คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
นักวิทยาศาสตร์เกาหลีโคลนตัวอ่อนมนุษย์เพื่อใช้ใน Stem cells research
โพสต์เมื่อ: 18:06 วันที่ 14 ก.พ. 2547         ชมแล้ว: 96,868 ตอบแล้ว: 10
12176
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ของ Seoul National University แสดงเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์ 8 เซลล์ที่ได้จากการโคลนนิ่ง

นักวิทยาศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งตัวอ่อนของมนุษย์จำนวน 30 เซลล์ โดยการผสมรหัสพันธุกรรมจากเซลล์ปกติของร่างกาย เข้ากับเซลล์ไข่ของผู้บริจาคซึ่งเป็นเพศหญิง โดยที่เซลล์ตัวอ่อนที่ได้จากการโคลนนิ่งจะเจริญเติบโตต่อไปเพื่อที่จะสร้าง สเต็มเซลล์ (Stem cells) ซึ่งเซลล์เหล่านี้สามารถที่จะแบ่งตัวสร้างเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายของมนุษย์ จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการโคลนนิ่งตัวอ่อนมนุษย์ก็เพื่อที่จะศึกษาและพัฒนาการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาโรคบางโรคเช่นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ไข่มนุษย์ทั้งสิ้น 242 ใบจากหญิงผู้บริจาค 16 คนในการทดลอง ซึ่งสำหรับไข่แต่ละฟองนั้นจะได้รับการผสม โดยการนำรหัสพันธุกรรมจากนิวเคลียสของเซลล์ธรรมดา (ที่ไม่ได้เกี่ยวของกับระบบสืบพันธุ) ของเจ้าของไข่

ในขั้นแรกของการทำโคลนนิ่งนั้นนิวเคลียสของไข่จะถูกดูดออก แล้วจะถูกแทนที่โดยการถ่ายระหัสพันธุกรรมจากเซลล์ของหญิงผู้บริจาคเข้าไป จากนั้นไข่ที่ได้รับการเปลี่ยนนิวเคลียสแล้วจะถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวและเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนต่อไป

13632

ในการทดลองนี้สามารถสร้างตัวอ่อนมนุษย์ได้ 30 ตัวซึ่งแต่ละตัวนั้นมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับผู้บริจาคทุกอย่าง และทั้งหมดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า blastocyst stage ซึ่งเป็นสภาวะที่จะสามารถแยก Stem cells ออกมาได้จากตัวอ่อนได้ โดยเซลล์พิเศษนี้สามารถที่จะแบ่งตัวไปเป็นเนื้อเยื่อสำคัญของร่างกายต่อไป นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองปลูกถ่ายเนื้อเซลล์ดังกล่าวในหนูเพื่อพิสูจน์ว่า Stem cells มีความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเซลล์ของอวัยวะต่างๆในร่างกายที่มีลักษณะเฉพาะได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าวิจัย Stem cells จะสามารถนำไปสู่การปลูกถ่ายเซลและอวัยวะให้แก่มนุษย์เพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามหัวหน้านักวิจัยของมหาวิทยาลัยโซลแห่งเกาหลีใต้ที่ได้ทำงานวิจัยครับนี้คือ Prof. Hwang กล่าวว่า พวกเขาไม่มีความคิดที่จะทำการสร้ามนุษย์จากการโคลนนิ่งแต่อย่างใด เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าจากประสบการณ์การทำโคลนนิ่งในสัตว์ สัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งจะมีความผิดปกติอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดปกติของระบบอวัยวะภายใน การโคลนนิ่งมนุษย์จึงเป็นการกระทำที่เสี่ยง และอันตรายมากๆ

แหล่งข่าวและข้อมูลเพิ่มเติมหาได้จาก

สำนักข่าวบีบีซี http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/3480921.stm
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น http://www.cnn.com/2004/HEALTH/02/13/science.clone/index.html
Science Magazine http://www.sciencemag.org/
ข่าวเก่าเกี่ยวกับ Stem Cell Research ในวิชาการดอทคอม
โรงงานผลิดเม็ดเลือด จาก Stem cells Research



จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 14 ก.พ. 2547 (18:08)
16067
แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Stem cells Research
US National Institutes of Health: Stem cells http://www.nih.gov/news/stemcell/primer.htm
รวมคำถามและคำตอบเกี่ยวกับ Stem cells
http://news.bbc.co.uk/hi/english/sci/tech/newsid_1484000/1484010.stm

จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 22 ก.พ. 2547 (11:15)
ผมว่ามันหน้าถึ่งมากเลยนะครับ ที่คนเราจะสามารถทำได้ขนาดนี้ =ON=ON
tstxnia@thaimail.com (IP:203.113.34.10,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 22 ก.พ. 2547 (19:36)
น่ากลัวว่าคนที่เรารู้จักจะโคลนมาหรือเปล่า
คงไม่มีใครคิดจะโคลนนิ่งพวก ฮิตเลอร์ หรือ ฆาตกรโรคจิตขึ้นมานะ
ดึกใน (IP:202.12.97.100,10.87.19.26, 10.87.101.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 10 พ.ค. 2547 (18:34)
การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการคิด
การคิดเป็นการทำงานของสมอง ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในขณะที่คนเราหลับอยู่ก็ตาม
ส่วนใครจะคิดอะไร คิดอย่างไร มากน้อย ดีชั่ว ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการซึ่งเกิดจากจิตสำนึก และจิตไร้สำนึกตามทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของนักจิตวิทยา ระดับปรมาจารย์อย่าง ฟรอยด์ (Freud)
ที่กล่าวถึงส่วนของการคิด หรือ อีโก้ (Ego) ว่า เกิดจากความต้องการที่ไร้เหตุผล หรือ อิด (Id) โดยมี
พระเอกอย่าง ซูเปอร์อีโก้ (Super Ego) หรือความเป็นมโนธรรม และอุดมคติ เป็นผู้คอยตักเตือนไม่ให้คิดไปในทางที่ไม่ดี ดังที่ท่าน เชาว์ศิลป์ จินดาละออง ได้กล่าวไว้ในบทความ ในวารสาร
วิทยาจารย์ ปีที่ 100 ฉบับที่ 9 เดือน ธันวาคม 2544 ตอนหนึ่งว่า “ หากคุณคิดแต่เรื่องในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา คุณก็จะได้ผลในทางลบกลับมาเสมอ ในทางกลับกันถ้าคุณคิดถึงแต่เรื่องในแง่บวก ผลบวกก็จะเกิดตามมาทุกครั้งไป ”
จากที่นักวิชาการหลาย ๆท่านได้แสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาการ หรือตามแนวทฤษฎีทางการศึกษาของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน อย่างเช่น บทความของ ดร.พรรณี เกษกมล จากวารสาร
วิชาการ ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2546 ได้กล่าวถึงการพัฒนาการคิดตามรูปแบบ ของ จอร์จ เบทท์ส (George Bett, 1991) โดยมีรูปแบบที่ชื่อ The Autonomous Learner Model )
ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง โดยการเข้าร่วมกิจกรรม
ที่สร้างสรรค์ และสนองความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นปฐมนิเทศ เป็นการฝึกให้เรียนรู้ความต้องการของตนเอง ด้วยการให้เขียนเหตุผลว่า
ทำไมจึงเลือกเข้าเรียนชั้นนี้ ซึ่งกิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียน คิดอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิ่งที่เขาจะ ได้รับและการตั้งเป้าหมายของแต่ละบุคคล
2. ขั้นการพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นการให้โอกาสนักเรียนพัฒนาทักษะทางอารมณ์ สังคม และ สติปัญญา เรียนรู้ความคิดรวบยอดและพัฒนาทัศนคติที่สร้างสรรค์และจำเป็นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะที่จำเป็นเหล่านี้ ได้แก่ 1)ทักษะการเรียนรู้ 2) ทักษะการเข้าใจตนเอง 3) ทักษะการเข้าใจบุคคลอื่น 4) การเกี่ยวข้องกับอาชีพ
3. ขั้นศึกษารายละเอียด เป็นการให้นักเรียนกำหนดขอบข่ายความสนใจให้ชัดเจน และศึกษารายละเอียดแบบลงลึก ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ และใช้แฟ้มสะสมผลงานแสดง ความก้าวหน้า
4. ขั้นสัมมนา โดยการให้นักเรียนเข้ากลุ่ม 3 – 5 คน เพื่อสำรวจในประเด็นที่กำหนดให้หลังจากการทำวิจัย หาหัวข้อที่มีความหมาย นำเสนอผลงานที่เกิดขึ้นในรูปแบบการสัมมนาต่อชั้นเรียน ซึ่งการสัมมนาจะเปลี่ยนบทบาทของนักเรียนมาเป็นบทบาทของครู นักเรียนเรียนรู้ที่จะนำเสนอ ผลงายอย่างสร้างสรรค์ในความคิดของตนเองต่อผู้อื่น
ซึ่งโดยสรุป ตามแนวคิดของนักการศึกษาท่านนี้ คือ
การพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียนนั้น ทำได้โดยครูใช้คำถามให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเพิ่มความสามารถให้กับนักเรียนเกิดการคิดสร้างสรรค์ตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะในการตั้งคำถามจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องด้วยตัวนักเรียนเอง ดังเช่น ปรัชญาจีนที่กล่าวว่า “ ถ้าเราให้ปลาแก่เขา เขาก็จะอิ่มได้เพียงวันเดียว แต่ถ้าเราสอนวิธีจับปลาให้เขา เขาจะอิ่มได้ตลอดชีวิต ”
สิ่งที่นักการศึกษาต้องการให้เกิดกับครูผู้สอน คือ
1. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน ให้เกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และเป็นอิสระด้วยตัวของเขา
2. ฝึกให้นักเรียนเป็นนักวิจัย หรือผู้คนพบสิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง และตรงกับความต้องการของแต่ละคน
3. นักเรียนต้องมีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์
4. ครูต้องรู้ว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และตลอดชีวิต ครูไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับนักเรียน แต่ครูจะเป็นเพียงผู้แนะนำ และจัดอำนวยความสะดวกให้

ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในวิชาวิทยาศาสตร์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสำหรับนักเรียนเป็นอย่างดี ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน
ขอนำเสนอ กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement ) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียน หรือ เรื่องที่สนใจ ที่อาจเกิดจากความสงสัย ความสนใจ หรือการตั้งคำถาม ให้นักเรียนได้คิด หรือ การให้อภิปรายจาก เหตุการณ์ที่กำลัง เกิดขึ้น ที่เป็นที่น่าสนใจ เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ว่า น่าจะเกิดจากความต้องการแบ่งแยกดินแดน หรือ เป็นการจัดฉากทางการเมือง เป็นต้น
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration ) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจ จะศึกษา มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งวิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การสร้างสถานการณ์จำลอง การศึกษาหาข้อมูลจาก เอกสารอ้างอิง หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ
3. ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explanation ) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้ มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลงานในรูปต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง หรือวิธีการ อื่น ๆ
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration ) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลอง หรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ อันจะทำให้เกิดความรู้มากขึ้น
5. ขั้นประเมินผล (Evaluation ) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง มากน้อยเพียงใด จากนั้นจะเป็นการนำข้อสรุปไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันต่อไป
นายส่งเสริม ถำวาปี (IP:203.113.61.166,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 มิ.ย. 2547 (12:02)
เคยอ่านนวนิยายเรื่อง อมตะ เกี่ยวกับการโคลนมนุษย์เพื่อใช้ในการเปลี่ยนอวัยวะให้กัยผู้อื่น ถ้าวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้นอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้นะเนี่ย
doraemim (IP:203.113.45.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ต.ค. 2547 (13:39)
ทุกสิ่งทุกอย่างมีความหมายเหมาะสมตามธรรมชาติการโคลนนิ่งเพื่อนำมาศึกษาพัฒนาความคิดก็ต้องกระทำอย่างระวังและมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องการพัฒนาความคิดที่นำมาจัดการเรียนการสอนก็มีในพระพุทธศาสนาคือเริ่มให้มีการปกติกายวาจาในชั้นศีลและมีจิตใจสงบและแน่วแน่ในชั้นสมาธิตลอดจนศึกษาปัญหาด้วยความคิดที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดปัญญาพิจารณารูปนามคือตัวตนของเราในการดำเนินชีวิตในทางที่ถูกเป็นสัมมาทิฐิ
พระกรีฑายุทธ พัฒน์ฉิม (IP:203.150.217.115,203.113.71.168,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 28 มี.ค. 2550 (21:47)
ปรมาจารย์อย่าง ฟรอยด์ (Freud) ?
He is nothing but day dreamer who kicked off thr modern psychology.
Qwerty (IP:58.9.177.203)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 10 พ.ค. 2550 (13:00)
55555555555555555555555555555555+
เป้ (IP:124.121.176.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 10 พ.ค. 2550 (13:42)
8693
เหมือนในภาพยนตร์เลย กลายเป็นเรื่องจริงแล้ว...
bussy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 18 ม.ค. 2551 (14:05)
เห็นด้วยเกี่ยวกับการโคลนนิ่งเพื่อที่จะศึกษาต่อไป
dawun9@thaimail.com (IP:202.28.49.130)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.