ "คนไทย" แต่เป็นเครือญาติชาติภาษา-รวมความรู้"ไทยศึกษา" ของ "ศาสตราจารย์สองแผ่นดิน" เป็นหนังสือรวบรวมผลงานของ ศาสตราจารย์ เจีย แยนจอง (ยรรยง จิระนคร) แห่งมหาวิทยาลัยยูนนาน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน (โทร.0-2580 0021) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548

ความคิดเห็นที่ 335

แขชนะ
2 มี.ค. 2553 19:37
  1. [[190567]] มี Website หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวถึงข้างต้นที่น่าสนใจ คือ "แม่โขง สายน้ำพยศ" เชิญเข้ามาชมได้ที่นี่ครับ >>>> http://www.mekongstory.com/index2.php ...................... มีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงอาณาจักรน่านเจ้า และ อาณาจักรต้าหลี่ ดังนี้................................................................... ต้าลี่ ทะเลสาบหนองแส เจดีย์ 3 องค์ ต้นกำเนิดตำนาน "พญานาค" และ อาณาจักรน่านเจ้า ของ "คนไท" [[190568]]... นักสำรวจฝรั่งเศส เกือบสรุปไปว่า ทะเลสาบหนองแส ขนาดดใหญ่ว่า ที่นี่คือต้นน้ำแม่โขง สิ่งที่นักสำรวจฝรั่งเศสมาเจอเมื่อ 143 ปีก่อนนั้น ล่าอาณานิคมในอินโดจีน ยึดเวียดนาม กัมพูชา ลาว เป็นเมืองอาณานิคมแล้ว ก็พยายามสำรวจใช้แม่น้ำโขง หวังเจาะประตูหลังของประเทศจีน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการล่าอาณานิคมขณะนั้น........ที่นี่เกิดตำนานต่างๆ ที่คนไทยรู้จักดี ตำนานพญานาค ตำนานพญาแถน พูดถึงหนองแส ตามตำนานของชาวไป๋ คนลาว ไทย พม่า หนองแส คือ ทะเลใหญ่โตเวิ้งว้าง เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำโขง คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นี่คือต้นกำเนิดของพญาแถน ต้องการอะไรให้บวงสรวงพญาแถน จากตำนานมีตัวพญานาคอยู่................อาณาจักรน่านเจ้า 250 ปี และอาณาจักรตาลีปู 350 ปี เกิดที่นี่ ประวัติศาสตร์ไทย ถกเถียงมาช้านานว่า คนไทยมาจากทางใต้ของจีนจากน่านเจ้า เจ้า ตาลีปู หรือว่าอยู่ที่นี่ที่เราทำนาปลูกข้าวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน............นักสำรวจฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคมเมื่อปี 1866 (2409) นำโดย ลูตาส เดอราเก นายทหารเรือฝรั่งเศสที่เคยสำรวจนครวัด นำคณะขึ้นมาสำรวจเป็นชาวฝรั่งเศส 10 คน กับชาวพื้นเมืองอีก 3 คน..............ทีมสำรวจฝรั่งเศสต้องการใช้แม่น้ำโขง เข้าไปประเทศจีนทางด้านหลัง วันนี้ เมืองโบราณของต้าลี่ยังรักษาความเป็นเมืองเก่าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของแถบนี้ เกี่ยวข้องกับอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรตาลีปู กุบไลข่าน จนกระทั่งจีนเข้ามายึดครองแถบนี้ มาถึงจุดของทะเลสาบเห๋อห่าย เป็นการสำรวจของนักสำรวจฝรั่งเศสพอมาถึงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ไทย ลาว พม่า นายทหารเรือฝรั่งเศสที่มีบทบาทสำคัญเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ที่ ไซ่ง่อน..................ฟรานซิส เฟอดิเยร์ นำคณะผ่าน 12 ปันนามาถึงที่นี่หรือทะเลสาบเออร์ไห่แห่งนี้...............บางภาพย้อนประวัติศาสตร์กลับไปพันกว่า ปี การก่อตั้งอาณาจักรตาลีปูที่ตามลังอาณาจักรน่านเจ้า คนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อว่า นี่คือ หนองแส ที่กำเนิดของแม่น้ำโขง ตำนานพงศาวดารพระยาแถน พระยานาค เริ่มต้นที่นี่................นักสำรวจฝรั่งเศสเมื่อ 140 กว่าปีก่อนมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ สรุปว่า เป็นต้นน้ำแม่โขง ภารกิจของการสำรวจสิ้นสุดตรงนี้ มาจากไซ่ง่อนกว่า 3 พันกม. ใช้เวลา 2 ปีโดยมีวาระซ่อนเร้นเหมือนกับอังกฤษที่ใช้แม่น้ำสาละวินเจาะเข้าไปพม่า เพื่อไปทางใต้ของจีน....................ความพยายามของ ฝรั่งเศส ที่ต้องการล่าอาณานิคมในดินแดนจีน ต้องพบกับความเชี่ยวกราก ความพยศของแม่น้ำโขงเป็นสิ่งสะกัดกั้น ไม่ให้การล่าอาณานิคมบรรลุตามเป้าหมายของนักล่าอาณานิคมสมัยนั้น นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เป็นหัวหน้าเสียชีวิต 1 คน เบอร์ 2 ของเขาทิ้งศพของหัวหน้าเอาไว้ แล้วผ่าเฉพาะหัวใจ ส่งกลับไปฝรั่งเศสเพื่อยืนยันว่า เสียชีวิตจริง.......................ถ้าต้นน้ำหมายถึง จำนวนน้ำมากพอที่จะไหลลงไปสู่ประเทศต่างๆ ด้านใต้ เอ๋อห่าย น่าจะเป็นต้นน้ำได้.........................แต่สิ่งที่ได้วิจัยศึกษาน่าจะต้องเดิน ทางต่อไป ยอดเขาที่มีหิมะและเป็นที่กำเนิดของน้ำชุดแรกที่ไหลมาจาก ยอดเขาธรรมชาติที่ไกลหูไกลตาชาวโลกอยู่ที่ไหนกันแน่ จุดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเดินทางแสวงหาต้นน้ำแม่โขง....................จากต้าลี่ไปแชงกรีลา เมืองสวรรค์ ตำนานเล่าขานอีกชุดหนึ่งของทิเบต ของประเทศจีนตอนใต้ จากยูนนานไปแชงกรีลา เข้าสู่ทิเบต มุ่งไปสู่ภูเขาหิมะที่ตลอดทั้งปีที่ไม่มีวันไหนไม่มีหิมะ...................หยดน้ำหยดแรกที่ปรากฏโดยธรรมชาติไปถึง ปลายทางของแม่โขงที่เวียดนาม สามเหลี่ยมแม่โขง พบกันที่หลังคาโลกทิเบต ว่ากันว่า ข้างบนอ็อกซิเจนไม่พอ ถนนหนทางต้องไต่ภูเขาสูงชันและอันตราย...................เทือกเขา 19 ยอด แม่น้ำ 18 สาย ไหลจากเทือกเขาลงมาเป็นทะเลสาบ เห๋อห่าย ซึ่งมีความกว้างยาวรวมกันแล้ว 250 ตาราง กม. ช่วงกว้างที่สุด 40 กม. ความกว้างบางช่วงถ้าเป็นคืบติ่งหู 3 กม. ช่วงที่กว้างที่สุดของหู 9 กม. พงศาวดารของไทยเชื่อว่า นี่อาจจะเป็นหนองแส เป็นต้นตำนานพญาแถน พญานาค....................หลักฐานจากประสบการณ์จริง หลักฐานทางภาษา หลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความน่าตื่นเต้นของชีวิตคนที่นี่ จากยูนนานลงไปพม่า ไทย ลาว กัมพูชา 500 กว่าล้านปี เศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากสมัยนี้...................ตำนานการสร้างเจดีย์ 3 องค์ เกี่ยวข้องกับมังกรในทะเลสาบเอ๋อไห่ เพราะคนที่นี่เชื่อว่า การสร้างเจดีย์จะช่วยป้องกันความชั่วร้ายที่มาคุกคาม..................ประกาศิตของจักรพรรดิ คือ การทำให้คนชนกลุ่มน้อยสามัคคีกับชาวฮั่น ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ หลายความคิดยังหาคำตอบไม่ได้ อาณาจักรน่านเจ้า เป็นจุดเริ่มต้นของคนไทย เป็นที่ที่บรรพบุรุษของเราอพยพลงไปทางใต้และสร้างสยามหรือประเทศไทยทุก วันนี้หรือไม่.................มองจากตำราของคนตะวันตก หรือมองจากมุมมองของจีนจากประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่มาจากความคิดของมาร์ก หรือของไทยที่แตกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็ว่า คนไทยถูกคนจีนขับไล่ลงไปอยู่ทางใต้ แล้วแต่จะเชื่อทฤษฎีของใครถูกกว่าใครความคิดเห็นแตกต่างกันไป..............แต่เชื่อได้ว่า ไม่มีทฤษฎีไหนบอกว่า ถูกต้องเป็นสิ่งเด็ดขาด แต่เชื่อว่า อยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าจะอพยพมาจากไหนก็ตาม ธรรมชาติที่เห็นที่ต้าลี่ต้องเป็นแบบที่เขากำหนดเท่านั้น........................ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เป็นบทสนทนาที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นบทสนทนานักประวัติศาสตร์กับข้อมูลใหม่ และนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ผู้ที่กำหนดประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคือ ชาวบ้านทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ทุกวันริมทะเลสาบเอ๋อไห่ อยู่ตีนเขาของเทือกเขาชางซาน และทุกชีวิตที่อยู่ 2 ฝั่งแม่โขง.................ภาษาจีนตรงหลักเจดีย์องค์ใหญ่ คือ เจิ้นซานชวน เจิ้น คือ ปกปักษ์รักษาตลอดกาลนาน ซานชวน คือ อาณาบริเวณที่อยู่รอบ ๆ ภูเขานี้ คือ ทะเลสาบเอ๋อไห่ เทือกเขาชางซาน.............เหตุผลในการก่อสร้างเจดีย์นี้เมื่อ 1200 ปี ความเชื่อแรกคือ ในทะเลสาบหรือคนไทยเรียกหนองแสมีมังกร กลัวชาวบ้านแถวนี้เป็นอันตรายจึงสร้างเจดีย์เพื่อปกปักษ์รักษาชาวบ้านให้ ปลอดภัยจากมังกร อีกความเชื่อ สร้างเป็นอนุสาวรีย์กับราชวงศ์ถัง ที่ส่งทหารมาช่วยตาลีปู...................อาณาจักรตาลีปู สร้างเจดีย์เป็นอนุสรณ์ที่ส่วนกลางส่งทหารมาช่วยเหลือ เจิ้น คือ ปกปักษ์รักษา ความเชื่อแรกและความเชื่อที่สอง ความหมายเหมือนกันคือ หย่งเจิ้น ปกปักษ์รักษา [[190569]] เจดีย์ 3 องค์ (ต้าหลี่) ซึ่งตั้งอยู่ในวัดฉงเซิ่ง บริเวณทางเหนือของเมืองต้าหลี่เก่า สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองต้าหลี่..............เอ่ยถึง ‘เจดีย์ 3 องค์’ มิใช่มีเพียงเฉพาะที่กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีอยู่ที่เมืองต้าหลี่ด้วย..................ต้าหลี่หรือตาลีฟู อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี ภูมิประเทศสวย งามราวสรวงสวรรค์ มีสายลมพัดแรงทุกฤดูกาลจนได้ชื่อว่า ‘เมืองแห่งลม’....................นอกจากเมืองที่คงสภาพสมบูรณ์จนได้รับการประกาศให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้ว ความงดงามของเจดีย์ สามองค์แห่งต้าหลี่ ก็เป็นที่เลื่องลือในฐานะสัญญลักษณ์ทาง ประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกปรารถนาจะได้ชมสักครั้งหนึ่งในชีวิต.............เจดีย์สามองค์อยู่ห่างไปทางเหนือของเมืองเก่าต้าหลี่ ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ตั้งตระหง่านเผชิญหน้ากับทะเลสาป เอ๋อไห่ ที่มีสมญานามว่าไข่มุกบนที่ราบสูง ด้านหลังเป็นภูเขา ชางซาน ที่สูงเสียดฟ้าและปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตลอดปี...............เจดีย์ทั้งสามก่อสร้างด้วยอิฐ องค์ใหญ่ที่สุดและเป็นองค์แรกมีรูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 69.13 เมตร สร้างในค.ศ.836 สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งผู้คนเชื่อว่าโลกเป็นแผ่นดินสี่เหลี่ยม คาดว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เจดีย์แบ่งเป็น 16 ชั้น แต่ละชั้นมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยากจะพบในเจดีย์อื่นๆ.................ส่วนเจดีย์อีกสององค์ สร้างในสมัยราชวงศ์ซ้อง เป็นทรงแปดเหลี่ยม (ชาวจีนถือว่ารูปแปดเหลี่ยมขึ้นไปคือทรงกลม) สูง 42.19 เมตร มีสิบชั้น เจดีย์สององค์นี้ตั้งอยู่ห่างกัน 97.5 เมตร และห่างจากเจดีย์องค์ใหญ่ 70 เมตรเท่ากัน การจัดวางของเจดีย์ทั้งสามองค์จึงเป็นรูปสามเหลี่ยมที่สมมาตรกันอย่างสวยงาม.....................แต่เดิมเจดีย์สามองค์เป็นส่วนหนึ่งของวัดฉงเซิ่ง ที่สร้าง ในค.ศ.840 บนเนื้อที่กว่า 12 ตารางกิโลเมตร เป็นวัดที่กว้างใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพระพุทธรูป ถึง 11,400 องค์ มูลค่าการก่อสร้างรวมแล้วเทียบได้กับทอง คำถึง 21,757 กิโลกรัม!!...................ในประวัติศาสตร์ วัดนี้เคยเป็นศูนย์กลางประกอบพิธีทางศาสนาของเขตทางภาคใต้และเขตเอเซียตะวัน ออกเฉียงใต้ พุทธศาสนิกชนจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จึงเรียกขานกันว่า ‘พุทธมณฑล’ มีบันทึกว่า ผู้ปกครองต้าหลี่ ถึงเก้าคนสละตำแหน่งเพื่อบวชเป็นพระที่วัดแห่งนี้................วันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1515 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เจดีย์เล็กสององค์เอียงเข้าหาองค์ใหญ่เล็กน้อย ส่วนเจดีย์องค์ใหญ่ก็เกิดรอยแตกร้าว แต่รอยนั้นก็หายไปเองราวปาฏิหาริย์!!...................ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1851-1861) วัดฉงเซิ่งก็ถูกไฟไหม้ เสียหายมากมาย..................การบูรณะเจดีย์สามองค์ในช่วงปี ค.ศ.1978-1979 ทำให้พบโบราณวัตถุจากศตวรรษที่ 7-10 กว่า 600 ชิ้นภายในองค์ เจดีย์ นับเป็นหลักฐานทางพุทธศาสนาที่มิอาจประเมินค่าได้........................ส่วนวัดฉงเซิ่งนั้น มีการบูรณะครั้งใหญ่ในค.ศ.2002-2005 ด้วยจุดมุ่งหมายให้เกิดความสมบูรณ์สอดคล้องกับเจดีย์สามองค์ โดยคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้.......................เจดีย์สามองค์ถูกเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เจดีย์ข่มมังกร’ มีบันทึกว่าพื้นที่แถบนี้เคยประสบอุทกภัยสร้างความเสียหายทางการเกษตรเป็น อย่างมาก มีการสำรวจฮวงจุ้ยแล้วก็พบว่า บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของมังกร เมื่อใดที่มังกรพลิกตัว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปทรงแตกต่างกันสามองค์ขึ้นมาเพื่อทับตัว มังกรไว้...................อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า มังกรขึ้นมาเล่นน้ำที่ทะเลสาปเอ๋อไห่ ทำให้น้ำล้นไหลท่วมบ้านเมือง ชาวต้าหลี่โบราณเชื่อว่ามังกรเกรงกลัวเจดีย์ จึงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อไม่ให้มังกรขึ้นมาเล่นน้ำ เป็นที่น่ามหัศจรรย์ว่าเมื่อเจดีย์สร้างเสร็จ พื้นที่บริเวณนี้ ก็ไม่เคยมีน้ำท่วมอีกเลย!!......................ผู้คนที่เดินทางเข้าสู่ต้าหลี่ จะมองเห็นเจดีย์สามองค์ได้ตั้งแต่ระยะไกล ตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางเทือกเขาเขียวขจีและท้องทุ่งสีมรกต ในยามเช้าแสงตะวันจะสาดส่องเจดีย์สาม องค์จนเป็นสีทองอร่าม.....................ด้านหลังองค์เจดีย์มีบึงชื่อว่า ‘จูหยิง ชิ’ หรือบึงสะท้อนแสงเงาของเจดีย์จะปรากฏอยู่บนผิวน้ำใสราวกระจก เกิดเป็นภาพงดงามของเจดีย์หกองค์ที่ตระหง่านภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ส่วนในยามค่ำคืน องค์เจดีย์จะถูกประดับประดาด้วย แสงไฟเป็นประกายเรืองรอง..................แม้ว่าเจดีย์สามองค์จะรอดพ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดมา แต่รัฐบาลท้องถิ่นยังคงบูรณะซ่อมแซมอย่างสม่ำ เสมอเพื่อให้ศาสนสถานแห่งนี้คงความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ งดงามเฉกเช่นที่เคยเป็นมากว่า 1,800 ปี................ ------------------------------------------- สัมภาษณ์พิเศษ......พระเจ้าแผ่นดิน สิบสองปันนา เจ้าหม่อมคำลือ อดีตพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 41 ของอาณาจักรเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชนชาติ รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง มณฑลยูนนาน ณ บ้านพัก ชุมชนจินหนิว ทางตะวันตกของเมืองคุนมิง มณฑลยูนนาน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552...................ราชวงศ์ปกครองอาณาจักรเชียงรุ้ง หรือ ราชวงศ์สิบสองปันนานี้ สืบทอดราชวงศ์ท้าวเฮืองเป็นเชื้อสายสืบทอดกันมากว่าพันปีแล้ว เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองกันมาถึง 41 ราชกาลแล้ว โดยไม่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ไปเป็นราชวงศ์อื่น................อาณาจักรสิบสองปันนา เป็นรุ่นแรกของชนชาวไต ที่ได้รวบรวมเป็นอาณาจักรขึ้น ยาวนานกว่าราชวงศ์ใด กำเนิดมาก่อนราชวงศ์สุโขทัยของสยามหรือประเทศไทย ราชวงศ์นี้กว่า 800กว่าปีสืบทอดกันมา ไม่เคยเปลี่ยนราชวงศ์สืบต่อกันมา อาจจะมีความขัดแย้งกันบ้างในบางครั้ง แต่ก็สืบ “เครือเชื้อ” กันมา จนปัจจุบัน...............การสืบทายาทของราชวงศ์เชียงรุ้ง ไม่ใช่แต่สืบทางราชบุตร แต่ยังสืบทางราชนัดดา ภายในราชสำนักมีความสามัคคีกัน มีปัญหาก็แก้ไขกันภายใน เคยเกิดศึกทางเครือญาติ แต่หลังจากนั้นก็ยังเป็นราชวงศ์เดียวกัน เคยเกิดการแย่งชิง แต่ก็ยังคงรักษาสืบทอดมาได้ 41 ราชกาล ปกติในอดีต ราชวงศ์ในประวัติศาสตร์ จะมีการสืบทอดประมาณ300 ปี ก็จะเปลี่ยนราชวงศ์ไป ปัจจุบัน เจ้าหม่อมคำลือ อายุ 81 ปี อาศัยอยู่ในชุมชนจินหนิว เมืองคุนมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน หากมีอากาศหนาวมากจึงจะเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงรุ้งเป็นครั้งคราว เพราะที่ณคุนมิงอากาศจะหนาวมาก ในฤดูหนาวที่เชียงรุ่งอุณหภูมิ จะอยู่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส.................ระหว่างให้สัมภาษณ์ ได้ให้ “มะเฟือง” ที่ปลูกในพระราชวังเชียงรุ่ง มารับประทานด้วย ล่ำมากๆ หมายถึงอร่อยมาก มะเฟืองนี้ ไม่มีผลไม้นี้ในประเทศจีน การสื่อสาร ยังคงรักษาภาษาไตดั้งเดิม ที่นี่ยังพูดภาษาไตลื้อ ที่ใช้กันมาแต่โบราณ ไม่มีราชาศัพท์ แต่จะเป็นการพูดสำเนียงคล้าย ๆ กับ ไทยเหนือ สื่อเข้าใจกันได้ไม่น้อยกว่า 70% ภาษาตัวเขียนนั้นเป็นอักษรเดียวกับ อักษรล้านนา ของเชียงใหม่ แต่จะแตกต่างกับภาษาไทยกลางในกรุงเทพฯ มาก เพราะภาษาไทยกลางจะมีบาลี สันสกฤตและเขมร เข้ามาใช้ผสมด้วยมาก...................เชียงรุ่ง เป็นจุดกำหนดของ “น้ำของ” เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของแม่น้ำสายที่รุนแรงและเชี่ยวกรากนี้ เป็นจุดเริ่มตั้นของการเรียกชื่อเป็นครั้งแรกว่า “น้ำของ”.......................ชาวจีนเรียกแม่น้ำนี้ว่า แม่น้ำหลานชาง มีความหมายถึง สายน้ำที่ไหลเชี่ยวและมีคลื่น ไม่ได้หมายถึงอาณาจักรล้านช้าง หรือ ประเทศลาวในปัจจุบันแต่ประการใด ล้านนา กับล้านช้าง เป็นคำที่มีความหมายถึง อาณาจักรทางภาคเหนือของไทย ล้านนาก็คือเชียงใหม่ ล้านช้างก็คือ หลวงพระบางหรือเชียงทอง ทั้งเชียงใหม่ เชียงทองและเชียงรุ่ง ต่างก็มีความผูกพันกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและวิถีชีวิตกันอย่างใกล้ชิด มาตั้งแต่โบราณ สมัยที่ยังไม่มีการสร้าง “พรมแดน” ให้แบ่งแยกกันอย่างในปัจจุบัน.................แม่น้ำโขง ไหลจากทางเหนือมาถึงเชียงรุ่ง ผ่านกลางเมืองเชียงรุ่งแบ่งออกเป็น ตกของ และออกของ หมายถึง เชียงรุ่งตะวันออกและเชียงรุ่งตะวันตก...................ในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะที่เวียงผาคราง จุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่านลงมากระแทกเข้ากับหน้าผาและโตรกหิน ก่อให้เกิดเสียงคล้ายสาวคราง จึงเรียกว่า ผาคราง..............ชาวเชียงรุ่งยังนิยมลงไปอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำโขงอยู่ทุกวัน ในฤดูน้ำหลาก ปลา “สไต” ทุกปี จะมีลูกฝูงปลาเล็กที่มาจากทางเหนือของน้ำโขง ไหลผ่านผาคราง นับเป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะหมดชาวบ้าน นำเรือและอุปกรณ์จับปลา ออกจับปลา ลูกปลาที่ไหลลงมามืดฟ้ามัวดินนี้ ว่ายลงไปเติบโตอยู่ทางด้านแม่น้ำทางใต้ลงไป................แน่อนว่า ทั้งสายน้ำและลูกปลานี้ จะไกลจะไปเติบโตอยู่ในด้านใต้ของแม่น้ำ นั่นหมายถึง พม่าลาวไทยเวียดนาม ที่ต่างก็อยู่ในสายน้ำเดียวกัน...................ชาวสิบสองปันนา หรือเชียงรุ่ง หรือไทลื้อนี้ ถือว่า แม่ของ หรือ แม่น้ำโขงนี้ เป็นน้ำแม่ เพราะว่าสิบสองปันนาจะเรียกน้ำแม่เพราะถือว่า เป็นน้ำที่ให้กำเนิดไทยลื้อ ให้น้ำทำนา ให้หาปลา ปลูกผัก ชีวิตของชาวสิบสองปันนา จะอยู่ผูกพันกับแม่น้ำโขงตลอดเวลา.....................เช้าสายบ่ายเย็นก็จะลงเล่นน้ำ อาบน้ำใน “แม่ของ” ของพวกเขา วันนี้ ที่เชียงรุ้ง ก็มีเขื่อนผลิตไฟฟ้าและมีท่าเรือใหญ่ของเชียงรุ่ง รับเรือได้ขนาด 1 พันตัน.............เชียงรุ่งกำลังกลายเป็นเมืองหน้าด่านทาง ธุรกิจใหม่ เมืองนี้กำลังเปลี่ยนโฉม กลายเป็นจุดดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุนรุ่นใหม่ เข้ามาลงทุนและทำธุรกิจมากขึ้นทุกขณะ...................สิบสองปันนาเป็น เมืองเนื้อหอม ที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งไปสู่ที่นั่น แต่พระเจ้าแผ่นดินของชาวสิบสองปันนายังอยู่ที่คุนมิง ยูนนานของจีนต่อไป....................ดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นแห่งเดียวในจีนที่มีป่าดงดิบ จะทนทานต่อกระแสความเจริญที่หลากหลายเข้ามาอย่างรวดเร็วหลายรูปแบบได้หรือ ไม่....................ต้นมะพร้าว ต้นหมาก จะให้คำตอบได้ดีกว่า ต้นยางพารา ที่กำลังมีการปลูกอย่างมากมาย นั่นหมายถึง.................การโค่นป่า เพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูก ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ผลตอบแทนจะคุ้มกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่สูญเสียไปหรือไม่ เพราะ การสูญเสียป่าดงดิบที่สมบูรณ์นี้หาอะไรทดแทนไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 336

สิง
3 มี.ค. 2553 14:50
  1. ขอบคุณ อาจารย์แขชนะ สำหรับความรู้ที่นำมาถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอ ดุจ แม่ของ ที่เชี่ยวกราก นำพาความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ทางปัญญา มาสู่มวลชน...

ความคิดเห็นที่ 337

แขชนะ
3 มี.ค. 2553 18:16
  1. [[83352]].. ขอบคุณ คุณสิงมากครับ ที่แวะเข้ามาทักทาย ชื่นใจที่ได้ยินคำหวานที่คุณสิงกลั่นกรองออกมา พูดราวกับคำพูดในนาฏดนตรียอดนิยมของคนไทย (ลิเก) พูดหยอกล้อเล่นน่ะครับ ดีใจที่ได้คุยกับคุณสิงอีก ผมจะได้ไม่รู้สึกว่า เป็นไอ้บ้าเขียนไปเรื่อยๆอยู่คนเดียว ขอบคุณอย่างจริงใจครับ

ความคิดเห็นที่ 338

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:06
  1. [[190716]] เพื่อให้มองเห็นภาพที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เล่าให้ฟังในความเห็นที่ 335 ผมจะขอนำรูปมาประกอบครับ............ รูปที่เห็นทางซ้ายมือด้านบน เป็นที่จำหน่ายตั๋วทางเข้าไปสักการะเจดีย์สามองค์และวัดฉงเซิ่ง เมื่อคารวะเจดีย์สามองค์แล้ว เดินต่อไปอีกจะมองเห็นวัดอยู่ไกลๆ ในรูปบนขวา มองเห็นเทือเขาชางซานตระหง่านอยู่เบื้องหลัง..................ขณะที่เดินไปยังวัดฉงเซิ่ง ถ้าหันหลังมาทางเจดีย์สามองค์ จะมองเห็นทะเลสาปเอ๋อไห่ หรือ "หนองแส" อยู่เบื้องหลังเจดีย์ ที่พูดถึงในความเห็นที่ 335 ว่า "เจดีย์สยบมังกร" จะช่วยป้องกันไม่ให้มังกรหรือที่ชาวไทยหมายถึงพญานาคขึ้นมาเล่นน้ำ เพราะจะเกิดน้ำท่วม

ความคิดเห็นที่ 339

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:14
  1. [[190717]] ในความเห็นที่ 335 กล่าวว่า "ด้านหลังองค์เจดีย์มีบึงชื่อว่า ‘จูหยิง ชิ’ หรือบึงสะท้อนแสงเงาของเจดีย์จะปรากฏอยู่บนผิวน้ำใสราวกระจก เกิดเป็นภาพงดงามของเจดีย์หกองค์ที่ตระหง่านภายใต้ท้องฟ้าสีคราม" ภาพที่ว่านี้คือภาพบนที่เห็นอยู่ครับ ส่วนภาพล่างเป็นภาพพุทธประวัติที่ติดอยู่ที่ผนังในวัดฉงเซิ่ง ภาพล่างขวาเป็นภาพพระพุทธเจ้าตอนประสูติ สมัยเด็กผมเคยเรียนว่าพระพุทธเจ้าพระสูตรใต้ "ต้นลัง" แต่ที่เห็นในรูปกลับกลายเป็น "ต้นไผ่" คงจะให้เข้ากับบรรยากาศแบบจีนๆ

ความคิดเห็นที่ 340

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:28
  1. [[190718]] ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้ธิเบต ภูเขาสูงจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี หากขึ้นไปบนเขาสูงๆ ปริมาณอ็อกซิเจนไม่พอสำหรับมนุษย์ ในเมืองจึงมีกระป๋องอ็อกซิเจนขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ขายราคากระป๋องละ 40 หยวน คิดเป็นเงินไทยราว 200 บาทครับ สำหรับผมเองรู้สึกเฉยๆ ผมคิดเล่นๆว่าผมอาจเป็นพวกบริโภคอ็อกซิเจนน้อย หรือสามารถสังเคราะห์แสงให้อ็อกซิเจนได้เองโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นเรื่องของการโหมโฆษณาขายสินค้าเพื่อค้ากำไรมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 341

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:41
  1. [[190719]] เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 342

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:43
  1. [[190720]] เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 343

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:44
  1. [[190721]] เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 344

แขชนะ
4 มี.ค. 2553 02:45
  1. [[190722]] เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 345

แขชนะ
5 มี.ค. 2553 00:52
  1. [[190723]] ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนไตท้องถิ่นในมณฑลยูนนานและคนไทย ไม่ใช่แต่เฉพาะวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนภาษาพูดที่คล้ายคลึงกันแล้ว สมัยใหม่เรายังมีการติดต่อค้าขาย ไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแห่งชาติยูนนานก็มีความร่วมือกันอย่างแน่นแฟ้น รองศาสตราจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติที่ดอยอินทนนท์ เล่าให้ผมฟังขณะที่เราเดินทางไปประชุมในประเทศจีนว่าท่านเดินทางไปมาหาสู่เกี่ยวกับงานวิจัยดาราศาสตร์ที่คุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนานอยู่บ่อยครั้ง ที่นั่นมีหอดูดาวที่น่าสนใจด้วยครับ เพื่อให้การติดต่อสะดวกสบาย ที่คุนหมิงจึงมีสถานกงศุลไทยประจำนครคุนหมิง ภาพบนซ้ายเป็นภาพทิวทัศน์นครคุนหมิง ที่มณฑลยูนนาน ส่วนภาพขวามือ ผมยืนอยู่หน้าสถานกงศุลไทยที่คุนหมิง ภาพล่างซ้ายมือ เป็นภาพขอทานที่คุนหมิง ผมเห็นหญิงชราและชายชราตาบอดเดินไม่ค่อยไหว เป่าเครื่องดนตรีคล้ายแคนของบ้านเราเดินผ่านไป รู้สึกสงสาร ผมเอาเงินใส่กระป่องให้ทานไปจำนวนหนึ่ง ผมถ่ายรูปไว้ด้วย ตอนนั้นเป็นตอนเย็นเริ่มมืดแล้ว ขณะถ่ายไฟแฟรชก็ติดสว่าง ปรากฏว่าหญิงชราตาสว่างแจ๋วเดินคล่องเข้ามาต่อว่าขอเงินเพิ่ม พูดจาอย่างคล่องแคล่วแข็งแรง ไม่เหมือนคนพิการเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 346

นิรันดร์
5 มี.ค. 2553 10:09
  1. เขาสองคนไม่ได้เป็นขอทาน แต่เป็นนักแสดง ให้เขานิดเดียวก็เลยถูกต่อว่า

ความคิดเห็นที่ 347

แขชนะ
5 มี.ค. 2553 11:16
  1. ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว วิธีคิด วิถีชีวิต ประเพณี ไว้มากมาย สำหรับคนในสังคมที่ใช้ภาษานั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ "สื่อความหมาย : เครื่องมือบันทึกวัฒนธรรม" (ดู http://www.vcharkarn.com/vcafe/161094) หากคนในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงคำต่างๆในภาษานั้นบ่อยๆ และหากไม่มีการบันทึกขยายความคำๆนั้น เราก็จะลบเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของชนชาติเราไปอย่างน่าเสียดาย การใช้คำที่ทำให้ภาษาวิบัติบ่อยๆของเยาวชน และรวดเร็วมาก จะเิกิดช่องว่าทางการสื่อสารของคนในสังคม เด็กวัยรุ่นอาจใช้คำที่ "สื่อมวลชน" เอามาใช้กันเล่นๆสนุก และแพร่หลาย แต่อาจไม่สามารถสื่อกับคนอื่นในสังคมอีกหลายคน เช่น เด็กวัยรุ่นใช้คำว่า "ชิมิ" หรือ "หน่อมแน้ม" หรือ "กะเด๋ว" ซึ่งสื่อความหมายกับคนรุ่นเก่าๆไม่ได้เลย หากเราจะมองย้อนกลับไปในอดีต มีคำอีกหลายคำที่เราใช้กันและเป็นที่ยอมรับกันในสังคม แต่เราไม่รู้ที่มา หรือคำบางคำ ที่เราใช้ในแง่ลบแต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกับแปลในแง่บวก เข่น คำยอดนิยมของ ป. อินทปาลิต คือคำว่า "เชย" เป็นคำในแง่ลบที่มาจากชื่อของตัวละครในเรื่อง พล นิกร กิหงวน ที่ชื่อ "ลุงเชย" ที่ทำอะไรเปิ่นๆแบบบ้านนอก ทั้งๆที่คำๆนี้มีในพจนานุกรมมีความหมายในแง่บวก เช่น ชื่นเชย ชมเชย เป็นต้น อีกคำหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกัน คือคำว่า "กุ" เรื่อง เช่น คนพวกนี้ชอบ "กุ" เรื่องขึ้นมาเสมอ.......................คำว่า"กุ"..ที่เราใช้กันในความหมายว่า "โกหก" นั้น มีที่มาจาก..ชื่อของคนสามัญที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ..นายกุหลาบ ตฤษณานนท์...บุคคลผู้นี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3(พ.ศ.2377) และเสียชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2464)..เป็นคนที่มีความสนใจเรื่องเก่า..ชอบเขียนเรื่องเก่า แต่บางเรื่องก็เขียนฟุ้ง หรือแต่งสนุกเกินเหตุ เช่นแต่งประวัติพระเจ้า แผ่นดิน หรือขุนนางยุคเก่าอย่งพิสดาร..ทำให้รัชกาลที่ 5 และเจ้านายหลายพระองค์ขัดใจ จึงทรงใช้คำว่า "กุ" มาเป็นศัพท์สแลง (อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/krupia/2008/12/07/entry-1) และต่อมาพอเป็นที่นิยมใช้กันมาก ก็เลยกลายเป็นคำๆหนึ่งในภาษาไทยของเราที่ถูกบันทึกไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน....................... [[190834]]

ความคิดเห็นที่ 348

นิรันดร์
5 มี.ค. 2553 11:25
  1. ถั่วดำ ก็มีที่มาคล้าย ๆ กับคำว่า กุ เหมือนกัน ................. พอนึกออกไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 349

แขชนะ
5 มี.ค. 2553 11:33
  1. แล้วพวก "ลงมุกลายทอง" กับ "ฝังมุก" อาจารย์นิรันดร์ "มีประสบการณ์" ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 350

นิรันดร์
5 มี.ค. 2553 14:31
  1. ครั้งหนึ่ง นานพอสมควร -------------- ผมก็นึกไม่ออกว่านานเท่าใด -------------- แต่หากใครจะสืบค้นก็คงไม่ยากนัก ---------------------------------------- กระทาชายนาย "ถั่วดำ" ถูกจับฐานชอบเสพกามเว็จมรรค(แปลว่ารูก้น)เด็กผู้ชาย ---- แต่นั้นมา ใครที่เสพกามเว็จมรรคของผู้ชาย ก็จะถูกเรียกว่า "ถั่วดำ" ซึ่งเป็นชื่อชายคนหนึ่ง ---- ก็คล้ายนายกุหลาบที่ชอบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำให้เป็นเรื่อง ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า กุ ที่กร่อนมาจากคำว่า กุหลาบ อย่างที่ดร.แขชนะได้แนะนำแต่ต้น ---------------------------------------------------------------------- ส่วนเรื่องฝังมุก เป็นเรื่องที่ได้ยินมาว่า นักโทษชายในเรือนจำ ได้มีพฤติกรรมวิตถาร -- กรีดหนังหุ้มอวัยวะเพศชายของเพื่อนร่วมสถาบัน(นัยว่าผลัดกันทำ) แล้วก็เอาวัสดุบางอย่าง -- ไม่อาจเดาได้ว่าเป็นอะไรบ้าง สอดใส่ไว้ใต้หนังส่วนนั้น บางคนก็ทำไว้หลายปุ่ม ----- จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจ(หรือความเจ็บปวด)ให้กับสตรี หรือตัวเองขณะที่ -- มีเพศสัมพันธ์ ---- ใครอยากเอาอย่างก็ลองดูได้ ส่วนใหญ่ในที่สุดก็ติดเชื้อ เน่า และถูกหั่นทิ้ง ------ ส่วนลงมุกลายทอง ผมเพิ่งได้ยินนี่แหละครับ เรียนเชิญดร.แขชนะขยายความเองก็แล้วกัน

ความคิดเห็นที่ 351

นิรันดร์
5 มี.ค. 2553 14:48
  1. อ่านเพิ่มเติมที่นี่ได้ครับ http://variety.teenee.com/foodforbrain/233.html

ความคิดเห็นที่ 352

แขชนะ
5 มี.ค. 2553 15:07
  1. สมัยก่อนนี้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆกัน แต่เป็นสื่อมวลชนที่ชื่อ "วันชัย" ไปทำมิดีมิร้าย (ไม่ใช่เดินสายกลางนะครับ) กับผู้หญิง ก็เลยกลายเป็นคำกริยาว่า "วันชัย" อาจารย์นิรันดร์คงพอจำได้

ความคิดเห็นที่ 353

นิรันดร์
5 มี.ค. 2553 18:10
  1. จำได้ครับ มีเพลงร้องด้วย วั้นไช วั้นไช ธรรมดา ....... ถามนิดหนึ่ง มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง คือ พอกดส่งข้อความปุ๊ม มันจะบอก(ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันคือใคร)ว่า "ไม่มีความเห็นในช่องความเห็น" ทั้งที่พิมพ์ไปตั้งมากมาย ต้องมาพิมพ์ใหม่ ตอนนี้ พอรู้แกว ก็ก็อปปี้ไว้ก่อน เฮ้อ ช่างไม่สะดวกเอาเสียจริง ๆ เลย เกือบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว(แปลว่ายังทนไหว )

ความคิดเห็นที่ 354

แขชนะ
5 มี.ค. 2553 22:15
  1. เรื่องที่อาจารย์นิรันดร์ถามมาเกี่ยวกับการพิมพ์ข้อความแล้ว (มัน เขา เธอ หรือ ท่าน) ไม่ได้เอาไปใส่ให้ในช่องข้อความ ผมเจอประจำครับ พิมพ์เพลินๆ ความคิดโลดแล่นมาก พิมพ์ตั้งเยอะ แต่แล้วก็มลายหายไปในพลิบตา แถมยังเยาะเย้ยถากถางอีกว่า "ไม่มีความเห็นในช่องความเห็น" วิธีแก้ไขก็เหมือนกับอาจารย์นิรันดร์ครับ คือก็อปปี้ข้อความไว้ก่อน แต่บางทีก็เผลอ ไปก็อปปี้อย่างอื่นตามมาอีก ข้อความก่อนจึงหายไป ผมจึงต้องสร้างไฟล์ Word สำรองไว้เป็นพิเศษ คือก็อปปี้แล้วไปปะพักไว้ก่อนในไฟล์สำรอง ยุ่งยากมากแบบฟังดูคล้ายๆที่หนีบผมหาย (ยุ่งยากกิ๊บหาย) หลังๆก็เลยต้องพยายามก็อปปี้ไว้ก่อนให้เป็นนิสัย เรียกได้ว่าทำบ่อยมากๆ จนนิสัยที่ว่านี้เกือบจะกลายเป็นสันดานอยู่แล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 371

แขชนะ
21 มี.ค. 2553 02:41
  1. ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ใหญ่โต หรือต่ำต้อย เราแคร์คุณเสมอ

    เชิญเปลี่ยนบรรยากาศมาคุยกันต่อที่นี่ครับ

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


ความคิดเห็นที่ 372

teerapongxx
23 มี.ค. 2553 21:28
  1. เมื่อวันก่อนฟังรายการภาษาไทยทางวิทยุ ผมเคยจำได้ว่าพระสงฆ์ เรียกลักษณะนามว่า รูป พระพุทธรูป เรียก องค์ แต่ตอนนี้เขาเรียกลักษณะนามพระสงฆ์ได้ทั้ง รูป และ องค์ แล้วครับ... มีใครเฉยแบบผมมั่งนะครับ...เพิ่งรู้จริงๆนะเนี๊ย ป.ล. อยากให้อาจารย์แขชนะกลับมาที่บอร์ดนี้อีกจังครับ... แต่บอร์ดวิชาการ โพสแบบเดิมไม่ได้หรือครับ ผมแทรกรุปไม่ได้เลย...น่าเสียดายจัง ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 373

นายศรา
24 มี.ค. 2553 08:46
  1. ที่จริงแล้ว การใช้ลักษณะนามของพระนั้น หากเป็นพระทั่วไป จะใช้ว่ารูป แต่หากเป็นพระที่เป็นอริยบุคคล เช่นพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระอานนท์ ฯลฯ จะใช้ว่าองค์ แต่เนื่องจากในตอนนี้ หลายคนได้ใช้ลักษณะนามผิดๆนั้น จนเกิดอาการ"ชิน"ไปแล้วล่ะครับ คงจะแก้ไขได้ยาก ส่วนเรื่องการโพสต์รูปลงเว็บไซต์นี้นั่นอาจจะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็พอจะทำได้ ตามวิธีในกระทู้นี้ครับ http://www.vcharkarn.com/vcafe/173713 ป.ล. ผมก็อยากให้อ.แขชนะกลับมาเหมือนกันล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 374

แขชนะ
29 ก.ค. 2553 05:45
  1. วันนี้ ๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ


ความคิดเห็นที่ 375

แขชนะ
17 ก.ค. 2554 10:51
  1. วันนี้ ๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ


ความคิดเห็นที่ 376

19 ก.ค. 2554 02:59
  1. เรียนถามคำว่าเป็น สมัยก่อนแบบเรียนสะกดว่า เปน ภายหลังมีการเติมไม้ไต่คู้ เพราะเหตุใดครับ

ความคิดเห็นที่ 377

นิรันดร์
20 ก.ค. 2554 15:59
  1. ผมตอบตามความเข้าใจของผมนะครับด้วยตอนที่ผมเกิดมาก็สะกดว่า "เป็น"อยู่แล้วหากเขียนว่า "เปน" เป็นการใช้สระ"เอ"ซึ่งเป็นสระเสียงยาว แต่คนมักออกเสียงสั้นๆซึ่งตรงกับสระ"เอะ" ทีนี้ หากจะเขียนว่า "เปะน" ก็ดูเกะกะ จึงลดรูปประวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้ ซึ่งก็คล้ายกับเลข ๘นอกจากคำว่า"เป็น"แล้วก็ยังมีคำอื่นอีกหลายคำ เช่นเห็น เข็ด เล็ง เป็นต้นและสระ"แอะ"ก็มีการลดรูปวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้เหมือนกัน เช่นแข็ง แขม็บ แค็ต(ตาล็อก) เป็นต้น


ความคิดเห็นที่ 378

NpEd
20 ก.ค. 2554 16:10
  1. อยากทราบว่า  สระอำ  เสียงสั้นหรือเสียงยาวครับเมื่อประสมกับพยัญชนะแล้วออกเสียงสั้นหรือเสียงยาว ครับเพราะเหตุใด อย่างไร


ความคิดเห็นที่ 379

นิรันดร์
20 ก.ค. 2554 16:16
  1. ลองถามครูภาษาไทยที่บ้านดูเธอบอกว่า ปัจจุบันนี้ สระ"อำ"ไม่นับเป็นสระแล้วครับ แต่เรียกว่า"พยางค์"ที่จริงก็คือสระ"อะ"และมีตัวสะกด"มอ"พี่ np คงจะสังเกตเห็นว่า คำว่า "กัม" และ "กำ" ออกเสียงเหมือนกันทุกประการ


ความคิดเห็นที่ 380

นิรันดร์
20 ก.ค. 2554 16:21
  1. นอกจากสระ"อำ"จะหายไปจากภาษาไทยแล้ว ก็ยังมีสระ"ไอ"และสระ"ใอ"ด้วยสังเกตคำว่า "ไว" กับ "วัย" ออกเสียงเหมือนกันทุกประการดังนั้นสระ"ไอ"จึงถูกจัดเป็นพยางค์ด้วยเหมือนกันครับยังไม่ได้ตอบคำถามพี่ npขอมาตอบตรงนี้ว่าสระ"อะ"เป็นสระเสียงสั้นแต่สระ"อำ"ไม่ใช่สระ จึงไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นสระเสียงสั้นหรือเสียงยาวครับตอบแล้วก็เหมือนไม่ได้ตอบอยู่ดี


ความคิดเห็นที่ 381

NpEd
20 ก.ค. 2554 20:34
  1. งั้น ขอเปลี่ยนคำถามใหม่1. พยัญชนะไทยที่ประสมกับนิคหิตและลากข้าง  ต้องอ่านเสียงสั้นหรือเสียงยาว2. พยัญชนะไทยที่ประสมกับไม้มลาย ต้องอ่านเสียงสั้นหรือเสียงยาวมีหลักเกณฑ์อย่างไร


ความคิดเห็นที่ 382

นิรันดร์
21 ก.ค. 2554 13:08
  1. ในความเห็นของผมนะครับน้ำ ต้องออกเสียงว่า นั้ม เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ น้าม ที่เป็นเสียงยาวช้ำ  ต้องออกเสียงว่า ชั้ม เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ ช้าม ที่เป็นเสียงยาวก็แปลกดีที่คำว่า ช้ำ ไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่ออกเสียงสั้นแต่คำว่า น้ำ กลับออกเสียงว่า น้าม กันเป็นส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย )ก็พยายามแก้ไขตัวเองอยู่ก่อนแก้ไขคนอื่นไม้ ต้องออกเสียงว่า มั้ย เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ ม้าย ที่เป็นเสียงยาวไคล ออกเสียงว่า คลัย เป็นเสียงสั้น ไม่ใช่ คลาย ที่เป็นเสียงยาวไอ ออกเสียงว่า อัย เป็นเสียงสั้น ไม่ใช่ อาย ที่เป็นเสียงยาว


ความคิดเห็นที่ 383

NpEd
21 ก.ค. 2554 22:18
  1. น้ำ  ค้ำ  ล้ำ  ช้ำไป  ไกล ไร้  ไว้  ไม้  ไซร้สระและพยัญชนะสระน้ำประโยชน์สี่ร้อยเส้นเป็นหนึ่งโยชน์โคลงโลกนิติบัณฑิต  อัณฑะ

     


ความคิดเห็นที่ 384

12 ก.ย. 2555 15:23
  1. สวยมากๆเลยดอกไม้น่ารักมากๆอย่านี้ต้องชมเชย

ความคิดเห็นที่ 387

แขชนะ
21 ม.ค. 2557 06:27
  1. http://www.youtube.com/watch?v=DorEeTVDFZE#t=2


ความคิดเห็นที่ 388

toshare
21 ม.ค. 2557 11:32
  1. ลาร้างรักมิตรพ้อง       ห้องเก้า ก่อนชิดสุขทุกข์เศร้า      ผ่านพ้น เวลาผ่านผองเจ้า         เคยชิด สนิทเฮย เคยร่วมรักสุขล้น          บัดนี้จากไกล ผมได้พบโคลงข้างต้นนี้ จึงได้ขอแสดงความคิดเห็นครับ (และขออนุญาตผู้ประพันธ์เป็นวิทยาทาน ณ ที่นี้ครับ) --------- ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นหน่อยนะครับ ชอบ ไม่ชอบ อย่าเคืองกันนะครับ เมื่อเราพูดหรือเขียน ก็ประสงค์จะให้คนอื่นเข้าใจในความคิดของเรา ดังนั้นเราสมควรระวัง "คำบางคำ" ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในการสื่อสาร เคยร่วมรักสุขล้น ร่วมรัก ความหมาย (ปาก) ก. เสพสังวาส, ร่วมรส หรือ ร่วมรสรัก ก็ว่า. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กันยายน 23, 2013--------- หลังจากแต่งโคลงนี้แล้ว กลับหา web ของโคลงข้างต้นไม่เจอ  555 ....ภาษาพึงสื่อให้...............ถูกความ ควรแก่บุคคลยาม................พูดใช้ ระวัง! คำพลิกผันตาม...........ตำแหน่ง...วางนา เสียงเปลี่ยนความต่างได้........เร่งรู้ตระหนักถึง บุคคล, บุคคล- [บุกคน, บุกคะละ-, บุกคนละ-] น. คน (เฉพาะตัว); (กฎ) คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า บุคคลธรรมดา; กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า นิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล). ขอแบ่งปันครับ ๑ การสลับตำแหน่งคำในร้อยกรองเป็นเรื่องปกติ เช่น สิ่งสรรพ เป็น สรรพสิ่ง แต่พึงระวัง บางครั้งความหมายเปลี่ยนไป เช่น - ดีใจ ก. ยินดี, ชอบใจ, พอใจ. - ใจดี ว. มีใจเมตตากรุณา, ไม่โกรธง่าย; คุมใจไว้ให้มั่น เช่น ใจดีสู้เสือ. ๒ การลดคำในกลุ่มคำที่มีความหมายเฉพาะ เช่น - กระทบกระทั่ง ก. แตะต้อง, ทําให้กระเทือนถึง, ทําให้กระเทือนใจ. กระทบทั่ง ผมอ่านพบนานแล้ว จำได้ดีเพราะมีผู้อ่านแซวผู้แต่งว่า "โอ๊ย เลือดสาดเลย" - กระทบ ก. โดน, ถูกต้อง, ปะทะ, พูดหรือทําให้กระเทือนไปถึงผู้อื่น เช่น พูดกระทบเขา ตีวัวกระทบคราด ในบทกลอนใช้ว่า ทบ ก็มี เช่น ของ้าวทบปะทะกัน. (ตะเลงพ่าย), หรือว่า ประทบ ก็มี เช่น ประทบประทะอลวน. (ตะเลงพ่าย). - ทั่ง น. แท่งเหล็กสําหรับช่างใช้รองรับในการตีโลหะบางชนิดเช่นเหล็ก ทอง ให้เป็นรูปต่าง ๆ. ๓ ในการประพันธ์เพลงคำร้องไทย เรื่องเสียง สำคัญมาก เช่น - มลาย ขับร้องไม่ดีกลายเป็น ม้าลาย - ช่วยชี้     "      "        "     ช่วยชี 555 หรือ จิตแจ้งแห่งเหตุ ในร้อยกรองฟังดี แต่ - จิตแจ้ง เสียงเป็น เอกโท ไปลงที่ ตัวโน้ตซึ่งเสียงเหมาะเป็น โทเอก ก็ควรสลับตำแหน่งเป็น แจ้งจิต ขอบคุณครับ

    02 ตุลาคม 2013

     


ความคิดเห็นที่ 389

แขชนะ
21 ม.ค. 2557 11:54
  1. [[266797]]

    คำในภาษาไทย เมื่อร้อยเรียงให้สัมผัสกันแล้ว มันก็จะฟังรื่นหูในลักษณะคล้องจอง แต่เรื่องของการสื่อความหมายและสิ่งที่อยู่ในสมองที่ถูกกลั่นกรองออกมาสื่อให้คนรู้เห็นนั้น มันเป็นคนละเรื่องกันคนในสังคมเดียวกัน หรือแม้แต่บ้านเดียวกัน ต่างความคิดได้ ก็มีไมตรีและเคารพกันได้ แม้แต่ศัตรูก็ยังให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของกันและกันได้ผมเคยเรียนสมัยอยู่ชั้นประถมศึกษา เรื่องอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวพยะยาจักรก่อนรบกัน ยังเคารพและให้เกียรติในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ผมไม่ได้เข้าข้างใคร หากผมเห็นต่าง ก็อย่างผลักใสผมไปอยู่ข้างใดเลย หรือหาว่าถูกซื้อตัวไปเลย ขอพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างบ้างเถิดครับหากพูดผิดหูก็ขออภัย


ความคิดเห็นที่ 390

นิรันดร์
22 ม.ค. 2557 10:59
  1. สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล แมวหมาที่บ้านผม ผมยังไม่เคยเรียกไอ้-อีเลย แม้จะโกรธที่มันขโมยของกิน ทำจานแตก ฯลฯ เพื่อนรักของผมคงจะยืนยันได้ว่าผมไม่เคยพูดจาหยาบคายด้วยกันเลยตลอดเวลาที่คบกันมาเกือบหกสิบปี(อาจจะนับว่าเป็นหกสิบปีก็ได้ถ้านับตั้งแต่แม่ของเราคุยกันตอนที่เราอยู่ในท้องของท่านทั้งคู่) การที่เป็นคนฉลาดไม่ได้ยืนยันว่าเป็นคนดีเสมอไป คนที่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองของตัวเอง ก็ล้วนมาจากความฉลาดเกินมนุษย์ทั่วๆไป แต่กลับสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลว่าจะสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ รัฐฯกำลังถังแตก รับซื้อข้าวด้วยราคาเกินจริงมาก (ที่จริงก็ซื้อเสียงนั่นแหละ) ทำไมไม่ยืมเงินทักษิณมาจ่ายชาวนาเรื่องรับจำนำข้าวไปก่อนนะ กู้จนหาทางกู้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้จะมาเอาเงินก้นถุงที่ผมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณไปใช้อีก (เงินประกันสังคม) ทักษิณ กับน้องสาว กำลังจะทำให้ประเทศไทยแตก การเมืองต่างขั้วกันก็ไม่เคยแสดงความเกลียดชังได้มากขนาดนี้ จนกระทั่งระบอบนี้เข้ามาจากคนที่เรียนอาชญวิทยาระดับปริญญาเอกเข้ามาบริหารประเทศ


ความคิดเห็นที่ 391

toshare
22 ม.ค. 2557 11:02
  1. ....ปัญญาธรรมตระหนักไว้.........เที่ยงตรง พุทธะ-"ตื่นรู้"จง.....................ประจักษ์แจ้ง กาลามสูตรพึงคง....................ยึดมั่น ขจัดอวิชชาย้อนแย้ง................สลัดสิ้น"ติดตน"


ความคิดเห็นที่ 392

toshare
22 ม.ค. 2557 11:08
  1. การเขียนใช้ ไม้ตรี เป็นหนึ่งในปัญหาการเขียนภาษาไทย จึงขอเชิญชวนให้เพื่อนๆ ร่วมแสดงความใส่ใจ แต่ง ร้อยกรอง การเขียนใช้ ไม้ตรี ที่ถูกต้องครับ ....ขอบคุณครูที่ให้................พื้นฐาน สอนแนะบ่รำคาญ..................สักน้อย ได้รู้รอบแตกฉาน...................สิ่งเหมาะ...ควรเฮย จึงคิดหาญแต่งถ้อย................โจทย์สร้างรังสรรค์ ...."คลิ๊ก, โน๊ต" นั้นใช้ผิด.......แน่นอน วานท่านให้หลักสอน...............ชัดแล้ อีกช่วย "ปลุกจิต" วอน.............สำนึก บากบั่นอย่ายอมแพ้.................ทุกผู้ใช้จริง


ความคิดเห็นที่ 394

แขชนะ
23 ม.ค. 2557 08:40
  1. จรรยาบรรณแพทย์กับหลักการของกาชาดไม่ได้กล่าวถึงการเดินขบวนขับไล่ทางการเมืองด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเลย

    จริยธรรมแพทย์ (อังกฤษ: medical ethics) เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ (applied ethics) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ (Ethics) ในวิชาปรัชญา (Philosophy) วิชานี้นำเสนอวิธีปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และพยาบาลควร ปฏิบัติต่อคนใข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง องค์ความรู้ที่ตกผลึกในสังคมตะวันตกนั้น ได้แนะนำให้ผู้อยู่ในสาขาแพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อผู้ป่วยดังต่อไปนี้

    เน้นประโยชน์ผู้ป่วยสูงสุด (beneficence) สิ่งที่จะทำต้องเน้นไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายใดๆ เพิ่มขึ้น (Non-maleficence) ผู้ป่วยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะรู้สาเหตุและอาการป่วยของตัวเองและเลือกวิธีรักษาตามความเหมาะสม (Autonomy) การรักษาต้องอาศัยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไปตามสมมุติฐานโรคของผู้ป่วยแต่ละคนอย่างแท้จริง (Justice) ทั้งผู้รักษาหรือผู้ดูแลพยาบาลและคนไข้ต่างมีเกียรติและสมควรได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ (dignity) แพทย์และพยาบาลต้องไม่ปิดอาการป่วยต่อผู้ป่วย และควรให้ผู้ป่วยรับรู้ความหนักเบาของอาการป่วยตามความจริง แต่ทั้งนี้ ต้องดูความเหมาะสมอย่างอื่นประกอบ เช่น สภาพจิตผู้ป่วยด้วย (Truthfulness and Honesty)

    นอกจากหลักปฏิบัติเหล่านี้แล้ว ผู้บรรยายวิชานี้ จะนำองค์ความรู้จากศาสนาและวัฒนธรรมท้อง ถิ่นให้เห็นว่าคล้ายคลึงหรือแตกต่างจากองค์ความรู้ในประเทศตะวันตกอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุดจากการดูแลรักษาของแพทย์และพยาบาล

    --------------------------

    มนุษยธรรม กาชาดเกิดขึ้นมาจากความปรารถนาที่จะนำ ความช่วยเหลือโดยมิเลือกปฏิบัติมาสู่ผู้บาดเจ็บในสนามรบ กาชาดเพียรพยายามทั้งในฐานะทางระหว่างประเทศและในระดับชาติ เพื่อป้องกัน และบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษย์ไม่ว่าจะพบได้ในที่ใด ความมุ่งประสงค์ของกาชาดได้แก่การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ และการประกันความเคารพนับถือต่อมนุษยชน กาชาดส่งเสริมความเข้าใจ มิตรภาพ ความร่วมมือระหว่างกัน และสันติภาพยั่งยืนระหว่างประชากรทั้งมวล ความไม่ลำเอียง กาชาดไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อถือทางศาสนา ชั้น วรรณะ หรือความคิดเห็นทางการเมือง กาชาดเพียรพยายามอย่างเดียวที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมาน โดยให้การปฏิบัติเป็นลำดับแรกต่อกรณีความทุกข์ยากที่เร่งด่วนที่สุด ความเป็นกลาง เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจสืบต่อไปจาก ทุกฝ่าย กาชาดไม่อาจเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการสู้รบ หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในเวลาใดในการขัดแย้ง ซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา และลัทธินิยม ความเป็นอิสระ กาชาดเป็นอิสระ สภากาชาดแห่งชาติแม้จะมีส่วนช่วยเหลือในบริการด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลของตน และอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของประเทศตน จะต้องธำรงความเป็นอิสระอยู่เสมอไป เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติตามหลักการกาชาดได้ทุกเวลา บริการอาสาสมัคร กาชาดเป็นองค์การอาสาสมัครในการบรรเทาทุกข์ โดยไม่มีความปรารถนาผลประโยชน์ในประการใด ๆ ความเป็นเอกภาพ ในประเทศหนึ่งพึงมีสภากาชาดได้เพียงแห่ง เดียว สภากาชาดต้องเปิดให้แก่คนทั่วไป สภากาชาดต้องปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมตลอดทั่วดินแดนของตน ความเป็นสากล กาชาดเป็นสถาบันสากล ซึ่งสภากาชาดทั้งมวลที่สังกัดอยู่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีส่วนความรับผิดชอบและหน้าที่เท่าเทียมกันในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


ความคิดเห็นที่ 395

toshare
24 ม.ค. 2557 14:30
  1. โคลงดั้นตรีพิธพรรณ

     

    ....การเมืองจริงแน่แท้.............เรื่องคน เข้าร่วมสร้างสังคม..................สุขแท้ เมตตารักผองชน.....................คือหลัก หน้าที่เลิศแล้ ”พร้อม...............รับใช้”

    ....การเมืองใช่เข้าร่วม..............กอบโกย ประโยชน์ได้แต่ตน...................พวกพ้อง เงินทองเกียรติได้โดย..............สุจริต ปวงเทพประชาซ้องร้อง............สดุดี

     

    คำชี้แจง:-

    โคลงดั้นต้องแต่ง อย่างน้อย ๒ บท

    โคลงสี่ดั้น ตรีพิธพรรณ : บทต้น คำท้ายสุดของบาทที่ ๔ ส่งสัมผัสไป บทหลัง คำที่ ๓ ของบาทที่ ๒ โคลงสี่ดั้น จัตวาทัณฑี :                                                                                    ๔ โคลงสี่ดั้น วิวิธมาลี :                                                                                         ๕

     


ความคิดเห็นที่ 396

แขชนะ
29 ก.ค. 2557 02:06
  1. วันนี้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี ถือเป็นวันที่ระลึกถึงภาษาของชาติไทย ความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ ประวัติความเป็นมาสืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์, วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ วันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ "ปัญหาการใช้คำไทย" โดยพระองค์ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปราย ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยรวมถึงความห่วงใยในภาษาไทย พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..." นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ซึ่งในโอกาสต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทยอีกหลายโอกาส อย่างในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ที่ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนือง ๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้ ฉะนั้นจึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ" นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยะภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระวิริยอุตสาหะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่า เป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้น ๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น อ้างอิง : http://hilight.kapook.com/view/26275

ความคิดเห็นที่ 397

toshare
29 ก.ค. 2557 16:43
  1. เนื่องด้วยเป็น วันภาษาไทย จึงขอร่วมแบ่งปัน (วันภาษาไทย คงมิเป็นแค่เพียง ๑ วันเท่านั้นนะครับ)

    อินทรลิลาตฉันท์ ๑๑

    ....เจ็บลึก นะเจ็บลึก...............สะอึกอื้น ก็ช้านาน บ้านเรา สิก้องขาน.................ไฉน"(ภาษา)ไทย" มิถูกควร

    ....คลิ๊กแช๊ต  ตระหง่านมา........ณ วันข้าฯ สมัครป่วน เหตุใด เสมือนล้วน.................ละเลยสิ้น ฤดีตรม


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น