วิชาการดอทคอม ptt logo

การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เราควรจะเน้น การสื่อสาร หรือ หลักไวยากรณ์ ดีจ๊ะ

โพสต์เมื่อ: 12:56 วันที่ 24 ก.พ. 2547         ชมแล้ว: 16,662 ตอบแล้ว: 51
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
งงๆๆๆๆๆๆ


ครูภาษาอังกฤษ(203.113.36.13,,)





จำนวน 48 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 24 ก.พ. 2547 (14:00)
ก็เน้นทั้งสองอย่างได้ไหมครับ คือเน้นการสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ที่ถูกหลักไวยากรณ์ อ้อ ... สนุกๆด้วยนะ
สุรัชน์
ร่วมแบ่งปัน702 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 25 ก.พ. 2547 (01:05)
เห็นด้วยกับคห.ที่ 1 ครับ
VSL (IP:211.134.148.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ก.พ. 2547 (12:30)
เคยสังเกต แม่ค้าแถวประตูน้ำ .. คนทำงานย่าน ตรอกข้าวสาร .. แม้กระทั่งพวกเืรือบริการนักท่องเที่ยวที่ท่าช้าง ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี อย่างภาษาสากล น่าทึ่งมากครับ ตลอดจน สามล้อ แทกซี่ Ghost Guide แถบท่าเตียน วัดโพธิ์ ก็ไม่แพ้กัน



อย่า เผลอ เหมาว่าพวกนี้ไม่มีไวยากรณ์นะครับ .. พวกเขาซึมซับ grammar จากการสนทนา จนเป็นลมหายใจแล้วกระมัง อาจผิด บ้างถูกบ้าง พ.ศ. นี้แล้ว ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กันได้ดี



โดยรวมแล้ว คนไทยเรา ระมัดระวังมาก เรื่องไวยากรณ์ เพราะเราผิด ถูก ได้ เสีย (คะแนน) กับเรื่องนี้มามากจนแทบไม่กล้าที่จะแสดงออกในด้านภาษานี้กันโดยทั่วไป



แต่ grammar/ usage ก็ยังเป็นตัวแบ่งระดับ ผู้ที่สนทนาด้วย .. หากคุณใช้ภาษาได้ถูกต้องในไวยากรณ์ เลือกใช้คำที่เหมาะสมสื่อความได้ตรงและชัดเจน .. เขาจะเรียกว่า .. gentle man .. well educated .. อะไรทำนองนี้
5555 (IP:202.57.161.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 1 มี.ค. 2547 (09:33)
เคยอ่านพบมาว่า มาตรฐานความรู้/การใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิตไทยต่ำ ค่อนข้างมาก แม้แต่ ระดับผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัย (สาขาทั่ว ๆ ) ไป เคยได้ พบ มาหลายรายแล้ว พวกที่จบในประเทศ ah ha, yes, okay, i see , ยืนพื้น .... พวกจบนอก เรียนมา 2- 5 ปี กลับมาทำงาน 5 ปี 10 ปี ชักจะออกสำเนียง karen เหมือนกัน ... พูดคุยเรื่อง กิน เที่ยว ลม ฟ้า อากาศ ละก็สบาย คุยวิชาการก็พอไหว พอเรื่อง ทรรศน์ / ความเห็น เศรษฐกิจ สังคม บ้านเมือง ศีลธรรม ปรัชญา ความรัก.สิทธิเสรีภาพ/มนุษยชน .. .ฯลฯ ก็ ออกแรง(ใช้มือ ? ) กันมากหน่อย ..
5555 (IP:202.57.161.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 มี.ค. 2547 (05:27)
มีโอกาส ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียน โครงการภาคภาษาอังกกฤษ และ รร สองภาษา .. แม้จะมิได้เน้นเกี่ยวกับไวยากรณ์ แต่การใช่ภาษาที่ถูกหลัก ในตำราแบบเรียนที่ใช้ (ซึ่งเลือกใช้แต่ไวยากรณ์ แบบง่ายๆ ) ก็จะเป็นการซึมซับที่ดี ... เด็กของเราสอบชิงทุน อาเซียนของประเทศสิงคโปร์ กับทุน รัฐบาล ญี่ปุ่น ได้เป็นส่วนมาก ก็เพียงเพราะอ่านโจทย์ปัญหาที่เป็นภาษาอังกฤษได้เข้าใจ แล้วตอบคำถามนั้นได้ถูกต้อง .. ซึ่งโดยเนื้อแท้ของปัญหานั้น ๆ ไม่ได้มีความยากเลย ในเชิงคณิตศ่าสตร์ .. ทำให้ นร ที่เก่ง ๆ เป็นจำนวนมาก พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
5555 (IP:202.57.161.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 มี.ค. 2547 (17:20)
ผมเคยคุยกับอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษที่เป็นชาวต่างชาติ

เขาแนะนำว่า วิธีเรียนภาษาที่ถูกต้องก็คือ ต้องพูด

ผมรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผมเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาล จนได้ปริญญา ก็ยังพูด ยังฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทย เรียนภาษาอังกฤษ แล้วไม่กล้าที่จะพูด ก็เพราะคนไทยเราด้วยกันเองนี้แหละครับ

พอเห็น(ได้ยิน)ใครพูดผิดเข้าหน่อยก็คอยดูถูกว่าโง่บ้าง ต่ำชั้นบ้าง ฯลฯ

แต่พอเห็นฝรั่งพูดไทย ผิด ๆ ถูก ๆ กลับเห็นว่าน่ารักดีที่พูดเพี้ยน ๆ



เด็กเล็ก ๆ ที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ผมว่าน่าจะสอนให้เด็กพูดและฟังอย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถูกบ้างผิดบ้าง ก็อย่าไปกังวลใจมากนัก

ส่วนไวยกรณ์ก็ค่อยเรียนเมื่อเริ่มโตขึ้น

ผมเองก็เวลาพูดภาษาอังกฤษก็เหนื่อยเหมือนกัน บางทีใช้มือทำท่าทางไม่พอ ต้องวาดรูปประกอบก็ยังเคย

แต่ดูแล้ว คุยกับฝรั่งก็สามารถสื่อสารกันได้ แล้วเวลาพูดผิดเขาก็จะบอกเราว่าที่หลังควรพูดอย่างไร(แล้วเราก็สอนภาษาไทยกลับเป็นการถอนทุนคืน เจอผันเสียงวรรณยุกต์ ไก ไก่ ไ้ก้้ ไก๊ ไก๋ ฝรั่งหงายท้องยอมแพ้ทุกคน)
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26837 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 มี.ค. 2547 (15:50)
ต่างจากที่เคยพบ ใน work shop การสอนวิชาฟิสิกส์อย่างไรให้ได้เป็นผล ... โดย คณะ profesor จาก Sweenburn U Australia ที่ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร ตลิ่งชันเมื่อหลายปีก่อน .. ทั้งในช่วงเวลา ของการ workshop และ imtermission break จะมีการโต้ตอบ ถกปัญหาต่างต่าง ๆกันไม่ขาด ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมนากันวิทยากร .. ปรากฏว่ากลุ่มผู้ที่มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเป็นกลุ่มอาจาร์ยหนุ่มสาว อายุน้อย ประมาณว่าเพิ่งจะเรียนจบใหม่ ๆ ผูดผิดบ้างถูกบ้าง สำเนียงก็ออกไปทางกะเหรี่ยงอยู่ไม่น้อย .. แต่ฟังแล้ว ก็ชื่นใจที่พวกเขากล้าแสดงออก ทั้งในเชิงวิชาการ และความคิดเห็น .. ส่วนรุ่นใหญ่ที่ มากไปด้วยประสบการณ์ มีโอกาสดูงานเมืองนอกอยู่ไม่ขาด กลับไม่พูดไม่จาสงวนถ้อยคำจนเลยนาทีสุดท้ายของการสัมมนา จะมีบ้าง ก็ ah ha , yes, okay i see เป็นระยะ ๆ
5555 (IP:202.57.161.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 มี.ค. 2547 (21:29)
เมื่อ2มี.ค.47 ครูท่ีเข้าโครงการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษทั้งจังหวัดไปสอบPretestเพื่อดูพื้นฐานของครูท่ีอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว สถานท่ีสอบ ม.รามสุโขทัย การบริหารจัดการ(ไม่ทราบว่าเจ้าของโครงการจัดหรือเจ้าของสถานที่จัด)ขอบอกว่า ห่วยมาก ครูไปสอบเกือบ400คน มีห้องสอบWriting 2 ห้อง Speaking 1ห้องห้องคอมฯ นัดเวลา9.00น.ทุกคน พอไปครูเขต2สอบบ่าย2โมง โรงอาหารมี1ร้าน ขา้วดิบๆสุกๆ อากาศร้อนมาก ทุกคนไปแล้วต้องคอยจนได้สอบ ข้อเขียนแต่พอสอบการพูดเครื่องคอมฯมันเหนื่อยแล้วมันจึงแฮ้ง! หูฟังก็ไม่ค่อยได้ยินทั้งคนสอบและเจ้าหน้าท่ีดูแลพากันเครียด เพราะบางคนต้องเปลี่ยเครื่องนั่งสอบ3-5 เครื่อง แถมหิวมากเพราะ 18.00นแล้ว ท่านคิดว่าโครงการนี้จะประเมินได้ผลตามความจริงหรือ ! สำหรับKroo ขอบอกว่า การพูดไม่ได้เรื่องเพราะฟังไม่ชัดเบาบ้าง เงียบบ้าง ดังบ้าง เสียอารมณ์จริง ๆ เซ็งมากด้วย นึกแล้วเสียดายงบประมาณท่ีนำมาจัด หวังว่าต่อไปผู้รับผิดชอบน่าจะกลับไปทบทวนวิชาการบริหาจัดการเสียใหม่ ทำแบบขอไปที แบบนี้อย่าทำดีกว่า ครูต้องสอนเด็ก ทิ้งเด็กมาทั้งวันไม่เกิดประโยชน์ ครูเขาไม่ดีใจหรอกนะท่ีไปวันนั้นเสียดายเวลาจัง
Kroo สท.เขต 2 (IP:203.195.105.33,203.155.139.203,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 5 มี.ค. 2547 (09:09)
เห็นด้วยกับคุณสุรัชน์ คห. ที่ 1 เป็นอย่างยิ่ง สอนไปเถอะค่ะ เน้นสนุกเข้าไว้ ให้พูด ให้ฟังเยอะ ๆ เล่นไป เรียนไป ไวยากรณ์ก็อยู่ในที่เล่น ที่เรียนแหละค่ะ มันต้องปนๆไปพร้อมกัน



เรื่องของการเรียนรู้ภาษา ไม่ว่าจะภาษาใด ก็คงจะใช้หลักการเดียวกัน



ถูกใจคนเรียน

ถูกกฏถูกเกณฑ์

ฝึกฝนบ่อย ๆจนคล่องแคล่ว ก็นำไปสื่อสารได้เองแหละค่ะ
อดีตครูบ้านนอกที่อยู่เมืองนอก (IP:62.64.162.141,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 12 มี.ค. 2547 (15:50)
จะสอนเน้นทักษะไหนนั้นก็แล้วแต่ความคาดหวัง ทุกวันนี้คนไทยเกิดความคิดว่าเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้ว(จนแก่) ยังพูดไม่ได้สักที ก็เพราะว่าภาษาเป็นเรื่องของการฝึกฝน เป็นทักษะ(Skill) เรียนไปให้ตาย ไม่ได้ฝึกก็ไม่มีทางพูดได้ ตอนนี้ก็เลยเน้นเรื่องการเรียนการสอนเน้นการพูดเป็นส่วนใหญ่ จนละเลยไวยากรณ์ เด็กเรียนการพูดก็จริง แต่เฉพาะในห้องเรียน ไม่มีฝรั่งให้พูด ไม่เหมือนโรงเรียนนานาชาตินี่นะ เรื่องมันก็เลยจอด ไม่ได้ดีอะไรสักอย่าง นักคิดเขาลืมไปว่า ไวยากรณ์ยังสำคัญต่อการเรียนในระดับสูง คุณจะอ่านหนังสือให้"แตก" ต้องเข้าใจโครงสร้างประโยค คุณจะเขียนก็ต้องเข้าใจไวยากรณ์จึงจะสื่อความได้กับเจ้าของภาษาตรงประเด็นที่สุด ความรูเป็นเรื่องที่ต้องสะสม หากเบื้องต้นแย่แล้ว จะเรียนระดับสูงก็ต้องหนักหน่อยละนะ มีความเห็นว่าไม่ควรทิ้งไวยากรณ์ แต่ควรหาทางเพิ่มประสบการณ์ตรงในการพูดภาษาให้กับเด็ก เช่น ให้งบประมาณจ้างครูต่างชาติสอนในทุกโรงเรียน
ข้าวฟ่าง (IP:203.154.219.4,203.154.219.144,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 มี.ค. 2547 (20:10)
โครงการทดสอบครูภาษาอังกฤษในจังหวัดท่องเที่ยว ข้อสอบที่วัดความสามารถของครูยากมาก ไม่ทราบว่าต้องการให้ครูประถมมีความสามารถระดับใด ถ้าต้องการให้มีความสามารถมากๆ ทำไมไม่ไปแก้ที่การผลิตครู

ข้อสอบที่นำมาทดสอบไม่สะท้อนความสามารถในการสอนของครูเลย
JumJim (IP:203.150.14.161,203.113.67.38,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 15 มี.ค. 2547 (11:10)
การเรียนภาษา ในความเห็นของผมแล้วน่าจะใช้วิธีธรรมชาติ แบบเด็กเรียนพูด มีลำดับ คือ

สุ จิ ปุ ลิ ได้เรียงลำดับอยู่แล้วว่าต้องฟังก่อน ตามมาด้วยการคิดทำความเข้าใจ แล้วจึงพูด ต่อจากนั้นจึงจะเริ่มเขียน ถ้าเรียนไม่เป็นตามกระบวนการนี้ก็เป็นผลดังปรากฏ

อีกประการหนึ่งคือ การเรียนภาษาต้องไม่คำนึงถึงคำแปล เอาแค่เข้าใจก็พอ สำหรับไวยกรณ์นั้น เมื่อมีต้นแบบที่ถูกต้องแล้วจะใช้ได้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ

เครื่องมือที่เหมาะสมนอกจาก ครูเจ้าของภาษาแล้ว CD ภาพยนตร์ sound track น่าสนใจมาก สาเหตุประการหนึ่งที่เด็กไทยฟังเสียงภาษาอังกฤษไม่เข้าใจคือ การเรียนภาษาจากเสียงไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากเสียงแท้มาก ผมมีลูกชายเรียน bilingual เมื่อพูดคุยกันที่บ้านจะพยายามใช้ภาษาอังกฤษกัน จึงพบว่าต้องเริ่มต้นใหม่เสียงที่สะกดตัวหนังสืออังกฤษโดยวิธีสระไทยที่ร่ำเรียนมามันคนละเรื่อง

ลิ้นคนไทยสอนภาษาอังกฤษให้ได้ดีไม่ได้เพราะเสียงต่างกันมาก เช่น คำว่า mark จะมีเสียงตัว r อย่างชัดเจนและเสียง r ก็ต่างจากเสียง ร ซึ่งนักภาษาไทย มักจะเขียน มาร์ก และอ่านเป็น ม๊าก เครื่องหมายการันต์ทำให้เสียง r หายไป

เด็กเรียนกับครูชาวต่างประเทศ จะเน้นการเรียนเสียงให้เหมือนต้นฉบับและสามารถทำได้

สรุปก็คือ ควรให้นักเรียนฟังจนคุ้ยเคยกับเสียงก่อน ทำความเข้าใจให้ได้ แล้วจึงหัดพูด (คงต้องเริ่มที่ครูก่อน) เมื่อพูดได้แล้วจึงถึง ขั้นตอนบันทึกเป็นตัวอักษร โดยสะกดจากเสียงเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่สะกดจากตัวหนังสือเป็นเสียง

แม้แต่เสียง A - Z เสียงที่ใช้อยู่ก็ไม่ถูกต้อง การเรียนภาษาให้ได้ผลจึงต้องเริ่มต้นและลำดับตามที่เสนอมา

ต้องยอมรับความผิดพลาดของวิธีการสอนที่ล้มเหลว และต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ผลที่ผิดย่อมเกิดจากการคิดที่ผิด การแก้ไขโดยวิธีเดิมย่อมได้ผลอย่างเดิม
ครูชายดง (IP:202.143.161.154,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 16 มี.ค. 2547 (03:16)
Students in Thailand have to take English as mandatory subject. Thai students should have better command of English but they are not. I think we know how to teach English more effectively. The problem is can it be done.

I agree that to study English we have to be able to undersatnd (listen) and speak the language. How many English teacher in Thailand can listen and speak English effectively? How do you expect students to pronounce the word correctly if the teacher can't.

It is easier to teach grammar. You just teach the structure of the language, rules and exceptions.

Most Thais are shy to speak and make unfamiliar sound of the English language. Mr. Np might be one of them. How can you convince your students to stick out their tongue to make a proper "th" sound? Most English alphabets have sounds that are different from Thai alphabets. They might be close but they are not the same. How Thai teachers supposed to know the correct sound is beyond me.

The grammar teaching in Thailand is very strong. My wife graduated from Faculty of Arts, Chula. She is teaching English as a Second Language in the States. Her grammar is far better than any American teachers at her school.
Its me (IP:65.104.161.18,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 29 มี.ค. 2547 (06:36)
คงต้องตอบแบบฟันธงนะครับว่า ต้องสอนเพื่อการสื่อสารเท่านั้นครับ ส่วนที่บอกว่าสอนไวยากรณ์นั้นเป็นส่วนประกอบย่อยเท่านั้น



ทุกทักษะ จะอ่านพูดฟังเขียน ควรมีพื้นฐานไวยากรณ์ที่ดีระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่เอาเป็นเอาตายจนเก่งกว่าเจ้าของภาษา

ปัญหาการสอนแบบสื่อสารที่พบมีมากมาย มีคนทำวิจัยไว้เยอะ แต่มีครูเพียงบางส่วนเท่านั้นที่กล้าสอน หลักสูตรภาษาอังกฤษก็บอกไว้ชัดนะครับ ว่าเราสอนเพื่อการสื่อสาร...
ครูบ้านนอก (IP:210.120.128.117,203.156.21.179,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 30 มี.ค. 2547 (23:37)
มันขึ้นอยู่กับว่า

เราเรียนอะไรกันแน่ครับ

ตัวภาษาหรือทักษะภาษาครับ
p (IP:210.86.141.6,210.86.141.254,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 6 มิ.ย. 2547 (15:06)
ผมเป็นตำรวจท่องเที่ยวอยู่โคราช ก่อนย้ายมาผมอยู่ภูเก็ต

10 ปี ไปอยู่ใหม่ๆก็มึนตึ๊บ เพราะตอนเราเรียนครูพาออกสำเนียงผิดหมด อย่างเช่น water ออกเสียงว่า วอเต้อ..แต่ฝรั่งเขาฟังไม่รู้

พออยู่นาน ๆ ก็เริ่มคุ้น จนสามารถบอกได้เลยว่าฝรั่งที่กำลังคุยกับเราเป็นคนสัญชาติใหน(ส่วนใหญ่เดาแล้วจะถูก) ผมว่าการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้นควรจะฝึกการฟังก่อน แล้วจึงฝึกพูด ผม..ไปอยู่ใหม่ ๆ ก็งูงูปลา แต่ผมไม่อาย เวลาเราพูดผิดเขาจะบอกเราเองว่าควรใช้คำพูดอย่างไรจึงจะถูก ทีนี้ละก็จำแม่น

เลย อีกอย่างเราก็ต้องสนใจกับมันมาก ๆ เจอศัพท์ เจอป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะจดมาถามผู้รู้ และอีกอย่างที่ช่วยได้มากคือการมีเพื่อนเป็นฝรั่ง ได้พูดได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ทำให้เกิดทักษะ ส่วน Gramar ก็ใช้บ้าง ..แหมเมียเช่าตามบาร์เบียร์จบ ป.4 เท่านั้นเองยังทำให้ฝรั่งร้องให้ได้เลย..เพราะดันเอา passport g เขาไปซ่อนไว้ เขาก็เดินทางกลับประเทศไม่ได้สิ(one car go..one carcome..one car gardent

and โครม....(ฝั่งหัวเราะ) หรือ John bungalo บั่มบั๊ม ห้าสิบบาท ์No ทอน..Sampleขอรับ BYE.......See you later..
Chuchartpauka@yahoo.com (IP:203.172.109.150,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 7 มิ.ย. 2547 (11:16)
น่าสนใจมากครับคุณตำรวจ มุข car garden นี่น่าสนใจ โยงเข้าการเรียนได้เลย เด็กคงชอบมุขนี้ ผมเพิ่งอ่านสารปฏิรูป ฉบับล่าสุดนี่พาดหัวว่า ครูภาษาอังกฤษไม่ผ่านเกณฑ์ 70% เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผู้สนใจหารายละเอียดมาอ่านได้
สุรัชน์
ร่วมแบ่งปัน702 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 มิ.ย. 2547 (15:48)
ไม่ทราบว่าสารปฏิรูปสามารถหาอ่านได้จากที่ไหนคะ
Iaun@hotmail.com (IP:203.157.165.5,203.157.165.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 8 มิ.ย. 2547 (15:48)
ไม่ทราบว่าสารปฏิรูปสามารถหาอ่านได้จากที่ไหนคะ
Iaun@hotmail.com (IP:203.157.165.5,203.157.165.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 มิ.ย. 2547 (12:50)
ไปที่เว็บของ สกศ. นะครับ สมัครได้จากที่นั่นครับ ฉบับเก่าๆ ก็มีให้โหลดครับ
ครูบ้านนอก (IP:203.146.115.35,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 9 มิ.ย. 2547 (15:34)
โรงเรียนใดไม่มีก็น่าจะให้ห้องสมุดรับนะครับ ผมว่าถ้าโรงเรียนมีไว้อ่าน และครูก็ได้อ่าน น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ไม่แพงด้วย
สุรัชน์
ร่วมแบ่งปัน702 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 2 ส.ค. 2547 (17:34)
I have been teaching English for more than 6 years. And I 'd like to share my

experience and opinions towards the

topic. Should teachers emphasis on grammar? Yes, they sould. According to my own thought, Thai students mostly

study Enlish in order to pass the test

to study in the higher level, e.g. university entrance examination.

I dare say that 70 percent of the exam

covers the content concerning grammar usage. And what if the teachers focus

on communicative skill and their students are able to communicate fluently regardless of accuracy in grammar. And if the students fail the entrance exam and have no chance to futhur their studies. Is it effective and should the teacher be satisfied and proud ?
www. don.@.hotmail.com (IP:203.172.152.10,192.168.1.114,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 10 มิ.ย. 2548 (12:47)
น้องภาคปกติจ๋า ช่วยเน้นข้อสอบ กม.อาญา 1 หน่อยสิจ๊ะ
แหม่ม (IP:203.155.224.212,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 29 ต.ค. 2548 (20:21)
ต้องการรู้หลักการเติมed
ruthairat (IP:203.172.45.203,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 27 มี.ค. 2549 (16:43)
Welcome to Ni Hao! ที่เรียนภาษาจีน ที่ดีที่สุด คุณภาพ แห่งเดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับ ครู เป็น อันดับหนึ่ง,รับเด็กตั้งแต่ 2ขวบ,3ขวบ,4ขวบ,5ขบ,6ขวบ จนถึง เด็กโต,ผู้ใหญ่ แบ่งชั้นตามพื้นฐาน และอายุ,ไม่เกิน5คน/ห้อง,ได้ผล,เรียนผ่านกิจกรรม,สนุก,ครูจีน



nihao สอนภาษาจีนสำหรับเด็กเล็ก แห่งเดียวในประเทศไทย



http://www.nihaothailand.com







tel. 027300996 , 027476135 , 078152531
สอนภาษาจีน (IP:124.120.104.204,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 27 มี.ค. 2549 (22:41)
ตราบใดที่ยังออกข้อสอบปรนัยให้เด็กสอบตราบนั้นหลักไวยกรณ์ก็ยังสำคัญกว่าการสื่อสารอยู่ดี
nong1292@thaimail.com (IP:203.113.16.241,203.113.41.137,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 28 มี.ค. 2549 (05:48)
ถ้าจะให้ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติแห่งการเรียนรู้ภาษาทุก

ภาษาของมนุษย์ต้องเริ่มจาก การ ฟังก่อน ก็คือตามขั้นตอน ฟัง พูด อ่าน

เขียน แต่ในประเทศเรา พอเริ่มเรียนภาษาอังกฤษส่วนมากนะครับก็จะให้

เด็กคัด เอ บี ซี ดี ไปจนถึง แซดก่อนอย่างนี้แทบจะทุกรายมันก็เลยเป็นแบนี้ที่เห็นๆ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 25 เม.ย. 2549 (10:37)
It is better if we integrate our teaching approaches, not only grammar - translation but also natural way as well as communicative approach. In Thailand we focus on grammar of the English language. I agree with many academicians that we should teach our learners by using English through speaking. Thais study grammar more than the native speakers do. Yet, they can't communicate by speaking. They are too shy and are afraid of making some errors while speaking. I think that it is good if our country will use English as the second language (ESL), not as the foreign langauge (EFL) like nowadays.
r_raungwong@hotmail.com (IP:202.183.233.27,10.24.3.59,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 18 ก.ย. 2549 (20:38)
อัพเกรดกระทู้ครับ กลัวจะตกไปนาน กระทู้ ดี ๆ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 5 ต.ค. 2549 (11:51)
ไม่รู้ว่าคนถามยังเข้ามาอ่านอยู่รึเปล่านะครับ แต่ยังงัยก็ขอตอบไว้ก่อนก็แล้วกัน



จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ตอนนี้ผมมาเรียนที่อเมริกาได้ 6 ปีแล้ว ภาษาก็พอสมควรคือได้ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่มีปัญหาอะไร



อยากจะขอแสดงความคิดเห็นดังนี้นะครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์สอนภาษาอังกฤษทุกท่าน



จากคำถามว่าที่ว่า ควรเน้นการสื่อสารหรือไวยากรณ์ดี ผมขอตอบว่า ขอให้เน้นไวยากรณ์ครับ แต่ก็ไม่ทิ้งการสื่อสาร



ที่อยากให้เน้นไวยากรณ์เพราะว่า จะไปพูด ฟัง อ่าน เขียน มันก็ต้องใช้ แต่คนที่พูดได้ ไม่ใช่ว่าจะอ่านหรือเขียนได้นะครับ ผมเห็นคนทำงานร้านอาหารที่นี่ พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง แต่อ่านหรือเขียนไม่ค่อยได้ คือความรู้ทางศัพท์หรือไวยากรณ์เค้ามีน้อย



แต่คนที่รู้ไวยากรณ์ก็ไม่ใช่ว่าจะพูดได้ ก็เลยบอกว่า แต่ก็ไม่ควรทิ้งการสื่อสาร



คืออยากให้น้ำหนักอยู่ที่ 70%เป็นไวยากรณ์ อีก 30%เป็นการสื่อสารครับ



ในเรื่องของไวยากรณ์ ผมอยากให้เราสอนรายละเอียดให้น้อยลง คัดประเด็นหลักๆที่เด็กควรรู้ ควรแม่น ทำให้การเรียนมันง่ายขึ้นมาหน่อยน่ะครับ(simplify)



เวลาเด็กอ่านหนังสือเนี่ย ถ้าความรู้เรื่องไวยากรณ์เค้าดี ดูโครงสร้างประโยคออก เค้าจะแปลได้ พออ่านได้ เขียนก็ตามมา พอเขียนได้ ก็พูดได้ พูดได้ก็พอฟังได้



พอพื้นฐานดีมันต่อยอดได้ง่ายกว่าครับ



ส่วนการฝึกด้านการสื่อสาร ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการให้เค้าดูหนังแล้วก็ฝึกพูดตามครับ เค้าจะได้ทั้งการฟังและการพูดเลียนเสียงไปในตัว รวมทั้งสำนวนต่างๆ พวกดีวีดีอาจารย์สามารถหาโปรแกรมอย่างพวก subrip หรืออะไรก็ได้ ถอดsubtitleของหนังออกมา เป็น text file เอามาให้เด็กแปล แล้วฝึกพูดตามได้ หรือไม่ก็อาจจะให้ฟังเพลงสากล อยากได้เนื้อเพลงก็ค้นใน google.com ใส่คำว่า lyric "ชื่อเพลง" ไม่ถึงวินาที ก็ได้เนื้อแล้วครับ



ผมคิดว่าอย่าไปเหมาเลยครับ ว่าต้องพูดเก่ง จึงจะถือว่าเก่งภาษาอังกฤษ ให้พิจารณาดูว่าเราต้องใช้ทักษะอะไรบ่อย ให้เก่งทักษะอันนั้นดีกว่าครับ อย่างบางคนไม่ค่อยได้เจอฝรั่งแต่ต้องอ่านตำราภาษาอังกฤษบ่อยๆ หรือรับแปลเอกสาร บทความ หนังสือ อย่างนี้ควรเก่งไวยากรณ์กับคำศัพท์จะดีกว่าหรือเปล่า



คำถามทำนองนี้ก็คล้ายๆกับคนที่ถามว่า จะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ควรซื้อโน้ตบุคหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะดี ก็จะมีคนส่วนหนึ่งเถียงกันใหญ่ว่าใครดีกว่าใคร แต่ถ้าถามผม ผมก็จะถามว่า ลักษณะการใช้งานเค้าเป็นยังงัย จะเอาไปใช้ทำอะไร ทำที่ไหน แล้วก็เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง



ภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ อาจารย์คงต้องพิจารณาแทนเด็กว่า ขณะนี้เค้าต้องการทักษะทางด้านไหน มากกว่าทางด้านไหน แล้วก็เน้นตรงนั้น



อย่างไรก็ตามผมคิดว่าทักษะต่างๆมันเกื้อหนุนกัน แต่ที่ดีที่สุดผมอยากให้เด็กไทยเริ่มจากทักษะการอ่านก่อนครับ อ่านได้ ก็เขียนเป็น พอเขียนได้ก็พอพูดได้ พอพูดบ่อยๆก็ฟังออก ซึ่งการอ่านจะอ่านรู้เรื่องเด็กต้องเก่งไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค



ผมสรุปว่า เหมือนการสร้างบ้านนะครับ อยากให้สร้างฐานดีๆก่อน แล้วค่อยๆต่อเติมทีหลัง แต่ที่ผ่านมาเราสอนกันแต่ไวยากรณ์หรือฐานเราดีแต่เราไม่ต่อเติมเลย ก็เลยมีปัญหาว่าเด็กเราพูดฟังไม่ได้



ที่สำคัญอยากให้เค้าสนุกกับการเรียนครับ หาวิธีสอนให้เค้าสนุกและจำได้ ทั้งการอ่าน การเขียน การฟังและการพูด เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์ช่วยได้เยอะครับ
mail2cha@yahoo.com (IP:70.146.99.141,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 5 ต.ค. 2549 (17:06)
เรียนภาษาไม่เรียนไวยกรณ์มันจะไม่มีจุดสังเกตุจุดเปรียบเทียบ เวลาไปเจอภาษาที่เราไม่คุ้นมันแปลไม่ออกนะ อย่างน้อยรู้สักนิดมันช่วยได้มากเลย การเรียนจะพัฒนาได้เร็วขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับความเห็นข้างบน



มันต้องจุ่มตัวลงไปในภาษา ไม่ทวนกระแส การเรียนจะไปได้เร็ว
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 5 ต.ค. 2549 (17:15)
เเต่ผมอยากให้เน้นการสื่อสารมากกว่า เพราะว่าภาษาเราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน พูดผิดบ้างเล็กน้อยจะเป็นไรไป ดีกว่าต้องมานั่งเรียบเรียงประโยคตามไวยากรณ์กว่าจะพูดได้ฝรั่งหลับ ผมเคยพูดกับฝรั่งผิดๆถูกๆ ไวยากรณ์ เขาก็ฟังได้ แล้วช่วยเเก้สิ่งที่ผิดให้เรา เหมือนเราพูดเราต้องพูดไวยากรณ์เป๊ะเลยเหรอ ภาษาไทยมีประธาน+กริยา+กรรม อย่างกำลังกินข้าวอยู่เเล้วมีคนถาม ทำอะไรอยู่ เราคงไม่ตอบว่าฉันกินข้าวหรอก คงต้องตัดคำว่าฉันออก เวลาพูดปกติ เเต่ไวยากรณ์ก็ควรรู้ไว้พอเป็นพื้นฐานบ้างก็ดีครับ
armer
ร่วมแบ่งปัน134 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 6 ต.ค. 2549 (22:35)
อยู่ที่ว่าเราสอนไปเพื่ออะไรครับ ลองดูว่าที่เราเรียนภาษาอังกฤษ เราเรียนไปทำไม จุดประสงค์แรกที่สำคัญ ก็คือต้องพูดได้เขียนได้จริงมั้ย...นอกจากบางคน ต้องนำไปสอบไม่ว่าจะเป็นEntranceหรือสอบวัดต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้สังคมจัดการเรียนการสอนเพื่ออย่างนี้มากกว่า.....สุดท้าย เด็กก็ไม่ได้อะไร เพราะการเรียนอย่างนี้มันยาก/// การศึกษาตอนนี้ผมว่ามีปัญหา เรื่องการเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน เพราะที่เราเรียนกันทุกวันนี้ เรารู้จริงกันแค่ไหน?ลองถามตัวเองว่าแค่การนำวิชาที่ร่ำเรียนมาไปประยุกต์ใช้ได้แค่ไหน?เราเรียนเพื่อสอบเพียงแค่นั้นหรือ?นี่ยังไม่ได้พูดถึงการนำความรู้และกระบวนการของมันไปสร้างความรู้ใหม่ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ที่เข้าใจอะไรอย่างนี้ก็มีน้อย แล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่อง...



///ตอนนี้คนรู้จักของผมหลายคนต้องเสียกระบวนการเหล่านี้ไปเพราะการศึกษาไทย ทำให้เค้าไม่เข้าใจในตัวเค้าจริงๆ ผมเบื่อ เบื่อกับการศึกษานี่มาก เห็นเพื่อนๆหลายคนเสียโอกาสไป ทีละคน ทีละคน หลงอยู่กับคะแนนที่โรงเรียนได้สร้างขึ้น///ผมไม่หวังอะไรมากเกี่ยวกับการศึกษาไทย จากรัฐบาลไทย ไปมากกว่าแค่ทำให้คุณธรรม จริยธรรมกลับมาสู่สังคม บ่มเพาะไปสู่ลูกหลาน โดยเริ่มจากสังคมรัฐบาลเองก่อน...สุดท้ายผมเชื่อว่า มนุษย์ฝึกได้ ทุกคนมีคุณค่า...ถ้ายังมีคนให้โอกาส...ขอบคุณครับ
แวะมาชม (IP:222.123.37.197,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 9 ต.ค. 2549 (08:48)
ภาษาอังกฤษนี่แปลกนะครับ เจ้าของภาษาอาจจะมีความสามารถในการสื่อความหมายต่ำกว่าชาติอื่นก็ได้

อย่างเช่น ภาษาอังกฤษห่วยๆอย่างผมสามารถสื่อสารกับพวก ชาวจีน ญี่ปุ่น มาเลย์ ได้ครับ คุยรู้เรื่องกันดี แต่พอไปคุยกับฝรั่งเจ้าของภาษาบางครั้งคุยกันไม่รู้เรื่องเลย



ในบางครั้ง พวกฝรั่งก็มีความสามารถในการสื่อสารสูงเหมือนกัน เช่นเวลาต้องการความช่วยเหลือ อย่างจะถามทาง ก็สื่อสารเข้าใจดี

แต่ถ้ากลับกันเราไปถามบ้าง บางคนนี้คุยไม่รู้เรื่องและแทบไม่อยากคุยด้วยเลย
boring (IP:133.48.179.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 11 ต.ค. 2549 (12:57)
หูฝรั่งไม่ค่อยดีครับ เราพูดผิดพี่แกฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่พอตอนพี่แกพูดภาษาไทยผิด ๆ ถูก ๆ เรายังแก้ให้ได้
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 11 ต.ค. 2549 (14:22)
เห็นด้วยกับคุณ thawan และเคยเจอกับตัวเองบ่อยเหมือนกัน





ผมว่า ก่อนที่จะพูดได้ เราต้องฟังได้ก่อน



พอดี เราไม่ได้เรียนอย่างเป็นธรรมชาติแบบเด็กๆ



เราก็ต้องฝืน เอาความอดทน เอาความบ่อยๆ เข้าสู้





ลองตั้งใจฟังเพลงภาษาอังกฤษสักเพลง แล้วลองแกะเนื้ออกมาให้ได้



ลองตั้งใจฟังหนัง soundtrack โดยไม่ต้องดูคำแปลไทยด้านล่าง



ทำบ่อยๆ ตั้งใจๆๆๆๆ ใช้สมาธิเข้าช่วย จนสามารถฟังจับคำ จับวลี หรือประโยคได้



พอจับเสียงที่เขาพูด และเข้าใจความหมายได้

ก็ค่อยลองพูดเลียนแบบเสียงของเขา



( แน่นอน เราก็ต้องฝึกการอ่าน และรู้คำศัพท์มากพอสมควร

จึงจะช่วยในการฟังเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ... )





น่าจะเป็นวิธีการฝืนธรรมชาติ ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดวิธีหนึ่ง

สำหรับเราๆ ที่เรียนตอนพ้นวัยเด็ก หรืออายุมากแล้ว
วริน (IP:202.12.97.116,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 11 ต.ค. 2549 (17:55)
มาเรียนอังกฤษเอาตอนโตกว่าจะพอรู้เรื่องก็เลือดตาแทบกระเด็น โตไปพร้อม ๆ กับความสามารถทางภาษาไม่เหนื่อย ไม่ต้องพยายามมากนักหรอก แต่เด็กเราก็ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มันเป็นวิชาเครื่องมือ ถ้าเครื่องมือดีมันช่วยวิชาอื่น ๆ ได้ด้วย



สมมุติถ้าต้องนั่งแปลเท๊กท์หรือเปเปอร์เป็นวัน ๆ ก็ยังไม่รู้เรื่อง กับอ่าน 30 นาที รู้เรื่อง อย่างไหนมันจะดีกว่ากัน รู้ภาษาอังกฤษมันประหยัดเวลาในการศึกษาได้มากมายมหาศาล โดบเฉพาะพวก ป โท



พอจำเป็นจะต้องใช้มันใช้ไม่ได้อย่างใจนึกหรอกครับ จะแปลเอกสารทีต้องไหว้วานคนอื่นทั้ง ๆ ที่จบ ป ตรีกันแล้ว จะใช้วันนี้ต้องเตรียมล่วงหน้านานทีเดียว โดยธรรมชาติแล้วมันมีลักษณะการสะสม ค่อยเป็นค่อยไป ต่อเนื่องยาวนาน จะเรียนแบบไฟไหม้ฟาง โหมเป็นพัก ๆ คงไม่ได้ อยากเรียนก็เรียน เบื่อก็เลิกไม่ได้ เดินหน้า หนึ่งก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เรียนกี่ปีก็คงไปไม่ถึงไหน



คนใจรักเท่านั้นหรอกถึงจะทำได้ ถ้าใจไม่รักมันทนทำจะทนได้สักกี่น้ำ แต่ถ้าใจรักมันทำทน ทำอยู่นั่นแหละจนเห็นผล โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในประเทศไทยซึ่งมีภาษาใช้เป็นสิบ ๆ (นอกจากภาษากลางมาตรฐานแล้วยังมีภาษาถิ่นอีกหลายสำเนียง) ไม่มีที่ว่างให้ภาษาต่างประเทศหรอกครับ



ถ้าใจไม่เอาละก็ทำอย่างไรก็ไม่มีทางสำเร็จ คนที่ทำสำเร็จก็คือทำอย่างคุณวรินว่านั่นแหละถ้าคุณไม่อยากเสียเงินเรียนพิเศษแต่ถ้ามีเงินก็ไม่ว่ากัน อาจารย์รุ่นเก่า ๆ คงเป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น บางท่านได้ทุนไปเมืองนอกก็ไม่ได้เก่งไปจากเมืองไทย ไปตายเอาดาบหน้าครับ



ก็เราเรียนแบบฝืนธรรมชาติมาแต่แรกแล้ว ก็ต้องฝืนต่อไป ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมติดหนังมังกรหยกมาก ถ้าใครรู้เรื่องมังกรหยกคงจำได้ตอนอาวเอี้ยงฮงฝึกคำภีร์ฉบับปลอม ก็ยังอุตส่าห์ฝึกสำเร็จได้นะ ไม่ว่าจะตามธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติเป้าหมายก็อยู่ที่เดียวกัน การเรียนแบบฝืนธรรมชาติมันก็ได้ผลแต่มันเหนื่อยหน่อย อ่านเขียนคล่องแล้วมาเรียนพูดก็ไปไว



แต่ถ้ามีโอกาสเรียนพูดก่อนมันก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่มีโอกาสคุณจะฝึกทักษะไหนก่อนก็ได้ขอให้ฝึกอย่างต่อเนื่องก็แล้วกัน แล้วทักษะมันจะเสริมกันเองภายหลัง



ผมยืนยันได้เลย สำหรับน้อง ๆ ที่อยากจะเพิ่ม เกรดเฉลี่ยด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ต้องขยันให้เวลากับวิชาภาษาอังกฤษหน่อย วิชานี้พอได้เอสักตัวแล้วต่อไปก็จะเอตลอด เกรดมันร่วงยากและขึ้นยาก ติวกันก็ไม่ได้ด้วย
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 12 ต.ค. 2549 (13:50)
ชอบท่อนนี้ของคุณ thawan มาก

ขออนุญาตคัดลอง ไว้ตรงนี้อีกที



................................................................................



"... คุณจะฝึกทักษะไหนก่อนก็ได้ขอให้ฝึกอย่างต่อเนื่องก็แล้วกัน แล้วทักษะมันจะเสริมกันเองภายหลัง ... "



................................................................................



คนที่ตั้งใจจริง ทำจริง ทำอย่างต่อเนื่อง จะค้นพบจุดเด่น จุดด้อยของตัวเอง แล้วก็จะสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเขาเองได้



เราไม่อยากได้ คนที่บอกว่าพูดได้ แต่พูดผิดไวยากรณ์

ทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อยากได้คนที่เก่งไวยกรณ์ แต่พูดไม่ได้



เรื่องการพูดนี้ ว่าไปแล้ว ขึ้นอยู่กับบุคลิก นิสัย ของคนด้วย

คนที่กล้าแสดงออก ชอบพูด ชอบคุย น่าจะเรียนทักษะการพูดได้เร็ว

ส่วนคนที่เงียบๆ ชอบคิด ชอบอ่าน ก็อาจจะเรียนไวยากรณ์ ศัพท์ ได้เร็ว



ผมพูดไม่เก่ง(ภาษาไทยยังไม่ค่อยพูดเลย)

เวลาคุยกับฝรั่ง จะต้องมีสมาธิ ตั้งใจฟังเขาให้รู้เรื่อง

เอาแค่ว่า ฟังเขาให้ได้ใจความก่อน



เขาพูดไปเป็นสิบๆ ประโยค ก็ตอบโต้ไปที ประโยคสั้นๆ

หรือไม่ก็ตอบโต้เป็นคำถาม พอให้เขารู้ว่า เราเข้าใจที่เขาพูด

และสนใจที่เขาพูด



และเวลาเขาถามเรา ก็ต้องตอบให้ได้



ปัญหามักจะเป็นว่า เราฟังคำถามเขาไม่ทัน ก็เลยไม่รู้จะตอบว่าอะไร





ถ้าเป็นติดต่อทางการ ฝรั่งเขาจะพูดช้า และชัดเจนดี

แต่ถ้าเป็นการสื่อสารทั่วไป เราจะฟังเขายากมาก



.... ก็อิจฉาคนที่เก่งๆ พูดคล่อง สำเนียงดี ตอบโต้ สื่อสารได้รู้เรื่องทันใจ



... เราๆ พอจะฟังได้บ้าง พูดได้บ้าง ก็แทบแย่ ....

คงต้องฝึกกันอีกเยอะ ... และอย่างต่อเนื่อง



ตอนนี้ผมก็ทำได้แค่ดูหนัง VCD ที่เป็น soundtrack

และโชคดีที่มีคุณลุงฝรั่งชาวมะกันเป็นเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ๆ

พอให้ได้ฝึกพูด (ฝึกฟังซะส่วนใหญ่)
วริน (IP:202.12.97.111,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 30 มี.ค. 2550 (20:10)
จะเน้นสื่อสารหรือจะเน้นไวยากรณ์ ก็ต้องดูว่าขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง เช่นวัยของผู้เรียน หรือจุดประสงค์ในการเรียน ถ้าเป็นเด็กควรจะสอนตามลำดับความยากง่ายของทักษะ คือ ฟัง พูด อ่านและเขียน ให้ฟังไปก่อน ฟังเสียงต่างๆ เสียงตัวอักษร เสียงคำ แถมคำพูดสั้นๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมีการสื่อสารอย่างง่ายๆ แล้วค่อยให้เห็นตัวหนังสือ ออกเสียง อ่านตาม แล้วค่อยแถมการเขียนเล็กน้อยให้ แบบไม่รู้ตัว เด็กจะได้ไวยากรณ์แถมไป จะเน้นสื่อสารหรือจะเน้นไวยากรณ์นั้น การสอนจะมีลักษณะเป็นปฏิภาคกัน คือเริ่มจาก exposure หรือจุ่มตัวในภาษา (ขอยืมคำหน่อยนะคะคุณthawan ฟังดูชัดดี) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก form หรือไวยากรณ์น้อยไว้ก่อน พอภาษาแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ค่อยๆเพิ่ม form ให้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยหรือชั้นเรียนที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการฝึกฝนการใช้ภาษาควบคู่กันไป น่าจะทำให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
kruyingjp@yahoo.com (IP:125.26.237.239)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 4 พ.ค. 2550 (14:29)
ดี
ไนส์ (IP:203.113.0.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 30 ก.ย. 2550 (10:14)
ตอนเด็กๆ ผมสนใจภาษาอังกฤษมาก เพราะเป็นอะไรที่แปลกไปจากสภาพแวดล้อมที่บ้านนอก การที่ได้เห็นฝรั่งสักคน เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นมาก พื้นฐานไวยากรณ์ของผมดีมากตั้งแต่ชั้น ป. 5 เพราะที่โรงเรียนก็แข่งขันกันน่าดู ต้องยอมรับว่าไม่เคยพูดหรือฟังแบบเป็นเรื่องเป็นราวจนเรียนที่ครุ คณิต จุฬาฯ ปีสุดท้าย ครูทุกท่านที่สอน ก็เป็นคนไทยทั้งหมด เรื่องการออกเสียงแบบถูกต้อง 100% ก็ไม่มี ผมตั้งใจว่าจะไม่เป็นครู เพราะเป็นคนที่เบื่อง่าย ถ้าต้องเจอเด็กชุดเดิมตลอดปี คงทนไม่ได้ เลยอยากทำงานบริษัทอะไรก็ได้ที่ให้เงินเดือนดีๆ ความคิดตอนนั้นก็เห็นแค่ภาษาอังกฤษคงเป็นตัวทำคะแนนให้เรา เพราะเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันก็มีความรู้ความสามารถพอๆ กัน ถ้าแข่งกันตามภาควิชา เราก็อาจชวดจากงานได้ เนื่องจากเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมจึงใช้วิธีดูหนังฝรั่งทุกเรื่อง ดูเรื่องละ 4 รอบ (มีประมาณ 70% เป็นหนังที่แย่มากๆ แต่ผมถือว่าเป็นการลงทุน) รอบแรก อ่าน Subtitle รอบสองก็ดูตัวหนังเพราะรู้เรื่องแล้ว ขณะเดียวกันก็พยายามฟัง และคำไหน ประโยคไหนที่เราสะดุด ก็จะจดไว้ รอบสามก็ทั้งฟังทั้งดูคำแปลไปด้วยและก็ copy บทสนทนาต่างๆ เท่าที่จำได้ รอบสี่ก็ทำเหมือนเดิม ทำอย่างนี้ตลอดปีสี่ หมดไปหลายตังค์เหมือนกัน (ถ้าเป็นสมัยนี้ผมคงไปได้เร็วกว่า เพราะ DVD ช่วยได้มากกว่าหนังในโรงซึ่งย้อนกลับหรือหยุดไม่ได้) ก็ได้มาหลายประโยคทีเดียวจนมันเป็น pattern อยู่ในหัว เวลาดูหนังเรื่องอื่นๆ ที่มีบทสนทนาคล้ายๆ กันเราก็จะตอบก่อนในหนัง ถูกบ้างผิดบ้าง สนุกดี พอเจอฝรั่งจริงๆ ก็ไม่รู้สึกว่าประหม่า โต้ตอบไปแบบที่จำมาจากหนัง ก็ใช้ได้ดีถูกฝรั่งแก้ไขให้นิดหน่อย เลยนึกสนุก ไปเดินแถวถนนข้าวสาร แล้วก็ทักทายฝรั่งเป็นว่าเล่น เจอสำเนียงแปลกๆ บ่อย เลยเป็นความรู้ใหม่ว่าไม่ใช่ฝรั่งทุกชาติพูดเหมือนในหนัง ทำให้เรายิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะฝรั่งที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเขาก็มีปัญหาคล้ายๆ กันกับเรา ผมจึงอยากให้กำลังใจทุกท่านที่ท้อเรื่องสำเนียง หรือพูดแล้วเรียงไวยากรณ์ไม่ถูกลำดับ หรืออะไรที่กวนใจว่าจะพูดผิด ให้ตัดความคิดนั้นทิ้งเสีย ถึอว่าผิดเป็นครู และอย่าอาย (ลองนึกดูว่าถ้าฝรั่งที่เรียนภาษาไทย ถามคุณว่าทำไมภาษาไทยพูดว่าแบบนี้ คุณอาจไม่มีคำตอบก็ได้ เพราะเราใช้มาแบบนี้ตั้งแต่เราเริ่มพูด ก็เช่นกันฝรั่งหลายคนที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านภาษาเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมภาษาอังกฤษต้องพูดแบบนั้น) ถ้าจะใช้วิธีการเรียนแบบผมก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน ไปซื้อ DVD ฉบับ Master ที่มี subtitle ทั้งอังกฤษและไทยที่ถูกต้อง คุณไม่ผิดหวังแน่ (แต่ถ้าคุณไม่มีพึ้นฐานไวยากรณ์ที่ดีมาก่อน ก็อย่าไปซื้อหนังชนโรงที่ขายแผ่นละ 80-100 บาทเลย เพราะมีตั้งหลายเรื่องที่คนอัดหนังหยิบเอา subtitle ทั้งสองภาษาของเรื่องอื่นมาใส่เพื่อให้ทันขาย โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันเป็น subtitle ที่ถูกต้องหรือเปล่า) และการเลียนแบบสำเนียง จังหวะ และอารมณ์ในสถานการณ์ที่พูดจากในหนัง ทำให้สำเนียงของผมเป็นเหมือนฝรั่งพูด ตอนนี้ผมอยู่ออสเตรเลียมาเกือบ 15 ปีแล้ว ทำงานเป็น Personal Assistant to Executive Director ของโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่งใน Sydney เพื่อนๆ ที่มารุ่นเดียวกันที่เป็นหัวกะทิของโรงเรียนประเภทเต็ม 100 ในการทำข้อสอบ หรือตอบคำถามที่ต้องใช้การเขียน แต่การพูดยังไม่ไปถึงไหนเลย เพราะว่าเขาใช้เวลา 80% พูดแต่ภาษาไทยกับภาษามือ แล้วก็ไม่กล้าถามกลัวถูกว่าโง่
accent (IP:202.7.166.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 20 ก.พ. 2551 (17:12)
<P><FONT size=4>เห็นด้วยกับความคิดที่ 12&nbsp; ไม่ทราบว่าใครพอมีวิธีที่ง่ายๆบ้าง&nbsp; คือหนูไม่เก่งภาษาอังกฤษ&nbsp;&nbsp; คือหนูอยากรู้วิธีที่ง่ายๆแต่เห็นผลเร็วและดี&nbsp; คือตอนนี้หนูอายุแค่ 12 เองคะ&nbsp; วันที่ 23 ก.พ 2551&nbsp; หนูจะไปสอบแล้ว&nbsp; มีใครที่เห็นใจหนูบ้าง ก็ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ&nbsp; </FONT></P>

<P><FONT size=4>ขอความเห็นใจและเมตตาหากใครรู้อย่าเก็บไว้คนเดียวช่วยบอกเด็กคนนี้ด้วยในวันศุกร์นี้นะค่ะ&nbsp; เพราะจาไปสอบแล้ว</FONT></P>

<P><FONT size=4>ขอกราบขอบพระไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้ที่เมตตาหนูด้วยค่ะ</FONT></P>

<P><FONT size=5></FONT>&nbsp;</P>

<P><FONT size=5></FONT>&nbsp;</P>

<P><FONT size=5>&nbsp;</FONT></P>
เด็กตาดำๆ (IP:61.19.163.45)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 21 ก.ค. 2551 (20:50)
โดยส่วนตัวแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครูครับ ถ้าถามว่าครูสอนเน้นฟังพุดได้ไหม ผมคิดว่าครูส่วนใหญ่ทำได้นะครับ(ถ้าไม่เน้นสำเนียง อังกฤษหรืออเมริกัน)

ปัญหาอยู่ที่นโยบายกับการปฏิบัติของกระทรวงและหลักสูตรไม่สอดคล้องกันครับ

ครูให้สอนเน้นฟังพูด

เวลาสอบ NT

ข้อสอบไวยากรณ์ ที่เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ทดสอบทักษะ อ่าน เขียน มากกว่า ขอบอกว่าสำหรับเด็กทั่วไปที่เรียนแค่ฟังพูด(อ่าน เขียน ไม่ค่อยเน้น ยกเว้นเด็กเป็นลูกครึ่ง)ยากนะครับ ยากมากมาย

ถามหน่อยครับ

เวลาสามปี (ม.1-ม.3) ถ้าเด็กมีพื้นประถมไม่ดี เด็กต้องมานับหนึ่งใหม่เรียนภาษาอังกฤษอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ที่บ้านเลย(นี่พูดถึงเด็กธรรมดา ที่ไม่ได้เรียนพิเศษ และไม่ใช่เด็กเรียน เพราะเป็นเด็กส่วนใหญ่) เด็กจะซึมซับเอาอะไรได้มากน้อยแค่ไหนครับ ซึมซับขนาดสามารถอ่านเขียนเป็นเรื่องเป็นราวเลยหรือเปล่า คนที่พูดข้างบนล้วนคิดว่าการสอนอ่านสอนเขียนนั้นง่ายดาย ไม่ง่ายเลยครับ ถ้าคุณต้องรับผิดชอบเด็กเป็นร้อยๆ(โดยเฉพาะนักเรียนบ้านนอกที่เรียนค่อนข้างช้า)

แล้วการสอนแกรมม่าร์นี่ก็ถ้าเทียบกับการสอนฟังพูดนั้นยากกว่ามากครับ ถ้าคุณไม่เข้าใจก็อย่าพูดว่าสอนแกรมม่าร์ง่ายกว่าการสอนฟังพูดครับ แล้วที่ครูเน้นสอนแกรมม่าร์ เพราะอะไรครับ มันตรงกับข้อสอบส่วนกลางที่สอบเข้านั่น เข้านี่ ขอถามหน่อยว่ามีกี่เปอร์เซนต์กันที่เวลาสอบจะสอบทักษะการฟังพูด สอบ NT เอย Onet เอยที่ต้องใช้ผลมาประเมินสถานศึกษาและครูผู้สอน ถามว่าออกข้อสอบฟังพูดหรือครับ ไวยากรณ์ขั้นสูงทั้งนั้น ถามหน่อยว่าค่อยที่สอบได้เกินครึ่ง มีซักกี่เปอร์เซนต์ที่เป็นเด็กเรียนธรรมดาทั่วไปบ้างครับ ไวยากรณ์ก็ขั้นสูงทั้งนั้น เพราะเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยมาออก ผมว่าถ้าเด็กสอบผ่านข้อสอบ Onet ไม่ต้องเรียนภาษษาอังกฤษระดับปริญญาตรีหรอกครับ เพราะว่าเก่งมากๆ

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆเท่านั้นครับ

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการไม่รีบมาแก้ไขความสับสนและการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายอย่างนี้ก็คงเละครับ

เพราะคนปฏิบัติทำไม่ถูกใจท่านจริงๆ
nonano26@hotmail.com (IP:203.172.207.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 21 ก.ค. 2551 (20:55)
โดยส่วนตัวแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครูครับ ถ้าถามว่าครูสอนเน้นฟังพุดได้ไหม ผมคิดว่าครูส่วนใหญ่ทำได้นะครับ(ถ้าไม่เน้นสำเนียง อังกฤษหรืออเมริกัน)

ปัญหาอยู่ที่นโยบายกับการปฏิบัติของกระทรวงและหลักสูตรไม่สอดคล้องกันครับ

ครูให้สอนเน้นฟังพูด

เวลาสอบ NT

ข้อสอบไวยากรณ์ ที่เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ทดสอบทักษะ อ่าน เขียน มากกว่า ขอบอกว่าสำหรับเด็กทั่วไปที่เรียนแค่ฟังพูด(อ่าน เขียน ไม่ค่อยเน้น ยกเว้นเด็กเป็นลูกครึ่ง)ยากนะครับ ยากมากมาย

ถามหน่อยครับ

เวลาสามปี (ม.1-ม.3) ถ้าเด็กมีพื้นประถมไม่ดี เด็กต้องมานับหนึ่งใหม่เรียนภาษาอังกฤษอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ที่บ้านเลย(นี่พูดถึงเด็กธรรมดา ที่ไม่ได้เรียนพิเศษ และไม่ใช่เด็กเรียน เพราะเป็นเด็กส่วนใหญ่) เด็กจะซึมซับเอาอะไรได้มากน้อยแค่ไหนครับ ซึมซับขนาดสามารถอ่านเขียนเป็นเรื่องเป็นราวเลยหรือเปล่า คนที่พูดข้างบนล้วนคิดว่าการสอนอ่านสอนเขียนนั้นง่ายดาย ไม่ง่ายเลยครับ ถ้าคุณต้องรับผิดชอบเด็กเป็นร้อยๆ(โดยเฉพาะนักเรียนบ้านนอกที่เรียนค่อนข้างช้า)

แล้วการสอนแกรมม่าร์นี่ก็ถ้าเทียบกับการสอนฟังพูดนั้นยากกว่ามากครับ ถ้าคุณไม่เข้าใจก็อย่าพูดว่าสอนแกรมม่าร์ง่ายกว่าการสอนฟังพูดครับ แล้วที่ครูเน้นสอนแกรมม่าร์ เพราะอะไรครับ มันตรงกับข้อสอบส่วนกลางที่สอบเข้านั่น เข้านี่ ขอถามหน่อยว่ามีกี่เปอร์เซนต์กันที่เวลาสอบจะสอบทักษะการฟังพูด สอบ NT เอย Onet เอยที่ต้องใช้ผลมาประเมินสถานศึกษาและครูผู้สอน ถามว่าออกข้อสอบฟังพูดหรือครับ ไวยากรณ์ขั้นสูงทั้งนั้น ถามหน่อยว่าค่อยที่สอบได้เกินครึ่ง มีซักกี่เปอร์เซนต์ที่เป็นเด็กเรียนธรรมดาทั่วไปบ้างครับ ไวยากรณ์ก็ขั้นสูงทั้งนั้น เพราะเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยมาออก ผมว่าถ้าเด็กสอบผ่านข้อสอบ Onet ไม่ต้องเรียนภาษษาอังกฤษระดับปริญญาตรีหรอกครับ เพราะว่าเก่งมากๆ

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆเท่านั้นครับ

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการไม่รีบมาแก้ไขความสับสนและการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายอย่างนี้ก็คงเละครับ

เพราะคนปฏิบัติทำไม่ถูกใจท่านจริงๆ
nonano26
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 22 ก.ค. 2551 (09:30)

เด็กจบ ป ตรี ความรู้ภาษาอังกฤษสู้เด็กมัธยมจบใหม่ ๆ ไม่ได้หรอกครับ ภาษามันคืนครูไปหมดแล้ว


unity sun power
ร่วมแบ่งปัน371 ครั้ง - ดาว 146 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 13 ม.ค. 2552 (10:37)

เอ็กเซล อิงลิช (Excel English) เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษชั้นนำที่ได้รับการ ยอมรับ เปิดทำ การมามากกว่า 10 ปี ตั้งอยูู่่ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมด้วยหลักสูตร การเรียนการสอน ที่มีคุณภาพ และเหมาะ กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษให้ได้ผล
ติดต่อที่ 02-234-7177


มาย (IP:58.10.102.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 13 ม.ค. 2552 (10:46)
เอ็กเซล อิงลิช (Excel English) เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษชั้นนำที่ได้รับการ ยอมรับ เปิดทำ การมามากกว่า 10 ปี ตั้งอยูู่่ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมด้วยหลักสูตร การเรียนการสอน ที่มีคุณภาพ และเหมาะ กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษให้ได้ผล
info@excel-engilsh.com (IP:58.10.102.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 15 ม.ค. 2552 (10:48)
ไม่เห็นมีแบบฝึกัดเลย
ไม่เห็นมีแบบฝึกหัดเลย (IP:118.172.68.90)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม