การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เราควรจะเน้น การสื่อสาร หรือ หลักไวยากรณ์ ดีจ๊ะ

งงๆๆๆๆๆๆ



ความคิดเห็นที่ 51


15 ม.ค. 2552 10:48
  1. ไม่เห็นมีแบบฝึกัดเลย



ความคิดเห็นที่ 25

27 มี.ค. 2549 16:43
  1. Welcome to Ni Hao! ที่เรียนภาษาจีน ที่ดีที่สุด คุณภาพ แห่งเดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับ ครู เป็น อันดับหนึ่ง,รับเด็กตั้งแต่ 2ขวบ,3ขวบ,4ขวบ,5ขบ,6ขวบ จนถึง เด็กโต,ผู้ใหญ่ แบ่งชั้นตามพื้นฐาน และอายุ,ไม่เกิน5คน/ห้อง,ได้ผล,เรียนผ่านกิจกรรม,สนุก,ครูจีน

    nihao สอนภาษาจีนสำหรับเด็กเล็ก แห่งเดียวในประเทศไทย

    http://www.nihaothailand.com



    tel. 027300996 , 027476135 , 078152531



ความคิดเห็นที่ 40

11 เม.ย. 2550 11:43
  1. แจกแผนการสอนฟรี ! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.marketathome.com/shop/ppsoft



ความคิดเห็นที่ 39

30 มี.ค. 2550 20:10
  1. จะเน้นสื่อสารหรือจะเน้นไวยากรณ์ ก็ต้องดูว่าขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง เช่นวัยของผู้เรียน หรือจุดประสงค์ในการเรียน ถ้าเป็นเด็กควรจะสอนตามลำดับความยากง่ายของทักษะ คือ ฟัง พูด อ่านและเขียน ให้ฟังไปก่อน ฟังเสียงต่างๆ เสียงตัวอักษร เสียงคำ แถมคำพูดสั้นๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมีการสื่อสารอย่างง่ายๆ แล้วค่อยให้เห็นตัวหนังสือ ออกเสียง อ่านตาม แล้วค่อยแถมการเขียนเล็กน้อยให้ แบบไม่รู้ตัว เด็กจะได้ไวยากรณ์แถมไป จะเน้นสื่อสารหรือจะเน้นไวยากรณ์นั้น การสอนจะมีลักษณะเป็นปฏิภาคกัน คือเริ่มจาก exposure หรือจุ่มตัวในภาษา (ขอยืมคำหน่อยนะคะคุณthawan ฟังดูชัดดี) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก form หรือไวยากรณ์น้อยไว้ก่อน พอภาษาแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ค่อยๆเพิ่ม form ให้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยหรือชั้นเรียนที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการฝึกฝนการใช้ภาษาควบคู่กันไป น่าจะทำให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ



ความคิดเห็นที่ 34

9 ต.ค. 2549 08:48
  1. ภาษาอังกฤษนี่แปลกนะครับ เจ้าของภาษาอาจจะมีความสามารถในการสื่อความหมายต่ำกว่าชาติอื่นก็ได้
    อย่างเช่น ภาษาอังกฤษห่วยๆอย่างผมสามารถสื่อสารกับพวก ชาวจีน ญี่ปุ่น มาเลย์ ได้ครับ คุยรู้เรื่องกันดี แต่พอไปคุยกับฝรั่งเจ้าของภาษาบางครั้งคุยกันไม่รู้เรื่องเลย

    ในบางครั้ง พวกฝรั่งก็มีความสามารถในการสื่อสารสูงเหมือนกัน เช่นเวลาต้องการความช่วยเหลือ อย่างจะถามทาง ก็สื่อสารเข้าใจดี
    แต่ถ้ากลับกันเราไปถามบ้าง บางคนนี้คุยไม่รู้เรื่องและแทบไม่อยากคุยด้วยเลย



ความคิดเห็นที่ 38

12 ต.ค. 2549 13:50
  1. ชอบท่อนนี้ของคุณ thawan มาก
    ขออนุญาตคัดลอง ไว้ตรงนี้อีกที

    ................................................................................

    "... คุณจะฝึกทักษะไหนก่อนก็ได้ขอให้ฝึกอย่างต่อเนื่องก็แล้วกัน แล้วทักษะมันจะเสริมกันเองภายหลัง ... "

    ................................................................................

    คนที่ตั้งใจจริง ทำจริง ทำอย่างต่อเนื่อง จะค้นพบจุดเด่น จุดด้อยของตัวเอง แล้วก็จะสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเขาเองได้

    เราไม่อยากได้ คนที่บอกว่าพูดได้ แต่พูดผิดไวยากรณ์
    ทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อยากได้คนที่เก่งไวยกรณ์ แต่พูดไม่ได้

    เรื่องการพูดนี้ ว่าไปแล้ว ขึ้นอยู่กับบุคลิก นิสัย ของคนด้วย
    คนที่กล้าแสดงออก ชอบพูด ชอบคุย น่าจะเรียนทักษะการพูดได้เร็ว
    ส่วนคนที่เงียบๆ ชอบคิด ชอบอ่าน ก็อาจจะเรียนไวยากรณ์ ศัพท์ ได้เร็ว

    ผมพูดไม่เก่ง(ภาษาไทยยังไม่ค่อยพูดเลย)
    เวลาคุยกับฝรั่ง จะต้องมีสมาธิ ตั้งใจฟังเขาให้รู้เรื่อง
    เอาแค่ว่า ฟังเขาให้ได้ใจความก่อน

    เขาพูดไปเป็นสิบๆ ประโยค ก็ตอบโต้ไปที ประโยคสั้นๆ
    หรือไม่ก็ตอบโต้เป็นคำถาม พอให้เขารู้ว่า เราเข้าใจที่เขาพูด
    และสนใจที่เขาพูด

    และเวลาเขาถามเรา ก็ต้องตอบให้ได้

    ปัญหามักจะเป็นว่า เราฟังคำถามเขาไม่ทัน ก็เลยไม่รู้จะตอบว่าอะไร


    ถ้าเป็นติดต่อทางการ ฝรั่งเขาจะพูดช้า และชัดเจนดี
    แต่ถ้าเป็นการสื่อสารทั่วไป เราจะฟังเขายากมาก

    .... ก็อิจฉาคนที่เก่งๆ พูดคล่อง สำเนียงดี ตอบโต้ สื่อสารได้รู้เรื่องทันใจ

    ... เราๆ พอจะฟังได้บ้าง พูดได้บ้าง ก็แทบแย่ ....
    คงต้องฝึกกันอีกเยอะ ... และอย่างต่อเนื่อง

    ตอนนี้ผมก็ทำได้แค่ดูหนัง VCD ที่เป็น soundtrack
    และโชคดีที่มีคุณลุงฝรั่งชาวมะกันเป็นเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ๆ
    พอให้ได้ฝึกพูด (ฝึกฟังซะส่วนใหญ่)



ความคิดเห็นที่ 29

thawankesmala
18 ก.ย. 2549 20:38
  1. อัพเกรดกระทู้ครับ กลัวจะตกไปนาน กระทู้ ดี ๆ



ความคิดเห็นที่ 35

thawankesmala
11 ต.ค. 2549 12:57
  1. หูฝรั่งไม่ค่อยดีครับ เราพูดผิดพี่แกฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่พอตอนพี่แกพูดภาษาไทยผิด ๆ ถูก ๆ เรายังแก้ให้ได้



ความคิดเห็นที่ 36

11 ต.ค. 2549 14:22
  1. เห็นด้วยกับคุณ thawan และเคยเจอกับตัวเองบ่อยเหมือนกัน


    ผมว่า ก่อนที่จะพูดได้ เราต้องฟังได้ก่อน

    พอดี เราไม่ได้เรียนอย่างเป็นธรรมชาติแบบเด็กๆ

    เราก็ต้องฝืน เอาความอดทน เอาความบ่อยๆ เข้าสู้


    ลองตั้งใจฟังเพลงภาษาอังกฤษสักเพลง แล้วลองแกะเนื้ออกมาให้ได้

    ลองตั้งใจฟังหนัง soundtrack โดยไม่ต้องดูคำแปลไทยด้านล่าง

    ทำบ่อยๆ ตั้งใจๆๆๆๆ ใช้สมาธิเข้าช่วย จนสามารถฟังจับคำ จับวลี หรือประโยคได้

    พอจับเสียงที่เขาพูด และเข้าใจความหมายได้
    ก็ค่อยลองพูดเลียนแบบเสียงของเขา

    ( แน่นอน เราก็ต้องฝึกการอ่าน และรู้คำศัพท์มากพอสมควร
    จึงจะช่วยในการฟังเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ... )


    น่าจะเป็นวิธีการฝืนธรรมชาติ ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดวิธีหนึ่ง
    สำหรับเราๆ ที่เรียนตอนพ้นวัยเด็ก หรืออายุมากแล้ว



ความคิดเห็นที่ 31

thawankesmala
5 ต.ค. 2549 17:06
  1. เรียนภาษาไม่เรียนไวยกรณ์มันจะไม่มีจุดสังเกตุจุดเปรียบเทียบ เวลาไปเจอภาษาที่เราไม่คุ้นมันแปลไม่ออกนะ อย่างน้อยรู้สักนิดมันช่วยได้มากเลย การเรียนจะพัฒนาได้เร็วขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับความเห็นข้างบน

    มันต้องจุ่มตัวลงไปในภาษา ไม่ทวนกระแส การเรียนจะไปได้เร็ว



ความคิดเห็นที่ 37

thawankesmala
11 ต.ค. 2549 17:55
  1. มาเรียนอังกฤษเอาตอนโตกว่าจะพอรู้เรื่องก็เลือดตาแทบกระเด็น โตไปพร้อม ๆ กับความสามารถทางภาษาไม่เหนื่อย ไม่ต้องพยายามมากนักหรอก แต่เด็กเราก็ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มันเป็นวิชาเครื่องมือ ถ้าเครื่องมือดีมันช่วยวิชาอื่น ๆ ได้ด้วย

    สมมุติถ้าต้องนั่งแปลเท๊กท์หรือเปเปอร์เป็นวัน ๆ ก็ยังไม่รู้เรื่อง กับอ่าน 30 นาที รู้เรื่อง อย่างไหนมันจะดีกว่ากัน รู้ภาษาอังกฤษมันประหยัดเวลาในการศึกษาได้มากมายมหาศาล โดบเฉพาะพวก ป โท

    พอจำเป็นจะต้องใช้มันใช้ไม่ได้อย่างใจนึกหรอกครับ จะแปลเอกสารทีต้องไหว้วานคนอื่นทั้ง ๆ ที่จบ ป ตรีกันแล้ว จะใช้วันนี้ต้องเตรียมล่วงหน้านานทีเดียว โดยธรรมชาติแล้วมันมีลักษณะการสะสม ค่อยเป็นค่อยไป ต่อเนื่องยาวนาน จะเรียนแบบไฟไหม้ฟาง โหมเป็นพัก ๆ คงไม่ได้ อยากเรียนก็เรียน เบื่อก็เลิกไม่ได้ เดินหน้า หนึ่งก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เรียนกี่ปีก็คงไปไม่ถึงไหน

    คนใจรักเท่านั้นหรอกถึงจะทำได้ ถ้าใจไม่รักมันทนทำจะทนได้สักกี่น้ำ แต่ถ้าใจรักมันทำทน ทำอยู่นั่นแหละจนเห็นผล โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในประเทศไทยซึ่งมีภาษาใช้เป็นสิบ ๆ (นอกจากภาษากลางมาตรฐานแล้วยังมีภาษาถิ่นอีกหลายสำเนียง) ไม่มีที่ว่างให้ภาษาต่างประเทศหรอกครับ

    ถ้าใจไม่เอาละก็ทำอย่างไรก็ไม่มีทางสำเร็จ คนที่ทำสำเร็จก็คือทำอย่างคุณวรินว่านั่นแหละถ้าคุณไม่อยากเสียเงินเรียนพิเศษแต่ถ้ามีเงินก็ไม่ว่ากัน อาจารย์รุ่นเก่า ๆ คงเป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น บางท่านได้ทุนไปเมืองนอกก็ไม่ได้เก่งไปจากเมืองไทย ไปตายเอาดาบหน้าครับ

    ก็เราเรียนแบบฝืนธรรมชาติมาแต่แรกแล้ว ก็ต้องฝืนต่อไป ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมติดหนังมังกรหยกมาก ถ้าใครรู้เรื่องมังกรหยกคงจำได้ตอนอาวเอี้ยงฮงฝึกคำภีร์ฉบับปลอม ก็ยังอุตส่าห์ฝึกสำเร็จได้นะ ไม่ว่าจะตามธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติเป้าหมายก็อยู่ที่เดียวกัน การเรียนแบบฝืนธรรมชาติมันก็ได้ผลแต่มันเหนื่อยหน่อย อ่านเขียนคล่องแล้วมาเรียนพูดก็ไปไว

    แต่ถ้ามีโอกาสเรียนพูดก่อนมันก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่มีโอกาสคุณจะฝึกทักษะไหนก่อนก็ได้ขอให้ฝึกอย่างต่อเนื่องก็แล้วกัน แล้วทักษะมันจะเสริมกันเองภายหลัง

    ผมยืนยันได้เลย สำหรับน้อง ๆ ที่อยากจะเพิ่ม เกรดเฉลี่ยด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ต้องขยันให้เวลากับวิชาภาษาอังกฤษหน่อย วิชานี้พอได้เอสักตัวแล้วต่อไปก็จะเอตลอด เกรดมันร่วงยากและขึ้นยาก ติวกันก็ไม่ได้ด้วย



ความคิดเห็นที่ 47

unity sun power
22 ก.ค. 2551 09:30
  1. เด็กจบ ป ตรี ความรู้ภาษาอังกฤษสู้เด็กมัธยมจบใหม่ ๆ ไม่ได้หรอกครับ ภาษามันคืนครูไปหมดแล้ว




ความคิดเห็นที่ 12

15 มี.ค. 2547 11:10
  1. การเรียนภาษา ในความเห็นของผมแล้วน่าจะใช้วิธีธรรมชาติ แบบเด็กเรียนพูด มีลำดับ คือ
    สุ จิ ปุ ลิ ได้เรียงลำดับอยู่แล้วว่าต้องฟังก่อน ตามมาด้วยการคิดทำความเข้าใจ แล้วจึงพูด ต่อจากนั้นจึงจะเริ่มเขียน ถ้าเรียนไม่เป็นตามกระบวนการนี้ก็เป็นผลดังปรากฏ
    อีกประการหนึ่งคือ การเรียนภาษาต้องไม่คำนึงถึงคำแปล เอาแค่เข้าใจก็พอ สำหรับไวยกรณ์นั้น เมื่อมีต้นแบบที่ถูกต้องแล้วจะใช้ได้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
    เครื่องมือที่เหมาะสมนอกจาก ครูเจ้าของภาษาแล้ว CD ภาพยนตร์ sound track น่าสนใจมาก สาเหตุประการหนึ่งที่เด็กไทยฟังเสียงภาษาอังกฤษไม่เข้าใจคือ การเรียนภาษาจากเสียงไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากเสียงแท้มาก ผมมีลูกชายเรียน bilingual เมื่อพูดคุยกันที่บ้านจะพยายามใช้ภาษาอังกฤษกัน จึงพบว่าต้องเริ่มต้นใหม่เสียงที่สะกดตัวหนังสืออังกฤษโดยวิธีสระไทยที่ร่ำเรียนมามันคนละเรื่อง
    ลิ้นคนไทยสอนภาษาอังกฤษให้ได้ดีไม่ได้เพราะเสียงต่างกันมาก เช่น คำว่า mark จะมีเสียงตัว r อย่างชัดเจนและเสียง r ก็ต่างจากเสียง ร ซึ่งนักภาษาไทย มักจะเขียน มาร์ก และอ่านเป็น ม๊าก เครื่องหมายการันต์ทำให้เสียง r หายไป
    เด็กเรียนกับครูชาวต่างประเทศ จะเน้นการเรียนเสียงให้เหมือนต้นฉบับและสามารถทำได้
    สรุปก็คือ ควรให้นักเรียนฟังจนคุ้ยเคยกับเสียงก่อน ทำความเข้าใจให้ได้ แล้วจึงหัดพูด (คงต้องเริ่มที่ครูก่อน) เมื่อพูดได้แล้วจึงถึง ขั้นตอนบันทึกเป็นตัวอักษร โดยสะกดจากเสียงเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่สะกดจากตัวหนังสือเป็นเสียง
    แม้แต่เสียง A - Z เสียงที่ใช้อยู่ก็ไม่ถูกต้อง การเรียนภาษาให้ได้ผลจึงต้องเริ่มต้นและลำดับตามที่เสนอมา
    ต้องยอมรับความผิดพลาดของวิธีการสอนที่ล้มเหลว และต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ผลที่ผิดย่อมเกิดจากการคิดที่ผิด การแก้ไขโดยวิธีเดิมย่อมได้ผลอย่างเดิม



ความคิดเห็นที่ 28

25 เม.ย. 2549 10:37
  1. It is better if we integrate our teaching approaches, not only grammar - translation but also natural way as well as communicative approach. In Thailand we focus on grammar of the English language. I agree with many academicians that we should teach our learners by using English through speaking. Thais study grammar more than the native speakers do. Yet, they can't communicate by speaking. They are too shy and are afraid of making some errors while speaking. I think that it is good if our country will use English as the second language (ESL), not as the foreign langauge (EFL) like nowadays.



ความคิดเห็นที่ 1

สุรัชน์
24 ก.พ. 2547 14:00
  1. ก็เน้นทั้งสองอย่างได้ไหมครับ คือเน้นการสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ที่ถูกหลักไวยากรณ์ อ้อ ... สนุกๆด้วยนะ



ความคิดเห็นที่ 21

สุรัชน์
9 มิ.ย. 2547 15:34
  1. โรงเรียนใดไม่มีก็น่าจะให้ห้องสมุดรับนะครับ ผมว่าถ้าโรงเรียนมีไว้อ่าน และครูก็ได้อ่าน น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ไม่แพงด้วย



ความคิดเห็นที่ 17

สุรัชน์
7 มิ.ย. 2547 11:16
  1. น่าสนใจมากครับคุณตำรวจ มุข car garden นี่น่าสนใจ โยงเข้าการเรียนได้เลย เด็กคงชอบมุขนี้ ผมเพิ่งอ่านสารปฏิรูป ฉบับล่าสุดนี่พาดหัวว่า ครูภาษาอังกฤษไม่ผ่านเกณฑ์ 70% เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผู้สนใจหารายละเอียดมาอ่านได้



ความคิดเห็นที่ 7

3 มี.ค. 2547 15:50
  1. ต่างจากที่เคยพบ ใน work shop การสอนวิชาฟิสิกส์อย่างไรให้ได้เป็นผล ... โดย คณะ profesor จาก Sweenburn U Australia ที่ศูนย์มานุษย์วิทยาสิรินธร ตลิ่งชันเมื่อหลายปีก่อน .. ทั้งในช่วงเวลา ของการ workshop และ imtermission break จะมีการโต้ตอบ ถกปัญหาต่างต่าง ๆกันไม่ขาด ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมนากันวิทยากร .. ปรากฏว่ากลุ่มผู้ที่มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเป็นกลุ่มอาจาร์ยหนุ่มสาว อายุน้อย ประมาณว่าเพิ่งจะเรียนจบใหม่ ๆ ผูดผิดบ้างถูกบ้าง สำเนียงก็ออกไปทางกะเหรี่ยงอยู่ไม่น้อย .. แต่ฟังแล้ว ก็ชื่นใจที่พวกเขากล้าแสดงออก ทั้งในเชิงวิชาการ และความคิดเห็น .. ส่วนรุ่นใหญ่ที่ มากไปด้วยประสบการณ์ มีโอกาสดูงานเมืองนอกอยู่ไม่ขาด กลับไม่พูดไม่จาสงวนถ้อยคำจนเลยนาทีสุดท้ายของการสัมมนา จะมีบ้าง ก็ ah ha , yes, okay i see เป็นระยะ ๆ



ความคิดเห็นที่ 3

27 ก.พ. 2547 12:30
  1. เคยสังเกต แม่ค้าแถวประตูน้ำ .. คนทำงานย่าน ตรอกข้าวสาร .. แม้กระทั่งพวกเืรือบริการนักท่องเที่ยวที่ท่าช้าง ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี อย่างภาษาสากล น่าทึ่งมากครับ ตลอดจน สามล้อ แทกซี่ Ghost Guide แถบท่าเตียน วัดโพธิ์ ก็ไม่แพ้กัน

    อย่า เผลอ เหมาว่าพวกนี้ไม่มีไวยากรณ์นะครับ .. พวกเขาซึมซับ grammar จากการสนทนา จนเป็นลมหายใจแล้วกระมัง อาจผิด บ้างถูกบ้าง พ.ศ. นี้แล้ว ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กันได้ดี

    โดยรวมแล้ว คนไทยเรา ระมัดระวังมาก เรื่องไวยากรณ์ เพราะเราผิด ถูก ได้ เสีย (คะแนน) กับเรื่องนี้มามากจนแทบไม่กล้าที่จะแสดงออกในด้านภาษานี้กันโดยทั่วไป

    แต่ grammar/ usage ก็ยังเป็นตัวแบ่งระดับ ผู้ที่สนทนาด้วย .. หากคุณใช้ภาษาได้ถูกต้องในไวยากรณ์ เลือกใช้คำที่เหมาะสมสื่อความได้ตรงและชัดเจน .. เขาจะเรียกว่า .. gentle man .. well educated .. อะไรทำนองนี้



ความคิดเห็นที่ 4

1 มี.ค. 2547 09:33
  1. เคยอ่านพบมาว่า มาตรฐานความรู้/การใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิตไทยต่ำ ค่อนข้างมาก แม้แต่ ระดับผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัย (สาขาทั่ว ๆ ) ไป เคยได้ พบ มาหลายรายแล้ว พวกที่จบในประเทศ ah ha, yes, okay, i see , ยืนพื้น .... พวกจบนอก เรียนมา 2- 5 ปี กลับมาทำงาน 5 ปี 10 ปี ชักจะออกสำเนียง karen เหมือนกัน ... พูดคุยเรื่อง กิน เที่ยว ลม ฟ้า อากาศ ละก็สบาย คุยวิชาการก็พอไหว พอเรื่อง ทรรศน์ / ความเห็น เศรษฐกิจ สังคม บ้านเมือง ศีลธรรม ปรัชญา ความรัก.สิทธิเสรีภาพ/มนุษยชน .. .ฯลฯ ก็ ออกแรง(ใช้มือ ? ) กันมากหน่อย ..

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น