ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 ส.ค. 2553 (21:24) 10 ล้านไร่จากนครสวรรค์ลงมาถึงอยุธยาตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 ส.ค. 2553 (21:25)
และอีกว่า 3 ล้านไร่ของลุ่มน้ำบางปะกง ในรายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไป
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 7 ส.ค. 2553 (21:40) ขอนำความเห็นของเจ้าสัว ซีพี ไปทำงานวิจัยเชิงวิชาการ ในระดับ ป.เอก ก็แล้วกัน ว่าเราจะเพิ่มรายได้ของข้าราชการและทำให้เกษตรกรไทยรวยเท่าเกษตรกรญี่ปุ่นได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆรวยได้ถ้าเกษตรกรไทยเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันบนดินของตนเอง(อย่ารีบขายให้บริษัทต่างชาติมันไปเสียละครับ) จะเอาคืนทีหลังเราต้องปิดประเทสไล่ต่างชาติออกแบบพม่า ชาวประชาชนไทยคงไม่อยากเห็นเราเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น สูเจ้าจงอย่าขายแผ่นดินของบรรพบุรุษไทยสร้างไว้ให้ เพื่อที่วิญญาญปู่จะได้ไม่ร้องว่าอ้ายลูกหลานจัญไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 7 ส.ค. 2553 (21:44)
ข้อเสนอในการสร้างบ่อน้ำมันบนดินข้อที่ 3 และ 4 นี้เป็นความบังอาจของผู้เขียนเองในฐานะที่ทำงานในสายงานพลังงาน ปิโตรเคมี ปิโตรเลียม และไบโอดีเซลมาจนอายุเกือน 50 ปี จึงพอที่จะกล้านำเสนอเรื่องแบบนี้ออกมาโดยยังไม่สามารถหาตำรา MBA/Financial หรืองานวิจัยใดๆที่พอจะเอียดๆเรื่องที่นำเสนอนี้มาก่อน ถ้าท่านผู้รู้ผ่านมาเยี่ยมเรา ก็ขอความเมตตาจากท่านช่วยชี้แนะลงมาในกระทู้นี้จะเป็นเกียรติอย่างสูงครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 7 ส.ค. 2553 (21:47)
โดยเฉพาะข้อที่ 4 อาจทำให้ผู้เขียนตกงานได้ถ้าเจ้านายที่โรงกลั่นปิโตรเลียมที่ผมทำงานด้วยไม่เข้าใจและเห็นว่าเป็นภัยกับธุรกิจโรงกลั่นเพราะต้องตั้งหน้าตั้งตานำเข้าน้ำมันดิบเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นและไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคอย่างเราๆได้เพราะเรามี เอทิลเอสเตอร์ไบโอดีเซลใช้เองถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณความต้องการใช้ทั้งประเทศ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 8 ส.ค. 2553 (19:49) ภาพที่ท่านเห็นได้มาจาก วิทยากรท่านหนึ่งที่มาบรรยายเรื่องการวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับองค์กร และที่ผู้เขียนได้จากวิทยากรในครั้งนั้นคือภาพๆนี้แหละครับที่ย้ำเตือนให้เรามั่นใจว่าความคิดใดๆที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวมและเพื่อความกินดีอยู่ดีของคนในชาติ
ถึงจะเป็นงานยากอย่างไรก็สามารถทำได้ทั้งนั้น สำหรับภาพที่ท่านๆเห็น ก็น่าจะกระตุ้นความคิดความเห็นดีๆเพื่อลูกหลานไทยได้บ้างนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 8 ส.ค. 2553 (21:16) http://www.vcharkarn.com/varticle/38250
Search เรื่องควรปลูกข้าวส่งออกเลี้ยงคนทั้งโลกมาได้ ผู้เขียรเป็นระดับดอกเตอร์ น่าติดตามเลยนำ Link มา Post ไว้ให้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 16 ธ.ค. 2553 (15:03) ไม่รู้สิครับในความคิดของผมถ้าอยากให้ไทยเรามีศักยภาพทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นน่าจะ เพิ่มผลผลิตทางข้าวหอมมะลิที่เป็นที่นิยมของทั้งในประเทศและต่างประเทศจะได้มีเม็ดเงินเข้าเพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าน้ำมันแค่นำมาเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ก็พอ แต่เชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าน่าจะใช้ Bio Oil ที่ทำจากน้ำมันปาล์ม และพวกแอลกอฮอล์ที่เราสามารถผลิตได้เองและจากแก็สธรรมชาติที่สามารถหาได้ในประเทศ และอาจจะผลิตเชื้อเพลิงเองจากกระบอวการ Pyrolysis ที่น่าจำนำขยะในประเทศปริมาณมากมาจัดการให้เป็นเชื้อเพลิง ทำไมหน่วยงานภาครัฐหรือส่วนที่เกี่ยวข้องถึงไม่มีวิสัยทัศน์ ด้านนี้เพื่อพัฒนาการให้ก้าวทันเพื่อนบ้านบ้างละครับทำไมต้องพึ่ง เพื่อนบ้านหายใจเกินไป อย่างนี้เขาก็ควบคุมราคาสบายทำให้เราดิ้นไปไหนไม่ได้เขาขึ้นราคาเราก็ต้องซื้อเพราะหาทางออกไม่ได้ วิธีการผลิตพลังงานมีแนวทางเยอะมากมายแต่ไม่มีหน่วยงานใดมา support ให้พัฒนาจริงจังและส่งเสริมให้เป็นโครงการใช้จริงเลยสักอย่าง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 3 มี.ค. 2554 (12:54) ผมเจอมาเยอะแล้ว พวกอ้าง วิชาการ อ้างจบโท จบเอก แต่พอถึงเวลาจริง หน้าอย่าง ทำอย่าง โครงการขายฝัน
ถามจริงๆ ถ้าโครงการดีอย่างที่กล่าวอ้าง พวกคุณสามารถกระจายงาน ลงมาสู่ เกษตรกรตาดำ อย่างพวกเราได้แค่ไหน มีการกินระหว่างทางมากน้อยแค่ไหน
ผลงานปรากฎให้เห็นมาแล้วมากต่อมาก
ผลงานกับ ความฝัน ต่างกันมากนะครับ
สร้างผลงานให้เห็น สร้างความเชื่อถือให้เห็นก่อนดีกว่า จะมาร้องแห่เชิญชวน
คุณสามารถรับรองได้แค่ไหนว่า เกษตรกร จะได้ผลประโยชน์เต็มที่
ตัวเลขที่อ้างถึง ก็เหมือนที่ผ่านๆมา ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ แต่ผลที่ปรากฎมาก็รู้ๆกัน ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม
เรียกร้องให้ชาวบ้าน หันมาปลูกปาล์ม ผมขอถามเป็น ข้อๆ
1. ชาวบ้านได้อะไรกับโครงการนี้ แบบจริงจังๆ
2. พวกคุณ มีอะไรมารองรับว่า ชาวบ้านจะได้ผลประโยชน์นี้จริง โดยเงินไม่เข้ากระเป๋า พวกคุณ
3. ทีมงานพวกคุณ มีผลงานที่ผ่านมาปรากฎให้เห็น รูปธรรมหรือยัง มีอะไรรับรองผลว่า ได้ผลจริง
4. มาตราการ ต่างๆที่คุณกล่าวอ้าง นั้น นอกจาก ตัวเลขที่ผมไม่มั่นใจว่ามาจากไหน (เพราะเจอมาเยอะแล้วที่ ยกตัวเลขขึ้นมา ชาวบ้านได้แต่บอกตาโตกับตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งผ่านมาให้เห็นนักต่อนักแล้ว) ฉะนั้น ขอทราบที่มาของตัวเลขเหล่านี้ ว่า คุณ หรือทีมงานคุณ คาดคะเนจากไหนบ้าง เพื่อเป็นหลักในการพิจารณา ว่าไม่ยกเมฆ
ก่อนอื่นผมขอแค่นี้ก่อน ว่า ข้อมูลข่าวสาร น่าเชื่อถือแค่ไหน
บอกตรๆง ผม ไปอบรมสัมนา เรื่องปาล์มมามากพอควร เจอแบบนี้แหละ แต่พออีก โครงงานมาก็เสนอ ต่างกับที่ผ่านมา กล่าวอ้างยกตัวอย่าง(ตัวเลขเหมือนกันเลย) แล้วก็บอก ผลงานผม ทำให้ สับสนมาก ว่าสรุป โครงงานเหล่านั้นของใครกันแน่
passakhon@hotmail.com (IP:182.53.84.190)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 17 เม.ย. 2554 (09:45) เรียนคุณPassakhon
ขออภัยที่นานๆเข้ามาเยียมกระทู้ของตัวเองเห็นคำถามที่คุณPassakorn ถามมานั้น ขอตอบเท่าที่ผมมีความสามารถตอบให้แล้วกันนะครับ
ข้อ 1 และ 2 ขอนำเสนอว่า ชาวนาต้องกัดฟันช่วยเหลือตัวเอง แบบที่ชาวสวนส้มรังสิตเขาล้มละลายจากสวนส้ม แต่ทุกวันนี้ หลายๆคนกัดฟันสู้ปลูกพืชล้มลุดบนร่องสวนส้มเก่าและแซมด้วยปาล์มน้ำมันไล 22 ต้น อีก 4 ปี เขาก็เป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันแล้วครับ
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือประมาณ 12ไร่ = 1.0 หมื่นบาทต่อเดือนครับ
ถ้าชาวนาภาคกลางเดินทางไปเยี่ยมสวนปาล์มที่ใกล้ๆกับ อบต.บึงชำอ้อ เจ้าของสวนท่านปลูกมา 7 ปีได้ผลผลิตขายแล้ว ขอเชิญท่านไปเยียมสวนปาล์มแปลงนี้ถ้าโชคดี จะพบเจ้าของสวนผมเคยไปเยียมเจ้าของสวน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 17 เม.ย. 2554 (10:03) ข้อ 3 ที่ถามว่าพวกคุณมีผลงานแล้วหรือยัง ผมขอเรียนว่ายังไม่มี แต่พยายามอยู่ครับ โดยนำเสนอแนวคิดรวมชาวนาเป็นนิติบุคคลเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการนำเงินมาปลูกปาล์มครับ
แต่ยากกว่าเรียน ปริญญาโท 1000 เท่าเลยครับที่จะทำให้ชาวบ้านเห็นว่าถ้าเขารวมตัวกันเป็น บริษัทมหาชนจำกัด แล้วชาวนาจะเป็นเศรษฐีบ่อน้ำมันบนดินได้อย่างไร
เพราะ ระดับ บมจ.เจ้าของโรงกลั่นยี่ห้อไทยๆที่มีโรงงานไบโอดีเซลเป็นของตัวเองต้องการสวนปาล์มภาคกลาว 1 แสนไร่ ถึงเขามีกำลังมากพอที่จะช่วยชาวบ้านปลูกปาล์ม แค่ผมเข้าใจว่าทีเขาไม่ลงมาเต็มตัวเพราะอะไร และเขาก็ทำเพียงจัดหาที่ดินพันกว่าไร้เพื่อเตรียมปลูกปาล์มเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชาวนาภาคกลางไปศึกษากันเท่านั้นครับ
ข้อ 4 แหล่งที่มาของข้อมูล 3 รูปแรก ได้นำเสนอไว้บนรูปที่ Post ไว้ตรงๆว่า Down Load มาจากที่ไหนครับ
แนวคิดปลูกปาล์มภาคกลาง
คุณ Passakorn ลงวิเคราะห์ดูนะครับว่า 12 ไร่ กำไร 1 หมื่นบาทต่อเดือนสูงกว่าทำนา 2.5 รอบหรือไม่
และสามารถเข้าไปเยี่ยมตัวตนของผมได้ที่ www.energycrop.org ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 28 ธ.ค. 2555 (08:13) ตามสภาพการน้ำท่วมภาคกลางในปี 2554/55 ในเชิงวิชาการและงานวิจัย มองว่ามีความเสี่ยงสูงในการลงทุนปลูกปาล์มภาคกลางโดยเอกชนเพราะหากน้ำท่วมแปลงปลูก ใน 3 ปีแรก จะเสียหายทางการลงทุนอย่างมาก
ผู้วิจัยจำเป็นต้องเปลี่ยนหัวข้อไปทำวิจับ ผลกระทบของ AEC ต่อสวนปาล์มน้ำมันไทย ต่อไป