เจ้าจอมมารดาน้อยในรัชกาลที่4

เมื่อวันอาทิตย์ไปเที่ยวคลองบางหลวงมาค่ะ อยากไปมานานแล้ว บังเอิญมีคณะท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมมาชวนไปเที่ยวท่อง ล่องเรือ เยือนชุมชน ยลจิตรกรรม เลยตกปากรับคำ ขอตามไปด้วยคน



ที่อยากไปมานานเพราะอ่านสี่แผ่นดินค่ะ ยังจำได้ว่าวันที่แม่พลอยตาย น้ำในคลองบางหลวงก็แห้งขอดไปหมด และยังมีอีกเรื่องค่ะที่ทำให้อยากไป คือคุณย่าดิฉันเล่าให้ฟังว่าคุณย่าเคยอยู่ที่คลองบางหลวงด้วย ก็คงเป็นคนร่วมสมัยกับแม่พลอยนะคะ ท่านเกิดก่อนพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต12ปี และมีโอกาสได้เฝ้าพระองค์ท่านที่พระที่นั่งวิมานเมฆด้วย



เกริ่นมาซะยาวเหยียด ขอเข้าเรื่องค่ะ มีเรื่องนึงที่คุณย่าเล่าว่า คุณย่ามีเชื้อสายพระเจ้าตากด้วย คุณย่าเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พร้อมโยงญาติสายแต่เก่าก่อน ตอนเด็กๆเราฟังก็ชวนหลับ นึกภาพไม่ออก เหมือนลิงได้แก้ว พอมาตอนโต เรื่องเก่าๆคงซึมซาบเข้ามาบ้าง อยากอ่านอยากค้นคว้าเพิ่มเติมค่ะ



มีวัดนึงในแถบคลองบางหลวง ชื่อวัดอินทาราม เป็นวัดที่มีพระเจดีย์ไว้พระบรมอัฐิของพระเจ้าตากสินมหาราชและพระอัครมเหสี จึงอยากเปิดประเด็นเรื่อง เจ้าจอมมารดาน้อยในรัชกาลที่4ค่ะ



ขอแตะเล็กๆก่อนนะคะว่า เจ้าจอมมารดาน้อย เป็นชั้นพระราชนัดดาในพระเจ้าตากสิน และเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่4ค่ะ ชีวิตของท่านอ่านแล้วเศร้ามาก ขอเชิญคุณเทาชมพูและท่านอื่นเข้ามาร่วมวงสนทนากันค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1

เทาชมพู
27 ม.ค. 2547 09:21
  1. เจ้าจอมมารดาน้อย เป็นธิดาพระอินทรอภัย หรือบางแห่งสะกดว่าอินทรอำไพ พระอินทรอภัย เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าตากสิน เมื่อสิ้นแผ่นดินพระราชบิดา พระราชโอรสธิดาก็กลายเป็นสามัญชน ผู้ชายจำนวนมากก็มารับราชการเป็นขุนนาง ส่วนผู้หญิงกลายเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของเจ้านายในราชวงศ์จักรี รวมทั้งเชื้อสายของท่านเหล่านี้ต่อมาก็รับราชการเป็นขุนนางฝ่ายหน้าบ้าง เป็นนางในบ้าง เจ้าจอมมารดาน้อย ถือเป็นเจ้าจอมรุ่นอาวุโส ได้ถวายตัวรับราชการฝ่ายในตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎในรัชกาลที่ 2 ก่อนเจ้าฟ้ามงกุฎผนวชในปลายรัชกาลที่ 2 ก็ทรงมีพระองค์เจ้ากับเจ้าจอมมารดาน้อยแล้วถึง 2 องค์ คือ 1)พระองค์เจ้าชายนพวงศ์ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ต้นราชสกุลนพวงศ์ ณ อยุธยา 2) พระองค์เจ้าชายสุประดิษฐ์ กรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธร ต้นราชสกุล สุประดิษฐ ณ อยุธยา หลังจากเจ้าฟ้ามงกุฎผนวชไม่กี่วัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ประชวรหนักแล้วสวรรคตในระยะเวลาสั้น ต่อไปก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆกันคือ เจ้าฟ้ามงกุฎก็ไม่ได้ลาผนวชกลับมาอ้างสิทธิ์ในราชสมบัติ ทรงครองผ้าเหลืองอยู่ตลอดรัชกาลที่ 3 ถึง 27 ปี ขอเริ่มต้นแค่นี้ก่อนนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2

นิลกังขา
27 ม.ค. 2547 10:47
  1. ผมเองก็เสียดาย ที่ไม่ได้ไปคลองบางหลวง เพราะวันที่คุณรตาไปเที่ยวนั้น (วันอาทิตย์) ผมมานั่งเอ้เตอยู่ที่ทำงานผม เพราะมีคำสั่งด่วนลงมาว่าให้ที่ทำงานผมจัดประชุมนานาชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปัญหาไข้หวัดนกโดยด่วน ให้เวลาเตรียมประชุม 5 วัน... ผมไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงหรอกครับ นับเนื่องเป็นพวกกองเชียร์เท่านั้น แต่ก็ทำให้อดไปเที่ยวตามที่กะ เสียดายมาก เพราะก่อนนั้น 1 อาทิตย์ก็ไปกับทัวร์วัฒนธรรมคณะนี้แหละ กับคุณรตานั่นแหละ ไปอีกคลองหนึ่ง คือคลองบางกอกน้อย เขาจัดดีครับ น่าจะจัดต่อเนื่องอีกหลายๆ ครั้ง เผื่อผมจะแว่บไปร่วมเที่ยวได้อีก มีข้อสังเกตในเรื่องเจ้าจอมมารดาน้อย ในรัชกาลที่ 4 ว่า ถ้าท่านมีโอกาสมีพระองค์เจ้ากับเจ้าฟ้ามงกุฎอีกองค์หนึ่ง สงสัยจะได้รับพระราชทานพระนามที่เกี่ยวกับพระพรหม จะได้เข้าชุดกับกับ 2 องค์แรก รอฟังต่อครับ

ความคิดเห็นที่ 3

เทาชมพู
27 ม.ค. 2547 15:16
  1. มีพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ทรงลำดับถึง "เจ้าพี่เจ้าน้อง" กล่าวไว้ถึงพระเจ้าพี่ยาเธอทั้งสองพระองค์นี้ว่า นภวงศองค์ใหญ่ต้น...........จำนวน หนึ่งแฮ กรมหมื่นมเหศวร...............ศักดิ์ได้ สุประดิษฐวิศิษฐ์ควร...........ยศยิ่ง กรมวิษณุนารถไท้...............ธิราชตั้ง นามกร ตอนที่เจ้าฟ้ามงกุฎออกผนวช พระองค์เจ้าสุประดิษฐมีพระชนม์แค่หนึ่งเดือนเศษ เมื่อขึ้นรัชกาลที่ 4 ก็ทรงเป็นหนุ่มใหญ่ พระชนม์ 27 แล้ว ไม่มี"น้อง" อีกจากเจ้าจอมมารดาน้อย แต่พระจอมเกล้าฯทรงมีพระราชโอรสที่ทรงกรมในพระนาม "พรหม" เข้าชุดกับพระเป็นเจ้าของฮินดู 2 องค์แรก คือ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาค กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ ประสูติจากเจ้าจอมมารดาแพ ทำไมถึงทรงเลือก พรหม ให้องค์นี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีพระราชโอรสอีกหลายพระองค์ กรมหมื่นพรหมฯ ทรงเป็นต้นราชสกุลเกษมสันต์ ณ อยุธยา มีลูกหลานให้เห็นตัวตนอยู่หลายท่านจนทุกวันนี้ ที่ขอเอ่ยถึงคือท่านผู้หญิง (ม.ร.ว.) สุประภาดา เกษมสันต์ อดีตราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ท่านสิ้นชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลีคอปเตอร์ตามเสด็จ ตกทางภาคใต้ เมื่อหลายปีก่อน สงสัยจะแยกเข้าซอยออกห่างเจ้าจอมมารดาน้อยไปมากแล้วละค่ะ จะพยายามหักพวงมาลัยเลี้ยวกลับมาในความเห็นหน้า

ความคิดเห็นที่ 4

รตา
28 ม.ค. 2547 08:28
  1. ขอขอบพระคุณคุณเทาชมพูและคุณนิลกังขาที่ล้อมวงเข้ามาคุยนะคะ ไม่เคยสังเกตพระนามพระราชโอรส 2 พระองค์ของเจ้าจอมมารดาน้อยมาก่อนเลยว่ามีพระนามที่เกี่ยวกับพระศิวะ พระวิษณุเลย ว่าเป็นหมวดเป็นหมู่อย่างนี้เลยค่ะ ขอเล่าเสริมคุณเทาชมพูนะคะ ในช่วงเวลาที่เจ้าฟ้ามงกุฎครองสมณเพศอยู่ถึง 27 ปีนั้น เจ้าจอมมารดาน้อยได้อาศัยอยู่กับพระพงษ์นรินทร์(เดิมคือสมเด็จเจ้าฟ้าทัศพงศ์) ผู้เป็นลุงและเลี้ยงดูพระองค์เจ้านพวงศ์ ส่วนพระองค์เจ้าสุประดิษฐ์นั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าซึ่งประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมธนบุรี ทรงเป็นผู้ชุบเลี้ยงให้การอุปถัมภ์ค่ะั ที่ดิฉันเกริ่นตั้งต้นว่าชีวิตเจ้าจอมมารดาน้อยเป็นชีวิตสตรีที่น่าสงสาร ก็เนื่องมาจากสมเด็จพระอัยกา คือพระเจ้าตากสินมหาราชก็ถูกสำเร็จโทษ พระบิดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าทัศไภย หรือ พระอินทรอภัยก็ถูกประหารชีวิต เจ้าฟ้ามงกุฎก็ทรงเสด็จผนวชอยู่ถึง 27 พรรษา เมื่อทรงลาผนวชแล้ว จากเอกสารที่อ่านพบ ก็ไม่ทรงโปรดเจ้าจอมมารดาน้อยหรือยกย่องเป็นพิเศษแต่ประการใด ความรู้สึกคงเจ้าจอมมารดาน้อยก็คงจะอ้างว้างนะคะ พิจารณาหาสาเหตุแล้ว คิดว่าเป็นเพราะเจ้าจอมมารดาน้อยมีอายุมากด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5

เทาชมพู
28 ม.ค. 2547 10:25
  1. เรื่องที่สมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่โปรดเจ้าจอมมารดาน้อย มีหลักฐานอยู่ในพระราชหัตถเลขา ฉบับวันพุธขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 พ.ศ. 2398 ทรงเขียนถึงเจ้าจอมที่โปรดปรานคือเจ้าจอมมารดาผึ้ง (ซึ่งท่านโปรดเรียกชื่อเล่นว่า "เต่า" ) มีข้อความว่า "ข้าออกเรือกระบวรมาจากตำหนักน้ำ...ขึ้นมาถึงวัดเขมาตลาดแก้ว เวลาเช้า มีเรือเก๋งลำหนึ่งพายตามขึ้นมา แข่งเรือที่นั่งของข้า เกินหน้าเรือตำรวจ เรือที่นั่งรองทุกลำ แข่งจนเก๋งเคียงเรือกันยาเรือที่นั่ง แต่แรกข้าสำคัญว่านางหนูลูกรำเพย( หมายถึงเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล) จะร้องไห้ มารดาจะให้เอาใส่เรือเก๋งขึ้นมาส่งให้ข้ากระมัง ข้าจึงร้องถามไปว่าเรือ ใคร เรือนั้นมีม่านบังมิด มีผู้หญิงนั่งท้ายหลายคน เรือตำรวจตามไปก็สำคัญว่าเรือข้างในในกระบวร จึงไม่มีใครห้ามปล่อยให้พายขึ้น สรรเพธภักดีร้องถามหลายคำก็ไม่บอก ข้าถามหลายคำว่าอะไรๆ เรือใคร ก็ไม่บอก บ่าวผู้หญิงข้างท้ายก็หัวร่อเยาะด้วยบานเต็มที่ จนคนในเรือที่นั่งโกรธว่าหัวร่อเยาะ ข้าคิดจะเอาปืนยิงตามกฎหมาย ก็กลัวจะถูกคนตายเขาจะลือไปว่าดุร้ายใจเบาทำคนตายง่ายๆ พายแข่งไล่เรือที่นั่งอยู่นาน เห็นผิดทีแล้ว จึงได้ร้องให้ตำรวจไล่จับ ครั้นเรือไปจับจะฉุดเรือมาจึงพายหนีห่างออกไป ไล่ไปไกลจึงได้ตัวเรือมา ได้ความว่าเป็นเรือมารดากรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส มาทำหน้าเป็นเล่นตัว ล้อข้าต่อหน้าธารกำนัล น่าชังนักหนา ข้าสั่งให้พระอินทรเทพจับคุมเรือลงมาส่งตัวนายเข้ามาให้จำไว้ บ่าวให้จำไว้ข้างหน้า ข้าได้เขียนหนังสือมาให้กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทราบแล้ว ได้มีไปสั่งถึงท้าวศรีสัจจา ท้าวโสภสนิเวศน์ ให้เอาตัวจำไว้ให้มั่นคง กว่าข้าจะกลับลงไป อยากจะใคร่ให้เอาๆผตัดหัวเสียตามสกุลพ่อมัน แซ่นี้มักเป็นเช่นนั้น" ถ้าบรรยายภาพ โดยใช้เหตุการณ์สมัยนี้ก็เหมือนกับสมเด็จพระจอมเกล้าฯกำลังเสด็จไปไหนโดยรถพระที่นั่ง เจ้าจอมมารดาน้อยนั่งรถอีกคัน "ซิ่ง" ขึ้นมาเคียงคู่ ผ่านตำรวจหลวง ผ่านขบวนรถตามเสด็จขึ้นมาวิ่งคู่กับรถพระที่นั่งไปตลอดทาง แล้วยังเปิดกระจกให้นางข้าหลวงชะโงกหน้าออกมาหัวเราะกิ๊กกั๊กเสียอีก การกระทำอย่างนี้ในสมัย 150 ปีก่อนถือว่าอุกอาจมาก เพราะเราจะต้องคำนึงว่าระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินคือเจ้าชีวิต ในรัชกาลที่ 3 ขนาดราษฎรจะมองหน้าพระเจ้าแผ่นดินยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เพิ่งมายกเลิกในรัชกาลที่ 4 แต่เวลาเสด็จไปไหนมาไหนชาวบ้านสองข้างทางจะออกมายืนเบิ่งมองตามสบายก็ยังไม่ได้ ต้องหลบเข้าในบ้าน การกระทำของเจ้าจอมมารดาน้อยจะเป็นไปด้วยอะไรก็ไม่มีบันทึกบอกไว้ แต่ดิฉันเดาว่าเป็นอารมณ์หึงของผู้หญิง เพราะหลังครองราชย์แล้วทรงมีพระมเหสีและเจ้าจอมใหม่ๆอีกมากตามพระเกียรติยศ เสด็จคราวนี้ก็มิได้ทรงพาเจ้าจอมมารดาน้อยไปด้วย แต่มีเจ้าจอมอื่นๆตามเสด็จกันหลายคน ที่ทรงบันทึกว่าคนในเรือพระที่นั่งโกรธว่าถูกหัวเราะเยาะ ก็คือเจ้าจอมที่ตามเสด็จ กับเจ้าจอมมารดาน้อยนั่นแหละเกิดขวางหูขวางตากันตามประสาผู้หญิง ผลคือทรงให้เรือตำรวจไล่จับ พอได้ตัวมาก็ส่งกลับวังหลวงให้ขังไว้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องว่าทรงลงโทษอย่างใดมากไปกว่านี้ เชื่อว่ากรมหมื่นมเหศวรฯก็คงจะทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทนเจ้าจอมมารดาของท่าน ก็คงพระราชทานอภัยให้ แต่อาจจะมิได้ให้เข้าเฝ้าอีก

ความคิดเห็นที่ 6

เทาชมพู
29 ม.ค. 2547 08:11
  1. เจ้าจอมมารดาน้อยคงเคยเป็นเจ้าจอมที่โปรดปรานสมัยก่อนผนวช แต่เมื่อท่านไปผนวชเสีย 27 ปี กลับมา เจ้าจอมมารดาน้อยก็อยู่ในวัยประมาณ สี่สิบกลางๆ หรือปลายแล้ว สมัย 150 ปีก่อน 45 ก็คงประมาณ 65 สมัยนี้ 45 เดี๋ยวนี้ยังแจ๋ว เดินแบบ เต้นแอโรบิค กันได้สบาย ไม่เหมือนเมื่อก่อน พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมเหสีเจ้าจอมหม่อมห้ามอีกมากมาย หลายคนเป็นที่โปรดปราน อาจจะทำให้คนเก่าอย่างเจ้าจอมมารดาน้อย น้อยใจได้ โดยเฉพาะคราวนั้นไม่ได้ตามเสด็จด้วย ท่านก็เลยไปของท่านเอง แล้วไปแบบให้รู้ด้วยว่า ฉันจะไปเสียอย่าง จะทำไม เจ้าจอมมารดาน้อยในช่วงนั้นน่าจะมีความสำคัญ เป็นคนที่ใครๆเกรงใจ เพราะว่าพระเจ้าลูกยาเธอสองพระองค์ เป็นหนุ่มใหญ่ ช่วยงานราชการของพระบรมชนากนาถได้มาก พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์อื่นยังเล็กๆกันทั้งหมด และสองพระองค์ก็เป็นที่โปรดปรานมากด้วย แต่เมื่อเจ้าจอมมารดาทำเหมือนกับไม่เกรงกลัวเจ้าชีวิต สมเด็จพระจอมเกล้าฯก็เลยกริ้วหนัก สั่งให้จองจำไว้ ก็คงเป็นการกักบริเวณอยู่ในวังแหละค่ะ ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น โทษหนักกว่านั้นคือโบย สักหน้า หรือจำขื่อคาไว้ ก็ทำได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวท่านก็ไม่ทำ เพราะท่านรักพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ จะทำอะไรลงไปแรงๆก็กระทบกระเทือนถึงพระราชโอรส ดิฉันคิดว่าเรื่องก็คงเงียบหายไปแบบคลื่นกระทบฝั่ง เพราะพระจอมเกล้าฯท่านเป็นคนที่กริ้วง่ายและหายเร็ว ไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรมากมาย มักจะทรงตำหนิหรือค่อนว่าไปตามเรื่อง แต่ก็แค่นั้นแหละค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7

เทาชมพู
29 ม.ค. 2547 08:24
  1. น่าเสียดายว่าพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์พระชนมายุสั้น สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 นั่นเอง คือกรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธรสิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2405 พระชนม์แค่ 38 เท่านั้น ต่อมากรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2410 พระชนม์ได้ 45 สมเด็จพระจอมเกล้าฯก็คงจะโทมนัสไม่น้อย เล่ากันว่าทรงสวมพระธำมรงค์ติดพระหัตถ์ อยู่องค์หนึ่ง เป็นแหวนที่กรมหมื่นมเหศวรฯถวาย รับสั่งว่า เมื่อใดเลิกคิดถึงพระราชโอรสก็จะถอดออก แต่ก็ไม่เคยถอดออกเลยจนเสด็จสวรรคต เจ้าจอมมารดาน้อยถึงแก่กรรมเมื่อใดไม่มีหลักฐานระบุไว้ แต่ต้องก่อน พ.ศ. 2405 เพราะว่าปลงศพในสวนหลังวังกรมหมื่นวิษณุนารถ ซึ่งต่อมาได้สร้างวัดตรีทศเทพขึ้นที่นั่น และสร้างเจดีย์ไว้ตรงที่ปลงศพเจ้าจอมมารดาน้อย ลูกหลานในราชสกุล นพวงศ์ และสุประดิษฐ ถ้าอยากทำบุญอุทิศส่วนกุศล ก็ไปทำบุญที่วัดตรีทศเทพ ให้เจ้าจอมมารดาน้อยได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8

เทาชมพู
29 ม.ค. 2547 08:38
  1. พูดถึงลูกหลาน นึกได้ว่าในช่วงทศวรรษ 2500 มีนักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ใช้นามปากกาว่า "จินตะหรา" และ "สราญจิตต์" นิยายของเธอเคยทำหนังมาแล้วเกือบทุกเรื่อง ยังทำละครทีวีต่อมาในหลายสิบปีให้หลัง แม้ว่าเธออำลาวงการไปถือศีลปฏิบัติธรรมแล้วก็ตาม เช่นเรื่อง "วนาลี" ที่หมิวเล่นคู่กับศรัณยู เรื่อง"แสงสูรย์" และ "ปรารถนาแห่งหัวใจ" "วนาลี" มีเพลงประกอบไพเราะมาก ขึ้นต้นว่า " ฉันคิดถึงเธอตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง" ชื่อจริงของเธอคือ ม.ล. จินตนา นพวงศ์ ค่ะ เธอเป็นพี่น้องกับม.ล. จิตติ นพวงศ์ บรรณาธิการนิตยสาร"ศรีสัปดาห์" ที่ขึ้นชื่อในยุคเดียวกัน นักเขียนสตรีหลายคนเช่นทมยันตีก็เกิดในวงวรรณกรรมจากนิตยสารนี้

ความคิดเห็นที่ 9

รตา
29 ม.ค. 2547 12:05
  1. ขอเล่าเสริมคุณเทาชมพูในเรื่องวัดตรีทศเทพฯนะคะ เมื่อตอนเด็กๆ ตามคุณย่าไปทำบุญที่วัดตรีฯ คุณย่าเล่าว่าเป็นวัดประจำสกุล ตัวดิฉันเองก็งงๆ เพราะตรีแปลว่า3 สุประดิษฐ์เป็นสายรัชกาลที่4 เอ๊ะชักงง เลยเอาคำตอบมาเล่าสู่กันฟังค่ะ วัดตรีทศเทพ สร้างขึ้นหลังจากเจ้าจอมมารดาน้อยถึงแก่อนิจกรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชทานเพลิงศพที่สวนท้ายวังของกรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธร เมื่อเสร็จงานศพเจ้าจอมมารดาน้อยแล้ว กรมหมื่นวิษณุนารถฯจึงทรงกะการสร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ วิธีการก็คือ ทรงโปรยเงินไปทั่วบริเวณพื้นที่ที่ทรงกำหนดว่าจะเป็นที่สร้างวัด แล้วโปรดให้บ่าวไพร่ในพระองค์พากันแผ้วถางต้นไม้ใบหญ้าเพื่อเก็บเอาเงินนั้น ซึ่งเป็นวิธีการจ่ายค่าแรงของท่านนั่นเอง การสร้างวัดยังไม่ทันเสร็จ กรมหมื่นวิษณุนารถฯสิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีพศ.2405 พระชันษาเพียง 38 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงโปรดฯให้กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศทรงสร้างวัดต่อ แต่กรมหมื่นมเหศวรฯก็สิ้นพระชนม์ลงไปอีกเมื่อปีพศ.2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงทรงรับเอาการสร้างวัดนั้น มาดำเนินการต่อจนเสร็จ แล้วจึงพระราชทานนามวัดว่า วัดตรีทศเทพ ซึ่งหมายความว่า เทวดาสามนายสร้าง ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10

รตา
29 ม.ค. 2547 12:14
  1. ขอเล่าต่อถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ เมื่อประสูติมีพระยศเป็นหม่อมเจ้านพวงศ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดฯให้เลื่อนพระยศเป็นพระองค์เจ้า และทรงกรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กรมหมื่นมเหศวรฯไม่ได้รับราชการใด แต่มาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กรมหมื่นมเหศวรฯได้ทรงเป็นผู้กำกับกองทหารล้อมวัง เช่นเดียวกัน กรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธร เมื่อแรกประสูติ พระยศเป็นหม่อมเจ้าสุประดิษฐ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงเลื่อนพระยศเป็น พระองค์เจ้าและทรงกรม ทรงกำกับราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ และได้ทรงเสด็จไปศึกษาดูงานการปกครองและการพัฒนาบ้านเมืองที่สิงคโปร์ โดยเสด็จไปกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขณะนั้นท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา กรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธรจึงเป็นเจ้านายชั้นพระราชโอรสพระองค์แรกที่เสด็จไปดูงานยังต่างประเทศค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11

นิลกังขา
29 ม.ค. 2547 14:35
  1. ขอบคุณครับ วิธีสร้างวัดแบบของกรมหมื่นวิษณุนารถฯ ทำให้ผมคิดถึงอนาถบิณฑิกเศรษฐีสมัยพุทธกาล กับวิธีสร้างวัดพระเชตุวันของท่านแฮะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น