วิชาการดอทคอม ptt logo

ภาษาไทยของฉัน ร่วมมือกันจรรโลง

โพสต์เมื่อ: 22:30 วันที่ 19 ก.ย. 2552         ชมแล้ว: 190,177 ตอบแล้ว: 395
วิชาการ >> กระทู้ >> พักผ่อนหย่อนใจ

ขอเรียนเชิญกัลยาณมิตรทั้งหลายในวิชาการ.คอม แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนนำเสนอสาระน่ารู้ต่างๆเกี่ยวกับภาษาไทยของเรา ท่านที่ถนัดร้อยแก้วก็เชิญเขียนเรื่องที่แสดงคุณค่าของภาษาไทยที่เยาวชนควรทราบ เชิญท่านที่ถนัดร้อยกรองแสดงฝีไม้ลายมือและมันสมองกลั่นกรองออกมาให้ลูกหลานไทยได้ซาบซึ้งกับภาษาไทย ท่านที่ชอบเขียนเรื่องแนวเล่นคำภาษาไทยที่สนุกสนาน ท่านที่ชอบนิทานธรรมะและบทเพลงธรรมะในรูปแบบต่างๆ หรือท่านอื่นๆที่จะสามารถสื่อให้เห็นว่าภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่า ควรที่เราจะจรรโลงไว้สืบไป










http://www.royin.go.th/th/home/index.php



ประวัติลายสือไทย
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2



วรรณคดีไทยและแบบเรียนดีๆสมัยก่อน
http://www.lokwannakadi.com/


 


แบบเรียนเรื่องนกกางเขน แบบมัลติมีเดีย
http://202.129.0.133/webe_book/NokKangKhean/index.htm



อุทยานดอกไม้ไทย
http://board.palungjit.com/f188/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-198634.html

คำบรรยายและบทเพลงธรรมะแบบต่างๆ
http://www.phrapiyaroj.com/
การ์ตูนธรรมะ
http://www.kalyanamitra.org/chadok/mixchadok/mixchadok.html



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 364 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| -4-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 27 ธ.ค. 2552 (10:04)

4.คุณยายพูดกับศรีธนญชัยว่า"นี่เจ้าศรี..ขายขนมหมดราวกับเทน้ำเทท่าเลยนะหลาน"


ศรีธนญชัยจึงเอาไปเททิ้งน้ำหมดกระด้งเลยค่ะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3640 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 290 27 ธ.ค. 2552 (10:21)

ตอนที่ผมเรียนหนังสืออยู่นั้นมักจะทำข้อสอบผิดด้วยความสะเพร่าของผมเอง อาจารย์ที่สอนจะพูดกับผมว่า "พิทยา เธอนี่ท่าดีทีเหลวนะ"


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 291 27 ธ.ค. 2552 (12:09)

ดิฉันเคยได้ยินชื่อหนังดังมากมากแลมากมากค่ะ


     "เทวดาท่าจะบ๊องส์" {#emotions_dlg.a7}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3640 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 292 27 ธ.ค. 2552 (22:13)

ขนมครกที่ท่าน้ำขายดีจนเทน้ำเทท่า


เด็กวังวัว47
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 293 14 ม.ค. 2553 (12:43)

วันนี้จัดตู้หนังสือใหม่
พบหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมซื้อสมัยที่ลูกเกิดใหม่ๆ คือ แบบเรียน ก. ไก่
พิมพ์โดยบริษัท ประชาช่าง จำกัด ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมเรียนชั้นอนุบาลเมื่อ
50 ปีที่แล้วผมก็ใช้เล่มนี้



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


และที่ผมจำตัวอักษรไทยได้ก็เพราะการเรียงตัวอักษรจะทำในลักษณะที่เป็นแบบ
คำกลอนให้จำได้แม่นยำ เช่น ก.เอ๋ย ก.ไก่   ข.ไข่ ในเล้า.......



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


ผมลองถามลูกชายดู ลูกบอกว่าตอนเรียนอนุบาลครูไม่ได้สอนแบบนี้
ครูให้ท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮุก ติดกันพืดไปหมดเลย
เดี๋ยวนี้จำไม่ได้แล้วว่ามีตัวอะไรเรียงกันให้ครบ 44 ตัว
ไม่ทราบว่าท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 294 15 ม.ค. 2553 (23:28)
ลงรูปไม่ได้อีกแล้ว หมดสนุกเลยครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 295 16 ม.ค. 2553 (06:28)
50+3.5 = 53.5
50+5 = 55
ดังนี้น ตัวเลข <=55, >=53.5
===================================================================

ผมเรียนจาก
แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น ในชั้นมูล
แบบสอนอ่านเรื่องลูกสัตว์ ในชั้น ป.1
แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนกลาง ในชั้น.ป.2
แมวสีสวาสดิ์ และนกกางเขน จำไม่ได้ว่าเรียนในชั้นไหน
ในชั้น ป.3 เรียนอ่านจากหนังสือภูมิศาสตร์ จำชื่อคนในหนังสือได้นเดียวคือ เด็กชายไว
จำคำอธิบายภาพดวงจันทร์ได้ที่เดียว คือ พื้นขาวคือแผ่นดินและเขา ที่ดำทืด คือเหวลึก
ที่เหลือ หรือวิขาอื่นๆ ครูให้ลอกในกระดาน ทุกวิขาในสมุดเล่มเดียว
(ชั้นมูล ถึง ป.2 ใช้กระดานชะนวน)

ป. 4 เรียนจากหนังสือจดการ รวมวิชา ของนายสิงห์ ชุปวา โดยครูให้เขียนตามคำบอกแล้วไปท่อง
ผมเป็นครได้เปรียบคนอื่นเพราะครูให้ถือกระเป๋าหนังสือที่ครูใช้สอนทั้งหมด

การเรียนอักษรไทย จากแบบเรียนเร็วใหม่ จะเรียนทีละชุด คืออักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ำ

ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่มาหา ฃ.ฃวดน้องขาย ค.ควายเข้ามา ฅ. คนโสภา เดินหน้า ฆ.ระฆัง ....ไม่ได้เรียน
แค่ได้ยินครูและรุ่นพี่รุ่นน้าพูดถึงอยู่บ่อยๆ จำได้กระท่อนกระแท่น

ส่วน ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่ในเล้า นั้น รุ่นน้องเรียน
NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 296 16 ม.ค. 2553 (09:07)
สวัสดีครับ อาจารย์แขชนะ
วันนี้วันครู ผมขอแต่งกลอนเพื่อบูชาครูทั้ง 3 ของผมนะครับ
และขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้ความรู้เสมอมาแก่ผมนะครับ
กราบขอบพระคุณนะครับ
teerapongxx
ร่วมแบ่งปัน672 ครั้ง - ดาว 77 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 297 16 ม.ค. 2553 (09:09)
ครูคนแรกของฉันคือพ่อแม่

ผู้เฝ้าแต่สอนสั่งครั้นเยาว์วัย

เฝ้าฟูมฟักเมื่อครายามเติบใหญ่

เพื่อหวังให้ฉันนั้นมีวิชา

ครูที่สองฉันนั้นคือคุณครู

อุตส่าห์สู้บากบั่นดั่งธาดา

ณ ฤทัย หนักแน่นดุจภูผา

มรคาสู่ความรู้ประดับตน


รัตนตรัยดวงแก้วสามประการ

ผู้นำทางสู่มรรคาให้หลุดพ้น

กายและจิตของฉันนิรมล

ณ บัดดล อภิวาทพระคุณครู
teerapongxx
ร่วมแบ่งปัน672 ครั้ง - ดาว 77 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 298 16 ม.ค. 2553 (11:09)
ขอบคุณ คุณNpEducate และ คุณteerapongxx ที่แวะเวียนเข้ามาคุยกัน
ช่วงนี้ วิชาการ.คอม ปรับปรุงนานจัง ล่มบ่อย ตอนนี้ก็ลงรูปไม่ได้ มีรูปหลายรูปอยากให้ดูก็เลยหมดสนุกครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 299 16 ม.ค. 2553 (20:24)
เรียน อ.แขชนะ

เนื่องด้วยวันครูนี้ หนูขอขอบคุณอาจารย์ที่มอบความรู้ในสิ่งที่หนูสงสัยจนกระจ่างแจ้งแจ๋วแหววแก่หนูตลอดมา ทั้งทางตรง (คือตอบคำถามโดยตรง)และทางอ้อม (คือแวะมาหาความรู้ในกระทู้ต่างๆของอาจารย์) ขอให้ท่านเจริญด้วยโภคทรัพย์ ไร้โรคาพยาธิ(และไร้พยาธิ์ด้วยแต่มีแลตโตบาซิลัดได้) คิดหวังสิ่งใดก็สำเร็จสมหวังทุกประการ ขอบพระคุณมากค่ะ
ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3640 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 300 16 ม.ค. 2553 (21:52)
ขอบคุณหนูไข่มุกราณีมากครับที่อวยพรมา ก็ขอให้หนูได้รับพรประเสริฐที่หนูให้มานั้นคืนตอบแทนไป(อย่างสาสม เอ๊ะ! สงสัยใช้คำไม่ถูก) คงต้องหาซื้อข้าวสารอีกหลายกระสอบ (ซึ้งมากครับ) หากมีปัญหาก็ให้ปรึกษาสาวยาคูลท์ครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 301 20 ม.ค. 2553 (02:39)
กำลังสงสัยว่า ไม่มีใครสังเกตเลยหรือว่า เมื่อเขียนข้อความแล้ว ลงรูปไม่ได้ ไม่มีไอคอนหรือแถบเครื่องมือช่วย และข้อความที่เขียนเว้นบรรทัด เมื่อโพสต์แล้ว ไม่เว้นบรรทัดให้แต่กลับติดกันเป็นพืดเลย

เห็นเพื่อนสมาชิกท่านอื่นๆเฉยๆกัน หรือว่าเป็นเฉพาะผมคนเดียวที่มีปัญหา
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 302 20 ม.ค. 2553 (23:53)
ผมต้องใช้คำสั่ง HTML เข้าช่วย


จะขึ้นบรรทัดใหม่ให้น่ะครับ




แต่ใส่ตัวเข้ม ตัวเอียง ยังมีปัญหาอยู่


ลองใช้ คำสั่ง HTML ใส่รูปลงไปซิครับ อาจใส่ได้นะครับ ไม่แน่ใจ
thanit_khom
ร่วมแบ่งปัน429 ครั้ง - ดาว 183 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 304 26 ม.ค. 2553 (18:38)
ป้ายที่ติดอยู่ที่บริเวณรับกระเป๋าที่ท่าอากาศยาน ใครทราบบ้างว่าเหตุใดเราจึงใช้ภาษาไทยที่แปลต่างจากประโยคในภาษาอังกฤษ

ถ้าเราหากแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยตรงตัว จะเกิดอะไรขึ้น




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 305 27 ม.ค. 2553 (04:40)

ดร.แขชนะถามว่า
ถ้าเราแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยตรงตัว จะเกิดอะไรขึ้น
สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ มีคนเอาไปใช้ส่วนตัว

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4078 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 306 28 ม.ค. 2553 (23:39)
ป้ายภาษาอังกฤษถ้าแปลเป็นภาษาไทยว่า "ห้ามนำถาดรองรับกระเป๋าไปใช้ส่วนตัว"

ก็คงมีคนเอาออกไปใช้ข้างนอกจนมีเหลืออยู่น้อยที่สนามบิน

เพราะจะอ้างว่าถึงแม้ว่าจะเอาออกไป ก็ไปใช้งานส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 307 11 ก.พ. 2553 (00:03)
ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิชาการ.คอมช่วง 2-3 เดือนมานี้ อะไรหลายอย่างดูไม่สะดวกเหมือนก่อน ลองโพสต์เข้าไปถามก็ไม่ได้ตำตอบ ผมลองคิดดูเองเหมือนที่หลายคนให้ความเห็นที่ตรงกันก็คือปัญหาหน่วยความจำ ผมเข้ามาใช้บริการ 2 ปี โพสต์ข้อคิดเห็นและกระทู้ต่างๆเกือบ 100 กระทู้ นับว่าใช้หน่วยความจำไปมากโขทีเดียว ก็เลยจะช่วยวิชาการ.คอมโดยการลบกระทู้เก่าๆของผมทิ้งเสีย หากท่านที่สนใจกระทู้ที่ผมเขียนก็ขอให้รีบ copy ข้อมูลไว้ก่อน เพราะผมจะทยอยลบกระทู้่ไปเรื่อยๆจนกว่ากระทู้ของผมจะหมดไปจากวิชาการ.คอม คงมีพื้นที่ให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้เพิ่มขึ้นอีกมากครับ ขอบคุณที่ให้ความสนใจกระทู้ต่างๆของผมครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 308 13 ก.พ. 2553 (14:31)
ลักษณะนาม "ตัว" ส่วนใหญ่ใช้กับสัตว์และสิ่งของ เช่น สุนัข"ตัวนี้" เสื้อ"ตัวนั้น" ผมสังเกตเห็นคนจำนวนมากชอบใช้ "ตัว" กันมาก เช่น สินค้า"ตัว"นี้เข้ามาใหม่..... โปรแกรม"ตัว"นี้น่าสนใจ .....ทางร้านเรานำสินค้าประเภทเครื่องดื่มเข้ามาหลาย"ตัว" แต่"ตัว"ที่ขายดีที่สุดคือน้ำส้ม..... ต่อไปพอนิยมใช้กันมากๆก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องของสังคม
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 309 14 ก.พ. 2553 (23:41)
ผมสังเกตเห็นป้ายผ้าที่แขวนตามท้องถนนหรือแม้แต่ป้ายที่เขียนปิดด้านหลังเวทีการประชุม เช่น กิจกรรม....... จัดโดย ..... แต่พอถึงสถานที่ จะใช้ว่า จัด ณ. หลายๆแห่งเขียนจุดหลัง ณ เณร หรือแม้แต่กำหนดเวลา ยังเขียนว่า กิจกรรมนี้จัดให้มีขึ้น ณ. วันที่..... ความจริง ตัว ณ เณร ตัวเดียวไม่ต้องมีจุดตามหลัง หากเปิดดูในพจนานุกรมฉบํบราชบัณฑิตฯ ได้ความดังนีี้ ณ อ่านว่า [นะ] เป็นคำ บุรพบท หมายถึง ใน, ที่, เป็นคําบ่งเวลาหรือสถานที่ว่า ตรงนั้นตรงนี้, ถ้าใช้นําหน้าสกุล หมายความว่า แห่ง เช่น ณ อยุธยา ณ ระนอง เป็นต้น ยังมีอีกตัวหนึ่ง ที่เขียนไม่ต้องมีจุดตามหลังคือ ธ ธง ที่เราจะพบบ่อยๆคือในเพลงสรรเสริญพระบารมี....... ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์ ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด.... หากเปิดดูในพจนานุกรม ได้ความว่า ธ อ่านว่า [ทะ] (ใช้ในคำกลอน) เป็นคำสรรพนาม หมายถึง ท่าน, เธอ, เช่น ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดัง หวังวรหฤทัย, เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 16 ก.พ. 2553 (19:50)
ผมฟังเพลงวัยรุ่นสมัยนี้แล้วรู้สึกขัดหูมากกับการร้องออกเสียงภาษาไทยที่เหมือนๆกันแทบทุกเพลง คือ ต้ว ท ทหาร มักจะออกเสียงกระแทกเสียง เหมือนตัว T ในภาษาอังกฤษ ฟังแล้วแทนที่จะเป็น ท ทหาร กลับกลายเป็นคล้ายๆเสียง ช ช้าง เช่นร้องว่า "คนไทยไม่ทิ้งกัน" ผมจะได้ยินร้องว่า "คนไชไม่ชิ้งกัน" สำหรับตัว ร เรือ แทนที่จะร้องกระดกลิ้นแบบตัว ร เรือ ทั่วไป กลับร้องเป็นตัว R ในภาษาอังกฤษ เช่น ร้องคำว่า "ที่รัก" ก็จะร้องว่า "ชี่rัก" (ใช้ตัว r แทน ร เรือ) ท่านอื่นได้ยินแบบเดียวกับผมไหมครับ หรือว่าผมต้องไปหาหมอตรวจเช็คหูครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 311 23 ก.พ. 2553 (23:26)
189990
คำว่า "ยอ" มีหลายความหมาย แต่ถ้าเติม "แสง" เข้าไป ความหมายจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง "ยอแสง"
หมายถึงปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่ยังเห็นแสงตะวันจับขอบฟ้าเป็นสีแดงเข้ม, มักใช้ว่า ตะวันยอแสง.
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 24 ก.พ. 2553 (00:09)
189996
พูดถึง "ตะวันยอแสง" ตอนนี้กำลังมีละครดังทางทีวี เป็นบทประพันธ์ของ คุณเสนีย์ บุษปะเกศ ราวปี 2505 ทำเป็นหนังฉายที่โรงหนังเฉลิมกรุง มีเพลงดังประกอบ แต่งโดยศิลปินแห่งชาติ คำร้อง ครูชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง ครูสมาน กาญจนะผลิน ขับร้อง โดย คุณชรินทร์ นันทนาคร
เชิญฟังเพลงที่นี่ครับ http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=4628
.................................... ตะวันยอแสง สีแดงคล้ำคล้ายกล่าวคำ
อำลาจากไป ตะวันรอน อ่อนใจ.....
พี่พลอย หวั่นไหว อาลัยเพราะห่วง.....
สงสารตะวัน เป็นห่วงตะวัน.....
หวั่นคนเขาลวง ตะวันจ๋า.....
พี่หวงห่วงคนเขาแย่ง.....

ตะวันจ๋า ทิวาฝันรักตะวันยอแสง.....
ตะวัน รอน อ่อนแรง ไม่เคยสิ้นแสง.....
ไปจากทิวา.....
ฉันรักตะวัน ซื่อต่อตะวัน.....
ดัง คำสัญญา ตะวันจ๋า
ยอดรัก พี่รักตะวัน.....
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 27 ก.พ. 2553 (11:24)
190294 ............................................................................... ผมได้มีโอกาสไปสอนหนังสือที่ Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี ประเทศจีน และได้ลงนามร่วมกับท่านอธิการบดีในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมครูวิทยาศาสตร์นานาชาติขึ้น(รูปบน ซ้ายมือ) นักศึกษาที่ผมสอนเป็นนักศึกษาปริญญาโท ส่วนใหญ่เป็นพวกจ้วง ชนชาติจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศจีน ถึงขนาดที่รัฐบาลจีนจัดให้เป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติจ้วงที่มณฑลกวางสีเมื่อ 52 ปีมาแล้ว นักศึกษาที่นี่ใฝ่รู้และจริงจังกับการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากจำนวนนักศึกษาที่เข้าไปใช้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยจนแน่นขนัด ดังแสดงในรูป ชนชาติจ้วงมีประวัติอันยาวนานและมีภาษาเป็นของตนเองมานานกว่า 5000 ปี ที่น่าสนใจคือ ภาษาจ้วงเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไทย จากบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่า ชนชาติจ้วงเริ่มมีการใช้ตัวอักษรภาษาของตนเองบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆไว้อย่างมากมาย (ดังในรูป) ชาวจ้วงสามารถรักษาภาษาดั้งเดิมของตนเองไว้ได้เพราะชาวจ้วงให้ความสำคัญกับภาษาและตัวอักษรของตนเองมาก (ขณะที่ภาษาไทยของเราวิบัติไปมาก) มีคำที่ไพเราะสุภาพอยู่หลายคำที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายสมัยพ่อขุนรามคำแหง พวกจ้วงก็ใช้คำเหล่านี้เหมือนกันและเป็นคำที่ยังคงความสุภาพอยู่จนทุกวันนี้ เมื่อผมหิ้วข้าวของไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ก็มักจะมีนักศึกษาชาวจ้วงรีบวิ่งออกมาช่วยเหลือ พร้อมกับกล่าวอย่างสุภาพกับอาจารย์ว่า "กูช่วยมึงหิ้ว" แถมยังเอาน้ำชามาให้ดื่มแล้วกล่าวว่า "กูเอาน้ำชามาให้มึงกิน"
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 315 27 ก.พ. 2553 (23:39)
190321 .............................................
ตัวอักษรในภาษาจ้วงก็ดัดแปลงมาจากภาพวาด มีวิวัฒนาการแบบเดียวกับตัวหนังสือจีน ชนกลุ่มน้อยที่มีต้นตระกูลเดียวกับภาษาไทยมีหลายกลุ่มด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในมณฑลยูนนาน เช่นพวกไตลื้อที่สิบสองพันนา เป็นต้น ผมได้มีโอกาสไปที่มณฑลยูนนาน มีเมืองมรดกโลกอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือใกล้กับธิเบตคือ ลี่เจียง เมืองมรดกโลกแห่งนี้มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่หลายเผ่า แต่ที่น่าสนใจคือ เผ่าตงปา มีตัวอักษรเป็นรูปวาดคล้ายๆของพวกจ้วงโบราณ ดังแสดงในรูป..................................................................................................................( มีทฤษฎีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทย ขุนวิจิตรมาตราตั้งทฤษฎีว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นเทือกเขาในเอเชียกลาง บริเวณพรมแดนร่วมของประเทศรัสเซีย จีน มองโกเลีย และคาซัคสถาน ผมได้มีโอกาสไปเยือนมณฑลซินเจียงติดกับคาซัดสถาน และไปเยือนรัสเซีย เมื่อปีกลายนี้ จากหลัฐานต่างๆ ผมไม่เชื่อว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต)
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 28 ก.พ. 2553 (00:01)
190322 ร้านรวงที่นี่ หรือแม้แต่ข้างรถเมล์ ตัวหนังสือที่เขียนยังเขียนเป็น 2-3 ภาษา คือภาษาจีน อังกฤษ และ ภาษาถิ่น ที่มีตัวหนังสือเป็นแบบภาพวาด ดังรูป
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 1 มี.ค. 2553 (16:08)
190403 ภาษาเขียนของไทยเรา หลายคนเชื่อกันว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ลายสือไทย หลายคนก็ไม่เชื่อโดยมีหลักฐานต่างๆมาหักล้างและยืนยันว่า หลักศิลาจารึกนั้น มิใช่พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้สร้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม หากพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยจริง ภาษาพูดของเราก็จะต้องมีมาก่อนมีลายสือไทย หรือก่อนอาณาจักรสุโขทัยแน่ และคงจะมีมานานนับเป็นพันหรือหลายพันปีก่อน ประเด็นที่หลายคนสนใจคือ ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่นี้ บรรดาคนพื้นเมืองทางตอนใต้ของจีนก็มีภาษาพูดที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า คนไทย คนจีน เป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากเรื่องภาษาไทยแล้ว คำถามที่น่าสนใจคือ "คนไทยมาจากไหน" หลายปีก่อนมีภาพยนต์สารคดีโลกสลับสี ฉายทางโทรทัศน์ช่อง 5 มีอยู่ช่วงหนึ่งที่นำเสนอสารคดีชุด "น่านเจ้า" ในสารคดีนั้นพูดถึงทฤษฎีที่เกี่ยวกับกำเนิดของคนไทยว่ามีอยู่ 5 ทฤษฎี ทฤษฎีที่ 1 พูดถึงว่าคนไทยเดิมอาศัยอยู่ที่แถบเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นเทือกเขาในเอเชียกลาง บริเวณพรมแดนร่วมของประเทศรัสเซีย จีน มองโกเลีย และคาซัคสถาน ต่อมาถูกจีนรุกราน จึงอพยพลงมาทางใต้ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 1 มี.ค. 2553 (16:45)
190420 ทฤษฎีนี้มีที่มาที่ไปครับ คือเรื่องมีอยู่ว่า (อ้างอิง: http://news.nipa.co.th/news.action?newsid=32954 ) หมอด็อดด์ ชื่อเต็มๆว่า สาธุคุณ วิลเลียม คลิฟตันด็อดด์ เข้ามาพำนักที่จังหวัดเชียงรายระหว่าง พ.ศ.2429 จนถึง พ.ศ. 2461 ต่อมาเดินทางไปเชียงรุ่ง (ภาษาจีน: 景洪; พินอิน: Jǐnghóng; หรือ จิ่งหง เจียงฮุ่ง เจงฮุ่ง คือเมืองเอกในเขตปกครองพิเศษไท-สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จะเห็นว่าคำในภาษาจีนยังออกเสียงแบบภาษาเหนือ หรือภาษาอีสาน) แล้วไปเสียชีวิตที่เชียงรุ่งนั้นเอง ตลอดชีวิตหมอด็อดด์ เดินทางไปเผยแผ่คริสต์ศาสนาในถิ่นต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นถิ่นที่มีคนพูดภาษาตระกูลไต ระหว่างการเดินทาง ท่านได้บันทึกไว้ทั้งวิถีการดำเนินชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีเอาไว้อย่างน่าศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับคนพูดภาษาตระกูลไตนั้น หมอด็อดด์ได้เขียนออกมาเป็นรายงาน ต่อมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ The Tai Race : Elder Brother of the Chinese แบ่งเนื้อหาเป็น 17 บท หนังสือเล่มนี้ แม้จะเล่าถึงคนพูดภาษาตระกูลไตเผ่าต่างๆ แต่ก็ไม่มีระบุว่า คนไทยย้ายถิ่นมาจากภูเขาอัลไตแต่อย่างใด เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และอีกหลายหน่วยงาน ร่วมกันจัดวงเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ชนชาติไทย ของหมอด็อดด์ในความรับรู้ของคนไทย นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ผู้มีหนังสือหมอด็อดด์ฉบับแปลแล้วจัดพิมพ์แต่ละครั้ง รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบอกว่า หมอด็อดด์ท่านกล่าวรวมๆ ไว้เพียงว่า คนไทยมีเชื้อสายมาจากมองโกล อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวนเท่านั้น ท่านไม่ได้ระบุว่า คนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่จุดไหน อาจด้วยความคิดนี้ ตอนหลัง ขุนวิจิตรมาตราจึงเสนอแนวคิดเขียนเป็นหนังสือว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดแถบเทือกเขาอัลไตแล้วต่อมาจึงย้ายลงมาทางใต้ ผมได้มีโอกาสไปแถบมณฑลซินเจียง แถบคาซัคสถาน และไปสอนหนังสือในรัสเซีย เมื่อปีกลายนี้ พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นแบบคนไทย แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ผสมปนเปกันหลากหลาย และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม หน้าตาออกไปทางแขกๆมากกว่าจะเป็นไทย ภาษาที่ใช้จะเป็นพวกตระกูลภาษาอาหรับมากกว่าภาษาไทยในแถบมณฑลยูนนาน............................................................................
ที่มาของชื่อเมืองเชียงรุ่ง มีตำนาน "พะเจ่าเหลบโหลก" อยู่ว่า เมื่อครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ มาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดน ริมฝั่งแม่น้ำของ(ภาษาลื้อเรียกน้ำของ ภาษาจีนเรียก หลานชาง คำว่าน้ำโขงจึงไม่มีในภาษาลื้อ) ของอาณาจักรชาวไทลื้อแห่งนี้ ก็เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่พอดี จึงเรียกแห่งนี้ว่า "เชียง" ที่แปลว่า "เมือง" และ "รุ่ง" ที่แปลว่า "รุ่งอรุณ" ว่า "เชียงรุ่ง" จึงแปลได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณอันสดใส .....

เชียงรุ่ง หรือ เชียงรุ้ง หากเทียบภาษา และสำเนียงไทลื้อแล้ว จะออกเสียงว่า เจงฮุ่ง ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งรุ่งอรุณ คำว่า "เชียงรุ้ง" นั้นไม่ถูกต้องเพราะเมื่อเทียบภาษาของชาวไทลื้อ เมื่อเทียบสำเนียงภาษาลื้อแล้ว จะได้ความหมายดังนี้ * ฮุง แปลว่า ตะไคร่น้ำ (หากฮุง)มีลักษณะสีเหลือง อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นตาน้ำ หรือบ่อน้ำตามริมห้วย หรือ * ฮุ่ง แปลว่า เวลารุ่งเช้า (ยามค่ำคืนฮุ่ง) (น.)ต้นละหุ่ง ผลของลูกละหุ่ง หรือ * ฮุ้ง แปลว่า นกชนิดหนึ่ง เป็นประเภทเดียวกับเหยี่ยว (ส่วนรุ้ง หรือ สายรุ้ง ที่เกิดบนฟ้านั้นชาวลื้อเรียกว่าแมงอี่ฮุม).................... ภาษาลื้อไม่มีคำว่ารุ้ง การเรียกชื่อเมืองเชียงรุ้ง นั้นจึงไม่ถูกต้อง เพราะภาษาลื้อ ออกเสียงว่า เจงฮุ่ง (เดิม อาจออกเสียงว่า เจียงฮุ่ง แต่ปัจจุบัน (พ.ศ. 2552) อาจได้รับอิทธิพลจากการออกเสียงในภาษาจีนกลาง) เมื่อเทียบกับภาษาเขียนแล้วเชียงรุ่งในอักษรลื้อ ใช้ตัว ร แต่อ่านออกเสียงตัว ฮ ซึ่งการเรียกชื่อเมืองเชียงรุ่งในศัพท์ภาษาไทยนั้นถูกต้องที่สุด (อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87 )
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 1 มี.ค. 2553 (18:20)
190404 ............................................................ ในสารคดึโลกสลับสี เล่าต่อไปว่า ในทฤษฎีที่ 2 บอกว่า กำเนิดคนไทยนั้น เดิมทีอาศัยอยู่ในมณฑลเสฉวน ตอนกลางของจีน ต่อมาอพยพลงมาตอนใต้เนื่องจากถูกรุกราน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 1 มี.ค. 2553 (18:48)
190405 ทฤษฎีที่ 3 เชื่อว่า แต่เดิมคนไทยอาศัยอยู่ทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของจีน รวมทั้งดินแดนในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ดังเราจะพบว่าพวกไทยอาหม ก็มีลักษณะและภาษาพูดคล้ายคลึงกับคนไทยในปัจจุบัน ไทอาหม มีประวัติที่สำคัญไม่น้อย เป็นประวัติแห่งการต่อสู้ของชาติไท ต่อสู้เพื่อตั้งราชอาณาจักรไทเพื่อดำรงรักษาราชอาณาจักรที่ตั้งไว้ และเพื่อรักษาความเป็นชาติไท ไทอาหมได้ทำการต่อสู่ถึง 6 ศตวรรษ นับแต่ตั้งอาณาจักรขี้น ในดินแดนอัสสัม เวลานี้ คำว่า อัสสัม นั้นนักค้นคว้าได้อธิบายอย่างเดียวกันว่า มาจากเชื้อชาติไทพวกนี้ ที่เรียกว่า"อาหม" ชาวอาหมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยในรัฐอัสสัมของประเทศอินเดีย เดิมใช้ภาษาอาหม ในกลุ่มภาษาย่อยไท พายัพ ซึงเป็นภาษาในกลุ่มภาษาคำ-ไต ตระกูลภาษาไท-กะได แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนแล้ว ชาวอาหมในปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 745,000 คน ซึ่งมากกว่าชาวไทกลุ่มอื่นที่อพยพมายังอัสสัมที่นับรวมกันเพียงแค่ 2 แสนคนหรือมากกว่านั้น (อ้างอิง: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1 )
190424 ไทยอาหมรับตัวหนังสือของไทยใหญ่ไปใช้พร้อม ๆ กับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย ในตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ได้รับอิทธิพลของอินเดียเข้ามาผสมผสาน รูปตัวหนังสือจึงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตัวหนังสือของไทยอาหม มีพยัญชนะอยู่ 23 ตัว และสระ 18 ตัว สำหรับตัว อ ใช้เป็นได้ทั้งพยัญชนะ และสระ เช่นเดียวกับของไทย แต่ไม่มีวรรณยุกต์............................................... มีพยัญชนะ 23 ตัว คือ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ญ ต ถ ท ธ น ป ผ ว ภ ม ร ล ส ห ............................. มีสระ 18 ตัว คือ อ อะ อา อิ อี อุ อู เอะ เอ โอะ โอ อือ ไอ เอา เอีย เอือ เอาะ ออ (อ้างอิง: http://blog.spu.ac.th/malee/2007/12/25/entry-60 ) ในแผนที่แสดงให้เห็นว่าพวกไทยอาหมอยู่ตรงไหน
190425
....................................................................................ทฤษฎีนี้เองที่เชื่อว่า กำเนิดของคนไทยอยู่ในอาณาจักรน่านเจ้า
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 1 มี.ค. 2553 (20:31)
190406 ทฤษฎีที่ 4 เชื่อว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากที่ไหน เราก็อยู่ของเราตรงนี้มานานแล้ว ทั้งนี้จากการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่จังหวัดกาญจนบุรี และไม่พบความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับกระดูกคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 1 มี.ค. 2553 (20:45)
190407 ทฤษฎีที่ 5 ค่อนข้างแปลกกว่าทฤษฎีอื่นๆ คือเริ่มจากความเชื่อที่ว่า ถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ที่คาบสมุทรมลายู แล้วอพยพขึ้นมาทางเหนือ ไปจนถึงตอนใต้ของจีนคือ มณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี ต่อมาถูกจีนรุกราน กลับถอยร่นลงมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิในปัจจุบัน ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานที่นำมาโต้แย้ง แต่จากการที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนมาหลายแห่งทั้งดินแดนในจีนและคาบสมุทรมลายู ผมไม่ค่อยเชื่อทฤษฎีนี้เท่าไรครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 2 มี.ค. 2553 (00:16)
190408 ในบรรดาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับกำเนิดของคนไทย นักวิชาการจำนวนมากให้ความสนใจกับอาณาจักรน่านเจ้า เนื่องจากมีข้อมูลที่ตล้ายคลึงกันเกี่ยวกับ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ตลอดจนหลักฐานต่างๆที่ถูกบันทึกไว้หลายๆรูปแบบ ...................................................................................................... อาณาจักรน่านเจ้า - เป็นคำผสมจากคำในภาษาจีน หนาน แปลว่า ใต้ ส่วนเจ้าเป็นก็เป็นคำเหมือนไทยเราคือ เจ้า เมื่อรวมกัน จะหมายถึง เจ้าทางใต้ (จีน: 南詔) หรือจีนเรียกว่า สานสานโกวะ ตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. 1192 โดยพระเจ้าสีนุโล แห่งเหม่งแซ ต่อมาพระเจ้าพีล่อโก๊ะ (พ.ศ. 1240-1291)ได้ รวบรวมเมืองต่างๆ ที่แยกกันตั้งอยู่เป็นอิสระ 6 แคว้นคือ เหม่งแซ (Mengshe;蒙舍) ม่งซุย (Mengsui;蒙嶲) ลางเซียง (Langqiong;浪穹) เต็งตัน (Dengtan;邆賧) ซีล่าง (Shilang;施浪) และ ยู่ซี (Yuexi;越析) เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเหม่งแซได้สำเร็จ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า (พ.ศ.1281 - 1445) โดยมีเมืองต้าหลี่เป็นราชธานี ในยุคแรกๆนั้น น่านเจ้าก็มีสัมพันธ์กับรัฐรอบๆ ทั้งราชวงศ์ฝ่ายใต้ของจีน และแคว้นเล็กๆในสุวรรณภูมิ ......... เมื่อพระเจ้าพีล่อโก๊ะสวรรคต พระราชโอรสคือ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ขึ้นครองราชย์แทน (ตามประเพณี ชือกษัตริย์องค์ต่อมาจะต้องเอาคำสุดท้ายของกษัตริย์องค์ก่อนมาเป็นคำแรกของกษัตริย์องค์ใหม่) ต่อมา พ.ศ. 1291 พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ก็ทรงส่งกองทัพไปโจมตีราชวงศ์ถัง เพื่อขยายอำนาจ กองทัพน่านเจ้าประสบชัยชนะใหญ่ๆหลายครั้ง ราชสำนักถังเริ่มอ่อนแอลง กองทัพถังก็ต้องเจรจาและยอมรับอำนาจของพระเจ้าโก๊ะล่อฝงในแดนใต้ พ.ศ. 1372 กองทัพน่านเจ้าสามารถบุกลึกเข้าไปถึงใจกลางมณฑลเสฉวน และยึดเอาเฉิงตูเมืองเอกของมณฑลมาได้ สร้างความพรั่นพรึงให้ราชสำนักถังมาก ภายหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง น่านเจ้าก็ค่อยๆอ่อนแอลง แต่ก็ยังมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ ทว่ากษัตริย์พระองค์ต่อๆมามักตกอยู่ในวังวนของการชิงอำนาจระหว่างชนเผ่าต่างๆในอาณาจักร รวมถึงการแย่งชิงอำนาจของตระกูลขุนนาง จวบจนถึงปี พ.ศ. 1445 อาณาจักรน่านเจ้าก็ล่มสลายลง จากการก่อกบฎของชนเผ่าต่างๆในอาณาจักร ดินแดนยูนนานจึงกลายเป็นสุญญากาศทางอำนาจไปอีกหลายปี ก่อนที่ ต้วนซีผิง จะนำชาวเผ่าไป๋และเผ่าพันธมิตรลุกขึ้นรวบรวมดินแดนในยูนนานเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และก่อตั้งอาณาจักรใหม่ที่ชื่อว่า อาณาจักรต้าหลี่ ขึ้นมาแทนในปี พ.ศ. 1480 ในยุครุ่งเรืองนั้นอาณาจักรน่านเจ้า มีอาณาเขตกว้างขวาง คือเขตมณฑลยูนนานทั้งหมด รวมแคว้นสิบสองปันนาด้วย กล่าวคือ ทิศเหนือจดมณฑลเสฉวน ทิศใต้ จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดดินแดนไกวเจา กวางสี ตังเกี๋ย ทิศตะวันตก จดพม่า ทิเบต มีกษัตริย์ปกครองอย่างเป็นอิสระไม่ขึ้นกับแคว้นใดได้ยาวนานหลายร้อยปี (อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2) .....อาณาจักรต้าหลี่ ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไป๋
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324 2 มี.ค. 2553 (00:46)
190479 อาณาจักรน่านเจ้า และ อาณาจักรต้าหลี่ ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่หาเมืองอื่นมาเทียบได้ยาก กล่าวคือ เป็นอาณาจักรที่ถูกปกป้องจากศัตรูภายนอกด้วยกำแพงธรรมชาติ ดูในแผนที่จะเห็นว่า ทางด้านตะวันตกติดกับเทือกเขาชางซาน (ซาน-ภาษาจีนแปลว่าภูเขา) ทางตะวันออกติดทะเลสาป"เอ๋อไห่" แปลว่าทะเลสาปรูป"หู" คำว่า "เอ่อ" ในภาษาจีนแปลว่าหู (พ่อผมเคยสอนไว้ว่า ในภาษาจีน ถ้าคำสองคำที่ออกเสียงเป็นเสียงวรรณยุกต์เอกทั้งคู่ ให้ออกเสียงใหม่โดย คำแรกอ่านออกเสียงเป็นเสียงจัตวา ในที่นี้ เ่อ่อ -แปลว่า หู และ ไห่ - แปลว่า ทะเล แทนที่จะอ่านว่า "เอ่อไห่" จึงต้องอ่านว่า เอ๋อไห่) รูปขวาบน มองจากฝั่งออกไปยังทะเลสาป ส่วนรูปขวาล่าง เมื่ออยู่ในทะเลสาป มองเข้ามาจะเห็นเขาชางซาน และเมืองต้าหลี่อยู่ไกลๆ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 2 มี.ค. 2553 (00:52)
190475 ...................................................... รูปบน เมื่อยืนอยู่ริมทะเลสาปมองเข้าไปในเมืองต้าหลี่ จะเห็นเขาชางซานอยู่เบื้องหลัง รูปล่าง อยู่ในทะเลสาปมองเข้าไปในเมืองต้าหลี่
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 326 2 มี.ค. 2553 (00:55)
190478 รูปซ้ายมือเป็นรูปประตูเมืองเก่าต้าหลี่ จะเห็นมีป้อมและมีกำแพงล้อมรอบเมือง รูปซ้ายมือเป็นอุโมงค์ลอดใต้ประตูเมือง เพื่อเข้าเมือง บนอุโมงค์เขียนตัวหนังสือจีนคำว่า "ต้าหลี่ - 大理" เวลาอ่านต้องอ่านจากขวามาซ้ายแบบโบราณ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 327 2 มี.ค. 2553 (01:15)
190473 ตรงหน้าประตูเมืองต้าหลี่ จะมีก้อนหินสลักข้อมูลของเมืองต้าหลี่ว่า ตั้งอยู่ที่เส้นแวงที่ 100 องศา 09' ตะวันออก และ เส้นรุ้งที่ 25 องศา 41' เหนือ ที่ความสูง 2025.8 เมตร ผมลองเอานาฬิกาข้อมือมาวัดความสูงเปรียบเทียบ ได้ขนาดความสูง 2065 เมตร ผิดพลาดไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับความดันของบรรยากาศที่แปรปรวนในแต่ละเวลา ถือว่าใช้ได้ครับ แต่ถ้าวัดบนยอดเขาชางซานจะวัดความสูงได้ประมาณ 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 328 2 มี.ค. 2553 (01:31)
190474 หลังจากผ่านประตูเมืองต้าหลี่เข้ามา จะเป็นถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาชนิดที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ผมเห็นคนแก่ชาวไป๋พื้นเมืองนั่งขายของอย่างน่าสงสาร อดที่จะแวะเข้าไปคุยไม่ได้ ตาของหญิงชราทั้งสองเป็นต้อจนมองจะไม่เห็นอยู่แล้ว คนหนึ่งขายน้ำตาลสายไหมห่อ อีกคนหนึ่งขายของเล่นเด็กที่เรียกว่า "จั๊กจั่น" ที่ผมเคยเล่นสมัยเด็ก เวลาแกว่งแล้วจะมีเสียงคล้ายๆจั๊กจั่นร้อง คนที่นี่ไม่ว่าหญิงสาวหรือสูงอายุ มักจะเอาตะกร้าหวายแขวนไว้ข้างหลังแทนที่จะหิ้วของโดยใช้มือหิ้วตะกร้า (ดูตัวอย่างคนแก่ที่ขายน้ำตาลสายไหม)
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 329 2 มี.ค. 2553 (01:54)
190477 ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมากในอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่นี้มานานนับพันปีจวบจนปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนที่มาเยือนเมืองต้าหลี่ จะต้องมาเยี่ยมเยือนและสักการะปูชนียสถานทางพุทธศาสนาที่สำคัญและเก่าแก่ของเมือง คือ "เจดีย์สามองค์" อย่าเจ้าใจผิดคิดว่าเป็น "เจดีย์สามองค์" ที่จังหวัดกาญจนบุรีนะครับ เจดีย์ที่ว่านี้ เป็นเจดีย์เก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่ เจดีย์ทั้งสามตั้งเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมในลักษณะสมมาตร เจดีย์องค์ใหญ่ตรงกลางสร้างสมัยอาณาจักรน่านเจ้า มีความสูง 69.13 เมตร เรียงกัน 16 ชั้น ส่วนเจดีย์องค์เล็กสององค์ด้านหลังนั้น สร้างในสมัยอาณาจักรต้าหลี่ ตั้งอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ทั้งสององค์ห่างกัน 97 เมตร และห่างจากองค์ใหญ่ 70 เมตร มี 10 ชั้น สูง 42.19 เมตร บนองค์เจดีย์องค์ใหญ่ประดับด้วยพระพุทธรูปปางต่างๆ ดังภาพที่ผมถ่ายรูปซูมให้ดูประกอบ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 330 2 มี.ค. 2553 (02:07)
190480 ที่เมืองต้าหลี่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และทำให้เจดีย์องค์เล็กเอียงไปเล็กน้อย คนที่เมืองนี้บอกว่าเจดีย์เอียงไปเป็นมุมราว 4-5 องศา ผมเลยถือโอกาสใช้โทรศัพท์มือถือของผมที่สามารถวัดความเอียงและวัดระดับได้ วัดความเอียงของเจดีย์ ปรากฏว่าวัดเจดีย์องค์เล็กเอียง 85 องศง แสดงว่าเอียงไปจากแนวดิ่ง 5 องศาจริงครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 331 2 มี.ค. 2553 (02:14)
190481 178860

...... ท่านสามารถดูภาพเจดีย์สามองค์ในแบบสามมิติได้โดยใช้ตา 3 มิติ เวลาส่องดูภาพ 3 มิติ ต้องให้ตาซ้ายมองผ่านกระดาษแก้วสีน้ำเงิน และตาขวามองผ่านกระดาษแก้วสีแดง
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 332 2 มี.ค. 2553 (02:34)
190484 190485 ................ ที่มณฑลยูนนาน ยังมีเมืองที่น่าสนใจอีกเมืองหนึ่งที่มีวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนภาษาพูดคล้ายคนไทยเรา คือพวกไทลื้อ ที่สิบสองพันนา วัดวาอารามเหมือนวัดในประเทศไทยไม่มีผิด อีกทั้งยังมีประเพณีปีใหม่ สงกรานต์เหมือนเรา ดังแสดงการเล่นสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ดังรูป ผมจำได้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธฺ์ ปราโมท เมื่อครั้งเดินทางไปเยือนสิบสองพันนา ท่านเล่าให้ฟังว่า มีผู้ใหญ่ของเมืองสิบสองพันนามาต้อนรับ และทักทายอย่างสุภาพอ่อนน้อมและมีไมตรีว่า "มึงมาเมื่อไร"
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 333 2 มี.ค. 2553 (12:01)
190526 วัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวประมง 2 มณฑลในประเทศจีน คือ มณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ใช้นกกาน้ำช่วยจับปลา วิธีการคือ ชาวประมงจะใช้เชือกผูกที่คอนก แต่ไม่แน่น แล้วปล่อยให้นกดำดิ่งลงไปหาปลา เมื่อหาได้แล้ว นกไม่สามารถกลืนกินปลาได้ เพราะเชือกที่ผูกรัดคอไว้ ชาวประมงก็จะดึงเอาปลาออกจากปากนก แล้วปล่อยให้นกลงไปหาปลาให้อีก ด้วยวิธีนี้ ชาวประมงจะสบาย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นใดให้ยุ่งยาก 2 ภาพซ้ายมือ บน-ล่าง เป็นภาพชาวประมงบนเรือในทะเลสาปเอ๋อไห่ที่เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ส่วนภาพขวามือเป็นภาพชาวประมงบนแพในแม่น้ำหลี่ เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี .................................................................. การจับปลาด้วยวิธีนี้ จะสามารถจับได้รวดเร็วและปริมาณมาก ปรากฏว่าปลาในทะเลสาปเอ๋อไห่มีปริมาณลดลงมาก ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายจำกัดจำนวนชาวประมงที่ทะเลสาปเอ๋อไห่ ให้มีสิทธิ์จับปลาได้เพียง 6 ครอบครัว และจำกัดนกกาน้ำจับปลาให้เหลือรวมทั้งหมดเพียง 200 ตัว
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 334 2 มี.ค. 2553 (12:16)
190510 สำหรับท่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติที่ใช้ภาษาในตระกูลเดียวกับภาษาไทย ผมใคร่ที่จะแนะนำให้อ่านหนังสือชื่อ "คนไท" ไม่ใช่ "คนไทย" แต่เป็นเครือญาติชาติภาษา-รวมความรู้"ไทยศึกษา" ของ "ศาสตราจารย์สองแผ่นดิน" เป็นหนังสือรวบรวมผลงานของ ศาสตราจารย์ เจีย แยนจอง (ยรรยง จิระนคร) แห่งมหาวิทยาลัยยูนนาน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน (โทร.0-2580 0021) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 335 2 มี.ค. 2553 (19:37)
190567 มี Website หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวถึงข้างต้นที่น่าสนใจ คือ "แม่โขง สายน้ำพยศ" เชิญเข้ามาชมได้ที่นี่ครับ >>>> http://www.mekongstory.com/index2.php ...................... มีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงอาณาจักรน่านเจ้า และ อาณาจักรต้าหลี่ ดังนี้...................................................................

ต้าลี่ ทะเลสาบหนองแส เจดีย์ 3 องค์ ต้นกำเนิดตำนาน "พญานาค" และ อาณาจักรน่านเจ้า ของ "คนไท"

190568...

นักสำรวจฝรั่งเศส เกือบสรุปไปว่า ทะเลสาบหนองแส ขนาดดใหญ่ว่า ที่นี่คือต้นน้ำแม่โขง สิ่งที่นักสำรวจฝรั่งเศสมาเจอเมื่อ 143 ปีก่อนนั้น ล่าอาณานิคมในอินโดจีน ยึดเวียดนาม กัมพูชา ลาว เป็นเมืองอาณานิคมแล้ว ก็พยายามสำรวจใช้แม่น้ำโขง หวังเจาะประตูหลังของประเทศจีน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการล่าอาณานิคมขณะนั้น........ที่นี่เกิดตำนานต่างๆ ที่คนไทยรู้จักดี ตำนานพญานาค ตำนานพญาแถน พูดถึงหนองแส ตามตำนานของชาวไป๋ คนลาว ไทย พม่า หนองแส คือ ทะเลใหญ่โตเวิ้งว้าง เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำโขง คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นี่คือต้นกำเนิดของพญาแถน ต้องการอะไรให้บวงสรวงพญาแถน จากตำนานมีตัวพญานาคอยู่................อาณาจักรน่านเจ้า 250 ปี และอาณาจักรตาลีปู 350 ปี เกิดที่นี่ ประวัติศาสตร์ไทย ถกเถียงมาช้านานว่า คนไทยมาจากทางใต้ของจีนจากน่านเจ้า เจ้า ตาลีปู หรือว่าอยู่ที่นี่ที่เราทำนาปลูกข้าวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน............นักสำรวจฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคมเมื่อปี 1866 (2409) นำโดย ลูตาส เดอราเก นายทหารเรือฝรั่งเศสที่เคยสำรวจนครวัด นำคณะขึ้นมาสำรวจเป็นชาวฝรั่งเศส 10 คน กับชาวพื้นเมืองอีก 3 คน..............ทีมสำรวจฝรั่งเศสต้องการใช้แม่น้ำโขง เข้าไปประเทศจีนทางด้านหลัง วันนี้ เมืองโบราณของต้าลี่ยังรักษาความเป็นเมืองเก่าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของแถบนี้ เกี่ยวข้องกับอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรตาลีปู กุบไลข่าน จนกระทั่งจีนเข้ามายึดครองแถบนี้ มาถึงจุดของทะเลสาบเห๋อห่าย เป็นการสำรวจของนักสำรวจฝรั่งเศสพอมาถึงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ไทย ลาว พม่า นายทหารเรือฝรั่งเศสที่มีบทบาทสำคัญเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ที่ ไซ่ง่อน..................ฟรานซิส เฟอดิเยร์ นำคณะผ่าน 12 ปันนามาถึงที่นี่หรือทะเลสาบเออร์ไห่แห่งนี้...............บางภาพย้อนประวัติศาสตร์กลับไปพันกว่า ปี การก่อตั้งอาณาจักรตาลีปูที่ตามลังอาณาจักรน่านเจ้า คนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อว่า นี่คือ หนองแส ที่กำเนิดของแม่น้ำโขง ตำนานพงศาวดารพระยาแถน พระยานาค เริ่มต้นที่นี่................นักสำรวจฝรั่งเศสเมื่อ 140 กว่าปีก่อนมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ สรุปว่า เป็นต้นน้ำแม่โขง ภารกิจของการสำรวจสิ้นสุดตรงนี้ มาจากไซ่ง่อนกว่า 3 พันกม. ใช้เวลา 2 ปีโดยมีวาระซ่อนเร้นเหมือนกับอังกฤษที่ใช้แม่น้ำสาละวินเจาะเข้าไปพม่า เพื่อไปทางใต้ของจีน....................ความพยายามของ ฝรั่งเศส ที่ต้องการล่าอาณานิคมในดินแดนจีน ต้องพบกับความเชี่ยวกราก ความพยศของแม่น้ำโขงเป็นสิ่งสะกัดกั้น ไม่ให้การล่าอาณานิคมบรรลุตามเป้าหมายของนักล่าอาณานิคมสมัยนั้น นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เป็นหัวหน้าเสียชีวิต 1 คน เบอร์ 2 ของเขาทิ้งศพของหัวหน้าเอาไว้ แล้วผ่าเฉพาะหัวใจ ส่งกลับไปฝรั่งเศสเพื่อยืนยันว่า เสียชีวิตจริง.......................ถ้าต้นน้ำหมายถึง จำนวนน้ำมากพอที่จะไหลลงไปสู่ประเทศต่างๆ ด้านใต้ เอ๋อห่าย น่าจะเป็นต้นน้ำได้.........................แต่สิ่งที่ได้วิจัยศึกษาน่าจะต้องเดิน ทางต่อไป ยอดเขาที่มีหิมะและเป็นที่กำเนิดของน้ำชุดแรกที่ไหลมาจาก ยอดเขาธรรมชาติที่ไกลหูไกลตาชาวโลกอยู่ที่ไหนกันแน่ จุดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเดินทางแสวงหาต้นน้ำแม่โขง....................จากต้าลี่ไปแชงกรีลา เมืองสวรรค์ ตำนานเล่าขานอีกชุดหนึ่งของทิเบต ของประเทศจีนตอนใต้ จากยูนนานไปแชงกรีลา เข้าสู่ทิเบต มุ่งไปสู่ภูเขาหิมะที่ตลอดทั้งปีที่ไม่มีวันไหนไม่มีหิมะ...................หยดน้ำหยดแรกที่ปรากฏโดยธรรมชาติไปถึง ปลายทางของแม่โขงที่เวียดนาม สามเหลี่ยมแม่โขง พบกันที่หลังคาโลกทิเบต ว่ากันว่า ข้างบนอ็อกซิเจนไม่พอ ถนนหนทางต้องไต่ภูเขาสูงชันและอันตราย...................เทือกเขา 19 ยอด แม่น้ำ 18 สาย ไหลจากเทือกเขาลงมาเป็นทะเลสาบ เห๋อห่าย ซึ่งมีความกว้างยาวรวมกันแล้ว 250 ตาราง กม. ช่วงกว้างที่สุด 40 กม. ความกว้างบางช่วงถ้าเป็นคืบติ่งหู 3 กม. ช่วงที่กว้างที่สุดของหู 9 กม. พงศาวดารของไทยเชื่อว่า นี่อาจจะเป็นหนองแส เป็นต้นตำนานพญาแถน พญานาค....................หลักฐานจากประสบการณ์จริง หลักฐานทางภาษา หลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความน่าตื่นเต้นของชีวิตคนที่นี่ จากยูนนานลงไปพม่า ไทย ลาว กัมพูชา 500 กว่าล้านปี เศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากสมัยนี้...................ตำนานการสร้างเจดีย์ 3 องค์ เกี่ยวข้องกับมังกรในทะเลสาบเอ๋อไห่ เพราะคนที่นี่เชื่อว่า การสร้างเจดีย์จะช่วยป้องกันความชั่วร้ายที่มาคุกคาม..................ประกาศิตของจักรพรรดิ คือ การทำให้คนชนกลุ่มน้อยสามัคคีกับชาวฮั่น ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ หลายความคิดยังหาคำตอบไม่ได้ อาณาจักรน่านเจ้า เป็นจุดเริ่มต้นของคนไทย เป็นที่ที่บรรพบุรุษของเราอพยพลงไปทางใต้และสร้างสยามหรือประเทศไทยทุก วันนี้หรือไม่.................มองจากตำราของคนตะวันตก หรือมองจากมุมมองของจีนจากประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่มาจากความคิดของมาร์ก หรือของไทยที่แตกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็ว่า คนไทยถูกคนจีนขับไล่ลงไปอยู่ทางใต้ แล้วแต่จะเชื่อทฤษฎีของใครถูกกว่าใครความคิดเห็นแตกต่างกันไป..............แต่เชื่อได้ว่า ไม่มีทฤษฎีไหนบอกว่า ถูกต้องเป็นสิ่งเด็ดขาด แต่เชื่อว่า อยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าจะอพยพมาจากไหนก็ตาม ธรรมชาติที่เห็นที่ต้าลี่ต้องเป็นแบบที่เขากำหนดเท่านั้น........................ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เป็นบทสนทนาที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นบทสนทนานักประวัติศาสตร์กับข้อมูลใหม่ และนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ผู้ที่กำหนดประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคือ ชาวบ้านทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ทุกวันริมทะเลสาบเอ๋อไห่ อยู่ตีนเขาของเทือกเขาชางซาน และทุกชีวิตที่อยู่ 2 ฝั่งแม่โขง.................ภาษาจีนตรงหลักเจดีย์องค์ใหญ่ คือ เจิ้นซานชวน เจิ้น คือ ปกปักษ์รักษาตลอดกาลนาน ซานชวน คือ อาณาบริเวณที่อยู่รอบ ๆ ภูเขานี้ คือ ทะเลสาบเอ๋อไห่ เทือกเขาชางซาน.............เหตุผลในการก่อสร้างเจดีย์นี้เมื่อ 1200 ปี ความเชื่อแรกคือ ในทะเลสาบหรือคนไทยเรียกหนองแสมีมังกร กลัวชาวบ้านแถวนี้เป็นอันตรายจึงสร้างเจดีย์เพื่อปกปักษ์รักษาชาวบ้านให้ ปลอดภัยจากมังกร อีกความเชื่อ สร้างเป็นอนุสาวรีย์กับราชวงศ์ถัง ที่ส่งทหารมาช่วยตาลีปู...................อาณาจักรตาลีปู สร้างเจดีย์เป็นอนุสรณ์ที่ส่วนกลางส่งทหารมาช่วยเหลือ เจิ้น คือ ปกปักษ์รักษา ความเชื่อแรกและความเชื่อที่สอง ความหมายเหมือนกันคือ หย่งเจิ้น ปกปักษ์รักษา

190569 เจดีย์ 3 องค์ (ต้าหลี่) ซึ่งตั้งอยู่ในวัดฉงเซิ่ง บริเวณทางเหนือของเมืองต้าหลี่เก่า สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองต้าหลี่..............เอ่ยถึง ‘เจดีย์ 3 องค์’ มิใช่มีเพียงเฉพาะที่กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีอยู่ที่เมืองต้าหลี่ด้วย..................ต้าหลี่หรือตาลีฟู อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี ภูมิประเทศสวย งามราวสรวงสวรรค์ มีสายลมพัดแรงทุกฤดูกาลจนได้ชื่อว่า ‘เมืองแห่งลม’....................นอกจากเมืองที่คงสภาพสมบูรณ์จนได้รับการประกาศให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้ว ความงดงามของเจดีย์ สามองค์แห่งต้าหลี่ ก็เป็นที่เลื่องลือในฐานะสัญญลักษณ์ทาง ประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกปรารถนาจะได้ชมสักครั้งหนึ่งในชีวิต.............เจดีย์สามองค์อยู่ห่างไปทางเหนือของเมืองเก่าต้าหลี่ ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ตั้งตระหง่านเผชิญหน้ากับทะเลสาป เอ๋อไห่ ที่มีสมญานามว่าไข่มุกบนที่ราบสูง ด้านหลังเป็นภูเขา ชางซาน ที่สูงเสียดฟ้าและปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตลอดปี...............เจดีย์ทั้งสามก่อสร้างด้วยอิฐ องค์ใหญ่ที่สุดและเป็นองค์แรกมีรูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 69.13 เมตร สร้างในค.ศ.836 สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งผู้คนเชื่อว่าโลกเป็นแผ่นดินสี่เหลี่ยม คาดว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เจดีย์แบ่งเป็น 16 ชั้น แต่ละชั้นมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยากจะพบในเจดีย์อื่นๆ.................ส่วนเจดีย์อีกสององค์ สร้างในสมัยราชวงศ์ซ้อง เป็นทรงแปดเหลี่ยม (ชาวจีนถือว่ารูปแปดเหลี่ยมขึ้นไปคือทรงกลม) สูง 42.19 เมตร มีสิบชั้น เจดีย์สององค์นี้ตั้งอยู่ห่างกัน 97.5 เมตร และห่างจากเจดีย์องค์ใหญ่ 70 เมตรเท่ากัน การจัดวางของเจดีย์ทั้งสามองค์จึงเป็นรูปสามเหลี่ยมที่สมมาตรกันอย่างสวยงาม.....................แต่เดิมเจดีย์สามองค์เป็นส่วนหนึ่งของวัดฉงเซิ่ง ที่สร้าง ในค.ศ.840 บนเนื้อที่กว่า 12 ตารางกิโลเมตร เป็นวัดที่กว้างใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพระพุทธรูป ถึง 11,400 องค์ มูลค่าการก่อสร้างรวมแล้วเทียบได้กับทอง คำถึง 21,757 กิโลกรัม!!...................ในประวัติศาสตร์ วัดนี้เคยเป็นศูนย์กลางประกอบพิธีทางศาสนาของเขตทางภาคใต้และเขตเอเซียตะวัน ออกเฉียงใต้ พุทธศาสนิกชนจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จึงเรียกขานกันว่า ‘พุทธมณฑล’ มีบันทึกว่า ผู้ปกครองต้าหลี่ ถึงเก้าคนสละตำแหน่งเพื่อบวชเป็นพระที่วัดแห่งนี้................วันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1515 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เจดีย์เล็กสององค์เอียงเข้าหาองค์ใหญ่เล็กน้อย ส่วนเจดีย์องค์ใหญ่ก็เกิดรอยแตกร้าว แต่รอยนั้นก็หายไปเองราวปาฏิหาริย์!!...................ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1851-1861) วัดฉงเซิ่งก็ถูกไฟไหม้ เสียหายมากมาย..................การบูรณะเจดีย์สามองค์ในช่วงปี ค.ศ.1978-1979 ทำให้พบโบราณวัตถุจากศตวรรษที่ 7-10 กว่า 600 ชิ้นภายในองค์ เจดีย์ นับเป็นหลักฐานทางพุทธศาสนาที่มิอาจประเมินค่าได้........................ส่วนวัดฉงเซิ่งนั้น มีการบูรณะครั้งใหญ่ในค.ศ.2002-2005 ด้วยจุดมุ่งหมายให้เกิดความสมบูรณ์สอดคล้องกับเจดีย์สามองค์ โดยคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้.......................เจดีย์สามองค์ถูกเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เจดีย์ข่มมังกร’ มีบันทึกว่าพื้นที่แถบนี้เคยประสบอุทกภัยสร้างความเสียหายทางการเกษตรเป็น อย่างมาก มีการสำรวจฮวงจุ้ยแล้วก็พบว่า บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของมังกร เมื่อใดที่มังกรพลิกตัว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปทรงแตกต่างกันสามองค์ขึ้นมาเพื่อทับตัว มังกรไว้...................อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า มังกรขึ้นมาเล่นน้ำที่ทะเลสาปเอ๋อไห่ ทำให้น้ำล้นไหลท่วมบ้านเมือง ชาวต้าหลี่โบราณเชื่อว่ามังกรเกรงกลัวเจดีย์ จึงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อไม่ให้มังกรขึ้นมาเล่นน้ำ เป็นที่น่ามหัศจรรย์ว่าเมื่อเจดีย์สร้างเสร็จ พื้นที่บริเวณนี้ ก็ไม่เคยมีน้ำท่วมอีกเลย!!......................ผู้คนที่เดินทางเข้าสู่ต้าหลี่ จะมองเห็นเจดีย์สามองค์ได้ตั้งแต่ระยะไกล ตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางเทือกเขาเขียวขจีและท้องทุ่งสีมรกต ในยามเช้าแสงตะวันจะสาดส่องเจดีย์สาม องค์จนเป็นสีทองอร่าม.....................ด้านหลังองค์เจดีย์มีบึงชื่อว่า ‘จูหยิง ชิ’ หรือบึงสะท้อนแสงเงาของเจดีย์จะปรากฏอยู่บนผิวน้ำใสราวกระจก เกิดเป็นภาพงดงามของเจดีย์หกองค์ที่ตระหง่านภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ส่วนในยามค่ำคืน องค์เจดีย์จะถูกประดับประดาด้วย แสงไฟเป็นประกายเรืองรอง..................แม้ว่าเจดีย์สามองค์จะรอดพ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดมา แต่รัฐบาลท้องถิ่นยังคงบูรณะซ่อมแซมอย่างสม่ำ เสมอเพื่อให้ศาสนสถานแห่งนี้คงความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ งดงามเฉกเช่นที่เคยเป็นมากว่า 1,800 ปี................
-------------------------------------------
สัมภาษณ์พิเศษ......พระเจ้าแผ่นดิน สิบสองปันนา เจ้าหม่อมคำลือ อดีตพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 41
ของอาณาจักรเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชนชาติ รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง มณฑลยูนนาน ณ บ้านพัก ชุมชนจินหนิว ทางตะวันตกของเมืองคุนมิง มณฑลยูนนาน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552...................ราชวงศ์ปกครองอาณาจักรเชียงรุ้ง หรือ ราชวงศ์สิบสองปันนานี้ สืบทอดราชวงศ์ท้าวเฮืองเป็นเชื้อสายสืบทอดกันมากว่าพันปีแล้ว เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองกันมาถึง 41 ราชกาลแล้ว โดยไม่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ไปเป็นราชวงศ์อื่น................อาณาจักรสิบสองปันนา เป็นรุ่นแรกของชนชาวไต ที่ได้รวบรวมเป็นอาณาจักรขึ้น ยาวนานกว่าราชวงศ์ใด กำเนิดมาก่อนราชวงศ์สุโขทัยของสยามหรือประเทศไทย ราชวงศ์นี้กว่า 800กว่าปีสืบทอดกันมา ไม่เคยเปลี่ยนราชวงศ์สืบต่อกันมา อาจจะมีความขัดแย้งกันบ้างในบางครั้ง แต่ก็สืบ “เครือเชื้อ” กันมา จนปัจจุบัน...............การสืบทายาทของราชวงศ์เชียงรุ้ง ไม่ใช่แต่สืบทางราชบุตร แต่ยังสืบทางราชนัดดา ภายในราชสำนักมีความสามัคคีกัน มีปัญหาก็แก้ไขกันภายใน เคยเกิดศึกทางเครือญาติ แต่หลังจากนั้นก็ยังเป็นราชวงศ์เดียวกัน เคยเกิดการแย่งชิง แต่ก็ยังคงรักษาสืบทอดมาได้ 41 ราชกาล
ปกติในอดีต ราชวงศ์ในประวัติศาสตร์ จะมีการสืบทอดประมาณ300 ปี ก็จะเปลี่ยนราชวงศ์ไป ปัจจุบัน เจ้าหม่อมคำลือ อายุ 81 ปี อาศัยอยู่ในชุมชนจินหนิว เมืองคุนมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน หากมีอากาศหนาวมากจึงจะเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงรุ้งเป็นครั้งคราว เพราะที่ณคุนมิงอากาศจะหนาวมาก ในฤดูหนาวที่เชียงรุ่งอุณหภูมิ จะอยู่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส.................ระหว่างให้สัมภาษณ์ ได้ให้ “มะเฟือง” ที่ปลูกในพระราชวังเชียงรุ่ง มารับประทานด้วย ล่ำมากๆ หมายถึงอร่อยมาก มะเฟืองนี้ ไม่มีผลไม้นี้ในประเทศจีน
การสื่อสาร ยังคงรักษาภาษาไตดั้งเดิม ที่นี่ยังพูดภาษาไตลื้อ ที่ใช้กันมาแต่โบราณ ไม่มีราชาศัพท์ แต่จะเป็นการพูดสำเนียงคล้าย ๆ กับ ไทยเหนือ สื่อเข้าใจกันได้ไม่น้อยกว่า 70% ภาษาตัวเขียนนั้นเป็นอักษรเดียวกับ อักษรล้านนา ของเชียงใหม่ แต่จะแตกต่างกับภาษาไทยกลางในกรุงเทพฯ มาก เพราะภาษาไทยกลางจะมีบาลี สันสกฤตและเขมร เข้ามาใช้ผสมด้วยมาก...................เชียงรุ่ง เป็นจุดกำหนดของ “น้ำของ” เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของแม่น้ำสายที่รุนแรงและเชี่ยวกรากนี้ เป็นจุดเริ่มตั้นของการเรียกชื่อเป็นครั้งแรกว่า “น้ำของ”.......................ชาวจีนเรียกแม่น้ำนี้ว่า แม่น้ำหลานชาง มีความหมายถึง สายน้ำที่ไหลเชี่ยวและมีคลื่น ไม่ได้หมายถึงอาณาจักรล้านช้าง หรือ ประเทศลาวในปัจจุบันแต่ประการใด ล้านนา กับล้านช้าง เป็นคำที่มีความหมายถึง อาณาจักรทางภาคเหนือของไทย ล้านนาก็คือเชียงใหม่ ล้านช้างก็คือ หลวงพระบางหรือเชียงทอง
ทั้งเชียงใหม่ เชียงทองและเชียงรุ่ง ต่างก็มีความผูกพันกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและวิถีชีวิตกันอย่างใกล้ชิด มาตั้งแต่โบราณ สมัยที่ยังไม่มีการสร้าง “พรมแดน” ให้แบ่งแยกกันอย่างในปัจจุบัน.................แม่น้ำโขง ไหลจากทางเหนือมาถึงเชียงรุ่ง ผ่านกลางเมืองเชียงรุ่งแบ่งออกเป็น ตกของ และออกของ หมายถึง เชียงรุ่งตะวันออกและเชียงรุ่งตะวันตก...................ในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะที่เวียงผาคราง จุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่านลงมากระแทกเข้ากับหน้าผาและโตรกหิน ก่อให้เกิดเสียงคล้ายสาวคราง จึงเรียกว่า ผาคราง..............ชาวเชียงรุ่งยังนิยมลงไปอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำโขงอยู่ทุกวัน ในฤดูน้ำหลาก ปลา “สไต” ทุกปี จะมีลูกฝูงปลาเล็กที่มาจากทางเหนือของน้ำโขง ไหลผ่านผาคราง นับเป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะหมดชาวบ้าน นำเรือและอุปกรณ์จับปลา ออกจับปลา ลูกปลาที่ไหลลงมามืดฟ้ามัวดินนี้ ว่ายลงไปเติบโตอยู่ทางด้านแม่น้ำทางใต้ลงไป................แน่อนว่า ทั้งสายน้ำและลูกปลานี้ จะไกลจะไปเติบโตอยู่ในด้านใต้ของแม่น้ำ นั่นหมายถึง พม่าลาวไทยเวียดนาม ที่ต่างก็อยู่ในสายน้ำเดียวกัน...................ชาวสิบสองปันนา หรือเชียงรุ่ง หรือไทลื้อนี้ ถือว่า แม่ของ หรือ แม่น้ำโขงนี้ เป็นน้ำแม่ เพราะว่าสิบสองปันนาจะเรียกน้ำแม่เพราะถือว่า เป็นน้ำที่ให้กำเนิดไทยลื้อ ให้น้ำทำนา ให้หาปลา ปลูกผัก ชีวิตของชาวสิบสองปันนา จะอยู่ผูกพันกับแม่น้ำโขงตลอดเวลา.....................เช้าสายบ่ายเย็นก็จะลงเล่นน้ำ อาบน้ำใน “แม่ของ” ของพวกเขา วันนี้ ที่เชียงรุ้ง ก็มีเขื่อนผลิตไฟฟ้าและมีท่าเรือใหญ่ของเชียงรุ่ง รับเรือได้ขนาด 1 พันตัน.............เชียงรุ่งกำลังกลายเป็นเมืองหน้าด่านทาง ธุรกิจใหม่ เมืองนี้กำลังเปลี่ยนโฉม กลายเป็นจุดดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุนรุ่นใหม่ เข้ามาลงทุนและทำธุรกิจมากขึ้นทุกขณะ...................สิบสองปันนาเป็น เมืองเนื้อหอม ที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งไปสู่ที่นั่น
แต่พระเจ้าแผ่นดินของชาวสิบสองปันนายังอยู่ที่คุนมิง ยูนนานของจีนต่อไป....................ดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นแห่งเดียวในจีนที่มีป่าดงดิบ จะทนทานต่อกระแสความเจริญที่หลากหลายเข้ามาอย่างรวดเร็วหลายรูปแบบได้หรือ ไม่....................ต้นมะพร้าว ต้นหมาก จะให้คำตอบได้ดีกว่า ต้นยางพารา ที่กำลังมีการปลูกอย่างมากมาย นั่นหมายถึง.................การโค่นป่า เพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูก ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ผลตอบแทนจะคุ้มกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่สูญเสียไปหรือไม่ เพราะ การสูญเสียป่าดงดิบที่สมบูรณ์นี้หาอะไรทดแทนไม่ได้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 336 3 มี.ค. 2553 (14:50)
ขอบคุณ อาจารย์แขชนะ สำหรับความรู้ที่นำมาถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอ ดุจ แม่ของ ที่เชี่ยวกราก นำพาความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ทางปัญญา มาสู่มวลชน...
สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 337 3 มี.ค. 2553 (18:16)
83352..
ขอบคุณ คุณสิงมากครับ ที่แวะเข้ามาทักทาย ชื่นใจที่ได้ยินคำหวานที่คุณสิงกลั่นกรองออกมา พูดราวกับคำพูดในนาฏดนตรียอดนิยมของคนไทย (ลิเก) พูดหยอกล้อเล่นน่ะครับ ดีใจที่ได้คุยกับคุณสิงอีก ผมจะได้ไม่รู้สึกว่า เป็นไอ้บ้าเขียนไปเรื่อยๆอยู่คนเดียว ขอบคุณอย่างจริงใจครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 338 4 มี.ค. 2553 (02:06)
190716 เพื่อให้มองเห็นภาพที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เล่าให้ฟังในความเห็นที่ 335 ผมจะขอนำรูปมาประกอบครับ............ รูปที่เห็นทางซ้ายมือด้านบน เป็นที่จำหน่ายตั๋วทางเข้าไปสักการะเจดีย์สามองค์และวัดฉงเซิ่ง เมื่อคารวะเจดีย์สามองค์แล้ว เดินต่อไปอีกจะมองเห็นวัดอยู่ไกลๆ ในรูปบนขวา มองเห็นเทือเขาชางซานตระหง่านอยู่เบื้องหลัง..................ขณะที่เดินไปยังวัดฉงเซิ่ง ถ้าหันหลังมาทางเจดีย์สามองค์ จะมองเห็นทะเลสาปเอ๋อไห่ หรือ "หนองแส" อยู่เบื้องหลังเจดีย์ ที่พูดถึงในความเห็นที่ 335 ว่า "เจดีย์สยบมังกร" จะช่วยป้องกันไม่ให้มังกรหรือที่ชาวไทยหมายถึงพญานาคขึ้นมาเล่นน้ำ เพราะจะเกิดน้ำท่วม
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 339 4 มี.ค. 2553 (02:14)
190717 ในความเห็นที่ 335 กล่าวว่า "ด้านหลังองค์เจดีย์มีบึงชื่อว่า ‘จูหยิง ชิ’ หรือบึงสะท้อนแสงเงาของเจดีย์จะปรากฏอยู่บนผิวน้ำใสราวกระจก เกิดเป็นภาพงดงามของเจดีย์หกองค์ที่ตระหง่านภายใต้ท้องฟ้าสีคราม" ภาพที่ว่านี้คือภาพบนที่เห็นอยู่ครับ ส่วนภาพล่างเป็นภาพพุทธประวัติที่ติดอยู่ที่ผนังในวัดฉงเซิ่ง ภาพล่างขวาเป็นภาพพระพุทธเจ้าตอนประสูติ สมัยเด็กผมเคยเรียนว่าพระพุทธเจ้าพระสูตรใต้ "ต้นลัง" แต่ที่เห็นในรูปกลับกลายเป็น "ต้นไผ่" คงจะให้เข้ากับบรรยากาศแบบจีนๆ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 340 4 มี.ค. 2553 (02:28)
190718 ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้ธิเบต ภูเขาสูงจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี หากขึ้นไปบนเขาสูงๆ ปริมาณอ็อกซิเจนไม่พอสำหรับมนุษย์ ในเมืองจึงมีกระป๋องอ็อกซิเจนขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ขายราคากระป๋องละ 40 หยวน คิดเป็นเงินไทยราว 200 บาทครับ สำหรับผมเองรู้สึกเฉยๆ ผมคิดเล่นๆว่าผมอาจเป็นพวกบริโภคอ็อกซิเจนน้อย หรือสามารถสังเคราะห์แสงให้อ็อกซิเจนได้เองโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นเรื่องของการโหมโฆษณาขายสินค้าเพื่อค้ากำไรมากกว่า
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 341 4 มี.ค. 2553 (02:41)
190719 เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 342 4 มี.ค. 2553 (02:43)
190720 เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 343 4 มี.ค. 2553 (02:44)
190721 เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 344 4 มี.ค. 2553 (02:45)
190722 เชิญชมภาพ 3 มิติที่วัดฉงเซิ่งครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 345 5 มี.ค. 2553 (00:52)
190723 ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนไตท้องถิ่นในมณฑลยูนนานและคนไทย ไม่ใช่แต่เฉพาะวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนภาษาพูดที่คล้ายคลึงกันแล้ว สมัยใหม่เรายังมีการติดต่อค้าขาย ไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแห่งชาติยูนนานก็มีความร่วมือกันอย่างแน่นแฟ้น รองศาสตราจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติที่ดอยอินทนนท์ เล่าให้ผมฟังขณะที่เราเดินทางไปประชุมในประเทศจีนว่าท่านเดินทางไปมาหาสู่เกี่ยวกับงานวิจัยดาราศาสตร์ที่คุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนานอยู่บ่อยครั้ง ที่นั่นมีหอดูดาวที่น่าสนใจด้วยครับ เพื่อให้การติดต่อสะดวกสบาย ที่คุนหมิงจึงมีสถานกงศุลไทยประจำนครคุนหมิง ภาพบนซ้ายเป็นภาพทิวทัศน์นครคุนหมิง ที่มณฑลยูนนาน ส่วนภาพขวามือ ผมยืนอยู่หน้าสถานกงศุลไทยที่คุนหมิง ภาพล่างซ้ายมือ เป็นภาพขอทานที่คุนหมิง ผมเห็นหญิงชราและชายชราตาบอดเดินไม่ค่อยไหว เป่าเครื่องดนตรีคล้ายแคนของบ้านเราเดินผ่านไป รู้สึกสงสาร ผมเอาเงินใส่กระป่องให้ทานไปจำนวนหนึ่ง ผมถ่ายรูปไว้ด้วย ตอนนั้นเป็นตอนเย็นเริ่มมืดแล้ว ขณะถ่ายไฟแฟรชก็ติดสว่าง ปรากฏว่าหญิงชราตาสว่างแจ๋วเดินคล่องเข้ามาต่อว่าขอเงินเพิ่ม พูดจาอย่างคล่องแคล่วแข็งแรง ไม่เหมือนคนพิการเลยครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 346 5 มี.ค. 2553 (10:09)
เขาสองคนไม่ได้เป็นขอทาน แต่เป็นนักแสดง ให้เขานิดเดียวก็เลยถูกต่อว่า
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 347 5 มี.ค. 2553 (11:16)
ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว วิธีคิด วิถีชีวิต ประเพณี ไว้มากมาย สำหรับคนในสังคมที่ใช้ภาษานั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ "สื่อความหมาย : เครื่องมือบันทึกวัฒนธรรม" (ดู http://www.vcharkarn.com/vcafe/161094) หากคนในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงคำต่างๆในภาษานั้นบ่อยๆ และหากไม่มีการบันทึกขยายความคำๆนั้น เราก็จะลบเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของชนชาติเราไปอย่างน่าเสียดาย การใช้คำที่ทำให้ภาษาวิบัติบ่อยๆของเยาวชน และรวดเร็วมาก จะเิกิดช่องว่าทางการสื่อสารของคนในสังคม เด็กวัยรุ่นอาจใช้คำที่ "สื่อมวลชน" เอามาใช้กันเล่นๆสนุก และแพร่หลาย แต่อาจไม่สามารถสื่อกับคนอื่นในสังคมอีกหลายคน เช่น เด็กวัยรุ่นใช้คำว่า "ชิมิ" หรือ "หน่อมแน้ม" หรือ "กะเด๋ว" ซึ่งสื่อความหมายกับคนรุ่นเก่าๆไม่ได้เลย หากเราจะมองย้อนกลับไปในอดีต มีคำอีกหลายคำที่เราใช้กันและเป็นที่ยอมรับกันในสังคม แต่เราไม่รู้ที่มา หรือคำบางคำ ที่เราใช้ในแง่ลบแต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกับแปลในแง่บวก เข่น คำยอดนิยมของ ป. อินทปาลิต คือคำว่า "เชย" เป็นคำในแง่ลบที่มาจากชื่อของตัวละครในเรื่อง พล นิกร กิหงวน ที่ชื่อ "ลุงเชย" ที่ทำอะไรเปิ่นๆแบบบ้านนอก ทั้งๆที่คำๆนี้มีในพจนานุกรมมีความหมายในแง่บวก เช่น ชื่นเชย ชมเชย เป็นต้น อีกคำหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกัน คือคำว่า "กุ" เรื่อง เช่น คนพวกนี้ชอบ "กุ" เรื่องขึ้นมาเสมอ.......................คำว่า"กุ"..ที่เราใช้กันในความหมายว่า "โกหก" นั้น มีที่มาจาก..ชื่อของคนสามัญที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ..นายกุหลาบ ตฤษณานนท์...บุคคลผู้นี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3(พ.ศ.2377) และเสียชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2464)..เป็นคนที่มีความสนใจเรื่องเก่า..ชอบเขียนเรื่องเก่า แต่บางเรื่องก็เขียนฟุ้ง หรือแต่งสนุกเกินเหตุ เช่นแต่งประวัติพระเจ้า แผ่นดิน หรือขุนนางยุคเก่าอย่งพิสดาร..ทำให้รัชกาลที่ 5 และเจ้านายหลายพระองค์ขัดใจ จึงทรงใช้คำว่า "กุ" มาเป็นศัพท์สแลง (อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/krupia/2008/12/07/entry-1) และต่อมาพอเป็นที่นิยมใช้กันมาก ก็เลยกลายเป็นคำๆหนึ่งในภาษาไทยของเราที่ถูกบันทึกไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.......................
190834
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 348 5 มี.ค. 2553 (11:25)
ถั่วดำ ก็มีที่มาคล้าย ๆ กับคำว่า กุ เหมือนกัน .................
พอนึกออกไหมครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 349 5 มี.ค. 2553 (11:33)
แล้วพวก "ลงมุกลายทอง" กับ "ฝังมุก" อาจารย์นิรันดร์ "มีประสบการณ์" ไหมครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 350 5 มี.ค. 2553 (14:31)
ครั้งหนึ่ง นานพอสมควร -------------- ผมก็นึกไม่ออกว่านานเท่าใด --------------
แต่หากใครจะสืบค้นก็คงไม่ยากนัก ----------------------------------------
กระทาชายนาย "ถั่วดำ" ถูกจับฐานชอบเสพกามเว็จมรรค(แปลว่ารูก้น)เด็กผู้ชาย ----
แต่นั้นมา ใครที่เสพกามเว็จมรรคของผู้ชาย ก็จะถูกเรียกว่า "ถั่วดำ" ซึ่งเป็นชื่อชายคนหนึ่ง ----
ก็คล้ายนายกุหลาบที่ชอบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำให้เป็นเรื่อง ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า กุ ที่กร่อนมาจากคำว่า กุหลาบ อย่างที่ดร.แขชนะได้แนะนำแต่ต้น
----------------------------------------------------------------------
ส่วนเรื่องฝังมุก เป็นเรื่องที่ได้ยินมาว่า นักโทษชายในเรือนจำ ได้มีพฤติกรรมวิตถาร --
กรีดหนังหุ้มอวัยวะเพศชายของเพื่อนร่วมสถาบัน(นัยว่าผลัดกันทำ) แล้วก็เอาวัสดุบางอย่าง --
ไม่อาจเดาได้ว่าเป็นอะไรบ้าง สอดใส่ไว้ใต้หนังส่วนนั้น บางคนก็ทำไว้หลายปุ่ม -----
จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจ(หรือความเจ็บปวด)ให้กับสตรี หรือตัวเองขณะที่ --
มีเพศสัมพันธ์ ----
ใครอยากเอาอย่างก็ลองดูได้ ส่วนใหญ่ในที่สุดก็ติดเชื้อ เน่า และถูกหั่นทิ้ง ------
ส่วนลงมุกลายทอง ผมเพิ่งได้ยินนี่แหละครับ เรียนเชิญดร.แขชนะขยายความเองก็แล้วกัน
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 351 5 มี.ค. 2553 (14:48)
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ได้ครับ


http://variety.teenee.com/foodforbrain/233.html
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 352 5 มี.ค. 2553 (15:07)
สมัยก่อนนี้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วสมัยที่เรียนที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆกัน แต่เป็นสื่อมวลชนที่ชื่อ "วันชัย" ไปทำมิดีมิร้าย (ไม่ใช่เดินสายกลางนะครับ) กับผู้หญิง ก็เลยกลายเป็นคำกริยาว่า "วันชัย" อาจารย์นิรันดร์คงพอจำได้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 353 5 มี.ค. 2553 (18:10)
จำได้ครับ มีเพลงร้องด้วย
วั้นไช วั้นไช ธรรมดา .......

ถามนิดหนึ่ง มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง
คือ พอกดส่งข้อความปุ๊ม มันจะบอก(ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันคือใคร)ว่า "ไม่มีความเห็นในช่องความเห็น" ทั้งที่พิมพ์ไปตั้งมากมาย ต้องมาพิมพ์ใหม่
ตอนนี้ พอรู้แกว ก็ก็อปปี้ไว้ก่อน
เฮ้อ ช่างไม่สะดวกเอาเสียจริง ๆ เลย

เกือบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว(แปลว่ายังทนไหว )
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 354 5 มี.ค. 2553 (22:15)
เรื่องที่อาจารย์นิรันดร์ถามมาเกี่ยวกับการพิมพ์ข้อความแล้ว (มัน เขา เธอ หรือ ท่าน) ไม่ได้เอาไปใส่ให้ในช่องข้อความ ผมเจอประจำครับ พิมพ์เพลินๆ ความคิดโลดแล่นมาก พิมพ์ตั้งเยอะ แต่แล้วก็มลายหายไปในพลิบตา แถมยังเยาะเย้ยถากถางอีกว่า "ไม่มีความเห็นในช่องความเห็น" วิธีแก้ไขก็เหมือนกับอาจารย์นิรันดร์ครับ คือก็อปปี้ข้อความไว้ก่อน แต่บางทีก็เผลอ ไปก็อปปี้อย่างอื่นตามมาอีก ข้อความก่อนจึงหายไป ผมจึงต้องสร้างไฟล์ Word สำรองไว้เป็นพิเศษ คือก็อปปี้แล้วไปปะพักไว้ก่อนในไฟล์สำรอง ยุ่งยากมากแบบฟังดูคล้ายๆที่หนีบผมหาย (ยุ่งยากกิ๊บหาย) หลังๆก็เลยต้องพยายามก็อปปี้ไว้ก่อนให้เป็นนิสัย เรียกได้ว่าทำบ่อยมากๆ จนนิสัยที่ว่านี้เกือบจะกลายเป็นสันดานอยู่แล้วครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 355 6 มี.ค. 2553 (11:13)
190894 ผมได้กล่าวแล้วในความเห็นข้างต้นว่า ภาษาสามารถใช้บันทึกวัฒนธรรมต่างๆได้ การศึกษาภาษาเปรียบเทียบของคนต่างชุมชนที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกัน อาจบอกข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนนั้นที่เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังได้ไม่มากก็น้อย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน มณฑลกวางสี หรือบริเวณประเทศจีนตอนใต้ ที่มีภาษาคล้ายคลึงกับภาษาลาว ล้านนา หรือล้านช้าง มีเรื่องราวที่บันทึกไว้เกี่ยวกับมังกรหรือพญานาคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของลาวมีเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคถูกบันทึกไว้หลายตอน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นมหานครแห่งพญานาคก็ว่าได้ แม้แต่เรื่องราวของ "บั้งไฟพญานาค" ที่เกิดขึ้นในวันออกบรรษาของทุกปี ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "Naga Cities of the Mekong" หรืออาจแปลว่า "เมืองพญานาคแห่งแม่น้ำโขง" เป็นเรื่องราวของเมือง 3 เมืองในลาว คือ เวียงจันทน์ หลวงพระบาง และ จำปาสัก แต่งโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ Martin Stuart-Fox แห่ง University of Queensland ออสเตรเลีย ในหนังสือกล่าวถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพญานาคและพระพุทธศาสนา วัดวาอารามต่างๆจะต้องมีรูปพญานาคประดับอยู่เสมอไป ชาวบ้านที่นี่มีความเชื่อเรื่องพญานาคมาก.......วันที่ 27 มิ.ย. 2516 เมื่อทหารอเมริกันที่ตั้งฐานทัพอยู่ในประเทศลาว จับปลาชนิดหนึ่งได้ในแม่น้ำโขง ชาวลาวเรียกกันว่า นางพญานาค หรือ Queen of Nagas ปลาตัวนี้วัดความยาวได้ ประมาณ 7.80 เมตร ดังแสดงในรูป หน้าตาก็ดูไม่เหมือนปลา บางคนบอกว่าดูเหมือน"พญานาค" มากกว่า
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 356 6 มี.ค. 2553 (11:44)
190893 ปี พ.ศ.2511 - 2513 พ่อผมย้ายไปทำงานที่สนามบินนครเวียงจันทน์ แต่พ่อเช่าบ้านอยู่ฝั่งไทยตรงกับอำเภอศรีเชียงใหม่ ผมต้องย้ายตามพ่อไป และเรียนหนังสือฝั่งประเทศไทย ที่โรงเรียนพานพร้ว ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ตอนนั้นผมเรียนชั้นมัธยมต้น ตอนแรกมีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น เพราะผมเป็นคนกรุงเทพฯและไม่เคยไปอยู่ต่างจังหวัดเลย ปัญหาหลักคือเรื่องของภาษาถิ่น แต่ตอนหลังผมก็ปรับตัวจนพูดภาษาลาวได้โดยอาศัยการศึกษาภาษาเปรียบเทียบกับภาษาไทย ผมพูดได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือนได้ จนทุกวันนี้ก้ไม่เคยลืมเลือน แม้แต่ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญบรรยายในมหาวิทยาลัยของลาวตามโครงการ UNESCO ผมก็บรรยายและเขียนเป็นภาษาลาว (อ่านรายละเอียดในกระทู้ "เคล็ดลับการพูดภาษาอีสาน แบบฟิสิกส์ควันตัม" >> http://www.vcharkarn.com/vcafe/98217) รูปที่เห็นผมถ่ายกับเพื่อนๆที่โรงเรียนพานพร้าว เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2513 หลายคนอพยพไปอยู่อเมริกา บางคนเปลี่ยนสัญชาติเป็นคนสวีเดนและเกษียณที่สวีเดน บางคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เรายังติดต่อกันแน่นแฟ้นครับ....เมื่อไปอยู่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่และได้ศีกษาประวัติศาสตร์ของคนในชุมชนระแวกนี้ ปรากฏว่ามีเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 357 6 มี.ค. 2553 (11:55)
190892 ............................... ประวัติ อำเภอศรีเชียงใหม่ (อ้างอิง: http://www.srichiangmai.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=69&Itemid=307).........................
โครงกระดูก มนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ยุคบ้านเชียง(3,000-8,000 ปี) ณ ริมห้วยโมงเขตอำเภอศรีเชียงใหม่-ท่าบ่อ และกิ่งอำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย เมืองพานพร้าวหรืออำเภอศรีเชียงใหม่ในปัจจุบัน เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน โดยมีเอกสารปรากฎชื่อเมืองพานพร้าวอยู่หลายแห่ง กล่าวคือ เมืองพานพร้าวในพงศาวดารลาว(มหาสีลา วีระวงศ์) บางแห่งเป็นธารพร้าว หรือพั่งพ่าว ซึ่งต่างก็หมายถึงเมืองพานพร้าว ที่เป็นชื่อเมืองโบราณ ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ลาว มาตั้งแต่ พ.ศ. 2078 เป็นต้นมา เมืองพานพร้าว เป็นตำบลที่ตั้งอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งสร้างเมืองมาพร้อม ๆ กับการตั้งเมืองเวียงจันทน์ในสมัยทวารวดีตอนปลาย “พุทธศตวรรษที่ 14 – บริเวณนี้เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่อยู่สองฝั่งแม่น้ำโขงลักษณะเป็นเมืองอกแตก และมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอเป็นแบบเมืองทวารวดีทั่วไป ทางฝ่ายเวียงจันทน์มีร่องรอยของกำแพงดินและคูน้ำอยู่ในสภาพที่เห็นได้ชัดเจน แสดงถึงการขุดลอกและบูรณะในระยะหลัง ๆ นอกจากนั้นยังมีการขยายคันดิน ซึ่งอาจจะเป็นถนนหรือดินกั้นน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมไปทางด้านเหนืออีกด้วย ส่วนทางศรีเชียงใหม่ คูเมืองและคันดินอยู่ในลักษณะที่ลบเลือน แสดงให้เห็นถึงการปล่อยทิ้งร้างมานาน โบราณวัตถุ และโบราณสถานที่พบในเขตเมืองโบราณทั้งสองฟากนี้ มีตั้งแต่สมัยทวาราวดีลงมาจนถึงล้านช้างและอยุธยา..” (ศรีศักร วัลลิโภดม) ภาพสลักเสมาหิน (ในรูป ผมกับเพื่อนนักเรียนโรงเรียนพานพร้าว กำลังพิจารณาเสมาหินหน้าวัดช้างเผือก แถมยังถ่ายรูปกับหมาวัด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2513) พระวิธูรชาดกโปรดปุณณกยักษ์ประฏิมากรรมชิ้นเอก ยุคทราวดีพันกว่าปี ใต้ฐานมีรอยสกัดอักษรโบราณออก กล่าวได้ว่า ชุมชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณสองฟากแม่น้ำโขง ทั้งฝั่งเวียงจันทน์และเมืองพานพร้าวในยุคเริ่มต้นการสร้างบ้านเมืองคือ กลุ่มเดียวกันมีวัฒนธรรม ประเพณีเดียวกัน บริเวณที่เมืองพานพร้าวในอดีต หรืออำเภอศรีเชียงใหม่ในปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในขณะที่เมืองเวียงคุก-ซายฟอง เริ่มต้นพัฒนาเป็นบ้านเมืองมาก่อน พอมาถึงสมัยเวียงจันทน์ กลายเป็นบ้านเป็นเมือง ชุมชนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็คงเริ่มขยายตัว มากขึ้นไปพร้อมๆกับเมืองเวียงจันทน์ แต่ไม่มีความสำคัญมากนัก จึงยังไม่มีชื่อเฉพาะเรียกของชุมชนบริเวณฝั่งซ้าย จนกระทั่ง พ.ศ.2078 ซึ่งเป็นระยะหลังของราชอาณาจักรล้านช้างเชียงทอง (หลวงพระบาง) ที่ได้แผ่อิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งดินแดนทางใต้และตะวันตกของอาณาจักรแล้ว เมืองพานพร้าวเป็นที่อยู่ของชาวล้านนา....................ในรัชกาลพระเจ้าโพธิสาลราช ผู้ครองนครเชียงทองล้านช้าง (พ.ศ.2053-2093) ทรงมีนโยบายที่จะปรับปรุงให้เวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางการเมืองการ ปกครองของ อาณาจักรล้านช้างมากขึ้น เพื่อทดแทนที่นครเชียงทองซึ่งตั้งอยู่ในยุทธภูมิที่ทุรกันดาร ทั้งอยู่ใกล้กับข้าศึกคือพม่าในรัชกาลนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับราช อาณาจักรล้านนา คงปรากฏในประวัติศาสตร์ และกลายมาเป็นตำนานของเมืองศรีเชียงใหม่มาจนปัจจุบัน..............................
เมือง พานพร้าว หรือ "ค่ายพานพร้าว" เป็นค่ายทหารที่มั่นชั่วคราวของกองทัพไทย ภายหลังตีได้เวียงจันทน์แล้ว (ปัจจุบันคือ บริเวณ หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง) เจ้าพระยาจักรีได้พานางคำแว่น ซึ่งเป็นนางกำนัลของพระอัครมเหสีของพระเจ้าสิริบุญสารมาเป็นชายา ต่อมาได้เป็น "เจ้าจอมแว่นหรือคุณเสือ" พระสนมเอกรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 1 ชาวพานพร้าวศรีเชียงใหม่ เชื่อว่าท่านเป็นหญิงเมืองพานพร้าวที่งามพร้อมทุกสิ่ง สมเป็นกุลสตรี และเจ้าจอมแว่นผู้นี้ทำให้กองทัพไทยไม่ได้ทำลายบ้านเมือง จนเรียกศึกครั้งนี้ว่า "ศึกนางเขียวค้อม" และได้สร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ที่วัดนางเขียวค้อม บริเวณบ้านหัวทราย อำเภอศรีเชียงใหม่ ไว้เป็นที่เคารพสักการะของชาวพานพร้าว-ศรีเชียงใหม่ จนถึงทุกวันนี้ (ตำนานนางเขียวค้อมมีหลายสำนวน) และในครั้งนั้นเจ้าพระยาจักรี ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาประดิษฐานไว้ที่ค่ายพานพร้าว โดยสร้างหอพระแก้วชั่วคราวเพื่อการนี้ ส่วนราษฎรชาวเวียงจันทน์ ส่วนหนึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองพานพร้าว ปะโค และเวียงคุก จากนั้น จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางพร้อมทั้งนำเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ ข้าราชการ กรมการเมือง รวมทั้งราษฎรชาวเวียงจันทน์ที่เหลือลงไปกรุงเทพฯ.........................................เมืองพานพร้าวในสมัยเจ้าอนุวงศ์ พระอนุชาองค์ที่ 3 ของพระเจ้าสิริบุญสารได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เมื่อครั้งศึกเวียงจันทน์ - กรุงธนบุรี ได้ศึกษาวิชาความรู้อยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งอายุได้ 37 ปี จึงได้กลับไปครองราชย์ล้านช้างเวียงจันทร์ แทนเจ้าอินทวงศ์ ผู้เป็นพระเชษฐา เมื่อปี พ.ศ.2346 มีพระนามตามศิลาจารึกว่า "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ที่ 3" หรือ "พระสิหะตะนุ" เมืองเวียงจันทน์ และเมืองพานพร้าวในสมัยเจ้าอนุวงศ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งในเวียงจันทน์ และเมืองพานพร้าว คือวัดช้างเผือก และสร้างหอพระแก้วขึ้นเพื่อเป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงขึ้นที่ฝั่งวัดช้างเผือกมายังฝั่งเวียงจันทน์ ดังหลักฐานศิลาจารึก วัดพระแก้วซึ่งเป็นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน (ธวัช ปุณโณทก) ระบุว่า พ.ศ.2355 กษัตริทรงสร้างวัดนี้และถวายปัจจัยทานต่างๆ จำนวนมาก ทรงสร้าง "สะพานข้ามแม่น้ำโขง" บริเวณนี้ด้วย จึงแสดงให้เห็นว่า สมัยเจ้าอนุวงศ์มีความตั้งพระทัยจะกอบกู้เอกราชคืนจากไทย ได้พยายามจะวางรากฐานเมืองใหม่ โดยเฉพาะเมืองพานพร้าว ซึ่งเคยเป็นปราการด่านหน้าของเวียงจันทน์ก็ยังมีความสำคัญเช่นเดิม...........ในปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ก่อการกบฎยกกองทัพชาวลาวเวียงจันทน์ลงไปกวาดต้อนเอาชาว เวียงจันทน์ในเขตหัวเมืองของไทยกลับมาเวียงจันทน์ แต่ไปแพ้อุบายของคุณหญิงโมที่นครราชสีมา ทัพลาวจึงหนีคืนเวียงจันทน์ดังเดิม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์ พลเสพ แม่ทัพหลวงยกทัพมาตีเวียงจันทน์อีกครั้ง เดือนพฤษภาคม 2370 ทัพหลวงไทยมาตั้งมั่นที่ "ค่ายพานพร้าว" เจ้าอนุวงศ์ และเชื้อพระวงศ์จำนวนหนึ่งทราบข่าว จึงพากันหลบหนีไปได้ สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯทรงเห็นว่า ขณะนั้นใกล้เข้าฤดูฝนจะตามจับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ คงไม่สะดวกนัก จึงส่งพระราชสาสน์กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 3 ขอยกทัพกลับกรุงเทพฯ และขณะที่อยู่เมืองพานพร้าว ได้กล่าวถึงการค้นหาพระพุทธรูปสำคัญของเวียงจันทน์ ไว้ว่า........................จากค่ายพานพร้าวถึงค่ายบกหวานก่อนอวสานเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์กลับคืนสู่เวียงจันทน์หลังจากหนีไปพึ่งญวน โดยมินมางหว่างเด๊ จักรพรรดิ์ญวนส่งพระราชสาสน์ ถึงรัชกาลที่ 3 ขอพระราชทานอภัยโทษให้เจ้าอนุวงศ์ ทั้งให้ทหารญวนคุมตัวเจ้าอนุวงศ์ และครอบครัวมายังเวียงจันทน์ พวกทัพหน้าค่ายพานพร้าววางใจจึงให้อยู่ที่หอดังเดิม แต่อยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ ในวันเสาร์ที่ 2สิงหาคม พ.ศ. 2371 ทหารญวนและลาวลอบฆ่าทหารไทยในเวียงจันทน์ตายไปกว่า 300 คน เหลือรอดเกาะขอนไม้ข้ามโขงกลับมาค่ายพานพร้าวมาตั้งมั่นได้ 40-50 คน พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) จึงถอยทัพออกจากค่ายพานพร้าวมาตั้งมั่นที่ "ค่ายบกหวาน" (ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ปัจจุบัน) ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์นำทัพข้ามมารื้อพระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์ ที่ค่ายพานพร้าว แล้วนำพระพุทธรูปกลับคืนเวียงจันทน์ และให้เจ้าราชวงศ์ (เจ้าเหง้า) ตามตีค่ายบกหวานของไทยแตก แม่ทัพไทยบาดเจ็บถอยทัพไปยโสธร และแต่งตั้งให้ท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) อุปฮาดยโสธร ลูกหลานพระวอ - พระตา นำกำลังเข้าสมทบยกทัพกลับมายึดค่ายบกหวาน และค่ายพานพร้าวคืนได้ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2371 ส่วนเจ้าราชวงศ์ (เจ้าเหง้า) โอรสเจ้าอนุวงศ์บาดเจ็บ ทหารนำตัวออกจากสนามรบและสูญหายไปในศึกครั้งนั้น ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์หนีไปเวียตนามอีกครั้งแต่ถูกเจ้าน้อยเมืองพวน (เชียงขวาง) จับส่งกองทัพไทย เวียงจัยทน์ถูกทำลายทั้งกำแพง ป้อมเมือง และหอคำ (พระราชวัง) เหลือไว้แต่วัดวา อาราม และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประจำเมืองพร้อมทั้งกวาดต้อนเอาชาวเวียงจันทน์มาไว้ฝั่งไทยจนเกือบหมด เหลือแต่พวกข้าพระเลกวัดที่มีหน้าที่ดูแลวัดวาอาราม เท่านั้น.................................เมืองพานพร้าวในสมัยปฏิรูปการปกครองเป็นหัวเมืองในมลฑลลาวพวน ใน พ.ศ. 2436 ภายหลังขึ้นกับเมืองหนองคาย ต่อมาแบ่งเขตการปกครองเป็นอำเภอ จังหวัดหนองคาย เมืองพานพร้าว เป็นที่ตั้งของอำเภอท่าบ่อ ครั้นอำเภอท่าบ่อย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าบ่อ (อำเภอท่าบ่อ ปัจจุบัน) จึงตั้งตำบลพานพร้าว เป็นอำเภอศรีเชียงใหม่ สถานที่ราชการส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านศรีเชียงใหม่ จึงได้ชื่อว่า "อำเภอศรีเชียงใหม่" มาตั้งแต่ พ.ศ.2500 ถือว่าเป็นอำเภอที่ใหล้ชิดกับเมืองเวียงจันทน์มากที่สุดมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน..............................เบ้าหลอม โลหะทำด้วยดินเมื่อเผาหลอมจึงแกร่งคล้าย อิฐและมีประติมากรรม หินลอยตัวอีก 1 คู่ ไว้ทรงผมเป็นหลอดแบบชาวสยามนครวัด คู่นี้อยู่ในวัดพระธาตุบังพวนหนองคาย ขนย้ายมาจากอำเภอศรีเชียงใหม่................................แหล่งโบราณคดีโคกคอน บ้านโคกคอน ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งพบทั้งกระดูก หม้อปั้นลูกปัด สัมริดร่วมยุคกับ ารยธรรมบ้านเชียง" อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี (ประมาณ 5,000-8,000 ปี) รอการขุดค้นที่ถูกต้องก่อน.................................แหล่งหลอมทองสัมริด อารยะธรรมบ้านเชียงทางวิชาการนั้นมิใช่ หม้อลายเล็บขุดเชือกทาบหรือลายสีก้อนก้นหอยที่รู้จักกันทั่ว แต่หมายถึง"สัมริด" ซึ่งเป็นนวกรรมก่อกำเนิดอารยธรรมเริ่มแรกของอุษาคเนย์ เพราะต้องใช้โลหะผสมทองแดงกับดีบุก ซึ่งจังหวัดอุดรธานีไม่มีแหล่งแร่ทองแดงนี้ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียสำรวจเมื่อ 20 กว่าปีก่อนว่า "เหมืองทองแดง" โบราณยุคบ้านเชียงนั้นอยู่ที่ "ภูโล้น" อำเภอสังคม จังหวัดหนองคายนี้เอง ผู้เรียบเรียงได้สำรวจวิจัยร่วมกับอาจารย์เย็นจิต สุขวาสนะ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ (ประสานมิตร) เมื่อพุทธศักราช 2541 พบร่องรอยการหลอมถลุงสัมริดและเหล็กถึง 40 กว่าแห่งตามห้วยโมง อำเภอศรีเชียงใหม่ - อำเภอท่าบ่อ - กิ่งอำเภอโพธิ์ตาก ซึ่งตอนนี้สรุปได้เพียงว่า "สำริดสำเร็จรูป" ที่พบบ้านเชียงนั้น น่าจะหลอมถลุงจากที่นี่.............................ภาพสลักหินนูนต่ำนครวัด (ก่อนยุคสุโขทัย) ว่า "เนยะสยำกุกฺ" นี่คือชาวสยาม (ไทย-ลาว)น่าเชื่อว่าเขมรโบราณสลักไว้ดังประติมากรรมที่พบ (กลุ่มชนผู้พูดภาษาไทย-ลาว) ซึ่ง รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม เมธีวิจัยอาวุโส ตั้งทฤษฎีว่า น่าจะเป็นกลุ่มชนจากเวียงจันทน์-หนองคายในพุทธศษวรรตที่ 17 ดังภาพสลักหินนูนต่ำปราสาทนครวัดซึ่งชาวเขมรโบราณจารึกว่า "เนียะสยำกุก." นั้น ได้พบรูปเคารพหินสลักแบบลอยตัว 2 คู่จากห้วยโมง สลักทรงผมเป็นหลอดยาวลงมาคล้ายกับถักเปียเป็นสายตรงตามที่เขมรสลักไว้ ซึ่งน่าจะเป็นรูปร่างคนสยาม (ไทย-ลาว) ที่เก่าที่สุดในปัจจุบัน ตามห้วยโมง 167 กิโลเมตรนั้น ตำนานพระอุรังคราตุว่า มีเมืองโบราณชื่อ "เวียงนกยูงหรือเวียงโมง" ซึ่งได้พบซากคันน้ำคูดินโบราณยุคทราวดี มีเสมาหินถึง 52 ชิ้น ที่ตำบลโพธิ์ตากและนำไปเก็บรักษาอยู่ที่วัดหินหมากเป้งแล้ว บางชิ้นสลักเป็นศิลปทราวดีแท้ๆ เรื่องพระวิธูรชาดกเป็นต้น แต่มีร่องรอยการสกัดอักษรออกเกือบทุกหลัก (เขมรเป็นฮินดูหรือมหายานอาจไม่ถูกกับชาวทราวดีโบราณวึ่งเป็นพุทธเถรวาทก็ ได้) "โมง" อาจเป็นภาษาทราวดีโบราณก็ได้หรือภาษาสันสกฤต "มยุรา,โมริยะ" และกร่อนเสียงก็ได้ เชื่อกันว่าเดิม มาออกแม่น้ำโขงตรงโบสถ์ วัดพระเจ้าองค์ตื้อ ซึ่งมีเจดีย์โบราณอยู่ เรียกว่า "ธาตุนกยูง" มาช้านาน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 358 7 มี.ค. 2553 (14:12)
190976 สัปดาห์หน้าผมจะต้องพานักเรียนสิงคโปร์มาทัศนศึกษาที่เมืองไทยอีก (ดูเพิ่มเติมรายละเอียดได้ในกระทู้ "นักเรียนประถมศึกษา สิงคโปร์ทัศนศึกษาในประเทศไทย" >>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/140256) เมื่อ 2-3 วันก่อนผมไปสำรวจเส้นทาง จะพานักเรียนไปดูหิ่งห้อย ทั้งนั่งเรือ และเดินในสวน ลักษณะสวนที่มีหิ่งห้อยอยู่กันเต็มต้นไม้นั้น ทำให้ผมคิดถึงยายของผม หลายสิบปีมาแล้วสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเล่าเรื่องราวต่างสมัยโบราณให้ฟัง คำศัพท์ต่างๆที่ท่านใช้หลายคำต่างกับที่ผมใช้ เช่น คำว่า "หิ่งห้อย" ยายเรียกว่า "ทิ้งถ่วง" เป็นต้น ยายผมเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผมมีโอกาสไปที่พระราชวังบางปะอิน เห็นอนุสารีย์"พระนางเรือล่ม" มีตัวหนังสือสมัยรัชกาลที่ 5 สลักไว้ มีหลายคำที่ใช้ต่างจากสมัยนี้ เช่น คำว่า ที่ระลึก เป็น สุขสบาย อนุสาวรย์ ก็เขียนไม่เหมือนสมัยนี้ ดังแสดงในรูป ..................................................................................................... 190977
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 359 8 มี.ค. 2553 (12:24)
ผมขอพักกระทู้ของผมไว้เพียงเท่านี้ครับ ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับเว็ปวิชาการเพิ่ม และคงไม่กลับเข้ามาอีก จนกว่า "วิชาการ.คอม" จะจัดระบบให้เรียบร้อยก่อน หรือ ไม่ก็ "ปิดบอร์ด" หวังว่าคงได้พบกันอีกในเว็ปอื่นถ้ามีโอกาส สวัสดีครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 360 8 มี.ค. 2553 (16:33)

ผมขอลาออกจากการเป็น V-team และ สมาชิกภาพของวิชาการ.คอม ครับ
เพราะรู้สึกไม่สะดวกในการใช้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว
เสียเวลามากครับ สมาชิกท่านอื่นอีกหลายท่านก็คงเหมือนผม
ส่วนกระทู้ต่างๆที่ผมที่เคยเขียนไว้ จะค่อยๆทยอยลบออกเองครับ
เพราะมีจำนวนมาก ตอนนี้ก็ทยอยลบทิ้งไปจำนวนหนึ่งแล้ว
หากมีเพื่อนสมาชิกต้องการเก็บข้อมูลไว้ กรุณารีบดำเนินการ
เพราะผมจะทำการลบข้อมูลให้หมดเร็วๆนี้ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 361 8 มี.ค. 2553 (18:47)
ยักษ์ใหญ่ ยามโยกย้าย
โยกย้าย ยิ่งโยงใย
โยงใย แย่...ยืดยาว
ยิ่งยืดยาว ยิ่งเยียวยา

ยอยักษ์ ยักษ์ยกย่อง
เยียวยา ยามยุ่งเหยิง
หยุดยั้ง หยุดยุ่งเหยิง
หยุดยุ่งเหยิง อยู่ยั้งยืน


ขอบคุณครับ
อ. แขฯ
thanit_khom
ร่วมแบ่งปัน429 ครั้ง - ดาว 183 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 362 9 มี.ค. 2553 (05:43)


ขอบคุณ คุณthanit_khom  ที่แวะเวียนเข้ามาพูดคุยทักทายกันอย่างกัลยาณมิตร สังคมไทยอาจมีวัฒนธรรมที่เฉพาะตัว ที่ต้องเตรียมใจ และต้องอ่านใจเก่งๆ ไม่ทราบว่าที่ญี่ปุ่น ยุ่งยากยั้วเยี้ยยุ่งเหยิง จนต้อง เยี่ยวยาแบบนี้ไหมครับ อ่านคำประพันธ์ของคุณนานๆแล้วต้องนวดริมฝีปากตรงกลางมากๆ กลัวเดียวจะปิดไม่สนิท เพราะใช้มากจนเป็นรูตรงกลางครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 363 9 มี.ค. 2553 (07:00)

การให้วิชาความรู้เป็น "วิทยาทาน" เป็นการทำบุญด้วยปัญญา 

บุญนั้น ทำแล้วทำเลยค่ะ

จะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ก็คัดลอกข้อมูลไปได้โดยไม่ต้องลบนี่คะ

สิ่งที่ทำไปแล้วเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนจำนวนมากที่ไม่ได้มารู้อิโหน่อิเหน่กับความโกรธขึ้งของใคร

ทำไมต้องนำโทสจริตส่วนตัวไปทำลายประโยชน์ของคนหมู่มากด้วย ???????



กัลยาณมิตร คือ "ผู้หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีอย่างแท้จริง" ไม่ใช่ "ผู้ยุส่ง"


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4078 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 364 9 มี.ค. 2553 (08:41)

ไม่ยักรู้ว่า ข้อเขียนหรือกระทู้ที่ผมเขียนมันมีประโยชน์มากมายขนาดนั้นเชียว ยกย่องกันเกินไปหรือเปล่าครับ เดี๋ยวใครๆเขาจะอิจฉาเอา ผู้ดูแลเขาก็ยังพูดเป็นนัยอย่างชัดเจนแล้วว่า "ไม่มีคุณผมก็อยู่ได้ มีอีกตั้งหลายคนที่มีความตั้งใจช่วยเหลือ" ผมควรต้องหน้าด้านอยู่ต่อไปก็แล้วกัน ในทางคณิตศาสตร์เราจะมีเครื่องมืออะไรมาวัดได้บ้างครับ จะเอาความรู้สึกของใครคนใดคนหนึ่งมาใช้เป็นคัชนีชี้วัดก็ไม่น่าจะได้ วันไหนอารมณ์ดี วันไหนอารมณ์ไม่ดี ตัวเลขความพึงพอใจจะแกว่งมากอย่าง "มีนัยสำคัญ" บางที่ตัวเลขผู้เข้ามาเยี่ยมชมก็ใช้ไม่ได้ เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Counter ของระบบเสีย ผมเคยเจอ บางคนเป็นสมาชิกมากว่า 39 ปีก็มีครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 365 9 มี.ค. 2553 (21:41)
Counter ของระบบเสียหรือเปล่า ผมไม่ทราบได้
แต่กระทู้อื่นๆ ที่มียอดผู้เข้าชม เป็นเรือนหมื่นเรือนแสนภายในไม่กี่เดือนเหมือนของอาจารย์ ....
ผมเห็นมีไม่กี่กระทู้ครับ
สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 366 10 มี.ค. 2553 (16:04)
ผมเห็นกระทู้ภาษาอังกฤษยังมีคนขุดขึ้นมาอีก และกระทู้กระบวนการวิจัยก็มีคนขุดขึ้นมาอีก คงไม่ใช่ขยะหรอกนะ คงมีส่วนเป็นประโยชน์บ้าง และที่เป็นขยะเจ้าของเว๊ปคงลบออกเอง
unity sun power
ร่วมแบ่งปัน371 ครั้ง - ดาว 146 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 368 11 มี.ค. 2553 (07:36)
สวัสดีครับ อาจารย์แขชนะ
ก่อนอื่นผมรู้สึกเสียดายและเสียใจ
ที่อาจารย์ต้องการหยุดการให้ความรู้
และเข้ามาพูดคุยเหมือนแต่ก่อน
(ทั้งๆที่ในใจดูเหมือนยังเปี่ยมไปด้วยความกรุณา
ยังอยากที่จะให้ความรู้ต่อไป)
ใจจริงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย ผมไม่ทราบข้อความลึกๆ
เพราะไม่ได้เข้ามานานแล้วครับ
แต่ช่วงนั้นผมได้เข้าไปดูเวปธรรมะ ที่อาจารย์เคยโพสไว้ในกระทู้
ภาษาไทยของฉัน ร่วมมือกันจรรโลง
นั่นเป็นจุดเริ่มแรกที่ผมได้เข้าไปเปิดอ่านจนผมได้พบ
ความจริงเกี่ยวกับชีวิตอะไรๆหลายๆอย่าง
ผมชอบอ่านเรื่องพระอานนท์พุทธอนุชา
มีข้อความตัดมาจากตอนหนึ่งว่า
"คนที่เกิดมาแล้วทุกคนมีขวานติดปากมาด้วย
สำหรับให้คนพาลผู้ชอบพูดชั่วๆ ไว้ฟาดฟัน
เชือดเฉือนตัวเอง อนึ่ง ผู้ใดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ
หรือสรรเสริญคนที่ติเตียน ผู้นั้นชื่อว่าแส่หาโทษใส่ตัวเองเพราะปาก
เขาย่อมหาความสุขไม่ได้เพราะโทษนั้น ...
ผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ไม่มีกิเลศ
เขาย่อมได้รับบาปเอง เหมือนคนปาผงธุลีขึ้นฟ้า
หรือปาธุลีทวนลมย่อมกลับไปหาตัวผู้ทำเองฉันนั้น..."

มีคำคมที่น่าสนใจมากๆในหนังสือเล่มนี้...
ผมอยากให้อาจารย์เป็นบุคคลผู้ควรสรรเสริญ
กลับมามอบความรู้นอกตำราที่หาได้ยาก
ให้กับนักเรียนและผู้สนใจผู้ใฝ่หาความรู้อีกครั้งนะครับ
ด้วยความเคารพครับ
teerapongxx
ร่วมแบ่งปัน672 ครั้ง - ดาว 77 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 369 11 มี.ค. 2553 (12:36)
ภาษามาลัย....ภาษาดอกไม้

ดอกไม้ต่างสีสัน......ต่างกลิ่น พันธุ์ กิ่ง ก้าน ใบ
เข็มน้อยร้อยเรียงไป......เป็นมาลัยอันโสภา

คนเราแม้นต่างจิต......ต่างความคิดต่างสาขา
สวยได้ดังมาลา......ถ้านำมาสมานกัน

คิดดี คิดประเสริฐ......คิดเป็นเลิศช่วยสร้างสรรค์
คิดชั่วมัวหมองพลัน......ไม่กี่วันต้องบรรลัย

หลายแรงหลากความคิด......ร่วมผูกมิตรอัชฌาสัย
ร่วมร้อยเรียงน้ำใจ......ต่างมีให้กันและกัน

หนึ่งก่อ หนึ่งต่อเติม......หนึ่งสร้างเสริม หนึ่งสร้างสรรค์
ร่วมแรงร้อยใจมั่น......สานสัมพันธ์อันยืนยาว

ภาษามาลัย....ภาษาดอกไม้
ของคุณครูไผ่ ได้ร่วมใจกันแต่ง โดย ร่วมกับ อาจารย์แขชนะ คุณNp ....
เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 52

แด่...ความสัมพันธ์อันยืนยาว
สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 371 21 มี.ค. 2553 (02:41)

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ใหญ่โต หรือต่ำต้อย เราแคร์คุณเสมอ


เชิญเปลี่ยนบรรยากาศมาคุยกันต่อที่นี่ครับ


กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 372 23 มี.ค. 2553 (21:28)
เมื่อวันก่อนฟังรายการภาษาไทยทางวิทยุ
ผมเคยจำได้ว่าพระสงฆ์ เรียกลักษณะนามว่า รูป
พระพุทธรูป เรียก องค์

แต่ตอนนี้เขาเรียกลักษณะนามพระสงฆ์ได้ทั้ง รูป และ องค์ แล้วครับ...

มีใครเฉยแบบผมมั่งนะครับ...เพิ่งรู้จริงๆนะเนี๊ย

ป.ล. อยากให้อาจารย์แขชนะกลับมาที่บอร์ดนี้อีกจังครับ...
แต่บอร์ดวิชาการ โพสแบบเดิมไม่ได้หรือครับ
ผมแทรกรุปไม่ได้เลย...น่าเสียดายจัง ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนเลยครับ

teerapongxx
ร่วมแบ่งปัน672 ครั้ง - ดาว 77 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 373 24 มี.ค. 2553 (08:46)
ที่จริงแล้ว การใช้ลักษณะนามของพระนั้น หากเป็นพระทั่วไป จะใช้ว่ารูป
แต่หากเป็นพระที่เป็นอริยบุคคล เช่นพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระอานนท์ ฯลฯ จะใช้ว่าองค์

แต่เนื่องจากในตอนนี้ หลายคนได้ใช้ลักษณะนามผิดๆนั้น จนเกิดอาการ"ชิน"ไปแล้วล่ะครับ คงจะแก้ไขได้ยาก

ส่วนเรื่องการโพสต์รูปลงเว็บไซต์นี้นั่นอาจจะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็พอจะทำได้ ตามวิธีในกระทู้นี้ครับ http://www.vcharkarn.com/vcafe/173713


ป.ล. ผมก็อยากให้อ.แขชนะกลับมาเหมือนกันล่ะครับ
นายศรา
ร่วมแบ่งปัน997 ครั้ง - ดาว 276 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 374 29 ก.ค. 2553 (05:45)

วันนี้ ๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 375 17 ก.ค. 2554 (10:51)

วันนี้ ๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 376 19 ก.ค. 2554 (02:59)
เรียนถามคำว่าเป็น สมัยก่อนแบบเรียนสะกดว่า เปน ภายหลังมีการเติมไม้ไต่คู้ เพราะเหตุใดครับ
ราม (IP:49.237.89.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 377 20 ก.ค. 2554 (15:59)

ผมตอบตามความเข้าใจของผมนะครับ
ด้วยตอนที่ผมเกิดมาก็สะกดว่า "เป็น"อยู่แล้ว

หากเขียนว่า "เปน" เป็นการใช้สระ"เอ"ซึ่งเป็นสระเสียงยาว แต่คนมักออกเสียงสั้นๆ
ซึ่งตรงกับสระ"เอะ" ทีนี้ หากจะเขียนว่า "เปะน" ก็ดูเกะกะ จึงลดรูปประวิสรรชนีย์
เป็นไม้ไต่คู้ ซึ่งก็คล้ายกับเลข ๘
นอกจากคำว่า"เป็น"แล้วก็ยังมีคำอื่นอีกหลายคำ เช่น
เห็น เข็ด เล็ง เป็นต้น
และสระ"แอะ"ก็มีการลดรูปวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้เหมือนกัน เช่น
แข็ง แขม็บ แค็ต(ตาล็อก) เป็นต้น


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 378 20 ก.ค. 2554 (16:10)

อยากทราบว่า  สระอำ  เสียงสั้นหรือเสียงยาวครับ
เมื่อประสมกับพยัญชนะแล้วออกเสียงสั้นหรือเสียงยาว ครับ
เพราะเหตุใด อย่างไร


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 379 20 ก.ค. 2554 (16:16)

ลองถามครูภาษาไทยที่บ้านดู
เธอบอกว่า ปัจจุบันนี้ สระ"อำ"ไม่นับเป็นสระแล้วครับ แต่เรียกว่า"พยางค์"
ที่จริงก็คือสระ"อะ"และมีตัวสะกด"มอ"
พี่ np คงจะสังเกตเห็นว่า คำว่า "กัม" และ "กำ" ออกเสียงเหมือนกันทุกประการ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 380 20 ก.ค. 2554 (16:21)

นอกจากสระ"อำ"จะหายไปจากภาษาไทยแล้ว ก็ยังมีสระ"ไอ"และสระ"ใอ"ด้วย
สังเกตคำว่า "ไว" กับ "วัย" ออกเสียงเหมือนกันทุกประการ
ดังนั้นสระ"ไอ"จึงถูกจัดเป็นพยางค์ด้วยเหมือนกันครับ

ยังไม่ได้ตอบคำถามพี่ np
ขอมาตอบตรงนี้ว่า
สระ"อะ"เป็นสระเสียงสั้น
แต่สระ"อำ"ไม่ใช่สระ จึงไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นสระเสียงสั้นหรือเสียงยาวครับ
ตอบแล้วก็เหมือนไม่ได้ตอบอยู่ดี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 381 20 ก.ค. 2554 (20:34)

งั้น ขอเปลี่ยนคำถามใหม่
1. พยัญชนะไทยที่ประสมกับนิคหิตและลากข้าง  ต้องอ่านเสียงสั้นหรือเสียงยาว
2.
พยัญชนะไทยที่ประสมกับไม้มลาย ต้องอ่านเสียงสั้นหรือเสียงยาว
มีหลักเกณฑ์อย่างไร


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 382 21 ก.ค. 2554 (13:08)

ในความเห็นของผมนะครับ

น้ำ ต้องออกเสียงว่า นั้ม เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ น้าม ที่เป็นเสียงยาว
ช้ำ  ต้องออกเสียงว่า ชั้ม เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ ช้าม ที่เป็นเสียงยาว

ก็แปลกดีที่คำว่า ช้ำ ไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่ออกเสียงสั้น
แต่คำว่า น้ำ กลับออกเสียงว่า น้าม กันเป็นส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย )
ก็พยายามแก้ไขตัวเองอยู่ก่อนแก้ไขคนอื่น

ไม้ ต้องออกเสียงว่า มั้ย เป็นเสียงสั้นครับ ไม่ใช่ ม้าย ที่เป็นเสียงยาว
ไคล ออกเสียงว่า คลัย เป็นเสียงสั้น ไม่ใช่ คลาย ที่เป็นเสียงยาว
ไอ ออกเสียงว่า อัย เป็นเสียงสั้น ไม่ใช่ อาย ที่เป็นเสียงยาว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 383 21 ก.ค. 2554 (22:18)

น้ำ  ค้ำ  ล้ำ  ช้ำ
ไป  ไกล ไร้  ไว้  ไม้  ไซร้
สระและพยัญชนะ
สระน้ำ
ประโยชน์
สี่ร้อยเส้นเป็นหนึ่งโยชน์
โคลงโลกนิติ
บัณฑิต  อัณฑะ


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 384 12 ก.ย. 2555 (15:23)
สวยมากๆเลยดอกไม้น่ารักมากๆอย่านี้ต้องชมเชย
ด.ญรัตติกาล บุญมั่น (IP:182.93.195.199)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 387 21 ม.ค. 2557 (06:27)


http://www.youtube.com/watch?v=DorEeTVDFZE#t=2


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 388 21 ม.ค. 2557 (11:32)


ลาร้างรักมิตรพ้อง       ห้องเก้า

ก่อนชิดสุขทุกข์เศร้า      ผ่านพ้น

เวลาผ่านผองเจ้า         เคยชิด สนิทเฮย

เคยร่วมรักสุขล้น          บัดนี้จากไกล



ผมได้พบโคลงข้างต้นนี้ จึงได้ขอแสดงความคิดเห็นครับ (และขออนุญาตผู้ประพันธ์เป็นวิทยาทาน ณ ที่นี้ครับ)

---------

ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นหน่อยนะครับ ชอบ ไม่ชอบ อย่าเคืองกันนะครับ



เมื่อเราพูดหรือเขียน ก็ประสงค์จะให้คนอื่นเข้าใจในความคิดของเรา

ดังนั้นเราสมควรระวัง "คำบางคำ" ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในการสื่อสาร



เคยร่วมรักสุขล้น



ร่วมรัก ความหมาย (ปาก) ก. เสพสังวาส, ร่วมรส หรือ ร่วมรสรัก ก็ว่า.

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน



กันยายน 23, 2013
---------

หลังจากแต่งโคลงนี้แล้ว กลับหา web ของโคลงข้างต้นไม่เจอ  555



....ภาษาพึงสื่อให้...............ถูกความ

ควรแก่บุคคลยาม................พูดใช้

ระวัง! คำพลิกผันตาม...........ตำแหน่ง...วางนา

เสียงเปลี่ยนความต่างได้........เร่งรู้ตระหนักถึง




บุคคล, บุคคล- [บุกคน, บุกคะละ-, บุกคนละ-] น. คน (เฉพาะตัว); (กฎ) คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

เรียกว่า บุคคลธรรมดา; กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง

ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า นิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล).



ขอแบ่งปันครับ



๑ การสลับตำแหน่งคำในร้อยกรองเป็นเรื่องปกติ เช่น สิ่งสรรพ เป็น สรรพสิ่ง

แต่พึงระวัง บางครั้งความหมายเปลี่ยนไป เช่น

- ดีใจ ก. ยินดี, ชอบใจ, พอใจ.

- ใจดี ว. มีใจเมตตากรุณา, ไม่โกรธง่าย; คุมใจไว้ให้มั่น เช่น ใจดีสู้เสือ.



๒ การลดคำในกลุ่มคำที่มีความหมายเฉพาะ เช่น

- กระทบกระทั่ง ก. แตะต้อง, ทําให้กระเทือนถึง, ทําให้กระเทือนใจ.



กระทบทั่ง ผมอ่านพบนานแล้ว จำได้ดีเพราะมีผู้อ่านแซวผู้แต่งว่า "โอ๊ย เลือดสาดเลย"

- กระทบ ก. โดน, ถูกต้อง, ปะทะ, พูดหรือทําให้กระเทือนไปถึงผู้อื่น เช่น พูดกระทบเขา ตีวัวกระทบคราด

ในบทกลอนใช้ว่า ทบ ก็มี เช่น ของ้าวทบปะทะกัน. (ตะเลงพ่าย),

หรือว่า ประทบ ก็มี เช่น ประทบประทะอลวน. (ตะเลงพ่าย).

- ทั่ง น. แท่งเหล็กสําหรับช่างใช้รองรับในการตีโลหะบางชนิดเช่นเหล็ก ทอง ให้เป็นรูปต่าง ๆ.



๓ ในการประพันธ์เพลงคำร้องไทย เรื่องเสียง สำคัญมาก เช่น

- มลาย ขับร้องไม่ดีกลายเป็น ม้าลาย

- ช่วยชี้     "      "        "     ช่วยชี 555

หรือ จิตแจ้งแห่งเหตุ ในร้อยกรองฟังดี แต่

- จิตแจ้ง เสียงเป็น เอกโท ไปลงที่ ตัวโน้ตซึ่งเสียงเหมาะเป็น โทเอก

ก็ควรสลับตำแหน่งเป็น แจ้งจิต



ขอบคุณครับ



02 ตุลาคม 2013



 


toshare
ร่วมแบ่งปัน374 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 389 21 ม.ค. 2557 (11:54)

266797


คำในภาษาไทย เมื่อร้อยเรียงให้สัมผัสกันแล้ว มันก็จะฟังรื่นหูในลักษณะคล้องจอง แต่เรื่องของการสื่อความหมายและสิ่งที่อยู่ในสมองที่ถูกกลั่นกรองออกมาสื่อให้คนรู้เห็นนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน
คนในสังคมเดียวกัน หรือแม้แต่บ้านเดียวกัน ต่างความคิดได้ ก็มีไมตรีและเคารพกันได้ แม้แต่ศัตรูก็ยังให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของกันและกันได้
ผมเคยเรียนสมัยอยู่ชั้นประถมศึกษา เรื่องอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวพยะยาจักรก่อนรบกัน ยังเคารพและให้เกียรติในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ผมไม่ได้เข้าข้างใคร หากผมเห็นต่าง ก็อย่างผลักใสผมไปอยู่ข้างใดเลย หรือหาว่าถูกซื้อตัวไปเลย ขอพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างบ้างเถิดครับ
หากพูดผิดหูก็ขออภัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 390 22 ม.ค. 2557 (10:59)

สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

แมวหมาที่บ้านผม ผมยังไม่เคยเรียกไอ้-อีเลย แม้จะโกรธที่มันขโมยของกิน ทำจานแตก ฯลฯ
เพื่อนรักของผมคงจะยืนยันได้ว่าผมไม่เคยพูดจาหยาบคายด้วยกันเลยตลอดเวลาที่คบกันมาเกือบหกสิบปี
(อาจจะนับว่าเป็นหกสิบปีก็ได้ถ้านับตั้งแต่แม่ของเราคุยกันตอนที่เราอยู่ในท้องของท่านทั้งคู่)
การที่เป็นคนฉลาดไม่ได้ยืนยันว่าเป็นคนดีเสมอไป

คนที่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองของตัวเอง ก็ล้วนมาจากความฉลาดเกินมนุษย์ทั่วๆไป
แต่กลับสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลว่าจะสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ รัฐฯกำลังถังแตก
รับซื้อข้าวด้วยราคาเกินจริงมาก (ที่จริงก็ซื้อเสียงนั่นแหละ)
ทำไมไม่ยืมเงินทักษิณมาจ่ายชาวนาเรื่องรับจำนำข้าวไปก่อนนะ

กู้จนหาทางกู้ไม่ได้แล้ว
ตอนนี้จะมาเอาเงินก้นถุงที่ผมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณไปใช้อีก (เงินประกันสังคม)

ทักษิณ กับน้องสาว กำลังจะทำให้ประเทศไทยแตก
การเมืองต่างขั้วกันก็ไม่เคยแสดงความเกลียดชังได้มากขนาดนี้
จนกระทั่งระบอบนี้เข้ามาจากคนที่เรียนอาชญวิทยาระดับปริญญาเอกเข้ามาบริหารประเทศ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 391 22 ม.ค. 2557 (11:02)


....ปัญญาธรรมตระหนักไว้.........เที่ยงตรง

พุทธะ-"ตื่นรู้"จง.....................ประจักษ์แจ้ง

กาลามสูตรพึงคง....................ยึดมั่น

ขจัดอวิชชาย้อนแย้ง................สลัดสิ้น"ติดตน"


toshare
ร่วมแบ่งปัน374 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 392 22 ม.ค. 2557 (11:08)


การเขียนใช้ ไม้ตรี เป็นหนึ่งในปัญหาการเขียนภาษาไทย

จึงขอเชิญชวนให้เพื่อนๆ ร่วมแสดงความใส่ใจ

แต่ง ร้อยกรอง การเขียนใช้ ไม้ตรี ที่ถูกต้องครับ



....ขอบคุณครูที่ให้................พื้นฐาน

สอนแนะบ่รำคาญ..................สักน้อย

ได้รู้รอบแตกฉาน...................สิ่งเหมาะ...ควรเฮย

จึงคิดหาญแต่งถ้อย................โจทย์สร้างรังสรรค์



...."คลิ๊ก, โน๊ต" นั้นใช้ผิด.......แน่นอน

วานท่านให้หลักสอน...............ชัดแล้

อีกช่วย "ปลุกจิต" วอน.............สำนึก

บากบั่นอย่ายอมแพ้.................ทุกผู้ใช้จริง


toshare
ร่วมแบ่งปัน374 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 394 23 ม.ค. 2557 (08:40)


จรรยาบรรณแพทย์กับหลักการของกาชาดไม่ได้กล่าวถึงการเดินขบวนขับไล่ทางการเมืองด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเลย



จริยธรรมแพทย์ (อังกฤษ: medical ethics) เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ (applied ethics) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ (Ethics) ในวิชาปรัชญา (Philosophy) วิชานี้นำเสนอวิธีปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และพยาบาลควร ปฏิบัติต่อคนใข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง องค์ความรู้ที่ตกผลึกในสังคมตะวันตกนั้น ได้แนะนำให้ผู้อยู่ในสาขาแพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อผู้ป่วยดังต่อไปนี้




  • เน้นประโยชน์ผู้ป่วยสูงสุด (beneficence)


  • สิ่งที่จะทำต้องเน้นไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายใดๆ เพิ่มขึ้น (Non-maleficence)


  • ผู้ป่วยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะรู้สาเหตุและอาการป่วยของตัวเองและเลือกวิธีรักษาตามความเหมาะสม (Autonomy)


  • การรักษาต้องอาศัยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไปตามสมมุติฐานโรคของผู้ป่วยแต่ละคนอย่างแท้จริง (Justice)


  • ทั้งผู้รักษาหรือผู้ดูแลพยาบาลและคนไข้ต่างมีเกียรติและสมควรได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ (dignity)


  • แพทย์และพยาบาลต้องไม่ปิดอาการป่วยต่อผู้ป่วย และควรให้ผู้ป่วยรับรู้ความหนักเบาของอาการป่วยตามความจริง แต่ทั้งนี้ ต้องดูความเหมาะสมอย่างอื่นประกอบ เช่น สภาพจิตผู้ป่วยด้วย (Truthfulness and Honesty)



นอกจากหลักปฏิบัติเหล่านี้แล้ว ผู้บรรยายวิชานี้ จะนำองค์ความรู้จากศาสนาและวัฒนธรรมท้อง ถิ่นให้เห็นว่าคล้ายคลึงหรือแตกต่างจากองค์ความรู้ในประเทศตะวันตกอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุดจากการดูแลรักษาของแพทย์และพยาบาล



--------------------------



มนุษยธรรม

กาชาดเกิดขึ้นมาจากความปรารถนาที่จะนำ ความช่วยเหลือโดยมิเลือกปฏิบัติมาสู่ผู้บาดเจ็บในสนามรบ กาชาดเพียรพยายามทั้งในฐานะทางระหว่างประเทศและในระดับชาติ เพื่อป้องกัน และบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษย์ไม่ว่าจะพบได้ในที่ใด ความมุ่งประสงค์ของกาชาดได้แก่การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ และการประกันความเคารพนับถือต่อมนุษยชน กาชาดส่งเสริมความเข้าใจ มิตรภาพ ความร่วมมือระหว่างกัน และสันติภาพยั่งยืนระหว่างประชากรทั้งมวล

ความไม่ลำเอียง

กาชาดไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อถือทางศาสนา ชั้น วรรณะ หรือความคิดเห็นทางการเมือง กาชาดเพียรพยายามอย่างเดียวที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมาน โดยให้การปฏิบัติเป็นลำดับแรกต่อกรณีความทุกข์ยากที่เร่งด่วนที่สุด

ความเป็นกลาง

เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจสืบต่อไปจาก ทุกฝ่าย กาชาดไม่อาจเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการสู้รบ หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในเวลาใดในการขัดแย้ง ซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา และลัทธินิยม

ความเป็นอิสระ

กาชาดเป็นอิสระ สภากาชาดแห่งชาติแม้จะมีส่วนช่วยเหลือในบริการด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลของตน และอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของประเทศตน จะต้องธำรงความเป็นอิสระอยู่เสมอไป เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติตามหลักการกาชาดได้ทุกเวลา

บริการอาสาสมัคร

กาชาดเป็นองค์การอาสาสมัครในการบรรเทาทุกข์ โดยไม่มีความปรารถนาผลประโยชน์ในประการใด ๆ

ความเป็นเอกภาพ

ในประเทศหนึ่งพึงมีสภากาชาดได้เพียงแห่ง เดียว สภากาชาดต้องเปิดให้แก่คนทั่วไป สภากาชาดต้องปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมตลอดทั่วดินแดนของตน

ความเป็นสากล

กาชาดเป็นสถาบันสากล ซึ่งสภากาชาดทั้งมวลที่สังกัดอยู่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีส่วนความรับผิดชอบและหน้าที่เท่าเทียมกันในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 395 24 ม.ค. 2557 (14:30)


โคลงดั้นตรีพิธพรรณ



 



....การเมืองจริงแน่แท้.............เรื่องคน

เข้าร่วมสร้างสังคม..................สุขแท้

เมตตารักผองชน.....................คือหลัก

หน้าที่เลิศแล้ ”พร้อม...............รับใช้”



....การเมืองใช่เข้าร่วม..............กอบโกย

ประโยชน์ได้แต่ตน...................พวกพ้อง

เงินทองเกียรติได้โดย..............สุจริต

ปวงเทพประชาซ้องร้อง............สดุดี



 



คำชี้แจง:-



โคลงดั้นต้องแต่ง อย่างน้อย ๒ บท



โคลงสี่ดั้น ตรีพิธพรรณ : บทต้น คำท้ายสุดของบาทที่ ๔ ส่งสัมผัสไป บทหลัง คำที่ ๓ ของบาทที่ ๒

โคลงสี่ดั้น จัตวาทัณฑี :                                                                                    ๔

โคลงสี่ดั้น วิวิธมาลี :                                                                                         ๕



 


toshare
ร่วมแบ่งปัน374 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม