สนุก : สอนอย่างไรให้สนุก

ใครมีวิธีสอนหนังสือให้สนุกบ้างครับ ...


มาช่วยกันเล่าประสบการณ์แห่งความสุขในห้องเรียน ที่เกิดขึ้นจริงกับ


"วิธีการสอนที่ไม่น่าเบื่อนั้น..ทำได้อย่างไร"



ความคิดเห็นที่ 1

สุธัช หุยากรณ์
18 เม.ย. 2553 06:52
  1. วิธีการสอนตามแนวทางแห่งพุทธศาสตร์


    โดย อ.ภาษิต สุขวรรณดี
    อาจารย์ประจำ มมร.สธ.
    ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙


    เป็นที่ประจักษ์ชัดในปัจจุบันว่านักการศึกษาเกือบทั่วโลก ต่างยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าประเสริฐและยอดเยี่ยมจริง ทั้งยังมีวิธีการสอนที่ทันสมัยอยู่เสมอ และใช้ได้ผลดีมาตั้งแต่โบราณกาล ดังนั้นนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการที่น่าสนใจยิ่ง ในที่นี้จะขอเสนอความคิดเห็นเฉพาะบางท่านที่มีสาระต่อการเรียนการสอนโดยตรง มากล่าวโดยย่อ ดังต่อไปนี้

    ๑. การสอนด้วยการยึด ๔ โก การสอนที่ได้ผลดีนั้น ต้องเป็นวิธีการสอนที่ประกอบด้วยวาทศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะในการสอนของพระพุทธเจ้าในการสั่งสอนสาวกทุกครั้ง อันประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ ประการ คือ
    ๑. สันทัสสโก สอนให้เห็นคือให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจเหมือนตาเห็น
    ๒. สมาทปโก สอนให้เชื่อคือชักชวนให้ปฏิบัติตาม
    ๓. สมุตตเตชโก สอนให้กล้าคือเร้าให้ผู้ฟังมีความกล้าหาญในการปฏิบัติตามนั้น
    ๔. สัมปหังสโก สอนให้สนุกคือให้ผู้ฟังมีความร่าเริงแจ่มใส แช่มชื่นในการฟังและปฏิบัติตาม ๑

    ๒. การสอนแบบโบราณ ที่เรียกกันว่าหัวใจนักปราชญ์ ๔ ประการ คือ ดังต่อไปนี้
    ๑. สุ (สุตตะ) คือสอนให้รู้จักฟัง
    ๒. จิ (จิตตะ) คือสอนให้รู้จักคิด
    ๓. ปุ (ปุจฉา) คือสอนให้รู้จักถาม
    ๔. ลิ (ลิขิตะ) คือสอนให้รู้จักเขียน ๒

    ๓. การสอนแบบอริยสัจ คือสอนแบบตั้งปัญหา และแก้ปัญหา ๔ ประการ คือ
    ๑. ทุกข์ คือสอนให้รู้จักปัญหา ให้เห็นปัญหา คือตัวทุกข์
    ๒. สมุทัย คือสอนให้รู้จักสาเหตุของปัญหา คือเหตุเกิดทุกข์
    ๓. นิโรธ คือสอนให้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทดลอง เก็บข้อมูลเพื่อนำมาแก้ปัญหาให้ได้จนหมดปัญหา
    ๔. มรรค สอนให้รู้จักสรุปผลที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา แล้วสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ๓


    สาโรช บัวศรี ได้กล่าวถึงวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจ ไว้ว่า “ด้านพุทธประวัติ ได้ปรากฏชัดว่าในการแก้ปัญหาชีวิตของพระพุทธองค์นั้น ได้ทรงคิดแก้ปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองและทรงปฏิบัติหรือกระทำด้วยพระองค์เองทั้งสิ้นผลก็คือทรงตรัสรู้ได้เรียนรู้อย่างแจ่มชัดหรือรู้แจ้งซึ่งเป็นการยืนยันว่า การคิดหรือคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองนั้น ทำให้รู้แจ้งหรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นเป็นอย่างดี ๔

    พระราชวรมุนี ได้กล่าวถึงเรื่องวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจ นี้ว่า “การคิดแก้ปัญหาและการกระทำควบคู่กันไปนั้น ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในขั้นตอนของอริยสัจ ๔ โดยเฉพาะในกิจของอริยสัจ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะพึงกระทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างด้วย จึงจะได้ชื่อว่ารู้อริยสัจ หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ๕

    วิธีการสอนนั้น เป็นการกระทำอย่างหนึ่งที่จะทำอย่างไร ผู้เรียนจึงจะเกิดความเข้าใจ หรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้ ดังนั้นวิธีการสอนจะต้องประยุกต์จากกิจในอริยสัจ ๔ เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติหรือการกระทำ มิได้ประยุกต์จากตัวอริยสัจ ๔ โดยตรง จึงเป็นวิธีสอนที่เรียกว่า “วิธีสอนทั้ง ๔ ขั้นขั้นของอริยสัจ” ๖

    ๑. ขั้นกำหนดปัญหา (ขั้นทุกข์)
    ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้ศึกษาพิจารณาดูปัญหา ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความรอบครอบ และพยายามกำหนดขอบเขตของปัญหาซึ่งนักเรียนจะต้องคิดแก้ไขให้จงได้

    ๒. ขั้นตั้งสมมิฐาน (ขั้นสมุทัย)
    ๑. ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้พิจารณาด้วยตนเองว่า สาเหตุของปัญหาที่ยกขึ้นมากล่าวในขั้นที่ ๑ มีอะไรบ้าง
    ๒. ครูช่วยนักเรียนให้ได้เกิดความเข้าใจว่า ในการแก้ปัญหาใด ๆ นั้น จะต้องกำจัดหรือดับที่ต้นตอ หรือแก้ที่สาเหตุของปัญหาเหล่านั้น
    ๓. ครูช่วยนักเรียนให้คิดว่า ในการแก้ที่สาเหตุนั้น อาจกระทำอะไรได้บ้าง คือให้กำหนดสิ่งจะกระทำนี้เป็นข้อ ๆ ไป

    ๓. ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ)
    เป็นขั้นการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลหรือขั้นนิโรธ มีวิธีการขั้นตอน ดังต่อไปนี้
    ๑. สัจฉิกิริยา หมายถึงการทำให้แจ้ง หรือให้บรรลุจุดหมายที่ต้องการทำอย่างไรจึงจะทำให้แจ้งได้ ถ้าเจริญรอยตามพระพุทธองค์ก็ต้องกระทำด้วยตนเอง จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงทดลองวิธีการต่างๆ ๆ ด้วยพระองค์เอง เช่น โยคะ ตบะ และทรงอดพระกระยาหาร เป็นต้น เมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถบรรลุจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ จึงใช้วิธีการของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นในการสอนขั้นนี้ ครูต้องช่วยให้นักเรียนได้กระทำหรือทำการทดลองด้วยตนเองตามหัวข้อต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ว่า จะกระทำกันดังในข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓
    ๒. เมื่อทดลองได้ผลประการใด ต้องบันทึกผลของการทดลองแต่ละอย่าง หรือที่เรียกว่า “ข้อมูล” ไว้เพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป

    ๔. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค)
    ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลหรือขั้นมรรค มีวิธีการและขั้นตอน ดังต่อไปนี้
    ๑. จากการทดลองกระทำด้วยตนเองหลาย ๆ อย่างนั้น ย่อมจะได้ผลออกมาให้เห็นชัด ผลบางประการชี้ให้เห็นว่า แก้ปัญหาได้บางประการ แต่ไม่ค่อยชัดเจนนัก ผลที่ถูกต้องจะชี้ให้เห็นว่า แก้ปัญหาได้แน่นอนแล้วและได้บรรลุจุดหมายแล้ว ได้แนวทางหรือข้อปฏิบัติที่เราต้องการแล้ว เหล่านี้หมายความว่าจะต้องวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในขั้นที่ ๓ ข้อ ๒ นั้นจนเห็นแจ่มแจ้งว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาที่กำหนดในขั้นที่ ๑ ได้สำเร็จ
    ๒. จากากรวิเคราะห์ดังกล่าวแล้วนั้น จะทำให้เห็นว่าสิ่งใดแก้ปัญหาได้จริง ต่อไปก็ให้สรุปการกระทำที่ได้ผลนั้นๆ ไว้เป็นข้อๆ หรือเป็นระบบ หรือเป็นแนวทางปฏิบัติแล้วให้ลงมือกระทำหรือปฏิบัติอย่างเต็มที่ตามแนวทางนั้นโดยทั่วกัน

    วิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจนั้น ถือว่าเป็นแม่บท แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นวิธีการแก้ปัญหานั้นเอง จึงกล่าวได้ว่าเป็นวิธีการสอนที่สำคัญยิ่ง และเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในวิชาชีพครูด้วย สมควรที่ครูไทยทั้งหลายจงได้ตระหนักและภาคภูมิใจว่า เรามีวิธีสอนแม่บทของเราเอง และเป็นวิธีการสอนที่ได้ยึดแนวคิดและวิธีการสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก

    สุมน อมรวิวัฒน์ ได้นำเสนอแนวคิดจากหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมุนี ซึ่งได้เขียนเกี่ยวกับการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการมาสร้างเป็นหลักการ และขั้นตอนการสอนตามแนวพุทธวิธีขึ้น เรียกหลักการ และขั้นตอนการสอนนี้ว่า การสร้างศรัทธา และโยนิโสมนสิการ มีวิธีการดังต่อไปนี้ ๗

    (๑) หลักการ
    ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถจัดสภาพแวดล้อม แรงจูงใจ และวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้ และได้ฝึกฝนวิธีการคิดโดยแยบคาย นำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง การสอนโดยการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการนี้ใช้สอนได้ทุกระดับการศึกษา มุ่งให้ครูเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ ครูและศิษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และศิษย์ได้มีโอกาสคิดแสดงออกปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

    (๒) ขั้นตอนการสอน
    ๒.๑ ขั้นนำ การสร้างเจตคติที่ดีต่อครู วิธีการเรียนและบทเรียน
    ๑. เหมาะกับระดับชั้นเรียน
    ๒. เหมาะกับวัยและภูมิของผู้เรียน
    ๓. เหมาะกับวิธีการเรียนการสอน
    ๔. เหมาะกับบทเรียนที่สอนและเนื้อหาวิชา

    ๒.๒ บุคลิกภาพของครูและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับศิษย์ ในการสอนแบบสร้างศรัทธานี้ ครูควรคงบุคลิกภาพของการเป็นครูไว้ ซึ่งพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
    ๑. บุคลิกภาพทางกาย มีความสะอาด แจ่มใส สงบและสำรวม
    ๒. เป็นผู้มีสุขภาพจิตดี กล่าวคือ มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของปัญหาและอามิส เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดโปร่งจากปัญหาเท่านั้นที่จะชี้แนะช่วยเหลือผู้อื่นได้
    ๓. มีความมั่นใจในตนเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้จริงและปฏิบัติจริงในสิ่งที่สอนผู้อื่น ครูที่ดีจึงไม่มีปมด้อยหรือปมเด่น เป็นผู้ที่มีความเรียบง่ายฉันคนธรรมดา

    ๒.๓ การเสนอสิ่งเร้าและแรงจูงใจ พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีการตรวจสอบความคิดและความสามารถของผู้เรียนก่อนที่จะทรงสอนเพื่อให้เหมาะกับบุคคล ทรงใช้เทคนิควิธีอุปกรณ์จากธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ มาเร้าให้เกิดความมานะพากเพียร ฝึกหัดอบรมตน การสอนโดยสร้างศรัทธาได้จัดขั้นตอนในการเสนอสิ่งเร้าและสร้างแรงจูงใจดังนี้
    ๑. ใช้สื่อการเรียนการสอนหรืออุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ เพื่อเร้าความสนใจ
    ๒. จัดกิจกรรมขั้นนำที่สนุกน่าสนใจ
    ๓. ให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนและได้ทราบผลทันท่วงทีเป็นการเสริมแรงกระตุ้นที่น่าสนใจ

    (๓) ขั้นสอน
    ๑. ครูเสนอปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของบทเรียน หรือเสนอหัวข้อเรื่องประเด็นสำคัญของบทเรียนด้วยวิธีการต่างๆ
    ๒. ครูแนะนำแหล่งวิทยาการและแหล่งข้อมูล
    ๓. ให้นักเรียนฝึกรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ และหลักการ
    ๔. จัดกิจกรรมที่เร้าให้เกิดความคิดวิธีต่างๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือค้นคว้าได้พบสิ่งเร้า สนใจที่จะคิดต่อไป จนสามารสรุปความคิดได้
    ๕. ฝึกการสรุปประเด็นของข้อมูลความรู้ และเปรียบเทียบ ประเมินค่าโดยวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทดลอง ทดสอบ จัดเป็นทางเลือกและทางออกของการแก้ปัญหา
    ๖. ดำเนินการเลือกและตัดสินใจ
    ๗. กิจกรรมฝึกปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ผลการเลือกและตัดสินใจนั้นให้ประจักษ์จริง

    (๔) ขั้นสรุป
    ๑. ครูและนักเรียนสังเกตวิธีการปฏิบัติ ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขให้ปฏิบัติถูกต้อง
    ๒. อภิปรายและสอบถามข้อสงสัย
    ๓. สรุปผลการปฏิบัติ
    ๔. สรุปบทเรียน
    ๕. วัดและประเมินผล

    วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของอริยสัจ ๔ การใช้หลักการคิดอย่างแยบคายที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ และการใช้ลีลาการสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีคุณลักษณะ ๔ ประการ ดังนี้

    ๑. สันทัสนา อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา
    ๒. สมทปนา ชักจูงให้เห็นจริงด้วยชวนให้คล้อยตามจนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ
    ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจ จะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก
    ๔. สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ


    ดวงเดือน จันทร์เจริญ ได้กล่าวโดยสรุปถึงวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ว่า “เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว เป็นวิธีการสอนตามหลักของพระพุทธองค์ ที่ได้ทรงสอนโดยพยายามถ่ายทอด จากสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และผลจากการสอนการอบรมก็คือ ได้ความรู้จริง รู้แจ้ง จนสามารถช่วยให้บุคคลดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขและมีอิสระภาพ ทำให้สามารถพัฒนาตนเองไปในวิถีทางที่ถูกต้อง และสามารถกำหนดบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมด้วย” ๘


    เชิงอรรถ
    ๑. ฝ่ายวิชาการ กองศาสนศึกษา, คู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม, (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙.
    ๒. ฝ่ายวิชาการ กองศาสนศึกษา, คู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม, (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙.
    ๓. พระราชวรมุนี, ปรัชญาการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓.
    ๔. สาโรช บัวศรี, ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ (วารสารรวมเล่ม). (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ กราฟิค อาร์ต, ๒๕๒๖), ๕-๗.
    ๕. พระราชวรมุนี, ปรัชญาการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓.
    ๖. ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๕.
    ๗. อ้างใน ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๙–๕๕.
    ๘. ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๕๒.

    ที่มา : http://www.src.ac.th/web/index.php?option=content&task=view&id=404&Itemid=69



ความคิดเห็นที่ 2

สุธัช หุยากรณ์
19 เม.ย. 2553 08:16
  1. วิธีการสอนคณิตศาสตร์ที่ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ

    เดี๋ยวนี้หากทำอะไรในสิ่งที่ดีที่งาม โดยไม่มีการปรุงแต่งคนจะไม่สนใจ ไม่เหมือนอบายมุขที่ไม่ต้องปรุงแต่งมาก คนก็วิ่งเข้าหา

    การปรุงแต่งที่ทำให้คนสนใจที่นิยมกันก็คือทำให้มันสนุก ใครๆ ที่มีลูกที่ต้องเรียนหนังสือโดยเฉพาะคณิตศาสตร์
    เรามีวิธีการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้สนุก (คล้ายๆ กับเอาเรื่ององค์กรปลา (Fish) มาประยุกต์ใช้งาน) ดังนี้

    1. การสอนต้องพยายามพูดตลกๆ แทรกเป็นระยะๆ (ทอร์คโชว์)

    2. บางครั้งก็พาไปสวนสัตว์ แล้วให้เด็กอธิบายโครงสร้างกรงสัตว์ เช่นสามเหลี่ยม วงกลม(เรียนจากการเที่ยว)

    3. เปลี่ยนอิริยาบถไปท่องอินเทอร์เน็ต เว็บไซด์คณิตศาสตร์ ทำให้ตื่นตาตื่นใจ ลดความจำเจ (จูงใจ)

    4. เขียนการ์ตูนในหนังสือคณิตศาสตร์ เช่น 2+2 = 4 ก็เขียนเป็นรูปสัตว์ 2 ตัว + อีก 2 ตัว = รูปสัตว์ 4 ตัว (ใส่ศิลปะ)

    5. แต่งเพลงมาร้องกัน เช่นเพลงหาครน. เพลงสูตรคูณ เอาแบบท่องอาขยานก็ได้ ร้องพร้อมๆ กันทั้งชั้นเรียนเลย (พักผ่อน)

    6. สอนโดยแต่งเกมคณิตศาสตร์ บางครั้งใช้ไพ่ประสมสิบ แต่อย่าเผลอไปเล่นพนันกัน จะเป็นบาป (แข่งขัน)

    7. สอนการตีโจทย์แบบง่ายๆ เล่าเรื่องจริงในชีวิตประจำวันแล้วให้นักเรียนตอบว่า แบบไหนดี เช่นการซื้อของ การคิดกำไรขาดทุนจากการขายปาท่องโก๋ (ฝึกสมอง)

    8. สรุปบทเรียนโดยใช้เพลง หรือแข่งขันแต่งเพลงคณิตศาสตร์ อย่าลืมรางวัลแบบหอมปากหอมคอ (สรุปแนวคิด)

    9. การจัดเข้าค่ายคณิตศาสตร์ อาจแบ่งเด็กออกเป็น 3 แบบ ดังนี้
    (ก) แบบเฉพาะกลุ่มเด็กอัจฉริยะ สอนไม่ยากเลย
    (ข) แบบคละเด็ก (เก่งปานกลางกับไม่เก่ง คละกัน) มักเกิดปัญหาในการสอน
    (ค) แบบเฉพาะกลุ่มที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เลย ต้องใช้เวลาการทำกิจกรรม ต้องคิดค้น หาสาเหตุ/จุดชอบให้พอ สุดท้ายต้องสรุปบทเรียน

    10. หาวิธีเอาคณิตศาสตร์ไปใช้ในงานประจำ เช่นเอาคณิตศาสตร์สามเหลี่ยม วงกลมไปสร้างงานศิลป์ สำหรับคนชอบงานศิลป์แต่ไม่ค่อยชอบคณิตศาสตร์ (ประยุกต์ใช้งาน)

    11. ลองเอาคณิตศาสตร์ไปใส่ในวิชาจริยธรรม เช่นไปซื้อของในตลาด แม่ค้าทอนเงินเกินมา จะทำอย่างไร ควรคืนแม่ค้า หรือรีบเก็บเอาไว้ เอาคณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับความเชื่อ เมื่อมีคนมาเล่าให้ฟัง เช่นว่าเขาเดินจากบ้านมาถึงที่ทำงาน 10 นาที ระยะทาง 5 กิโลเมตร จะเชื่อหรือไม่ (สร้างจริยธรรม)

    12. เอาคณิตศาสตร์มาสร้างแนวคิด สอนวิธีการทำกระเบื้องให้ออกลวดลายกระเบื้อง ให้หลากหลาย แล้วสามารถต่อลายกันได้ ลองใช้คณิตศาสตร์คำนวณ ดูความคิดสร้างสรรค์ (ฝึกสมองสร้างปัญญา)

    13. การใช้โครงงาน โดยให้นักเรียน 3 คน/โครงงาน ให้หัดคิดวางแผน ใช้กระบวนการกลุ่มหัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น โครงงานการเปรียบเทียบราคาสินค้าเต่ละห้าง โครงงานประหยัดไฟฟ้า (ทีมงานสร้างโครงการ)

    14. ทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น พาไปดูงานในสถาบันการเงิน ฝึกตัดสินใจวิธีการเลือกฝากธนาคาร การสอนตรีโกน ก็ให้ไปทดลองหาความสูงของเสาธงในโรงเรียน หรือของตึกอาคาร สอนเรื่องเมทริกซ์ ก็ใช้ชั้นวางหนังสือเป็นอุปกรณ์การสอน (สัมผัสได้)

    15. วิชาสถิติ ก็ให้ไปนับลูกค้าเข้าร้านเซเว่นอีเลเว่น ในแต่ละชั่วโมงในแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์ ว่าเป็นอย่างไร ดูสถิติเพื่อทำนายลูกค้า เอาไปทำในลักษณะโครงงาน อาจให้ผู้ปกครองช่วยด้วย ลองให้เด็กนักเรียนเอาถ้วยน้ำแข็งใสมาชั่งน้ำหนักแต่ดูความแตกต่าง (SD) ของน้ำหนัก (นำสู่ชีวิตธุรกิจ)

    16. การทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์มีดังนี้ (สนุกและง่าย)
    (ก) การแปลงนามธรรม เป็นรูปธรรม เพื่อให้สัมผัสได้
    (ข) การทำของยากให้เป็นของง่าย ไม่ต้องกลัวว่าจะสอนไม่ทัน ครูต้องคิดว่าตำราเป็นแค่แนวทาง เอาจุดประสงค์เป็นตัวตั้ง แล้วก็จะสอนทันเอง

    17. ครูต้องการเด็กนักเรียนแบบไหนนั้น ครูไม่มีสิทธิเลือกลูกศิษย์ ใครที่ไม่มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์
    ไม่ชอบวิชานี้อย่าพึ่งปฏิเสธ เด็กอ่อนคณิตไม่เป็นไร อยากได้คนตั้งใจมากกว่า (ใจเป็นใหญ่)

    18. หลักสูตรใหม่นั้นทั้งผู้เรียนและผู้สอน ต้องมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ต้องมีการวางแผนการเรียน สมมติว่ามี 7 วิชา
    ครูกับนักเรียนประชุมกัน ไหนลองมาวางแผนร่วมกันว่าจะเรียนจะสอนวิชาอะไรก่อน (สร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วม)

    19. เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ ลองให้จัดทำกิจกรรมดู เช่นการแสดงละคร แล้วให้ลองประยุกต์วิชาต่างๆ มาใช้งานเช่นบัญชีรับจ่าย เงินที่เก็บจากค่าเข้าชม ใช้ศิลปะทำฉาก ใช้คณิตศาสตร์คำนวณกำไรขาดทุน ใช้วิทยาศาสตร์ในการเล่นละครเชิงเทคนิคแสง สี เสียงเป็นกิจกรรมบูรณาการสอนนักเรียน (สนุกแบบชีวิตงาน)

    20. ทำให้มันง่าย เนื้อหาในหนังสือยุ่งยาก ซับซ้อน ทำอย่างไรจึงทำให้มันง่าย ครูต้องสอนให้เกิดความคิดรวบยอด วิธีจำสูตร เขียนสูตรทุกสูตร ตามประตู ตามฝาตู้เย็น มีทุกที่ เห็นทุกวันวิธีท่องสูตร ทำให้เป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ เช่น นักเรียน ม.2 มี 2 โรงเรียน ทำสงครามกัน พบกันเมื่อไร ตีกันทันที นั่นคือ [2+]-[2-]=[0]ถ

    21. โรงเรียนไม่มีเครื่องฉายแผ่นใส พูดอย่างเดียว จะน่าเบื่อ อาจจัดให้มีห้องพักนักเรียน เวลานักเรียนว่างก็เข้าไปในห้องนี้ เช่น เวลาสอนสูตรหาปริมาตรของปิรามิด V = (พื้นฐาน) (สูง) ก็ทำเป็นกล่องปิรามิดพับได้ พับไปพับมารูปปิรามิดกลายเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่สูงเพียง ของความสูง นอกจากนี้อาจทำโมบายวาดภาพศิลป์ เพลง ผลงานจากโครงงาน สื่อการสอนที่เกี่ยวกับวิชาคณิตไว้ในห้องนี้ (สร้างรูปธรรม)

    22. เด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์จริงๆ ครูต้องใช้วิธีการเป็นเพื่อนไปกินข้าวด้วยกัน ทำให้เขารักครูก่อน
    อย่าสอนนาน สอนแพล็บเดียว (15 นาที) ก็ชวนไปห้องสมุด พูดเชียร์ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เพิ่มโจทย์ ให้กำลังใจหาโอกาสชมเชย อย่าพูดเปรียบเทียบกับคนอื่น หากนักเรียนสอบคะแนนเพิ่มจาก 1 เป็น 2 คะแนนเต็ม 10 คะแนน ก็น่ายินดีแล้วกับการดีขึ้น (ทำให้เกิดฉันทะ)

    23. ปัญหาเวลานักเรียนเข้าสอบวิชาคณิตแล้วอึ้งไปพักใหญ่ให้แก้ไขโดยฝึกทำแบบฝึกหัดหรือโจทย์เป็นประจำ
    หาโจทย์มาทำซ้ำๆ เหมือนสอบตลอดเวลา จากง่ายไปยาก อ่านมากๆ ให้เคยชินกับการตีโจทย์คณิต (ทำให้เคยชิน)

    24. พยายามหาสูตรลับ คณิตคิดลัด ของตนเองให้ได้ (รู้แจ้ง)

    25. เวลาสอนให้สอนแบบสนุก ผิดถูกไม่ว่า วาดรูปลงไปก็ได้ สุดท้ายก็สรุปให้เขาฟัง (สอนสนุก)

    26. สอนให้นักเรียนฟัง แต่เขาไม่เข้าใจ ให้ค่อยๆ อธิบายยกตัวอย่างมาประกอบเปรียบเทียบให้เห็นชัด (สอนคนเข้าใจยาก)

    27. ปัญหาการเรียนสมัยใหม่ เรียนไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยง เรียนไปเรียนมาแล้วกับมาที่เดิม อย่างนี้นักเรียนสับสน (การเชื่อมโยงเนื้อหา)

    28. ปัญหาครอบครัวหย่าร้าง พ่อแม่เสียชีวิต เป็นปัญหาต่อการเรียน การสอน พยายามสอนให้นักเรียนว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ อย่ามานั่งทุกข์แทนผู้ใหญ่ แล้วจะเรียนไม่รู้เรื่อง ให้ตัดใจ แล้วมาเรียนดีกว่า ให้ปลอบใจ (สอนให้ไม่ทุกข์)

    29. เรียนคณิตนานๆ จะรู้สึกเบื่อ ควรสลับเป็นเรื่องอื่นๆ เป็นระยะ ๆ (แก้เบื่อ)

    30. ปัญหาฐานะการเงินของครอบครัว มีผลต่อการเรียน การให้งานนักเรียน แล้วต้องหาอุปกรณ์ ต้องใช้คอมพิวเตอร์
    อย่างนี้พ่อแม่นักเรียนจนๆ เป็นปัญหาสนับสนุนแน่ๆ สร้างความเครียดให้นักเรียน (อย่าพึ่งเงินในการเรียนคณิตมากนัก)

    31. นิสิต นักศึกษาที่ไม่กล้าถามอาจารย์ กลัวเพื่อนล้อเลียน ครูบางคนกลับมาต่อว่านักเรียนอีก ครูต้องเปิดใจ
    บางคนเรียนแล้วลืมง่าย ให้ฝึกบ่อย ๆ ชินตา ชินมือ เห็นทุกวัน ทำซ้ำๆ ก็จะแก้ปัญหาได้ (ไม่กล้าและขี้ลืม แก้ไขได้)

    32. ต้องปฏิรูปครูด้วย ทำอย่างไรครูจึงจะมีทักษะทำให้คณิตเป็นของง่าย เรียนแล้วสนุก ประยุกต์ใช้ในชีวิต คิดแล้วสบายใจ

    หวังว่าแนวทางเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกนี้คงเป็นประโยชน์ต่อครู นักเรียน และประเทศชาติ นอกจากนี้ทักษะนี้อาจนำไปใช้กับวิชาอื่นๆ หรือการนำไปใช้ในการทำงานให้เรียบง่ายสบายใจ (Easy & Enjoy) ได้ ในสถานที่ทำงานได้อีกด้วย

    ที่มา : http://www.kusolsuksa.com/webboard/index.php?topic=819.msg2775



ความคิดเห็นที่ 4

สุธัช หุยากรณ์
25 เม.ย. 2553 06:16
  1. :D

    คลังสื่อการสอน Update ใหม่ทุกวัน พยายามจะหามารวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ครับ
    ตามลิงค์นี้ http://www.learnsanook.info/?cat=103


    (เปิดรูปที่ต้องการ คลิกขวาที่รูป แล้ว Save ใส่ใน Folder ที่ต้องการครับ)



ความคิดเห็นที่ 5

สุธัช หุยากรณ์
28 เม.ย. 2553 08:17
  1. :)

    "สอนอย่างไร...ให้สนุก" Update ใหม่ทุกวัน พยายามจะหามารวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ครับ
    ตามลิงค์นี้ http://www.learnsanook.info/?cat=5



ความคิดเห็นที่ 6

สุธัช หุยากรณ์
1 พ.ค. 2553 05:27
  1. เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุก 7 ประการ

    การสอนวิทยาศาสตร์ตามรูปแบบ 7 ประการที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้ผสมผสาน วิธีการสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง การใช้ความคิดทางด้านต่างๆ และการเรียนรู้ โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเด็กๆ โดยเฉพาะในระดับประถมและมัธยมต้น

    จะสนุกกับวิธีการสอนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาให้พวกเขา ได้ทดลองวิธีนี้จึงจัดว่าเป็นการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง รูปแบบ 7 ข้อนี้ได้เรียงลำดับ ไว้เพื่อความเหมาะสมในการสอนทุกๆ ข้อมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันและไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปปฏิบัติ เรียงตามลำดับนี้ เพราะจุดประสงค์ของรูปแบบการสอนนี้มีไว้เพื่อเป็นกรอบความคิดทาง การสอนได้หวังว่าครูจะต้องนำไปปฏิบัติตาม การสอนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียน และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง บนโครงสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้จากหลายๆ แขนง เช่น ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนค้นพบ วิทยาศาสตร์ จากแง่มุมต่างๆ ได้ องค์ประกอบทั้ง 7 ประการคือ


    การคาดหมาย (Expectation)

    หมายถึง วัตถุประสงค์กว้างๆ เป็นแนว ความคิดหรือการสร้างภาพกว้างๆ เกี่ยวกับบทเรียนขึ้นมา ครูจะต้องมีความยืดหยุ่นที่จะ ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์นี้ไปตามสถานการณ์ จึงจะมีประสิทธิภาพ เพราะหากเราจำกัดวัตถุ ประสงค์เกินไป ไม่เปิดกว้าง จะทำให้ไม่สามารถเห็นความสนใจและความก้าวหน้าของ นักเรียนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นผลสุดท้ายของวัตถุประสงค์จึงอาจจะถูกเปลี่ยนไปได้จาก แรกเริ่มอย่างที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในการสอนเรื่องวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์เริ่มต้นนั้นมีเพียงแค่ให้นักเรียนเกิดความสนใจในรูปแบบของวงจรเปิด วงจรปิด วงจรขนาน แต่เมื่อจบบทเรียนจริงๆ แล้วเด็กๆ อาจจะถึงกับสามารถสร้าง เครื่องวิทยุอย่างง่ายๆ ขึ้นเองได้ ดังนั้นเมื่อเด็กๆ รู้ว่าตนได้รับการเปิดกว้างในการเรียน วิทยาศาสตร์จากครูเต็มที่ เขาก็จะเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ และค้นหาสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น

    สิ่งล่อใจ (Enticement)

    คือ กิจกรรมที่จะสามารถชักชวนให้เด็กๆ สนใจ จะเรียนรู้ อาจจะออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วีดีโอ การเล่าเรื่องสั้น การจัดตกแต่ง ห้องเรียน การใช้เสียงประกอบ ใช้อารมณ์ขันหรือการสาธิตให้ดู

    การเข้าร่วมกิจกรรม (Engagement)

    ช่วยให้เกิดความเข้าใจใน บทเรียน โดยอาจจะเป็นการนำเสนอหน้าชั้น การสาธิต หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

    การอธิบาย (Explanation)

    หลังจากที่ได้ช่วยกันพิจารณาวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้จนเกิดความเข้าใจแล้ว ก็จะเป็นช่วงที่นักเรียนจะมีการอภิปรายร่วมกัน ในการอธิบาย แนวความคิดหลักต่างๆ ทั้งครูและนักเรียนอาจเป็นผู้ริเริ่มหัวข้าสนทนาได้ทั้งในกลุ่มเล็กและ กลุ่มใหญ่ แหล่งที่มาของข้อสนทนาก็อาจจะมาได้จากแหล่งต่างๆ นอกเหนือจากในหนังสือ เรียนสื่อที่จะช่วยการอธิบายก็มีเช่น การใช้สมุดภาพ การไปทัศนศึกษาเพื่อให้นักเรียนเห็น ของจริง ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือห้องสมุดโรงเรียนก็จะเป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ นอกจากนี้กิจกรรมภายในบ้าน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็ช่วยเชื่อมโยง กับบทเรียนได้อีกด้วย

    การค้นหา (Exploration)

    จะช่วยผลักดันให้นักเรียนพิจารณาความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ นำมาเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของชั้นเรียน การทำกิจกรรมด้วย ตนเอง เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนวิทยาศาสตร์ และสิ่งนี้จะดึงดูดความสนใจนักเรียนและ จะช่วยทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนดีขึ้นได้ การที่ครูจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลอง และ การทดลองหลากหลายไว้ให้ จะช่วยเพิ่มขอบเขตความคิดของนักเรียน

    การขยายความ (Extension)

    เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้ ของตนมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ รู้จักหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “มันจะเป็นอย่างไรถ้า…..” ครูสามารถจะให้นักเรียนใช้ความรู้ของตนมาใช้ทดลองเองกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ในห้องเรียน ให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน เพื่อที่จะให้นักเรียนสามารถค้นพบคำตอบด้วยตนเอง

    หลักฐาน (Evidence)

    เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสะท้อนความรู้ ความคิดของตนออกมาทางการเขียนที่มิใช่การทำข้อสอบ นักเรียนจะต้องเขียนผลลัพธิ์ของ การทดลองเพื่อฝึกการจัดระบบความคิด และเชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก ประสบการณ์ที่มี และเรามีแนวการเขียนรายงานสั้นๆเรียกว่า ฟอร์ กอล์ฟเฟอร์ (FGOLFeRS) ซึ่งเป็นการ เขียนรายงานที่เริ่มด้วยการวาดโครงร่างของกระบวนการและผลลัพธ์ของการทดลอง จากนั้น ให้สะท้อนความรู้สึกในระหว่างที่ทำกิจกรรมนั้น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมาและแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ฟอร์ กอล์ฟ เฟอร์ประกอบด้วย

    F – Find

    กล่าวถึงสิ่งที่เราต้องการจะค้นหา โดยให้วัตถุประสงค์ของการทำการทดลองนั้นๆ

    G – Guess

    กล่าวถึงผลลัพธ์ที่เราคาดเดาไว้ก่อนทำการทดลอง

    O – Order

    กล่าวถึงลำดับขั้นของการทำการทดลอง

    L – Learn

    กล่าวถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำการทดลองนั้น

    Fe – Feeling

    เรามีความรู้สึกอย่างไรในระหว่างที่ทำการทดลอง และรู้สึกอย่างไรหลังจากทดลองแล้วเสร็จ

    R – Remind

    กล่าวถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์อื่นๆที่ผ่านมาบ้างหรือไม่ และเกี่ยวข้องกันอย่างไร

    S – Science

    คิดว่าการทดลองนี้มีผลกระทบต่อวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร เราคิดว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร

    เพราะวิชาวิทยาศาสตร์จะต้องอิงอยู่กับการทดลองเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น การเขียนรายงานจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความเข้าใจในเนื้อหา แต่อย่างไรก็ตามการ เขียนรายงานก็อาจจะต้องเสียเวลามาก ดังนั้นการประมวลความรู้ ร่วมกับเพื่อนๆ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของการเขียนและลดเวลาที่ครู จะให้คะแนนลงไปได้ หรือเราอาจจะให้นักเรียนในกลุ่มเล็กๆ ช่วยกัน เติมข้อความหรือวาดโครงร่างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เรียน ได้ใช้กลยุทธ ในการเรียนหลายๆ แบบ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้แนวคิดนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นอิสรภาพ ในการเลือกและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิตจริงของเรา



ความคิดเห็นที่ 7

สุธัช หุยากรณ์
3 พ.ค. 2553 16:22
  1. สนุกกับโปรเจคเตอร์ (Interactive Projector)

    เรียนรู้วิธีสร้างจอโปรเจคเตอร์แบบ “อินเตอร์แอคทีฟ” เพิ่มความสนุก สร้างความกระตือรือร้น ให้กับการเรียนของเด็ก และการสอนของคุณครู สามารถทำใช้ได้เอง งบประมาณไม่เกิน 2,000 บาท ใช้ได้กับเครื่องโปรเจคเตอร์ทุกรุ่น จอทุกประเภท

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=5



ความคิดเห็นที่ 8

สุธัช หุยากรณ์
6 พ.ค. 2553 09:28
  1. Study Chart (แผ่นโปสเตอร์) รวบรวมสรุปเนื้อหาไว้หลายวิชา เช่น ชีววิทยา, คณิตศาสตร์ ฯลฯ

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=319



ความคิดเห็นที่ 9

สุธัช หุยากรณ์
9 พ.ค. 2553 06:11
  1. สอนอย่างไรให้เด็กรักการอ่าน

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=303



ความคิดเห็นที่ 10

สุธัช หุยากรณ์
10 พ.ค. 2553 08:55
  1. สอนอย่างไรให้เด็กไทยโง่ทั้งประเทศ

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=322



ความคิดเห็นที่ 11

สุธัช หุยากรณ์
11 พ.ค. 2553 09:07
  1. ปากกาต้นแบบเสร็จแล้วครับ

    ด้ามนี้เป็นด้ามแรก ทดลองแล้วใช้ได้ดีมากๆ ความไวสูง ไม่สะดุด ลื่นไหล เหมือนใช้เมาส์ปกติเลย ผมทดลองใช้กับจอ LCD 17″ ของคอมพิวเตอร์ และบนจอ TV LCD 32″ ใช้ได้ดีจริงๆ แต่ยังไม่ได้ลองกับจอโปรเจคเตอร์ ใครมีจอโปรเจคเตอร์ให้ลองบ้างครับ

    (อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ : http://www.learnsanook.info/?p=342)



ความคิดเห็นที่ 12

สุธัช หุยากรณ์
13 พ.ค. 2553 08:38
  1. ความรู้เรื่องยาเสพติด (มีทั้งโปรแกรม และเกม ให้ดาวน์โหลด..ฟรี)

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=376



ความคิดเห็นที่ 13

.. (Guest)
15 พ.ค. 2553 13:44
  1. ใครจะ สอนวิชาอะไร สอนอย่างไร สอนสนุกแค่ใหน ก็ แล้ว แต่ ....

    สอน แล้ว กรุณา ถามผู้เรียนด้วย ...

    รู้เรื่องใหม ครับ
    เข้าใจใหมครับ
    ได้ประโยชน์ใหมครับ
    รู้มากขึ้นใหมครับ
    ฉลาดขึ้นใหมครับ

    คืดได้มากขึ้นใหมครับ
    ทำได้มากขึ้น ใหมครับ
    พัฒนาขึ้นใหมครับ

    สนุกใหมครับ
    ชอบใหมครับที่ผม(ครู) สอนแบบนี้

    ถ้าคุณ กล้าถามผู้เรียน ก็ถือว่า ผ่าน ได้ ระดับ หนึ่ง

    ถ้า มีคำตอบ ว่า OK (ทุก ๆ ครั้งที่สอน) .... คุณ แน่มาก ...



ความคิดเห็นที่ 14

สุธัช หุยากรณ์
18 พ.ค. 2553 06:40
  1. Human Body ชีววิทยา "ร่างกายมนุษย์" รวมรูปภาพ และคำอธิบาย (ภาษาอังกฤษ)

    ติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ : http://www.learnsanook.info/?p=474



ความคิดเห็นที่ 15

NpEd vcharkarn veditor
18 พ.ค. 2553 08:34
  1. กระทู้นี้...บ่งบอกถึงความเป็นครูในระดับต่างๆ คือ
    1. ไม่อ่านกระทู้นี้...
    2. อ่านแล้วก็แล้วไป...
    3. อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
    4. อ่านแล้วคัดลอกไว้
    5. อ่านแล้วนำไปทดลองปฏิบัติ
    6. อ่าน คัดลอกไว้ ทดลอง นำผลการมาเผยแพร่หรือแสดงความคิดเห็น



ความคิดเห็นที่ 16

นิรันดร์ vcharkarn vteam
18 พ.ค. 2553 09:57
  1. ขอบคุณพี่ Np ที่เข้ามาเตือนสติ
    ผมได้ลบกระทู้ที่พี่ว่าไม่สนุกไปแล้ว
    เพราะผมตอบเจ้าของกระทู้ไปแล้ว และมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับใครอีก
    ขอบพระคุณอีกครั้งครับ




ความคิดเห็นที่ 17

สุธัช หุยากรณ์
18 พ.ค. 2553 15:50
  1. ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ในกระทู้นี้
    หวังแต่เพียงว่า คงจะเกิดมรรคผลกับการศึกษาไทย ไม่มากก็น้อยครับ

    ผมว่า "กระทู้" น่าจะมีประโยชน์กว่า "กระแทก" นะครับ :D



ความคิดเห็นที่ 18

NpEd vcharkarn veditor
18 พ.ค. 2553 20:26
  1. บางท่าน ฟังคนอื่นเล่าเรื่อง ขำขัน คนหัวเราะจนงอหาย น้ำหูน้ำตาไหล ปัสสาวะเรี่ยราด
    คนที่ฟังนำไปเล่าต่อ
    บางคนเล่าแล้ว ได้ผลเหมือนต้นฉบับ
    แต่บางคน เล่าแล้ว คนฟังเฉยๆ ไม่ขำเลย

    สำหรับครูบางท่าน
    ทั้งๆที่อ่านแล้ว คิดพินิจพิเคราะห์แล้ว เข้าใจดีแล้ว
    ถึงเวลาสอนจริง ก็ยังสอนไม่สนุกอยู่ดี



ความคิดเห็นที่ 19

นิรันดร์ vcharkarn vteam
19 พ.ค. 2553 09:19
  1. จำได้ กับเข้าใจ ไม่เหมือนกัน
    รู้ตามทฤษฎีกับมีทักษะก็ไม่เหมือนกัน
    มีทักษะกับเป็นไปโดยธรรมชาติก็ไม่เหมือนกัน

    คนที่สอนหนังสือตามสูตรแบบอย่างที่เรียนมา
    กับคนที่สอนหนังสือด้วยหัวใจที่รักจะทำให้คนอื่นรู้ฉลาดคิดเป็นก็ไม่เหมือนกัน

    แบบอย่าง แนวปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ใช่ว่า เมื่อครูแต่ละคนนำไปปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างเดียวกัน
    ครูที่เรียนมาจากสถาบันเดียวกัน ได้คะแนนเท่ากัน เวลาออกไปสอนก็ทำคล้าย ๆ กัน
    บางคนก็ประสบความสำเร็จ บางคนก็ท้อถอยเลิกเป็นครู ไปหาอาชีพอื่นทำ
    บางคนที่ไม่ได้เรียนวิชาชีพครูมาเลย แต่ก็สามารถเป็นครูที่ดีได้ตลอดชั่วชีวิต




ความคิดเห็นที่ 20

สุธัช หุยากรณ์
19 พ.ค. 2553 12:32
  1. ใครคือครู ครูคือใคร ในวันนี้
    ใช่อยู่ที่ ปริญญา มหาศาล
    ใช่อยู่ที่ เรียกว่า ครูอาจารย์
    ใช่อยู่นาน สอนนานในโรงเรียน

    ครูคือผู้นำทางความคิด
    ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน
    ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร
    ให้รู้เปลี่ยน แปลงสู้ รู้สร้างงาน

    ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์
    ให้สูงสุดกว่าสัตว์ เดรัจฉาน
    ครูคือผู้สั่งสม อุดมการณ์
    มีดวงมานเพื่อมวลชนใช่ตนเอง

    ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ยิ่งใหญ่
    สร้างคนจริง สร้างคนกล้า สร้างคนเก่ง
    สร้างคนให้ ได้เป็นตัว ของตัวเอง
    ขอมอบเพลงนี้มาบูชาครู

    แต่งโดย : อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์



ความคิดเห็นที่ 21

NpEd vcharkarn veditor
19 พ.ค. 2553 15:07
  1. อยากสอนให้สนุกเป็น
    ต้องมีคนสอนให้ดู
    เมื่อดูแล้ว และนำไปสอนเอง
    บางคนก็สอนได้สนุก
    บางคน สอนแล้วความสนุกลดลงนิดหน่อย
    บางคนสอนแล้วไม่สนุกเลย
    บางคนสอนสนุกว่าต้นแบบเสียอีก

    บางคน อยากสอนให้สนุก ก็เก้บสะสม"มุข"ไว้เยอะๆ แล้วนำออกมาใช้ คิดว่า แบบนี้ ช่วยได้มาก
    บางคนไม่ต้องเก็บสะสม แต่มันมีขึ้นมา ผุดขึ้นมาเองเมื่อถึงเวลาสอน
    บางคนก็ไม่สนใจเรื่อง "มุขสนุกๆ" ฉันจะสอนอย่างนี้

    บางคน สอนแล้วจะให้สนุก (ชำ) ตัวเองต้องสนุก(หรือขำ)นำไปก่อน
    บางคนสอนแล้ว ตัวเองสนุกอยู่คนเดียว ผู้เรียนไม่สนุกด้วย
    แต่บางคน ขณะสอน ตีหน้าเศร้า เล่าความจริงไปเรื่อยๆ แต่ผู้เรียน กั้ก กั้ก กั้ก ตลอดคาบเรียน

    การสอนสนุก กับการสอนแล้วผู้เรียนขำหรือหัวเราะ นั้น มันคนละเรื่อง

    สนุก อาจจะไม่ขำ
    ขำ อาจจะไม่สนุก
    สนุก อาจจะขำ

    การขำ อาจจะขำเพราะผู้สอนตั้งใจจะให้ขำ
    หรืออาจจะเป็นเพราะผู้สอน ทำเปิ่น ๆ ผิดๆถูกๆ งกๆ เงิ่นๆ ก็ได้


    ครูอาจารย์ท่านใดมีวิธีการสอนที่สนุก ช่วยนำมาเผยแพร่ด้วย
    ท่านใดอยากได้วิธีการสอนเรื่องใดให้สนุก ขอมาได้ (อาจจะมีผู้แนะนำ)

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น