สนุก : สอนอย่างไรให้สนุก

ใครมีวิธีสอนหนังสือให้สนุกบ้างครับ ...


มาช่วยกันเล่าประสบการณ์แห่งความสุขในห้องเรียน ที่เกิดขึ้นจริงกับ


"วิธีการสอนที่ไม่น่าเบื่อนั้น..ทำได้อย่างไร"




ความคิดเห็นที่ 102

myschool
27 ธ.ค. 2553 07:06
  1. พอดีผมไปอยู่ที่วังน้ำเขียวซะหลายวัน เพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืนนี้ครับ

    ก่อนอื่นผมขอตอบคำถามของคุณครูไผ่ก่อนนะครับ

    3 กิจกรรมข้างบนนี้เป็นงานเดียวกันหรือเปล่าคะ
    ไปกันอย่างไร และพักที่ไหนคะ?
    ใช่ครับ ไปรถตู้ พักที่ครัวธรรมริน จะนอนในเต้นท์ หรือบนบ้านก็ได้ครับ ถ้าเดินทางไปเองค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่านี้ครับ เพราะค่ารถตู้วีไอพี 3 วัน@ 1,700 + ค่าน้ำมันอีก 3,000 รวมกันเป็น 8,100 บาท เฉลี่ย 10 คน ก็จะลดไปได้อีกคนละ 810 บาทครับ
    อ.สุธัช เป็นเจ้าของครัวธรรมริน หรือคะ
    ใช่ครับ เพราะเตรียมที่ไว้สำหรับสมาชิกเรียนสนุกได้พบปะสังสรร ร่วมทำบุญ
    หรือทำกิจกรรมร่วมกันครับ

    ผมพบกับอ.นิรันดร์ แล้วครับ ตื่นเต้น และดีใจมากเลย เจอแต่กระทู้ไม่เคยเจอหน้ากัน โอ้โฮ..ตอนแรกนึกว่าพระเอกหนังเข้ามาทานอาหารที่ร้านเสียอีก ตัวจริง..เสียงจริง เลยนะเนี่ย..{#emotions_dlg.q2}



ความคิดเห็นที่ 98

ครูไผ่
18 ธ.ค. 2553 15:16

  1. อบรมการสร้าง "Flip Book" จาก PowerPoint

    เที่ยวงาน Flora Fantasia 2010 ที่วังน้ำเขียว

    สูดโอโซนบริสุทธิ์อันดับ 5 ของโลก สัมผัสลมหนาว และสายหมอก
    3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 14-16 มกราคม 2554
    ที่..บ้านสวนสุภัทรา วังน้ำเขียว นครราชสีมา

    3 กิจกรรมข้างบนนี้เป็นงานเดียวกันหรือเปล่าคะ
    ไปกันอย่างไร และพักที่ไหนคะ?

    อ.สุธัช เป็นเจ้าของครัวธรรมริน หรือคะ

     




ความคิดเห็นที่ 99

homosapian
18 ธ.ค. 2553 17:16
  1. เรียนรู้ด้วยการเห็น ก็ใช้สื่อการสอนที่น่าดู เช่น แผนที่อลังการ หรือ map google ประกอบการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ เปนต้น เรียนรู้ด้วยการฟัง ใช้สื่อเสียงมาประกอบ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น ยกมือนับสถิติในห้องบ้านใครมี ใครเป็น ใครมีประสบการณ์มาแชร์ แบ่งกลุ่มย้ายสลับที่นั่ง โต้ความคิดกัน  




ความคิดเห็นที่ 103

ครูไผ่
27 ธ.ค. 2553 13:19
  1. ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ  น่าสนใจมาก  ที่พักรับได้ถึงกี่คนคะ

    คุณ myschool พบอาจารย์นิรันดร์ นึกว่าเป็นพระเอกหนัง

    ถ้าพบครูไผ่จะคิดว่าเป็นนางเอกหนังมั้ยหนอ

    คงคิดว่าเป็นพี่สาวคนโตของนางเอก
    (ฮิ ๆ ไม่ยอมเป็นป้า)




ความคิดเห็นที่ 91

นิรันดร์
16 ธ.ค. 2553 11:05
  1. ดูดอกไม้ เปิด 9 โมง มันไม่สายเกิดไปหน่อยหรือครับ
    น่าจะเปิดตั้งแต่ตีห้าหรือหกโมง ดอกไม้มีน้ำค้างเกาะ กำลังสวย

    ผมตั้งใจจะไปวันที่ 20 นี้ครับ




ความคิดเห็นที่ 92

myschool
16 ธ.ค. 2553 11:53
  1. ถ้ามีโอกาส อ.นิรันดร์แวะไปที่ "ครัวธรรมริน" อยู่ตรงข้ามกับ "บ้านไร่คุณนาย" เขาแผงม้า
    6 กม. จากทางแยกศาลเจ้าพ่อ (ทางหลวงสาย 304 ที่มาจากกบินทร์บุรี)
    ก่อนถึงงาน Flora Fantasia 2 กม. และก่อนถึง a Cup Of Love 1 กม.ครับ


    ผมจะอยู่ที่นี่ตลอด 2 เดือนที่มีงานเลยครับ

    หลังที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียว เป็นแหล่งปลูกผักไร้สาร (แบบชาวบ้านของแท้)
    มีผักสดๆ หลากหลายชนิด ให้ถ่ายรูปเยอะเลยครับ (ต้องไปถ่ายตอนเช้าๆ หมอกจางๆ แดดอ่อนๆ พอดีสวยครับ)




ความคิดเห็นที่ 97

myschool
17 ธ.ค. 2553 16:29
  1. สุโก้ยๆๆ {#emotions_dlg.d1}




ความคิดเห็นที่ 107

myschool
17 มี.ค. 2554 09:08
  1. รวมภาพการ์ตูนสัตว์ต่างๆ มากมายที่ www.learnsanook.info




ความคิดเห็นที่ 108

myschool
21 มี.ค. 2554 05:07
  1. ภาพการ์ตูนเด็ก 48 แบบ สำหรับทำสื่อการสอน ที่ : http://www.learnsanook.info/?p=2046

     




ความคิดเห็นที่ 95

myschool
16 ธ.ค. 2553 15:22
  1. ครับ! {#emotions_dlg.d6} ผมจะพาไปถ่ายรูปนอกงานฯ อยู่หลังที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียว

    เป็นสวนของสมาชิก "กลุ่มปลูกผักไร้สารวังน้ำเขียว" ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก
    และที่สำคัญ ผักแพงๆในซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่นี่เขาขายส่งกก.ละ 50 บาท ทุกชนิดเลยครับ
    เช่น ผักสลัด, ผักกาดชนิดต่างๆ ต้นหอมญี่ปุ่น เป็นต้น
    ในตลาด 79 ที่วังน้ำเขียวขายกก.ละ 70-90 บาท กรุงเทพฯขายต้นละ 20 บาท ครับ 

    ถูกที่สุด สดที่สุด เพราะถอนจากดินใส่ถุงให้เลย

    เป็นแหล่งซื้อผักสดๆของผม เอาไว้สำหรับปรุงอาหารที่ครัวธรรมรินครับ

     




ความคิดเห็นที่ 100

นิรันดร์
21 ธ.ค. 2553 20:07
  1. ไปมาแล้วครับ Flora fantasia
    เหมาะสำหรับการไปเที่ยวชมแบบวันเดียวกลับ
    จุดเด่นของงานอยู่ที่เขาวงกตดอกไม้ มีหอชมวิว 4 ชั้น แล้วแต่กำลังของผู้ชม
    ชั้นบนสุด ไม่ค่อยมั่นคงสำหรับถ่ายรูป ด้วยคนเดินทำให้พื้นสั่น
    หากไม่ต้องการถ่ายรูป เพียงเดินเล่นชมดอกไม้เพลิน ๆ ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เดินทั่วแล้วครับ
    ต่างจากพืชสวนโลกที่เที่ยว 7 วัน 7 คืนก็ไม่ทั่ว
    แต่หากต้องการเก็บภาพ ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละท่าน

    ที่จอดรถเป็นดิน ฝุ่นแยะมากกกก
    จันทร์ถึงศุกร์ ค่าเข้าชม 100 บาทต่อคน
    เสาร์อาทิตย์ 200 บาท
    เทศกาลพิเศษ 400 บาท




ความคิดเห็นที่ 101

นิรันดร์
21 ธ.ค. 2553 20:13
  1. คุณครูไผ่ครับ
    ผมได้พบ อ.สุธัช และภริยาท่านมาแล้ว
    ท่านทั้งสองเป็นเจ้าของร้าน"ครัวธรรมริน"ครับ
    หากไปเส้นทางกบินทร์บุรี ก็จะถึงครัวธรรมรินก่อนงานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตรครับ

    สังเกตร้านค่อนข้างยากเพราะป้ายไม่ชัดเจน
    ผมไปถึงงานแล้วด้วยเลยร้านฯไป
    ต้องโทรหาอ.สุธัช
    แล้วขับรถย้อนออกมาใหม่ 2 กิโลเมตร
    หากใครจะแวะไปอุดหนุน"ครัวธรรมริน"
    แนะนำให้สังเกต "บ้านไร่ คุณนาย" ไว้ให้ดี สังเกตง่ายครับ
    ร้านของอ.สุธัชท่านอยู่ตรงข้ามพอดี




ความคิดเห็นที่ 105

myschool
27 ม.ค. 2554 06:34
  1. รายการ "เจียดเวลาหาสุข" พิธีกร "คุณไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย"
    วิทยากร "คุณเจษฏ์สุภา โพธิพิมพานนท์"
    รายการธรรมะ-วาไรตี้ รูปแบบใหม่
    • เสนอโดย โครงการธัมมะศึกษาและปฏิบัติ โดยเบนซ์ทองหล่อ
    • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง สทท. (NBT)
    • ทุกวันศุกร์ เวลา 9.35 น.
    • ผู้สนับสนุน โครงการธัมมะศึกษาและปฏิบัติ โดยเบนซ์ทองหล่อ
    • ประธานโครงการฯ : เจษฎ์สุภา โพธิพิมพานนท์
    • เลขที่ 540/5 ถนนสุขุมวิท 55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • โทร. 02-714-8888 โทรสาร. 02-714-9131
    • อีเมล์�webmaster@jiedvelahasuk.com
    ตัวอย่างรายการย้อนหลัง
    1. กรรมให้ผล
    2. คาถาคนแก่
    3. คำถามของบัณฑิต
    4. ชีวิตซ้ำซาก
    5. อายุสั้น
    6. หลักการพระพุทธศาสนา 1
    7. หลักการพระพุทธศาสนา 2
    ติดตามได้ที่ : ห้องพักครู/เจียดเวลาหาสุข หรือที่ :�http://www.learnsanook.info/?page_id=1937



ความคิดเห็นที่ 1

myschool
18 เม.ย. 2553 06:52
  1. วิธีการสอนตามแนวทางแห่งพุทธศาสตร์ โดย อ.ภาษิต สุขวรรณดี อาจารย์ประจำ มมร.สธ. ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เป็นที่ประจักษ์ชัดในปัจจุบันว่านักการศึกษาเกือบทั่วโลก ต่างยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าประเสริฐและยอดเยี่ยมจริง ทั้งยังมีวิธีการสอนที่ทันสมัยอยู่เสมอ และใช้ได้ผลดีมาตั้งแต่โบราณกาล ดังนั้นนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการที่น่าสนใจยิ่ง ในที่นี้จะขอเสนอความคิดเห็นเฉพาะบางท่านที่มีสาระต่อการเรียนการสอนโดยตรง มากล่าวโดยย่อ ดังต่อไปนี้ ๑. การสอนด้วยการยึด ๔ โก การสอนที่ได้ผลดีนั้น ต้องเป็นวิธีการสอนที่ประกอบด้วยวาทศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะในการสอนของพระพุทธเจ้าในการสั่งสอนสาวกทุกครั้ง อันประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ ประการ คือ ๑. สันทัสสโก สอนให้เห็นคือให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจเหมือนตาเห็น ๒. สมาทปโก สอนให้เชื่อคือชักชวนให้ปฏิบัติตาม ๓. สมุตตเตชโก สอนให้กล้าคือเร้าให้ผู้ฟังมีความกล้าหาญในการปฏิบัติตามนั้น ๔. สัมปหังสโก สอนให้สนุกคือให้ผู้ฟังมีความร่าเริงแจ่มใส แช่มชื่นในการฟังและปฏิบัติตาม ๑ ๒. การสอนแบบโบราณ ที่เรียกกันว่าหัวใจนักปราชญ์ ๔ ประการ คือ ดังต่อไปนี้ ๑. สุ (สุตตะ) คือสอนให้รู้จักฟัง ๒. จิ (จิตตะ) คือสอนให้รู้จักคิด ๓. ปุ (ปุจฉา) คือสอนให้รู้จักถาม ๔. ลิ (ลิขิตะ) คือสอนให้รู้จักเขียน ๒ ๓. การสอนแบบอริยสัจ คือสอนแบบตั้งปัญหา และแก้ปัญหา ๔ ประการ คือ ๑. ทุกข์ คือสอนให้รู้จักปัญหา ให้เห็นปัญหา คือตัวทุกข์ ๒. สมุทัย คือสอนให้รู้จักสาเหตุของปัญหา คือเหตุเกิดทุกข์ ๓. นิโรธ คือสอนให้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทดลอง เก็บข้อมูลเพื่อนำมาแก้ปัญหาให้ได้จนหมดปัญหา ๔. มรรค สอนให้รู้จักสรุปผลที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา แล้วสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ๓ สาโรช บัวศรี ได้กล่าวถึงวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจ ไว้ว่า “ด้านพุทธประวัติ ได้ปรากฏชัดว่าในการแก้ปัญหาชีวิตของพระพุทธองค์นั้น ได้ทรงคิดแก้ปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองและทรงปฏิบัติหรือกระทำด้วยพระองค์เองทั้งสิ้นผลก็คือทรงตรัสรู้ได้เรียนรู้อย่างแจ่มชัดหรือรู้แจ้งซึ่งเป็นการยืนยันว่า การคิดหรือคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองนั้น ทำให้รู้แจ้งหรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นเป็นอย่างดี ๔ พระราชวรมุนี ได้กล่าวถึงเรื่องวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจ นี้ว่า “การคิดแก้ปัญหาและการกระทำควบคู่กันไปนั้น ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในขั้นตอนของอริยสัจ ๔ โดยเฉพาะในกิจของอริยสัจ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะพึงกระทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างด้วย จึงจะได้ชื่อว่ารู้อริยสัจ หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ๕ วิธีการสอนนั้น เป็นการกระทำอย่างหนึ่งที่จะทำอย่างไร ผู้เรียนจึงจะเกิดความเข้าใจ หรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้ ดังนั้นวิธีการสอนจะต้องประยุกต์จากกิจในอริยสัจ ๔ เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติหรือการกระทำ มิได้ประยุกต์จากตัวอริยสัจ ๔ โดยตรง จึงเป็นวิธีสอนที่เรียกว่า “วิธีสอนทั้ง ๔ ขั้นขั้นของอริยสัจ” ๖ ๑. ขั้นกำหนดปัญหา (ขั้นทุกข์) ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้ศึกษาพิจารณาดูปัญหา ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความรอบครอบ และพยายามกำหนดขอบเขตของปัญหาซึ่งนักเรียนจะต้องคิดแก้ไขให้จงได้ ๒. ขั้นตั้งสมมิฐาน (ขั้นสมุทัย) ๑. ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้พิจารณาด้วยตนเองว่า สาเหตุของปัญหาที่ยกขึ้นมากล่าวในขั้นที่ ๑ มีอะไรบ้าง ๒. ครูช่วยนักเรียนให้ได้เกิดความเข้าใจว่า ในการแก้ปัญหาใด ๆ นั้น จะต้องกำจัดหรือดับที่ต้นตอ หรือแก้ที่สาเหตุของปัญหาเหล่านั้น ๓. ครูช่วยนักเรียนให้คิดว่า ในการแก้ที่สาเหตุนั้น อาจกระทำอะไรได้บ้าง คือให้กำหนดสิ่งจะกระทำนี้เป็นข้อ ๆ ไป ๓. ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ) เป็นขั้นการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลหรือขั้นนิโรธ มีวิธีการขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๑. สัจฉิกิริยา หมายถึงการทำให้แจ้ง หรือให้บรรลุจุดหมายที่ต้องการทำอย่างไรจึงจะทำให้แจ้งได้ ถ้าเจริญรอยตามพระพุทธองค์ก็ต้องกระทำด้วยตนเอง จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงทดลองวิธีการต่างๆ ๆ ด้วยพระองค์เอง เช่น โยคะ ตบะ และทรงอดพระกระยาหาร เป็นต้น เมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถบรรลุจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ จึงใช้วิธีการของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นในการสอนขั้นนี้ ครูต้องช่วยให้นักเรียนได้กระทำหรือทำการทดลองด้วยตนเองตามหัวข้อต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ว่า จะกระทำกันดังในข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ๒. เมื่อทดลองได้ผลประการใด ต้องบันทึกผลของการทดลองแต่ละอย่าง หรือที่เรียกว่า “ข้อมูล” ไว้เพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป ๔. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค) ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลหรือขั้นมรรค มีวิธีการและขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๑. จากการทดลองกระทำด้วยตนเองหลาย ๆ อย่างนั้น ย่อมจะได้ผลออกมาให้เห็นชัด ผลบางประการชี้ให้เห็นว่า แก้ปัญหาได้บางประการ แต่ไม่ค่อยชัดเจนนัก ผลที่ถูกต้องจะชี้ให้เห็นว่า แก้ปัญหาได้แน่นอนแล้วและได้บรรลุจุดหมายแล้ว ได้แนวทางหรือข้อปฏิบัติที่เราต้องการแล้ว เหล่านี้หมายความว่าจะต้องวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในขั้นที่ ๓ ข้อ ๒ นั้นจนเห็นแจ่มแจ้งว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาที่กำหนดในขั้นที่ ๑ ได้สำเร็จ ๒. จากากรวิเคราะห์ดังกล่าวแล้วนั้น จะทำให้เห็นว่าสิ่งใดแก้ปัญหาได้จริง ต่อไปก็ให้สรุปการกระทำที่ได้ผลนั้นๆ ไว้เป็นข้อๆ หรือเป็นระบบ หรือเป็นแนวทางปฏิบัติแล้วให้ลงมือกระทำหรือปฏิบัติอย่างเต็มที่ตามแนวทางนั้นโดยทั่วกัน วิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจนั้น ถือว่าเป็นแม่บท แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นวิธีการแก้ปัญหานั้นเอง จึงกล่าวได้ว่าเป็นวิธีการสอนที่สำคัญยิ่ง และเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในวิชาชีพครูด้วย สมควรที่ครูไทยทั้งหลายจงได้ตระหนักและภาคภูมิใจว่า เรามีวิธีสอนแม่บทของเราเอง และเป็นวิธีการสอนที่ได้ยึดแนวคิดและวิธีการสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก สุมน อมรวิวัฒน์ ได้นำเสนอแนวคิดจากหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมุนี ซึ่งได้เขียนเกี่ยวกับการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการมาสร้างเป็นหลักการ และขั้นตอนการสอนตามแนวพุทธวิธีขึ้น เรียกหลักการ และขั้นตอนการสอนนี้ว่า การสร้างศรัทธา และโยนิโสมนสิการ มีวิธีการดังต่อไปนี้ ๗ (๑) หลักการ ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถจัดสภาพแวดล้อม แรงจูงใจ และวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้ และได้ฝึกฝนวิธีการคิดโดยแยบคาย นำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง การสอนโดยการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการนี้ใช้สอนได้ทุกระดับการศึกษา มุ่งให้ครูเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ ครูและศิษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และศิษย์ได้มีโอกาสคิดแสดงออกปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม (๒) ขั้นตอนการสอน ๒.๑ ขั้นนำ การสร้างเจตคติที่ดีต่อครู วิธีการเรียนและบทเรียน ๑. เหมาะกับระดับชั้นเรียน ๒. เหมาะกับวัยและภูมิของผู้เรียน ๓. เหมาะกับวิธีการเรียนการสอน ๔. เหมาะกับบทเรียนที่สอนและเนื้อหาวิชา ๒.๒ บุคลิกภาพของครูและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับศิษย์ ในการสอนแบบสร้างศรัทธานี้ ครูควรคงบุคลิกภาพของการเป็นครูไว้ ซึ่งพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. บุคลิกภาพทางกาย มีความสะอาด แจ่มใส สงบและสำรวม ๒. เป็นผู้มีสุขภาพจิตดี กล่าวคือ มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของปัญหาและอามิส เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดโปร่งจากปัญหาเท่านั้นที่จะชี้แนะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ๓. มีความมั่นใจในตนเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้จริงและปฏิบัติจริงในสิ่งที่สอนผู้อื่น ครูที่ดีจึงไม่มีปมด้อยหรือปมเด่น เป็นผู้ที่มีความเรียบง่ายฉันคนธรรมดา ๒.๓ การเสนอสิ่งเร้าและแรงจูงใจ พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีการตรวจสอบความคิดและความสามารถของผู้เรียนก่อนที่จะทรงสอนเพื่อให้เหมาะกับบุคคล ทรงใช้เทคนิควิธีอุปกรณ์จากธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ มาเร้าให้เกิดความมานะพากเพียร ฝึกหัดอบรมตน การสอนโดยสร้างศรัทธาได้จัดขั้นตอนในการเสนอสิ่งเร้าและสร้างแรงจูงใจดังนี้ ๑. ใช้สื่อการเรียนการสอนหรืออุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ เพื่อเร้าความสนใจ ๒. จัดกิจกรรมขั้นนำที่สนุกน่าสนใจ ๓. ให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนและได้ทราบผลทันท่วงทีเป็นการเสริมแรงกระตุ้นที่น่าสนใจ (๓) ขั้นสอน ๑. ครูเสนอปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของบทเรียน หรือเสนอหัวข้อเรื่องประเด็นสำคัญของบทเรียนด้วยวิธีการต่างๆ ๒. ครูแนะนำแหล่งวิทยาการและแหล่งข้อมูล ๓. ให้นักเรียนฝึกรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ และหลักการ ๔. จัดกิจกรรมที่เร้าให้เกิดความคิดวิธีต่างๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือค้นคว้าได้พบสิ่งเร้า สนใจที่จะคิดต่อไป จนสามารสรุปความคิดได้ ๕. ฝึกการสรุปประเด็นของข้อมูลความรู้ และเปรียบเทียบ ประเมินค่าโดยวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทดลอง ทดสอบ จัดเป็นทางเลือกและทางออกของการแก้ปัญหา ๖. ดำเนินการเลือกและตัดสินใจ ๗. กิจกรรมฝึกปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ผลการเลือกและตัดสินใจนั้นให้ประจักษ์จริง (๔) ขั้นสรุป ๑. ครูและนักเรียนสังเกตวิธีการปฏิบัติ ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขให้ปฏิบัติถูกต้อง ๒. อภิปรายและสอบถามข้อสงสัย ๓. สรุปผลการปฏิบัติ ๔. สรุปบทเรียน ๕. วัดและประเมินผล วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของอริยสัจ ๔ การใช้หลักการคิดอย่างแยบคายที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ และการใช้ลีลาการสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีคุณลักษณะ ๔ ประการ ดังนี้ ๑. สันทัสนา อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา ๒. สมทปนา ชักจูงให้เห็นจริงด้วยชวนให้คล้อยตามจนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจ จะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก ๔. สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ ดวงเดือน จันทร์เจริญ ได้กล่าวโดยสรุปถึงวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ว่า “เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว เป็นวิธีการสอนตามหลักของพระพุทธองค์ ที่ได้ทรงสอนโดยพยายามถ่ายทอด จากสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และผลจากการสอนการอบรมก็คือ ได้ความรู้จริง รู้แจ้ง จนสามารถช่วยให้บุคคลดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขและมีอิสระภาพ ทำให้สามารถพัฒนาตนเองไปในวิถีทางที่ถูกต้อง และสามารถกำหนดบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมด้วย” ๘ เชิงอรรถ ๑. ฝ่ายวิชาการ กองศาสนศึกษา, คู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม, (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙. ๒. ฝ่ายวิชาการ กองศาสนศึกษา, คู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม, (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙. ๓. พระราชวรมุนี, ปรัชญาการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓. ๔. สาโรช บัวศรี, ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ (วารสารรวมเล่ม). (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ กราฟิค อาร์ต, ๒๕๒๖), ๕-๗. ๕. พระราชวรมุนี, ปรัชญาการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓. ๖. ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๕. ๗. อ้างใน ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๙–๕๕. ๘. ดวงเดือน จันทร์เจริญ, ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๕๒. ที่มา : http://www.src.ac.th/web/index.php?option=content&task=view&id=404&Itemid=69



ความคิดเห็นที่ 4

myschool
25 เม.ย. 2553 06:16
  1. :D คลังสื่อการสอน Update ใหม่ทุกวัน พยายามจะหามารวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ครับ ตามลิงค์นี้ http://www.learnsanook.info/?cat=103 (เปิดรูปที่ต้องการ คลิกขวาที่รูป แล้ว Save ใส่ใน Folder ที่ต้องการครับ)



ความคิดเห็นที่ 2

myschool
19 เม.ย. 2553 08:16
  1. วิธีการสอนคณิตศาสตร์ที่ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ เดี๋ยวนี้หากทำอะไรในสิ่งที่ดีที่งาม โดยไม่มีการปรุงแต่งคนจะไม่สนใจ ไม่เหมือนอบายมุขที่ไม่ต้องปรุงแต่งมาก คนก็วิ่งเข้าหา การปรุงแต่งที่ทำให้คนสนใจที่นิยมกันก็คือทำให้มันสนุก ใครๆ ที่มีลูกที่ต้องเรียนหนังสือโดยเฉพาะคณิตศาสตร์ เรามีวิธีการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้สนุก (คล้ายๆ กับเอาเรื่ององค์กรปลา (Fish) มาประยุกต์ใช้งาน) ดังนี้ 1. การสอนต้องพยายามพูดตลกๆ แทรกเป็นระยะๆ (ทอร์คโชว์) 2. บางครั้งก็พาไปสวนสัตว์ แล้วให้เด็กอธิบายโครงสร้างกรงสัตว์ เช่นสามเหลี่ยม วงกลม(เรียนจากการเที่ยว) 3. เปลี่ยนอิริยาบถไปท่องอินเทอร์เน็ต เว็บไซด์คณิตศาสตร์ ทำให้ตื่นตาตื่นใจ ลดความจำเจ (จูงใจ) 4. เขียนการ์ตูนในหนังสือคณิตศาสตร์ เช่น 2+2 = 4 ก็เขียนเป็นรูปสัตว์ 2 ตัว + อีก 2 ตัว = รูปสัตว์ 4 ตัว (ใส่ศิลปะ) 5. แต่งเพลงมาร้องกัน เช่นเพลงหาครน. เพลงสูตรคูณ เอาแบบท่องอาขยานก็ได้ ร้องพร้อมๆ กันทั้งชั้นเรียนเลย (พักผ่อน) 6. สอนโดยแต่งเกมคณิตศาสตร์ บางครั้งใช้ไพ่ประสมสิบ แต่อย่าเผลอไปเล่นพนันกัน จะเป็นบาป (แข่งขัน) 7. สอนการตีโจทย์แบบง่ายๆ เล่าเรื่องจริงในชีวิตประจำวันแล้วให้นักเรียนตอบว่า แบบไหนดี เช่นการซื้อของ การคิดกำไรขาดทุนจากการขายปาท่องโก๋ (ฝึกสมอง) 8. สรุปบทเรียนโดยใช้เพลง หรือแข่งขันแต่งเพลงคณิตศาสตร์ อย่าลืมรางวัลแบบหอมปากหอมคอ (สรุปแนวคิด) 9. การจัดเข้าค่ายคณิตศาสตร์ อาจแบ่งเด็กออกเป็น 3 แบบ ดังนี้ (ก) แบบเฉพาะกลุ่มเด็กอัจฉริยะ สอนไม่ยากเลย (ข) แบบคละเด็ก (เก่งปานกลางกับไม่เก่ง คละกัน) มักเกิดปัญหาในการสอน (ค) แบบเฉพาะกลุ่มที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เลย ต้องใช้เวลาการทำกิจกรรม ต้องคิดค้น หาสาเหตุ/จุดชอบให้พอ สุดท้ายต้องสรุปบทเรียน 10. หาวิธีเอาคณิตศาสตร์ไปใช้ในงานประจำ เช่นเอาคณิตศาสตร์สามเหลี่ยม วงกลมไปสร้างงานศิลป์ สำหรับคนชอบงานศิลป์แต่ไม่ค่อยชอบคณิตศาสตร์ (ประยุกต์ใช้งาน) 11. ลองเอาคณิตศาสตร์ไปใส่ในวิชาจริยธรรม เช่นไปซื้อของในตลาด แม่ค้าทอนเงินเกินมา จะทำอย่างไร ควรคืนแม่ค้า หรือรีบเก็บเอาไว้ เอาคณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับความเชื่อ เมื่อมีคนมาเล่าให้ฟัง เช่นว่าเขาเดินจากบ้านมาถึงที่ทำงาน 10 นาที ระยะทาง 5 กิโลเมตร จะเชื่อหรือไม่ (สร้างจริยธรรม) 12. เอาคณิตศาสตร์มาสร้างแนวคิด สอนวิธีการทำกระเบื้องให้ออกลวดลายกระเบื้อง ให้หลากหลาย แล้วสามารถต่อลายกันได้ ลองใช้คณิตศาสตร์คำนวณ ดูความคิดสร้างสรรค์ (ฝึกสมองสร้างปัญญา) 13. การใช้โครงงาน โดยให้นักเรียน 3 คน/โครงงาน ให้หัดคิดวางแผน ใช้กระบวนการกลุ่มหัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น โครงงานการเปรียบเทียบราคาสินค้าเต่ละห้าง โครงงานประหยัดไฟฟ้า (ทีมงานสร้างโครงการ) 14. ทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น พาไปดูงานในสถาบันการเงิน ฝึกตัดสินใจวิธีการเลือกฝากธนาคาร การสอนตรีโกน ก็ให้ไปทดลองหาความสูงของเสาธงในโรงเรียน หรือของตึกอาคาร สอนเรื่องเมทริกซ์ ก็ใช้ชั้นวางหนังสือเป็นอุปกรณ์การสอน (สัมผัสได้) 15. วิชาสถิติ ก็ให้ไปนับลูกค้าเข้าร้านเซเว่นอีเลเว่น ในแต่ละชั่วโมงในแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์ ว่าเป็นอย่างไร ดูสถิติเพื่อทำนายลูกค้า เอาไปทำในลักษณะโครงงาน อาจให้ผู้ปกครองช่วยด้วย ลองให้เด็กนักเรียนเอาถ้วยน้ำแข็งใสมาชั่งน้ำหนักแต่ดูความแตกต่าง (SD) ของน้ำหนัก (นำสู่ชีวิตธุรกิจ) 16. การทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์มีดังนี้ (สนุกและง่าย) (ก) การแปลงนามธรรม เป็นรูปธรรม เพื่อให้สัมผัสได้ (ข) การทำของยากให้เป็นของง่าย ไม่ต้องกลัวว่าจะสอนไม่ทัน ครูต้องคิดว่าตำราเป็นแค่แนวทาง เอาจุดประสงค์เป็นตัวตั้ง แล้วก็จะสอนทันเอง 17. ครูต้องการเด็กนักเรียนแบบไหนนั้น ครูไม่มีสิทธิเลือกลูกศิษย์ ใครที่ไม่มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ไม่ชอบวิชานี้อย่าพึ่งปฏิเสธ เด็กอ่อนคณิตไม่เป็นไร อยากได้คนตั้งใจมากกว่า (ใจเป็นใหญ่) 18. หลักสูตรใหม่นั้นทั้งผู้เรียนและผู้สอน ต้องมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ต้องมีการวางแผนการเรียน สมมติว่ามี 7 วิชา ครูกับนักเรียนประชุมกัน ไหนลองมาวางแผนร่วมกันว่าจะเรียนจะสอนวิชาอะไรก่อน (สร้างความพึงพอใจและการมีส่วนร่วม) 19. เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ ลองให้จัดทำกิจกรรมดู เช่นการแสดงละคร แล้วให้ลองประยุกต์วิชาต่างๆ มาใช้งานเช่นบัญชีรับจ่าย เงินที่เก็บจากค่าเข้าชม ใช้ศิลปะทำฉาก ใช้คณิตศาสตร์คำนวณกำไรขาดทุน ใช้วิทยาศาสตร์ในการเล่นละครเชิงเทคนิคแสง สี เสียงเป็นกิจกรรมบูรณาการสอนนักเรียน (สนุกแบบชีวิตงาน) 20. ทำให้มันง่าย เนื้อหาในหนังสือยุ่งยาก ซับซ้อน ทำอย่างไรจึงทำให้มันง่าย ครูต้องสอนให้เกิดความคิดรวบยอด วิธีจำสูตร เขียนสูตรทุกสูตร ตามประตู ตามฝาตู้เย็น มีทุกที่ เห็นทุกวันวิธีท่องสูตร ทำให้เป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ เช่น นักเรียน ม.2 มี 2 โรงเรียน ทำสงครามกัน พบกันเมื่อไร ตีกันทันที นั่นคือ [2+]-[2-]=[0]ถ 21. โรงเรียนไม่มีเครื่องฉายแผ่นใส พูดอย่างเดียว จะน่าเบื่อ อาจจัดให้มีห้องพักนักเรียน เวลานักเรียนว่างก็เข้าไปในห้องนี้ เช่น เวลาสอนสูตรหาปริมาตรของปิรามิด V = (พื้นฐาน) (สูง) ก็ทำเป็นกล่องปิรามิดพับได้ พับไปพับมารูปปิรามิดกลายเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่สูงเพียง ของความสูง นอกจากนี้อาจทำโมบายวาดภาพศิลป์ เพลง ผลงานจากโครงงาน สื่อการสอนที่เกี่ยวกับวิชาคณิตไว้ในห้องนี้ (สร้างรูปธรรม) 22. เด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์จริงๆ ครูต้องใช้วิธีการเป็นเพื่อนไปกินข้าวด้วยกัน ทำให้เขารักครูก่อน อย่าสอนนาน สอนแพล็บเดียว (15 นาที) ก็ชวนไปห้องสมุด พูดเชียร์ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เพิ่มโจทย์ ให้กำลังใจหาโอกาสชมเชย อย่าพูดเปรียบเทียบกับคนอื่น หากนักเรียนสอบคะแนนเพิ่มจาก 1 เป็น 2 คะแนนเต็ม 10 คะแนน ก็น่ายินดีแล้วกับการดีขึ้น (ทำให้เกิดฉันทะ) 23. ปัญหาเวลานักเรียนเข้าสอบวิชาคณิตแล้วอึ้งไปพักใหญ่ให้แก้ไขโดยฝึกทำแบบฝึกหัดหรือโจทย์เป็นประจำ หาโจทย์มาทำซ้ำๆ เหมือนสอบตลอดเวลา จากง่ายไปยาก อ่านมากๆ ให้เคยชินกับการตีโจทย์คณิต (ทำให้เคยชิน) 24. พยายามหาสูตรลับ คณิตคิดลัด ของตนเองให้ได้ (รู้แจ้ง) 25. เวลาสอนให้สอนแบบสนุก ผิดถูกไม่ว่า วาดรูปลงไปก็ได้ สุดท้ายก็สรุปให้เขาฟัง (สอนสนุก) 26. สอนให้นักเรียนฟัง แต่เขาไม่เข้าใจ ให้ค่อยๆ อธิบายยกตัวอย่างมาประกอบเปรียบเทียบให้เห็นชัด (สอนคนเข้าใจยาก) 27. ปัญหาการเรียนสมัยใหม่ เรียนไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยง เรียนไปเรียนมาแล้วกับมาที่เดิม อย่างนี้นักเรียนสับสน (การเชื่อมโยงเนื้อหา) 28. ปัญหาครอบครัวหย่าร้าง พ่อแม่เสียชีวิต เป็นปัญหาต่อการเรียน การสอน พยายามสอนให้นักเรียนว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ อย่ามานั่งทุกข์แทนผู้ใหญ่ แล้วจะเรียนไม่รู้เรื่อง ให้ตัดใจ แล้วมาเรียนดีกว่า ให้ปลอบใจ (สอนให้ไม่ทุกข์) 29. เรียนคณิตนานๆ จะรู้สึกเบื่อ ควรสลับเป็นเรื่องอื่นๆ เป็นระยะ ๆ (แก้เบื่อ) 30. ปัญหาฐานะการเงินของครอบครัว มีผลต่อการเรียน การให้งานนักเรียน แล้วต้องหาอุปกรณ์ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ อย่างนี้พ่อแม่นักเรียนจนๆ เป็นปัญหาสนับสนุนแน่ๆ สร้างความเครียดให้นักเรียน (อย่าพึ่งเงินในการเรียนคณิตมากนัก) 31. นิสิต นักศึกษาที่ไม่กล้าถามอาจารย์ กลัวเพื่อนล้อเลียน ครูบางคนกลับมาต่อว่านักเรียนอีก ครูต้องเปิดใจ บางคนเรียนแล้วลืมง่าย ให้ฝึกบ่อย ๆ ชินตา ชินมือ เห็นทุกวัน ทำซ้ำๆ ก็จะแก้ปัญหาได้ (ไม่กล้าและขี้ลืม แก้ไขได้) 32. ต้องปฏิรูปครูด้วย ทำอย่างไรครูจึงจะมีทักษะทำให้คณิตเป็นของง่าย เรียนแล้วสนุก ประยุกต์ใช้ในชีวิต คิดแล้วสบายใจ หวังว่าแนวทางเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกนี้คงเป็นประโยชน์ต่อครู นักเรียน และประเทศชาติ นอกจากนี้ทักษะนี้อาจนำไปใช้กับวิชาอื่นๆ หรือการนำไปใช้ในการทำงานให้เรียบง่ายสบายใจ (Easy & Enjoy) ได้ ในสถานที่ทำงานได้อีกด้วย ที่มา : http://www.kusolsuksa.com/webboard/index.php?topic=819.msg2775



ความคิดเห็นที่ 104

myschool
27 ธ.ค. 2553 16:48
  1. ที่พักตอนนี้ สามารถรองรับได้ประมาณ 25 คน แต่ถ้าเอาเต้นท์มาเอง�(พร้อมที่รองนอน+ผ้าห่มหรือถุงนอน+หมอน)�ก็สามารถรับได้เป็นร้อยคนครับ (เนื้อที่โดยรวมประมาณ 30 ไร่)

    วันหนึ่ง..ถ้าหากได้มีโอกาสพบกับคุณครูไผ่ ผมก็อาจจะคิดว่าเป็นผู้จัดละครช่อง 3
    หรือผู้อำนวยการสร้างหนัง..ก็ได้ครับ�{#emotions_dlg.d4}




ความคิดเห็นที่ 90

myschool
16 ธ.ค. 2553 10:20
  1. ขอเชิญช่างภาพมืออาชีพ และมือสมัครเล่นทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรมการถ่ายภาพธรรมชาติ
    โดยส่งผลงานเข้าประกวดในหัวข้อ “ดอกไม้ที่รัก” และ “พืชผักสวนครัว”
    ชิงรางวัล ที่พัก และอาหาร ฟรี 1 ปี ที่บ้านสวนสุภัทรา และครัวธรรมริน จำนวน 5 รางวัล


    เงื่อนไขการส่งภาพ



    1. จำนวนภาพ : ไม่เกิน 5 ภาพ ต่อหนึ่งหัวข้อ

    2. ไฟล์ภาพ : ไฟล์ภาพจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอล

    3. ขนาดไฟล์ : ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 10 MB ต่อไฟล์

    4. รูปแบบไฟล์ : รับ JPEG เท่านั้น


    ส่งภาพประกวด** ได้ที่ “ครัวธรรมริน” ตรงข้ามบ้านไร่คุณนาย เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-984-1607 และ 084-084-5557


    ** ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 ก.พ. 2554
    ประกาศผลทางเว็บไซต์ www.wangnamkeaw.info และที่ “ครัวธรรมริน” ในวันที่ 5 มี.ค. 2554






ความคิดเห็นที่ 96

นิรันดร์
17 ธ.ค. 2553 13:43
  1. ต้องไปชิม {#emotions_dlg.q5}




ความคิดเห็นที่ 109

myschool
24 มี.ค. 2554 07:05
  1. รวมภาพวิบัติภัยทางธรรมชาติกว่า 300 ภาพ ที่ประเทศญี่ปุ่น 
    http://www.learnsanook.info/?p=2048

    "มีชีวิตอยู่อย่างมีสติ ไม่ประมาทกันนะครับ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้"


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น