วิชาการดอทคอม ptt logo

ชา...มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

โพสต์เมื่อ: 20:38 วันที่ 2 ธ.ค. 2552         ชมแล้ว: 8,751 ตอบแล้ว: 1
วิชาการ >> กระทู้ >> สุขภาพ >> อาหารการกิน

ชา...... มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ                

                                             

กว่า 4,000 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์รู้จักและนำใบชามาชงดื่ม จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับสองของโลกรองจากน้ำเปล่า  และคุณประโยชน์ต่างๆ ของชาก็เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสดชื่น ป้องกันฟันผุ ป้องกันโรคมะเร็ง และอื่นๆ อีกมากมาย แต่จนถึงทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงค้นพบประโยชน์ใหม่ๆ จากใบชากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

        ในงานประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยชาครั้งที่ 3 (3rd Tea Science Symposium: Focused Mind and Healthy Body – New Studies on Theanine and Tea Flavonoids) ซึ่งสถาบันชาลิปตันจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในกรุงเทพฯ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากทั่วโลกก็ตื่นเต้นกันอีกครั้งกับการค้นพบประโยชน์ใหม่ หรือการยืนยันประโยชน์ต่อสุขภาพจากใบชา 

                 

        ดร. เจน ไรครอฟท์ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่ม ของยูนิลีเวอร์ แกนหลักในการจัดประชุมเชิงวิชาการครั้งนี้ เปิดเผยว่า “งานวิจัยต่างๆ ที่เรานำมาเสนอในการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นศึกษาประโยชน์ของชาที่มีต่อสุขภาพ เพระเราเชื่อว่ายังมีความลับอีกมากเกี่ยวกับชาที่รอให้เราค้นหาและค้นให้พบ  การประชุมเชิงวิชาการในครั้งนี้จึงได้เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกมุมโลกได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูล การค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ซึ่งทำให้เราได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มชาและการมีสุขภาพดี”

            

ชา... เพิ่มสมาธิ

       

ดร. เอฟเวอลีน เดอ-บรูอิน นักวิจัยสาวแห่งสถาบันชาลิปตัน ที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของชามานานนับปี เปิดเผยว่า ชา คือทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้เรามีสมาธิ จดจ่ออยู่กับงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้นานขึ้น

 

“การศึกษาของเราพบว่า เมื่อเราดื่มชาเข้าไปแล้ว สารธีอานีนและกาแฟอีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติในชา จะกระตุ้นให้สมองส่วนที่ควบคุมเรื่องการรับรู้ และความสามารถในการจดจ่อเอาใจใส่ในกิจกรรมต่างๆ ทำงานได้ดีในช่วงหลังจากดื่มชาเข้าไปแล้วไม่นาน ยิ่งได้รับสารธีอานีนหรือกาแฟอีนมากขึ้น สมองจะตื่นตัว และทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น สามารถจดจ่อในงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้นานขึ้น” ดร. เอฟเวอลีนกล่าว

     ในการศึกษานี้ ได้มีการใช้เทคโนโลยี Functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับวัดการทำงานของสมองโดยอาศัยการวัดปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงสมองขณะที่กำลังทำกิจกรรมใดๆ  มาใช้วัดการทำงานของสมองหลังจากดื่มชาแล้ว

     “การศึกษานี้ทำให้เราทราบว่า การดื่มชา เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรามีสมาธิ ทำงานต่างๆ หรือจัดการกับชีวิตที่วุ่นวายสับสนในแต่ละวันได้ดีขึ้น  นอกจากนี้ เรายังพบด้วยว่า เด็กๆ ก็สามารถดื่มชาได้ เพื่อช่วยให้มีสมาธิในการเรียนได้ดีขึ้น แต่ต้องดื่มหลังจากรับประทานอาหารแล้วสัก 2 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้สารบางอย่างในชาส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก  ซึ่งจากการศึกษาของเราพบว่า การดื่มชาเพียงถ้วยเดียว ก็ให้ประโยชน์ในเรื่องการเพิ่มสมาธิได้แล้ว” ดร. เอฟเวอลีนกล่าว

 

ชา.... ยาระงับอารมณ์เสีย

         ดร. จอร์จินา รัสเซล หรือ ดร. จอร์จี นักวิจัยสาวไฟแรงแห่งสถาบันชาลิปตัน ได้นำผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นในเมืองเซี่ยงไฮ้มาเปิดเผย

       “จากการศึกษาของเราพบว่า คนมักจะใช้อาหารเป็นเครื่องคลายอารมณ์ ชาก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่เรานิยมดื่มเพื่อเปลี่ยนอารมณ์เสียให้เป็นดี จากการสังเกตและจดสถิติเราพบว่า คนมักหยุดงาน และหันไปชงชาดื่มตอนประมาณ 11 โมงและ บ่าย 2 โมง ซึ่งมักเป็นช่วงที่เรากำลังเครียดกับงานสุดๆ  เมื่อดื่มแล้วสักครู่อารมณ์ที่เสียก็คลายลง และรักษาระดับอารมณ์ดีได้ต่อเนื่องไประยะหนึ่ง”

        “เราพบว่า อารมณ์เป็นเรื่องที่วัดระดับได้ และการดื่มชามีผลในเชิงบวกต่ออารมณ์  โดยช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลาย เป็นเชิงบวกมากขึ้น  ซึ่งการที่มีอารมณ์ดีจะช่วยเพิ่มความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ หรือช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานในร่างกาย และยังเผื่อแผ่อารมณ์ดีให้กับคนรอบข้างรู้สึกดีไปด้วย  ถ้าเราสามารถรักษาอารมณ์ให้ดีก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและยาว” ดร. จอร์จินากล่าว

 

ชา... ยาป้องกันหลอดเลือดสมองตีบ

         โดย ดร. ลีนอร์ อาหรับ ศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยแพทย์เดวิด เกฟเฟ่น แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ลอสแองเจลิส หรือ UCLA เรื่องประโยชน์ของชาในด้านการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

        “ในแต่ละปี มีผู้เป็นโรคหลอดเลือดสมองมากมาย แค่ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวก็มีคนเป็นโรคนี้ปีละ 700,000 คน หรือทุกๆ 45 วินาที จะต้องมีผู้ประสบภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก 1 คน ซึ่งถือเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะนอกจากต้องใช้เงินราวๆ ปีละ 57.900 ล้านเหรียญในการดูแลรักษาคนเหล่านี้แล้ว เรายังสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะถึงขั้นเสียชีวิต หรือพิการก็ตาม” ดร. ลีนอร์กล่าว

       สำหรับในประเทศไทย สถิติผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองนั้นน่าตกใจมาก โดยประชากรอายุมากกว่า 20 ปีจำนวน 690 คน ในทุกๆ 100,000 คน จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และหากอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จะพบมากถึง 1,120 คนต่อประชากร 100,000 คน เทียบกับ 243 คนต่อ 100,000 คนในประเทศจีน และ 66 คนต่อ 100,000 คนในประเทศญี่ปุ่น

        “แต่การศึกษาของเราได้พบแสงสว่างในเรื่องนี้  เราพบว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำประมาณวันละ 3 ถ้วย จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ถึง 21%” ดร. ลีนอร์กล่าว

         ทั้งนี้เพราะสารสำคัญตามธรรมชาติที่มีอยู่ในใบชา จะออกฤทธิ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง เมื่อดื่มชาทุกๆ ประมาณ  6 ชั่วโมงก็จะได้ประโยชน์ต่อหลอดเลือดสมองอย่างต่อเนื่อง และปริมาณกาแฟอีนที่ได้รับก็จะไม่มากเกินไป

         ดร. ลีนอร์กล่าวต่อด้วยว่าการศึกษานี้พบว่า ชาเขียวหรือชาดำเท่านั้นที่ให้ประโยชน์ต่อหลอดเลือดสมอง ชาสมุนไพรไม่พบว่าช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว 

 

ชา... ความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ

         แม้ว่าจะมีการค้นพบประโยชน์มากมายจากชา รวมทั้งข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้นำเสนอกันในงานประชุมเชิงวิชาการครั้งนี้แล้วก็ตาม  แต่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลก ก็ยังคงมุ่งมั่นศึกษาค้นหาความลับของชาอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึงความลับที่ซ่อนอยู่ และกระบวนการหรือปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ  ซึ่งสถาบันชาลิปตันจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ในการประชุมครั้งต่อไป

 



kaekaa
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง





ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม